ไทย–ฮ่องกง บนเส้นทางการลงทุนสองทิศทาง เติบโตไปด้วยกันภายใต้ BRI

ไทย–ฮ่องกง เร่งเครื่องลงทุนสองทิศทาง เปิดประตูธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก ผ่านเงินทุน โอกาส และเครือข่ายภายใต้ BRI
ไทยและฮ่องกงกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดโลก ภายใต้ข้อตกลงข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งส่งเสริมการเติบโตทางการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทาง
ไม่นานมานี้ หนึ่งในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทยอย่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีการดำเนินธุรกิจอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นเจ้าของโรงกลั่นระดับโลก 2 แห่ง และดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การกลั่น การตลาดเชื้อเพลิง การค้า และพลังงานใหม่ ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งกำหนดให้เมืองฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ระดับภูมิภาคของบริษัท
ปัจจุบันบริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong โดยดำเนินกิจการในฮ่องกง เป็นผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน Caltex ควบคู่ไปกับคลังเก็บน้ำมัน รวมถึงเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม การขนส่งทางเรือ และการพาณิชย์ และมีแผนที่จะสำรวจโซลูชันด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ (bio-based) และโซลูชันคาร์บอนต่ำเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวของเมืองฮ่องกง
การลงทุนดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง เนื่องจากบางจากไม่ได้เพียงเข้าซื้อกิจการในฮ่องกงเพียงเพื่อขายในตลาดนี้เท่านั้น แต่จะใช้เมืองฮ่องกงเป็นสปริงบอร์ดสู่ภูมิภาคเอเชียเหนือและออกสู่ตลาดโลก
เช่นเดียวกับเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างไทยและฮ่องกงที่ไม่ได้เป็นเพียงการค้าแบบทางเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง โดยบริษัทไทยสามารถเข้าถึงพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) และพื้นที่อื่นๆ ผ่านฮ่องกง ในขณะที่วิสาหกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงก็สามารถออกไปลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซีย
ทั้งนี้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงในฮ่องกงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวต่อเมืองฮ่องกง และการวางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์ระดับภูมิภาค
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)”การลงทุนในฮ่องกงเป็นความมุ่งมั่นระยะยาวในตลาดพลังงานชั้นนำระดับนานาชาติ โดยฮ่องกงทำหน้าที่เป็นประตูสู่เอเชียเหนือ รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์สำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีก การพาณิชย์ การขนส่งทางเรือ การบิน และการค้าไปทั่วโลก”
การดำเนินงานของบางจากได้พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจระดับโลกสามารถสร้างขึ้นได้โดยการใช้ประเทศไทยและฮ่องกงร่วมกัน
ตัวเลขการค้าสองทางเติบโตอย่างสมดุล
ความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองฝ่ายกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคยมีมา โดยมูลค่าการค้าสินค้าระหว่างไทยและฮ่องกงสูงถึงประมาณ 2.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งมีความสมดุลระหว่างสองทิศทาง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของฮ่องกงในภูมิภาคอาเซียน และเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของฮ่องกงในกลุ่มอาเซียน
เมื่อพิจารณาในภาพรวมระดับภูมิภาค พบว่าอาเซียนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 2 ของฮ่องกงติดต่อกันยาวนานถึง 16 ปี โดยฮ่องกงเองกำลังปรับโครงสร้างตนเองอย่างตั้งใจเพื่อรองรับอัตราการเติบโตและการค้าการลงทุนทั้งสองทิศทางให้มากยิ่งขึ้น
บทบาทเชิงรุกของ InvestHK สะพานเชื่อมการลงทุน
ความมุ่งมั่นของฮ่องกงที่มีต่อประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นมาอย่างยาวนานและเป็นรูปธรรม โดยฮ่องกงได้จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้า (Economic and Trade Office) ประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สำนักงานของฮ่องกงในอาเซียน ร่วมกับทีมงานของ InvestHK ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR Government)
การมีบทบาทดังกล่าวเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นในทั้งสองทิศทางโดยเมื่อปีที่แล้ว InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025 ซึ่งเป็นงานเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจับคู่สตาร์ทอัพฮ่องกงกับภาคเอกชนไทย นักลงทุน และผู้นำเทคโนโลยี ครอบคลุมด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (fintech) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโซลูชันเมืองอัจฉริยะ
ในขณะเดียวกัน ภารกิจประจำวันของทีมงาน InvestHK คือการให้คำแนะนำและสนับสนุนบริษัทไทยในการเข้าสู่ฮ่องกง โดยเชื่อมโยงบริษัทไทยเข้ากับแหล่งเงินทุน พื้นที่สำหรับการดำเนินธุรกิจ การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่มีความสามารถ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการจัดตั้งธุรกิจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่ยั่งยืนตั้งอยู่ตรงกลางของเส้นทางการจราจรทางการค้า โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่ในการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน
InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025
สิ่งที่ ‘ฮ่องกง’ เตรียมให้ใกล้แค่เอื้อม
สำหรับบริษัทไทยที่พิจารณาขยายการลงทุน สิ่งแรกที่ฮ่องกงนำเสนอคือโอกาสการเข้าถึงเงินทุนในขนาดที่หาได้ยาก โดยฮ่องกงเป็นศูนย์กลางกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund Centre) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการความมั่งคั่งข้ามแดน (Cross-Border Wealth Management Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี
นอกจากนี้ สภานิติบัญญัติของฮ่องกงกำลังพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่จะยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับรายได้ที่ผูกกับผลการดำเนินงาน (performance-linked income) ให้แก่ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคล (private equity) กองทุนร่วมลงทุน (venture capital) และกองทุนอื่นๆ รวมถึงยกเว้นภาษีเงินเดือนสำหรับโบนัสที่ผูกกับผลงานของผู้จัดการกองทุน ซึ่งส่งผลให้ฮ่องกงเป็นเมืองแรกในโลกที่กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในลักษณะนี้
นอกจากนี้ เรื่องราวของเงินทุนยังเชื่อมโยงกับธุรกิจครอบครัว โดยไม่นานมานี้ ทีมงาน FamilyOfficeHK ของ InvestHK ได้เดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมหารือกับตระกูลที่มีความมั่งคั่งสูง (ultra-high-net-worth families) รุ่นใหม่ของประเทศไทย โดยมีการหารือประเด็นเรื่องมรดก การสืบทอดธุรกิจ และการดูแลรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว เนื่องจากเบื้องหลังของธุรกิจไทยที่กำลังขยายตัวคือครอบครัวที่กำลังตัดสินใจเลือกสถานที่ปักหลักความมั่งคั่งสำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งฮ่องกงได้กลายตัวเลือกนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
เปิดประตูสู่การค้า
ด้านการเปิดประตูสู่ตลาด ในปีนี้ InvestHK ได้ให้การต้อนรับการเปิดตัวสภาการค้าอาเซียน (ฮ่องกง) หรือ ASEAN Chamber of Commerce (Hong Kong: ACCHK) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทางระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และอาเซียน
ทั้งนี้ พื้นที่ Northern Metropolis ครอบคลุมที่ดินประมาณ 1 ใน 3 ของฮ่องกงตามแนวชายแดนเซินเจิ้น โดยทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์ทางทิศเหนือ” ของระบบเศรษฐกิจแบบสองเครื่องยนต์ (dual-engine economy) ซึ่งเน้นนวัตกรรมและอุตสาหกรรม ในขณะที่การเงินและงานบริการอยู่ทางทิศใต้
