คอนโด กทม. ตั้งรับมรสุม 3 เด้ง ‘น้ำท่วม-กำลังซื้อหด-สต็อกล้น’

- ตลาดคอนโดฯ กรุงเทพฯ เผชิญ 3 ปัจจัยลบหลัก ได้แก่ กำลังซื้อที่อ่อนแอลงทั้งจากคนไทยและต่างชาติ, สต็อกห้องชุดเหลือขายสะสมสูงกว่า 65,000 ยูนิต และปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความไม่แน่นอน
- สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องตัดสินใจเลื่อนการเปิดขายโครงการใหม่ออกไปก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์
- ผู้ประกอบการปรับตัวโดยหันมาเน้นการระบายสต็อกคอนโดที่สร้างเสร็จพร้อมโอน และพึ่งพากำลังซื้อในประเทศมากขึ้น หลังผู้ซื้อชาวจีนชะลอตัวลงจากการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น
ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ไตรมาส 3 ปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อคนไทยและต่างชาติอ่อนแรง รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมทำให้บางโครงการต้องเลื่อนเปิดขาย แม้ยอดเปิดตัวใหม่ 9 เดือนแรกยังเพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แต่สต๊อกเหลือขายกว่า 65,000 ยูนิต มูลค่ารวม 370,000 ล้านบาท เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งระบาย
สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ในไตรมาส 3 ปี 2569 กำลังเผชิญบททดสอบที่ซับซ้อนกว่าการแข่งขันด้านทำเลและราคา เมื่อปัจจัยลบทางเศรษฐกิจเข้ามากดดันกำลังซื้อ ขณะที่ความต้องการจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ยังไม่ฟื้นตัว และสถานการณ์ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมเข้ามาเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด
“แรงกดดันส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายตัดสินใจเลื่อนเปิดขายโครงการใหม่ช่วงปลายเดือนก.ย. ออกไปก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และรอดูทิศทางตลาดที่ชัดเจนขึ้น บางโครงการเลือกเปิดขายแบบไม่เป็นทางการ โดยให้ลูกค้าบางกลุ่มเข้าจองล่วงหน้า เพื่อทดสอบกำลังซื้อก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4”
แม้ตลาดยังมีโครงการใหม่ทยอยเข้าสู่ระบบ แต่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น การตัดสินใจเปิดโครงการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของที่ดินหรือแผนธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินความเสี่ยงด้านกำลังซื้อ สภาพแวดล้อม และโอกาสในการปิดการขายควบคู่กัน

9 เดือน เปิดใหม่ 1.4 หมื่นยูนิต
แม้ต้องเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน แต่ภาพรวมอุปทานคอนโดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ ยังไม่ได้หดตัวรุนแรง ในไตรมาส 3 ปี 2569 มีคอนโดเปิดขายใหม่ 4,876 ยูนิต เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากไตรมาส 2 ส่งผลให้ยอดเปิดตัวสะสมในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ 14,377 ยูนิต เพิ่มขึ้น 6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 4 ยังมีอีกหลายโครงการเตรียมเปิดขาย ทำให้จำนวนคอนโดเปิดใหม่ตลอดปีอยู่ที่ 16,000-17,000 ยูนิต
“ตัวเลขเปิดตัวใหม่ที่ยังเติบโต ไม่ได้หมายความว่าตลาดกลับมาแข็งแกร่งเต็มที่ เพราะจำนวนยูนิตเปิดขายเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ อีกด้านที่ต้องพิจารณาคือความสามารถในการขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ตามเป้าหมายในภาวะที่ผู้ซื้อระวังการใช้จ่าย การเปิดโครงการใหม่จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การเปลี่ยนอุปทานให้กลายเป็นยอดขายและรายได้ โดยไม่เพิ่มภาระสต๊อกคงค้างให้บริษัทมากเกินไป”
รถไฟฟ้าแม่เหล็กดึงดีมานด์
สุรเชษฐ ระบุว่า โครงข่ายรถไฟฟ้าที่ขยายตัวครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาคอนโดมิเนียม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเลือกทำเลตามแนวรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว โดยปรับระดับราคาและรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับระยะห่างจากสถานีและพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่ผ่านมา พื้นที่เมืองชั้นนอกมีบทบาทสำคัญรองรับโครงการใหม่ เนื่องจากมีฐานลูกค้าและระดับราคาที่เข้าถึงได้กว้างกว่าเทียบทำเลใจกลางเมือง แต่เมื่อกำลังซื้ออ่อนแรง กลยุทธ์การลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนไป
“ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการปิดการขายโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอน หรือโครงการที่มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปีนี้มากขึ้น ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่ยังดำเนินต่อไป แต่มีแนวโน้มเลือกขนาดโครงการเล็กลง ลดจำนวนยูนิตต่อโครงการ หรือหันมาใช้รูปแบบสร้างเสร็จก่อนขายมากขึ้น”
นอกจากนี้ ทำเลที่มีศักยภาพชัดเจนในปัจจุบันยังได้รับความสนใจมากกว่าพื้นที่ที่ต้องรอการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าในอนาคตการปรับตัวดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการลงทุนที่เน้นลดความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการขาย มากกว่าการเร่งขยายอุปทานเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดเพียงอย่างเดียว
สต๊อก 6.5 หมื่นยูนิต มูลค่า 3.7 แสนล้าน
ปัจจุบันตลาดคอนโดกรุงเทพฯ มีหน่วยเหลือกว่า 65,300 ยูนิต มูลค่ารวม 370,000 ล้านบาท คาดว่า 2-3 ปี จะขายหมดถ้าไม่เปิดใหม่ ในจำนวนนี้ราว 25,700 ยูนิต เป็นคอนโดที่ก่อสร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ คิดเป็น 40% ของอุปทานเหลือขายทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่โครงการที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงคอนโดพร้อมอยู่ที่เพราะหากปล่อยให้สต๊อกสะสมยาวนาน ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการดูแลโครงการ และภาระจากการรอรับรู้รายได้
