เศรษฐกิจซบ กำลังซื้ออ่อนแรง แต่กำไรไม่ตก เฟรเซอร์สฯ ทำได้อย่างไร

- เฟรเซอร์สฯ ใช้กลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio กระจายความเสี่ยงผ่านธุรกิจอสังหาฯ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย, อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม
- สร้างสมดุลรายได้ด้วย 6 แกนธุรกิจ ที่มีทั้งรายได้จากการขายจากบ้าน, คอนโด และรายได้ประจำจากค่าเช่าโรงงาน, คลังสินค้า, อาคารสำนักงานพยุงผลประกอบการในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
- ธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เติบโตโดดเด่น จากการเป็นผู้ให้บริการครบวงจรที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ
- มีความได้เปรียบจากการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลก และมีพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียมในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่มีผู้เล่นรายหนึ่งที่ยังรักษาผลประกอบการได้อย่างแข็งแกร่ง นั่นคือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ปีงบการเงิน 2568 บริษัทมีรายได้ 14,686 ล้านบาท และกำไร 1,455 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แม้อยู่ในช่วงที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทาย คำถามคือ อะไรทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายนี้ยังเติบโตได้ ท่ามกลางคลื่นเศรษฐกิจที่ถาโถม?
จากผู้พัฒนาโครงการสู่อสังหาฯครบวงจร
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการรวมกิจการกับโกลเด้นแลนด์ในปี 2562 ดีลนี้ไม่ได้เพิ่มเพียงขนาดธุรกิจ แต่ทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรแห่งแรกของไทย ที่มีสินทรัพย์กระจายอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ที่อยู่อาศัย (Residential)
- อุตสาหกรรม (Industrial)
- พาณิชยกรรมและมิกซ์ยูส (Commercial Mixed-Use)
โครงสร้างดังกล่าวทำให้บริษัทไม่ได้พึ่งพารายได้จากตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดีกว่าผู้ประกอบการที่มีธุรกิจอยู่เพียงเซกเมนต์เดียวนี่คือหัวใจของกลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio ที่บริษัทใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในระยะยาว
6 เครื่องยนต์ธุรกิจช่วยกระจายความเสี่ยง
เมื่อเจาะลึกลงไป เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย วางโครงสร้างธุรกิจไว้ถึง 6 แกนหลักฝั่งรายได้จากการขาย ประกอบด้วย
- บ้านแนวราบ
- คอนโดมิเนียม
ส่วนฝั่งรายได้ประจำ ประกอบด้วย
- อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์
- นิคมอุตสาหกรรม
- อาคารสำนักงานและโรงแรม
- รีเทล
การมีทั้งรายได้แบบขายครั้งเดียว และรายได้ประจำ ทำให้บริษัทมีสมดุลทางธุรกิจมากขึ้นในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว รายได้จากโรงงาน คลังสินค้า หรืออาคารสำนักงาน สามารถเข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการได้ขณะที่เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ธุรกิจที่อยู่อาศัยก็จะกลับมาเป็นแรงส่งสำคัญอีกครั้ง
อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ดาวเด่น
หนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ปัจจุบันประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียน รวมถึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เฟรเซอร์สฯ จึงวางตัวเองเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่จัดหาที่ดิน พัฒนาโรงงาน ไปจนถึงคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้านวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยได้ครบในจุดเดียวและกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่สุดของการเติบโตในระยะต่อไป
เมื่อทำเล CBD กลายเป็นข้อได้เปรียบ
อีกหนึ่งจุดแข็ง คือ พอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียมในย่านศูนย์กลางธุรกิจบริษัทมีโครงการมิกซ์ยูสและอาคารสำนักงานสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น One Bangkok, The PARQ, Park Ventures, Sathorn Square, FYI Center, Samyan Mitrtown และ Silom Edge
จุดเด่นของโมเดลมิกซ์ยูส คือ การผสานพื้นที่ทำงาน พื้นที่ค้าปลีก และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันยิ่งมีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ก็ยิ่งสร้างทราฟฟิกและมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งระบบนิเวศทางธุรกิจของโครงการ
เครือข่ายระดับโลก แต้มต่อที่คู่แข่ง
สิ่งที่ทำให้เฟรเซอร์สฯ แตกต่างจากผู้เล่นหลายรายในตลาด คือ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีเครือข่ายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ออสเตรเลีย และยุโรป
ข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเงินทุน
แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และฐานลูกค้าระดับนานาชาติ ที่สามารถเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่ต้องการขยายธุรกิจในหลายประเทศพร้อมกันเฟรเซอร์สฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่ในประเทศไทย แต่กำลังก้าวสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระดับภูมิภาค
เป้าหมายปี 2569 โตต่อสวนเศรษฐกิจ
แม้เศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมมากกว่า 15,000 ล้านบาทในปี 2569แผนสำคัญประกอบด้วย
- ขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจาก 3.8 ล้านตารางเมตร เป็น 4 ล้านตารางเมตร
- ขยายนิคมอุตสาหกรรม ARAYA – The Eastern Gateway จาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่
- เตรียมพัฒนาเพิ่มเติมอีก 2,200 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี
- เดินหน้าพอร์ต Commercial Mixed-Use ที่มีพื้นที่รวมกว่า 1.8 ล้านตารางเมตร
- เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทไม่ได้รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อนจึงค่อยลงทุน แต่กำลังใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคตในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญความท้าทาย ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจต้องพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นหลัก
แต่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เลือกสร้าง “ความแข็งแกร่งจากความหลากหลาย”ผ่านกลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio ที่กระจายความเสี่ยงไปยังหลายธุรกิจ หลายแหล่งรายได้ และหลายกลุ่มลูกค้าจนทำให้บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการได้ แม้เศรษฐกิจจะผันผวนและนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมเฟรเซอร์สฯ จึงยังสามารถเดินหน้าเติบโตได้ ในวันที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญคลื่นลมเศรษฐกิจลูกใหญ่
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อสังหาฯ EEC เปิดโครงการใหม่ลด 45% ยอดโอนโตต่อรับมาตรการรัฐ

- ไตรมาส 1 ปี 2569 การเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในพื้นที่ EEC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนหน่วยลดลงถึง 45.5% สะท้อนความระมัดระวังของผู้ประกอบการ
- ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยกลับเติบโตขึ้น 11.6% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง
- อุปทานใหม่กระจุกตัวในที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งยังมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 5.1% สวนทางกับคอนโดมิเนียมที่ไม่มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างใหม่เลย
ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 กำลังสะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ยังไม่สมดุล เมื่อฝั่งผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังการลงทุนและการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้นจากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้ตัวเลขอุปสงค์และอุปทานเคลื่อนไหวไปคนละทิศทาง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า ภาพรวมตลาดยังเผชิญภาวะชะลอตัวด้านอุปทาน โดยจำนวนโครงการและจำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความระมัดระวังของผู้พัฒนาโครงการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
อุปทานชะลอ ผู้ประกอบการยังระวังลงทุน
ในช่วง 3 เดือนแรกของปี มีโครงการที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินเพียง 21 โครงการ รวม 1,433 หน่วย ลดลง 30% ในแง่จำนวนโครงการ และลดลง 45.5% ในแง่จำนวนหน่วย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 30 โครงการ จำนวน 2,629 หน่วย
จังหวัดชลบุรียังคงเป็นพื้นที่หลักของการพัฒนาโครงการใหม่ โดยมีใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด 844 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 59% ของทั้งพื้นที่ EEC แม้จะลดลงร้อยละ 36 จากปีก่อน รองลงมาคือจังหวัดระยอง 323 หน่วย ลดลง 66.5% และจังหวัดฉะเชิงเทรา 266 หน่วย ลดลง 23.3%
ก่อสร้างแนวราบยังเดินหน้า แต่คอนโดใหม่หายไป
แม้การจัดสรรที่ดินจะหดตัว แต่ข้อมูลการออกใบอนุญาตก่อสร้างกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป โดยในไตรมาสแรกมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยรวม 6,116 หน่วย เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ขณะที่ไม่พบการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดแม้แต่โครงการเดียว
ชลบุรียังครองอันดับหนึ่งด้านการก่อสร้างใหม่ด้วยจำนวน 3,398 หน่วย หรือคิดเป็นกว่าครึ่งของทั้งพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้น 3.6% รองลงมาคือระยอง 1,729 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.2% และฉะเชิงเทรา 989 หน่วย เพิ่มขึ้น 18.9% โดยบ้านเดี่ยวยังคงเป็นประเภทที่อยู่อาศัยหลักที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดในทุกจังหวัด
การหายไปของการก่อสร้างคอนโดมิเนียมใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของผู้ประกอบการต่อกำลังซื้อในตลาดอาคารชุด ขณะที่ตลาดบ้านแนวราบยังได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนใน EEC
ยอดโอนฟื้นชัด รับแรงหนุนมาตรการรัฐ
ด้านอุปสงค์กลับส่งสัญญาณเชิงบวกชัดเจน โดยไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวม 10,644 หน่วย มูลค่า 25,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% ในด้านจำนวนหน่วย และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดมาจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์กำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ทุกระดับราคา ซึ่งช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อและการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้บริโภค
เมื่อจำแนกรายจังหวัด พบว่า ชลบุรียังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ EEC โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ 7,078 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.9% คิดเป็นมูลค่า 17,418 ล้านบาท แม้มูลค่าจะลดลงเล็กน้อย 0.2% จากปีก่อนก็ตาม โดยในจำนวนนี้มีการโอนคอนโดมิเนียมสูงถึง 2,959 หน่วย มูลค่า 6,595 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของชลบุรีในฐานะตลาดที่อยู่อาศัยและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก
ส่วนจังหวัดระยองมีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยจำนวนการโอนเพิ่มขึ้น 24% สู่ระดับ 2,691 หน่วย และมูลค่าเพิ่มขึ้น 25.2% เป็น 5,745 ล้านบาท ขณะที่ฉะเชิงเทรามีการโอน 875 หน่วย มูลค่า 1,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% และ 19% ตามลำดับ
ทิศทางครึ่งปีหลังขึ้นกับมาตรการและการลงทุน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ EEC ในช่วงต้นปี 2569 กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการยังคงใช้ความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่และควบคุมอุปทานเข้าสู่ตลาด ขณะที่กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐและความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC
ในระยะต่อจากนี้ ทิศทางตลาดจะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนภาครัฐ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และความสามารถในการดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่พื้นที่ EEC ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยภาคตะวันออกในช่วงครึ่งปีหลังอย่างมีนัยสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ดอลลาร์ทยอยรีบาวด์

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์
- การอ่อนค่าเป็นผลมาจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทยอยแข็งค่าขึ้น (รีบาวด์)
- ปัจจัยที่หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่ามาจากความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.42 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการทยอยอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (และมีส่วนหนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนพฤษภาคม ของสหรัฐฯ ออกมา +4.1%y/y ตามคาด (ขณะที่ โมเมนตัมรายเดือน +0.4%m/m น้อยกว่าคาดเล็กน้อย) เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE +3.4%y/y ตามคาด (+0.3%m/m ตามคาด) ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 35% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลง และเงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังเงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Apple -6.1% เผชิญแรงขายต่อเนื่อง อีกทั้ง ราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จากรายงานข่าวเรือขนส่งสินค้าถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบ Hormuz
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทยังไม่หมดไป แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ปรับลดมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการประเมินของเราต่อรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการเห็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่มักจะรายงานในช่วงกลางเดือน ก่อน (อาจจะ 2 ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI) จึงจะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในระยะข้างหน้า หากตลาดเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม พร้อมกดดันเงินบาทรวมถึง ราคาทองคำ ดังจะเห็นได้จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ที่มีข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้าแถวช่องแคบ Hormuz ได้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท
ทั้งนี้ เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นชัดเจน จนเร่งการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ (เช่น ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง) การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ เรามองว่า แม้รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่ง ดีกว่าคาด จะช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้น Semiconductor ทว่า แรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ยังคงมีอยู่ และอาจกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินได้ในช่วงระยะสั้น ทำให้ เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ในช่วงตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ในกรณีนี้ เรามองว่า หากแรงเทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก กลับมาอีกครั้ง และรุนแรงมาก อาจต้องจับตาทั้ง การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงเทขายเพิ่มเติมเช่นกัน รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่แม้จะถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว และแรง ได้ไม่ยาก
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Semiconductor อย่าง Micron +15.7% หลัง Micron รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาด กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ข่าวการปรับเพิ่มราคาสินค้าของ Apple -6.1% จากต้นทุน RAM ที่สูงขึ้นมาก ตามกระแส AI Boom ได้สร้างแรงกดดันต่อ Apple และบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังได้กดดันบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.01% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.46%
ฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.80% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +2.6% ตอบรับผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการเติบโตที่สดใสของหุ้นกลุ่ม Semiconductor นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้อานิสงส์เพิ่มเติมจากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย และยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับ 4.40% แม้จะมีจังหวะปรับตัวลดลง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้างของผู้เล่นในตลาด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ชะลอการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบอนด์ยีลด์ ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กอปรกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้น หลังมีข่าวเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีแถวช่องแคบ Hormuz ได้ช่วยพยุงและหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อยสู่โซน 101.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.3-101.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด หนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง (และหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบ) ได้กดดันและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดสถิติพบกัน ทีมชาติญี่ปุ่น VS ทีมชาติบราซิล ก่อนดวล ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีม

เปิดสถิติพบกัน 5 นัดหลังสุด ทีมชาติญี่ปุ่น VS ทีมชาติบราซิล ก่อนดวลเดือด ลูกหนังโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย วันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 00:00 น.
2025 ญี่ปุ่น 3-2 บราซิล (Kirin Challenge Cup)
2022 ญี่ปุ่น 0-1 บราซิล (Kirin Challenge Cup)
2017 ญี่ปุ่น 1-3 บราซิล (International Friendly)
2014 ญี่ปุ่น 0-4 บราซิล (International Friendly)
2013 บราซิล 3-0 ญี่ปุ่น (FIFA Confederations Cup)
สำหรับทีมชาติญี่ปุ่น ผ่านเข้ารอบมาในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่มเอฟ ส่วน ทีมชาติบราซิล แชมป์กลุ่มซี

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th
แรงบีบมือบอกอายุยืน? งานวิจัยเผย ยิ่งกำได้แน่น ยิ่งสุขภาพดีกว่า

- แรงบีบมือเป็นตัวชี้วัดสุขภาพโดยรวมและอายุขัยที่สำคัญ โดยสะท้อนความแข็งแรงของระบบต่างๆ ในร่างกาย ไม่ใช่แค่กำลังของมือเท่านั้น
- งานวิจัยพบว่าแรงบีบมือสามารถทำนายความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคต่างๆ ได้แม่นยำกว่าค่าความดันโลหิต
- ผู้ที่มีแรงบีบมือแข็งแรงมักมี “อายุชีวภาพ” (Biological Age) ที่อ่อนกว่าวัยจริง และมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม ภาวะสมองเสื่อม และโรคซึมเศร้าต่ำกว่า
- การเพิ่มแรงบีบมือให้ได้ผลดีที่สุดคือการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านทั่วร่างกายควบคู่กับการบริโภคโปรตีนให้เพียงพอ ไม่ใช่แค่การบริหารมืออย่างเดียว
หลายคนให้ความสำคัญกับตัวเลขบนตาชั่ง ระดับไขมันในร่างกาย หรือค่าความดันโลหิต เพื่อประเมินสุขภาพของตัวเอง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์กลับเริ่มหันมาสนใจตัวชี้วัดที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ “แรงบีบมือ” (Grip Strength)
แม้จะเป็นเพียงการออกแรงกำมือไม่กี่วินาที แต่ความแข็งแรงของแรงบีบมือสามารถสะท้อนความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ความพิการ การเสื่อมของสมอง และแม้กระทั่งโอกาสในการมีอายุยืนได้อย่างน่าทึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับเรียกแรงบีบมือว่าเป็น “สัญญาณชีพเชิงการทำงาน” (Functional Vital Sign) เพราะเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนการทำงานร่วมกันของหลายระบบในร่างกาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด ไปจนถึงกระบวนการชราภาพ
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า เหตุใดการกำมือจึงสามารถสะท้อนสุขภาพโดยรวมและโอกาสในการมีอายุยืน พร้อมวิธีเพิ่มแรงบีบมือและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดีในระยะยาว
แรงบีบมือไม่ได้วัดแค่กำลังมือ แต่สะท้อนสุขภาพทั้งร่างกาย
แรงบีบมือวัดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hand Dynamometer ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที โดยผู้ทดสอบออกแรงบีบให้มากที่สุด ก่อนนำค่าที่ได้ไปประเมินร่วมกับอายุและเพศ
แม้จะดูเหมือนเป็นการวัดกำลังของมือเพียงอย่างเดียว แต่เบื้องหลังการกำมือหนึ่งครั้งนั้น ร่างกายต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และระบบประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อหลายพันหน่วยพร้อมกัน
พีต โรห์เลเดอร์ (Pete Rohleder) นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวจาก Kansas State University กล่าวว่า แรงบีบมือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาวที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะสะท้อนผลรวมของการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การฟื้นฟูร่างกาย และพฤติกรรมสุขภาพที่สะสมมาตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้นหรือขาดการเคลื่อนไหว มวลกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงและถูกแทนที่ด้วยไขมัน เกิดเป็นภาวะ Sarcopenia หรือภาวะกล้ามเนื้อพร่อง ซึ่งส่งผลให้แรงบีบมือลดลงตามไปด้วย
อาร์เดชีร์ ฮัชมิ (Ardeshir Hashmi) ผู้อำนวยการ Center for Geriatric Medicine แห่ง Cleveland Clinic ระบุว่า แรงบีบมือจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของคุณภาพกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะบริเวณมือเท่านั้น
นอกจากนี้ กล้ามเนื้อยังต้องพึ่งพาการไหลเวียนเลือด การส่งออกซิเจน และความไวต่ออินซูลินที่ดี จึงทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับสุขภาพของระบบเผาผลาญและระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย
แรงบีบมือทำนายความเสี่ยงเสียชีวิตได้ดีกว่าความดันโลหิต
หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดคือโครงการ Prospective Urban Rural Epidemiology (PURE Study) ซึ่งติดตามประชากรมากกว่า 140,000 คน ใน 17 ประเทศ
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ รวมถึงโรคหัวใจและมะเร็งสูงกว่า และที่น่าสนใจคือ แรงบีบมือสามารถทำนายความเสี่ยงดังกล่าวได้แม่นยำกว่าค่าความดันโลหิตเสียอีก
นักวิจัยอธิบายว่า แรงบีบมือสะท้อนสุขภาพของหลอดเลือด ระบบประสาทอัตโนมัติ สมรรถภาพหัวใจและปอด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน การอักเสบในร่างกาย และการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ดาร์ริล ลีออง (Darryl Leong) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แรงบีบมือเปรียบเสมือน “ผลรวมของสุขภาพ” เพราะได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรม การออกกำลังกาย โรคประจำตัว และวิถีชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างจากค่าดัชนีมวลกายหรือความดันโลหิตที่สะท้อนเพียงบางด้านของสุขภาพ
แรงบีบมือยังบอก “อายุชีวภาพ” ของร่างกายได้
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับ “อายุชีวภาพ” (Biological Age) มากกว่าอายุจริงเพราะสะท้อนระดับความเสื่อมของร่างกายได้แม่นยำกว่า
งานวิจัยในปี 2023 พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีแนวโน้มที่จะมี DNA Methylation Age หรืออายุชีวภาพสูงกว่าอายุจริง ขณะที่ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมักมีอายุชีวภาพต่ำกว่า
มาร์ก ปีเตอร์สัน (Mark Peterson) รองศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจาก University of Michigan กล่าวว่า คนที่แข็งแรงกว่ามักมีร่างกายที่แก่ช้ากว่าในระดับชีววิทยา สะท้อนว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการชะลอวัย
อีกเหตุผลที่ทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับอายุยืน คือความสามารถในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย
กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญ สนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายรับมือกับความเครียดทางสรีรวิทยาได้ดีขึ้น
หากเส้นเอ็น ข้อต่อ และกล้ามเนื้อเริ่มเสื่อมจนแรงบีบมือลดลง ก็อาจสะท้อนภาวะเปราะบาง ที่ทำให้ร่างกายมีความสามารถในการรับมือกับโรคลดลงตามไปด้วย
มือแข็งแรง ชีวิตก็อิสระมากขึ้น
แรงบีบมือยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ
งานวิจัยพบว่า ผู้ที่แรงบีบมือน้อยมีความเสี่ยงหกล้ม กระดูกหัก และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลสูงขึ้น เนื่องจากมักมีความหนาแน่นของกระดูกต่ำและสมรรถภาพร่างกายโดยรวมลดลง
ขณะเดียวกัน ผู้ที่แรงบีบมืออ่อนแอมักเดินช้าลง ขึ้นลงบันไดลำบาก และทำกิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ยาก ส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตนเองเร็วกว่าปกติ
สุขภาพสมองก็เชื่อมโยงกับแรงบีบมือ
งานวิจัยที่ติดตามผู้ใหญ่มากกว่า 40,000 คน พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมือแข็งแรงมักมีโครงสร้างสมองที่ดีกว่า และมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลต่ำกว่า
นักวิจัยจึงมองว่า แรงบีบมือที่ลดลงอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของภาวะเปราะบางที่เร่งการเสื่อมของสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในผู้ที่เริ่มมีปัญหาด้านการรับรู้
อยากมีแรงบีบมือดี ต้องฝึกทั้งร่างกาย ไม่ใช่แค่กำลูกบอล
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การบีบลูกบอลยางหรืออุปกรณ์บริหารมือเป็นประจำสามารถช่วยเพิ่มแรงบีบมือได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “ความสม่ำเสมอ” อย่างไรก็ตาม การฝึกเฉพาะมือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะแรงบีบมือเป็นเพียงตัวแทนของความแข็งแรงทั้งร่างกาย
แนวทางที่ได้ผลดีที่สุดคือ การออกกำลังกายแบบแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนัก ดึง แบก ถือ หรือฝึกการทรงตัว ซึ่งช่วยพัฒนากล้ามเนื้อของแขน ขา แกนกลางลำตัว และระบบหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมกัน
ด้านโภชนาการก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน งานวิจัยจำนวนมากพบว่า การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอช่วยซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ ส่งผลให้แรงบีบมือดีขึ้นในระยะยาว
ในชีวิตประจำวัน การถือถุงของแทนการใช้รถเข็น ยกสัมภาระแทนการลาก หรือทำงานบ้านและทำสวน ล้วนเป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยสร้าง “ความแข็งแรงที่ใช้งานได้จริง”
ทุกวันนี้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับ Healthy Longevity มากขึ้น การมีชีวิตยืนยาวไม่ได้วัดจากรูปร่างผอมเพรียวหรือกล้ามเนื้อที่สวยงามเท่านั้น แต่คือการรักษาความแข็งแรงของร่างกายเอาไว้ให้นานที่สุด การกำมือได้อย่างมั่นคงในวันนี้ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่า ร่างกายของเรายังมีศักยภาพที่จะเคลื่อนไหว ฟื้นตัว และใช้ชีวิตอย่างอิสระไปได้อีกหลายสิบปี
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ฝึกเขียน Essay ภาษาอังกฤษด้วยตัวเองจากการสรุปข่าว ทางลัดอัปคะแนน TOEIC Writing ให้ได้เต็ม 200

ทำไมการฝึกเขียน Essay ถึงสำคัญมาก
ในปัจจุบันองค์กรชั้นนำและสายการบินระดับโลกเริ่มปรับเกณฑ์การคัดเลือกใหม่ โดยให้น้ำหนักกับคะแนน TOEIC Writing มากขึ้นเพื่อวัดความสามารถในการสื่อสารที่แท้จริงประกอบกับเทรนด์การทำงานแบบ Hybrid Work ที่ต้องพึ่งพาการเขียนอีเมลและรายงานเป็นหลักทำให้ทักษะการเรียบเรียง Essay กลายเป็นดัชนีชี้วัดความมืออาชีพและเป็นตัวตัดสินฐานเงินเดือนในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน
แนะนำแหล่งข่าวภาษาอังกฤษ สำหรับฝึกขียน Essay
Business News
การติดตามข่าวจาก สำนักข่าว Reuters, Bloomberg หรือ The Economist คือกุญแจสำคัญในการฝึกเขียน Essay แนวธุรกิจ เพราะคุณจะได้เห็นการเลือกใช้ศัพท์ระดับสูงและโครงสร้างประโยคเชิงวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ซึ่งตรงกับเกณฑ์การให้คะแนนของ TOEIC Writing ที่เน้นการสื่อสารในบริบทการทำงานที่เป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ
Global Trends
แหล่งข่าวอย่าง BBC World News หรือ CNN มักนำเสนอประเด็นความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น นวัตกรรม AI, การทำงานทางไกล (Remote Work) หรือเศรษฐกิจดิจิทัล การฝึกสรุปเนื้อหาจากการ อ่านข่าวภาษาอังกฤษ จากเทรนด์เหล่านี้จะช่วยให้คุณมี “วัตถุดิบ” ในการยกตัวอย่างประกอบใน Essay ได้อย่างทันสมัย ช่วยให้งานเขียนของคุณดูมีวิสัยทัศน์และมีน้ำหนักในการให้เหตุผลสนับสนุนมากขึ้น
Social Issues
การอ่านบทความวิพากษ์สังคมจาก The Guardian หรือ The New York Times จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับการใช้ภาษาเชิงโต้แย้ง (Argumentative Language) และการแสดงทัศนคติอย่างเป็นระบบซึ่งจำเป็นมากสำหรับข้อสอบ Opinion Essay โดยคุณจะได้รับรู้ถึงวิธีการเชื่อมโยงประเด็นทางสังคมเข้ากับเหตุผลเชิงตรรกะเพื่อโน้มน้าวใจผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล
5 ขั้นตอนฝึกเขียน Essay ด้วยตัวเอง
1.ฝึก Brainstorm ไอเดียแบบ Speed Test
ฝึกวางโครงสร้าง Intro, Body และ Conclusion ภายใน 3-5 นาทีแรกให้ได้ โดยเน้นการจัดลำดับความคิดให้เป็นระเบียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นหลักได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาวกวน
2.สะสมชุดคำศัพท์ Business & Opinion
ใช้คำศัพท์ระดับทางการ เช่น การใช้ “Furthermore” แทน “And” หรือ “In my perspective” แทน “I think” การจดบันทึกสำลักคำศัพท์จากข่าวมาประยุกต์ใช้จะช่วยอัปเกรดให้ Essay ของคุณดูมีความเป็นมืออาชีพและน่าประทับใจยิ่งขึ้น
3.ฝึกเขียนให้ได้ 300+ คำ
มาตรฐานของ Essay ที่ดีและครอบคลุมเนื้อหาในระดับคะแนนสูงควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 300 คำ การฝึกเขียนเป็นประจำจะช่วยให้คุณมีทักษะในการขยายความและการยกตัวอย่างประกอบที่ชัดเจน จนสามารถเขียนให้ถึงเป้าหมายได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
4.ใช้ AI เป็นโค้ชช่วยตรวจทานและปรับสำนวน
ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีครูส่วนตัวเพียงแค่ใช้เครื่องมือ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แกรมม่าและขอคำแนะนำในการปรับสำนวน (Paraphrasing) ให้ดูสละสลวยขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองแบบ Real-time และเรียนรู้โครงสร้างประโยคที่ถูกต้องไปในตัว
5.แก้ไขจุดพลาดบ่อย
การเขียนที่ดีเกิดจากการขัดเกลาซ้ำๆ คุณควรนำ Essay ที่ AI ตรวจแล้วกลับมาเขียนใหม่โดยพยายามไม่ให้ผิดพลาดในจุดเดิมอีก โดยเฉพาะเรื่อง Subject-Verb Agreement หรือการใช้ Tense ให้ถูกบริบท ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เข้าสอบมักจะถูกหักคะแนนโดยไม่รู้ตัว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการฝึกเขียน Essay และ TOEIC Writing
ถ้าแกรมม่าไม่เป๊ะ จะเขียน Essay ให้ได้คะแนนสูงได้ไหม?
แกรมม่าที่ถูกต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การสื่อสารที่ชัดเจนและการตอบโจทย์ให้ครบทุกประเด็นมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากคุณสามารถเรียบเรียงความคิดให้เป็นตรรกะและใช้คำศัพท์ได้เหมาะสมกับบริบท แม้จะมีจุดผิดเล็กน้อยก็ยังมีโอกาสคว้าคะแนนสูงได้
ความแตกต่างระหว่าง Essay ทั่วไป กับ Essay ในข้อสอบ TOEIC
Essay ทั่วไปอาจเน้นความคิดสร้างสรรค์หรือภาษาที่สวยงาม แต่ใน TOEIC Writing จะเน้นความกระชับ ตรงประเด็นและความเป็นมืออาชีพในเชิงธุรกิจเป็นหลักดังนั้นการฝึกเขียนจึงควรโฟกัสไปที่การเสนอทางออกของปัญหาหรือการแสดงทัศนคติที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ในที่ทำงาน
ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website
‘TOP’ จับมือ พพ. สานต่อโครงการโซลาร์ ‘สาธารณสุข-สถานศึกษา’ 11 แห่ง รวม 146 กิโลวัตต์

‘TOP’ ร่วมมือ พพ. สานต่อโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษา โดยในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 11 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งใหม่รวม 146 กิโลวัตต์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า TOP ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ห่างไกล พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2561 ไทยออยล์ได้ส่งต่อพลังงานทดแทนสู่สังคม ผ่านโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ
โดยนำความรู้และประสบการณ์ ของทีมวิศวกรไทยออยล์ไปสำรวจและออกแบบติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลและโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงถ่ายทอดทักษะการดูแลรักษาระบบให้กับบุคลากรในพื้นที่ รวมแล้วกว่า 24 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 492.48 กิโลวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ในปี 2569 นี้ ไทยออยล์ มีเป้าหมายที่จะขยายการติดตั้งเพิ่มอีก 11 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 146 กิโลวัตต์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดชลบุรี
การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ พพ. ในวันนี้ สะท้อนถึงการผสานพลังและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขยายผลและยกระดับการเข้าถึงพลังงานทดแทน ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างยั่งยืนร่วมกัน
“ไทยออยล์ ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการลด การชดเชย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ” นายพงษ์พันธุ์กล่าว

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า TOP และ พพ. จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการดูแลรักษาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เบื้องต้นให้กับบุคลากรในพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลการบริหารจัดการพลังงานที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
โดยกรอบความร่วมมือนี้จะครอบคลุมการคัดเลือกโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข และโรงเรียนของรัฐที่มีความจำเป็น โดย พพ. จะสนับสนุนด้านวิชาการ ข้อมูลพื้นฐาน และหลักเกณฑ์ทางวิศวกรรม ขณะที่ไทยออยล์จะเสริมทัพด้านทรัพยากร เทคโนโลยี และการออกแบบติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย พร้อมถ่ายทอดทักษะการดูแลรักษาระบบให้กับบุคลากรและชุมชนในพื้นที่
ไทยออยล์ และ พพ. เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในครั้งนี้ จะเป็นโมเดลต้นแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นแบบอย่างความร่วมมือที่ดีต่อไปในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค? ตัวช่วยธรรมชาติของคนเสี่ยงเกาต์

นอกจากการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว การเลือกรับประทานผักก็เป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจึงมัดรวมคำตอบของคำถามยอดฮิต “กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค” กับ 5 ผักพิวรีนต่ำและมีฤทธิ์ช่วยขับกรดยูริกอย่างสะดวกและรวดเร็วมาฝาก
5 ผักลดกรดยูริค พิวรีนต่ำ
1. แตงกวา
แตงกวาเป็นหนึ่งในคำตอบแรกๆ ของคำถามที่ว่ากินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค เพราะแตงกวามีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงมากถึง 95% และมีพิวรีนต่ำมาก การทานแตงกวาจะช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะตามธรรมชาติ ช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและเร่งขับกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม
2. กะหล่ำปลี
กะหล่ำปลีเป็นผักใบเขียว-ขาวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง วิตามินซีสูง และที่สำคัญคือมีปริมาณพิวรีนที่ต่ำมาก การรับประทานกะหล่ำปลี (แนะนำให้ทานแบบสุกหรือลวก) จะช่วยบาลานซ์ระบบขับถ่ายและไม่สร้างภาระให้ไตในการย่อยสลายสารพิวรีนเพิ่มขึ้น
3. ฟักเขียว
ฟักเขียวมีสรรพคุณทางยาจีนคือมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และเด่นมากในเรื่องของการขับปัสสาวะ เมนูต้มจืดฟักร้อนๆ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย ทำให้กรดยูริกในกระแสเลือดเจือจางลง และถูกขับออกทางปัสสาวะได้ง่ายยิ่งขึ้น
4. มะเขือเทศ
มะเขือเทศมีคุณสมบัติพิเศษคือช่วยลดความเป็นกรดในกระแสเลือด และช่วยปรับสมดุลความเป็นด่างให้กับร่างกาย นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและไลโคปีน ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดและป้องกันการกำเริบของโรคเกาต์ได้
5. ขึ้นฉ่ายฝรั่ง
เซเลรีเป็นผักยอดฮิตของสายดีท็อกซ์ เนื่องจากมีสารลูทีโอลิน (Luteolin) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตกรดยูริกในร่างกาย (คล้ายกับกลไกของยาบางชนิด) และช่วยลดการอักเสบตามข้อต่อ การดื่มน้ำเซเลรีสกัดเย็นหรือนำไปผัดอาหารจะช่วยควบคุมระดับยูริกได้ดี
ผักพิวรีนสูง มีอะไรบ้าง ควรเลี่ยง
- ผักยอดอ่อน: ชะอม, กระถิน, สะตอ, หน่อไม้, ยอดมะพร้าวอ่อน
- เห็ดบางชนิด: เห็ดหอม, เห็ดฟาง (ควรจำกัดปริมาณในการทาน)
- หน่อไม้ฝรั่ง: มีพิวรีนระดับปานกลางถึงสูง หากอยู่ในช่วงข้ออักเสบกำเริบควรหลีกเลี่ยงก่อนครับ
ทิ้งท้าย กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค การหันมาเพิ่มแตงกวา ฟักเขียว เข้าไปในมื้ออาหาร ควบคู่กับการดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร จะเป็นตัวช่วยธรรมชาติที่เร่งกระบวนการขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ดีที่สุด เพื่อสุขภาพข้อต่อที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงโรคเกาต์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/6/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,200.00 | 63,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,085.00 | 61,928.60 | 64,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,676.50 | 55,735.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,268.00 | 49,542.88 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,838.25 | 27,867.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,429.75 | 21,675.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,233.16 | 64,174.71 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/6/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.05 | 38.05 | 38.55 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.68 | 37.68 | 38.18 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.05 | 33.05 | 33.55 | 33.05 | – | 33.05 | 33.05 | 33.05 | 33.05 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.99 | 28.99 | – | – | – | – | – | – | 28.99 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.64 | – | – | 53.41 | – | 48.14 | 47.79 | – | 47.64 |
| ดีเซล | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 |
| ดีเซล B20 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 54.25 | 49.84 | 54.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







