โจทย์ใหญ่สำนักงาน…ไม่ใช่แค่ที่ทำงานองค์กรพลิกโมเดลสู่ ‘Premium Workplace’

- แนวโน้มตลาดสำนักงานเปลี่ยนสู่โมเดล ‘Premium Workplace’ ที่ไม่ได้เน้นขนาดพื้นที่ แต่เน้นการสร้างคุณค่าให้ทุกตารางเมตรตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid Work
- สำนักงานยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ 3 ด้านหลัก คือ การดึงดูดและรักษาคนเก่ง (People) การเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ (Business) และการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability)
- การออกแบบพื้นที่เปลี่ยนจากการยึดจำนวนคนเป็นการยึดตามกิจกรรม (Activity-Based Workplace) โดยสร้างพื้นที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงของพนักงาน
- บทบาทของออฟฟิศเปลี่ยนจากการเป็นแค่ “ที่ทำงาน” สู่การเป็นศูนย์กลางสำหรับสร้างความร่วมมือ วัฒนธรรมองค์กร และคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อดึงดูดให้พนักงานอยากเข้ามาใช้งาน
จากวันที่พนักงานต้องมี “โต๊ะประจำ” สู่วันที่คนส่วนใหญ่เลือกเข้าออฟฟิศเท่าที่จำเป็น กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของตลาดสำนักงาน เมื่อโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่ให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ “ทุกตารางเมตรมีคุณค่ามากที่สุด” และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดสำนักงานไทยสู่ยุค “Premium Pivot”
อายุธพร บูรณะกุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์พื้นที่สำนักงานและการบริหารโครงการ บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า หากย้อนไปก่อนปี 2563 การมีสำนักงานขนาดใหญ่ในทำเลดี เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จขององค์กร
แต่หลังจากนั้นภาพเปลี่ยนไป! วิกฤติโควิด-19 ทำให้บริษัททั่วโลกได้ทดลองสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ นั่นคือ การให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้จาก “Work from Office” กลายเป็น “Hybrid Work” และเมื่อพนักงานค้นพบว่า งานจำนวนมากไม่จำเป็นต้องทำจากโต๊ะประจำ ออฟฟิศจึงเริ่มถูกตั้งคำถามว่า ถ้าพนักงานไม่ได้เข้าทุกวัน แล้วเรายังต้องมีพื้นที่เท่าเดิมหรือไม่?
คำถามนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ
โดยตลอดช่วงปี 2563-2569 มีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาด ตั้งแต่ Hybrid Work การเปลี่ยนผ่านของแรงงานจาก Gen X สู่ Gen Y การเกิดขึ้นของ Generative AI วิกฤติสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงแรงกดดันด้าน ESG และ Net Zero ขณะเดียวกัน การเปิดตัวอาคารสำนักงานอย่าง Park Silom และ One Bangkok ก็ยกระดับมาตรฐานใหม่ของคำว่า “สำนักงาน” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Flight to Quality ใช้พื้นที่สำนักงานที่เหลืออยู่ดีขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Premium Pivot”
อายุธพร ระบุว่า Premium Pivot ไม่ได้หมายความว่า ทุกบริษัทต้องย้ายไปอยู่ในอาคารที่แพงที่สุด แต่หมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิดว่า สำนักงานไม่ควรถูกมองเป็นเพียง Fixed Cost อีกต่อไป เนื่องจากสำนักงานยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ People ดึงดูดและรักษาคนเก่ง Business เพิ่ม Productivity และความคล่องตัวของธุรกิจ Sustainability สนับสนุน ESG และเป้าหมาย Net Zero
จากการศึกษาของไนท์แฟรงค์ อ้างอิงการใช้งานพื้นที่สำนักงานกว่า 57,000 ตารางเมตร สัมภาษณ์ผู้บริหารกว่า 55 คน เวิร์กช็อปร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน 382 คน และแบบสำรวจพนักงานในกรุงเทพฯ 3,174 คน สะท้อนภาพเดียวกันว่าโจทย์ของสำนักงานยุคใหม่ ไม่ใช่ “มีพื้นที่เท่าไร” แต่คือ “พื้นที่ถูกใช้เพื่ออะไร” เป็นเหตุผลที่แนวคิด Activity-Based Workplace หรือ ABW กำลังเข้ามาแทนที่การวางพื้นที่แบบ Headcount-Based
“จากเดิมที่คิดว่ามีพนักงาน 1,000 คน ก็ต้องมีโต๊ะ 1,000 ตัว กำลังเปลี่ยนเป็นพนักงาน 1,000 คน ต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง และแต่ละกิจกรรมต้องใช้พื้นที่แบบไหน”
โต๊ะ 100 ตัวไม่ได้แปลว่ามีคนทำงาน 100 คน
ตัวเลข Desk Utilization ในกรุงเทพฯ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจนโต๊ะทำงานของพนักงานมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง 35% และช่วงที่มีการใช้งานสูงสุดอยู่ที่ 55%ขณะที่ห้องทำงานผู้บริหารแบบปิด มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง17%และสูงสุด 34%เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2020 ซึ่งโต๊ะพนักงานมีอัตราการใช้งานเฉลี่ย 39% และสูงสุด 67% ยิ่งเห็นได้ชัดว่า Hybrid Work ไม่ใช่แค่พฤติกรรมชั่วคราวในช่วงโควิด แต่กำลังเปลี่ยนวิธีใช้สำนักงานอย่างถาวร
