สาระน่ารู้ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

CPNเปลี่ยนเกมน่านน้ำสีแดง สู่‘แลนด์ลอร์ด’ สร้างเมืองใหม่

  • CPN ปรับกลยุทธ์จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่การเป็น ‘แลนด์ลอร์ด’ โดยมุ่งสร้างเมืองและพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการอยู่อาศัยแบบครบวงจรเพื่อเปลี่ยนเกมในตลาด Red Ocean
  • ชูแนวคิดการสร้างโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงที่อยู่อาศัยเข้ากับศูนย์การค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อขาย “วิถีชีวิต” ไม่ใช่แค่ “ห้องพัก”
  • วางแผนระยะยาวในการพัฒนาเมือง เช่น โครงการ 750 ไร่ที่รังสิต โดยมีเป้าหมายเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานและเปิดให้ผู้พัฒนารายอื่นเข้ามาร่วมสร้างเมืองในระบบนิเวศเดียวกัน

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยวันนี้ ไม่ได้แข่งกันที่ใครเปิดโครงการได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ “ใครเข้าใจชีวิตคนเมืองได้ลึกที่สุด”ในสมรภูมิ Red Ocean ที่ดีมานด์ไม่โต แต่ซัพพลายยังแน่น ผู้เล่นรายใหญ่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการ “ขายคอนโด” ไปสู่การ “ออกแบบวิธีใช้ชีวิต”

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือการปิดการขายคอนโดฟีล 583 ยูนิต มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทใน 3 วันของเซ็นทรัลพัฒนา ที่จังหวัดขอนแก่นเบื้องหลังความเร็วระดับนี้ ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากการ “เปลี่ยนความหมายของสินค้า” ใหม่ทั้งหมด

จาก “ขายห้อง” สู่ ขายความสะดวก

กรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)หรือ CPN  อธิบายว่า หัวใจของความสำเร็จในตลาด Red Ocean คือ “Adaptation” หรือการปรับตัวให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่เพราะความหมายของคำว่า “Convenience” ไม่เหมือนกันในทุกเมืองถ้าเป็นกรุงเทพฯ ความสะดวกคือการอยู่ติดรถไฟฟ้าแต่ถ้าเป็นต่างจังหวัด ความสะดวกอาจหมายถึง “การใช้ชีวิตในศูนย์การค้าได้ทั้งวัน”

แนวคิดนี้ทำให้คอนโดไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัยขนาด 30 ตารางเมตรอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบชีวิต”ลูกบ้านสามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางของศูนย์การค้าได้ครบ ทั้งร้านอาหาร พื้นที่นัดพบ ห้องรับแขก หรือกิจกรรมทางสังคมพูดง่าย ๆ คือแม้จะอยู่ในห้องขนาดเล็ก แต่ชีวิตไม่ได้เล็กตามพื้นที่

จากขาย 4 เดือน สู่ Sold Out ใน3วัน

โครงการแรกในขอนแก่น ใช้เวลาขายราว 4–5 เดือนกว่าจะปิดการขายได้แต่โครงการถัดมา เกมเปลี่ยนทันทีบริษัทปรับแบรนด์ขึ้นเป็นระดับ Premium ตั้งราคาสูงถึง 100,000 บาทต่อตารางเมตรผลลัพธ์กลับสวนทางความคาดหวังตลาดมีผู้ลงทะเบียนกว่า 2,000 รายแต่วันเปิดขายจริงรองรับได้เพียง 1,000 คนและกว่า 90% ของยูนิต ถูกขายให้กับกลุ่มที่ลงทะเบียนล่วงหน้ากลายเป็น “Sold Out ตั้งแต่วันแรก”

สะท้อนว่า ใน Red Ocean ไม่ใช่ราคาที่ชนะเสมอไปแต่คือ การอ่านความต้องการลูกค้าให้ถูกตั้งแต่ก่อนตลาดเริ่ม ส่งผลให้คอนโด ฟีล ขอนแก่น583 ยูนิตขายหมดใน 3 วัน

เมืองที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า 10 ปี

จากจุดเริ่มต้นที่พัฒนาโครงการบนที่ดินศูนย์การค้าโมเดลของเซ็นทรัลพัฒนาเริ่มขยายไปไกลกว่านั้นบริษัทเริ่มซื้อที่ดินล่วงหน้าในหลายจังหวัดบางแปลงถือครองยาวนาน 8–10 ปี ก่อนพัฒนาจากเดิมที่ทำแค่คอนโดวันนี้ขยายไปสู่บ้านเดี่ยว โรงแรม และ Mixed-use Developmentทั้งหมดถูกวางให้อยู่ใน Ecosystem เดียวกันเกิด “Synergy” ระหว่างธุรกิจในเครือแกนคิดสำคัญไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์แต่คือการออกแบบ “เมือง”

