‘ดาต้าเซนเตอร์’ เขย่าดีมานด์ที่ดิน ทุนไทย-จีน ชิงพื้นที่ EEC หวังนิเวศ ‘ไฟ-น้ำ-เน็ต’

- การลงทุนดาต้าเซนเตอร์ได้เปลี่ยนเกณฑ์การเลือกที่ดินจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแย่งชิงพื้นที่ที่มีระบบนิเวศพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ และอินเทอร์เน็ต
- กลุ่มทุนไทยและจีนเป็นผู้เล่นสำคัญ โดยมุ่งเป้าไปที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูงสุด
- ความพร้อมด้านไฟฟ้าและน้ำกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดและเป็นทรัพยากรที่มีการแข่งขันสูงกว่าที่ดิน สำหรับการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่
ประเทศไทยกำลังกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ของการลงทุน “ดาต้าเซนเตอร์” แห่งภูมิภาคเอเชีย เมื่อเม็ดเงินระดับ “ล้านล้านบาท” หลั่งไหลเข้าหาพื้นที่ยุทธศาสตร์! และเกมนี้ขยายวงแข่งขันจากราคาที่ดิน ขยับชิงพื้นที่ที่มีไฟฟ้าพร้อม น้ำเพียงพอ อินเทอร์เน็ตเสถียร และปลอดภัยจากน้ำท่วม ซึ่งขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ดีลลงทุนระดับหมื่นล้านบาทอาจสะดุดทันที
ลงทุนยุคใหม่จากโรงงานสู่ “ดาต้าเซนเตอร์”
เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล ความต้องการใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้ “ดาต้าเซนเตอร์” เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทั่วโลกเร่งลงทุน และประเทศไทยกำลังถูกวางหมุดหมายให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคอาเซียน เม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการสร้างอาคารเก็บข้อมูล แต่สะท้อนการแข่งขันเพื่อครอบครองทำเลยุทธศาสตร์แห่งอนาคต
ประภาพร บุญขจรกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาวิลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงปี 2567-2569 มีแผนลงทุนดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยรวม 57 โครงการ มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท โดยได้รับการอนุมัติแล้ว 25 โครงการ คิดเป็นมูลค่าราว 360,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลือก” ของนักลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในเอเชีย
ไม่ได้แข่งราคาที่ดิน แต่แข่งโครงสร้างพื้นฐาน
หากในอดีตการเลือกซื้อที่ดินอุตสาหกรรมพิจารณาจากราคาเป็นหลัก วันนี้กติกาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงนักลงทุนระดับโลกมองหา “ระบบนิเวศ” มากกว่าพื้นที่ว่าง
คำถามแรกไม่ใช่ ที่ดินราคาเท่าไร? แต่เป็น มีไฟฟ้าพอหรือไม่? ตามมาด้วยคำถามว่า มีน้ำเพียงพอสำหรับระบบหล่อเย็นหรือไม่ อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อได้กี่เส้นทาง และพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด ทั้งหมดกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ตัดสินว่าดีลระดับหมื่นล้านบาทจะเดินหน้าต่อหรือยุติลง

แม้ภาพรวมตลาดจะคึกคัก แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยการแข่งขันที่เข้มข้น ข้อมูลของซาวิลล์พบว่า นักลงทุนที่เข้ามาสำรวจพื้นที่จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนจริง
“ในทุกๆ ผู้สนใจ 10 ราย จะมีเพียง 4-5 รายเท่านั้น ที่เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างจริงจัง ส่วนที่เหลือยังอยู่ในขั้นสำรวจตลาดและประเมินศักยภาพของประเทศไทยกลุ่มที่สามารถเดินหน้าสู่การลงทุนได้”
ส่วนใหญ่ คือผู้ประกอบการระดับ Hyperscale ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซนเตอร์รายใหญ่ของโลก ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 150-300 เมกะวัตต์ต่อโครงการ ด้วยขนาดการลงทุนที่มหาศาล นักลงทุนจึงใช้เวลาหลายเดือน หรือบางกรณีนานเป็นปีในการทำ Feasibility Study และ Due Diligence
ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้างดิน การออกแบบเส้นทางเข้า-ออกอย่างน้อย 2 เส้นทางรองรับเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการศึกษาประวัติน้ำท่วมย้อนหลังนานกว่า 100 ปี ทุกขั้นตอนล้วนเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
ประภาพร ระบุว่า โครงการที่ผ่านการศึกษาของทั้งนักลงทุนไทยและจีนหลายแห่ง เตรียมเริ่มก่อสร้างในปี 2570 สะท้อนว่าตลาดแม้จะปิดดีลได้ยาก แต่เมื่อสำเร็จแล้วจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล
EEC ครองทำเลทองดาต้าเซนเตอร์
เมื่อการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ราคาที่ดิน ทำเลที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม! จึงเป็นสินทรัพย์ล้ำค่านักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการพื้นที่ขนาด 50-100 ไร่ และพร้อมจ่ายราคาสูงถึง 8-12 ล้านบาทต่อไร่ หากมั่นใจว่าสามารถรองรับระบบสาธารณูปโภคได้ครบถ้วน
พื้นที่ที่ยังได้รับความนิยมสูงสุดคือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะชลบุรี และระยอง ซึ่งมีความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ ระบบคมนาคม และเครือข่ายสื่อสาร รองลงมาคือ สมุทรปราการ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนไทยและจีน เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานหลักได้สะดวก
ขณะเดียวกัน หลายจังหวัดกำลังถูกจับตาในฐานะ “ดาวรุ่ง” ของการลงทุนรอบใหม่พระนครศรีอยุธยาได้รับความสนใจจากความพร้อมด้านน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่อำเภออุทัย ที่มีระบบป้องกันน้ำท่วมสูงถึง 7 เมตร แม้ยังต้องเผชิญภาพจำจากมหาอุทกภัย ปี 2554 ส่วนสระบุรีและราชบุรี มีข้อได้เปรียบจากการอยู่ใกล้แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้เริ่มเห็นนักลงทุนและกลุ่มทุนท้องถิ่นเข้ามาจับจองพื้นที่แม้แต่ขอนแก่นก็เริ่มมีผู้พัฒนาไทยรายกลางและรายย่อยเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ สะท้อนว่าความต้องการดาต้าเซนเตอร์กำลังขยายออกนอกพื้นที่อุตสาหกรรมเดิม
“ไฟ-น้ำ” ทรัพยากรที่แย่งชิงหนักกว่าที่ดิน
