ครม. ปรับโฉม ‘เมืองใหม่ EEC’ 1.4 หมื่นไร่ ดึงเงินลงทุน 1.34 ล้านล้าน

- ครม. เห็นชอบการปรับปรุงโครงการเมืองใหม่อัจฉริยะ EEC ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี บนเนื้อที่ประมาณ 1.4 หมื่นไร่
- ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรวม 1.34 ล้านล้านบาทภายใน 10 ปี โดยเน้นสัดส่วนการลงทุนจากภาคเอกชนเป็นหลัก
- มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการเพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น ปรับรูปแปลงที่ดินให้เหมาะกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และพัฒนาแบบกระจุกตัวเพื่อลดต้นทุน
- คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ประเทศกว่า 2 ล้านล้านบาท และสร้างงานโดยตรงกว่า 200,000 ตำแหน่ง
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมาเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2565 เรื่องโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอ
โดยสาระสำคัญคือจากที่ สกพอ.ได้ดำเนินการขับเคลื่อน โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) บริเวณตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุด คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงขอบเขตพื้นที่โครงการจากเดิมประมาณ 14,619 ไร่ ปรับเป็นพื้นที่ใหม่ประมาณ 14,586 ไร่
ทั้งนี้ สกพอ.ว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบขอบเขตพื้นที่โครงการในครั้งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ โดยได้มีการดำเนินการผ่านขั้นตอนต่างๆได้แก่
1.) การจัดสรรแปลงที่ดินให้เอื้อต่อกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำ โดยปรับรูปแปลงที่ดินให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ในการออกแบบ วางผังอาคาร และรองรับการขยายพื้นที่ในอนาคต
2.) เน้นการพัฒนาแบบกระจุกตัว โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่พัฒนาจากแนวยาว (Linear Development) มาเป็นกลุ่มกระจุกตัว เพื่อสร้างความคุ้มค่า ช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง (CAPEX) และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและบำรุงรักษา (O&M) ของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่
3.) การใช้ประโยชน์โครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับโครงข่ายเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ยังคงสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมให้การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งและระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยงกันได้อย่างสะดวกและกระชับมากขึ้น
4.) การพัฒนาพื้นที่ตอบโจทย์การรองรับกลุ่ม Bio-Circular-Green (BCG) ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ส่งเสริมให้มีการลงทุนใน EECiti ที่เน้นนวัตกรรมพลังงานสะอาด และส่งเสริมเป้าหมายสังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ โครงการเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EEC ถูกวางเป้าหมายให้เป็นเมืองธุรกิจคู่ขนานกับกรุงเทพมหานคร และมุ่งสู่การเป็น 1 ใน 10 เมืองอัจฉริยะน่าอยู่ของโลกภายในปี พ.ศ. 2580 โดยมีตัวเลขคาดการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่
1.) การลงทุนเมกะโปรเจกต์ 1.34 ล้านล้านบาท โดยคำนวณจากมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งโครงการตลอดระยะเวลา 10 ปี แบ่งเป็นสัดส่วนการลงทุนเน้นภาคเอกชน 87.5% การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) 9.7% และการลงทุนจากภาครัฐ 2.8%
โดยในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคอัจฉริยะส่วนกลางรวม 10 ระบบในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (PPP) เช่น พลังงานสะอาด, ประปา, บำบัดน้ำเสีย, ขยะ, ดิจิทัล, คมนาคมขนส่ง ฯลฯ) รวมวงเงินลงทุนในส่วนนี้ประมาณ 72,042 ล้านบาท เพื่อให้ EECiti มีความพร้อมในการรองรับการลงทุนของภาคธุรกิจ และการอยู่อาศัยของประชาชน
2.) การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า EECiti จะช่วยสร้างมูลค่า GDP ให้กับประเทศไทยรวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ภายในช่วง 10 ปีของการพัฒนาโครงการ
และ 3.) รองรับประชากรและการจ้างงาน โดย EECiti ได้มีการออกแบบและวางผังรองรับประชากรได้สูงสุด 350,000 คน และคาดว่าจะเกิดการสร้างงานทางตรงมากกว่า 200,000 ตำแหน่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
5 สัญญาณตลาดฟื้นช้าถึงปี70 ‘อสังหาฯ’ฝ่ากำลังซื้อเปราะบาง

- ผลสำรวจ SCB EIC ชี้ว่าผู้บริโภค 56% ยังไม่มีแผนซื้อที่อยู่อาศัยใน 5 ปีข้างหน้า สะท้อนกำลังซื้อที่เปราะบางและรอเศรษฐกิจฟื้นตัว
- ผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องลดงบประมาณลง ทำให้บ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเป็นที่ต้องการมากขึ้น ขณะที่การขอสินเชื่อยังคงเข้มงวดและเป็นอุปสรรคสำคัญ
- ตลาดบ้านมือสองและตลาดเช่ากลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนบ้านมือหนึ่งที่มีราคาสูงเกินเอื้อม
- ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ไปจนถึงปี 2570 โดยได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
เจาะ 5 สัญญาณจากผลสำรวจ SCB EIC Real Estate Survey 2569 เมื่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจ ราคาบ้านสูง และสินเชื่อเข้ม ผู้บริโภคหันลดงบฯ ชะลอซื้อ ดัน “มือสอง-เช่า” ขึ้นแท่นทางเลือกสำคัญ ขณะที่ตลาดปี 2569 มีโอกาสทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย แต่การฟื้นตัวระยะกลางยังต้องใช้เวลา
ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเดินเข้าสู่ช่วง “ฟื้นตัว” แบบจำกัดเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มศักยภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ภาระค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัยที่อยู่ในระดับสูง และมาตรฐานสินเชื่อที่ยังเข้มงวด ผลสำรวจ SCB EIC Real Estate Survey 2569 สะท้อนภาพชัดว่า ผู้บริโภคยังไม่พร้อมกลับเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง และมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจและประเมินความพร้อมทางการเงิน
แม้ในระยะสั้นตลาดยังมีแรงหนุนจากฐานที่ต่ำ การเร่งโอนก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง และการทำโปรโมชั่นของผู้ประกอบการ แต่ภาพระยะกลางถึงยาวยังไม่สดใสนัก โดย SCB EIC ประเมินตลาดปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวหรือขยายตัวเพียงเล็กน้อย และการฟื้นตัวอาจยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า
เจาะลึกผลสำรวจ พบ 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมการของตลาดที่อยู่อาศัยไทย
1. กำลังซื้อชะลอหนัก! คนไทย 56% ยังไม่คิดซื้อบ้านใน 5 ปี