“ที่น่าสนใจ พนักงานกรุงเทพฯ 57% มองว่าโต๊ะทำงานส่วนตัวไม่จำเป็นหากองค์กรเดินหน้าสู่ Agile Working ขณะที่ 43% มองว่าโต๊ะประจำมีความจำเป็น เมื่อแยกตามเจเนอเรชันก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง”

Gen X และ Gen Y ส่วนใหญ่เปิดรับความยืดหยุ่นมากกว่า Gen Z ให้คุณค่ากับโต๊ะทำงานประจำมากกว่า เพราะคนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพยังต้องการ “จุดยึด” สำหรับการเรียนรู้ การโค้ชชิง และการสร้างความสัมพันธ์กับคนในองค์กร ดังนั้น ออฟฟิศแห่งอนาคตจึงไม่ใช่การบอกว่า “ทุกคนไม่ต้องมีโต๊ะ”แต่คือการออกแบบให้แต่ละคนมีพื้นที่ที่เหมาะกับสิ่งที่กำลังทำ
ห้องประชุมเต็มตลอดแต่ใช้จริงแค่ 36%
หนึ่งในความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดของสำนักงานยุคใหม่ คือ “ห้องประชุม” หลายองค์กรรู้สึกว่าห้องประชุมไม่เคยพอ เพราะช่วงเวลายอดนิยมมักถูกจองเต็มแต่เมื่อดูข้อมูลการใช้งานจริง ห้องประชุมกลับมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง 36% ช่วงพีกอยู่ที่ 72% ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ห้องไม่พอ” แต่อยู่ที่ห้องที่มีอยู่ไม่ตรงกับพฤติกรรมของคน
“กว่า 50.98% เป็นการประชุมขนาดเล็ก 2-4 คน อีก13.62% ใช้งานคนเดียว เช่น ประชุมออนไลน์หรือ Virtual Call ส่วนห้องประชุมขนาดใหญ่สำหรับ 9 คนขึ้นไป ใช้งานเพียง 9.27% ห้องสำหรับ 25 คนขึ้นไปมีสัดส่วนเพียง 1.44%”
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ “ห้องประชุมใหญ่” แต่ต้องการ “พื้นที่ที่เหมาะกับงาน” ดังนั้น การลดห้องประชุมขนาดใหญ่ แล้วเปลี่ยนเป็น Huddle Room, Meeting Pod, Phone Booth หรือ Focus Area อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่านี่คือแนวคิด Value over Volume ไม่ใช่การมีพื้นที่มากที่สุดแต่คือการทำให้พื้นที่ทุกตารางเมตรตอบโจทย์ที่สุด
97% อยากทำงานแบบ Hybrid
อีกตัวเลขที่สะท้อนความย้อนแย้งของโลกการทำงานยุคใหม่คือในปี 2568 พนักงานกรุงเทพฯ 97% ต้องการทำงานแบบ Hybrid มีเพียง 3% ที่ต้องการเข้าสำนักงานทุกวันแต่ไม่ได้หมายความว่าออฟฟิศกำลังจะหายไป ตรงกันข้าม ออฟฟิศกำลังเปลี่ยนบทบาทจากสถานที่ที่ใช้ “นั่งทำงาน” เป็นสถานที่สำหรับการทำงานร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กร แก้ปัญหา และสร้างความสัมพันธ์
เพราะเหตุผลหลักที่คนยังอยากเข้าสำนักงาน คือการลดอุปสรรคของการทำงานระยะไกล
- 37% ต้องการลดช่องว่างด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน
- 22% ต้องการแก้ปัญหาที่ล่าช้าเมื่อทำงานจากระยะไกล
- 20% ต้องการลดปัญหาด้านเทคโนโลยี
- 17% ต้องการแยกขอบเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว
อีกส่วนหนึ่งต้องการสร้างความสัมพันธ์ในทีมและช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ออฟฟิศในอนาคตจึงอาจไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนต้องมาแต่เป็นสถานที่ที่คนอยากมา เมื่อการมาที่ออฟฟิศสร้างคุณค่ามากกว่าการอยู่บ้าน
“สวัสดิการ” เหตุผลที่คนอยากเข้าออฟฟิศ
โจทย์ของสำนักงานยุคใหม่ไม่ได้จบที่โต๊ะ เก้าอี้ และห้องประชุม สิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “Energy Recovery & Well-being” ตั้งแต่ห้องพัก ห้องงีบ เก้าอี้นวด ฟิตเนส ห้องอาบน้ำ ไปจนถึงอาหารเพื่อสุขภาพ
ถัดมาคือพื้นที่ที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Co-working Space, Focus Area และ Phone Booth ตามด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร พื้นที่สีเขียว และสิ่งแวดล้อมที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิต
ในอนาคต พื้นที่สำนักงานอาจต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้ง Child-friendly, Pet-friendly และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของพนักงานเพราะเส้นแบ่งระหว่าง “สถานที่ทำงาน” กับ “คุณภาพชีวิต” กำลังลดลงเรื่อย ๆ
5 มิติที่สำนักงานยุคนี้ควรมี
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ได้แก่ 1.People ต้องออกแบบพื้นที่โดยยึด Employee Experience เป็นศูนย์กลาง 2.Place มีพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและส่งเสริม 3.Collaboration Technology มีระบบจองพื้นที่ เซนเซอร์ และ Workplace Data เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ถูกใช้งานจริงอย่างไร 4.Process รองรับ Work Anywhere และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น 5.Planet เชื่อมโยงกับ ESG, Energy Efficiency, Circular Economy และการลดคาร์บอนทั้งหมดนี้ทำให้ “สำนักงาน” กลายเป็นระบบนิเวศมากกว่าสถานที่
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เรื่องของอสังหาริมทรัพย์แต่คือการเปลี่ยนแปลง “วิธีทำงาน” องค์กรที่ยังวัดความคุ้มค่าของสำนักงานจากจำนวนโต๊ะหรือจำนวนตารางเมตร อาจกำลังใช้ตัวชี้วัดของโลกใบเก่าเพราะในโลกใหม่
