เอไอเอทุ่มเปิด ‘AIA Connect’ ออฟฟิศหมื่นล้าน ชิงดีมานด์รัชดา

- เอไอเอ เปิดตัว ‘AIA Connect’ อาคารสำนักงานพรีเมียมแห่งใหม่บนถนนรัชดาภิเษก-พระราม 9 ด้วยงบลงทุนราว 10,000 ล้านบาท เพื่อรองรับดีมานด์ในย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ (New CBD)
- ชูแนวคิด “Home-Inspired Workplace” เพื่อตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่ที่ทำงานแบบ Hybrid Work พร้อมพื้นที่สำนักงานยืดหยุ่นแบบ Column-Free และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
- โครงการตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับ MRT สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารระดับโลกทั้ง LEED Gold และ WELL Gold
เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดตัว “AIA Connect” อาคารสำนักงานระดับพรีเมียมแห่งใหม่บนถนนรัชดาภิเษก-พระราม 9 ภายใต้แนวคิด “Home-Inspired Workplace” หวังตอบโจทย์องค์กรยุค Hybrid Work พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว และประกาศเดินหน้าศึกษาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใหม่ ทั้ง Data Center คลังสินค้า และโครงการอุตสาหกรรม
นายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัว AIA Connect ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในวาระครบรอบ 88 ปีของบริษัท และสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดอาคารสำนักงานระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านรัชดาภิเษก-พระราม 9 ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD)
อาคารแห่งนี้ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Where Possibilities Connect” เชื่อมต่อทั้งระบบคมนาคม เมือง และภาคธุรกิจ เพื่อให้เป็นมากกว่าพื้นที่สำนักงาน แต่เป็นระบบนิเวศที่สนับสนุนการทำงาน การใช้ชีวิต และการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
ด้าน ดร.มาร์ค โคนิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน แต่เอไอเอยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของประเทศไทย และมองว่าอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงยังเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างมั่นคง
เขาระบุว่า แนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณพื้นที่ ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร และการคำนึงถึงสุขภาวะกับความยั่งยืน ส่งผลให้อาคารสำนักงานเกรดพรีเมียมที่ตอบโจทย์แนวคิดดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากองค์กรขนาดใหญ่
“อาคารสำนักงานในอนาคตไม่ใช่เพียงสถานที่ทำงาน แต่ต้องช่วยยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ และสร้างคุณค่าให้กับผู้ลงทุนในระยะยาว” ดร.มาร์ค กล่าว
AIA Connect ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Home-Inspired Workplace ให้พื้นที่ทำงานมีความยืดหยุ่น รองรับรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร ทั้งพื้นที่รีเทล ร้านอาหาร คาเฟ่ ฟิตเนส พื้นที่สีเขียว และลู่เดินเพื่อสุขภาพ
โดยใช้งบลงทุนราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการอาคารสำนักงานที่ใช้เงินลงทุนสูงที่สุดของเอไอเอ ประเทศไทย จากพอร์ตอาคารสำนักงานทั้ง 4 แห่งในกรุงเทพฯ โดยบริษัทมองว่าเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของย่านรัชดาภิเษก-พระราม 9 ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็น New CBD ของเมือง
จุดเด่นของโครงการคือพื้นที่สำนักงานแบบ Column-Free ขนาด 1,700-2,100 ตารางเมตรต่อชั้น สามารถออกแบบพื้นที่ได้อย่างอิสระ รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างชั้นสำหรับองค์กรที่ต้องการขยายสำนักงานใหญ่หรือจัดตั้ง Innovation Hub
นอกจากนี้ อาคารยังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ทั้ง LEED Gold, WELL Gold และ WiredScore Platinum ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาวะของผู้ใช้อาคาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
สำหรับทำเลที่ตั้ง โครงการเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานี MRT ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และจะได้รับอานิสงส์เพิ่มเติมจากรถไฟฟ้าสายสีส้มในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของย่านรัชดาภิเษก-พระราม 9 ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ
ขณะที่ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ผู้บริหารภายหลังงานเปิดตัว ระบุว่า ปัจจุบัน AIA Connect มีอัตราการเช่าพื้นที่รวมทั้งส่วนสำนักงานและรีเทลประมาณ 30% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของปีนี้ โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ในปี 2570 และ 80% ในปี 2571
เปิดแผนลงทุนอสังหาฯ เล็งขยายธุรกิจคลังสินค้า-โลจิสติกส์
ในด้านแผนการลงทุน ดร.มาร์ค เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของเอไอเอในประเทศไทยยังมีไม่ถึง 5% ของพอร์ตทั้งหมด แต่บริษัทมีแผนทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยยังไม่มีการกำหนดกรอบวงเงินตายตัว เนื่องจากทุกโครงการต้องผ่านการพิจารณาด้านผลตอบแทนและความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์
