สาระน่ารู้ประจำวันที่ 25 กันยายน 2569

ผังเมืองใหม่ พลิกเกมที่ดินกรุงเทพฯ รับ 5 เมกะเทรนด์พัฒนาเมือง

  • ร่างผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกศักยภาพที่ดินให้สอดรับกับ 5 เมกะเทรนด์การพัฒนาเมือง และการขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้า
  • มีการปรับสีผังเมืองใน 24 ทำเลสำคัญ โดยเพิ่มพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) และสีแดง (พาณิชยกรรม) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาตามแนวรถไฟฟ้า
  • ใช้มาตรการจูงใจให้เอกชนสามารถสร้างพื้นที่อาคารได้เพิ่มขึ้น (FAR Bonus) แลกกับการจัดทำพื้นที่สาธารณประโยชน์ เช่น สวนสาธารณะ หรือทางเชื่อมรถไฟฟ้า
  • ยกเลิกแผนการสร้างถนน 420 สายเพื่อลดผลกระทบจากการเวนคืน และลดข้อกำหนดที่จอดรถรอบสถานีรถไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน

 เมื่อโครงข่ายรถไฟฟ้าขยายเมืองออกสู่ชานเมือง “ผังเมือง” กำลังเปลี่ยนจากข้อจำกัดการพัฒนา สู่เครื่องมือปลดล็อกมูลค่าที่ดินครั้งใหม่ กรุงเทพฯ ปรับสีผัง 24 ทำเลสำคัญ เพิ่มความยืดหยุ่นการพัฒนา พร้อมวางแรงจูงใจให้เอกชนสร้างเมืองตอบโจทย์ 5 เมกะเทรนด์แห่งอนาคต

 กรุงเทพฯ กำลังเดินทางเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการพัฒนาเมือง เมื่อโครงข่ายระบบรางไม่ได้หยุดอยู่เพียงใจกลางเมือง แต่ค่อยๆ แตกแขนงออกสู่พื้นที่ชานเมือง “ทำเล” จึงไม่ได้วัดกันเพียงระยะห่างจากศูนย์กลางอีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อ การเข้าถึงบริการ และคุณภาพชีวิตที่พื้นที่นั้นมอบให้ได้

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังบีบให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับวิธีคิด จากเดิมที่เน้น “ขายพื้นที่” ไปสู่การสร้าง “คุณค่าการใช้ชีวิต” ขณะเดียวกัน กลไกสำคัญอย่างผังเมืองก็ต้องขยับตาม เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินสอดรับกับโครงสร้างเมืองที่กำลังเปลี่ยนไป

5 เมกะเทรนด์ เปลี่ยนโจทย์พัฒนาเมือง

 สิทธิพล กุสุมอรัญญา รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร เผยว่า ภาพใหญ่ของการพัฒนาเมืองในระยะต่อไปถูกขับเคลื่อนด้วย 5 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ 1.เมืองรอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development),2. เมือง 15 นาที  ( 15-Minute City )3. เมืองส่งเสริมสุขภาพ( Healthy City)4. เมืองยั่งยืนที่รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ(Climate Resilience&ESG) และ5.การทำงานแบบยืดหยุ่น (Hybrid Work)

 ทั้ง 5 แนวโน้มไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปแบบเมือง แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจลงทุน ตั้งแต่การเลือกทำเล การออกแบบโครงการ ไปจนถึงการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์คนเมือง

ผังเมืองฉบับใหม่ ปลดล็อก 24 ทำเลศักยภาพ

ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 10 คือการปิดประกาศเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดรับคำร้องจากประชาชน หัวใจสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้ คือการทบทวนการใช้ประโยชน์ที่ดินใน 24 บริเวณสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาให้สอดคล้องกับโครงข่ายคมนาคมและทิศทางการเติบโตของเมือง คาดว่าจะสามารถประกาศใช้กลางปี2570

“ภาพรวมพบการเพิ่มพื้นที่ สีส้ม ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง และพื้นที่สีแดงซึ่งเป็นพื้นที่พาณิชยกรรมมากขึ้น ขณะที่มีการลดพื้นที่สีเขียวลายลง เพื่อเปิดทางให้การใช้ประโยชน์ที่ดินมีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

ดอนเมือง-หลักสี่ รับแรงส่งรถไฟฟ้า

 หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือพื้นที่ ดอนเมืองและวงเวียนหลักสี่ ซึ่งมีการปรับพื้นที่สีเหลืองเป็นสีส้ม พร้อมขยายพื้นที่สีแดง เพื่อรองรับศักยภาพจากโครงข่ายรถไฟฟ้าที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางและการพัฒนาเมือง เมื่อระบบรางกลายเป็นแกนกลางของการเดินทาง ความสามารถในการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีจึงมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในมิติที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และกิจกรรมเมือง

ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เพิ่มพื้นที่สร้าง จาก 1.5 เป็น 3 เท่า