 750 ไร่รังสิต เกมใหญ่ของการสร้างเมืองใหม่

หนึ่งในโครงการสำคัญ คือการพัฒนาพื้นที่กว่า 750 ไร่ในโซนรังสิต อภิมหาโปรเจกต์มิกซ์ยูส “เมืองแห่งอนาคต” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ตั้งอยู่บนที่ดินผืนใหญ่ย่านรังสิต ติดถนนพหลโยธินโครงการนี้ไม่ได้มองเป็นแค่แลนด์แบงก์แต่คือการสร้างระบบเมืองครบวงจรทั้งระบบราง ที่อยู่อาศัย โรงแรม ออฟฟิศ และพื้นที่ใช้ชีวิตเป้าหมายไม่ใช่การสร้างโครงการหนึ่งโครงการแต่คือการสร้าง เมืองที่คนอยู่ได้จริง 

 “ เฉพาะที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมีจำนวน 100 ไร่ ซึ่งสามารถพัฒนาคอนโดได้ 50 แท่ง แบ่งเป็นฟส ๆ ในการพัฒนาโครงการคอนโดหลากหลายเซกเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นพรีเมี่ยม Affordable แคมปีปัสคอนโด เวลเนส หรือคอนโดลีสโฮลด์ (Leasehold)ให้สิทธิการเช่าระยะยาว”

จาก Developer สู่ Landlord ของเมือง

ในระยะยาว เซ็นทรัลพัฒนาไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ แต่กำลังขยับบทบาทไปสู่ “Landlord” หรือผู้วางโครงสร้างเมืองแนวคิดคือ เปิดพื้นที่ให้ Developer รายอื่นเข้ามาร่วมพัฒนาภายใต้ระบบโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันทั้งระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และ Ecosystem ที่เชื่อมกันทั้งหมดไม่ใช่การแข่งขันแบบแยกส่วนแต่เป็นการเติบโตบน “โครงเมืองเดียวกัน”

อีกแนวคิดที่น่าสนใจ คือการเปลี่ยนมุมมองต่อที่อยู่อาศัยจากเดิมที่มองเป็นสินค้าชั่วคราวกลายเป็น “บ้านที่ส่งต่อได้ในระดับครอบครัว”หรือเป็นสินทรัพย์ระยะยาวสำหรับหลายเจเนอเรชันสะท้อนว่าธุรกิจอสังหาฯ ไม่ได้ขาย “ห้อง” อีกต่อไปแต่กำลังขาย “เวลาและชีวิตของคน”

Red Ocean ฆ่าความคิดเดิม

กรณีของเซ็นทรัลพัฒนา สะท้อนชัดว่า Red Ocean ไม่ได้หมายถึงตลาดที่ไม่มีโอกาสแต่คือสนามที่ “ความคิดแบบเดิม” ใช้ไม่ได้อีกแล้วเพราะในวันที่ทุกคนขายของเหมือนกันคนที่ชนะไม่ใช่คนที่ถูกที่สุดแต่คือคนที่ “ออกแบบชีวิตได้แม่นที่สุด”และในเกมนี้อสังหาฯ ไม่ได้แข่งกันที่การขายอีกต่อไปแต่แข่งกันที่การสร้างเมืองที่คนอยากใช้ชีวิตจริง ๆ กลายเป็น Blue Ocean

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เรนวูด ปาร์ค เดิมพันโครงสร้างพื้นฐาน ปั้นเมืองพึ่งพาตัวเอง

  • เรนวูด ปาร์ค มุ่งสร้างเมืองที่พึ่งพาตนเองได้ (Self-Sustaining Community) โดยทุ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ระบบน้ำและพลังงาน ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
  • พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร โดยมีบ่อน้ำรูปหัวใจเป็นศูนย์กลาง พร้อมเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียและผลิตน้ำสะอาด เพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ
  • ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาด ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอกและสร้างความยั่งยืน

ยุคที่การขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้แข่งขันกันแค่ทำเลหรือดีไซน์ แต่แข่งขันกันที่ “โครงสร้างพื้นฐาน” เรนวูด ปาร์ค ทุ่มลงทุนระบบน้ำและพลังงานอัจฉริยะตั้งแต่วันแรก วางหมากสู่ Self-Sustaining Community หรือชุมชนที่พึ่งพาตัวเองได้ ชี้อนาคตของเมืองคุณภาพจะวัดกันที่ความสามารถในการรับมือวิกฤติทรัพยากร มากกว่าความหรูหราของโครงการ

จุดขายใหม่อสังหาฯอยู่ใต้ดินไม่ใช่บนดิน

หลายทศวรรษที่ผ่านมา การแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักวนเวียนอยู่กับคำว่า “ทำเล” “ดีไซน์” และ “สิ่งอำนวยความสะดวก”แต่เมื่อโลกเผชิญความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤติพลังงาน และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น เกมการแข่งขันกำลังเปลี่ยนไปวันนี้ โครงการที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่อาคารที่สูงที่สุดหรือหรูหราที่สุด หากคือโครงการที่ลงทุนกับ “ระบบที่มองไม่เห็น” ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ พลังงาน ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรที่สามารถรองรับการเติบโตในระยะยาว

ลงทุนก่อนขายเพื่อสร้างเมืองที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง

นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา เรนวูด ปาร์ค (Reignwood Park)ซึ่งเลือกลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและพลังงานตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของโครงการ ภายใต้แนวคิดSelf-Sustaining Communityหรือชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้เป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างที่อยู่อาศัย แต่คือการวางรากฐานของเมืองที่สามารถดูแลทรัพยากรสำคัญได้ด้วยตัวเอง รองรับการใช้ชีวิตของคนทุกช่วงวัย และเติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

วรพนิต รวยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เรนวูด กรุ๊ป ระบุว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ต้น คือการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนในอนาคต และเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการระดับเวิลด์คลาส

‘น้ำ’ สินทรัพย์สำคัญของเมือง

ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน การบริหารจัดการน้ำกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาเมืองทั่วโลกเรนวูด ปาร์ค จึงวางระบบน้ำแบบครบวงจร โดยมี “บ่อรูปหัวใจ” ความจุกว่า1 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นศูนย์กลางของระบบบริหารจัดการน้ำทั้งโครงการ

ระบบดังกล่าวทำงานควบคู่กับแนวคิด Zero Discharge ที่สามารถบำบัดและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด พร้อมผลิตน้ำสะอาดจากน้ำบาดาลลึกผ่านเทคโนโลยี Reverse Osmosis (RO) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว แนวคิดนี้สะท้อนว่าการบริหารน้ำไม่ได้เป็นเพียงงานสาธารณูปโภค แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดศักยภาพของเมืองในอนาคต

พลังงานสะอาดกลายเป็นต้นทุนการแข่งขัน

นอกจากระบบน้ำ อีกหนึ่งการลงทุนสำคัญคือการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดโครงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์รวม 14 จุดมีกำลังการผลิตรวม2 เมกะวัตต์ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดค่าใช้จ่ายส่วนกลางได้ราว3 ล้านบาทต่อปี แม้ตัวเลขการประหยัดจะมีความสำคัญ แต่คุณค่าที่แท้จริงคือการลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นในอนาคต

จากพื้นที่สีเขียว สู่ระบบนิเวศที่หมุนเวียนได้

การสร้างเมืองแห่งอนาคตไม่ได้จบลงเพียงการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือระบบรีไซเคิลน้ำเรนวูด ปาร์ค ยังพัฒนาพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้นานาพันธุ์กว่า 10,000 ต้นควบคู่กับการบริหารทรัพยากรตามแนวคิด Circular Economy นำเศษใบไม้กลับมาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อลดของเสียและสร้างระบบนิเวศที่หมุนเวียนได้ภายในโครงการแนวทางดังกล่าวสะท้อนการพัฒนาเมืองที่มองทรัพยากรทุกชนิดเป็น “วงจร” มากกว่าจะเป็น “ของใช้แล้วทิ้ง”

เป้าหมายต่อไปเมืองอัจฉริยะ

เรนวูด ปาร์ค ยังวางแผนต่อยอดสู่ Fully Smart & Sustainable Community ผ่านการขยายกำลังผลิตโซลาร์เซลล์ การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System) และการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาบริหารจัดการระบบน้ำและพลังงานแบบเรียลไทม์เป้าหมายคือการทำให้ทุกหน่วยของโครงสร้างพื้นฐานสามารถทำงานเชื่อมโยงกัน ลดการสูญเสียทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกมิติ

เมืองแห่งอนาคต ไม่ได้เริ่มจากตึกสูง แต่เริ่มจากรากฐานที่แข็งแรง

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนทั่วโลก การลงทุนในระบบน้ำ พลังงาน และการจัดการทรัพยากร กำลังกลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของโครงการอาจไม่ได้วัดจากจำนวนชั้นของอาคารหรือความหรูหราของคลับเฮาส์

หากแต่วัดจากความสามารถในการทำให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้นทุกวันและนั่นคือเหตุผลที่ “โครงสร้างพื้นฐาน” กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองแห่งอนาคต มากกว่าจะเป็นเพียงต้นทุนของการพัฒนาโครงการ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 20 ก.ค.69 ‘อ่อนค่า’ ตะวันออกกลางยังร้อนแรง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าอ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 33.63 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
  • ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันทำให้ตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางหลัก เช่น เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • แนวโน้มเงินบาทยังคงมีโมเมนตัมอ่อนค่า โดยมีโอกาสทดสอบโซนแนวต้านสำคัญที่ 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.68 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.63 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.40-34.00 บาทต่อ ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.55-33.75 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงตลาดกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ จนทำให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ พร้อมทยอยปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอีกครั้ง 

สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI สหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด จะทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง FED BOE และ ECB 

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม ECB รายงานดัชนี PMI จากประเทศเศรษฐกิจหลัก และ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

แนวโน้มค่าเงินบาท 

เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน โดยเฉพาะแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทยังคงมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แนวต้านถัดไป 34.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง หรือ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่า ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง และผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED (ตามที่เราประเมินไว้) ถึงจะเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.60 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรงอยู่ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า ความเสี่ยง Two-Way risk ยังมีอยู่และพร้อมกลับมากดดันเงินดอลลาร์ได้

