ตราเพชรชี้วัสดุ Well-Being บูม ลามจากบ้านหรูสู่ตลาดแมส

- ความต้องการวัสดุก่อสร้างกลุ่ม Well-Being ที่เน้นสุขภาวะที่ดี กำลังขยายตัวจากตลาดบ้านหรูสู่บ้านระดับกลางและตลาดแมส
- ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใช้แนวคิด “บ้านอยู่สบาย” เป็นจุดขายหลัก ทำให้การแข่งขันในตลาดเปลี่ยนจากการเน้น “ราคา” ไปสู่ “คุณภาพชีวิต” และประสบการณ์การอยู่อาศัย
ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง และกระแสการใส่ใจสุขภาพที่กลายเป็นวิถีหลักของผู้บริโภค ส่งผลให้ตลาดวัสดุก่อสร้างกำลังก้าวสู่ยุค “Well-Being” อย่างชัดเจน
สาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง ‘ตราเพชร’ ประเมินว่า วัสดุที่ช่วย “ลดความร้อน ลดเสียงรบกวน และลดความชื้น” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของที่อยู่อาศัย จากเดิมที่เป็นเพียงทางเลือกในตลาดระดับพรีเมียม
ดีมานด์ขยายฐาน สู่บ้านระดับกลาง
การเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่ “การเข้าถึง” เมื่อแนวคิดบ้านเพื่อสุขภาวะไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มรายได้สูงอีกต่อไปผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มหยิบธีม “บ้านอยู่สบาย-รักษ์โลก” มาใช้เป็นจุดขายหลัก ทำให้ความต้องการวัสดุกลุ่ม Well-Being ขยายตัวสู่ตลาดบ้านระดับกลางอย่างต่อเนื่องแนวโน้มนี้สะท้อนว่า การแข่งขันในธุรกิจวัสดุก่อสร้างกำลังเปลี่ยนจาก “ราคา” ไปสู่ “คุณภาพชีวิต” และ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” มากขึ้น
ชู 4 ฟังก์ชันหลัก สร้างบ้านตอบโจทย์อนาคต
DRT วางกลยุทธ์ผ่านสินค้า “DIAMOND Well-Being” ที่ครอบคลุมองค์ประกอบหลักของบ้าน ตั้งแต่หลังคา ผนัง ไปจนถึงพื้นและบันได
หัวใจสำคัญอยู่ที่ 4 มิติ ได้แก่
- Feel Cool ลดอุณหภูมิภายในบ้าน
- Feel Calm ลดเสียงรบกวน
- Feel Cleanลดความชื้นและเชื้อโรค
- Feel Comfort*คุ้มค่าและเข้าถึงได้
สินค้าในกลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมหลังคาสะท้อนความร้อน ฉนวนกันความร้อน ไปจนถึงอิฐมวลเบาและวัสดุปูพื้นที่เน้นความปลอดภัยและสุขอนามัย
นอกจากการพัฒนาสินค้า DRT ยังเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายครบวงจร ทั้งตัวแทนจำหน่าย โครงการอสังหาฯ โมเดิร์นเทรด และตลาดต่างประเทศรวมถึงการรุกอีคอมเมิร์ซผ่าน Shopee เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงในทุกจุดสัมผัส
พร้อมกันนี้ยังมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยเฉพาะพื้น SPC ที่เพิ่มคุณสมบัติด้านสุขอนามัย รองรับความต้องการที่ลึกขึ้นของผู้บริโภคยุคใหม่
จาก “ทางเลือก” สู่ “มาตรฐานใหม่” ของบ้าน
ภาพใหญ่ของตลาดกำลังสะท้อนชัดว่า วัสดุ Well-Being ไม่ใช่เพียงเทรนด์ระยะสั้น แต่กำลังยกระดับเป็น “มาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรมในเกมนี้ ผู้ประกอบการที่สามารถผสาน “นวัตกรรม + ราคาเข้าถึงได้” จะเป็นผู้ได้เปรียบ และการขยับตัวของ DRT กำลังสะท้อนการเร่งยึดตำแหน่งในสมรภูมินี้อย่างมีนัยสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อสังหาฯมั่นใจคลัง-กรมที่ดินขยายอายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง อีก1ปีตามLTVพยุงกำลังซื้อ

- ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แสดงความเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะขยายอายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทออกไปอีก 1 ปี
- การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมติขยายเวลามาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ออกไปก่อนหน้า
- เป้าหมายหลักของมาตรการคือเพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของผู้บริโภคและกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
ภายหลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติขยายอายุมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นับเป็นการส่งสัญญาณต่อเนื่องในการประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่า มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มีแนวโน้มได้รับการขยายอายุออกไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรการ LTV เพื่อเสริมแรงกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การเดินหน้ามาตรการผ่อนคลายดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อพยุงกำลังซื้อในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของผู้บริโภคในวงกว้าง
โดยการประเมินของนายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรระบุว่า หน่วยงานกระทรวงการคลังจะขยายอายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน7ล้านบาทออกไป อีก1ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ซึ่งจะช่วยพยุงกำลงัซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ขับเคลื่อนต่อได้
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นายสุนทร ได้เสนอขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% จากเดิมที่จะสิ้นสุดในช่วงกลางปีนี้ ออกไปอีก 1-2 ปี ขณะเดียวกัน ได้เสนอธนาคารแห่งประเทศไทยขยายระยะเวลามาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (Loan to Value) ซึ่งจะครบกำหนดในช่วงกลางปีนี้ ออกไปอีก 1-2 ปี
นายหัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า มองว่าภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยประคับประคองตลาดให้สามารถผ่านแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศไปได้ จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ควบคู่ไปกับการขยายระยะเวลาผ่อนคลายมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV ออกไปเพิ่มเติม
ด้านนายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ศุภาลัย แสดงความมั่นใจว่าภาครัฐจะต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 22เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงที่ระดับ 32.18 บาทต่อดอลลาร์ จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
- เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด และตลาดปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
- นักวิเคราะห์มองว่าค่าเงินบาทยังคงมีความเสี่ยงผันผวนทั้งสองทิศทาง (Two-way risk) ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์สงคราม
- กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.00-32.35 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ32.18 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.00-32.35 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.03-32.32 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2
ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล้วนออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมีนาคม ขยายตัว +1.7%m/m (ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันสูงขึ้นพอควร แต่หากพิจารณา Retail Sales Control Group ที่ไม่รวมหมวดที่ผันผวนสูง เช่น ยานยนต์ ยอดขายน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ยังขยายตัวถึง +0.7%m/m ดีกว่าคาด) และที่สำคัญ ว่าที่ประธาน FED Kevin Warsh ยังได้ย้ำจุดยืนดำเนินนโยบายการเงินอย่างเป็นกลาง ปราศจากแรงกดดันทางการเมือง (ย้ำว่า ไม่มีใบสั่งลดดอกเบี้ยจากประธานาธิบดี Donald Trump) และพร้อมดำเนินนโยบายการเงินให้ FED บรรลุเป้าหมายเสถียรภาพราคา (คุมเงินเฟ้อ) หลัง FED ล้มเหลวในเป้าหมายดังกล่าวตั้งแต่ช่วงวิกฤต COVID-19 ในการแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา (Senate Banking Committee) เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ ก่อนให้การรับรองการดำรงตำแหน่งประธาน FED
โดยภาพดังกล่าว ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยประเมินว่า FED มีโอกาสราว 36% ในการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ จากก่อนหน้าตลาดเคยให้โอกาสราว 50%-60% ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น (เช่นเดียวกัน กับราคาน้ำมันดิบที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
