สาระน่ารู้ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569

จับตา บ้านNPAล้นตลาด แบงก์หั่นราคา 30%เร่งระบายสต็อกโค้งสุดท้าย

  • สถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มีแนวโน้มเร่งระบายสต็อกบ้านมือสอง (NPA) ที่กำลังล้นตลาดในช่วงปลายปี
  • คาดการณ์ว่าจะใช้กลยุทธ์ลดราคาขายลงประมาณ 30% เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ซื้อ
  • การลดราคาถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหลักในการปิดการขาย แทนการใช้งบประมาณปรับปรุงทรัพย์สินก่อนขาย
  • ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจคือ “ราคา” ที่คุ้มค่า มากกว่าสภาพความสวยงามของตัวบ้าน

 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มือสองกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในโค้งสุดท้ายของปี 2569 เมื่อ “ทรัพย์สินรอการขาย” หรือ NPA จากสถาบันการเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าจะระบายทรัพย์ออกอย่างไร แต่คือ “ราคาเท่าไร” ที่จะทำให้ผู้ซื้อยอมควักเงินตัดสินใจ

ดรุณี รุ่งเรืองผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส จำกัด มองว่า ในช่วงไตรมาส 4/2569 สถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC มีแนวโน้มเร่งใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อปิดการขาย โดยคาดว่าจะเห็นการปรับลดราคาทรัพย์ประมาณ 30% ทั้งพอร์ต แทนการเพิ่มต้นทุนด้วยการทำความสะอาดหรือปรับปรุงทรัพย์ก่อนขายประเด็นนี้สะท้อนการเปลี่ยนโจทย์ของตลาด NPA จากเดิมที่พยายาม “ทำทรัพย์ให้พร้อมขาย” ไปสู่การ “ตั้งราคาให้พร้อมซื้อ” โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้ซื้อมีทางเลือกจำนวนมากและสามารถเปรียบเทียบทรัพย์ได้ง่ายขึ้น

หนี้เสีย 534.8 พันล้าน ดันหลักประกันเข้าสู่ตลาด

 แรงกดดันด้านอุปทานไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เชื่อมโยงกับสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคาร ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ณ ไตรมาส 2/2569 NPL หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท คิดเป็น 2.82% ของสินเชื่อรวม แม้ยอด NPL จะลดลงจากไตรมาสก่อนจากการเร่งบริหารจัดการหนี้ แต่ ธปท. ยังระบุว่าความเสี่ยงด้านเครดิตยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ยังหดตัวต่อเนื่อง  Bot Thailand+1

 เมื่อสถาบันการเงินเร่งจัดการหนี้เสีย อีกด้านหนึ่งคือการบริหารหลักประกันของลูกหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งอาจทยอยเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาดหรือกลายเป็น NPA ในมือสถาบันการเงินและ AMCดังนั้น แม้ตัวเลข NPL จะไม่ได้เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 แต่ “สต็อกทรัพย์” ที่ต้องบริหารยังเป็นโจทย์สำคัญของตลาด โดยเฉพาะเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่

“ของถูก” มีคนรอ แต่ราคาเดิมยังทำให้ลังเล

 ในมุมของ ดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้  ความต้องการซื้อ NPA ยังมีอยู่ โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ที่เปิดให้กู้ได้สูงสุด 100% ซึ่งมาตรการดังกล่าวถูกขยายระยะเวลาถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 แต่ปัจจัยสนับสนุนการซื้อไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อจะตัดสินใจทันที เพราะตัวแปรสำคัญยังอยู่ที่ “ราคาขาย”

 ดรุณีระบุว่า จากการทำตลาดทรัพย์มือสองที่ผ่านมา พบว่าผู้ซื้อจำนวนมากให้ความสำคัญกับส่วนต่างราคาจากตลาดมากกว่าความสวยงามของตัวทรัพย์ และบางกลุ่มพร้อมรับสภาพทรัพย์ที่ต้องปรับปรุง หากแลกกับราคาซื้อที่ต่ำลงโจทย์จึงกลับมาที่สถาบันการเงินว่า จะยอมลดราคาลงมากเพียงใด เพื่อแลกกับความเร็วในการระบายสต็อก

3 ทางเลือกปิดการขาย ปรับปรุงใหม่–ทำความสะอาด–ลดราคา

ดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้  ระบุว่า แนวทางเร่งปิดการขายช่วงปลายปีมีอยู่ 3 ทางหลัก ได้แก่ การทำความสะอาดครั้งใหญ่ การปรับปรุงทรัพย์ก่อนขาย และการลดราคาขาย แต่แต่ละทางเลือกมีต้นทุนและความเสี่ยงแตกต่างกัน การปรับปรุงทรัพย์ช่วยให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น แต่หากใช้เงินลงทุนแล้วทรัพย์ยังขายไม่ได้ภายในเวลาที่คาด สถาบันการเงินต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม ทั้งค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงและต้นทุนจากการถือครองทรัพย์ ในทางกลับกัน การลดราคาอาจกระทบมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากทรัพย์ แต่ช่วยให้ราคาขยับเข้าใกล้ระดับที่ผู้ซื้อพร้อมตัดสินใจมากขึ้น

จึงเป็นเหตุผลที่ดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้ มองว่า “ราคา” อาจกลายเป็นเครื่องมือหลักของการระบาย NPA ในไตรมาสสุดท้ายของปี

ทำไมต้อง 30%? เปิดช่องว่างราคาตั้งขายกับราคาจริง

 ตัวเลข 30% ที่ ดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้ ระบุ ไม่ได้หมายถึงการลดราคาทรัพย์ทุกประเภทลงในระดับเดียวกันตามสภาพตลาด แต่เป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์จากประสบการณ์ทำตลาด NPA ของบริษัท  ดรุณี กล่าวว่า ที่ผ่านมา AMC รายใหญ่บางแห่งตั้งราคาบนหลักต้นทุนบวกกำไร หรือ Cost Plus ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 15% ขณะที่กิจกรรมส่งเสริมการขายบางงานมีการประกาศลดราคาสูงสุดถึง 50% แต่เป็นการคัดเลือกเฉพาะทรัพย์บางรายการ สิ่งที่ ดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้ เสนอจึงแตกต่างออกไป คือการลดราคาในระดับประมาณ 30% “ทั้งพอร์ต” และดำเนินการภายในช่วงเวลาที่ชัดเจน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มผู้ซื้อที่ยังลังเลกลับเข้าสู่ตลาด

 จาก “ทรัพย์ค้าง” สู่โจทย์ราคาที่ตลาดรับได้

 ปัญหาสำคัญของตลาด NPA ในช่วงที่ผ่านมา คือช่องว่างระหว่าง “ราคาตั้งขาย” กับ “ราคาที่ผู้ซื้อพร้อมจ่าย” เมื่อราคาตั้งขายยังไม่สะท้อนกำลังซื้อ ผู้ซื้อมีแนวโน้มใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น ขณะที่สถาบันการเงินและ AMC ต้องแบกรับต้นทุนการถือครองทรัพย์ต่อไป ในมุมนี้ การลดราคาจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างโปรโมชั่น แต่เป็นการพยายามปรับ “Price Discovery” ของตลาดให้ชัดขึ้นว่า ทรัพย์แต่ละประเภทในแต่ละทำเลมีระดับราคาที่ตลาดยอมรับจริงอยู่ตรงไหน