นอกจากอาคารสำนักงานแล้ว บริษัทกำลังศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มใหม่ ได้แก่ Data Center, Warehouse และ Industrial Assets ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ทั้งจังหวัดชลบุรีและระยอง
ผู้บริหารยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันเอไอเอมีการลงทุนในคลังสินค้าแห่งหนึ่งบริเวณบางนา-ตราด กม.23 แล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการใหม่อีกหลายแห่งในกลุ่มโลจิสติกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่าการลงทุนค่อนข้างสูง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ภายใต้ข้อตกลงรักษาความลับ
ทั้งนี้ เอไอเอย้ำว่า บริษัทจะยังคงยึดหลักการลงทุนระยะยาว ไม่เร่งใช้งบลงทุนตามกรอบเวลา แต่จะเลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่มีคุณภาพ สามารถสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และสอดคล้องกับภารกิจในการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือกรมธรรม์ในระยะยาว มากกว่าการแสวงหาผลตอบแทนระยะสั้นจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
RESAM กระทุ้งกทม.ลดถนนผังเมือง เหลือ 5-10 สาย จาก 96 เส้นทางลดผลกระทบประชาชน

- สมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) เสนอให้ กทม. ลดจำนวนโครงการถนนตามผังเมืองรวมฉบับใหม่จาก 96 เส้นทาง เหลือไม่เกิน 10 เส้นทาง
- ให้เหตุผลว่าเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและความสามารถในการก่อสร้างจริงของ กทม. ในระยะ 5 ปี ซึ่งสามารถเวนคืนและตัดถนนใหม่ได้เพียงปีละ 1-2 โครงการ
- ชี้ว่าการกำหนดแนวถนนไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีกำหนดเวลาก่อสร้างที่ชัดเจน เป็นการจำกัดสิทธิและส่งผลกระทบต่อเจ้าของที่ดิน ทำให้ที่ดินถูกแช่แข็ง พัฒนาหรือซื้อขายได้ยาก
แม้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) จะมีสาระสำคัญในการผ่อนคลายการใช้ประโยชน์ที่ดินมากกว่าผังเมืองรวมฉบับปัจจุบัน
เพื่อรองรับการพัฒนาเมืองและการลงทุนในอนาคต แต่ประเด็นที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่อง คือการกำหนดแนวถนนตามผังเมืองรวม ซึ่งทั้งประชาชนและภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยยังคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินและส่งผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สิน
กระทุ้งลดถนนผังเมืองลดผลกระทบประชาชน
โดยมองว่าโครงการถนนหลายสายยังไม่มีความชัดเจนว่าจะก่อสร้างเมื่อใดในทางปฏิบัติ การขีดแนวถนนไว้ในผังเมืองส่งผลให้เจ้าของที่ดินต้องเผชิญข้อจำกัดในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การขออนุญาตก่อสร้าง หรือการใช้ประโยชน์จากที่ดินในบางรูปแบบ
รวมถึงการพิจารณาความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการกำหนดแนวถนนให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการจริง เพื่อลดผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนและภาคธุรกิจ
นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ได้เสนอขอยกเลิกโครงการถนนตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่เหลือเพียง 5 ถึง10 เส้นทาง ให้สอดคล้องกับงบประมาณและครอบคลุมในระยะ5ปีตามวาระที่ผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่บังคับใช้ หรือต่อปีกรุงเทพฯมีขีดความสามารถเวนคืนตัดถนนใหม่ เพียง 1-2 โครงการเท่านั้น หากกำหนดหลายเส้นทาง แผนก่อสร้างและงบประมาณไม่ชัดเจนเกรงว่าประชาชน เอกชนเจ้าของที่ดินจะได้รับผลกระทบ
“แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะปรับลดจำนวนโครงการถนนลงเหลือ 96 สายทาง จาก 148 สายทางก็ตาม ว่าในระยะยาวเป็นการรอนสิทธิ์ประชาชนเจ้าของที่ดินเนื่องจากการขีดแนวถนนตามผังเมืองล่วงหน้าเพื่อรองรับการก่อสร้างในอนาคต โดยไม่ทราบเวลาแน่ชัดว่าจะก่อสร้างเมื่อใด ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ ที่ดินถูกแช่แข็ง ที่สำคัญซื้อขายยาก สถาบันการเงินไม่พิจารณาหากที่ดินอยู่ในแนวถนนผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่”
กทม.ลดถนนผังเมือง 148สายเหลือ96สาย
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครได้พิจารณาปรับลดจำนวนโครงการถนนจาก 148 สายเหลือ 96 สาย หลังได้รับเสียงคัดค้านจากประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสาย ก และสาย ข ในเขตพญาไท ดินแดง จตุจักร และวัฒนา ส่วนถนนที่ยังคงอยู่ก็มีการปรับลดขนาดเขตทางลงเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเจ้าของที่ดินและชุมชนดังกล่าว
อย่างไรก็ตามเป้าหมายกรณีการกำหนดโครงการถนนไว้ในผังเมือง เพื่อต้องการลดผลกระทบในระยะยาวจากการเวนคืนบ้านเรือนประชาชนและการใช้งบประมาณรัฐ หากเมืองขยายตัวเกิดความแออัดปริมาณจราจรคับคั่งขึ้น ซึ่งการกำหนดแนวโครงการถนนไว้ล่วงหน้า ประชาชนสามารถอยู่อาศัยได้ หากใครต้องการก่อสร้าง ขยับขยาย จะต้องเว้นระยะถอนร่น เพื่อให้เป็นไปตามขนาดเขตทางที่กำหนดไว้ตามที่ผังเมืองกำหนดเท่านั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 10 ก.ค.69 ‘แข็งค่า’ สงครามยังไม่น่ากังวล

