สาระน่ารู้ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2569

ลุ้นรัฐต่อหรือไม่ต่อค่าลดโอน 0.01%อสังหาฯเสี่ยง’ชะลอตัว’อีกระลอก

  • มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิ.ย. 69 แต่ยังไม่มีความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะต่ออายุหรือไม่
  • ภาคอสังหาริมทรัพย์กังวลว่าหากไม่ต่ออายุมาตรการ จะทำให้ผู้ซื้อและผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น และเสี่ยงทำให้ตลาดที่ยังเปราะบางอยู่แล้วชะลอตัวลงอีกระลอก
  • 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ได้ยื่นข้อเสนอขอให้รัฐบาลขยายมาตรการดังกล่าวออกไปอีก 1-2 ปี เพื่อช่วยพยุงตลาดและกระตุ้นกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ

เหลือเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่อยู่อาศัยเหลือ 0.01% จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 แต่จนถึงขณะนี้ กระทรวงการคลังยังไม่มีสัญญาณว่าจะขยายมาตรการออกไป ท่ามกลางความกังวลของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มองว่า หากมาตรการสะดุด ไม่เพียงผู้ซื้อบ้านต้องจ่ายแพงขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม ขณะที่ตลาดที่ยังไม่ฟื้น อาจเผชิญแรงกดดันระลอกใหม่

มาตรการที่กำลังหมดเวลา แต่ตลาดยังไม่พร้อมเดินต่อ

การสิ้นสุดมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ถูกจับตามองว่าอาจเป็นอีกหนึ่งแรงกระแทกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงการหมดอายุของมาตรการ แต่คือความไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะต่ออายุหรือไม่ เหตุผลสำคัญคือ ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองแทนลูกค้าในรูปแบบของโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ

เมื่อรัฐเข้ามาลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0.01% ผู้ประกอบการจึงสามารถลดภาระต้นทุนส่วนนี้ลงได้แต่หากมาตรการสิ้นสุดลง ต้นทุนทางการตลาดจะกลับมาเพิ่มขึ้น โปรโมชั่นอาจลดน้อยลง และท้ายที่สุดอาจกระทบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ

3 สมาคมอสังหาฯขอขยายมาตรการอีก 1-2 ปี

ก่อนหน้านี้ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ออกไปอีก 1-2 ปี

นายอิสระมองว่า หากไม่มีการต่ออายุมาตรการ จะส่งผลกระทบต่อยอดโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อบ้านโดยตรง และมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ในทางกลับกัน หากรัฐบาลขยายอายุมาตรการออกไป จะช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์และส่งแรงบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ตลาดยังไม่ฟื้น ความเชื่อมั่นยังเปราะบาง

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า การต่ออายุมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระของผู้ซื้อ เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อ และช่วยประคับประคองธุรกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง

หากสามารถขยายมาตรการออกไปได้อีกอย่างน้อย 1-2 ปี จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจโดยรวม

ยอดโอนต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี สินเชื่อถูกปฏิเสธเกือบครึ่ง

ภาคอสังหาริมทรัพย์ให้เหตุผลว่า ปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่ตลาดเผชิญแรงกดดันหนักจากภาวะเศรษฐกิจตัวเลขสำคัญสะท้อนภาพเดียวกัน ได้แก่

  •  ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี
  •  อัตราถูกปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 40-50%
  •  การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่ำสุดในรอบ 12 ปี

ด้วยเหตุนี้ ทั้ง 3 สมาคมจึงเสนอแพ็กเกจมาตรการฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อกระทรวงการคลัง ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่

1. ขยายมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท อีก 1-2 ปี พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของผู้กู้

2. สนับสนุนบ้านประหยัดพลังงาน เพื่อลดการใช้พลังงานภาคครัวเรือน ผ่านมาตรการภาษี สิทธิประโยชน์ทางการเงิน และการสนับสนุนโซลาร์เซลล์ ตามนโยบาย Thailand Green Economy

3. กระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านมาตรการรวมหนี้ ระบบประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย และแนวคิด Warehouse Debt เพื่อจัดการหนี้นอกระบบ

4. กระตุ้นกำลังซื้อต่างชาติ ผ่านการปรับเงื่อนไขการลงทุนและการพำนักระยะยาว ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้อง

หวังรัฐต่อมาตรการหวั่นอสังหาฯสะดุดแรง

 การขยายมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองจะช่วยไม่ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ถดถอยมากไปกว่านี้ หลังไตรมาสแรกของปีมียอดโอนกรรมสิทธิ์และยอดเปิดโครงการใหม่ติดลบ พร้อมประเมินว่าหากไม่มีแรงกระตุ้นเพิ่มเติมตลาดอาจฟื้นตัวในลักษณะ “L-Shape” ไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่จุดเดิมได้เร็ว

ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาลในช่วงโค้งสุดท้ายเป็น”ตัวแปร”สำคัญของตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง หากมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองได้รับการต่ออายุ ผู้ซื้อจะมีต้นทุนลดลง ผู้ประกอบการรักษากำลังขายไว้ได้ และตลาดอาจเดินหน้าต่อด้วยแรงส่งที่ยังเหลืออยู่

แต่หากมาตรการสิ้นสุดลงโดยไม่มีมาตรการทดแทน ต้นทุนการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่ตลาดซึ่งยังอ่อนแรงอยู่แล้ว อาจต้องเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คอนโดย่านศิริราช-ปิ่นเกล้า’ขายดี’เมื่อดีมานด์แซงซัพพลายหายาก

  • ความต้องการคอนโดในย่านศิริราช-ปิ่นเกล้าสูงขึ้นต่อเนื่อง จากการพัฒนาพื้นที่สู่ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) และจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 3 สาย ขณะที่ซัพพลายใหม่มีจำกัดเนื่องจากเป็นย่านเมืองเก่า
  • ภาวะดีมานด์แซงซัพพลายส่งผลให้ยอดขายคอนโดในพื้นที่พุ่งสูง โดยเฉพาะโครงการในรัศมี 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้ามียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 92%
  • ทำเลปิ่นเกล้ามีความโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยมียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 69% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดคอนโด

ท่ามกลางซัพพลายคอนโดมิเนียมที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องคอนโดย่านศิริราช-ปิ่นเกล้ากลายเป็นหนึ่งในทำเลที่นักลงทุนและผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยกำลังจับตามองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสวนทางกับภาพรวมตลาดที่เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและซัพพลายสะสมในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ หากพิจารณาเจาะลึกทำเลทองศิริราช ซึ่งจากแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟธนบุรี จะทำให้ทำเลนี้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการแพทย์แห่งใหม่ที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้าและส่วนต่อขยายพื้นที่กว่า 147 ไร่ จะยกระดับทำเลนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)  จากแผนพัฒนาดังกล่าว ประกอบซัพพลายคอนโดมิเนียมที่มีจำกัด ส่งผลให้โครงการที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ารัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร มียอดขายเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 92% !

ปิ่นเกล้า ดาวเด่นของตลาดคอนโดโซนมิดทาวน์

ข้อมูลจาก CBRE ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในกลุ่มมิดทาวน์และชานเมือง ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดขายเฉลี่ยของโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอยู่ที่ 44.6%แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ปิ่นเกล้า” มียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 69%ถือเป็นอันดับ 2 ของตลาดมิดทาวน์ทั้งหมด และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างมีนัยสำคัญตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้ซื้อจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ทำเลที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก และมีแหล่งงานขนาดใหญ่รองรับอยู่ใกล้เคียง

จากโรงพยาบาลสู่ “เมืองการแพทย์” แห่งใหม่

หากเจาะลึกลงไปในพื้นที่ศิริราช จะพบว่าความน่าสนใจของทำเลนี้ไม่ได้มาจากโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียวแต่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟธนบุรี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 147 ไร่โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และศูนย์กลางการเดินทางแห่งใหม่ของกรุงเทพฯหรือที่เรียกว่า Medical Hub และ Exchange Hub

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ พื้นที่แห่งนี้จะรองรับทั้งบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา ผู้ป่วย ผู้ติดตาม รวมถึงหน่วยงานราชการจำนวนมากโดยคาดว่าจะมีบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า 17,000 คน นักศึกษาอีกกว่า 8,000 คน และผู้เข้ามาใช้บริการในพื้นที่วันละหลายหมื่นคนนั่นหมายความว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ดีมานด์ล้น ซัพพลายหายาก

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตลาดศิริราชแตกต่างจากหลายพื้นที่ คือภาวะ “ดีมานด์มากกว่าซัพพลาย”แม้ในโซนมิดทาวน์โดยรวมจะมีคอนโดมิเนียมสะสมกว่า 810,000 ยูนิต จากเกือบ 2,000 โครงการแต่หากนับเฉพาะพื้นที่รอบศิริราช กลับมีจำนวนยูนิตไม่ถึง 10,500 ยูนิต

ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้งานพื้นที่ในแต่ละวันยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่รอบศิริราชยังเป็นย่านเมืองเก่าที่มีข้อจำกัดด้านการพัฒนาทั้งเรื่องการหาที่ดินขนาดใหญ่ ข้อกำหนดผังเมือง และข้อจำกัดด้านความสูงอาคารส่งผลให้โครงการใหม่เกิดขึ้นได้ยาก

เมื่อซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดน้อย แต่ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่คอนโดมิเนียมในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้าจะมียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 92%แม้ในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจ

รถไฟฟ้า 3 สายเปลี่ยนมูลค่าที่ดินฝั่งธนบุรี

อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันศักยภาพของทำเล คือการเป็นจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ปัจจุบันพื้นที่ศิริราช-ปิ่นเกล้า สามารถเชื่อมต่อกับ MRT สายสีน้ำเงินได้แล้วขณะเดียวกัน ยังมีรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2572และ MRT สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ที่คาดว่าจะเปิดในปี 2573