“สำคัญกว่าคือพื้นที่นั้นช่วยให้คนเก่งขึ้นหรือไม่ ช่วยให้ธุรกิจเร็วขึ้นหรือไม่ และช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่การย้ายหรือปรับปรุงสำนักงานครั้งหนึ่งอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่ทำงาน แต่เป็นโอกาสในการออกแบบอนาคตขององค์กรใหม่ทั้งระบบ”
เพราะออฟฟิศที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ออฟฟิศที่มีพื้นที่มากที่สุด แต่อาจเป็นออฟฟิศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าถ้าจะมาทำงานวันนี้ มาที่นี่แล้วคุ้มกว่าอยู่ที่ไหน นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า Premium Pivot จากการลงทุนใน “พื้นที่” ไปสู่การลงทุนใน“คุณค่า”พื้นที่สร้างให้กับธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Vibes ใหม่ ‘เซ็นทรัล บางนา’ Living Gallery อวด New Look เฟสแรก!

- เซ็นทรัล บางนา เผยโฉมใหม่เฟสแรกในคอนเซ็ปต์ “Living Gallery” ที่ผสมผสานงานดีไซน์และศิลปะเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้บริการ
- ชูไฮไลต์การออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ เช่น Façade ภายนอกที่ได้แรงบันดาลใจจากหินทราเวอร์ทีน และบันไดเลื่อนที่วางตัดกัน (Intersecting Escalators) ภายในศูนย์ฯ
- การปรับโฉมมุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง (Wealthy Family) ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักกว่า 85% และเพื่อรับมือการแข่งขันในย่านบางนา
“เซ็นทรัล บางนา” โครงการมิกซ์ยูสบนที่ดิน 50 ไร่ ครบองค์ประกอบทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และที่พักอาศัย อวดโฉม New Look เฟสแรก ในส่วนของศูนย์การค้า บนพื้นที่ GBA ขนาด 330,000 ตารางเมตร ชวนสายคอนเทนต์ปักหมุดเช็คอิน เซ็นทรัล บางนา สำรวจมุมมองใหม่ อัปเดทฟีด เก็บทุกดีเทล
เซ็นทรัล บางนา โฉมใหม่ ทำหน้าที่เสมือน “Living Gallery” หรือ แกลเลอรีขนาดใหญ่ที่มีชีวิต เรียบง่ายแต่โดดเด่น ถ่ายทอดงานออกแบบที่ผสานงานอาร์ต ฟีเจอร์ และองค์ประกอบดีไซน์ที่สะท้อนคาแรกเตอร์ไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นของย่านบางนา ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Place for all” พื้นที่ที่มากกว่าการใช้ชีวิต
เซ็นทรัล บางนา เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Transformation ครั้งใหญ่ของบิ๊กคอร์ป บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ซึ่งเดินหน้าพลิกโฉมโครงการศูนย์การค้าในโลเคชั่นสำคัญ หรือ Landmark Masterplans เพื่อตอบโจทย์ Affluent Demographic ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น ด้วย Magnet Destinations ใหม่ๆ ทั้ง Fashion, Food Hub, Family & Edutainment
ข้อมูล The 1 ระบุว่า เซ็นทรัล บางนา คือ Top 5 ของศูนย์การค้าที่มีลูกค้า “Wealthy Family” สูงกว่า 85% มี Spending Power ในแบรนด์ระดับลักชัวรี ที่สำคัญมี Loyalty! และกลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในระหว่างปรับโฉม สะท้อนศักยภาพในการคัดสรร Tenant Mix ใหม่ทั้งด้าน Food, Fashion และ Lifestyle
ในส่วนศูนย์การค้าโฉมใหม่กำหนดเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบภายในไตรมาส 4/2569 เตรียมพบกับแบรนด์ใหม่ๆ ทั้ง Food เช่น SUSHIRO, SOLSOT, YONNY, CRUMBS, NEO RAMEN แบรนด์ Fashion เช่น VICTORIA’S SECRET, BATH & BODY WORKS, DARKS, SUNNIES WORLD และครั้งแรกกับแบรนด์ “NO Brand” แบบ Stand Alone แห่งแรกในประเทศไทย

A Living Gallery of Experiences “ดีไซน์ใหม่ โดดเด่นทุกมุม”
เซ็นทรัล บางนา ถูกออกแบบเป็น Living Gallery ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ Façade ภายนอกศูนย์การค้าฯ ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรม จัดวางองค์ประกอบแบบ Repetition เพิ่มมิติใหม่ให้มุมมองภายนอก
โดยผิวสัมผัสได้แรงบันดาลใจจากหินทราเวอร์ทีน (Travertine Stone) เป็นหินธรรมชาติสุดคลาสสิก ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแรง และเรียบหรู ในช่วงกลางวันและกลางคืน Façade ภายนอกอาคาร จะมองเห็นสีสันและ Movement ที่แตกต่างกัน สร้างประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของ เซ็นทรัล บางนาที่โดดเด่น แต่ยังกลมกลืนกับบริบทในพื้นที่ย่านบางนา
Invitation to Experience : สร้างมุมมองใหม่ เปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นประสบการณ์
ภายในศูนย์การค้า จัดวาง Flow การเดินใหม่ สร้าง Customer Journey ที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นและโซนต่างๆ ให้เดินได้สะดวกและน่าสนใจ แต่ละชั้นออกแบบให้มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เปรียบเสมือนห้องจัดแสดงในแกลเลอรีที่มีเรื่องราวต่างกัน ตั้งแต่ชั้น B1 – ชั้น 6 ทำให้การเดินภายในศูนย์การค้าเป็นเหมือนการเดินชมงานนิทรรศการ เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่
โดยมีมุมไฮไลต์ อาทิ