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ทวีความรุนแรงอย่างที่ตลาดกังวล
- ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์
- ทิศทางเงินบาทยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.36-33.48 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ตลาดได้กังวลก่อนหน้า (แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงพอควร โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงจากโซน 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สู่โซน 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED
ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินได้ทยอยกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์ขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หลังผู้เล่นในตลาดลดความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Meta +4.7% รวมถึง บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย AMD +5.7% ทว่าการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.6% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.27% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.81% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.30%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.78% หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง พร้อมปรับลดโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปมีการรีบาวด์สูงขึ้นเป็นวงกว้าง ยกเว้นหุ้นกลุ่มพลังงานที่เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ และหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะ AstraZeneca -6.2% หลังบริษัทรายงานผลการวิจัยยาในขั้นตอนการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายที่น่าผิดหวัง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.55% ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานและการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 36% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ เราคงประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ในกรอบ Sideways Down ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้ม FED ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเปลี่ยนสถานะถือครองชัดเจน จนกว่าจะรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อย สู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ลดลงบ้าง และหนุนการปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นและสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อฝั่งยุโรป ทั้ง อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี และฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนับสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานภาวะตลาดน้ำมันรายเดือนจากทาง IEA (IEA Monthly Report) ที่จะช่วยสะท้อนภาพตลาดน้ำมัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันได้
เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และนำมาสู่การปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทั้งราคาทองคำ และหุ้นธีม AI/Semiconductor (รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม) เงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยยังมีโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะปรับสถานะถือครอง อย่าง สถานะ Long USD อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทย โดยบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังคงทยอยเข้าซื้อหุ้นไทย รวมถึงบอนด์ไทยเพิ่มเติมได้ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะเป็นปัจจัยที่จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทไว้เหนือโซนแนวรับดังกล่าว
ในทางกลับกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากและมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันดิบกลับสู่โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่าได้ จะทำให้ ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อพอสมควร พร้อมทั้งกดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านสำคัญ และเปิดโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 ประจำวันที่ 10 ก.ค. 69

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 รายการใหญ่สุดแห่งปีของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) กลับมาแข่งขันในสัปดาห์ที่สาม
โดยในสัปดาห์ที่สาม ศึกลูกยางเนชันส์ลีก 2026 จะทำการแข่งขันกันทั้งหมด 3 สนาม ประกอบด้วย เซอร์เบีย, ฮ่องกง และ ญี่ปุ่น ช่วงระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2569
โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ลีก 2026 วันนี้
วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569
