สาระน่ารู้ประจำวันที่ 23 กันยายน 2569

บ้านจัดสรรอ่วม ติดกับดักสต๊อกรอระบาย 67 เดือนสวนคอนโดยอดพุ่ง

  • ตลาดบ้านจัดสรรกำลังเผชิญปัญหาสต๊อกคงค้างจำนวนมาก โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาระบายสต็อกนานถึง 67 เดือน เนื่องจากยอดขายใหม่ลดลง 11.4%
  • สวนทางกับตลาดคอนโดมิเนียมที่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดขายใหม่ในไตรมาส 2 พุ่งสูงขึ้นถึง 19.5% และใช้เวลาระบายสต๊อกสั้นกว่าที่ 39 เดือน
  • ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะบ้านจัดสรรที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อบริหารความเสี่ยงท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา “คอนโดมิเนียม” ส่อแววกลับมาเป็นพระเอกด้วยยอดขายใหม่พุ่ง 19.5% ขณะที่ผู้ประกอบการเบรกเปิดโครงการ ทำสต๊อกคงค้างลดลง 10.2% แต่ “บ้านจัดสรร” ยังเผชิญโจทย์กำลังซื้อและสินเชื่อ ใช้เวลาระบายสต๊อกนานถึง 67 เดือน

ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า จากข้อมูลไตรมาส 2 ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑล ผู้ประกอบการเลือก “ชะลอ” มากกว่า “เร่งเปิด” ขณะที่ผู้ซื้อก็เลือกมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเคลื่อนเข้าสู่สมดุลใหม่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างคอนโดกับบ้านจัดสรร ตัวเลขสำคัญคือ หน่วยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ลดลง 10.2% เหลือ 202,414 หน่วย ขณะที่ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 2.6% แรงส่งสำคัญมาจากตลาดคอนโด ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 19.5%


 ตรงกันข้าม “บ้านจัดสรร” ยังเผชิญแรงกดดัน ยอดขายใหม่ลดลง 11.4% มีอัตราดูดซับเพียง 1.4% ต่อเดือน เทียบอาคารชุดที่ 2.4% ต่อเดือน หากคิดเป็นเวลาระบายสต๊อก “อาคารชุด” ใช้เวลา 39 เดือน “บ้านจัดสรร” ต้องใช้เวลาถึง 67 เดือน

คอนโดกลับมาเขย่าตลาด บ้านจัดสรรติดกับดักสต็อก

สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล มีหน่วยเสนอขายรวม 214,083 หน่วย ลดลง 9.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นอาคารชุด 85,249 หน่วย ลดลง 5.8% บ้านจัดสรร 128,834 หน่วย ลดลง 11.9% สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียง “ของเหลือลดลง” แต่คือวิธีที่ผู้ประกอบการกำลังบริหารความเสี่ยง!

หน่วยเปิดขายใหม่ลดลง 15.6% โดยเฉพาะบ้านจัดสรร เปิดตัวลดลงถึง 28.6% ขณะที่มูลค่าโครงการเปิดขายใหม่ลดลงถึง 51.9% สะท้อนว่าผู้ประกอบการระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น และมีแนวโน้มเลือกสินค้าที่สอดคล้องกับกำลังซื้อแทนการเปิดโครงการขนาดใหญ่แบบเดิม ด้านยอดขายใหม่ เพิ่มขึ้น 2.6% มูลค่าเพิ่มขึ้น 8.6% โดยเฉพาะอาคารชุดที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 19.5% ขณะที่บ้านจัดสรรลดลง 11.4%

ตลาดยุคเปลี่ยนผ่าน กำลังซื้อแยกสองขั้ว 

ดร.มานะ มองว่า ตลาดกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากการขยายตัวของระบบราง ต้นทุนที่ดินและค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น รวมถึง กำลังซื้อที่แยกเป็น 2 ขั้ว 

“ตลาดบน” ยังมีแรงซื้อจากความต้องการทำเลธุรกิจ พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ บ้านสุขภาพ และระบบความปลอดภัย ขณะที่ “ตลาดกลาง-ล่าง” ถูกกดดันจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ โจทย์ใหม่ของผู้ประกอบการจึงไม่ใช่แค่ “ขายถูกกว่า” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ทำเลนั้นมีคุณค่าอะไร ราคาเหมาะกับรายได้หรือไม่ และสินค้าเชื่อมโยงกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มากเพียงใด ทั้ง Smart Home, AI และ ESG

 จากเมืองศูนย์กลาง สู่ Network City

อีกภาพใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์คือ กรุงเทพฯ ไม่ได้เติบโตแบบกระจุกตัวอยู่ใจกลางเมืองอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวเป็น “Network City” หรือเมืองที่เชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายระบบราง แหล่งงาน และบริการทำเลที่มีศักยภาพจึงไม่ได้วัดจากระยะห่างจากใจกลางกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมต่อกับระบบราง อยู่ใกล้แหล่งงาน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

 2 พื้นที่ที่ถูกจับตามองคือ “New CBD” พระราม 9-รัชดา ซึ่งยังรองรับสำนักงานและคอนโดระดับพรีเมียม อีกด้านคือ EBD หรือ Eastern Business District แนวบางนา-สุวรรณภูมิ-EEC ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และเมกะโปรเจกต์ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีมีโอกาสขยับตามการเปลี่ยนแปลงของศูนย์กลางเศรษฐกิจ

กทม.คอนโดฟื้นแรง บ้านหรูบางทำเลต้องจับตา

เฉพาะกรุงเทพฯ เสนอขายรวม 88,528 หน่วย ลดลง 6.0% (YoY) มูลค่า 692,411 ล้านบาท ลดลง 8.2% แม้หน่วยเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้น 77.2% แต่กลับมีมูลค่าลดลง 35.2% สะท้อนการเปลี่ยนระดับราคาสินค้าชัดเจน โดยราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลดจาก 20 ล้านบาท เหลือ 7.3 ล้านบาท ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 3.8% คอนโดเพิ่มขึ้น 14.7% บ้านจัดสรร ลดลง 18.4% ทำเลโดดเด่น คือ สุขุมวิท ซึ่งยอดขายคอนโดใหม่เพิ่มขึ้นถึง 138.6% อัตราดูดซับ 5.2% ต่อเดือน ทำให้ใช้เวลาระบายสต๊อกประมาณ 16 เดือน

