วิธีขับเคลื่อน 5 Key Drivers ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ อสังหาฯชะลอ สไตล์’ORIGIN GROUP’

- ออริจิ้น กรุ๊ป ใช้กลยุทธ์ “5 Key Drivers” หรือ 5 ธุรกิจหลัก เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว
- กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้ที่หลากหลาย โดยขยายธุรกิจให้ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร โรงแรม โลจิสติกส์และคลังสินค้า รวมถึงธุรกิจบริการ
- เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยไปสู่การเป็น Holding Company ที่มีพอร์ตโฟลิโอแข็งแกร่ง สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกวิกฤต เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่อเนื่อง ปัจจัยลบเหล่านี้ได้เพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมผู้ประกอบการทุกค่ายทุกแบรนด์จึงเร่งปรับกลยุทธ์รับมือความไม่แน่นอน ทั้งการขยายพอร์ตการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างทางการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจและเตรียมพร้อมรองรับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับ ORIGIN GROUP ในวันที่เศรษฐกิจเปราะบางและปัจจัยแวดล้อมผันผวนสูง ผู้บริโภคมีกำลังซื้อจำกัดส่งผลกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัยไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ววันเหมือนเช่นที่ผ่านมา ได้มีแนวคิดหลัก ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรัดกุมภายใต้กลยุทธ์ “ORIGIN Portfolio Evolution 2026” ผ่าน 5 Key Drivers (5 ธุรกิจหลัก) สร้างการเติบโตยั่งยืนรับมือทุกวัฏจักร ซึ่งครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ขับเคลื่อน5 Key Drivers -ลุยสร้างธุรกิจน่านน้ำใหม่รองรับการเปลี่ยนแปลง
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยถึงการดำเนินธุรกิจของ ออริจิ้น ที่ปีนี้ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 17 บริษัทฯมีวิวัฒนาการมาตลอด ขนาดของพอร์ตธุรกิจที่ใหญ่มูลค่ากว่า 280,000 ล้านบาท ผ่าน 5 ธุรกิจหลัก Key Drivers ที่วันนี้ปรับตัวค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้ว ออริจิ้น ลุยสร้างธุรกิจน่านน้ำใหม่เป็นปึกแผ่นรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกันก็เลี่ยงไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ทำให้ ออริจิ้น ต้องมีความพร้อมรองรับเสมอในทุกสถานการณ์ผ่านมาครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทฯ มียอดขายบ้าน-คอนโดฯ รวม 10,627 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมกว่า 2,830 ล้านบาท ยอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 34,681 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2569 จนถึงปี 2572 และยังคงเดินหน้าตามแผนในช่วงครึ่งหลังของปี เปิดโครงการใหม่ จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 7,400 ล้านบาท
การแบ่งแพลตฟอร์มการทำงานผ่านทั้ง 5 Key Drivers เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่น และสร้างรายได้ที่หลากหลาย เป็นเสมือนเกราะป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจ และทั้ง 5 Key Drivers เดินเกมทำงานหนัก-เบา ปรับตัวไปตามสถานการณ์
“เราไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่คำว่า คนสร้างบ้าน หรือ คอนโดฯ อีกต่อไป แต่วันนี้เราคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจรพร้อมสร้างรายได้จาก Asset ทุกรูปแบบในมือ การกระจายความเสี่ยง (Diversify) ของ ออริจิ้น ผ่านธุรกิจหลักทั้ง 5 Key Drivers วันนี้เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศักยภาพของเราครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด โรงแรม คลังสินค้า หรือที่ดินเปล่า ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจและแหล่งรายได้ที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์ของเรา คือ การขายและสร้างมูลค่าจากอสังหาฯ ทุกโมเดล เพื่อเข้ามาเติมเต็มและชดเชยในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว ทำให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ มีความสมดุลและพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายพีระพงศ์ กล่าว

เปิดพอร์ตโครงการใหม่ บ้าน-คอนโดฯ-โรงแรม-คลังสินค้า ปี 69
ออริจิ้น มีการ Diversify พอร์ตโครงการใหม่ บ้าน-คอนโดฯ-โรงแรม-คลังสินค้า สำหรับปี 2569 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 19,400 ล้านบาท ดังนี้
กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม ORIGIN VERTICAL เน้นพัฒนาโครงการใกล้แนวรถไฟฟ้า และทำเลศักยภาพ รองรับกลุ่มลูกค้า
เรียลดีมานด์ และนักลงทุนรวมถึงมุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet Friendly) และคอนโดเพื่อการลงทุน (Investment Property) มีการบริหารจัดการปล่อยเช่าแบบครบวงจรโดยทีมงานมืออาชีพจาก Hampton พร้อมเจาะลูกค้าชาวต่างชาติ ปีนี้เปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร BRITANIA เน้นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด ที่มีดีไซน์และฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกช่วงวัย โดยจุดแข็งสำคัญของ BRITANIA ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายบ้านแต่ สร้าง Community สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และครอบครัวขยาย โดยมีโครงการเปิดใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท
“ช่วงต้นปี’69 เราประเมินตลาดอสังหาฯ ปีนี้ทั้งปียังทรงๆ หรือหากเติบโตก็เพียงเล็กน้อย ซึ่งคาดหวัง ในครึ่งหลังของปี ตลาดจะคึกคักมากขึ้นจากการต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้าน คอนโดฯ และอาคารพาณิชย์ ราคาไม่เกิน7 ล้านบาท มีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนและแรงผลักดันให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังทำให้มีเงินก้อนเหลือเพิ่มขึ้น” นายพีระพงศ์ กล่าวให้ความเห็นต่อภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย
นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า เมื่อภาพโดยรวมเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อการเติบโต ที่ส่งผลต่อธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งได้อย่างเต็มที่ ออริจิ้น จึงมีการปรับพอร์ตใหม่ทันที เพื่อรองรับต่อความผันผวน โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่าน Origin Hotel ซึ่งมีโมเดลธุรกิจชัดเจนตั้งแต่ Build – Operate – Exit – Re Investment ที่ ออริจิ้น ยึดกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องทั้ง ธุรกิจโรงแรม 8 แห่ง จำนวนห้องพัก 2,003 keys และอาคารสำนักงานให้เช่าพื้นที่รวม 6,829 ตารางเมตร และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 นี้ ได้มีการปิดดีล Exit สินทรัพย์ไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท เป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้