เวลา 01.00 น. เซอร์เบีย พบ ฝรั่งเศส (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 11.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ ตุรกี (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 16.00 น. ยูเครน พบ โดมินิกัน (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 17.20 น. โปแลนด์ พบ บราซิล (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 19.30 น. เบลเยียม พบ อิตาลี (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29, Monomax)
เวลา 21.30 น. บัลแกเรีย พบ สาธารณรัฐเช็ก (ถ่ายทอดสด : Monomax)
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569
เวลา 01.00 น. เยอรมนี พบ เนเธอร์แลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เจาะลึกภัยเงียบ วัณโรค ‘โรคคนจน’ ที่ถูกลืม ครองแชมป์เสียชีวิตอันดับหนึ่ง

- “วัณโรค”โรคที่สัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผู้ป่วยมักมีสถานะยากจน ทำให้ไม่มีพลังในการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ
- งบประมาณในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงถึงประมาณ 7,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณด้านวัณโรคกลับได้รับเพียงประมาณ 300 ล้าน
- วัณโรคถูกภาพจำของสังคมมองว่าเป็นโรคที่น่ารังเกียจ ส่งผลให้ผู้ป่วยมักปกปิดข้อมูลและไม่กล้าเปิดเผยตัวตน เพราะกังวลว่าจะถูกเลิกจ้าง
- สคร.7 ,มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคีเครือข่าย จัดทำแผนที่การดูแลผู้ป่วยและแผนบริการร่วมในกระบวนการคัดกรอง และมุ่งเน้นการติดตามดูแลรักษาให้ครบตามเกณฑ์มาตรฐาน
ท่ามกลางความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สร้างขึ้นมารักษาโรคต่าง ๆ มากมาย แต่ “วัณโรค” (Tuberculosis) กลับเป็นปัญหาที่ถูกลืม ปัจจุบันวัณโรคยังคงครองแชมป์สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อของประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าโรคติดต่ออื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ หากไม่นับรวมกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมะเร็งหรือหัวใจ อย่างไรก็ตาม วัณโรคกลับเผชิญกับภาวะเป็นภัยเงียบที่ถูกละเลยจากสังคมและภาครัฐมาอย่างยาวนาน ซึ่งนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้อำนวยการกองทุนโลก อดีตผู้อำนวยการกองวัณโรค ซึ่งขับเคลื่อนงานเพื่อยุติปัญหานี้มานานกว่าสามทศวรรษ สะท้อนมุมมองสำคัญว่า แท้จริงแล้ววัณโรคคือโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาโดยตลอด จนสามารถนิยามได้ว่าเป็น โรคคนยากจน หรือ โรคคนจน เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมที่เหลื่อมล้ำส่งผลให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่มีพลังในการรวมตัวกันเพื่อส่งเสียงเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ต่างจากกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งมาก มีพลังภาคประชาชนและมีกระบอกเสียงที่ชัดเจนในการสะท้อนความต้องการและการต่อรองสิทธิประโยชน์รักษาพยาบาลต่อรัฐบาลได้
ถอดรหัส “โรคคนจน” และความเหลื่อมล้ำเชิงงบประมาณ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเป็นผลมาจากลักษณะและธรรมชาติของการรักษา ซึ่งส่งผลต่อความแตกต่างต่อแรงขับเคลื่อนทางสังคม โดยผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีเงื่อนไขการรักษาที่จำเป็นต้องรับประทานยาต่อเนื่องไปตลอดชีวิตเพื่อคงสุขภาพที่ดีและปกป้องตนเอง ส่งผลให้กลุ่มผู้ติดเชื้อมีแรงผลักดันและเป้าหมายร่วมกันอย่างถาวรในการรวมตัวกันรักษาสิทธิระบบสนับสนุนด้านยาในระยะยาว ตรงกันข้ามกับผู้ป่วยวัณโรคที่เป็นโรคติดต่อที่รักษาให้หายขาดได้จากการทานยา และเมื่อกระบวนการรักษาเสร็จสิ้นจนร่างกายกลับมาแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยมักจะเลือกหายตัวไป โดยไม่อยากกลับมาร่วมรณรงค์ ส่งพลัง หรือทำกิจกรรมทางสังคมต่อ เนื่องจากความกังวลใจและความกลัวส่วนตัวที่ไม่อยากให้คนรอบข้างและสังคมรับรู้ว่าตนเองเคยติดเชื้อวัณโรคมาก่อน
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ โดยปัจจุบันงบประมาณที่จัดสรรลงไปในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงถึงประมาณ 7,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณด้านวัณโรคกลับได้รับเพียงประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น ความแตกต่างที่มหาศาลนี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการบริการและขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ที่ต้องทำงานบนความเสี่ยงจากการติดเชื้อในชีวิตประจำวัน แต่กลับขาดแคลนค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม
นอกจากนี้ พญ.ผลิน ยังประเมินว่า การพึ่งพาเม็ดเงินสนับสนุนจากกองทุนโลกเป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากปริมาณเงินที่สนับสนุนที่ไม่ได้รับการสนใจ อันเนื่องมาจากด้วยมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศที่ประเมินว่าประเทศไทยก้าวข้ามไปสู่สถานะประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบรัฐสวัสดิการและการดูแลสุขภาวะของประชากรที่มีคุณภาพเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ตราบาปสังคมและยาเก่า 50 ปี