ส่วนบ้านจัดสรรโซนบึงกุ่ม-คันนายาว-สะพานสูง ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 52.4% อย่างไรก็ตาม บ้านจัดสรรราคาเกิน 10 ล้านบาท บางทำเล เช่น พระโขนง-บางนา และสุขุมวิท ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตาม เพราะแม้มีการเปิดตัวใหม่ แต่ยอดขายตอบรับยังต่ำ

คอนโดชานเมืองเริ่มมีแรงซื้อ เร่งระบายสต๊อก

“นนทบุรี” มีหน่วยเสนอขายรวม 31,687 หน่วย ลดลง 9.0% ผู้ประกอบการลดเปิดโครงการใหม่ถึง 67.7% การเบรกอุปทานใหม่ช่วยให้ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 5.8% และสต๊อกคงค้างลดลง 9.6% เหลือ 30,269 หน่วย

ตลาดคอนโดโซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย มีสัญญาณน่าสนใจ ยอดขายเติบโต 59.0% อัตราดูดซับ 3.3% ต่อเดือน ทำให้ใช้เวลาระบายสต๊อกราว 27 เดือน แต่บ้านจัดสรรยังต้องใช้เวลา บางทำเล 72-76 เดือน สะท้อนความแตกต่างระหว่างสินค้าประเภทเดียวกันในแต่ละทำเลอย่างชัดเจน

“ปทุมธานี” มีหน่วยเสนอขายรวม 46,024 หน่วย ลดลง 12.2% การเปิดโครงการใหม่ลดลงถึง 93.6% แต่ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 9.9% โดยคอนโดเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ยอดขายเพิ่มขึ้น 70.2% จุดเด่นอยู่ที่คลองหลวง ยอดขายคอนโดเพิ่มขึ้น 59.1% มีอัตราดูดซับสูง 7.9% ต่อเดือน ทำให้ใช้เวลาระบายสต็อกราว 10 เดือน

สะท้อนแรงซื้อจากทำเลมหาวิทยาลัยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรอบ ตรงกันข้าม “บ้านจัดสรร” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ใช้เวลาระบายสต๊อกเฉลี่ยสูงถึง 92 เดือน หนองเสือ มีอัตราดูดซับเพียง 0.2% ต่อเดือน อาจใช้เวลาถึง 490 เดือน คลองหลวง ใช้เวลา 108 เดือน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าทำเลเดียวกันไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกประเภทจะได้รับประโยชน์เท่ากัน

 สมุทรปราการชะลอทั้งเปิดใหม่และยอดขาย

“สมุทรปราการ” มีหน่วยเสนอขายรวม 30,189 หน่วย ลดลง 14.4% การเปิดโครงการใหม่ลดลง 45.1% ทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรร ไม่มีคอนโดเปิดใหม่ในช่วงดังกล่าว ยอดขายใหม่ลดลง 29.6% แต่การลดอุปทานใหม่ช่วยให้สต๊อกคงค้างลดลง 13.7% เหลือ 29,035 หน่วยคอนโด ในโซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ยังมีสัญญาณบวก ยอดขายเพิ่มขึ้น 18.2% อัตราดูดซับ 2.8% ต่อเดือนขณะที่บ้านจัดสรรโซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง ยอดขายลดลง 40.1% อาจใช้เวลาระบายสต๊อกถึง 92 เดือน

ด้าน “สมุทรสาคร” ให้ภาพแตกต่างจากหลายจังหวัด มีหน่วยเสนอขายรวม 11,169 หน่วย ลดลง 10.2% ยอดขายใหม่พุ่งขึ้นถึง 107.8% (YoY) มีบ้านจัดสรรเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ผลจากแรงซื้อทำให้สต๊อกคงค้างลดลง 13.6% เหลือ 10,427 หน่วย อัตราดูดซับเพิ่มขึ้น 2.2% ต่อเดือน โซนเมืองสมุทรสาครโดดเด่นเป็นพิเศษ ยอดขายบ้านจัดสรรเพิ่มขึ้น 168.7% ใช้เวลาระบายสต๊อก 38 เดือน แต่ตลาดคอนโดในกระทุ่มแบน-บ้านแพ้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องระวัง ด้วยอัตราดูดซับ 0.4% ต่อเดือน และอาจใช้เวลาถึง 252 เดือนในการระบายสต๊อก

 นครปฐมชะลอเปิดโครงการ-ตลาดใช้เวลาฟื้น

“นครปฐม” มีหน่วยเสนอขายรวม 6,486 หน่วย ลดลง 14.6% ผู้ประกอบการลดการเปิดโครงการใหม่ถึง 91.6% ยอดขายใหม่ลดลง 32.0% แม้สต๊อกคงค้างลดลง 13.8% เหลือ 6,263 หน่วย แต่ตลาดใช้เวลาระบายสินค้า 84 เดือน คอนโด ในเขตเมืองและพุทธมณฑล-ศาลายา ยังมีแรงหนุนจากทำเลมหาวิทยาลัย ใช้เวลาระบายสต๊อก 15-48 เดือน บ้านจัดสรรในกำแพงแสน และบางเลน-ดอนตูม มีอัตราดูดซับเพียง 0.5% ต่อเดือน ทำให้ต้องใช้เวลาระบายสต๊อก 183-186 เดือน

ภาพรวมไตรมาส 2 ปี 2569 จากผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยใน 27 จังหวัดทั่วประเทศ มีหน่วยเสนอขายรวม (Total Supply) 359,433 หน่วย มูลค่า 2,022,507 ล้านบาท พื้นที่ กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล มีอุปทานสูง 214,083 หน่วย คิดเป็น 59.6% มูลค่า 1,356,788 ล้านบาท คิดเป็น 67.1% ของทั้งประเทศ สะท้อนว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังคงเป็นตลาดหลักที่มีขนาดและมูลค่าสูงที่สุดของประเทศ

เมื่อวิเคราะห์ภาวะตลาดกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน 214,083 หน่วย ลดลง 9.6% (YoY) เป็นอาคารชุด 85,249 หน่วย ลดลง 5.8%, บ้านจัดสรร 128,834 หน่วย ลดลง 11.9% มีหน่วยขายได้ใหม่ (New Supply) ลดลง 15.6% YoY เป็นการเปิดตัวลดลงในกลุ่มบ้านจัดสรร 28.6% มูลค่าเปิดขายใหม่ลดลง 51.9%