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – แม้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อาจมีไม่มากนักในสัปดาห์นี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกรกฎาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้

ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2.25% ทว่า ต้องจับตาการส่งสัญญาณของ ECB ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เนื่องจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด อาจทำให้ ECB ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ทำให้ยังมีความเป็นไปได้อยู่บ้างต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งของ ECB แม้จะยังไม่ใช่กรณีฐาน หรือ Base case ที่เราประเมินไว้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนกรกฎาคม ของทั้งฝั่งยูโรโซน และอังกฤษ

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการในเดือนกรกฎาคม ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ไว้ที่ระดับปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ที่อาจชะลอการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา และเลือกคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.75% หลังค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ BI ยังมีโอกาสพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้บ้าง ในช่วงที่เหลือของปีนี้

ฝั่งไทย – นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการส่งออกของไทยจะยังคงได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Boom หนุนให้ยอดการส่งออกอาจโตได้เกือบ +15%y/y ทว่า ยอดการนำเข้ามีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้นถึง +35%y/y เช่นกัน ตามการนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor รวมถึงการนำเข้าสำหรับการลงทุนใน Data Center ส่งผลให้โดยรวมดุลการค้าของไทยมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรามองว่า ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีความผันผวนได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความผันผวนของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


บทสรุปครบทุกเรื่อง! “สเปน” ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 + รางวัลต่างๆ

ปิดฉากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่มีเจ้าภาพร่วมมากถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก อย่างเป็นทางการ

โดยจากทั้งหมด 48 ทีม ที่เข้าร่วมในการแข่งขันรอบสุดท้าย ปรากฏว่า “ทัพกระทิงดุ” สเปน คือทีมแกร่งสุดในทัวร์นาเมนต์นี้ ที่สามารถคว้าแชมป์โลกไปครองได้สำเร็จ

จากความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ สเปน สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เป็นสมัยที่ 2 หลังจากที่ทำสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นเจ้าภาพ

สรุปอันดับการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026

แชมป์ : สเปน
รองแชมป์ : อาร์เจนตินา
อันดับ 3 : อังกฤษ
อันดับ 4 : ฝรั่งเศส

สรุปรางวัลต่างๆ ในทัวร์นาเมนต์

ผู้เล่นยอดเยี่ยม

โรดริโก (สเปน)

ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม (ถุงมือทองคำ)
อูไน ซิม่อน (สเปน)

ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม
เปา กูบาร์ซี (สเปน)

ดาวยิงสูงสุด
คีลิยัน เอ็มบัปเป (ฝรั่งเศส) 10 ประตู

แอสซิสต์มากที่สุด
ไมเคิล โอลิเซ (ฝรั่งเศส) 7 แอสซิสต์

ทีมแฟร์เพลย์
เนเธอร์แลนด์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ทำความรู้จัก “เส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน” อาการเบื้องต้น รู้เร็ว รอด

“หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน” หนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยและทั่วโลก เพราะถึงมือแพทย์ช้าเกินไป หรือวินิจฉัยผิด

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome หรือ ACS) หนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยและทั่วโลก ยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไหร่ กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเสียหายน้อยลงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมาถึงมือแพทย์ช้าเกินไป หรือถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นอาการเครียด วิตกกังวล หรือปวดกล้ามเนื้อธรรมดา ทั้งที่จริงแล้วหัวใจกำลังขาดเลือดอยู่

สัญญาณเตือน แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถไปโรงพยาบาลให้ทัน

หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันคืออะไร

สถาบันโรคทรวงอก อธิบายว่า หัวใจของเราเลี้ยงด้วยหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) 3 เส้นหลัก เมื่อมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดจนหนาตัวขึ้นเรื่อย ๆ จะเรียกว่า “หลอดเลือดหัวใจตีบ” และหากคราบไขมันนั้นแตกออกกะทันหัน ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดมาอุดตันจนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ เกิดเป็น “ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “หัวใจวาย” ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา

อาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

อาการที่พบบ่อยและควรนึกถึงหัวใจขาดเลือดเป็นอันดับแรก ได้แก่ แน่น หนัก อึดอัด หรือบีบรัดที่กลางหน้าอก มักไม่ใช่อาการเจ็บแปลบแบบเข็มแทง แต่เป็นความรู้สึก “อึดอัด” หรือ “เหมือนมีของหนักทับ”

  • ร้าวไปแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลังโดยเฉพาะแขนซ้าย
  • เหงื่อแตกโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับอาการหน้าซีด ตัวเย็น
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเมื่อออกแรง คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน บางรายมีเพียงอาการนี้โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน
  • อาการเป็นต่อเนื่องมากกว่า 15-20 นาที และไม่ดีขึ้นด้วยการพัก
  • อาการที่ “ไม่ชัดเจน” แต่ต้องระวัง

โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน แต่อาจมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอกเล็กน้อย อ่อนเพลียมาก โดยไม่มีสาเหตุ