 อีกทำเลที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้าซึ่งมีการปรับพื้นที่จากสีเหลืองเป็นสีส้ม ส่งผลให้สัดส่วนพื้นที่ก่อสร้างเพิ่มขึ้นจาก 1.5 เท่าเป็น 3 เท่า ขณะเดียวกัน ยังมีการปรับพื้นที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออกบางส่วน จากพื้นที่สีเขียวลายเป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้สามารถพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝดได้ ภายใต้เงื่อนไขของการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังใหม่

อโศกมนตรี-คลองเตย เปิดโจทย์ใหม่ใจกลางเมือง

 สำหรับพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ การปรับผังเมืองก็มีนัยสำคัญเช่นกัน โดย ย่านอโศกมนตรีถูกยกระดับเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก เพื่อรองรับการพัฒนาอาคารแนวสูง สอดรับกับศักยภาพของพื้นที่ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนสำคัญ ขณะที่ คลองเตยมีการปรับสีผังเพื่อรองรับทิศทางการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือคลองเตยในอนาคต สะท้อนการเตรียมผังเมืองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่

 ลดถนน 420 สาย ลดแรงกดดันเวนคืน

 ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เพิ่มพื้นที่พัฒนา” แต่ร่างผังเมืองใหม่ยังทบทวนโครงข่ายคมนาคมขนส่ง โดยถอนแนวถนนที่ประชาชนไม่เห็นด้วยออกจากผัง ส่งผลให้จำนวนสายถนนตามผังลดลงจาก 1,316 สาย เหลือ 896 สาย หรือหายไป 420 สาย แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน และทำให้โครงข่ายถนนสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่มากขึ้น

ให้สิทธิสร้างเพิ่ม แลกพื้นที่สาธารณะ

 อีกกลไกที่น่าจับตาคือการใช้ “แรงจูงใจ” เป็นเครื่องมือสร้างเมือง โดยกำหนดสิทธิให้ผู้พัฒนาสามารถเพิ่มพื้นที่อาคารได้สูงสุด 20-25%ใน 10 กรณี หากโครงการจัดให้มีพื้นที่สาธารณประโยชน์ตามเงื่อนไขที่กำหนดตั้งแต่สวนสาธารณะริมน้ำ พื้นที่รองรับน้ำ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ไปจนถึงทางเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า

 แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของผังเมืองจากการ “กำหนดว่าอะไรสร้างได้หรือไม่ได้” ไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตของเมือง

จัดรูปแปลงที่ดิน เพิ่มความยืดหยุ่นการพัฒนา

 ขณะเดียวกัน ยังมีการนำมาตรการ จัดรูปแปลงที่ดินขนาดใหญ่ มาใช้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบโครงการ ทำให้การพัฒนาที่ดินสามารถวางผังพื้นที่และโครงสร้างโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อผนวกกับมาตรการด้านพื้นที่อาคารและพื้นที่สาธารณะ กลไกดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่อาจเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ

ลดที่จอดรถ 25% ดันเมืองรอบสถานี

 อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือการลดข้อกำหนดที่จอดรถลง 25%ในพื้นที่รัศมี 500 เมตรรอบสถานีหลัก 20 แห่งมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบราง และสอดรับกับแนวคิดเมืองที่ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเมืองรอบสถานีและเมืองที่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ในระยะเดิน

จากผังเมืองสู่ แพลตฟอร์มสร้างเมือง

 ทิศทางของร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงการขยับเส้นสีบนแผนที่ แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการเมืองครั้งสำคัญจากการกำหนดข้อจำกัดการใช้ที่ดิน สู่การสร้างเงื่อนไขให้ที่ดินแต่ละทำเลสามารถตอบรับโครงข่ายรถไฟฟ้า การใช้ชีวิตของคนเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ของเมืองยุคใหม่จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ที่ดินแปลงนี้สร้างอะไรได้ เท่านั้น แต่กำลังขยับไปสู่คำถามว่า ที่ดินแปลงนี้จะสร้างคุณค่าอะไรให้กับเมืองและคนที่อยู่รอบข้างได้บ้างนี่อาจเป็นแก่นสำคัญของการปลดล็อกศักยภาพที่ดินกรุงเทพฯ ในยุคที่เมืองไม่ได้ขยายเพียงในเชิงพื้นที่ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


วิกฤติ ‘AI Slop’ ปนเปื้อนการศึกษา ถึงเวลาพาเด็กออกจากจอ แล้วกลับสู่โลกความจริง

  • AI Slop คือคอนเทนต์คุณภาพต่ำจำนวนมหาศาลที่สร้างจาก AI ซึ่งกำลังกลายเป็น “ขยะทางปัญญา” ที่ปนเปื้อนในแวดวงการศึกษาและกัดเซาะกระบวนการคิดวิเคราะห์ของเด็ก
  • การพึ่งพาคำตอบสำเร็จรูปจาก AI มากเกินไป ทำให้ผู้เรียนเสี่ยงต่อการได้รับข้อมูลเท็จหรือแหล่งอ้างอิงปลอม (Hallucinations) และทำให้ทักษะการกลั่นกรองข้อมูลลดลง
  • ข้อเสนอแนะสำคัญคือการพาเด็กออกจากหน้าจอ เพื่อกลับไปสัมผัสประสบการณ์และทำกิจกรรมในโลกความจริง ซึ่งช่วยสร้างตัวตนที่แท้จริง (Authenticity) และเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง
  • ประสบการณ์จริงช่วยพัฒนาทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ เช่น ประสาทสัมผัสที่ครบถ้วน (Multi-sensory Learning) ความอดทน และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft Skills)