โค้งสุดท้ายปี 69 วัดใจแบงก์ “รักษาราคา” หรือ “เร่งระบาย”

 ภาพของตลาด NPA ในช่วงปลายปีจึงไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ของถูก” ที่รอผู้ซื้อ แต่เป็นโจทย์เชิงบริหารสินทรัพย์ของสถาบันการเงินว่า จะจัดสมดุลระหว่างราคาขาย ต้นทุนการถือครอง และความเร็วในการระบายทรัพย์อย่างไร ฝั่งผู้ซื้อเองยังมีแรงจูงใจจากมาตรการรัฐและโอกาสซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่าราคาตลาด

แต่ในภาวะที่ตัวเลือกมีจำนวนมาก การตัดสินใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาสะท้อนความคุ้มค่ามากพอ สำหรับดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้ จึงมองว่าไตรมาส 4/2569 อาจเป็นช่วงสำคัญที่สถาบันการเงินและ AMC ต้อง “ขยับราคา” มากกว่าการเพิ่มงบเพื่อแต่งทรัพย์ หากเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยน NPA ที่ค้างอยู่ในระบบให้กลับมาเป็นธุรกรรมซื้อขายจริง

 ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่าแบงก์จะลดราคาหรือไม่ แต่คือ “ลดแค่ไหน และลดแล้วขายได้เร็วเพียงใด” เพราะตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวสะท้อนว่าตลาด NPA กำลังเข้าสู่จุดที่ราคากับความต้องการของผู้ซื้อเริ่มกลับมาเจอกันหรือไม่

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


YOTEL ปักหมุดกรุงเทพฯครั้งแรก เปิดโรงแรมแรกใน Cloud 11 ดีเดย์15 ต.ค.

  • YOTEL เปิดโรงแรมแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่โครงการ Cloud 11 ซึ่งเป็นศูนย์กลางครีเอเตอร์ โดยจะเริ่มให้บริการในวันที่ 15 ต.ค. 2569
  • ชูจุดเด่นด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในบริการ เช่น ระบบเช็กอินด้วยตนเอง หุ่นยนต์ผู้ช่วย และเตียงนอนอัจฉริยะ SmartBed™
  • ตั้งอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS และใกล้ศูนย์นิทรรศการไบเทค เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ
  • เป็นโรงแรม YOTEL แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมกับเครือ Hilton ภายใต้แบรนด์ “Select by Hilton” ทำให้สมาชิก Hilton Honors สามารถสะสมและใช้คะแนนได้

 การเข้ามาของ YOTEL ครั้งนี้ไม่ได้วางตำแหน่งเพียงการเป็นโรงแรมแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ แต่เลือกเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ถูกวางให้เป็นศูนย์กลางของครีเอเตอร์ ธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ โดย Cloud 11 พัฒนาขึ้นให้เป็นครีเอทีฟแลนด์มาร์กที่รวมทั้งพื้นที่ทำงาน สตูดิโอผลิตคอนเทนต์ ห้องบันทึกเสียง แกลเลอรี โรงภาพยนตร์ พื้นที่จัดงาน ร้านค้า รวมถึงพื้นที่กีฬาและเวลเนสไว้ในโครงการเดีย YOTEL Bangkok Sukhumvit จึงเข้ามารับบทเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศดังกล่าว โดยเป็นโรงแรมแห่งแรกที่เปิดให้บริการภายใน Cloud 11 และเป็นโรงแรมแห่งที่ 24 ของ YOTEL ทั่วโลก รวมถึงเป็นแห่งที่ 4 ในเอเชีย

 เทคโนโลยีเป็น “แกน” ประสบการณ์เข้าพัก

 จุดขายสำคัญของ YOTEL อยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าพัก ตั้งแต่ระบบเช็กอินด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งบริษัทระบุว่าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ไปจนถึงห้องพักที่ติดตั้ง SmartBed™ เตียงปรับระดับได้จากเตียงนอนเป็นโซฟาได้ด้วยการกดปุ่ม ภายในห้องพักยังประกอบด้วย Wi-Fi ความเร็วสูง SmartTV ระบบไฟที่ปรับบรรยากาศได้ ฝักบัวเรนชาวเวอร์ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ Urban Jungle และตู้เย็นขนาดเล็ก

อีกหนึ่งองค์ประกอบคือหุ่นยนต์ผู้ช่วยของโรงแรม ซึ่งสามารถนำสิ่งของ เช่น น้ำดื่ม ผ้าเช็ดตัว และของใช้ต่าง ๆ ไปส่งถึงหน้าห้องพัก ขณะที่พนักงานบริเวณล็อบบี้ยังให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งข้อมูลภายในโรงแรมและคำแนะนำเกี่ยวกับร้านอาหารและสถานที่ต่าง ๆ ในพื้นที่โดยรอบ แนวทางดังกล่าวสะท้อนโมเดลของ YOTEL ที่พยายามผสมการบริการแบบโรงแรมเข้ากับระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี โดยเน้นความรวดเร็วและความยืดหยุ่นของผู้เข้าพัก
 

จากโรงแรมสู่ Lifestyle Hub เชื่อม Cloud 11

 นอกจากห้องพักแล้ว YOTEL Bangkok Sukhumvit ยังวางพื้นที่ส่วนกลางให้รองรับทั้งการพักผ่อน การทำงาน และการพบปะสังสรรค์ หนึ่งในพื้นที่หลักคือ “Komyuniti” พื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่รวมร้านอาหารแบบ All-Day Dining เข้ากับพื้นที่ทำงานและพบปะ พร้อมเชื่อมต่อโดยตรงกับ Cloud 11 โดยให้บริการอาหารไทยและนานาชาติตั้งแต่มื้อเช้าถึงมื้อค่ำ รวมถึงห้องประชุม 2 ห้อง และบาร์สำหรับเครื่องดื่มและค็อกเท ส่วน “YOTEL Swim Club” มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งและพูลบาร์ ขณะที่ฟิตเนสเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ “Grab + Go” รองรับเครื่องดื่มและของว่างตลอดทั้งวัน

 สำหรับไฮไลต์บนชั้นสูงสุด “Fatty’s” รูฟท็อปบาร์และร้านอาหารบนชั้น 23 มีกำหนดเปิดในเดือนพ.ย. 2569 โดยวางตำแหน่งเป็นพื้นที่แฮงเอาต์สำหรับทั้งผู้เข้าพักและคนกรุงเทพฯ พร้อมวิวเมืองแบบพาโนรามา