แม้ประเทศไทยจะยังมีที่ดินรองรับการลงทุน แต่สิ่งที่กำลังขาดแคลนกลับเป็นทรัพยากรที่มองไม่เห็นนั่นคือ “กำลังไฟฟ้า” ปัจจุบัน นักลงทุนจำนวนมากแข่งขันกันจองสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่สามารถรองรับกำลังไฟระดับ 150 เมกะวัตต์ ขึ้นไปหลายพื้นที่มีผู้เล่นรายใหญ่จับจองกำลังไฟไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ผู้ลงทุนรายใหม่
แม้จะหาที่ดินได้ ก็ไม่สามารถเริ่มโครงการได้ทันที ขณะเดียวกัน “น้ำ” ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะดาต้าเซนเตอร์ต้องใช้ระบบหล่อเย็นที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง หากพื้นที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งน้ำ โครงการก็อาจไม่ผ่านการพิจารณาจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่า วันนี้การแข่งขันของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ คือการแข่งขันเพื่อแย่งชิง “น้ำและไฟ” มากกว่าการแย่งซื้อที่ดิน
ทุนพลังงาน-นิคมฯ ปรับเกมรับคลื่นลงทุน
กระแส “ดาต้าเซนเตอร์” ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มพลังงานและนิคมอุตสาหกรรมเร่งปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจหลายบริษัทมีแลนด์แบงก์ขนาดใหญ่รองรับการพัฒนาโครงการอยู่แล้ว แต่ยังขาดองค์ความรู้เฉพาะด้าน จึงเลือกใช้แนวทางร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติ หรือดึงผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าเซนเตอร์เข้ามาเป็นที่ปรึกษา
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ทำให้บทบาทของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขายที่ดินอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับตัวเองเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร
** โจทย์ใหญ่ของไทย ต้องสร้างความพร้อม
แม้เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มทุนในสิงคโปร์ ยุโรป รวมถึงนักลงทุนไทยและจีน ที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานขยายธุรกิจในอาเซียน แต่การตัดสินใจลงทุนในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศ
บทบาทของภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การขยายโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพราะหากระบบสาธารณูปโภคไม่สามารถเติบโตได้ทัน ความได้เปรียบของไทยก็อาจถูกประเทศคู่แข่งในภูมิภาคช่วงชิงไป
** สูตรดึงเม็ดเงินลงทุนอยู่ที่ “น้ำ-ไฟ-เน็ต”
กระแส “ดาต้าเซนเตอร์” กำลังเปลี่ยนแผนที่การลงทุนของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่การแข่งขันอยู่บนฐานของต้นทุนที่ดิน วันนี้การแข่งขันกลับอยู่ที่ศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องไฟฟ้า น้ำ ระบบอินเทอร์เน็ต และการป้องกันน้ำท่วม จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การลงทุน “ดาต้าเซนเตอร์” ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสของเจ้าของที่ดินหรือผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันกับเศรษฐกิจดิจิทัลโลก เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่า “ใครมีที่ดินมากกว่า” หากแต่วัดกันที่ว่า “ใครมีน้ำ มีไฟ และมีความพร้อมมากพอ” ที่จะทำให้นักลงทุนระดับโลกตัดสินใจปักหมุดเม็ดเงินมหาศาลไว้ในประเทศไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
บูมทำเลทองที่ดินหมอชิตเก่า ธนารักษ์ปลดล็อก ต่อสัญญาบางกอกเทอร์มินอลลุยโครงการ

- กรมธนารักษ์ปลดล็อกโครงการพัฒนาที่ดินหมอชิตเก่าที่ยืดเยื้อมานานกว่า 32 ปี โดยให้สิทธิ์บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด (BKT) ผู้พัฒนารายเดิมเดินหน้าโครงการต่อภายใต้สัญญาเดิม
- โครงการจะมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 700,000 ตารางเมตร สำหรับสร้างโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และที่อยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องจัดสรรพื้นที่สำหรับสถานีขนส่งผู้โดยสาร (บขส.)
- สัญญาสัมปทานโครงการมีกำหนดอายุรวม 50 ปี และได้ข้อสรุปให้ยกเลิกแผนการสร้างทางเชื่อมยกระดับกับถนนวิภาวดีรังสิตและดอนเมืองโทลล์เวย์
กลายเป็นมหากาพย์ ยืดเยื้อ มากว่า 32 ปี นับตั้งแต่ปี 2535 สำหรับ ที่ดินหมอชิตเก่า ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หมอชิต ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุเนื้อที่63ไร่ ของกรมธนารักษ์ ซึ่งติดปัญหาข้อกฎหมายระหว่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน พ.ศ.2562 หรือ PPP และพ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2562
มหากาพย์ที่ดินหมอชิตเก่า
ในขณะที่ ที่ดินหมอชิตเก่า ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 และกฎหมาย PPP แต่ ยังไม่ทันที่จะลงนามในสัญญา ปรากฎว่า ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทเฉพาะกาลของกฎหมายPPP ปี2562 ที่ระบุว่า โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ที่มีมูลค่า ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องอยู่ในข่าย PPP ตามข้อกฎหมายใหม่ ทำให้ ที่ดินหมอชิต มูลค่า เกือบ20,000 บาท ในขณะนั้น ต้องหยุดชะงักลง
ผังเมืองทุบซ้ำพื้นที่ใช้สอยลด ขณะมูลค่าที่ดินสูงขึ้น
ประกอบกับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่3) มีผลบังคับใช้ และมีความเข้มงวดเรื่องขอวการนำค่าFAR (Floor Area Ratio) หรืออัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมทุกชั้นทุกหลังต่อพื้นที่ดิน ส่งผลให้ ที่ดินแปลงหมอชิตเก่าดังกล่าว มีพื้นที่ก่อสร้างเชิงพาณิชย์ ได้เพียง7แสนตารางเมตร จากเดิม ที่ใช้ผังเมืองฉบับเก่า จะมีพื้นที่ใช้สอยเชิงพาณิชย์มากกว่า1ล้านตารางเมตร หรือ พัฒนาได้10เท่าของแปลงที่ดิน ตามกฎหมายควบคุมอาคาร ขณะที่ปัจจุบันมีมูลค่าที่ดินโครงการขยับสูงกว่า2.7หมื่นล้านบาท ( ข้อมูลจากกรมธนารักษ์ปี2565) และ กรมธนารักษ์ ได้แก้ไขมาอย่างต่อเนื่องในทุกช่องทาง โดยผ่านคณะรัฐมนตรี(ครม.)
