สาระน่ารู้ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569

ไฮสปีดสะดุด ที่ดินEECสะเทือน เก็งกำไรอ่วม เบนเข็มซบนิคมฯ-โครงข่ายถนนใหม่

  • โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินล่าช้า ส่งผลให้ราคาที่ดินในพื้นที่ EEC ที่เคยพุ่งสูงจากการเก็งกำไรเกิดภาวะชะงักงัน กระทบนักลงทุนและเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน
  • กลุ่มนักลงทุนที่เข้าซื้อที่ดินเก็งกำไรตามแนวรถไฟความเร็วสูงได้รับผลกระทบหนักจากความไม่แน่นอนของโครงการและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
  • ผู้ประกอบการเบนเข็มความสนใจจากโครงการรถไฟความเร็วสูง ไปพึ่งพาปัจจัยหนุนอื่นแทน เช่น การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนนสายใหม่

ที่ดินในพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือEEC 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เคยเป็นหนึ่งในทำเลที่ร้อนแรงที่สุดของประเทศ หลังรัฐบาลในยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จุดประกายผลักดัน ให้เป็นเมืองท่าสำคัญ ต่อจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยมีหมุดหมายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะแม่เหล็กสำคัญอย่างโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา (ไฮสปีดเทรน) ควบคู่กับการพัฒนา เมืองการบินและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การมาของโครงการดังกล่าวส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากหลักล้านบาทต่อไร่ขยับเป็นหลัก10ล้านบาทต่อไร่จากนายหน้านักเก็งกำไรปั่นราคาที่ดิน

7ปีไฮสปีดไม่คืบ-เศรษฐกิจชะลอ

 ย้อนไปก่อนหน้านี้ ตลอด 7 ปี นับตั้งแต่ กลุ่มบริษัท ซีพี (เครือเจริญโภคภัณฑ์) และพันธมิตร ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอเชีย เอราวัณ จำกัด ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุน (PPP) กับการรถไฟแห่งประเทศไทยวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ในขณะที่ต้นปี 2563 เกิดสถานการณ์โควิค เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศผันผวน และกลายเป็นจุดหักเหสำคัญ จนถึงขั้นอาจยกเลิกสัญญา รวมถึงภาคเอกชนที่รอความหวังที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เพิ่มมากขึ้นจากรถไฟความเร็วสูง และการพัฒนาที่อยู่อาศัยชานเมืองรองรับคนต่างถิ่น เดินทางเช้าไปเย็นกลับระหว่างที่อยู่อาศัยกับแหล่งงาน มีอันต้องสะดุดลง

ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศ ตลอดจนความไม่สงบในตะวันออกกลาง มีผลสำคัญต่อการลงทุนและการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ขณะนี้กำลังซื้อหายไปจากตลาดรวมถึงสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อผู้ประกอบการต่างชะลอโครงการการซื้อขายที่ดินจะลดลงตามไปด้วย

ที่ดินรอบไฮสปีดสะเทือน

นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มองว่าความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม3 สนามบิน กระทบภาคเอกชนที่รอความหวังจากความเจริญเข้าพื้นที่ ขณะเดียวกัน ประเด็นที่น่ากังวลคือ กรณีที่ดินบริเวณแนวโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ถูกเวนคืนไปแล้ว แต่โครงการยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ส่งผลให้เจ้าของที่ดินเดิมไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อีก ขณะที่การพัฒนาในพื้นที่ก็ยังไม่เกิดขึ้นตามแผน ซึ่งเป็นการรอนสิทธิ์

ข้อเสนอสำคัญคือ ภาครัฐควรพิจารณาแนวทาง รองรับผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงพิจารณาเพิ่มสิทธิในการประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้ในพื้นที่ดังกล่าวได้ก่อน และอาจจัดทำโครงการทดแทนเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนที่สูญเสียที่ดินจากการเวนคืน

ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่าพื้นที่โดยรอบจะได้รับอานิสงส์จาก พื้นที่ EEC ที่ผลักดันให้จังหวัดฉะเชิงเทรามุ่งสู่การเป็น Smart City แต่ประโยชน์ดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะบางอำเภอที่แนวรถไฟความเร็วสูงพาดผ่าน และไม่ได้กระจายตัวในวงกว้าง ขณะที่หลายพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากแนวโครงการเกินประมาณ5 กิโลเมตร ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง

ในทางกลับกัน ที่ดินที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตรรอบสถานี จะได้อานิสงส์ราคาที่ดินขยับ 40-50% ที่ 10 ล้านบาทบวก-ลบ ซึ่งปรับขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 3-4 ปีก่อน เมื่อที่ตั้งสถานีมีความชัดเจน ส่วนปัจจุบันราคาทรงตัวและอาจไม่มีความเคลื่อนไหวจากการซื้อ-ขาย โดยฉะเชิงเทรามีสถานีรถไฟความเร็วสูงเพียงหนึ่งสถานี และศูนย์ซ่อม คือบริเวณตำบลวังตะเคียน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ยอมรับว่ามีนักลงทุนและเก็งกำไร เมื่อรถไฟความเร็วสูงล่าช้าหรืออาจยกเลิกสัญญา มองว่าจะมีผลกระทบ แน่นอน ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวยังส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจลดลง

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อนมีนักลงทุนจำนวนมากเข้าไปกว้านซื้อที่ดินตามแนวโครงการรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากคาดหวังการพัฒนาในอนาคต แต่เมื่อโครงการเกิดความไม่ชัดเจนและถูกระงับ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของหลายฝ่าย

 ในประเด็นนี้ มีข้อสังเกตว่าการสื่อสารของภาครัฐที่ผ่านมาอาจยังไม่ชัดเจนเพียงพอ โดยไม่ได้อธิบายเงื่อนไขหรือแนวทางดำเนินการอย่างละเอียด ทำให้ประชาชนไม่สามารถประเมินผลกระทบหรือวางแผนรับมือได้ ขณะที่ปัจจุบันโครงการยังอยู่ในภาวะชะลอ ทำให้ข้อมูลที่ภาครัฐสามารถให้ได้ยังเป็นเพียงข้อมูลทั่วไป ไม่สามารถระบุทิศทางที่ชัดเจนได้

จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐเปิดเวทีหารือร่วมกับภาคเอกชนและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางเยียวยาและสร้างความชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่ดินถูกเวนคืนไปแล้ว แต่โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และควรมีโครงการใหม่ทดแทน

เบนเข็มซบนิคมฯ-ถนนวงแหวนใหม่

เช่นเดียวกับ นายจอมพงษ์ ชูทับทิม เลขาธิการหอการค้าจังหวัด ฉะเชิงเทรา ระบุว่า แม้ภาพรวมตลาดจะไม่ร้อนแรงเช่นเดิม แต่ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์ ไม่โฆษณาว่ามี รถไฟความเร็วสูง พาดผ่าน แต่หันไปมองโอกาสจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม การลงทุนภาคการผลิต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงการถนนสายใหม่และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ส่วนต่อขยายทยอยเปิดใช้ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อมูลค่าที่ดินในหลายพื้นที่ของ EEC และอาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์และมีความหวังต้องการให้ภาครัฐผลักดันโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่1 ในจังหวัดฉะเชิงเทราระยะทาง 50 กิโลเมตรมูลค่าประมาณ 1หมื่นล้านบาท ของกรมทางหลวงแทนแม้ว่า โครงการจะถูกตัดงบประมาณและชะลอโครงการมา 12 ปีแล้วก็ตาม มองว่าจะส่งเสริมการเดินทาง และขยายการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรออกไปได้ รวมการมีโครงการทางคู่ใหม่และรถไฟฟ้ารางเบาเชื่อมเข้ากรุงเทพมหานคร-เมืองฉะเชิงเทราเป็นต้น

สำหรับราคาที่ดิน บริเวณ สถานีฉะเชิงเทรา (ตำบลวังตะเคียน) ตามแนวถนนสุวินทวงศ์ ราคาอยู่ที่ 8-9 ล้านบาทต่อไร่ ขณะบริเวณด้านในซึ่งเป็นบ่อปลา บ่อกุ้ง ขายราคา ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อไร่โดยขยับไม่ต่ำกว่า 30% มาเมื่อช่วง 3-4 ปีก่อนที่มีความชัดเจนเรื่องที่ตั้งของสถานี แต่ปัจจุบันราคาทรงตัว

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าหากโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่มา จะมีผลกระทบต่อความหวังของผู้ประกอบการฉะเชิงเทรา ที่ต้องการรองรับความต้องการคนกรุงเทพฯย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากราคาขายจะถูกกว่า หลายคนวาดฝันเตรียมการทำสถานีน้ำมัน อพาร์ตเม้นต์ โรงแรม 3-4 ดาว รองรับความเจริญ ในทางกลับกันโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่มามองว่า ฉะเชิงเทราไม่แย่มากนัก เนื่องจาก มีสถานีเดียวและใกล้กรุงเทพฯเดินทางด้วยรถยนต์สะดวกกว่า แต่ชลบุรีจะหนักกว่าเพราะ เอกชนเตรียมการค่อนข้างมาก

ไฮสปีดไม่ใช่ปัจจัยหลักดันที่ดินชลบุรีราคาขึ้น

นางชญานิศ ธัญญวัฒนกุล เลขาธิการหอการค้า จังหวัดชลบุรี ระบุว่า หากไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูง ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจเป็นกลุ่ม นักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรที่ดิน ขณะที่ประชาชนทั่วไปแทบไม่ได้รับผลกระทบเพราะการพัฒนาของจังหวัดชลบุรีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก มากกว่าปัจจัยจากโครงการรถไฟความเร็วสูง

  สำหรับพื้นที่ศรีราชา ราคาที่ดินบริเวณถนนสุขุมวิทปัจจุบันอยู่ที่ประมาณไร่ละ 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มต่อเนื่องจากเดิม โดยแรงหนุนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่น โดยเฉพาะการเข้ามาของกลุ่มอุตสาหกรรมและชุมชนชาวญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมาก ก่อนที่ราคาที่ดินจะค่อย ๆ ปรับขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ

 ปัจจุบัน การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ชลบุรีได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะนักลงทุนจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การพัฒนากระจายตัวออกไปยังหลายพื้นที่ ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะเมืองชลบุรี ศรีราชา หรือพัทยา แต่ขยายไปยังอำเภอบ้านบึง หนองใหญ่ และพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น

มองว่า รถไฟความเร็วสูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาที่ดินพุ่งขึ้น หากโครงการเกิดขึ้นจริงผลบวกจะอยู่ที่การยกระดับระบบคมนาคมและสนับสนุนการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ผู้คนสามารถเลือกอยู่อาศัยในเมืองรอบนอกและเดินทางเข้ามาทำงานได้สะดวกมากขึ้นเหมือนต่างประเทศเช่นนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แต่จนถึงขณะนี้ ตลาดยังไม่ให้ความหวังกับโครงการมากนัก เนื่องจากความล่าช้าที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

 ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดชลบุรีระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวเกี่ยวกับตำแหน่งสถานีรถไฟความเร็วสูงในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีการเสนอราคาซื้อขายที่ดินกันบ้าง แต่เมื่อโครงการยังไม่เดินหน้า ราคาที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟจึงแทบไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน ราคาที่ดินในพื้นที่หลักของจังหวัดชลบุรียังทรงตัว โดยในตัวเมืองชลบุรีและศรีราชาอยู่ที่ประมาณไร่ละ 5 ล้านบาทขึ้นไป ขณะที่พัทยาเฉลี่ยประมาณไร่ละ 7 ล้านบาท ส่วนสัตหีบอยู่ที่ประมาณไร่ละ 3-4 ล้านบาท ซึ่งระดับราคาใกล้เคียงกับเมื่อ 7 ปีก่อน แม้บางพื้นที่จะปรับขึ้นราว 30% แต่เป็นการปรับตามภาวะตลาดในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไรจากโครงการรถไฟความเร็วสูง

