ราคาคอนโด EEC ฟื้นตัว REIC เผยไตรมาส 2 ขยับ 1.2% รับต้นทุนสูง

- REIC เผยดัชนีราคาคอนโดในพื้นที่ EEC ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.2% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของตลาด
- ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาปรับขึ้นมาจากต้นทุนการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น ทั้งค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และราคาที่ดิน
- ราคาในแต่ละจังหวัดเคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดยชลบุรีปรับขึ้นเล็กน้อย ระยองทรงตัว และฉะเชิงเทราปรับลดลง
- แม้ราคาจะเริ่มฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการยังคงใช้โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เช่น ของแถม และฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน เพื่อกระตุ้นยอดขาย
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยดัชนีราคาห้องชุดในพื้นที่ EEC ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 103.1 จุด เพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.2% จากไตรมาสก่อน สะท้อนตลาดเริ่มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป หลังดัชนีเคยปรับลดลงในไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น
REIC ระบุว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาห้องชุดในพื้นที่ EEC มีปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น ทั้ง ราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และราคาที่ดิน ทำให้ราคาขายห้องชุดมีแนวโน้มขยับขึ้น แม้ภาพรวมตลาดยังเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ชลบุรีราคาขยับ ระยองทรงตัว
เมื่อจำแนกตามจังหวัด พบว่า ชลบุรี มีดัชนีราคาห้องชุดอยู่ที่ 102.9 จุด เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ ระยอง มีดัชนีอยู่ที่ 111.9 จุด ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน
ส่วน ฉะเชิงเทรา ดัชนีอยู่ที่ 103.8 จุด ลดลง 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของ EEC
ทั้งนี้ ดัชนีราคาห้องชุดดังกล่าวจัดทำจากโครงการอาคารชุดที่มีหน่วยเหลือขายตั้งแต่ 6 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุมพื้นที่ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยใช้ราคาขายจริงหลังหักมูลค่ารายการส่งเสริมการขาย และกำหนดปี 2565 เป็นปีฐาน
ผู้ประกอบการยังอัดโปรฯ ดันยอดขาย
แม้ราคาห้องชุดเริ่มขยับขึ้น แต่ตลาดยังต้องใช้มาตรการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ โดยในไตรมาส 2 รายการส่งเสริมการขายที่พบมากที่สุดยังเป็น ของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศและเฟอร์นิเจอร์ คิดเป็น 56.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 56.0%
รองลงมาคือ การฟรีค่าใช้จ่าย ณ วันโอนกรรมสิทธิ์ 27.7% เพิ่มขึ้นจาก 25.4% ในไตรมาสก่อน ขณะที่การให้ ส่วนลดเงินสดอยู่ที่ 15.4% ลดลงจาก 18.6%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC ยังใช้โปรโมชั่นเป็นเครื่องมือสำคัญในการจูงใจลูกค้า โดยเฉพาะการช่วยลดค่าใช้จ่ายในวันโอน แม้ดัชนีราคาจะเริ่มฟื้นตัวแล้วก็ตาม
ราคาฟื้น แต่ตลาดยังต้องจับตากำลังซื้อ
สำหรับภาพรวมดัชนีราคาห้องชุด EEC ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1.2% ถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของราคา หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการยังคงให้ความสำคัญกับการให้ของแถมและการฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ขณะที่ต้นทุนการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อราคาขายและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ
โดยต้องติดตามว่าการฟื้นตัวของราคาคอนโดมิเนียมใน EEC จะสามารถดำเนินต่อเนื่องได้หรือไม่ ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อที่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว และการแข่งขันด้านโปรโมชั่นที่ยังมีบทบาทสำคัญในการระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยในพื้นที่
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
AssetWise ปัก 3 ทำเล กรุงเทพฯ-EEC-ภูเก็ต ดันพอร์ตโตยั่งยืน

- แอสเซทไวส์ (ASW) ขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ใน 3 ทำเลหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภูเก็ต เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
- กลยุทธ์ในกรุงเทพฯ และ EEC เน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงานและแนวรถไฟฟ้า ส่วนภูเก็ตมุ่งเจาะตลาด Leisure Residence สำหรับบ้านหลังที่สองและกลุ่มวัยเกษียณ
- ร่วมมือกับ “ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้” (TITLE) ในภูเก็ต เพื่อสร้าง Lifestyle Ecosystem ที่เชื่อมโยงธุรกิจที่อยู่อาศัยเข้ากับบริการด้านไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และการท่องเที่ยว
บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เดินหน้าขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์บน 3 ทำเลหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภูเก็ต เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานการเติบโตในระยะยาว โดยมองภูเก็ตเป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญ หลังร่วมมือกับบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต เดินหน้าสร้าง Lifestyle Ecosystem เชื่อมโยงธุรกิจที่อยู่อาศัยเข้ากับบริการ Hospitality ไลฟ์สไตล์ และ Health & Wellness
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเลือกพัฒนาโครงการบนทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลให้กับพอร์ตโฟลิโอ โดยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล บริษัทเน้นพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า แหล่งงาน รวมถึงแคมปัสคอนโดมิเนียมใกล้สถานศึกษา ควบคู่กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไลฟ์สไตล์ ทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ ฟิตเนส เวลเนส และเอนเตอร์เทนเมนต์
ขณะที่การขยายตลาดต่างจังหวัด บริษัทเลือก EEC เป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ โดยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใกล้แหล่งงานและสถานศึกษา รวมถึงคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี เพื่อรองรับทั้งคนในพื้นที่ นักศึกษา คนทำงาน และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในพื้นที่
ส่วนภูเก็ต บริษัทมองเป็น World Destination และหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตในระยะยาว จึงร่วมมือกับ TITLE ซึ่งมีประสบการณ์พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในภูเก็ตมากกว่า 15 ปี โดยมุ่งเจาะตลาด Leisure Residence รองรับกลุ่มลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการบ้านหลังที่สอง (Second Home) และกลุ่มวัยเกษียณที่มีกำลังซื้อสูง
ปั้นภูเก็ต Lifestyle Ecosystem
กลยุทธ์ของ AssetWise และ TITLE ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย แต่ต้องการต่อยอดเป็น Lifestyle Ecosystem ที่ครอบคลุมตั้งแต่การอยู่อาศัย การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์และสุขภาพ เพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มจากฐานลูกค้าในระยะยาว