 Cloud 11 กับเดิมพันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

 การเลือก Cloud 11 เป็นฐานแห่งแรกในกรุงเทพฯ ยังสอดคล้องกับทิศทางของโครงการที่ต้องการสร้างพื้นที่สำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดย Cloud 11 ใช้เงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท และวาง 11 “Passion Engines” เป็นองค์ประกอบหลัก ตั้งแต่อาหาร แฟชั่น ภาพยนตร์ ดนตรี การเต้น ศิลปะ กีฬาและเวลเนส เกม การสร้างคอนเทนต์ เทศกาล ไปจนถึง Urban Park

 เป้าหมายของโครงการคือการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์ แบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ผ่านทั้งพื้นที่ทำงาน พื้นที่กิจกรรม และพื้นที่เชิงพาณิชย์

 สำหรับ YOTEL ทำเลดังกล่าวจึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มจำนวนห้องพักในตลาด เพราะโรงแรมสามารถใช้ประโยชน์จากทราฟฟิกของโครงการและกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใน Cloud 11 ขณะเดียวกันก็เพิ่มพื้นที่ให้ผู้เข้าพักเข้าถึงคอมมูนิตี้และกิจกรรมด้านครีเอทีฟได้โดยตรง

 เชื่อม BTS 300 เมตร จับนักธุรกิจ-นักท่องเที่ยว

 อีกปัจจัยที่ YOTEL ให้ความสำคัญคือการเชื่อมต่อกับระบบขนส่ง โดยโรงแรมเชื่อมกับรถไฟฟ้า BTS ผ่านทางเดินลอยฟ้าระยะทางประมาณ 300 เมตร ทำเลยังอยู่ห่างจากศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคประมาณ 2.3 กิโลเมตร จึงสามารถรองรับกลุ่มนักเดินทางที่เข้าร่วมงาน อีเวนต์ และคอนเสิร์ต รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางต่อไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ และสนามบินทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง องค์ประกอบดังกล่าวทำให้โรงแรมวางตลาดได้ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ผู้เข้าร่วมงาน และกลุ่มดิจิทัลโนแมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบรนด์มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของดีมานด์ในกรุงเทพฯ

YOTEL จับมือ Hilton ขยายเครือข่ายผ่าน Select by Hilton

 อีกจุดเปลี่ยนของ YOTEL ในปีนี้คือการลงนามข้อตกลงแฟรนไชส์กับ Hilton เมื่อเดือนมีนาคม 2569 โดย YOTEL เป็นแบรนด์แรกภายใต้ “Select by Hilton” แพลตฟอร์มใหม่ของ Hilton ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว YOTEL ยังคงบริหารและพัฒนาแบรนด์อย่างเป็นอิสระ ขณะที่โรงแรมที่เข้าร่วมจะสามารถเชื่อมต่อกับ Hilton Honors รวมถึงใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของ Hilton

 YOTEL Bangkok Sukhumvit จึงเป็น YOTEL แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วม Select by Hilton โดยสมาชิก Hilton Honors สามารถสะสมและแลกคะแนน รวมถึงรับสิทธิประโยชน์ตามระดับสมาชิก และรับคะแนนโบนัสสำหรับการประชุมและอีเวนต์ที่เข้าเกณฑ์ผ่าน Hilton Honors Event Planner

ขยายพอร์ต 3 เท่า ปักหมุดเอเชียต่อเนื่อง

 สำหรับแผนการเติบโต YOTEL ระบุว่าตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอทั่วโลกให้เพิ่มขึ้น 3 เท่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่เครือข่ายในเอเชียปัจจุบันครอบคลุมโตเกียว สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด โรด และสนามบินชางงี หลังจากเปิด YOTEL Bangkok Sukhumvit แล้ว แบรนด์ยังมีแผนเปิด YOTEL Kuala Lumpur ในช่วงต้นปี 2570 สะท้อนการเดินหน้าขยายเครือข่ายในเมืองศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวของเอเชีย

 สำหรับ YOTEL Bangkok Sukhumvit ห้องพักเริ่มต้นที่ 1,800 บาทต่อคืน สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2569 เป็นต้นไป

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 21 ก.ย.69 ‘อ่อนค่า’ ดอลลาร์รีบาวด์-ทองย่อตัว

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 21 ก.ย. ที่ระดับ 33.34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการอ่อนค่าลงเล็กน้อย
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือการแข็งค่าขึ้น (รีบาวด์) ของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้จะอยู่ที่ระหว่าง 33.25-33.45 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.34 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.32 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.65 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.39 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของ ราคาทองคำ (XAUUSD) 

ทว่า เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) กลับมาแข็งค่าขึ้นพอควร จากโซนเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์ เข้าใกล้ระดับ 156.60 เยนต่อดอลลาร์ ตามการปรับลดสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังมีกระแสข่าวว่า ทางการญี่ปุ่นได้เข้าสอบถามระดับอัตราแลกเปลี่ยน (Rate Check) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตามการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำได้ย่อตัวลงเช่นกัน 

สัปดาห์ที่ผ่านมา FED และ BOJ ต่างเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps ตามที่ตลาดคาด ส่วน BOE ยังคงมีมติคงดอกเบี้ย แต่พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่องนานกว่าคาด

สัปดาห์นี้ ควรจับตาการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

▪    ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ การประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) ในวันที่ 24 กันยายน นี้ ซึ่งอาจมีการเจรจาทั้งในส่วนของนโยบายการค้าและประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง สงครามในตะวันออกกลาง โดยในส่วนนโยบายการค้านั้น อาจมีการขยายเวลาพักการเก็บภาษีนำเข้า และการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับแร่ Rare Earths รวมถึงอาจมีการเจรจาเกี่ยวกับประเด็น AI ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกันยายน รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 31% จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีนี้ 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น ดังจะเห็นได้จากการโจมตีล่าสุดของกลุ่ม Houthi (พันธมิตร Axis of Resistance สำคัญของอิหร่าน) ต่อพื้นที่ในซาอุดิอาระเบีย อีกทั้ง ยังมีรายงานข่าวถึงแนวโน้มที่ทางการอิหร่านจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม ทำให้ ราคาพลังงานเสี่ยงผันผวนสูงในช่วงนี้ได้

▪    ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซนกับอังกฤษ ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนกันยายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจฝั่งยุโรป พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB และ BOE มีโอกาสราว 52% กับ 57% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ตามลำดับ  

▪    ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกในช่วง 20 วัน (Exports 20-day) ของเกาหลีใต้ ในเดือนกันยายน เพื่อประเมินโมเมนตัมของความต้องการสินค้าที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งรายงานข้อมูลดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของตลาดหุ้นเกาหลีใต้และตลาดการเงินเอเชียโดยรวมได้ ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการในเดือนกันยายน ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) อายุ 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ ส่วน ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.75% หลังค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) ทยอยแข็งค่าและมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา    

▪    ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของไทยในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะยังคงได้อานิสงส์จาก AI Boom หนุนการขยายตัวในอัตราสูงของทั้งการส่งออกและนำเข้าในสินค้าหมวดที่เกี่ยวข้องกับ AI/Semiconductor 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ยังมีกำลังอยู่ เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ในกรอบ Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้อย่างชัดเจน (ส่วน Time Frame รายวัน เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง จนกว่าจะแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยบรรดาธนาคารกลางหลัก และยังส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง

ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคมนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 55% ทำให้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อมุมมองดังกล่าวได้ ในทางกลับกัน หากผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจต้องรอติดตาม การประชุมสุดยอดผู้นำ Trump-Xi Summit อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมบ้าง กดดันเงินดอลลาร์ พร้อมหนุนทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้  ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่มีแนวโน้มผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวของฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งปริมาณการทำธุรกรรมจะเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินเยนญี่ปุ่นสูงขึ้นมาก (Correlation 30 วัน สูงขึ้นสู่ระดับ 68% ล่าสุด จากเพียง 16% ต้นเดือนกันยายน )

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะเคลื่อนไหวตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น) รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED พร้อมกันนั้น ควรจับตาเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูงช่วงหยุดยาวของญี่ปุ่น

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ช่องทางถ่ายทอดสด ไทย VS จีน ศึกวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 รอบรองชนะเลิศ

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 (Women’s volleyball Asian Games 2026) จะแข่งขันกันที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-22 กันยายน 2569

วันนี้ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะลงสนามในรอบรองชนะเลิศ พบกับ “แชมป์เก่า” จีน แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV ช่อง 36 และ AIS Play ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.

รับชม LIVE โปรแกรมถ่ายทอดสด ไทย พบ จีน

โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง PPTV ช่อง 36 ขณะที่แอปพลิเคชัน AIS PLAY จะต้องสมัครเป็นสมาชิกแบบชำระเงิน ถึงจะสามารถรับชมได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


‘นิ่วในถุงน้ำดี’ ปล่อยไว้ เสี่ยงมะเร็งมากกว่าคนทั่วไปเกือบ 40 เท่า

  • ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีกว่าบุคคลปกติ 38 เท่า
  • นิ่วในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่หรือประมาณ 80% จะไม่มีอาการ และ 20% จะมีอาการปวดจุกแน่นท้องช่วงขวาบนหรือใต้ลิ้นปี่เป็นๆหายๆ กรณีมีไข้หนาวสั่น ตาตัวเหลือง อาการปวดรุนแรงและต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อน ควรรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วน
  • กลุ่มเฝ้าระวัง คือ กลุ่มอายุ 40ปีขึ้นไป , เพศหญิง, เชื้อชาติและพันธุกรรม, โรคอ้วน เบาหวานและการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว หากมีอาการ อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจหรือรักษา 

นิ่วในถุงน้ำดี’ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยที่สุดในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 10%–20% ของประชากรผู้ใหญ่ในประเทศมีนิ่วในถุงน้ำดี และอัตราการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีกำลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดถุงน้ำดีประมาณ 750,000 ครั้งต่อปีในสหรัฐอเมริกา โดยมีค่าใช้จ่ายโดยตรงและทางอ้อมของการผ่าตัดถุงน้ำดีประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์

ขณะที่ในประเทศไทย นิ่วในถุงน้ำดีพบได้บ่อย โดยมีอุบัติการณ์ทั่วโลกประมาณ 10–20% โดยเฉพาะในกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีปัจจัย ได้แก่ อายุ, เพศหญิง, เชื้อชาติและพันธุกรรม, โรคอ้วน เบาหวานและการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยอื่นๆ เช่น การผ่าตัดกระเพาะอาหาร การใช้ยาบางชนิด การตั้งครรภ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม  ภาวะนิ่วในถุงน้ำดี ยังมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันสุขภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 ราย (0.12% ของการเสียชีวิตทั้งหมด) ต่อปีจากภาวะแทรกซ้อนของภาวะนิ่วในถุงน้ำดีและโรคถุงน้ำดี แม้ว่าจะมีงานวิจัยมากมายที่พยายามระบุปัจจัยเสี่ยงของภาวะนิ่วในถุงน้ำดี แต่การศึกษาหลายชิ้น บ่งชี้ว่า ยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ซึ่ง การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงของนิ่วในถุงน้ำดีไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ในการช่วยพยาบาลจัดหาทรัพยากรและให้ความรู้แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยในการพัฒนามาตรการป้องกันใหม่ๆ สำหรับโรคนี้ด้วย

รู้จักนิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร เกิดจากเหตุใด? 

พญ. เบญจพร นันทสันติ  ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้อง ศูนย์ศัลยกรรม และศูนย์ควบคุมน้ำหนักและโภชนบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 3 อธิบายว่า ถุงน้ำดี (Gallbladder) คือ อวัยวะรูปถุงเล็กๆ ใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีที่ตับผลิตขึ้น เพื่อใช้ย่อยไขมันในลำไส้เล็ก นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือก้อนแข็งที่เกิดจากการตกตะกอนของสารในน้ำดี โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน มีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าเม็ดทรายจนถึงใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ

สาเหตุหลักของการเกิดนิ่ว ได้แก่

  • น้ำดีมีคอเลสเตอรอลสูงเกินไปจนตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่ว
  • น้ำดีมีบิลิรูบินมากเกิน(พบในผู้ป่วยโรคที่มีเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง เช่น ธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางบางชนิด โรคตับ)
  • ถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ดีทำให้น้ำดีค้างและตกตะกอน
  • พันธุกรรมอาหาร และภาวะน้ำหนักเกิน อายุเพิ่มขึ้น มักพบหลังอายุ 40 ปี การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว การรับประทานอาหารไขมันและพลังงานสูง แต่ใยอาหารต่ำ, โรคเบาหวาน, ยาบางชนิด เช่นยาลดไขมันบางประเภท

นิ่วในถุงน้ำดี เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่? 

คนส่วนใหญ่ 70 – 80 % ที่พบนิ่วในถุงน้ำดีมักไม่มีอาการ ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหรืออยู่ดีๆก็เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงประมาณ 1-2% ต่อปี โดยพบว่าความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 10-30% เมื่อเริ่มมีอาการของนิ่วที่กลับมาอุดขั้วถุงน้ำดีโดยอาการอาจเป็นเพียงปวดจุกท้อง แน่นท้อง ลมเยอะ บริเวณเหนือสะดือ ลิ้นปี่ หรือด้านใต้ชายโครงข้างขวา มักเกิดหลังรับประทานอาหาร

พบว่า เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วอุดตันท่อน้ำดี ท่อน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ มักมีอาการปวดฉุกเฉิน ติดเชื้อรุนแรง ตาเหลือง ไข้หนาวสั่น เพิ่มขึ้น โดยความเสี่ยงมะเร็งถุงน้ำดี พบเพิ่มขึ้นในนิ่วขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. ส่วนนิ่วขนาดเล็กไม่เพิ่มการเป็นมะเร็ง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีกว่าบุคคลปกติ 38 เท่า