Intersecting Escalators (บันไดเลื่อนที่วางตัดกัน) หนึ่งใน Signature Landmark ที่ยกระดับการดีไซน์ให้กลับมาโดดเด่นและพรีเมียม

Interactive Digital Art Gallery ขนาดใหญ่บริเวณโถงกลาง เปิดรับแสงธรรมชาติ เกิดมิติแสงเงาตลอดวัน

โดดเด่นด้วย “Water Feature” เพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับพื้นที่ บริเวณชั้น 4-5
งานออกแบบแต่ละโซน สะท้อนคาแรกเตอร์ อาทิ โซน Showcase รวมเสื้อผ้าแฟชั่น, โซน Techspace สินค้าไอที, โซนเครื่องประดับ และโซนอื่นๆ

โฉมใหม่ “เซ็นทรัล บางนา” Living Gallery แห่งกรุงเทพฯ ตะวันออก ยังเป็นรับมือการแข่งขันในสมรภูมิค้าปลีกทะเลแดงเดือดของย่านบางนาที่นับวันยิ่งร้อนระอุ ด้วยศักยภาพของทำเลยุทธศาสตร์ ก้าวสู่ย่านเศรษฐกิจใหม่ (New CBD) แห่งอนาคตที่มีการขยายตัวของเมือง การลงทุน และเศรษฐกิจ มีประชากรกำลังซื้อสูง เป็นเป้าหมายหลักของบรรดาบิ๊กเพลย์เยอร์ธุรกิจทุกๆ แขนง
ย่านบางนา กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ดาวโจนส์ร่วง 400 จุด บอนด์ยีลด์พุ่ง น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ $101

ดาวโจนส์ร่วง 400 จุดเมื่อคืน ทำสถิติลดลง 3 วันติด ขณะบอนด์ยีลด์พุ่งและน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสงครามอิหร่าน สหรัฐทวีความรุนแรง และลุกลาม
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงในวันพุธ (9 ก.ย. 69) เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อนักลงทุน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ลดลง 405.41 จุด หรือ 0.77% ปิดที่ 52,380.66 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.48% ปิดที่ 7,636.36 จุด และ แนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ลดลง 0.64% ปิดที่ 26,253.34 จุด ทั้งสามดัชนีปรับลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน
ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นในวันพุธ หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าจะเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากขึ้นเป็นสามเท่า การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากประกาศของกระทรวงการคลังเมื่อเดือนที่แล้วที่ระบุว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอย่างน้อยเป็นสองเท่า
บอนด์ยีลด์พุ่ง สวนการซื้อคืนพันธบัตร
หลังการประกาศดังกล่าว ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นไปที่ 4.857% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 โดยก่อนหน้านี้ในวันอังคาร ยีลด์ได้ทะลุระดับ 4.8% ชั่วครู่ จากแรงกังวลเงินเฟ้อที่มากขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
แม้จะมีแผนซื้อคืนที่เพิ่มขึ้น แต่ยีลด์ก็ยังปรับขึ้น เพราะบางฝ่ายในตลาดวอลล์สตรีทคาดว่ากระทรวงการคลังภายใต้การนำของสก็อตต์ เบสเซนต์จะซื้อคืนมากกว่านี้ ปีเตอร์ บุควาร์ จาก The Boock Report ระบุว่าบางคนคิดว่าการซื้อคืนอาจสูงถึง 7,000 ล้านหรือ 8,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่หุ้นยังถูกกดดันในวันพุธ โธมัส มาร์ติน จาก Globalt Investments ชี้ว่าตลาดยัง “ทรงตัวได้” แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยเสริมว่าตลาดยังไม่เผชิญการปรับฐาน (correction) นับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
“เมื่อดูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น มันอยู่ในระดับสุดโต่ง ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้นก็อยู่ในระดับสุดโต่งเช่นกัน” เขากล่าว “สองสิ่งนี้ไม่ควรอยู่ร่วมกันได้นานนัก”
น้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์
อีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนคือราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าการส่งพลังงานจากตะวันออกกลางอาจถูกรบกวนมากขึ้น ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ปิดบวก 3.36% ที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐ ปรับขึ้น 3.25% ปิดที่ 96.05 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมทั้งคู่
มาร์ตินยังกล่าวด้วยว่า หากราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล “ตลาดจะต้องหันมาสนใจอย่างแน่นอน”
การพุ่งขึ้นล่าสุดของราคาน้ำมันต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า ซึ่งกดดันดัชนีหลักทั้งสามในวันแรกของสัปดาห์การซื้อขายที่สั้นลงเพราะวันหยุด โดยเฉพาะดาวโจนส์ที่เผชิญวันที่แย่ที่สุดในรอบเกือบสามสัปดาห์
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ช่องทางถ่ายทอดสด ไทย VS ออสเตรเลีย ศึกวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางชายไทย” ทีมอันดับ 47 โลก จะลงสนามเกมแรก พบกับ ออสเตรเลีย ทีมอันดับ 42 โลก ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น. แฟนๆ สามารถชมแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29