ส่วนพื้นที่อู่ตะเภา ราคาที่ดินมีความหลากหลาย ตั้งแต่ประมาณไร่ละ 3 ล้านบาท ไปจนถึง 4-5 ล้านบาท ขึ้นอยู่ กับทำเลและการติดเส้นทางคมนาคมแม้จะมีการเก็งกำไรอยู่บ้าง แต่ยังไม่รุนแรง อีกทั้งต้นทุนการถือครองที่ดินที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาประเมินที่ดินที่ปรับสูงขึ้น ทำให้เจ้าของที่ดินจำนวนหนึ่งต้องเผชิญแรงกดดันในการถือครอง

แหล่งข่าวระบุว่า ปัจจุบันยังมีผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก แต่กลุ่มที่มีเงินทุนจำกัดเริ่มทยอยขาย ขณะที่ผู้มีสภาพคล่องยังคงถือครองต่อ ส่วนการซื้อขายหลายกรณี หากผู้ซื้อไม่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ก็มักยอมเสียเงินมัดจำ ขณะที่ผู้ที่สามารถโอนได้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีเงินทุนระยะยาว

สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรียังอยู่ในภาวะชะลอตัว ยอดเข้าชม โครงการยังพอมี แต่ลดลงประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงมากกว่า 50% ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายปรับกลยุทธ์จากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ไปสู่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ประจำ เช่น บ้านเช่าและอาคารให้เช่าสำหรับแรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งยังมีกำลังซื้อจากนักลงทุน รวมถึงความต้องการเช่าจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน คิดเป็นผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าประมาณ 7-8% ต่อปี

ในพื้นที่บ่อวินยังพบการขยายตัวของชุมชนชาวจีนและธุรกิจร้านอาหารจีนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเข้าซื้อที่ดินของนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อนำไปพัฒนาโรงงานจริง มากกว่าการซื้อเพื่อเก็งกำไร

สำหรับพื้นที่รอบสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งครอบคลุมบางส่วนของจังหวัดชลบุรีและระยอง โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของสนามบินที่อยู่ในจังหวัดชลบุรี และพื้นที่บ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งเชื่อมโยงกับสนามบินและท่าเรือน้ำลึกนั้น ราคาที่ดินบริเวณติดถนนสุขุมวิทอยู่ที่ประมาณไร่ละ 10 ล้านบาท และทรงตัวในระดับดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว แม้จะมีความพยายามพัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรร แต่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว ทำให้การขายโครงการขนาดใหญ่เป็นไปได้ค่อนข้างยาก และตลาดยังอยู่ในภาวะทรงตัว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


‘แสนสิริ’เร่งเกมครึ่งหลังเปิด 21โครงการดันเวลเนส คอมมูนิตี้ชิงดีมานด์ใหม่

  • แสนสิริประกาศแผนครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 21 โครงการ มูลค่ารวม 27,000 ล้าน
  • ชูกลยุทธ์สำคัญด้วยการเปิดตัว “Wellness Community” แห่งแรกบนถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพ
  • เน้นเจาะตลาดบ้านเดี่ยวลักชัวรี คอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม และโครงการในทำเลศักยภาพทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต
  • การเร่งเปิดโครงการใหม่เป็นการใช้กลยุทธ์ชิงส่วนแบ่งตลาด เพื่อรองรับกำลังซื้อที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากมาตรการรัฐและดอกเบี้ยขาลง

นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แม้ครึ่งปีหลังยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ แต่แสนสิริมองเห็น “สัญญาณบวก” จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการปลดล็อกกำลังซื้อของทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และนักลงทุน บริษัทมีความพร้อมจากพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมทุกระดับราคา ประกอบกับยอดขายรอโอน (Backlog) กว่า 27,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้กว่า 40% ช่วยหนุนผลประกอบการครึ่งปีหลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ครึ่งปีหลังเปิด21โครงการมูลค่า 2.7หมื่นล้าน

กลยุทธ์สำคัญของแสนสิริในช่วงครึ่งปีหลัง คือการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 21 โครงการ มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 12 โครงการ และคอนโดมิเนียม 9 โครงการบริษัทจะให้น้ำหนักทั้งการขายโครงการพร้อมอยู่เพื่อเร่งรับรู้รายได้ และการเปิด “บิ๊กโปรเจกต์” ในทำเลยุทธศาสตร์ ทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ตไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวบ้านเดี่ยวลักชัวรี 3 โครงการ ได้แก่ เศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง, เศรษฐสิริ รัตนาธิเบศร์ และบุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา

ชูWellness Community รับเมกะเทรนด์สุขภาพ

หนึ่งในหมากสำคัญของแสนสิริคือเปิด Wellness Community แห่งแรกของบริษัท บนพื้นที่กว่า 142 ไร่ ติดถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ซึ่งสะท้อนการขยับจากการพัฒนา “บ้าน” สู่การสร้าง “ระบบนิเวศการอยู่อาศัย” ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพในระยะยาว

อีกหนึ่งโปรเจกต์เรือธงคือ “ราชพฤกษ์ คอมมิวนิตี้” มหาอาณาจักรที่อยู่อาศัยบนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ นับเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดที่แสนสิริเคยพัฒนา ขณะเดียวกัน บริษัทยังขยายการลงทุนสู่ตลาดภูเก็ต ผ่านแบรนด์พูลวิลล่าลักชัวรี “The Tales” ที่พร้อมเปิดให้เข้าชมในเร็ว ๆ นี้

บุกคอนโดพรีเมียมรับเรียลดีมานด์-นักลงทุน

ฝั่งคอนโดมิเนียม แสนสิริยังเดินหน้ารุกทั้งตลาดระดับบนและตลาดเมืองท่องเที่ยว โดยเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญ ได้แก่ เดอะ โมนูเมนต์ สาทร, โครงการใหม่แบรนด์ HAUS ใน T77, แคนวาซ พาเลท เชิงทะเล รวมถึงโครงการใหม่ในภูเก็ต ทั้งโซนเมืองและพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างสามกองและป่าตอง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพร้อมอยู่อีก 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,300 ล้านบาท ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ทันที