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดี 

นอกจากนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี ดังนี้

  • นิ่วขนาดใหญ่การมีนิ่วขนาด > 3 ซม. จะเพิ่มความเสี่ยงมากกว่านิ่วเล็ก
  • ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรังการอักเสบซ้ำ ๆ ทำให้ผนังถุงน้ำดีเสื่อมและเป็นแผลเรื้อรัง
  • ถุงน้ำดีมีแคลเซียมเกาะ “Porcelain Gallbladder” ผนังถุงน้ำดีแข็งเป็นหินปูน
  • มีติ่งเนื้อในถุงน้ำดีGallbladder Polyp > 1 ซม. มีความเสี่ยงสูงต่อการกลายเป็นมะเร็ง
  • เพศหญิงอายุ > 50 ปี เพศหญิงพบโรคนี้บ่อยกว่าเพศชาย 2–3 เท่า
  • มีประวัติครอบครัวมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งถุงน้ำดี
  • โรคทางเดินน้ำดีบางโรค เช่น Primary Sclerosing Cholangitis, choledochal cyst เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งที่ถุงน้ำดี

อาการนิ่วในถุงน้ำดีแบบไหนต้องระวัง

นิ่วในถุงน้ำดีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามอาการ ได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีอาการ (Silent Stones) ซึ่งพบได้ถึง 80% และกลุ่มที่มีอาการ ซึ่งต้องได้รับการรักษา

  • ปวดท้องบริเวณชายโครงขวาหรือกลางท้องมักเป็นหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารมันหรือของทอด
  • คลื่นไส้อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด โดยเฉพาะหลังกินอาหารไขมันสูง
  • ปวดร้าวไปที่หัวไหล่ขวาหรือหลังส่วนบนอาจเกิดจากการกระตุ้นเส้นประสาท
  • ไข้หนาวสั่น ร่วมกับปวดท้องรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน
  • ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที บ่งชี้ว่าท่อน้ำดีอาจถูกอุดตัน
  • ปวดท้องรุนแรงแบบฉับพลันไม่ยอมทุเลา อาจเป็นภาวะฉุกเฉินจากถุงน้ำดีแตกหรืออักเสบรุนแรง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมกับคลื่นไส้เรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง

ข้อสังเกตว่าอาการบางอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหาร จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารหลายคนกินยา รักษาโรคกระเพาะแล้วไม่ดีขึ้น ให้สงสัยว่าเป็นภาวะนิ่งในถุงน้ำดี

  • อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  • ตัวเหลืองตาเหลือง
  • ปวดท้องรุนแรงทนไม่ได้
  • ไข้สูงร่วมกับปวดท้อง
  • อุจจาระสีซีดหรือปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ

ตรวจวินิจฉัยและตรวจคัดกรองหาความเสี่ยงโรคนิ่วในถุงน้ำดี 

การตรวจพบนิ่วหรือความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและมะเร็งได้อย่างมาก โดยมีวิธีตรวจคัดกรองที่แนะนำคือ การตรวจ Ultrasound ช่องท้องส่วนบน ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่มี แม่นยำ ไม่เจ็บ เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้มีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการดังกล่าว

อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen)

เป็นการตรวจที่ง่าย ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี และมีความแม่นยำสูงถึง 95% ในการตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี สามารถตรวจพบนิ่วได้ตั้งแต่ขนาดเล็กมาก รวมถึงติ่งเนื้อ การอักเสบ ความผิดปกติของตับและตับอ่อน ใช้เวลาตรวจเพียง 15–30 นาที แนะนำให้งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมงก่อนตรวจเพื่อให้ผลชัดเจนที่สุด

นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจอื่น ๆ โดยแพทย์จะพิจารณาแนะนำให้ตรวจตามความเหมาะสม เช่น

  • CT Scan หรือ MRI ช่องท้องใช้เมื่อต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือสงสัยว่ามีมะเร็ง ,ก้อน,ติ่งเนื้อ เพื่อดูการกระจายและขนาดของก้อน
  • การตรวจเลือด(Liver Function Test )เพื่อตรวจดูค่าตับ ค่าน้ำดี และ Tumor Marker เช่น CA 19-9 ใช้ประกอบการวินิจฉัย
  • ERCP หรือMRCP ตรวจท่อน้ำดีโดยเฉพาะ ในกรณีที่สงสัยว่ามีนิ่วในท่อน้ำดีหรือท่อน้ำดีอุดตัน
  •  

ใครควรตรวจ Ultrasound ช่องท้องส่วนบนเป็นพิเศษ

  • ผู้หญิงอายุ40 ปีขึ้นไป
  • ผู้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนิ่วหรือมะเร็งถุงน้ำดี
  • ผู้ที่มีอาการปวดท้องบ่อยครั้ง
  • ผู้ป่วยเบาหวานไขมันสูง หรือโรคตับ

วิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดี

แนวทางการรักษาหลักในปัจจุบันคือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) ซึ่งปลอดภัยและให้ผลดีที่สุดในระยะยาว โดยมีวิธีการผ่าตัด 2 รูป คือ

  • การผ่าตัดส่องกล้อง(Laparoscopic Cholecystectomy)

เป็นวิธีมาตรฐานที่แพทย์นิยมในปัจจุบัน เจาะรูเล็กๆ บริเวณท้อง 3–4 รู สอดกล้องและอุปกรณ์เพื่อตัดและนำถุงน้ำดีออก ข้อดีคือแผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว พักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1–2 วัน และกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติภายใน 1–2 สัปดาห์

  • การผ่าตัดแบบเปิด(Open Cholecystectomy)

ใช้ในกรณีที่การผ่าตัดส่องกล้องทำไม่ได้ เช่น ถุงน้ำดีอักเสบรุนแรง มีพังผืด หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น แผลผ่าตัดใหญ่กว่า และใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า (3–6 สัปดาห์)

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและความรู้ทางการแพทย์ การผ่าตัดถุงน้ำดีออกในกรณีไม่อักเสบมีความปลอดภัยสูง ความเสี่ยงภาวะการแทรกซ้อน 1-2% แต่หากรอจนอักเสบฉุกเฉินการผ่าตัดจะมีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น อาจถึง 10-30% ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ระยะพักฟื้นก็จะนานขึ้น

แนวทางดูแลตัวเองหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี

หลังการผ่าตัดถุงน้ำดีออก ร่างกายยังคงสามารถย่อยอาหารได้ตามปกติ เพราะถุงน้ำดีเป็นเพียงที่เก็บน้ำดีสำรองโดยน้ำดีจะไหลจากตับไปยังลำไส้เล็กโดยตรงอย่างเดิม อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • ช่วง1-2 สัปดาห์แรก รับประทานอาหารไขมันต่ำ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ผักลวก ปลา
  • หลีกเลี่ยงอาหารมันจัดทอด หรือเผ็ดจัด จนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ประมาณ 4-6 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกกำลังกายหักโหมในช่วงพักฟื้น
  • ดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดสังเกตอาการผิดปกติ เช่น แดง บวม มีหนอง
  • ไปติดตามผลการรักษากับแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง
  • หากมีอาการท้องเสียตาตัวเหลือง ไข้ขึ้น หรือปวดท้องหลังมื้ออาหาร ควรแจ้งแพทย์

หากเกิด ‘มะเร็งถุงน้ำดี’ แล้วต้องทำอะไรบ้าง?