รับชม LIVE โปรแกรมถ่ายทอดสด ทีมชาติไทย พบ ออสเตรเลีย
- MONOMAX SPORTS ช่อง 29 คลิกเลย
- MONOMAX คลิกเลย
สำหรับ แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 คู่นี้ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 แบบฟรีๆ ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น. หรือรับชมแบบทุกคู่ทาง MONOMAX แบบเป็นสมาชิกชำระเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เจาะลึกต้นเหตุ “ตาแห้ง” ภัยเงียบของคนติดจอ พบสถิติคนเอเชียพุ่ง

- โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความชุกสูงถึง 52.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
- สาเหตุหลักเกิดจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ทำให้ความถี่ในการกะพริบตาลดลง 50-60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น
- ต้นตอของปัญหาไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณภาพน้ำตาที่ผิดปกติและการระเหยเร็ว ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติของต่อมน้ำมันที่เปลือกตา (MGD)
คนยุคดิจิทัลเสี่ยง “ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอต่อเนื่อง “บำรุงราษฎร์” ระบุ พบความชุกเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก และสูงถึง 52.4% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พน้อมยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง” ด้วยแนวคิด Precision Diagnosis ค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี IDRA และ Precision Treatment ออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาผ่านคลินิกตาแห้งภายใต้ศูนย์จักษุ โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานระดับสากล
ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจาก Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และด้านการผ่าตัดต้อกระจก เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบประสบการณ์การรักษาที่เป็นเลิศ
พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์จักษุ และจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรจำนวนมากเผชิญปัญหาการมองเห็น และมากกว่า 50% ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาหรือมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและบั่นทอนคุณภาพชีวิต
โดยศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์และเทคโนโลยีในการรักษา ตั้งแต่การตรวจตาทั่วไปจนถึงเคสซับซ้อนและกรณีฉุกเฉินทางตา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม โดยมีห้องตรวจ 13 ห้อง พร้อมเทคโนโลยี เช่น OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา ORA System สำหรับช่วยวางแผนการผ่าตัด และ VERION Image Guided System เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดข้อผิดพลาดในการผ่าตัด
“ตาแห้ง” ไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ คนจ้องจอก็เสี่ยง
ขณะที่ ศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าคลินิกตาแห้ง และจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคตาแห้งพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะความถี่ในการกะพริบตาสามารถลดลงถึง 50–60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดีและน้ำตาระเหยเร็วขึ้น
อาการเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว
ทำความเข้าใจ “ตาแห้ง” ไม่ใช่เพราะ “น้ำตาน้อย”
นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า น้ำตาประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง และ ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ การวินิจฉัยจึงต้องประเมินทั้งระบบน้ำตา ผิวดวงตา เปลือกตา และการทำงานของต่อมน้ำมันร่วมกัน
อีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตาแห้งคือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตายังปกติ ซึ่งนอกจากการใช้หน้าจอนานแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์นาน การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา สภาพอากาศแห้ง แดดและลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s Disease) โรครูมาตอยด์(Rheumatoid Arthritis) และพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน
IDRA เจาะลึกระบบน้ำตา หา “ต้นเหตุ” ก่อนรักษา
นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในอดีตการตรวจตาแห้งมักพิจารณาปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอในการระบุสาเหตุ ปัจจุบัน เทคโนโลยี IDRA ช่วยวิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งคุณภาพชั้นน้ำมัน ภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา โดยเป็นการตรวจแบบไม่สัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการตาแห้งไม่มาก สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น พักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ หากพบว่าปัญหาเกิดจาก MGD การรักษาจะมุ่งฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy) ส่วนผู้ป่วยตาแห้งรุนแรงบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงตามข้อบ่งชี้ เช่น Autologous Serum Eye Drops หรือ Platelet-Rich Plasma (PRP)