เปิด 4 โรงแรมใหม่ -Logistics – Warehouse -บริหารนิติบุคคลอาคารชุด กระจายเสี่ยง
ในขณะเดียวกันก็มีการเติมเต็มพอร์ต Origin Hotel เตรียมเปิด 4 โรงแรมใหม่ ล่าสุด ออริจิ้น ประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโครงการ Hotel 101 Bangkok บนทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มธุรกิจ Logistics และ Warehouse ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ ALPHA เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโต ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 360,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่าพื้นที่ 100% มีแผนนำ Warehouse เข้ากอง REIT 3 แห่ง ขนาดพื้นที่ 175,107 ตารางเมตร ภายใต้ชื่อ ALPHA REIT มูลค่าราว 3,300 ล้านบาท รองรับแผนขยายการลงทุนในอนาคต ทั้งนี้ในปี 2569 กลุ่มธุรกิจ Logistics และ Warehouse มีแผนขยายการลงทุนเพิ่ม 5 โครงการพื้นที่รวมกว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจการให้บริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ ภายใต้การดำเนินงานของ PRIMO อีกเครื่องยนต์ของ ORIGIN GROUP ให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด, ตัวแทนซื้อขาย-ปล่อยเช่าอสังหาฯ, และบริการดูแลลูกบ้าน บริการครบแบบ All-in-One Service ตอบโจทย์ลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ที่กำหนดกลยุทธ์ธุรกิจภายใต้ธีม “PRIMO TRANSFORMATION ERA ก้าวสู่ศักราชใหม่แห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” พร้อมขยายบริการใหม่แบบ Selective สร้างความหลากหลาย กระจายแหล่งรายได้ เดินหน้าขยายฐานลูกค้าระดับ Premium และโครงการ High-end
วันนี้ ออริจิ้น เดินหน้าเครือข่าย Business Ecosystem ช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เป็นจุดแข็งของ ORI ที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ Developer สร้างบ้านและคอนโดฯขาย แต่ Transform สู่การเป็น Holding Company ที่มีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมครบทุกวงจร มีบริษัทในเครือถึง 3 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันและส่งเสริมให้ ออริจิ้น เติบโตแบบ New Growth Engine ผ่าน 5 Key Drivers กลุ่มธุรกิจเสาหลัก เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ และเมื่อโอกาสเหมาะอาจเห็นบริษัทฯ ในเครือ หนึ่งในกลุ่มธุรกิจทำการ Spin-off และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อ-ขาย ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไปในอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘ต่างชาติ’หนีโลกป่วนซบไทย ปลุก‘บ้านหลังที่สอง’เครื่องยนต์ใหม่อสังหาฯ

- ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ทำให้ชาวต่างชาติเปลี่ยนเป้าหมายการซื้ออสังหาฯ ในไทย จากเพื่อการลงทุนเป็นหา “บ้านหลังที่สอง” เพื่อความมั่นคงของชีวิต
- ฐานผู้ซื้อขยายตัวและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ได้พึ่งพาแค่ตลาดจีน แต่มีกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามา เช่น เวียดนาม อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมียนมา และรัสเซีย
- ทำเลที่เป็นที่ต้องการขยายตัวไปยังเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ตามไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อ เช่น ภูเก็ต พัทยา หัวหิน และเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับบ้านหลังที่สอง
แรงสั่นสะเทือนจากเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรม “ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ” จากการไล่ล่าผลตอบแทน สู่การกระจายความเสี่ยง มองหา “บ้านหลังที่สอง” และ “การใช้ชีวิตระยะยาว” พุ่งเป้าประเทศไทย ขณะที่ฐานผู้ซื้อขยายจากจีนสู่เวียดนาม อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เมียนมา และรัสเซีย สะท้อนโอกาสครั้งใหม่ของไทย หากเร่งยกระดับนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อแข่งขันในเวทีภูมิภาค
ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในวันที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดทุน กำลังเปลี่ยนความหมายของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่นักลงทุนมองหา “ผลตอบแทน”
วันนี้พวกเขากลับมองหา “ความมั่นคงของชีวิต” มากกว่า และนั่นกำลังทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาอยู่บนเรดาร์ของผู้ซื้อทั่วโลก ในฐานะ “ฐานชีวิตแห่งใหม่” มากกว่าจะเป็นเพียงปลายทางการลงทุน เมื่อโลกไม่แน่นอน บ้านจึงกลายเป็นสินทรัพย์แห่งความมั่นคง
นี่คือสัญญาณของ “Demand Shift” ครั้งใหญ่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก ที่แรงจูงใจในการซื้อกำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน ไปสู่การกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ (Wealth Diversification) การมีบ้านหลังที่สอง (Second Home) และการสร้างทางเลือกสำหรับการใช้ชีวิตระยะยาว
“ไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติ เพราะอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินทรัพย์อีกต่อไป แต่เป็น Life Asset ที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง การใช้ชีวิต และการวางแผนอนาคตของครอบครัว”
จีนยังใหญ่แต่ไม่ใช่คำตอบเดียว
แม้จีนยังคงเป็นฐานลูกค้าต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทย แต่ภาพที่เห็นในปีนี้แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจนผู้ซื้อชาวจีนใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น และเผชิญข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศ ขณะที่ตลาดฮ่องกง ก็ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลไปยังอังกฤษ สหรัฐ และแคนาดา
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงรักษาความน่าสนใจไว้ได้จากต้นทุนการใช้ชีวิตที่แข่งขันได้ ระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคคำถามจึงไม่ใช่ว่า “จีนจะหายไปหรือไม่” แต่คือ “ไทยจะหาผู้ซื้อกลุ่มใหม่ได้เร็วแค่ไหน”
คลื่นดีมานด์ใหม่กำลังมา
หนึ่งในภาพที่น่าสนใจที่สุดของปีนี้ คือ การกระจายตัวของฐานผู้ซื้ออย่างชัดเจน ตลาดที่กำลังเติบโตไม่ใช่เฉพาะจีนอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่กำลังมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทั้งเวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อินเดีย เมียนมา และรัสเซียแต่ละตลาดมีแรงจูงใจต่างกัน
“อินเดีย” มักซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ และมีมูลค่าซื้อเฉลี่ยต่อยูนิตสูงผู้ซื้อจาก UAE มองไทยเป็นจุดหมายด้านสุขภาพ การศึกษา และการลงทุนระยะยาว “เวียดนาม” คือชนชั้นกลางและผู้มีฐานะที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วน “รัสเซีย” ยังคงมองเมืองท่องเที่ยวของไทยเป็นฐานการใช้ชีวิตและบ้านพักตากอากาศ
“การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังลดการพึ่งพาฐานลูกค้าประเทศเดียว และกำลังก้าวสู่ตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น”
ไลฟ์สไตล์เป็นตัวกำหนดทำเล
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การเลือกทำเลไม่ได้ยึดติดกับศูนย์กลางธุรกิจเพียงอย่างเดียวแนวคิด Lifestyle-Led Location กำลังเข้ามาแทนที่สูตรเดิมของวงการอสังหาริมทรัพย์ “กรุงเทพฯ” ยังคงเป็นศูนย์กลางของผู้บริหาร นักลงทุน และผู้พำนักระยะยาว โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงลักชัวรีในย่านศูนย์กลางธุรกิจ หรือ CBD “ภูเก็ต” ก้าวสู่การเป็น Luxury Lifestyle Destination ของเอเชีย รองรับทั้ง Second Home นักลงทุน และ Digital Nomads “พัทยา” ได้รับแรงหนุนจากการพัฒนา EEC และกลุ่มผู้เกษียณ “หัวหิน” ตอบโจทย์ครอบครัวและผู้ที่ต้องการคุณภาพชีวิต
ขณะที่ เชียงใหม่ สมุย และระยอง กำลังสร้างบทบาทใหม่ในฐานะเมืองทางเลือกของโลก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness เมืองของ Digital Nomads หรือฐานรองรับผู้บริหารในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ นั่นหมายความว่า การแข่งขันของอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ที่ “ทำเลทอง” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันของ “ประสบการณ์การใช้ชีวิต”
ศึกครั้งใหม่ ไทยไม่ได้แข่งขันแค่ในประเทศ
แม้ไทยยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของผู้ซื้อชาวต่างชาติ แต่สนามแข่งขันวันนี้กว้างกว่าที่เคย “มาเลเซีย” ใช้ความชัดเจนด้านนโยบายและกฎเกณฑ์ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ “เวียดนาม” ได้แรงส่งจากเศรษฐกิจที่เติบโตและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ “บาหลี” ครองใจกลุ่ม Digital Nomads และผู้แสวงหาไลฟ์สไตล์ระดับโลก ส่วน “สิงคโปร์” ยังคงเป็นศูนย์กลางการเงินที่ได้รับความเชื่อมั่น แม้ราคาที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับสูง
“การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาขายอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันด้าน ‘ระบบนิเวศของการอยู่อาศัย’ ทั้งนโยบายการพำนัก การถือครองทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพเมือง และมาตรฐานอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์”
เปลี่ยนจากซื้อเพื่ออยู่ สู่ ซื้อเพื่อลงทุน
กรณ์ ณรงค์เดช ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ขาดกำลังซื้อ แต่ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสงคราม ราคาพลังงาน ราคาทองคำ และทิศทางเศรษฐกิจ
สำหรับตลาดระดับบน แม้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่พึ่งพาสินเชื่อ แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินทรัพย์มากกว่าการตัดสินใจซื้อจากความชอบเพียงอย่างเดียว
“ผู้ซื้อในวันนี้จะประเมินความคุ้มค่าและโอกาสสร้างผลตอบแทนของสินทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน”
Branded Residence บูม-ไทยบ้านหลังที่สอง
กรณ์ มองว่า เซกเมนต์ที่ยังเติบโตได้ดี คือ Branded Residence ซึ่งยังขยายตัวต่อเนื่องในตลาดโลก จากความนิยมของผู้ซื้อระดับบนที่ต้องการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมและลักชัวรีระดับสากล สำหรับโครงการที่ตอบโจทย์ด้าน Wellness และคุณภาพชีวิตยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการอยู่อาศัยในระยะยาวมากขึ้น
แม้กำลังซื้อจากจีนจะลดลง แต่ผู้ซื้อจากยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงรัสเซีย และไต้หวัน ยังคงเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอย่างต่อเนื่อง
“จุดแข็งของประเทศไทยคือความพร้อมด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง ความปลอดภัย การบริการทางการแพทย์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้ไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของกลุ่มผู้พำนักระยะยาวและผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ”
“ภูเก็ต-สมุย-เชียงใหม่” ทำเลดาวรุ่ง
อรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว นักลงทุนต่างชาติ กลุ่ม Long Stay และครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ
“บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนา 4 โครงการใหม่ มูลค่า 3,158 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักกับคอนโดมิเนียมมากขึ้น เพื่อตอบรับกำลังซื้อจากต่างชาติ”
สำหรับ “เชียงใหม่” แม้ตลาดโดยรวมยังชะลอตัว แต่ตลาดคอนโดมิเนียมฟื้นตัวดีกว่าแนวราบ จากดีมานด์ของชาวอเมริกันและเมียนมาที่เข้ามาพำนักและส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ขณะที่ “สมุย” ถูกมองเป็นตลาดใหม่ของคอนโดระดับลักชัวรี ส่วน “ภูเก็ต” ยังเป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่องจากกำลังซื้อทั้งคนไทยและต่างชาติ
เร่งลงทุนรับดีมานด์ภูเก็ต
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แอสเซทไวส์ ให้น้ำหนักการลงทุนในภูเก็ตมากขึ้น หลังเห็นดีมานด์ต่างชาติเติบโตต่อเนื่อง เป็นผลจากปัจจัยสนับสนุนมาจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งโครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง การขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ต และการพัฒนาเมืองที่รองรับการอยู่อาศัยในระยะยาว
“จุดแข็งสำคัญคือการมีฐานลูกค้าต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง และมีรูปแบบการชำระเงินที่มีความแน่นอน โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ชำระเงินในสัดส่วนสูงก่อนโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้ความเสี่ยงในการโอนต่ำกว่าตลาดในประเทศ”
“ต่างชาติ” เครื่องยนต์ใหม่อสังหาฯ ไทย
ผู้ประกอบการประเมินตรงกันว่า ในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ตลาดต่างชาติจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะตลาดลักชัวรีและเมืองท่องเที่ยว การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “Second Home Destination” ของผู้ซื้อทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 21 ก.ค.69 ‘ทรงตัว’ หลังกลับมาเจรจาหยุดยิง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า
- การเคลื่อนไหวของเงินบาทเป็นไปในกรอบแคบ (Sideways) จากปัจจัยบวกเรื่องแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง และปัจจัยลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทในวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระหว่าง 33.50-33.75 บาทต่อดอลลาร์
- เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way risk) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้”เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.58-33.68 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีทั้งข่าวเชิงบวก อย่าง แนวโน้มสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง และข่าวเชิงลบ อย่างการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงดำเนินต่อไป