เมื่อพิจารณาตามระดับราคา พบว่าคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท หรือไม่เกิน 100,000 บาท ต่อ ตร.ม. มีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 55% ของคอนโดเหลือขายทั้งหมด หากรวมคอนโดราคาตั้งแต่ 100,001-150,000 บาทต่อ ตร.ม. สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 76% สาเหตุสำคัญมาจากคอนโดระดับราคาดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีการเปิดขายจำนวนมาก จึงมีอุปทานสะสมอยู่ในตลาดสูง
“โจทย์เวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโครงการใหม่ แต่ต้องเร่งเปลี่ยนสต๊อกให้เป็นยอดโอน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่กับการลงทุนในอนาคต”
คอนโดต่ำ 1.5 แสนบาทต่อตร.ม. ตลาดใหญ่
เหตุผลที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับคอนโดราคาไม่เกิน 150,000 บาทต่อ ตร.ม. คือฐานลูกค้าที่กว้างกว่าตลาดระดับบน และมีโอกาสเข้าถึงผู้ซื้อได้หลายกลุ่ม ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติแม้ผู้ซื้อบางส่วนจะเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ จึงยังแข่งขันกันด้วยราคา โปรโมชัน และเงื่อนไขการชำระเงิน เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์
“ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างการจองซื้อกับการโอนกรรมสิทธิ์ แม้ลูกค้าจะสนใจโครงการและตัดสินใจจองแล้ว แต่หากไม่สามารถขอสินเชื่อได้ตามวงเงินที่ต้องการ การซื้อขายก็ไม่อาจดำเนินต่อได้”
ปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการบางรายที่พัฒนาโครงการราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อ ตร.ม. ต้องหาวิธีเพิ่มโอกาสปิดการขาย ด้วยการเปิดให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยในลักษณะเช่าก่อน แล้วจึงยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อในภายหลังเมื่อมีความพร้อมขณะเดียวกัน ยังมีการลดราคาและจัดโปรโมชันเพื่อเร่งระบายห้องชุดที่สร้างเสร็จแล้ว
แม้มาตรการเหล่านี้อาจไม่มีในทุกโครงการ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการขายในตลาดปัจจุบันต้องอาศัยความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนยอดขายให้เป็นยอดโอน
ตรวจสอบเข้มขึ้น เขย่าตลาดจีนชะลอ
อีกหนึ่งแรงกดดันที่ส่งผลต่อตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ คือการลดลงของกำลังซื้อชาวจีนต่อเนื่อง 1-2 ปีก่อนหน้า ปัจจัยหนึ่งมาจากข่าวด้านความปลอดภัยที่กระทบภาพลักษณ์ประเทศไทย ข้อมูลระบุในรายงานชี้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยปี 2568 ลดลง 33.6% ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของผู้ซื้อชาวจีนลดลง 13% ในปีเดียวกัน
“ครึ่งแรกของปี 2569 การซื้อของลูกค้าจีนยังชะลอตัว ประกอบกับการตรวจสอบเอกสาร แหล่งที่มาของเงินทุน และโครงสร้างการถือหุ้นของนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติเกี่ยวข้องมีความเข้มงวดมากขึ้น”
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความคล่องตัวในการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยใช้เงินจากการดำเนินธุรกิจในประเทศอื่นมาซื้ออสังหาฯ ในไทย เมื่อขั้นตอนตรวจสอบเข้มงวดขึ้น รูปแบบการซื้อบางส่วนจึงลดลง กระทบทั้งคอนโด บ้านราคาสูง ซึ่งเผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงเช่นกัน ผู้ประกอบการต้องกลับมาพึ่งพากำลังซื้อในประเทศมากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านรายได้และสินเชื่อที่ยังเป็นโจทย์สำคัญ
น้ำท่วมอาจเปลี่ยนโจทย์เลือกที่อยู่อาศัย
แม้สถานการณ์น้ำท่วมสร้างผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นในบางพื้นที่ แต่อีกมุมหนึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อพิจารณาคอนโดในฐานะทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพราะอาคารสูงมีความเสี่ยงต่อความเสียหายของทรัพย์สินภายในห้องจากน้ำท่วมน้อยกว่าบ้าน
แต่ความได้เปรียบนี้ไม่ได้หมายความว่าคอนโดจะปลอดภัยจากน้ำท่วมทุกกรณี เพราะการเดินทาง ระบบสาธารณูปโภค พื้นที่ส่วนกลาง และการเข้าถึงอาคารก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้า มีชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต จึงอาจได้รับความสนใจมากขึ้น หากช่วยให้ผู้อยู่อาศัยดำเนินชีวิตประจำวันได้สะดวกแม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คอนโดใหม่จ่อขึ้นราคาตามต้นทุน ก่อสร้าง ค่าแรงและราคาที่ดิน

- ราคาคอนโดใหม่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และราคาที่ดิน
- ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างชัดเจน
- ผู้ประกอบการไม่สามารถขึ้นราคาได้เต็มที่ จึงหันมาใช้กลยุทธ์จัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยเน้นการให้ของแถมและส่วนลดเงินสด
- คาดการณ์ว่าราคาคอนโดใหม่จะยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4 จากปัจจัยด้านต้นทุนที่ยังคงมีอยู่
ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ-ปริมณฑลกำลังเผชิญโจทย์สองด้าน ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการเร่งระบายห้องชุดที่ยังอยู่ระหว่างการขาย เมื่อผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้เต็มที่ตามต้นทุน การแข่งขันจึงขยับจากการกำหนดราคาไปสู่การจัดโปรโมชั่นเพื่อรักษายอดขายและกระแสเงินสด
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) รายงานดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 161.8 เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)แม้การเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายไตรมาสจะอยู่ในระดับต่ำ แต่การขยับขึ้นเมื่อเทียบรายปีสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังส่งผ่านมายังราคาห้องชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาวัสดุและค่าแรง รวมถึงราคาที่ดินในทำเลศักยภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน ศูนย์กลางธุรกิจ และแหล่งอำนวยความสะดวก