ธนารักษ์ปลดล็อก ที่ดินหมอชิตเก่า ต่อสัญญาเดิม บางกอกเทอร์มินอล
ล่าสุด บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด (BKT) ในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์รายเดิม เตรียมขับเคลื่อนโครงการต่อภายใต้เงื่อนไขสัญญาเดิมโดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการจัดทำสัญญาใหม่ เนื่องจาก เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุว่าโครงการหมอชิตคอมเพล็กซ์ หรือ โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต (เดิม) มีทิศทางที่เป็นบวกและมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปรูปแบบการพัฒนาโครงการ (Concept Design) ได้ในไม่ช้านี้
เก็บรายได้เพื่อนำส่งเป็นรายได้เข้าคลัง1,250 ล้านบาท
โดยตั้งเป้าหมายว่าภายใน 1 ปีจากนี้ ก่อนเกษียณอายุราชการ จะเร่งผลักดันและขับเคลื่อนโครงการหมอชิตคอมเพล็กซ์ให้มีความคืบหน้าและเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
นายอัครุตม์ กล่าวว่า หากโครงการดังกล่าวสามารถเดินหน้าต่อ กรมธนารักษ์ประเมินว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อนำส่งเป็นรายได้ให้แก่กระทรวงการคลังรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,250 ล้านบาท โดยโครงสร้างรายได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
ได้แก่ 1.ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Upfront Fee) ประมาณ 400 ล้านบาท และ2. ส่วนที่เหลือเป็นการเรียกเก็บคืนจากผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งเป็นเงินที่กรมธนารักษ์ได้สำรองจ่ายให้แก่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ไปก่อนหน้านี้ เพื่อวางระบบฐานรากรองรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต
นายอัครุตม์ กล่าวว่า สำหรับรูปแบบการพัฒนาโครงการนั้น กรมธนารักษ์ยืนยันว่ายังคงกำหนดรูปแบบโครงการไวดังเดิม และไม่ได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ คือ ยังคงกำหนดให้มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 700,000 ตารางเมตร ซึ่งทางเอกชนสามารถบริหารจัดการพื้นที่สำหรับสร้างโรงแรม ห้างสรรพสินค้า หรือที่อยู่อาศัยได้ตามความเหมาะสม แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ถูกกำหนดไว้คือ จะต้องจัดสรรพื้นที่สำหรับทำสถานีขนส่งผู้โดยสาร (บขส.)
ขณะเดียวกัน การทำทางเชื่อมยกระดับด้านถนนวิภาวดีรังสิตและดอนเมืองโทลล์เวย์ ที่จะใช้เป็นทางยกระดับเพื่อเชื่อมพื้นที่สถานีขนส่งในอาคารกับถนนวิภาวดีรังสิตกับโทลล์เวย์นั้น ล่าสุดได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่าแผนดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จะไม่มีการเวนคืนที่ดินเพิ่มเติม และให้กลับมาใช้ทางออกตามปกติ
นายอัครุตม์ กล่าวว่า สำหรับกรอบระยะเวลาสัมปทานของโครงการหมอชิตคอมเพล็กซ์ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดอายุสัญญาไว้รวม 50 ปี แบ่งเป็น 30+10+10 ปี ทั้งนี้ ระยะเวลาของโครงการจะยังไม่เริ่มนับหนึ่งจนกว่าระยะเวลาการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เงินบาทเช้าวันนี้ แตะระดับแข็งค่าสุด รอบ 6 สัปดาห์ที่ 33.05 บาทต่อดอลลาร์

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ แตะระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหนุนมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าคาดการณ์ ซึ่งลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเร่งขึ้นดอกเบี้ย
- การแข็งค่ายังสอดคล้องกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความหวังเชิงบวกต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 33.05 ก่อนจะกลับมาปรับตัวที่ระดับ 33.07-33.09 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (8.40 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.21บาทต่อดอลลาร์ฯ
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงเช้านี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้แนว 33.00 สอดคล้องกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ขยับเข้าใกล้แนว 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ท่ามกลางความหวังต่อผลการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีแรงกดดันจากการปรับลดลงต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ระยะสั้น [Yield อายุ 2 ปี -2 bps. มาอยู่ที่ 4.18%] หลังตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ อาทิ การจ้างงานภาคเอกชนรายงานโดย ADP และดัชนี ISM ภาคบริการที่เพิ่มน้อยกว่าคาด ซึ่งหนุนมุมมองของตลาดที่ประเมินว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ แต่จะไม่ใช่ในรอบการประชุมใกล้ ๆ นี้
อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะน่าจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกในระหว่างวัน (หลังจากที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นมาแล้วตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา รับสัญญาณด้านบวกจากตะวันออกกลาง)
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.00-33.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางเงินเยน ประเด็นในตะวันออกกลาง รวมถึงตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ในบ้านขนชุดใหญ่! ประกาศ 14 วอลเลย์บอลหญิงไทย ลุยศึกซี วี คัพ 2026 ที่ไทย

“ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ที่เตรียมทีมสำหรับการเข้าร่วมในการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง ซี วี คัพ 2026 (SEA V Cup 2026) สนามสอง ที่เชียงใหม่ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2569
