BKK Housing Matching 2.0 พลิกเกมคนกรุงจากหาบ้านสู่สร้างโอกาสมีบ้าน

- โครงการ BKK Housing Matching 2.0 ต่อยอดความสำเร็จจากเฟสแรก โดยขยายกลุ่มเป้าหมายจากบุคลากร กทม. สู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
- ยกระดับแพลตฟอร์มให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่อยู่อาศัยครบวงจร โดยเพิ่มทางเลือกทั้งห้องเช่าราคาประหยัด ทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และการนำอาคารเก่ามาปรับปรุงเพื่อปล่อยเช่า
- แก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ด้วยการผลักดันโมเดล “เช่าเพื่อซื้อ” (Rent-to-Own) และจัดตั้ง “โรงเรียนการเงิน” เพื่อช่วยสร้างวินัยและศักยภาพทางการเงินให้ผู้ที่ต้องการมีบ้าน
จากแพลตฟอร์มที่เริ่มต้นด้วยภารกิจจับคู่ “คนกับบ้าน” ให้ข้าราชการกรุงเทพมหานคร วันนี้ BKK Housing Matching Platform เดินสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ได้รับความไว้วางใจกลับมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 โครงการไม่ใช่เพียงเว็บไซต์รวมอสังหาริมทรัพย์ แต่กำลังถูกยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยของคนเมือง เชื่อมข้อมูล “Demand-Supply” เข้ากับระบบการเงิน ตลาดเช่า และทรัพย์สินรอการขาย เพื่อขยายโอกาสให้คนทำงานรุ่นใหม่และผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเข้าถึง “บ้านหลังแรก” ได้จริง
จาก“บ้านมีอยู่”สู่“คนเข้าถึงไม่ได้”
กรุงเทพมหานคร กำลังเผชิญความย้อนแย้งครั้งใหญ่ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีสินค้าจำนวนมาก! ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และทรัพย์มือสอง แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับยัง “เข้าไม่ถึง” ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ปัญหาไม่ใช่การขาด Supply หากแต่อยู่ที่ “การจับคู่” ระหว่างบ้านกับผู้ซื้อยังไม่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
นี่คือจุดตั้งต้นของ BKK Housing Matching Platform โครงการที่ สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย กรุงเทพมหานคร (สพอ.) ร่วมกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์และภาคเอกชน พัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมผู้ต้องการที่อยู่อาศัยกับผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ
เฟสแรกบทพิสูจน์ว่าการจับคู่ “เวิร์ก”
จิตรกร พยัฆโส ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ระยะแรกของโครงการมุ่งสำรวจความต้องการของข้าราชการและบุคลากร กทม. ก่อนพบว่ามีความต้องการที่อยู่อาศัยมากกว่า 4,000-5,000 คน จากข้อมูล กทม.จึงจับมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คัดเลือกโครงการราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเข้าสู่แพลตฟอร์ม พร้อมจัดงาน Housing Expo ได้การตอบรับเกินคาด! มียอดจองหลัก 100 ราย และนำไปสู่การซื้อขายจริง 60-70 ราย ตัวเลขอาจไม่มากนักเมื่อเทียบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเทศ แต่ถือเป็น “Proof of Concept” ว่าโมเดลการใช้ข้อมูลความต้องการมาจับคู่กับอุปทานสามารถสร้างธุรกรรมจริงได้

เฟส 2 เปลี่ยนเป็นนโยบายเมือง
โจทย์ใหม่จากนี้ คือการขยายแพลตฟอร์มจากบุคลากร กทม. ไปสู่ประชาชนทั้งเมือง เมื่อผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้รับเลือกกลับมาบริหาร กทม. อีกสมัย โครงการจะถูกยกระดับเป็น “BKK Housing Matching 2.0” ที่เปิดกว้างสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ คนวัยเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) และผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน แต่คือการสร้างฐานข้อมูล Demand ของคนกรุงเทพฯ เพื่อให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงมากขึ้น
จุดเปลี่ยนของตลาดเช่าคนเมือง
หนึ่งในฟีเจอร์สำคัญ คือการนำ “ห้องเช่าราคาประหยัด” ไม่เกิน 5,000 บาท เข้าสู่แพลตฟอร์ม กทม.เตรียมประสานผู้ประกอบการอพาร์ตเมนต์และหอพัก รวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง ให้ประชาชนค้นหาที่พักตามทำเล ราคา และระยะทางจากสถานที่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
“นี่ไม่ใช่เพียงฐานข้อมูลห้องเช่า แต่คือการลดต้นทุนการใช้ชีวิตของแรงงานเมือง เพราะค่าเดินทางและค่าเช่าที่พักยังเป็นต้นทุนสำคัญของคนทำงานรุ่นใหม่เมื่อบ้านอยู่ใกล้งาน คุณภาพชีวิตก็มีโอกาสดีขึ้นตามไปด้วย”
ปลุกทรัพย์ NPA ให้กลับมามีชีวิต
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการนำทรัพย์สินรอการขาย (NPA) จากสถาบันการเงิน เช่น BAM และ SAM เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์ม ทรัพย์เหล่านี้ ซึ่งจำนวนไม่น้อยอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์
ซึ่งหากเชื่อมข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัย ทั้งยังช่วยลดภาระการถือครองสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน
เปลี่ยนบ้านร้างให้เป็นบ้านเช่า
มากกว่าการขาย โครงการยังมองถึงการเพิ่ม Supply ผ่านโมเดล “ปรับปรุงทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า”แนวคิดคือการสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำทรัพย์มือสองหรืออาคารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปรับปรุงเป็นที่อยู่อาศัยให้เช่า หากเกิดขึ้นได้จริงจะช่วยเพิ่มสต็อกบ้านเช่าในเมืองโดยไม่ต้องรอการก่อสร้างใหม่ ลดต้นทุน และตอบโจทย์คนที่ยังไม่พร้อมซื้อบ้าน
“บทเรียนสำคัญจากเฟสแรกคือ ผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยถูกปฏิเสธสินเชื่อ แม้จะมีความต้องการซื้อจริง สาเหตุหลักมาจากภาระหนี้ รายได้ไม่เพียงพอ หรือประวัติทางการเงิน นั่นทำให้ กทม. มองว่าการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ไม่สามารถจบที่การจับคู่บ้านกับผู้ซื้อ แต่ต้องเชื่อมไปถึงระบบการเงินด้วย”
Rent-to-Own ทางผ่านก่อนเป็นเจ้าของ
หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกผลักดัน คือโครงการ Rent-to-Own หรือ “เช่าเพื่อซื้อ” ผู้เช่าสามารถนำค่าเช่ามาสะสมเป็นเงินดาวน์ในอนาคต เปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่มีเงินก้อนเริ่มต้นเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น สำหรับกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านเกณฑ์สินเชื่อแนวคิดนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่าง “อยากซื้อ” กับ “ยังซื้อไม่ได้”
โรงเรียนการเงิน เติมวินัยก่อนเติมบ้าน
อีกแนวคิดที่น่าสนใจ คือการจัดตั้ง “โรงเรียนการเงิน” ร่วมกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ผู้ที่กู้ไม่ผ่านจะได้รับการฝึกวินัยการออม วางแผนการเงิน และสะสมเงินดาวน์เป็นระยะเวลาหนึ่ง พร้อมสร้างประวัติทางการเงินที่ดีขึ้น
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในอนาคต จะต้องเริ่มจากการสร้าง “ศักยภาพของผู้ซื้อ” ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนบ้านในตลาด
หัวใจของเฟส 2 คือการทำ Demand Survey ในประชาชนทั่วไป กทม.สำรวจว่าคนทำงานรุ่นใหม่ต้องการอยู่ย่านใด งบประมาณเท่าไร เดินทางด้วยระบบขนส่งแบบไหน ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดไปจับคู่กับ Supply ที่มีอยู่ นี่คือการเปลี่ยนนโยบายที่อยู่อาศัยจากการทำงาน
“หากระบบพัฒนาได้เต็มรูปแบบ BKK Housing Matching Platform จะไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มหาบ้าน แต่จะกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต”
เชื่อมดีมานด์-ซัพพลาย
ด้านพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมโยง “ความต้องการซื้อ” (Demand) กับ “อุปทาน” (Supply) ที่มีอยู่ในตลาด ผ่านการนำที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการมาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบ้านในระดับราคาที่เหมาะสม
ผลสำรวจความต้องการของข้าราชการสามัญและข้าราชการครูในสังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่ามีผู้ต้องการที่อยู่อาศัยสูงถึง 4,000-5,000 ราย ส่งผลให้โครงการมุ่งคัดเลือกที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเข้าสู่แพลตฟอร์มเป็นหลัก