ต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารสมดุลระหว่างราคาขายกับความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค หากปรับราคาขึ้นมากเกินไปอาจกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ แต่หากตรึงราคาไว้โดยไม่บริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม ก็อาจกดดันอัตรากำไรของโครงการ ภาพตลาดจึงไม่ได้สะท้อนเพียงการปรับขึ้นของราคาคอนโดฯ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการเปลี่ยนห้องชุดที่พัฒนาเสร็จหรืออยู่ระหว่างการขายให้กลายเป็นรายได้จริง ท่ามกลางการแข่งขันที่ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น

ดัชนีราคากทม.ขยับแซงปริมณฑล
เมื่อแยกตามพื้นที่ พบว่าราคาห้องชุดใหม่ในกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าพื้นที่ปริมณฑล สะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างตลาดและแรงกดดันด้านต้นทุนในแต่ละทำเลกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีราคาอยู่ที่ 165.3 เพิ่มขึ้น 2.4% YoY และ 0.1% QoQ ขณะที่ 2 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการและนนทบุรี มีค่าดัชนีอยู่ที่ 147.1 เพิ่มขึ้น 1.5% YoY และ 0.2% QoQ
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้ราคาห้องชุดใหม่ในทั้งสองพื้นที่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่กรุงเทพฯ มีอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนมากกว่า ขณะที่ปริมณฑลมีการขยับขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนสูงกว่าเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม การอ่านทิศทางตลาดจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับระดับราคาขาย ทำเล กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสถานะการขายของแต่ละโครงการ เนื่องจากดัชนีภาพรวมไม่สามารถสะท้อนความแตกต่างของคอนโดฯ ทุกระดับราคาได้ทั้งหมดสำหรับผู้ประกอบการ ความท้าทายจึงอยู่ที่การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนและกำลังซื้อของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ขณะที่ผู้ซื้อยังมีโอกาสเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายโครงการก่อนตัดสินใจ

อัดโปรโมชั่น ‘ของแถม’ ครองแชมป์ 45.4%
เมื่อราคาห้องชุดใหม่มีแนวโน้มปรับขึ้น แต่การเร่งยอดขายยังเป็นภารกิจสำคัญ โปรโมชั่นจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างแรงจูงใจ โดยข้อมูลของ REIC ระบุว่า รูปแบบส่งเสริมการขายในไตรมาส 3 ปี 2569 ส่วนใหญ่เป็นการให้ของสมนาคุณ คิดเป็น 45.4% เพิ่มขึ้นจาก 44.8% ในไตรมาสก่อนรองลงมาคือการให้ส่วนลดเงินสด ซึ่งมีสัดส่วน 24.5% เพิ่มขึ้นจาก 22.9% ในไตรมาสก่อน สะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการในการลดภาระค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้ซื้อโดยตรง
ขณะที่การฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์มีสัดส่วน 30.1% ลดลงจาก 32.3% ในไตรมาสก่อน แม้สัดส่วนจะลดลง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในช่วงโอนกรรมสิทธิ์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะราคาหน้าป้าย แต่พยายามเพิ่มมูลค่าของข้อเสนอผ่านหลายรูปแบบ ทั้งของสมนาคุณ ส่วนลดเงินสด และการรับภาระค่าใช้จ่ายในวันโอน เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจัดโปรโมชั่นย่อมมีต้นทุนเช่นกัน ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินความคุ้มค่าระหว่างการลดภาระให้ลูกค้ากับผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไร โดยเฉพาะโครงการที่มีต้นทุนพัฒนาสูงหรือมีห้องชุดเหลือขายจำนวนมาก
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ซื้อควรพิจารณาข้อเสนอโดยดูต้นทุนสุทธิและเงื่อนไขทั้งหมด ไม่ใช่เพียงมูลค่าของแถมหรือส่วนลดที่โครงการนำเสนอ เพราะสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันอาจส่งผลต่อความคุ้มค่าโดยรวมไม่เท่ากัน

จับตาไตรมาส 4 ราคาคอนโดขึ้นต่อ
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 /2569 คาดว่าดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาวัสดุก่อสร้างที่เคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมัน และราคาที่ดินในทำเลศักยภาพที่ยังอยู่ในระดับสูง
หากต้นทุนยังเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการอาจต้องทบทวนราคาขายและกลยุทธ์การตลาดควบคู่กัน โดยเฉพาะโครงการที่มีต้นทุนสูงและต้องรักษาระดับราคาขายเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการพัฒนา ขณะเดียวกัน การเร่งระบายสต็อกยังมีความสำคัญต่อการสร้างกระแสเงินสดและลดภาระการถือครองห้องชุดที่ยังขายไม่ออก
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองเหลือประเภทละ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยลดข้อจำกัดในการซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์
ถึงกระนั้น มาตรการกระตุ้นตลาดอาจช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการตัดสินใจซื้อ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคทุกกลุ่มจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นในระดับเดียวกัน ผู้ประกอบการจึงยังต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และนำเสนอเงื่อนไขที่ตอบโจทย์ความสามารถในการซื้อจริง

เกมใหม่ วัดกันที่ต้นทุนและยอดโอน
ทิศทางดัชนีราคาห้องชุดใหม่ในไตรมาส 3 สะท้อนภาพตลาดที่ราคาขยับขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุน ขณะที่การขายยังต้องอาศัยโปรโมชั่นเข้ามาช่วยสร้างแรงจูงใจ ความท้าทายในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การบริหารทั้งสองด้านให้เดินไปด้วยกัน โดยไม่ปล่อยให้ต้นทุนที่สูงขึ้นบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับผู้ประกอบการ การควบคุมต้นทุนตั้งแต่การจัดซื้อ การวางแผนพัฒนาโครงการ ไปจนถึงการกำหนดราคาและบริหารสต็อก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษากระแสเงินสดและอัตรากำไร ขณะที่การทำโปรโมชั่นต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะช่วยเพิ่มยอดขาย ลดสต็อก หรือเร่งการโอนกรรมสิทธิ์