ปัจจุบัน Ecosystem ของแอสเซทไวส์ในภูเก็ตประกอบด้วย The Esquire ธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ Mingle คอมมูนิตี้มอลล์ และ The Salute บีชคลับ ขณะที่ในระยะต่อไปเตรียมเปิดให้บริการโรงแรม Hotel Indigo Phuket Nai Yang Beach และ VOCO Phuket Bangtao รวมถึงมีแผนขยายบริการไปสู่ Health & Wellness เพื่อสอดรับกับทิศทางของภูเก็ตที่มุ่งสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ระดับโลก
การสร้าง Ecosystem ดังกล่าวถูกวางให้เป็นกลไกในการยกระดับประสบการณ์ของลูกบ้านและเพิ่มความสามารถในการสร้างมูลค่าให้กับโครงการ ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมโยงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้ากับภาคการท่องเที่ยวและบริการของภูเก็ต
TITLE พร้อมโอน Heritage Bang-Tao มูลค่า 6 พันล้าน
ล่าสุด TITLE เดินหน้าส่งมอบโครงการ “เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา” (THE TITLE Heritage Bang-Tao) โครงการแฟล็กชิปมูลค่า 6,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ จำนวน 789 ยูนิต หลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “The Great Heritage”
โครงการดังกล่าวนำเอกลักษณ์ของภูเก็ตมาผสมผสานในการออกแบบผ่าน 3 มิติ ได้แก่ Cultural Heritage, Natural Heritage และ Architectural Heritage โดยใช้สถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Classic ผสานแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเปอรานากัน หรือวิถี “บาบ๋า-ย่าหยา” เข้ากับการออกแบบร่วมสมัย
ด้านพื้นที่ส่วนกลางมีการนำภูมิทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภูเก็ตและทะเลอันดามันมาตีความผ่านพื้นที่ส่วนกลาง เช่น Lazy Pool เกาะกลางน้ำ และ Sky Pool บริเวณชั้นดาดฟ้า พร้อมพื้นที่สีเขียวกว่า 5,800 ตารางเมตร และสิ่งอำนวยความสะดวกกว่า 33 ฟังก์ชัน
สำหรับห้องพักมีตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse ขนาดประมาณ 32-190 ตารางเมตร โดยเน้นการออกแบบห้องหน้ากว้างและระเบียงขนาดใหญ่เพื่อเปิดรับวิวธรรมชาติ

ชู The Title Club ดึงต่างชาติ
นายดรงค์ หุตะจูฑะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE กล่าวว่า การพัฒนาโครงการของ TITLE ให้ความสำคัญกับการเลือกทำเล การออกแบบ และประสบการณ์การอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับบริบทและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ในภูเก็ต โดยนำความเชี่ยวชาญของ AssetWise มาต่อยอดด้าน Facilities และการสร้างคุณภาพชีวิต
สำหรับลูกบ้านของ THE TITLE Heritage Bang-Tao จะได้รับสมาชิก “The Title Club” ซึ่งเชื่อมโยงกิจกรรมด้านสุขภาพ เวลเนส และไลฟ์สไตล์จากพันธมิตรแบรนด์ต่างๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้าน Long Stay Visa
ทั้งนี้ TITLE ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบให้ลูกค้าตามแผน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรับรู้รายได้ในระยะต่อไป พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตควบคู่ไปกับเมืองภูเก็ต
TITLE วาง 3 แกน โตพร้อมเมือง
นอกจากการพัฒนาโครงการแล้ว TITLE วางแนวทางการเติบโตโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพและการมีส่วนร่วมกับชุมชน การสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาโอกาสของเยาวชนในพื้นที่ และการดูแลสิ่งแวดล้อมและพัฒนาพื้นที่
ที่ผ่านมา บริษัทมีทั้งกิจกรรมบริจาคโลหิต กิจกรรมเพื่อสังคม การสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างโรงเรียน ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหาดในยาง และกิจกรรมอนุรักษ์และเก็บขยะชายหาดอย่างต่อเนื่อง
โดยเป้าหมายของ AssetWise และ TITLE คือการเติบโตไปพร้อมกับเมืองภูเก็ต ไม่เพียงในมิติของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ลูกบ้าน และนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 ส.ค.69 ‘แข็งค่า’ รอจับตาถ้อยแถลงปธ.เฟด

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 24 ส.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.66 บาทต่อดอลลาร์
- ตลาดการเงินเคลื่อนไหวในกรอบแคบเพื่อรอจับตาถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในงาน Jackson Hole Symposium
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าถ้อยแถลงของประธานเฟดอาจไม่ได้ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยที่ชัดเจน ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้
- กรอบค่าเงินบาทในวันนี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-32.70 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.66 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.35-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตาถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium ส่งผลให้ โดยรวม ทั้งเงินดอลลาร์ รวมถึง ราคาทองคำ (XAUUSD) ต่างเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways
สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น แต่ได้แรงหนุนพอสมควรจากการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ และการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงานสัมมนาวิชาการ Jackson Hole Symposium
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า แม้เงินบาท ได้กลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น หลังแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง และอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลายลงได้ชัดเจน
ส่วนผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้องรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพิ่มเติม และที่สำคัญ เรามองว่า ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jacksom Hole Symposium นั้น อาจไม่ได้ส่งสัญญาณต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ FED ที่ชัดเจน อย่างที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งทำให้ เรากังวลว่า ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น หลังรับรู้ ถ้อยแถลงดังกล่าวได้
อย่างไรก็ดี เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
เรามองว่า หากเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวรับแรก ในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.35 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์)
ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ได้กลับสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น หลังสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น ถึงจะกลับตัวเป็น แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ก่อนที่จะเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ FED ที่ Jackson Hole ซึ่งในอดีตถ้อยแถลงดังกล่าวของประธาน FED มักจะสะท้อนถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าของ FED และส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอสมควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะต่างรอลุ้น ถ้อยแถลงดังกล่าว ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 21.00 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจผิดหวังกับ ถ้อยแถลงดังกล่าวของประธาน FED ที่อาจไม่ได้ส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED สอดคล้องกับ การทยอยลดบทบาทของการส่งสัญญาณผ่าน Forward Guidance ในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ประธาน FED Kevin Warsh ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง
ทว่า ประธาน FED อาจกล่าวถึง Framework ในการตัดสินใจนโยบายการเงินของ FED เป็นหลัก โดยเฉพาะหลังให้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน (Task Forces) 5 ทีม เพื่อทบทวนการทำงานของ FED ซึ่งเรากังวลว่า หากประธาน FED ไม่ได้ส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินอย่างที่ตลาดคาดหวัง อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคม รวมถึง คาดการณ์ครั้งที่สอง ของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสสองปีนี้ และยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนกรกฎาคม เป็นต้น
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนสิงหาคม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาสราว 67% ที่ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
- ฝั่งเอเชีย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) และธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 5.00% และ 3.00% ตามลำดับ แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงบ้าง ทว่ายังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของทั้ง BSP และ BOK พอสมควร นอกจากนี้ สำหรับ BSP การเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอาจช่วยหนุนค่าเงินฟิลิปปินส์ เปโซ (PHP) ได้บ้าง หลังยังคงอ่อนค่าลงใกล้ระดับอ่อนค่าสุดในปีนี้ สวนทางกับบรรดาสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ที่เริ่มทยอยแข็งค่าจากช่วงก่อนหน้า ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม และรายงานอัตราการว่างงาน (Jobless Rate) เดือนกรกฎาคม
- ฝั่งไทย – เราคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติ “เป็นเอกฉันท์” ให้ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.00% แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 2 ทว่า โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและเป็นการขยายตัวที่ไม่ทั่วถึง (K-Shaped) ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ และยังไม่เห็นการส่งผ่านต้นทุน สู่ราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง จนอาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่เสี่ยงหลุดจากยึดเหนี่ยวจากกรอบเป้าหมาย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) ของไทย รวมถึง รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลัง (Capacity Utilization) ในเดือนกรกฎาคม ที่พอจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไทย VS อินโดนีเซีย : วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026, เทียบสถิติ, ถ่ายทอดสด

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะลงสนามนัดสอง พบกับ อินโดนีเซีย ทีมอันดับ 49 โลก ที่เพิ่งเจอกันมาในการแข่งขัน ศึกวอลเลย์บอลหญิง ซี วี คัพ 2026
ซึ่งจากสถิติที่พบกันที่ผ่านมา 5 ครั้งหลังสุด “สาวไทย” ทำได้เหนือกว่ามากเป็นฝ่ายเก็บชัยได้หมด เราลองไปดูสถิติการพบกัน 5 ครั้งหลังสุดของทั้งสองทีมก่อนหน้านี้กัน
เฮดทูเฮด 5 ครั้งหลังสุด : ไทย ชนะ 5, อินโดนีเซีย ชนะ 0 นัด
8 สิงหาคม 2569 : ไทย ชนะ อินโดนีเซีย 3-0 เซต (ซี วี คัพ)
31 กรกฎาคม 2569 : อินโดนีเซีย แพ้ ไทย 1-3 เซต (ซี วี คัพ)
14 ธันวาคม 2568 : ไทย ชนะ อินโดนีเซีย 3-0 เซต (ซีเกมส์)
10 สิงหาคม 2567 : ไทย ชนะ อินโดนีเซีย 3-0 เซต (ซี วี.ลีก)
2 สิงหาคม 2567 : อินโดนีเซีย แพ้ ไทย 0-3 เซต (ซี วี.ลีก)
ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม
ไทย
21 สิงหาคม 2569 : ชนะ ออสเตรเลีย 3-0 เซต (ชิงแชมป์เอเชีย)
9 สิงหาคม 2569 : ชนะ เวียดนาม 3-0 เซต (ซี วี คัพ)
8 สิงหาคม 2569 : ชนะ อินโดนีเซีย 3-0 เซต (ซี วี คัพ)
7 สิงหาคม 2569 : ชนะ ฟิลิปปินส์ 3-0 เซต (ซี วี คัพ)
2 สิงหาคม 2569 : ชนะ เวียดนาม 3-0 เซต (ซี วี คัพ)
อินโดนีเซีย
21 สิงหาคม 2569 : แพ้ คาซัคสถาน 0-3 เซต (ชิงแชมป์เอเชีย)
9 สิงหาคม 2569 : แพ้ ฟิลิปปินส์ 1-3 เซต (ซี วี คัพ)
8 สิงหาคม 2569 : แพ้ ไทย 0-3 เซต (ซี วี คัพ)
7 สิงหาคม 2569 : ชนะ เวียดนาม 3-2 เซต (ซี วี คัพ)
2 สิงหาคม 2569 : ชนะ ฟิลิปปินส์ 3-1 เซต (ซี วี คัพ)
สำหรับ ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย จะลงเล่นพบกับ อินโดนีเซีย ในวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา : 14.00 น. แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 แบบฟรีๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ปวดหลัง นอนท่าไหนดี? ‘จัดท่านอน’ ลดแรงกดหลัง-สะโพก-เข่า

อาการปวดหลังอาจรบกวนการนอน ทำให้หลายคนต้องตื่นกลางดึก หรือตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดเอว คอ บ่า ไหล่ และหลังตึง ขณะที่บางคนมีอาการปวดสะโพกหรือเข่ามากขึ้นเมื่อนอนตะแคง
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “ปวดหลังควรนอนท่าไหน?” แพทย์ระบุว่า ไม่มีท่านอนเพียงท่าเดียวที่เหมาะกับทุกคน แต่ควรเลือกท่าที่ช่วยให้ คอ กระดูกสันหลัง สะโพก และเข่าอยู่ในแนวสมดุล ลดการบิด การแอ่น และแรงกดทับบริเวณใดบริเวณหนึ่งเป็นเวลานาน
นพ.ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ อธิบายว่า ช่วงเวลานอนควรเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อและข้อต่อได้พัก แต่หากกระดูกสันหลังอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น หลังแอ่นมากเกินไป สะโพกเอียง หรือคอบิด กล้ามเนื้อบางส่วนอาจต้องเกร็งเพื่อพยุงร่างกาย ทำให้เกิดอาการตึงและปวดเมื่อตื่นนอน
ปวดหลังส่วนล่าง นอนหงายรองหมอนใต้เข่า
ผู้ที่มีอาการปวดเอวหรือหลังส่วนล่าง อาจลองนอนหงายพร้อมวางหมอนใต้เข่าทั้งสองข้าง ให้เข่างอเล็กน้อย วิธีนี้อาจช่วยลดแรงตึงบริเวณหลังส่วนล่างและสะโพก และช่วยให้หลังอยู่ในตำแหน่งที่ผ่อนคลายมากขึ้น หมอนใต้เข่าไม่ควรสูงเกินไปจนทำให้สะโพกงอมาก ขณะที่หมอนรองศีรษะควรมีความสูงพอดี ไม่ดันศีรษะจนทำให้คอก้ม
ปวดสะโพกหรือเข่า นอนตะแคงพร้อมหมอนคั่นขา
การนอนตะแคง หากขาด้านบนตกลงไปด้านหน้าหรือด้านล่าง อาจทำให้สะโพกและเชิงกรานบิด ส่งผลให้กระดูกสันหลังส่วนล่างหมุนและเกิดความตึง
การใช้หมอนคั่นระหว่างเข่าทั้งสองข้างช่วยให้ขาและสะโพกอยู่ในแนวที่เหมาะสม ลดแรงบิดบริเวณเชิงกราน และลดแรงกดทับระหว่างข้อเข่า
หากปวดสะโพกเพียงข้างเดียว อาจลองนอนตะแคงด้านที่ไม่ปวด เพื่อลดแรงกดบริเวณสะโพกที่มีอาการ
ปวดคอ บ่า หลังส่วนบน เลือกหมอนให้พอดี
หมอนที่สูงเกินไปอาจทำให้ศีรษะถูกดันจนคอก้ม ขณะที่หมอนต่ำเกินไปอาจทำให้คอแอ่นหรือเอียง ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และหลังส่วนบนตึงตลอดคืน
เมื่อนอนหงาย หมอนควรรองรับช่วงคอโดยไม่ดันศีรษะสูงเกินไป ส่วนเมื่อนอนตะแคง ความสูงของหมอนควรพอดีกับระยะระหว่างศีรษะและหัวไหล่ เพื่อให้คออยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลัง
นอนราบแล้วปวด อาจปรับลำตัวให้เอนขึ้นเล็กน้อย