“งาน Expo เมื่อ 8-9 พ.ค. มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน เกิดยอดจองราว 100 ยูนิต มูลค่ารวมเกือบ 300 ล้านบาท ปัจจุบันปิดการขายพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ได้แล้ว 60-70 ราย ขณะที่ทรัพย์สินที่มีราคาสูงสุดซึ่งปิดการขายได้อยู่ที่ 4.99 ล้านบาท สะท้อนว่าความต้องการที่อยู่อาศัยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มราคาต่ำ แต่ครอบคลุมผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นในบางส่วน”
ขยายสู่ประชาชน ดึงบ้านเช่า-มือสองเข้าระบบ
โครงการเตรียมขยายผลสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) และผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือการรวบรวมข้อมูลอพาร์ตเมนต์ค่าเช่าไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้ประชาชนค้นหาที่พักใกล้แหล่งงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดภาระค่าเดินทางและค่าครองชีพ
พร้อมประสานความร่วมมือกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ เช่น BAM และ SAM เพื่อนำทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ที่ยังมีสภาพดีเข้าสู่แพลตฟอร์ม รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำ “อาคารเก่า” มาปรับปรุงเป็นที่พักอาศัยให้เช่า เพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยในเมือง โดยเฉพาะในทำเลที่มีความต้องการสูง
ปลดล็อกกู้ไม่ผ่านหนุน“เช่าเพื่อซื้อ”
พรนริศ ยอมรับว่า อุปสรรคสำคัญของผู้ต้องการซื้อบ้านในปัจจุบันไม่ใช่เพียง “ราคา” แต่คือการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ด้วยภาระหนี้ รายได้ไม่เพียงพอ หรือขาดประวัติทางการเงินที่ดี โครงการจึงผลักดันโมเดล Rent-to-Own หรือ “เช่าเพื่อซื้อ” เปิดโอกาสให้ผู้เช่าสะสมค่าเช่าเป็นเงินดาวน์ เพื่อสร้างโอกาสเป็นเจ้าของบ้านเมื่อมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น ทั้งหารือกับ BAM และ SAM เพื่อวางแนวทางช่วยบริหารจัดการหนี้เสีย รวมถึงปัญหาหนี้นอกระบบของผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง
โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของ สพอ. ตลอดช่วง 4 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนเมือง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจและกำลังซื้อเปราะบาง การเพิ่มทางเลือกทั้ง “ซื้อ-เช่า-เช่าเพื่อซื้อ” ควบคู่การแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ อาจเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ความฝันในการมีบ้านของคนเมืองไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม!
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ตลาดที่ดินกทม.จ่อขาลง คุชแมนฯ แนะปล่อยเช่าระยะยาวคุ้มกว่าขาย

- ตลาดที่ดินในกรุงเทพฯ อยู่ในภาวะชะลอตัว เนื่องจากราคาเสนอขายของเจ้าของที่ดินสูงกว่าราคาที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เสนอซื้อมาก ทำให้การซื้อขายไม่เกิดขึ้น
- คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ แนะให้เจ้าของที่ดินพิจารณาเปลี่ยนกลยุทธ์จากการขายขาด เป็นการปล่อยเช่าระยะยาว 10-30 ปีแทน
- การปล่อยเช่าระยะยาวเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในช่วงตลาดขาลง เพราะช่วยสร้างกระแสเงินสด ลดภาระภาษี และยังคงกรรมสิทธิ์ในที่ดินไว้รอขายเมื่อตลาดฟื้นตัว
คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ประเมินตลาดที่ดินกรุงเทพฯ ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แม้เจ้าของที่ดินยังคงตั้งราคาขายในระดับสูง แต่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เสนอซื้อในราคาต่ำลงเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาด ส่งผลให้ดีลซื้อขายจำนวนมากยังไม่สามารถปิดการขายได้ พร้อมแนะเจ้าของที่ดินปรับกลยุทธ์หันมาปล่อยเช่าระยะยาว เพื่อสร้างกระแสเงินสดและรักษามูลค่าสินทรัพย์ รอจังหวะตลาดกลับมาฟื้นตัว
นายวรัตถ์ สิริศักดานุกูล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า วัฏจักรราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และจนถึงปัจจุบันราคายังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดิมได้ จากผลกระทบของกำลังซื้อที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถซื้อที่ดินในราคาสูงเช่นในอดีต
ตั้งขายที่ดินราคาสูง ถูกกดซื้อในราคาต่ำ
จากข้อมูลตลาด พบว่าทำเลตามแนวรถไฟฟ้า BTS ช่วงบางจาก-อุดมสุข เจ้าของที่ดินยังตั้งราคาเสนอขาย (Asking Price) สูงถึง 900,000-1,000,000 บาทต่อตารางวา ขณะที่ข้อเสนอซื้อจริงจากผู้ประกอบการอยู่เพียงราว 500,000-600,000 บาทต่อตารางวา ส่งผลให้หลายแปลงยังไม่สามารถปิดการซื้อขายได้
นายวรัตถ์กล่าวว่า ราคาที่ดินระดับ 900,000-1,000,000 บาทต่อตารางวา เป็นเพียงราคาเสนอขาย ไม่ใช่ราคาที่เกิดธุรกรรมจริง โดยหลังโควิดราคาซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงในหลายทำเลยังต่ำกว่าที่เจ้าของคาดหวังอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าตลาดปัจจุบันเป็น “ตลาดของผู้ซื้อ” มากกว่าผู้ขาย
อย่างไรก็ตาม เจ้าของที่ดินในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในภาวะจำเป็นต้องขาย เนื่องจากเป็นผู้ถือครองที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง สามารถรับภาระภาษีที่ดินและถือครองทรัพย์สินระยะยาวได้ จึงยังไม่เห็นภาวะ Force Sale เหมือนในช่วงวิกฤตโควิด ส่งผลให้ราคาที่ดินไม่ได้ปรับลดลงรุนแรง แม้จำนวนธุรกรรมจะชะลอตัว
ตลาดที่ดินขาลงแนะปล่อยเช่าระยะยาวคุ้มกว่า
ด้วยเหตุนี้ คุชแมนฯ มองว่าทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับเจ้าของที่ดินในช่วงตลาดขาลง คือการเปลี่ยนจากการขายขาดมาเป็นการปล่อยเช่าระยะยาว 10-30 ปี เพื่อสร้างรายได้ประจำจากค่าเช่า ขณะเดียวกันยังคงถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไว้ และช่วยลดภาระภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าได้อีกทางหนึ่ง
“หากเจ้าของที่ดินไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้เงิน การถือครองที่ดินต่อและปล่อยเช่าจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการยอมขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ต้องการ เพราะเมื่อวัฏจักรตลาดกลับมาฟื้นตัวในอนาคต เจ้าของยังคงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น” นายวรัตถ์กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังพบว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์บางรายเริ่มทยอยขายที่ดินออกมาเพื่อบริหารกระแสเงินสด แต่ส่วนใหญ่ยังสามารถขายได้ในระดับที่มีกำไร เนื่องจากเป็นที่ดินที่ถือครองมานาน ขณะที่บางรายเลือกชะลอการพัฒนาโครงการใหม่ และมองหาโมเดลการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบอื่น เช่น อพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรือโครงการสร้างรายได้ประจำ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดในปัจจุบัน
คุชแมนฯ ประเมินว่า ตลาดที่ดินกรุงเทพฯ จะยังต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าความต้องการซื้อจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน ดังนั้น การบริหารสินทรัพย์ด้วยการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า พร้อมรอจังหวะที่ตลาดกลับมาแข็งแกร่ง จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับเจ้าของที่ดินในช่วงเวลานี้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 8 ก.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังดอลลาร์อ่อนค่า

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.46 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
- เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งผลให้เงินยูโรและปอนด์แข็งค่าขึ้น
- แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 33.40-33.60 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.60 บาทต่อดอลลาร์โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ชะลอการอ่อนค่าลงที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงบ่ายวันก่อนหน้า และเคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.42 – 33.54 บาทต่อดอลลาร์) โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้มีอันสิ้นสุดลง พร้อมขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ได้หนุนให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ซึ่งแม้ว่า ผู้เล่นในตลาดจะปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็น 49% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ แต่ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในฝั่ง ECB และ BOE เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า “มากกว่า” โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 32% ที่ ECB อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 14% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง เช่นกัน จากเดิมผู้เล่นในตลาดไม่ได้มั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ของทั้ง ECB และ BOE ส่งผลให้ เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ต่างปรับตัวแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์
นอกจากนี้ จังหวะการปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) ของผู้เล่นในตลาด ยังได้มีส่วนหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินเยนญี่ปุ่นและช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และความกังวลการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162.50 เยนต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ การย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งช่วยการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้ว่า เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ แต่เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงระยะสั้น อีกทั้ง การตอบสนองของตลาดการเงินต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด อาจสะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อว่า สถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้ในอนาคต ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมตัว เพื่อรับมือความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้บ้าง โดยหากสถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงขึ้นมาก เช่น อิหร่านมีการตอบโต้สหรัฐฯ ผ่านการเร่งโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และอาจมีการเลือกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง จนกระทบต่ออุปทานพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นอีกมากและมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันดิบกลับสู่โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่าได้ ซึ่งอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อพอสมควร พร้อมทั้งกดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น ในลักษณะที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และยังเห็นการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz รวมถึงโฟลว์พลังงานที่ตะวันออกกลางที่ใกล้เคียงระดับก่อนสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นล่าสุด เรามองว่า สุดท้ายราคาพลังงานจะชะลอตัวลงบ้าง และผู้เล่นในตลาดจะทยอยคลายกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่เงินดอลลาร์อาจยังไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก จนกว่าสถานการณ์จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นชัดเจน เช่น มีการกลับมาเจรจาหยุดยิงและหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง ทำให้เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ส่วนเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหว Sideways ใกล้เคียงระดับปัจจุบัน โดยมีโซนแนวต้านแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้น จนทะลุโซนแนวรับได้ หากเริ่มเห็นการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า อาจต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
ในช่วงระหว่างที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจมีโอกาสปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้ เมื่อรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลดังกล่าว ในวันอังคารที่ 14 มิถุนายน
และที่สำคัญ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง และอาจมีความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ โดยอาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด มากกว่าที่จะเป็นการเข้าแทรกแซงจากฝั่งทางการญี่ปุ่น (รวมถึงฝั่งทางการสหรัฐฯ) ได้ โดยเรามองว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง หากธีม Macro อย่างแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนเป็น FED คงดอกเบี้ย แต่เงินเยนญี่ปุ่นยังคงอ่อนค่าแถวโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จนกว่าตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกดดันให้บรรดาหุ้นกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูงต่างปรับตัวลงแรง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเกือบ +8% ตั้งแต่สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ หุ้นธีม AI/Semiconductor บางส่วนยังปรับตัวขึ้นสวนทางตลาด นำโดย Nvidia +3.7% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -1.09% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.28% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.20%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -1.61% ท่ามกลางความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจกดดันเศรษฐกิจยุโรปรุนแรง จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ส่งผลให้เกิดแรงขายหุ้นยุโรปเป็นวงกว้าง มีเพียง ASML +1.3% และหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้น อาทิ Shell +2.5% สวนทิศทางตลาดโดยรวม
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 4.58% ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวทยอยอ่อนค่าลง แม้จะได้แรงหนุนบ้างจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า เงินดอลลาร์กลับถูกกดดัน หลังบรรดาสกุลเงินหลักฝั่งยุโรปต่างปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้ดีกว่า ตามการเพิ่มโอกาส ECB และ BOE เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ที่มากกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 101 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.9-101.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้างจากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง รับข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้นมาก แต่จังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) ควบคู่กับการติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานการประชุม ECB ล่าสุด เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
ส่วนในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75% เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในส่วนของการบริโภคในประเทศ และแนวโน้มผลกำไรของผู้ประกอบการ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนับสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้ รอบ 8 ทีมสุดท้าย ประจำวันที่ 9 ก.ค. 69

ตารางการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2069 (ตามเวลาประเทศไทยเข้าสู่วันที่ 10 ก.ค.) อัปเดตตารางแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย
การแข่งขันฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 (FIFA World Cup 2026) เปิดฉากอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 โดยเป็นครั้งแรกที่รอบสุดท้ายมีถึง 48 ประเทศ
ฟุตบอลโลก 2026 มี 3 ชาติเจ้าภาพร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก รวมทั้งสิ้น 104 นัดตลอดทัวร์นาเมนต์ แบ่ง 48 ทีมออกเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม
โดยรูปแบบการแข่งขัน ทีมอันดับ 1 และ 2 ของแต่ละกลุ่ม รวม 24 ทีม จะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์โดยอัตโนมัติ และอีก 8 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด เข้าสู่รอบน็อกเอาต์ 32 ทีมต่อไป

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบ 8 ทีมสุดท้าย คืนนี้ ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 (ตามเวลาประเทศไทยเข้าสู่วันที่ 10 ก.ค.)