Northern Metropolis ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางมหานครเซินเจิ้น และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T hub) หลักของฮ่องกง เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า การตั้งฐานในพื้นที่นี้ช่วยเปิดประตูสู่อสังหาริมทรัพย์เพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) อุตสาหกรรมใหม่ พื้นที่ทดสอบนวัตกรรมข้ามแดนร่วมกับเซินเจิ้น รวมถึงเข้าถึงเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊าที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้บริโภคจำนวน 88 ล้านคน ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที
ทั้งนี้ เกณฑ์การจัดสรรที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวพิจารณาจากสาระสำคัญของแผนงาน ได้แก่ สิ่งที่จะสร้าง ความเร็วในการดำเนินงาน มูลค่าเงินลงทุน และจำนวนการจ้างงาน มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของเม็ดเงินจากการประมูลเพียงอย่างเดียว

ธุรกิจไทยมุ่งสู่ระดับโลก
การเข้าถึงเงินทุนและตลาดผ่าน “ฮ่องกง” ที่เป็นสะพานเชื่อม สร้างผลลัพธ์ที่สะท้อนชัดจากการเติบโตของธุรกิจไทยและอาเซียน โดยในครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนบริษัทในอาเซียนที่ InvestHK ได้ช่วยจัดตั้งหรือขยายกิจการในฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ลอเรตตา ลี (Loretta Lee) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการลงทุนของ InvestHK ได้ร่วมโปรโมตฮ่องกงในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนสองทางสำหรับธุรกิจในอาเซียนและจีนแผ่นดินใหญ่ ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2569
“สำหรับบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยและอาเซียน ฮ่องกงเป็นมากกว่าตลาดสำหรับการทำธุรกิจ เพราะฮ่องกงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมโยงบริษัทเหล่านี้เข้ากับแหล่งเงินทุน บุคลากรที่มีความสามารถ และโอกาสในการเติบโตในเขตกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) จีนแผ่นดินใหญ่ และตลาดโลก” ลอเรตตา ลี กล่าวไว้
“โดยการลงทุนแบบสองทางที่จับคู่จุดแข็งทางการเงินและวิชาชีพของฮ่องกงเข้ากับความมุ่งมั่นของวิสาหกิจอาเซียน จะเกิดการทำงานร่วมกัน (synergy) ที่ยกระดับการดำเนินงานจากระดับภูมิภาคไปสู่ระดับโลก”
นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยควรถูกมองในฐานะ ‘จุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง โดยไทยถือเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของเครือข่ายที่ฮ่องกงกำลังเร่งขยายให้กว้างขึ้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมบริษัทไทยไปสู่อาเซียนผ่านฮ่องกงนี้ ก็เป็นระบบเดียวกันกับที่กำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่ไกลกว่าเดิมในปัจจุบัน”
ฮ่องกงได้นำคณะผู้แทนธุรกิจระดับสูงเดินทางไปเยือนเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆ และสร้างพันธมิตรทางการค้าตลอดเส้นทาง ซึ่งการเดินทางไปเยือนในแต่ละครั้งต่างตอกย้ำคำมั่นสัญญาเดียวกันว่า ธุรกิจที่ปักหลักในฮ่องกงจะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายระดับโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เครือข่ายระดับภูมิภาคเท่านั้น
บทต่อไปของความร่วมมือนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใน เดือนกันยายนนี้ โดยฮ่องกงเตรียมเป็นเจ้าภาพจัด งานประชุมสุดยอด Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ในวันที่ 9–10 กันยายน 2026 ซึ่งจะรวบรวมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้นำทางธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน งานนี้จึงเป็นโอกาสดีที่สุดในการรับฟังข้อมูลอัปเดตล่าสุดและเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้โดยตรงก่อนใคร
กรณีของ “บางจาก” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การสร้างธุรกิจระดับโลกสามารถทำได้ด้วยการผสานจุดเด่นของประเทศไทยและฮ่องกงเข้าด้วยกัน แทนที่จะเลือกพึ่งพาเพียงที่ใดที่หนึ่ง และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในตอนนี้คือ เส้นทางดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนสวนกันได้ทั้งสองทิศทางพร้อมๆ กัน
โดยฮ่องกงกำลังรุกเข้าสู่ประเทศไทยผ่านเครือข่ายพันธมิตรและการเข้ามาตั้งรากฐาน ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยก็กำลังก้าวออกไปสู่ระดับโลกโดยอาศัยแหล่งเงินทุน โอกาส และความเชี่ยวชาญของฮ่องกง ดังนั้น บริษัทที่เริ่มเคลื่อนไหวเร็วกว่าย่อมเป็นผู้กำหนดทิศทางและกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่เพื่อช่วยเชื่อมโยงคุณเข้ากับแหล่งเงินทุน ทำเลที่ตั้ง การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่เหมาะสม พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนให้เป็นไปอย่างราบรื่น
กระแสการค้าการลงทุนสองทิศทางยังสะท้อนผ่านสินค้าและบริการของไทย โดย PAÑPURI (ปัญญ์ปุริ) แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศ แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมจากผลิตภัณฑ์เครื่องหอมจากพืชพรรณและศาสตร์แห่งการดูแลความงาม ได้เลือกฮ่องกงเป็นก้าวแรกในการขยายธุรกิจนอกประเทศไทย และได้เติบโตจนมีบูติกหลายแห่งทั่วฮ่องกง โดยใช้ฮ่องกงเป็นฐานสำนักงานภูมิภาคในการกำกับดูแลการดำเนินงานครอบคลุมจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า นอกจากนี้ แบรนด์เจลาโต้ชื่อดังอย่าง Blendies ก็ได้เลือกฮ่องกงเป็นสถานที่ตั้งสาขาแรกนอกประเทศไทยเช่นเดียวกัน
วันนี้คนในฮ่องกงจึงสามารถสัมผัสทั้งความผ่อนคลายและรสชาติความอร่อยจากกรุงเทพได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เองที่ย้ำเตือนว่าเส้นทางเชื่อมโยงนี้ไม่ได้เคลื่อนย้ายแค่เงินทุนหรือข้อตกลงธุรกิจ แต่ยังส่งต่อความสุขและกลิ่นอายจากบ้านเกิดอีกด้วย
สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในฮ่องกง สามารถติดต่อ “นายพนากร เดชธำรงวัฒน์” (Mr Panakorn Dejthumrongwat) Head of Business and Talent Attraction / Investment Promotion ประจำ InvestHK ได้ทางอีเมล panakorn@hketobangkok.gov.hk
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
EEC จากเมืองโรงงาน สู่โจทย์ใหญ่ 30 ปี ปั้นเมืองให้อยู่ได้ตลอดชีวิต

- EEC กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านจาก “เมืองโรงงาน” ที่เน้นดึงดูดการลงทุน ไปสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่” ที่คนสามารถใช้ชีวิตได้ในระยะยาว
- การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่ผ่านมาทำให้เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ขาดการวางผังเมืองที่ดีนอกนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
- มีความเสี่ยงในอนาคตว่าอุตสาหกรรมที่เป็นกลไกหลักในปัจจุบันอาจล้าสมัย ซึ่งอาจทำให้ EEC กลายเป็นเมืองร้างหากไม่มีการวางแผนรองรับ
- ข้อเสนอแนะคือรัฐต้องวางผังเมืองระยะยาวที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืนและสามารถปรับตัวได้ แม้โครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไป
อดีตนายกสมาคมอสังหาฯ เปิดภาพ EEC จากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด พลิกชลบุรี-ระยองจากเมืองเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ฐานอุตสาหกรรม ดึงคนทั่วประเทศย้ายถิ่นฐาน แต่ความสำเร็จวันนี้กำลังเผชิญคำถามใหญ่ เมื่อโลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมอาจตกยุค ชี้รัฐต้องคิดไกลกว่า “ดึงลงทุน” เร่งวางผังเมือง สร้างคุณภาพชีวิต และเปิดทางคนในพื้นที่ร่วมออกแบบ EEC เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเมืองอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองแต่กลายเป็นเมืองร้างในอนาคต
จากอีสเทิร์นซีบอร์ด สู่การเปลี่ยนโฉมภาคตะวันออก
นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยในวงเสวนา “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดยเนชั่นกรุ๊ปว่า ในฐานะคนท้องถิ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด มองว่าการลงทุนและการวางโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของชลบุรี ระยอง และพัทยา
ครั้งหนึ่งพื้นที่เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพัทยาที่มีภาพจำในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ แต่เมื่อรัฐเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน ภาคตะวันออกก็เปลี่ยนสถานะอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหนึ่งในหัวใจการผลิตและอุตสาหกรรมของประเทศ
ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนผ่านรายได้ต่อหัว การลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเมือง ทว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต เมืองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วโรงงาน
อุตสาหกรรมดึงคนทั่วประเทศ เปลี่ยนโครงสร้างประชากร
การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมกลายเป็นแรงดึงดูดแรงงานจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่เดินทางเข้าสู่ชลบุรีและระยองเพื่อหางานทำ
“ลูกหลานจากภาคอีสาน ภาคเหนือ เข้ามาอยู่ระยอง ชลบุรี เพื่อทำงาน และสิ่งที่ตามมาคือการย้ายถิ่นฐาน” นายมีศักดิ์กล่าว
การเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยน ขณะเดียวกันเมืองและชุมชนก็ขยายตัวตามแรงงานและการลงทุ โจทย์จึงเริ่มเปลี่ยนจาก “จะสร้างโรงงานอย่างไร” เป็น “จะสร้างเมืองอย่างไรให้คนอยู่ได้”เพราะเมื่อคนเข้ามาทำงาน ย่อมต้องการบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า ระบบขนส่ง พื้นที่พักผ่อน และสาธารณูปโภค หากเมืองเติบโตโดยไม่มีแผนรองรับ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ภายในพื้นที่อุตสาหกรรม แต่จะแผ่ขยายไปสู่ชุมชนโดยรอบ
จุดเปราะบาง เมื่อโรงงานโตเร็วกว่าผังเมือง
นายมีศักดิ์มองว่า ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม สามารถวางระบบภายในพื้นที่ได้ค่อนข้างดี ทั้งสาธารณูปโภค การจัดการพื้นที่ และการรองรับโรงงาน แต่ “โจทย์ใหญ่” กลับอยู่ด้านนอกนิคม
เมื่อโรงงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัย ร้านค้า ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล และบริการต่างๆ ย่อมเพิ่มตาม หากการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย โดยไม่มีผังเมืองรองรับ ก็อาจกลายเป็นต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
“รัฐต้องเข้ามาควบคุมและวางแผน เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในรั้วนิคมอุตสาหกรรม แต่กระทบพื้นที่โดยรวม”
นี่จึงเป็นจุดที่ EEC ต้องก้าวข้ามแนวคิด “เขตลงทุน” ไปสู่การเป็น “เขตสร้างเมือง”
EEC ต้องเป็นเมืองที่อยู่ได้ตลอดชีวิต
นายมีศักดิ์ชี้ว่า การมองอนาคต EEC ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างพื้นที่รองรับโรงงานหรือการลงทุน แต่ต้องมองในฐานะ “การสร้างเมือง” ที่คนสามารถเข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และตั้งรกรากได้ในระยะยาว นั่นหมายถึงการออกแบบเมืองให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ระบบขนส่ง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นที่สำหรับคนทุกช่วงวัยเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้คน “มาทำงาน” แต่ต้องทำให้คนอยาก “อยู่ต่อ”
“ไม่ควรเป็นพื้นที่ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คนสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต”
แนวคิดนี้ยังเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ของ EEC ในการดึงดูดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองในประเทศไทย หากรัฐสามารถทำให้พื้นที่มีคุณภาพชีวิตและระบบเมืองที่น่าอยู่ ที่อยู่อาศัยก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน “แม่เหล็ก” ดึงทั้งคนและเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่
จาก‘ขายบ้าน’ เปลี่ยนเป็นสร้างชุมชน
เมื่อเมืองเปลี่ยน บทบาทของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องเปลี่ยนตามนายมีศักดิ์มองว่า การพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรใน EEC ไม่ควรจบอยู่ที่การสร้างบ้านแล้วขาย แต่ต้องคิดต่อไปถึง “ชุมชน” และระบบเมืองที่โครงการจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งทำเลจึงไม่ควรถูกพิจารณาเพียงจากศักยภาพในการขาย แต่ต้องมองความเชื่อมโยงกับการเดินทาง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะ และเศรษฐกิจโดยรอบ
“ เพราะบ้านหนึ่งหลังอาจขายได้ในวันนี้ แต่ชุมชนที่ดีต้องสามารถดำรงอยู่ได้อีกหลายสิบปี โจทย์ใหญ่คือการมองชุมชนเมืองทุกมิติ ให้มีคุณภาพและสามารถอยู่ต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน”
ระวัง ‘อุตสาหกรรมตกยุค’ จุดเปลี่ยนที่ EEC ห้ามมองข้าม
เหนือกว่าปัญหาผังเมือง ยังมีความเสี่ยงที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “อนาคตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ”นายมีศักดิ์ตั้งคำถามว่า ไม่มีหลักประกันว่าอุตสาหกรรมที่เป็นเครื่องยนต์หลักของ EEC ในวันนี้ จะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน และการแข่งขันของโลกเปลี่ยนตาม
หากอุตสาหกรรมบางประเภทไม่สามารถปรับตัวได้ วันหนึ่งอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ “ตกยุค” และเมื่อเครื่องยนต์หลักหยุดเดิน ผลกระทบก็อาจลุกลามจากโรงงานไปสู่เมือง
“ถ้าอุตสาหกรรมตกยุค และไม่มีการปรับตัว ก็อาจเกิดการล่มสลายได้”
บทเรียนจากหลายเมืองอุตสาหกรรมและเมืองท่าในยุโรปจึงเป็นสัญญาณเตือนว่า เมืองที่เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมไม่ได้หมายความว่าจะรุ่งเรืองตลอดไป
ต้องคิดวันนี้ว่า EEC อีก 30 ปีจะหน้าตาเป็นอย่างไร
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้จะดึงใครมาลงทุน” แต่คือ “อีก 30 ปีข้างหน้า EEC จะเป็นอะไร” หากอุตสาหกรรมเดิมเปลี่ยนแปลง เมืองจะอยู่ได้หรือไม่? หากเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนอย่างไร? หากโรงงานบางส่วนลดบทบาทลง พื้นที่โดยรอบจะปรับตัวอย่างไร? และที่สำคัญ หากคนไม่ได้เข้ามาเพียงทำงาน แต่เข้ามาใช้ชีวิต EEC จะมีเมืองที่รองรับพวกเขาหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ทำให้การวางผังเมืองกลายเป็นหัวใจของ EEC ไม่แพ้การวางแผนอุตสาหกรรม
นายมีศักดิ์ย้ำว่า การวางผังเมืองต้องมองระยะยาว และไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าเมืองจะเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดไป
“ผังเมืองนับตั้งแต่ช่วงอีสเทิร์นซีบอร์ด เราเติบโตทางเศรษฐกิจมาก และต่อมาเปลี่ยนกลยุทธ์เป็น EEC การเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม แต่ผังเมืองต้องคำนึงถึงชุมชน อย่ายึดติดว่าเมืองเราจะโตเรื่อยๆ แต่ความจริงไม่ใช่ ต้องวางผังเมืองที่ดีในระยะยาว”
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง “เมืองน่าอยู่” และ “ชุมชนเมือง” มากกว่าการเร่งขยายพื้นที่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวพร้อมกันนั้น คนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต เพราะ EEC ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ลงทุนของนักธุรกิจหรือพื้นที่ทำงานของแรงงาน แต่คือบ้านของผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
จาก ‘เขตเศรษฐกิจ’ สู่ ‘เมืองแห่งอนาคต’
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อีสเทิร์นซีบอร์ดพิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างมหาศาล ก่อนต่อยอดมาสู่ EEC ในวันนี้แต่บทต่อไปอาจยากกว่าเดิม
เพราะโจทย์ไม่ใช่เพียงการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ใหม่ แต่คือการสร้างเมืองที่อยู่รอดได้ แม้เครื่องยนต์นั้นจะเปลี่ยนไป EEC จึงต้องคิดพร้อมกันทั้ง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย การเดินทาง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