บางคนอาจรู้สึกปวดเอวหรือหลังตึงมากขึ้นเมื่อนอนราบ สามารถลองปรับช่วงลำตัวให้เอนขึ้นเล็กน้อย และใช้หมอนรองใต้เข่าร่วมด้วย เพื่อช่วยลดการแอ่นของหลังส่วนล่าง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรยกช่วงลำตัวสูงจนหลังงอหรือคอก้ม ควรปรับระดับจนรู้สึกว่าหลังและสะโพกอยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย
นอนคว่ำ ระวังหลังแอ่นและคอบิด
การนอนคว่ำอาจเพิ่มการแอ่นของหลังส่วนล่าง ขณะเดียวกันการต้องหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นเวลานาน อาจทำให้คอ บ่า ไหล่ และหลังส่วนบนตึง
ผู้ที่มีอาการปวดหลังจึงควรหลีกเลี่ยงท่านอนคว่ำ หากจำเป็นต้องนอนท่านี้ อาจใช้หมอนรองศีรษะที่บางลง และวางหมอนบาง ๆ ใต้ช่วงสะโพกหรือหน้าท้อง เพื่อลดการแอ่นของหลังส่วนล่าง
ที่นอนและหมอน มีผลต่ออาการปวดหลัง
นอกจากท่านอนแล้ว ที่นอนและหมอนก็มีส่วนสำคัญ หากที่นอนยุบตัวมากจนสะโพกจม หรือแข็งเกินไปจนกดทับบริเวณไหล่และสะโพก อาจทำให้แนวร่างกายเสียสมดุล
จึงควรเลือกที่นอนที่รองรับน้ำหนักและสรีระได้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเลือกที่นอนที่แข็งที่สุดเสมอไป ส่วนหมอนควรเลือกให้เหมาะกับรูปร่าง ความกว้างของช่วงไหล่ และลักษณะการนอนของแต่ละคน
ปวดหลังแบบไหน ควรพบแพทย์
การปรับท่านอนอาจช่วยลดแรงกดและเพิ่มความสบาย แต่ไม่สามารถรักษาสาเหตุของอาการปวดหลังได้ทุกชนิด
หากมีอาการ ปวดร้าวลงแขนหรือขา ชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินลำบาก ปวดมากในเวลากลางคืน อาการปวดรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อน หรือความผิดปกติของระบบประสาท ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม
สรุปแล้ว ปวดหลังไม่มีท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ควรเลือกท่าที่ช่วยให้กระดูกสันหลัง สะโพก และเข่าอยู่ในแนวสมดุลมากที่สุด โดยอาจใช้หมอนช่วยจัดแนวร่างกาย
ปวดหลังส่วนล่างอาจลอง นอนหงายรองหมอนใต้เข่า ส่วนผู้ที่ปวดสะโพกหรือเข่าอาจลอง นอนตะแคงพร้อมหมอนคั่นระหว่างขา ขณะที่ผู้มีอาการปวดคอและหลังส่วนบนควรให้ความสำคัญกับ ความสูงของหมอน
หากอาการปวดเกิดซ้ำ รุนแรงขึ้น หรือมีอาการชา อ่อนแรง หรือปวดร้าวร่วมด้วย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาให้ตรงจุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เรียนรู้วิธีเพิ่มคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้เป็นสองเท่าทันที ด้วยคำอุปสรรคที่เติมหน้าคำหลัก

เราใช้คำอุปสรรคที่เติมหน้าคำหลักในภาษาอังกฤษเมื่อใด
เรามักจะใช้คำอุปสรรคเติมหน้าคำคุณศัพท์เพื่อให้ความหมายตรงกันข้าม ตัวอย่างเช่น kind becomes unkind เมื่อเราใช้คำอุปสรรคเติมหน้าคำกริยาหรือคำนาม คำอุปสรรคจะทำให้เราทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำหรือสถานการณ์ เช่น eat can become overeat, and understanding can become misunderstanding
ต่อไปนี้คือคำอุปสรรคเติมหน้าคำคุณศัพท์ที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งเราใช้สำหรับการปฏิเสธ หรือสำหรับการบอกว่า “ไม่”
โปรดทราบว่าการใช้คำอุปสรรคเติมหน้าคำหลักเช่นนี้ไม่ได้ทำให้คำศัพท์เป็นเชิงปฏิเสธเสมอไป แต่แค่ทำให้ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเติมคำอุปสรรคคำว่า in หน้าคำว่า dependent คุณจะได้คำว่า independent ซึ่งใช้ได้เลยทีเดียว!
| prefix that means “not” | Examples of positive and negative |
| un- | Kind / unkind |
| dis- | Satisfied / dissatisfied |
| im- | Possible / impossible |
| in- | Decisive / indecisive Dependent /independent |
| ir- | Regular / irregular |
| il- | Legal / illegal |
| a- | Typical/ atypical |
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าอุปสรรคเติมหน้าคำหลักภาษาอังกฤษแต่ละคำต้องใช้เมื่อใด
แล้วคุณควรใช้ im- หรือ un- หรือคำอุปสรรคเติมนำคำหลักอื่นๆ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคำใดใช้ได้กับคำอุปสรรคเติมหน้าคำหลักแต่ละคำ เป็นคำถามที่ดี ส่วนใหญ่จะดูที่เสียงว่าแบบไหนออกเสียงง่ายที่สุด
ต่อไปนี้เป็นชุดคำอุปสรรคเติมหน้าคำหลักทั่วไป แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นก็ตาม:
Im- is often used in front of adjectives that begin with p, m, b
(immature, imbalanced)
In- is often used in front of other adjectives.
(Incompetent, ineffective)
Ir- is often used before adjectives that begin with r.
(irrelevant, irresponsible)
il- is often used before adjectives that begin with l.
(illegible, illicit)
นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้คำอุปสรรคเติมหน้าคำหลักเพื่อเพิ่มความหมายอื่นๆ ให้กับคำศัพท์ได้อีกด้วย:
| คำอุปสรรคเติมหน้าคำหลัก | ความหมาย | ตัวอย่าง |
| mis- | wrongly | mislead |
| re- | again | reactivate |
| de- | stop | deactivate |
| over- | too much | overcook |
| under- | too little | underestimate |
| pre- | before | prejudice |
| post- | after | postmodern |
| self- | to yourself | self-centred |
| semi- | part, partial | semicircle |
| pro- | in favour of / towards | proactive |
| anti- | against | antivirus |
| sub | under | submarine |
| out | more | outrun |
| non- | not | nonconformist |
| ex- | former / from before | ex-husband |
| mid- | in the middle | midday |
เรียนรู้กฎการสะกดคำง่ายๆ สำหรับคำอุปสรรคเติมหน้าคำหลักภาษาอังกฤษ
กฎสำหรับการสะกดคำอุปสรรคเติมหน้าคำหลักภาษาอังกฤษนั้นง่ายมาก การสะกดคำรากศัพท์ไม่เปลี่ยนแปลง การสะกดคำอุปสรรคเติมหน้าคำหลักก็ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งมักหมายถึงการใช้ตัวอักษรคู่:
My little brother is so immature.
I couldn’t read the document — it was illegible.
Bob thought the meeting was unnecessary.
คำอุปสรรคเติมหน้าบางคำใช้ยัติภังค์ (-) ก่อนคำหลัก ตัวอย่างเช่น ใช้กับคำอุปสรรคเติมหน้าอย่างคำว่า ex- คุณควรใช้ยัติภังค์ หากคำอุปสรรคเติมหน้าอยู่หน้าวิสามานยนาม ชื่อ หรือตัวเลข:
I saw my ex-boss at the conference. He was looking very stressed!
They were very pro-Europe, even though their friends were anti-Europe.
I used to listen to this music in the mid-90s.
อีกทั้งคุณต้องมียัติภังค์เมื่อคำอุปสรรคเติมหน้ามีเสียงสระลงท้ายเป็นเสียงเดียวกับคำขึ้นต้นของคำหลัก วิธีนี้ช่วยให้ออกเสียงคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
Everyone was hoping that they wouldn’t re-elect the Treasurer.
She is one of the world’s pre-eminent physicists.
สำหรับคำอุปสรรคเติมหน้าอื่นๆ คุณควรใช้ยัติภังค์ก็ต่อเมื่อความหมายจะไม่ชัดเจนหากไม่มียัติภังค์ ลองดูตัวอย่างของความหมายที่แตกต่างกันมากนี้:
Ahmad had to re-sign the document (เขาต้องลงนามในเอกสารอีกครั้ง)
Ahmad had to resign from his job, as he had found something better. (เขาต้องออกจากงาน)
ข้อผิดพลาดทั่วไปในการใช้คำอุปสรรคเติมหน้าในภาษาอังกฤษ
บ่อยครั้งที่ผู้คนทำพลาดโดยใช้คำอุปสรรคเติมหน้าที่แตกต่างกันซึ่งดูเหมือนว่าคล้ายกัน แต่ความหมายไม่เหมือนกันเลย ตัวอย่างเช่น:
He was very dissatisfied with his new headphones — the sound quality was terrible.
John was unsatisfied after the meal — he was still hungry.