- เวลา 03:00 น. ฝรั่งเศส – โมร็อกโก (Monomax / Monomax Sports TV)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบรายปี
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ท้องร้องโครกครากบ่อย เกิดจากอะไร? ไม่ได้แปลว่าหิวเสมอไป

อาการท้องร้องโครกคราก เป็นเรื่องที่หลายคนเคยเจอ ทั้งตอนหิว หลังรับประทานอาหาร หรือช่วงกลางคืนก่อนนอน โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานตามปกติของระบบย่อยอาหาร แต่หากมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ก็อาจเป็นสัญญาณของโรคทางเดินอาหารบางชนิดที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัย
ทำไมท้องถึงร้องโครกคราก?
เสียงท้องร้อง เกิดจากการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพื่อเคลื่อนอาหาร ของเหลว และก๊าซภายในทางเดินอาหาร เมื่อกระเพาะว่าง เสียงที่เกิดขึ้นจะได้ยินชัดกว่าปกติ จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนมักได้ยินเสียงท้องร้องตอนหิวหรือก่อนมื้ออาหาร
นอกจากนี้ ร่างกายยังมีกระบวนการทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร โดยกล้ามเนื้อจะบีบตัวเป็นจังหวะเพื่อกวาดเศษอาหารและแบคทีเรียที่ตกค้าง กระบวนการนี้มักเกิดทุกประมาณ 2 ชั่วโมงเมื่อกระเพาะว่าง จึงทำให้เกิดเสียงโครกครากเป็นระยะ ๆ
สาเหตุที่พบท้องร้องบ่อย
- หิวหรือกระเพาะอาหารว่าง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เมื่อไม่มีอาหารอยู่ในกระเพาะ เสียงการบีบตัวของลำไส้จะชัดเจนมากขึ้น ถือเป็นกลไกปกติของร่างกาย
- กลืนอากาศมากเกินไป การรับประทานอาหารเร็ว พูดคุยระหว่างกินอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มผ่านหลอด อาจทำให้กลืนอากาศเข้าไปมาก ส่งผลให้เกิดแก๊สในกระเพาะและท้องร้องได้
- รับประทานอาหารที่ย่อยยาก อาหารทอด อาหารไขมันสูง ของมัน ธัญพืชบางชนิด รวมถึงหัวหอมและกระเทียม อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดแก๊สและเสียงท้องร้องหลังรับประทานอาหาร
- นอนทันทีหลังรับประทานอาหาร การล้มตัวนอนทันทีหลังมื้ออาหารอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ แน่นท้อง และได้ยินเสียงโครกครากมากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของกรดไหลย้อน
- ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีแก๊ส รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้เกิดลมในกระเพาะมากกว่าปกติ ส่งผลให้ท้องร้อง เรอบ่อย และท้องอืด
- สมดุลแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนแปลง เมื่อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ลดลง ระบบย่อยอาหารอาจทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด และท้องร้องได้
ท้องร้องร่วมกับอาการแบบไหน ควรพบแพทย์?
แม้อาการท้องร้องส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่หากเกิดร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์
- ปวดท้องเรื้อรังหรือปวดรุนแรง
- ท้องเสียหรือท้องผูกสลับกันเป็นเวลานาน
- ท้องอืด แน่นท้องผิดปกติ
- คลื่นไส้ อาเจียนบ่อย
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีไข้ อ่อนเพลีย หรือมีเลือดปนในอุจจาระ
อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับโรค เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS), โรคกรดไหลย้อน, โรคโครห์น (Crohn’s disease), ภาวะแพ้กลูเตน หรือโรคของระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ
วิธีแก้อาการท้องร้องโครกคราก
- รับประทานอาหารให้ช้าลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดและหลีกเลี่ยงการพูดระหว่างรับประทานอาหาร เพื่อลดการกลืนอากาศเข้าสู่กระเพาะ
- เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม ลดอาหารไขมันสูง ของทอด อาหารหวานจัด และเครื่องดื่มอัดลม หากสังเกตว่ารับประทานนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมแล้วมีอาการท้องร้องหรือท้องอืด อาจลองงดชั่วคราวเพื่อดูว่าดีขึ้นหรือไม่
- รับประทานไฟเบอร์ในปริมาณพอเหมาะ ไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี แต่หากรับประทานมากเกินไปในช่วงสั้น ๆ ก็อาจทำให้เกิดแก๊สและท้องอืดได้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ลดโอกาสเกิดท้องผูก และช่วยบรรเทาอาการท้องร้องจากความหิวบางส่วน
- งดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้กลืนอากาศเข้าสู่กระเพาะมากขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนร่วมด้วย
- ออกกำลังกายและลดความเครียด ความเครียดสามารถกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน การออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอจึงช่วยลดอาการได้
วิธีแก้ท้องร้องโครกครากตอนกลางคืน
หากท้องร้องก่อนนอนหรือกลางดึก สามารถปรับพฤติกรรมได้ดังนี้
- รับประทานอาหารเย็นที่มีโปรตีนและไฟเบอร์ เช่น ไข่ ผัก ผลไม้ หรือธัญพืช เพื่อให้อิ่มนาน
- หากหิวก่อนนอน เลือกของว่างเบา ๆ เช่น กล้วย โยเกิร์ต หรือนมอุ่น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
- ผ่อนคลายความเครียดก่อนนอน เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือฝึกสมาธิ
อาการท้องร้องโครกครากส่วนใหญ่ เป็นผลจากการทำงานตามปกติของระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะเมื่อหิวหรือมีก๊าซในกระเพาะ ซึ่งมักไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสีย น้ำหนักลด หรือมีเลือดปนในอุจจาระร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
8 ทริคพรีเซนต์งานภาษาอังกฤษให้ปัง มัดใจคนฟังแบบอยู่หมัด!