คุณทอย กษิดิศ สตางค์มงคล ผู้ก่อตั้งเพจ DataRockie และที่ปรึกษา บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ จำกัด ได้กล่าวเป็นข้อคิดแก่คุณครู ผู้ปกครอง ไว้ว่า

“ครูและนักการศึกษา ต้องเลิกตื่นเต้นกับการสร้างสื่อ สร้างรายงาน หรือ สไลด์ที่สวยงามแต่กลวงเปล่า แล้วหันมาวัดคุณค่าที่ กระบวนการคิด (Proof of Process) ความคิดที่ตกผลึก และประสบการณ์ตรงของตนเอง ผู้ปกครองต้องพาลูกออกจากจอที่เต็มไปด้วย AI Slop แล้วกลับมาสัมผัสโลกจริง กิจกรรมจริง เพื่อไม่ให้สมองเด็กชินชาต่ออาหารขยะทางปัญญา นักเรียนต้องรู้ทันว่า AI เป็นเพียง ‘ผู้ช่วย’ แต่สิ่งที่ทำให้ตัวเรามีราคาและโดดเด่น คือ เรื่องเล่าจริง ประสบการณ์จริง และตัวตนของเรา เพราะผมเชื่อว่า ในยุคที่ใครๆ ก็สร้าง AI Slop ขึ้นมาได้อย่างมหาศาล ความจริงแท้ (Authenticity) และเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง คือสิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดที่มนุษย์จะมอบให้แก่กันได้ครับ”

AI Slop คืออะไร

ช่วงนี้เวลาเราเปิดดูฟีดโซเชียล ยูทูบ ไม่ว่าจะคลิปสั้น หนังแนวตั้ง พอดแคสต์ บทความ หรือแม้แต่สไลด์นำเสนอ เรามักจะเห็นงานที่ดู “เนียน สวย เพอร์เฟกต์” เต็มไปหมด จนหลายคนหลงคิดว่านี่คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ต้องทำตาม…แต่ในความเป็นจริง โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “AI Slop”

หลายคนอาจยังไม่คุ้นกับคำนี้ AI Slop (เอไอ สล็อป) คือคำศัพท์แสลงที่ใช้เรียก “ขยะดิจิทัล” หรือคอนเทนต์คุณภาพต่ำจำนวนมหาศาล ที่ถูกผลิตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) โดยขาดความตั้งใจ ความหมาย ไร้ความประณีต ขาดบริบทจริง และ ไม่ได้ผ่านความคิดสร้างสรรค์ที่ตกผลึกทางความคิด คนสร้างแค่กดปุ่มสั่งป้อนคำสั่งไม่กี่วินาที แล้วปล่อยให้อัลกอริทึมดันขึ้นมาแย่งเวลาชีวิตและความสนใจของผู้คนคำนี้ถูกเปรียบเปรยให้มีนัยเชิงลบคล้ายกับคำว่า “สแปม” (Spam)

ลักษณะเด่นของ AI Slop ได้แก่

– เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ถูกผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อหวังยอดวิว ยอดคลิก ค่าโฆษณา หรือปั่นอัลกอริทึมโซเชียลมีเดีย

– ไร้สาระและซ้ำซาก เช่น ภาพจำพวกสัตว์ประหลาดแปลกๆ ที่มีความสมจริงหลอนๆ (เช่น ภาพกุ้งผสานรูปพระเยซูบน Facebook) บทความบล็อกที่กลวงโบ๋ไม่อิงข้อเท็จจริง หรือวิดีโอสั้นคลิปสัตว์กินอาหารแบบมูมมามผิดธรรมชาติ

– เกลื่อนกลาดบนอินเทอร์เน็ต เริ่มพบเห็นได้ทั่วไปตามผลการค้นหาเว็บ ฟีดโซเชียลมีเดีย หนังสืออีบุ๊กราคาถูก ไปจนถึงความคิดเห็นปลอมๆ บนโลกออนไลน์

AI Slop กำลังกลายเป็น “ขยะทางความคิด” ในการศึกษา

โดยนักวิชาการและสื่อระดับสากลเริ่มใช้คำว่า AI Slop หรือ “การปนเปื้อนของข้อมูล” (Information Pollution) เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาและการค้นคว้าวิจัยอย่างกว้างขวางประเด็นสำคัญที่บทความและงานวิจัยเหล่านี้พูดถึง ได้แก่

– การกัดเซาะกระบวนการคิดวิเคราะห์ (Cognitive Offloading) บทความในสื่อจิตวิทยาและการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า การที่นักเรียนหรือผู้เรียนพึ่งพาคำตอบสำเร็จรูปจาก Generative AI มากเกินไป (โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง) ทำให้ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการกลั่นกรองข้อมูลลดลงอย่างน่า