แม้ราคาคอนโดใหม่แนวโน้มขยับขึ้นต่อในไตรมาส 4 แต่ความสำเร็จของตลาดจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปรับราคาขายเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นยอดขายจริง ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 ต.ค.69 ‘แข็งค่า’ ตลาดมองเฟดไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหนุนมาจากการที่ตลาดปรับลดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- นักลงทุนจับตาการประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ 12 ตุลาคม ณ ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.40- 33.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.51-33.65 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าเร่งขึ้นดอกเบี้ยรวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าลงบ้าง
ทั้งนี้ เงินบาทเผชิญแรงกดดันอยู่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง แม้จะพอได้แรงหนุนบ้างตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด และการปรับลดโอกาสบรรดาธนาคารกลางเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด

Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก ก่อนจะรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในช่วงราว 19.30 น. อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากมาเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank อาจสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้บ้าง แต่โดยรวมเรามองว่า เงินบาทอาจยังพอมีโซนแนวรับแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านแรกอาจอยู่แถว 33.60 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ ควรติดตาม การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ รวมถึง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอควร ส่วนความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนราคาพลังงานในช่วงนี้ จะเป็นปัจจัยที่คอยกดดันเงินบาทอยู่ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ โดยหากอัตราเงินเฟ้อ CPI และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากกว่าชัดเจน อีกทั้ง สัดส่วนของราคาสินค้าและบริการ ที่เร่งตัวขึ้น ได้ทยอยปรับตัวลดลง (Inflation Breadth ส่งสัญญาณภาพการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อที่ดีขึ้น) อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย กดดันให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง พร้อมทั้งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งเปิดโอกาสให้ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อ CPI เร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราเชื่อว่า ผู้เล่นในตลาดจะกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทพอควร เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน ทดสอบโซน 33.65-33.70 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก (แนวต้านสำคัญยังคงอยู่แถว 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์)
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มการเงิน บางส่วน หลังรายงานผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ต่างออกมาผสมผสาน ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้นบ้าง หลัง NY FED John Williams ระบุว่า FED ยังควรขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2027 ยังไม่มีความจำเป็น โดยถ้อยแถลงดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.3% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ย่อลง -0.2%
▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -0.1% ท่ามกลางแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากฝั่งสหรัฐฯ รวมถึงความกังวลต่อปัญหาฐานะการคลังของฝรั่งเศส และประเด็นความไม่แน่นอนของการเมืองยุโรป ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนราคาพลังงานในช่วงนี้
▪ ตลาดบอนด์ – แม้ในช่วงแรก ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.23%(หลังย่อตัวสู่ระดับ 5.18% ก่อนหน้า) ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ กอปรกับภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงินโดยรวม ได้ช่วยชะลอและจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และแม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน)หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลงเช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หลังผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ ขณะเดียวกัน แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ทำให้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ได้เป็นอีกปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลง สู่โซน 102.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.1-102.4 จุด)
▪ ทองคำ – แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะได้แรงหนุนบ้าง ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ ทว่า ราคาทองคำกลับยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และจังหวะปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลง ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง จากถ้อยแถลงของ NY FED John Williams หนุนให้ ราคาทองคำ ทรงตัวแถว 4,170 ดอลลาร์ต่อออนซ์
▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญ คือ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ที่จะรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ (FED Beige Book) ที่จะรับรู้ในช่วงราว 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED
▪ ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป
▪ ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึง ยอดการส่งออกและนำเข้า ในเดือนกันยายน ทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ของญี่ปุ่น
▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงประเด็นการเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอสมควร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘อธิปไตยข้อมูล’ ทางรอดองค์กรยุค AI คุมต้นทุน-สร้างมูลค่าธุรกิจ

- ในยุคที่โมเดล AI กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน ความได้เปรียบทางการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้โมเดล แต่อยู่ที่การใช้ “อธิปไตยข้อมูล” เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจและรักษาสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา
- การขาดโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI ทำให้องค์กรเผชิญความท้าทายในการควบคุมต้นทุน
- ระบบที่ไม่พร้อมอาจนำไปสู่การใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง และทำให้โครงการ AI ส่วนใหญ่ไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้
- การชะลอการตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อรักษาอธิปไตยข้อมูล อาจสร้างความเสี่ยง 3 ด้านแก่องค์กร ได้แก่ การสูญเสียทางเลือกด้านเทคโนโลยี, ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจาก “Shadow AI”, และการพัฒนาทักษะบุคลากรไม่ทันการเปลี่ยนแปลง
ติดปัญหา โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม
แม้องค์กรในภูมิภาค APJ จะให้ความสนใจกับ AI เพิ่มขึ้น แต่การนำโครงการทดลองไปใช้งานจริงยังเป็นความท้าทาย โดยต้นฉบับระบุว่าโครงการต้นแบบ AI เกือบ 88% ไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้
รายงาน Enterprise Cloud Index (ECI) ปีที่ 8 ของนูทานิคซ์ ระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจที่เป็นผู้นำด้านไอที 85% มองว่า AI เป็นแรงผลักดันให้ต้องปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัย ขณะที่ 82% ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร (On-premises) ที่มีอยู่ยังไม่พร้อมรองรับภาระงาน AI
ช่องว่างระหว่างความต้องการใช้งาน AI กับความพร้อมของระบบอาจทำให้การใช้ทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพและเพิ่มต้นทุน โดยเฉพาะเมื่อการประมวลผล AI มีค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับจำนวนโทเคน (Tokens) ที่ใช้งาน
ดารียุชเปรียบเทียบว่า ในอดีตองค์กรประเมินความเร็วและต้นทุนการประมวลผลด้วยหน่วย MIPS ในยุคเมนเฟรม ส่วนยุค AI ให้ความสำคัญกับจำนวนโทเคนที่ประมวลผล อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนหน่วยวัดไม่ได้ทำให้ความจำเป็นในการวางสถาปัตยกรรมระบบที่เหมาะสมลดลง
หาก AI ใช้โทเคนไปกับผลลัพธ์ที่คลาดเคลื่อนหรือสร้างข้อมูลขึ้นเอง (Hallucination) ก็เท่ากับสิ้นเปลืองทรัพยากร องค์กรจึงต้องมีแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
3 ความเสี่ยงจากการรอดูท่าที
การชะลอการตัดสินใจด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานอาจดูเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน แต่ดารียุชมองว่า การไม่ลงมือดำเนินการอาจสร้างผลกระทบต่อองค์กร 3 ด้าน
1. สูญเสียทางเลือกด้านเทคโนโลยี การไม่ตัดสินใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอาจทำให้องค์กรต้องพึ่งพาทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง รวมถึงเผชิญความเสี่ยงจากการปรับขึ้นราคาและข้อจำกัดในการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม
2. Shadow AI เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ผลสำรวจ ECI ระบุว่า 79% ขององค์กรมีหน่วยงานนอกฝ่ายไอทีนำ AI มาใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่ายไอทีไม่สามารถจัดหาแพลตฟอร์ม AI ที่ตอบโจทย์ด้านความเร็วและข้อกำหนดการใช้งานได้ พนักงานอาจพัฒนาโซลูชันขึ้นมาใช้เอง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
3. ทักษะบุคลากรไม่ทันการเปลี่ยนแปลง การปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มไอทีครั้งใหญ่ (Great Replatforming) ทำให้องค์กรต้องพัฒนาทักษะใหม่ หากยังยึดติดกับการบริหารจัดการเวอร์ชวลแมชชีนแบบเดิม ทีมไอทีอาจไม่พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การควบคุมและบริหารจัดการด้วย Agentic AI
เปลี่ยนข้อมูลเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ดารียุชระบุว่า การออกแบบระบบโดยคำนึงถึงอธิปไตยทางข้อมูลตั้งแต่ต้น (Sovereign-by-design) ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพทางธุรกิจ
องค์กรควรมอง AI เป็น “AI Factory” หรือฐานการผลิต AI ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน แทนการแยกโครงการทดลองออกเป็นส่วน ๆ โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ด้าน
1. เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนคลาวด์
การทำทรัพยากร AI ให้อยู่ในรูปแบบเวอร์ชวลและรวมศูนย์ฮาร์ดแวร์ ช่วยให้องค์กรบริหารทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพขึ้น ลดอินสแตนซ์ที่ใช้งานไม่เต็มกำลัง และมีโอกาสลดค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์ได้สูงสุด 40%
2. ปกป้องข้อมูลและรักษาสิทธิในการควบคุม
การเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนไว้ภายในระบบขององค์กร (On-premises) ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านข้อมูลในแต่ละประเทศ เช่น กฎหมาย DPDP ของอินเดีย และกฎหมาย APPI ของญี่ปุ่น
แนวทางนี้ยังช่วยรักษาห่วงโซ่การครอบครองและดูแลรักษาข้อมูล (Chain of Custody) ซึ่งจำเป็นต่อการตรวจสอบย้อนกลับและพิสูจน์ความถูกต้องของระบบ AI ต่อหน่วยงานกำกับดูแล
3. เร่งนำ AI ไปใช้งานจริง
การใช้แพลตฟอร์มที่รองรับทั้งเวอร์ชวลแมชชีนและ Kubernetes เช่น NKP Metal ช่วยลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้องค์กรสามารถติดตั้งและเริ่มใช้งานโมเดลได้ภายในไม่กี่วัน แทนที่จะใช้เวลาหลายเดือนตามต้นฉบับ
