สาระน่ารู้ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569

ผังเมืองใหม่เขย่าอสังหาฯ กรุงเทพฯ เร่งเมืองโตซุ่มชิงทำเลทอง

  • ผังเมืองใหม่จะเพิ่มความหนาแน่นของเมือง ส่งผลให้ราคาที่ดินเปลี่ยนแปลง และเกิดการพัฒนาศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ (โหนด) กระจายตัวรอบกรุงเทพฯ
  • ผู้ประกอบการอสังหาฯ เตรียมชิงทำเลและล็อกสิทธิตามผังเมืองใหม่ โดยเร่งยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างล่วงหน้า แต่ชะลอการเปิดโครงการเพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว
  • การเปลี่ยนแปลง “สีผังเมือง” จะปลดล็อกศักยภาพที่ดิน ทำให้สามารถพัฒนาโครงการได้หนาแน่นขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงให้มูลค่าและราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น
  • ทำเลชานเมืองที่เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วนจะได้รับความสนใจมากขึ้น และอาจมีการผ่อนปรนขนาดที่ดินจัดสรรให้เล็กลง เพื่อพัฒนาบ้านในราคาที่เข้าถึงง่าย

ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับใหม่ (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ช่วงปลายปี 2570 เป็นแรงเร่งสำคัญต่อโครงสร้างตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่การเพิ่มความหนาแน่นเมือง ราคาที่ดิน ไปจนถึงการลดขนาดแปลงที่อยู่อาศัย พร้อมจับตาโหนดใหม่รอบกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ประกอบการเตรียมล็อกสิทธิ์ผังเมืองผ่านการขอใบอนุญาตก่อสร้างรับจังหวะเศรษฐกิจฟื้น

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาเมือง โจทย์หลักคือการใช้ศักยภาพของกรุงเทพฯ ให้เต็มประสิทธิภาพ ผ่านการเพิ่มความหนาแน่นของเมือง ขณะที่ กรุงเทพมหานครประเมินว่า ระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ยังสามารถรองรับประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความหนาแน่นจะทำให้เกิดการกระจายไปตาม “โหนด” หรือศูนย์กลางเมืองในพื้นที่ต่างๆ ทำให้รูปแบบการขยายตัวของกรุงเทพฯ เปลี่ยนจากการกระจุกตัวเข้าสู่การพัฒนาเป็นเครือข่ายมากขึ้น ผลที่ตามมาคือกระแส Urbanization หรือการเคลื่อนย้ายประชากรเข้าสู่เมืองมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ทั้งเพื่อการอยู่อาศัย การทำงาน และการศึกษา สร้างดีมานด์ใหม่ให้ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่เชื่อมต่อกับโหนดเศรษฐกิจและระบบขนส่งมวลชน

“เปลี่ยนสีผังเมือง” จุดเปลี่ยนมูลค่าที่ดิน

อีกแรงกระเพื่อมสำคัญอยู่ที่ “ราคาที่ดิน” แม้เวลานี้ราคาตลาดยังไม่ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่ปรับขึ้นไปก่อนคือ “ราคาประเมิน” ของกรมธนารักษ์ ซึ่งเมื่อผังเมืองใหม่เปิดทางให้ที่ดินบางพื้นที่พัฒนาได้เข้มข้นขึ้น การเปลี่ยนแปลง “สีผังเมือง” จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อมูลค่าที่ดิน

“หลักคิดคือ ที่ดินแปลงเดิม เมื่อพัฒนาอาคารได้หนาแน่นขึ้น สร้างพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น ศักยภาพเชิงเศรษฐกิจของแปลงนั้นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงมีโอกาสสะท้อนกลับมายังราคาตลาด”

ลำดับการเพิ่มมูลค่าจึงสัมพันธ์กับศักยภาพการพัฒนา ตั้งแต่พื้นที่อยู่อาศัยความหนาแน่นต่ำ ไปสู่ความหนาแน่นสูง อาคารสูง พาณิชยกรรม และพื้นที่พาณิชยกรรมระดับสูง หรือมิกซ์ยูส (Mixed-use) กล่าวอีกนัยหนึ่ง “สีผังเมือง” ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่เป็นตัวกำหนดเพดานทางเศรษฐกิจของที่ดินแต่ละแปลงด้วย
 

บ้านแปลงเล็กลง “ปลดล็อก” ที่ดินจัดสรร

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคอนโดมิเนียมหรือโครงการในเมือง แต่ลงมาถึงตลาดแนวราบ โดยเฉพาะขนาดของแปลงที่ดินจัดสรร หากกรุงเทพฯ แก้โจทย์พื้นที่รับน้ำ หรือ Retention Area รวมถึงระบบระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อกำหนดเกี่ยวกับขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำมีโอกาสผ่อนคลายลง เปิดทางให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ดินขนาดเล็กลง และเพิ่มความหนาแน่นของเมืองในพื้นที่เดิม

พื้นที่ภายใต้ข้อจำกัดเดิมอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผังเมืองจาก “เขียวลาย” เป็น “เขียว” จาก “เขียว” เป็น “เหลือง” ส่งผลให้ศักยภาพการพัฒนาเพิ่มขึ้น สำหรับแปลงที่เคยต้องจัดสรรในขนาด 100-250 ตารางวา อาจลดลงเหลือ 50-100 ตารางวา ในบางพื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบการออกแบบสินค้าได้หลากหลายขึ้น ตอบโจทย์กำลังซื้อที่ต้องการบ้านในระดับราคาจับต้องได้

 “อั้น” รอจังหวะเปิดโครงการใหม่

ท่ามกลางความคาดหวังต่อผังเมืองใหม่ ตลาดอสังหาฯ ซึ่งชะลอตัวชัดเจน ยอดเปิดโครงการใหม่อยู่ในระดับต่ำมากเทียบช่วงที่ผ่านมา และถูกมองว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปี เหตุผลสำคัญไม่ได้มาจากข้อจำกัดด้านการพัฒนาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องกำลังซื้อและเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ผู้ประกอบการจึงเลือก “อั้น” เปิดโครงการใหม่เตรียมความพร้อมรอจังหวะตลาดกลับมา หากเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้นตัว โครงการที่เตรียมไว้ก็เดินหน้าได้เร็วขึ้น 

ทั้งนี้ ตลาดอสังหาฯ มีค่า Beta เมื่อเทียบกับ GDP ราว 2 เท่า กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดอ่อนไหวต่อการขยายตัวหรือหดตัวของเศรษฐกิจในระดับสูง ดังนั้น หากเศรษฐกิจกลับมาเติบโต การฟื้นตัวของอสังหาฯ ก็อาจเกิดขึ้นในอัตราสูงกว่า GDP แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัว ผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ มีโอกาสรุนแรงขึ้นเช่นกัน

หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือ หลังผังเมืองใหม่มีผลบังคับใช้ การเปิดโครงการอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะผู้ประกอบการยังต้องประเมินกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วกว่าคือ การยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง

“ผู้ประกอบการต้องการล็อกสิทธิประโยชน์ด้านการพัฒนาตามข้อกำหนดของผังเมืองฉบับใหม่ แม้การก่อสร้างจริงอาจต้องรอจังหวะตลาด โดยใบอนุญาตก่อสร้างมีอายุ 3 ปี และสามารถขอต่ออายุได้”

เมื่อย้อนสถิติที่ผ่านมา จุดสูงสุดของการขออนุญาตก่อสร้างล่าสุดอยู่ในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV ขณะที่จุดพีกก่อนหน้านั้นอยู่ในปี 2559 ก่อนโควิด-19 และก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้มาตรการ LTV เพื่อดูแลความเสี่ยงด้านฟองสบู่ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นช่วงที่ตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนภาพตลาดที่กำลังรอปัจจัยสนับสนุนรอบใหม่