– การแพร่ระบาดของข้อความลวงและอ้างอิงปลอม (Hallucinations & Fake Citations):มีรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารและแพลตฟอร์มวิชาการ (เช่น กรณีศึกษาเกี่ยวกับสื่อการสอนวิทยาศาสตร์และบทความวิชาการ) ระบุว่า AI มักสร้างคำอธิบายที่ฟังดูน่าเชื่อถือแต่มีความผิดพลาดทางข้อเท็จจริง หรือแม้กระทั่งการ “กุแหล่งอ้างอิงงานวิจัยปลอมขึ้นมาเอง” ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับนักศึกษาและนักวิจัยที่นำไปอ้างอิงต่อ

ปกป้องเยาวชน จาก AI Slop ด้วยการพาเยาวชนไปสัมผัสโลกความเป็นจริง

ประโยคอมตะข้างต้นสะท้อนสัจธรรมในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์วิถีชีวิตอย่างรวดเร็วครับ การที่เราต้อง พาเยาวชนไปสัมผัสโลกความเป็นจริง (Real World Experiences) มากกว่าการปล่อยให้จมดิ่งอยู่กับโลกดิจิทัลและ AI Slop นั้น เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพัฒนาการของเด็กๆ ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้

1.การสร้าง “ตัวตนและเรื่องเล่าแท้จริง” (Authenticity) หากเด็กเติบโตมากับการบริโภคข้อมูลปลอมหรือข้อมูลสำเร็จรูปจาก AI สมองของพวกเขาจะกลายเป็นเพียง “ทางผ่าน” ของข้อมูล โดยไม่มีความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ประสบการณ์จริง ความผิดพลาดจริง และความพยายามจริงๆ ของเด็กแต่ละคน คือ “วัตถุดิบชั้นดี” ที่หล่อหลอมให้พวกเขามีเรื่องเล่า มีมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ และมี “ความจริงแท้ (Authenticity)” ในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขายืนหยัดและมีคุณค่าอย่างโดดเด่นในยุคที่ทุกอย่างถูกปลอมแปลงได้ด้วย AI

2.สัมผัสโลกแห่งความจริงฝึกฝน “ประสาทสัมผัสครบถ้วน” (Multi-sensory Learning) การเสพคอนเทนต์ผ่านหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสั้นหรือภาพจาก AI กระตุ้นการทำงานเพียงแค่สายตาและหูในลักษณะรับฝ่ายเดียว (Passive) แต่โลกจริงเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัส กลิ่น รสชาติ แรงสัมผัสทางกาย และการเคลื่อนไหว (Kinesthetic) เช่น การจับดินเหนียว การเดินป่า การทำอาหาร หรือการซ่อมแซมสิ่งของ ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยสร้างเส้นใยประสาทในสมองที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าการมองภาพแบนๆ บนหน้าจอ

3.การสร้างภูมิคุ้มกันต่อ “ความสุขฉาบฉวย หรือ การสนองความอยากทันที” (Instant Gratification) ปัญหาจาก AI Slop : คอนเทนต์ขยะในโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาเพื่อป้อนโดปามีน (Dopamine) ให้สมองอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้เด็กสมาธิสั้น เบื่อง่าย และทนทำอะไรระยะยาวไม่ได้ ในโลกความเป็นจริง เราต้องอาศัย “ความพยายาม ความอดทน และเวลา” (เช่น การปลูกต้นไม้แล้วรอวันโต การทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนที่ต้องถกเถียงกัน) สิ่งเหล่านี้สอนให้เด็กเรียนรู้ความผิดหวัง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และคุณค่าของความสำเร็จที่ไม่ได้มาเพียงแค่ปลายนิ้วคลิก

4.พัฒนา “ทักษะทางสังคมและอารมณ์” ที่ AI แทนที่ไม่ได้ (EQ & Soft Skills) โลกออนไลน์ทำให้มนุษย์ปฏิสัมพันธ์กันผ่านตัวอักษรและหน้าจอ ซึ่งขาดมิติของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) การอ่านภาษากาย และการประนีประนอม การพาเด็กออกไปเผชิญสถานการณ์จริง วิ่งเล่น ทำกิจกรรมอาสาสมัคร หรือพูดคุยสื่อสารกับผู้คนหลากหลายวัย จะหล่อหลอมให้พวกเขามีทักษะชีวิต ความฉลาดทางอารมณ์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่หุ่นยนต์หรือ AI ไม่มีวันเลียนแบบได้

กล่าวโดยสรุป การปกป้องเยาวชนจาก AI Slop (คอนเทนต์ขยะ ข้อมูลไร้คุณภาพ รูปภาพบิดเบี้ยว หรือวิดีโอปั๊มซ้ำที่สร้างด้วย Generative AI อย่างรวดเร็วแต่ไร้สาระ เพื่อปั๊มยอดวิวและรายได้) ถือเป็นโจทย์สำคัญในยุคดิจิทัล เนื่องจากเด็กและเยาวชนยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์เท่าทันสื่อ (Critical Thinking) และอาจซึมซับข้อมูลที่ผิดเพี้ยน บิดเบือน หรือคอนเทนต์มึนงง (Brain Rot) จนส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและสมาธิได้