คำศัพท์คล้ายกัน และทั้งคู่เป็นเชิงปฏิเสธ แต่ความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย Dissatisfied หมายความว่าบางคนไม่มีความสุขหรือผิดหวังกับบางอย่าง แต่ unsatisfied หมายความว่าบางอย่างไม่สมบูรณ์ หรือมีบางสิ่งขาดหายไป
ตัวอย่างของคำอุปสรรคเติมหน้าที่รู้จักกันดีในภาพยนตร์และเพลงฮิต
เพลงปี 2008 ของดูโอ้ชาวฝรั่งเศสวง Air ที่มีชื่อเพลงว่า “Lucky and Unhappy ” เป็นเรื่องเกี่ยวกับการโหวตที่สวนกระแสสังคมเพื่อชีวิตแบบฟรีสไตล์
The Unbreakable Kimmy Schmidt เป็นซีรีส์แนวคอมเมดี้ทางทีวียอดนิยมที่เขียนโดย Tina Fey ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่คิดบวกสุดๆ ที่ประสบความสำเร็จแม้ว่าเธอเคยถูกขังอยู่ในบังเกอร์นานหลายปี จิตวิญญาณของการมองโลกในแง่บวกของเธอนั้นไม่สามารถทำลายได้!
Mos Def, Jack Black และ Danny Glover แสดงในภาพยนตร์ตลกหลุดโลกในปี 2008 เรื่อง “Be Kind, Rewind ” เกี่ยวกับร้านให้เช่าวิดีโอที่มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น
แบบทดสอบย่อยสำหรับคำอุปสรรคเติมหน้า
คุณสามารถระบุข้อผิดพลาดในประโยคเหล่านี้ และแก้ไขได้หรือไม่
- My younger brother is so iresponsible. He never helps!
- My chicken was over cooked and tough. It was difficult to eat!
- Ruyi gets stressed when people are late — she’s so unpatient.
- We need to repress the button. I don’t think it worked.
- Jake was unsatisfied with the service in the restaurant — the waiter was very rude.
เฉลย:
- My younger brother is so irresponsible. He never helps!
- My chicken was overcooked. It was difficult to eat!
- Ruyi gets stressed when people are late — she’s so impatient.
- We need to re-press the button. I don’t think it worked.
- Jake was dissatisfied with the service in the restaurant — the waiter was very rude.
ขอบคุณข้อมูลจาก britishcouncil.or.th
ค่ายญี่ปุ่นขยายลงทุนไทย รอเอาคืนรถจีน จี้รัฐขึ้นภาษี EV-จำกัดโควต้านำเข้า

- ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ยืนยันแผนขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงโรงงานและเพิ่มสายการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่
- ค่ายรถญี่ปุ่น เรียกร้องให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่นำเข้าให้สูงที่สุด เพื่อแข่งขันกับรถยนต์จากจีน
- รัฐบาลรับฟังข้อเรียกร้องและกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีนำเข้า EV ใหม่ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
ค่ายรถญี่ปุ่น ยืนยันแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง โตโยต้า อีซูซุ ฮอนด้า มิตซูบิชิ มาสด้า ทุ่มปรับปรุงศักยภาพโรงงาน และขึ้นไลน์ผลิตรถโมเดลใหม่ ปลื้มรัฐบาลฟังเสียง เตรียมปรับฐานภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มนำเข้า ขณะที่ยอดขาย EV ปีนี้มีโอกาสทะลุ 2 แสนคัน ครองส่วนแบ่งตลาด 30%
ค่ายญี่ปุ่นรอจังหวะเอาคืนรถจีน ที่เข้ามาถล่มตลาดในไทย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า EV,REEV ที่ไม่เสียภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ทั้งการบล็อกด้วยภาษีสรรพสามิต และจำกัดโควตานำเข้า ซึ่งข้อเรียกร้องต่าง ๆ ถูกนำเสนอรัฐบาลผ่านหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ที่นำโดยพี่ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างโตโยต้า อีซูซุ ฮอนด้า และมิตซูบิชิ
ค่ายญี่ปุ่นดันแผนขึ้นภาษี-จำกัดโควตานำเข้า
นอกจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่มีข้อสังเกตคือ บริษัทรถจีน ที่ลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถในไทย ไม่พยายามส่งเสริมซัพพลายเชน เพราะชิ้นส่วนสำคัญยังนำเข้ามาจากต่างประเทศ หรือตัวถังทำสีมาแล้ว จึงไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากเท่าที่ควร (แต่ผ่านเกณฑ์มีมูลค่าของ Local Content ต่อรถหนึ่งคันสัดส่วนเกิน 40%)
ดังนั้น ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น และกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสัญชาติไทย จึงตั้งคำถามถึงการขยายตลาดของรถจีน หรือต่อให้มีการตั้งโรงงานผลิตในประเทศจริง แต่สุดท้ายได้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศจริงหรือไม่
สำหรับตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2569) มียอดขายรวม 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในจำนวนนี้เป็นของรถยนต์นั่ง EV 104,418 คัน เติบโต 93% และคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 30% อย่างไรก็ตาม จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า EV ครึ่งปีแรกกว่า 1 แสนคันในจำนวนนี้เกิน 50% เป็นรถนำเข้า
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ต้องขอบคุณที่ภาครัฐรับฟังเรา (กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์) และกำลังพิจารณาการขึ้นภาษีสรรพสามิตใหม่ การปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าในครั้งนี้ ต้องการให้ขึ้นไปสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยิ่งมากก็ยิ่งปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
“วันนี้ถึงเวลาคัดกรองคน (บริษัท) ที่จริงใจ ไม่เช่นนั้นเงินของเราหายไปเรื่อยๆ ภาษีก็หายไป เพราะราคารถยนต์ที่ลูกค้าจ่ายถูก มันมีคนจ่ายแทนอยู่ แน่นอนว่าลูกค้าไม่ผิด แต่ที่ผิดเพี้ยนคือโครงสร้าง” นายศุภกร กล่าว
เปิดตัวเลขการลงทุนค่ายรถญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2562 โตโยต้า ได้ประกาศลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาทในแพ็กเกจการลงทุนรถยนต์ไฮบริด และในปัจจุบันรถยนต์นั่งโตโยต้า จะมีไฮบริดเป็นทางเลือกทุกรุ่น หรือล่าสุดขึ้นไลน์ประกอบรถยนต์โมเดลใหม่ของโลกคือ Toyota Land Cruiser FC ที่โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยเงินลงทุน 5,200 ล้านบาท กำลังการผลิตเบื้องต้น 40,000 คัน/ปี (ปัจจุบันทำตลาดประเทศและเริ่มส่งออกแล้ว)

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวในงานเปิดตัว Toyota Land Cruiser FC ช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่าบริษัทลงทุนกว่า 5,200 ล้านบาท ในโครงการนี้ โดย Land Cruiser FJ ยังถือเป็นตระกูล Land Cruiser รุ่นแรกที่มีการผลิตเต็มรูปแบบ (Fully Manufactured) นอกประเทศญี่ปุ่น
ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นฐานการผลิตหลัก ด้วยสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 84% พร้อมแผนการส่งออกมากกว่า 40,000 คันต่อปี ไปยังประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่น
“โตโยต้าเชื่อมั่นว่า Land Cruiser FJ จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ เครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ (Supply Chain) และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ” นายยามาชิตะ กล่าว
ขณะที่นายนายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเพิ่มการประกอบรถยนต์รุ่นใหม่ที่โรงงานจังหวัดปราจีนบุรี อีก 2 รุ่น โดยลงทุนเพิ่มเติมรุ่นละ 6,000 ล้านบาท (ประเดิมปลายปีนี้กับ Honda Avancier) ส่งผลให้ฮอนด้าจะประกอบรถรวม 8 รุ่น จากที่มี 6 รุ่นในปัจจุบัน