จนล่าสุด ทางกลุ่ม Houthi ที่เป็นพันธมิตร Axis of Resistance กับอิหร่าน ได้ออกมาประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุฯ ซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกได้ ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ อย่าง ราคาน้ำมันดิบ Brent แม้จะเคลื่อนไหวผันผวน แต่ยังคงแกว่งตัวในระดับที่สูงแถวโซน 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยเงินบาทจะมีโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวรับขยับสูงขึ้นเล็กน้อย จากช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า หลังเงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ) อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ได้
อนึ่ง ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรระวังความผันผวนของตลาดค่าเงินที่อาจมาจาก การเคลื่อนไหวผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งโซนดังกล่าวมักจะเป็นโซนที่เห็นการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท หรือช่วยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้าง
และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง อีกทั้งควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา) จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง (ทว่า เราประเมิน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน จนทำให้ โฟลว์น้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงเหลือ 0 บาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อ แต่ไม่น่าจะเกิดระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
เรามองว่า ในภาวะดังกล่าวผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำ และแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet และ Tesla รวมถึง หุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อย่าง Intel ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.59% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.19% ขณะที่ดัชนีหุ้น Nasdaq Composite ย่อลงเล็กน้อย -0.05%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.30% กดดันโดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดแรงขายหุ้นยุโรปเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรปบางส่วนยังออกมาน่าผิดหวัง โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่มสถาบันการเงินบางส่วน
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.60% อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินโอกาสราว 35% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรงอยู่ กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ยังคงหนุนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงถูกจำกัดอยู่บ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้ง กระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อแนวโน้มการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 101 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.7-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ยังคงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) มีจังหวะย่อตัวลงบ้างและแกว่งตัวแถวโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ การปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ อาทิ ยอดการจ้างงาน อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาสราว 63% ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซนและเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนกรกฎาคม ที่อาจสะท้อนผลกระทบต่อเศรษฐกิจยูโรโซน จากภาวะสงครามในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.50 น. ของเช้าวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของญี่ปุ่น ในเดือนมิถุนายน ที่คาดว่าจะยังคงได้รับอานิสงส์จากกระแสการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวกับ AI หรือ AI Boom หนุนการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของญี่ปุ่น
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิง เนชั่นส์ลีก 2026 รอบไฟนอล 8 ทีมสุดท้าย

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชั่นส์ลีก 2026 รอบไฟนอล จะแข่งขันกันที่มาเก๊า เขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
โดยหลังจากทุกทีมแข่งขันกันครบ 12 เกมในรอบแรกทั้ง 3 สนาม ทำให้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้สรุปทีม 8 อันดับแรกที่ดีที่สุด ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย
สำหรับ 8 ทีม ที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อกเอาต์ จะประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, อิตาลี, บราซิล, ตุรกี, แคนาดา, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์ และ จีน ที่แม้จะจบอันดับ 9 แต่ได้สิทธิ์แข่งขันในฐานะเจ้าภาพรอบสุดท้าย
โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 รอบไฟนอล
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569
เวลา 15:00 น. อิตาลี พบ เนเธอร์แลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 18:30 น. บราซิล พบ ญี่ปุ่น (ถ่ายทอดสด :
Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569
เวลา 15:00 น. ตุรกี พบ แคนาดา (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 18:30 น. สหรัฐอเมริกา พบ จีน (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายปี
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
วิกฤติ ‘Thailand Aging’ เงินไม่พอ คนดูแลหาย โรคNCDs พุ่ง

- สังคมควรเปลี่ยนมุมมอง ก้าวข้ามคำว่า “สูงอายุ” ปรับนิยามผู้สูงอายุ จาก 60 ปี เป็น 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับการปรับมาตรการต่าง ๆ เช่น สนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ ปรับเปลี่ยนอายุการเกษียณ ปรับสวัสดิการ เป็นต้น
- ปัญหาสมองเสื่อมถือเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญในประชากรผู้สูงอายุไทย พบผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดหรือสมรรถภาพสมองถดถอยในสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 16.5
- พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่นส่งผลต่อการป่วยด้วย NCDs ในวัยสูงอายุ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรทำตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “การบิดเบี้ยวเชิงโครงสร้างประชากร” เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 21% แต่สัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวกว่าตัวเลข คือ ปรากฏการณ์ “จำนวนคนตายมากกว่าคนเกิด” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สถิติสาธารณสุข แต่เป็นระเบิดเวลาทางการคลังที่กำลังสั่นคลอนยุทธศาสตร์ชาติ