ในแวดวงการศึกษาปัจจุบัน จึงควรเริ่มให้ความสำคัญกับการสอน Critical Thinking หรือทักษะการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแยกแยะระหว่าง “ความรู้ที่แท้จริง” กับ “ขยะทางความคิดที่สร้างโดย AI” ได้อย่างปลอดภัย

ในวันที่ทุกคนเข้าถึง AI ได้ใกล้เคียงกัน ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครใช้เครื่องมือเก่งกว่าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และตั้งคำถามได้ดีกว่า

AI ช่วยหาคำตอบได้ แต่การตั้งคำถามและตัดสินใจ ยังต้องเป็นของเรา

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 161 จุด น้ำมันพุ่ง-ยีลด์ 10 ปีทะลุ 5.13% ตลาดผวาเฟดขึ้นดอกเบี้ย

  • ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดลบ 161.61 จุด จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.133% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่สามในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และทำให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้บั่นทอนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

  • ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 51,349.98 จุด ลดลง 161.61 จุด หรือ -0.31%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,704.13 จุด ลดลง 1.90 จุด หรือ -0.02%
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,939.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.34 จุด หรือ +0.01%

ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 2.7% ปิดที่ 94.61 เหรียญ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้น 3.4% ปิดที่ 106.60 เหรียญ/บาร์เรลในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงันในตะวันออกกลาง 

หลังจากมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของกลุ่มโอเปก

ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยราคาน้ำมัน

นักวิเคราะห์จาก U.S. Bank Wealth Management ระบุว่า ภาวะการซื้อขายในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยราคาน้ำมัน และภาวะเงินเฟ้อที่จะมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยนี้กำลังส่งผลกระทบไปทั่วทั้งตลาดทุน

นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรส่งผลให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งโดยทั่วไปมักตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.440% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2547 

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.133% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2550

หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.02% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุลดลง 1.01% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.92% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้น 0.65% 

หุ้น AI ปรับตัวผสมผสาน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ปรับตัวผสมผสาน โดยหุ้น Microsoft ลดลง 0.5% และหุ้น Broadcom ร่วงลง 1.3% ขณะที่หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) พุ่งขึ้น 2.4%

หุ้น Meta Platforms พุ่งขึ้น 4.5% หลังจากบริษัทเปิดตัว Muse Charm อุปกรณ์พกพาสำหรับใช้พูดคุยสั่งงาน AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดมือถือ

หุ้น Oracle ร่วงลง 3.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทได้ส่งหนังสือแจ้งเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐนิวเม็กซิโก ขณะที่หุ้น Blue Owl ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าว ร่วงลงเช่นกัน

บรรยากาศการซื้อขายยังถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้น 0.25% ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ภายหลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย โดยแอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ระบุว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล

ไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ระบุว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกก่อนสิ้นปีนี้

ล่าสุดนักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 69% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 41.7% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นักลงทุนยังคงติดตามการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยคาดว่าผู้นำทั้งสองจะมุ่งเน้นการพูดคุยเชิงสัญลักษณ์ และอาจมีสาระสำคัญค่อนข้างน้อยในประเด็นเรื่อง AI, การค้า, ไต้หวัน และสงครามในตะวันออกกลาง

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


GISTDA เปิดภาพถ่ายดาวเทียม พื้นที่เสี่ยงสูงน้ำท่วมขัง 25 ก.ย.69

  • GISTDA เปิดเผยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ณ วันที่ 25 ก.ย. 69 พบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังระดับสูง (สีแดง) ขยายวงกว้างในหลายภูมิภาค
  • พื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง ครอบคลุมหลายจังหวัด เช่น นครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี ไปจนถึงปทุมธานีและนนทบุรี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างเผชิญความเสี่ยงสูงเช่นกัน โดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ที่มีมวลน้ำขังเป็นบริเวณกว้าง
  • GISTDA เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสีแดงให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA นำเทคโนโลยีจากดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ มาใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศไทยแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชั่น “เช็คน้ำ” โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 08.38 น. ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่ได้รับผลกระทบและพื้นที่เสี่ยงภัยจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง 

ภาคกลาง-เหนือล่างเสี่ยงน้ำท่วมสูง กระทบหลายจังหวัด

สถานการณ์น้ำท่วมขังภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง พบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ขยายวงกว้างอย่างน่าเป็นห่วง โดยปรากฏครอบคลุมหลายจังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ยาวลงมาถึงปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังพบสัญญาณแจ้งเตือนอันตรายและจุดน้ำขังบนผิวถนนกระจายตัวในเส้นทางสำคัญหลายจุด 

เตือนภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ พบจุดเสี่ยงแดง-เหลืองกระจายทุกภาค

ภาพรวมทั้งประเทศและการเชื่อมโยงสถานการณ์ปัจจุบัน ภาพรวมระดับประเทศแสดงให้เห็นถึงจุดแจ้งเตือนภัย (สัญลักษณ์สีเหลือง) และจุดอันตราย (สัญลักษณ์สีแดง) ที่กระจายตัวตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ไปจนถึงภาคใต้ 

เตือนอีสานตอนล่างเสี่ยงน้ำท่วมสูง มวลน้ำขังวงกว้าง 4 จังหวัด

ภาคอีสานตอนล่างจมมวลน้ำขังตามแนวลุ่มน้ำ ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพถ่ายจากดาวเทียมชี้ให้เห็นกลุ่มพื้นที่เสี่ยงมาก (สีแดง) หนาแน่นในบริเวณภาคอีสานตอนล่าง ครอบคลุมจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด มวลน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

แนะปชช.ในพื้นที่เสี่ยงสีแดงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด 

GISTDA เน้นย้ำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สีแดง (เสี่ยงมาก) และพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ทางน้ำไหล ติดตามการอัปเดตข้อมูลสภาพอากาศและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังการเดินทางในจุดที่มีน้ำขังผิวถนน และเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง ตลอดจนเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงและยานพาหนะไปยังพื้นที่ปลอดภัย

เช็กสถานการณ์น้ำทั่วไทย แจ้งเตือนพื้นที่น้ำท่วมเรียลไทม์

GISTDA แนะประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ที่มัดรวมข้อมูล อาทิ คาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่ง จากสถานีตรวจวัดระดับน้ำ ,ระบบแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ ,เช็กปริมาณฝนและสภาพอากาศในพื้นที่ได้ทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ปิดเกมไม่มีปัญหา! ทีมชุดหญิงไทย อัด เกาหลีใต้ 2-0 คว้าทองตะกร้อเอเชียนเกมส์ 2026

การแข่งขันเซปักตะกร้อ ประเภททีมชุดหญิง รอบชิงชนะเลิศ ในศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569

ทีมตะกร้อชุดหญิงไทย ที่เก็บชัยมารวด ลงสนามพบกับ เกาหลีใต้ ที่พัฒนาการเล่นได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลังจนกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญในระดับนานาชาติ

ผลการแข่งขันปรากฎว่า ทีมเอ ทีมไทย ส่ง นิภาภรณ์ สลุบพล, มัสยา ดวงศรี และ วิไลวรรณ โคตรพรม ลงสนาม ก่อนเอาชนะไปได้ 2-0 เซต (15-13 และ 15-5)

ทีมบี ทีมไทย ส่ง แก้วใจ พุ่มสว่างแก้ว, อติกานต์ คงแก้ว และ รัศมี ทองโสด ซึ่งก็ปิดเซตเอาชนะไปได้ 2-0 เซต (15-7 และ 15-6) ทำให้เอาชนะไปได้ 2-0 คู่ คว้าเหรียญทอง มาครองได้สำเร็จ

จากความสำเร็จของ ตะกร้อชุดหญิงไทย ในครั้งนี้ทำให้ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ คว้าเหรียญทอง 5 สมัยติดต่อกัน และถือเป็นเหรียญทองสมัยที่ 7 ในเอเชียนเกมส์ อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


วิจัยญี่ปุ่นชี้ “กินเมนูนี้” แค่สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็เพิ่มเสี่ยงเสียชีวิต 1.52 เท่า!

เตือนสายราเมน! งานวิจัยญี่ปุ่นพบ กินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงเสียชีวิตที่สูงขึ้น

ราเมน เป็นหนึ่งในเมนูอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมที่หลายคนชื่นชอบ แต่การกินบ่อยเกินไปอาจต้องระวังมากขึ้น หลังมีงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ในการรับประทานราเมนกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต โดยพบว่า ผู้ที่กินราเมนตั้งแต่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีแนวโน้มพบความเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้นประมาณ 1.52 เท่า

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่โดย เวย์น (หยาง ซื่อเหว่ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร ผ่านเพจ “韋恩的食農生活” โดยอ้างถึงงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการกินราเมนกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

งานวิจัยศึกษาคนกว่า 6,700 คน

การศึกษานี้เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยยามากาตะ และ มหาวิทยาลัยโภชนาการจังหวัดโยเนซาวะ โดยเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 6,725 คน เพื่อวิเคราะห์ว่าความถี่ในการรับประทานราเมนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือไม่

ผลการวิเคราะห์พบประเด็นที่น่าสนใจหลายข้อ โดยผู้ที่รับประทานราเมนเป็นประจำ หรือประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงกว่า รวมถึงพบพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

กินราเมน 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ พบแนวโน้มความเสี่ยงสูงขึ้น 1.52 เท่า

เมื่อนักวิจัยนำปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ มาปรับในการวิเคราะห์แล้ว พบว่า ภาพรวมของการศึกษาไม่ได้แสดงความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ในกลุ่มที่รับประทานราเมนตั้งแต่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป กลับพบแนวโน้มว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.52 เท่า