เมื่อทั้ง 3 เส้นทางเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นจุดตัดสำคัญของระบบรางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯผู้พักอาศัยสามารถเดินทางเข้าสู่ย่านสยามได้ภายในประมาณ 25 นาที หรือเข้าสู่ใจกลางเมืองฝั่งตะวันออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้นรวมถึงยังมีทางเลือกในการเดินทางทางน้ำที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

คอนโดระดับ High-End ในราคาที่ยังจับต้องได้

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือระดับราคาของคอนโดมิเนียมในทำเลนี้CBRE แบ่งตลาดคอนโดมิเนียมออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่

  •  Mid-Range ราคา 70,000-90,000 บาทต่อตารางเมตร
  •  Upscale ราคา 100,000-180,000 บาทต่อตารางเมตร
  •  High-End สูงสุดประมาณ 250,000 บาทต่อตารางเมตร

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดศิริราชคือ โครงการใหม่หลายแห่งเริ่มยกระดับคุณภาพการพัฒนาให้ใกล้เคียงกับคอนโดมิเนียมระดับ High-Endแต่ยังตั้งราคาอยู่ในกลุ่ม Upscaleส่งผลให้ผู้ซื้อได้รับคุณภาพของสินค้าในระดับที่สูงกว่าระดับราคาที่จ่ายและแนวโน้มการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตเชื่อว่าราคาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก

ทำเลที่ไม่ได้ขายแค่ห้อง แต่ขาย “เวลา”

สิ่งที่ผู้ซื้อจำนวนมากมองเห็นในทำเลศิริราช ไม่ใช่เพียงตัวห้องพักแต่คือ “เวลา”สำหรับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ การลดเวลาเดินทางหมายถึงการมีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ การอยู่ใกล้โรงพยาบาลหมายถึงความอุ่นใจในการใช้ชีวิตสำหรับนักลงทุน การมีฐานผู้เช่าขนาดใหญ่และต่อเนื่อง หมายถึงโอกาสสร้างกระแสรายได้ระยะยาว

ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าในทำเลนี้อยู่ที่ประมาณ 5-6% ต่อปีขณะที่โอกาสการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาวยังได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานรอบพื้นที่

จากทำเลทางผ่านสู่ศูนย์กลางแห่งใหม่ของฝั่งธนบุรี

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนอาจจดจำศิริราชและปิ่นเกล้าในฐานะย่านพักอาศัยดั้งเดิมของฝั่งธนบุรีแต่วันนี้ บทบาทของพื้นที่กำลังเปลี่ยนไปจากจุดหมายปลายทางของผู้ป่วยและนักศึกษาแพทย์สู่ศูนย์กลางการแพทย์ การศึกษา การเดินทาง และการอยู่อาศัยแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

เมื่อดีมานด์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายใหม่เกิดขึ้นได้ยากศิริราช-ปิ่นเกล้า จึงไม่ใช่เพียงทำเลน่าจับตาในวันนี้แต่อาจเป็นหนึ่งในทำเลที่มีศักยภาพเติบโตโดดเด่นที่สุดของกรุงเทพฯ ในทศวรรษหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 มิ.ย. 69 ‘อ่อนค่า’กลับมากังวลสงคราม

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • แนวโน้มเงินบาทยังคงมีความผันผวนและมีโอกาสอ่อนค่าต่อ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  • นักวิเคราะห์มองกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.00-33.75 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.42 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.75 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sidways (แกว่งตัวในกรอบ 33.32-33.43 บาทต่อดอลลาร์) โดยพอได้แรงหนุนบ้างจากการทยอยรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาแกว่งตัวเหนือโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ก่อนที่เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมีการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (แต่มีการเปิดเผยข้อมูลการโจมตีของสหรัฐฯ หลังตลาดการเงินปิดทำการ) หนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ และกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง  

แนวโน้มค่าเงินบาท 

เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) จะชะลอลงบ้าง ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ทว่ายังคงมีกำลังอยู่ ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 33.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

กอปรกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางควรร้อนแรงขึ้น หนุนการเร่งขึ้นของราคาพลังงาน จนผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากล่าสุดโอกาสราว 28% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งในภาพดังกล่าว ควรเห็นราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง หลุดแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง แต่หากผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง

ส่วนบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (ระวังเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หากตลาดปิดรับความเสี่ยง เช่น เทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก) เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่อาจติดโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์)

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 60% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 30 สตางค์)

ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.30 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาดและสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยง Two-Way risk ยังคงอยู่

สัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ได้กดดันราคาน้ำมันดิบและส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ในงานสัมมนาของ ECB ที่ Sintra  