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญในการควบคุมโรคคือ ตราบาปทางสังคม และความกลัวในการถูกตีตรา เนื่องจากวัณโรคถูกภาพจำของสังคมมองว่าเป็นโรคที่น่ารังเกียจ ส่งผลให้ผู้ป่วยมักปกปิดข้อมูลและไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเพราะกังวลว่าจะถูกเลิกจ้างงานหรือถูกเชิญออกจากงาน ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ป่วยเลือกที่จะหลบซ่อนตัวแทนการเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างเปิดเผย
ความยากลำบากทางกายภาพของผู้ป่วยยังถูกซ้ำเติมด้วยยาที่ใช้รักษาในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นยาสูตรเก่าที่ใช้งานมานานกว่า 50 ปี ยาดังกล่าวต้องการระยะเวลาในการรับประทานต่อเนื่องที่ยาวนานหลายเดือน และมีผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อร่างกาย เช่น ความเสี่ยงต่อการเกิดอาการตาบอดจากอาการแพ้ยาอย่างหนัก ส่งผลให้ผู้ป่วยเลือกที่จะหยุดยาก่อนกำหนด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่ภาวะวัณโรคดื้อยาที่ทวีความรุนแรงและรักษาได้ยากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้กำลังส่งผลกระทบในระดับระหว่างประเทศ โดยในปัจจุบันสายตาของนานาชาติกำลังเพ่งเล็งสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลต่อมาตรการขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มกำหนดให้คนไทยต้องผ่านการตรวจคัดกรองวัณโรคอย่างเข้มงวดก่อนเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เชิงเศรษฐกิจและการเดินทางของไทยในอนาคตหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ภาพสะท้อนจากด่านหน้าและความท้าทายในพื้นที่
ในมิติการปฏิบัติตามนโยบายระดับประเทศเพื่อควบคุมโรคด่านหน้า นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร. 7) จังหวัดขอนแก่น ได้ยกระดับการวินิจฉัยและการเฝ้าระวังโรค ทางหน่วยงานได้ผลักดันนโยบายระดับประเทศลงสู่การปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น ผ่านการขับเคลื่อนให้ผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจวิเคราะห์ทางโมเลกุล (Molecular) ครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ เพื่อทดสอบหาเชื้อและความไวต่อยาได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งเริ่มต้นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการคัดกรอง และมุ่งเน้นการติดตามดูแลรักษาให้ครบตามเกณฑ์มาตรฐานพร้อมเฝ้าระวังภาวะดื้อยาอย่างเข้มงวด
สำหรับกลยุทธ์เชิงนวัตกรรมระดับพื้นที่ของเขตสุขภาพที่ 7 ได้มีกระบวนการจัดการวัณโรคระยะแฝง (LTBI) เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อให้เจอกลุ่มแรกเริ่มและให้ยารักษาทันทีก่อนที่เชื้อจะพัฒนาไปสู่ระยะลุกลาม โดยมีการบูรณาการทำแผนงานเชิงระบบร่วมกันระหว่าง สคร. 7 มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคีเครือข่าย ผ่านการจัดทำแผนที่การดูแลผู้ป่วยหรือแคร์แมป (Care Map) และแผนบริการร่วม (Service Plan) เพื่อทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าของผู้ป่วยก่อนรับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีสภาพร่างกายที่แข็งแรง และสามารถกินยาได้อย่างต่อเนื่องครบเกณฑ์
กระบวนการดังกล่าวยังได้รับการหนุนเสริมด้วยระบบการบริหารทรัพยากรที่แข็งแกร่ง โดยการจัดทำแผนที่เครื่องมือแพทย์ อย่างเป็นระบบเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน เช่น การจัดสรรรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ การส่งเครื่องเอกซเรย์ขนาดพกพา ลงไปช่วยคัดกรองในพื้นที่ทุรกันดาร ตลอดจนจุดตรวจทางโมเลกุลที่ทันสมัยอย่างระบบ TB Lamp 12 แห่ง เครื่องตรวจยีน GeneXpert 12 แห่ง และเครื่องตรวจระบบ PCR อีก 9 แห่ง ทั่วทั้งภูมิภาค
ขณะที่ห้องปฏิบัติการ ส่วนกลางของ สคร. 7 ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักคอยรองรับการทดสอบแก่สถานพยาบาลย่อยที่ยังขาดศักยภาพตรวจวิเคราะห์เอง พร้อมมีศูนย์ประสานงาน TB Referral Center และกลไกของกลุ่ม “อสม. TB” ในระดับชุมชนคอยดูแลประคับประคองผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งการจัดการเชื่อมต่อระบบอย่างเป็นระบบเช่นนี้ คือความพยายามสูงสุดในการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพื้นที่ด่านหน้า
ท้ายที่สุด พญ.ผลิน เน้นยํ้าว่า การยุติภัยเงียบของวัณโรคในสังคมไทยอย่างยั่งยืน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากมาตรการระยะสั้นที่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงอีเวนต์ในลักษณะไฟไหม้ฟางแล้วเงียบหายไป แต่ต้องการความจริงจังเชิงนโยบายจากรัฐบาลในการยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระสำคัญของชาติ ผ่านการลงทุนเชิงระบบทั้งงบประมาณและเทคโนโลยี การรุกค้นหาผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะวัณโรคแฝงเชิงรุกอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการผสานพลังร่วมกับงานวิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อคืนสิทธิ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับกลุ่มผู้ป่วยที่ไร้เสียงในสังคมไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