สำหรับรัฐบาลไทย ที่มีการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นเรื่องดี แต่นอกจาก EV แล้ว อยากให้ภาครัฐพิจารณาสิทธิ์ประโยชน์ของรถสันดาป และรถไฮบริดให้เท่าเทียมกันด้วย หรืออยากให้พิจารณาลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นด้วย
อีซูซุ-มิตซูบิชิ ลงทุนใหม่รวม 4.8 หมื่นล้าน
ขณะที่อีซูซุ เคยประกาศแผนลงทุนเพิ่มอีก 32,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (พ.ศ 2567-2571) เพื่อการพัฒนารถรุ่นใหม่ ๆ การพัฒนาโรงงาน ระบบการบริหารจัดการพลังงาน การเพิ่มระบบ automation และโรงงานผลิตใหม่ ซึ่งรวมถึงการพัฒนารถกระบะไฟฟ้า ดีแมคซ์ EV ที่เริ่มส่งออกไปยุโรปตั้งแต่ปีที่แล้ว
ด้านมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดย “คาโตะ ทาคาโอะ” เพิ่งเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเปิดเผยแผนลงทุนในไทย 16,000 ล้านบาท ที่ฐานการผลิตแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึงโมเดลโฉมใหม่ของ Mitsubishi Pajero ที่เตรียมเปิดตัวไตรมาส 3 ปีนี้
“นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทมีมูลค่าการลงทุนสะสมแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และส่งออกรถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยไปยังตลาดโลกแล้วกว่า 5 ล้านคัน โดยประเทศไทยมีจุดแข็งด้านห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ครบวงจร มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีศักยภาพ และเอื้อต่อการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ จึงทำให้บริษัทยังคงเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย” นายทาคาโอะ กล่าว
การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตใหม่ ถูกยืนยันโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีคำสั่งให้กรมสรรพสามิตไปทบทวนการจัดเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นนำเข้าให้มีอัตราที่สูงขึ้นปัจจุบัน EV นำเข้าเสียภาษีสรรพสามิต 10% ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลายภาคี ได้ออกมาเรียกร้องให้ขึ้นภาษีเป็น 30-50% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ตลาดรถยนต์รวมปี 2569 จะทำได้ 6.8-7.0 แสนคัน (ปี 2568 ทำได้ 6.21 แสนคัน) ในจำนวนนี้น่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ถึง 2 แสนคัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
GISTDA เปิดพิมพ์เขียวท่าอวกาศยาน “เกาะจวง–เกาะจาน จ.ชลบุรี” เหมาะสูงสุด

- ผลการศึกษาของ GISTDA ชี้ว่าพื้นที่เกาะจวง–เกาะจาน จ.ชลบุรี มีความเหมาะสมสูงสุดสำหรับจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) แห่งแรกของไทย
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาะจวง–เกาะจานเหมาะสมคือ มีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุด (376 ล้านบาท)
- แผนการพัฒนาเสนอให้เริ่มต้นจากการปล่อยจรวดในระดับ Suborbital (วงโคจรย่อย) เพื่อสร้างรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรก่อนขยายสู่การเป็นฮับอวกาศเต็มรูปแบบ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด (KPMG) เปิดเผยผลการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) ของประเทศไทย
ระบุ ศักยภาพของโครงการ ด้วยการเริ่มต้นลงทุนพร้อมผลวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economic NPV) ที่เป็นบวก และผลตอบแทนทางสังคม (SROI) 1.79 เท่า
เสนอแผนโรดแมปเริ่มจากระดับ Suborbital เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ก่อนก้าวสู่การเป็นฮับอวกาศเต็มรูปแบบในอนาคต
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า รายงานผลการศึกษาฉบับนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ (Milestone) ของการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” (New Space Economy)
โดยสาระสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัว หรือต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป
ผลการศึกษาชี้ชัดว่าประเทศไทยสามารถเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการนำส่งแบบ Suborbital บนพื้นที่ที่มีความพร้อมทางกายภาพและภูมิศาสตร์ ซึ่งโครงการนี้ฯ ได้ศึกษาถึงการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางสังคม
เพื่อหาโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของประเทศไทย (Best Fit for Thailand) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า เรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือพื้นที่ภาคใต้ให้กลายเป็นประตูสู่อวกาศได้
การศึกษาได้ทำการประเมินพื้นที่ศักยภาพ (Site Selection Analysis) จำนวน 3 แห่งด้วยกัน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย เส้นทางการบิน และต้นทุนการลงทุน
ผลการเปรียบเทียบปรากฏว่า พื้นที่แรกคือ “เกาะจวง–เกาะจาน จังหวัดชลบุรี” เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูงสุด โดยมีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุดอยู่ที่ 376 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ราชพัสดุและอยู่ในเขตภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปล่อยจรวด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินและการปรับสภาพพื้นที่ ,
ถัดมาคือพื้นที่ “สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง” แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินรองรับ แต่ต้องใช้งบประมาณลงทุนปรับปรุงกว่า 828 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอวกาศและไม่กระทบต่อการบินพาณิชย์
และพื้นที่สุดท้ายคือ “แหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา” แม้จะมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ (ใกล้เส้นศูนย์สูตร) แต่พบข้อจำกัดด้านต้นทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนจากการจัดซื้อที่ดินของเอกชน ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนระยะเริ่มต้นลดต่ำลง หากลงทุนจะใช้เวลาในการสร้างไม่เกิน 5 ปี
ในส่วนของมุมมองการวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analysis) และเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis) รายงานได้จำแนกผลตอบแทนออกเป็นสองส่วนสำคัญ เพื่อสะท้อนภาพจริงของการลงทุนภาครัฐ
ซึ่งมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจ (Economic NPV) ของพื้นที่เกาะจวง–เกาะจาน เป็นเพียงพื้นที่เดียวที่มีค่า Economic NPV เป็นบวก
สะท้อนว่าเมื่อนับรวมผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การจ้างงานในอุตสาหกรรมไฮเทค การเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการท่องเที่ยวเชิงอวกาศ ประเทศจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป
ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางการเงิน (Financial NPV) ในทุกพื้นที่ศึกษา ค่า Financial NPV ยังคงติดลบ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Infrastructure Project) ในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่เน้นผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่เน้นการสร้างฐานรากเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในระยะยาว
ในด้านผลตอบแทนทางสังคม (SROI) จุดเด่นสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการวิเคราะห์ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)
ซึ่งพบว่าการพัฒนา Spaceport ที่เกาะจวง–เกาะจาน จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 1.79 เท่า นั่นหมายถึง เงินลงทุนทุก 1 บาท จะสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนมาประมาณ 1.79 บาท ผ่านกลไกต่างๆ
ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) การสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้กับเยาวชนและบุคลากรในประเทศ ,
ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและวิศวกรไทย ,
ด้านความยั่งยืนของชุมชน การวางแผนลดผลกระทบต่อชุมชนและการสร้างรายได้ใหม่ในพื้นที่รอบโครงการ
ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า คณะผู้จัดทำรายงานเสนอแนวทางการพัฒนาแบบ Phased Approach โดยแนะนำให้ประเทศไทยเริ่มต้นจากการพัฒนาขีดความสามารถในการทดสอบและปล่อยจรวดระดับ Suborbital (วงโคจรย่อย) ในระยะแรก (คาดว่าใช้เวลา 2-5 ปี)
โดยเป็นการลดความเสี่ยงซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนเท่าการส่งเข้าวงโคจร (Orbital) และใช้งบประมาณน้อยกว่า ,
การสร้าง Experience & Expertise เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงด้านการปฏิบัติการ (Operations) การบริหารจัดการน่านฟ้า การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Standards)
และเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรเป็นสนามฝึกซ้อม(Training Ground) ที่ดีที่สุดสำหรับวิศวกรและนักวิจัยไทยก่อนขยับไปสู่ภารกิจที่ใหญ่ขึ้น
แม้โครงการ Thailand Spaceport จะมีความท้าทายรออยู่ ทั้งในด้านความซับซ้อนทางเทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และสภาพภูมิศาสตร์ แต่ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า “ความเป็นไปได้มีอยู่จริงและคุ้มค่า”
การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่คือการ “ปักหมุด” (Positioning) ประเทศไทยลงบนแผนที่อวกาศโลก เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมอวกาศ และเป็นการเปิดประตูโอกาสมหาศาลให้กับคนรุ่นใหม่
และการตัดสินใจเดินหน้าโครงการนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ถั่วกินดี แต่ไม่ใช่ทุกแบบ! 4 ถั่ว “ควรเลี่ยง” ก่อนตับพังไม่รู้ตัว

ถั่วมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ทุกแบบ! 4 ประเภทควรเลี่ยงหรือกินให้น้อย ก่อนสุขภาพพังโดยไม่รู้ตัว
ถั่วและเมล็ดพืชเป็นของว่างที่หลายคนเลือกกินแทนขนม เพราะให้ทั้งโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่คำว่า “ถั่วดีต่อสุขภาพ” ไม่ได้หมายความว่าจะกินถั่วทุกชนิด ในทุกสภาพ หรือมากเท่าไรก็ได้
สิ่งที่ทำให้ถั่วจากของว่างเพื่อสุขภาพกลายเป็นอาหารที่ควรระวัง มักไม่ได้อยู่ที่ตัวถั่วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณภาพวัตถุดิบ การเก็บรักษา วิธีแปรรูป และเครื่องปรุงที่เติมเข้าไป โดยเฉพาะเชื้อรา เกลือ น้ำตาล และน้ำมันส่วนเกิน ซึ่งอาจกระทบสุขภาพตับ ไต หัวใจ และระบบเผาผลาญเมื่อได้รับเป็นประจำ
ถั่วไม่ได้ทำร้ายตับ หากเลือกและกินอย่างเหมาะสม
ก่อนจะไปดูว่าถั่วแบบใดควรหลีกเลี่ยง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ถั่วธรรมชาติที่สดใหม่ ไม่ขึ้นรา และไม่ผ่านการปรุงแต่งมาก ไม่ได้เป็นอาหารที่ทำร้ายตับในคนทั่วไป ตรงกันข้าม ถั่วสามารถเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินที่สมดุลได้
ปัญหามักเกิดเมื่อถั่วปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา หรือถูกนำไปทอด เคลือบน้ำตาล และเติมเกลือจนกลายเป็นอาหารพลังงานสูง การกินมากเกินไปอย่างต่อเนื่องอาจทำให้น้ำหนักเพิ่ม และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ รวมถึงภาวะไขมันพอกตับได้
1. ถั่วขึ้นรา มีกลิ่นอับ หรือรสชาติผิดปกติ ควรทิ้งทันที
ถั่วลิสง ข้าวโพด พิสตาชิโอ อัลมอนด์ และถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ อาจปนเปื้อนเชื้อราได้ หากเก็บไว้ในบริเวณที่ร้อน ชื้น หรือบรรจุภัณฑ์ปิดไม่สนิท เชื้อราบางชนิดสามารถสร้าง อะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีตับเป็นอวัยวะเป้าหมายสำคัญ
องค์การอนามัยโลกระบุว่า การได้รับอะฟลาทอกซินในปริมาณสูงอาจทำให้เกิดพิษเฉียบพลันและทำลายตับ ส่วนการสัมผัสต่อเนื่องในระยะยาวมีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งตับ โดยเฉพาะอะฟลาทอกซินบี 1 ซึ่งจัดเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
ถั่วที่มีจุดรา กลิ่นเหม็นอับ สีผิดปกติ เนื้อนิ่มชื้น หรือมีรสขมแปลกๆ ไม่ควรเสียดายและไม่ควรชิมซ้ำเพื่อพิสูจน์ การนำไปคั่ว ทอด หรืออบใหม่ก็ไม่อาจรับประกันว่าจะกำจัดสารพิษที่เกิดขึ้นแล้วได้หมด ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือทิ้งทั้งส่วนที่สงสัยว่าปนเปื้อน
ถั่วเหม็นหืน แม้ไม่เห็นรา ก็ควรหยุดกิน
ถั่วมีไขมันตามธรรมชาติค่อนข้างสูง เมื่อสัมผัสอากาศ แสง และความร้อนเป็นเวลานาน ไขมันอาจเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนมีกลิ่นเหม็นหืน แม้ภาวะนี้ไม่เหมือนกับการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน แต่เป็นสัญญาณว่าคุณภาพอาหารเสื่อมลงแล้ว
หากเปิดถุงแล้วพบกลิ่นคล้ายสีทาบ้าน กลิ่นน้ำมันเก่า หรือมีรสขมฝาดผิดไปจากเดิม ควรหยุดรับประทาน ควรเก็บถั่วในภาชนะปิดสนิท หลีกเลี่ยงความร้อนและความชื้น ส่วนถั่วที่เปิดถุงแล้วและต้องเก็บเป็นเวลานาน สามารถนำไปแช่เย็นเพื่อช่วยชะลอการเหม็นหืนได้
2. เมล็ดหรือถั่วบางชนิดที่ยังไม่ผ่านกระบวนการอย่างถูกต้อง
ต้นฉบับจำนวนมากบนโลกออนไลน์มักเหมารวมว่า “ถั่วดิบทุกชนิดมีพิษ” แต่ข้อมูลนี้ไม่ถูกต้อง ถั่วที่จำหน่ายเพื่อบริโภคโดยทั่วไป เช่น อัลมอนด์หวาน วอลนัท ถั่วลิสง หรือพิสตาชิโอ สามารถกินในรูปแบบไม่อบได้ หากผลิตและเก็บรักษาตามมาตรฐานความปลอดภัย
สิ่งที่ต้องระวังคือพืชบางชนิดที่มีสารพิษตามธรรมชาติ เช่น อัลมอนด์ขม ซึ่งมีอะมิกดาลินและสามารถปล่อยไซยาไนด์ออกมาได้ หน่วยงานความปลอดภัยอาหารยุโรปรายงานว่าเคยเกิดภาวะเป็นพิษ รวมถึงกรณีเสียชีวิตจากการรับประทานอัลมอนด์ขมและผลิตภัณฑ์อะมิกดาลิน
อัลมอนด์ขมต่างจากอัลมอนด์หวานที่ขายเป็นของว่างทั่วไป จึงไม่ควรซื้อเมล็ดที่ไม่ทราบชนิดหรือแหล่งที่มามารับประทานเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเป็นเมล็ดธรรมชาติหรืออาหารทางเลือก แต่ไม่มีฉลากและมาตรฐานรับรองชัดเจน
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ “ดิบ” ในร้าน ไม่ได้ดิบจากต้นจริงๆ
เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีเปลือกที่ประกอบด้วยสารระคายเคืองในกลุ่มเดียวกับที่พบในพืชอย่างพอยซันไอวี เม็ดที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ว่า “ดิบ” หรือ “ไม่อบ” โดยทั่วไปจึงผ่านขั้นตอนให้ความร้อนหรือแยกเปลือกอย่างเหมาะสมมาแล้ว เพียงไม่ได้คั่วจนมีสีและกลิ่นแบบถั่วอบ