มะเร็งถุงน้ำดี มักพบในระยะต้นโดยบังเอิญจากการผ่าตัดหรือการตรวจ Ultrasound แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยแพทย์จะสั่งตรวจ CT Scan , MRI เพื่อประเมินระยะ

ระยะ1 : มะเร็งอยู่ในผนังถุงน้ำดี ผ่าตัดถุงน้ำดีออก หายขาดได้

ระยะที่ 2 : มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ ผ่าตัดถุงน้ำดีและเนื้อใกล้เคียง เลาะต่อมน้ำเหลืองร่วมกับเคมีบำบัด

ระยะที่ 3 : มะเร็งลุกลามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะข้างเคียง เคมีบำบัดนำร่องก่อนผ่าตัด ร่วมกับผ่าตัดใหญ่ ควบคุมโรค ลดการเป็นซ้ำ

ระยะที่ 4 : มะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะห่างไกล เช่น ปอด เนื้อตับส่วนห่างจากจุดก้อน กระดูก รักษาด้วยเคมีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด ประคับประคองอาการและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต

จากข้อมูลจะเห็นว่าการตรวจพบเร็วมีความสำคัญเป็นอย่างมาก มะเร็งถุงน้ำดีในระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่ถ้าตรวจพบในระยะ 1-2 อัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงถึง 80–90% ขณะที่ระยะ 4 ลดลงเหลือไม่ถึง 5% การตรวจ Ultrasound ช่องท้องประจำปีจะสามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้มาก

การป้องกันโรคมะเร็งถุงน้ำดี 

  • การปรับพฤติกรรมและตรวจสุขภาพสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงได้
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักเร็วเกินไป
  • รับประทานอาหารไฟเบอร์สูงผัก ผลไม้ ธัญพืช ลดไขมันอิ่มตัวและน้ำตาล
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
  • ตรวจสุขภาพประจำปีรวมถึง Ultrasound ช่องท้องส่วนบน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
  • หากตรวจพบนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือก้อนในถุงน้ำดี ควรติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เปิด ‘4 โจทย์’ ธุรกิจไทย สเกล AI ให้รอด ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

  • AI ล้ำแค่ไหน ระบบต้องพร้อม วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานก่อนขยายใช้งานจริง
  • 4 โจทย์ธุรกิจยุค AI รับมือ Latency–Detection–Multi-Model–Adaptability
  • 69% ขององค์กรใช้ AI อย่างน้อย 3 โมเดล ยิ่งหลายโมเดล ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในการบริหาร
  • เกือบ 60% ของ AI ล้มเหลวจากรับโหลดไม่ไหว โครงสร้างพื้นฐานต้องยืดหยุ่นรับ Spikes in Demand

การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารระบบ และการมองเห็นข้อมูลตลอดการทำงาน กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อธุรกิจขยาย AI จากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง

ชาญ อาริยะกุล ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค ฝ่ายลูกค้า Enterprise บริษัท Datadog กล่าวว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเติบโตสู่มูลค่ากว่า 5.6 ล้านล้านบาท ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะที่การลงทุนและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Digital Transformation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เท่านั้น แต่รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถในการบริหารจัดการระบบที่มีความซับซ้อนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อ AI และ Data เข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรม องค์กรจึงต้องขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะนำ AI มาใช้หรือไม่ แต่เป็นการนำ AI มาใช้โดยไม่เพิ่มต้นทุน ความซับซ้อน หรือความเสี่ยงในการดำเนินงานจนเกินความสามารถในการบริหารจัดการ

AI ล้ำแค่ไหนก็ต้องมีระบบรองรับ

AI ไม่สามารถชดเชยข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีพื้นฐานได้ แม้เป็นโมเดลที่มีความสามารถสูง แต่หากขาดรากฐานด้านการปฏิบัติการที่เหมาะสม ก็อาจไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเสถียรเมื่อนำไปขยายการใช้งานจริง

องค์กรจึงต้องมี Visibility ที่ครอบคลุมทั้งระบบ แอปพลิเคชัน และ Data Flows เพื่อให้ติดตามและบริหารประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุน รวมถึงตรวจจับและรับมือปัญหาได้ก่อนส่งผลกระทบต่อลูกค้า

ข้อมูลจากรายงาน State of AI Engineering 2026 ของ Datadog ระบุ 4 ปัจจัยด้านการดำเนินงานที่องค์กรควรให้ความสำคัญเมื่อต้องการขยายการใช้งาน AI

1. Latency คุมความล่าช้า ไม่ให้กระทบลูกค้า

ปริมาณข้อมูลที่ส่งไปยัง AI ในแต่ละคำขอ หรือ Request เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Datadog พบว่า ปริมาณข้อมูลเฉลี่ยหรือ Token ที่ส่งต่อในแต่ละ Request ของกลุ่มผู้ใช้งานหลักเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น การจัดเส้นทางข้อมูล หรือ Routing และการประมวลผลจึงมีผลโดยตรงต่อความเร็วของแอปพลิเคชัน หากบริหารจัดการไม่ดี อาจทำให้ระบบทำงานช้าลงและกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้า

องค์กรจึงต้องสามารถระบุได้ว่าความล่าช้าเกิดขึ้นในขั้นตอนใดของระบบ เพื่อปรับปรุงการส่งผ่านและประมวลผลข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. Detection ตรวจจับปัญหาก่อนกระทบลูกค้า

Datadog พบว่าเกือบ 1 ใน 20 ของ AI Requests เกิดความล้มเหลวในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง ขณะที่ระบบมีความซับซ้อนและกระจายตัวมากขึ้น ปัญหาเล็กๆ ในส่วนหนึ่งของระบบสามารถขยายผลไปยังแอปพลิเคชันและ Workflow หลายส่วนได้

การมี Observability จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การตรวจสอบว่าระบบยังทำงานอยู่หรือไม่ แต่ต้องช่วยให้ทีมงานตรวจจับความผิดปกติและระบุสาเหตุของปัญหาได้เร็วขึ้น ก่อนพัฒนาไปสู่เหตุขัดข้องที่กระทบลูกค้าโดยตรง

3. Flexibility รองรับหลายโมเดลโดยไม่เพิ่มความซับซ้อน

การใช้งาน AI กำลังเปลี่ยนไปสู่สภาพแวดล้อมแบบ Multi-Model โดย Datadog พบว่า 69% ของบริษัทใช้งาน AI อย่างน้อย 3 โมเดลขึ้นไป และมักทำงานร่วมกับผู้ให้บริการอย่าง OpenAI, Gemini และ Anthropic

การใช้หลายโมเดลช่วยให้องค์กรเลือก AI ให้เหมาะกับลักษณะงานแต่ละประเภท แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพิ่มความซับซ้อนในการบริหารจัดการ

ดังนั้น Architecture ขององค์กรต้องสามารถผสานและบริหารโมเดลที่หลากหลาย โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนในการดำเนินงานโดยไม่จำเป็น และไม่ทำให้ Visibility ของระบบโดยรวมลดลง