จากงานแถลงผลข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 “ถอดรหัสสุขภาพผู้สูงอายุไทย: ข้อมูลเพื่ออนาคตสังคมสูงวัย” ดำเนินการโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้สำรวจตัวอย่างแบบ multi-stage stratified probability sampling จากประชาชนไทยที่อาศัยใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. อายุ 15 ปีขึ้นไป 23,760 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนาม เมื่อสิงหาคม 2567 – เมษายน 2568 ผลการสำรวจได้ผู้เข้าร่วมการศึกษา 22,822 คน คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 96.1
การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว พบวิกฤติ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ วิกฤติรายได้ รายได้ผู้สูงอายุลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยมีความเพียงพอ 60% ในอดีต ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 38% และเบี้ยผู้สูงอายุได้กลายเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของคนกว่า 60% แทนที่จะเป็นเพียงสวัสดิการเสริม ขณะที่ วิกฤติภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุกว่า 4 ล้านคน ไม่สามารถทำกิจวัตรพื้นฐานเองได้ และจุดที่อันตรายที่สุดคือการสูญเสียทักษะสมองและสังคมที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องถูกขังอยู่ในบ้าน และ วิกฤติผู้ดูแล ภาวะล้มละลายของการดูแลกำลังเกิดขึ้นจริง เมื่อสัดส่วนผู้ที่ต้องการคนดูแลแต่ “ไม่มีคนดูแล” พุ่งสูงจาก 15% เป็น 55% (9 แสนคน) ภายในเวลาเพียง 10 ปี
สูงวัยอยู่กับบุตรลดลง เหลือเพียงประมาณ 27%
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์แพทย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย 30 ปี พ.ศ.2538-2568 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ มีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปสัดส่วนสูงถึง 21.4% ของประชากรทั้งหมด อีกทั้งแนวโน้มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป เทียบกับเด็กอายุ 6-14 ปี พบว่า ผู้สูงอายุใช้อินเทอร์เน็ต 73% ขณะที่เด็กอายุ 6-14 ปี 97%
นอกจากนี้ เทรนด์การอยู่อาศัยของผู้สูงอายุไทย ความต่างระหว่างเมืองและชนบท พบว่า ผู้สูงอายุในเมืองมีแนวโน้มอยู่คนเดียวสูงกว่าชนบทอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 สัดส่วนผู้สูงอายุในเมืองที่คนเดียวพุ่งสูงถึง 11.2%ซึ่งสูงกว่าในเขตชนบทอยู่ที่ 8.8% และมีอัตราการเติบโตที่ต่อเนื่องกว่า
ขณะที่ การอยู่กับคู่สมรส พบว่า การอยู่กับคู่สมรสในชนบทพุ่งจาก 17.6% เป็น 24.2% แสดงให้เห็นว่าคู่สามีภรรยาผู้สูงอายุต้องดูแลกันเองมากขึ้นในพื้นที่ชนบท
และการอยู่กับบุตร สัดส่วนการอยู่กับบุตรลดลงจากประมาณ 1ใน3 ในปี 2552 เหลือเพียงประมาณ 27% ในปี 2568 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม และการอยู่กับครอบครัว 3 รุ่น พบว่า แม้ในเมืองจะมีความผันผวน แต่ในเขตชนบทสัดส่วนการอยู่แบบ 3 รุ่นยังคงรักษาความเข้มแข็งไว้ได้ที่ 32.3% ในปี2568 ซึ่งสูงกว่าเขตเมือง
พึ่งพิงในกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
“ในปี 2568 มีผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง 1.4 ล้านคน เป็นผู้หญิง (1 ล้านคน)มากกว่าผู้ชาย (4 แสนคน) ถึง 2.4 เท่า แบ่งเป็นอายุ 60-69 ปี 7 แสนคน อายุ 70-79 ปี 5 แสนคน และ 80 ปีขึ้นไป 2 แสนคน ส่วนแนวโน้มการทำงานของผู้สูงอายุไทย สัดส่วนการทำงานภาพรวมพุ่งสูงขึ้น 1.5 เท่า เพศหญิงมีอัตราการเติบโตของการทำงานสูงกว่าเพศชาย แต่ปัญหาช่องว่างระหว่างเพศยังคงมีอยู่แต่ลดน้อยลง และขณะนี้ 70% ของประเทศต่างๆ อายุเกษียณมากกว่า 60 ปี เฉลี่ยอายุ 63 ปี”
ด้านสุขภาพ พบว่า แนวโน้มการพึ่งพิงในกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ระหว่าง พ.ศ. 2552-2568 จาก 15.5% เป็น 28% หรือประมาณ 4 ล้านคน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูงที่สุดถึง 36% อย่างไรก็ตามสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลมีเพียง 12% ของผู้สูงอายุทั้งหมด หรือ 1.8 ล้านคน แต่ในจำนวนที่ต้องการผู้ดูแล กลับไม่มีผู้ดูแลถึง 55% หรือเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันพบว่าผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุกว่า 95% เป็นคนในครอบครัว หากเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคพบว่า ผู้สูงอายุในภาคอีสานน่าเป็นห่วงที่สุดเพราะมีอัตราของภาวะพึ่งพิง พลัดตกหกล้ม รายได้ไม่เพียงพอ ต้องการผู้ดูแลแต่ไม่มี และความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ที่สูงกว่าภาคอื่น ๆ เช่น โลหิตจาง ไตวายเรื้อรัง และภาวะเมทาบอลิก
ผู้สูงอายุมีงานทำสุขภาพดีกว่าไม่ได้ทำงาน
รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานมีสุขภาพดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานอย่างชัดเจน ทั้งอัตราโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะเมทาบอลิก อ้วนลงพุง และสมองเสื่อม ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังพบกลุ่มที่ยังทำงานมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอสูงกว่า มีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและพลัดตกหกล้มต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน นอกจากการทำงาน การมีกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุก็มีความสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีกว่าของผู้สูงอายุเช่นกัน
“วิถีชีวิตของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปจากเดิม ประกอบกับการทำงานและการมีส่วนร่วมทางสังคม ส่งผลดีต่อผู้สูงอายุ คิดว่าสังคมควรเปลี่ยนมุมมอง ก้าวข้ามคำว่า “สูงอายุ” ปรับนิยามผู้สูงอายุ จาก 60 ปี เป็น 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับการปรับมาตรการต่าง ๆ เช่น สนับสนุนการจ้างงานกลุ่มผู้สูงอายุ ปรับเปลี่ยนอายุการเกษียณ รวมทั้งปรับสวัสดิการและสร้างหลักประกันเพื่อรองรับ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการมีพื้นที่กิจกรรมทางสังคมให้กับผู้สูงอายุ และให้น้ำหนักกับนโยบายเชิงป้องกันเพื่อให้ผู้สูงอายุสุขภาพดีมากกว่านโยบายที่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว
แนะคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในสูงวัย
ด้านผศ.พญ.ชโลบล เฉลิมศรี อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสถานการณ์ภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุไทย ระบุปัญหาสมองเสื่อมถือเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญในประชากรผู้สูงอายุไทย อาการของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ หลงลืม หลงทางที่คุ้นเคย ความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ และการดูแลตนเอง แย่ลง นึกคำไม่ออก ใช้คำผิด สับสนวันเวลา สมาธิไม่ดี และมีอารมณ์หรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไป โดยในระยะแรกจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน และเมื่อโรคดำเนินไปถึงขั้นสมองเสื่อมแล้วจะกระทบต่อกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน
จากข้อมูล NHES 7 ซึ่งได้ทำการลงพื้นที่สำรวจประชากรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยใช้แบบทดสอบ MoCA-B ร่วมกับการประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน พบว่า มีผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดหรือสมรรถภาพสมองถดถอยในสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 16.5 โดยจำแนกเป็นเพศชายร้อยละ 18.7 และเพศหญิงร้อยละ 13.4 โดยในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุร้อยละ 3.7 ที่มีความบกพร่องของสมรรถภาพสมองมากจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
“นอกจากนั้นยังพบว่าสมรรถภาพสมองยังเกี่ยวข้องกับ อายุ การศึกษา เศรษฐานะ การประกอบอาชีพ ภูมิลำเนารวมถึงโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคไตเรื้อรังและโรคหลอดเลือดสมอง อีกด้วย ดังนั้นการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมจึงมีความสำคัญโดยอาจพิจารณาทำให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงก่อน” ผศ.พญ.ชโลบล กล่าวเพิ่มเติม
อัตราการป่วยด้วยโรค NCDs ในผู้สูงอายุสูง
ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของผู้สูงอายุคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่จะมีอัตราป่วยสูงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 40 ปี และสูงสุดเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ระหว่าง พ.ศ. 2547-2568 อัตราป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ กล่าวคือ เบาหวานเพิ่มจาก 14.3% เป็น 20.8% ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพิ่มจาก 24.6% เป็น 38.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 51.6% เป็น 62.9%
ขณะเดียวกันแม้ว่ากลุ่มสูงอายุเป็นกลุ่มที่เข้ารับบริการการคัดกรองโรค NCDs ได้รับการรักษา และควบคุมโรค ได้ดีกว่าวัยทำงาน แต่สัดส่วนของการควบคุมโรคไม่ดียังอยู่ในระดับสูง เช่น เบาหวานมีถึง 44.2% และความดันโลหิตสูง 30.5% ของผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับน้ำตาล หรือความดันโลหิตไม่ได้ตามเกณฑ์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มความเสี่ยงไตวายเรื้อรังถึง 2 เท่า
ศ.นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราการป่วยด้วยโรค NCDs ในผู้สูงอายุ สวนทางกับพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพที่สูงที่สุดในวัยรุ่นและวัยทำงาน และลดลงในวัยสูงอายุ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่นส่งผลต่อการป่วยด้วย NCDs ในวัยสูงอายุ
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรทำตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ส่วนในวัยสูงอายุ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ควรเน้น คือ การบริโภคอาหาร และกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุที่บริโภคอาหารประเภทธัญพืชเป็นประจำความเสี่ยงcลดลงเฉลี่ย 22-26% แต่หากบริโภคอาหารแปรรูปหรือเนื้อสัตว์เป็นประจำ ระดับไขมันจะสูงขึ้นเฉลี่ย 17-50% นอกจากนี้พบว่าผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายน้อย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานถึง 23%
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (Job Interview): ตอบอย่างไรให้ได้งาน? รวมคำถาม-คำตอบยอดฮิต

1. “Tell me about yourself.” (ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ/ค่ะ)
นี่คือคำถามเปิดฉากคลาสสิกที่ 99% ของการสัมภาษณ์ต้องเจอ เป้าหมายของคำถามนี้ไม่ใช่การเล่าประวัติส่วนตัวตั้งแต่เกิด แต่คือการสรุป “ตัวตนในเชิงอาชีพ” ของคุณ
สูตรลับการตอบ: Present -> Past -> Future
- Present (ปัจจุบัน): ตอนนี้คุณทำอะไร ตำแหน่งอะไร
- Past (อดีต): ประสบการณ์หรือความสำเร็จที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับงานนี้
- Future (อนาคต): ทำไมคุณถึงสนใจตำแหน่งนี้
ตัวอย่างประโยค: “I am currently a Digital Marketing Specialist with 3 years of experience in content strategy. In my previous role, I successfully increased website traffic by 40% within a year. I am now looking to leverage my skills in a more challenging environment like your company.”
2. “What are your strengths?” (จุดแข็งของคุณคืออะไร?)
อย่าตอบแค่คำศัพท์ลอยๆ เช่น “I am hardworking.” แต่ควรตอบพร้อม หลักฐาน (Evidence) หรือสถานการณ์จริง
ตัวอย่างประโยค:
- “My greatest strength is my problem-solving skill. For example, in my last project, we faced a budget cut, but I managed to reorganize the plan and still delivered the project on time.” (จุดแข็งของฉันคือทักษะการแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น ในโปรเจกต์ล่าสุด…)
- “I am highly adaptable. I enjoy learning new tools and technologies quickly to keep up with industry trends.” (ฉันเป็นคนปรับตัวเก่ง ฉันชอบเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ…)
3. “What are your weaknesses?” (จุดอ่อนของคุณคืออะไร?)
นี่คือคำถามปราบเซียน! ห้ามตอบว่า “I have no weaknesses” (ฉันไม่มีจุดอ่อน) เด็ดขาด เพราะจะดูไม่จริงใจ เทคนิคคือ: บอกจุดอ่อนจริง + วิธีที่คุณกำลังแก้ไข (Solution)
ตัวอย่างประโยค: “Sometimes I can be a bit too critical of my own work (perfectionist). However, I have learned to set realistic deadlines and trust my team more to ensure we move forward efficiently.” (บางครั้งฉันอาจจะเข้มงวดกับงานตัวเองเกินไป แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะกำหนดเดดไลน์ตามจริงและไว้ใจทีมให้มากขึ้น…)
4. “Why do you want to work here?” (ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่?)
คำถามนี้วัดว่าคุณทำการบ้าน (Research) มาดีแค่ไหน อย่าตอบแค่ว่า “บริษัทมั่นคง” หรือ “เงินเดือนดี” แต่ให้เชื่อมโยงเป้าหมายของคุณกับวิสัยทัศน์ของบริษัท
ตัวอย่างประโยค: “I have always admired your company’s reputation for innovation, especially your recent project on [Product Name]. I believe my background in [Your Skill] would allow me to contribute effectively to your team.” (ฉันชื่นชมชื่อเสียงด้านนวัตกรรมของบริษัทคุณมาตลอด โดยเฉพาะโปรเจกต์ล่าสุดเรื่อง… ฉันเชื่อว่าทักษะด้าน… ของฉันจะช่วยทีมได้เป็นอย่างดี)
5. “Do you have any questions for us?” (มีคำถามอะไรจะถามไหม?)
อย่าตอบว่า “No” เพราะจะทำให้ดูเหมือนคุณไม่มีความกระตือรือร้น ให้เตรียมคำถามที่แสดงถึงความใส่ใจในงาน
ตัวอย่างคำถามที่ควรถาม:
- “What does a typical day look like in this role?” (ชีวิตการทำงานปกติในตำแหน่งนี้เป็นอย่างไรครับ?)
- “What are the biggest challenges the team is currently facing?” (ความท้าทายใหญ่ที่สุดที่ทีมกำลังเจอคืออะไรครับ?)