ผู้บริโภคไม่ควรเก็บเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากต้นมาแกะหรือรับประทานเองโดยไม่มีความรู้ เพราะน้ำมันจากเปลือกอาจทำให้ผิวหนังและเยื่อบุเกิดการระคายเคือง ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีฉลาก แหล่งที่มา และบรรจุภัณฑ์ชัดเจน
3. ถั่วอบเกลือและเมล็ดพืชปรุงรสเค็มจัด
ถั่วอบเกลือ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง และเมล็ดแตงโมปรุงรสสามารถให้โซเดียมสูงกว่าถั่วธรรมชาติอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีผงปรุงรสเคลือบอยู่ทั่วเมล็ด เมื่อกินเพลินทั้งถุง ปริมาณโซเดียมที่ได้รับอาจเพิ่มขึ้นโดยไม่ทันสังเกต
ผลกระทบที่มีหลักฐานชัดเจนจากการบริโภคโซเดียมมากเกินไปคือความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือไม่เกินประมาณ 5 กรัม
ส่วนคำกล่าวที่ว่าเกลือจากถั่วทำให้ตับอักเสบหรือตับแข็งโดยตรงนั้นยังเป็นการเหมารวมเกินหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคตับแข็งที่มีภาวะบวมน้ำหรือน้ำในช่องท้องอาจได้รับคำแนะนำให้จำกัดโซเดียม เพราะเกลือทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
ทางเลือกที่เหมาะกว่าคือถั่วอบไม่ใส่เกลือ หรือผลิตภัณฑ์โซเดียมต่ำ พร้อมอ่านฉลากเปรียบเทียบปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขต่อถุง เพราะหนึ่งบรรจุภัณฑ์อาจแบ่งเป็นหลายหน่วยบริโภค
4. ถั่วทอด เคลือบน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือช็อกโกแลต
ถั่วลิสงทอดกรอบ เม็ดมะม่วงหิมพานต์เคลือบน้ำผึ้ง อัลมอนด์เคลือบน้ำตาล และถั่วเคลือบช็อกโกแลตยังคงมีสารอาหารบางส่วนจากถั่ว แต่คุณค่าด้านสุขภาพอาจถูกกลบด้วยพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมที่เติมเข้ามา
ถั่วเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงอยู่แล้ว เมื่อผ่านการทอดหรือเคลือบน้ำตาลจึงยิ่งกินเกินความต้องการได้ง่าย การได้รับพลังงานมากเกินไปอย่างต่อเนื่องทำให้น้ำหนักเพิ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของภาวะไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม
สถาบันโรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร และโรคไตแห่งชาติสหรัฐฯ แนะนำให้จำกัดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวสูง รวมถึงควบคุมปริมาณอาหารและรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันและดูแลภาวะไขมันพอกตับ
ไม่ได้หมายความว่าถั่วเคลือบน้ำผึ้งหรือถั่วทอดจะทำให้เกิดโรคตับทันทีหลังรับประทาน แต่หากกินเป็นของว่างประจำในปริมาณมาก พร้อมกับได้รับพลังงานเกินและไม่ค่อยออกกำลังกาย ความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันพอกตับย่อมเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมสะสม
ถั่วงอกหรือถั่วที่เริ่มงอก ไม่ได้แปลว่ามีอะฟลาทอกซินเสมอไป
อีกประเด็นที่มักเข้าใจผิดกันคือ เมล็ดที่งอกไม่ได้สร้างอะฟลาทอกซินขึ้นมาโดยอัตโนมัติ การงอกและการขึ้นราเป็นคนละกระบวนการกัน จึงไม่ควรเหมารวมว่าถั่วหรือเมล็ดที่งอกแล้วจะเป็นพิษต่อตับทุกชนิด
อย่างไรก็ตาม การเพาะถั่วงอกต้องอาศัยสภาพอุ่นและชื้น ซึ่งเป็นสภาวะที่แบคทีเรียอย่างซัลโมเนลลา ลิสทีเรีย และอีโคไลเจริญเติบโตได้ดี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ จึงเตือนว่าถั่วงอกดิบหรือปรุงไม่สุกอาจก่อให้เกิดโรคจากอาหาร โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
หากเป็นถั่วที่เก็บไว้แล้วงอกเองในถุง พร้อมกลิ่นอับ ความชื้น จุดรา หรือสีผิดปกติ ควรทิ้ง แต่หากเป็นถั่วงอกที่ผลิตเพื่อรับประทาน ควรเลือกแหล่งที่สะอาด เก็บในตู้เย็น และปรุงให้สุกเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค
กินถั่วอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ไม่เพิ่มภาระสุขภาพ?
- เลือกสูตรไม่ใส่เกลือและไม่เติมน้ำตาล เพื่อลดโซเดียมและพลังงานส่วนเกิน
- ควบคุมปริมาณประมาณหนึ่งกำมือเล็ก หรือราว 28 กรัมต่อครั้ง เพราะถั่วให้พลังงานค่อนข้างสูง
- ตรวจกลิ่น สี และสภาพก่อนกิน หากเหม็นอับ เหม็นหืน มีจุดรา หรือรสผิดปกติให้ทิ้ง
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและแหล่งผลิตชัดเจน ไม่ซื้อเมล็ดแปลกชนิดหรือสินค้าที่แบ่งขายโดยไม่ทราบที่มา
- เก็บในภาชนะปิดสนิท ให้พ้นจากแสงแดด ความร้อน และความชื้น
- อ่านข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยแพ้ถั่ว เพราะอาการแพ้อาจรุนแรงถึงขั้นหายใจลำบากได้
คนกลุ่มไหนต้องระวังเป็นพิเศษ?
ผู้ที่แพ้ถั่วต้องหลีกเลี่ยงถั่วชนิดที่ก่ออาการและพกยาฉุกเฉินตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคตับที่มีภาวะคั่งน้ำ ควรเลือกสูตรไม่เติมเกลือและปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเรื่องปริมาณที่เหมาะสม
ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักหรือมีไขมันพอกตับยังสามารถกินถั่วได้ แต่ควรนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานทั้งวัน ไม่ควรกินเพิ่มจากมื้ออาหารตามปกติทั้งถุง เพราะแม้เป็นไขมันที่มีคุณภาพดี แต่พลังงานส่วนเกินก็ยังทำให้น้ำหนักเพิ่มได้
สรุป ถั่วไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ต้องเลือกให้เป็น
ถั่วธรรมชาติที่สดใหม่และรับประทานในปริมาณพอเหมาะยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆ คือถั่วขึ้นรา เหม็นอับ เหม็นหืน หรือเมล็ดที่ไม่ทราบชนิดและไม่ผ่านกระบวนการอย่างปลอดภัย ส่วนถั่วเค็มจัด ถั่วทอด และถั่วเคลือบน้ำตาลควรจำกัดปริมาณ ไม่จำเป็นต้องงดโดยสิ้นเชิงในคนสุขภาพปกติ
หลักง่ายๆ คือเลือกถั่วไม่ปรุงรส อ่านฉลาก แบ่งกินเป็นส่วนเล็ก และเก็บให้แห้งสนิท เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ได้ประโยชน์จากถั่ว โดยไม่รับโซเดียม น้ำตาล พลังงาน หรือสารปนเปื้อนเกินความจำเป็น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 24/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,500.00 | 71,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,622.00 | 70,069.52 | 72,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,159.80 | 63,062.57 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,697.60 | 56,055.62 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,079.90 | 31,531.28 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,617.70 | 24,524.33 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,789.64 | 72,610.94 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 37.69 | 37.69 | 38.19 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.32 | 37.32 | 37.82 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 32.69 | 32.69 | 32.89 | 32.69 | – | 32.69 | 32.69 | 32.69 | 32.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.63 | 28.63 | – | – | – | – | – | – | 28.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 46.68 | – | – | 49.26 | – | 47.18 | 46.83 | – | 46.68 |
| ดีเซล | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 |
| ดีเซล B20 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | – | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