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ดันผู้บริโภค “เลื่อนบ้านในฝัน” รอความพร้อมทั้งเงินและเศรษฐกิจ สัญญาณแรกและสำคัญที่สุด คือ “ความต้องการซื้อ” ที่ยังไม่ฟื้น โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้บริโภคที่ ไม่มีแผนซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 56% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และสูงสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่มีการสำรวจ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้กระทบเพียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่กำลังลามขึ้นมาถึงกลุ่มกำลังซื้อระดับบน โดยสัดส่วนผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 100,000 บาทที่ชะลอการซื้อก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับผู้ที่ยังมีแผนซื้อ ส่วนใหญ่เลือก “ซื้อในอีก 3-5 ปีข้างหน้า” มากกว่าการเร่งตัดสินใจภายในปีนี้ สะท้อนพฤติกรรมแบบ Wait and See เพื่อรอประเมินทั้งภาวะเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีแรงประคองในระยะสั้นจากฐานที่ต่ำ รวมถึงการเร่งโอนที่อยู่อาศัยก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ขณะที่ตลาดมือสองมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ดังนั้น แม้ปี 2569 ตลาดอาจไม่ถึงขั้นหดตัวรุนแรง แต่การฟื้นตัวที่เห็นยังเป็นลักษณะ “ประคองตัว” มากกว่าการกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตเต็มกำลัง
2. “กู้ผ่านยาก” กลายเป็นกำแพงใหม่ บ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านไม่ง่าย
สินเชื่อเข้ม-กลัวถูกปฏิเสธ ดึงกำลังซื้อระดับกลาง-ล่างออกจากตลาด ขณะความกังวลเรื่องผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น แม้ผู้บริโภคบางส่วนจะมีความต้องการซื้อ แต่ “ความสามารถในการกู้” กลายเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญ
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่มีความกังวลมากและค่อนข้างกังวลว่าจะถูกปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางลงมา หรือไม่เกิน 5 ล้านบาท
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังอยู่ในระดับเข้มงวด ท่ามกลางยอดคงค้างหนี้เสียของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
แม้ปัจจุบันผู้กู้ส่วนใหญ่ยังสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่ “ความกังวลต่อการผ่อนในอนาคต” กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนความระมัดระวังของครัวเรือนต่อรายได้และภาระทางการเงินในระยะข้างหน้าโจทย์ของตลาดจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “คนอยากซื้อบ้านหรือไม่” แต่กำลังกลายเป็นคำถามว่า “คนที่อยากซื้อ สามารถกู้ผ่านหรือไม่”
3. บ้านต่ำกว่า 3 ล้านมาแรง! ผู้ซื้อหั่นงบฯ สะท้อนกำลังซื้อยังเปราะ
Real demand ยังอยู่ แต่ต้อง “ลดสเปก-ลดราคา” ขณะที่บ้านหลังที่สองและซื้อปล่อยเช่าถูกเลื่อนออกไป อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนกำลังซื้ออย่างชัดเจน คือ การขยับลงของงบประมาณซื้อที่อยู่อาศัย ผลสำรวจพบว่า ความต้องการส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่กลุ่มที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเผชิญความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูง
การลดงบประมาณดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคต้องการบ้านราคาถูกลงเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการ “ปรับความฝันให้เข้ากับกำลังซื้อ” หลังต้องเผชิญทั้งเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่และราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความต้องการซื้อส่วนใหญ่ยังเป็นReal demandหรือซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะบ้านหลังแรก ขณะที่การซื้อบ้านหลังที่สองขึ้นไป รวมถึงการซื้อเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า มีสัดส่วนลดลงหมายความว่า ในช่วงที่กำลังซื้อถูกจำกัด ผู้บริโภคจะเลือก “ความจำเป็น” ก่อน “การลงทุน” อย่างชัดเจน
4. บ้านมือสองผงาด! เมื่อมือหนึ่งแพงเกินเอื้อม ผู้ซื้อหันหาของถูกกว่า
ราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ดันมือสองได้รับความสนใจเพิ่มทุกประเภท-ทุกระดับราคา เมื่อราคาบ้านมือหนึ่งยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การขอสินเชื่อทำได้ยากขึ้น “ตลาดมือสอง” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ซื้อให้ความสนใจมากขึ้น
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าใน ทุกประเภทที่อยู่อาศัยและทุกระดับราคาโดยมีปัจจัยหลักจากราคาที่ต่ำกว่าที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง
กลุ่มที่โดดเด่นคือ “ทาวน์เฮาส์มือสอง” โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองที่ยังสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองได้สะดวก เนื่องจากระดับราคาสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าทาวน์เฮาส์มือหนึ่งในทำเลเดียวกันขณะเดียวกัน ฝั่งอุปทานมือสองก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
ทั้งคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงบ้านเดี่ยวในต่างจังหวัด ที่น่าสนใจคือ เจ้าของที่อยู่อาศัยในปัจจุบันราว 1 ใน 3 มีแผนขายบ้านภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยเหตุผลสำคัญมาจากต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล และเปลี่ยนไปถือเงินสดหรือลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น
ภาพนี้ทำให้ตลาดมือสองไม่ได้มีเพียง “ดีมานด์” ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมี “ซัพพลาย” รอเข้าสู่ตลาดมากขึ้นด้วย และอาจกลายเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป
5. “เช่า” ยังจำเป็น แต่เศรษฐกิจบีบคนเช่ากลับบ้าน งบซื้อไม่พอ
ทำให้เช่ายังเป็นทางเลือก แต่ภาระค่าใช้จ่ายผลักบางส่วนกลับไปอยู่กับครอบครัว แม้ตลาดเช่าจะเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ไม่สามารถซื้อบ้านได้ แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังทำให้ตลาดเช่าเองต้องเผชิญแรงต้าน
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่กำลังเช่าที่อยู่อาศัยลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องจากช่วง 2 ปีก่อน โดยการลดลงมาจากกลุ่มผู้เช่าที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเองเป็นหลัก
ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากการ “เลิกเช่าแล้วกลับไปอยู่กับครอบครัว” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่อีกส่วนเปลี่ยนจากการเช่าไปสู่การซื้อ หลังผู้ประกอบการทยอยจัดโปรโมชั่นระบายสต๊อกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักของการเลือกเช่ายังคงเป็นเรื่อง “งบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการซื้อ”และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เช่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
ตลาดเช่าจึงมีลักษณะสองด้าน ด้านหนึ่งยังเป็นทางเลือกที่จำเป็นสำหรับผู้ซื้อที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ แต่อีกด้านหนึ่ง ค่าเช่าที่ปรับขึ้นในบางทำเล โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองและเส้นทางคมนาคมที่สะดวก กำลังกลายเป็นภารสู่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและปริมณฑลซึ่งมีค่าเช่าต่ำกว่า เพื่อแลกกับการรักษาสภาพคล่องของครตัวได้มากนักในระยะสั้น มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า
