สาระน่ารู้ประจำวันที่ 26 มิถุนายน 2569

เศรษฐกิจซบ กำลังซื้ออ่อนแรง แต่กำไรไม่ตก เฟรเซอร์สฯ ทำได้อย่างไร

  • เฟรเซอร์สฯ ใช้กลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio กระจายความเสี่ยงผ่านธุรกิจอสังหาฯ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย, อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม 
  • สร้างสมดุลรายได้ด้วย 6 แกนธุรกิจ ที่มีทั้งรายได้จากการขายจากบ้าน, คอนโด และรายได้ประจำจากค่าเช่าโรงงาน, คลังสินค้า, อาคารสำนักงานพยุงผลประกอบการในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
  • ธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เติบโตโดดเด่น จากการเป็นผู้ให้บริการครบวงจรที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ
  • มีความได้เปรียบจากการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลก และมีพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียมในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่มีผู้เล่นรายหนึ่งที่ยังรักษาผลประกอบการได้อย่างแข็งแกร่ง นั่นคือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ปีงบการเงิน 2568 บริษัทมีรายได้ 14,686 ล้านบาท และกำไร 1,455 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แม้อยู่ในช่วงที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทาย คำถามคือ อะไรทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายนี้ยังเติบโตได้ ท่ามกลางคลื่นเศรษฐกิจที่ถาโถม?

จากผู้พัฒนาโครงการสู่อสังหาฯครบวงจร

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการรวมกิจการกับโกลเด้นแลนด์ในปี 2562 ดีลนี้ไม่ได้เพิ่มเพียงขนาดธุรกิจ แต่ทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรแห่งแรกของไทย ที่มีสินทรัพย์กระจายอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  •  ที่อยู่อาศัย (Residential)
  •  อุตสาหกรรม (Industrial)
  •  พาณิชยกรรมและมิกซ์ยูส (Commercial Mixed-Use)

โครงสร้างดังกล่าวทำให้บริษัทไม่ได้พึ่งพารายได้จากตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดีกว่าผู้ประกอบการที่มีธุรกิจอยู่เพียงเซกเมนต์เดียวนี่คือหัวใจของกลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio ที่บริษัทใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในระยะยาว

6 เครื่องยนต์ธุรกิจช่วยกระจายความเสี่ยง

เมื่อเจาะลึกลงไป เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย วางโครงสร้างธุรกิจไว้ถึง 6 แกนหลักฝั่งรายได้จากการขาย ประกอบด้วย

  •  บ้านแนวราบ
  •  คอนโดมิเนียม

ส่วนฝั่งรายได้ประจำ ประกอบด้วย

  •  อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์
  •  นิคมอุตสาหกรรม
  •  อาคารสำนักงานและโรงแรม
  •  รีเทล

การมีทั้งรายได้แบบขายครั้งเดียว และรายได้ประจำ ทำให้บริษัทมีสมดุลทางธุรกิจมากขึ้นในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว รายได้จากโรงงาน คลังสินค้า หรืออาคารสำนักงาน สามารถเข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการได้ขณะที่เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ธุรกิจที่อยู่อาศัยก็จะกลับมาเป็นแรงส่งสำคัญอีกครั้ง

อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ดาวเด่น

หนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ปัจจุบันประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียน รวมถึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เฟรเซอร์สฯ จึงวางตัวเองเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่จัดหาที่ดิน พัฒนาโรงงาน ไปจนถึงคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้านวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยได้ครบในจุดเดียวและกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่สุดของการเติบโตในระยะต่อไป

เมื่อทำเล CBD กลายเป็นข้อได้เปรียบ

อีกหนึ่งจุดแข็ง คือ พอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียมในย่านศูนย์กลางธุรกิจบริษัทมีโครงการมิกซ์ยูสและอาคารสำนักงานสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น One Bangkok, The PARQ, Park Ventures, Sathorn Square, FYI Center, Samyan Mitrtown และ Silom Edge

จุดเด่นของโมเดลมิกซ์ยูส คือ การผสานพื้นที่ทำงาน พื้นที่ค้าปลีก และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันยิ่งมีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ก็ยิ่งสร้างทราฟฟิกและมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งระบบนิเวศทางธุรกิจของโครงการ

เครือข่ายระดับโลก แต้มต่อที่คู่แข่ง

สิ่งที่ทำให้เฟรเซอร์สฯ แตกต่างจากผู้เล่นหลายรายในตลาด คือ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีเครือข่ายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ออสเตรเลีย และยุโรป