โดยในช่วงนี้ หากเริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) กดดันให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่จะมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของราคาน้ำมันดิบและการปรับตัวลงหนักอีกครั้งของราคาทองคำ โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านแรกแถวโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ จนไปทดสอบแนวต้านถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเริ่มมีนัยสำคัญต่อเงินบาทในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้
อนึ่ง การปรับ Outlook ของแนวโน้มอันดับเครดิตไทย จากทาง Moody’s เป็น Stable จากเดิม Negative อาจช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้บ้าง เนื่องจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ไทย และอาจใช้จังหวะที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้น (ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ในการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยได้บ้าง ทว่า แรงขายหุ้นไทยอาจยังมีอยู่ หากบรรยากาศในตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ได้ออกมาสดใส ดีกว่าคาดชัดเจน
เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทำให้โดยรวมการปรับตัวของบรรดาหุ้นเทคฯ มีลักษณะผสมผสาน อาทิ Microsoft +1.5% ขณะที่ Apple -2.5% ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.63% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.59%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.87% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ บรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบินยังเผชิญแรงเทขายหนัก หลัง Thales ดิ่งลง -6% จากรายงานยอดขายในไตรมาสแรกที่ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นพลังงาน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาทิ BP +1.2%
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 4.30% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังยังไม่มีความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ขณะเดียวกัน บรรดาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่างออกมาดีกว่าคาด อีกทั้งว่าที่ประธาน FED Kevin Warsh ยังไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจน พร้อมลดดอกเบี้ย อย่างที่ตลาดอาจเคยคาดหวัง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งของ FED ในปีนี้ เหลือราว 36% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED จากความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.1-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของบรรดาธนาคารกลางหลัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กลับมากดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะพอได้แรงหนุนบ้างและรีบาวด์สูงขึ้นสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ โดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันดิบ WTI ได้
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และอาจกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก
ส่วนในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.75% ตามเดิม เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) ที่เผชิญแรงกดดันอ่อนค่าหนัก จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
“มาเลเซีย” เปิดโผจัดสองล้อซีเกมส์ ครั้งที่ 34 เพิ่มชิงเหรียญลู่ แต่ลดเหรียญเสือภูเขา-BMX

“มาเลเซีย” เปิดโผจัดสองล้อซีเกมส์ ครั้งที่ 34 เพิ่มชิงเหรียญลู่ แต่ลดเหรียญเสือภูเขา-BMX
“มาเลเซีย” เปิดโผจัดศึกสองล้อครบทั้ง 4 ประเภทในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 34 ที่ประเทศมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพในปี 2570 แต่อาจเพิ่มการชิงเหรียญทองประเภทลู่เพิ่มมากขึ้น เพราะนักปั่นมาเลเซียมีพัฒนาการสูงกว่าชาติอื่น ๆ หลังมีการสร้างเวลโลโดรมในร่มระยะทาง 250 เมตร ส่วนประเภทเสือภูเขาและบีเอ็มเอ็กซ์อาจตัดบางรายการออกไป ด้าน 3 นักปั่นลู่ระยะสั้นของไทย “จาย-นรเศรษฐ์ธาดา-ยืนยง” ยังเดินหน้าล่าคะแนนสะสมโลกในศึก UCI Track World Cup 2026 ที่มาเลเซีย 24-26 เม.ย.นี้