จีนเปิดตัวแบตเตอรี่นิวเคลียร์คาร์บอน-14 ไม่ต้องชาร์จ จ่ายพลังงานนานหลายพันปี

- มหาวิทยาลัยในจีนเปิดตัวแบตเตอรี่นิวเคลียร์ “Tianshu” ที่ใช้ไอโซโทปคาร์บอน-14 ซึ่งมีครึ่งชีวิตยาวนานกว่า 5,700 ปี ทำให้สามารถจ่ายพลังงานได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องชาร์จ
- แบตเตอรี่รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีขนาดเล็กลง 83% แต่ให้กำลังไฟฟ้าและความหนาแน่นพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
- เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการแหล่งพลังงานเสถียรและใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องบำรุงรักษา เช่น อวกาศ อุปกรณ์สำรวจใต้ทะเลลึก และเซ็นเซอร์ IoT
มหาวิทยาลัยครูภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (Northwest Normal University) เปิดตัวผลงานวิจัยด้านพลังงานนิวเคลียร์รุ่นใหม่ ภายใต้แบรนด์ “Qianjiyuan” (千纪源) พร้อมเผยโฉมผลิตภัณฑ์ 2 รายการ ได้แก่ แบตเตอรี่นิวเคลียร์คาร์บอน-14 รุ่น “Tianshu” (天枢) และตัวแปลงพลังงานซิลิคอนคาร์ไบด์ รุ่น “Nengshu” (能枢) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศทั้งหมด
โครงการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นอีกก้าวของจีนในการพัฒนาแหล่งพลังงานขนาดเล็กอายุการใช้งานยาวนาน รองรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอวกาศ อุปกรณ์ตรวจวัดระยะไกล และระบบที่ไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เป็นเวลานาน
พลังงานสำหรับภารกิจที่ต้องทำงานต่อเนื่องหลายปี
แบตเตอรี่นิวเคลียร์ถูกนำไปใช้ในงานที่ต้องการแหล่งพลังงานมีเสถียรภาพและไม่ต้องบำรุงรักษา เช่น การสำรวจอวกาศ การสำรวจใต้ทะเลลึก งานในพื้นที่ขั้วโลก อุปกรณ์ตรวจวัดแบบไร้ผู้ดูแล รวมถึงยุทโธปกรณ์เฉพาะทาง
ที่ผ่านมา เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านกำลังไฟฟ้าส่งออก การออกแบบที่มีขนาดใหญ่ และต้นทุนการผลิตที่สูง ทำให้การประยุกต์ใช้ยังอยู่ในวงจำกัด
ใช้คาร์บอน-14 อายุครึ่งชีวิตกว่า 5,700 ปี
ศาสตราจารย์ ซู เหมากิน หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า คาร์บอน-14 มีอายุครึ่งชีวิตประมาณ 5,730 ปี ทำให้ในทางทฤษฎีแบตเตอรี่นิวเคลียร์ชนิดนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายพันปี โดยไม่ต้องชาร์จเหมือนแบตเตอรี่ลิเธียมทั่วไป เนื่องจากพลังงานเกิดจากการสลายตัวของไอโซโทปกัมมันตรังสี
ทีมวิจัยระบุว่า แบตเตอรี่ยังสามารถทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิ -100 ถึง 200 องศาเซลเซียส และได้นำแหล่งกำเนิดรังสีคาร์บอน-14 มาทำงานร่วมกับตัวแปลงพลังงานที่ผลิตจากซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) เพื่อเพิ่มกำลังไฟฟ้าส่งออกสู่ระดับไมโครวัตต์ รองรับการใช้งานในเซ็นเซอร์ IoT ยานสำรวจใต้ทะเลลึก และยานอวกาศ
รุ่นใหม่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหลายด้าน
แบตเตอรี่นิวเคลียร์รุ่น Tianshu มีปริมาตรเพียง 16.8 ลูกบาศก์เซนติเมตร ภายในบรรจุแหล่งกำเนิดคาร์บอน-14 ปริมาณ 129 มิลลิคูรี (mCi)
ผลการทดสอบระบุว่า
- กระแสลัดวงจร 0.713 ไมโครแอมป์
- แรงดันไฟฟ้าวงจรเปิด 2.06 โวลต์
- ค่า Fill Factor 0.77
- กำลังไฟฟ้าสูงสุด 1.13 ไมโครวัตต์
เมื่อเทียบกับต้นแบบ “Zhulong-1” ที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แบตเตอรี่นิวเคลียร์รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยค่ากัมมันตภาพจำเพาะของแหล่งกำเนิดรังสีเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า แต่ใช้วัสดุกัมมันตรังสีเพียง 22% ของรุ่นเดิม ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่กระแสลัดวงจรเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า และกำลังไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มขึ้น 2.6 เท่า
ขนาดเล็กลง 83% ความหนาแน่นพลังงานเพิ่ม 15.5 เท่า
ทีมวิจัยระบุว่า แม้ยังคงรักษาระดับแรงดันไฟฟ้าและเสถียรภาพของการจ่ายพลังงานไว้ได้ แต่ตัวแบตเตอรี่มีขนาดเล็กลงอย่างมาก โดยมีขนาดเหลือเพียง 17% ของรุ่นก่อน หรือย่อส่วนลงราว 83% ขณะที่ความหนาแน่นกำลังไฟฟ้าต่อปริมาตรเพิ่มขึ้นถึง 15.5 เท่า
การปรับปรุงดังกล่าวช่วยแก้ข้อจำกัดสำคัญของแบตเตอรี่นิวเคลียร์คาร์บอน-14 ในอดีต ทั้งด้านประสิทธิภาพ ขนาด และต้นทุนการผลิต พร้อมเพิ่มโอกาสในการนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรมที่ต้องการแหล่งพลังงานระยะยาว
พัฒนาเทคโนโลยีได้ครบทั้งห่วงโซ่
มหาวิทยาลัยครูภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ระบุว่า ผลงานภายใต้แบรนด์ Qianjiyuan แสดงให้เห็นว่าจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่นิวเคลียร์คาร์บอน-14 ได้ครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตไอโซโทป การออกแบบตัวแปลงพลังงาน การบรรจุหีบห่อเพื่อความปลอดภัย ระบบจัดการพลังงานระดับไมโครวัตต์ ไปจนถึงการทดสอบใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม แม้คาร์บอน-14 จะมีอายุครึ่งชีวิตกว่า 5,700 ปี แต่กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จะค่อย ๆ ลดลงตามการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี จึงทำให้คำว่า “จ่ายพลังงานต่อเนื่องนานหลายพันปี” เป็นศักยภาพในทางทฤษฎีของเทคโนโลยี มากกว่าจะหมายถึงอายุการใช้งานที่รับประกันในสภาพการใช้งานจริง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน มีประโยคไหนต้องติดปาก ไว้รับมือทุกสถานการณ์