ต้องพรีเซนต์งานเป็นภาษาอังกฤษ แบบนี้จะทำยังไงดีให้การพรีเซนต์ออกมาเป๊ะปังกันนะ หลายคนน่าจะกังวลใจอยู่ไม่น้อย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลใจไป วอลล์สตรีทอิงลิช มีทริคดีๆ มากฝาก
เตรียมร่างกายตัวเองให้พร้อม!
การพรีเซนต์งาน สิ่งสำคัญอย่างแรกนอกเหนือจากเนื้อหาที่เราต้องการจะพรีเซนต์ คือการเตรียมร่างกายให้พร้อมเสมอก่อนวันพรีเซนต์ ตั้งแต่การนอนหลับให้เพียงพอ การดูแลร่างกายให้แข็งแรงไม่ป่วยไข้ก่อนการพรีเซนต์ การแต่งกายให้ดูดี เหมาะสม ก็สำคัญ
แน่นอนว่าในฐานะของการเป็นผู้นำเสนอ บุคลิกภาพของเราจะต้องดูดี เสียงที่ใช้ต้องพรีเซนต์ก็ดัง ฟังชัด ไม่พูดช้า หรือเร็วไป และที่ขาดไม่ได้ก็คือการใช้ “ภาษากาย” หรือว่า “Body language” ให้เหมาะสม เช่น การผายมือไปที่สไลด์ การยืนตัวตรงปลายเท้าแยกออกจากกันและ Eye contact (การสบตา) ก็เป็นสิ่งที่ผู้นำเสนอควรมี เราควรมองผู้ฟังของเราหลายๆคนเป็นครั้งคราว อย่าจ้องเสียจนคนฟังรู้สึกเกร็งล่ะ
สำหรับใครที่กลัวว่าจะแสดงท่าทางแปลกๆ หรือไม่รู้จะเอามือไม้ไปว่าที่ไหน อาจจะลองพูดกับตัวเองหน้ากระจกดูก่อนก็ได้นะ
จัดเรียงข้อมูลที่ควรจำไว้ใช้เสมอ
เรียกว่าเป็นหลักการพรีเซนต์สากลเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษด้วยแล้ว อาจจทำให้หลายคนไม่มั่นใจ ตื่นเต้นเกินเหตุ กลายเป็นว่าตอนพรีเซนต์จริงพูดวกไปวนมา ดังนั้นการจัดเรียงข้อมูลจึงสำคัญมากๆ
การจัดเรียงข้อมูลที่ดี ไม่ใช่การยัดเนื้อหาทุกอย่างลงบนสไลด์ แต่เป็นการสร้างจุดสำคัญๆ เพื่อเรียงลำดับการนำเสนอ ว่า ใจความสำคัญในสไลด์นั่นๆ จะหมายถึงอะไร และในสไลด์ต่อไปเราจะพูดเรื่องอะไรบ้าง แล้วค่อยๆ อธิบายหัวข้อนั้นๆ แทน
หัดใช้ Presentation Aids
Presentation Aids นั้นแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ตัวช่วยในการนำเสนอ” ซึ่งเราจะนิยมใช้ PowerPoint หรือว่า Prezi กันเป็นส่วนใหญ่ แต่เราจะต้องจำให้ขึ้นใจเลยนะว่าเจ้าพวกนี้มันเป็นเพียงตัวช่วยของเราเท่านั้น เราควรจะเป็นจุดเด่นที่สุดของการนำเสนอ นั่นคือเราควรจะเตรียมตัวมาให้พร้อม และใช้สายตามองคนดูมากกว่าที่จะมองสไลด์นะ
อย่างที่เราได้พูดไปในข้อที่แล้ว ในสไลด์อาจจะใส่หัวข้อหลักๆ ประเด็นสำคัญเอาไว้ช่วยเตือนความจำเราระหว่างพรีเซนต์มากกว่า
มีสคริปต์ไว้ไม่เสียหาย
ข้อมูลที่ใช้พรีเซนต์อาจจะเยอะ ในบางครั้งคนเราอาจจะจดจำได้ไม่หมด โดยเฉพาะเมื่อพรีเซนต์ด้วยภาษาอังกฤษ อาการตื่นเต้น ประหม่า อาจจะทำให้คุณหลงลืมข้อมูล คำศัพท์ได้ ดังนั้นการมีสคริปต์ถือไว้ติดตัวจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย และทางเลือกที่ดีมากๆ โดยเฉพาะการนำเสนอที่มากกว่า 5 นาที ขึ้นไป
การมีสคริปต์ที่ดีนั้น ไม่ควรจะก้มหน้าก้มตาอ่าน วิธีที่ดีที่สุดคือเขียนเฉพาะคีย์เวิร์ดที่เราเห็นแล้วนึกได้ทันทีว่าเราจะพูดเกี่ยวกับอะไร เช่น อาจจะเขียนแค่ชื่อหัวข้อเอาไว้เพื่อกันลืม หรือ โน้ตคำศัพท์ยากๆ ศัพท์เฉพาะที่ลืมบ่อยๆ ระหว่างการพูดเอาไว้ เป็นต้น
ส่วนขนาดของสตริปต์ ที่แนะนำนั้น ควรมีขนาดประมาณนามบัตร เพราะถ้าหากใหญ่เกินไปเราจะดูไม่เป็นมืออาชีพ แต่ในกรณีที่ต้องพรีเซนต์นานๆ มีข้อมูลเยอะเกินกว่าจะอัดลงไปในแผ่นเดียวก็แนะนำว่าเราสามารถใช้หลายแผ่น ซ้อนๆ กันไว้ได้
สำคัญคืออย่าก้มหน้าอ่าน พยายามใช้เป็นแค่เครื่องมือเตือนความจำ เตือนประเด็นหลักๆ ศัพท์ที่ชอบลืมตอนพรีเซนต์ก็พอนะ
แนะนำตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
เตรียมตัว เตรียมกาย เตรียมสคริปต์มาพร้อมที่จะพรีเซนต์แล้ว ขั้นแรกของการพรีเซนต์ให้ดี ให้ปัง คือ การแนะนำตัวให้น่าฟัง เพราะนี่คืออีกหนึ่งเสน่ห์และความสำคัญที่ผู้นำเสนอ ที่เราไม่ไม่ควรจะมองข้าม ซึ่งนอกจากแนะนำตัวแล้ว เราก็ควรจะกล่าวทักทายและพูดถึงหัวข้อที่เราจะนำเสนอสักนิด โดยคุณอาจจะเริ่มต้นจากประโยคทักทายง่ายๆ
ตัวอย่าง
Good morning, I am…..(ชื่อ)…..,
Hello everyone, …..(ชื่อ)….. is my name.