หากมีอาการเหล่านี้ในผู้ที่มีความเสี่ยง ควรไปพบแพทย์ทันที อายุน้อยไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ปัจจัยเสี่ยงไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความเครียด กรรมพันธุ์ และโรคอ้วน สามารถทำให้เกิดภาวะนี้ได้ในคนอายุ 30 ต้น ๆ เช่นกัน ดังนั้นถ้าสงสัยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ควรทำ EKG 12 leads เพื่อการวินิจฉัย

แนวทางการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

เมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เข้าได้กับภาวะหัวใจขาดเลือด มาตรฐานการดูแลที่เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ ได้แก่

1. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) ภายใน 10 นาทีแรก ที่มาถึงห้องฉุกเฉิน เป็นการตรวจที่ทำง่าย รวดเร็ว และ ให้ข้อมูลสำคัญมากต่อการวินิจฉัย

2. เจาะเลือดดูค่าเอนไซม์หัวใจ (Troponin) เพื่อดูว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายหรือไม่ อาจต้องเจาะซ้ำห่างกันตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะค่าอาจยังไม่ขึ้นในชั่วโมงแรก ๆ

3. ซักประวัติอย่างละเอียด ลักษณะอาการ ระยะเวลา ปัจจัยกระตุ้น ปัจจัยเสี่ยง (ไขมันสูง ความดันสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว)

4. ตรวจร่างกายพื้นฐาน รวมถึงการฟังเสียงหัวใจและปอด วัดสัญญาณชีพ

5. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ ( Echocardiogram) สามารถทำได้ข้างเตียงผู้ป่วย เป็นการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ไม่เจ็บ สามารถช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการวินิจฉัยรวมถึงการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ได้ด้วย รวมถึงอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด

ประเด็นสำคัญ EKG ทำได้ทันที เป็นการตรวจแรก ที่ควรทำเมื่อสงสัยภาวะนี้ หากอาการเข้าข่ายชัดเจนแต่ยังไม่แน่ใจ แพทย์ควรพิจารณาส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ หรือรับไว้สังเกตอาการ

แนวทางการรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของภาวะหัวใจขาดเลือด แบ่งกว้าง ๆ ได้ดังนี้

การรักษาเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน

  • ให้ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน) เพื่อลดการขยายตัวของลิ่มเลือด ให้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยาลดความเจ็บปวด และออกซิเจนตามความจำเป็น ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง

การรักษาเฉพาะทาง

  • การสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน/ใส่ขดลวด (PCI) เป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบันสำหรับผู้ป่วยที่มีการอุดตันชัดเจน ยิ่งทำเร็วยิ่งลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • การให้ยาละลายลิ่มเลือด ในกรณีที่ไม่สามารถทำ PCI ได้ทันเวลา
  • ​การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG หรือบายพาส) ในรายที่มีการตีบหลายเส้นหรือมีความซับซ้อนสูง

การดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา​

  • การรักษาหัวใจขาดเลือดไม่ได้จบแค่ในโรงพยาบาล แต่ต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
  • ​รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และยาควบคุมความดัน ห้ามหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว
  • ปรับพฤติกรรม งดสูบบุหรี่ ลดอาหารไขมันสูงและเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามคำแนะนำแพทย์
  • ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อย่างเคร่งครัด
  • เข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) หากมี เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายอย่างปลอดภัย

ข้อควรปฏิบัติ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการแน่นหน้าอกที่เข้าข่ายข้างต้น อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้าน หากมีอาการเข้าข่าย ให้รีบโทรสายด่วน 1669  สายด่วนแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน บนรถฉุกเฉินที่มีเครื่องมือ ทีมกู้ชีพสามารถส่งข้อมูลให้หมอหัวใจเตรียมห้องสวนหัวใจรอได้ทันที ระหว่างนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

  • การสวนหัวใจเพื่อบอลลูนขยายหลอดเลือด (Primary PCI) เป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด ควรทำให้สำเร็จภายใน 120 นาที (2 ชั่วโมง) นับจากวินิจฉัย หากโรงพยาบาลนั้นมีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ แต่ถ้าไปถึงโรงพยาบาลที่มีความพร้อมอยู่แล้ว สามารถทำภายใน 90 นาที
  • ​การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Therapy) ในกรณีที่โรงพยาบาลนั้นไม่มีเครื่องมือสวนหัวใจ และไม่สามารถส่งตัวไปโรงพยาบาลใหญ่ได้ทันใน 120 นาที แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดแทน โดยต้องให้ยาภายใน 10-30 นาที นับจากตัดสินใจรักษา

​สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจ ทุกเวลาที่เสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการ เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่กรามหรือแขนซ้าย มีเหงื่อแตกโชก เหมือนจะเป็นลม อย่ารอดูอาการ ให้รีบโทร​ 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลทันที ยิ่งได้รับการวินิจฉัย และรักษาเร็วเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