เคล็ดลับเพิ่มเติม: ภาษากาย (Body Language) สำคัญพอๆ กับภาษาพูด
- Eye Contact: สบตาผู้สัมภาษณ์เสมอ แสดงถึงความมั่นใจและความจริงใจ
- Smile: ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยลดความตึงเครียดของทั้งสองฝ่าย
- Active Listening: ตั้งใจฟังคำถาม พยักหน้าตอบรับเมื่อเหมาะสม
เตรียมพร้อมก่อนลงสนามจริง กับ Wall Street English
การอ่านบทความช่วยให้คุณรู้แนวทาง แต่การ “ฝึกพูดจริง” คือสิ่งที่จะทำให้คุณได้งาน
ที่ Wall Street English เรามีคอร์สเรียนที่ออกแบบมาเพื่อคนวัยทำงานโดยเฉพาะ คุณจะได้ฝึกจำลองสถานการณ์การสัมภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ และการนำเสนองานกับครูเจ้าของภาษา (Native Speakers) เพื่อให้คุณมั่นใจว่า เมื่อถึงวันสัมภาษณ์จริง คุณจะตอบคำถามได้อย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และคว้าโอกาสความก้าวหน้ามาครอง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ
Q: ถ้าฟังคำถามไม่ออก ควรทำอย่างไร? A: อย่าแกล้งทำเป็นเข้าใจแล้วตอบมั่วครับ ให้ถามย้ำอย่างสุภาพ เช่น “Could you please repeat the question?” (รบกวนทวนคำถามอีกครั้งได้ไหมครับ?) หรือ “Do you mean…?” (คุณหมายความว่า… ใช่ไหมครับ?) ผู้สัมภาษณ์ยินดีที่จะทวนคำถามให้ครับ
Q: ต้องใช้ศัพท์หรูๆ (Advanced Vocabulary) ไหมถึงจะดูเก่ง? A: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ความชัดเจน (Clarity) สำคัญที่สุด การใช้ศัพท์ยากที่ตัวเองไม่คุ้นอาจทำให้พูดติดขัดหรือใช้ผิดบริบทได้ ใช้ภาษาที่สุภาพ เป็นธรรมชาติ และสื่อสารรู้เรื่อง จะได้คะแนนดีกว่าครับ
Q: ควรแต่งตัวอย่างไรไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทต่างชาติ? A: แม้บริษัท Tech หรือ Startup สมัยใหม่จะดูชิลล์ (Casual) แต่สำหรับการสัมภาษณ์งาน แนะนำให้แต่งตัว Business Casual หรือ Formal ไว้ก่อนครับ “Overdressed is better than underdressed” (แต่งตัวดีเกินไว้ก่อน ดีกว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย) เสมอครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
PwC เจาะอนาคตสื่อ-บันเทิงไทยยุค AI คาดปี 69 เม็ดเงินสะพัด 5.46 แสนล้าน

- PwC คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทยจะมีรายได้รวม 545,635 ล้านบาทในปี 2569 โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
- การเติบโตส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มโฆษณาออนไลน์, บริการวิดีโอแบบ OTT, และธุรกิจวิดีโอเกมกับอีสปอร์ต
- เม็ดเงินโฆษณาเคลื่อนย้ายจากสื่อดั้งเดิมสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและการตลาดแบบเฉพาะบุคคลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้บริโภค
- แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถผสานเทคโนโลยีเข้ากับความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับผู้บริโภค
แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่อุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อยังเดินหน้าขยายตัวต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เม็ดเงินโฆษณาที่ไหลเข้าสื่อออนไลน์ และการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ สะท้อนทิศทางการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนไปในอุตสาหกรรมสื่อ
พีดับบลิวซี คาดว่าอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อ (Entertainment & Media: E&M) ของไทยจะมีรายได้รวม 545,635 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.8% จาก 535,810 ล้านบาท ในปีก่อน แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
โดยการเติบโตได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินโฆษณาที่เคลื่อนสู่ช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจวิดีโอเกม อีสปอร์ต และบริการวิดีโอแบบ OTT
ข้อมูลจากรายงาน Global Entertainment & Media Outlook 2026-2030 ของพีดับบลิวซี (PwC) ระบุว่า รายได้ของอุตสาหกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 616,054 ล้านบาทภายในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 3.1%
โดยสื่อดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่สื่อดั้งเดิมยังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการโยกย้ายเม็ดเงินโฆษณาไปยังแพลตฟอร์มดิจิทัล
โฆษณาออนไลน์ วิดีโอเกม OTT โตต่อ
นางสาวธิตินันท์ แว่นแก้ว หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่อุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อยังเติบโตได้จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
เธอกล่าวว่า องค์กรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัลมากขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้แม่นยำ วัดผลได้ชัดเจน และนำ AI รวมถึงข้อมูลเชิงลึกมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดได้มากกว่าสื่อแบบดั้งเดิม
รายงานของพีดับบลิวซีซึ่งวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อ 12 กลุ่มธุรกิจใน 53 ประเทศและอาณาเขต ระบุว่า กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นในประเทศไทยปี 2569 ได้แก่ โฆษณาออนไลน์ เติบโต 13% มีรายได้ 66,842 ล้านบาท บริการวิดีโอแบบ OTT เติบโต 11% มีรายได้ 22,865 ล้านบาท ธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ต เติบโต 12% มีรายได้ 52,268 ล้านบาท
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เม็ดเงินโฆษณาไหลสู่ดิจิทัลต่อเนื่อง
พีดับบลิวซี คาดว่า ภายในปี 2573 รายได้จากธุรกิจโฆษณาออนไลน์ของไทยจะเพิ่มขึ้น 41.5% แตะ 94,601 ล้านบาท ส่วนธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้น 41% เป็น 71,028 ล้านบาท
ปัจจัยสนับสนุนมาจากการที่ผู้บริโภคใช้บริการดิจิทัลเพิ่มขึ้น ทั้งการรับชมวิดีโอออนไลน์ การใช้โซเชียลมีเดีย และการเล่นเกมผ่านอุปกรณ์พกพา ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณายังคงเคลื่อนย้ายจากสื่อดั้งเดิมสู่สื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalisation) และการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค
สำหรับธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ต พีดับบลิวซี มองว่า การเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่แพร่หลาย ความนิยมของเกมที่เข้าถึงผู้เล่นในวงกว้าง และการเติบโตของช่องทางดิจิทัล จะยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดขยายตัวต่อเนื่องและดึงดูดผู้เล่นกลุ่มใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศของอุตสาหกรรม
AI เปลี่ยนธุรกิจ แต่ประสบการณ์ผู้บริโภคยังเป็นปัจจัยสำคัญ
รายงานระบุว่า แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการสร้าง กระจาย และสร้างรายได้จากคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการของผู้บริโภคในการเชื่อมต่อ เรียนรู้ และมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ที่มีความหมาย ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม
กิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมโดยตรง เช่น คอนเสิร์ต กีฬา อีเวนต์ และคอนเทนต์เชิงโต้ตอบ ยังคงได้รับความนิยมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ
สำหรับความท้าทายในระยะต่อไปของผู้ประกอบการไม่ใช่เพียงการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ แต่รวมถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค
ในอนาคตผู้ชนะในอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อจะไม่ใช่องค์กรที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือองค์กรที่สามารถผสาน AI ข้อมูลเชิงลึก และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ตอบโจทย์ผู้บริโภค และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว
เพราะในยุคที่คอนเทนต์มีอยู่ทุกที่ ความได้เปรียบทางการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างคุณค่า ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับผู้บริโภค
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เพิ่งรู้! ทำไมกินสับปะรดแล้วแสบลิ้น? ส่องทริคกินยังไงไม่ให้แสบปาก

สับปะรด ผลไม้เขตร้อนสีเหลืองทองฉ่ำน้ำ รสชาติหวานอมเปรี้ยวชวนสดชื่นที่ใครหลายคนโปรดปราน แต่เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์สุดพีกยามละเลียดเคี้ยวสับปะรดคำโตกันมาแล้ว ชั่วครู่หลังจากความอร่อยผ่านพ้นไป ความรู้สึกยิบๆ แสบร้อน ชา หรือเหมือนมีเข็มเล็กล่องหนนับพันเล่มมากระหน่ำแทงที่ลิ้นก็คืบคลานเข้ามา จนบางคนถึงกับต้องยอมแพ้ เลิกกินกลางคันเลยทีเดียว!