เป้าหมายคือการลดระยะเวลาจากการเตรียมระบบไปสู่การใช้งานจริง และเปลี่ยนทรัพยากรที่ใช้ประมวลผล AI ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
‘ข้อมูล’ คือทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร
ดารียุชสรุปว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหามากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารเศรษฐศาสตร์ของ AI ตั้งแต่การจัดเตรียมข้อมูลที่สะอาดและถูกต้อง ไปจนถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและทำงานร่วมกันได้
ข้อมูลจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภาระในการจัดเก็บและบริหารจัดการ แต่เป็นสินทรัพย์ที่องค์กรต้องสามารถเป็นเจ้าของและควบคุมได้ เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับทรัพย์สินทางปัญญา ความไว้วางใจของลูกค้า และผลตอบแทนในอนาคต
โจทย์สำคัญสำหรับผู้นำองค์กรคือ โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีอยู่กำลังช่วยสร้างนวัตกรรม หรือกลายเป็นข้อจำกัดที่ขัดขวางการเติบโตของธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แรงต่อเนื่อง! “ไบร์ท-เบส” โค่นเต็งหนึ่ง คว้าแชมป์ลูกยางชายหาดเอเชียนบีชทัวร์ โดฮา

“ไบร์ท” ธาราวดี นาราพรลภัส และ “เบส” วรพีรชยากร ก้องภพศรุตาวดี สองนักตบลูกยางชายหาดทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมคว้าแชมป์เอเชียนบีชทัวร์ โดฮา โอเพ่น 2026 ที่ประเทศกาตาร์
โดยรอบชิงชนะเลิศ ทีมสาวไทย ผ่านเข้ามาพบกับ ทีมญี่ปุ่น ที่ประกอบด้วย อาซามิ ชิบะ กับ เรกะ มุรากามิ คู่มือวางอันดับ 1 ของรายการ ที่ทำผลงานได้ดีมาอย่างต่อเนื่อง
ผลการแข่งขันปรากฏว่า “ไบร์ท-เบส” เดินหน้าไล่ตบเอาชนะไปได้ 2-0 เซต (21-19 และ 21-12) คว้าแชมป์ วอลเลย์บอลเอเชียนบีช ทัวร์ โดฮา โอเพ่น มาครองได้สำเร็จ
ถือเป็นความสำเร็จอีกครั้งของ “ไบรท์” ธาราวดี และ “เบส” วรพีรชยากร หลังทั้งคู่เพิ่งจะคว้าเหรียญทอง ในการแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
แพทย์ รพ.รามาฯ เตือนใช้ ‘ฮอร์โมน’ เสี่ยง ‘ลิ่มเลือดอุดตัน’

- แพทย์ รพ.รามาฯ เตือนว่าการใช้ฮอร์โมนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งมักถูกมองข้าม
- ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะเอสโตรเจน ที่ใช้ในการคุมกำเนิด, เป็นฮอร์โมนทดแทน หรือในกลุ่มคนข้ามเพศ เป็นตัวการหลักที่เพิ่มความเสี่ยง
- รูปแบบการใช้ฮอร์โมนแบบรับประทานและแบบฉีดมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันสูงกว่าแบบแผ่นแปะผิวหนัง
- สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตคืออาการขาบวมข้างเดียว หรืออาการเจ็บหน้าอกและหอบเหนื่อย ซึ่งอาจเป็นอาการของลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด
ศูนย์โรคเลือดออกง่ายและหลอดเลือดอุดตัน ภายใต้สังกัดศูนย์เพื่อความเป็นเลิศ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมโครงการ “วันหลอดเลือดอุดตันโลก 2026: ฮอร์โมนกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น” เนื่องใน“วันหลอดเลือดอุดตันโลก” ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพอย่างมีความรู้ความเข้าใจ
เพราะภาวะลิ่มเลือดอุดตันอาจไม่ได้แสดงอาการอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น การรู้ปัจจัยเสี่ยงของตนเองโดยเฉพาะการใช้ฮอร์โมนซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม ตลอดจนการสังเกตสัญญาณเตือนและเข้ารับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์เมื่อมีความเสี่ยง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพและช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
ใช้ฮอร์โมน ปัจจัยเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
ศ. นพ.พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ ประธาน International Society on Thrombosis and Haemostasis (ISTH) และหน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การใช้ฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนในกลุ่มคนข้ามเพศ รวมถึงการตั้งครรภ์และระยะหลังคลอด ล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
แม้ฮอร์โมนจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง อาการเตือน และแนวทางการป้องกัน การสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน พร้อมเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้ฮอร์โมนในทุกกลุ่ม
3 สาเหตุหลัก “หลอดเลือดดำอุดตัน”
อ.พญ.หัธมล ชนวรางกูร อาจารย์แพทย์ศูนย์โรคเลือดออกง่ายและหลอดเลือดอุดตัน ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศ และอ.นพ.ภัทระ กาญจนกันทร์ สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมให้ข้อมูลว่า ภาวะหลอดเลือดอุดตัน คือ ภาวะที่มีลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือด ทำให้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด โดยแบ่งเป็น หลอดเลือดแดงอุดตัน ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก และหลอดเลือดดำอุดตัน
ในส่วนของภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน มีสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.) การไหลเวียนของเลือดช้า เช่น การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน นั่งรถหรือเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับตัว
2.) การไม่ได้เคลื่อนไหวนานๆ เช่น การใส่เฝือก และการบาดเจ็บของหลอดเลือด เช่น การใส่สายสวนหลอดเลือด หรือการทำหัตถการทางการแพทย์และการผ่าตัด
3.) ภาวะเลือดแข็งตัวง่าย มีทั้งสาเหตุแต่กำเนิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และสาเหตุภายหลัง เช่น โรคอ้วน และ โรคมะเร็ง
นอกจากนี้ โรคอ้วน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวเนื่องจากนอกจากจะก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงแล้ว ยังส่งผลโดยตรงให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ ระดับความเสี่ยงยังแปรผันตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับโรคประจำตัวของผู้ป่วยที่สะสมเพิ่มขึ้นตามวัย รวมถึง ฮอร์โมน