4. Adaptability รับมือปริมาณใช้งานที่เปลี่ยนเร็ว

การเร่งนำ AI มาใช้งาน หากไม่มีการควบคุมด้านการดำเนินงานที่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบ

ข้อมูลจาก Datadog ระบุว่า ความล้มเหลวของการใช้งาน AI เกือบ 60% มีสาเหตุมาจากข้อจำกัดของระบบในการรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น หรือ Spikes in Demand

โครงสร้างพื้นฐานจึงต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึง Workflow ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบ

จาก Visibility สู่การรับมือปัญหาเชิงรุก

เมื่อบริการดิจิทัลกลายเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ เหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานสามารถกระทบต่อรายได้ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความไว้วางใจของลูกค้า

โจทย์ขององค์กรจึงขยับจากการตรวจพบปัญหาไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย Datadog ระบุถึงความสามารถใหม่ที่ใช้ AI เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน ได้แก่

  • Bits AI ตรวจจับและวิเคราะห์สาเหตุ รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาด้าน Infrastructure โดยติดตามการทำงานของซอฟต์แวร์ตั้งแต่ระดับ Source Code จนถึงการใช้งานจริง และเชื่อมต่อกับเครื่องมืออย่าง Slack ได้โดยตรง
  • AI Guard ตรวจจับและป้องกันการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง AI Agents รวมถึงภัยคุกคามอย่าง Prompt Injection หรือความพยายามเข้าถึงข้อมูลสำคัญ โดยวิเคราะห์พฤติกรรมของระบบในแต่ละขั้นตอน
  • Bring Your Own Cloud ช่วยให้องค์กรประมวลผลและจัดทำ Index Data บน Cloud Object Storage ขององค์กรเอง ขณะที่ยังสามารถติดตามข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Datadog ได้
  • Bits Agent Builder and Agent Console ช่วยให้ทีมสร้างและบริหาร AI Agents ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการขององค์กร พร้อมติดตาม Performance การใช้งาน และต้นทุน

รากฐานระบบเป็นโจทย์คู่กับการขยาย AI

การขยาย AI ในองค์กรจึงเกี่ยวข้องทั้งกับเทคโนโลยีและความสามารถในการบริหารระบบ ตั้งแต่ Visibility ของโครงสร้างทั้งหมด ความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลง ความมั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงการบริหารหลายโมเดล

Datadog ระบุว่าองค์กรที่ต้องการขยายการใช้งาน AI ควรให้ความสำคัญกับ 4 ปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ Visibility, Resilience, Security และ Flexibility เพื่อรองรับความซับซ้อนของระบบและการขยายการใช้งาน AI

ท้ายที่สุด การนำ AI จากการทดลองไปสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจต้องอาศัยความสามารถในการควบคุมระบบในระดับปฏิบัติการ หรือ Operational Control ควบคู่ไปกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


บิน Business Class แต่ไม่กล้าสั่งไวน์? ประโยคภาษาอังกฤษ ให้ดูโปรสมฐานะ 

ประโยคภาษาอังกฤษ พูดให้ดูโปรสมฐานะ

การสื่อสารในระดับ Business Class หรือโรงแรมหรูต้องเน้นความสุภาพและชัดเจน โดยใช้ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย ‘May I inquire about…’, ‘I would appreciate it if…’ หรือ ‘Could you please assist me with…’ เพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพ คำศัพท์สำคัญได้แก่ Late Check-out, Complimentary Upgrade, Priority Lane, และ Sommelier. 

1. ประโยคภาษาอังกฤษในสนามบิน 

ความมั่นใจเริ่มต้นตั้งแต่เคาน์เตอร์เช็กอิน การใช้ ภาษาอังกฤษในสนามบิน ที่ถูกต้องจะทำให้พนักงานเข้าใจและบริการคุณได้รวดเร็วกว่า 

ขออัพเกรดที่นั่ง ภาษาอังกฤษ” พูดอย่างไร 

สถานการณ์ประโยคภาษาอังกฤษ (พร้อมคำแปล)
ขอใช้ช่องทางด่วน“Is this the Priority Lane for Business Class passengers?” (นี่คือช่องทางด่วนสำหรับผู้โดยสาร Business Class ใช่ไหม?)
ยืนยันการเชื่อมต่อ“Could you please confirm that my luggage is checked all the way to [ชื่อเมืองปลายทาง]?” (ช่วยยืนยันได้ไหมว่ากระเป๋าของผมเช็กอินไปถึง [ชื่อเมืองปลายทาง] เลย?)
ขออัพเกรดที่นั่ง“I was hoping to inquire about any possible upgrade availability using my points/status.” (ผมหวังว่าจะสอบถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการอัพเกรดที่นั่งโดยใช้คะแนน/สถานะของผม)

2. ศัพท์เช็คอินโรงแรม 

การใช้ ศัพท์เช็คอินโรงแรม ที่แม่นยำจะสร้างความประทับใจแรกให้กับพนักงาน โรงแรม 5 ดาว ว่าคุณเป็นผู้เข้าพักที่มีความรู้และคาดหวังมาตรฐานสูง 

 คำขอพิเศษและการยืนยันการจอง 

สถานการณ์ประโยคภาษาอังกฤษ (พร้อมคำแปล)
การยืนยันสิทธิอัปเกรด“I believe my reservation includes a Complimentary Upgrade to a suite. Could you confirm that, please?” (ผม/ดิฉันเชื่อว่าการจองของผม/ดิฉันรวมการอัปเกรดฟรีเป็นห้องสวีทไว้ด้วย กรุณายืนยันเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ/คะ)
ขอเลื่อนเวลาเช็คเอาท์“I have a late flight. I would appreciate a Late Check-out until 3 PM. Is that feasible?” (ผม/ดิฉันมีไฟลต์ดึก ผม/ดิฉันจะขอบคุณมากถ้าได้เช็คเอาท์ล่าช้าถึงบ่าย 3 โมง มันเป็นไปได้ไหมครับ/คะ?)
การจัดการค่าใช้จ่าย“Please ensure all incidental charges are billed to my room, not my corporate card.” (กรุณาให้แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดทั้งหมดจะถูกเรียกเก็บไปยังห้องพักของผม/ดิฉัน ไม่ใช่บัตรองค์กร)
ขอความช่วยเหลือเฉพาะทาง“Could you kindly assist me in contacting the Concierge to book a table for this evening?” (คุณช่วยกรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ Concierge เพื่อจองโต๊ะอาหารสำหรับคืนนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ/คะ?)