ตลาดเริ่มฟื้น Rejection Rate ลดลง

แสนสิริมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มส่งสัญญาณกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากตัวเลขยอดขาย ยอดโอนกรรมสิทธิ์ และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายเริ่มกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่และทำตลาดอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าภาคธุรกิจกำลังเตรียมรับรอบฟื้นตัวของอุตสาหกรรม

ครึ่งปีแรกทำยอดขายทะลุ 2.55 หมื่นล้าน 

ผลดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 แสนสิริมียอดขายรวม 25,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 48,000 ล้านบาทตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อแบรนด์ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของบริษัท

Sold Out 12 โครงการ คอนโด-บ้านยังแรง

ครึ่งปีแรก แสนสิริสามารถปิดการขาย (Sold Out) ได้ถึง 12 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท และมีอีก 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างทยอยปิดการขาย

ฝั่งคอนโดได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์เปิดตัวแบรนด์ใหม่และการรื้อฟื้นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง จนเกิดกระแสลูกค้าต่อคิวจองล่วงหน้า ทั้งโครงการ Love Charoennakhon และ XT TEN Ekkamai

ขณะที่ dcondo VITE พัทยา สามารถกวาดยอดขายได้ถึง 90% ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังเปิดตัว ส่วนคอนโดพร้อมอยู่ในเมืองอย่าง VIA 34 และ VIA 61 มียอดโอนต่อเนื่อง

ด้านตลาดต่างจังหวัดและเมืองท่องเที่ยว ทั้งภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ และพื้นที่ EEC ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุน จากศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ที่อยู่ในระดับสูง

แนวราบโตแรง ชี้ 3 ทำเลดาวรุ่ง

กลุ่มบ้านแนวราบยังเป็นอีกแรงขับสำคัญ โดยเฉพาะแบรนด์ “อณาสิริ” ระดับราคา 3-7 ล้านบาท ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 350 ยูนิต ขณะที่โครงการเปิดใหม่หลายแห่งสามารถปิดการขายเฟสแรกได้ภายในเวลาเพียง 2 วัน

ในกลุ่มลักชัวรี แบรนด์นาราสิริและเศรษฐสิริยังได้รับการตอบรับดีเกินคาด จนต้องเร่งเปิดเฟสใหม่รองรับความต้องการ

แสนสิริยังประเมินว่า 3 ทำเลที่มีศักยภาพเติบโตสูงในช่วงต่อจากนี้ ได้แก่ ดอนเมืองซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเป็นศูนย์กลางกรุงเทพฯ ตอนเหนือ, รามอินทรา-จตุโชติ ที่ได้อานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และ ประชาอุทิศ ซึ่งกำลังกลายเป็นทำเลขยายตัวของผู้ซื้อจากย่านพระราม 3-สาทร เชื่อมต่อวงแหวนและมอเตอร์เวย์ M82 ในอนาคต

 เกมรุกที่เดิมพันกับ “จังหวะฟื้น” ของตลาด

การตัดสินใจเปิดโครงการใหม่ถึง 21 โครงการในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ สะท้อนว่าแสนสิริกำลังเลือกใช้กลยุทธ์ “สวนวัฏจักร”  เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดก่อนคู่แข่งจุดต่างสำคัญไม่ได้อยู่เพียงจำนวนโครงการที่เปิด แต่คือการวางหมากในเซกเมนต์ที่สอดรับเมกะเทรนด์ ทั้ง Wellness Living, บ้านลักชัวรี, คอนโดระดับพรีเมียม และทำเลท่องเที่ยวที่ยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนและชาวต่างชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3 ก.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังดอลลาร์อ่อน-ทองขึ้น

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.26 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.31 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ทำให้ตลาดลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
  • ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.10-33.35 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.26 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.31 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.35 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.14- 33.33 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นเพียง 5.7 หมื่นราย ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น ราว 1 แสนราย ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 

โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 21% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแรงเทขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ยังคงช่วยพยุงเงินดอลลาร์ไว้บ้าง และจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อเนื่องกดดันหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย (ขณะที่เรากำลังเขียนอยู่นั้น ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ดิ่งลงราว -2%) จนอาจสร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชียได้ ทว่าในส่วนของเงินบาทนั้น แม้หุ้นกลุ่มดังกล่าวจะปรับตัวลงพอควรได้ ทว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ อาจได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มธนาคาร ทำให้เงินบาทอาจไม่ได้เผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากนัก ดังจะเห็นได้จากในวันก่อนหน้า ที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 8.5 พันล้านบาท สวนทางกับคาดการณ์ของเรา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินบาทในวันก่อน ในช่วงระหว่างวันก่อนตลาดรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ แต่หากแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ น้อยกว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ของไทย เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ไม่ต่างกับบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย ทั้ง เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และเงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD) 

นอกจากนี้ แรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ ผ่านผลกระทบทางอ้อมที่อาจจำกัดและกดดันราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีโอกาสเผชิญแรงขายบ้าง ตามการปรับพอร์ตการลงทุนของผู้เล่นในตลาด เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม พร้อมกับเพิ่มสภาพคล่อง

จากภาพดังกล่าว กอปรกับท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่อาจยังไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จะเป็นไปอย่างจำกัด (และเงินดอลลาร์อาจยังพอได้แรงหนุนจากแรงขายหุ้นเทคฯ AI/Semiconductor) ส่งผลให้ เงินบาทจะยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเรามองว่า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนดังกล่าวได้ชัดเจน หากรายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ตลาดจะทยอยรับรู้ในระยะข้างหน้า ชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อเหมือนเรา ว่า FED อาจคงดอกเบี้ยได้ตลอดทั้งปี 2026