Hello there, you can call me…..(ชื่อ)…..
Nice to meet you here. I’m…..(ชื่อ)….. .
On behalf of ….(ชื่อบริษัท)…..Company. I would like to welcome you here today. My name is …..(ชื่อ-นามสกุล)….. and I am …..(ตำแหน่งงาน)….. .
(ในนามของบริษัท…. ดิฉัน/กระผม มีความยินดีต้องรับท่านผู้มีเกียรติทุกท่านในวันนี้ ดิฉัน/กระผม ..ชื่อ.. ตำแหน่ง…)
Good morning/afternoon/evening ladies and gentlemen. My name is …..(ชื่อ-นามสกุล)…. .(สวัสดีท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย ดิฉัน/กระผม……)
และใช้ผสมกับตัวอย่างประโยคด้านล่างนี้ เพื่อเริ่มต้นการพรีเซนต์ เปิดประเด้น หรือเปิดหัวข้อที่คุณต้องการจะพรีเซนต์ได้เลย
ตัวอย่างประโยค
Today I am here to talk to you about….. (วันนี้ ดิฉัน/ผม จะพูดเกี่ยวกับ…..)
As you all know, today I am going to talk to you about….. (อย่างที่ทุกคนทราบกันดี วันนี้ดิฉัน/ผมจะพูดถึงเรื่อง…..)
I would like to take this opportunity to talk to you about… (ดิฉัน/ผม ขอถือโอกาสนี้พูดเกี่ยวกับเรื่อง…..)
I am delighted to be here today to tell you about….. (ดิฉัน/ผม รู้สึกยินดีที่มาในวันนี้เพื่อที่จะพูดให้ท่านทั้งหลายฟังเกี่ยวกับ…..)
Today I would like to outline….. (วันนี้ดิฉัน/ผม อยากจะพูดถึงภาพคร่าวๆในเรื่อง…..)
หมั่นใช้ Signal Words และบอกผู้ฟังเสมอเมื่อเปลี่ยนหัวข้อ
หลังจากที่เราบอกคร่าวๆ แล้วว่าเราจะพูดเกี่ยวกับอะไร สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเราต้องบอกคนฟังทุกครั้งว่าเรากำลังจะเริ่มกันที่หัวข้อไหน หากจบหัวข้อนี้แล้วจะต้องเปลี่ยนหัวข้อก็ต้องโดยใช้ Signal Words หรือ Signal Sentences บอกผู้ฟังเสมอ เพื่อให้ผู้ฟังตามทัน และเข้าใจสิ่งที่เราจะพรีเซนต์
โดยคุณอาจจะใช้ประโยคเหล่านี้ในการเริ่มต้นหัวข้อ หรือเปลี่ยนหัวข้อ
ตัวอย่างประโยค
I’m going to start with…(ชื่อหัวข้อแรก)… (เราจะไปเริ่มกันที่หัวข้อ… กันก่อน นะครับ/นะคะ)
I’ve finished the first part and moving to the next one… (ตอนนี้เราจบส่วนแรกกันแล้ว และต่อไปจะเริ่มกันต่อที่หัวข้อ … )
Let’s go to the next point. (เอาล่ะ ไปหัวข้อต่อไปกันดีกว่า)
Now, we are moving to the new topic. (ตอนนี้เรากำลังจะเริ่มกันที่หัวข้อใหม่)
Here is the new topic. (นี่คือหัวข้อใหม่)
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะคะ อ้อ! ถ้าหากเรามีพรีเซนต์ที่มากกว่าหนึ่งคนและเรากำลังจะต้องส่งต่อการนำเสนอนี้ให้เพื่อนของเรา เราก็ควรจะบอกคนฟังด้วยประโยคเหล่านี้
I’ve done my part and I will pass it on to Ms./Mrs./Mr./… (นี่ก็ได้จบส่วนของ ผม/ดิฉันแล้ว ต่อไปจะเป็นส่วนของคุณ … นะครับ/นะคะ)
Ms./Mrs./Mr./… is going to take you to the next topic. (คุณ… จะเป็นคนมาพาคุณไปยังหัวข้อใหม่ นะครับ/นะคะ)
The next topic will be spoken by Ms./Mrs./Mr./… (หัวข้อต่อไป คุณ… จะเป็นผู้มาอธิบายนะครับ/นะคะ)
สรุปอีกครั้งให้ผู้ฟังเสมอ
สุดท้ายของการพรีดซนต์ สิ่งที่เราไม่ควรลืมเลยก็คือการสรุปนั่นเอง สรุปนี้มีความสำคัญมากๆ เพราะจะทำให้คนฟังจำได้ทุกหัวข้อว่าเราพูดเรื่องอะไรไปบ้างแล้ว นอกจากนี้คนส่วนใหญ่นั้นจะจำส่วนสุดท้ายกันได้มากที่สุด
To sum up… (สรุปคือ…)
So to summarise the main points of my talk… (สรุปประเด็นใหญ่ๆที่ดิฉัน/ผมพูดคือ…..)
Just a quick recap of my main points… (สรุปอย่างสั้นๆเกี่ยวกับประเด็นใหญ่ๆที่ดิฉัน/ผมพูดคือ….)
การสรุปที่ดีต้องกระชับ สั้น ได้ใจความ หรือเป็นการเรียงพูดถึงหัวข้อหลักๆ พร้อมส่วนเสริมอธิบายเพียงเล็กน้อยก็ได้ และหลังจากสรุปการพรีเซนต์แล้ว ถ้าจะปิดการพรีเซนต์ คุณอาจจะปิดท้ายด้วยประโยคว่า
That brings the presentation to the end. Thank you for your attention. (การนำเสนอจบแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่ตั้งใจฟังกัน นะคะ/นะครับ)
Thank you all for listening, it was a pleasure being here today. (ขอขอบคุณที่ทุกท่านตั้งใจฟัง รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาในวันนี้ ค่ะ/ครับ)
อย่าลืมเปิดโอกาส และอนุญาตให้ผู้ฟังถาม
นอกเหนือจากการกล่าวปิด กล่าวสรุปแล้ว อย่าลืมทิ้งค้างให้ผู้ฟังเกิดความงงอยู่เพียงฝ่ายเดียว หลักการพรีเซนต์ที่ดีคุณควรเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ถามด้วย เพื่อจะได้อธิบายในส่วนที่ผู้ฟังไม่เข้าใจ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยคุณอาจจะใช้ประโยคต่อไปนี้ก็ได้เมื่อจบการพรีเซนต์แล้ว
ตัวอย่างประโยค
Feel free to interrupt me if there’s anything you don’t understand. (คุณสามารถถามได้เสมอ ถ้าเกิดไม่เข้าใจตรงไหนระหว่างการบรรยาย นะคะ/นะครับ)
If you don’t mind, we’ll leave questions till the end. (หากคุณไม่ว่าอะไร เราขอตอบคำถามต่างๆ ในตอนท้าย นะครับ/นะคะ)
If anyone has any questions, I’ll be pleased to answer them. (หากใครมีคำถามอะไร ถามได้เลย นะคะ/นะครับ ยินดีตอบ ค่ะ/ครับ)
Does have anyone have any questions? (มีใครมีคำถามไหม ครับ/คะ?)