3. Cultural Tips พูดอย่างไรให้ ‘ดูแพง’ และสมกับฐานะ VIP 

ในโลกของการบริการระดับบน มารยาทสากล มีความสำคัญยิ่งกว่ามูลค่าเงินที่จ่ายไป การใช้ภาษาที่สุภาพและ ให้เกียรติพนักงาน คือสิ่งที่มืออาชีพต้องทำ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และสถานะของคุณไว้ 

เทคนิคการสื่อสารที่ยกระดับความเป็น VIP 

1. การให้ทิปอย่างมีระดับ (Tipping with Dignity): แทนที่จะยื่นเงินให้เฉยๆ ให้ใช้ประโยคที่ส่งเสริมความรู้สึกที่ดีแก่ผู้ให้บริการ หากคุณต้องการให้ทิปที่เคาน์เตอร์ ให้ใช้คำว่า “This is for your excellent service.” (นี่สำหรับบริการอันยอดเยี่ยมของคุณ) ซึ่งเป็นการให้ที่แสดงออกถึงการยอมรับในคุณภาพงานอย่างแท้จริง 

2. แสดงความไม่พอใจอย่างมีวุฒิภาวะ (Handling Issues Professionally): หากมีปัญหาร้ายแรงและจำเป็นต้องร้องเรียน อย่าใช้อารมณ์ แต่ใช้ประโยคที่เน้นการแก้ปัญหาและอำนาจการตัดสินใจ เช่น “This is unacceptable. I need to speak with the Duty Manager or the General Manager immediately.” (เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้ ผม/ดิฉันต้องการคุยกับผู้จัดการเวร หรือผู้จัดการทั่วไปทันที) 

3. การใช้คำถามเชิงอนุญาต (The Power of ‘May I’): ผู้ที่อยู่ในสถานะสูงมักใช้ภาษาที่แสดงความเคารพต่อบุคคลอื่นเสมอ ใช้ May I (ขออนุญาต) แทน Can I (ทำได้ไหม) เพื่อแสดงความสุภาพ เช่น “May I have a glass of water?” (ขออนุญาตรับน้ำเปล่าหนึ่งแก้วได้ไหมครับ/คะ?) การเลือกใช้คำนี้จะยกระดับการสนทนาของคุณทันที 

4. ประโยคสั่งไวน์ ภาษาอังกฤษ 

นี่คือจุดที่หลายคนยอมแพ้และมักจะสั่งแค่ “House Wine” เพราะวิธีสั่งไวน์ ภาษาอังกฤษ ที่ถูกต้องนั้นดูซับซ้อน แต่มีประโยคพื้นฐานที่คุณสามารถใช้ได้ 

 ประโยคใช้สื่อสารกับ Sommelier 

สถานการณ์ประโยคภาษาอังกฤษ (พร้อมคำแปล)
ขอคำแนะนำไวน์“Could you recommend a full-bodied red wine that pairs well with the Grilled Lamb Chop?” (คุณช่วยแนะนำไวน์แดง Full-bodied ที่เข้ากันได้ดีกับเนื้อแกะย่างหน่อยได้ไหม?)
ขอชิมไวน์ (หลังจาก Sommelier รินให้)“Thank you. I’ll just have a taste first.” (ขอบคุณครับ/ค่ะ ขอชิมก่อนนะครับ/คะ)
เมื่อตัดสินใจได้“We’ll take the [ชื่อไวน์] by the bottle, please.” (เราขอสั่งไวน์ [ชื่อไวน์] เป็นขวดครับ/ค่ะ)

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


ไม่ใช่ผักทุกชนิดที่ดี! เปิดลิสต์ ผักเพิ่มยูริก กับ ผักลดกรดยูริก เช็กก่อนกิน

หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำว่า อยากลดระดับกรดยูริก ให้เน้นทานผักมากๆ แต่ทราบหรือไม่ว่า ไม่ใช่ผักทุกชนิดที่ดีต่อผู้มีกรดยูริกสูง เช็กลิสต์ผักเพิ่มยูริก และผักที่ช่วยลดกรดยูริก เพื่อให้คุณเลือกทานผักได้อย่างถูกต้อง สุขภาพดีขึ้นได้ในทุกวันครับ

ผักที่เพิ่มยูริก

ผักในกลุ่มนี้มีสารพิวรีนสูงถึงปานกลาง หากทานในปริมาณมากเกินไป หรืออยู่ในช่วงที่ระดับกรดยูริกในเลือดกำลังสูง อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดข้อหรือโรคเก๊าท์กำเริบได้

ผักที่มีพิวรีนสูง

  • ผักโขม: มีพิวรีนสูง
  • ผักบุ้ง: มีพิวรีนค่อนข้างสูง
  • หน่อไม้ฝรั่ง: มีพิวรีนสูง
  • เห็ดบางชนิด (เช่น เห็ดหอม, เห็ดนางฟ้า): มีพิวรีนสูง

ผักที่มีพิวรีนปานกลาง

  • ดอกกะหล่ำ: มีพิวรีนปานกลาง
  • กะหล่ำดาว: มีพิวรีนปานกลาง
  • หน่อไม้: มีพิวรีนปานกลาง
  • ถั่วฝักยาว: มีพิวรีนปานกลาง
  • ถั่วลันเตา: มีพิวรีนปานกลาง

ผักที่ช่วยลดกรดยูริก

ผักกลุ่มนี้มีพิวรีนต่ำ และยังมีสารอาหาร น้ำ รวมถึงใยอาหารที่ช่วยขับกรดยูริกและของเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ

  • ผักกาดหอม: ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
  • แตงกวา: มีปริมาณน้ำสูง ช่วยขับของเสียและกรดยูริก
  • ขึ้นฉ่าย: ช่วยขับกรดยูริกและลดการสะสมของผลึกเกลือยูเรต
  • กะหล่ำปลี: มีสารช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
  • บรอกโคลี: อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับกรดยูริก
  • ผักกาดขาว: มีส่วนช่วยในการขับของเสียและโซเดียมตกค้าง
  • มะระ: ช่วยควบคุมระดับกรดยูริกและลดน้ำตาลในเลือด
  • ฟัก: มีฤทธิ์เย็น ช่วยขับน้ำ ขับปัสสาวะ และขับของเสีย
  • กระเจี๊ยบเขียว: มีใยอาหารสูง ดีต่อระบบขับถ่ายและการขับของเสีย

สรุป การเลือกทานผักให้ถูกต้องถือเป็นก้าวสำคัญในการดูแลระดับกรดยูริกและป้องกันโรคเก๊าท์ การเปลี่ยนมาเน้น ผักที่มีส่วนช่วยขับกรดยูริก จะช่วยให้คุณคุมระดับกรดยูริกได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องอดผักให้เสียสุขภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 21/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a68,600.0068,800.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,435.0067,234.6069,600.00
ทองรูปพรรณ 90%3,991.5060,511.14n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,548.0053,787.68n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,995.7530,255.57n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,552.2523,532.11n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,595.8569,673.09n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 21/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.9439.9440.4439.9439.9439.9439.9439.9439.94
แก๊สโซฮอล์ 9139.5739.5740.0739.5739.5739.5739.5739.5739.57
แก๊สโซฮอล์ E2034.9434.9435.1434.9434.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ E8530.8830.8830.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.8447.79
เบนซิน 9548.9349.2649.4349.0848.93
ดีเซล40.6940.6940.6940.6940.6940.6940.6940.6940.69
ดีเซล B2035.6935.6935.6935.6935.6935.6935.6935.69
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2551.8449.8050.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า