“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมมนตรีซีเกมส์ ซึ่งมี นายกองเอกชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เป็นหัวหน้าคณะ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีประเด็นสำคัญคือการเตรียมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 34 ที่ประเทศมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพในปี 2570 ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าจะจัดการแข่งขันจักรยานครบทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทถนน, ประเภทลู่, ประเภทเสือภูเขา และประเภทบีเอ็มเอ็กซ์เรซซิง
พลเอกเดชา กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นมาเลเซียยืนยันเพียงว่าจะจัดการแข่งขันทั้ง 4 ประเภท ส่วนรายการแข่งขันในแต่ละประเภทนั้นจะประกาศให้ทุกชาติทราบอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ตาม มาเลเซียก็ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะเพิ่มการแข่งขันชิงเหรียญในประเภทลู่มากขึ้น เนื่องจากมีพัฒนาการของนักกีฬาจักรยานประเภทลู่สูงกว่าชาติอื่นในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในลู่ระยะสั้นและลู่ระยะกลาง
พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าในซีเกมส์ ครั้งที่ 34 มาเลเซียน่าจะบรรจุการชิงเหรียญในประเภทลู่ไม่น้อยกว่า 14 เหรียญทอง โดยเฉพาะประเภทลู่ระยะสั้นที่มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดล้ำหน้าชาติในอาเซียนอย่างชัดเจน หลังจากที่มีการเปิดสนามเวลโลโดรมนิไล ซึ่งเป็นลู่เวลโลโดรมในร่มปรับอากาศขนาดความยาว 250 เมตร ซึ่งในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ทีมจักรยานประเภทลู่ของมาเลเซียกวาดเหรียญทองไป 11 เหรียญทองจากที่ชิงชัยกัน 13 เหรียญทอง พลาดไปเพียง 2 เหรียญทองในรายการออมเนียมหญิงและออมเนียมชาย ซึ่งนักกีฬาที่คว้าเหรียญทองใน 2 รายการดังกล่าวเป็น ร.อ.หญิง จุฑาธิป มณีพันธุ์ และ คัลวิน ซิม นักปั่นสิงคโปร์
“เสธ.หมึก” กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแข่งขันจักรยานประเภทอื่น ๆ มาเลเซียน่าจะจัดการแข่งขันรายการหลัก ๆ โดยประเภทถนน ประกอบด้วย โรดเรซบุคคลชาย-หญิง, ไทม์ไทรอัลบุคคลชาย-หญิง และก็อาจจะเพิ่มทีมไทม์ไทรอัลชาย กับไครทีเรียมชาย-หญิง ขณะที่ประเภทเสือภูเขาก็จะมีครอสคันทรีโอลิมปิก ชาย-หญิง และอาจจะเพิ่มครอสคันทรีอิลิมิเนเตอร์ชาย-หญิง ส่วนดาวน์ฮิลมีโอกาสที่มาเลเซียจะไม่จัดการแข่งขันเนื่องจากศักยภาพนักปั่นมาเลเซียยังสู้นักปั่นไทยและอินโดนีเซียไม่ได้ ด้านประเภทบีเอ็มเอ็กซ์เรซซิง ก็มีโอกาสเหลือชิงชัยเพียง 2เหรียญทอง คือบีเอ็มเอ็กซ์เรซซิงชาย-หญิง โดยตัดไทม์ไทรอัลออกไป
“อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อ 9 ปีก่อน สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ เดินแผนพัฒนานักปั่นประเภทลู่อย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะพัฒนานักปั่นรุ่นยุวชนและเยาวชน ซึ่งนักกีฬาจักรยานประเภทลู่ไทยก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีข่อจำกัดด้านสนามฝึกซ้อมที่ยังเป็นเวลโลโดรมกลางแจ้งระยะทาง 333.33 เมตร ขณะที่มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างก็มีเวลโลโดรมในร่มระยะทาง 250 เมตร ซึ่งเป็นสนามมาตรฐานระดับนานาชาติและระดับโลกในปัจจุบัน เชื่อมั่นว่าด้วยการเตรียมความพร้อมในระยะเวลาที่มีอยู่ไปจนถึงการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 34 ทีมนักปั่นไทยจะทำผลงานได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน” พลเอกเดชากล่าว
ทั้งนี้ พลเอกเดชา เปิดเผยอีกว่า นักปั่นทีมชาติไทยชุดลู่ระยะสั้น ประกอบด้วย ส.ต.ท.ยืนยง เพชรรัตน์, จาย อังค์สุธาสาวิทย์ และ จ.ต.นรเศรษฐ์ธาดา บุญมา จะมีคิวลงแข่งขันจักรยานประเภทลู่ UCI Track World Cup 2026 สนามที่ 3 ที่สนามเวลโลโดรม นิไล ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน ซึ่งเป็นรายการสำคัญในการเก็บคะแนนสะสมคัดเลือกโควตาการแข่งขันจักรยานประเภทลู่ชิงแชมป์โลก UCI Track World Championships 2026 และโอลิมปิกเกมส์ฤดูร้อน 2028 โดยในวันที่ 24 เมษายน แข่งขันรายการทีมสปรินท์(ยืนยง, จายและนรเศรษฐ์ธาดา), วันที่ 25 เมษายน แข่งขันรายการคีริน (จายและนรเศรษฐ์ธาดา), วันที่ 26 เมษายน แข่งขันรายการสปรินท์บุคคล (จายและนรเศรษฐ์ธาดา)
ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th
คนไทยป่วย โรคไข้ดิน พุ่ง กรมวิทย์ ชูตรวจแล็บครบวงจร รู้ผลไว ช่วยรักษาทันท่วงที

- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้ดิน หรือเมลิออยโดสิส มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
- พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยเชื้อแบบครบวงจรด้วยเทคโนโลยีชีวโมเลกุล (real-time PCR) ที่ให้ผลรวดเร็วและแม่นยำ
- การวินิจฉัยที่รวดเร็วช่วยให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที ลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเสียชีวิต
22 เมษายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถานการณ์โรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน จากข้อมูลทางห้องปฏิบัติการพบแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีทางชีวโมเลกุล เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที และการเฝ้าระวังสายพันธุ์ดื้อยาต้านจุลชีพ
โดย ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากกรณีพบผู้เสียชีวิตจากโรคเมลิออยโดสิส กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงของประเทศมีความพร้อมในการตรวจเชื้อก่อโรคโดยให้บริการตรวจวินิจฉัยแบบครบวงจร ประกอบด้วย การตรวจรวดเร็วทางซีรัมวิทยาเพื่อตรวจหาระดับแอนติบอดีในเลือด การเพาะเลี้ยงเชื้อ การตรวจสารพันธุกรรมด้วยวิธี real-time PCR การตรวจจีโนมเชื้อก่อโรค และการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ โดยแพทย์จะใช้ผลตรวจร่วมกับอาการและประวัติของผู้ป่วยในการวินิจฉัยโรคและการรักษาผู้ป่วย
ดร.นพ.สราวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2568 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้รับตัวอย่างผู้ป่วยสงสัยโรคเมลิออยโดสิส จำนวน 177 ตัวอย่าง พบการติดเชื้อ 38 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 21.5 โดยเป็นเพศชาย 110 ตัวอย่าง พบติดเชื้อ 23 ตัวอย่าง (ร้อยละ 20.9) และเพศหญิง 67 ตัวอย่าง พบติดเชื้อ 15 ตัวอย่าง (ร้อยละ 23.4)
เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี (พ.ศ. 2564–2567) พบว่า มีจำนวนตัวอย่างส่งตรวจรวม 542 ตัวอย่าง และพบการติดเชื้อ 40 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 7.4 สะท้อนให้เห็นว่าอุบัติการณ์ของโรคเมลิออยโดสิสมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังมีศักยภาพในการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธี real-time PCR จากสิ่งส่งตรวจโดยตรง เช่น เลือด serum plasma และขวด hemoculture ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ อีกทั้งมีการตรวจวิเคราะห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในกรณีตรวจยืนยันเชื้อก่อโรคด้วยการวิเคราะห์จีโนม โดยเฉพาะในเชื้อที่อาจจำแนกผิดพลาดหรือสายพันธุ์ใกล้เคียงอื่นๆ และมีการเฝ้าระวังสายพันธุ์ดื้อยา ด้วยการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพและการศึกษายีนดื้อยา
ดร.นพ.สราวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวย้ำว่า โรคเมลิออยโดสิส เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ที่พบในดินและน้ำโดยมักพบการระบาดในช่วงฤดูฝน และสามารถพบได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การสูดดมฝุ่นดิน หรือการดื่มน้ำที่ปนเปื้อน อาการมีตั้งแต่ไข้สูง หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไปจนถึงมีแผลบวมแดงหรือฝีหนอง และหากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ประชาชนที่มีความเสี่ยง หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูงต่อเนื่อง หรือมีประวัติสัมผัสดินและน้ำ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และตรวจยืนยันสำหรับการรักษาระยะต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
สำหรับสถานพยาบาลที่ต้องการส่งตรวจวินิจฉัยโรคเมลิออยโดสิสทางห้องปฏิบัติการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อศูนย์ประสานการตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือประสานงานส่งต่อตัวอย่างได้ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในพื้นที่ได้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
Amazon ลงทุน Anthropic มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เร่งเกม AI โลก