สะท้อนว่าผู้ประกอบการเน้นเปิดโครงการในระดับราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น เป็นที่น่าสังเกตุในส่วนของหน่วยขายได้ใหม่ (New Sales) ภาพรวมจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 2.6% (YoY) มูลค่าเพิ่มขึ้น 8.6% (YoY) เป็นการเพิ่มขึ้นของอาคารชุดถึง 19.5% บ้านจัดสรร จำนวนหน่วยขายได้ใหม่ลดลง 11.4%

ด้านหน่วยเหลือขายสะสม (Remaining Supply) ลดลง 10.2% (YoY) เหลือ 202,414 หน่วย มูลค่า 1,283,972 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราดูดซับต่อเดือนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.8% ต่อเดือน (อาคารชุดปรับขึ้นเป็น 2.4% บ้านจัดสรร 1.4%) คาดใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือ 52 เดือน (อาคารชุดใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือ 39 เดือน บ้านจัดสรร 67 เดือน)

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


รับสร้างบ้านฝ่าหนี้ท่วม-ต้นทุนพุ่งเกมใหม่ที่ต้องอยู่รอดให้ได้

  • ธุรกิจรับสร้างบ้านเผชิญความท้าทายจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคมีความสามารถในการกู้เงินลดลงและสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
  • ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้ามาในตลาด
  • ทางรอดของผู้ประกอบการคือการปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีการก่อสร้างมาใช้ สร้างความแตกต่างด้วยคุณค่าของบ้าน และสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

ตลาดรับสร้างบ้านกำลังเดินเข้าสู่ปี 2569-2570 ท่ามกลางโจทย์ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในปี 2567-2568 ทั้งจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่อ่อนแรง และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินค้าคงค้างจำนวนมาก สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) มองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “วัฏจักรขาลง” ที่รอวันฟื้นตัว แต่กำลังนำไปสู่การปรับโครงสร้างตลาดครั้งสำคัญ หรือ Market Restructuring โจทย์ของปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ตลาดจะฟื้นหรือไม่” แต่เป็นคำถามว่า ใครจะปรับตัวทัน และใครจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าไว้ได้

GDP โตต่ำ กระทบความสามารถในการกู้

 ภาพเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ยังมีความเปราะบาง การฟื้นตัวมีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปและไม่กระจายตัวเท่าเทียมกัน หรือที่เรียกว่า K-Shaped Recoveryแรงกดดันมาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ ตั้งแต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่กระทบภาคเกษตรและรายได้ของครัวเรือนแต่แรงกดดันที่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจบ้านกลับอยู่ในกระเป๋าของผู้บริโภค

 ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงราว 90% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 16.41 ล้านล้านบาท ขณะที่ข้อมูลเครดิตบูโรสะท้อนภาระหนี้ที่ซ้อนทับ โดยผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีบัญชีสินเชื่อเปิดใหม่เฉลี่ย 1.11-1.22 บัญชีต่อคนเมื่อภาระหนี้สูงขึ้น สถาบันการเงินย่อมเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

ส่งผลให้เกิดช่องว่างสำคัญระหว่าง ความต้องการมีบ้าน กับ ความสามารถในการกู้และผ่อนกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Real Demand ยังมีอยู่ แต่ Debt Service Ratio ของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับถดถอยลง

 แม้ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งขยายเวลาถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 แต่การกระตุ้นดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดกลับมาร้อนแรงในทันที หากปัญหารายได้และหนี้สินของครัวเรือนยังคงอยู่

ตลาดบ้านสร้างเองแข่งขันเดือด

 นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน ประเมินว่า ปี 2568 ตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศในกลุ่มบ้านเดี่ยวพักอาศัย มีมูลค่ารวมราว 110,000-120,000 ล้านบาท ไม่นับรวมบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรร

 ส่วนตลาดรับสร้างบ้านที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการประเภทนิติบุคคล ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด มีมูลค่าประมาณ 17,000-18,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 15% ของตลาดบ้านสร้างเอง

 สำหรับครึ่งหลังปี 2569 ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวจากการเร่งทำตลาดและยอดขายของทั้งผู้ประกอบการเดิม และผู้เล่นหน้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่กำลังขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดรับสร้างบ้าน

 อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ขยายตัวเท่ากันทุกเซกเมนต์ตลาดระดับกลางและล่างยังเป็นฐานสำคัญของธุรกิจรับสร้างบ้านขณะที่ตลาดระดับบนเริ่มเผชิญพฤติกรรมชะลอการตัดสินใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

 อีกแรงกดดันสำคัญมาจากสต็อกบ้านจัดสรรที่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีหน่วยเหลือขายประมาณ 53,000 ยูนิต ซึ่งกลายเป็นสินค้าทดแทนและดึงกำลังซื้อบางส่วนออกจากตลาดบ้านสร้างเอง

ต่างจังหวัดพื้นที่ความหวัง

 โดยเฉพาะเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น ชลบุรี ระยอง พิษณุโลก นครราชสีมา ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช และภูเก็ต ซึ่งยังมีความต้องการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเองในระดับที่น่าสนใจ

น่านน้ำสีแดงเมื่อทุนอสังหาฯ ลงสนาม

 สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 คือการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ระหว่างบริษัทรับสร้างบ้านด้วยกันเอง อีกต่อไป เมื่อผู้พัฒนาอสังหาฯรายใหญ่เริ่มข้ามสายธุรกิจเข้ามาสู่ตลาดรับสร้างบ้าน ผู้เล่นเดิมจึงต้องรับมือกับคู่แข่งที่มีทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ฐานลูกค้า และระบบก่อสร้างในมือ

 กรณี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวธุรกิจ “Crafted by Sansiri” ให้บริการรับสร้างบ้านบนที่ดินของลูกค้า เจาะกลุ่มราคาตั้งแต่ 3.29 ล้านบาท ไปจนถึง 15 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมแบบบ้าน 84 แบบ ใน 14 ซีรีส์ เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