ในระยะกลางถึงยาว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์บนสมมติฐานว่า “โครงการใหม่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันสูงหรือมีหน่วยเหลือขายสะสมจำนวนมาก พร้อมเพียงพอ ระยะสั้นถือเป็นช่วงที่มีโอกาสในการตัดสินใจ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ยังมีผลไปถึงช่วงกลางปี 2570 เป็นอย่างน้อย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและโปรโมชั่นด้านราคาของผู้ประกอบการทางการเงิน
การเช่าหรือเช่าซื้อยังเป็นทางเลือกในการรักษาสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังโน้มปรับขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองหรือเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ผู้เช่าอาจจำเป็นต้องขยับออกไปยังกรุ
SCB EIC Real Estate Survey 2569 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงตลาดที่3 ล้านบาท จากมือหนึ่งสู่มือสอง จากการซื้อเพื่อการลงทุนสู่การซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และจากการเชเล็กน้อย” มากกว่าการฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ปี 2570 ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญใหม่
ผู้เช่าบางส่วนจึงอาจต้องขยับออกจากกรุงเทพฯ ชั้นใน ไปสู่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและปริมณฑล ซึ่งมีค่าเช่าต่ำกว่า เพื่อแลกกับการรักษาสภาพคล่องของครัวเรือน
อสังหาฯ 69-70 ฟื้นตัว ยังไม่เต็มที่
SCB EIC ชี้ผู้ประกอบการต้องระวังเกมลงทุน ขณะที่ผู้ซื้อที่พร้อมทางการเงินมีจังหวะเลือกมากขึ้น จากทั้ง 5 สัญญาณ SCB EIC ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนักในระยะสั้น และมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในระยะกลางถึงยาว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์บนสมมติฐานว่า “กำลังซื้อยังมีจำกัด”
ผู้ประกอบการ ลดเสี่ยงโครงการใหม่-เร่งระบายสต็อก
ผู้ประกอบการควรพิจารณาการเปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันสูงหรือมีหน่วยเหลือขายสะสมจำนวนมาก พร้อมเร่งบริหารสินค้าคงเหลือ
การพัฒนาโครงการใหม่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าต่อราคา” มากขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมทางการเงินจำกัด และรับมือกับการแข่งขันจากตลาดมือสองซึ่งมีราคาต่ำกว่า
ผู้ซื้อที่พร้อม จังหวะดีในการเลือก โดยเฉพาะบ้านไม่เกิน 7 ล้าน
สำหรับผู้ที่มีความต้องการซื้อและมีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ ระยะสั้นถือเป็นช่วงที่มีโอกาสในการตัดสินใจ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท แรงหนุนมาจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนฯ สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ยังมีผลไปถึงช่วงกลางปี 2570 เป็นอย่างน้อย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและโปรโมชั่นด้านราคาของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อควรเปิดทางเลือกไปยังตลาดมือสองด้วย เพราะอุปทานที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มทางเลือกและจำกัดแรงกดดันด้านราคา
ผู้ซื้อที่ยังไม่พร้อม“เช่า-เช่าซื้อ” รักษาสภาพคล่อง
ส่วนผู้ที่มีความต้องการซื้อแต่ยังไม่พร้อมทางการเงิน การเช่าหรือเช่าซื้อยังเป็นทางเลือกในการรักษาสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
แต่ต้องจับตาค่าเช่าในทำเลศักยภาพที่มีแนวโน้มปรับขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองหรือเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ผู้เช่าอาจจำเป็นต้องขยับออกไปยังกรุงเทพฯ ชั้นนอกหรือปริมณฑล เพื่อแลกกับค่าเช่าที่เหมาะสมกับรายได้มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
หุ้นไทยดิ่ง 11.98 จุด ตามตลาดโลก หลัง Bond Yield สูง-สงครามยืด จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ คืนนี้

- ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าร่วงลง 11.98 จุด หรือ 0.74% ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ
- นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวัง และรอติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในคืนนี้
- ตัวเลขเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการประชุมสัปดาห์หน้า
ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 11 ก.ย.69 ร่วง 11.98 จุด หรือ 0.74% อยู่ที่ 1,603.09 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,274.22 ล้านบาท

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยเปิดเช้านี้ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังนักลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวังมากขึ้น
ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดมาจากทิศทางเงินเฟ้อ หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่จะประกาศในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ก่อนการประชุมในสัปดาห์หน้า
ด้านตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้ปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ลดลงราว 2.6% ขณะที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นลดลงประมาณ 2.7% สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลต่อ Bond Yield และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,600 จุด โดยกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารมีโอกาสเข้ามาช่วยพยุงตลาดได้บางส่วน ขณะที่หุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ DELTA เผชิญแรงขายกดดันตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก
“ตลาดยังมีความผันผวนสูงจากการรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตลาดยังต้องติดตามถ้อยแถลงและสัญญาณจากการประชุม Fed ในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด”
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง แนะนำเน้นหุ้นกลุ่มปลอดภัย หรือ Defensive โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ได้แก่ BH และ BDMS หลังราคาหุ้นปรับตัวได้ดีในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาลยังได้รับปัจจัยหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสนับสนุนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ และทำให้กลุ่มดังกล่าวมีความน่าสนใจในภาวะที่ตลาดโดยรวมยังเผชิญความผันผวน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดอันดับโลกล่าสุด! “เมย์ รัชนก” ขยับขึ้นหลังจบศึก “ไชน่า มาสเตอร์ส 2026”

การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 37 ซึ่งทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมาเป็นรายการ แบดมินตัน ไชน่า มาสเตอร์ส 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 750 ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน
ล่าสุด จากการประกาศอันดับคะแนนใหม่ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) สัปดาห์ที่ 37 เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมาปรากฏว่า “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 โลก ด้วยการมี 74,606 คะแนน จากผลงานทะลุเข้าถึงรอบ 16 คนสุดท้าย
ขณะที่ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ หล่นไปอยู่อันดับ 9 ของโลก ส่วน “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี ยังคงยึดอันดับ 19 ของโลก ได้เหมือนเดิม
อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว
1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 121,287 คะแนน
2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 103,989 คะแนน
3. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 102,576 คะแนน
4. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 86,651คะแนน
5. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 74,606 คะแนน
6. ฮั่น หยู (จีน) 72,488 คะแนน
7. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 72,023 คะแนน
8. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 71,456 คะแนน
9. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 69,027 คะแนน
10. โนโซมิ โอกุฮาระ (ญี่ปุ่น) 64,160 คะแนน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
19. พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ (ไทย) 50,018 คะแนน
23. บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) 47,407 คะแนน
25. ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) 46,672 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
กว่า 27 % คนไทยวัยทำงาน ‘ฝืนไปทำงาน’ แม้มีปัญหาสุขภาพจิต

คนวัยทำงาน กว่า 27 % ‘ฝืนไปทำงาน’ แม้มีปัญหาสุขภาพจิต “เร่งโค้ชกลุ่มเสี่ยง” ในสถานประกอบการทั่วไทย ช่วยฟื้นสุขภาพจิตดีขึ้น 99.98% ปรับพฤติกรรมเสี่ยงทางกายดีขึ้น 91.96% สุขภาพการเงินดี 70%
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่10 ก.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Advisor : HHA) ภายใต้แนวคิด “Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations” “เชื่อมพลังคน สร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งอนาคต”
โดยมีผู้บริหาร บุคลากรกรมสุขภาพจิต เครือข่ายสถานประกอบการ องค์กรและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิตจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 150 คน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนการดำเนินงาน และยกระดับขีดความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงานในสถานประกอบกิจการและองค์กรทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ
นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานกว่า 38.66 ล้านคน ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ และปัญหาสุขภาพจิต
กรมสุขภาพจิตได้ร่วมกับสสส.พัฒนา Holistic Health Advisor (HHA) ขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรภายในองค์กรให้ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด ดูแลใจ” ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรอง และเชื่อมโยงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถขยายเครือข่ายสถานประกอบกิจการและองค์กรได้ถึง 222 แห่ง และดูแลประชาชนวัยทำงานรวมแล้วกว่า 1.2 ล้านคน
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสนับสนุนการสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า กลุ่มโรคด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะสูงถึง 13% ของความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด อีกทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ ในปี 2565 WHO ระบุว่าภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไป 12,000 ล้านวัน
สำหรับสถานการณ์ในไทย ข้อมูลการประเมินตนเองในระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 พบประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปี เผชิญกับความเครียดในระดับสูง กว่า 11% โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานตอนต้น อายุ 20-29 ปี สูงถึง 28% ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS พบคนวัยทำงานฝืนไปทำงาน (Presenteeism) แม้มีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 27%
“การดูแลเชิงรุกพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตในสถานประกอบการหรือองค์กร จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่บั่นทอนสุขภาพ รวมทั้งศักยภาพขององค์กรในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”นพ.พงศ์เทพกล่าว
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. กำหนดให้ประเด็นสุขภาพจิตเป็น 1 ใน 7 เป้าหมายยุทธศาสตร์การทำงาน สอดคล้องกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติฉบับที่ 1 มุ่งเน้นการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ก่อนที่จะเจ็บป่วย โดยดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ การส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต พร้อมร่วมกับกรมสุขภาพจิตและภาคีเครือข่ายพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คัดกรองภาวะซึมเศร้า “DMind” และเว็บแอปพลิเคชัน “ต่อ-เติม-ใจ” เพื่อดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นและเชื่อมระบบส่งต่อการรักษา
สสส. ได้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร HHA ทดลองรูปแบบในสถานประกอบการ พัฒนาวิทยากรและโค้ชเพื่ออบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตองค์รวมให้แก่สถานประกอบการ ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบันประกอบการ 222 แห่ง มีผู้เข้าร่วม 358,560 คน
“พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98% ที่เหลือได้รับการส่งต่อและอยู่ระหว่างการรักษา ส่วนกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน ได้รับความรู้เรื่องสุขภาวะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการดูแลช่วยเหลือ 70%” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รวม “ประโยคยินดีต้อนรับ ภาษาอังกฤษ” และคำกล่าว “พร้อมให้บริการ” แบบมืออาชีพ

คำกล่าว ยินดีต้อนรับ ภาษาอังกฤษ
การเลือก คำกล่าวต้อนรับ ภาษาอังกฤษ ควรพิจารณาจากบริบท สถานที่ และระดับความเป็นทางการ เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจและเป็นกันเองมากที่สุด
การต้อนรับแบบทั่วไป
เหมาะสำหรับร้านกาแฟ, คาเฟ่, ร้านปลีก (Retail), หรืองานอีเวนต์ที่เป็นกันเอง
- Welcome to [Company/Shop Name].
(ยินดีต้อนรับสู่ [ชื่อร้าน/บริษัท] ครับ/ค่ะ)
- Hi there! Welcome.
(สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีต้อนรับ)
- We are so glad you are here.
(พวกเราดีใจมากที่คุณมาที่นี่)
- Thanks for visiting us today!
(ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมเราในวันนี้นะครับ/คะ)
การต้อนรับแบบเป็นทางการ (Formal & Professional)
เหมาะสำหรับโรงแรมระดับ 4-5 ดาว, การประชุมระดับองค์กร, หรือการต้อนรับลูกค้าระดับ VIP
- Good morning/afternoon, welcome to [Hotel/Company Name].
(อรุณสวัสดิ์/สวัสดีตอนบ่าย ยินดีต้อนรับสู่ [ชื่อโรงแรม/บริษัท] ครับ/ค่ะ)
- It is a pleasure to welcome you here.
(เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคุณครับ/ค่ะ)
- We are delighted to have you as our guest.
(พวกเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ดูแลคุณในฐานะแขกของเรา)
- On behalf of the team, I would like to welcome you.
(ในนามของทีมงาน ฉันขอต้อนรับคุณครับ/ค่ะ)
การเสนอตัวว่า “พร้อมให้บริการ ภาษาอังกฤษ”
หลังจากกล่าวทักทายเรียบร้อยแล้ว สเตปต่อไปคือการแสดงความกระตือรือร้นและบอกลูกค้าว่าเรา พร้อมให้บริการ ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าพวกเขาสามารถขอความช่วยเหลือจากเราได้ตลอดเวลา
ประโยคเสนอตัวช่วยเหลือ (Offering Assistance)
- How may I assist you today?
(วันนี้มีอะไรให้ฉันช่วยเหลือไหมครับ/คะ? – สุภาพมาก นิยมใช้ในโรงแรม)
- How can I help you?
(มีอะไรให้ฉันช่วยไหมครับ/คะ? – ใช้ได้ทั่วไป)
- Is there anything I can do for you?
(มีสิ่งใดที่ฉันสามารถทำให้คุณได้บ้างครับ/คะ?)
ประโยคยืนยันความพร้อมให้บริการ (Confirming Readiness)
- We are at your service.
(พวกเราพร้อมให้บริการคุณครับ/ค่ะ)
- I am ready to help you with anything you need.
(ฉันพร้อมช่วยเหลือคุณในทุกสิ่งที่คุณต้องการครับ/ค่ะ)
- Please let me know if you need further assistance.
(หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม แจ้งได้ตลอดเลยนะครับ/คะ)
- My team and I are fully at your disposal.
(ทีมงานและตัวฉันพร้อมให้บริการคุณอย่างเต็มที่ครับ/ค่ะ – สุภาพและเป็นทางการมาก)
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
ตลาด SMR โลกเร่งตัว จับตา 3 คอขวด ไทยวางเป้า 9,000 เมกะวัตต์

- ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น โดยเปลี่ยนจากการพิสูจน์เทคโนโลยีสู่การแข่งขันเชิงพาณิชย์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลและภาคอุตสาหกรรม
- การเติบโตของตลาดเผชิญกับ 3 อุปสรรคสำคัญ (คอขวด) ได้แก่ กำลังการผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานที่มีจำกัด, การจัดหาเชื้อเพลิงยูเรเนียมสมรรถนะสูง (HALEU) ที่ยังกระจุกตัว และความเร็วในการอนุมัติตามกฎระเบียบที่แตกต่างกัน
- ประเทศไทยตั้งเป้าหมายบรรจุ SMR กำลังผลิต 9,000 เมกะวัตต์ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ภายในปี พ.ศ. 2593 แต่ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมด้านนโยบายและกฎระเบียบซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า 10 ปี
ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเพื่อพิสูจน์ว่าสามารถทำให้เทคโนโลยีนิวเคลียร์มีขนาดเล็กลงได้ ไปสู่การแข่งขันว่าใครจะสามารถทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ด้านการเงิน ผ่านการอนุมัติด้านกฎระเบียบ และนำไปใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่การรวมตัว
ความเคลื่อนไหวของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์เปลี่ยนแปลงเร็ว ปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนการจองพื้นที่ การทำข้อตกลงด้านซัพพลายจากภาครัฐ และข้อผูกพันในการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ไตรมาสแทนที่จะเป็นหลายทศวรรษ ผู้ซื้อที่เดินหน้าเป็นกลุ่มแรกไม่ใช่บริษัทสาธารณูปโภค แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยี หน่วยงานด้านกลาโหม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าซึ่งพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้
เบื้องหลังการประกาศโครงการต่าง ๆ นั่นคือกำลังการผลิตของโรงงานที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับการผลิตชิ้นส่วนกำลังถูกจองล่วงหน้าหลายปีก่อนที่จะได้รับอนุมัติด้านกฎระเบียบ และคิวการผลิตกำลังรวมตัวอยู่รอบแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติจำนวนไม่มาก องค์กรที่ยังมอง SMR เป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ กำลังเจรจาแข่งขันกับคู่สัญญาที่มอง SMR เป็นคำถามด้านการจัดซื้อจัดจ้างในระยะใกล้ ความไม่สมดุลนี้กำลังกลายเป็นลักษณะสำคัญของตลาด
ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์
ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 11.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2033
ตลาดขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 9.2% ระหว่างปี 2026-2033 จากมูลค่าเริ่มต้น 6.3 พันล้านดอลลาร์
ความต้องการจากศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีรายใหญ่กลายเป็นกลุ่มผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความต้องการรุนแรงที่สุด
ต้นทุนที่สูงเกินคาดของโครงการแรก หรือ FOAK ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการนำไปใช้เชิงพาณิชย์
โมดูลที่ผลิตจากโรงงานและสามารถขนส่งได้กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์ของโครงการเมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบดั้งเดิม
การประสานกฎระเบียบระหว่างประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา กำลังช่วยลดระยะเวลาการออกใบอนุญาตอย่างมีนัยสำคัญ
การจัดหาเชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง หรือ HALEU สำหรับแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดนี้ เป็นคอขวดที่ถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมากที่สุด
เปลี่ยนจากการตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีไปสู่ระดับอุตสาหกรรม
ฝ่ายวิจัยจาก Market Minds Advisory รายงานว่า ประเด็น SMR เปลี่ยนจากการตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีไปสู่การดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรม และบริษัทที่จะล็อกกำลังการผลิตและการจัดหาเชื้อเพลิงได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จะเป็นผู้กำหนดเส้นต้นทุนสำหรับการใช้งานในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า ผู้ที่เข้ามาช้าจะต้องแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบอย่างเป็นโครงสร้างเมื่อเทียบกับเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัจจุบัน
8 ไตรมาสข้างหน้าจะกำหนดเศรษฐศาสตร์ของการใช้งานในอีก 2 ทศวรรษ
กำลังการผลิตกำลังถูกจองเป็นการส่วนตัวจากโรงงานที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับการผลิตภาชนะรับความดันและชิ้นส่วนภายในเครื่องปฏิกรณ์ SMR มีอยู่ทั่วโลกในจำนวนจำกัด การจองกำลังผลิตสำหรับการส่งมอบในช่วงต้นทศวรรษ 2030 กำลังปิดลงแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศต่อสาธารณะเสียอีก
การจัดหาเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยจำกัด โดยกำลังการผลิต HALEU ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโรงงานเพียงไม่กี่แห่ง แบบเครื่องปฏิกรณ์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดนี้กำลังแข่งขันกันเพื่อจัดสรรปริมาณเชื้อเพลิง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าโครงการใดจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้
แนวทางด้านกฎระเบียบกำลังแยกออกเป็นหลายทิศทาง เนื่องจากประเทศที่เดินหน้าไปสู่การยอมรับร่วมกันด้านการรับรองแบบเครื่องปฏิกรณ์ กำลังดึงดูดเงินทุนและโครงการเข้าสู่ประเทศเหล่านั้น ช่องว่างระหว่างประเทศที่มีระบบออกใบอนุญาตแบบเร่งรัดกับประเทศที่ใช้กระบวนการแบบเดิมกำลังกว้างขึ้นในทุกไตรมาส
จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด
โครงสร้างผู้ซื้อกำลังการผลิต SMR แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากที่การคาดการณ์ซึ่งมีบริษัทสาธารณูปโภคเป็นผู้นำเคยคาดการณ์ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ผู้ใช้ความร้อนในภาคอุตสาหกรรม และการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม กำลังมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของความตั้งใจรับซื้อไฟฟ้าที่ประกาศออกมา
การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของโครงการ โดยผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center กำลังลงนามในข้อผูกพันซื้อไฟฟ้าที่มีคุณภาพด้านเครดิต ซึ่งเปลี่ยนแปลงสมการด้านการจัดหาเงินทุน สัญญาเหล่านี้ช่วยให้โครงการแรก หรือ FOAK สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งการรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้
การลดคาร์บอนจากความร้อนในภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดไปสู่การจัดซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการเคมี เหล็ก และการกลั่น กำลังประเมิน SMR ในฐานะทางเลือกที่น่าเชื่อถือเพียงทางเดียวสำหรับการจัดหาความร้อนอุณหภูมิสูงในระดับขนาดใหญ่ กิจกรรมขอข้อเสนอ หรือ RFP เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มอุตสาหกรรมของยุโรปและอเมริกาเหนือ
ข้อผูกพันจากภาครัฐกำลังกลับเข้าสู่ตลาด เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศกำลังให้หลักประกันด้านการจัดซื้อโดยตรงหรือเข้าร่วมถือหุ้น เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างด้านเงินทุนของโครงการแรก หรือ FOAK ซึ่งเคยทำให้การใช้งาน SMR ชะงักในรอบก่อน
ความเป็นจริงของตลาดแตกต่างจากความคาดหวังโดยทั่วไป
รายงานทางวิจัยระบุว่า โครงการ SMR ที่ประกาศส่วนใหญ่จะไม่สามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2032 จำนวนโครงการที่อยู่ในแผนการประกาศมีมากกว่าศักยภาพที่เป็นจริงของกำลังการผลิตโรงงาน แรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และเชื้อเพลิง HALEU อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การระบุว่าโครงการใดมีห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับการจัดหาไว้แล้ว จึงกลายเป็นคำถามเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญกว่าการนับจำนวนบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU
เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก หรือ Microreactor จะเข้าสู่เชิงพาณิชย์ก่อน SMR ขนาดกลางในแง่ของรายได้ การใช้งานในเหมืองนอกระบบไฟฟ้า การใช้งานด้านกลาโหม และอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล มีความเต็มใจจ่ายสูงกว่าและมีความซับซ้อนด้านกฎระเบียบต่ำกว่า มุมมองแบบเดิมที่ว่าเศรษฐศาสตร์จากขนาดเอื้อประโยชน์ต่อหน่วยขนาดใหญ่กว่า ประเมินต่ำเกินไปว่าความเร็วในการนำไปใช้งานมีความสำคัญเพียงใด
เทคโนโลยี 2-3 กลุ่มจะครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่ไม่สมดุลภายในปี 2030 เงินทุนกำลังรวมตัวอยู่รอบแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติจำนวนแคบลงกว่าความหลากหลายของโครงการในปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็น ผู้พัฒนาที่อยู่ในช่วงท้ายของการแข่งขันแต่ยังไม่มีพันธมิตรด้านการผลิตที่ได้รับการจัดหาไว้ จะเผชิญกับข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่เงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้
แรงผลักดันเชิงโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนขอบเขตการแข่งขันของพลังงานนิวเคลียร์
การเปลี่ยนจากการก่อสร้างแบบประกอบขึ้น ณ สถานที่ก่อสร้าง ไปสู่โมดูลที่ผลิตจากโรงงาน กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเสี่ยงที่ในอดีตเป็นปัจจัยลงโทษโครงการนิวเคลียร์ ความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุนเงินลงทุน ความแน่นอนของกำหนดการ และเส้นการเรียนรู้จากการผลิตแบบต่อเนื่อง กำลังสร้างตรรกะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิม บริษัทที่สามารถจัดหากำลังการผลิตจากโรงงานได้ กำลังวางตำแหน่งเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในแต่ละหน่วยที่ส่งมอบ
ความต้องการไฟฟ้าจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระดับที่การก่อสร้างพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถรองรับได้ทันตามกรอบเวลาของผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ SMR มีคุณสมบัติทั้งการผลิตไฟฟ้าพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การติดตั้งในพื้นที่หลังมิเตอร์ และคุณสมบัติด้านพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การจัดซื้อของผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างแม่นยำ กลุ่มผู้ซื้อประเภทนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในการคาดการณ์อย่างจริงจังในปี 2022 แต่ปัจจุบันกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์ของโครงการแรก
วงจรเชื้อเพลิงกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
การจัดหา HALEU การผลิต และการจัดการปลายทางของเชื้อเพลิง กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่แยกออกจากการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ ผู้เล่นที่มีสถานะการจัดหาเชื้อเพลิงแบบบูรณาการในแนวดิ่ง หรือมีความสัมพันธ์ด้านการจัดหาเชื้อเพลิงกับภาครัฐ กำลังได้รับผลตอบแทนในระดับพิเศษ ลูกค้าเต็มใจจ่ายส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเพื่อความแน่นอนด้านการจัดหาเชื้อเพลิง เนื่องจากมีผู้จัดหาที่ผ่านคุณสมบัติทั่วโลกในจำนวนจำกัด วงจรเชื้อเพลิงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงประเด็นด้านการดำเนินงาน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดความสามารถของโครงการในการได้รับเงินทุน
พื้นที่เดิมกำลังช่วยเร่งระยะเวลาการนำไปใช้งาน
โรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังปลดระวางและพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมมีข้อได้เปรียบด้านการเชื่อมต่อระบบส่งไฟฟ้า สิทธิในการใช้น้ำ และการยอมรับของชุมชน ซึ่งโครงการในพื้นที่ใหม่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว การแข่งขันเพื่อรักษาพื้นที่เดิมที่มีศักยภาพกำลังดำเนินไปอย่างมาก และจำนวนพื้นที่ที่เหมาะสมมีจำกัด การควบคุมพื้นที่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าโครงการใดมีความสามารถในการดำเนินการจริง
ปัจจัยต้านทานสำคัญที่อาจชะลอการนำไปใช้งาน
ผลการดำเนินงานด้านต้นทุนของโครงการแรก โดยโครงการแรกยังเผชิญกับความเสี่ยงจากงบประมาณและกำหนดการที่เกินเป้าหมาย ซึ่งอาจกระทบความน่าเชื่อถือของภาคอุตสาหกรรม หากโครงการแรก ๆ มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าที่คาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ
การกระจุกตัวของการจัดหา HALEU กำลังการเพิ่มสมรรถนะที่จำกัดสร้างจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียวสำหรับแบบเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงที่พึ่งพาเชื้อเพลิงประเภทนี้
ความไม่สมดุลของความเร็วด้านกฎระเบียบ โดยประเทศที่มีขั้นตอนการออกใบอนุญาตช้ากว่าเสี่ยงสูญเสียเงินทุนของโครงการ ผู้จัดหาที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และแรงงานที่มีทักษะให้แก่ภูมิภาคคู่แข่งที่เคลื่อนตัวเร็วกว่าในระยะกลาง
การยอมรับของสาธารณชนที่อาจกลับทิศ หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่โรงงานนิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งทั่วโลก อาจทำให้การสนับสนุนทางการเมืองลดลงและชะลอกระบวนการอนุญาตในหลายประเทศพร้อมกัน
การขาดแคลนแรงงานและบุคลากรทักษะสูง บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการก่อสร้างและการดำเนินงานด้านนิวเคลียร์มีจำนวนจำกัด ขณะที่การพัฒนากำลังคนยังไม่ทันกับจำนวนโครงการที่ประกาศ
ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียนที่มีระบบกักเก็บ ต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจของ SMR ในการใช้งานกับระบบไฟฟ้าบางประเภทแคบลง
SMR 9,000 เมกะวัตต์ เข้าสู่ร่างแผน PDP 2026 ของไทย
เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนการปรับตัวให้สอดคล้องกับระเบียบโลกใหม่ด้านพลังงาน SMR ถือเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่ช่วยแก้ไขข้อจำกัดเรื่องความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลจากกลุ่ม AI Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า
การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จะถูกแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก โดยระยะที่หนึ่งซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2569-2580 จะเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตที่ 300 เมกะวัตต์ ก่อนจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในระยะที่สองระหว่างปี 2581-2593 ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 8,700 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2593 ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รวมทั้งสิ้น 9,000 เมกะวัตต์ กระจายการก่อสร้างโรงไฟฟ้าออกไปยัง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยไทยยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมด้านนโยบาย กฎระเบียบ และเทคโนโลยี ต้องใช้เวลาเตรียมการยาวนานกว่า 10 ปีตามเกณฑ์ของ IAEA
ดังนั้น หากไทยเดินหน้าตามเป้าหมายดังกล่าว การเลือกเทคโนโลยีอาจไม่ใช่โจทย์เดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของผู้ผลิตชิ้นส่วน เชื้อเพลิง ห่วงโซ่อุปทาน เงินทุน และระยะเวลาการออกใบอนุญาต ซึ่งเป็นปัจจัยที่งานวิจัยมองว่าจะเป็นตัวกำหนดว่าโครงการ SMR ใดจะสามารถเกิดขึ้นจริง
พัฒนาการล่าสุดของตลาด
เมษายน 2026 NuScale Power Corporation เดินหน้าการพัฒนาด้านวิศวกรรมสำหรับรูปแบบโรงไฟฟ้า VOYGR โดยประสานงานกับพันธมิตรด้านสาธารณูปโภค ซึ่งตั้งเป้าหมายการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายทศวรรษ
กุมภาพันธ์ 2026 X-energy เดินหน้ากิจกรรมการพัฒนาแบบเครื่องปฏิกรณ์อุณหภูมิสูง Xe-100 โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านการรับซื้อจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังมุ่งเน้นการใช้งานด้านความร้อนสำหรับกระบวนการผลิต
มีนาคม 2026 Rolls-Royce เดินหน้าการพัฒนาแบบ SMR ของสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง ผ่านหมุดหมายสำคัญของกระบวนการประเมินแบบทั่วไปกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ของประเทศ
มกราคม 2026 Oklo ขยายโครงการเชิงพาณิชย์และข้อตกลงกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ากิจกรรมสำรวจและประเมินพื้นที่สำหรับการติดตั้งโรงไฟฟ้า Aurora
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
5 เครื่องเทศที่ดีที่สุดสำหรับ “ตับ” อาหารธรรมชาติลดอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ

5 เครื่องเทศที่ดีที่สุดสำหรับ “ตับ” ลดการอักเสบ เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกาย
เมื่อเปิดตู้เครื่องเทศ หลายคนอาจสะดุดตากับสีสันหลากหลายของวัตถุดิบเหล่านี้ แต่เบื้องหลังสีสวย ๆ ไม่ได้มีเพียงกลิ่นหอมและรสชาติเท่านั้น เพราะเครื่องเทศหลายชนิดยังอุดมไปด้วยสารประกอบจากพืช สารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม รวมถึง สุขภาพตับ ด้วย
ตับเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่ช่วยเปลี่ยนแปลงสารอาหาร ผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน ไปจนถึงช่วยกำจัดและประมวลผลสารต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ตับก็สามารถได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและภาวะสุขภาพต่าง ๆ โดยหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยคือ โรคไขมันพอกตับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสะสมไขมันในเซลล์ตับ
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจึงแนะนำว่า การเพิ่มเครื่องเทศบางชนิดในมื้ออาหาร อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มสารอาหารจากพืช โดยมีเครื่องเทศที่น่าสนใจดังนี้
1. ขมิ้นชัน (Turmeric)
ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสีเหลืองสดและคุณสมบัติด้านการต้านการอักเสบ โดยสารสำคัญที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ เคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานขมิ้นชันหรือเคอร์คูมินในรูปแบบอาหารเสริม อาจช่วยปรับปรุงค่าการทำงานของเอนไซม์ตับ เช่น AST และ ALT ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ประเมินสุขภาพของตับ
อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้สารสกัดหรือปริมาณที่เข้มข้นกว่าปริมาณขมิ้นชันที่ใช้ปรุงอาหารทั่วไป จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการใช้ขมิ้นชันเพียงเล็กน้อยในอาหารจะให้ผลเหมือนกัน
สำหรับการรับประทานในชีวิตประจำวัน สามารถเพิ่มขมิ้นชันในเมนูต่าง ๆ เช่น ข้าว แกง น้ำหมักเนื้อสัตว์ ซุป หรือเครื่องดื่มอย่างนมขมิ้น
2. อบเชย (Cinnamon)
อบเชยเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมทั้งในขนม เครื่องดื่ม และอาหารคาว โดยมีสารประกอบจากพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ
นักโภชนาการระบุว่า สุขภาพตับมีความเชื่อมโยงกับระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลิน
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานอบเชยในรูปแบบอาหารเสริมอาจมีส่วนช่วยปรับปรุงค่าเอนไซม์ตับบางชนิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีเบาหวานชนิดที่ 2
สามารถเพิ่มอบเชยในอาหารง่าย ๆ เช่น โรยบนข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต สมูทตี กาแฟ หรือใช้เพิ่มกลิ่นหอมในเมนูอบและอาหารตุ๋น
3. ขิง (Ginger)
ขิงเป็นสมุนไพรที่มีเอกลักษณ์ด้วยรสเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยมีสารออกฤทธิ์สำคัญ เช่น จินเจอรอล (Gingerol) และ โชกาออล (Shogaol)
สารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย โดยงานวิจัยบางส่วนพบว่า ขิงอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตับในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ
นอกจากนี้ ขิงยังอาจมีส่วนช่วยเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพตับ
สามารถใช้ขิงสดในอาหาร เช่น ซุป เมนูผัด สลัด น้ำจิ้ม หรือชงเป็นชาขิงเพื่อดื่มได้
4. หญ้าฝรั่น (Saffron)
หญ้าฝรั่นถือเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีราคาสูงที่สุดในโลก ผลิตจากส่วนยอดเกสรสีแดงของดอก Crocus sativus
หญ้าฝรั่นมีสารประกอบจากพืช เช่น โครซิน (Crocin) และ โครเซติน (Crocetin) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ
งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การรับประทานหญ้าฝรั่นในรูปแบบอาหารเสริมอาจช่วยปรับค่าการทำงานของเอนไซม์ตับ เช่น ALT และ AST ได้ในระดับหนึ่ง
แม้ใช้เพียงเล็กน้อย แต่หญ้าฝรั่นสามารถเพิ่มสี กลิ่น และรสชาติให้อาหารได้ดี เช่น ข้าว ซุป อาหารทะเล เมนูไก่ หรือเครื่องดื่มนมอุ่น
5. กระเทียม (Garlic)
แม้กระเทียมจะจัดเป็นผักมากกว่าเครื่องเทศ แต่ถูกใช้ในลักษณะเดียวกับเครื่องปรุงรสเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้อาหารหลากหลายประเภท
กระเทียมมีสารประกอบกำมะถัน ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ความเครียดจากอนุมูลอิสระ และระบบเผาผลาญของร่างกาย
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานกระเทียมในรูปแบบอาหารเสริม อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตับ เช่น ช่วยปรับปรุงค่าเอนไซม์ตับ และลดปริมาณไขมันสะสมในตับ
กระเทียมสามารถเพิ่มในอาหารได้ง่าย ทั้งแบบสดหรือผ่านความร้อน เช่น เมนูผัด อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักอบ และอาหารประเภทถั่ว
สรุป เครื่องเทศช่วยเพิ่มรสชาติ พร้อมเติมสารอาหารจากพืช
ขมิ้นชัน อบเชย ขิง หญ้าฝรั่น และกระเทียม เป็นวัตถุดิบที่มีสารประกอบจากพืช ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม รวมถึงการดูแลสุขภาพตับ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากยังศึกษาจากสารสกัดหรือปริมาณเข้มข้นในรูปแบบอาหารเสริม ไม่ใช่ปริมาณเล็กน้อยจากการปรุงอาหารทั่วไป ดังนั้นเครื่องเทศเหล่านี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารที่สมดุล ไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 11/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,550.00 | 67,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,367.00 | 66,203.72 | 68,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,930.30 | 59,583.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,493.60 | 52,962.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,965.15 | 29,791.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,528.45 | 23,171.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,525.39 | 68,604.91 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 11/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