ล่าสุด สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้ประกาศรายชื่อนักกีฬาทีมชาติไทยจำนวน 14 คน ชุดที่จะเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันออกมาเป็นที่เรียบร้อย
โดย “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอน ตัดสินใจเรียกผู้เล่นหลักอย่าง พรพรรณ เกิดปราชญ์, ทัดดาว นึกแจ้ง, พิมพิชยา ก๊กรัมย์, ชัชชุอร โมกศรี และ ปิยะนุช แป้นน้อย กลับมาติดทีมอีกครั้ง
รายชื่อนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ลุยศึก ซี วี คัพ 2026 สนามสอง
Setter (เซตเตอร์)
พรพรรณ เกิดปราชญ์ (กัปตันทีม)
ณัฏฐณิชา ใจแสน
Opposite Hitter (บีหลัง)
พิมพิชยา ก๊กรัมย์
Middle Blocker (บอลเร็ว)
ทัดดาว นึกแจ้ง
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์
กัญญารัตน์ ขุนเมือง
แก้วกัลยา กมุลทะลา
Outside Hitter (หัวเสา)
อัจฉราพร คงยศ
วริศรา สีทาเลิศ
ศศิภาพร จันทรวิสูตร
ชัชชุอร โมกศรี
จิดาภา นาหัวหนอง
Libero (ลิเบอโร)
ปิยะนุช แป้นน้อย
กัลยรัตน์ คำวงษ์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
คนไทย ‘วัยทำงาน’ 50% ป่วยโรคอ้วน แพทย์แชร์สูตรลดน้ำหนักไม่เสียสุขภาพ

- คนไทยวัยทำงานเกือบครึ่งหนึ่งกำลังเผชิญกับภาวะโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน ซึ่งมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนั่งทำงานนาน การบริโภคอาหารไขมันสูง ความเครียด และการพักผ่อนน้อย
- แพทย์เตือนว่าการลดน้ำหนักอย่างหักโหมเพื่อหวังผลเร็วเป็นวิธีที่ผิด เสี่ยงให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) เพราะร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อแทนไขมัน ทำให้ระบบเผาผลาญแย่ลง
- แนวทางการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนคือการปรับพฤติกรรมการกิน โดยเน้นโปรตีนให้เพียงพอ เลี่ยงของหวานของทอด และออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอควบคู่กับเวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ
สถานการณ์ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกำลังเป็นวิกฤตสาธารณสุขระดับโลก โดยกรมควบคุมโรคคาดการณ์ว่าในปี 2578 ทั่วโลกจะมีผู้เผชิญปัญหานี้สูงถึง 1.9 พันล้านคน ขณะที่ประเทศไทยพบคนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% โดยกลุ่มวัยทำงานถือเป็นประชากรหลักที่กำลังเผชิญปัญหานี้
จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567–2568) แสดงให้เห็นตัวเลขวิกฤตทางสุขภาพของคนไทยอย่างน่ากังวล โดยพบว่าประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% และมีอาการอ้วนลงพุงสูงถึง 44.7% ซึ่งน่าสนใจว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนอ้วนในประเทศนั้นเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน
โดยเมื่อเริ่มมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น พฤติกรรมส่วนใหญ่ที่คนกลุ่มนี้เลือกใช้คือการเร่งกินให้น้อยลงร่วมกับการออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อให้เห็นผลลัพธ์บนตัวเลขตาชั่งเร็วที่สุด ทว่าวิธีดังกล่าวกลับกลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักล้มเหลวในระยะยาว
วัยทำงานเกิดภาวะอ้วนได้ง่ายและลดยาก
พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้วิเคราะห์สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้กลุ่มคนวัยทำงานเกิดภาวะอ้วนได้ง่ายและลดยาก โดยระบุว่าเกิดจากหลายปัจจัยเกี่ยวเนื่องกัน เริ่มจากการเผาผลาญของร่างกายที่ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ประกอบกับลักษณะการทำงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง ในช่วงเวลาพักผ่อน วัยทำงานมักเลือกบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันสูง เนื่องจากความสะดวกและประหยัดเวลา ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็นจนสะสมกลายเป็นไขมันส่วนเกิน
นอกจากนี้ พฤติกรรมการอดอาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน แล้วหันไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในช่วงดึก ยังก่อให้เกิดภาวะหิวสะสมจนรับประทานอาหารเกินปริมาณโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังส่งผลให้ร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอต่อวันจนมวลกล้ามเนื้อค่อย ๆ ลดลง
ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้แย่ลงไปอีก ยิ่งไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความเครียดสูงและการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ต่างเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะอ้วนในกลุ่มคนวัยทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น
หยุดเสี่ยงต่อการเกิด Yoyo Effect
ประเด็นที่น่ากังวลคือภาวะ “อ้วนลงพุง” ซึ่งเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียวไม่อาจบอกได้ ผู้ที่น้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่เริ่มมีพุง มักละเลยความเสี่ยง เนื่องจากไขมันที่สะสมในช่องท้องและพอกตามอวัยวะภายในนั้นมีความอันตรายมากกว่าไขมันใต้ผิวหนังอย่างมาก การสะสมของไขมันในลักษณะนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคเบาหวาน
ภาวะไขมันพอกตับที่อาจลุกลามไปสู่โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง และโรคหัวใจ ขณะเดียวกันโรคอ้วนโดยรวมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อเข่าเสื่อม ตลอดจนโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ในส่วนของความเชื่อที่ว่า “ลดได้เร็วเท่ากับลดได้ดี” นั้น แพทย์ได้เตือนให้หยุดความคิดดังกล่าว เนื่องจากเป็นแนวทางที่เสี่ยงต่อการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) การเร่งลดน้ำหนักอย่างหักโหมอาจเห็นผลลัพธ์ดียามเริ่มต้น แต่ในระยะยาว สิ่งที่สูญหายไปกลับไม่ใช่ไขมันส่วนเกิน แต่เป็นมวลกล้ามเนื้อ เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจะปรับตัวเข้าสู่โหมดจำศีลเพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ฮอร์โมนความหิวและฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูงขึ้น
ส่งผลให้ท้ายที่สุดเกิดการรับประทานอาหารมากกว่าเดิมจนน้ำหนักตัวเด้งกลับขึ้นมาสูงกว่าเดิม นอกจากนี้ การลดน้ำหนักที่เร็วเกินไปมารดียังส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ร่างกายขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น จนเกิดอาการผมร่วงและผิวแห้ง ซึ่งหากพบสัญญาณเตือน เช่น น้ำหนักลดแต่พุงไม่ลด อ่อนเพลียมาก ผมร่วง เหนื่อยง่าย หรือหน้าซีด ควรหยุดลดน้ำหนักด้วยตนเองและรีบพบแพทย์ทันที
สำหรับการรับมือปัญหานี้ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนสามารถเข้าปรึกษาแพทย์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการลดน้ำหนัก โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการผิดปกติ เพื่อตรวจคัดกรองว่ามีโรคซ่อนเร้นที่ทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายหรือไม่ เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ พร้อมทั้งตรวจเช็กโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงไปในคราวเดียวกัน
โดยการดูแลในสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาลวิมุต จะเริ่มจากการตรวจวัดมวลร่างกายเพื่อประเมินสถานะอย่างแม่นยำ ก่อนวางแผนร่วมกับนักกำหนดอาหาร รวมถึงอาจมีการใช้ยารักษาในกลุ่มฮอร์โมนอิ่ม (GLP1RA และ dual GIP/GLP1RA) ซึ่งช่วยในการรักษาโรคอ้วนและป้องกันโรคเรื้อรังอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาโรคอ้วนอย่างยั่งยืน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การเลี่ยงของหวานและขนมระหว่างมื้อ การรับประทานโปรตีนให้เพียงพอประมาณ 1.2–1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การเลือกเมนูอาหารประเภทตุ๋น ต้ม ย่าง แทนของทอด
สำหรับการออกกำลังกาย ควรเน้นการทำคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละประมาณ 150 นาที ควบคู่กับการทำเวทเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อในขณะที่ไขมันลดลง ส่วนวัยทำงานที่มีเวลาจำกัด สามารถเพิ่มการใช้พลังงานได้โดยการลุกยืนเดินสั้น ๆ ทุก 30 นาที การใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือการเดินให้เร็วขึ้นขณะไปรับประทานอาหาร
แพทย์เน้นย้ำว่าโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การลดน้ำหนักให้เร็วที่สุด แต่เป็นการปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาอ้วนซ้ำ โดยไม่ควรมองเพียงตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง แต่มุ่งเน้นไปที่การประเมินมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ รอบเอว และผลการตรวจเลือดควบคู่กัน เพื่อการมีสุขภาพที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เรื่องสั้นภาษาอังกฤษ (พร้อมคำแปล-คำศัพท์) ฝึกอ่านสนุกได้ทุกวัย ได้ผลจริงตามระดับ A1-B2

ทำไมเรื่องสั้นภาษาอังกฤษจึงช่วยฝึกภาษา?
หลายคนมักเริ่มต้นจากการเรียนไวยากรณ์หรือการท่องจำคำศัพท์ แต่การอ่านเรื่องสั้นภาษาอังกฤษเป็นประจำมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะเป็นการเรียนรู้ภาษาในบริบทจริงซึ่งช่วยให้จดจำคำศัพท์และเข้าใจการใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ
1. โครงสร้างเรื่องง่าย
เรื่องสั้นส่วนใหญ่มักมีโครงสร้างชัดเจน มีตัวละครน้อย และมีแก่นเรื่องไม่ซับซ้อน ทำให้ผู้เรียนสามารถติดตามลำดับเหตุการณ์ (Plot) ได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่หลงประเด็น ซึ่งช่วยสร้างรากฐานสำคัญของการทำความเข้าใจข้อความที่ยาวและซับซ้อนในอนาคต
2. ได้ข้อคิดและเพิ่มความน่าสนใจ
เรื่องสั้นภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะนิทานคลาสสิก มักมีข้อคิด (Morals) หรือบทเรียนชีวิตซ่อนอยู่ ทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจทางอารมณ์และกระตุ้นให้อยากรู้ตอนจบ ความน่าสนใจนี้ช่วยให้สมองจดจำคำศัพท์และสำนวนใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่าการท่องจำแบบเดิม ๆ
3. สร้างรากฐานคำศัพท์และไวยากรณ์ที่มั่นคง
ผู้เรียนจะได้เห็นชุดคำศัพท์เดิมซ้ำ ๆ ในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังได้เห็นโครงสร้างไวยากรณ์ที่ซับซ้อนน้อยกว่านิยายยาว (เช่น Past Simple หรือ Present Perfect) ถูกนำไปใช้จริงในการเล่าเรื่อง ทำให้ผู้เรียนเข้าใจและสามารถนำไวยากรณ์ไปใช้งานได้จริง
A young shepherd boy watched over a flock of sheep near a village. The boy was often bored, so he decided to play a trick on the villagers. He ran to the village and shouted, “Wolf! Wolf! A wolf is attacking the sheep!” The villagers quickly ran up the hill, but when they arrived, there was no wolf. The boy just laughed, and the villagers angrily told him not to lie again. A few days later, a real wolf came and attacked the flock. The boy cried and cried for help, but this time, no one in the village believed him.