 จุดได้เปรียบสำคัญของผู้ประกอบการรายใหญ่คือระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป หรือ Precast ซึ่งช่วยลดระยะเวลาก่อสร้าง ควบคุมคุณภาพ และลดการพึ่งพาแรงงานหน้างาน

 เกมการแข่งขันเปลี่ยน

 อีกด้านหนึ่ง ผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้านขนาดเล็กในภูมิภาคก็ไม่ได้หายไปจากสมรภูมิ ตรงกันข้าม ผู้ประกอบการท้องถิ่นยังมีข้อได้เปรียบจากเครือข่ายในพื้นที่ การเข้าถึงแรงงานและทรัพยากรท้องถิ่น รวมถึงต้นทุน Overhead ที่ต่ำกว่า

 3 ทางรอดผู้ประกอบการ 

 นายนิรัญมองว่า การลดราคาเพื่อแย่งลูกค้าไม่ใช่คำตอบระยะยาวของธุรกิจรับสร้างบ้านมืออาชีพ เพราะท้ายที่สุดจะกระทบทั้งกำไร คุณภาพ และความสามารถในการลงทุนพัฒนาธุรกิจทางรอดจึงต้องมาจาก 3 แกนสำคัญ

1. Construction Tech & Industrialization

 ผู้ประกอบการต้องเร่งนำ Prefabrication ชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป และระบบบริหารงานก่อสร้างดิจิทัลมาใช้ เพื่อควบคุมระยะเวลาก่อสร้าง ลดการสูญเสียวัสดุ และลดการพึ่งพาแรงงานฝีมือ

 เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียง “สร้างเร็วขึ้น” แต่คือการทำให้ต้นทุนและคุณภาพสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น

2. Distinct Value Proposition

 การแข่งขันต้องเปลี่ยนจากการขาย “บ้าน” เป็นการขาย “คุณค่า”บ้านประหยัดพลังงาน ระบบระบายอากาศและกรองอากาศ การออกแบบสำหรับสมาชิกหลายวัย หรือ Universal Design จึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความแตกต่าง

 3. Trust-Driven Branding

 ในวันที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องทิ้งงานและงบบานปลาย ความโปร่งใสกลายเป็นสินทรัพย์ของแบรนด์ตั้งแต่สเปกวัสดุ ระบบตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการรับประกันโครงสร้างระยะยาว ล้วนเป็นกลไกสร้างความมั่นใจว่าเงินก้อนใหญ่ของลูกค้าจะถูกเปลี่ยนเป็นบ้านที่ส่งมอบได้จริง

ผู้บริโภคติดกับดัก “อยากสร้าง แต่กู้ยาก”

 สำหรับฝั่งผู้บริโภค การตัดสินใจสร้างบ้านในปี 2569-2570 ไม่ใช่เพียงเรื่องของความต้องการ แต่เป็นการตัดสินใจทางการเงินระยะยาวการสร้างบ้านหมายถึงภาระหนี้ที่อาจลากยาว 20-30 ปี ขณะที่รายได้ในอนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งจึงเลือก “รอดูสถานการณ์” แม้มีที่ดิน มีความต้องการสร้างบ้าน และมีแผนการใช้ชีวิตที่ชัดเจนแต่การชะลอการสร้างก็มีต้นทุนเช่นกัน

 ราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็ก กระเบื้อง และอุปกรณ์ไฟฟ้า มีแนวโน้มส่งผลต่อราคาก่อสร้าง ขณะที่ต้นทุนแรงงานก็กลายเป็นอีกแรงกดดัน หลังอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2569-2570 อยู่ในช่วง 337-400 บาทต่อวัน ตามพื้นที่และอัตราที่กำหนด

 เมื่อรวมกับภาวะขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง ต้นทุนดังกล่าวจึงมีโอกาสถูกส่งผ่านไปยังราคาบ้านในท้ายที่สุด ต้นทุนตั้งต้นอาจสูงกว่าผู้รับเหมาทั่วไปประมาณ 10-20% 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.ย.69 ‘แข็งค่า’ อานิสงส์ราคาน้ำมันร่วง

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 23 ก.ย. แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 33.13-33.15 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่หนุนการแข็งค่ามาจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
  • ราคาน้ำมันร่วงลงจากความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความกังวลด้านอุปทานที่ผ่อนคลายลง
  • กรอบการแข็งค่าของเงินบาทยังคงจำกัด เนื่องจากราคาทองคำที่ปรับตัวลงและเงินดอลลาร์ที่ยังมีแรงหนุน

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า  เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.13-33.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ 

เงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคบางส่วนแข็งค่าขึ้น โดยน่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกท่ามกลางความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ประกอบกับความกังวลด้านอุปทานน้ำมันผ่อนคลายลงบางส่วน หลังมีรายงานข่าวว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น และซาอุดีอาระเบียอาจกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ได้ภายในสัปดาห์นี้

ขณะที่เช้านี้ BRENT ลดลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี กรอบการแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัด และอาจปรับตัวผันผวนในระหว่างวันตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ประกอบกับเงินดอลลาร์ฯ ยังน่าจะมีแรงประคองจากท่าทีของเฟดที่สะท้อนสัญญาณเชิงคุมเข้มเพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.05-33.20 บาทต่อดอลลาร์

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูล PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนก.ย. ของยูโรโซน อังกฤษและสหรัฐฯ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เอไอต้องเลือก ‘ใครควรได้ไต’ วิจัยพบ มักยึดปัจจัยเดียว ขณะที่มนุษย์ประเมินหลายด้าน

  • วิจัยพบ เอไอมักตัดสินใจเลือกผู้ป่วยที่ควรได้รับไตโดยให้น้ำหนักกับปัจจัยหนึ่งเป็นหลัก ต่างจากมนุษย์ที่พิจารณาหลายปัจจัย
  • เอไอแทบไม่แสดงความลังเลในการตัดสินใจ แม้จะได้รับทางเลือกให้โยนเหรียญ ในสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบชัดเจน แต่ก็ยังเลือกคำตอบที่ตายตัว
  • การศึกษาต้องการทำความเข้าใจความแตกต่างในกระบวนการตัดสินใจทางศีลธรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลต่อไป

หากมีผู้ป่วย 2 คนต้องการปลูกถ่ายไต แต่มีไตให้เพียง 1 ข้าง ใครควรได้รับการบริจาค?

คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่สามารถตัดสินได้จากข้อมูลเพียงด้านเดียว เพราะผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอายุ สุขภาพ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำนวนคนที่ต้องพึ่งพาแตกต่างกัน การเลือกคนหนึ่งจึงหมายถึงการให้น้ำหนักกับปัจจัยบางอย่างมากกว่าปัจจัยอื่น และในบางกรณีอาจไม่มีเหตุผลชัดเจนพอที่จะบอกว่าคนหนึ่งควรได้รับไตมากกว่าอีกคน

นี่คือสถานการณ์ที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต นำมาใช้ทดสอบโมเดลเอไอ เพื่อดูว่าเมื่อระบบต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีทรัพยากรจำกัดและเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางศีลธรรม เอไอจะเลือกอย่างไร และวิธีเลือกนั้นแตกต่างจากมนุษย์หรือไม่

นักวิจัยไม่ได้ถามโมเดลเพียงครั้งเดียวแล้วนำคำตอบมาเปรียบเทียบ แต่สร้างสถานการณ์สมมติหลายรูปแบบ โดยให้ผู้ป่วย 2 คนมีคุณลักษณะแตกต่างกัน เช่น อายุ สถานะสุขภาพ พฤติกรรมการดื่ม และจำนวนคนที่ต้องพึ่งพาผู้ป่วย จากนั้นให้โมเดลเลือกว่าควรจัดสรรไตให้ใคร

บางการทดลองแยกดูคุณลักษณะเพียงอย่างเดียว บางการทดลองนำหลายคุณลักษณะมารวมกัน เพื่อดูว่าเมื่อปัจจัยหลายด้านต้องถูกนำมาพิจารณาพร้อมกัน โมเดลจะให้น้ำหนักกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร

ฮาดี ฮอสเซนี (Hadi Hosseini) หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า ทีมยังเพิ่มตัวเลือกโยนเหรียญเข้าไปในการทดลองด้วย เพื่อดูว่าโมเดลจะเลือกยอมรับความไม่แน่นอนหรือไม่ แทนที่จะต้องตัดสินใจเลือกผู้ป่วยคนใดคนหนึ่งทุกครั้ง

“เราดำเนินการเปรียบเทียบในหลายรูปแบบ บางครั้งเราแยกพิจารณาคุณลักษณะเพียงอย่างเดียว บางครั้งเราผสมหลายคุณลักษณะเข้าด้วยกันเพื่อดูว่าเอไอให้น้ำหนักกับปัจจัยที่แข่งขันกันอย่างไร และบางครั้งเราเพิ่มทางเลือกให้โยนเหรียญเพื่อวัดความลังเลใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการตัดสินใจทางศีลธรรมของมนุษย์” ฮอสเซนีกล่าว

จากนั้นนักวิจัยนำคำตอบของโมเดลมาเทียบกับข้อมูลจากการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการตัดสินใจของมนุษย์ในการจัดสรรไต โดยสิ่งที่พบมี 2 เรื่องหลัก

เรื่องแรกคือ เอไอไม่ได้ให้น้ำหนักกับคุณลักษณะของผู้ป่วยเหมือนมนุษย์ ฮอสเซนีระบุว่า โมเดลเอไอมักยึดกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง เช่น พฤติกรรมการดื่ม มากกว่าที่จะนำหลายปัจจัยมาพิจารณาร่วมกัน

“ประการแรก แชตบอตเอไอมักแตกต่างจากค่านิยมของมนุษย์ในการให้น้ำหนักกับคุณลักษณะของผู้ป่วย พวกมันมุ่งความสนใจไปที่ปัจจัยเดียว เช่น พฤติกรรมการดื่ม มากกว่าการสร้างสมดุลระหว่างหลายปัจจัยเหมือนที่มนุษย์ทำ” ฮอสเซนีกล่าว

ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นในการทดลองที่นักวิจัยนำคุณลักษณะหลายด้านของผู้ป่วยมาเปรียบเทียบกัน โดยต้องการดูว่าโมเดลจะจัดลำดับความสำคัญของแต่ละปัจจัยอย่างไร

เรื่องที่สองคือ เอไอแทบไม่ลังเล แม้จะเปิดทางให้ลังเล ในการทดลอง นักวิจัยให้โมเดลมีทางเลือกที่จะโยนเหรียญแทนการเลือกผู้ป่วยคนใดคนหนึ่ง วิธีนี้ถูกใช้เพื่อวัดความลังเลใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของมนุษย์ในสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบชัดเจน แต่โมเดลส่วนใหญ่ยังเลือกคำตอบอย่างชัดเจน

ฮอสเซนีกล่าวว่า มนุษย์อาจมีความลังเลเพราะไม่ต้องการยอมรับว่าตัวเองต้องเป็นผู้ตัดสินใจในสถานการณ์ดังกล่าว แต่พฤติกรรมนี้แทบไม่เกิดขึ้นกับโมเดลที่นำมาทดสอบ

“โมเดลเอไอแทบไม่ทำเช่นนั้น แม้จะได้รับทางเลือกให้โยนเหรียญ พวกมันก็ยังเลือกคำตอบที่มั่นใจและตายตัวอย่างท่วมท้นแทน” ฮอสเซนีกล่าว

สำหรับนักวิจัย ความแตกต่างนี้มีความสำคัญเพราะการตัดสินใจทางศีลธรรมบางประเภทไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว การที่มนุษย์ลังเลจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ ขณะที่โมเดลเอไอในการทดลองกลับมีแนวโน้มให้คำตอบอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้เสนอให้ใช้เอไอแทนผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินใจเรื่องการจัดสรรอวัยวะ แต่ต้องการศึกษาว่าโมเดลทำงานอย่างไรเมื่อเจอโจทย์ลักษณะนี้ และชี้ว่าความแตกต่างระหว่างการตัดสินใจของมนุษย์กับเอไอยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและกำกับดูแลต่อไป

“การตัดสินใจทางศีลธรรมในสถานการณ์อย่างการจัดสรรอวัยวะสามารถกำหนดโดยตรงว่าใครจะมีชีวิตอยู่และใครจะเสียชีวิต ดังนั้นการทำความเข้าใจและกำหนดบทบาทของเอไอในเรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้” ฮอสเซนีกล่าว

ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องไต เพราะ จอห์น ดิกเคอร์สัน (John Dickerson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ มอซิลลา.เอไอ (Mozilla.ai) และผู้ร่วมงานวิจัย มองว่าสถานการณ์เดียวกันสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเอไอต้องช่วยจัดสรรทรัพยากรประเภทอื่นที่มีจำนวนจำกัด

“เมื่อเราจัดสรรบางสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นไต งานหนึ่งตำแหน่ง หรือการเข้าถึงทรัพยากรอื่นๆ ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องตามวัตถุวิสัยเพียงหนึ่งเดียวเสมอไป” ดิกเคอร์สันกล่าว เขาอธิบายว่า มนุษย์รับรู้ถึงความคลุมเครือดังกล่าว และสามารถนำความไม่แน่นอนเข้าสู่กระบวนการจัดสรรผ่านการถกเถียงอย่างเปิดเผย แต่โมเดลเอไอมักไม่ได้ทำเช่นเดียวกัน

“มนุษย์รับรู้ถึงความคลุมเครือนั้น และกำหนดให้ความคลุมเครือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดสรรผ่านการถกเถียงอย่างเปิดเผย แต่โมเดลเอไอมักไม่ได้ทำเช่นนั้น” ดิกเคอร์สันกล่าว ดังนั้น สิ่งที่งานวิจัยนี้ทดสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าเอไอเลือกใคร แต่เป็นการดูว่า เอไอใช้ข้อมูลอะไรในการเลือก และมีพฤติกรรมอย่างไรเมื่อไม่มีเหตุผลชัดเจนพอสำหรับการเลือก

ในการทดลองนี้ โมเดลมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับคุณลักษณะบางอย่างมากกว่าการพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน และยังคงเลือกคำตอบอย่างชัดเจนเมื่อได้รับทางเลือกให้โยนเหรียญ ขณะที่ข้อมูลจากการศึกษามนุษย์ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นรูปแบบการตัดสินใจที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะเรื่องการให้น้ำหนักหลายปัจจัยและความลังเลใจเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบเดียว

งานวิจัยฉบับนี้ถูกนำเสนอในงานประชุม สมาคมเพื่อกลไกคอมพิวเตอร์ว่าด้วยความเป็นธรรม ความรับผิดชอบ และความโปร่งใส (Association for Computing Machinery Fairness, Accountability and Transparency: FAccT) ประจำปี 2569

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


รับวันอัลไซเมอร์โลก กรมแพทย์แผนไทยฯ แนะ 4 วิธีดูแล-ชะลอสมองเสื่อม

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ แนะ 4 แนวทางดูแลสมองและชะลอความเสื่อมเนื่องในวันอัลไซเมอร์โลก โดยใช้ศาสตร์การแพทย์แผนจีน
  • แนวทางปฏิบัติครอบคลุมการเลือกรับประทานอาหารบำรุงสมอง (เช่น วอลนัท แปะก๊วย) การออกกำลังกาย (เช่น ไท้เก๊ก) และการฝึกสมอง
  • แนะนำการนวดกดจุด “ไป๋ฮุย” บริเวณกลางศีรษะทุกวัน เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
  • ย้ำว่าศาสตร์ดังกล่าวเป็นเพียงทางเลือกเสริม ไม่สามารถทดแทนการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันได้

21 กันยายน 2569 นายแพทย์กรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ มีนโยบายมุ่งส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และชะลอภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุโดยนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพและช่วยเหลือตนเองได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับภาวะสมองเสื่อมโดยการส่งเสริมสุขภาพกายและใจ ควบคู่กับการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ และลดโอกาสเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในระยะยาว

ด้านนายแพทย์กุลธนิต วนรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ตามทัศนะการแพทย์แผนจีน สมองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “ไต” และ “เลือด” โดยไตทำหน้าที่กักเก็บ “สารจิง” ที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น สารจิงจะลดลงจนกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ นำไปสู่อาการหลงลืมหรืออารมณ์แปรปรวน

4 แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพสมอง

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอแนะนำ 4 แนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวันตามศาสตร์แพทย์แผนจีนเพื่อป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพสมอง ได้แก่

1. บำรุงไตและสมองด้วยอาหาร

  • รับประทานสมุนไพรและอาหารบำรุง เช่น วอลนัท เก๋ากี้ งาดำ ใบแปะก๊วย และโสมอเมริกา

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • ทำกิจกรรมที่เหมาะกับร่างกายและได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ชี่กง หรือมวยไท้เก๊ก

3. ปรับอารมณ์และกระตุ้นสมอง

  • ผ่อนคลายและฝึกสมองด้วยการฟังเพลง พูดคุย หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ

4. นวดกดจุด “ไป๋ฮุย”

  • ใช้นิ้วนวดวนเบา ๆ บริเวณกลางกระหม่อมวันละ 3–5 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณศีรษะ

นายแพทย์กุลธนิต เน้นย้ำว่า การแพทย์แผนจีนและการฝังเข็มเป็นเพียง “ศาสตร์ทางเลือก” ที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพ แต่ไม่ใช่การรักษาหลักทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบัน ผู้ป่วยไม่ควรงดยา หรือหยุดการรักษาเดิมด้วยตนเอง หากพบสัญญาณเตือน เช่น หลงลืมผิดปกติ สับสน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว

21 กันยายนของทุกปี เป็น “วันอัลไซเมอร์โลก” 

ทั้งนี้ อัลไซเมอร์ เป็นโรคในกลุ่มภาวะสมองเสื่อม หนึ่งในปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุที่พบเป็นจำนวนมากในประเทศไทย ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นราว 55 ล้านคน และมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทุกปี

โดย องค์การอัลไซเมอร์ระหว่างประเทศ (Alzheimer’s Disease International : ADI) ได้ประกาศให้ทุกวันที่ 21 กันยายนของทุก ๆ ปี เป็น “วันอัลไซเมอร์โลก” จุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจถึงภัยเงียบของโรคนี้ให้มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ทีมไหนอยู่อันดับไหน? สรุปครบทั้ง 14 ชาติ ศึกวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 (Women’s volleyball Asian Games 2026) ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อย