การสื่อสารเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เนื่องจากคนเราจำเป็นต้องพูดคุย สร้างปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันตลอดเวลา อาทิ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แบ่งปันความสุขทุกข์ ตลอดจนไถ่ถามเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่ ๆ จากบุคคลรอบข้าง ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่น้อยคนนักจะหลีกเลี่ยงไม่สื่อสารกับผู้อื่นได้ เราจึงยกตัวอย่างมาให้เพื่อนๆกัน ซึ่งเป็นประโยคที่เราได้ใช้ในทุกวัน ได้แก่
1. ทักทาย ผูกมิตร กับผู้คนทั่วไป
2. ถามเส้นทางการสัญจรไปไหนมาไหน
3. พูดคุยเรื่องสุขภาพทั่วไป กับคนรอบข้าง หรือเมื่อตัวเองเจ็บป่วยในต่างแดน
4. พูดคุยเรื่องอาหารในชีวิตประจำวัน (สั่งอาหาร – สอบถามเรื่องเมนู)
ทว่าในกรณีที่เราจำเป็นต้องพูดคุยในชีวิตประจำวันเป็นประโยคภาษาอังกฤษ อาจทำให้ใครหลายคนกังวลและสูญเสียความมั่นใจ จนนำมาซึ่งอาการคิดประโยคที่ต้องใช้สื่อสารไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง วันนี้เราจึงรวบรวมประโยค การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ตามแต่ละสถานการณ์มาแบ่งปัน เพื่อฝึกฝน หรือนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้คล่องแคล่วติดปากมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีประโยคใดและสถานการณ์ใดบ้างนั้น เราจะนำเสนอเป็นแต่ละสถานการณ์ โดยเริ่มจาก
1. ทักทาย ผูกมิตร กับผู้คนทั่วไป
แน่นอนว่าในการผูกมิตรสัมพันธ์หรือการพูดคุยกับผู้คนทั่วไป การกล่าวคำทักทายเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่เราจำเป็นต้องสื่อสารออกมาให้ดีก่อนเสมอ เพราะไม่ว่าจะสื่อสารกับชาติใด การทักทายก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าเป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่ดี
ยกตัวอย่างประโยคการทักทายกับคนทั่วไป
- Hello, my name is … (สวัสดี ฉันชื่อ …)
- Good morning, how are you? (สวัสดีตอนเช้า คุณสบายดีไหม?)
- Good night. (ราตรีสวัสดิ์)
- Good afternoon. (สวัสดียามบ่าย)
- What’s up? (สบายดีรึเปล่า?) ประโยคนี้ใช้กับเพื่อนสนิทเท่านั้น
- Nice to meet you. (ยินดีที่ได้รู้จัก)
- I really appreciate … (ฉันรู้สึกขอบคุณเรื่อง ….)
- Thanks so much. (ขอบคุณมาก ๆ)
- I’m good. (ฉันสบายดี)
- Not bad. (ก็ดีนะ)
2. ถามเส้นทางการสัญจรไปไหนมาไหน
ทุกครั้งที่เราต้องออกเดินทางไกล ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยวหรือทำงาน การสื่อสารให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยให้การเดินทางของเราไปถึงที่หมายได้ถูกต้องรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ยกตัวอย่างประโยคการสอบถามการเดินทาง
- What time does the plane depart? (เครื่องบินจะออกกี่โมง?)
- Where do I check-in? (ฉันจะตรวจเอกสารเดินทางได้ที่ไหน?)
- Where is the nearest train station? (สถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน?)
- Where can I get a taxi? (ฉันสามารถเรียกแท็กซี่ได้ที่ไหน?)
- What’s the free luggage allowance? (ให้น้ำหนักสัมภาระฟรีกี่กิโลกรัม?)
- I have missed my flight. Could you help me please? (ฉันตกเครี่อง คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม?)
- Can I have a window/aisle seat? (ฉันขอที่นั่งริมหน้าต่าง/ติดทางเดิน ได้หรือไม่?)
- I’m lost. Help me please (ฉันหลงทาง ช่วยฉันด้วยนะ)
- Have a good trip. (เที่ยวให้สนุกนะ)
- Where’s the toilet? (ห้องน้ำอยู่ทางไหนหรือครับ/คะ?)
3. พูดคุยเรื่องสุขภาพทั่วไป กับคนรอบข้าง หรือเมื่อตัวเองเจ็บป่วยในต่างแดน
อาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในกรณีที่เราต้องเดินทางไกลหรืออยู่ในต่างแดน การพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราจำเป็นต้องสื่อสารให้ได้ชัดเจนและคล่องแคล่วอยู่เสมอ
ยกตัวอย่างประโยคคำถามเช่น
- Are you alright? (คุณสบายดีหรือเปล่า?)
- What’s the matter? (เป็นอะไร?)
- What’s the matter with you? (เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคุณ?)
- What are your symptoms? (อาการของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?)
- Do you have a headache? (คุณปวดศีรษะไหม?)
- Do you have a fever/high temperature? (ตัวคุณร้อนหรือไข้ขึ้นหรือไม่?)
- How do you feel now? (ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร?)
- How have you been keeping? (คุณเป็นอย่างไรบ้าง?) ใช้ถามเกี่ยวกับสุขภาพ
- Are you feeling any better? (คุณรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?)
- How is everything with your health? (สุขภาพของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?)