อย่างไรก็ตาม โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบ Personalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
จับตาดีลโรงกลั่น PTT พันธมิตรต่างชาติรุมเจรจา-ยังไม่มีข้อสรุป ปตท.ย้ำไม่เสียอำนาจคุม

- ปตท. กำลังพิจารณาหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากต่างชาติในธุรกิจโรงกลั่น เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
- มีพันธมิตรที่มีศักยภาพหลายรายอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ยังไม่มีข้อสรุปหรือความคืบหน้าที่ชัดเจน
- ปตท. ยืนยันว่าจะยังคงสถานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอำนาจควบคุมทิศทางของธุรกิจ แม้จะมีพันธมิตรใหม่เข้ามาก็ตาม
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนของพันธมิตรต่างชาติในธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งที่ผ่านมาได้สื่อสารต่อนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงในการประชุมผู้ถือหุ้นว่า การแสวงหา พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี เป็นหนึ่งในแนวทางที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจดังกล่าวในระยะยาว
เป้าหมายของการหาพันธมิตรครอบคลุมทั้งการเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ การเข้าถึงตลาด การพัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรองรับความท้าทายจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม ปตท. ย้ำว่า หากมีการแสวงหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะดำเนินการภายใต้โครงสร้างที่ ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอำนาจควบคุม ในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ปตท.
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือและประเมินโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพหลายราย แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับคู่เจรจารายใด
ทั้งนี้ การดำเนินการใด ๆ จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของธุรกิจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ รวมถึงต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติที่เกี่ยวข้อง
ปตท. ระบุอีกว่า หากมีความคืบหน้าที่มีสาระสำคัญ บริษัทจะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
มัดรวม ศัพท์ชาวออฟฟิศ ภาษาอังกฤษที่ต้องเจอทุกวัน จำไว้ได้ใช้ชัวร์

ศัพท์ชาวออฟฟิศ หมวดการสื่อสารและการประชุม
| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| FYI (For Your Information) | แจ้งไว้เพื่อทราบ (มักใช้ในอีเมลเพื่อส่งข้อมูลให้เฉยๆ ไม่ต้องตอบกลับ) |
| Update | แจ้งความคืบหน้าของงานให้ทีมหรือหัวหน้ารับทราบ |
| Discussion | การพูดคุย, การหารือเพื่อหาข้อสรุป |
| Meeting | การประชุม |
| Recap | สรุปประเด็นสำคัญที่คุยกันไปแล้ว เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน |
| Follow up | การติดตามงาน หรือตามความคืบหน้าจากผู้รับผิดชอบ |
| TBC (To Be Confirmed) | รอยืนยัน (เช่น รอยืนยันเวลา สถานที่ หรือข้อมูลที่แน่ชัด) |
| TBA (To Be Announced) | รอประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการ |
| Agenda | วาระการประชุม, หัวข้อหลักที่จะพูดคุยกันในห้องประชุม |
| CC (Carbon Copy) | สำเนาอีเมลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รับทราบข้อมูลด้วย |
ศัพท์ในออฟฟิศ หมวดการจัดการงานและโปรเจกต์
| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| Brief | ข้อมูลรายละเอียด ขอบเขต และเป้าหมายเบื้องต้นของงาน |
| Draft | ฉบับร่าง (งาน ทิศทาง หรือเอกสารที่ยังทำไม่สมบูรณ์) |
| Task / Assignment | งานหรือภารกิจย่อยที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ |
| Timeline | กรอบเวลาหรือแผนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นจนจบ |
| Deadline | กำหนดส่งงานวันสุดท้าย ห้ามเลทกว่านี้ |
| Priority | ลำดับความสำคัญของงาน (งานไหนต้องทำก่อน-หลัง) |
| Feedback | ข้อเสนอแนะ, คำติชมจากลูกค้าหรือหัวหน้าเพื่อนำไปปรับปรุง |
| Pending | รอดำเนินการ, ค้างไว้ก่อน (อาจติดปัญหาบางอย่างทำให้ไปต่อไม่ได้) |
| Workflow | ขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ |
| Brainstorm | การระดมสมองออกไอเดียร่วมกันในทีม |
คำศัพท์ในออฟฟิศ หมวดธุรกิจและการประเมินผล
| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| Overview | ภาพรวมทั้งหมดของงานหรือโปรเจกต์แบบกว้างๆ |