- Amazon ประกาศลงทุนใน Anthropic รวมมูลค่าสูงสุด 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และเร่งการพัฒนา AI
- Anthropic ตกลงใช้บริการ Amazon Web Services (AWS) เป็นผู้ให้บริการคลาวด์หลัก และจะใช้ชิป Trainium กับ Graviton ของ Amazon ในการฝึกและให้บริการโมเดล AI
- ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้า AWS สามารถเข้าถึงโมเดล AI Claude ของ Anthropic ได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม AWS เพื่อลดความซับซ้อนในการนำไปใช้งาน
Amazon ประกาศขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Anthropic เร่งลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้น ภายใต้ข้อตกลงล่าสุด Amazon จะลงทุนใน Anthropic รวม 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8.12 แสนล้านบาท)
โดยแบ่งเป็นเงินลงทุนทันที 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.62 แสนล้านบาท) และมีแผนเพิ่มอีกสูงสุด 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.5 แสนล้านบาท) ในอนาคต ต่อเนื่องจากเงินลงทุนเดิม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.6 แสนล้านบาท)
ขณะเดียวกัน Anthropic ให้คำมั่นใช้บริการ Amazon Web Services (AWS) มูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.25 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อรองรับการพัฒนาและขยายการใช้งาน AI ในระดับโลก
ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการใช้ชิป Trainium ของ Amazon ทั้งรุ่นปัจจุบันและอนาคต ได้แก่ Trainium2, Trainium3 และ Trainium4 รวมถึงชิปรุ่นใหม่ในอนาคต โดย Anthropic จะใช้กำลังประมวลผลสูงสุดถึง 5 กิกะวัตต์ สำหรับการฝึกและให้บริการโมเดล AI ขั้นสูง
นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้หน่วยประมวลผล Graviton หลายสิบล้านคอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและการประมวลผล โดยปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 100,000 รายใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว และ Amazon Bedrock ใช้ชิป Trainium เป็นโครงสร้างหลักในการให้บริการ AI
ในด้านการใช้งาน AWS จะเปิดให้ลูกค้าเข้าถึงแพลตฟอร์ม Claude ของ Anthropic ได้โดยตรงผ่านบัญชี AWS เดิม โดยไม่ต้องจัดการบัญชีหรือสัญญาเพิ่มเติม ช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาและนำ AI ไปใช้งาน
ทั้งสองบริษัทยังร่วมพัฒนา Project Rainier ซึ่งเป็นหนึ่งในคลัสเตอร์คอมพิวต์ AI ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ใช้ชิป Trainium2 เกือบ 500,000 ตัว เพื่อรองรับการฝึกโมเดล AI รุ่นใหม่
ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2566 ความร่วมมือระหว่าง Amazon และ Anthropic มีบทบาทในการผลักดันการใช้งาน Generative AI ในภาคธุรกิจ โดยมีองค์กรกว่า 100,000 แห่งนำโมเดล Claude ไปใช้งานผ่าน AWS
ทั้งนี้ Anthropic ยังคงเลือก AWS เป็นผู้ให้บริการคลาวด์หลักสำหรับภารกิจสำคัญ สะท้อนแนวโน้มการจับมือระหว่างผู้พัฒนา AI และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเร่งขยายศักยภาพเทคโนโลยีในระดับโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
look see watch ต่างกันอย่างไร? สรุปวิธีใช้กริยา “ดู” ให้เป๊ะ ไม่ต้องเดาสุ่มเวลาคุยกับฝรั่ง

ในภาษาไทยเรามีคำว่า “ดู” หรือ “มอง” ที่ใช้ครอบคลุมได้แทบทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะดูหนัง ดูรูป หรือมองเห็นนกบนท้องฟ้า แต่พอต้องเปลี่ยนมาเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนถึงกับไปไม่เป็นเพราะต้องเลือกระหว่าง Look, See และ Watch ซึ่งทุกคำดันแปลว่า “ดู/มอง” เหมือนกันหมด! ความสงสัยที่ว่า look see watch ต่างกันอย่างไร จึงเป็นหนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่ทำให้การสื่อสารสะดุดครับ
การเลือกใช้ผิดคำอาจจะทำให้ประโยคของคุณฟังดูแปร่งๆ เช่น การพูดว่า “I’m seeing TV” หรือ “I watch a bird” (ถ้าไม่ได้นั่งจ้องมันนานๆ) ซึ่งเจ้าของภาษาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่าคุณยังไม่แม่นเรื่องความตั้งใจในการกระทำ วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสความต่างของกริยาทั้ง 3 คำนี้แบบจำง่าย พร้อมตัวอย่างประโยคที่คุณสามารถหยิบไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกสับสนแน่นอนครับ!