ข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเงินทุน

แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และฐานลูกค้าระดับนานาชาติ ที่สามารถเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่ต้องการขยายธุรกิจในหลายประเทศพร้อมกันเฟรเซอร์สฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่ในประเทศไทย แต่กำลังก้าวสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระดับภูมิภาค

เป้าหมายปี 2569 โตต่อสวนเศรษฐกิจ

แม้เศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมมากกว่า 15,000 ล้านบาทในปี 2569แผนสำคัญประกอบด้วย

  •  ขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจาก 3.8 ล้านตารางเมตร เป็น 4 ล้านตารางเมตร
  •  ขยายนิคมอุตสาหกรรม ARAYA – The Eastern Gateway จาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่
  •  เตรียมพัฒนาเพิ่มเติมอีก 2,200 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี
  •  เดินหน้าพอร์ต Commercial Mixed-Use ที่มีพื้นที่รวมกว่า 1.8 ล้านตารางเมตร
  •  เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทไม่ได้รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อนจึงค่อยลงทุน แต่กำลังใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคตในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญความท้าทาย ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจต้องพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นหลัก

แต่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เลือกสร้าง “ความแข็งแกร่งจากความหลากหลาย”ผ่านกลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio ที่กระจายความเสี่ยงไปยังหลายธุรกิจ หลายแหล่งรายได้ และหลายกลุ่มลูกค้าจนทำให้บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการได้ แม้เศรษฐกิจจะผันผวนและนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมเฟรเซอร์สฯ จึงยังสามารถเดินหน้าเติบโตได้ ในวันที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญคลื่นลมเศรษฐกิจลูกใหญ่

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


อสังหาฯ EEC เปิดโครงการใหม่ลด 45% ยอดโอนโตต่อรับมาตรการรัฐ

  • ไตรมาส 1 ปี 2569 การเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในพื้นที่ EEC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนหน่วยลดลงถึง 45.5% สะท้อนความระมัดระวังของผู้ประกอบการ
  • ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยกลับเติบโตขึ้น 11.6% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง
  • อุปทานใหม่กระจุกตัวในที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งยังมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 5.1% สวนทางกับคอนโดมิเนียมที่ไม่มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างใหม่เลย

ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 กำลังสะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ยังไม่สมดุล เมื่อฝั่งผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังการลงทุนและการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้นจากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้ตัวเลขอุปสงค์และอุปทานเคลื่อนไหวไปคนละทิศทาง

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า ภาพรวมตลาดยังเผชิญภาวะชะลอตัวด้านอุปทาน โดยจำนวนโครงการและจำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความระมัดระวังของผู้พัฒนาโครงการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

อุปทานชะลอ ผู้ประกอบการยังระวังลงทุน

ในช่วง 3 เดือนแรกของปี มีโครงการที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินเพียง 21 โครงการ รวม 1,433 หน่วย ลดลง 30% ในแง่จำนวนโครงการ และลดลง 45.5% ในแง่จำนวนหน่วย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 30 โครงการ จำนวน 2,629 หน่วย

จังหวัดชลบุรียังคงเป็นพื้นที่หลักของการพัฒนาโครงการใหม่ โดยมีใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด 844 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 59% ของทั้งพื้นที่ EEC แม้จะลดลงร้อยละ 36 จากปีก่อน รองลงมาคือจังหวัดระยอง 323 หน่วย ลดลง 66.5% และจังหวัดฉะเชิงเทรา 266 หน่วย ลดลง 23.3%

ก่อสร้างแนวราบยังเดินหน้า แต่คอนโดใหม่หายไป

แม้การจัดสรรที่ดินจะหดตัว แต่ข้อมูลการออกใบอนุญาตก่อสร้างกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป โดยในไตรมาสแรกมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยรวม 6,116 หน่วย เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ขณะที่ไม่พบการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดแม้แต่โครงการเดียว

ชลบุรียังครองอันดับหนึ่งด้านการก่อสร้างใหม่ด้วยจำนวน 3,398 หน่วย หรือคิดเป็นกว่าครึ่งของทั้งพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้น 3.6% รองลงมาคือระยอง 1,729 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.2% และฉะเชิงเทรา 989 หน่วย เพิ่มขึ้น 18.9% โดยบ้านเดี่ยวยังคงเป็นประเภทที่อยู่อาศัยหลักที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดในทุกจังหวัด

การหายไปของการก่อสร้างคอนโดมิเนียมใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของผู้ประกอบการต่อกำลังซื้อในตลาดอาคารชุด ขณะที่ตลาดบ้านแนวราบยังได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนใน EEC