“จากการศึกษา พบว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันมีความสัมพันธ์กับ อัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วทั้งในเด็กและผู้ใหญ่”
สัญญาณเตือน ขาบวมข้างเดียว – เจ็บหน้าอกหอบเหนื่อย
ตำแหน่งหลักๆที่เกิดลิ่มเลือดอุดตัน คือ
- ที่ขา มักจะมีอาการ ขาบวม และมักบวมข้างเดียว ผิวหนังมีอาการแดง ร้อนที่ขาข้างนั้น หรือมีสีคล้ำผิดปกติ
- ที่ปอด มีอาการหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าลึกๆ และระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำกว่าปกติ
อีกทั้ง ในทางกุมารเวชกรรม มีภาวะอันตรายไม่แพ้กันเลย เรียกว่า “หลอดเลือดฝอยอุดตันเฉียบพลันจนเนื้อเยื่อตาย (Purpura fulminans) ส่งผลให้เกิดหลอดเลือดดำฝอยอุดตันบริเวณผิวหนัง อาการผู้ป่วยจะมีเนื้อตายบริเวณผิวหนัง เห็นเป็นปื้นสีม่วง มีไข้ หรือบางครั้งมีภาวะช็อก และแย่สุดสามารถเสียชีวิตได้ แม้จะพบได้น้อยกว่า 1% แต่ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทันท่วงที
ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสี่ยงสูง
ในส่วนของ “ฮอร์โมน”กับความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ การใช้ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” ซึ่งเป็นตัวการหลักในการเพิ่มความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ต่างจากฮอร์โมนเพศชายอย่างเทสโตสเตอโรนที่พบว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก จนแทบไม่ส่งผลกระทบ
โดยฮอร์โมนเพศหญิงมีข้อบ่งใช้หลักของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันประกอบด้วย
1.การคุมกำเนิด
2.การให้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน
3.การใช้ในกลุ่มคนข้ามเพศ โดยเฉพาะสตรีข้ามเพศที่เปลี่ยนผ่านจากชายเป็นหญิง อีกทั้ง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน พบรายงานการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้เช่นกัน แต่มีระดับความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเอสโตรเจน
ฮอร์โมนแบบกิน-ฉีด เสี่ยงกว่าแปะผิวหนัง
นอกจากชนิดของฮอร์โมนแล้ว รูปแบบการบริหารยา ยังส่งผลต่อระดับความเสี่ยงด้วย โดยการใช้ฮอร์โมนในรูปแบบ การรับประทานและการฉีด จะมีความเสี่ยงในการกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันสูงกว่ารูปแบบ การใช้แผ่นแปะผิวหนัง ดังนั้น การตัดสินใจเริ่มใช้ยาฮอร์โมนในทุกกรณีจึงจำเป็นต้องผ่านการประเมินและชั่งน้ำหนักความเสี่ยงระหว่างโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันกับภาวะเลือดออกร่วมกับแพทย์อย่างรอบคอบ
สำหรับการป้องกันและรับมือกับภาวะนี้ สามารถทำได้
1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การลุกขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอในระหว่างเดินทางไกล หลีกเลี่ยงการนั่งนิ่งนานๆ ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และควบคุมน้ำหนัก เพื่อลดภาวะอ้วน ควบคู่ไปกับการรักษาโรคประจำตัว
2.การใช้ยาป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยากิน ต้องดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร หากเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีมาแต่กำเนิดอาจจะต้องกินยาต่อเนื่องตลอดชีวิต ร่วมกับการลดความเสี่ยงอื่นๆ
โดยการใช้ยาป้องกันแบ่งเป็นผู้ที่ไม่เคยเป็นลิ่มเลือดมาก่อน และคนที่เคยเป็นลิ่มเลือดมาก่อนที่ใช้ยาเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ แต่ต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้ป่วยและแพทย์ เนื่องจากต้องมีการชั่งตวงระหว่างความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกและความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
‘รู้ความเสี่ยง รู้สัญญาณเตือน รู้วิธีป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันทำให้ “ลิ่มเลือดอุดตัน” ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ถูกมองข้ามอีกต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Jargon กับ Slang ต่างกันยังไง? สรุปวิธีใช้ให้เป๊ะ ไม่โป๊ะในที่ทำงาน

Jargon คืออะไร?
Jargon (จาร์กอน) คือ คำศัพท์เฉพาะทาง หรือภาษาเทคนิคที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้สื่อสารกันภายในกลุ่มวิชาชีพ อุตสาหกรรม หรือแวดวงเดียวกันโดยเฉพาะ
จุดเด่นของ Jargon คือความแม่นยำและเป็นทางการ ช่วยให้คนทำงานสายเดียวกันสามารถอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนยาวๆ ให้จบได้ในคำเดียว แต่ข้อเสียคือ หากนำไปพูดกับคนนอกวงการ พวกเขาอาจจะไม่เข้าใจเลย
ตัวอย่าง Jargon ในวงการต่างๆ:
- สายธุรกิจ/การตลาด: Bandwidth (ความสามารถหรือเวลาในการรับงาน), ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน), Touch base (การพูดคุยอัปเดตงานสั้นๆ)
- สายการแพทย์: Code Blue (ภาวะฉุกเฉิน ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น), BP (ความดันโลหิต)
- สายไอที/โปรแกรมเมอร์: Bug (ข้อผิดพลาดของระบบ), Deploy (การนำซอฟต์แวร์ขึ้นระบบจริง)
Slang คืออะไร?
Slang (สแลง) คือ ภาษาปาก หรือคำศัพท์ที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมักเกิดขึ้นจากกระแสสังคม วัฒนธรรม ป๊อปคัลเจอร์ หรือกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม (เช่น วัยรุ่น แฟนคลับ)
จุดเด่นของ Slang คือความสนุกสนาน เป็นกันเอง เน้นอารมณ์ความรู้สึก และมักมี “อายุการใช้งานสั้น” คือมาเร็วไปเร็วตามเทรนด์อินเทอร์เน็ต การใช้คำสแลงจะช่วยลดช่องว่างความห่างเหิน ทำให้บทสนทนาดูไหลลื่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อคุยกับเพื่อนสนิท
ตัวอย่าง Slang ยอดฮิต:
- Ghosting: การหายตัวไปดื้อๆ ไม่ตอบแชท (มักใช้ในบริบทการเดตหรือความสัมพันธ์)
- Spill the tea: เล่ามาเลย เมาท์มาสิ (Tea ในที่นี้เปรียบเหมือน Gossip)
- Salty: อาการหงุดหงิด พาล หัวเสีย
- GOAT (Greatest of All Time): ที่สุดแห่งยุค สุดยอดตลอดกาล
ตารางเปรียบเทียบ: Jargon vs. Slang ต่างกันตรงไหน?