วิธีการใช้ภาษาอังกฤษแบบทางการ หรือแบบสุภาพ Formal Language

หลักการใช้ภาษาอังกฤษแบบทางการ Formal Language

การใช้ภาษาอังกฤษในทางธุรกิจและการทำงาน มีส่วนสำคัญในการสร้างประสิทธิภาพและความมั่นใจระหว่างการติดต่อสื่อสาร โดยจำเป็นต้องมีการใช้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องตามหลักการ มีความจริงจัง และเป็นแบบแผน เพื่อช่วยป้องกันการสื่อสารที่ผิดพลาด ทำให้มีความสุภาพเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

โดยจะมีหลักการใช้ภาษาอังกฤษแบบทางการอย่างไรบ้าง วอลล์สตรีท อิงลิช จะพาไปรีวิวกัน

เข้าใจว่าสถานการณ์ไหนควรใช้ภาษาอังกฤษแบบทางการ

ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องวิเคราะห์ก่อนว่าสถานการณ์การใดบ้างที่เราควรใช้ภาษาอังกฤษรูปแบบทางการ

  • การนำเสนองาน
  • การสัมภาษณ์งาน
  • การพูดในที่สาธารณะ
  • งานเขียนเชิงวิชาการ
  • เอกสารทางการ
  • เอกสารทางกฏหมาย
  • อีเมลธุรกิจ

การใช้ภาษาที่ชัดเจนสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา

ในการใช้ภาษาอังกฤษแบบทางการควรเลือกใช้คำศัพท์ และเรียบเรียงประโยคที่สื่อความหมายได้ชัดเจนไม่เกิดความสับสนให้แก่ผู้ฟัง หลีกเลี่ยงคำศัพท์เฉพาะกลุ่มเป้าหมาย

รูปแบบการใช้แกรมม่าในประโยค

ในการใช้ภาษาอังกฤษรูปแบบทางการการใช้แกรมม่าโดยทั่วไปจะมีความซับซ้อนและยาวกว่าการใช้ภาษาอังกฤษรูปแบบทั่วไป

  • Have you seen my glasses? [Formal]
    Seen my glasses?
  • I am sorry to have kept you waiting [Formal]
    Sorry to keep you waiting

วิธีการเลือกใช้สรรพนามในประโยค

ภาษาอังกฤษทางการจะใช้คำที่มีความเป็นส่วนบุคคลน้อยลง เช่น เราจะเลือกใช้ “ We ” เป็นสรรพนามแทนที่ “ I ”

  • We can assist in the resolution of this matter. Contact us on our help line number [Formal]
    I can help you solve this problem. Call me!
  • We regret to inform you that……[Formal]
    I’m sorry, but….

รูปแบบคำศัพท์ที่เลือกใช้

การใช้ภาษาอังกฤษแบบทางการจะมีการเลือกใช้คำศัพท์ที่มีระดับภาษาสูงขึ้น ตัวอย่าง เช่น

  • เลือกใช้คำว่า Discuss แทนคำว่า talk
  • เลือกใช้คำว่า Generate แทนคำว่า make
  • เลือกใช้คำว่า Inform แทนคำว่า tell
  • เลือกใช้คำว่า Illustrate แทนคำว่า show
  • เลือกใช้คำว่า Provide แทนคำว่า give

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


‘ไทยคม’ ส่งหนังสือถึง ‘เอ็นที’ อ้อนขอต่ออายุ ‘ไอพีสตาร์’ หลังดาวเทียมดวงใหม่ดีเลย์ยาว

  • ไทยคมยื่นเรื่องถึงบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) เพื่อขอต่ออายุการใช้งานดาวเทียมไทยคม 4 หรือ “ไอพีสตาร์” ที่กำลังจะสิ้นสุดภารกิจ
  • สาเหตุหลักของการขอต่ออายุคือ ดาวเทียมดวงใหม่ “ไทยคม 9” ที่จะมาทดแทนเกิดความล่าช้าในการผลิต ทำให้กำหนดการส่งขึ้นสู่วงโคจรเลื่อนจากปี 2568 ไปเป็นปี 2570
  • บอร์ด NT อนุมัติให้ต่ออายุไอพีสตาร์เพียง 2 เดือน (ถึง ก.ย. 2569) จากที่ไทยคมร้องขอ 1 ปี โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัยและข้อจำกัดของดาวเทียมที่หมดอายุทางวิศวกรรมแล้ว
  • กสทช. เคยรายงานว่าดาวเทียมไอพีสตาร์มีแนวโน้มจะหลุดจากวงโคจร และใช้งานมานานกว่า 21 ปี ซึ่งเกินอายุที่ออกแบบไว้
  • ระหว่างรอดาวเทียมดวงใหม่ ไทยคมได้เตรียมแผนสำรองโดยจะใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียม Korea-SAT ของเกาหลีใต้ชั่วคราว เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

การต่ออายุการใช้งานดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ‘ไอพีสตาร์’ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ส่งหนังสือถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขอขยายอายุการใช้งานดาวเทียมไอพีสตาร์ในตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ออกไปอีก 2 เดือน

จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดภารกิจในเดือน ก.ค.2569 ก่อนส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พิจารณา คาดว่าจะเข้าสู่การประชุมบอร์ดในสัปดาห์หน้า

ก่อนหน้านี้ในการประชุมบอร์ด กสทช. เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 สำนักงาน กสทช. รายงานว่า ไอพีสตาร์ ซึ่งหมดอายุทางวิศวกรรมแล้ว มีแนวโน้มหลุดจากวงโคจร จึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้บริการ โดยหนึ่งในแนวทางคือการขอใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียม Korea-SAT ของเกาหลีใต้เป็นการชั่วคราว

เอ็นทีไม่อนุมัติขยายถึงปี 2570

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที เปิดเผยว่า ไทยคมได้ขอให้เอ็นทีรับรองการใช้งานำอพีสตาร์ต่อไปอีก 1 ปี หรือถึงเดือน ก.ย.2570 โดยให้เหตุผลว่ายังมีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการให้บริการ

อย่างไรก็ตาม บอร์ดเอ็นทีไม่เห็นชอบ และอนุมัติให้ขยายอายุการใช้งานเพียง 2 เดือน หรือถึงเดือน ก.ย.2569 เนื่องจากประเมินว่าดาวเทียมมีข้อจำกัดด้านพลังงานและความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ กสทช. ยังรายงานว่า ดาวเทียมมีแนวโน้มหลุดจากวงโคจรราววันที่ 31 ก.ค.2569 และอาจไม่สามารถยืดอายุการใช้งานได้อีก

ว่าจะมาเป็นดาวเทียมบุกเบิกของไทย

ไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 2548 และถือเป็น ดาวเทียมบรอดแบนด์ความเร็วสูงดวงแรกของโลกในยุคนั้น รวมทั้งเคยเป็นดาวเทียมสื่อสารเชิงพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก รองรับช่องสัญญาณ Ku-band 87 ช่อง และ Ka-band 10 ช่อง

ดาวเทียมถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งาน 15 ปี แต่ได้รับการขยายอายุทางวิศวกรรมมาแล้ว 2 ครั้ง จากเดิมสิ้นสุดในปี 2565 ก่อนยืดออกถึงปี 2568 เพื่อรอการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นทดแทน หากสามารถใช้งานต่อถึงปีนี้ จะมีอายุรวมกว่า 21 ปี

ไทยคม 9 ล่าช้า ใช้ดาวเทียมต่างชาติคั่นเวลา

แหล่งข่าวจาก กสทช. เปิดเผยว่า ไทยคมได้วางแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านไว้ล่วงหน้า โดยเลือกบริษัท Astranis จากสหรัฐ เป็นผู้สร้าง ไทยคม 9 ผ่านบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ

ไทยคม 9 เป็นดาวเทียมขนาดเล็กแบบ MicroGEO รองรับบริการ Ka-band ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย เดิมมีกำหนดส่งขึ้นสู่วงโคจรภายในปี 2568

อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตเกิดความล่าช้า หลังผู้ผลิตพบความบกพร่องของอุปกรณ์ในล็อตเดียวกัน ทำให้ต้องตรวจสอบและแก้ไขใหม่ ส่งผลให้กำหนดปล่อยดาวเทียมมีแนวโน้มเลื่อนไปเป็น ปี 2570

ระหว่างรอดาวเทียมใหม่ ไทยคมจึงเตรียมใช้ Korea-SAT เป็นดาวเทียมสำรอง เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งวงโคจรใกล้เคียงกับไทยคม 4 ทำให้ลูกค้าสามารถย้ายระบบได้โดยแทบไม่ต้องปรับจานรับสัญญาณ

เดินหน้ารักษาความต่อเนื่องบริการ

ก่อนหน้านี้ ดร.สมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การขอใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียมต่างชาติเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นได้ตามปกติของธุรกิจดาวเทียม เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการให้บริการลูกค้า และไม่กระทบต่อสิทธิการใช้วงโคจรของประเทศไทย

ภายหลัง กสทช. อนุมัติการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติแล้ว ไทยคมจะดำเนินการติดตั้งสถานีภาคพื้นดินและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 3-6 เดือน ก่อนเปิดให้บริการ โดยบริษัทเตรียมอุปกรณ์และแผนการย้ายลูกค้าไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากไอพีสตาร์ ไปสู่ดาวเทียมดวงใหม่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ดื่มอยู่หรือเปล่า? 4 เมนูกาแฟควรเลี่ยง หนึ่งในนี้ฮิตมากแต่เสี่ยงต่อสุขภาพ

กาแฟ 4 ชนิดที่ควรเลี่ยง หากดื่มเป็นประจำ เสี่ยงได้รับน้ำตาลและไขมันสูง แพทย์แนะเลือกแบบนี้ดีกว่า

สำหรับหลายคน “กาแฟ” คือเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ในทุกเช้า แต่รู้หรือไม่ว่า แม้กาแฟจะมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน หากเลือกเมนูไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้ได้รับน้ำตาล ไขมัน และพลังงานเกินความจำเป็น จนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้