ยอดโอนฟื้นชัด รับแรงหนุนมาตรการรัฐ

ด้านอุปสงค์กลับส่งสัญญาณเชิงบวกชัดเจน โดยไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวม 10,644 หน่วย มูลค่า 25,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% ในด้านจำนวนหน่วย และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดมาจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์กำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ทุกระดับราคา ซึ่งช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อและการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้บริโภค

เมื่อจำแนกรายจังหวัด พบว่า ชลบุรียังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ EEC โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ 7,078 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.9% คิดเป็นมูลค่า 17,418 ล้านบาท แม้มูลค่าจะลดลงเล็กน้อย 0.2% จากปีก่อนก็ตาม โดยในจำนวนนี้มีการโอนคอนโดมิเนียมสูงถึง 2,959 หน่วย มูลค่า 6,595 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของชลบุรีในฐานะตลาดที่อยู่อาศัยและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก

ส่วนจังหวัดระยองมีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยจำนวนการโอนเพิ่มขึ้น 24% สู่ระดับ 2,691 หน่วย และมูลค่าเพิ่มขึ้น 25.2% เป็น 5,745 ล้านบาท ขณะที่ฉะเชิงเทรามีการโอน 875 หน่วย มูลค่า 1,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% และ 19% ตามลำดับ

ทิศทางครึ่งปีหลังขึ้นกับมาตรการและการลงทุน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ EEC ในช่วงต้นปี 2569 กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการยังคงใช้ความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่และควบคุมอุปทานเข้าสู่ตลาด ขณะที่กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐและความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC

ในระยะต่อจากนี้ ทิศทางตลาดจะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนภาครัฐ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และความสามารถในการดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่พื้นที่ EEC ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยภาคตะวันออกในช่วงครึ่งปีหลังอย่างมีนัยสำคัญ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ดอลลาร์ทยอยรีบาวด์

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์
  • การอ่อนค่าเป็นผลมาจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทยอยแข็งค่าขึ้น (รีบาวด์)
  • ปัจจัยที่หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่ามาจากความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.42 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการทยอยอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (และมีส่วนหนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนพฤษภาคม ของสหรัฐฯ ออกมา +4.1%y/y ตามคาด (ขณะที่ โมเมนตัมรายเดือน +0.4%m/m น้อยกว่าคาดเล็กน้อย) เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE +3.4%y/y ตามคาด (+0.3%m/m ตามคาด) ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 35% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลง และเงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังเงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Apple -6.1% เผชิญแรงขายต่อเนื่อง อีกทั้ง ราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จากรายงานข่าวเรือขนส่งสินค้าถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบ Hormuz 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทยังไม่หมดไป แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ปรับลดมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการประเมินของเราต่อรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการเห็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่มักจะรายงานในช่วงกลางเดือน ก่อน (อาจจะ 2 ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI) จึงจะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในระยะข้างหน้า หากตลาดเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม พร้อมกดดันเงินบาทรวมถึง ราคาทองคำ ดังจะเห็นได้จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ที่มีข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้าแถวช่องแคบ Hormuz ได้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท

ทั้งนี้ เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นชัดเจน จนเร่งการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ (เช่น ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง) การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ 

นอกจากนี้ เรามองว่า แม้รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่ง ดีกว่าคาด จะช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้น Semiconductor ทว่า แรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ยังคงมีอยู่ และอาจกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินได้ในช่วงระยะสั้น ทำให้ เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ในช่วงตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ในกรณีนี้ เรามองว่า หากแรงเทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก กลับมาอีกครั้ง และรุนแรงมาก อาจต้องจับตาทั้ง การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงเทขายเพิ่มเติมเช่นกัน รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่แม้จะถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว และแรง ได้ไม่ยาก 

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้) 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Semiconductor อย่าง Micron +15.7% หลัง Micron รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาด กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ข่าวการปรับเพิ่มราคาสินค้าของ Apple -6.1% จากต้นทุน RAM ที่สูงขึ้นมาก ตามกระแส AI Boom ได้สร้างแรงกดดันต่อ Apple และบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังได้กดดันบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.01% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.46% 

ฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.80% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +2.6% ตอบรับผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการเติบโตที่สดใสของหุ้นกลุ่ม Semiconductor นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้อานิสงส์เพิ่มเติมจากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย และยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับ 4.40% แม้จะมีจังหวะปรับตัวลดลง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้างของผู้เล่นในตลาด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ชะลอการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบอนด์ยีลด์ ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กอปรกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้น หลังมีข่าวเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีแถวช่องแคบ Hormuz ได้ช่วยพยุงและหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อยสู่โซน 101.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.3-101.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด หนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง (และหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบ) ได้กดดันและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เปิดสถิติพบกัน ทีมชาติญี่ปุ่น VS ทีมชาติบราซิล ก่อนดวล ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีม

เปิดสถิติพบกัน 5 นัดหลังสุด ทีมชาติญี่ปุ่น  VS   ทีมชาติบราซิล ก่อนดวลเดือด ลูกหนังโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย วันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 00:00 น.