คำแปลไทย: เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งดูแลฝูงแกะอยู่ใกล้หมู่บ้าน เด็กชายรู้สึกเบื่ออยู่บ่อย ๆ จึงตัดสินใจเล่นตลกกับชาวบ้าน เขาได้วิ่งไปที่หมู่บ้านและตะโกนว่า “หมาป่า! หมาป่า! หมาป่ากำลังโจมตีแกะ!” ชาวบ้านรีบวิ่งขึ้นเขาไปทันที แต่เมื่อพวกเขาไปถึงก็ไม่พบหมาป่า เด็กชายหัวเราะเยาะ และชาวบ้านก็บอกเขาด้วยความโกรธว่าอย่าโกหกอีก สองสามวันต่อมา หมาป่าตัวจริงก็มาโจมตีฝูงแกะ เด็กชายร้องไห้และตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่คราวนี้ ไม่มีใครในหมู่บ้านเชื่อเขาอีกแล้ว
คำศัพท์น่ารู้:
- Shepherd (/ˈʃepəd/) แปลว่า คนเลี้ยงแกะ
- Flock (/flɒk/) แปลว่า ฝูงสัตว์ (เช่น แกะ)
- Trick (/trɪk/) แปลว่า กลอุบาย/เรื่องตลก
- Angrily /ˈæŋɡrəli/ แปลว่า อย่างโกรธเคือง
- Attacked (/əˈtækt/) แปลว่า โจมตี
ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website
วิกฤติ ‘ภัยไซเบอร์’ ป่วนไทย ‘ดีอี’ ผนึกทุกหน่วยล่าต้นตอ-ยกระดับคุ้มครองประชาชน

- กระทรวงดีอีเป็นแกนนำประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สคส., สกมช., และตำรวจ เพื่อเร่งสืบสวนหาต้นตอของข้อมูลที่รั่วไหลและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
- ผลการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีข้อมูลกรมการขนส่งทางบก ไม่พบการแฮ็กระบบโดยตรง แต่เป็นการเข้าถึงผ่านบัญชีผู้ใช้จาก IP เพียงจุดเดียว ซึ่งขณะนี้ได้ปิดช่องทางดังกล่าวแล้ว
- มีการวางแผนรับมือ 3 ส่วน คือ ดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูล, กำชับให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลยกระดับความปลอดภัย และทลายเครือข่ายซื้อขายข้อมูลในตลาดมืด
- หน่วยงานรัฐถูกสั่งการให้ยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยทีม ThaiCERT ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบ
- มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานรัฐเร่งนำแอปพลิเคชัน ThaID มาใช้เป็นระบบยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาการใช้รหัสผ่านที่รั่วไหลได้ง่าย และเพิ่มความปลอดภัยให้ข้อมูลประชาชน
ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน รวมถึง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูง ปรากฏบนโลกออนไลน์อีกครั้ง การรั่วไหลของข้อมูลจากรมขนส่งทางบกครั้งล่าสุด จุดชนวนคำถามสำคัญว่า ระบบคุ้มครองข้อมูลของภาครัฐไทยแข็งแกร่งเพียงพอหรือไม่ ยังไม่นับรวมก่อนหน้านี้ ที่มีข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล จากบัญชีผู้ถือหุ้นทั้งหมด กว่า 5 ล้านรายของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD
สคส.ชี้ไม่ใช่ “ข้อมูลหลุดทั่วไป”
พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวกรณีข้อมูลของกรมขนส่งทางบกที่รั่วไหลล่าสุดว่า หลังได้รับรายงาน สคส.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที
ผลตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เป็นการนำข้อมูลหรือช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายจากเครือข่ายมิจฉาชีพมาเผยแพร่ เข้าข่ายเป็นการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 7 มากกว่าจะเป็นกรณีฐานข้อมูลรั่วไหลตามความเข้าใจทั่วไป
อย่างไรก็ตาม สคส.ยอมรับว่า จำเป็นต้องเร่งดำเนินการปกป้องข้อมูลประชาชนในทุกมิติ ทั้งการสืบหาต้นตอของข้อมูล วิธีการเข้าถึงระบบ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้อมูลผิดกฎหมาย

แบ่งแผนรับมือตั้งแต่ต้นน้ำ
ทั้งนี้ สคส.กำหนดแนวทางรับมือออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ปลายน้ำ คือ ผู้ที่นำข้อมูลหรือลิงก์เข้าถึงฐานข้อมูลไปโพสหรือเผยแพร่ หากไม่ได้รับอนุญาตจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดย สคส.ประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
พร้อมเตือนประชาชน ผู้ดูแลเพจ และผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ให้นำข้อมูลดังกล่าวไปทดลองค้นหา ดาวน์โหลด ส่งต่อ หรือเผยแพร่ซ้ำ เพราะอาจมีความผิดตามกฎหมาย
ต้นน้ำ คือหน่วยงานเจ้าของข้อมูล ได้แก่ กรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง ซึ่งถูกกำชับให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ระงับเหตุ รายงานเหตุละเมิดข้อมูลต่อ สคส. พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบ ทั้งบูรณาการทำงานร่วม สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งอุดช่องโหว่และกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐานให้ภาครัฐ
กลางน้ำ คือ เครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลและช่องทางเข้าถึงระบบโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างตลาดมืดของข้อมูลภาครัฐ โดยประสานกระทรวงดีอี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เร่งสืบสวน จับกุม และปิดช่องทางซื้อขายข้อมูลผิดกฎหมาย

ดีอีย้ำไม่ใช่การแฮ็ก พบใช้ IP จุดเดียว
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีกล่าวว่า กรณีกรมขนส่งทางบก ผลตรวจสอบมีความคืบหน้า เบื้องต้นไม่พบหลักฐานว่า เป็นการแฮกระบบโดยตรง แต่พบการเข้าถึงข้อมูลเกิดจาก IP เพียงจุดเดียว ใช้บัญชีผู้ใช้ล็อกอินเพียง 2 ครั้ง ก่อนนำข้อมูลออกมาเผยแพร่
ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน จึงยังไม่เปิดเผยตำแหน่งของ IP หรือรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติมช่องทางดังกล่าวถูกปิดเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลรั่วไหลเพิ่มเติมจาก
นายไชยชนก เสริมว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ นายไชยชนก ยังสั่งการให้ สกมช.ส่งทีม ThaiCERT ลงพื้นที่ร่วมกรมขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบกรณีนี้ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเทคนิค ตรวจสอบแหล่งที่มาข้อมูล และประเมินผลกระทบโดยอาศัยหลักนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics)