เคยสงสัยกันไหมว่า “ทำไมกินสับปะรดแล้วแสบลิ้น” มันเกิดจากอาการแพ้ หรือมีสารเคมีอะไรซ่อนอยู่ในผลไม้ลูกนี้กันแน่? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ทั้งทึ่งและฮา พร้อมแชร์วิธีแก้และวิธีทานสับปะรดอย่างไรไม่ให้แสบลิ้นอีกต่อไปอย่างสะดวกรวดเร็วกัน
ทำไมกินสับปะรดแล้วแสบลิ้น
ต้นเหตุที่ทำให้เราเกิดอาการแสบลิ้นยามทานสับปะรด ไม่ใช่เพราะสับปะรดมีฤทธิ์เป็นกรดสูงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเอนไซม์ตัวร้ายที่ชื่อว่า “บรอมมีเลน” (Bromelain)
1. เอนไซม์ บรอมมีเลน
เอนไซม์บรอมมีเลน มีคุณสมบัติในการย่อยสลายโปรตีน ซึ่งความจริงแล้ว เยื่อบุผิวในช่องปากและเนื้อเยื่อบนลิ้นของเรานั้น ประกอบไปด้วย “โปรตีน” เป็นหลัก ในขณะที่คุณกำลังเคี้ยวสับปะรดอย่างอร่อยอยู่นั้น เอนไซม์บรอมมีเลนในสับปะรดก็กำลังทำหน้าที่ “ย่อยย่อยเนื้อเยื่อบนลิ้นของคุณอยู่” เช่นกัน จึงไม่แปลกเลยครับที่เราจะรู้สึกแสบ ชา หรือแสบร้อน เหมือนโดนกัดกร่อนนั่นเอง
2. ผลึกแคลเซียมออกซาเลต
นอกจากเอนไซม์ย่อยโปรตีนแล้ว ในเนื้อสับปะรดยังมีผลึกเล็กๆ รูปทรงคล้ายเข็มที่เรียกว่า “ราไฟด์” ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียมออกซาเลต เมื่อเราเคี้ยวเนื้อสับปะรด ผลึกเข็มจิ๋วเหล่านี้จะเข้าไปสะกิดเนื้อเยื่อบนลิ้นให้เกิดรอยแผลขนาดเล็ก และเปิดทางให้เอนไซม์บรอมมีเลนแทรกซึมเข้าย่อยโปรตีนบนลิ้นได้ลึกและรุนแรงยิ่งขึ้น
วิธีกินสับปะรดไม่ให้แสบลิ้น
- แช่น้ำเกลือก่อนทาน : นำสับปะรดที่หั่นเป็นชิ้นแล้วไปแช่ในน้ำสะอาดผสมเกลือป่นเล็กน้อยประมาณ 3-5 นาที โซเดียมในเกลือจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บรอมมีเลนให้ทำงานได้ช้าลง แถมยังช่วยชูรสชาติสับปะรดให้หวานฉ่ำขึ้นด้วย
- ผ่านความร้อนก่อนกิน : เอนไซม์บรอมมีเลนจะถูกทำลายด้วยความร้อน (อุณหภูมิ 60°C ขึ้นไป) หากนำสับปะรดไปผ่านการอบ ย่าง ต้ม หรือปรุงเป็นเมนูอาหาร เช่น แกงส้มสับปะรด หรือข้าวผัดสับปะรด คุณจะไม่รู้สึกแสบลิ้นเลยแม้แต่น้อย
- เฉือนตาและแกนสับปะรดออกให้หมด: สารบรอมมีเลนมีความเข้มข้นมากที่สุดบริเวณ “แกนกลาง” และ “ตา” ของสับปะรด ดังนั้นการเล็มตาออกให้หมดและเฉือนแกนแข็งๆ ตรงกลางทิ้งไป จะช่วยลดอาการแสบลิ้นลงได้มาก
- เลือกทานสับปะรดที่สุกงอม: สับปะรดที่ยังดิบหรือห่ามจะมีปริมาณเอนไซม์บรอมมีเลนสูงมาก ควรเลือกซื้อสับปะรดที่สุกงอมเต็มที่ เพราะระดับเอนไซม์จะลดน้อยลงตามธรรมชาติ
ทิ้งท้าย ทำไมกินสับปะรดแล้วแสบลิ้น ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติระหว่างเอนไซม์บรอมมีเลนและโปรตีนบนลิ้นเราเท่านั้น ไม่ใช่อาการแพ้ร้ายแรงแต่อย่างใด เพียงแค่คุณใช้วิธีแช่น้ำเกลือ เล็มตาออก หรือผ่านความร้อนเล็กน้อย คุณก็สามารถเอ็นจอยกับผลไม้แสนอร่อยนี้ได้อย่างสบายใจ ไร้ความกังวล และสะดวกรวดเร็วในทุกๆ มื้อ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 21/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,200.00 | 64,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,150.00 | 62,914.00 | 65,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,735.00 | 56,622.60 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,320.00 | 50,331.20 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,867.50 | 28,311.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,452.50 | 22,019.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,300.52 | 65,195.88 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 21/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 34.94 | 34.94 | 35.44 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 34.57 | 34.57 | 35.07 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.94 | 29.94 | 30.14 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.88 | 25.88 | – | – | – | – | – | – | 25.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 43.93 | – | – | 48.41 | – | 44.43 | 44.08 | – | 43.93 |
| ดีเซล | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| ดีเซล B20 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