ทำเล 2 เด้ง รถยนต์สะดวก-รถไฟฟ้าเชื่อมเมือง

เมื่อโครงสร้างเมืองกำลังเปลี่ยน ทำเลแนวราบที่มีโอกาสได้รับความสนใจจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ด้าน เรียกว่า “2 เด้ง” เด้งแรก เดินทางด้วยรถยนต์และทางด่วนสะดวก เด้งที่สอง อยู่ไม่ไกลรถไฟฟ้า เชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ได้

หนึ่งในกรณีศึกษาคือ “สายไหม” ถูกมองเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจสูงสำหรับตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ด้วยข้อได้เปรียบด้านการเชื่อมต่อถนนวิภาวดีรังสิต อยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวบริเวณสถานีคูคต ที่สำคัญราคาที่ดินยังไม่สูงเท่าพื้นที่ชั้นใน ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าที่เข้าถึงกำลังซื้อระดับกลางได้ ตั้งแต่ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝดราคา 2-3 ล้านบาท บ้านแฝด 4-5 ล้านบาท ไปจนถึงบ้านเดี่ยว 5-6 ล้านบาท

ทำเลที่ต้องจับตาในระยะต่อไป ได้แก่ กรุงเทพฯ ตะวันออก ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากรถไฟฟ้าสายสีส้ม และกรุงเทพฯ ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้แรงส่งจากรถไฟฟ้าสายสีชมพู

ซีบีดี FAR Bonus 20% แลกพื้นที่เมืองที่คนใช้ร่วมกัน

พื้นที่ใจกลางธุรกิจ หรือ CBD ผังเมืองใหม่ยังมีเครื่องมืออย่าง FAR Bonus เป็นแรงจูงใจ โดยโครงการคอนโดที่เข้าเกณฑ์ได้รับพื้นที่อาคารเพิ่มขึ้นสูงสุด 20% แนวคิดดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่าง “สิทธิในการพัฒนา” กับ “ประโยชน์ต่อเมือง” หนึ่งในเงื่อนไขคือการเปิดพื้นที่สวนสาธารณะหรือพื้นที่โล่งของอาคารชุดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ในทางปฏิบัติมีความท้าทายในการบริหารจัดการ แต่เป็นแนวทางที่มีกรอบกฎหมายรองรับ

อีกเงื่อนไขคือการออกแบบและก่อสร้างอาคารตามมาตรฐานด้านการประหยัดพลังงาน หรือ Energy-Saving/Green Building จึงสะท้อนทิศทางของผังเมืองยุคใหม่ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่อง “สร้างได้มากแค่ไหน” แต่พยายามเชื่อมสิทธิประโยชน์ของภาคเอกชนเข้ากับคุณภาพเมืองและการใช้พื้นที่ร่วมกัน

ผังเมืองใหม่กับโจทย์ใหญ่ใครได้ประโยชน์

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผังเมืองกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “สี” บนแผนที่ หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของที่ดินทั้งระบบจากพื้นที่ที่เคยพัฒนาได้น้อย อาจกลายเป็นพื้นที่สร้างมูลค่าได้มากขึ้น ขณะที่ทำเลรอบนอกซึ่งมีทั้งถนน ทางด่วน และรถไฟฟ้า อาจก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยแห่งใหม่

สำหรับผู้ประกอบการ โจทย์อยู่ที่การเตรียมที่ดินและล็อกสิทธิประโยชน์ให้ทัน! ขณะที่ผู้บริโภคต้องจับตาว่า การเพิ่มความหนาแน่นของเมืองจะนำไปสู่สินค้าที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น หรืออีกด้านหนึ่งจะทำให้ต้นทุนที่ดินขยับขึ้นตามศักยภาพ นี่คือจุดที่ “ผังเมือง” กำลังเปลี่ยนจากกฎเกณฑ์บนกระดาษ เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทั้ง ราคาที่ดิน ทำเลใหม่ รูปแบบบ้าน และทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ในระยะถัดไป

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เสนาฯชู RentNex Investการันตีค่าเช่า3 ปีปลดล็อกซื้อลงทุนได้คอนโดพ่วงผู้เช่า

  • เสนาฯ เปิดตัวโมเดล “RentNex Invest” ขายคอนโดเพื่อการลงทุนที่มาพร้อมผู้เช่า ช่วยให้นักลงทุนเห็นผลตอบแทนจริงและลดความเสี่ยงในการหาผู้เช่า
  • ชูจุดเด่นการันตีผลตอบแทนค่าเช่า 3 ปี เพื่อแก้ปัญหาค่าเช่าไม่พอผ่อนธนาคารและสร้างกระแสเงินสดเป็นบวกให้ผู้ลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น
  • โมเดลนี้ยังเป็นกลยุทธ์ของเสนาฯ ในการเปลี่ยนพอร์ตห้องเช่าเดิมให้เป็นเงินทุน (Capital Recycling) เพื่อนำกลับมาหมุนเวียนในธุรกิจ

เมื่อคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนติดกับดัก “ค่าเช่าไม่พอค่างวด” เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เลือกแก้เกมด้วยโมเดล “RentNex Invest” ในรูปแบบซื้อเพื่อปล่อยเช่า (Buy to Let) ภายใต้แนวคิด “ซื้อพ่วงผู้เช่า เห็นผลตอบแทนก่อนลงทุน”  หมุนเงินทุนกลับเข้าสู่ธุรกิจ คล้ายแนวคิดการขายสินทรัพย์เข้า REIT ของธุรกิจโรงแรม เกิดจากพื้นฐานการคิดของอาจารย์และนักวิจัยบัญชีที่แปลงโจทย์อสังหาริมทรัพย์ให้เป็นโมเดลธุรกิจที่วัดผลได้ด้วยข้อมูล

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) อดีตอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตลาดคอนโดเพื่อการลงทุนกำลังเผชิญโจทย์ที่ละเอียดอ่อนกว่าปัญหา “กู้ไม่ผ่าน” เพราะในหลายกรณี ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อได้ แต่เมื่อหยิบตัวเลขรายรับและรายจ่ายมาคำนวณกลับพบว่า การลงทุนไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดที่จูงใจได้

“สมการที่นักลงทุนต้องเผชิญนั้นเรียบง่ายแต่หนักหน่วง ค่าเช่าที่ได้รับในแต่ละเดือนอาจต่ำกว่ายอดผ่อนธนาคาร ทำให้เกิดกระแสเงินสดติดลบ และกลายเป็นภาระที่นักลงทุนต้องควักเงินส่วนตัวมาชดเชยทุกเดือน”

โจทย์ของเสนา จึงไม่ได้อยู่ที่การทำอย่างไรให้ “ขายห้องได้” เพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบโครงสร้างการลงทุนใหม่ให้รายได้จากสินทรัพย์ทำหน้าที่รองรับภาระทางการเงินได้จริง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ” RentNex Invest” โมเดลที่หยิบแนวคิด Buy to Let หรือการซื้ออสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่ามาปรับให้เข้ากับบริบทตลาดไทย

 จาก Buy to Let สู่ Positive Passive Income 

ผศ.ดร.เกษรา มองว่า หนึ่งในบทเรียนจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น คือการมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ลงทุนอสังหาฯ เพื่อการเช่า ขณะที่ตลาดไทยในอดีตมักใช้โครงสร้างสินเชื่อบ้านเป็นหลัก ไม่ได้แยกโจทย์ของ “คนซื้อเพื่ออยู่อาศัย” ออกจาก “คนซื้อเพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่า” อย่างชัดเจน