I will be happy to answer your questions now (ดิฉัน/ผม มีความยินดีที่จะตอบคำถามของพวกท่านในตอนนี้)
If you have any questions, please don’t hesitate to ask (ถ้ามีคำถาม กรุณาอย่าลังเลที่จะถาม นะครับ/นะคะ)
If you have any further questions, I will be happy to talk to you at the end. (ถ้ามีคำถามเพิ่มเติม ดิฉันยินดีที่จะพูดคุยกับทุกท่านหลังจากนี้ ครับ/ค่ะ)
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
LINE มีฟีเจอร์ตรวจเว็บปลอม เปิดตรงไหน? ทำตามได้ในไม่กี่ขั้นตอน

ทุกวันนี้มิจฉาชีพออนไลน์ไม่ได้มาแค่ในรูปแบบเบอร์แปลกหรือข้อความชวนลงทุนเท่านั้น แต่ยังมาในรูปแบบ “ลิงก์” ที่ถูกส่งผ่านแชท ไม่ว่าจะเป็นลิงก์รับสิทธิ์ ลิงก์พัสดุ ลิงก์ธนาคารปลอม หรือลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ข่าวดีคือในแอป LINE มีฟีเจอร์ที่ช่วยตรวจจับเว็บไซต์หลอกลวงจากลิงก์ที่ถูกส่งมาในห้องแชทได้ โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเปิดใช้งานได้จากเมนูตั้งค่า ใช้เวลาไม่กี่ขั้นตอน แต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยก่อนกดลิงก์ได้มากขึ้น
Sanook Hitech มีคำตอบและกดขั้นตอนจะเป็นอย่างไรมาดูกัน
รู้จักฟีเจอร์ตรวจเว็บไซต์ปลอมใน LINE
ฟีเจอร์ ตรวจเว็บไซต์ปลอม ใน LINE เป็นตัวเลือกที่ช่วยตรวจจับและแสดงคำเตือนเมื่อพบว่าเว็บไซต์จาก URL ในข้อความแชทอาจเป็นเว็บไซต์หลอกลวง หรือเป็นลิงก์ที่เคยถูกรายงานมาก่อน
เมื่อเปิดใช้งาน ระบบจะส่ง URL ในข้อความไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเพื่อตรวจสอบเว็บไซต์หลอกลวง โดยต้องเปิดใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ แสดงตัวอย่างลิงก์ จึงจะสามารถใช้งานได้
ควรเปิดไว้ไหม?
คำตอบคือ ควรเปิดไว้ โดยเฉพาะคนที่ได้รับลิงก์ผ่าน LINE เป็นประจำ ไม่ว่าจะจากกลุ่มครอบครัว กลุ่มงาน กลุ่มซื้อขาย หรือข้อความจากคนไม่รู้จัก เพราะช่วยเพิ่มอีกหนึ่งชั้นความปลอดภัยก่อนกดเข้าเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันมิจฉาชีพได้ 100% ผู้ใช้ยังควรตรวจสอบลิงก์ด้วยตัวเองทุกครั้ง โดยเฉพาะลิงก์ที่ขอข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน เลขบัตรประชาชน รหัส OTP หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร

วิธีเปิดตรวจลิงก์ปลอมใน LINE
สำหรับวิธีตั้งค่า สามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. เข้าเมนูตั้งค่าใน LINE
เปิดแอป LINE จากนั้นเข้าไปที่หน้า ตั้งค่า โดยกดไอคอนรูปเฟือง
2. เลือกเมนูแชท
ในหน้าตั้งค่า ให้เลื่อนหาเมนู แชท หรือภาษาอังกฤษคือ Chat แล้วกดเข้าไป
3. เปิดแสดงตัวอย่างลิงก์
ในหน้าแชท ให้หาเมนู แสดงตัวอย่างลิงก์ หรือภาษาอังกฤษคือ Show link previews แล้วเปิดใช้งาน
เมนูนี้จะช่วยให้ LINE แสดงรูปย่อและตัวอย่างข้อมูลเว็บไซต์ของลิงก์ที่แชร์ในห้องแชท ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนใช้ฟีเจอร์ตรวจเว็บไซต์ปลอม
4. เปิดตรวจเว็บไซต์ปลอม
จากนั้นเปิดเมนู ตรวจเว็บไซต์ปลอม หรือภาษาอังกฤษอาจแสดงเป็น Detect fraudulent websites / Detect fake websites ตามภาษาของแอป
เมื่อเปิดใช้งานแล้ว LINE จะช่วยตรวจจับลิงก์ที่น่าสงสัยและแสดงคำเตือนเมื่อพบเว็บไซต์ที่อาจเป็นเว็บหลอกลวง
ข้อควรรู้ก่อนเปิดฟีเจอร์นี้
จากคำอธิบายในหน้าเมนู LINE ระบุว่า เมื่อเปิดใช้งานตัวเลือกตรวจเว็บไซต์ปลอม URL ในข้อความจะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเพื่อตรวจจับเว็บไซต์หลอกลวง ดังนั้นผู้ใช้ควรอ่านรายละเอียดบนหน้าจอก่อนเปิดใช้งาน เพื่อเข้าใจวิธีการทำงานของฟีเจอร์นี้
นอกจากนี้ หากไม่เปิดเมนู แสดงตัวอย่างลิงก์ เอาไว้ ฟีเจอร์ตรวจเว็บไซต์ปลอมจะไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้นต้องเปิดทั้ง 2 เมนูควบคู่กัน
วิธีสังเกตลิงก์ปลอมใน LINE
แม้จะเปิดระบบตรวจเว็บไซต์ปลอมแล้ว ผู้ใช้ยังควรระวังลิงก์ที่มีลักษณะน่าสงสัย เช่น
- ลิงก์ที่อ้างว่าได้รับเงิน รางวัล หรือสิทธิพิเศษแบบเร่งด่วน
- ลิงก์ที่ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือ OTP
- ลิงก์ที่สะกดชื่อเว็บไซต์คล้ายธนาคารหรือหน่วยงานจริง แต่มีตัวอักษรแปลก ๆ
- ลิงก์ที่ส่งมาจากบัญชีไม่รู้จัก หรือบัญชีเพื่อนที่ดูมีพฤติกรรมผิดปกติ
- ลิงก์ที่บอกให้รีบกดก่อนหมดเวลา หรือขู่ให้ทำตามทันที
ถ้าเจอลิงก์น่าสงสัยควรทำอย่างไร?