นพ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร เจ้าของช่อง YouTube “อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ” ได้แนะนำ 4 เมนูกาแฟที่ไม่แนะนำให้ดื่มเป็นประจำ เพราะมีส่วนผสมที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ พร้อมเผยเมนูกาแฟที่เหมาะกับคนรักสุขภาพมากกว่า

กาแฟ 4 ชนิดที่ควรเลี่ยง

1. กาแฟส้ม

กาแฟส้มกำลังเป็นเมนูยอดฮิต แต่ในหลายร้านนิยมใช้น้ำส้มสำเร็จรูปหรือน้ำส้มกล่องเป็นส่วนผสม ซึ่งมักมีการเติมน้ำตาลในปริมาณสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส

การได้รับฟรุกโตสมากเกินไปเป็นประจำ อาจทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์และกรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนและโรคเมตาบอลิกได้ โดยเฉพาะหากดื่มเป็นประจำทุกวัน

2. กาแฟใส่นมและไซรัป

เมนูยอดนิยมอย่าง ลาเต้ คาปูชิโน่ มอคค่า หรือกาแฟปรุงแต่งรสชาติ มักเติมไซรัปหรือน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มความหวาน ทำให้ได้รับน้ำตาลสูงโดยไม่รู้ตัว

หากชอบกาแฟนม แนะนำให้

  • ลดหรือไม่ใส่น้ำเชื่อม
  • เลือกนมไม่หวาน
  • หรือเปลี่ยนเป็นนมพืช เช่น นมโอ๊ต นมอัลมอนด์ หรือนมถั่วเหลืองสูตรไม่เติมน้ำตาล เพื่อลดปริมาณน้ำตาลและแคลอรี

3. กาแฟ 3 in 1

กาแฟสำเร็จรูปแบบ 3 in 1 แม้จะสะดวก แต่ส่วนใหญ่มีทั้งน้ำตาลและครีมเทียมในปริมาณค่อนข้างสูง

การบริโภคเป็นประจำอาจทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลเกินความจำเป็น ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือด น้ำหนักตัว และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มหลายซองต่อวัน

4. กาแฟโบราณ

กาแฟโบราณเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวานมัน เพราะมักเติมนมข้นหวาน นมข้นจืด และน้ำตาลในปริมาณมาก

แม้ปัจจุบันครีมเทียมและผลิตภัณฑ์นมส่วนใหญ่ในไทยจะลดหรือเลิกใช้ไขมันทรานส์ตามข้อกำหนดแล้ว แต่กาแฟโบราณยังคงเป็นเมนูที่มีน้ำตาลและพลังงานสูง หากดื่มบ่อยอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจได้

กาแฟแบบไหนเหมาะกับคนรักสุขภาพ?

หากต้องการดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์ ควรเลือกเมนูที่ไม่เติมน้ำตาล เช่น

  • อเมริกาโน่
  • เอสเปรสโซ (ไม่เติมน้ำตาล)
  • กาแฟดำ

นอกจากนี้ นพ.อรรถสิทธิ์ยังแนะนำให้เลือก กาแฟคั่วอ่อน เนื่องจากยังคงมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้มากกว่าการคั่วเข้ม แม้ทั้งนี้ความแตกต่างอาจขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และวิธีการคั่วด้วย

ดื่มกาแฟอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการส่วนใหญ่แนะนำว่า การดื่มกาแฟสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพได้ หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม โดยทั่วไปไม่ควรได้รับคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือประมาณกาแฟดำ 3-4 แก้ว (ขึ้นอยู่กับชนิดกาแฟ)

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวกาแฟ แต่คือ น้ำตาล ครีม และส่วนผสมต่างๆ ที่เติมลงไป เพราะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กาแฟจากเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่น กลายเป็นแหล่งพลังงานและน้ำตาลสูงโดยไม่รู้ตัว

คำแนะนำ: หากเป็นคอกาแฟและดื่มทุกวัน ลองเริ่มจากการลดความหวาน เลือกกาแฟดำหรือกาแฟนมสูตรไม่หวาน และหลีกเลี่ยงการเติมไซรัปหรือท็อปปิงต่างๆ ก็ช่วยให้ยังอร่อยพร้อมดูแลสุขภาพได้ในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 20/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a63,850.0064,050.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,128.0062,580.4864,850.00
ทองรูปพรรณ 90%3,715.2056,322.43n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,302.4050,064.38n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,857.6028,161.22n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,444.8021,903.17n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,277.7264,850.24n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 20/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9534.9434.9435.4434.9434.9434.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ 9134.5734.5735.0734.5734.5734.5734.5734.5734.57
แก๊สโซฮอล์ E2029.9429.9430.1429.9429.9429.9429.9429.94
แก๊สโซฮอล์ E8525.8825.8825.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9543.9348.4144.4344.0843.93
ดีเซล34.9434.9434.9434.9434.9434.9434.9434.9434.94
ดีเซล B2029.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า