โดย “ทัพนักตบแดนมังกร” ทีมชาติจีน โชว์ฟอร์มสมราคาเต็งหนึ่งเอาชนะ ญี่ปุ่น 3-0 เซต (25-19, 25-20 และ 25-23) คว้าเหรียญทองได้อีกสมัย ถือเป็นการป้องกันแชมป์เอาไว้ได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

ขณะที่ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” เป็นฝ่ายเอาชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต (25-20, 25-19 และ 25-23) หยิบเหรียญทองแดงปลอบใจ ในการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 และถือเป็นเหรียญทองแดงที่ 3 ในประวัติศาสตร์

สรุปอันดับการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026

เหรียญทอง : จีน
เหรียญเงิน : ญี่ปุ่น
เหรียญทองแดง : ไทย
อันดับ 4 : เกาหลีใต้
อันดับ 5 : ไต้หวัน
อันดับ 6 : อินโดนีเซีย
อันดับ 7 : เวียดนาม
อันดับ 8 : คาซัคสถาน
อันดับ 9 : ฟิลิปปินส์
อันดับ 10 : ฮ่องกง
อันดับ 11 : มองโกเลีย
อันดับ 12 : เนปาล
อันดับ 13 : คีร์กีซสถาน
อันดับ 14 : กาตาร์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ภาษาอังกฤษพูดว่าอะไร? 

ประโยค “ฉันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย” ภาษาอังกฤษมีอะไรบ้าง? 

  • I can speak a little English. = ฉันพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย 
  • I can speak some English. = ฉันพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง 
  • Just a little English. = นิดเดียวเอง 
  • Only a little English. = แค่นิดหน่อยเท่านั้น 

 ทั้งหมดนี้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเวลาเจอคำถามว่า “Do you speak English?” 

แบ่งระดับภาษาอังกฤษ พร้อมประโยคที่ใช้ได้ 

ระดับ Beginner (เริ่มต้น) 

เหมาะสำหรับคนที่พูดได้เล็กน้อย ประโยคสั้น เข้าใจง่าย 

  • I can speak a little English. = ฉันพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย 
  • Just a little English. = ภาษาอังกฤษนิดเดียว 
  • My English is very little. = ภาษาอังกฤษของฉันน้อยมาก 
  • I can speak only basic English. = พูดได้แค่ภาษาอังกฤษพื้นฐาน 

ระดับ Elementary – Pre-Intermediate (เริ่มสื่อสารได้บ้าง) 

สามารถใช้คำง่าย ๆ ฟังและตอบได้บ้าง 

  • I can speak a little English. = ฉันพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย 
  • Just a little English. = ภาษาอังกฤษนิดเดียว 
  • My English is very little. = ภาษาอังกฤษของฉันน้อยมาก 
  • I can speak only basic English. = พูดได้แค่ภาษาอังกฤษพื้นฐาน 

ระดับ Elementary – Pre-Intermediate (เริ่มสื่อสารได้บ้าง) 

พูดคุยหัวข้อทั่วไปได้ เช่น งาน ท่องเที่ยว 

  • I can speak English for daily conversation. = พูดอังกฤษได้ในชีวิตประจำวัน 
  • I can understand English better than I can speak. = ฟังออกมากกว่าพูด 
  • I can speak English, but I still make mistakes. = พูดอังกฤษได้ แต่ยังผิดบ้าง 
  • I can explain my ideas in English, but sometimes slowly. = อธิบายความคิดได้ แต่ช้า 
  • I can use English at work, but not fluently. = ใช้ภาษาอังกฤษทำงานได้ แต่ไม่คล่อง 

ระดับ Elementary – Pre-Intermediate (เริ่มสื่อสารได้บ้าง) 

พูดได้มั่นใจขึ้น ใช้ประโยคซับซ้อนได้ 

  • I can speak English for daily conversation. = พูดอังกฤษได้ในชีวิตประจำวัน 
  • I can understand English better than I can speak. = ฟังออกมากกว่าพูด 
  • I can speak English, but I still make mistakes. = พูดอังกฤษได้ แต่ยังผิดบ้าง 
  • I can explain my ideas in English, but sometimes slowly. = อธิบายความคิดได้ แต่ช้า 
  • I can use English at work, but not fluently. = ใช้ภาษาอังกฤษทำงานได้ แต่ไม่คล่อง 

ตัวอย่างบทสนทนา: นักท่องเที่ยวถามทาง 

Tourist: Excuse me, do you speak English? 
(ขอโทษครับ/ค่ะ คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม) 

You: I can speak a little English. Please speak slowly. 
(ฉันพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย กรุณาพูดช้า ๆ หน่อยนะ) 

Tourist: Great! Can you tell me where the train station is? 
(ดีเลย คุณช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าสถานีรถไฟอยู่ที่ไหน) 

You: The train station… (คิดสักนิด) …go straight, then turn left. 
(สถานีรถไฟ… เดินตรงไป แล้วเลี้ยวซ้าย) 

Tourist: Thank you very much! 
(ขอบคุณมาก ๆ เลย) 

You: You’re welcome. My English is not very good. 
(ด้วยความยินดี ภาษาอังกฤษของฉันยังไม่ค่อยดีเท่าไร) 

สรุป 

หากคุณกำลังหาคำว่า “ฉันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ภาษาอังกฤษพูดว่าอะไร” คำตอบที่ตรงที่สุดคือ 
“I can speak a little English.” 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


ชายกินมื้อเช้าแบบเดิม 5 ปี หลังผ่าตัด “มะเร็งลำไส้ใหญ่” และโรคก็ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก!

ชายป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ หลังผ่าตัดปรับอาหารเช้า กินมันม่วง-นมถั่วเหลือง 5 ปีไม่พบกลับมาเป็นซ้ำ

ผู้เชี่ยวชาญเผย อาหารอาจมีบทบาทช่วยสนับสนุนสุขภาพลำไส้ แต่ไม่ใช่การรักษามะเร็ง ต้องขึ้นอยู่กับการรักษาหลักและการติดตามของแพทย์

เรื่องราวของชายชาวไต้หวันรายหนึ่งถูกนำมาเผยแพร่โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ หลังเข้ารับการผ่าตัดรักษา มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 1 และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ ประกอบด้วย มันม่วงและนมถั่วเหลืองไม่ใส่น้ำตาล ควบคู่กับผักและผลไม้

หลังติดตามอาการเป็นเวลา 5 ปี รายงานระบุว่าไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำของโรค อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่ามันม่วงหรือนมถั่วเหลืองสามารถรักษาหรือป้องกันมะเร็งได้โดยตรง แต่เป็นเพียงตัวอย่างของการดูแลสุขภาพโดยรวมหลังการรักษา ซึ่งยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ระยะของโรค วิธีการรักษา ลักษณะของก้อนมะเร็ง พันธุกรรม และการติดตามผลกับแพทย์

อาหารเช้าของชายรายนี้ มีอะไรบ้าง?