| Analyze | การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาเจาะลึกหรือหาแนวทางแก้ไข |
| Customer / Client | ลูกค้า (Client มักใช้กับลูกค้าองค์กรหรือผู้ว่าจ้างโปรเจกต์) |
| Quote / Quotation | ใบเสนอราคา |
| Profit | กำไรจากการดำเนินธุรกิจ |
| Target / Goal | เป้าหมายที่ต้องการไปถึง |
| Objective | วัตถุประสงค์ของการทำงานหรือแคมเปญนั้นๆ |
| KPI (Key Performance Indicator) | ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน เพื่อดูว่าทำงานบรรลุเป้าหมายหรือไม่ |
| Invoice | ใบแจ้งหนี้ที่ส่งให้ลูกค้าเพื่อเรียกเก็บเงิน |
| Budget | งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับโปรเจกต์ |
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
ไม่อยากได้คาเฟอีนจากมัทฉะ ลอง “ใบหม่อน” แทน! รู้ประโยชน์ที่คนไม่ค่อยรู้

มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรักสุขภาพ แต่เนื่องจากมัทฉะทำจากใบชาเขียว จึงมีคาเฟอีนอยู่ด้วย สำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน ไม่ว่าจะเพราะดื่มแล้วใจสั่น นอนหลับยาก หรืออยากลดการได้รับคาเฟอีนในแต่ละวัน อาจลองเปลี่ยนมาดื่ม ชาใบหม่อน แทนในบางโอกาส
ใบหม่อนเป็นอีกหนึ่งพืชที่นำมาทำเป็นชาได้ โดยมีสารสำคัญที่น่าสนใจอย่าง 1-deoxynojirimycin (DNJ) รวมถึงสารกลุ่มโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์
อย่างไรก็ตาม ใบหม่อนไม่ได้มีสารเหมือนมัทฉะทั้งหมด จึงควรมองว่าเป็น ทางเลือกคนละแบบ มากกว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์เหมือนกันทุกด้าน
1. ใบหม่อนต่างจากมัทฉะอย่างไร?
สิ่งแรกที่ควรรู้คือ ใบหม่อนกับมัทฉะมาจากพืชคนละชนิด
- มัทฉะ ทำจากใบของต้นชา (Camellia sinensis) ที่นำมาแปรรูปและบดเป็นผงละเอียด
- ใบหม่อน มาจากต้นหม่อน (Morus) และสามารถนำใบมาอบแห้งเพื่อชงเป็นชาได้
ความแตกต่างนี้ทำให้สารสำคัญที่ได้รับไม่เหมือนกัน
มัทฉะมีสารอย่าง คาเฟอีน คาเทชิน และ L-theanine ขณะที่ใบหม่อนมีสารที่น่าสนใจอย่าง DNJ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่นำมาศึกษาเกี่ยวกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตและระดับน้ำตาลหลังอาหาร
2. จุดเด่นของใบหม่อนที่คนไม่ค่อยรู้: มี DNJ
หนึ่งในสารที่ทำให้ใบหม่อนแตกต่างจากเครื่องดื่มชาเขียวทั่วไปคือ DNJ
สารชนิดนี้มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต เช่น α-glucosidase จึงมีการศึกษาว่าอาจช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลหลังรับประทานอาหารได้
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ใบหม่อนถูกนำมาศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับ การควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหาร
แต่ไม่ควรตีความว่า ดื่มชาใบหม่อนแล้วจะรักษาเบาหวานได้ เพราะชาใบหม่อนไม่สามารถใช้แทนยา หรือการควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์ได้
3. ไม่มีคาเฟอีนแบบชา จึงเหมาะกับคนที่อยากพักคาเฟอีน
นี่คือจุดที่สามารถเชื่อมกับชื่อบทความได้โดยตรง
เนื่องจากใบหม่อนไม่ใช่ใบชาจาก Camellia sinensis จึงไม่ได้มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบมัทฉะ
ดังนั้น คนที่ต้องการลดคาเฟอีนอาจเลือก ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล เป็นเครื่องดื่มสลับกับมัทฉะได้
โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น การเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีนอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า
4. ใบหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระ
นอกจาก DNJ แล้ว ใบหม่อนยังมีสารประกอบจากพืชหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์
สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ใบหม่อนได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ
แต่ควรระวังการใช้คำว่า “ล้างสารพิษ” หรือ “ดีท็อกซ์ร่างกาย” เพราะเป็นคำที่กว้างและอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
5. ถ้าไม่อยากได้คาเฟอีน ใบหม่อนอาจเหมาะกว่ามัทฉะ
สามารถทำเป็นตารางเปรียบเทียบสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
| เรื่องที่เปรียบเทียบ | ใบหม่อน | มัทฉะ |
|---|---|---|
| คาเฟอีน | ไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา | มีคาเฟอีน |
| สารเด่น | DNJ, โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์ | คาเทชิน, EGCG, L-theanine |
| จุดเด่น | เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน | ให้ทั้งคาเฟอีนและสารสำคัญจากชา |
| รสชาติ | หอมอ่อน ๆ ดื่มง่าย | กลิ่นและรสชาเขียวชัด มีความอูมามิ |
| ช่วงเวลาที่เหมาะ | สามารถเลือกดื่มช่วงเย็นได้ | ควรคำนึงถึงคาเฟอีน โดยเฉพาะช่วงใกล้เข้านอน |
6. ใครที่น่าลองเปลี่ยนจากมัทฉะเป็นใบหม่อน?