น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้สแกมเมอร์นำข้อมูลไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ ดีอีจึงมอบหมายให้ สคส.ร่วมกับ สกมช.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมพิจารณาแจ้งความต่อกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พร้อมเตือนประชาชนว่า การเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายบนสื่อออนไลน์อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เร่งสอบข้อมูลกรมขนส่งทางบกรั่ว
ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ทีม ThaiCERT มาประจำการที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อร่วมรวบรวมข้อมูลและพิสูจน์หลักฐานทางเทคนิคผ่านกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล และแกะรอยระบบ API ร่วมกับหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูล
รวมถึงกรมการขนส่งทางบก ออกมายืนยันว่า ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นข้อมูลจริง แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่นำไปใช้ทำธุรกรรมอื่นไม่ได้ ขอเตือนว่าผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อจะมีความผิดตามกฎหมายและต้องถูกดำเนินคดี

ตลาดซื้อขายข้อมูลมีมานานแล้ว
นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DomeCloud เปิดเผยว่า ตลาดซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ปัญหามีมาอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง หลังพบการซื้อขายรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และต่อมาพบฐานข้อมูลทะเบียนรถถูกนำมาจำหน่ายอย่างชัดเจนในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา
บุคคลระดับ VIP มักถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าฐานข้อมูลมีข้อมูลจริง ก่อนนำไปเสนอขายให้ลูกค้า จากฐานข้อมูลสู่ธุรกิจผิดกฎหมาย หลังได้ข้อมูล ผู้ให้บริการผิดกฎหมายพัฒนาระบบเป็นบอตบน Discord ให้ลูกค้าชำระเงินก่อนค้นหาข้อมูล
ค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 350 บาทต่อวัน หรือ 2,500 บาทต่อเดือน สามารถค้นหาข้อมูลได้ไม่จำกัด ทำให้ต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลต่ำมาก และเปิดโอกาสให้อาชญากรจำนวนมากเข้าถึงข้อมูลได้
นายธนารัตน์ มองว่า นี่คือการเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐให้กลายเป็น “บริการเชิงพาณิชย์” ในตลาดมืด สร้างความเสียหายต่อประชาชน ส่วนข้อมูลทะเบียนรถที่ตรวจพบหลุดออกมาจากระบบของกรมการขนส่งทางบกโดยตรง ไม่ได้รั่วจากหน่วยงานหรือเอกชนที่เชื่อมต่อเพื่อนำข้อมูลไปใช้งาน เช่นเดียวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรมการปกครองก็ตรวจพบว่ามาจากเว็บไซต์ของกรมการปกครองเองเช่นกัน
เขาอธิบายว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานรัฐไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย แต่ระดับการป้องกันยังไม่สอดคล้องกับความสำคัญของข้อมูล หลายระบบยังอาศัยเพียงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เมื่อคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ติดไวรัสหรือรหัสผ่านถูกขโมย ผู้โจมตีก็อาจเข้าสู่ระบบและเข้าถึงข้อมูลประชาชนจำนวนมากได้ทันที
รหัสผ่าน90%เป็นข้อมูลเก่า
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจที่ นายธนารัตน์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 หลังทดลองนำโดเมนของกระทรวงและหน่วยงานเทียบเท่าไปตรวจสอบกับเครื่องมือค้นหาข้อมูลบัญชีรั่วไหล
โดยพบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับโดเมนกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการแห่งละ 500,000 รายการ ตามเพดานสูงสุดที่เครื่องมือแสดงผล
ขณะที่กระทรวงแรงงานพบ 359,535 รายการ กระทรวงสาธารณสุข 212,460 รายการ สำนักนายกรัฐมนตรี 198,984 รายการ กระทรวงกลาโหม 170,667 รายการ กระทรวงยุติธรรม 151,626 รายการ และกระทรวงการคลัง 107,456 รายการ
โดยรหัสผ่านมากกว่า 90% เป็นข้อมูลเก่าที่ไม่สามารถใช้กับระบบปัจจุบันได้แล้ว ขณะที่บางหน่วยงานได้ย้ายไปใช้ ThaID หรือระบบยืนยันตัวตนรูปแบบใหม่
นายธนารัตน์ เสนอให้หน่วยงานรัฐนำแอปพลิเคชัน ThaID มาใช้กลไกยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เนื่องจากสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจัดซื้อระบบใหม่หรือจัดทำโครงการเพิ่มเติม
สำหรับกรณีข้อมูลที่มีภาพใบหน้าบุคคลระดับสูงเผยแพร่ออกมา นายธนารัตน์ระบุว่า ยังไม่ใช่ข้อมูลประชาชนทั้งประเทศ โดยอยู่ระหว่างประเมินจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่แน่นอน เบื้องต้นพบว่าเป็นฐานข้อมูลสำหรับลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ นักเรียนบางส่วนที่เคยลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม

เสนอรัฐรีบย้ายไปใช้ ThaID
สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐควรดำเนินการ เขาเสนอให้ตรวจสอบระบบทั้งหมดว่า มีระบบใดไม่ได้รับการอัปเกรดหรือไม่ได้ใช้งานภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หากไม่มีความจำเป็นควรปิดระบบ เพื่อลดช่องทางโจมตีจากซอฟต์แวร์หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าเกินกว่าจะติดตามดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอันไหนที่ยังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เร่งรีบย้ายไปใช้ ThaID เป็นการเร่งด่วน อย่าใช้เพียงชื่อผู้ใช้บวกกับรหัสผ่าน มันไม่เพียงพอ
เขาประเมินว่า การเพิ่ม ThaID เป็นเครื่องมือยืนยันตัวตนอาจช่วยลดปัญหาการโจมตีระบบได้ประมาณ 90% เนื่องจากบริการซื้อขายข้อมูลที่ตรวจพบในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากช่องโหว่เดียวกัน คือรหัสผ่านของผู้ใช้งานรั่วไหลและถูกนำไปเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