“RentNex Invest จึงถูกออกแบบขึ้นบนโจทย์ดังกล่าว โดยพยายามจัดโครงสร้างราคาสินทรัพย์และภาระผ่อนชำระให้สอดคล้องกับรายได้ค่าเช่า เป้าหมายคือทำให้ผู้ลงทุนสร้างกระแสเงินสดเป็นบวก หรือ Positive Passive Income ตั้งแต่เริ่มลงทุน”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เสนาไม่ได้พยายามขายเพียง “ห้องชุด” แต่กำลังขาย “กระแสเงินสดจากห้องชุด”
 

“ขายพร้อมผู้เช่า” ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่ง

หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้โมเดลนี้แตกต่างจากการขายคอนโดเพื่อการลงทุนทั่วไป คือการนำห้องที่มีผู้เช่าอยู่แล้วมาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต แทนที่นักลงทุนจะต้องซื้อห้องก่อน แล้วค่อยเริ่มค้นหาผู้เช่า ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งระยะเวลาหาผู้เช่า ค่าใช้จ่ายในการทำตลาด และความเสี่ยงที่ห้องจะว่าง 

RentNex Invest ใช้ผู้เช่าที่มีอยู่จริงเป็นฐานของการลงทุน ทำให้นักลงทุนเห็น “Real Yield” จากกระแสค่าเช่าที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าการตัดสินใจจากตัวเลขประมาณการเพียงอย่างเดียว ในมุมการสื่อสารกับนักลงทุน นี่คือการลดช่องว่างระหว่าง “ผลตอบแทนบนกระดาษ” กับ “รายได้ที่เกิดขึ้นจริง”  เพราะสิ่งที่นักลงทุนต้องการรู้ไม่ใช่เพียงว่าห้องหนึ่งห้องอาจปล่อยเช่าได้เดือนละเท่าไร แต่คือวันนี้มีใครเช่าอยู่หรือไม่ และกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร

อีกหนึ่งกลไกที่ถูกนำมาใช้คือการรับประกันผลตอบแทนในอัตรา 7% ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี เพื่อสร้างความต่อเนื่องให้รายได้ของผู้ลงทุนในช่วงเริ่มต้น แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 7% แต่อยู่ที่โครงสร้างเบื้องหลังการรับประกัน เพราะการันตีผลตอบแทนย่อมหมายถึงผู้ประกอบการต้องมีความสามารถในการบริหารพอร์ตและจัดการความเสี่ยงควบคู่กันไป

“เสนา จึงวางจุดขายอีกด้านไว้ที่แนวคิด No Mark-up โดยระบุว่าไม่ได้บวกราคาสินทรัพย์เพิ่มเพื่อเป็นต้นทุนของการรับประกัน แต่พยายามขายในราคาตลาดจริง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดของสัญญาและข้อมูลผู้เช่า”

RentNex Invest สร้าง “Exit”

หากมองลึกกว่าผลิตภัณฑ์สำหรับนักลงทุน RentNex Invest มีอีกบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น Exit Strategy ให้พอร์ตการเช่าเดิมของ RentNex ของเสนา ที่ปัจจุบันมีพอร์ตห้องพักที่มีผู้เช่าราว 800 ยูนิต ในกว่า 25 โครงการ มีอัตราการเช่ามากกว่า 80%  ในเชิงธุรกิจ สินทรัพย์เหล่านี้สร้างรายได้จากค่าเช่าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เงินทุนของบริษัทก็ถูกผูกอยู่กับสินทรัพย์ดังกล่าว การนำบางส่วนของพอร์ตออกมาเสนอขายให้นักลงทุนจึงทำให้บริษัทเปลี่ยนสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดให้กลายเป็นเงินทุนก้อนใหม่ แล้วนำเงินกลับไปหมุนเวียนในธุรกิจ

บริษัทตั้งเป้าหมาย Exit ราวครึ่งหนึ่งของพอร์ตทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลที่ RentNex Invest ควรถูกมองมากกว่าผลิตภัณฑ์การขายคอนโด แต่คือกลไกบริหาร Capital Recycling หรือการหมุนเวียนเงินทุนของบริษัท

จากคอนโดเช่าสู่ REIT ในเวอร์ชันเสนา

โมเดลนี้มีลักษณะบางส่วนคล้ายแนวคิดที่ธุรกิจโรงแรมใช้ในการขายสินทรัพย์เข้าสู่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ หรือ REIT เพราะแก่นของแนวคิดเหมือนกันในมิติหนึ่ง คือ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องถือสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ไว้ในงบดุลตลอดไป แต่สามารถนำสินทรัพย์ที่มีรายได้ประจำออกมาเปลี่ยนเป็นเงินทุน แล้วนำเงินดังกล่าวกลับไปลงทุนหรือพัฒนาธุรกิจใหม่

“จากเดิมที่ผู้ประกอบการถือสินทรัพย์และรับค่าเช่า โมเดลกำลังเปลี่ยนไปสู่ผู้ลงทุนรายย่อยถือสินทรัพย์และรับกระแสเงินสด ขณะที่บริษัทดึงเงินทุนกลับมาใช้หมุนเวียนจุดสำคัญ จึงอยู่ที่การสร้างตลาด Exit ให้กับสินทรัพย์เดิมมากพอกับการสร้างตลาดใหม่ให้กับนักลงทุน”

เมื่อ “อาจารย์บัญชี” ลงสนามจริง

 เบื้องหลังโมเดลนี้ยังสะท้อนตัวตนของ ดร.ยุ้ย หรือ ผศ.ดร.เกษรา ในฐานะผู้บริหารที่มีพื้นฐานจากโลกวิชาการและงานวิจัย วิธีคิดที่นำมาใช้ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ตลาดกำลังนิยมอะไร” แต่เริ่มจากการตั้งโจทย์ว่า ปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าคืออะไร? จากนั้นจึงค้นคว้างานวิจัยและโมเดลต่างประเทศ หรือทำ Literature Review เพื่อหาแนวทางที่นำมาปรับใช้กับตลาดไทย

จากสมมติฐานจึงเข้าสู่การทดสอบด้วยข้อมูลจริง ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ วิธีคิดดังกล่าวทำให้การออกแบบ RentNex Invest มีลักษณะคล้ายทำงานวิจัย คือเริ่มจาก Problem ตั้งสมมติฐาน ออกแบบ Solution แล้วนำผลลัพธ์กลับมาวัดและปรับปรุง ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่การนำ “ความรู้บัญชี” มาใช้กับธุรกิจโดยตรง แต่คือการนำวิธีคิดแบบนักวิจัยมาใช้ในการตัดสินใจเชิงธุรกิจ จากการทดลองพบว่าทำยอดขายได้ 13 ยูนิตภายในสัปดาห์แรก

ผศ.ดร.เกษรา มองว่า ปัจจุบัน เกมใหญ่กว่าการขายคอนโด คือการหมุนเงินให้เร็วขึ้น RentNex Invest จึงมี 2 บทบาทเดินคู่กัน ด้านหนึ่งคือผลิตภัณฑ์ที่แก้ Pain Point ของนักลงทุน ด้วยการนำเสนอสินทรัพย์ที่มีผู้เช่าและกระแสเงินสดอยู่แล้ว อีกด้านหนึ่งคือเครื่องมือบริหารพอร์ตของบริษัท ที่ช่วยสร้าง Exit ให้สินทรัพย์เดิมและนำเงินทุนกลับเข้าสู่ธุรกิจ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทวันนี้(24 ก.ย.69) เงินบาทอ่อนค่าใกล้ 33.50 บาท รับดอลลาร์แข็ง

  • เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า เคลื่อนไหวเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อ
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี เป็นอีกแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์ในภูมิภาคและค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
  • สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และการปรับตัวลงของราคาทองคำ เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทเพิ่มเติม

ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (24 ก.ย. 2569) เปิดตลาดที่ระดับ 33.43-33.45 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดวันก่อนที่ 33.25 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทเคลื่อนไหวเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาท ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.11% สูงสุดรอบ 19 ปี

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคอ่อนค่าลงสวนทางกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น หลังตลาดได้รับแรงหนุนจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีท่าทีสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นของสหรัฐฯ เดือนกันยายนออกมาดีกว่าคาด

แรงกดดันต่อสินทรัพย์ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นถึง 15 จุดเบส หรือ 0.15% สู่ระดับ 5.11% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณแข็งแกร่งจากข้อมูล PMI เบื้องต้นเดือนกันยายน โดย US Composite PMI เพิ่มขึ้นสู่ 58.4 สูงสุดในรอบ 62 เดือน ขณะที่ PMI ภาคการผลิตอยู่ที่ 57.0 สูงสุดในรอบ 52 เดือน และ PMI ภาคบริการอยู่ที่ 58.7 สูงสุดในรอบ 59 เดือน

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อแนวโน้มที่ Fed อาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ ขณะเดียวกันกดดันค่าเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาท

KResearch ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติ เงินหยวนและเงินเยน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และยอดขายบ้านใหม่เดือนสิงหาคม

Krungthai เปิด 33.45 บาท ชี้ตะวันออกกลางดันน้ำมัน-เงินเฟ้อ

ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.25 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.24-33.47 บาท และเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้ที่ 33.30-33.60 บาทต่อดอลลาร์

ปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินบาทยังมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น ซึ่งลดโอกาสการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในระยะสั้น และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นทดสอบระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน ท่าทีของเจ้าหน้าที่ Fed ที่ย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยดัชนี DXY เคลื่อนไหวบริเวณ 101.2 จุด และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นทดสอบระดับ 5.12%

ทองคำย่อตัว กดดันเงินบาทผ่านฟันด์โฟลว์

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือการปรับตัวลงของราคาทองคำ โดยราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ลดลงมาอยู่บริเวณ 4,325 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำสปอตอยู่บริเวณ 4,287.7 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่าและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้น

การเคลื่อนไหวของราคาทองคำมีความสำคัญต่อเงินบาท เนื่องจากธุรกรรมซื้อขายทองคำของผู้ประกอบการไทยสามารถส่งผลต่อความต้องการซื้อขายเงินดอลลาร์ในตลาดปริวรรตเงินตรา ทำให้เงินบาทมีโอกาสเผชิญความผันผวนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวแรง

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกเข้าสู่ภาวะ Risk-off โดยดัชนี Dow Jones ลดลง 0.7% S&P 500 ลดลง 0.8% และ Nasdaq Composite ลดลง 1.1% จากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีตามการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป STOXX 600 ลดลง 0.4%

จับตาเงินเยน-หยวน และแรงขายดอลลาร์บริเวณ 33.50 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท โดยเฉพาะทิศทางเงินหยวน หลังตลาดจับตาผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความเคลื่อนไหวของเงินเยน ซึ่งล่าสุดอ่อนค่าทะลุระดับ 158 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ตลาดจับตาท่าทีของทางการญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเข้าแทรกแซงค่าเงินหรือการทำ Rate Check

นอกจากนี้ แรงขายเงินดอลลาร์จากกลุ่มผู้ส่งออกบริเวณแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทในระยะสั้น

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่ต้องติดตามใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯ ดัชนีภาวะธุรกิจของ Fed สาขาต่าง ๆ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed และผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7 ปี รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนี และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE

Krungthai มอง Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง จับตาแนวรับ 33 บาท

ในระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม ก่อนคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2570 และจึงเริ่มทยอยลดดอกเบี้ย ซึ่งหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงตามผลของนโยบายการเงินที่เข้มงวด อาจเปิดทางให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ในระยะยาว

ด้านเทคนิคพบว่าเงินบาทในกรอบรายวันยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าจนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบรายสัปดาห์ยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าจนกว่าจะอ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ Krungthai มองว่าตลาดค่าเงินยังมีลักษณะ Two-way Risk สูง ผู้ประกอบการและนักลงทุนจึงควรติดตามความเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ น้ำมัน และฟันด์โฟลว์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นจุดที่ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ข้อมูลรั่วใครรับผิดชอบ? เช็กระบบไอที-อีเมล รับมือเส้นตาย 72 ชม.

  • พบข้อมูลรั่วไหล องค์กรต้องแจ้ง PDPC ภายใน 72 ชั่วโมง
  • อีเมลไม่ใช่แค่ระบบไอทีพื้นฐาน เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญทั้งกฎหมาย บุคลากร ลูกค้า และเอกสารองค์กร
  • ก่อนต่ออายุระบบต้องตอบ 3 คำถาม เปลี่ยนระบบใช้เวลานานแค่ไหน ข้อมูลอะไรโอนย้ายได้ และใครมีอำนาจลงมือเมื่อเกิดเหตุ
  • ความรับผิดชอบยังอยู่ที่องค์กร ต้องรู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน ใครควบคุม และนำหลักฐานออกมาได้เร็วแค่ไหน

เมื่อกรอบเวลา PDPA กำหนดชี้ขาดการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง ‘ระบบอีเมล’ และ ‘บริการคลาวด์’ จึงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณหรือประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่คือประเด็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ทุกองค์กรต้องตอบให้ชัดทันทีว่า… “ข้อมูลของเรา ใครเป็นผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริง”

แอนโทนี แชดด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ บริษัท Zimbra เปิดมุมมองว่า ธุรกิจไทยที่ใช้บริการอีเมลและระบบไอทีจากภายนอกยังคงต้องรับผิดชอบข้อมูลขององค์กร

โดยเฉพาะเมื่อ PDPA กำหนดกรอบแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยบนคลาวด์ของ สกมช. กำหนดให้สามารถระบุแหล่งจัดเก็บและผู้รับผิดชอบข้อมูลได้อย่างชัดเจน

เมื่อบทสนทนาเกี่ยวกับข้อมูลระดับองค์กรในประเทศไทยเปลี่ยนไป จากเดิมที่ทีมจัดซื้ออาจพิจารณาว่าระบบมีค่าใช้จ่ายเท่าไร และทำอะไรได้บ้าง

องค์กรจึงต้องพิจารณาคำถามที่ซับซ้อนขึ้นควบคู่กัน ทั้งใครเป็นผู้ให้บริการระบบ กฎหมายใดที่ใช้บังคับ และเมื่อหน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาตรวจสอบ องค์กรสามารถให้คำตอบหรือจัดเตรียมข้อมูลได้รวดเร็วเพียงใด

แม้กฎระเบียบ 2 ประการที่กำหนดมาตรฐานด้านข้อมูลและความปลอดภัยจะมุ่งใช้กับหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และผู้ให้บริการหรือคู่ค้าของหน่วยงานเหล่านี้ แต่หลักคิดสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงองค์กรกลุ่มดังกล่าว

ภายใต้กฎระเบียบทั้งสองฉบับ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าผู้ให้บริการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยหรือไม่ แต่อยู่ที่องค์กรสามารถจัดทำเอกสารระบุได้ชัดเจนและแม่นยำหรือไม่ว่า ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบข้อมูลดังกล่าว

‘อีเมล’ จุดเสี่ยงที่ต้องรู้ว่าใครคุม

ประเด็นเหล่านี้มีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อพิจารณาถึงระบบอีเมล ซึ่งมักถูกมองเป็นเพียงบริการสาธารณูปโภคด้านไอที มากกว่าจะเป็นระบบธุรกิจที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล

องค์กรจำนวนมากจัดสรรงบประมาณ ต่ออายุบริการ และตรวจสอบระบบอีเมลในลักษณะเดียวกับระบบเครือข่ายสำนักงาน ทั้งที่ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจที่มีความละเอียดอ่อนขององค์กรจำนวนมากเกี่ยวข้องกับอีเมล ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสำหรับคณะกรรมการ คำแนะนำทางกฎหมาย เรื่องบุคลากร หรือคำสั่งจากลูกค้า

ขณะที่ระบบธุรกิจส่วนใหญ่มักมีผู้รับผิดชอบและมาตรการควบคุมที่ชัดเจน แต่อีเมลครอบคลุมการใช้งานของแทบทุกแผนก ทำให้ความรับผิดชอบอาจกระจายอยู่ระหว่างฝ่ายไอที ฝ่ายความปลอดภัย ฝ่ายกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และฝ่ายปฏิบัติการ

โครงสร้างดังกล่าวอาจดำเนินไปได้ตามปกติ จนกระทั่งเกิดสถานการณ์ที่องค์กรต้องตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับระบบอีเมลภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด

’72 ชั่วโมง’ แรก ชี้ชะตา หลังข้อมูลรั่ว

การควบคุมระบบมีความสำคัญอย่างมากในช่วงชั่วโมงแรก ๆ หลังตรวจพบเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล เพราะเป็นช่วงที่เริ่มนับกรอบเวลา และคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์จะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ทั้งข้อมูลใดถูกเปิดเผย เกิดขึ้นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อใด และองค์กรดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

กรอบเวลา 72 ชั่วโมงตาม PDPA เริ่มนับตั้งแต่วินาทีที่ตรวจพบการละเมิดข้อมูล ไม่ใช่เมื่อมีผู้เข้ามาตรวจสอบในภายหลัง

หากองค์กรไม่มีความสามารถในการมองเห็นและไม่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานเหนือระบบอีเมลและระบบสื่อสารของตัวเอง อาจต้องพึ่งพาผู้ให้บริการในการตรวจสอบ ระบุ และรับมือกับเหตุการณ์ ตั้งแต่การรอให้ผู้ให้บริการตรวจพบปัญหา อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ไปจนถึงการดำเนินการแก้ไข

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่องค์กรต้องติดตั้งและดูแลเซิร์ฟเวอร์ด้วยตัวเอง แต่อยู่ที่สามารถตอบได้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ควบคุมระบบอีเมล และบุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวสามารถดำเนินการได้รวดเร็วเพียงใด

โดยทั่วไป คำถามนี้อาจไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างจริงจังจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ เช่น การตรวจสอบ (Audit) เหตุการณ์ด้านความปลอดภัย (Incident) หรือการต่ออายุบริการ (Renewal)

ในจำนวนนี้ การตรวจสอบและเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอาจเกิดขึ้นโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แต่การต่ออายุบริการเป็นช่วงเวลาที่องค์กรสามารถกำหนดและเตรียมตัวล่วงหน้าได้

‘3 คำถาม’ ก่อนต่ออายุระบบเมล

การต่ออายุบริการเป็นช่วงเวลาที่องค์กรสามารถทบทวนเรื่องความเป็นเจ้าของการควบคุม การสนับสนุน และการกำกับดูแลข้อมูลได้ โดยเฉพาะในองค์กรที่ไม่ได้ทบทวนประเด็นเหล่านี้อย่างจริงจังมาหลายปี ก่อนลงนามต่ออายุสัญญา มี 3 คำถามที่ควรตอบให้ชัดเจน

1. หากต้องเปลี่ยนระบบจริง จะใช้เวลานานแค่ไหน?

องค์กรส่วนใหญ่ไม่เคยวัดเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากไม่สามารถตอบได้ ก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าการเปลี่ยนระบบเป็นทางเลือกที่ทำได้จริงหรือไม่ และหากไม่สามารถย้ายออกจากระบบเดิมได้ อำนาจในการต่อรองกับผู้ให้บริการก็จะมีข้อจำกัด

2. อะไรสามารถโอนย้ายได้ และอะไรไม่สามารถโอนย้ายได้?

ข้อความอีเมลสามารถย้ายจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งได้ แต่ข้อมูลหรือหลักฐานที่ต้องเก็บไว้เพื่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบจะต้องถูกโอนไปด้วย

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลมักต้องการตรวจสอบ ไม่ว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่บนแพลตฟอร์มใด ความรับผิดชอบในการจัดเก็บและนำส่งข้อมูลเมื่อถูกเรียกตรวจยังคงอยู่ที่องค์กร

3. เมื่อเกิดปัญหา ใครมีอำนาจในการดำเนินการ?

คำถามไม่ได้มีเพียงว่า “ต้องติดต่อใคร” แต่ต้องถามว่า “ใครมีอำนาจในการลงมือดำเนินการ”

คำตอบจะกำหนดว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ องค์กรสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ด้วยตัวเองได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องรอให้ผู้ให้บริการแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการ

คำถามทั้ง 3 ข้อไม่ได้หมายความว่าองค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการ เพราะหลังจากทบทวนอย่างจริงจังแล้ว องค์กรส่วนใหญ่ยังสามารถเลือกใช้ผู้ให้บริการรายเดิมต่อไปได้

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากการพิจารณาความเสี่ยงและเงื่อนไขต่างๆ อย่างรอบคอบ แทนที่จะเลือกใช้ระบบเดิมต่อไปโดยอัตโนมัติ

แชดด์ระบุว่า กฎระเบียบด้านข้อมูลในประเทศไทยมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น สิ่งที่องค์กรต้องสามารถตอบได้อย่างชัดเจนคือ “ข้อมูลของเรามีใครรับผิดชอบ” พร้อมมีหลักฐานยืนยันได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ผู้ตรวจสอบหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถามซ้ำ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เอาใจชาวออฟฟิศกับประโยคภาษาอังกฤษ 20 ประโยค ที่เอาไว้ใช้ตอนประชุมกับเพื่อนร่วมงานได้เลย

ประโยคภาษาอังกฤษสำหรับเริ่มการประชุม ขอให้ช่วยอธิบายอีกครั้งและขอบคุณ

  • Good morning / afternoon
    (สวัสดีตอนเช้า / สวัสดีตอนบ่าย)
  • Sorry I didn’t quite hear that, can you say it again?
    (ขอโทษครับ/ค่ะ ไม่ค่อยได้ยินเลย รบกวนพูดใหม่อีกครั้งได้ไหมครับ / คะ)
  • Let’s begin
    (มาเริ่มกันเลยดีกว่า)
  • I don’t fully understand what you mean. Could you explain it from a different angle?
    (ฉันไม่ค่อยเข้าใจเลย รบกวนยกตัวอย่างอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ไหมครับ / คะ)
  • Thank you for attending
    (ขอบคุณทุกคนที่เข้าร่วมประชุม)
  • Could you explain to me how that is going to work?
    (คุณช่วยอธิบายให้ฟังหน่อย ว่ามันจะได้ผลยังไง)
  • Since everyone is here, let’s get started
    (ทุกคนมากันครบแล้ว เรามาเริ่มประชุมกันเลย)
  • Just to be clear, do you mean…
    (แค่อยากได้ความชัดเจนว่าคุณหมายถึง…)
  • I’d like to welcome everyone here today
    (ขอต้อนรับทุกคนที่เข้าร่วมประชุมวันนี้)
  • Just to clarify are you saying that…
    (เพื่อความเข้าใจตรงกัน คุณหมายถึง…)
  • That is a really good comment
    (นั่นเป็นความคิดเห็นที่ดีมาก)

