สาระน่ารู้ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569

แสนสิริปักธงหัวหิน 6.3 พันล้าน รับท่องเที่ยว-เวลเนสพุ่ง

  • แสนสิริลงทุน 6.3 พันล้านบาทเปิดตัว3 โครงการคอนโดในหัวหิน ครอบคลุมทุกเซกเมนต์
  • เพื่อรองรับการเติบโตของหัวหินที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ 
  • ปัจจัยหนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และการขยายสนามบิน

นายวิสุทธิ์ จันทร์วัฒรังกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริเป็นผู้บุกเบิกและเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมตากอากาศในเมืองหัวหินมาอย่างยาวนานกว่า 38 ปี นับตั้งแต่การเปิดตัวโครงการ “บ้านไข่มุก” ในปี 2531 จนถึงปัจจุบันพัฒนาโครงการในหัวหินรวมแล้วกว่า 26 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 32,000 ล้านบาท

สำหรับทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก (Wellness & Medical Destination) ที่นับเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีและตลาดพำนักระยะยาว (Long-stay) ในปี 2026

เทรนด์นี้ได้เปลี่ยนบทบาทของหัวหิน จากเมืองพักผ่อนตากอากาศช่วงสุดสัปดาห์ (Weekend Getaway) สู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งการฟื้นฟูสุขภาพและการยืดอายุขัย” (Wellness & Longevity Capital) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับอานิสงส์ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ของภาครัฐบาล

ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์-หัวหิน ยังแข็งแกร่งด้วยยอดนักท่องเที่ยวรวมกว่า 17 ล้านคนต่อปี (ไทย 15.8 ล้านคน และต่างชาติ 1.4 ล้านคน) สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 45,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเข้าพักโรงแรม (Occupancy Rate) เฉลี่ยสูงถึง 80%

นอกจากนี้ หัวหินยังก้าวสู่การเป็นเมือง Wellness Destination เต็มรูปแบบ ด้วยการผนึกกำลังของสถานพยาบาลและรีสอร์ตสุขภาพชั้นนำระดับโลก อาทิ The Barai, Chiva-Som Hua Hin Wellness Resort, การเปิดตัวศูนย์สุขภาพระดับไฮเอนด์อย่าง CHEVALA Wellness Hua Hin ที่ให้บริการโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายแบบเฉพาะบุคคลแก่ผู้เข้าพักระยะยาว, Hua Hin Health Park ที่ประกอบด้วยศูนย์การแพทย์ครบวงจร

ทั้งหมดส่งผลต่อความต้องการคอนโดมิเนียมใกล้ศูนย์สุขภาพใหม่ในทำเลโดยรอบและติดหาด จากกลุ่มผู้รักสุขภาพและการพักผ่อนระยะยาว (Long-stay) ทั้งชาวยุโรป รัสเซีย สแกนดิเนเวีย เห็นได้จากอัตราการเช่าระยะยาว และราคาประเมินที่พุ่งสูงขึ้น 

นอกจากนี้ ตลาดอสังหาฯ หัวหินยังได้รับปัจจัยหนุนที่สำคัญจากโครงข่ายระบบคมนาคมรอบทิศทาง ทั้ง การเปิดให้บริการทางด่วน M82 (บางขุนเทียน – เอกชัย -บ้านแพ้ว) ในเดือนสิงหาคมนี้ และทางด่วนพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนกรุงเทพฯ ตะวันตก ที่เตรียมเปิดให้บริการไตรมาส 4 ที่จะช่วยร่นระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ,

รวมถึงการยกระดับ สนามบินหัวหิน (HHQ) ขยายรันเวย์และอุโมงค์ความปลอดภัยเพื่อรองรับเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินเชื่อมต่อ สิงคโปร์ ไทเป เซี่ยงไฮ้ และกัวลาลัมเปอร์,โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะทาง 421 กม. จากนครปฐม-หัวหิน-ชุมพร ที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบเรียบร้อยแล้วและสามารถลดระยะเวลาการเดินทางลงภาคใต้ได้ถึง 2 – 3 ชั่วโมง

ที่นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการเดินทางได้อย่างดี, Hua Hin Bus & Van Station หรือ “ท่ารถตู้หัวหิน สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งใหม่” ที่มาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน ครอบคลุมหลายเส้นทาง ทั้งรถตู้และมินิบัส ,การพัฒนาย่านสถานีรถไฟความเร็วสูงหัวหิน หรือ High Speed Rail (บ่อฝ้าย) ที่เชื่อมต่อระบบราง – บก – อากาศ ทำให้การเดินทางโดยรถไฟ จากกรุงเทพ – หัวหินใช้เวลาเพียง 1.5 ชั่วโมง, โครงการถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ หรือ โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) เส้นทาง 350 กม. จากเขาย้อยถึงปราณบุรี ที่เป็นการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงทัศนียภาพของโซนนี้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น เป็นต้น 

ส่ง 3 โครงการครอบคลุมทุกเซกเมนต์ 

แสนสิริตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดหัวหินและตอบรับความต้องการที่หลากหลาย เตรียมเปิดตัวและส่งมอบ 3 โครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ ไฮไลต์ในไตรมาส 4/2569 ครอบคลุมทั้ง 3 เซกเมนต์หลักอย่างลงตัว ได้แก่ 

  • HUB Hua Hin (ฮับ หัวหิน) – Affordable Segment

คอนโดมิเนียมแต่งครบพร้อมอยู่ปลายปีนี้ราคาจับต้องง่าย เริ่มต้น 1.19 ล้านบาท (เฉลี่ย ~50,000 บาท/ตร.ม.) คอนโดมิเนียมแต่งครบที่ราคาคุ้มค่าที่สุดในหัวหิน สูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 211 ยูนิต ขนาดเริ่มต้นที่ 25-40 ตร.ม. มีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ 1 ห้องนอน และ 1 ห้องนอนพร้อมห้องอเนกประสงค์ 

พร้อมโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) กว่า 7%* เจาะกลุ่ม Local Demand, คนทำงานในพื้นที่ และนักลงทุนที่มองหาราคาเข้าถึงง่าย เปิดจองวันแรก 12 – 13 กันยายนนี้ 

  • Cabanas Hua Hin (กาบานาส หัวหิน) – Inland Segment

คอนโดมิเนียมสไตล์โปรตุเกสพร้อมอยู่ แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมจากเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส หนึ่งในซีรีย์คอนโดมิเนียมตากอากาศของแสนสิริ ที่นำการออกแบบจากเมืองชายทะเลทั่วโลกมาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาโครงการ ใกล้ชายหาดเพียง 300 เมตรราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาทเฉลี่ย100,000 บาท/ตร.ม. 

คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ต สูง 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 426 ยูนิต ตกแต่งด้วยกระเบื้องอะซูเลฮู (AZULEJOS TILES) ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของโปรตุเกสในทุก Element ของโครงการ ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70% พร้อมเข้าอยู่

  • The Standard Residences, Hua Hin – Beachfront Luxury Segment

โครงการ Beachfront Branded Residence ระดับเวิลด์คลาส ภายใต้แบรนด์ The Standard แห่งแรกในเอเชีย และแห่งที่ 3 ของโลก ลักซ์ชัวรี่บีชฟร้อนท์คอนโดมิเนียมสุดชิค ริมชายหาดหัวหิน

โดดเด่นด้วยการตกแต่งและดีไซน์เต็มไปด้วยความสนุกสนาน มาพร้อมกับ Experience Facilities ที่จะมาสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อการพักผ่อนที่แตกต่าง ราคา 10.99 – 49.99 ล้านบาทเฉลี่ย 275,000 บาท/ตร.ม.

แสนสิริมั่นใจว่าการรุกตลาดหัวหินด้วย 3 โครงการที่ครอบคลุมทุกระดับราคา จะเติมเต็มดีมานต์ในแต่ละเซกต์เมนต์ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งกลุ่มที่มองหาบ้านหลังที่สอง กลุ่มคนทำงาน กลุ่มผู้รักสุขภาพ และนักลงทุน จากอานิสงส์นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่เติบโตต่อเนื่อง

รวมทั้งความเชื่อมั่นในคุณภาพ แบรนด์แสนสิริดีไซน์ที่โดดเด่นพร้อมฟังก์ชันการใช้งาน ตลอดจนบริการดูแลหลังการขายที่สร้าง Value-added ให้กับลูกค้าทั้งที่อยู่อาศัยเองและปล่อยเช่า จะส่งผลให้ทุกโครงการประสบความสำเร็จ พร้อมเตรียมเผยโฉม เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน บนทำเลสุดแรร์ ใจกลางหัวหิน ติดริมหาดหัวหินที่สวยที่สุด บนไพร์มโลเคชั่น เทียบชั้นเมืองตากอากาศระดับโลกได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คอนโดEECเริ่มฟื้นดัชนีราคาQ2ขยับ 0.5% ต้นทุนดันราคาสวนตลาด

  • ดัชนีราคาห้องชุดในพื้นที่ EEC ไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวสูงขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาด
  • ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาสูงขึ้นมาจากต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และราคาที่ดิน
  • การฟื้นตัวของราคาไม่เท่ากันในทุกจังหวัด โดยชลบุรีปรับขึ้นเล็กน้อย ระยองทรงตัว ขณะที่ฉะเชิงเทราปรับตัวลดลง
  • ผู้ประกอบการยังคงใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย เช่น การให้ของแถมและฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่ยังคงอ่อนแอ

ตลาดห้องชุดในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากดัชนีราคาปรับลดลงในไตรมาสก่อนหน้า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ดัชนีราคาห้องชุดในพื้นที่ EEC ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 103.1 จุดเพิ่มขึ้น0.5%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 102.6 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ดัชนีเพิ่มขึ้น1.2%

สะท้อนภาพตลาดที่เริ่มขยายตัว แต่ยังเป็นการฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านกำลังซื้อและต้นทุนการพัฒนาโครงการ

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาห้องชุดปรับตัวสูงขึ้นมาจาก “ต้นทุน”การก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง รวมถึงราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการ และมีส่วนทำให้ราคาขายห้องชุดมีแนวโน้มขยับตาม

ชลบุรีนำตลาด ดัชนีขยับ ขณะที่ระยองทรงตัว

เมื่อเจาะลึกเป็นรายจังหวัด พบว่าการเคลื่อนไหวของราคาห้องชุดใน EEC มีความแตกต่างกันตามสภาพตลาดของแต่ละพื้นที่ ชลบุรี ดัชนีราคาห้องชุดอยู่ที่102.9 จุดเพิ่มขึ้น0.5% YoYจากระดับ 102.4 จุดในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยของราคาห้องชุดในจังหวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำคัญของ EEC  ฃ

ด้านระยองดัชนีราคาอยู่ที่ 111.9 จุดไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนภาวะราคาที่ทรงตัว แม้ระดับดัชนียังคงสูงกว่าพื้นที่อื่นใน EEC

ขณะที่ฉะเชิงเทรา มีดัชนีราคาอยู่ที่103.8 จุดลดลง0.2% YoY จากระดับ 104.0 จุดในช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นจังหวัดเดียวใน 3 จังหวัด EEC ที่ดัชนีราคาปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ตลาดคอนโด EEC จะเริ่มกลับมาเป็นบวกในภาพรวม แต่การฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ โดยทำเลและปัจจัยเฉพาะของแต่ละจังหวัดยังมีบทบาทต่อทิศทางราคา

ผู้ประกอบการเร่งปิดการขาย

ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการยังต้องพึ่งพากลยุทธ์ส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ โดยข้อมูล REIC พบว่า โปรโมชั่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไตรมาส 2 ปี 2569 คือการให้ของแถมเพื่อสมนาคุณเช่น เครื่องปรับอากาศและเฟอร์นิเจอร์ คิดเป็น56.9%ของรายการส่งเสริมการขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 56.0%ในไตรมาสก่อนรองลงมาคือฟรีค่าใช้จ่าย ณ วันโอนกรรมสิทธิ์ คิดเป็น 27.7%เพิ่มขึ้นจาก 25.4%ในไตรมาสก่อน

สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังใช้วิธีลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนแรกของผู้ซื้อ เพื่อเร่งการตัดสินใจและผลักดันการโอนกรรมสิทธิ์ส่วนการให้ส่วนลดเงินสดมีสัดส่วน 15.4%ลดลงจาก 18.6%ในไตรมาสก่อน สะท้อนการปรับน้ำหนักของกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย จากการลดราคาตรงๆ ไปสู่การเพิ่มมูลค่าผ่านของแถมและการช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายในวันโอน

ตลาดฟื้น แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่กำลังซื้อ

การเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาห้องชุดใน EEC จึงอาจยังไม่ใช่สัญญาณของการกลับมาเติบโตอย่างเต็มรูปแบบ แต่เป็นภาพของตลาดที่เริ่มทรงตัวและฟื้นตัวอย่างระมัดระวังด้านหนึ่ง ราคาขายมีแรงหนุนจากต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่อีกด้าน ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องใช้โปรโมชั่นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเร่งระบายสต๊อกที่อยู่ระหว่างการขายสำหรับทิศทางต่อจากนี้ ตลาดคอนโดมิเนียมใน EEC จึงต้องจับตากำลังซื้อ ต้นทุนการพัฒนา และความสามารถในการดูดซับห้องชุดของแต่ละทำเล เป็นสำคัญ เพราะแม้ดัชนีราคาจะเริ่มฟื้น แต่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจะขึ้นอยู่กับว่าแรงซื้อสามารถกลับมาแข็งแกร่งเพียงใด ท่ามกลางต้นทุนอสังหาฯที่สูงขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘กูรู’ มองหุ้นญี่ปุ่นยังน่าสะสม ชู เอไอ-เซมิคอนดักเตอร์-แบงก์

  • ผู้เชี่ยวชาญแนะใช้จังหวะที่ตลาดหุ้นปรับฐานจากความกังวลเรื่องค่าเงินเยน เป็นโอกาสในการทยอยสะสม เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง
  • หุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI มีความน่าสนใจ เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI ของโลก
  • กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะผู้ผลิตวัสดุ อุปกรณ์ทดสอบ และชิ้นส่วนชิป เป็นอีกกลุ่มที่น่าลงทุนจากเทรนด์ New Economy
  • หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความน่าสนใจจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นที่สูง โดยบางบริษัทมีอัตราเงินปันผลสูงถึง 7-8%

“ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังตลาดให้น้ำหนักธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ท่ามกลางแรงกดดันจาก “เงินเยนอ่อนค่า” และ “เงินเฟ้อ” อยู่ในระดับสูง สอดรับความเคลื่อนไหว “ค่าเงิน” ยังต้องจับตาความเสี่ยงจาก Yen Carry Trade Unwind และการแทรกแซงค่าเงิน 

“สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้ตลาดคาด BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเดือนก.ย. รับแรงกดดันจากเยนอ่อนและเงินเฟ้อ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ BOJ ส่งสัญญาณคุมเข้มมาระยะหนึ่งแล้ว ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากการส่งออกและเงินเฟ้อ โดยเยนอ่อนยังเป็นบวกต่อหุ้นส่งออก ทุก ๆ เงินเยนอ่อนค่า 1% อาจหนุนกำไรตลาดหุ้นญี่ปุ่นราว 4-5%

สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แนะเน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโต AI โดยตรง เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI ของโลก แม้จะไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่โดยตรงก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มบริษัทส่งออกที่ได้รับประโยชน์เงินเยนอ่อนค่า แม้จะไม่ได้รับอานิสงส์จาก AI โดยตรง เช่น Sony และ Uniqlo ซึ่งมีรายได้จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า นอกจากนี้ Advantest และ SoftBank จัดว่าเป็นหุ้นเด่น 

“ปณตพล ตัณฑวิเชียร” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด กล่าวต่อมุมมองเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายการเงินของ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ตลาดเกิดความผันผวน ขณะที่ความเสี่ยง Yen Carry Trade รอบนี้แตกต่างจากอดีต เพราะความผันผวนเกิดขึ้นท่ามกลางเยนอ่อนค่า ทั้งนี้ ต้องจับตาส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐ-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินเยนและกระแสเงินลงทุน

นอกจากนี้ ยังมองหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวกและมีโอกาสขึ้นต่อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ New Economy ที่ได้ประโยชน์จาก AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะผู้ผลิตวัสดุ อุปกรณ์ทดสอบ และชิ้นส่วนชิป ขณะที่ Old Economy ได้แรงหนุนจากการปฏิรูปตลาดทุน กระตุ้นบริษัทเพิ่มเงินปันผลและซื้อหุ้นคืน ช่วยยกระดับผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่มีความน่าสนใจจากการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น โดยบางบริษัทมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับประมาณ 7-8%

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีนโยบายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยกำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อมุ่งพัฒนาและสร้างศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับกลยุทธ์ลงทุน มองหุ้นญี่ปุ่นเหมาะลงทุนระยะยาว แม้ระยะสั้นอาจผันผวนจากราคาหุ้นและค่าเงิน แต่พื้นฐานและผลประกอบการยังแข็งแกร่ง ขณะที่ทางการญี่ปุ่นมีแนวโน้มดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังเพื่อให้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปอย่างราบรื่น

“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หุ้นญี่ปุ่นกำลังเผชิญบททดสอบจากเงินเฟ้อและทิศทางเงินเยน โดยตลาดคาด BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. เพื่อรับมือแรงกดดันด้านราคา หากเยนอ่อนค่ามากเกินไป ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐอาจเข้ามาดูแลเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งการแข็งค่าของเยนมีแนวโน้มกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงตามไปด้วย 

ทั้งนี้ มองว่าหากเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้นและตลาดหุ้นเผชิญแรงขาย จะถือเป็นโอกาสทยอยสะสม เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังมีความแข็งแกร่ง โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในญี่ปุ่น รวมถึงตลาดสหรัฐและไทย ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดไว้

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังอ่อนไหวต่อค่าเงิน เนื่องจากพึ่งพาส่งออกสูง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์และท่องเที่ยว ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก เช่น Tokyo Electron

ด้านกลยุทธ์ยังมองหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวก แนะใช้จังหวะตลาดปรับฐานจากความกังวลเรื่องเยนทยอยสะสม โดยให้น้ำหนัก TOPIX มากกว่า Nikkei เล็กน้อย และนักลงทุนที่ไม่ถนัดเลือกหุ้นรายตัวสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี หรือ Index Fund หรือ ETF เพื่อกระจายความเสี่ยง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผลงานกระหึ่ม! “น้องแพรว โชติกา” ลูกยางสาววัยเพียง 14 ปี จอมขุดเบอร์ 2 โลก U17

กลายเป็นที่จับตาทันทีสำหรับ “น้องแพรว” โชติกา ทองตัน นักวอลเลย์บอลสาวทีมชาติไทย ที่เดินทางเข้าแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่เมืองซานติอาโก, ประเทศชิลี รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ

โดย นักตับลูกยางสาววัยเพียงแค่ 14 ปี แต่กลับสร้างชื่อบนเวทีโลก ด้วยการเป็นเจ้าของสถิติเกมรับที่ยอดเยี่ยมถึง 2 สถิติ ประกอบด้วย จอมขุด (Best Diggers) อันดับ 2 ของโลก สถิติขุดบอลได้มากถึง 165 ครั้ง (สำเร็จ 74.32% เฉลี่ย 18.33 ครั้ง/นัด) เป็นรองเพียง อาเดรียนเซ่น ของเปรู ที่ขุดบอลได้ 166 ครั้ง

อีกหนึ่งสถิติก็คือ รับลูกเสิร์ฟยอดเยี่ยม (Best Receivers) ซึ่ง “น้องแพรว” สามารถรับบอลสำเร็จสูงถึง 55 ครั้ง รับเสียเพียง 11 ครั้ง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 25.94% มากเป็นอันดับ 4 ในทัวร์นาเมนต์นี้

ขณะที่ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ตลอดทัวร์นาเมนต์ลงแข่งขันรวมไปทั้งหมด 9 เกม ชนะ 4 และแพ้ 5 นัด จบด้วยการคว้าอันดับ 7 ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ ทำผลงานที่ดีที่สุดหลังในรายการชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี หลังเมื่อปี 2024 ที่ประเทศเปรู จบอันดับที่ 11 ของการแข่งขัน

สำหรับ “น้องแพรว” โชติกา ทองตัน เจ้าของส่วนสูง 159 เซนติเมตร ลงเล่นในตำแหน่งตัวรับอิสระ (ลิเบอโร่) ปัจจุบันสังกัด ทีมเยาวชนสโมสรวอลเลย์บอลนครนนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งสร้างนักกีฬาวอลเลย์บอลเยาวชนของไทยหลายรายมาประดับวงการลูกยางบ้านเรา

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


‘ไข้หวัดใหญ่’ ในผู้สูงวัยอันตรายกว่าที่คิด แนะเสริมเกราะป้องกันด่วน

แพทย์เตือน ! ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงวัย รุนแรงกว่าคนหนุ่มสาวหลายเท่า ชี้เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอันตราย แนะเสริมเกราะป้องกันให้เหมาะกับวัย

ภัยเงียบช่วงหน้าฝนที่น่ากังวลที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ คือ “โรคไข้หวัดใหญ่” จากสถิติในปี พ.ศ.2568 พบว่า ยอดผู้ป่วยทั่วประเทศพุ่งสูงทะลุ 1 ล้านราย โดยผู้สูงอายุเสี่ยงอาการรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมามากมาย ในขณะที่กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์ความรุนแรง ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 2 แสนราย เสียชีวิต 25 ราย(1) แพทย์เตือนเฝ้าระวังกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีโรคร่วม ชี้เป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูงสุด และมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด แนะเสริมเกราะป้องกันให้สูงกว่าระดับมาตรฐาน

ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ อุปนายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลการศึกษาในประเทศไทยพบว่า ผู้สูงอายุ คือกลุ่มที่มีอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สูงเนื่องจากไวรัสชนิดนี้ ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่อาการไข้ หรือปวดเมื่อยตามร่างกายเท่านั้น แต่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปอดอักเสบ หัวใจวาย หรือต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรัง ความเสี่ยงยิ่งทวีเป็นเท่าตัว

ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในแนวทางป้องกันที่สำคัญ และมีประสิทธิภาพ คือ ‘การรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่’ เป็นประจำทุกปี เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา วัคซีนของปีที่แล้วอาจไม่สามารถปกป้องร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในปีนี้ และร่วมกับภูมิคุ้มกันที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือ ก่อนเข้าฤดูระบาดใหญ่หรือในช่วงฤดูฝน เพื่อให้ร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของอาการ ทั้งนี้สามารถป้องกันควบคู่ไปกับการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด จะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้น

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดมาตรฐาน (standard dose) อาจกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงเท่ากับประชาชนทั่วไป เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะเกิดภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยตามวัย ส่งผลให้ตอบสนองต่อวัคซีนขนาดมาตรฐานลดน้อยลง จึงเป็นเหตุผลสำคัญของการพัฒนา ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง’ (high dose) นวัตกรรมทางการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ ซึ่งมีปริมาณสารก่อภูมิต้านทานหรือแอนติเจนสูงกว่าวัคซีนขนาดมาตรฐาน 4 เท่า เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมถอยให้สามารถสร้างการตอบสนองที่แข็งแกร่งเพียงพอ โดยผลการศึกษาทางคลินิกในกลุ่มผู้สูงอายุพบว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อได้มากกว่าวัคซีนขนาดมาตรฐานร้อยละ 24.2 (2)

นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงของการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ร้อยละ 31.9 (3) ลดความเสี่ยงการนอนโรงพยาบาลจากโรคหัวใจและหลอดเลือดร้อยละ 6.6 และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากโรคหัวใจล้มเหลวร้อยละ 21.3 มากกว่าวัคซีนขนาดมาตรฐาน(4) ซึ่งทางสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย แนะนำให้พิจารณาใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูงในผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป(5)

ผศ. นพ.สิระ กอไพศาล อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม กล่าวว่าช่วงฤดูฝนที่ไข้หวัดใหญ่ระบาดในทุกปีนั้น เชื้อไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงการติดเชื้อทางเดินหายใจธรรมดาเท่านั้น แต่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคปอดอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคร่วมเรื้อรัง ซึ่งการรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ถือเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีหลายรูปแบบตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ซึ่งร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ลดน้อยลงนั้น การปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพและช่วงวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ได้รับการป้องกับที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

โรคไข้หวัดใหญ่นั้น ไม่ควรมองข้าม ! การป้องกันล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว การดูแลสุขภาพและปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่เหมาะสม มีส่วนช่วยในการลดโอกาสการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้อย่างเห็นผล การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัว แต่ยังมีส่วนช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุขในภาพรวม ดังนั้นการตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มีสุขภาพดี ห่างไกลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตลอดฤดูระบาด

Reference

  1. รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ประเทศไทย พ.ศ. 2569 ประจำสัปดาห์ที่ 28 (5 กรกฎาคม – 11 กรกฎาคม 2569), กลุ่มพัฒนาระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาโรคติดต่อ, กองระบาดวิทยา, กรมควบคุมโรค; 2569.
  2. DiazGranados CA, Dunning AJ, Kimmel M, et al. Efficacy of high-dose versus standard-dose influenza vaccine in older adults. N Engl J Med. 2014;371(7):635-645.
  3. Johansen ND, Modin D, Pardo-Seco J, et al. Effectiveness of high-dose influenza vaccine against hospitalisations in older adults (FLUNITY-HD): an individual-level pooled analysis. Lancet. 2025;406(10518):2425-2434.
  4. Johansen ND, Modin D, Pardo-Seco J, et al. High-dose vs. standard-dose influenza vaccine and cardiovascular outcomes in older adults: the FLUNITY-HD prespecified pooled analysis. Circulation. 2026;153(11):798-806.
  5. Infectious Disease Association of Thailand. Recommended Adult and Elderly Immunization 2026. Bangkok, Thailand: Infectious Disease Association of Thailand; 2026. p. 10.

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


say tell speak talk ต่างกันอย่างไร? สรุปวิธีใช้กริยา “พูด” ให้เป๊ะ ไม่ปล่อยไก่เวลาคุยกับฝรั่ง

ในภาษาไทยเรามีคำว่า “พูด” หรือ “บอก” ที่ครอบคลุมการสื่อสารได้เกือบทุกรูปแบบครับ แต่พอต้องเปลี่ยนมาเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนถึงกับไปไม่เป็นเพราะต้องเลือกระหว่าง Say, Tell, Speak และ Talk ซึ่งทุกคำดันแปลว่า “พูด” เหมือนกันหมด! ความสงสัยที่ว่า say tell speak talk ต่างกันอย่างไร จึงเป็นหนึ่งในกำแพงด่านแรกๆ ที่คนเรียนภาษาอังกฤษต้องข้ามไปให้ได้ครับ

การเลือกใช้ผิดคำอาจจะทำให้ประโยคของคุณฟังดูแปร่งๆ หรือผิดไวยากรณ์ขั้นพื้นฐานได้ เช่น การพูดว่า “Tell to me” หรือ “I say him” ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าของภาษาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่าคุณยังไม่แม่นเรื่องโครงสร้าง วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสความต่างของกริยาทั้ง 4 คำนี้แบบจำง่าย พร้อมตัวอย่างประโยคที่คุณสามารถหยิบไปใช้ในออฟฟิศหรือการท่องเที่ยวได้ทันที รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกสับสนแน่นอนครับ!

1. การใช้ Say: “พูดว่า/กล่าวว่า” (เน้นที่ข้อความ)

กฎเหล็กของ Say คือเราจะโฟกัสที่ “สิ่งที่พูดออกมา” (The words) ครับ โดยปกติเราจะใช้โครงสร้าง Say + Something ได้เลย โดยไม่ต้องระบุว่าพูดกับใคร (หรือถ้าจะระบุคนฟัง ต้องมี ‘to’ นำหน้าเสมอ)

  • Say + Something: She said goodbye and left. (เธอกล่าวคำลาแล้วก็จากไป)
  • Say + (that) + Clause: He says that he is busy. (เขาบอกว่าเขากำลังยุ่งอยู่)
  • Say + Something + to + Someone: What did you say to him? (คุณพูดอะไรกับเขาไปน่ะ?)

2. การใช้ Tell: “บอก/แจ้ง” (เน้นที่คนรับสาร)

Tell จะต่างจาก Say ตรงที่มันโฟกัสที่ “ผู้รับสาร” (The person) ครับ โครงสร้างยอดฮิตคือ Tell + Someone + Something คือต้องมี “กรรม” ที่เป็นคนมารองรับทันที ห้ามใส่ ‘to’ คั่นกลางเด็ดขาดครับ

  • Tell + Someone: Tell me the truth. (บอกความจริงกับฉันมา)
  • Tell + Someone + to do something: My boss told me to finish the report. (เจ้านายบอกให้ฉันทำงานรายงานให้เสร็จ)
  • Tell + Someone + (that): I told her that I was sorry. (ฉันบอกเธอว่าฉันขอโทษ)

3. การใช้ Speak: “พูด/สนทนา” (เน้นความเป็นทางการหรือภาษา)

Speak ให้ความรู้สึกที่ “เป็นทางการ” (Formal) มากกว่าคำอื่นครับ เรามักใช้ Speak ในบริบทของการพูดในที่สาธารณะ การพูดคุยที่เป็นทางการ หรือการบอกว่าเราสามารถพูด “ภาษา” อะไรได้บ้าง

  • พูดภาษา: I speak English and Thai. (ฉันพูดภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้)
  • การพูดที่เป็นทางการ: May I speak to the manager, please? (ขอเรียนสายผู้จัดการหน่อยได้ไหมครับ?)
  • การพูดฝ่ายเดียว (บรรยาย): He will speak at the conference tomorrow. (เขาจะขึ้นพูดในงานประชุมวันพรุ่งนี้)

4. การใช้ Talk: “คุย/สนทนา” (เน้นความเป็นกันเอง)

Talk จะคล้ายกับ Speak แต่จะให้ความรู้สึก “เป็นกันเอง” (Informal) และเน้นว่ามีการ “โต้ตอบ” กันระหว่างคนสองคนขึ้นไป (Conversation) เหมือนการนั่งคุยสัพเพเหระหรือปรึกษาหารือทั่วไปครับ

  • Talk + to/with: I was talking to my friend for an hour. (ฉันนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ตั้งชั่วโมงแน่ะ)
  • Talk + about: We are talking about the new movie. (พวกเรากำลังคุยกันเรื่องหนังใหม่)

ตารางเปรียบเทียบ: สรุปความต่าง Say, Tell, Speak และ Talk (The Communication Matrix)

เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางวิเคราะห์โครงสร้างและบริบทนี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำก่อนเริ่มบทสนทนาครับ

คำกริยา (Verb)ความหมายหลัก (Main Meaning)โครงสร้างที่พบบ่อย (Typical Structure)ระดับความเป็นทางการ (Formality)
Sayกล่าวว่า / พูดว่าSay + Something (to someone)ทั่วไป
Tellบอก / แจ้งให้ทราบTell + Someone + Somethingทั่วไป / ให้ข้อมูล
Speakพูด (ใช้กับภาษา/พิธีการ)Speak + to/with someoneเป็นทางการ (Formal)
Talkคุย / สนทนาโต้ตอบTalk + to/with someoneเป็นกันเอง (Informal)

จุดที่คนไทยมักพลาด: “Tell to me” และ “Talk languages”

นี่คือจุดที่ผมอยากเตือนไว้ให้ระวังเป็นพิเศษครับ:

  •  ห้ามใช้: Tell to me. (ผิดกฎ เพราะ Tell ไม่ต้องการ to) =>  ต้องใช้: Tell me.
  •  ห้ามใช้: I talk English. (ผิดบริบท) =>  ต้องใช้: I speak English. (ภาษาต้องใช้คู่กับ Speak เสมอครับ)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. “Tell a story” กับ “Say a story” อันไหนถูก?

ต้องใช้ Tell a story ครับ! เพราะเป็นการเล่าข้อมูลหรือเรื่องราวให้ผู้อื่นฟัง เช่นเดียวกับคำว่า tell a lie (โกหก), tell a joke (เล่นมุก), หรือ tell the truth (บอกความจริง) ครับ

2. ในที่ทำงานควรใช้ Speak หรือ Talk มากกว่ากัน?

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ ถ้าคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงานตอนพักเที่ยงใช้ Talk ได้เลย แต่ถ้าเป็นการคุยกับเจ้านายที่เป็นทางการ หรือขอโทรหาลูกค้าเพื่อปรึกษาเรื่องสัญญา ควรใช้ Speak จะดูเป็นมืออาชีพกว่าครับ

3. “Speak with” กับ “Speak to” ต่างกันไหม?

ความหมายเหมือนกันเป๊ะครับ เพียงแต่ Speak to จะเป็นที่นิยมในฝั่งอเมริกา (American English) มากกว่า ส่วน Speak with จะให้ความรู้สึกว่าเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันสองฝ่ายครับ

4. ใช้ “Say” กับการสั่งงานได้ไหม?

ไม่แนะนำครับ ถ้าเป็นการสั่งงานหรือบอกให้ใครทำอะไร ควรใช้ Tell + someone + to do… จะชัดเจนที่สุดครับ เช่น “My boss told me to fix the bug.”

5. “It goes without saying” แปลว่าอะไร เห็นในข่าวบ่อยๆ?

เป็นสำนวนครับ แปลว่า “ชัดเจนอยู่แล้ว/ไม่ต้องบอกก็รู้” เช่น “It goes without saying that health is important.” (เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าสุขภาพนั้นสำคัญ)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


AI กำลังเปลี่ยนสนามรบ จากการสู้ด้วยกำลัง สู่การชนะด้วยข้อมูล

  • AI มีบทบาทสำคัญในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหลายแหล่ง ทำให้กองทัพสามารถตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์ในสนามรบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบไร้คนขับและโดรน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่ต้องใช้กำลังพล
  • รูปแบบของสงครามเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านจำนวนอาวุธและกำลังพล ไปสู่การชิงความได้เปรียบด้านความสามารถในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และตัดสินใจได้เร็วกว่า

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังมีบทบาทมากขึ้นในสงครามสมัยใหม่ โดยเฉพาะการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ทำให้ความได้เปรียบในสนามรบไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนกำลังพลหรืออาวุธเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้รับรู้สถานการณ์และตอบสนองได้รวดเร็วกว่าเดิม

AI เร่งวงจรตัดสินใจ

บทบาทสำคัญของ AI คือการช่วยประมวลผลข้อมูลจากหลายแหล่ง ซึ่งในสนามรบมีข้อมูลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งจากระบบตรวจการณ์ เซนเซอร์ อากาศยานไร้คนขับ และระบบข่าวกรอง การนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ทำให้สามารถคัดกรองข้อมูลและประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น

จากเดิมที่การตัดสินใจต้องอาศัยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยมนุษย์เป็นหลัก เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการดังกล่าว ส่งผลต่อความเร็วในการวางแผนและปฏิบัติการทางทหาร

โดรน-ระบบไร้คนขับมีบทบาทมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง AI ถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบไร้คนขับและระบบอาวุธ เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อสถานการณ์ เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้การปฏิบัติภารกิจบางประเภทไม่จำเป็นต้องส่งกำลังพลเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง

แนวโน้มนี้ทำให้ระบบไร้คนขับมีความสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารมากขึ้น และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำสงครามจากเดิม

การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่อาวุธเพียงอย่างเดียว

DTI มองว่า การพัฒนา AI ทำให้รูปแบบการแข่งขันทางทหารเปลี่ยนไป เพราะประเทศที่มีความสามารถด้านข้อมูล ซอฟต์แวร์ ระบบประมวลผล และระบบอัตโนมัติ สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเสริมศักยภาพของยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ได้

ผลที่ตามมาคืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังขยับจากการพัฒนาอาวุธแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดย AI จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทั้งงานข่าวกรอง การวางแผน การบัญชาการ และการปฏิบัติการ

เปิดโจทย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สำหรับภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เทคโนโลยีอย่าง AI ระบบไร้คนขับ เซนเซอร์ และระบบประมวลผลข้อมูล กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในอนาคต

สนามรบยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครมีอาวุธมากกว่า แต่เป็นการแข่งขันว่าใครสามารถรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจได้เร็วกว่า ขณะที่ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนสมการดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ดื่มชาเขียวให้ได้ประโยชน์ ดื่มแบบไหนดี? 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนชงดื่ม

ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่มีสารกลุ่ม คาเทชิน (Catechins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีคาเฟอีนในปริมาณหนึ่ง งานวิจัยพบว่าการดื่มชาเขียวอาจมีประโยชน์ต่อปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพบางอย่าง เช่น ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมและ LDL ได้เล็กน้อย แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าชาเขียวสามารถป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจได้โดยตรง

หากอยากดื่มชาเขียวให้เหมาะกับสุขภาพ มีเรื่องสำคัญที่ควรรู้ดังนี้

5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนชงชาเขียวดื่ม

1. เลือกชาเขียวที่ไม่เติมน้ำตาล

หากดื่มเพื่อสุขภาพ ชาเขียวชงไม่หวานเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปที่เติมน้ำตาล เพราะการเติมน้ำตาลมากทำให้เครื่องดื่มมีพลังงานและน้ำตาลเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

ดังนั้น หากเลือกได้ ควรดูฉลากโภชนาการและปริมาณน้ำตาลก่อนซื้อชาเขียวพร้อมดื่ม

2. ชงดื่มเองได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชงให้เข้มมาก

ชาเขียวมีสารคาเทชิน เช่น EGCG แต่ปริมาณสารที่ได้รับขึ้นอยู่กับชนิดของชา ปริมาณใบชา อุณหภูมิน้ำ และระยะเวลาในการชง

การชงเองช่วยให้ควบคุมความเข้มข้นและปริมาณน้ำตาลได้ง่ายกว่า แต่ไม่จำเป็นต้องชงชาให้เข้มจัดเพื่อหวังว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะหลักฐานยังไม่ได้กำหนดว่าการดื่มชาเขียวที่เข้มมากจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่าอย่างชัดเจน

3. ดื่มพร้อมอาหารอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช

สารโพลีฟีนอลในชาอาจลดการดูดซึม ธาตุเหล็กชนิด non-heme ซึ่งพบมากในอาหารจากพืชได้

คนทั่วไปที่รับประทานอาหารหลากหลายไม่จำเป็นต้องกังวลมาก แต่ผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กหรือมีความเสี่ยงขาดธาตุเหล็ก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาพร้อมมื้ออาหารเป็นประจำ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกี่ยวกับการจัดมื้ออาหารให้เหมาะสม

4. ชาเขียวมีคาเฟอีน จึงควรคำนึงถึงปริมาณที่ดื่ม

ชาเขียวมีคาเฟอีน แต่โดยทั่วไปไม่ได้มีมากกว่ากาแฟ โดยปริมาณจริงขึ้นอยู่กับชนิดและวิธีชง

หากดื่มชาเขียวแล้วมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ หรือไวต่อคาเฟอีน ควรลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยงการดื่มใกล้เวลานอน

5. ชาเขียวแบบเครื่องดื่มกับสารสกัดชาเขียวไม่เหมือนกัน

การดื่มชาเขียวในรูปแบบเครื่องดื่มโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่เมื่อบริโภคในปริมาณเหมาะสม แต่ สารสกัดชาเขียวแบบเข้มข้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีข้อควรระวังมากกว่า

มีรายงานพบภาวะตับบาดเจ็บที่พบไม่บ่อยในผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเขียว โดยเฉพาะในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล ดังนั้นไม่ควรคิดว่า “สารสกัดเข้มข้น” จะดีกว่าการดื่มชาเขียวทั่วไปเสมอไป

นอกจากนี้ ชาเขียวและสารสกัดชาเขียวอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด หากรับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเขียว

สรุป

ชาเขียวสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะ ชาเขียวไม่หวาน ซึ่งให้สารคาเทชินและมีคาเฟอีนในระดับหนึ่ง งานวิจัยพบประโยชน์บางด้าน เช่น การลดคอเลสเตอรอลได้เล็กน้อย แต่ยังไม่ควรกล่าวว่าชาเขียวสามารถป้องกันหรือรักษามะเร็งและโรคหัวใจได้

สำหรับการดื่มในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญกว่าการพยายามชงให้เข้มที่สุด คือเลือกชาไม่หวาน ดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และระวังเรื่องคาเฟอีน รวมถึงแยกความแตกต่างระหว่าง “ชาเขียวที่ดื่มเป็นเครื่องดื่ม” กับ “สารสกัดชาเขียวเข้มข้น”

คำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับชาเขียว

ชาเขียวมีประโยชน์อะไร?
ชาเขียวมีสารคาเทชินและโพลีฟีนอล งานวิจัยพบว่าอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมและ LDL ได้เล็กน้อย แต่หลักฐานด้านการป้องกันโรคเรื้อรังหลายเรื่องยังไม่ชัดเจน

ดื่มชาเขียวทุกวันได้ไหม?
สำหรับผู้ใหญ่ การดื่มชาเขียวในรูปแบบเครื่องดื่มโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยเมื่อดื่มในปริมาณเหมาะสม แต่ควรคำนึงถึงคาเฟอีนและน้ำตาล โดยเฉพาะชาเขียวพร้อมดื่ม

ชาเขียวช่วยป้องกันมะเร็งได้ไหม?
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการดื่มชาเขียวสามารถป้องกันมะเร็งได้โดยตรง ผลการศึกษาที่มีอยู่ยังไม่สอดคล้องกัน

ชาเขียวกับกาแฟ อะไรมีคาเฟอีนมากกว่ากัน?
โดยทั่วไปกาแฟมีคาเฟอีนมากกว่าชาเขียวต่อหนึ่งถ้วย แต่ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และวิธีชง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 18/8/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a68,550.0068,750.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,431.0067,173.9669,550.00
ทองรูปพรรณ 90%3,987.9060,456.56n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,544.8053,739.17n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,993.9530,228.28n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,550.8523,510.89n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,591.7169,610.32n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 18/8/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9536.8436.8437.3436.8436.8436.8436.8436.8436.84
แก๊สโซฮอล์ 9136.4736.4736.9736.4736.4736.4736.4736.4736.47
แก๊สโซฮอล์ E2031.8431.8432.0431.8431.8431.8431.8431.84
แก๊สโซฮอล์ E8527.7827.7827.78
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2949.8447.79
เบนซิน 9545.8349.2646.3345.9845.83
ดีเซล37.5437.5437.5437.5437.5437.5437.5437.5437.54
ดีเซล B2032.5432.5432.5432.5432.5432.5432.5432.54
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า