สำหรับคำตอบที่นิยมใช้โดยทั่วไป คือ
- I’m fine. (ฉันสบายดี)
- I feel sick. (ฉันรู้สึกป่วย)
- Not so good. (ไม่ดีเลย)
- Not very well. (ไม่ดีเลย)
- I don’t feel well. (ฉันรู้สึกไม่ดี)
- I’m sick. (ฉันป่วย)
- I’m in bad shape. (ฉันรู้สึกแย่)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
กิน “แอปเปิ้ลเขียว” ตอนไหนดีที่สุด? หลายคนกินผิดเวลาโดยไม่รู้ตัว

แอปเปิ้ลเขียว เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับคนดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก เพราะมีใยอาหารสูง น้ำตาลต่ำ และช่วยให้อิ่มนาน หากถามว่า ควรกินแอปเปิ้ลตอนไหนดีที่สุด ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้กินในช่วงเช้าหรือก่อนมื้ออาหาร เพื่อช่วยเรื่องการขับถ่าย การควบคุมความหิว และเพิ่มประสิทธิภาพของการเผาผลาญพลังงาน
แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะแอปเปิ้ลเขียวและแอปเปิ้ลแดง แม้จะให้สารอาหารใกล้เคียงกัน แต่ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันเล็กน้อย ทำให้เหมาะกับเป้าหมายด้านสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน
แอปเปิ้ลเขียว กับ แอปเปิ้ลแดง ต่างกันอย่างไร?
แอปเปิ้ลแดงมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในเปลือกสีแดงเข้ม และยังมีวิตามินซีสูงกว่าในบางสายพันธุ์ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง
ส่วนแอปเปิ้ลเขียวมีน้ำตาลต่ำกว่าและมีใยอาหารสูงกว่า จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังมีคลอโรฟิลล์และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ควรกินแอปเปิ้ลตอนไหนดีที่สุด?
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกินแอปเปิ้ลเขียวขึ้นอยู่กับเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน แต่โดยรวมแล้วช่วงเช้าถือเป็นเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมากที่สุด เพราะช่วยให้ร่างกายได้รับใยอาหารและพลังงานตั้งแต่เริ่มต้นวัน
| ช่วงเวลา | เหมาะกับใคร | ประโยชน์ |
|---|---|---|
| ตอนเช้า หรือพร้อมมื้อเช้า | คนทั่วไป | ช่วยเพิ่มใยอาหาร กระตุ้นระบบขับถ่าย และอิ่มนาน |
| ก่อนอาหาร 15–30 นาที | ผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก | ช่วยลดความหิวและลดปริมาณอาหารในมื้อหลัก |
| ของว่างช่วงบ่าย | ผู้ที่อยากลดของหวาน | ช่วยลดการกินจุกจิกและเพิ่มสารอาหาร |
| หลังอาหาร | ผู้ที่ไม่มีปัญหาระบบย่อย | สามารถรับประทานได้ แต่บางคนอาจรู้สึกแน่นท้อง |
กินแอปเปิ้ลตอนกลางคืนได้ไหม?
แม้จะสามารถรับประทานได้ แต่ระบบย่อยอาหารในช่วงค่ำจะทำงานช้าลง ทำให้บางคนเกิดอาการท้องอืดหรือแน่นท้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีระบบย่อยอาหารค่อนข้างไว จึงควรหลีกเลี่ยงการกินก่อนนอนทันที
ประโยชน์ของแอปเปิ้ลเขียว
- ช่วยให้อิ่มนาน เพราะมีใยอาหารสูง
- เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก
- ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ส่งเสริมระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก
- อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์
- มีวิตามินซี ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
- มีเพกทิน (Pectin) ช่วยบำรุงสุขภาพลำไส้
- ช่วยดูแลผิวพรรณและสนับสนุนการสร้างคอลลาเจน
แอปเปิ้ล 1 ลูก กี่แคลอรี?
แอปเปิ้ลเขียวขนาดกลาง 1 ลูก ให้พลังงานประมาณ 90–95 กิโลแคลอรี ถือว่าเป็นผลไม้พลังงานไม่สูงและเหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก
แนะนำให้รับประทานทั้งผลพร้อมเปลือกที่ล้างสะอาด เพราะจะได้รับใยอาหารและสารโพลีฟีนอลมากกว่าการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ซึ่งมักสูญเสียใยอาหารและอาจมีการเติมน้ำตาลเพิ่มเติม
สรุป แอปเปิ้ลเขียว เป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง น้ำตาลต่ำ และเหมาะกับผู้ที่ดูแลสุขภาพหรือควบคุมน้ำหนัก หากต้องการได้รับประโยชน์สูงสุด ควรกินในช่วงเช้าหรือก่อนมื้ออาหาร และเลือกรับประทานแบบผลสดพร้อมเปลือก เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหารและสารอาหารอย่างครบถ้วน ทั้งนี้การมีสุขภาพที่ดีควรควบคู่กับการออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ และการรับประทานอาหารที่หลากหลาย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 10/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,850.00 | 65,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,192.00 | 63,550.72 | 65,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,772.80 | 57,195.65 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,353.60 | 50,840.58 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,886.40 | 28,597.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,467.20 | 22,242.75 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,344.04 | 65,855.65 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 10/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 34.94 | 34.94 | 35.44 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 34.57 | 34.57 | 35.07 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.94 | 29.94 | 30.14 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.88 | 25.88 | – | – | – | – | – | – | 25.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 43.93 | – | – | 48.41 | – | 44.43 | 44.08 | – | 43.93 |
| ดีเซล | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| ดีเซล B20 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







