‘ภูเก็ต’ ฮับลงทุนฮอต ยีลด์เช่าบ้าน-วิลล่า-คอนโดพุ่ง บิ๊กดีเวลลอปเปอร์แห่ชิงดีมานด์

- ภูเก็ตยกระดับเป็นศูนย์กลางการลงทุนอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนค่าเช่า (Rental Yield) สูง โดยบ้านแนวราบในบางทำเลให้ผลตอบแทนกว่า 10% ขณะที่วิลล่าหรูให้ผลตอบแทน 6-8% ซึ่งสูงกว่าเมืองตากอากาศระดับโลก
- ตลาดเติบโตจากกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว เป็นบ้านพักตากอากาศ และเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า
- ผู้พัฒนารายใหญ่ เช่น แสนสิริ, เอสซี แอสเสท และศุภาลัย ต่างเร่งขยายการลงทุนในภูเก็ตเพื่อชิงดีมานด์ โดยเจาะตลาดหลากหลายตั้งแต่บ้านแนวราบ คอนโด ไปจนถึงวิลล่าหรู
ภูเก็ตยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ ตลาดบ้านแนวราบและวิลล่าลักชัวรี สร้างผลตอบแทนจากการเช่าโดดเด่น บางทำเลให้ Rental Yield สูงกว่า 10% ขณะที่แรงซื้อจากเศรษฐีต่างชาติและกำลังซื้อคนไทยหนุนตลาด ดึงดูดบิ๊กดีเวลลอปเปอร์ทั้ง แสนสิริ เอสซี แอสเสท ศุภาลัย เร่งขยายพอร์ตลงทุน ท่ามกลางโจทย์สำคัญ ราคาที่ดิน ซัปพลาย และความยั่งยืนของกำลังซื้อ
โดยตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งขับเคลื่อนด้วยภาคการท่องเที่ยว เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ ด้วยปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาว การย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ และกำลังซื้อระดับบนที่มองหาบ้านพักตากอากาศในเมืองท่องเที่ยวระดับโลก
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2569 ภูเก็ตมียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย 5,780 หน่วย เพิ่มขึ้น 14% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนกิจกรรมในตลาดที่ยังขยายตัว แม้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่มีความแตกต่างกันในแต่ละเซกเมนต์
จุดเปลี่ยนที่น่าจับตาคือ ตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคอนโดมิเนียมและวิลล่าระดับลักชัวรีอีกต่อไป! แต่เริ่มเห็นโอกาสในตลาดบ้านแนวราบ ทั้งทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ซึ่งมีความต้องการจากผู้ซื้อที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า

คนไทยแห่ซื้อเก็บค่าเช่าบ้านแนวราบยีลด์10%
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภูเก็ตยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการพัฒนาอสังหาฯ โดยเฉพาะเซกเมนต์บ้านแนวราบที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเข้าไปพัฒนาไม่มากนัก ทั้งที่มี Real Demand รองรับ และเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจากค่าเช่า หนึ่งในทำเลที่มีความน่าสนใจคือ “โซนเทพกระษัตรี” ซึ่งสร้าง Rental Yield จากการปล่อยเช่าบ้านได้มากกว่า 10% จากระดับราคาขายและค่าเช่าที่อยู่ในระดับจูงใจ
ตัวอย่างราคาที่อยู่อาศัยและค่าเช่าในตลาด ได้แก่ ทาวน์เฮ้าส์ราคา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้36,000 บาทต่อเดือน บ้านแฝดราคา 5-6 ล้านบาท ค่าเช่าเกือบ 50,000 บาทต่อเดือน บ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาท สร้างค่าเช่า 100,000 บาทต่อเดือน หากคำนวณผลตอบแทนจากค่าเช่ารายปีเทียบราคาซื้อ จะได้ Gross Rental Yield โดยประมาณ 14.4% สำหรับทาวน์เฮ้าส์ 10-12% สำหรับบ้านแฝด และ 12% สำหรับบ้านเดี่ยว ก่อนหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าบำรุงรักษา ภาษี และช่วงเวลาที่ไม่มีผู้เช่า
“แรงซื้อส่วนใหญ่ยังมาจากคนไทย ทั้งผู้ประกอบการในพื้นที่และนักลงทุนจากจังหวัดอื่นที่มองเห็นโอกาสของตลาดเช่า โดยมีชาวต่างชาติเป็นกลุ่มผู้เช่าสำคัญ โดยเฉพาะชาวสแกนดิเนเวียที่ต้องการพักอาศัยในบ้านและสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นมากกว่าการพักโรงแรม”
บ้านแนวราบยังมีความได้เปรียบด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการพักโรงแรมในกรณีเดินทางเป็นครอบครัวหรือเข้าพักระยะยาว เช่น ทาวน์เฮ้าส์ 2-3 ห้องนอน ค่าเช่าเดือนละ 36,000 บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 1,200 บาทต่อวัน ตอบโจทย์ผู้เช่าที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยและความเป็นส่วนตัว
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดเช่าภูเก็ต ไม่ได้มีเพียงความต้องการจากนักท่องเที่ยวระยะสั้น แต่ยังมีตลาดผู้พักอาศัยระยะยาวที่ช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แนวราบ
เมกะโปรเจกต์ปลุกคอนโดภูเก็ต
ไตรเตชะ กล่าวว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตจะมีความเสี่ยงด้านราคาที่ดินและซัปพลาย แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ทยอยเข้ามายกระดับไลฟ์สไตล์ของภูเก็ต อย่าง “ไอคอนภูเก็ต”
โดยหลังการเปิดตัวโครงการไอคอนภูเก็ต คอนโดมิเนียมของศุภาลัยซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่โครงการ 2 กิโลเมตร มียอดซื้อเพิ่มขึ้นถึง 40 ยูนิตภายในเดือนเดียว จากปกติที่ขายได้เฉลี่ย 5 ยูนิตต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นราว 8 เท่า! ปรากฏการณ์นี้สะท้อนบทบาทของเมกะโปรเจกต์ในการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดอสังหาฯ โดยรอบ โดยเฉพาะคอนโดที่ได้รับอานิสงส์
วิลล่าลักชัวรียีลด์เหนือเมืองตากอากาศระดับโลก
ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัยภูเก็ตมีแรงขับเคลื่อนจาก Real Demand ในระดับนานาชาติ ไม่ใช่เพียงการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ปัจจุบันสัดส่วนผู้ซื้อแบ่งเป็นคนไทย 70% ชาวต่างชาติ 30% โดยกลุ่มคนไทยมีทั้งเจ้าของธุรกิจในภูเก็ตและผู้ที่ย้ายเข้ามาทำงาน ส่วนกลุ่มต่างชาติ ประกอบด้วยมหาเศรษฐีที่ซื้อเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ ใช้เวลาพักอาศัยช่วงวันหยุดหรือหลบหนาว 3-4 เดือนต่อปี ก่อนปล่อยเช่าในช่วงเวลาที่ไม่ได้เข้าพัก สำหรับกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ สัญชาติที่มีสัดส่วนการซื้อสูง ได้แก่ รัสเซีย 31% จีน 12% และอิสราเอล 8%
“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูเก็ตได้รับความสนใจคือผลตอบแทนจากการลงทุน โดยเฉพาะทำเลศักยภาพอย่างบางเทาและเชิงทะเล สร้าง Net Rental Yield ได้ 6-8%”
ตัวอย่างวิลล่าลักชัวรีราคา 40 ล้านบาทต่อยูนิต หากปล่อยเช่าระยะยาวภายใต้สัญญา 1 ปี สร้างค่าเช่าได้ 300,000-400,000 บาทต่อเดือน ขณะที่การปล่อยเช่าระยะสั้น 3 เดือน อาจทำค่าเช่าได้สูงถึง 600,000-700,000 บาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองตากอากาศระดับโลกอย่างแซงต์-โตรเปซ์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมี Rental Yield 3-4.5% และโมนาโกที่อยู่ 1.5-2.5%
ภูเก็ตจึงน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดด้านต้นทุนที่ดินในเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งอยู่ในระดับสูงจนกดเพดานผลตอบแทน ขณะที่ภูเก็ตยังมีฤดูกาลท่องเที่ยวที่ยาวนาน โดยมีระยะเวลาการท่องเที่ยวที่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ถึง 10 เดือนต่อปี
เอสซี ปักหมุดบางเทาเปิดคอนโดใหม่
กนกอร หลิมกำเนิด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวสูงและลูกค้าต่างประเทศ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการใช้เงินลงทุนก้อนเดียวกันระหว่างกรุงเทพฯ กับภูเก็ต ตลาดภูเก็ตยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ จากข้อจำกัดด้านที่ดิน (Land Scarcity) ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ ทำให้พื้นที่พัฒนาโครงการในภูเก็ตมีจำกัด ไม่สามารถขยายออกไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขณะที่พื้นที่นอกเกาะ เช่น พังงา ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์การค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับพื้นที่ศูนย์กลางของภูเก็ต
เอสซี แอสเสท มีแผนเปิดตัวคอนโดใหม่ในปี 2570 โซนบางเทา ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบการลงทุนว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมทุนกับพันธมิตร (JV)
จุดขายสำคัญของโครงการคือทำเลติดหาด แม้ไม่ติดหน้าหาด แต่เป็นการเลือกที่ดินที่มีเอกลักษณ์ มีจุดดึงดูดในตัวเอง เพื่อสร้างความแตกต่างจากคอนโดทั่วไปในตลาด ด้านระดับราคาวางตำแหน่งเป็น Accessible Pricing เน้นความคุ้มค่า เข้าถึงได้ง่ายกว่าตลาดลักชัวรีระดับบนสุด แต่ไม่ใช่ตลาดแมสทั่วไป
“กลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วยชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและพักอาศัยในภูเก็ต (Expat) ลูกค้าท้องถิ่น รวมถึงฐานลูกค้าเดิมของเอสซีในกรุงเทพฯ ที่ต้องการซื้อบ้านพักตากอากาศหรืออสังหาฯ เพื่อการลงทุนระยะยาว ทำเลบางเทา มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก เป็นโอกาสทั้งการอยู่อาศัยและปล่อยเช่าจากดีมานด์เช่าจากตลาดต่างชาติเป็นแรงหนุน”
ภาพรวมการเคลื่อนไหวของศุภาลัย แสนสิริ และ เอสซี แอสเสท สะท้อนให้เห็นว่า ภูเก็ต กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ โดยแต่ละรายเลือกเจาะตลาดแตกต่างกัน ตั้งแต่บ้านแนวราบที่ตอบโจทย์ผู้เช่าระยะยาว วิลล่าลักชัวรี รองรับกลุ่มเศรษฐีต่างชาติ ไปจนถึงคอนโดในทำเลศักยภาพที่สร้างทั้งมูลค่าและรายได้จากการเช่า
หัวใจของการแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาโครงการให้มีความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแตกต่างด้านทำเล ราคา และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โซลาร์ภาคประชาชน…รัฐเปิดตลาด แต่ SME อาจไปไม่ถึงฝั่ง!