นักโภชนาการไต้หวัน หลิวอี้ (Liu Yi) เปิดเผยผ่านรายการ Health 2.0 ว่า ผู้ป่วยชายรายนี้เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 1 และหลังผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออก ได้เริ่มปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยได้รับการดูแลจากลูกสาว

หนึ่งในกิจวัตรที่ทำต่อเนื่องคือ รับประทานอาหารเช้า 5 วันต่อสัปดาห์ ประกอบด้วยมันม่วงและนมถั่วเหลืองไม่ใส่น้ำตาล พร้อมเพิ่มผักและผลไม้ในมื้ออาหาร

ระหว่างการติดตามผล แพทย์พบว่าภาวะลำไส้ของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และไม่มีรายงานการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในช่วง 5 ปีหลังการรักษา

4 กลุ่มสารอาหารที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพื่อสนับสนุนสุขภาพลำไส้

1. ถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืชและไอโซฟลาโวน

นมถั่วเหลืองไม่หวาน เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นอาหารที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจ เนื่องจากมีสาร ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่มีการศึกษาด้านสุขภาพในหลายแง่มุม

อย่างไรก็ตาม การรับประทานถั่วเหลืองไม่ได้หมายความว่าสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งหรือใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ได้ แต่สามารถเป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนจากพืชที่ช่วยให้รูปแบบการรับประทานอาหารมีความหลากหลายมากขึ้น

องค์การวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund: WCRF) แนะนำให้เน้นอาหารจากพืช เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และถั่ว ในรูปแบบการรับประทานอาหารที่สมดุล

2. อาหารที่มีวิตามินซีสูง

ผักและผลไม้ เช่น พริกหวาน กีวี ส้ม และผลไม้ตระกูลส้ม เป็นแหล่งของวิตามินซี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วิตามินซีอาจมีส่วนช่วยลดกระบวนการเกิดสารบางชนิดในร่างกาย แต่การดูแลเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งไม่ควรเน้นอาหารชนิดเดียว

สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหารโดยรวม เช่น เพิ่มผักผลไม้ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน และแฮม ซึ่งเป็นปัจจัยด้านอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

3. มันม่วง มะเขือเทศ และฟักทอง แหล่งสารอาหารจากพืช

มันม่วง มะเขือเทศ และฟักทอง มีสารอาหารจากพืชหลายชนิด เช่น แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการดูแลเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย

ส่วนมันม่วงมีสาร แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีม่วงตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม การมีสารต้านอนุมูลอิสระในอาหาร ไม่ได้หมายความว่าอาหารชนิดนั้นสามารถ “ต้านมะเร็ง” ในความหมายของการรักษาโรคได้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับรูปแบบอาหารโดยรวมมากกว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง

4. ผักตระกูลกะหล่ำ แหล่งสารประกอบจากพืช

ผักอย่างกะหล่ำปลี บรอกโคลี ผักกาด และผักตระกูลกะหล่ำชนิดต่าง ๆ มีสารประกอบจากพืช เช่น กลูโคซิโนเลต (Glucosinolate) และไอโซไทโอไซยาเนต (Isothiocyanate)

สารเหล่านี้กำลังได้รับการศึกษาเกี่ยวกับกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ แต่ประโยชน์ที่พบมักเกี่ยวข้องกับรูปแบบการรับประทานอาหารโดยรวม ไม่ใช่การรับประทานผักชนิดเดียวเพื่อหวังผลในการป้องกันโรค

สุขภาพลำไส้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ “โพรไบโอติก”

นอกจากอาหารที่มีจุลินทรีย์ดี หรือ โพรไบโอติก (Probiotic) เช่น นัตโตะ มิโซะ หรือกิมจิแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังให้ความสำคัญกับ พรีไบโอติก (Prebiotic) ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้

อาหารอย่างกล้วย หัวหอม แอปเปิล และเห็ดบางชนิด มีใยอาหารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบจุลินทรีย์ในลำไส้

องค์การวิจัยมะเร็งโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับใยอาหารประมาณ 30 กรัมต่อวัน จากอาหาร เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และถั่ว

หลังรักษามะเร็งลำไส้ ควรดูแลอาหารอย่างไร?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยทั่วโลก โดยปัจจัยด้านพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ได้แก่ การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปมาก รับประทานผักผลไม้น้อย ไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับผู้ที่ผ่านการรักษามะเร็งแล้ว การวางแผนอาหารควรปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนมีสภาพร่างกาย ตำแหน่งการผ่าตัด และผลจากการรักษาที่แตกต่างกัน

การรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพดี ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว

หมายเหตุ: เรื่องราวของผู้ป่วยรายนี้เป็นเพียงกรณีศึกษา ไม่สามารถสรุปได้ว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งสามารถป้องกันหรือรักษามะเร็งได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 23/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a67,950.0068,150.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,393.0066,597.8868,950.00
ทองรูปพรรณ 90%3,953.7059,938.09n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,514.4053,278.30n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,976.8529,969.05n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,537.5523,309.26n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,552.3369,013.32n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.9439.9440.4439.9439.9439.9439.9439.9439.94
แก๊สโซฮอล์ 9139.5739.5740.0739.5739.5739.5739.5739.5739.57
แก๊สโซฮอล์ E2034.9434.9435.1434.94–34.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ E8530.8830.88––––––30.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9548.93––49.26–49.4349.08–48.93
ดีเซล40.6940.6940.6940.6940.6940.6940.6940.6940.69
ดีเซล B2035.6935.6935.6935.69–35.6935.6935.6935.69
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2551.8449.80––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า