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะติดตามใกล้ชิดและอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งในช่วงนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง รวมถึงภาวะตึงตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ต้องประเมินจากยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) และอัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quit Rate) เนื่องจากข้อมูลดังกล่าว อาจช่วยสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจเร่งสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือเกิด Second Round Effect และ Wage-Price Spiral ซึ่งอาจนำไปสู่ ความจำเป็นที่ FED อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดคาดหวัง และตาม Dot Plot ล่าสุด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra (คาดว่าจะทยอยรับรู้ในช่วง 20.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย ทยอยลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ล่าสุด ที่ออกมาตามคาด)

▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ งานสัมมนาธนาคารกลาง ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ณ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง ทั้ง ECB และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน ในเดือนมิถุนายน ที่อาจชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 96% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดย BOJ (Tankan Survey) ทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ RatingDog PMIs ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง และในฝั่งเวียดนาม ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนมิถุนายน อย่าง ยอดการส่งออก ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ CPI เป็นต้น

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย อาทิ ดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนมิถุนายน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤษภาคม โดยแม้ยอดการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแส AI Boom ทว่า ภาคการผลิตโดยรวมกลับไม่ได้ส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องที่ชัดเจน สะท้อนว่า สินค้าส่งออกของไทยบางส่วน เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อส่งออกต่อ โดยไม่ได้มีการผลิตหรือเพิ่มมูลค่าในประเทศมากนัก นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ลุ้นเดือดทุกเซต! “สาวไทย U18” อัด เวียดนาม คว้าแชมป์ลูกยาง ปริ๊นเซสคัพ 2026

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง รุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี ปริ๊นเซสคัพ 2026 (Princess Cup 2026) รอบชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทย พบกับ เวียดนาม ที่ศูนย์การค้าเทอมินอล 21 โคราช, จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569

เซตแรก เกมสุดสูสีทั้งสองทีมสู้กันชนิดไม่มีใครยอมใครเสมอกัน 15-15 แต่ เวียดนาม ทำแต้มรัวๆ แซงนำ 22-19 อย่างไรก็ตาม “สาวไทย” ไม่ยอมง่ายๆ ไล่ตีเสมอ 22-22 ก่อนเบียดเอาชนะไปได้ 25-23 ขึ้นนำ 1-0 เซต

เซตสอง รูปเกมยังสูสีผลัดกันนำผลัดกันตามจนไปเสมอกันที่ 17-17 จากนั้นเป็น เวียดนาม ที่ฉีกนำ 21-19 แต่ “สาวไทย” ก็ไม่ยอมเหมือนเดิมตีเสมอ 24-24 ก่อนช่วงท้ายจะเอาชนะไปได้แบบลุ้นระทึก 29-27 นำห่าง 2-0 เซต

เซตสาม เวียดนาม ทุ่มเต็มที่ทำแต้มนำ 9-4 ด้าน “สาวไทย” พยายามไล่มาเป็น 14-17 ก่อนตีเสมอ 21-21 ได้สำเร็จ พร้อมทั้งแซงเอาชนะไปได้ 25-22 ทำให้ชนะไปได้ 3-0 เซต

จากชัยชนะในนัดนี้ทำให้ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย รุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี คว้าแชมป์รายการนี้ได้สองครั้งติดต่อกัน รวมถึงสร้างสถิติไม่เสียเซตให้กับคู่แข่งตลอดทัวร์นาเมนต์ ขณะที่ เวียดนาม คว้ารองแชมป์ และ ฟิลิปินส์ คว้าอันดับสาม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


หมอเตือน น้ำตาลสะสมปกติ ก็เสี่ยงเบาหวานได้ เผย 8 สัญญาณ ต้องระวัง

หมอเตือน น้ำตาลสะสมปกติ ยังเสี่ยงเบาหวานได้ เปิด 8 สัญญาณ เช็กเลย คุณเสี่ยงเบาหวานอยู่ไหม?

หลายคนเห็นผลตรวจ น้ำตาลสะสม หรือ HbA1c อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วสบายใจ คิดว่าร่างกายยังจัดการน้ำตาลได้ดี แต่ “หมอเจด” นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เตือนว่า ตัวเลข HbA1c ปกติอาจยังไม่ใช่ใบรับประกันว่าไม่มีความเสี่ยงเบาหวานเสมอไป

ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า HbA1c เป็นค่าที่สะท้อนระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 3 เดือน ขณะที่ CDC ระบุว่า HbA1c ต่ำกว่า 5.7% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในบางคน น้ำตาลหลังอาหารอาจพุ่งสูงแล้วลดลง จนค่าเฉลี่ยยังดูดี ทั้งที่ร่างกายอาจเริ่มมีภาวะดื้ออินซูลินแล้ว

ทำไม HbA1c ปกติ แต่ยังต้องระวัง

หมอเจดอธิบายว่า บางคนไม่ได้มีน้ำตาลสูงตลอดทั้งวัน แต่มีลักษณะน้ำตาลแกว่ง โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารที่มีแป้ง น้ำหวาน หรือของหวานมาก ทำให้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังยังไม่สูงพอจะฟ้องความผิดปกติชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญคือ ภาวะดื้ออินซูลินมักไม่ได้สะท้อนผ่านค่าน้ำตาลเพียงตัวเดียว แต่เกี่ยวข้องกับรอบเอว ไขมันในเลือด ความดันโลหิต การนอน และประวัติครอบครัวด้วย หากมีหลายสัญญาณร่วมกัน แม้ HbA1c ยังปกติ ก็ควรเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

8 สัญญาณเสี่ยงเบาหวาน แม้น้ำตาลสะสมยังปกติ

  1. มีพุงหรือรอบเอวเกินเกณฑ์ โดยเฉพาะไขมันสะสมรอบเอวที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจเกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลิน หมอเจดแนะนำให้คนไทยระวังเมื่อผู้ชายรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงเกิน 80 เซนติเมตร ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากกรมอนามัยที่ระบุว่า รอบเอวเกินเกณฑ์สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด
  2. กินข้าวหรือของหวานแล้วง่วงมากผิดปกติ หากหลังมื้ออาหารที่มีข้าว เส้น ขนมปัง น้ำหวาน หรือขนมแล้วรู้สึกง่วงหนัก หัวตื้อ อยากนอนทันที อาจเป็นสัญญาณว่าน้ำตาลหลังอาหารขึ้นลงแรง แม้ค่าเฉลี่ย HbA1c ยังดูปกติ
  3. หิวบ่อย อยากหวาน ทั้งที่เพิ่งกินไปไม่นาน อาการอยากชานม กาแฟหวาน ขนม หรือของจุกจิกช่วงบ่ายบ่อย ๆ อาจเกิดจากน้ำตาลขึ้นเร็วแล้วตกเร็ว ทำให้ร่างกายส่งสัญญาณอยากกินเพิ่ม และกระตุ้นอินซูลินซ้ำ ๆ
  4. คอดำ รักแร้ดำ หรือมีติ่งเนื้อเพิ่มขึ้น ผิวคล้ำหนาบริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ หรือมีติ่งเนื้อเล็ก ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าเป็นเบาหวานทันที แต่เป็นสัญญาณที่พบร่วมกับภาวะดื้ออินซูลินได้ โดยเฉพาะเมื่อมีพุง น้ำหนักขึ้น หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
  5. ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือ HDL ต่ำ แม้ HbA1c ยังปกติ แต่หากผลตรวจไขมันพบว่าไตรกลีเซอไรด์สูง หรือไขมันดี HDL ต่ำ อาจเป็นเบาะแสว่าระบบเผาผลาญเริ่มผิดปกติ เพราะภาวะดื้ออินซูลินมักเกี่ยวข้องกับไขมัน พุง ความดัน และตับไปพร้อมกัน
  6. ความดันเริ่มสูงหรือวัดเกินบ่อย หากความดันโลหิตเริ่มเกิน 130/80 mmHg บ่อย ๆ ร่วมกับรอบเอวเกินหรือไขมันในเลือดสูง ควรเริ่มปรับพฤติกรรม เพราะอาจเป็นภาพรวมของความเสี่ยงกลุ่มเมตาบอลิกที่ยังไม่กลายเป็นเบาหวานเต็มตัว
  7. น้ำตาลตอนเช้าสูงกว่าปกติ ข้อมูลจาก American Diabetes Association ระบุว่า น้ำตาลหลังอดอาหาร 100-125 mg/dL อยู่ในช่วงก่อนเบาหวาน ดังนั้น หากตรวจซ้ำแล้วค่าน้ำตาลตอนเช้าอยู่ระดับนี้บ่อย ๆ แม้ HbA1c ยังไม่สูงมาก ก็ควรปรึกษาแพทย์
  8. มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หากพ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน ความเสี่ยงของตัวเองจะสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณอื่นร่วม เช่น รอบเอวเพิ่ม ง่วงหลังอาหาร หิวหวานบ่อย ไขมันสูง หรือความดันเริ่มสูง

เริ่มดูแลตั้งแต่ยังไม่เป็นเบาหวาน ควรทำอย่างไร

หมอเจดแนะนำว่า ช่วงที่ยังไม่เป็นเบาหวานเป็นช่วงที่ปรับกลับได้ง่ายกว่ารอให้ตัวเลขหลุดเกณฑ์ไปแล้ว โดยควรเริ่มจากพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวัน

  • ลดน้ำหวาน น้ำผลไม้ ชานม และกาแฟหวาน
  • จัดมื้ออาหารให้มีโปรตีน เช่น ไข่ ปลา ไก่ เต้าหู้ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
  • ลดแป้งขัดขาว โดยเฉพาะมื้อเย็น และเลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารมากขึ้น
  • เพิ่มผักและไฟเบอร์ในมื้ออาหาร เพื่อช่วยให้อิ่มนานและลดการแกว่งของน้ำตาล
  • เดินเบา ๆ หลังอาหารประมาณ 10-15 นาที หากไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ
  • ฝึกแรงต้าน 2-3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อที่ช่วยใช้และเก็บน้ำตาล
  • นอนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยอาจทำให้การควบคุมน้ำตาลและอินซูลินแย่ลง
  • หากมีหลายสัญญาณร่วมกัน ควรตรวจเลือดและปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด

ตรวจอะไรได้บ้าง หากสงสัยเสี่ยงเบาหวาน

นอกจาก HbA1c แล้ว แพทย์อาจพิจารณาการตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร หรือการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาลตามความเหมาะสม ข้อมูลจาก CDC และ American Diabetes Association ระบุว่า การประเมินเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวานสามารถใช้ได้ทั้งค่า HbA1c ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร และการตรวจน้ำตาลหลังดื่มกลูโคส

คนที่มีรอบเอวเกิน ไขมันผิดปกติ ความดันสูง มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือมีอาการน้ำตาลแกว่งหลังอาหาร ควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปคุยกับแพทย์ ไม่ควรรอดูแค่ HbA1c เพียงตัวเดียว

สรุป น้ำตาลสะสมปกติเป็นเรื่องดี แต่ยังต้องฟังสัญญาณร่างกาย

HbA1c ปกติถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าร่างกายไม่มีปัญหาเรื่องน้ำตาลเสมอไป โดยเฉพาะหากมีรอบเอวเกิน ง่วงหลังอาหาร หิวหวานบ่อย คอดำ ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ ความดันเริ่มสูง น้ำตาลตอนเช้าอยู่ในช่วงเสี่ยง หรือมีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน

สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้ตัวเลขผิดปกติชัดเจนแล้วค่อยเริ่มดูแล เพราะการปรับพฤติกรรมตั้งแต่ระยะเสี่ยง ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอน และการตรวจติดตามกับแพทย์ อาจช่วยลดโอกาสพัฒนาไปสู่เบาหวานในอนาคตได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เทคนิคพูดอังกฤษเหมือนเจ้าของภาษา: 10 วิธีปรับสำเนียงและการออกเสียงให้คล่อง

1. ฟังเจ้าของภาษาให้เยอะ ๆ

การฟังเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับการพูดให้เหมือนเจ้าของภาษา ลองฟังพอดแคสต์ รายการทีวี หรือยูทูบของเจ้าของภาษา ฟังให้ได้หลายสำเนียง เช่น อังกฤษแบบบริติช อเมริกัน หรือออสซี่
เทคนิค:

  • ฟังซ้ำประโยคสั้น ๆ แล้วลองพูดตาม
  • จดศัพท์และสำนวนเจ้าของภาษา

2. ฝึก Shadowing

Shadowing คือการฟังเจ้าของภาษาแล้วพูดตามทันที เทคนิคนี้ช่วยปรับ สำเนียง, จังหวะ, และโทนเสียง ของคุณให้เหมือนเจ้าของภาษา
วิธีทำ:

  • เลือกคลิปสั้น ๆ 1-2 นาที
  • เล่นคลิปทีละประโยค
  • พูดตามน้ำเสียงและจังหวะให้ใกล้เคียงที่สุด

3. เรียนรู้เสียง IPA และออกเสียงให้ถูกต้อง

IPA (International Phonetic Alphabet) คือเครื่องมือสำหรับเรียนรู้เสียงภาษาอังกฤษอย่างแม่นยำ
ข้อดี:

  • ลดการออกเสียงผิดบ่อย
  • รู้ว่าตัวอักษรแต่ละตัวควรออกเสียงอย่างไร

4. ใช้ Tongue Twister ฝึกปากและลิ้น

Tongue Twister เป็นวิธีสนุก ๆ ที่ช่วยปรับ ความคล่องของลิ้นและปาก สำหรับเสียงที่ยาก เช่น /th/ /r/ /l/
ตัวอย่าง:

  • “She sells seashells by the seashore”
  • “Red lorry, yellow lorry”

5. จดจำ Rhythm และ Intonation

เจ้าของภาษาจะมี จังหวะการพูดและเสียงสูงต่ำ ที่เป็นธรรมชาติ
วิธีฝึก:

  • ฟังประโยคแล้วสังเกตจังหวะเสียง
  • พูดตามโดยเลียนแบบขึ้นลงของเสียง

6. บันทึกเสียงตัวเองและฟังซ้ำ

การฟังตัวเองช่วยให้คุณเห็นจุดอ่อนของสำเนียงและการออกเสียง
เทคนิค:

  • บันทึกเวลาอ่านบทความสั้น ๆ
  • ฟังแล้วเปรียบเทียบกับเจ้าของภาษา
  • แก้ไขเสียงที่ออกต่างกัน

7. เรียนคำศัพท์และสำนวนที่เจ้าของภาษาใช้จริง

เจ้าของภาษามักใช้ สำนวนและคำพูดธรรมชาติ แทนประโยคทางการ
ตัวอย่าง:

  • “I’m starving” = หิวมาก
  • “Hang on a sec” = รอสักครู่

ประโยชน์: พูดแล้วฟังเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนแปลตรงตัว

8. ฝึกสนทนาออนไลน์กับเจ้าของภาษา

วิธีที่เร็วที่สุดในการปรับสำเนียงคือ คุยกับเจ้าของภาษาโดยตรง
แพลตฟอร์มแนะนำ:

  • Wall Street English: ครูเจ้าของภาษา สอนออนไลน์ตัวต่อตัว
  • iTalki, Cambly (เสริมเพิ่มเติม)

ข้อดี:

  • ได้ฟีดแบคทันที
  • เรียนรู้การออกเสียงและสำนวนจริง

9. ฝึกพูดประโยคสั้น ๆ ทุกวัน

เริ่มจาก ประโยคง่าย ๆ และใช้ซ้ำ เช่น

  • “How’s it going?”
  • “I’d love to help”
    เคล็ดลับ: พูดให้บ่อยจนติดปาก จะช่วยให้พูดคล่องโดยไม่ต้องคิดเยอะ

10. ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ฝึกภาษาอังกฤษทุกวันในชีวิตจริง เช่น

  • ตั้งมือถือและโซเชียลเป็นภาษาอังกฤษ
  • ดูซีรีส์พร้อมซับอังกฤษ
  • พูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษเวลาทำกิจกรรม

ผลลัพธ์: สำเนียงและการออกเสียงค่อย ๆ ดีขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ

สรุป

การพูดอังกฤษเหมือนเจ้าของภาษาไม่ใช่เรื่องยากถ้าคุณฝึกอย่างต่อเนื่อง ใช้เทคนิค 10 วิธีปรับสำเนียงและการออกเสียง ข้างต้นเป็นแนวทาง และอย่าลืม เรียนออนไลน์กับครูเจ้าของภาษา เพื่อให้การฝึกพูดได้ผลเร็วและชัดเจนที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


‘การ์ทเนอร์’ คาดปี 2569 ดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าพุ่ง 26% รับแรงขับจาก AI

  • การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 26.4% 
  • แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวของการประมวลผล AI ที่ต้องใช้พลังงานสูง
  • เซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบสำหรับงาน AI (AI-Optimized Server) เป็นปัจจัยสำคัญ คาดว่าจะใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 84.2% ในปี 2569 และจะใช้ไฟฟ้าสูงกว่าเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมในปี 2570
  • ภายในปี 2573 การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะสูงกว่า 1,200 TWh ซึ่งอาจทำให้กำลังการจ่ายไฟของโครงข่ายไฟฟ้าไม่เพียงพอ

การเติบโตของเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุนและการใช้พลังงานของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก โดยดาต้าเซนเตอร์ กลายเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การ์ทเนอร์” คาดการณ์ว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 26.4% แตะระดับ 565 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) จาก 447 TWh ในปี 2568 โดยมีแรงขับหลักจากการขยายตัวของการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ต้องใช้พลังงานสูง

ข้อมูลคาดการณ์ระบุว่า การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 702 TWh ในปี 2570 หรือเติบโตอีก 24.1% จากปีก่อน

หลิงหลาน หวาง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า ความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังผลักดันให้การใช้พลังงานของดาต้าเซนเตอร์เพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านกำลังไฟฟ้าที่มีอยู่เริ่มส่งผลต่อศักยภาพการขยายระบบ AI ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานของดาต้าเซนเตอร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้าน AI

นอกจากการใช้พลังงานแล้ว การ์ทเนอร์ยังประเมินว่า ความต้องการกำลังไฟฟ้าของดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 132 กิกะวัตต์ (GW) จาก 104 GW ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นราว 27% และคาดว่าจะขยายเป็น 290 GW ภายในปี 2573 สะท้อนการเติบโตของการใช้งาน Generative AI ที่ยังคงเร่งตัว

การ์ทเนอร์ ระบุว่า เซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบหรือปรับแต่งเพื่อรองรับงาน AI (AI-Optimized Server) เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การใช้พลังงานของดาต้าเซนเตอร์เพิ่มขึ้น

ในปี 2569 AI-Optimized Server จะใช้ไฟฟ้า 175 TWh เพิ่มขึ้น 84.2% จากปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 31% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลก ขณะที่เซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม (Conventional Server) จะใช้ไฟฟ้า 195 TWh เพิ่มขึ้นเพียง 1.2%

สำหรับปี 2570 การ์ทเนอร์คาดว่า AI-Optimized Server จะใช้ไฟฟ้าเพิ่มเป็น 258 TWh เติบโต 47.8% จากปีก่อน และมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม ซึ่งคาดว่าจะใช้ไฟฟ้า 200 TWh เติบโต 2.4%

นอกจากนี้ ระบบทำความเย็นและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ (Cooling and Other Infrastructure) จะใช้ไฟฟ้าเพิ่มจาก 159 TWh ในปี 2568 เป็น 195 TWh ในปี 2569 และ 243 TWh ในปี 2570 หรือเติบโต 22.6% และ 24.6% ตามลำดับ

จากข้อมูลคาดการณ์ การใช้ไฟฟ้าของ AI-Optimized Server จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 95 TWh ในปี 2568 เป็น 175 TWh ในปี 2569 และ 258 TWh ในปี 2570 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าของเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้นในอัตราค่อนข้างต่ำ จาก 193 TWh เป็น 195 TWh และ 200 TWh ตามลำดับ

การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 ดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้ามากกว่า 1,200 TWh ซึ่งอาจทำให้กำลังการจ่ายไฟของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ไม่เพียงพอต่อความต้องการรองรับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่

หวาง ให้ความเห็นว่า ผู้บริหารด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิบัติการควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเข้าถึงแหล่งจ่ายไฟที่มีความมั่นคง การลงทุนในระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง

รวมถึงการนำ Edge Computing มาใช้ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านพลังงานและรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผลไม้สีเขียวชนิดนี้ ถูกยกให้เป็นซูเปอร์ฟู้ด! หลายคนกินทุกวัน แต่ไม่รู้ว่าดีต่อตับและไตแค่ไหน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลไม้สีเขียวชนิดหนึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ จนได้รับฉายาว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นไขมันดี วิตามิน ใยอาหาร และแร่ธาตุสำคัญ

หลายคนเลือกกินผลไม้ชนิดนี้เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก ดูแลหัวใจ หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูสุขภาพต่าง ๆ แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ผลไม้ชนิดนี้อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพตับและไตได้เช่นกัน

ผลไม้ที่กำลังพูดถึงก็คือ “อะโวคาโด” นั่นเอง

ทำไมอะโวคาโดถึงถูกยกให้เป็นซูเปอร์ฟู้ด?

อะโวคาโดแตกต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ เพราะมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นไขมันดีที่ร่างกายต้องการ

นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วย

  • วิตามินอี
  • วิตามินเค
  • วิตามินบีหลายชนิด
  • โฟเลต
  • โพแทสเซียม
  • ใยอาหาร
  • สารต้านอนุมูลอิสระ

สารอาหารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงตับและไต

อะโวคาโดดีต่อตับอย่างไร?

ตับมีหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างโปรตีน และควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ภายในร่างกาย

นักโภชนาการมองว่าอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและไขมันดี อาจช่วยลดภาวะอักเสบภายในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพตับ

อะโวคาโดมีวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ อีกทั้งไขมันดีในอะโวคาโดยังช่วยสนับสนุนการควบคุมระดับไขมันในเลือด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภาวะไขมันพอกตับอีกด้วย

แม้อะโวคาโดจะไม่ใช่อาหารที่รักษาโรคตับได้โดยตรง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยดูแลตับในระยะยาว

แล้วอะโวคาโดช่วยดูแลไตได้หรือไม่?

ไตมีหน้าที่กรองของเสียและรักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย

อะโวคาโดมีใยอาหารสูง ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย ซึ่งมีส่วนช่วยลดภาระของร่างกายในภาพรวม

นอกจากนี้ยังมีไขมันดีที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพหลอดเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของไต

อย่างไรก็ตาม อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือผู้ที่ต้องควบคุมระดับโพแทสเซียมควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเป็นประจำ

กินอะโวคาโดอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ประมาณครึ่งผลถึงหนึ่งผลต่อวัน ขึ้นอยู่กับความต้องการพลังงานของแต่ละคน

สามารถนำไปทำเมนูได้หลากหลาย เช่น

  • อะโวคาโดกับขนมปังซาวโดว์
  • สลัดอะโวคาโด
  • สมูทตีอะโวคาโด
  • อะโวคาโดกับไข่ต้ม
  • อะโวคาโดและปลาแซลมอน

การรับประทานร่วมกับผัก ผลไม้ และโปรตีนคุณภาพดี จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

สรุป

อะโวคาโดไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ยอดนิยมของคนลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งของไขมันดี ใยอาหาร วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกายโดยรวม

แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่ช่วยรักษาโรคตับหรือโรคไตได้โดยตรง แต่การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างอะโวคาโด ร่วมกับการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตับและไตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 29/6/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,000.0064,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,137.0062,716.9265,000.00
ทองรูปพรรณ 90%3,723.3056,445.23n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,309.6050,173.54n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,861.6528,222.61n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,447.9521,950.92n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,287.0564,991.68n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 29/6/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9538.0538.0538.5538.0538.0538.0538.0538.0538.05
แก๊สโซฮอล์ 9137.6837.6838.1837.6837.6837.6837.6837.6837.68
แก๊สโซฮอล์ E2033.0533.0533.5533.0533.0533.0533.0533.05
แก๊สโซฮอล์ E8528.9928.9928.99
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7953.4449.8447.79
เบนซิน 9547.6453.4148.1447.7947.64
ดีเซล37.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.50
ดีเซล B2032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.50
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0554.2549.8454.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า