หากได้รับลิงก์ที่ดูไม่น่าไว้ใจ แนะนำว่าอย่าเพิ่งกดเข้าไปทันที ควรตรวจสอบกับเจ้าของข้อความก่อนว่าเป็นคนส่งจริงหรือไม่ และหากเป็นลิงก์ที่เกี่ยวกับธนาคาร ขนส่ง หน่วยงานรัฐ หรือบริการสำคัญ ควรเข้าเว็บไซต์ทางการด้วยตัวเองผ่านเบราว์เซอร์ แทนการกดจากลิงก์ในแชท
หากเผลอกดลิงก์และกรอกข้อมูลสำคัญไปแล้ว ควรรีบเปลี่ยนรหัสผ่าน ติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง และเก็บหลักฐานการสนทนาไว้เพื่อใช้ในการแจ้งความหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
กินส้มทุกวัน ดีต่อผิวจริงไหม? 7 ประโยชน์ของส้มที่ไม่ได้มีดีแค่วิตามินซี

หลายคนรู้ว่าส้มเป็นผลไม้ที่อุดมด้วย วิตามินซี แต่จริง ๆ แล้วส้มยังมีใยอาหาร โพแทสเซียม โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น เฮสเพอริดิน (Hesperidin) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม
คำตอบคือ การกินส้มทุกวันในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพผิวได้ เพราะวิตามินซีเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ และช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ส้มไม่ใช่ “อาหารมหัศจรรย์” ที่ทำให้ผิวขาวหรือริ้วรอยหายไปในทันที แต่ควรกินร่วมกับอาหารที่หลากหลายและดูแลผิวอย่างเหมาะสม
1. วิตามินซีช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจน
คอลลาเจนเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น โดยวิตามินซีเป็นสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการสร้างคอลลาเจน
หากได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ การสร้างคอลลาเจนอาจลดลง ส่งผลต่อสุขภาพผิวและการสมานแผลได้
รู้หรือไม่? ส้มขนาดกลาง 1 ลูก ให้วิตามินซีประมาณ 70 มิลลิกรัม หรือเกือบเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใหญ่ใน 1 วัน
2. ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ
ส้มมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น วิตามินซี ฟลาโวนอยด์ และแคโรทีนอยด์ ซึ่งช่วยลดความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากมลภาวะ ความเครียด และแสงแดด
แม้จะไม่สามารถทดแทนครีมกันแดดได้ แต่การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ ถือเป็นการดูแลผิวจากภายในอีกทางหนึ่ง
3. ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
วิตามินซีมีบทบาทต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน
การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ แม้จะไม่ได้ช่วยป้องกันหวัดโดยตรง แต่บางการศึกษาพบว่าอาจช่วยลดระยะเวลาของอาการหวัดได้เล็กน้อยในบางกลุ่มคน
4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ
ส้มมีโพแทสเซียมและใยอาหาร ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ
นอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ในส้ม โดยเฉพาะ เฮสเพอริดิน (Hesperidin) ยังเป็นสารที่นักวิจัยให้ความสนใจในด้านการสนับสนุนสุขภาพหลอดเลือด
5. ช่วยให้อิ่มนานและดีต่อระบบขับถ่าย
ส้มเป็นผลไม้ที่มีใยอาหาร โดยเฉพาะเพกทิน (Pectin) ซึ่งช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ
หากกำลังควบคุมน้ำหนัก การกินส้มทั้งผลมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการดื่มน้ำส้ม เพราะยังคงได้รับใยอาหารครบถ้วน
6. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารประเภทพืช เช่น ผักใบเขียว ถั่ว และธัญพืช
จึงเหมาะกับผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มการได้รับธาตุเหล็กจากอาหาร
7. ช่วยเติมความสดชื่นและเพิ่มน้ำให้ร่างกาย
ส้มมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักมากกว่า 80% จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนหรือหลังออกกำลังกาย
การได้รับน้ำเพียงพอมีส่วนช่วยให้ผิวดูไม่แห้งตึง และส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
กินส้มทุกวัน มีข้อเสียไหม?
แม้ส้มจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่การกินมากเกินไปอาจทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานเกินความต้องการ
นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือกระเพาะอาหารไวต่อกรด อาจมีอาการแสบท้องหรือระคายเคืองได้จากความเป็นกรดของส้ม
โดยทั่วไป ผู้ใหญ่สามารถรับประทานผลไม้ได้ประมาณ 2-3 ส่วนต่อวัน ซึ่งส้มขนาดกลาง 1 ลูกนับเป็นประมาณ 1 ส่วนของผลไม้
กินส้มสด หรือน้ำส้ม แบบไหนดีกว่า?
หากเลือกได้ ส้มสดทั้งผลถือว่าได้เปรียบกว่า ดังนั้น หากต้องการดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก การกินส้มทั้งผลจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
| เปรียบเทียบ | ส้มสด | น้ำส้ม |
|---|---|---|
| ใยอาหาร | ✅ สูง | ❌ น้อยกว่า |
| ความอิ่ม | ✅ อิ่มนาน | ❌ อิ่มไม่นาน |
| น้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย | ค่อยเป็นค่อยไป | ดูดซึมเร็วกว่า |
| วิตามินซี | ✅ มี | ✅ มี |
การกินส้มทุกวันในปริมาณที่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งวิธีเพิ่มวิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกาย ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจน ดูแลภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ และระบบขับถ่าย
อย่างไรก็ตาม ส้มไม่สามารถทำให้ผิวขาวหรือรักษาปัญหาผิวได้โดยตรง การมีผิวสุขภาพดีควรอาศัยการรับประทานอาหารที่หลากหลาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนอย่างเหมาะสม และทาครีมกันแดดเป็นประจำ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 9/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,250.00 | 64,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,153.00 | 62,959.48 | 65,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,737.70 | 56,663.53 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,322.40 | 50,367.58 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,868.85 | 28,331.77 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,453.55 | 22,035.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,303.63 | 65,243.03 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 9/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 34.94 | 34.94 | 35.44 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 34.57 | 34.57 | 35.07 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.94 | 29.94 | 30.14 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.88 | 25.88 | – | – | – | – | – | – | 25.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 43.93 | – | – | 48.41 | – | 44.43 | 44.08 | – | 43.93 |
| ดีเซล | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| ดีเซล B20 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