1. การใช้ See: “มองเห็น” (ไม่ได้ตั้งใจ/ผ่านมาเห็นเอง)
กริยา See เปรียบเสมือนความสามารถทางร่างกายครับ คือการที่เราเปิดตาอยู่แล้วภาพมันก็ลอยเข้ามาในหัวเองโดยที่เราไม่ได้พยายามหรือตั้งใจจะจ้องมองสิ่งนั้นเป็นพิเศษ เหมือนกับคำว่า Hear (ได้ยิน) ที่เสียงมันลอยมาเข้าหูเองครับ
- บริบท: การมองเห็นโดยบังเอิญ หรือการสังเกตเห็นบางอย่าง
- ตัวอย่าง: Did you see that bird? (คุณเห็นนกตัวนั้นไหม? – มันบินผ่านหน้าไปพอดี)
- ตัวอย่าง: I saw Jane at the supermarket yesterday. (ฉันเจอเจนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเมื่อวานนี้ – บังเอิญเดินไปเห็น)
2. การใช้ Look: “มอง/จ้อง” (ตั้งใจมองไปที่จุดใดจุดหนึ่ง)
Look คือการ “ตั้งใจ” และ “กำกับการมอง” ของเราไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งครับ มักเป็นการมองในช่วงเวลาสั้นๆ หรือมองสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหว กฎเหล็กของมันคือถ้ามีกรรมตามหลัง ต้องใช้คู่กับคำว่า at เสมอครับ
- บริบท: การเพ่งความสนใจไปที่เป้าหมาย
- ตัวอย่าง: Look at this photo! (ดูรูปนี้สิ! – บอกให้หันไปมองรูปที่อยู่เฉยๆ)
- ตัวอย่าง: She is looking at the mirror. (เธอกำลังมองไปที่กระจก)
3. การใช้ Watch: “เฝ้าดู/ชม” (ตั้งใจมองสิ่งที่เคลื่อนไหว)
Watch จะคล้ายกับ Look คือมีความ “ตั้งใจ” ครับ แต่จะลึกซึ้งกว่าตรงที่มันเป็นการมองสิ่งที่ “มีการเคลื่อนไหว” (Action) หรือมองต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อ
- บริบท: การดูหนัง ดูการแข่งขันกีฬา หรือเฝ้าสังเกตพฤติกรรม
- ตัวอย่าง: I am watching a football match. (ฉันกำลังดูการแข่งขันฟุตบอล – มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา)
- ตัวอย่าง: Can you watch my bag for a second? (ช่วยดู/เฝ้ากระเป๋าให้แป๊บนึงได้ไหม? – เฝ้าดูความปลอดภัย)
ตารางสรุป: การเลือกใช้ Look, See และ Watch (Visual Perception Matrix)
เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางวิเคราะห์ความตั้งใจและลักษณะของสิ่งที่มองนี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำครับ
| คำกริยา (Verb) | ความตั้งใจ (Intent) | ลักษณะสิ่งที่มอง (Nature) | ตัวอย่างการใช้งาน (Example) |
|---|---|---|---|
| See | ต่ำ (ไม่ได้ตั้งใจ) | ผ่านมาเห็น / ภาพปรากฏเอง | I see a car on the street. |
| Look | สูง (ตั้งใจมอง) | สิ่งที่อยู่นิ่ง / เจาะจงจุด | Look at the blackboard! |
| Watch | สูงที่สุด (จดจ่อ) | สิ่งที่เคลื่อนไหว / มีการเปลี่ยนแปลง | I watch movies every weekend. |
จุดที่คนไทยมักพลาด: การดูหนัง (Watch vs See)
นี่คือจุดที่น่าสนใจมากครับ ฝรั่งมีการใช้ที่ต่างกันนิดหน่อยตามสถานที่:
- ถ้าดูหนังอยู่ที่บ้านผ่านหน้าจอ TV เราจะใช้ Watch a movie
- แต่ถ้าไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ (Cinema) ฝรั่งมักจะใช้ See a movie (เช่น “I saw the new Marvel movie last night.”)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. “Look after” แปลว่าอะไร เกี่ยวกับการมองไหม?
เป็น Phrasal Verb ครับ แปลว่า “ดูแล” เช่น Look after a baby (ดูแลเด็ก) แม้จะใช้คำว่า Look แต่ความหมายเปลี่ยนไปเลยครับ
2. ใช้ See กับการนัดเจอเพื่อนได้ไหม?
ได้แน่นอนครับ! และเป็นที่นิยมมาก เช่น “See you later” (แล้วเจอกันใหม่) หรือ “I am seeing my dentist tomorrow.” (ฉันมีนัดไปหาหมอฟันพรุ่งนี้) ในบริบทนี้ See จะแปลว่า “พบ/นัดเจอ” ครับ
3. “Watch out!” หมายความว่าให้เฝ้าดูอะไรหรือเปล่า?
ไม่ใช่ครับ! Watch out! เป็นคำอุทานแปลว่า “ระวัง!” ใช้เมื่อมีอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกะทันหัน ความหมายเดียวกับ Look out! เลยครับ
4. จะบอกว่า “ดูดาว” ต้องใช้คำไหน?
ใช้ได้ทั้งสองแบบแต่ความรู้สึกต่างกันครับ Look at the stars คือการหันไปมองดาว ณ ตอนนั้น แต่ถ้าเป็นการไปนั่งปูเสื่อจ้องมองท้องฟ้าเป็นเวลานานๆ (Stargazing) เราจะใช้คำว่า Watch the stars ครับ
5. “See” กับ “Watch” ใช้กับกีฬาต่างกันอย่างไร?