2025 ญี่ปุ่น 3-2 บราซิล (Kirin Challenge Cup)

2022 ญี่ปุ่น 0-1 บราซิล (Kirin Challenge Cup)

2017 ญี่ปุ่น 1-3 บราซิล (International Friendly)

2014 ญี่ปุ่น 0-4 บราซิล (International Friendly)

2013 บราซิล 3-0 ญี่ปุ่น (FIFA Confederations Cup)

สำหรับทีมชาติญี่ปุ่น ผ่านเข้ารอบมาในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่มเอฟ ส่วน ทีมชาติบราซิล แชมป์กลุ่มซี

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


แรงบีบมือบอกอายุยืน? งานวิจัยเผย ยิ่งกำได้แน่น ยิ่งสุขภาพดีกว่า

  • แรงบีบมือเป็นตัวชี้วัดสุขภาพโดยรวมและอายุขัยที่สำคัญ โดยสะท้อนความแข็งแรงของระบบต่างๆ ในร่างกาย ไม่ใช่แค่กำลังของมือเท่านั้น
  • งานวิจัยพบว่าแรงบีบมือสามารถทำนายความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคต่างๆ ได้แม่นยำกว่าค่าความดันโลหิต
  • ผู้ที่มีแรงบีบมือแข็งแรงมักมี “อายุชีวภาพ” (Biological Age) ที่อ่อนกว่าวัยจริง และมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม ภาวะสมองเสื่อม และโรคซึมเศร้าต่ำกว่า
  • การเพิ่มแรงบีบมือให้ได้ผลดีที่สุดคือการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านทั่วร่างกายควบคู่กับการบริโภคโปรตีนให้เพียงพอ ไม่ใช่แค่การบริหารมืออย่างเดียว

หลายคนให้ความสำคัญกับตัวเลขบนตาชั่ง ระดับไขมันในร่างกาย หรือค่าความดันโลหิต เพื่อประเมินสุขภาพของตัวเอง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์กลับเริ่มหันมาสนใจตัวชี้วัดที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ “แรงบีบมือ” (Grip Strength)

แม้จะเป็นเพียงการออกแรงกำมือไม่กี่วินาที แต่ความแข็งแรงของแรงบีบมือสามารถสะท้อนความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ความพิการ การเสื่อมของสมอง และแม้กระทั่งโอกาสในการมีอายุยืนได้อย่างน่าทึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับเรียกแรงบีบมือว่าเป็น “สัญญาณชีพเชิงการทำงาน” (Functional Vital Sign) เพราะเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนการทำงานร่วมกันของหลายระบบในร่างกาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด ไปจนถึงกระบวนการชราภาพ

‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า เหตุใดการกำมือจึงสามารถสะท้อนสุขภาพโดยรวมและโอกาสในการมีอายุยืน พร้อมวิธีเพิ่มแรงบีบมือและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดีในระยะยาว

แรงบีบมือไม่ได้วัดแค่กำลังมือ แต่สะท้อนสุขภาพทั้งร่างกาย

แรงบีบมือวัดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hand Dynamometer ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที โดยผู้ทดสอบออกแรงบีบให้มากที่สุด ก่อนนำค่าที่ได้ไปประเมินร่วมกับอายุและเพศ

แม้จะดูเหมือนเป็นการวัดกำลังของมือเพียงอย่างเดียว แต่เบื้องหลังการกำมือหนึ่งครั้งนั้น ร่างกายต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และระบบประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อหลายพันหน่วยพร้อมกัน

พีต โรห์เลเดอร์ (Pete Rohleder) นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวจาก Kansas State University กล่าวว่า แรงบีบมือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาวที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะสะท้อนผลรวมของการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การฟื้นฟูร่างกาย และพฤติกรรมสุขภาพที่สะสมมาตลอดชีวิต

ขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้นหรือขาดการเคลื่อนไหว มวลกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงและถูกแทนที่ด้วยไขมัน เกิดเป็นภาวะ Sarcopenia หรือภาวะกล้ามเนื้อพร่อง ซึ่งส่งผลให้แรงบีบมือลดลงตามไปด้วย

อาร์เดชีร์ ฮัชมิ (Ardeshir Hashmi) ผู้อำนวยการ Center for Geriatric Medicine แห่ง Cleveland Clinic ระบุว่า แรงบีบมือจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของคุณภาพกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะบริเวณมือเท่านั้น

นอกจากนี้ กล้ามเนื้อยังต้องพึ่งพาการไหลเวียนเลือด การส่งออกซิเจน และความไวต่ออินซูลินที่ดี จึงทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับสุขภาพของระบบเผาผลาญและระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

แรงบีบมือทำนายความเสี่ยงเสียชีวิตได้ดีกว่าความดันโลหิต

หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดคือโครงการ Prospective Urban Rural Epidemiology (PURE Study) ซึ่งติดตามประชากรมากกว่า 140,000 คน ใน 17 ประเทศ

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ รวมถึงโรคหัวใจและมะเร็งสูงกว่า และที่น่าสนใจคือ แรงบีบมือสามารถทำนายความเสี่ยงดังกล่าวได้แม่นยำกว่าค่าความดันโลหิตเสียอีก

นักวิจัยอธิบายว่า แรงบีบมือสะท้อนสุขภาพของหลอดเลือด ระบบประสาทอัตโนมัติ สมรรถภาพหัวใจและปอด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน การอักเสบในร่างกาย และการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด

ดาร์ริล ลีออง (Darryl Leong) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แรงบีบมือเปรียบเสมือน “ผลรวมของสุขภาพ” เพราะได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรม การออกกำลังกาย โรคประจำตัว และวิถีชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างจากค่าดัชนีมวลกายหรือความดันโลหิตที่สะท้อนเพียงบางด้านของสุขภาพ

แรงบีบมือยังบอก “อายุชีวภาพ” ของร่างกายได้

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับ “อายุชีวภาพ” (Biological Age) มากกว่าอายุจริงเพราะสะท้อนระดับความเสื่อมของร่างกายได้แม่นยำกว่า

งานวิจัยในปี 2023 พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีแนวโน้มที่จะมี DNA Methylation Age หรืออายุชีวภาพสูงกว่าอายุจริง ขณะที่ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมักมีอายุชีวภาพต่ำกว่า

มาร์ก ปีเตอร์สัน (Mark Peterson) รองศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจาก University of Michigan กล่าวว่า คนที่แข็งแรงกว่ามักมีร่างกายที่แก่ช้ากว่าในระดับชีววิทยา สะท้อนว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการชะลอวัย

อีกเหตุผลที่ทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับอายุยืน คือความสามารถในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย

กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญ สนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายรับมือกับความเครียดทางสรีรวิทยาได้ดีขึ้น

หากเส้นเอ็น ข้อต่อ และกล้ามเนื้อเริ่มเสื่อมจนแรงบีบมือลดลง ก็อาจสะท้อนภาวะเปราะบาง ที่ทำให้ร่างกายมีความสามารถในการรับมือกับโรคลดลงตามไปด้วย

มือแข็งแรง ชีวิตก็อิสระมากขึ้น

แรงบีบมือยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ

งานวิจัยพบว่า ผู้ที่แรงบีบมือน้อยมีความเสี่ยงหกล้ม กระดูกหัก และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลสูงขึ้น เนื่องจากมักมีความหนาแน่นของกระดูกต่ำและสมรรถภาพร่างกายโดยรวมลดลง

ขณะเดียวกัน ผู้ที่แรงบีบมืออ่อนแอมักเดินช้าลง ขึ้นลงบันไดลำบาก และทำกิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ยาก ส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตนเองเร็วกว่าปกติ

สุขภาพสมองก็เชื่อมโยงกับแรงบีบมือ

งานวิจัยที่ติดตามผู้ใหญ่มากกว่า 40,000 คน พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมือแข็งแรงมักมีโครงสร้างสมองที่ดีกว่า และมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลต่ำกว่า

นักวิจัยจึงมองว่า แรงบีบมือที่ลดลงอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของภาวะเปราะบางที่เร่งการเสื่อมของสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในผู้ที่เริ่มมีปัญหาด้านการรับรู้

อยากมีแรงบีบมือดี ต้องฝึกทั้งร่างกาย ไม่ใช่แค่กำลูกบอล

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การบีบลูกบอลยางหรืออุปกรณ์บริหารมือเป็นประจำสามารถช่วยเพิ่มแรงบีบมือได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “ความสม่ำเสมอ” อย่างไรก็ตาม การฝึกเฉพาะมือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะแรงบีบมือเป็นเพียงตัวแทนของความแข็งแรงทั้งร่างกาย