เหมาะสำหรับการนำเสนอเป็นกลุ่มคน เช่น
คนที่อยากลดคาเฟอีน
จากที่เคยดื่มมัทฉะทุกวัน อาจสลับเป็นชาใบหม่อนในวันที่ไม่ต้องการคาเฟอีน
คนที่ดื่มเครื่องดื่มสีเขียวเพราะชอบรสชาติ
ชาใบหม่อนเป็นอีกตัวเลือกที่ให้ประสบการณ์แตกต่างจากชาเขียว
คนที่อยากลดเครื่องดื่มหวาน
เลือกชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาลแทนน้ำหวานหรือชานมได้
คนที่อยากดื่มเครื่องดื่มช่วงเย็น
หากต้องการหลีกเลี่ยงคาเฟอีน ชาใบหม่อนก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
7. แต่ใบหม่อนไม่ได้แทนมัทฉะได้ทุกเรื่อง
ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้บทความดูน่าเชื่อถือ
หากจุดประสงค์ของการดื่มมัทฉะคือ ต้องการคาเฟอีนเพื่อช่วยให้ตื่นตัว ใบหม่อนก็ไม่สามารถให้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันได้
ขณะเดียวกัน หากสนใจสารสำคัญเฉพาะของชาเขียว เช่น EGCG และ L-theanine การเปลี่ยนมาเป็นใบหม่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณเดียวกัน
ดังนั้น แนวคิดที่เหมาะที่สุดคือ “สลับดื่ม” มากกว่า “ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”
8. ดื่มใบหม่อนอย่างไรให้เป็นทางเลือกที่ดี?
วิธีง่ายที่สุดคือชง ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล หรือเติมความหวานให้น้อยที่สุด
สิ่งที่ควรระวังคือเมนูสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีน้ำตาล นมข้น หรือไซรัปในปริมาณมาก หากเลือกดื่มเพราะต้องการดูแลสุขภาพ ก็ควรดูส่วนผสมและปริมาณน้ำตาลควบคู่กันไป
ใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล กับ เครื่องดื่มใบหม่อนที่หวานจัด จึงให้ภาพทางโภชนาการที่แตกต่างกันอย่างมาก
9. ข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม
แม้ใบหม่อนจะเป็นพืชที่นำมาบริโภคได้ แต่หากเป็น สารสกัดใบหม่อนหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูง ควรระมัดระวังมากกว่าการดื่มชาใบหม่อนทั่วไป
โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะสารจากใบหม่อนอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลได้
และที่สำคัญ ไม่ควรนำใบหม่อนมาใช้แทนยารักษาโรค
สรุป
หากเป็นคนที่ชอบมัทฉะแต่กำลังมองหาเครื่องดื่มสำหรับวันที่ “ไม่อยากได้คาเฟอีน” ชาใบหม่อนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา และยังมีสารจากพืชอย่าง DNJ โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ ที่ได้รับความสนใจในงานวิจัย
แต่ใบหม่อนไม่ได้มีสารสำคัญเหมือนมัทฉะทุกอย่าง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมองว่าอะไร “ดีกว่า” กัน
อยากได้คาเฟอีนและสารจากชาเขียว → เลือกมัทฉะ
อยากพักคาเฟอีนและลองเครื่องดื่มจากใบไม้ที่มีสารสำคัญเฉพาะตัว → ลองใบหม่อน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 10/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,500.00 | 68,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,428.00 | 67,128.48 | 69,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,985.20 | 60,415.63 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,542.40 | 53,702.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,992.60 | 30,207.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,549.80 | 23,494.97 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,588.60 | 69,563.18 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 10/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.89 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