ถ้าคุณไปนั่งในสนามแข่งจริง มักใช้ See (เช่น I went to see the match.) แต่ถ้าดูผ่านหน้าจอที่บ้านจะใช้ Watch (เช่น I’m watching the game on TV.) ครับฃ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
อาหาร 5 สิ่งห้ามกินคู่ “ฟักทอง” หลายคนอาจไม่รู้ และคนกลุ่มไหนควรเลี่ยง

5 อย่างห้ามกินคู่ฟักทอง อันตรายที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน พร้อมกลุ่มเสี่ยงควรเลี่ยง และกินอย่างไรได้ประโยชน์สูงสุด
ฟักทองเป็นพืชผักที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ แต่การรับประทานอย่างผิดวิธีหรือจับคู่กับวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างที่คุณอาจคาดไม่ถึง
5 อาหารคู่ ที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อถนอมระบบร่างกาย
1. ฟักทองและมันเทศ พืชทั้งสองชนิดมีปริมาณแป้งและกากใยอาหารสูงมาก เมื่อรับประทานพร้อมกันในปริมาณมาก จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้นจนเกิดการหมักหมมของแก๊สในกระเพาะอาหาร นำไปสู่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และความรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรง
2. ฟักทองและเนื้อแกะ ตามหลักโภชนาการในศาสตร์ตะวันออก ฟักทองและเนื้อแกะมีฤทธิ์อุ่นและให้พลังงานความร้อนสูง เมื่อรับประทานร่วมกันจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดสภาวะร้อนในได้ง่าย ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บคอ แผลในปาก หรือระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติจากการสะสมความร้อนที่มากเกินไป
3. ฟักทองและปลาไน การจับคู่นี้อาจส่งผลกระทบต่อปฏิกิริยาทางเคมีในระบบย่อยอาหาร ซึ่งในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดสภาวะอาหารเป็นพิษ หรือมีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารฉับพลัน จึงควรหลีกเลี่ยงการนำวัตถุดิบสองชนิดนี้มาประกอบอาหารในมื้อเดียวกัน
4. ฟักทองและไข่แดง แม้ทั้งคู่จะมีสารอาหารที่ดี แต่การได้รับเบต้าแคโรทีนจากฟักทองในปริมาณสูงพร้อมกับคอเลสเตอรอลและไขมันจากไข่แดง อาจสร้างภาระในการเผาผลาญและการทำงานของตับกับถุงน้ำดีมากเกินไป การกระจายสารอาหารเหล่านี้ไปในมื้ออื่น ๆ จะเป็นผลดีต่อระบบเมตาบอลิซึมมากกว่า
5. ฟักทองและน้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งสามารถเข้าไปทำลายสารอาหารสำคัญและเอนไซม์ที่มีประโยชน์ในฟักทอง โดยเฉพาะวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ การใช้กรดน้ำส้มในการปรุงฟักทองจึงเท่ากับการลดทอนคุณค่าทางโภชนาการที่ร่างกายควรจะได้รับไปอย่างน่าเสียดาย
เปิด 4 กลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากการจับคู่สารอาหารแล้ว กลุ่มบุคคลที่มีเงื่อนไขทางสุขภาพดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อกำหนดปริมาณการทานที่เหมาะสม:
- ผู้ป่วยโรคไต: เนื่องจากฟักทองมีปริมาณโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลของแร่ธาตุในผู้ที่การทำงานของไตลดลง
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: แม้จะมีกากใยสูง แต่ฟักทองมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ส่งผลต่อระดับกลูโคสในเลือดได้หากรับประทานเกินขนาด
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร: สภาวะลำไส้อ่อนแอหรือการย่อยแป้งได้ยาก อาจทำให้การทานฟักทองเพิ่มอาการไม่สบายท้องได้
- ผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้เฉพาะบุคคล: บางรายอาจมีอาการแพ้สารประกอบเฉพาะในพืชตระกูลแตง ซึ่งควรรสังเกตอาการหลังจากรับประทาน
แหล่งอ้างอิงข้อมูล: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และหลักการโภชนบำบัดเบื้องต้นเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ของสารอาหารในร่างกายมนุษย์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 22/4/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 72,300.00 | 72,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,674.00 | 70,857.84 | 73,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,206.60 | 63,772.06 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,739.20 | 56,686.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,103.30 | 31,886.03 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,635.90 | 24,800.24 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,843.52 | 73,427.76 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/4/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.45 | 42.45 | 42.95 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.08 | 42.08 | 42.33 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.45 | 35.45 | 35.95 | 35.45 | – | 35.45 | 35.45 | 35.45 | 35.45 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.39 | 31.39 | – | – | – | – | – | – | 31.39 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 51.54 | 56.04 | 49.84 | – | – | – | – | – | 51.54 |
| เบนซิน 95 | 52.04 | – | – | 56.01 | – | 52.54 | 52.19 | – | 52.04 |
| ดีเซล | 41.70 | 41.70 | 41.70 | 41.70 | 41.70 | 41.70 | 41.70 | 41.70 | 41.70 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 63.60 | 64.10 | 64.84 | 64.10 | – | – | – | – | 63.60 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