แนวทางที่ได้ผลดีที่สุดคือ การออกกำลังกายแบบแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนัก ดึง แบก ถือ หรือฝึกการทรงตัว ซึ่งช่วยพัฒนากล้ามเนื้อของแขน ขา แกนกลางลำตัว และระบบหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมกัน

ด้านโภชนาการก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน งานวิจัยจำนวนมากพบว่า การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอช่วยซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ ส่งผลให้แรงบีบมือดีขึ้นในระยะยาว

ในชีวิตประจำวัน การถือถุงของแทนการใช้รถเข็น ยกสัมภาระแทนการลาก หรือทำงานบ้านและทำสวน ล้วนเป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยสร้าง “ความแข็งแรงที่ใช้งานได้จริง”

ทุกวันนี้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับ Healthy Longevity มากขึ้น การมีชีวิตยืนยาวไม่ได้วัดจากรูปร่างผอมเพรียวหรือกล้ามเนื้อที่สวยงามเท่านั้น แต่คือการรักษาความแข็งแรงของร่างกายเอาไว้ให้นานที่สุด การกำมือได้อย่างมั่นคงในวันนี้ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่า ร่างกายของเรายังมีศักยภาพที่จะเคลื่อนไหว ฟื้นตัว และใช้ชีวิตอย่างอิสระไปได้อีกหลายสิบปี

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ฝึกเขียน Essay ภาษาอังกฤษด้วยตัวเองจากการสรุปข่าว ทางลัดอัปคะแนน TOEIC Writing ให้ได้เต็ม 200

ทำไมการฝึกเขียน Essay ถึงสำคัญมาก

ในปัจจุบันองค์กรชั้นนำและสายการบินระดับโลกเริ่มปรับเกณฑ์การคัดเลือกใหม่ โดยให้น้ำหนักกับคะแนน TOEIC Writing มากขึ้นเพื่อวัดความสามารถในการสื่อสารที่แท้จริงประกอบกับเทรนด์การทำงานแบบ Hybrid Work ที่ต้องพึ่งพาการเขียนอีเมลและรายงานเป็นหลักทำให้ทักษะการเรียบเรียง Essay กลายเป็นดัชนีชี้วัดความมืออาชีพและเป็นตัวตัดสินฐานเงินเดือนในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน

 แนะนำแหล่งข่าวภาษาอังกฤษ สำหรับฝึกขียน Essay

Business News

การติดตามข่าวจาก สำนักข่าว Reuters, Bloomberg หรือ The Economist คือกุญแจสำคัญในการฝึกเขียน Essay แนวธุรกิจ เพราะคุณจะได้เห็นการเลือกใช้ศัพท์ระดับสูงและโครงสร้างประโยคเชิงวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ซึ่งตรงกับเกณฑ์การให้คะแนนของ TOEIC Writing ที่เน้นการสื่อสารในบริบทการทำงานที่เป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ

 Global Trends 

แหล่งข่าวอย่าง BBC World News หรือ CNN มักนำเสนอประเด็นความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น นวัตกรรม AI, การทำงานทางไกล (Remote Work) หรือเศรษฐกิจดิจิทัล การฝึกสรุปเนื้อหาจากการ อ่านข่าวภาษาอังกฤษ จากเทรนด์เหล่านี้จะช่วยให้คุณมี “วัตถุดิบ” ในการยกตัวอย่างประกอบใน Essay ได้อย่างทันสมัย ช่วยให้งานเขียนของคุณดูมีวิสัยทัศน์และมีน้ำหนักในการให้เหตุผลสนับสนุนมากขึ้น

Social Issues

การอ่านบทความวิพากษ์สังคมจาก The Guardian หรือ The New York Times จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับการใช้ภาษาเชิงโต้แย้ง (Argumentative Language) และการแสดงทัศนคติอย่างเป็นระบบซึ่งจำเป็นมากสำหรับข้อสอบ Opinion Essay โดยคุณจะได้รับรู้ถึงวิธีการเชื่อมโยงประเด็นทางสังคมเข้ากับเหตุผลเชิงตรรกะเพื่อโน้มน้าวใจผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

5 ขั้นตอนฝึกเขียน Essay ด้วยตัวเอง

 1.ฝึก Brainstorm ไอเดียแบบ Speed Test

ฝึกวางโครงสร้าง Intro, Body และ Conclusion ภายใน 3-5 นาทีแรกให้ได้ โดยเน้นการจัดลำดับความคิดให้เป็นระเบียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นหลักได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาวกวน

2.สะสมชุดคำศัพท์ Business & Opinion

ใช้คำศัพท์ระดับทางการ เช่น การใช้ “Furthermore” แทน “And” หรือ “In my perspective” แทน “I think” การจดบันทึกสำลักคำศัพท์จากข่าวมาประยุกต์ใช้จะช่วยอัปเกรดให้ Essay ของคุณดูมีความเป็นมืออาชีพและน่าประทับใจยิ่งขึ้น

3.ฝึกเขียนให้ได้ 300+ คำ

มาตรฐานของ Essay ที่ดีและครอบคลุมเนื้อหาในระดับคะแนนสูงควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 300 คำ การฝึกเขียนเป็นประจำจะช่วยให้คุณมีทักษะในการขยายความและการยกตัวอย่างประกอบที่ชัดเจน จนสามารถเขียนให้ถึงเป้าหมายได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

4.ใช้ AI เป็นโค้ชช่วยตรวจทานและปรับสำนวน

ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีครูส่วนตัวเพียงแค่ใช้เครื่องมือ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แกรมม่าและขอคำแนะนำในการปรับสำนวน (Paraphrasing) ให้ดูสละสลวยขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองแบบ Real-time และเรียนรู้โครงสร้างประโยคที่ถูกต้องไปในตัว

5.แก้ไขจุดพลาดบ่อย

การเขียนที่ดีเกิดจากการขัดเกลาซ้ำๆ คุณควรนำ Essay ที่ AI ตรวจแล้วกลับมาเขียนใหม่โดยพยายามไม่ให้ผิดพลาดในจุดเดิมอีก โดยเฉพาะเรื่อง Subject-Verb Agreement หรือการใช้ Tense ให้ถูกบริบท ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เข้าสอบมักจะถูกหักคะแนนโดยไม่รู้ตัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการฝึกเขียน Essay และ TOEIC Writing

ถ้าแกรมม่าไม่เป๊ะ จะเขียน Essay ให้ได้คะแนนสูงได้ไหม?

แกรมม่าที่ถูกต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การสื่อสารที่ชัดเจนและการตอบโจทย์ให้ครบทุกประเด็นมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากคุณสามารถเรียบเรียงความคิดให้เป็นตรรกะและใช้คำศัพท์ได้เหมาะสมกับบริบท แม้จะมีจุดผิดเล็กน้อยก็ยังมีโอกาสคว้าคะแนนสูงได้

ความแตกต่างระหว่าง Essay ทั่วไป กับ Essay ในข้อสอบ TOEIC

Essay ทั่วไปอาจเน้นความคิดสร้างสรรค์หรือภาษาที่สวยงาม แต่ใน TOEIC Writing จะเน้นความกระชับ ตรงประเด็นและความเป็นมืออาชีพในเชิงธุรกิจเป็นหลักดังนั้นการฝึกเขียนจึงควรโฟกัสไปที่การเสนอทางออกของปัญหาหรือการแสดงทัศนคติที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ในที่ทำงาน

ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website


‘TOP’ จับมือ พพ. สานต่อโครงการโซลาร์ ‘สาธารณสุข-สถานศึกษา’ 11 แห่ง รวม 146 กิโลวัตต์

‘TOP’ ร่วมมือ พพ. สานต่อโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษา โดยในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 11 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งใหม่รวม 146 กิโลวัตต์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า TOP ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ห่างไกล พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2561 ไทยออยล์ได้ส่งต่อพลังงานทดแทนสู่สังคม ผ่านโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ

โดยนำความรู้และประสบการณ์ ของทีมวิศวกรไทยออยล์ไปสำรวจและออกแบบติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลและโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงถ่ายทอดทักษะการดูแลรักษาระบบให้กับบุคลากรในพื้นที่ รวมแล้วกว่า 24 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 492.48 กิโลวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในปี 2569 นี้ ไทยออยล์ มีเป้าหมายที่จะขยายการติดตั้งเพิ่มอีก 11 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 146 กิโลวัตต์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดชลบุรี

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ พพ. ในวันนี้ สะท้อนถึงการผสานพลังและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขยายผลและยกระดับการเข้าถึงพลังงานทดแทน ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างยั่งยืนร่วมกัน

“ไทยออยล์ ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการลด การชดเชย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ” นายพงษ์พันธุ์กล่าว

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า TOP และ พพ. จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการดูแลรักษาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เบื้องต้นให้กับบุคลากรในพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลการบริหารจัดการพลังงานที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

โดยกรอบความร่วมมือนี้จะครอบคลุมการคัดเลือกโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข และโรงเรียนของรัฐที่มีความจำเป็น โดย พพ. จะสนับสนุนด้านวิชาการ ข้อมูลพื้นฐาน และหลักเกณฑ์ทางวิศวกรรม ขณะที่ไทยออยล์จะเสริมทัพด้านทรัพยากร เทคโนโลยี และการออกแบบติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย พร้อมถ่ายทอดทักษะการดูแลรักษาระบบให้กับบุคลากรและชุมชนในพื้นที่

ไทยออยล์ และ พพ. เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในครั้งนี้ จะเป็นโมเดลต้นแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นแบบอย่างความร่วมมือที่ดีต่อไปในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค? ตัวช่วยธรรมชาติของคนเสี่ยงเกาต์

นอกจากการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว การเลือกรับประทานผักก็เป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจึงมัดรวมคำตอบของคำถามยอดฮิต “กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค” กับ 5 ผักพิวรีนต่ำและมีฤทธิ์ช่วยขับกรดยูริกอย่างสะดวกและรวดเร็วมาฝาก

5 ผักลดกรดยูริค พิวรีนต่ำ

1. แตงกวา

แตงกวาเป็นหนึ่งในคำตอบแรกๆ ของคำถามที่ว่ากินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค เพราะแตงกวามีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงมากถึง 95% และมีพิวรีนต่ำมาก การทานแตงกวาจะช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะตามธรรมชาติ ช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและเร่งขับกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม

2. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีเป็นผักใบเขียว-ขาวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง วิตามินซีสูง และที่สำคัญคือมีปริมาณพิวรีนที่ต่ำมาก การรับประทานกะหล่ำปลี (แนะนำให้ทานแบบสุกหรือลวก) จะช่วยบาลานซ์ระบบขับถ่ายและไม่สร้างภาระให้ไตในการย่อยสลายสารพิวรีนเพิ่มขึ้น

3. ฟักเขียว

ฟักเขียวมีสรรพคุณทางยาจีนคือมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และเด่นมากในเรื่องของการขับปัสสาวะ เมนูต้มจืดฟักร้อนๆ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย ทำให้กรดยูริกในกระแสเลือดเจือจางลง และถูกขับออกทางปัสสาวะได้ง่ายยิ่งขึ้น

4. มะเขือเทศ

มะเขือเทศมีคุณสมบัติพิเศษคือช่วยลดความเป็นกรดในกระแสเลือด และช่วยปรับสมดุลความเป็นด่างให้กับร่างกาย นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและไลโคปีน ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดและป้องกันการกำเริบของโรคเกาต์ได้

5. ขึ้นฉ่ายฝรั่ง

เซเลรีเป็นผักยอดฮิตของสายดีท็อกซ์ เนื่องจากมีสารลูทีโอลิน (Luteolin) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตกรดยูริกในร่างกาย (คล้ายกับกลไกของยาบางชนิด) และช่วยลดการอักเสบตามข้อต่อ การดื่มน้ำเซเลรีสกัดเย็นหรือนำไปผัดอาหารจะช่วยควบคุมระดับยูริกได้ดี

ผักพิวรีนสูง มีอะไรบ้าง ควรเลี่ยง

  • ผักยอดอ่อน: ชะอม, กระถิน, สะตอ, หน่อไม้, ยอดมะพร้าวอ่อน
  • เห็ดบางชนิด: เห็ดหอม, เห็ดฟาง (ควรจำกัดปริมาณในการทาน)
  • หน่อไม้ฝรั่ง: มีพิวรีนระดับปานกลางถึงสูง หากอยู่ในช่วงข้ออักเสบกำเริบควรหลีกเลี่ยงก่อนครับ

ทิ้งท้าย กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค การหันมาเพิ่มแตงกวา ฟักเขียว เข้าไปในมื้ออาหาร ควบคู่กับการดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร จะเป็นตัวช่วยธรรมชาติที่เร่งกระบวนการขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ดีที่สุด เพื่อสุขภาพข้อต่อที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงโรคเกาต์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/6/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a63,200.0063,400.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,085.0061,928.6064,200.00
ทองรูปพรรณ 90%3,676.5055,735.74n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,268.0049,542.88n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,838.2527,867.87n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,429.7521,675.01n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,233.1664,174.71n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/6/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9538.0538.0538.5538.0538.0538.0538.0538.0538.05
แก๊สโซฮอล์ 9137.6837.6838.1837.6837.6837.6837.6837.6837.68
แก๊สโซฮอล์ E2033.0533.0533.5533.0533.0533.0533.0533.05
แก๊สโซฮอล์ E8528.9928.9928.99
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7953.4449.8447.79
เบนซิน 9547.6453.4148.1447.7947.64
ดีเซล37.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.50
ดีเซล B2032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.50
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0554.2549.8454.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า