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มย่อย ยังพบแนวโน้มดังกล่าวชัดเจนขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 70 ปี กลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์ และกลุ่มที่รับประทานน้ำซุปมากกว่าครึ่งหนึ่งของชาม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวควรตีความอย่างระมัดระวัง เพราะงานวิจัยเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการกินกับความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่า การกินราเมนเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เสียชีวิต และยังมีปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรมอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องด้วย

นักวิจัยชี้ จุดที่ต้องระวังคือ “โซเดียม”

ราเมนถือเป็นอาหารที่มีความผูกพันกับวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่น และสามารถรับประทานได้อย่างมีความสุข แต่หนึ่งในประเด็นที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ ปริมาณเกลือหรือโซเดียม โดยเฉพาะในน้ำซุปและเครื่องปรุงที่อาจทำให้ได้รับโซเดียมในปริมาณสูง หากรับประทานเป็นประจำ

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเลิกกินราเมน แต่ควรให้ความสำคัญกับ ความถี่และวิธีการรับประทาน เช่น ไม่ดื่มน้ำซุปจนหมดชาม และควรรับประทานอาหารให้หลากหลายควบคู่กับการดูแลสุขภาพโดยรวม

สำหรับคนที่ชื่นชอบราเมน งานวิจัยนี้จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยเตือนให้ใส่ใจกับพฤติกรรมการกินมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำ เพราะความอร่อยในหนึ่งมื้ออาจไม่ใช่ปัญหา แต่ ความถี่และปริมาณที่สะสมในระยะยาว ต่างหากที่ควรใส่ใจ

หมายเหตุ: ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นการรายงานความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ได้ยืนยันว่าการรับประทานราเมนเป็นสาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิต

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


20 สำนวนภาษาอังกฤษยอดฮิตที่ไม่ควรแปลตรงตัว พร้อมความหมายที่แท้จริง

20 ตัวอย่างสำนวนภาษาอังกฤษ ยอดนิยมที่ห้ามแปลตรงตัว 

  1. Bite the bullet (กัดกระสุน) – ความหมาย: ต้องตัดสินใจทำสิ่งที่ยากและยอมรับสถานการณ์ 
  2. Break a leg (หักขา) – ความหมาย: อวยพรคนที่จะแสดงละครหรือการแสดงต่าง ๆ 
  3. The ball is in your court (ลูกบอลอยู่ในสนามของคุณ) – ความหมาย: ความตัดสินใจอยู่ในมือคุณ 
  4. Don’t cry over spilled milk (อย่าร้องไห้เพราะนมที่หก) – ความหมาย: ไม่ควรเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วที่ไม่สามารถแก้ไขได้ 
  5. Hit the nail on the head (ตอกตะปูบนศีรษะ) – ความหมาย: พูดถูกตรงจุดเป้า 
  6. Piece of cake (ชิ้นส่วนของเค้ก) – ความหมาย: ง่ายมาก 
  7. Don’t put all your eggs in one basket (อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว) – ความหมาย: อย่าวางเดิมพันทุกอย่างในสิ่งเดียว 
  8. The early bird catches the worm (นกที่ตื่นเช้าจับหนอนได้) – ความหมาย: คนที่ทำงานเร็วจะได้รับโอกาสมากกว่า 
  9. A penny for your thoughts (เงินหนึ่งเพนนีสำหรับความคิดของคุณ) – ความหมาย: ถามคนอื่นความคิดหรือความรู้สึกของเขา 
  10. Cost an arm and a leg (เสียแขนและขา) – ความหมาย: แพงมาก 
  11. Don’t count your chickens before they hatch (อย่านับไก่ของคุณก่อนที่มันจะฟักออกมา) – ความหมาย: อย่าคาดหวังสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น 
  12. The straw that broke the camel’s back (ฟางที่หักหลังอูฐ) – ความหมาย: สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้สถานการณ์แย่ยิ่งขึ้น 
  13. Let the cat out of the bag (ปล่อยแมวออกจากถุง) – ความหมาย: ปล่อยข้อมูลหรือความลับออกมา 
  14. When pigs fly (เมื่อหมูบิน) – ความหมาย: สิ่งที่ไม่เป็นไปได้ 
  15. Spill the beans (ถั่วหก) – ความหมาย: ประกาศข้อมูลลับ 
  16. Don’t throw the baby out with the bathwater (อย่าโยนทารกออกไปพร้อมกับน้ำอาบ) – ความหมาย: อย่าทิ้งสิ่งที่ดีด้วยสิ่งที่ไม่ดี 
  17. You can’t judge a book by its cover (คุณไม่สามารถตัดสินหนังสือจากปกได้) – ความหมาย: ควรรู้จักคนหรือสิ่งของให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ 
  18. Break the ice (ทำลายน้ำแข็ง) – ความหมาย: สร้างความสบายใจในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นชิน 
  19. Cry wolf (หมาป่าร้องไห้) – ความหมาย: ปลอมปลงการบ่นร้อนหรือเรื่องฉุนเฉย 
  20. In the same boat (ลงเรือลำเดียวกัน) – ความหมาย: อยู่ในสถานการณ์เดียวกันหรือความยากลำบากร่วมกัน 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


เตือนภัยหน้าฝน “เห็ดพิษ” กินผิดอาจถึงชีวิต เช็กวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น

  • กรมควบคุมโรคเตือนภัยเห็ดพิษช่วงหน้าฝนซึ่งมีลักษณะคล้ายเห็ดกินได้ โดยปี 2569 พบผู้ป่วยแล้ว 3,269 ราย และเสียชีวิต 11 ราย
  • อาการเบื้องต้นหลังกินเห็ดพิษคือคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันทีพร้อมนำตัวอย่างเห็ดไปด้วย
  • แนะยึดหลัก “เห็ดไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน” และย้ำว่าความเชื่อพื้นบ้านในการทดสอบพิษเห็ด เช่น การใช้ช้อนเงินจุ่ม ไม่สามารถใช้ได้จริง

24 กันยายน 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีเห็ดป่าหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดีตามธรรมชาติทั้ง “เห็ดกินได้” และ “เห็ดกินไม่ได้” ขึ้นปะปนกัน ด้วยลักษณะของเห็ดบางชนิดที่คล้ายคลึงกันมากทำให้ประชาชนอาจเก็บมาขายหรือนำมาปรุงอาหารโดยไม่ตั้งใจ จึงมักพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษเป็นประจำทุกปี

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3,269 ราย เสียชีวิต 11 ราย อัตราตาย 0.036 ต่อประชากรแสนคน กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็น กลุ่มอายุ 50 – 59 ปี และกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ตามลำดับ

แบ่งตามเขตสุขภาพที่พบมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 10 รองลงมาเป็นเขตสุขภาพที่ 8 เขตสุขภาพที่ 9 เขตสุขภาพที่ 7 และเขตสุขภาพที่ 1 ตามลำดับ โดยภาพรวมสถานการณ์เห็ดพิษยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและกระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

อาการหลังได้รับพิษจากเห็ด

ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึงหลายชั่วโมงหลังกินเห็ดพิษ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารพิษ อาการอาจมีตั้งแต่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว และในบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ไตวาย ตับวาย จนเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติหลังกินเห็ด ควรรีบไปสถานพยาบาลใกล้บ้านให้เร็วที่สุด พร้อมแจ้งประวัติการกินเห็ด และหากเป็นไปได้ให้นำตัวอย่างเห็ดหรือภาพถ่ายเห็ดไปด้วย เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย และรักษาได้อย่างรวดเร็ว

ยึดหลัก “เห็ดไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน”

ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวแนะนำประชาชนให้ยึดหลัก “เห็ดไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน” โดยหลีกเลี่ยงการเก็บและกินเห็ดป่าที่ไม่คุ้นเคย และไม่เก็บเห็ดจากบริเวณที่มีการใช้สารเคมี เนื่องจากเห็ดสามารถสะสมสารพิษหรือสารเคมีในสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ ไม่ควรกินเห็ดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงไม่ควรกินเห็ดบางชนิดร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะจะกระตุ้นให้เกิดพิษได้

พร้อมเน้นย้ำว่า ความเชื่อพื้นบ้านในการทดสอบเห็ดพิษ เช่น การใช้ช้อนเงินจุ่ม การต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายดอกเห็ดแล้วสังเกตการเปลี่ยนสี ไม่สามารถใช้ได้จริง อีกทั้งสารพิษในเห็ดบางชนิดไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน จึงไม่ควรใช้สี กลิ่น หรือรูปร่างของเห็ด รวมถึงวิธีทดสอบพื้นบ้าน มาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าเห็ดชนิดใดกินได้

กรมควบคุมโรคขอย้ำว่า วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการเก็บและกินเห็ดป่าที่ไม่รู้จักหรือไม่สามารถยืนยันชนิดได้ ทั้งนี้ หากมีอาการสงสัยว่าได้รับพิษจากเห็ด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมนำตัวอย่างเห็ดหรือภาพถ่ายเห็ดไปให้แพทย์ประกอบการวินิจฉัย เพื่อการรักษาที่รวดเร็วและถูกต้อง 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 25/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a67,450.0067,650.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,360.0066,097.6068,450.00
ทองรูปพรรณ 90%3,924.0059,487.84n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,488.0052,878.08n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,962.0029,743.92n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,526.0023,134.16n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,518.1368,494.85n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 25/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.9439.9440.4439.9439.9439.9439.9439.9439.94
แก๊สโซฮอล์ 9139.5739.5740.0739.5739.5739.5739.5739.5739.57
แก๊สโซฮอล์ E2034.9434.9435.1434.94–34.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ E8530.8830.88––––––30.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9548.93––49.26–49.4349.08–48.93
ดีเซล41.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.44
ดีเซล B2036.4436.4436.4436.44–36.4436.4436.4436.44
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า