ประโยคคำถามภาษาอังกฤษเพื่อขอทราบความคิดเห็น ประโยคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการสรุปการประชุม

  • Are there any more comments?
    (มีความเห็นอะไรเพิ่มเติมมั้ยครับ / คะ?)
  • To summarize then, let me just run through what we’ve agreed here
    (ขอสรุปอย่างรวดเร็วอีกครั้งเกี่ยวกับข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันนะครับ / นะคะ)
  • What do you think about this proposal?
    (คุณคิดว่าข้อเสนอนี้เป็นอย่างไรบ้าง?)
  • Before we end, let me just summarize the three main points
    (ก่อนจะจบการประชุม ฉันขอสรุปสามประเด็นหลักของการประชุมนะครับ / นะคะ)
  • Are there any areas of this project we are not thinking about?
    (มีส่วนไหนของโครงการนี้ที่เราลืมนึกถึงไปบ้างหรือเปล่า?)
  • To sum up what I’ve presented…
    (เพื่อสรุปเกี่ยวกับเรื่องที่ฉันได้นำเสนอไปนั้น…)
  • Sorry, would you mind if I asked a suggestion about this project?
    (ขอโทษครับ / ค่ะ จะเป็นอะไรหรือเปล่า ถ้าฉันจะถามถึงคำแนะนำเกี่ยวกับโครงการนี้?)
  • That brings me to the end of my presentation, thank you everyone for listening
    (มาถึงตอนท้ายของการนำเสนอกันแล้ว ขอขอบคุณทุกคนที่ฟังผม/ดิฉันพูดในวันนี้)
  • I’d like to welcome everyone here today
    (ขอต้อนรับทุกคนที่เข้าร่วมประชุมวันนี้)

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


โปรแกรมเอเชียนเกมส์ 2026 ประจำวันที่ 24 ก.ย. 69 ถ่ายทอดสดช่องไหนบ้าง?

การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 (Asian Games 2026) ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 10 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569

โปรแกรมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569

เทบิลเทนนิส
เวลา : 07:50 น. ประเภทบุคคล รอบสอง (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ AIS Play)
เวลา : 15:45 น. ประเภททีมหญิง รอบชิงชนะเลิศ (ถ่ายทอดสด : T Sports 7 และ AIS Play)

มวยสากล
เวลา : 07:50 น. ประเภทชาย รอบแรก (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ AIS Play)
เวลา : 14:55 น. ประเภทหญิง รอบแรก (ถ่ายทอดสด : ไทยรัฐ TV ช่อง 32 และ AIS Play)

ยกน้ำหนัก
เวลา : 11.50 น. ประเภทชาย รุ่นน้ำหนัก 60 กก. กลุ่มเอ (ถ่ายทอดสด : ONE31 และ AIS Play)

เซปักตะกร้อ
เวลา : 12:00 น. ประเภททีมชุดหญิง รอบรองฯ (ถ่ายทอดสด : T Sports 7 และ AIS Play)

ว่ายน้ำ
เวลา : 15:00 น. รอบชิงชนะเลิศ (ถ่ายทอดสด : T Sports 7 และ AIS Play)

บาสเกตบอล 3×3
เวลา : 15:45 น. ประเภทหญิง รอบแบ่งกลุ่ม (ถ่ายทอดสด : PPTV ช่อง 36 และ AIS Play)

กรีฑา
เวลา : 15:45 น. วิ่ง 100 เมตร ชาย/หญิง รอบคัดเลือก (ถ่ายทอดสด : PPTV ช่อง 36 และ AIS Play)
เวลา : 19:00 น. วิ่ง 200 เมตร, สัตตกรีฑาหญิง (ถ่ายทอดสด : T Sports 7 และ AIS Play)
เวลา : 19:00 น. วิ่ง 10,000 เมตร หญิง, วิ่งผลัด 4×400 เมตร ทีมผสม (ถ่ายทอดสด : T Sports 7 และ AIS Play)

สำหรับช่องทางชมถ่ายทอดสดเอเชียนเกมส์ 2026 แฟนกีฬาสามารถติดตามชม และเชียร์การถ่ายทอดสดได้ทาง NBT, T Sports 7, Monomax Sports, MCOT HD, ONE31, ไทยรัฐ TV ช่อง 32 และ PPTV ช่อง 36

ส่วนหากอยากรับชมแบบจัดเต็มตลอดการแข่งขัน และมีความคมชัดสูง Full HD สามารถสมัครบริการ AIS PLAY ที่จะรับหน้าที่ถ่ายทอดสดตลอดทั้งวันในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ ทั้งหมด 17 ช่อง แบ่งเป็น 3 ช่องพากย์ไทย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ขยาย ‘ชุดตรวจคัดกรองโรคไต’ สู่ร้านยา 3,000 แห่งทั่วไทย รู้เร็ว ป้องกันได้

  • การป่วยเป็นโรคไตไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่มันคือพายุทางเศรษฐกิจที่ซัดถล่มทั้งครอบครัว 
  • ชุดตรวจคัดกรองโรคไต สำหรับตรวจหาไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ด้วยตนเองและทราบผลภายในประมาณ 5 นาที
  • นวัตกรรมที่ดีจะไร้ความหมายหากเข้าไม่ถึงมือประชาชน นี่คือจุดที่เครือข่ายร้านยากว่า 3,000 แห่ง และแพลตฟอร์ม Arincare เข้ามาเชื่อมต่อภาพรวมให้สมบูรณ์

”โรคไต“ เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูป และอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ตลอดจนการสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารที่อาจส่งผลกระทบต่อไต และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง

ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 175,928 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน

จากห้องแล็บสู่ร้านยา! นาโนเทค สวทช. ผนึก อรินแคร์ดัน “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสประชาขนเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไต ทราบผลภายใน 5 นาที หนุนต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมไทยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงและสร้างตลาดได้อย่างยั่งยืน

“ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นวัตกรรมใกล้บ้าน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผนึกกำลัง บริษัทอรินแคร์ จำกัด ผู้พัฒนา Digtal Pharmacy Platform ของไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ นวัดกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่ประชาชน เชื่อม “นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน” ตั้งเป้า 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงการคัดกรองโรคไต หนุนต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมไทยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงและสร้างตลาดได้อย่างยั่งยืน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า นโยบายของนาโนเทคให้ความสำคัญกับการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพให้ก้าวพ้นจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยทำงานเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ ไปจนถึงการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ความร่วมมือกับอรินแคร์ครั้งนี้จึงเป็นการเติมเต็มอีก ส่วนสำคัญของเส้นทางนวัตกรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการแล้ว เชื่อมต่อ กับช่องทางตลาดและเครือข่ายร้านยาที่มีอยู่จริง เพื่อให้นวัตกรรมสุขภาพของไทยมีโอกาสเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“เป้าหมายของการวิจัยและพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีที่ดี แต่ต้องทำให้นวัตกรรมนั้นเดินทางไปถึงผู้ใช้และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้จริง” ดร. ภญ. อุรชา กล่าว

ตรวจคัดกรองโรคไตด้วยตนเอง รู้ผลภายใน5 นาที

โรคไตเรื้อรัง อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและการตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การมีเครื่องมือคัดกรองที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ จึงเป็นอีกกลไกที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนตระหนักและเฝ้าระวัง สุขภาพของตนเอง ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการสร้าง “เส้นทางให้นวัตกรรมไทยไปถึงประชาชน” ผ่านกลไกของผู้ประกอบการและร้านยาชุมชน ซึ่งเป็นจุดบริการสุขภาพที่อยู่ใกล้ประชาชนในชีวิตประจำวัน โดยสอดคล้องกับเป้าหมายของแผนงานที่ต้องการขยายจุดจำหน่ายชุดตรวจโรคไตให้ครอบคลุม 3,000 แห่งภายในปี 2569

ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจ สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเป็นหนึ่งในผลงานที่เกิดจากการต่อยอดงานวิจัย “AL-Strip” โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งพัฒนาเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับตรวจหาไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ด้วยตนเองและทราบผลภายในประมาณ 5 นาที นับเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาต่อยอดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเฝ้าระวังสุขภาพมากขึ้น

“แผนงาน Battle นวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid Test) ของ สวทช. มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีชุดตรวจจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างช่องทางสู่ตลาด สำหรับชุดตรวจคัดกรองโรคไต ได้เกิดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการไทย 3 ราย และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Kitnee, KidnyCheck และ RenAcc ก่อนเดินหน้าสู่ระยะต่อไป คือการสร้างช่องทางให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านร้านยาชุมชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้นวัตกรรมสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วางจำหน่าย แต่ต้องสร้างกลไกที่เอื้อให้เกิดการใช้งานจริงและการสั่งซื้อซ้ำในระยะยาว” ดร.เดือนเพ็ญย้ำ

ทำไมชุดตรวจนี้ถึงเป็นจุดเปลี่ยน?

  • ทราบผลไว: รู้ผลใน 5-15 นาที ไม่ต้องรอผลแล็บข้ามคืน
  • แม่นยำด้วยค่า Cut-off: กำหนดจุดตัดสินใจที่ 20 mg/mL ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมในการคัดกรองเบื้องต้น
  • Point of Care: เปลี่ยนการตรวจจากโรงพยาบาลมาเป็น Home Use หรือการตรวจที่ร้านยาใกล้บ้าน ลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายแฝง

เมื่อ “ร้านยาใกล้บ้าน” กลายเป็นปราการด่านแรก และ Ecosystem ที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ขยายสู่ร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ 

นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ Co-Founder & CEO บริษัท อรินแคร์ จำกัด กล่าวว่า อรินแคร์มีโครงสร้าง พื้นฐานด้าน Digital Pharmacy ที่เชื่อมโยงระบบจัดการสินค้า เภสัชกร และเครือข่ายร้านขายยาเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ประชาชนผ่านเครือข่ายร้านยาทั่วประเทศได้อย่างเป็นระบบ

เฮลท์แคร์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ซึ่งการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้ดำเนินการเพียงร้านยา แต่รวมถึงนวัตกร เชื่อมต่อจากร้านยา เรามีความมุ่งมั่นว่าร้านยาไทย เภสัชกรไทยต้องมีเครื่องมือก้าวทันในระดับโลก รวมถึงการดึงพาสเนอร์สำคัญทางเทคโนโลยีมาทำงานร่วมกันเพื่อส่งผลดีต่อร้านยา และเภสัชกร เรามีเภัชกรมากกว่า 12,000 ราย มีร้านยามากกว่า 6,000 แห่ง 

สำหรับความร่วมมือกับนาโนเทคครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์หนึ่งเข้าสู่ร้านยา แต่คือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปเชื่อมต่อกับตลาดและผู้ใช้งานจริง โดยใช้ทั้งเครือข่ายร้านยา ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว อรินแคร์ตั้งเป้าช่วยขยายช่องทางจำหน่ายให้ประชนชนเข้าถึงชุดตรวจคัดกรองโรคไตไปยังร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือสำหรับเภสัชกรในการสื่อสารและให้คำแนะนำแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน ระบบ MedEx จะช่วยรองรับการกระจายสินค้าและการสั่งซื้อจากร้านยา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าสู่ตลาดและมีช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

“เราอยากเห็นนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดจากการพัฒนาของคนไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่ห้องแล็บหรือเป็นเพียงงานวิจัย แต่สามารถไปถึงประชาชนและถูกนำไปใช้จริง ผ่านร้านยาที่อยู่ใกล้บ้านโดยมีเภสัชกรแนะนำ” นายธีระกล่าว

เมื่อค่าล้างไตแพงกว่าค่าครองชีพ

การป่วยเป็นโรคไตไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่มันคือพายุทางเศรษฐกิจที่ซัดถล่มทั้งครอบครัว ข้อมูลจากระบบสาธารณสุขระบุว่า ค่ารักษาพยาบาลต่อคนต่อปีสูงถึง 200,000 บาท และที่น่าตกใจคือ งบประมาณที่รัฐต้องจ่ายเพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 15,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

การ “รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา” จึงเป็นกลยุทธ์ที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะสร้างภาระงานมหาศาลให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนอยู่แล้ว ยังหมายถึงการสูญเสียต้นทุนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้

ธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่า 11 ล้านคน และตอนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบไปที่ระบบบริการ อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ และผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบ

ขณะที่อุปสรรคของการลดจำนวนผู้ป่วยโรคไต เกิดจากประชาชนขาดความตระหนักรู้  หรือรู้แล้วแต่มองว่าโรคยังไม่เกิด เนื่องจากระยะเริ่มต้นของโรคไตมักไม่แสดงอาการ ทำให้ประชาชนไม่ตรวจคัดกรอง รวมทั้งการเดินทางมายังหน่วยบริการ เพราะหน่วยบริการไกล ทำให้ไม่อยากไปรพ. มีปัญหาค่าใช้จ่าย อีกทั้งประชาชนยังติดเรื่องความสะดวกสบาย ถ้าไม่เอาปัญหาและอุปสรรคเป็นตัวตั้งจะไม่สามารถแก้ได้ ต้องสร้างความตระหนักรู้ ประชาชนเข้าถึงการบริการได้เร็ว ลดจำนวนผู้ป่วย มีความเข้าใจโรคมากขึ้น

ค่ารักษาพยาบาล จำนวนผู้ป่วยโรคไต 1 คน หากใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจะปีละ 2 แสนบาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังมีค่าเดินทาง ผู้ดูแล อุปกรณ์ทางการแพย์ที่มีความจำเป็น ไปเพิ่มภาระงานให้แก่รพ. และบุคลากรทางการแพทย์  และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ

“ผมเป็นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมา 20 ปี และต้องอยู่กับเครื่องฟอกไตถึง 13 ปี ในช่วงเวลานั้นผมทุกข์และทรมานมาก ผมต้องตกงาน สูญเสียรายได้ และท้ายที่สุดครอบครัวก็แตกแยก ทุกอย่างพังทลายลงเพราะคำว่าไตวายเพียงคำเดียว นี่คือชีวิตจริงที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องเผชิญ” ธนพลธ์ กล่าว

นวัตกรรมสัญชาติไทย ไม่ต้องรอคิวโรงพยาบาล

ในโลกที่เทคโนโลยีต้องเดินหน้าเพื่อช่วยชีวิตคน นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไตเบื้องต้นจาก สวทช. (NSTDA) กลายเป็นอีกหนึ่งความหวังที่ถูกออกแบบมาให้ “ตรวจง่ายเหมือนโควิด” แต่เปลี่ยนจากการสวอปจมูกมาเป็นการตรวจจาก ปัสสาวะ แทน

ในมุมมองเชิงเทคนิค นวัตกรรมนี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจหา โปรตีนอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในเลือดที่ตามปกติแล้วไตจะทำหน้าที่กรองไว้ไม่ให้รั่วไหลออกมา หากตรวจพบอัลบูมินในปัสสาวะ นั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่า “ไตของคุณเริ่มรั่ว” และมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว

นวัตกรรมที่ดีจะไร้ความหมายหากเข้าไม่ถึงมือประชาชน นี่คือจุดที่เครือข่ายร้านยากว่า 3,000 แห่ง และแพลตฟอร์ม Arincare เข้ามาเชื่อมต่อภาพรวมให้สมบูรณ์ โดยใช้ระบบ Cloud และ Marketplace X ในการจัดการ Supply Chain ให้ชุดตรวจกระจายไปถึงชุมชนในราคาที่เข้าถึงได้และไม่ขาดแคลน

แต่หัวใจสำคัญยิ่งกว่าเทคโนโลยีคือ “เภสัชกรชุมชน” ที่จะทำหน้าที่สร้างแรงกระเพื่อมแห่งความตระหนักรู้ หรือการทำให้คนไข้เกิดความ “เอ๊ะ” ต่อพฤติกรรมเสี่ยงของตนเอง

ที่สำคัญ แพลตฟอร์มของอรินแคร์ยังเข้ามาแก้ปัญหา “Referral Gap” หรือช่องว่างของการส่งต่อ ข้อมูลจากร้านยาจะถูกเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัล (หรือผ่าน MOU ในระดับพื้นที่) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อตรวจเจอผลเป็นบวก คนไข้จะถูกส่งตัวเข้าสู่ระบบสาธารณสุขเพื่อวินิจฉัยโดยแพทย์ทันที ไม่ใช่แค่ตรวจเจอแล้วปล่อยให้เขากังวลใจอยู่เพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม เรามักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย” แต่สำหรับโรคไต เราต้องตระหนักเพิ่มขึ้นอีกว่า “ไตเสียแล้วเสียเลย” (Permanent Damage) อวัยวะนี้ไม่มีปุ่ม Undo เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว มีเพียงการชะลอไม่ให้พังไปมากกว่าเดิมเท่านั้น

นวัตกรรมชุดตรวจและเครือข่ายร้านยาใกล้บ้านในวันนี้ คือ “เครื่องมือ” ที่ยื่นโอกาสให้คุณได้รู้ตัวก่อนจะสายเกินไป แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นที่ตัวเราเองการลดเค็ม การระวังการใช้ยาแก้ปวด และการไม่เพิกเฉยต่อสัญญาณเล็กๆ จากร่างกาย เพื่อให้เราไม่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลข 11 ล้านคนในวันข้างหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


มีติดบ้านไว้ก็ดี “ดาวเรือง” ดอกไม้ธรรมดา แต่มีประโยชน์ที่หลายคนไม่เคยรู้

เมื่อพูดถึง “ดอกดาวเรือง” หลายคนอาจนึกถึงดอกไม้สีเหลืองสดที่นิยมปลูกประดับบ้าน ใช้ในงานมงคล หรือปลูกเพื่อความสวยงาม แต่ความจริงแล้วดาวเรืองเป็นพืชที่มีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกเพื่อช่วยจัดการสภาพแวดล้อมรอบบ้าน

หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมานานคือ การปลูกดาวเรืองเพื่อช่วยไล่งู เนื่องจากมีกลิ่นเฉพาะตัวจากสารประกอบในพืช จึงมีความเชื่อว่ากลิ่นของดาวเรืองอาจช่วยรบกวนงูและสัตว์บางชนิดได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันว่า ดาวเรืองสามารถป้องกันหรือไล่งูได้โดยตรง

ดาวเรืองมีประโยชน์อะไรบ้าง?

1. ช่วยดึงดูดแมลงที่เป็นประโยชน์
ดอกดาวเรืองมีสีสันสดใสและสามารถดึงดูดแมลงบางชนิดให้เข้ามาในบริเวณสวน จึงมักถูกนำมาปลูกเป็นไม้ประดับร่วมกับพืชชนิดอื่น เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับพื้นที่ปลูก

2. มีสารประกอบที่มีกลิ่นเฉพาะตัว
ดาวเรืองมีสารประกอบในกลุ่มน้ำมันหอมระเหยและสารธรรมชาติหลายชนิด จึงมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ คุณสมบัตินี้ทำให้ดาวเรืองถูกนำไปศึกษาและใช้ประโยชน์ในด้านการจัดการแมลงและศัตรูพืชในบางรูปแบบ

3. นิยมปลูกในสวนเพื่อช่วยจัดการศัตรูพืช
ดาวเรืองเป็นพืชที่นิยมปลูกร่วมกับพืชผักและไม้ดอกชนิดอื่น เพราะมีสารบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการรบกวนศัตรูพืชและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน จึงมักถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสวนหรือการปลูกพืชแบบผสมผสาน

4. ปลูกง่ายและออกดอกสวย
ดาวเรืองเป็นไม้ดอกที่ดูแลไม่ซับซ้อน ต้องการแสงแดดเพียงพอและดินที่ระบายน้ำได้ดี จึงเหมาะสำหรับปลูกบริเวณบ้าน ริมรั้ว หรือพื้นที่ว่างในสวน นอกจากช่วยเพิ่มสีสันแล้ว ยังเป็นไม้ดอกที่สามารถออกดอกได้ต่อเนื่องเมื่อได้รับการดูแลเหมาะสม

แล้วดาวเรืองช่วย “ไล่งู” ได้จริงหรือไม่?

ประเด็นนี้ควรแยกออกจากความเชื่ออย่างชัดเจน แม้จะมีการบอกต่อกันว่ากลิ่นของดาวเรืองช่วยไล่งูได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นเพียงพอที่จะยืนยันว่า การปลูกดาวเรืองเพียงอย่างเดียวสามารถป้องกันงูไม่ให้เข้าบ้านได้

หากต้องการลดโอกาสที่งูจะเข้าบ้าน ควรเน้นการจัดสภาพแวดล้อมรอบบ้านร่วมด้วย เช่น ตัดหญ้าไม่ให้รก เก็บกองไม้หรือวัสดุที่เป็นแหล่งหลบซ่อน ปิดช่องหรือรอยต่อที่งูอาจเลื้อยเข้ามา และควบคุมหนูหรือสัตว์ขนาดเล็กที่อาจเป็นแหล่งอาหารของงู

สรุป

ดาวเรืองจึงไม่ใช่เพียงไม้ดอกสีเหลืองสวยที่ปลูกเพื่อประดับบ้านเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติและสารประกอบตามธรรมชาติที่ทำให้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านการจัดสวนและการจัดการศัตรูพืช อีกทั้งยังปลูกง่ายและช่วยเพิ่มสีสันให้บริเวณบ้านได้เป็นอย่างดี

ส่วนเรื่องการใช้ดาวเรืองเพื่อ “ไล่งู” แม้จะเป็นความเชื่อที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย แต่ยังไม่ควรใช้แทนวิธีป้องกันงูที่ได้ผลจริง ดังนั้น หากมีพื้นที่รอบบ้านเหลือ การปลูกดาวเรืองถือเป็นตัวเลือกที่ดีในแง่ไม้ประดับและการทำสวน แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะช่วยกันงูได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 24/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a67,600.0067,800.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,370.0066,249.2068,600.00
ทองรูปพรรณ 90%3,933.0059,624.28n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,496.0052,999.36n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,966.5029,812.14n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,529.5023,187.22n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,528.5068,652.06n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.9439.9440.4439.9439.9439.9439.9439.9439.94
แก๊สโซฮอล์ 9139.5739.5740.0739.5739.5739.5739.5739.5739.57
แก๊สโซฮอล์ E2034.9434.9435.1434.94–34.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ E8530.8830.88––––––30.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9548.93––49.26–49.4349.08–48.93
ดีเซล41.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.44
ดีเซล B2036.4436.4436.4436.44–36.4436.4436.4436.44
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า