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรระวังความผันผวนที่อาจมาจากการปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่น หรือการ Unwind JPY Carry Trade หลังผู้เล่นในตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) ในระดับที่สูง ใกล้เคียงกับระดับในปี 2024 ทำให้เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงแข็งค่าขึ้น เร็วและแรงได้ในระยะสั้น หากมีปัจจัยเข้ามากระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ในช่วงปริมาณการซื้อ-ขาย นั้นต่ำ เหมือนที่เกิดขึ้นในวันก่อนหน้า หรือจะเป็นภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเชิง Macro เช่น ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสคัญ (เราขอย้ำว่า ควรศึกษาและทำความเข้าใจ งานวิจัยของ IMF “Sudden Yen Appreciation Anatomy”) โดยหากเงินเยนญี่ปุ่น พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้และหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น แต่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของทั้งเงินเยนญี่ปุ่นและเงินบาทจะเกิดขึ้นได้ หากธีมการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ตลาดมั่นใจต่อการขึ้นดอกเบี้ย เป็น คงดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งลดดอกเบี้ย

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้) 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนบ้างจากปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า แรงเทขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงดำเนินต่อไป อาทิ Sandisk -14.1%, Micron -5.5% ยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ พอสมควร ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive ทั้ง หุ้นกลุ่ม Healthcare และหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.00% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.80% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นกว่า +1.41% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้างของหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED จากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางฝั่งยุโรป (ECB และ BOE) ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra ยังได้ช่วยให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และ BOE (โอกาสเหลือราว 70%) ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -3.9% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 4.45%-4.50% ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวแถวโซน 4.48% ย่อลงเล็กน้อย ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Down ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor และการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องพอควรในวันก่อนหน้า ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.5-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ผลกระทบจากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ยังคงกดดันราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ชัดเจน   

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) เดือนมิถุนายน ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง และในฝั่งเวียดนาม ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนมิถุนายน อย่าง ยอดการส่งออก ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ CPI เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางฝั่งยุโรป เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้ รอบ 32 ทีมสุดท้าย ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2026

ตารางการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2026 (ตามเวลาประเทศไทยเข้าสู่วันที่ 4 ก.ค.) อัปเดตตารางแข่งขันรอบ 32 ทีมสุดท้าย

การแข่งขันฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 (FIFA World Cup 2026) เปิดฉากอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 โดยเป็นครั้งแรกที่รอบสุดท้ายมีถึง 48 ประเทศ

ฟุตบอลโลก 2026 มี 3 ชาติเจ้าภาพร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก รวมทั้งสิ้น 104 นัดตลอดทัวร์นาเมนต์ แบ่ง 48 ทีมออกเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม

โดยรูปแบบการแข่งขัน ทีมอันดับ 1 และ 2 ของแต่ละกลุ่ม รวม 24 ทีม จะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์โดยอัตโนมัติ และอีก 8 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด เข้าสู่รอบน็อกเอาต์ 32 ทีมต่อไป

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย คืนนี้ ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 (ตามเวลาประเทศไทยเข้าสู่วันที่ 4 ก.ค.)

  • เวลา 01:00 น. ออสเตรเลีย พบ อียิปต์ (Monomax / Monomax Sports TV)
  • เวลา 05:00 น. อาร์เจนตินา พบ กาบูเวร์ดี (Monomax)
  • เวลา 08:30 น. โคลอมเบีย พบ กานา (Monomax / Monomax Sports TV)

โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบรายปี

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เป็นแผลร้อนใน ทำยังไงให้หายเร็ว รวมวิธีดูแลทำแล้วได้ผลจริง

แผลร้อนในแสบจนกินข้าวไม่ได้? หมอแนะวิธีดูแลให้หายเร็ว พร้อมสาเหตุที่หลายคนไม่รู้

เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหา แผลร้อนใน หรือแผลเล็กๆ ภายในช่องปากที่แม้จะดูไม่รุนแรง แต่กลับสร้างความเจ็บแสบทุกครั้งที่กินอาหาร ดื่มน้ำ หรือแม้แต่พูดคุย บางคนเป็นเพียงปีละ 1-2 ครั้ง ขณะที่บางคนกลับเป็นซ้ำบ่อยจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

แผลร้อนในส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากดูแลอย่างถูกวิธี ก็อาจช่วยลดอาการเจ็บปวดและทำให้แผลฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

แผลร้อนในคืออะไร?

แผลร้อนใน หรือ Aphthous Ulcer เป็นแผลอักเสบที่เกิดบริเวณเยื่อบุอ่อนภายในช่องปาก มักมีลักษณะเป็นแผลกลมหรือวงรี สีขาวหรือเหลืองตรงกลาง และมีขอบสีแดงรอบแผล สามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น

  • กระพุ้งแก้ม
  • ริมฝีปากด้านใน
  • ลิ้น
  • เหงือก
  • เพดานปาก

แม้แผลจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บแสบได้มาก โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารรสจัดหรืออาหารร้อน

สาเหตุของแผลร้อนใน

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดแผลร้อนใน แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการ ได้แก่

  • ภูมิคุ้มกันของร่างกายเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงมีประจำเดือน
  • ความเครียดสะสม
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ดื่มน้ำน้อย
  • เยื่อบุในช่องปากได้รับบาดเจ็บจากการกัดปาก แปรงฟันแรง หรือฟันปลอมและเหล็กจัดฟันเสียดสี
  • การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก หรือโฟเลต (ในบางราย)

13 วิธีดูแลแผลร้อนในให้หายเร็ว

หากเป็นแผลร้อนในทั่วไป สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ ดังนี้

  1. บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น หลังอาหารหรือวันละหลายครั้ง เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคและช่วยให้แผลสะอาด
  2. หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้แผลแสบและระคายเคืองมากขึ้น
  3. ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และแปรงฟันอย่างเบามือ เพื่อลดการกระทบกระเทือนบริเวณแผล
  4. หากแผลเจ็บมาก จนแปรงฟันลำบาก อาจใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดฟันและเหงือกชั่วคราว
  5. เลือกใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ และไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในบางคน
  6. รับประทานอาหารอ่อน เคี้ยวง่าย เพื่อลดการเสียดสีบริเวณแผล
  7. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด รวมถึงอาหารทอด
  8. งดอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด เพราะอาจทำให้แผลแสบมากขึ้น
  9. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และหมากพลู ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้แผลหายช้าลง
  10. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เยื่อบุช่องปากชุ่มชื้น
  11. รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ หรือเลือกน้ำผลไม้ที่มีกากใย หากรับประทานอาหารลำบาก
  12. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว
  13. ลดความเครียดและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในได้