- รัฐบาลส่งเสริมโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยสนับสนุนเงินอุดหนุนครัวเรือนและเปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบ
- ผู้ประกอบการติดตั้งรายย่อย (SME) เผชิญอุปสรรคจากเงื่อนไขที่ต้องวางเงินค้ำประกันสูง และมีภาระผูกพันในการบำรุงรักษาระยะยาว
- เงื่อนไขดังกล่าวอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูงกว่า ทำให้ SME จำนวนมากอาจไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
*** เรื่องของพลังงานสะอาดถือเป็นหนึ่งในกระแสโลก (Mega Trend) ที่ควรได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะในวันที่ราคาพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และ ไฟฟ้า อยู่ในช่วงขาขึ้น จนกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลเตรียมผลักดัน “โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 จึงถือเป็นเรื่องดี ที่เจ๊เมาธ์เห็นด้วยอย่างยิ่ง!
แต่เจ๊เมาธ์มองว่า เรื่องนี้ยังมีอีกหลายมุมที่ต้องติดตาม เพราะการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาด ไม่ได้หมายความว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์รายย่อย หรือ SME ที่กำลังเผชิญข้อจำกัดจนบางรายเลือกไม่เข้าร่วมโครงการ
ตามรายละเอียดเบื้องต้น รัฐบาลเตรียมสนับสนุนเงินอุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท ตั้งเป้าหมาย 1 ล้านสิทธิ์ ครอบคลุมทั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์บนพื้นดิน และ โซลาร์ลอยน้ำ พร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารของรัฐ รวมถึงเปิดช่องทางให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย
ฟังดูแล้วประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็น่าจะมีโอกาสเติบโตตามไปด้วย แต่ปัญหาที่เจ๊เมาธ์อยากชวนให้มองต่อคือ เมื่อรัฐบาลประกาศเปิดสนามให้ทุกคนเข้ามาแข่งขัน เหตุใดผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วน กลับต้องถอยออกไปตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม?
ประเด็นแรก คือ หลักประกันทางการเงิน ซึ่งกลายเป็นภาระสำคัญของผู้รับเหมาติดตั้ง เพราะเงื่อนไขมาตรฐานสำหรับผู้ประกอบการ (Vendor) กำหนดให้ต้องจัดหาหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือ Bank Guarantee แบ่งเป็นเงินประกันผลงาน 50,000 บาทต่อหลัง ซึ่งจะได้รับคืนหลังส่งมอบงานตามเงื่อนไขภายใน 6 เดือน และเงินประกันด้านการติดตั้งและบำรุงรักษาอีก 10,000 บาทต่อหลัง ซึ่งมีระยะเวลาผูกพันยาวถึง 7 ปี
ประเด็นต่อมา คือ ความเสี่ยงด้านระยะเวลาดำเนินงาน โดยเฉพาะขั้นตอนการขออนุญาต ตรวจสอบระบบ และการขนานไฟเข้ากับระบบของการไฟฟ้า ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน หากล่าช้าเกินกรอบที่กำหนด ผู้รับเหมาก็เสี่ยงไม่ได้รับเงินประกันผลงานคืนตามกำหนด ทั้งที่ความล่าช้าบางส่วนไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ติดตั้งโดยตรง เรียกว่าผู้รับเหมาต้องรับความเสี่ยง แม้บางขั้นตอนจะไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองก็ตาม
ขณะที่เงินประกันด้านการติดตั้งและบำรุงรักษา 10,000 บาทต่อหลัง ซึ่งต้องผูกพันนานถึง 7 ปี ก็เป็นอีกต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ทั้งภาระดูแลระบบและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เมื่อเทียบกับอัตรากำไรของธุรกิจติดตั้งโซลาร์ระดับครัวเรือนแล้ว ไม่ใช่ทุกบริษัทจะเห็นว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยง
นี่จึงเป็นที่มาของเสียงสะท้อนว่า โครงการอาจเอื้อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีเงินทุนและสภาพคล่องสูงมากกว่ารายย่อย โดยมีข้อมูลระบุว่า SME อาจถอนตัว หรือ ไม่เข้าร่วมสูงถึงประมาณ 70% ซึ่งยังต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แต่ก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐไม่ควรมองข้าม เพราะหากรายเล็กแข่งขันไม่ได้ ตลาดที่ตั้งใจจะกระจายโอกาสให้ประชาชน ก็อาจกลายเป็นสนามของบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่รายไปเสียอย่างนั้น
ส่วนในมุมประชาชน เจ๊เมาธ์อยากให้พิจารณาความคุ้มค่าจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก บ้านที่มีคนอยู่ช่วงกลางวัน ใช้เครื่องปรับอากาศ หรือ ชาร์จรถยนต์ EV ในช่วงที่แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้ ย่อมมีโอกาสประหยัดค่าไฟมากกว่าบ้านที่ใช้ไฟช่วงกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ เพราะค่าไฟอยู่ที่ราว 4.30–4.50 บาทต่อหน่วย ขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินขายคืนได้เพียง 2.20 บาทต่อหน่วย การใช้ไฟที่ผลิตได้เองจึงคุ้มค่ากว่าการขายคืนอย่างชัดเจน
สำหรับตลาดหุ้นไทย บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์อย่าง GUNKUL, GULF และ SOLAR อาจได้รับโอกาสจากความต้องการติดตั้งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหาก SME ถอนตัว งานบางส่วนก็อาจไหลไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีเงินทุนและวงเงินค้ำประกันพร้อมกว่า
ขณะที่ COM7, HMPRO, GLOBAL และ DOHOME มีโอกาสต่อยอดรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์และแพ็กเกจติดตั้ง ส่วน KUMWEL และ ASEFA ก็อาจได้รับอานิสงส์จากความต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบประกอบการติดตั้งที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เจ๊เมาธ์มองว่า การอยู่ในธีมพลังงานสะอาดไม่ได้หมายความว่า ทุกบริษัทจะได้ประโยชน์เท่ากัน นักลงทุนต้องดูว่า บริษัทไหนมีโอกาสรับงานจริง และสามารถเปลี่ยนความต้องการที่เพิ่มขึ้น ให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้มากน้อยเพียงใด เพราะแค่มีชื่ออยู่ในธีมเดียวกัน ไม่ได้แปลว่า กำไรจะวิ่งเข้าหาเหมือนกันทุกบริษัท
เจ๊เมาธ์ไม่ได้มองว่า การที่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จากโครงการเป็นเรื่องผิด เพราะการลงทุนย่อมต้องมีผู้ประกอบการเข้ามารองรับตลาด แต่สิ่งที่รัฐบาลควรกลับไปทบทวนคือ เงื่อนไขการค้ำประกันที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ การขยายกรอบเวลาคืนหลักประกันในกรณีที่เกิดความล่าช้าจากหน่วยงานรัฐ ตลอดจนการลดภาระเงินทุนที่ไม่จำเป็นสำหรับ SME
เพราะหากรัฐบาลตั้งใจให้โซลาร์ภาคประชาชน เป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ในวงกว้าง ก็ควรเปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงตลาดได้จริง ไม่ใช่กระจุกอยู่กับคนที่มีทุนหนาพอจะเล่นตามกติกาเท่านั้นเจ้าค่ะ!