| หัวข้อการเปรียบเทียบ | Jargon (ศัพท์วิชาชีพ) | Slang (คำสแลง) |
|---|---|---|
| สถานการณ์ที่เหมาะสม | ที่ทำงาน, ห้องประชุม, การเจรจาธุรกิจ, บทความวิชาการ | โซเชียลมีเดีย, ปาร์ตี้, การพูดคุยกับเพื่อนสนิท |
| ระดับความทางการ | ทางการ (Formal) – กึ่งทางการ (Semi-formal) | ไม่เป็นทางการ (Informal / Casual) |
| เป้าหมายการใช้งาน | สื่อสารเรื่องงานให้กระชับ แม่นยำ และดูเป็นมืออาชีพ | เพิ่มอรรถรส แสดงความเป็นกันเอง และความอินเทรนด์ |
| อายุของคำศัพท์ | ยั่งยืน คงอยู่เป็นมาตรฐานในสายอาชีพนั้นๆ อย่างยาวนาน | เปลี่ยนแปลงไว เลิกฮิตเมื่อมีคำใหม่หรือเทรนด์ใหม่เข้ามา |
เทคนิคการเลือกใช้ให้ถูกกาลเทศะ
กฎเหล็กของการใช้ Jargon และ Slang คือ “อ่านสถานการณ์และประเมินผู้ฟัง”
หากคุณต้องพรีเซนต์งานให้ทีมผู้บริหาร หรือเขียนอีเมลหาลูกค้า การใช้ Jargon ที่ถูกต้องจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเชี่ยวชาญ แต่ถ้าคุณเผลอพิมพ์ Slang อย่าง “Spill the tea” ลงไปในอีเมลธุรกิจ ก็อาจดูไม่เป็นมืออาชีพทันที ในทางกลับกัน การใช้ศัพท์ธุรกิจจ๋าๆ ไปคุยกับเพื่อนในวงกินข้าว ก็อาจทำให้คุณดูเป็นคนเข้าถึงยากและตึงเครียดเกินไป
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
สับสนทุกที! ฟักทอง กับ น้ำเต้า เหมือนกันไหม ต่างกันยังไง?

หลายคนเดินตลาดสดคงเคยเกิดความสงสัยขึ้นมาเมื่อเห็นผลไม้ตระกูลพืชเปลือกแข็งวางเรียงกันแล้วแยกไม่ออกว่า ฟักทอง กับ น้ำเต้า เหมือนกันไหม วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกวิธีแยกพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ให้ออกกัน
วิธีแยกฟักทองกับน้ำเต้า
1. ลักษณะภายนอกและเนื้อสัมผัส
ฟักทอง
- รูปร่าง: มักเป็นทรงกลมแป้น กลมรี หรือทรงน้ำเต้า แต่จะมีพูหรือร่องรอบผลชัดเจน เปลือกแข็ง มีสีเขียวเข้ม ลายจุด หรือสีส้มทอง
- เนื้อสัมผัส: เนื้อหนา สีเหลืองเข้มถึงสีส้ม สัมผัสแน่น เหนียว เหนียวนุ่ม มีความมันและความหวานในตัว
น้ำเต้า
- รูปร่าง: ผลมีรูปทรงหลากหลาย ตั้งแต่ทรงคอดตรงกลางคล้ายเลข 8 (ทรงน้ำเต้าคลาสสิก) ทรงกลม หรือทรงยาวเรียว ผิวเปลือกเรียบเนียน ไม่มีร่องพู สีเขียวอ่อนถึงเขียวพาสเทล
- เนื้อสัมผัส: เนื้อในสีขาวนวล นุ่ม ปริมาณน้ำสูง เมื่อนำไปต้มหรือผัดจะมีความฉ่ำน้ำและนิ่ม รสชาติหวานอ่อนๆ ไม่มันนัวเหมือนฟักทอง
2. สารอาหารและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
ฟักทอง
- เบต้าแคโรทีนสูงปรี๊ด: มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เปลี่ยนเป็นวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและบำรุงผิวพรรณ
- คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: อุดมด้วยแป้งคุณภาพดี ให้พลังงาน อิ่มท้องนาน เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก
- แร่อาหารและโพแทสเซียม: ช่วยลดความดันโลหิตและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
น้ำเต้า
- แคลอรีต่ำ ปริมาณน้ำสูง: เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ดับกระหาย แก้ร้อนใน
- ฤทธิ์เย็น ช่วยระบบย่อย: มีไฟเบอร์ชนิดนุ่ม ช่วยขับปัสสาวะ ระบายท้อง และสมานแผลในลำไส้
- โซเดียมต่ำ ลดบวม: ช่วยขับน้ำส่วนเกินและสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี
3. นำไปทำเมนูอะไรบ้าง
ฟักทอง
- อาหารคาว: แกงเลียง, ผัดฟักทองใส่ไข่, แกงเผ็ดฟักทอง, ซุปฟักทอง
- อาหารหวาน: ฟักทองเชื่อม, สังขยาฟักทอง, บัวลอยฟักทอง
น้ำเต้า
- อาหารคาว: น้ำเต้าผัดกุ้งสด/ผัดไข่, ต้มจืดน้ำเต้าหมูสับ, แกงส้มน้ำเต้า, ลวกจิ้มน้ำพริก
สรุป ฟักทอง กับ น้ำเต้า เหมือนกันไหม
คำตอบคือ ไม่เหมือนกัน! ฟักทองจะมีเนื้อแน่น สีเหลืองส้ม รสหวานมัน มีเบต้าแคโรทีนสูง ทำได้ทั้งคาวหวาน ส่วนน้ำเต้าเนื้อสีขาว ฉ่ำน้ำ แคลอรีต่ำ ฤทธิ์เย็น เหมาะสำหรับทำอาหารคาวต้มจืดหรือผัด การเลือกทานทั้งสองชนิดสลับกัน จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนและช่วยให้มื้ออาหารมีรสสัมผัสที่หลากหลายขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 14/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,950.00 | 66,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,263.00 | 64,627.08 | 66,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,836.70 | 58,164.37 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,410.40 | 51,701.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,918.35 | 29,082.19 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,492.05 | 22,619.48 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,417.62 | 66,971.12 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 14/10/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 41.44 | 41.44 | 41.94 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.07 | 41.07 | 41.57 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 50.43 | – | – | 50.01 | – | 50.93 | 50.58 | – | 50.43 |
| ดีเซล | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |