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเป็นแผลร้อนใน

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการกินยาขมหรือทา “ยาม่วง” จะช่วยให้แผลหายเร็ว แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า ยาขมสามารถรักษาแผลร้อนในได้

ส่วนการใช้ Gentian Violet (ยาม่วง) ทาบริเวณแผลในปากหรือริมฝีปาก ก็ไม่แนะนำ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อระคายเคือง ริมฝีปากแห้ง แตก และแผลหายช้าลงได้

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

แม้แผลร้อนในส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • แผลมีขนาดใหญ่ผิดปกติ
  • แผลไม่หายภายใน 2 สัปดาห์
  • เป็นแผลซ้ำบ่อยผิดปกติ
  • มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีอาการร่วมอื่นๆ
  • เจ็บมากจนรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้

แพทย์อาจพิจารณาให้ยาทาแผล ยาบ้วนปากเฉพาะทาง หรือยารับประทานตามความเหมาะสม เพื่อช่วยลดอาการอักเสบและทำให้แผลหายเร็วขึ้น

สรุป

แผลร้อนในเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็สร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตได้ไม่น้อย การดูแลช่องปากให้สะอาด ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ หากแผลไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


นิสิตจุฬาฯ แชมป์เวทีอวกาศโลก ลุ้นส่งดาวเทียม CUSAT-1 ปี 2571

  • นิสิตจุฬาฯ จากชมรม CUSAT ชนะเลิศโครงการ KiboCUBE Programme ได้รับโอกาสส่งดาวเทียม CUSAT-1 ขึ้นสู่อวกาศจริง
  • ภารกิจหลักของดาวเทียมคือการถ่ายภาพโลกเพื่อติดตามทรัพยากรน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม เฝ้าระวังอุทกภัย และตรวจจับการเผาเพื่อแก้ปัญหามลพิษ
  • ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชนะคือการออกแบบดาวเทียมที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)

นิสิตจุฬาฯ จากชมรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ (CUSAT) สร้างประวัติศาสตร์คว้า รางวัลชนะเลิศจากโครงการ KiboCUBE Programme รอบที่ 9

KiboCUBE Programme  เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ในงาน COPUOS 2026 Side Event 

ชมรม CUSAT ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพียง 5 คน ที่ชนะการแข่งขัน School Satellite 2024 จัดโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

ณัฐวุฒิ คุ้มใจดี ประธานชมรม CUSAT เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่ามาจากการที่การแข่งขันดาวเทียมในประเทศมีแค่การนำเสนอไอเดีย แต่ไม่มีการปล่อยดาวเทียมจริง

ขณะที่ผู้ชนะโครงการ KiboCUBE จะได้รับการสนับสนุน ค่าส่งดาวเทียม ขึ้นสู่อวกาศ ทีมจึงเริ่มจัดทำข้อเสนอโครงการตั้งแต่ มิ.ย.2568 โดยต้องแข่งขันกับผู้สมัครกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะในที่สุด

CUSAT-1 เป็นดาวเทียมขนาด 1U หรือเพียง 10x10x10 เซนติเมตร ทุกชิ้นส่วนต้องคำนวณให้พอดีในพื้นที่จำกัด พัฒนาโดยทีมนิสิตที่มาจากหลายสาขาวิชาในคณะวิศวกรรมศาสตร์และนิติศาสตร์

เพราะการแข่งขันระดับนานาชาติต้องการให้ภารกิจตอบโจทย์ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และนโยบายไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเข้าร่วมอีก 2 คน รวมเป็นทีมข้ามสถาบันที่เสริมความหลากหลายทางความรู้ให้กับโครงการ

ความท้าทายในการทำงานครั้งนี้คือการหาความรู้ด้านวิศวกรรมอวกาศที่เฉพาะทางมาก และการออกแบบให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยหลายชั้นสำหรับการส่งขึ้นอวกาศ 

แม้จะเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน สมาชิกแต่ละคนก็นำความรู้มาต่อยอดอย่างเต็มที่ ณัฐวัฒน์ ซึ่งดูแลระบบสื่อสารของดาวเทียม เปิดเผยว่าต้องใช้ความรู้ด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างหนักทั้งการส่งสัญญาณและการปรับสัญญาณ

ทั้งที่ในขณะนั้นวิชาเหล่านี้ยังไม่ได้เปิดสอนในหลักสูตร จึงต้องอาศัยพื้นฐานคณิตศาสตร์และประสบการณ์จากการเคยเข้าค่าย สอวน. มาต่อยอดและค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตัวเอง

ด้าน กรณ์ ศรีวรากุล รองประธานชมรมและผู้ออกแบบโครงสร้างดาวเทียม อธิบายว่าการเลือกวัสดุสำหรับอวกาศซับซ้อนกว่าบนโลกมาก ต้องคำนึงถึงทั้งความแข็งแรง การระบายความร้อน และความทนทานต่อสภาวะสุดขั้ว

สิ่งที่แตกต่างที่สุดคือ “เราต้องส่งดาวเทียมได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีโอกาสขึ้นไปแก้หรือซ่อม” ดังนั้นทุกอย่างต้องปลอดภัยและดีที่สุดตั้งแต่ต้น

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ทีม CUSAT ได้รับการคัดเลือก ณัฐวัฒน์ วิเคราะห์ว่าเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะ CUSAT-1 จะถูกปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ผ่านโมดูล J-SSOD ของ JAXA ซึ่งให้น้ำหนักกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก

ทีมของเราได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบดาวเทียมในการทำให้ผ่านมาตรฐานนี้

อีกทั้งเอกสารการออกแบบของทีมมีความครบถ้วน และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยของโมดูลและนักวิทยาศาสตร์ประจำสถานีอวกาศ

โครงการนี้มี อ. ดร.ณัทกร เกษมสำราญ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และ ผศ.ดร.ปวัน ภิรมย์ทอง ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งให้คำแนะนำช่วยเหลือในการติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยและการตรวจสอบขั้นสุดท้าย แต่การออกแบบตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้เป็นฝีมือของนิสิตทั้งหมด

นอกจากนี้ GISTDA ยังสนับสนุนห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ให้กับทีม รวมทั้งมีการปรึกษากับวิศวกรดาวเทียมของ GISTDA เกี่ยวกับมาตรฐานทางเทคนิค

สำหรับแผนงานที่จะทำในเวลานี้จนถึงต้นปี 2571 ทางทีมจะพัฒนาและประกอบดาวเทียม จากนั้นจะส่งมอบให้ JAXA เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและมาตรฐานเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนนำส่งขึ้นสู่อวกาศ 

ภารกิจหลักของ CUSAT-1 คือการถ่ายภาพโลกเพื่อติดตามทรัพยากรน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และตรวจจับการเผาพื้นที่เกษตรเพื่อติดตามปัญหามลพิษทางอากาศ 

แม้ความละเอียดของกล้องจะไม่เทียบเท่าดาวเทียม THEOS-1 และ THEOS-2 ของ GISTDA แต่จุดแข็งของ CUSAT-1 อยู่ที่ความถี่ในการโคจรผ่านพื้นที่ประเทศไทยที่สูงกว่า ทำให้ติดตามสถานการณ์ได้รายวัน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติอย่างน้ำท่วม

และที่สำคัญไม่แพ้กันคือดาวเทียมดวงนี้มีชิ้นส่วนที่ชมรมพัฒนาขึ้นเองในประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในอนาคต.

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประกาศ ฉ.1 พื้นที่สีแดง 52 จังหวัด ฝนตกหนัก อิทธิพลพายุโซนร้อน ไมสัก

เช็กพื้นที่สีแดง ฝนตกหนักมากวันนี้ 52 จังหวัดทั่วไทย เฝ้าระวังผลกระทบจากอิทธิพลพายุโซนร้อน ไมสัก หลัง กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศล่าสุด ฉ.1 ไทยมีฝนเพิ่มขึ้น 3-6 ก.ค.69

อัปเดตสภาพอากาศล่าสุด 3 กรกฎาคม 2569 เช็กพื้นที่สีแดง ฝนตกหนักมากวันนี้ 52 จังหวัดทั่วไทย เฝ้าระวังผลกระทบจากอิทธิพลพายุโซนร้อนไมสัก หลัง กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศล่าสุด ฉ.1 ไทยมีฝนเพิ่มขึ้น 3-6 ก.ค.69

จับตา พายุโซนร้อน “ไมสัก” ทวีกำลังแรง

วันนี้ 3 กรกฎาคม 2569 นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุ “ไมสัก”ฉบับที่ 1 (104/2569) 

เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันนี้ (3 ก.ค. 69) พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ไมสัก” แล้ว โดยเมื่อเวลา 04.00 น. มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 510 กิโลเมตร ทางตอนใต้ของเมืองหนานหนิง ประเทศจีน หรือที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 108.6 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 4 – 6 กรกฎาคม 2569 โดยศูนย์กลางของพายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

อุตุฯ เตือนไทยรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก จากอิทธิพลของพายุ “ไมสัก”

จากอิทธิพลพายุไมสัก และร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลทำให้ในช่วงวันที่ 3 – 4 ก.ค. 69 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 5 – 6 ก.ค. 69 บริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

เตือนชาวเรือคลื่นยักษ์ทะลุ 3 เมตร! งดออกจากฝั่งเด็ดขาด

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนผ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งในวันและเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 05.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 11.00 น.

เปิดพิกัดระวังภัย! เช็กพื้นที่สีแดง ฝนตกหนักมากวันนี้ แยกรายวัน 3-6 ก.ค. 69

คาดการณ์ฝน 3 กรกฎาคม 2569

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก (แถบสีแดง)

  • ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และอุตรดิตถ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา และอุบลราชธานี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้: จังหวัดระนอง และพังงา

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก (แถบสีส้ม)

  • ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี ยโสธร นครราชสีมา และบุรีรัมย์
  • ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี สระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
  • ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และตรัง

คาดการณ์ฝน 4 กรกฎาคม 2569

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก (แถบสีแดง)

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ และนครพนม
  • ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก (แถบสีส้ม)

  • ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย อุดรธานี สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
  • ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ระนอง และพังงา

คาดการณ์ฝน 5 กรกฎาคม 2569

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก (แถบสีแดง)

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก (แถบสีส้ม)

  • ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย อุดรธานี สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
  • ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ระนอง และพังงา

คาดการณ์ฝน 6 กรกฎาคม 2569

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก (แถบสีแดง)

  • ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก (แถบสีส้ม)

  • ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


7 ของกินเน้นบำรุง “ตับ-ไต” เคลียร์ร่างกายให้โล่ง ไม่ป่วยง่าย

ในยุคที่รอบตัวเราเต็มไปด้วยมลภาวะ ฝุ่นควัน และสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร การดูแลระบบภายในร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “กินอาหารล้างพิษ” หรือ “เคลียร์เลือดสะอาด” แต่ในความเป็นจริงตามหลักการแพทย์ ร่างกายของเรามีเครื่องกรองสารพิษที่ทรงพลังที่สุดอยู่แล้ว นั่นคือ “ตับ” และ “ไต” หน้าที่ของเราคือการเลือกทานอาหารที่ดี เพื่อไป บำรุงและสนับสนุนให้ตับกับไตทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และนี่คือ 7 สุดยอดอาหารจากธรรมชาติที่จะช่วยเพิ่มพลังให้ระบบขับของเสียในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

เปิดลิสต์ 7 อาหารบำรุงระบบขับของเสีย บำรุงร่างกายให้แข็งแรง

1. กระเทียม (Garlic)

สมุนไพรก้นครัวรสเผ็ดร้อนที่มีสาร “อัลลิซิน” (Allicin) ซึ่งเป็นสารประกอบกำมะถันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง

  • ดีต่อร่างกายยังไง: มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลินตรีย์ ช่วยสนับสนุนการทำงานของตับในการจัดการกับสิ่งแปลกปลอม และช่วยสร้างสมดุลให้กับระบบทางเดินอาหาร
  • เคล็ดลับการทาน: ควรบด สับ หรือหั่นกระเทียมสดแล้วทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีก่อนปรุงอาหาร เพื่อให้สารอัลลิซินเปิดตัวได้เต็มที่

2. ผักชีและผักชีฝรั่ง (Cilantro / Parsley)

ผักใบเขียวกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และ “คลอโรฟิลล์”

  • ดีต่อร่างกายยังไง: มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์ และช่วยสนับสนุนระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้คล่องตัวขึ้น ซึ่งเป็นการลดภาระให้ระบบขับของเสียในร่างกาย
  • เคล็ดลับการทาน: ใช้โรยหน้าเมนูซุป แกง ยำ หรือจะนำไปปั่นรวมกับผลไม้ตระกูลเบอร์รีเป็นสมูทตี้ดื่มเพื่อความสดชื่นก็ดีเยี่ยม

3. หัวบีทรูต (Beetroot)

ผักหัวสีแดงเข้มที่อุดมไปด้วยสารฟิโตนิวเทรียนต์ และสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มเบตาเลน (Betalain)

  • ดีต่อร่างกายยังไง: มีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์ตับ (Hepatoprotective) และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในตับ ทำให้ตับสามารถกรองและจัดการกับสารพิษต่างๆ ได้ดีขึ้น
  • เคล็ดลับการทาน: นำไปคั้นสดแยกกากผสมน้ำผลไม้เพื่อลดกลิ่นดิน หรือจะนำไปย่าง ต้ม สไลด์ใส่ในสลัดจานโปรด

4. ขมิ้นชัน (Turmeric)

เครื่องเทศสีเหลืองทองที่เป็นเอกลักษณ์ อุดมไปด้วยสารสำคัญอย่าง “เคอร์คูมิน” (Curcumin)

  • ดีต่อร่างกายยังไง: มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่รุนแรง ช่วยปกป้องตับจากการถูกทำลายโดยสารพิษ และกระตุ้นการผลิตน้ำดีทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  • เคล็ดลับการทาน: ชงเป็นชาขมิ้นชัน แนะนำให้เหยาะพริกไทยดำลงไปด้วยเล็กน้อย เพราะพริกไทยดำจะช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารเคอร์คูมินให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นหลายเท่าตัว

5. พริกป่นคาเยนน์ (Cayenne Pepper)

พริกป่นสไตล์ตะวันตกที่มีสาร “แคปไซซิน” (Capsaicin) ที่ให้ความเผ็ดร้อน

  • ดีต่อร่างกายยังไง: ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เร่งระบบเผาผลาญ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องอวัยวะภายในจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
  • เคล็ดลับการทาน: โรยพริกป่นคาเยนน์เล็กน้อยในซุป สตูว์ หรือซอส (สำหรับใครที่อยากทานในรูปแบบอาหารเสริมสกัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทาน)

6. มะนาว (Lemon)

ผลไม้ตระกูลซีตรัสที่เป็นแหล่งของวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด

  • ดีต่อร่างกายยังไง: วิตามินซีในมะนาวช่วยกระตุ้นการทำงานของตับในการผลิตเอนไซม์ และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นในตอนเช้า
  • เคล็ดลับการทาน: บีบน้ำมะนาวครึ่งซีกผสมน้ำอุ่นดื่มในตอนเช้า (ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีปัญหาโรคกรดไหลย้อน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มตอนท้องว่าง)

7. น้ำเปล่า (Water)

สิ่งที่เรียบง่ายที่สุด แต่ สำคัญและจำเป็นที่สุด ต่อระบบล้างพิษของร่างกาย!

  • ดีต่อร่างกายยังไง: น้ำคือพาหนะหลักที่ “ไต” ใช้ในการกรองและขับของเสียออกจากร่างกายทางปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความหนืดของเลือดให้ไหลเวียนได้สะดวก นำพาสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เคล็ดลับการทาน: ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (ประมาณ 2-3 ลิตร) โดยใช้วิธีจิบเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ

สรุปส่งท้าย: อยากสุขภาพดี ร่างกายสะอาด ต้องทำอย่างไร?

การทานอาหารทั้ง 7 ชนิดนี้เป็นเพียง “ตัวช่วยเสริม” ที่เข้าไปบำรุงอวัยวะภายในให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการสะสมของสารพิษในร่างกายได้อย่างยั่งยืน คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตครับ:

  • ลด ละ เลิก: อาหารแปรรูป, อาหารรสจัด (เค็มจัด หวานจัด มันจัด) รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้ตับและไตต้องทำงานหนัก
  • นอนหลับให้เพียงพอ: เพราะช่วงเวลาที่เรานอนหลับ คือช่วงที่ตับและระบบภายในจะทำการซ่อมแซมตัวเองและเคลียร์ของเสียได้ดีที่สุด
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยขับของเสียออกทางเหงื่อ และกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

หันมาเริ่มดูแลตับและไตตั้งแต่วันนี้ด้วยอาหารจากธรรมชาติ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย และสดชื่นจากภายในสู่ภายนอกกันค่ะ!

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 3/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,450.0065,650.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,231.0064,141.9666,450.00
ทองรูปพรรณ 90%3,807.9057,727.76n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,384.8051,313.57n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,903.9528,863.88n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,480.8522,449.69n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,384.4666,468.41n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 3/7/2569



ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9538.0538.0538.5538.0538.0538.0538.0538.0538.05
แก๊สโซฮอล์ 9137.6837.6838.1837.6837.6837.6837.6837.6837.68
แก๊สโซฮอล์ E2033.0533.0533.2533.0533.0533.0533.0533.05
แก๊สโซฮอล์ E8528.9928.9928.99
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9547.6448.4148.1447.7947.64
ดีเซล37.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.50
ดีเซล B2032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.50
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66


 

About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า