ขณะเดียวกัน ในระยะยาว ภาครัฐจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลให้สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันในระดับประเทศ เนื่องจากระบบที่มีอยู่ยังเผชิญปัญหาเมื่อประชาชนจำนวนมากเข้าใช้งานในเวลาเดียวกัน รวมถึงแอป ThaID ที่ยังอาจเกิดเหตุขัดข้องหรือระบบล่มได้ จึงต้องเพิ่มขีดความสามารถของระบบให้รองรับการใช้งานทั่วประเทศอย่างมีเสถียรภาพควบคู่ไปกับการยกระดับความปลอดภัยของฐานข้อมูลภาครัฐ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
4 วิธีกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุด ได้สารอาหารเต็มคำ

ผักโขม จะให้คุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันตามวิธีปรุง เพราะการนึ่ง ผัด ลวก หรือกินสด ล้วนส่งผลต่อปริมาณวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย
มาดูกันว่า 4 วิธีกินผักโขมแบบไหนเหมาะกับเป้าหมายด้านสุขภาพของคุณ ทั้งการนึ่ง ผัด ลวก และกินสด พร้อมเคล็ดลับเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร
4 วิธีกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยใยอาหาร โปรตีน วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างกระดูกและฟัน กระตุ้นการขับถ่าย บำรุงเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ผักโขมมีสารออกซาเลตค่อนข้างสูง ผู้ที่มีโรคนิ่ว โรคไต หรือรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
1. นึ่ง ช่วยรักษาวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ
การนึ่งเป็นวิธีที่ช่วยรักษาวิตามินซี วิตามินบี และเบตาแคโรทีนได้ดีกว่าการต้ม เพราะผักไม่ต้องแช่อยู่ในน้ำ ทำให้สารอาหารละลายออกมาน้อยกว่า
งานวิจัยยังพบว่า ผักโขมที่ผ่านการนึ่งสามารถคงปริมาณสารฟลาโวนอยด์และเบตาแคโรทีนได้มากกว่าวิธีต้ม จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเต็มที่
2. ผัดด้วยน้ำมันมะกอก ช่วยให้ดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น
การผัดผักโขมด้วยไฟอ่อนและใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Extra Virgin Olive Oil) เป็นอีกวิธีที่ช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการได้ดี เพราะใช้เวลาไม่นานและมีไขมันดีช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน
โดยเฉพาะสารแคโรทีนอยด์ ลูทีน และวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตาและปกป้องเซลล์จากความเสียหาย
3. ลวก ลดออกซาเลต เหมาะกับคนเสี่ยงนิ่วในไต
การลวกผักโขมแล้วนำไปแช่น้ำเย็นทันที แม้อาจสูญเสียวิตามินที่ละลายในน้ำบางส่วน แต่ช่วยลดปริมาณออกซาเลต (Oxalate) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ออกซาเลตเป็นสารธรรมชาติที่อาจจับกับแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตในบางคน งานวิจัยพบว่าการต้มหรือลวกสามารถลดปริมาณออกซาเลตได้สูงถึงประมาณ 80% หากต้องการรักษาสารอาหารไว้ สามารถนำน้ำต้มไปใช้ทำซุปต่อได้
4. กินสด ได้วิตามินซีและโฟเลตมากกว่า
ผักโขมสดยังคงมีวิตามินซีและโฟเลตในปริมาณสูง เนื่องจากไม่ผ่านความร้อน จึงเหมาะสำหรับนำไปทำสลัด แซนด์วิช สมูทตี้ หรือแรปผัก
อย่างไรก็ตาม ผักโขมที่ผ่านการปรุงสุกจะมีความเข้มข้นของสารอาหารหลายชนิดมากกว่า เพราะปริมาณน้ำลดลง จึงควรสลับกินทั้งแบบสดและแบบสุกเพื่อให้ได้รับประโยชน์ครบถ้วน
ผักโขม เอาไปทำเมนูอะไรได้บ้าง
- ผักโขมอบชีส
- ซุปผักโขม
- สปาเก็ตตี้ผักโขมเบคอนกรอบ
- ไข่เจียวผักโขม
- เกี๊ยวทอดไส้หมูผักโขมชีส
- พิซซ่าหน้าผักโขมและชีส
- แซนด์วิชอบร้อนผักโขมชีส
- ยำผักโขมกุ้งสด
- ผัดผักโขมน้ำมันหอยกระเทียมโทน
- ข้าวผัดผักโขมเบคอน
เคล็ดลับเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของผักโขม
- เลือกผักโขมสด สีเขียวเข้ม ใบไม่เหี่ยว
- กินคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือพริกหวาน เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
- ผัดด้วยน้ำมันมะกอกหรือไขมันดีในปริมาณพอเหมาะ เพื่อช่วยดูดซึมวิตามินเอและสารแคโรทีนอยด์
- นำไปใส่เมนูต่าง ๆ เช่น ซุป พาสต้า แกงจืด ไข่เจียว สมูทตี้ หรือสลัด เพื่อเพิ่มปริมาณผักในแต่ละวัน
- หากใช้ผักโขมบรรจุถุง ควรเก็บรักษาและล้างตามคำแนะนำบนฉลาก
วิธีกินผักโขมที่ดีที่สุดไม่มีเพียงวิธีเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายด้านสุขภาพ หากต้องการรักษาวิตามินให้มากที่สุด การนึ่งและกินสดเป็นตัวเลือกที่ดี ส่วนการผัดด้วยน้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร ขณะที่การลวกเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดปริมาณออกซาเลต การสลับกินทั้งแบบสดและสุกจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากผักโขมได้อย่างครบถ้วน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 06/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,500.00 | 66,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,299.00 | 65,172.84 | 67,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,869.10 | 58,655.56 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,439.20 | 52,138.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,934.55 | 29,327.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,504.65 | 22,810.49 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,454.92 | 67,536.59 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 06/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 36.69 | 36.69 | 37.19 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 36.32 | 36.32 | 36.82 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 31.69 | 31.69 | 31.89 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.63 | 27.63 | – | – | – | – | – | – | 27.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 45.68 | – | – | 48.41 | – | 46.18 | 45.83 | – | 45.68 |
| ดีเซล | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| ดีเซล B20 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