หากทำได้ EEC จะไม่ใช่เพียงฐานอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศ แต่จะกลายเป็นเมืองที่คนอยากมาเที่ยว อยากทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในระยะยาวแต่หากยังมองการเติบโตผ่านตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว ความสำเร็จของ EEC วันนี้อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวันข้างหน้า เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่วันที่โรงงานหยุดเดิน แต่คือวันที่ “เมือง” ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักหมดบทบาทลง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เงินเยนพุ่งทะลุระดับสำคัญ 155 ต่อดอลลาร์ คาด BOJ ขึ้นดอกเบี้ย

เงินเยนแข็งค่าไม่หยุด ล่าสุดพุ่งทะลุระดับสำคัญ 155 เยนต่อดอลลาร์ จ่อลุ้นทดสอบจุดสูงสุดของปี 2026 ตลาดคาดธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ค่าเงินเยนกำลังเข้าใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดของปีนี้ หลังการทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 155 เยนต่อดอลลาร์ไปกระตุ้นคำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) จำนวนมาก ทำให้โซน 152 กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในสายตานักเทรด
เมื่อวันอังคาร (8 ก.ย. 69) เงินเยนแข็งค่าขึ้นมากสุด 0.4% มาที่ระดับ 153.80 เยนต่อดอลลาร์ หลังจากพุ่งขึ้น 1.2% ในคืนก่อนหน้า ส่งผลให้การแข็งค่าตลอดเดือนนี้รวมเกือบ 4% และทำให้เยนเป็นสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในกลุ่มประเทศ G10
การเคลื่อนไหวรอบล่าสุดนี้ไม่ได้มีปัจจัยกระตุ้นเพียงตัวเดียว นักค้าบางส่วนชี้ไปที่สภาพคล่องบางลงเนื่องจากวันหยุดในสหรัฐ ขณะที่บางรายระบุว่าการหลุดระดับ 155 เป็นตัวเร่งให้แรงซื้อที่เป็นบวกอยู่แล้วรุนแรงขึ้น เยนเริ่มดีดตัวขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยเริ่มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มุมมองของตลาดพลิกกลับอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การคาดเดาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญภาครัฐของญี่ปุ่น (GPIF) จะปรับโครงสร้างการจัดสรรสินทรัพย์ก็เป็นอีกแรงหนุนค่าเงินเยน
การหลุดแนว 155 ลงมาทำให้เกิดคำสั่ง stop-loss จำนวนมาก และบีบให้ดีลเลอร์ออปชันต้องขายดอลลาร์ ตามข้อมูลจากเทรดเดอร์รายหนึ่งที่คุ้นเคยกับดีลดังกล่าวซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ
- เยนมุ่งสู่ระดับ 152 ต่อดอลลาร์
“การหลุดโซนแนวรับในคืนที่ผ่านมา ‘เปิดประตูอย่างชัดเจน’ ให้การเคลื่อนไหวต่อไปได้ไกลขึ้น” โรดริโก แคทริล นักกลยุทธ์จาก National Australia Bank Ltd. กล่าว “คู่เงินดอลลาร์–เยน (USD/JPY) ดูพร้อมจะทดสอบระดับใกล้จุดต่ำเดิมที่ 152.27 และ 152.10”
โซน 152.10 เป็นระดับที่เยนแข็งค่าที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ และกำลังถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโมเมนตัมฝั่งเยนเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัดทางเทคนิคหลายตัวก็ชี้ว่าโซน 152 เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ หลังการหลุดแนวรับบริเวณ 155
- มุมมองของนักกลยุทธ์ Bloomberg
“เทรดเดอร์ในตลาดเงินกำลังหันมาจับตาแนวถัดไปของคู่ USD/JPY โดยมีโซน 152 เป็นตัวเต็ง ขณะที่แรงกดดันด้านการอ่อนค่าของดอลลาร์ต่อเยนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อเยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเห็นได้ชัดในตลาดออปชัน แม้วันจันทร์จะเป็นวันหยุดสหรัฐ แต่ปริมาณการซื้อขายในสัญญา FX ทั่วโลกยังคงในระดับ “ค่อนข้างหนาแน่น” โดยมีคู่เงินที่เกี่ยวกับเยนเป็นตัวนำ การพุ่งขึ้นของสัญญาฟอร์เวิร์ดเงินเยนระยะ 1 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการปิดสถานะขายเยน (short covering) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยูโร ปอนด์ และฟรังก์สวิส ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้คู่ดอลลาร์–เยนปรับตัวลง”
มาร์ก แครนฟิลด์ นักกลยุทธ์ตลาดของ Markets Live กล่าว
ความเร็วของการเคลื่อนไหวรอบนี้ทำให้ตลาดเริ่มมองความเป็นไปได้ที่จะเกิดการ “ถอยกลับ” ในการทำแคร์รี่เทรดที่ใช้เงินเยนเป็นแหล่งเงินทุนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในต่างประเทศ
“มุมมองพื้นฐานของเราคือ หากหลุดระดับ 154 ลงไป อาจจุดให้เกิดการปิดสถานะแคร์รี่เทรดที่ใช้เงินเยน (yen carry trades) เพิ่มเติม และกระตุ้นคำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) รอบใหม่ เปิดช่องให้เงินเยนมีโอกาสแข็งค่าได้อีก” รินโต มารุยามะ หัวหน้านักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินของ SMBC Nikko Securities กล่าว พร้อมเสริมว่า ในทางกลับกัน การที่สถานะในตลาดเบาบางลงก็หมายความว่ายังมี “พื้นที่” ให้นักลงทุนกลับเข้าไปเปิดสถานะขายชอร์ตเงินเยน (short yen) รอบใหม่ได้เช่นกัน
ขณะนี้ความสนใจของตลาดหันไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐซึ่งมีกำหนดประกาศในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ในญี่ปุ่น นักลงทุนจะจับตาสุนทรพจน์ของคาซุยูกิ มาสุ กรรมการบอร์ด BOJ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับความเร็วของการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
- ตลาดเชื่อ BOJ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
บททดสอบที่ใหญ่กว่าจะอยู่ที่การประชุมนโยบายการเงินของ BOJ สัปดาห์หน้า โดยข้อมูลจากตลาดสวอประยะข้ามคืน (overnight index swaps) ชี้ว่าตลาดกำลังกำหนดราคาสะท้อนโอกาสราว 97% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งยิ่งยกระดับความคาดหวังว่าผู้กำหนดนโยบายต้องส่งสัญญาณ “เข้มงวด” เพียงพอเพื่อหนุนให้เงินเยนแข็งค่าต่อไป
“ตอนนี้เงินเยนอยู่ทางแยก” แคทริล จาก NAB กล่าว “การขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้าเป็นเงื่อนไข ‘จำเป็น’ ก็จริง แต่ถ้าจะให้เยนรักษาการแข็งค่าที่เกิดขึ้นล่าสุดได้ BOJ จะต้องส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) และยืนยันมุมมองของตลาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี ‘มีแนวโน้มมากกว่าจะไม่เกิดขึ้น’”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 ประจำวันที่ 8 ก.ย. 69

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569
วันนี้แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ ได้ในคู่ของ ญี่ปุ่น พบ ออสเตรเลีย ได้ในเวลา 17:30 น. ทาง Monomax Sports ช่อง 29
โปรแกรมวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 วันนี้
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569
เวลา 08:00 น. อินเดีย พบ นิวซีแลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 11:30 น. กาตาร์ พบ เกาหลีใต้ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 17:30 น. ญี่ปุ่น พบ ออสเตรเลีย (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘อาการหลงลืม’ ไม่ใช่ธรรมชาติสูงวัย เสี่ยง ‘ภาวะสมองเสื่อม’

- “อาการหลงลืม”ไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามธรรมชาติ แต่เป็นภาระโรคที่กินระยะเวลายาวนานกว่าโรคเฉียบพลัน ส่งผลให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว
- “ตรวจพบเร็ว รักษาไว” คือทางรอดเดียวที่จะรักษาประสิทธิภาพการใช้ชีวิตของประชากรและลดภาระของรัฐ
- การดูแลสมองไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ผ่านการนอนที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน
“ภาวะสมองเสื่อม” เป็นภาวะที่เกิดจากโรคทางสมองและส่งผลกระทบต่อความจำ การคิด และความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 57 ล้านคน และมีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี “โรคอัลไซเมอร์” เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด และคาดว่าคิดเป็น 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด
แม้จะไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อม แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การแยกตัวทางสังคม การขาดการออกกำลังกาย มลภาวะทางอากาศ และโรคไม่ติดต่อ (NCDs) รวมถึงความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ล้วนเป็นสาเหตุของความเสี่ยงถึง 45% นอกจากด้านสุขภาพแล้ว ภาวะสมองเสื่อมยังส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระ ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของบุคคล
ทั้งนี้ ในอดีต “อายุ” จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อม แต่ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการชราตามปกติ แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดสารเสพติด ผู้ป่วย HIV และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สงครามครั้งต่อไปอาจมีหุ่นยนต์ จีนศึกษาฮิวแมนนอยด์สำหรับภารกิจทางทหาร

- กองทัพจีนศึกษา และทดสอบการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในภารกิจทางการทหาร โดยเฉพาะสถานการณ์รบในเมือง
- จีนมีความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้กองทัพสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อนำมาต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว
- ปัจจุบันอยู่ในขั้นวิจัย และมีข้อจำกัดทางเทคนิค แต่เป้าหมายคือ การพัฒนาหุ่นยนต์จากบทบาทสนับสนุนไปสู่การเป็นกำลังรบหลัก
เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์หลายร้อยตัวในจีนถูกนำมาแข่งขันทั้งวิ่ง ชกมวย เต้น และทำกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เพียงสองวันหลังการแข่งขัน World Humanoid Robot Games จบลง หนังสือพิมพ์ทางการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA Daily กลับมองการแข่งขันดังกล่าวในอีกมุมหนึ่ง โดยเรียกร้องให้นักวิจัยเร่งนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่พัฒนาจากห้องทดลองไปใช้ในการฝึกทางทหาร เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับการรบ
จากการตรวจสอบเอกสารมากกว่า 100 รายการของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ทั้งประกาศจัดซื้อจัดจ้างทางทหาร งานวิจัยทางวิชาการ สิทธิบัตร สิ่งพิมพ์ของทางการ เอกสารรัฐบาล และข้อมูลจากบริษัทด้านกลาโหม พบว่า จีนกำลังเร่งศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในทางทหาร และกำลังวางแนวทางสำหรับการนำระบบเหล่านี้ไปใช้งานในสนามรบในอนาคต
เอกสารที่พบระบุว่า สถาบันทางทหารของจีนกำลังทดสอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กับความต้องการที่เกิดขึ้นจริงในสนามรบ พยายามจัดซื้อหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสำหรับฝึกระบบเหล่านี้ รวมถึงศึกษาว่าหุ่นยนต์จะทำงานร่วมกับทหารได้อย่างไร งานดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นในช่วง 2568-2569 โดยเน้นไปที่ความสามารถสำคัญของหุ่นยนต์ เช่น การรับรู้สภาพแวดล้อม การหยิบจับ และควบคุมวัตถุ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ฝึกระบบ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกลายเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุดของโลก BofA Global Research ประเมินว่า ผู้ผลิตจีนมีสัดส่วนประมาณ 95% ของจำนวนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ส่งมอบทั่วโลกในปี 2568 ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์จึงทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนสามารถเข้าถึงระบบหุ่นยนต์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาต่อยอดเพื่อการทหาร
สงครามยูเครนทำให้กองทัพสนใจหุ่นยนต์มากขึ้น
ความสนใจเรื่องหุ่นยนต์ในสนามรบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน แต่เป็นแนวโน้มที่กองทัพทั่วโลกกำลังจับตามอง โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนแสดงให้เห็นว่าระบบไร้คนขับ และระบบอัตโนมัติสามารถเปลี่ยนวิธีการทำสงครามได้อย่างไร
ในสงครามยูเครน โดรนกึ่งอัตโนมัติที่ใช้เอไอช่วยนำทาง และค้นหาเป้าหมายถูกนำมาใช้ทั้งในการลาดตระเวน และโจมตี ขณะเดียวกัน หุ่นยนต์ยังถูกนำมาใช้ขนส่งเสบียง และนำผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่การสู้รบ
รอยเตอร์สรายงานว่า กองทัพจีนกำลังศึกษาบทเรียนจากสงครามในยูเครน ซึ่งเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการใช้โดรน และระบบไร้คนขับในสนามรบ
เดนนิส ฮง (Dennis Hong) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลและอวกาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์คือ การส่งมันเข้าไปในพื้นที่ ที่มนุษย์ไม่ต้องการหรือไม่ควรเข้าไป
“การส่งหุ่นยนต์ไปในที่ ที่เราไม่ต้องการให้มนุษย์เข้าไปเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดของการพัฒนาหุ่นยนต์ตั้งแต่แรก หากการเสียหายหรือสูญเสียหุ่นยนต์ช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องเสียชีวิต หุ่นยนต์ก็สามารถถูกใช้แทนมนุษย์ในภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงได้” ฮง กล่าว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทางทหารของจีนยังไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ถูกนำไปใช้รบจริง แล้วรอยเตอร์สไม่พบหลักฐานว่า จีนส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ติดอาวุธไปประจำการกับหน่วยปฏิบัติการของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ในทางเทคนิค หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งใช้พลังงานสูง และยังทำงานได้ไม่เสถียรเมื่ออยู่นอกสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม
แอรอน จอห์นสัน (Aaron Johnson) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กล่าวว่า สนามรบมีตัวแปรมากมาย และมีสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับหุ่นยนต์
จีนวางภาพหุ่นยนต์สำหรับการรบในเมือง
หนึ่งในพื้นที่ ที่จีนมองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจเข้ามามีบทบาทคือ สงครามในเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีทั้งอาคาร ห้อง ทางเดิน และสิ่งกีดขวางจำนวนมาก
งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยนักวิจัยจากศูนย์ทดสอบของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีการป้องกันประเทศแห่งชาติของจีน ในนครซีอาน ได้จำลองสถานการณ์การรบในเมือง โดยให้หุ่นยนต์ 6 ตัว ซึ่งอาจเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์สุนัข หรือยานพาหนะไร้คนขับ แบ่งเป็น 2 ทีม และทำงานร่วมกับทหารภาคพื้นดิน
ภารกิจของหุ่นยนต์คือ เข้าไปในอาคารที่ฝ่ายตรงข้ามยึดครอง แล้วตรวจค้นพื้นที่ทีละชั้น และทีละห้อง งานวิจัยดังกล่าวประเมินว่า อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในสถานการณ์นี้อาจมีความพร้อมภายใน 5-10 ปี แต่ไม่ได้ระบุว่าหุ่นยนต์จะได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธอย่างไร จะติดอาวุธประเภทใด หรือจะรับมือกับพลเรือนที่อยู่ในพื้นที่อย่างไร
จัว-มิน โจว (Juo-Min Chou) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านการป้องกันประเทศ และความมั่นคงแห่งไต้หวัน กล่าวว่า หากหุ่นยนต์พัฒนาความสามารถด้านการทรงตัว การรับรู้ และการทำงานต่อเนื่องได้ดีขึ้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจมีประโยชน์ในพื้นที่อย่างอาคาร อุโมงค์ หรือภายในเรือ
เหตุผลคือ หุ่นยนต์ประเภทนี้มีแขนสองข้าง และขาสองข้าง ทำให้ในทางทฤษฎีสามารถเคลื่อนที่ ปีนป่าย และหยิบจับสิ่งของได้ด้วยตนเอง แต่หากเป็นภารกิจง่ายกว่า เช่น การลาดตระเวนหรือขนส่ง จัว-มินมองว่า หุ่นยนต์สี่ขา หุ่นยนต์แบบสายพาน หรือหุ่นยนต์แบบล้อจะมีต้นทุนต่ำกว่า และนำไปใช้งานจำนวนมากได้ง่ายกว่า
แนวคิดของกองทัพจีนต่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังไปไกลกว่าการเป็นผู้ช่วยทหาร บทความที่เผยแพร่ใน PLA Daily เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า ภารกิจของหุ่นยนต์อาจพัฒนาจาก “การสนับสนุนการรบไปสู่การเป็นกำลังหลักในการรบ”
บทความดังกล่าวยังพูดถึงความเป็นไปได้ที่หุ่นยนต์จะได้รับอนุญาตให้ยิงเป้าหมายที่เป็นมนุษย์ หลังจากมนุษย์ตรวจสอบ และยืนยันเป้าหมายแล้ว
เมื่อเดือนธันวาคม 2568 กองบัญชาการยุทธบริเวณตะวันออกของกองทัพจีนยังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยเอไอ แสดงภาพหุ่นยนต์ทางทหารหลายประเภท ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขา เข้าทำลายแนวป้องกันของไต้หวันในสถานการณ์ความขัดแย้งสมมติในอนาคต
จากการทดลองในมหาวิทยาลัยสู่การจัดซื้อของกองทัพ
ความสนใจของจีนต่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในทางทหารเริ่มเห็นชัดขึ้นตั้งแต่ 2567 โดยในปีนั้น NUDT และสถาบันวิทยาศาสตร์การทหารของจีนจัดเวทีด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ซึ่งมีการพูดถึงการนำระบบฮิวแมนนอยด์มาใช้ทางทหาร
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 จีนจัดการแข่งขันที่จำลองภารกิจแทรกซึมหลังแนวข้าศึกให้หุ่นยนต์เข้าไปในพื้นที่ ทำแผนที่ และค้นหาเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีการจำลองภารกิจตรวจสอบตัวตน ตรวจสอบระเบียบวินัย และลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยภายในฐานทัพ ซึ่งการแข่งขันส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยี เพื่อให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานในสนามรบได้ในอนาคต
เอกสารจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพจีนในช่วงเดียวกันก็สะท้อนทิศทางนี้เช่นกัน เดือนพฤษภาคม 2568 กองทัพปลดปล่อยประชาชนประกาศจัดซื้อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พร้อมบริการติดตั้ง และฝึกอบรมด้านเทคนิค
อีกสี่เดือนต่อมา มีประกาศจัดซื้อจัดจ้างอีกฉบับ ซึ่งใช้อีเมลของ NUDT เป็นช่องทางติดต่อ ระบุความต้องการระบบสำหรับ “การรับรู้สภาพแวดล้อมอัจฉริยะ และการปฏิบัติการอย่างคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีร่างกายจริง”
เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ให้รายละเอียดมากพอที่จะทราบว่าการจัดซื้อทั้งสองโครงการเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้น บริษัทใดเป็นผู้ชนะการจัดซื้อ หรือหุ่นยนต์รุ่นใดถูกนำไปใช้งาน
ในเดือนมิถุนายน 2569 กองทัพจีนตั้งงบประมาณ 300,000 ดอลลาร์ สำหรับระบบที่ใช้เก็บ และติดป้ายกำกับข้อมูลจากกล้อง เรดาร์ และข้อมูลการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศที่หุ่นยนต์สามารถเดินทางผ่านได้
การจัดซื้อครั้งนี้สะท้อนว่า การพัฒนาหุ่นยนต์ของกองทัพจีนไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างตัวหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพัฒนาระบบที่อยู่เบื้องหลังด้วย ทั้งการเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์ การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม และการฝึกให้หุ่นยนต์สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองได้
บริษัทกลาโหมจีนเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับภารกิจเสี่ยง
ภายใน 2569 การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มขยายจากสถาบันวิจัยทางทหารไปสู่บริษัทในอุตสาหกรรมกลาโหมของจีน หนึ่งในตัวอย่างคือ “ฟู่ซี” (Fuxi) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดเต็มตัวที่ผลิตโดย Norinco บริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมของรัฐบาลจีน
ข้อมูลของบริษัทที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม ระบุว่า ฟู่ซีถูกออกแบบให้สามารถทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ ลาดตระเวนในทุกสภาพอากาศ ตรวจตราพื้นที่ด้วยระบบอัจฉริยะ และทำงานในพื้นที่อันตราย หุ่นยนต์ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบควบคุมระยะไกลของ Norinco ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นั่นคือ การปล่อยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะปัจจุบันการทำให้หุ่นยนต์เข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อน และตัดสินใจได้อย่างน่าเชื่อถือยังเป็นเรื่องยาก
มัลคอล์ม เดวิส (Malcolm Davis) นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า ปัจจุบันเขายังไม่มองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นระบบที่ใช้งานได้จริงในสนามรบ “แต่ในอีก 5-10 ปี พวกมันอาจเป็นเช่นนั้นได้” เดวิส กล่าว
สหรัฐก็ทดลองเช่นกัน แต่จีนยังนำหน้า
จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในสนามรบ ปี 2568 กองทัพบกสหรัฐเปิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาความสามารถของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทางทหาร โดยมีเป้าหมายให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับทหารได้ในอนาคต
ภารกิจที่กองทัพสหรัฐระบุไว้มีตั้งแต่การลาดตระเวน การรักษาความปลอดภัย การเคลียร์สิ่งกีดขวาง การทำงานในพื้นที่ ที่มีวัตถุอันตราย ไปจนถึงภารกิจเชิงรุก และเชิงรับในพื้นที่เมือง มีผู้เข้ารอบสุดท้ายมากถึง 10 ทีมที่มีกำหนดทดสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของกองทัพสหรัฐในปี 2569 โดยมีงบประมาณสำหรับสัญญาต่อยอดสูงสุด 1.25 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในด้านอุตสาหกรรม จีนยังมีความได้เปรียบอย่างมากในการพัฒนาหุ่นยนต์สองขา และสี่ขา รอยเตอร์สรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า Unitree บริษัทจีนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขารายใหญ่ของโลก พัฒนาหุ่นยนต์สุนัขรุ่นที่ขายดีที่สุดโดยอาศัยนวัตกรรมด้านการออกแบบที่ได้รับเงินทุนจากกองทัพสหรัฐ
เมื่อหุ่นยนต์ต้องตัดสินใจเรื่องชีวิตมนุษย์
แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่สนามรบยังมีข้อจำกัดทั้งด้านเทคนิค และกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อหุ่นยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขนของหรือลาดตระเวน แต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังต่อมนุษย์
หากในอนาคตหุ่นยนต์สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ ระบบจะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การแยกแยะว่าบุคคลตรงหน้าเป็นทหารหรือพลเรือน หรือบุคคลนั้นกำลังต่อสู้ ยอมจำนน หรือได้รับบาดเจ็บ กฎหมายว่าด้วยการทำสงครามกำหนดให้กองกำลังต้องแยกแยะระหว่างนักรบกับพลเรือน และห้ามโจมตีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือยอมจำนน
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเตือนว่า อาวุธอัตโนมัติอาจมีปัญหาในการตีความสัญญาณการยอมจำนน เพราะการตัดสินว่าบุคคลหนึ่งยอมจำนนหรือไม่อาจต้องพิจารณาทั้งบริบท พฤติกรรม และเจตนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติอาจตีความได้ไม่ถูกต้อง
กองทัพสหรัฐกำหนดให้ระบบอาวุธอัตโนมัติต้องผ่านการตรวจสอบด้านกฎหมาย และการทดสอบในสถานการณ์ที่สมจริง รวมถึงกำหนดให้ผู้บังคับบัญชา และผู้ปฏิบัติงานใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมในการใช้กำลัง ส่วนกระทรวงกลาโหมจีนระบุเมื่อเดือนมีนาคม ว่า อาวุธที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ ถึงอย่างนั้น จีนยังคงเดินหน้าศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในทางทหาร
หวัง ยงหัว (Wang Yonghua) นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การทหารของจีน เขียนบทความเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกมาก ทั้งเรื่องการเคลื่อนไหว การรับรู้ และความสามารถด้านสติปัญญา
เขาระบุว่า การทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กลายเป็นระบบทางทหารที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย จำเป็นต้องมีความก้าวหน้าทางเทคนิค ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และการผลิตในระดับอุตสาหกรรม หากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้นได้ หวังเขียนว่า “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะหลั่งไหลเข้าสู่สนามรบ”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
AI Project Manager ต่างจาก Project Manager อย่างไร?

เมื่อพูดถึงตำแหน่ง Project Manager หลายคนอาจนึกถึงคนที่คอยวางแผนงาน จัดการ Timeline ประสานงานกับทีม และดูแลให้โปรเจกต์ส่งมอบได้ตามเป้าหมาย แต่เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในหลายองค์กร บทบาทของ Project Manager ก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน
ทุกวันนี้องค์กรไม่ได้ต้องการแค่คนที่บริหารโปรเจกต์ให้เสร็จตามแผน แต่ต้องการคนที่สามารถพาโปรเจกต์ AI จากไอเดียไปสู่การใช้งานจริง และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ นี่จึงเป็นที่มาของบทบาท AI Project Manager (AI PM) ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่หลายองค์กรต้องการมากขึ้น
AI Project Manager คืออะไร?
AI Project Manager คือผู้ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ การวางแผนโปรเจกต์ การประสานงานระหว่างทีมต่าง ๆ ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กร แม้ AI PM จะมีพื้นฐานด้าน Project Management เหมือนกับ Project Manager ทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างคือ AI PM ต้องเข้าใจทั้งฝั่ง Business และ Technology เพื่อให้สามารถเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันได้
AI PM ไม่จำเป็นต้องเป็น Developer หรือ Data Scientist แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีมากพอที่จะทำงานร่วมกับทีม Tech และสามารถแปลความต้องการของธุรกิจให้กลายเป็น Solution ที่ใช้งานได้จริง
Project Manager กับ AI Project Manager ต่างกันอย่างไร?
Project Manager ทั่วไปมักโฟกัสที่การส่งมอบโปรเจกต์ให้สำเร็จตาม Scope, Budget และ Timeline ที่กำหนด คำถามที่ PM ทั่วไปมักให้ความสำคัญคือ
- งานเสร็จตามกำหนดหรือไม่
- งบประมาณเป็นไปตามแผนหรือไม่
- ทีมทำงานได้ตาม Scope หรือไม่
- Stakeholder ได้รับสิ่งที่ต้องการหรือไม่
ในขณะที่ AI Project Manager ต้องมองไกลกว่านั้น นอกจากการบริหารโปรเจกต์แล้ว ยังต้องตอบคำถามเพิ่มเติม เช่น
- AI เหมาะกับปัญหานี้จริงหรือไม่
- Solution นี้สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือเปล่า
- ผู้ใช้งานจะยอมรับและใช้งาน AI หรือไม่
- AI สร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริงหรือไม่
- ควรขยายผล (Scale) หรือหยุดโครงการ (Stop)
พูดง่าย ๆ คือ Project Manager ดูแล “การส่งมอบโปรเจกต์” ในขณะที่ AI Project Manager ดูแล “ผลลัพธ์จากการใช้ AI”
AI Project Manager ต้องเข้าใจ Technology มากกว่า PM ทั่วไป
สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์ AI แตกต่างจากโปรเจกต์ทั่วไป คือเรื่องของเทคโนโลยี AI PM ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดได้ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีมากพอที่จะทำงานร่วมกับทีม Tech ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น
- เข้าใจความแตกต่างระหว่าง Generative AI, Predictive AI และ Automation
- เข้าใจการเชื่อมต่อระบบ (Integration) และ API เบื้องต้น
- เข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยีและระยะเวลาในการพัฒนา
- ประเมินความเป็นไปได้ของ Solution ในระดับเบื้องต้น
- เข้าใจว่าระบบ AI จะถูกนำไปใช้งานจริงอย่างไร
หากขาดความเข้าใจด้าน Technology AI PM อาจวางแผนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือสื่อสารกับทีมพัฒนาได้ไม่ครบถ้วน บทบาทสำคัญของ AI PM คือการแปลความต้องการจากฝั่ง Business ไปสู่ทีม Tech และแปลข้อจำกัดจากทีม Tech กลับมาให้ฝั่ง Business เข้าใจ
6 ทักษะสำคัญของ AI Project Manager
1. AI Literacy เข้าใจความสามารถ ข้อจำกัด และแนวทางการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจ
2. Technology Literacy เข้าใจระบบ การเชื่อมต่อ และการทำงานร่วมกับทีม Tech
3. Business Thinking เชื่อม AI เข้ากับเป้าหมายและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
4. Project Management บริหาร Scope, Timeline, Resource และการส่งมอบงาน
5. Stakeholder Communication สื่อสารและประสานงานระหว่าง Business, Tech และผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. Change & Risk Management บริหารความเสี่ยงและผลักดันการนำ AI ไปใช้จริงในองค์กร
สรุป: AI Project Manager ไม่ใช่แค่ PM ที่ใช้ AI เป็น
หลายคนเข้าใจว่า AI Project Manager คือ Project Manager ที่รู้จักใช้ ChatGPT หรือเครื่องมือ AI ต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง บทบาทนี้คือคนที่สามารถเชื่อม Business และ Technology เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียด้าน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
ในวันที่องค์กรต่างเร่งนำ AI มาใช้งาน ความสามารถในการบริหารโปรเจกต์ AI และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นทักษะสำคัญที่ตลาดต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากคุณสนใจสายงาน AI Project Manager และอยากเรียนรู้การบริหารโปรเจกต์ AI แบบ End-to-End สามารถดูรายละเอียด Career Track: AI Project Manager ได้ที่ https://www.career-spark.co/career-tracks/ai-project-manager
ขอบคุณข้อมูลจาก career-spark.co
อยากคุมหิว ลองเพิ่มเนยถั่วในมื้ออาหาร! 5 วิธีจับคู่ให้อิ่มนานโดยไม่ต้องกินเยอะ

เคยไหม? เพิ่งกินมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันไปไม่นาน แต่กลับรู้สึกหิวอีกแล้ว จนต้องหยิบขนมหรือเครื่องดื่มหวานมากินระหว่างวัน ปัญหานี้ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของมื้ออาหาร เพราะหากมื้อหนึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก แต่มีโปรตีน ใยอาหาร และไขมันน้อย ก็อาจทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้นได้
หนึ่งในวัตถุดิบที่นำมาเพิ่มความหลากหลายให้มื้ออาหารได้ง่ายคือ “เนยถั่ว” เพราะมีทั้งโปรตีน ไขมัน และใยอาหารในปริมาณหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาจับคู่กับอาหารชนิดอื่นเพื่อทำให้มื้ออาหารมีสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนยถั่วไม่ได้เป็นอาหารที่ทำให้ผอมโดยตรง และให้พลังงานค่อนข้างสูง ดังนั้นเคล็ดลับสำคัญคือ เลือกชนิดให้เหมาะสมและกินในปริมาณพอดี
ทำไมเนยถั่วจึงเหมาะกับคนที่อยากคุมหิว?
เหตุผลสำคัญคือ เนยถั่วไม่ได้มีเพียงสารอาหารชนิดเดียว แต่ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน และใยอาหาร
โปรตีนและใยอาหารมีบทบาทต่อความรู้สึกอิ่ม ขณะที่ไขมันช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานและมีส่วนทำให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้าลง
เมื่อนำเนยถั่วไปกินคู่กับอาหารที่มีใยอาหารหรือโปรตีนเพิ่มเติม จึงสามารถช่วยให้มื้ออาหารมีองค์ประกอบที่สมดุลขึ้น และอาจช่วยลดการกินจุบจิบระหว่างมื้อได้
5 วิธีจับคู่เนยถั่วให้อิ่มนานแบบไม่ต้องกินเยอะ
1. ขนมปังโฮลเกรน + เนยถั่ว + กล้วย
เมนูง่าย ๆ ที่เหมาะกับมื้อเช้า โดยเลือกขนมปังโฮลเกรนหรือขนมปังที่มีธัญพืชไม่ขัดสี ทาด้วยเนยถั่วในปริมาณพอเหมาะ แล้วเพิ่มกล้วยหั่นเป็นชิ้น
เมนูนี้มีทั้งคาร์โบไฮเดรตจากขนมปังและผลไม้ รวมถึงโปรตีน ไขมัน และใยอาหารจากเนยถั่วและส่วนประกอบอื่น
ความหวานจากกล้วยยังช่วยเพิ่มรสชาติโดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลหรือแยมหวานเพิ่ม
เคล็ดลับ: หากกำลังควบคุมน้ำหนัก ควรระวังการทาเนยถั่วหนาเกินไป เพราะปริมาณที่เพิ่มขึ้นทำให้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
2. ข้าวโอ๊ต + เนยถั่ว + ผลไม้สด
ข้าวโอ๊ตเป็นอีกหนึ่งอาหารที่เหมาะกับการนำมาจับคู่กับเนยถั่ว เพราะมีใยอาหาร โดยเฉพาะเบตา-กลูแคน ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ
ลองทำข้าวโอ๊ตใส่นม แล้วเติมเนยถั่วเล็กน้อย จากนั้นเพิ่มผลไม้สด เช่น กล้วย แอปเปิล หรือเบอร์รี
แทนที่จะเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มความหวาน การใช้ผลไม้สดจะช่วยเพิ่มทั้งรสชาติและสารอาหารให้กับมื้ออาหาร
3. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ + เนยถั่ว + ผลไม้
สำหรับคนที่ไม่ชอบกินขนมปังหรือข้าวโอ๊ต สามารถเปลี่ยนมาเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติแทนได้
เลือกโยเกิร์ตที่ไม่เติมน้ำตาลหรือมีน้ำตาลต่ำ แล้วเติมเนยถั่วปริมาณเล็กน้อย พร้อมผลไม้สด
โยเกิร์ตช่วยเพิ่มโปรตีนให้กับมื้ออาหาร ส่วนเนยถั่วช่วยเพิ่มไขมันและโปรตีน ขณะที่ผลไม้ช่วยเพิ่มใยอาหารและสารอาหารจากพืช
หากต้องการให้มื้ออาหารอยู่ท้องมากขึ้น อาจเติมเมล็ดธัญพืชในปริมาณเหมาะสม แต่ควรคำนึงถึงพลังงานรวมด้วย
4. แอปเปิล + เนยถั่ว เป็นของว่างที่ดีกว่าขนมหวานบางชนิด
ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่หลายคนมักหิวและเผลอกินขนมหวานหรือขนมกรุบกรอบโดยไม่รู้ตัว
ลองเปลี่ยนเป็นแอปเปิลหั่นชิ้นคู่กับเนยถั่วปริมาณเล็กน้อยแทน
แอปเปิลให้ใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตจากผลไม้ ส่วนเนยถั่วช่วยเพิ่มโปรตีนและไขมัน ทำให้ของว่างมีองค์ประกอบหลากหลายกว่าการกินผลไม้หรือขนมเพียงอย่างเดียว
แต่จำไว้ว่า: ของว่างที่มีประโยชน์ก็ยังให้พลังงาน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกินเนยถั่วหลายช้อนเพื่อให้รู้สึกอิ่ม
5. กล้วยบด + เนยถั่ว บนขนมปังโฮลเกรน
อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือใช้กล้วยสุกบดแทนแยม แล้วทาบนขนมปังโฮลเกรน จากนั้นเพิ่มเนยถั่วเล็กน้อย
วิธีนี้ช่วยลดการพึ่งพาแยมที่มีน้ำตาลเติม และได้ความหวานจากกล้วยตามธรรมชาติ
หากต้องการเพิ่มโปรตีนให้มื้อเช้า สามารถรับประทานคู่กับไข่ต้มหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติได้
เคล็ดลับสำคัญ อยากอิ่มนานต้องไม่พึ่งเนยถั่วอย่างเดียว
แม้เนยถั่วจะมีสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนความอิ่ม แต่การควบคุมความหิวควรมองอาหารทั้งมื้อ
มื้ออาหารที่ช่วยให้อิ่มได้ดีควรมีองค์ประกอบที่หลากหลาย เช่น
- โปรตีน จากไข่ ปลา เนื้อไม่ติดมัน เต้าหู้ นม หรือโยเกิร์ต
- ใยอาหาร จากผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
- ไขมันไม่อิ่มตัว จากถั่ว เมล็ดพืช และแหล่งไขมันที่เหมาะสม
- คาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี ในปริมาณที่เหมาะสม
ดังนั้น แทนที่จะคิดว่า “กินเนยถั่วแล้วจะไม่หิว” ให้คิดว่า “เพิ่มเนยถั่วเพื่อทำให้มื้ออาหารมีสารอาหารที่หลากหลายขึ้น” จะเหมาะสมกว่า
เนยถั่วแบบไหนเหมาะกับคนอยากคุมหิว?
เวลาเลือกซื้ออย่าดูแค่คำว่า “เนยถั่ว” บนฉลาก เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีส่วนผสมแตกต่างกัน
ควรเปรียบเทียบฉลากในเรื่อง
น้ำตาล: เลือกสูตรที่ไม่มีการเติมน้ำตาลมากเกินไป
โซเดียม: หากกินเป็นประจำ ควรพิจารณาปริมาณโซเดียมด้วย
ไขมันอิ่มตัว: ตรวจสอบปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
พลังงาน: เพราะเนยถั่วมีพลังงานค่อนข้างสูง
ส่วนประกอบ: สูตรที่มีถั่วลิสงเป็นส่วนประกอบหลักและมีส่วนผสมเพิ่มเติมไม่มาก อาจเป็นตัวเลือกที่เรียบง่ายกว่า
เนยถั่วกินเยอะยิ่งอิ่มจริงไหม?
ไม่จริงเสมอไป
เนยถั่วอาจช่วยเพิ่มความอิ่มเมื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุล แต่การเพิ่มปริมาณมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะได้ประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย
เนื่องจากเนยถั่วให้พลังงานค่อนข้างสูง การกินจากกระปุกโดยไม่ตวงปริมาณอาจทำให้เผลอกินเกินได้ง่าย
วิธีที่เหมาะกว่าคือ ตวงปริมาณก่อนรับประทาน และนับเนยถั่วเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือของว่าง ไม่ใช่กินเพิ่มจากอาหารมื้อหลักโดยไม่ปรับส่วนอื่น
ถ้าอยากลดน้ำหนัก กินเนยถั่วได้ไหม?
กินได้ หากนำมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารโดยรวมที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดเนยถั่วออกทั้งหมด แต่คือการควบคุมพลังงานรวมและเลือกอาหารที่ทำให้อิ่มอย่างมีคุณภาพ
ตัวอย่างเช่น หากเปลี่ยนจากขนมหวานหรือขนมขบเคี้ยวที่กินเล่นระหว่างวัน มาเป็นผลไม้คู่กับเนยถั่วในปริมาณเหมาะสม ก็อาจเป็นทางเลือกของว่างที่มีสารอาหารหลากหลายขึ้น
แต่หากกินเนยถั่วเพิ่มจากอาหารเดิมทั้งหมด โดยไม่ได้ลดหรือปรับอาหารส่วนอื่น ก็อาจทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน
คนที่แพ้ถั่วต้องระวัง
ผู้ที่มีประวัติแพ้ถั่วลิสงควรหลีกเลี่ยงเนยถั่วที่ทำจากถั่วลิสง และอ่านฉลากอย่างละเอียด
หากเคยมีอาการแพ้รุนแรง ควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่อาจมีการปนเปื้อนจากถั่วด้วย
สรุป อยากคุมหิวไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
เนยถั่วสามารถนำมาใช้เป็นตัวช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหารได้ เพราะมีทั้ง โปรตีน ไขมัน และใยอาหาร และสามารถจับคู่กับอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ขนมปังโฮลเกรน ข้าวโอ๊ต และผลไม้
5 คู่ที่ทำได้ง่าย ได้แก่ ขนมปังโฮลเกรนกับเนยถั่วและกล้วย, ข้าวโอ๊ตกับเนยถั่วและผลไม้, โยเกิร์ตกับเนยถั่วและผลไม้, แอปเปิลกับเนยถั่ว และขนมปังโฮลเกรนกับกล้วยบดและเนยถั่ว
อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับสำคัญไม่ได้อยู่ที่การกินเนยถั่วให้มาก แต่คือ เลือกสูตรที่เหมาะสม ตวงปริมาณ และจัดคู่กับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะการคุมหิวที่ดีควรทำให้เรา “อิ่มอย่างมีคุณภาพ” มากกว่าการอดอาหารหรือพยายามกินให้น้อยที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 8/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,750.00 | 68,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,444.00 | 67,371.04 | 69,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,999.60 | 60,633.94 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,555.20 | 53,896.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,999.80 | 30,316.97 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,555.40 | 23,579.86 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,605.18 | 69,814.53 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 8/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