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 4 พ.ย.69 ‘ทรงตัว’ สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่แน่นอนสูง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า
- ปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินบาทคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
- เงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยคาดว่าวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.65-33.85 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.79 บาทต่อดอลลาร์) มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.65-33.85 บาทต่อดอลลาร์
แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) และการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ทว่า เงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงร้อนแรงขึ้น สะท้อนผ่านการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ที่สูงขึ้น สู่ระดับราว 7.5 ล้านตำแหน่ง และยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน (Factory Orders) ที่ขยายตัว +1.8%m/m/ ดีกว่าคาด โดยภาพดังกล่าวยังได้กดดันให้ ราคาทองคำพลิกกลับมาทยอยปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 3,920-3,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เสี่ยงทวีความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล้มเหลว
เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการนับคะแนนในบรรดาพื้นที่เขตการเลือกตั้งสำคัญ ที่อาจชี้ชะตาการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส เนื่องจากโดยปกติ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในช่วงแรก มักเกิดปรากฎการณ์ “Mirage” ที่คะแนนของผู้แทนจากพรรคการเมืองหนึ่ง เช่น Democrats อาจนำห่างจากพรรค Republicans ก่อนที่ผลการนับคะแนนจะพลิกกลับมาอีกข้าง เมื่อมีการนับคะแนนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่จะเห็นได้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล่าสุด
แม้ในช่วงระยะสั้น เงินบาทเสี่ยงผันผวนบ้าง ในช่วงผู้เล่นในตลาดรอลุ้นผลการเลือกตั้ง ทว่า หากผลการเลือกตั้งเป็นไปตามที่ผู้เล่นในตลาดคาด คือ พรรค Democrats จะกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส หรือแม้จะครองเสียงข้างมากได้แค่ในสภาผู้แทนฯ เราคงมุมมองเดิมว่า ภาพดังกล่าว กอปรกับ แนวโน้ม FED ใกล้จบการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลให้ เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก สอดคล้องกับภาพที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต หากพิจารณาตามสถิติผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000 หรือแม้กระทั่งเมื่อประเมินจากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ หากย้อนผลการเลือกตั้ง Midterms ไกลกว่านั้น ทั้งนี้ เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้หรือไม่นั้น จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางต้องไม่ทวีความรุนแรงขึ้นและเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ ถึงจะสามารถเห็นการกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้อีกครั้ง
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
แนวโน้มการลงทุนทั่วโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนบ้างตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้นทั้งผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.4% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.4% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.8% นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semiconductor อย่าง AMD ที่ออกมาสดใสในช่วง After Close ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าว อาทิ AMD +5.5% และส่งผ่านอานิสงส์มายังตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้านี้
▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.6% กดดันโดยแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML -1.6% นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กดดันให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงเกือบตลอดช่วงการซื้อ ขาย ของตลาดหุ้นยุโรป ส่งผลให้ ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงต่อเนื่อง อาทิ BP -1.8%, Shell -1.2%
▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.97% ตามภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง กอปรกับราคาน้ำมันดิบกลับมาปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.92% อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.30%-5.35% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้ ตั้งแต่โซนเหนือ 5.00%) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน)หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลงเช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมเป็นการทยอยแข็งค่าขึ้น หนุนโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด และภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น สวนทางกับตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงหนุนเงินดอลลาร์อยู่ อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดต่างคงรอติดตาม ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 101.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.7-102.0 จุด)
▪ ทองคำ – ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับ จังหวะปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 3,970ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะย่อตัวลงและแกว่งตัวแถวระดับ 3,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์
▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในส่วนของผลการเลือกตั้งใน 10 เขต ที่ต้องจับตามอง เพื่อประเมินโอกาสการปรับสมดุลการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส อาทิ ผลการเลือกตั้งในพื้นที่ของรัฐ Kentucky, Indiana, Florida, Virginia, South Carolina, North Carolina, Ohio, Missouri และ Pennsylvania นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP และ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ในเดือนตุลาคม รวมถึง รอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ โดย EIA
▪ ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนตุลาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
▪ ทางฝั่งเอเชียแปซิฟิก ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม หลังรายงานดัชนี PMI จากทางภาครัฐ ล่าสุด ได้ปรับตัวลง แย่กว่าคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คนกรุงเตรียมร่ม วันนี้ฝนมาแน่ ตกหนัก ร้อยละ 60 กับมีลมกระโชกแรง

สภาพอากาศวันนี้ “คนกรุงเตรียมร่ม” กรมอุตุ พยากรณ์อากาศวันนี้ 4 พ.ย.69 เตือนวันนี้ฝนมาแน่ พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล มีฝนตกหนัก ร้อยละ 60 กับมีลมกระโชกแรง ภาคใต้ ฝนแรงไม่แพ้กัน
“คนกรุงเตรียมร่ม” สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุ พยากรณ์อากาศวันนี้ 4 พ.ย.69 เตือนวันนี้ฝนมาแน่ พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล มีฝนตกหนัก ร้อยละ 60 กับมีลมกระโชกแรง ภาคใต้ ฝนแรงไม่แพ้กัน

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ระบุว่า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางแห่ง รวมถึงอาจเกิดฟ้าผ่าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักบางแห่ง
ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและลมกระโชกแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง เนื่องจากอาจเกิดอันตรายได้
สาเหตุเกิดจากความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ขณะที่ลมตะวันออกพัดปกคลุมอ่าวไทย ประเทศไทย และทะเลอันดามัน ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง
ส่วนสถานการณ์ทางทะเล บริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน หากมีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้
กรุงเทพและปริมณฑล
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง
- อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
- ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
ภาคเหนือ
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และเพชรบูรณ์
- อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส
- ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
- อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
- ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
ภาคกลาง
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดลพบุรี สระบุรีพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
- อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
- ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
ภาคตะวันออก
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
- อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
- ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
- ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
- อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
- ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
- ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
- อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
- ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
- ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ติดตามลูกค้าเป็นภาษาอังกฤษหลังส่งใบเสนอราคา: อีเมล แชต และบทโทรคุย

ติดตามลูกค้าเป็นภาษาอังกฤษหลังส่งใบเสนอราคา พูดอย่างไร? เริ่มจากอ้างถึงเอกสารที่ส่ง เช่น “I’m following up on the quotation I sent on [date].” แล้วถามเรื่องที่ลูกค้าตอบได้ชัดเจน เช่น “Do you have any questions about the specifications?” ก่อนเสนอขั้นตอนถัดไปที่เลือกได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการเร่งให้ตัดสินใจซื้อ
บทความนี้รวมตัวอย่างอีเมล แชต และบทโทรคุยสำหรับเซลล์หรือคนที่ต้องติดตามข้อเสนอกับลูกค้า พร้อมคำแปลและแบบฝึกเปลี่ยนคำตอบตามสถานการณ์ ตัวอย่างทั้งหมดเป็นบทสนทนาสมมติสำหรับฝึกภาษา
ส่งใบเสนอราคาไปแล้ว แต่ไม่รู้จะทักต่อว่าอะไรดี? ลองเตรียมทั้ง ข้อความเปิดเรื่อง คำถามต่อ และคำตอบเมื่อได้ยินสิ่งที่ไม่คาดไว้ เพราะลูกค้าอาจยังพิจารณา ต้องการข้อมูลเพิ่ม หรืออยากให้ติดต่อใหม่ภายหลัง บทความนี้เน้นช่วงหลังส่งข้อเสนอ หากยังอธิบายประโยชน์ของสินค้าไม่ชัด อ่าน วิธีพรีเซนต์สินค้าเป็นภาษาอังกฤษ ประกอบได้
เลือกประโยคติดตามลูกค้าให้ตรงกับสถานะ
ใช้สิ่งที่ลูกค้าบอกจริงเป็นตัวตั้ง ความเงียบอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าลูกค้าติดเรื่องราคา ตารางนี้ช่วยเลือกทิศทางการสนทนา ไม่ใช่สูตรกำหนดจำนวนครั้งหรือวันที่ต้องติดต่อทุกธุรกิจ
| สถานะลูกค้า | ประโยคที่ใช้เริ่มได้ | คุยต่อเรื่องอะไร |
|---|---|---|
| ยังไม่ได้รับคำตอบ | I’m following up on the quotation I sent on [date]. ขอติดตามใบเสนอราคาที่ส่งเมื่อ [วันที่] | ระบุเอกสารให้จำได้ แล้วถามเรื่องเดียวที่ต้องการทราบ |
| We’re still reviewing it. ยังพิจารณาอยู่ | Is there any information I can provide to help with your review? มีข้อมูลอะไรที่ฉันช่วยส่งเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาได้บ้าง? | ข้อมูลที่ขาด ไม่เดาว่าต้องลดราคา |
| We need more details. ต้องการรายละเอียดเพิ่ม | Which details would you like me to clarify? อยากให้ฉันอธิบายรายละเอียดส่วนไหนเพิ่มเติม? | ยืนยันสิ่งที่ต้องส่งและเวลาที่ทำได้จริง |
| Please contact me next week. ขอให้ติดต่อสัปดาห์หน้า | What day and time would work best for you? สะดวกวันและเวลาไหนที่สุด? | นัดตามความสะดวกของลูกค้า |
| Please stop contacting me. ขอให้หยุดติดต่อ | Understood. I won’t contact you again. รับทราบ จะไม่ติดต่อคุณอีก | รับทราบและปฏิบัติตามคำขอ ไม่ส่งข้อความขายต่อ |
อีเมลติดตามใบเสนอราคา: สั้น ชัด และมีคำถาม
ในตัวอย่างนี้ quotation คือใบเสนอราคา ส่วน proposal คือข้อเสนอที่อาจอธิบายวิธีทำงานหรือขอบเขตโครงการด้วย เลือกคำให้ตรงเอกสารจริง ไม่ต้องสลับสองคำนี้เพียงเพื่อให้ข้อความดูหลากหลาย
กรณีเสนอขายสินค้าและยังไม่ได้รับคำตอบ
Subject: Following up on the quotation for [product]
Hi [Name],
I’m following up on the quotation I sent on [date] for [product]. Do you have any questions about the specifications?
If it would be helpful, we could arrange a short call to go through the details.
Best regards,[Your name]
คำแปล: สวัสดี [ชื่อ] ขอติดตามใบเสนอราคาสำหรับ [สินค้า] ที่ส่งเมื่อ [วันที่] มีคำถามเกี่ยวกับคุณสมบัติสินค้าไหมครับ/คะ หากสะดวก เราสามารถนัดคุยสั้น ๆ เพื่อทบทวนรายละเอียดด้วยกันได้
ปรับให้ตรงงาน: ถ้าเสนอขายบริการ เปลี่ยน “specifications” เป็น “scope of work” เพื่อถามเรื่องขอบเขตงาน หากลูกค้าถามเรื่องกำหนดส่งไว้ก่อน ให้ใช้ “Do you have any questions about the delivery schedule?” แทน ไม่ต้องรวมทุกประเด็นไว้ในอีเมลเดียว
หากแนบไฟล์เดิมอีกครั้ง ควรบอกให้ชัดว่าเป็นเอกสารอะไร เช่น “I’ve attached the quotation again for your reference.” — แนบใบเสนอราคาให้อีกครั้งเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา แนวทางการระบุไฟล์แนบและบริบทของเอกสารดูเพิ่มเติมได้จาก บทเรียนการเขียนอีเมลส่งเอกสารแนบของ British Council ก่อนส่งจริงตรวจว่าไฟล์เป็นฉบับที่ถูกต้องและเงื่อนไขยังใช้ได้
แชตติดตามลูกค้า: ระบุเรื่องก่อน แล้วถามให้ตอบง่าย
สำหรับช่องทางที่ลูกค้าใช้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องยกอีเมลทั้งฉบับมาวางในแชต เริ่มด้วยชื่อเอกสารหรือสินค้า แล้วถามสั้น ๆ โดยยังรักษาน้ำเสียงสุภาพ
ลูกค้าตอบว่า “ยังพิจารณาอยู่”
Sales: Hi [Name], I’m following up on the quotation for [product]. Do you have any questions about the details?
เซลล์: สวัสดี [ชื่อ] ขอติดตามใบเสนอราคาสำหรับ [สินค้า] มีคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดไหมครับ/คะ?
Customer: We’re still reviewing it with our team.
ลูกค้า: เรายังอยู่ระหว่างพิจารณากับทีม
Sales: Thank you for the update. Is there any information I can provide to help with your review?
เซลล์: ขอบคุณที่แจ้งความคืบหน้า มีข้อมูลอะไรที่ฉันช่วยส่งเพิ่มเพื่อประกอบการพิจารณาได้บ้าง?
Customer: Could you confirm the delivery schedule?
ลูกค้า: ช่วยยืนยันกำหนดส่งได้ไหม?
Sales: Let me check with our team. I’ll get back to you by [agreed time].
เซลล์: ขอตรวจสอบกับทีมก่อน แล้วจะกลับมาแจ้งภายใน [เวลาที่ตกลงกัน]
ใช้ประโยคสุดท้ายเมื่อมั่นใจว่าจะกลับมาแจ้งได้ตามเวลานั้น ไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทันที แต่ต้องแยกให้ได้ว่าอะไรยืนยันแล้วและอะไรยังต้องตรวจสอบ หากลูกค้าระบุชัดว่าติดราคา ใช้ บทสนทนาตอบเมื่อลูกค้าบอกว่าแพง แทนการส่งคำถามติดตามทั่วไปซ้ำ
โทรติดตามเป็นภาษาอังกฤษ: ขอเวลา ฟังคำตอบ แล้วนัดให้ชัด
การโทรต่างจากการส่งข้อความตรงที่ต้องตอบต่อทันที เตรียมประโยคขออนุญาตคุย และทางออกเมื่อลูกค้าไม่สะดวกไว้ด้วย
ลูกค้าไม่สะดวกและขอให้โทรใหม่
Sales: Hello [Name], this is [Your name] from [Company]. Is now a good time to talk about the quotation?
เซลล์: สวัสดี [ชื่อ] ฉัน [ชื่อคุณ] จาก [บริษัท] ตอนนี้สะดวกคุยเรื่องใบเสนอราคาไหมครับ/คะ?
Customer: I’m in a meeting. Could you call me next week?
ลูกค้า: ตอนนี้ประชุมอยู่ โทรมาสัปดาห์หน้าได้ไหม?
Sales: Of course. What day and time would work best for you?
เซลล์: ได้เลย สะดวกวันและเวลาไหนที่สุดครับ/คะ?
Customer: Tuesday at ten, Bangkok time.
ลูกค้า: วันอังคารสิบโมงตามเวลากรุงเทพฯ
Sales: Thank you. I’ll call you on Tuesday at ten, Bangkok time.
เซลล์: ขอบคุณ จะโทรหาวันอังคารสิบโมงตามเวลากรุงเทพฯ ครับ/ค่ะ
ถ้าคุยข้ามประเทศ ให้ยืนยันเขตเวลาด้วย หากฟังวันหรือเวลาไม่ชัด ใช้ “Could you repeat the time, please?” — ช่วยบอกเวลาอีกครั้งได้ไหม? การขอให้พูดซ้ำช่วยให้ตกลงรายละเอียดตรงกัน ไม่ต้องเดาเพราะกลัวเสียจังหวะ
ลูกค้าไม่ตอบ ควรติดตามอีกเมื่อไรและหยุดตอนไหน?
เริ่มจากเวลาที่ตกลงไว้หรือกระบวนการติดต่อของบริษัท หากยังไม่ได้นัดครั้งถัดไป สามารถถาม “When would be a convenient time for me to check back?” — สะดวกให้ฉันติดต่อกลับเมื่อไร? บทความนี้ไม่กำหนดว่าต้องส่งทุกกี่วัน เพราะวงจรตัดสินใจและข้อตกลงกับลูกค้าแตกต่างกัน
- ยังไม่ตอบ: ตรวจว่าข้อความก่อนหน้าบอกเรื่องและคำถามชัดแล้วหรือยัง ไม่สรุปเองว่าไม่สนใจหรือต้องการส่วนลด
- ขอเวลาพิจารณา: รับทราบและตกลงเวลาที่เหมาะสม ไม่ส่งหลายช่องทางพร้อมกันโดยไม่คำนึงถึงความสะดวกของลูกค้า
- ปฏิเสธหรือขอหยุดติดต่อ: รับทราบและเคารพคำขอ ไม่ใช้ตัวอย่างในบทความเพื่อส่งข้อความขายต่อซ้ำ ๆ
แบบฝึก: ใบเสนอราคาเดียว เปลี่ยนเป็นอีเมล แชต และบทโทรคุย
สมมติว่าคุณเสนอขาย เครื่องพิมพ์สำหรับสำนักงาน และส่งใบเสนอราคาแล้ว ใช้ชื่อและข้อมูลสมมติ ไม่ต้องนำเอกสารลับหรือข้อมูลติดต่อจริงของลูกค้ามาฝึก

- เขียนอีเมล: ระบุสินค้า วันที่ส่ง และคำถามเรื่องคุณสมบัติเครื่องพิมพ์หนึ่งข้อ
- ย่อเป็นแชต: รักษาประเด็นเดิม แต่ตัดส่วนขึ้นต้นและลงท้ายที่ไม่จำเป็นออก
- พูดโดยไม่อ่านทั้งย่อหน้า: แนะนำตัว ขอเวลาคุย แล้วรอฟังคำตอบ
- ให้คู่ฝึกสุ่มตอบ: “We’re still reviewing it.” / “We need more details.” / “Please call me next week.” แล้วเลือกคำถามต่อให้ตรงสถานะ
- ทบทวน: คนฟังรู้ไหมว่าพูดถึงเอกสารไหน? คำถามตอบได้ชัดไหม? ได้ตกลงขั้นตอนถัดไปหรือเคารพคำขอของลูกค้าหรือยัง?
ถ้าทำงานบริการ ให้เปลี่ยนเครื่องพิมพ์เป็นบริการที่อธิบายได้โดยไม่เปิดเผยข้อมูลบริษัท และเปลี่ยนคำถามจากคุณสมบัติสินค้าเป็นขอบเขตงาน แบบฝึกนี้ใช้ฝึกสื่อสาร ไม่ใช่แบบทดสอบรับรองระดับภาษา
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ follow up on ตามด้วยอะไร?
ในตัวอย่างนี้ใช้ตามด้วยเรื่องหรือเอกสารที่ต้องการติดตาม เช่น “follow up on the quotation” คำกริยา “follow up” เขียนแยกโดยไม่ใส่ขีดกลาง อ้างอิง Writing Tips Plus ของ Translation Bureau ประเทศแคนาดา ส่วนรูป “following up” ใช้ได้ในประโยค “I’m following up on…” ตามตัวอย่าง
ลูกค้าไม่ตอบอีเมล เท่ากับปฏิเสธหรือไม่?
ยังสรุปเช่นนั้นจากความเงียบอย่างเดียวไม่ได้ ใช้ข้อความที่อ้างถึงเอกสารและมีคำถามชัดเจน โดยคำนึงถึงเวลาที่ตกลงไว้ หากลูกค้าแจ้งว่าไม่ต้องการให้ติดต่อแล้ว ให้เคารพคำขอนั้น
ต้องแนบใบเสนอราคาใหม่ทุกครั้งไหม?
ไม่จำเป็นทุกครั้ง เลือกตามบริบทและคำขอของลูกค้า หากแนบอีกครั้งให้ตรวจเลขฉบับ วันที่ และเงื่อนไข หากมีการเปลี่ยนแปลงจริงต้องระบุให้ชัดว่าเป็นฉบับแก้ไข ไม่เรียกเอกสารเดิมว่าใบเสนอราคาใหม่
จำประโยคได้ แต่พอลูกค้าตอบกลับแล้วพูดต่อไม่ทัน ควรฝึกอะไร?
ฝึกฟังคำตอบหลายแบบแล้วเลือกคำถามต่อ ไม่ใช่ท่องเฉพาะประโยคเปิดเรื่อง เริ่มจากสามสถานะในแบบฝึก แล้วค่อยเปลี่ยนสินค้า รายละเอียด และเวลานัดให้ใกล้เคียงงานของคุณ
ขอบคุณข้อมูลขจาก engduothailand.com
อัปเดตตารางคะแนนยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ล่าสุด ประจำวันที่ 4 พ.ย. 69

ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2026-27 รอบลีกเฟส นัดที่ 4 วันแรก อัปเดตตารางคะแนนยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ล่าสุด ตอนนี้ทวีความดุเดือดและพลิกผันอย่างหนัก หลังบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ระเบิดฟอร์มเก่งเก็บแต้มสำคัญกันถ้วนหน้า
โดยการแข่งขัน เปแอสเชครองจ่าฝูงเดี่ยว: ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โชว์ฟอร์มโหดไล่ถล่มคู่แข่ง เก็บ 12 คะแนนเต็มจาก 4 นัด พร้อมลูกได้เสียสุดสะพรึง (+15) ยึดบัลลังก์จ่าฝูงอย่างไร้ข้อกังขา ด้าน ปีศาจแดงและยักษ์ใหญ่เร่งเครื่อง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะสุดดราม่าขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 มี 6 คะแนน ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน และ บาเยิร์น มิวนิค เริ่มทำแต้มขยับเข้าใกล้กลุ่มหัวตารางมากขึ้น
สรุปตารางคะแนนยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2026-27 ล่าสุด
กลุ่มเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายอัตโนมัติ
- อันดับที่ 1 : เปแอสเช แข่ง 4 นัด ชนะ 4 นัด 12 คะแนน ประตูได้ +15
- อันดับที่ 2 : บาร์เซโลนา แข่ง 4 นัด ชนะ 3 แพ้ 1 นัด 9 คะแนน ประตูได้ +8
- อันดับที่ 3 : แอสตัน วิลลา แข่ง 4 นัด ชนะ 3 แพ้ 1 นัด 9 คะแนน ประตูได้ +6
- อันดับที่ 4 : ลิเวอร์พูล แข่ง 3 นัด ชนะ 3 นัด 9 คะแนน ประตูได้ +5
- อันดับที่ 5 : เรอัล มาดริด แข่ง 3 นัด ชนะ 3 นัด 9 คะแนน ประตูได้ +5
- อันดับที่ 6 : สปอร์ติ้ง ซีพี แข่ง 4 นัด ชนะ 3 แพ้ 1 นัด 9 คะแนน ประตูได้ +4
- อันดับที่ 7 : เรอัล เบติส แข่ง 3 นัด ชนะ 3 นัด 9 คะแนน ประตูได้ +3
- อันดับที่ 8 : ไบเอิร์น มิวนิค แข่ง 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 นัด 8 คะแนน ประตูได้ +7
- อันดับที่ 9 : อาร์เซนอล แข่ง 3 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 นัด 7 คะแนน ประตูได้ +4
กลุ่มเพลย์ออฟ น็อคเอาต์ ทีมวาง
- อันดับที่ 10 : ชตุทการ์ท แข่ง 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1 นัด 7 คะแนน ประตูได้ +3
- อันดับที่ 11 : โคโม แข่ง 3 นัด ชนะ 2 แพ้ 1 นัด 6 คะแนน ประตูได้ +5
- อันดับที่ 12 : แมนฯ ซิตี้ แข่ง 3 นัด ชนะ 2 แพ้ 1 นัด 6 คะแนน ประตูได้ +4
- อันดับที่ 13 : คลับ บรูซ แข่ง 3 นัด ชนะ 2 แพ้ 1 นัด 6 คะแนน ประตูได้ +3
- อันดับที่ 14 : อินเตอร์ มิลาน แข่ง 4 นัด ชนะ 2 แพ้ 2 นัด 6 คะแนน ประตูได้ +2
- อันดับที่ 15 : แอลเอเอสเค ลินซ์ แข่ง 4 นัด ชนะ 2 แพ้ 2 นัด 6 คะแนน ประตูได้ +1
- อันดับที่ 16 : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แข่ง 3 นัด ชนะ 2 แพ้ 1 นัด 6 คะแนน ประตูได้ +1
กลุ่มเพลย์ออฟ น็อคเอาต์ ทีมไม่ได้เป็นทีมวาง
- อันดับที่ 17 : แมนฯ ยูไนเต็ด แข่ง 4 นัด ชนะ 2 แพ้ 2 นัด 6 คะแนน ประตูได้ 0
- อันดับที่ 18 : กาลาตาซาราย แข่ง 4 นัด ชนะ 2 แพ้ 2 นัด 6 คะแนน ประตูได้ -1
- อันดับที่ 19 : โรม่า แข่ง 4 นัด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 2 นัด 4 คะแนน ประตูได้ +2
- อันดับที่ 20 : ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค แข่ง 4 นัด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 2 นัด 4 คะแนน ประตูได้ 0
- อันดับที่ 21 : พีเอสวี ไอน์โฮเฟน แข่ง 3 นัด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 นัด 4 คะแนน ประตูได้ 0
- อันดับที่ 22 : อัตเลติโก มาดริด แข่ง 4 นัด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 2 นัด 4 คะแนน ประตูได้ -1
- อันดับที่ 23 : โบโด กลิมท์ แข่ง 4 นัด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 2 นัด 4 คะแนน ประตูได้ -5
- อันดับที่ 24 : นาโปลี แข่ง 3 นัด ชนะ 1 แพ้ 2 นัด 3 คะแนน ประตูได้ -2
กลุ่มโซนตกรอบ / พื้นที่คัดออก
- อันดับที่ 25 : ซาบาห์ แข่ง 3 นัด ชนะ 1 แพ้ 2 นัด 3 คะแนน ประตูได้ -3
- อันดับที่ 26 : ล็องส์ แข่ง 3 นัด ชนะ 1 แพ้ 2 นัด 3 คะแนน ประตูได้ -4
- อันดับที่ 27 : เออีเค เอเธนส์ แข่ง 3 นัด ชนะ 1 แพ้ 2 นัด 3 คะแนน ประตูได้ -5
- อันดับที่ 27 : ไลป์ซิก แข่ง 3 นัด ชนะ 1 แพ้ 2 นัด 3 คะแนน ประตูได้ -5
- อันดับที่ 29 : บียาร์เรอัล แข่ง 4 นัด ชนะ 1 แพ้ 3 นัด 3 คะแนน ประตูได้ -6
- อันดับที่ 30 : ไฟเยอโนร์ด แข่ง 4 นัด ชนะ 1 แพ้ 3 นัด 3 คะแนน ประตูได้ -7
- อันดับที่ 31 : เฟเนร์บาห์เช่ แข่ง 3 นัด เสมอ 2 แพ้ 1 นัด 2 คะแนน ประตูได้ -6
- อันดับที่ 32 : สลาเวีย ปราก แข่ง 3 นัด เสมอ 1 แพ้ 2 นัด 1 คะแนน ประตูได้ -3
- อันดับที่ 33 : ไวกิ้ง แข่ง 3 นัด เสมอ 1 แพ้ 2 นัด 1 คะแนน ประตูได้ -4
- อันดับที่ 34 : ลีลล์ แข่ง 4 นัด เสมอ 1 แพ้ 3 นัด 1 คะแนน ประตูได้ -6
- อันดับที่ 35 : ปอร์โต้ แข่ง 3 นัด แพ้ 3 นัด 0 คะแนน ประตูได้ -4
- อันดับที่ 36 : สโลวาน บราติสลาวา แข่ง 4 นัด แพ้ 4 นัด 0 คะแนน ประตูได้ -16
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘อักเสบเรื้อรัง’ แบบไม่มีอาการ เลิก 5 พฤติกรรม ก่อนเสี่ยงมะเร็ง

- เช็กตัวเอง หากรอบเอวเพิ่ม ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้ขึ้นเยอะ น้ำตาลเริ่มสูงทั้งที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน TG สูงขึ้น + HDL ลดลง hs-CRP สูงซ้ำ ๆ ความดันเริ่มสูง เหนื่อยง่าย ฟื้นช้า อาจเสี่ยงเป็น “โรคอักเสบเรื้อรัง”
- เลิก 5 พฤติกรรมเกิดโรคอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ เลิกกินพลังงานเกิน จนพุงเพิ่มเรื่อยๆ เลิกกินหวานและคาร์บเกิน เลิกนั่งยาวทั้งวัน เลิกอดนอน แล้วใช้กาแฟประคอง และเลิกใช้บุหรี่ แอลกอฮอล์และอาหารแปรรูป
- ปล่อยไว้นาน แม้ไม่มีอาการแต่อาจเสี่ยงโรคร้าย อย่าง กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตับอักเสบ กรดไหลย้อนเรื้อรัง และมะเร็งตับอ่อน
หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อเป็น “โรคอักเสบเรื้อรัง” จะต้องมีอาการปวด บวม แดง หรือมีไข้ แต่ในความเป็นจริง บางนอาจใช้ชีวิตปกติ ไม่รู้สึกว่าป่วยอะไรเลยก็เป็นได้ ทว่าข้างในอาจมี chronic low-grade inflammation ที่ค่อยๆเดินคู่กับพุง น้ำตาล ไขมัน และความเสี่ยงหลอดเลือดแบบเงียบ ๆ เพราะฉะนั้นถ้ าไม่มีอาการต้องดู “ภาพรวม” มากกว่ารอสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือ “หมอเจด” รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เจ้าของเพจ “สุขภาพดีกับหมอเจด” โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ “โรคอักเสบเรื้อรัง” ที่อาจจะไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้นาน อาจเพิ่มเสี่ยงมะเร็ง พร้อมแนะนำการลดพฤติกรรม ที่อาจทำให้เสี่ยงเกิดการอักเสบเรื้อรังได้ โดยระบุว่า
สิ่งที่ต้องสังเกตว่ามีความเสี่ยง “โรคอักเสบเรื้อรัง” ได้แก่
1.รอบเอวเพิ่ม ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้ขึ้นเยอะ
อันนี้เป็นเบาะแสที่คนมักมองข้าม บางคนน้ำหนักขึ้นแค่ 2–3 กิโล แต่พุงกลับเพิ่มชัด โดยเฉพาะ visceral fatหรือไขมันที่สะสมรอบอวัยวะในช่องท้อง ไขมันชนิดนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บพลังงาน แต่มันสามารถหลั่งสารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory signaling ได้ ถ้ารอบเอวเพิ่ม พร้อม TG สูง น้ำตาลเริ่มขยับ อันนี้ควรมองเป็น “ชุด” ไม่ใช่คิดว่าแค่อ้วนลงพุงธรรมดา
2.น้ำตาลเริ่มสูง ทั้งที่ยังไม่ถึงเบาหวาน
บางคน fasting glucose ยังไม่สูงมาก แต่ HbA1c เริ่มขยับขึ้นเรื่อย ๆ หรือหลังอาหาร น้ำตาลลงช้ากว่าเดิมภาพนี้ชวนคิดถึง insulin resistance ภาวะนี้มักไปด้วยกันกับ visceral fat ,TG สูง ,HDL ต่ำ และ inflammatory signaling ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น น้ำตาลที่เริ่มแย่ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณว่าระบบเมตาบอลิซึมกำลังเสียสมดุล
3.TG สูงขึ้น + HDL ลดลง
ถ้า TG เริ่มสูง แต่ HDL กลับลด โดยเฉพาะร่วมกับพุงใหญ่ และน้ำตาลเริ่มสูง อันนี้เป็นภาพที่เจอใน metabolic dysfunction บ่อย ตับจะสร้าง VLDL มากขึ้น และการจัดการไขมันหลังอาหารอาจแย่ลง บางคนยังไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ผลเลือดเริ่มส่งสัญญาณก่อน นี่เป็นเหตุผลว่า เราไม่ควรรอให้ “มีอาการหัวใจ” ก่อนค่อยดูไขมัน
4.hs-CRP สูงซ้ำ ๆ อาจเป็นอีกเบาะแส
hs-CRP เป็นค่าที่ใช้ดู low-grade inflammation ได้ในบางบริบท ถ้าสูงอาจสัมพันธ์กับ inflammatory activity ที่มากขึ้น แต่ห้ามดูค่าครั้งเดียวแล้วฟันธง เพราะช่วงที่เป็นหวัด ติดเชื้อ มีแผล หรือเพิ่งออกกำลังหนัก hs-CRP ก็ขึ้นได้ ถ้าจะใช้ดู chronic inflammation ต้องแปลร่วมกับอาการ ปัจจัยเสี่ยง และบางครั้งต้องตรวจซ้ำตอนที่ร่างกายปกติ
5.ความดันเริ่มสูงขึ้น พร้อมกับพุงและน้ำตาล
ความดันสูงไม่ได้แปลว่า ร่างกายอักเสบเสมอไป แต่ถ้ามาพร้อมพุงใหญ่ น้ำตาลสูง TG สูง อันนี้มักสะท้อน metabolic health ที่เริ่มเสียสมดุลหลายระบบพร้อมกัน insulin resistance ระบบประสาท sympathetic การทำงานของหลอดเลือดและไต สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด ดังนั้น อย่าดูความดันเป็น “เลขอีกตัว” แยกจากผลเลือดอย่างเดียว
6.ตับเริ่มมีไขมัน แม้ค่าเอนไซม์ตับยังปกติ
อันนี้สำคัญ บางคนคิดว่า AST, ALT ปกติ = ตับไม่มีปัญหา จริง ๆ fatty liver สามารถมีได้ แม้เอนไซม์ตับไม่ได้สูงชัด โดยเฉพาะคนที่ พุงใหญ่ TG สูง น้ำตาลเริ่มสูง ไขมันพอกตับสัมพันธ์กับ insulin resistance และ metabolic inflammation ได้ ถ้ามีความเสี่ยง อาจต้องประเมินมากกว่าดู AST/ALT อย่างเดียว
7.เหนื่อยง่าย ฟื้นช้า ก็เป็นเบาะแสได้ แต่ไม่จำเพาะ
บางคนไม่ได้ป่วยชัด แต่รู้สึกว่าออกกำลังแล้วฟื้นช้ากว่าเดิม ปวดเมื่อยง่าย นอนครบแต่ยังไม่สด หรือสมองล้าง่ายขึ้น อาการแบบนี้ “เกิดร่วม” กับ chronic inflammation ได้ แต่ต้องย้ำว่าใช้วินิจฉัยไม่ได้ เพราะภาวะซีดไทรอยด์ การนอนพัง ความเครียด หรือโรคอื่นก็ทำให้เป็นแบบเดียวกันได้ ดังนั้น อย่าเห็นเพลียแล้วสรุปว่า“ร่างกายอักเสบแน่นอน”
แล้วถ้าอยากรู้ให้ชัด ควรดูอะไรบ้าง?
ให้ดูเป็นภาพรวม ทั้ง รอบเอว ,ความดัน , fasting glucose / HbA1c ,TG / HDL และ hs-CRP ตามความเหมาะสม บางคนอาจต้องดูเพิ่ม ค่าไขมันอื่น ตับ ไต หรือ CBC ขึ้นกับอายุ โรคประจำตัว และปัจจัยเสี่ยง ส่วนการลด inflammatory load ยังเริ่มจากเรื่องพื้นฐานเหมือนเดิม ลด visceral fat , คุมน้ำตาล ,ขยับตัวให้มากขึ้น,นอนให้พอ ,ไม่สูบบุหรี่ และลดอาหารแปรรูปที่กินเป็นประจำ
อาหารที่ควรรับประทาน เพื่อลดอาการอักเสบ คือ อาหารที่มี Omega-3 ,ผักผลไม้หลากสี และอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ช่วยสนับสนุนสมดุลการอักเสบได้ ,Astaxanthin และ Vitamin C อาจช่วยเสริมในมุม oxidative stress ตามความเหมาะสม แต่ตัวช่วยพวกนี้ ไม่ควรเอามาแทนการแก้พุง น้ำตาล การนอน และพฤติกรรมหลัก
เลิก 5 พฤติกรรมกระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง
นอกจากนั้น หากอยาก “ลดอาการอักเสบเรื้อรัง” ให้เริ่มจากเลิก 5 พฤติกรรมที่กระตุ้นร่างกายทุกวันก่อน ได้แก่
1.เลิกกินพลังงานเกิน จนพุงเพิ่มเรื่อย ๆ
อันนี้สำคัญมากครับ โดยเฉพาะ visceral fat หรือไขมันที่สะสมรอบอวัยวะในช่องท้อง
ไขมันชนิดนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บพลังงาน แต่สามารถหลั่งสารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory signaling ได้ บางคน BMI ไม่ได้สูงมากแต่รอบเอวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภาพนี้ก็ยังสัมพันธ์กับ insulin resistance, TG สูง และ fatty liver ได้ ถ้าอยากลด inflammatory load การลดพุงจึงเป็นหนึ่งในจุดที่คุ้มที่สุด
2.เลิกกินหวานและคาร์บเกินแบบไม่รู้ตัว
ไม่ได้หมายความว่าต้องงดข้าว แต่ถ้ามีน้ำหวาน กาแฟหวาน ขนม ของหวาน และคาร์บเกินทั้งวัน น้ำตาลกับอินซูลินจะถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในคนที่มี insulin resistance อยู่แล้ว พอเป็นนาน ๆ มักเห็นภาพร่วมกันคือ พุงใหญ่ TG สูง HDL ต่ำ และ HbA1c เริ่มขยับ
สิ่งที่ควรลดก่อน คือ คาร์บที่กินง่ายแต่ให้พลังงานสูง โดยเฉพาะในรูปเครื่องดื่ม
3.เลิกนั่งยาวทั้งวัน ถึงจะมีออกกำลังกายก็ตาม
หลายคนบอกว่า “ผมออกกำลังนะ วันละ 45 นาที” ดีมาก แต่ถ้าอีก 10 ชั่วโมง นั่งแทบไม่ลุก metabolic health ก็ยังโดนกระทบได้ การนั่งนานมีความสัมพันธ์กับ การจัดการน้ำตาลและไขมันที่แย่ลง ดังนั้น นอกจากออกกำลัง ต้องเพิ่ม movement ระหว่างวันด้วย ลุกเดินทุกชั่วโมง หรือเดินหลังอาหาร 10–15 นาที ง่ายมาก แต่ถ้าทำทุกวัน ผลรวมไม่เล็ก
4.เลิกอดนอน แล้วใช้กาแฟประคองทุกวัน
นอน 5 ชั่วโมง ตื่นมาด้วยกาแฟ บ่ายหมดแรง เติมอีกแก้ว กลางคืนไม่ง่วง แล้วกลับไปนอนดึกเหมือนเดิม อันนี้เป็นวงจรที่เจอบ่อยมาก การนอนที่ไม่พอหรือไม่ต่อเนื่อง มีผลทั้งต่อ insulin sensitivity, sympathetic activity และระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งถ้ามี sleep apnea ร่วมด้วย ร่างกายอาจถูกกระตุ้นซ้ำตลอดคืน ถ้าอยากลดการอักเสบต้องให้ความสำคัญกับการนอนจริง ๆ ไม่ใช่แค่นับชั่วโมง แต่ต้องหลับต่อเนื่องและสม่ำเสมอด้วย
5.เลิกใช้บุหรี่ แอลกอฮอล์ และอาหารแปรรูปเป็น “ของประจำ”
บุหรี่เพิ่ม oxidative stress และทำร้ายเยื่อบุหลอดเลือดโดยตรง ส่วนแอลกอฮอล์ถ้าดื่มมาก มีผลทั้งต่อตับ TG และคุณภาพการนอน อาหารแปรรูปที่พลังงานสูง ไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาลสูง และไฟเบอร์ต่ำ ถ้ากินเป็นหลักทุกวัน ก็ยิ่งทำให้ภาพเมตาบอลิซึมแย่ลง ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตนี้ห้ามแตะของอร่อย แต่ต้องแยกให้ได้ว่า อะไรคือ “กินบ้าง” กับอะไรคือ “กินเป็นพื้นฐานทุกวัน”
ปล่อยไว้นาน เสี่ยงมะเร็ง ไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม โรคบางอย่างไม่ได้หยุดทำร้ายร่างกาย แค่เพราะเราไม่รู้สึกเจ็บแล้ว โดยเฉพาะการอักเสบเรื้อรังบางชนิด ที่ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บและซ่อมแซมซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายปี บางโรคอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ในอวัยวะที่อักเสบได้ด้วย ไม่ได้หมายความว่าเป็นแล้วต้องเป็นมะเร็ง แต่มี 5 โรคที่ผมไม่อยากให้ปล่อยผ่าน เพียงเพราะช่วงนี้รู้สึกสบายดี
1.กระเพาะอักเสบจากเชื้อ H. pylori — หายแสบท้อง แต่เชื้ออาจยังอยู่
บางคนแสบท้องเป็น ๆ หาย ๆ กินยาลดกรดไม่กี่วันก็ดีขึ้น เลยคิดว่าโรคกระเพาะหายแล้ว แต่ถ้าต้นเหตุเป็นเชื้อ H. pylori การกินยาลดกรดอย่างเดียวไม่ได้กำจัดเชื้อ เชื้อนี้อาจทำให้กระเพาะอักเสบเรื้อรัง และในบางคนทำให้เยื่อบุกระเพาะ เปลี่ยนแปลงไปจนเพิ่มความเสี่ยง มะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว
ต้องทำยังไง ถ้าตรวจพบเชื้อ? ควรรับยากำจัดเชื้อให้ครบ และตรวจยืนยันว่ากำจัดเชื้อสำเร็จ ไม่ใช่ดูแค่ว่าอาการแสบท้องหายแล้วครับ
2.ลำไส้อักเสบเรื้อรัง — วันนี้ไม่ถ่ายเป็นเลือด ไม่ได้แปลว่าจบแล้ว!
บางคนมีช่วงที่ปวดท้อง ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นเลือดบ่อยมาก แต่พออาการสงบก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ โรคอย่าง Ulcerative Colitis หรือ Crohn’s Disease ที่มีการอักเสบ ของลำไส้ใหญ่ ไม่เหมือนลำไส้แปรปรวนนะครับ ถ้าลำไส้ใหญ่อักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคมาหลายปี ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้นได้
ต้องทำยังไง? กินยาควบคุมโรคตามแผนการรักษา และส่องกล้องติดตามตามความเสี่ยง แม้ช่วงนั้นจะถ่ายปกติแล้วก็ตามส่วนเรื่องอาหาร ถ้าโรคอยู่ในช่วงสงบ อาจเพิ่มใยอาหารละลายน้ำอย่างไซเลียม เพื่อช่วยดูแลการขับถ่ายตามความเหมาะสม ขณะที่ โพรไบโอติกบางสูตรอาจมีประโยชน์ในบางราย แต่หลักฐานยังไม่ชัดพอให้ใช้เป็นการรักษาหลัก โดยเฉพาะช่วงลำไส้อักเสบกำเริบรุนแรง หรือมีลำไส้ตีบ ไม่ควรเพิ่มไฟเบอร์เอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
3.ตับอักเสบจากไวรัส B และ C — ตับไม่เจ็บ ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย!
ข้อนี้อยากให้คนที่มีไวรัสตับอักเสบ อ่านให้ดี บางคนรู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบบี ตั้งแต่ตรวจสุขภาพเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่เคยมีอาการอะไรเลย กินได้ นอนได้ ทำงานได้ตามปกติ ก็เลยไม่ได้กลับไปตรวจติดตามอีกทั้งไวรัสตับอักเสบบีและซี เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการอักเสบ และความเสียหายของตับสะสม ที่สำคัญ ไวรัสตับอักเสบบี อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับได้แม้ยังไม่เป็นตับแข็ง
ต้องทำยังไง? ตรวจติดตามตามแพทย์นัด รับยาต้านไวรัสเมื่อมีข้อบ่งชี้ และถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งตับสูง ก็ควรได้รับการตรวจเฝ้าระวังสม่ำเสมอ ไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่รักษาให้กำจัดเชื้อได้ แต่หากมีตับแข็งแล้ว แม้กำจัดเชื้อสำเร็จก็ยังต้องเฝ้าระวังมะเร็งตับ
4.กรดไหลย้อนเรื้อรัง — บางคนไม่ได้จบแค่แสบร้อนกลางอก!
กินอิ่มแล้วแสบร้อนขึ้นมาถึงหน้าอก เรอบ่อย เปรี้ยวขึ้นคอ บางคนเป็นจนชินไปแล้ว กรดไหลย้อนส่วนใหญ่ไม่ได้กลายเป็นมะเร็ง อยากให้เข้าใจตรงนี้ก่อน แต่ในคนบางกลุ่มที่เป็นเรื้อรัง เยื่อบุหลอดอาหารอาจเปลี่ยนแปลง จนเกิดภาวะ Barrett’s Esophagus ภาวะนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยง มะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมที่เพิ่มขึ้น
ต้องทำยังไง? ควบคุมกรดไหลย้อนให้เหมาะสม ลดน้ำหนักส่วนเกินหากมี และปรึกษาแพทย์เรื่องการส่องกล้อง เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรือข้อบ่งชี้ ไม่ใช่ว่าคนเป็นกรดไหลย้อนทุกคน ต้องรีบไปส่องกล้องนะครับ แต่ถ้ากลืนติด กลืนลำบากน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีเลือดออกทางเดินอาหาร ไม่ควรซื้อยากินเองแล้วรอดูอาการ
5.ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง — ปวดท้องซ้ำ ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรชิน!
บางคนปวดท้องบริเวณลิ้นปี่บ่อย ๆ บางครั้งปวดร้าวไปหลัง พออาการดีขึ้นก็คิดว่าเดี๋ยวคงหายเอง แต่ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ไม่ใช่แค่อาการปวดท้องธรรมดา เพราะตับอ่อนอาจเกิดความเสียหายสะสม จนมีพังผืดและทำงานได้น้อยลง บางคนเริ่มถ่ายเป็นมัน น้ำหนักลด หรือเป็นเบาหวานตามมา และโรคนี้ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยง มะเร็งตับอ่อนที่เพิ่มขึ้นด้วย
ต้องทำยังไง? รักษาและติดตามกับแพทย์สม่ำเสมอ งดแอลกอฮอล์ เลิกบุหรี่ และดูแลปัญหาการย่อยอาหารหรือน้ำตาลที่เกิดร่วมด้วย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง จะต้องตรวจคัดกรองมะเร็งตับอ่อนเป็นประจำ เพราะต้องพิจารณาความเสี่ยงเป็นรายบุคคล แล้วจะลดความเสี่ยงจากโรคอักเสบเรื้อรังได้ยังไง?
อยากให้จำไว้ว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ทำให้อาการหาย แต่ต้องดูแลโรคที่เป็นต้นเหตุ
• รักษาต้นเหตุให้ถูก — ถ้าเกิดจากเชื้อโรค ต้องรักษาเชื้อ ถ้าเป็นโรคอักเสบเรื้อรัง ก็ต้องควบคุมโรคตามแผนแพทย์
• อย่าขาดการติดตาม — บางโรคต้องตรวจเลือด ส่องกล้อง หรือเฝ้าระวังมะเร็งตามความเสี่ยง แม้ช่วงนั้นไม่มีอาการ
• เลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ — ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้หลายโรคแย่ลง และลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
• ดูแลน้ำหนักและอาหาร — เน้นอาหารหลากหลาย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อดูแลสุขภาพโดยรวม
การอักเสบไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นมะเร็งทุกคน และโรคทั้ง 5 อย่างก็มีความเสี่ยงไม่เท่ากัน แต่ถ้ารู้ว่าตัวเองมีโรคอักเสบเรื้อรังอยู่แล้ว อย่าดูแค่ว่าวันนี้ยังปวด ยังแสบ หรือยังมีอาการผิดปกติอยู่หรือเปล่า เพราะบางโรคอาจดำเนินต่อได้ แม้เราจะรู้สึกสบายดี สิ่งที่ผมอยากให้ทำคือ รักษาต้นเหตุให้เหมาะสม และติดตามโรคตามที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวมะเร็ง แต่ไม่ควรปล่อยให้โรคที่เรารู้ว่ามีอยู่แล้ว ถูกลืมไปเพียงเพราะอาการสงบลง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รู้ก่อนดื่ม! “น้ำขิง” กับ 4 กลุ่มคนที่ควรระวัง เปิดคำแนะนำจากข้อมูลการแพทย์

4 กลุ่มคนที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง แม้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่บางคนอาจได้รับผลเสีย
น้ำขิงมีประโยชน์ แต่ใครบ้างที่ควรระวัง? เปิด 4 กลุ่มคนที่อาจไม่เหมาะกับการดื่มน้ำขิงเข้มข้น พร้อมข้อควรระวังสำหรับคนเป็นกรดไหลย้อน ใช้ยาละลายลิ่มเลือด และเตรียมผ่าตัด
น้ำขิงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน หลายคนนิยมดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ ในตอนเช้าหรือช่วงอากาศเย็น เพราะให้ความรู้สึกอบอุ่นและอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า แม้ขิงจะเป็นสมุนไพรที่ใช้ประกอบอาหารได้ทั่วไป ก็ไม่ได้หมายความว่าการดื่มน้ำขิงเข้มข้นจะเหมาะกับทุกคนเสมอไป
โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อน ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี และผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด เพราะสารออกฤทธิ์ในขิงอาจกระตุ้นให้เกิดอาการไม่สบาย หรือมีปฏิกิริยากับยาบางประเภทได้
แล้วน้ำขิงมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร ใครบ้างที่ควรระวังการดื่ม และการกินขิงในอาหารแตกต่างจากการดื่มน้ำขิงเข้มข้นหรือไม่? มาดูคำอธิบายจากข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือกัน
น้ำขิงมีประโยชน์อะไรต่อสุขภาพ?
ขิงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale เป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำเหง้ามาใช้ประกอบอาหารและทำเครื่องดื่ม โดยมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น จินเจอรอล (Gingerols) และโชกาออล (Shogaols) ซึ่งเป็นสารประกอบที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น รสเผ็ดร้อน และคุณสมบัติทางชีวภาพของขิง
ข้อมูลจาก National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มีการศึกษาการใช้ขิงเพื่อบรรเทาอาการทางสุขภาพหลายประเภท โดยประโยชน์ที่มีหลักฐานสนับสนุนค่อนข้างชัดเจนคือการช่วยลดอาการคลื่นไส้บางชนิด โดยเฉพาะอาการแพ้ท้อง
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากศึกษาการใช้ขิงในรูปแบบผง แคปซูล หรือสารสกัดที่มีปริมาณกำหนดไว้ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าน้ำขิงทุกสูตรจะให้ผลเหมือนกัน เพราะความเข้มข้นและปริมาณสารออกฤทธิ์อาจแตกต่างกันมาก
1. อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้
ขิงเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจในการศึกษาเรื่องการบรรเทาอาการคลื่นไส้ โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าขิงอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้
สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ NHS แนะนำว่า ผู้ที่มีอาการแพ้ท้องอาจลองอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีขิงเป็นส่วนประกอบได้ แต่หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงระหว่างตั้งครรภ์ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อน
อย่างไรก็ตาม ขิงไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่ากันสำหรับอาการคลื่นไส้ทุกสาเหตุ และไม่ควรใช้แทนยารักษาอาการคลื่นไส้ที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการรุนแรงหรืออาเจียนต่อเนื่อง
2. อาจช่วยลดอาการปวดประจำเดือนบางราย
งานวิจัยบางส่วนพบว่าการรับประทานขิงในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนได้ โดยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของสารประกอบในขิงที่อาจมีผลต่อกระบวนการอักเสบ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับขนาดที่เหมาะสมและประสิทธิภาพระยะยาว จึงไม่ควรสรุปว่าการดื่มน้ำขิงหนึ่งแก้วสามารถรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ในทุกคน
3. อาจช่วยบรรเทาอาการไม่สบายท้องบางประเภท
ขิงมีการนำมาใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อบรรเทาอาการแน่นท้องและคลื่นไส้ ขณะที่การศึกษาบางส่วนสนใจผลของขิงต่อการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและระบบย่อยอาหาร
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอกอาจรู้สึกไม่สบายมากขึ้นหลังดื่มน้ำขิง โดยเฉพาะน้ำขิงที่มีความเข้มข้นสูง จึงควรสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายก่อนดื่มเป็นประจำ
4. ทำให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเมื่อดื่มร้อน
น้ำขิงอุ่น ๆ อาจช่วยให้รู้สึกสบายตัวในวันที่อากาศเย็น โดยเฉพาะเมื่อดื่มในอุณหภูมิที่เหมาะสม และมีน้ำอุ่นเป็นส่วนประกอบหลัก
อย่างไรก็ตาม แม้การดื่มน้ำขิงอุ่นจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าน้ำขิงสามารถป้องกันไข้หวัด รักษาโรคติดเชื้อ หรือเพิ่มภูมิคุ้มกันจนป้องกันการเจ็บป่วยได้โดยตรง
4 กลุ่มคนที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง
แม้ขิงจะเป็นส่วนประกอบของอาหารที่คนทั่วไปสามารถรับประทานได้ แต่ในบางสถานการณ์อาจต้องจำกัดปริมาณหรือปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะการดื่มน้ำขิงเข้มข้นเป็นประจำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงในปริมาณสูง
1. ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนหรือมีอาการแสบร้อนกลางอก
ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน หรือ Gastroesophageal Reflux Disease (GERD) อาจต้องระมัดระวังการดื่มน้ำขิง โดยเฉพาะเมื่อเป็นน้ำขิงเข้มข้นหรือดื่มในปริมาณมาก
ข้อมูลจาก NCCIH ระบุว่า ขิงที่รับประทานทางปากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการไม่สบายท้อง แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย และระคายเคืองบริเวณปากหรือลำคอได้
ดังนั้น ผู้ที่มีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกระคายเคืองกระเพาะอาหารหลังดื่มน้ำขิง ควรลดปริมาณหรือหยุดดื่ม และสังเกตว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนทุกคนต้องงดขิงโดยเด็ดขาด เพราะการตอบสนองต่ออาหารแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากดื่มน้ำขิงแล้วไม่มีอาการผิดปกติ อาจไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงทั้งหมด แต่ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อย
2. ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
อีกกลุ่มที่ควรระมัดระวังคือผู้ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin), อะพิซาแบน (Apixaban) หรือริวารอกซาแบน (Rivaroxaban) รวมถึงยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) และโคลพิโดเกรล (Clopidogrel)
ศูนย์มะเร็ง Memorial Sloan Kettering Cancer Center ระบุว่า ขิงในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาบางชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
อย่างไรก็ตาม งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความเสี่ยงเลือดออก พบว่าหลักฐานเกี่ยวกับผลของขิงต่อการเกิดเลือดออกยังมีความขัดแย้งกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มน้ำขิงตามปกติจะทำให้เลือดออกผิดปกติในทุกคน
ผู้ที่รับประทานยากลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนดื่มน้ำขิงเข้มข้นเป็นประจำ หรือใช้สารสกัดขิงในปริมาณสูง และไม่ควรหยุดยาประจำตัวด้วยตนเองเพื่อเปลี่ยนมากินสมุนไพรแทน
3. ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหรือโรคทางเดินน้ำดี
ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการปวดท้องจากนิ่วหรือมีปัญหาการอุดตันของทางเดินน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขิงในปริมาณสูงหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิง
Memorial Sloan Kettering Cancer Center ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงอาจเพิ่มการไหลของน้ำดี จึงแนะนำให้ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับผลของน้ำขิงที่ชงดื่มตามปกติต่อผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดี จึงไม่ควรตีความว่าการกินขิงเล็กน้อยในอาหารจะกระตุ้นให้นิ่วเคลื่อนตัวหรือทำให้เกิดการอุดตันอย่างแน่นอน
หากมีอาการปวดท้องด้านขวาบนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะร่วมกับไข้ อาเจียน หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนจากโรคถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดีที่ต้องได้รับการรักษา
4. ผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด
ผู้ที่มีนัดผ่าตัดควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานเป็นประจำ รวมถึงขิง เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้ระหว่างการผ่าตัด
ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ขิงเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่แนะนำให้หยุดใช้ก่อนการผ่าตัดประมาณ 14 วัน เช่นเดียวกับสมุนไพรบางประเภทที่อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเลือดออก
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำนี้มุ่งเน้นความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะการใช้เป็นประจำหรือใช้ในปริมาณสูง ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานอาหารที่มีขิงเล็กน้อยจะมีอันตรายเทียบเท่ากับการกินสารสกัดขิงเข้มข้น
หากกำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งทีมแพทย์ว่าดื่มน้ำขิงหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงบ่อยเพียงใด เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าควรหยุดเมื่อใดตามชนิดของการผ่าตัดและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ดื่มน้ำขิงทุกวันได้ไหม? ควรดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง การดื่มน้ำขิงที่ชงจากขิงสดในปริมาณพอเหมาะอาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารตามปกติได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดื่มทุกวันเพื่อหวังผลรักษาโรค
หากต้องการดื่มน้ำขิง ควรคำนึงถึงวิธีเตรียมเครื่องดื่มและข้อควรระวังดังต่อไปนี้
- เลือกน้ำขิงที่ไม่เข้มข้นจนเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มดื่มหรือมีระบบทางเดินอาหารไวต่ออาหารบางชนิด
- หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลมากเกินไป เพราะเครื่องดื่มน้ำขิงสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีน้ำตาลสูง
- สังเกตอาการหลังดื่ม หากมีอาการแสบร้อนกลางอก ปวดท้อง หรือท้องเสีย ควรลดปริมาณหรือหยุดดื่ม
- ไม่ใช้แทนยารักษาโรค โดยเฉพาะยาที่แพทย์สั่งสำหรับโรคประจำตัว
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัดขิงเข้มข้น หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิด หรือกำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด
ทั้งนี้ ปริมาณขิงในน้ำขิงแต่ละสูตรอาจแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณขิงสด วิธีต้ม ระยะเวลาในการชง และส่วนผสมอื่น จึงไม่ควรนำปริมาณขิงที่ใช้ในการทดลองทางคลินิกมาเทียบกับจำนวนแก้วน้ำขิงโดยตรง
หญิงตั้งครรภ์ดื่มน้ำขิงได้หรือไม่?
หลายคนอาจสงสัยว่าหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงน้ำขิงด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีข้อมูลทั้งเรื่องการช่วยลดอาการแพ้ท้องและข้อควรระวังเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ข้อมูลจาก NHS ระบุว่า อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ได้ และไม่ได้มีคำแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนต้องงดขิงที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร
อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้ขิงในรูปแบบแคปซูล สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะปริมาณสารออกฤทธิ์อาจสูงกว่าขิงที่รับประทานตามปกติ
หากมีอาการแพ้ท้องรุนแรง อาเจียนจนกินอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีสัญญาณขาดน้ำ ไม่ควรพึ่งน้ำขิงเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์
สรุป 4 กลุ่มคนที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง
แม้น้ำขิงจะเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่ได้รับความนิยมและมีงานวิจัยสนับสนุนประโยชน์บางด้าน โดยเฉพาะการบรรเทาอาการคลื่นไส้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคนหรือปลอดภัยในทุกปริมาณ
กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอก ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี และผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด
สิ่งสำคัญคือการแยกความแตกต่างระหว่างการกินขิงเล็กน้อยในอาหาร การดื่มน้ำขิงตามปกติ และการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงเข้มข้น เพราะผลต่อร่างกายอาจไม่เหมือนกัน หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สมุนไพรเพื่อหวังผลด้านสุขภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 4/11/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 62,650.00 | 62,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,050.00 | 61,398.00 | 63,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,645.00 | 55,258.20 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,240.00 | 49,118.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,822.50 | 27,629.10 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,417.50 | 21,489.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,196.89 | 63,624.85 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 4/11/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 41.54 | 41.54 | 42.04 | 41.54 | 41.54 | 41.54 | 41.54 | 41.54 | 41.54 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.17 | 41.17 | 41.67 | 41.17 | 41.17 | 41.17 | 41.17 | 41.17 | 41.17 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.50 | 33.50 | 33.70 | 33.50 | – | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.05 | 48.55 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.05 |
| เบนซิน 95 | 51.03 | – | – | 50.61 | – | 51.53 | 51.18 | – | 51.03 |
| ดีเซล | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 |
| ดีเซล B20 | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 | – | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 49.05 | 49.05 | 51.84 | 49.05 | – | – | – | – | 49.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |







