สาระน่ารู้ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

ALLYพลิกคอมมูนิตี้มอลล์สู่แพลตฟอร์มใช้ชีวิตรีแบรนด์ CDC-The Crystal

  • ALLY ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ ปรับโมเดลธุรกิจจากผู้พัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์สู่ “แพลตฟอร์มสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนเมือง” เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
  • ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาทในการรีโนเวตและปรับโฉมโครงการสำคัญในพอร์ต ได้แก่ CDC และ The Crystal พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “ALLY Village”
  • เดินหน้าขยายพอร์ตลงทุนผ่านการเพิ่มทุนของ ALLY REIT มูลค่า 1,515 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ใหม่ 3 โครงการ สร้างการเติบโตในระยะยาว

ตลาดรีเทลกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “เดินห้างเพื่อซื้อของ” ไปสู่ “ออกจากบ้านเพื่อใช้ชีวิต” ผู้ประกอบการที่ยังแข่งขันด้วยจำนวนร้านค้า หรือขนาดพื้นที่เช่า อาจไม่ใช่ผู้ชนะในระยะยาวอีกต่อไป

เป็นเหตุผลที่ ALLY ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมาในรอบ 17 ปี พลิกบทบาทจากผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ สู่ “Urban Experience Platform” หรือแพลตฟอร์มที่ออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนเมือง ภายใต้แนวคิด “WHERE LIFE FEELS RIGHT”

เพราะเชื่อว่าความได้เปรียบในอนาคต จะไม่ได้อยู่ที่จำนวนตารางเมตร แต่อยู่ที่คุณภาพของประสบการณ์ที่ผู้คนได้รับจากพื้นที่นั้นๆ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นการวางยุทธศาสตร์ใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างแบรนด์ โมเดลธุรกิจ ไปจนถึงการลงทุนในสินทรัพย์รุ่นใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

กวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล รีท แมนเนจเมนท์ จำกัด หรือ ALLY กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท ขณะที่ ALLY REIT มีสินทรัพย์ภายใต้การลงทุนกว่า 13,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่บริษัทกำลังมองหา ไม่ใช่เพียงการขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการสร้าง “คุณค่าของชุมชน” ผ่านพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละย่าน

แนวคิดสอดคล้องกับกระแส Slow Urbanism ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในหลายเมืองทั่วโลก เมื่อผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว การเดินเท้า คุณภาพชีวิต และการใช้เวลาร่วมกับชุมชน มากกว่าการบริโภคเพียงอย่างเดียว ALLY จึงนิยามบทบาทใหม่ของตัวเองว่าเป็นผู้สร้าง “Community Ecosystem” ที่เชื่อมโยงผู้คน พื้นที่ ร้านค้า และบริการเข้าไว้ด้วยกัน

3 กลยุทธ์ พลิกองค์กรทั้งระบบ

การรีแบรนด์ครั้งนี้ขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์แรก Redefine เปลี่ยนสถานะจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มลงทุนและบริหารอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก โครงสร้างการลงทุนแบ่งเป็น 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Lifestyle Communities ผ่าน ALLY REIT, Global Platforms ครอบคลุม Commercial, Hospitality, Logistics และ Credit แกนสุดท้าย Landmark Developments ลงทุนในโครงการศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนว่า ALLY ต้องการมีรายได้ที่หลากหลายมากกว่าการพึ่งพารีเทลเพียงอย่างเดียว

ยุทธศาสตร์ที่ 2 Rebrand & Renovate ปรับโครงสร้าง Brand Architecture ใหม่ ให้ทุกแบรนด์ในเครือทำงานภายใต้ Ecosystem เดียวกัน ประกอบด้วย CDC, The Crystal, ALLY Village  แต่ละแบรนด์ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ทั้งหมดจะเชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าให้อยู่ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว

ยุทธศาสตร์ที่ 3  Reignite เดินหน้าขยายพอร์ตลงทุนผ่านการเพิ่มทุนของ ALLY REIT

โดยเตรียมลงทุน 3 โครงการใหม่ ได้แก่ Charn แจ้งวัฒนะ, สายไหม อเวนิว และ The Zone ทาวน์อินทาวน์ รวมมูลค่าลงทุน 1,515 ล้านบาท เพื่อเพิ่มฐานรายได้ประจำ และขยายพื้นที่ในทำเลยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ

ปรับแบรนด์ใหญ่ ยกเครื่องทั้งพอร์ต

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการรีโนเวตสินทรัพย์เดิม เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน เริ่มจากโครงการ “CDC” ปรับโฉมครั้งใหญ่ ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ยกระดับจากศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน สู่ Integrated Design & Lifestyle District บนที่ดิน 73 ไร่ รวมกว่า 100,000 ตารางเมตร และรวบรวมแบรนด์ด้าน Home & Décor กว่า 500 แบรนด์

อีกจุดเด่นคือการพัฒนาพื้นที่สีเขียวกว่า 19 ไร่ ให้เป็น “Commercial Park” ขนาดใหญ่ เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างจากศูนย์การค้าทั่วไป

ปั้น ALLY Village ศูนย์กลางของชุมชน

นอกจากนี้ มีแบรนด์ใหม่ “ALLY Village” วางตำแหน่งเป็น Lifestyle Neighborhood เริ่มต้นรีโนเวตจาก The Scene ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น ALLY Village Town-in-Town ก่อนขยายไปยัง Songprapha, Amorini และ North Ratchapruek แนวคิดสำคัญคือการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน ใช้วัสดุธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างพื้นที่รองรับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน มากกว่าการเป็นเพียงศูนย์การค้า

พร้อมรีเฟรชแบรนด์ “The Crystal” แนวคิด Curated Urban Sanctuary ยกระดับสู่ Curated Lifestyle เป็นจุดหมายของผู้บริโภคที่มองหาคุณภาพชีวิตและรสนิยม ผ่านการคัดสรรร้านอาหาร ร้านค้า และกิจกรรมที่แตกต่างแทนที่จะเน้นจำนวนร้านค้า บริษัทเลือกใช้แนวคิด “Curated Community” เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแต่ละโครงการ

จุดแข็ง ALLY “ห้างหน้าบ้าน”

กวินทร์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่จุดแข็งของ ALLY คือการลงทุนในคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งพึ่งพาการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ มากกว่ากำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว 

โมเดล “Neighborhood Retail” ทำให้รายได้มีความสม่ำเสมอ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ฟิตเนส คลินิก หรือบริการต่างๆ 

ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่ดินในปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังทำให้การพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ทำได้ยาก ส่งผลให้สินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันมากขึ้น

เพิ่มทุน 1,515 ล้านปูทางเติบโตระยะยาว

ส่วนแผนเพิ่มทุนของ ALLY REIT ในช่วงปลายปี จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ใหม่มูลค่า 1,515 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มเงินปันผลต่อหน่วย (DPU) ราว 5-10% ในปีแรก และมีโอกาสขยับสู่ระดับ 10-15% ในระยะยาว เมื่อสินทรัพย์สร้างผลตอบแทนเต็มที่

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมบริหารต้นทุนทางการเงินผ่านการออกหุ้นกู้ เพื่อทดแทนหนี้ธนาคาร และรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง

แกนสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่อยู่ภายใต้กรอบ 3P ได้แก่ People, Planet และ Profit ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 12% เป็น 20% ติดตั้ง Solar Rooftop ในทุกโครงการ สนับสนุนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มพื้นที่สีเขียว และร่วมโครงการจัดการขยะ Care the Whale พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในท้องถิ่น สะท้อนว่า ALLY ไม่ได้มองความยั่งยืนเป็นเพียงภาพลักษณ์ แต่เป็นองค์ประกอบของการสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับสินทรัพย์

เปลี่ยนเกมจากผู้ให้เช่าสู่ผู้สร้างประสบการณ์

การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับภาพลักษณ์องค์กรแต่เป็นการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญ จาก “เจ้าของพื้นที่เช่า” ไปสู่ “ผู้สร้างระบบนิเวศของการใช้ชีวิต” สอดคล้องกับทิศทางของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับ Experience Economy มากกว่าการเพิ่มพื้นที่เช่าในระยะสั้น

“บริษัทต้องใช้งบลงทุนจำนวนมากทั้งการรีโนเวต การรีแบรนด์ และการขยายพอร์ต ซึ่งอาจกดดันผลตอบแทนบางส่วน แต่หากสามารถยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ เพิ่มอัตราการเช่า ดึงร้านค้าคุณภาพ และสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคได้จริง ก็มีโอกาสต่อยอดสู่รายได้ที่มั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน”

สิ่งที่ ALLY กำลังเดิมพัน อาจไม่ใช่เพียงอนาคตของคอมมูนิตี้มอลล์ แต่คือการนิยามใหม่ “พื้นที่เมือง” ในอนาคตควรทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสถานที่ซื้อของ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากใช้ชีวิต และรู้สึกว่า “นี่คือที่ที่ใช่!” ตามแนวคิด “WHERE LIFE FEELS RIGHT” แกนกลางของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เปิดอาณาจักร LH ‘อนันต์ อัศวโภคิน’ อสังหาฯแสนล้าน ในมือคีย์แมน-ทายาทรุ่น3

  • อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์แสนล้านของอนันต์ อัศวโภคิน มีการกระจายการลงทุนหลากหลายธุรกิจนอกเหนือจากที่อยู่อาศัย เช่น ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21, โรงแรม และธุรกิจการเงิน
  • การบริหารงานในปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของทีมผู้บริหารมืออาชีพ (คีย์แมน) ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
  • มีการส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นที่ 3 คือ อาชวิณ อัศวโภคิน บุตรชายคนโต ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารและสานต่อธุรกิจ โดยเน้นขยายพอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า

ชื่อของ เจ้าสัวอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์จำกัด(มหาชน) หรือ Land & Houses (LH )ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของไทย ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างอีกครั้ง  เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยืนยันอนุมัติหมายจับหลังอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้สั่งฟ้องในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นและวัดพระธรรมกาย ขณะปัจจุบัน เจ้าสัวอนันต์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหายังคงรักษาอาการป่วยวิกฤตอยู่ที่ต่างประเทศ

เจ้าสัว“อนันต์ อัศวโภคิน” เจ้าของอาณาจักรอสังหาฯแสนล้าน

ย้อนไปก่อนหน้านี้ เจ้าสัว อนันต์   เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงติด 1 ใน 30 อันดับมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2566 จากการจัดอันดับของนิตยสาร “ฟอร์บส์ ไทยแลนด์” (Forbes) โดยมีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 4.22 หมื่นล้านบาท

จากการสร้างชื่อให้แบรนด์แลนด์แอนด์เฮ้าส์เป็นที่จดจำจากสโลแกนโฆษณา“ไม่เห็นบ้านอย่าซื้อ”  หรือ”สร้างบ้านเสร็จก่อนขาย” แก้เกม”ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน “สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการ  ที่มักขายโครงการบนกระดาษ สะท้อนความมีสายป่านยาวไกล ความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ส่งผลให้ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ยังคงครองอันดับ1 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พรีเมียมมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน และขยายอาณาจักรแตกไลน์ธุรกิจต่อเนื่อง

ด้วยมุมคิดที่เหนือชั้นและลงมือทำก่อนใครที่ว่า การทำธุรกิจต้องมี”หลายขา” หากขาใดขาหนึ่งเดินต่อไม่ได้ แต่ยังมีอีกหลายขาช่วยพยุง ไม่ว่าจะเป็นเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์  อาคารสำนักงาน  ภายใต้การกำกับดูแลของบมจ.คลอลิตี้เฮ้าส์ หรือQH บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำเพื่อขายและให้เช่า  

อีกไฮไลต์  คือ “เทอร์มินัล 21” อโศก แนวคิด Market Street แห่งแรกของไทย บนถนนสุขุมวิท  ภายใต้ บริษัท แอล แอนด์ เอช รีเทล แมเนจเมนท์ จำกัด  มีตัวเลขผลประกอบการเติบโตสม่ำเสมอทุกปี นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการ “เทอร์มินัล 21” ย่านพระราม3ทำเลติดแม่น้ำเจ้าพระยารวมถึงก่อนหน้านี้ได้ไปเปิด“เทอร์มินัล 21” ให้บริการที่จังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งบมจ.ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดักต์ หรือQ-CON  ธุรกิจวัสดุก่อสร้างผลิตคอนกรีตมวลเบา โฮมโปร ธุรกิจค้าปลีก ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง แบบครบวงจร

โครงสร้างธุรกิจแลนด์แอนด์เฮ้าส์

ในขณะที่โครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง มากประสบการณ์  ภายใต้การขับเคลื่อนของคณะกรรมการบมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์  มี นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)/กรรมการผู้จัดการ  ทำหน้าที่ประธานกรรมการบริษัท ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน กรรมการบริหาร กรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน กรรมการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายโชคชัย วลิตวรางกูร กรรมการผู้จัดการ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน กรรมการบริหาร และดูแลธุรกิจคอนโดมิเนียม นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน กรรมการบริหาร กรรมการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายณรงค์ฤทธิ์ ชัยยะราษฎร์ รองกรรมการผู้จัดการ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน กรรมการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมี นางสาวพรรณโศภิษฐ์ วรคุตตานนท์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันและเลขานุการบริษัท  ศาสตราจารย์พิเศษพิภพ วีระพงษ์ ประธานกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน กรรมการ กรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ

เรียกว่าล้วนเป็นมืออาชีพ ที่เจ้าสัวอนันต์ไว้วางใจ ในการบริหารธุรกิจภายใต้อาณาจักรแลนด์แอนด์เฮ้าส์เติบโตไปข้างหน้า ท่ามกลางความยากลำบาก ในช่วงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้ออ่อนแรงลง แลนด์แอนด์เฮ้าส์ใช้ยุทธศาสตร์ พัฒนาโครงการน้อยลงมุ่งเน้นโครงการลักชัวรีเจาะกลุ่มเป้าหมายแบบตรงจุด  และให้น้ำหนักไปที่ธุรกิจเช่ามากขึ้น  โดยหนึ่งในนั้นมีนาย อาชวิณ อัศวโภคิน บุตรชายคนโต เจ้าสัวอนันต์ ทายาทรุ่นที่3 หนึ่งในกรรมการบริษัท มากว่า10ปี ซึ่งสะท้อนถึงการวางรากฐาน ส่งไม้ต่อให้ทายาทเข้ามาบริหารองค์กรในระยะยาว

ภาพรวมผลประกอบการ-กำไรปี 2568 

ขณะผลประกอบการกำไรสุทธิของ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ประจำปี 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,716.24 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวลดลง 32.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายและค่าเช่าที่ลดลง

  • กำไรสุทธิรวม: 3,716.24 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิต่อหุ้น: 0.31 บาทต่อหุ้น
  • รายได้รวม: ลดลงประมาณ 16.6% จากผลกระทบของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรม

นอกจากนี้ในส่วนของ กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Financial Group หรือ LHFG) รายงานกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 2,885.8 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 41%

ผลประกอบการไตรมาสแรก69

ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของ บมจ. แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) มี กำไรสุทธิ 694.8 ล้านบาท ลดลง 17.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากรายได้อสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงและการแข่งขันด้านราคา ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายปรับตัวลง 

รายละเอียดผลประกอบการสำคัญในไตรมาส 1/2569

รายได้รวม: 4,576.5 ล้านบาท ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์: 2,131.3 ล้านบาท (ลดลง 20.5%) แบ่งเป็นสัดส่วนการขายคือ บ้านเดี่ยว 79.3%, คอนโดมิเนียม 16.7% และทาวน์เฮาส์ 4.0% 

รายได้ค่าเช่าและบริการ: เติบโตแข็งแกร่งอยู่ที่ 2,445.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% จากปีก่อน 

อัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย (Gross Margin): ลดลงมาอยู่ที่ 13.3% (จากระดับ 26.0% ในปีก่อน) เนื่องจากผลกระทบจากการทำการตลาดและโปรโมชันระบายสต็อก 

ขณะผลประกอบการไตรมาส2 ตามปฏิทินนักลงทุนของ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีกำหนดการประกาศงบการเงินและผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

ภาพรวมแนวโน้มผลประกอบการของ LH ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 

  • กลยุทธ์และยอดขาย: ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว LH จึงเน้นกลยุทธ์เชิงตั้งรับโดยเน้นการระบายสต็อกโครงการเดิมทั้งแนวราบและแนวสูงเป็นหลัก โดยตั้งเป้ายอดขาย (Bookings) ทั้งปี 2569 ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท
  • การรับรู้รายได้หลักรอหนุน: คาดว่าผลประกอบการจะได้รับปัจจัยบวกอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 4 จากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” (มูลค่า 15,000 ล้านบาท)
  • กลุ่มธุรกิจให้เช่าและโรงแรม: ธุรกิจโรงแรมยังคงสร้างรายได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิดโรงแรมใหม่คือ Grande Centre Point Voyage ที่พัทยาในเดือนตุลาคม
  • การจ่ายปันผล: หุ้น LH ยังคงได้รับความสนใจในแง่ของหุ้นปันผล โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ล่าสุดอยู่ในระดับประมาณ 6%

 “เต้ย- อาชวิณ อัศวโภคิน”  บุตรชายคนโต ทายาทรุ่น3สานต่อธุรกิจ

 แม้ว่า “เต้ย- อาชวิณ อัศวโภคิน” บุตรชายคนโต ทายาทรุ่นที่3 เข้ามานั่งเป็นบอร์ดในแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มากว่า10ปี แต่ เมื่อวันที่ วันที่22 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้เก้าอี้ตัวสำคัญ รองกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน นับเป็นครั้งแรกของการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในฐานะผู้บริหาร ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ อย่างเป็นทางการ

โดยเป็นผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า หนึ่งในเรือธงของแลนด์แอนด์เฮ้าส์  ที่เต้ยระบุว่ามีเกมรุกขยายพอร์ตธุรกิจต่อเนื่อง รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  

ขณะเดียวกันได้ปรับลดการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยลง และระบายสินค้าที่มีเมื่อสถานการณ์กำลังซื้อยังไม่เอื้ออำนวยรวมทั้งไม่พลาดที่จะมองหาเทรนด์ใหม่ๆต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งสอดรับกับ โมเดลธุรกิจของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่เจ้าสัวอนันต์ ผู้เป็นบิดาได้วางไว้ โดยเน้นย้ำกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ซึ่งเต้ยมองว่าเป็นเรื่องที่ดีแลนด์แอนด์เฮ้าส์เป็นองค์กรใหญ่เป็นบริษัทรายแรกๆ และเพียงไม่กี่รายที่ เน้นกระจายการลงทุนในหลากหลายรูปแบบซึ่งบริษัทดำเนินการในลักษณะนี้มานานแล้ว และวันนี้มองว่าได้เดินมาถูกทาง

 สำหรับธุรกิจที่ดูแลรับผิดชอบต้องคุณภาพระดับลักชัวรี แต่ราคาจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย อีกทั้งการใส่ใจลูกค้าแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่ปล่อยผ่าน อีกหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ โดยมีวิธีคิด เมื่อบริหารมีกำไรแล้ว อย่างโรงแรมจะขายเข้ากองทรัสต์ นำเงินที่ได้ขยับขยายลงทุนใหม่ ซึ่งเป็นทางลัดทำธุรกิจให้เติบโต ขยายตัวเร็วขึ้น ทันเกมการแข่งขัน 

สะท้อนจากแผนลงทุนเมื่อปี2568มีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัททั้งหมด 18แห่งประกอบด้วยโรงแรม Grande Center Point ที่เปิดดำเนินการ 7 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง)และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal21 จำนวน 3 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง)รวมถึงอพาร์ตเมนต์ และโรงแรมในสหรัฐฯอีก 5 แห่ง ฯลฯ วิธีคิดนี้จะทำให้ขยายการลงทุนธุรกิจโรงแรมทำได้ง่ายขยายได้เร็วทันความต้องการตลาด

แผนธุรกิจปี69 แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เน้นกลยุทธ์เชิงตั้งรับ

ขณะแผนธุรกิจปี 2569 ของ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เน้นกลยุทธ์เชิงตั้งรับ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัว ตั้งเป้ายอดขาย (Bookings) ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และตั้งงบลงทุนรวม 4,500 ล้านบาท

โดยเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ (แนวราบ) มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท นับว่าน้อยที่สุดในรอบหลายสิบปี ได้แก่ Nantawan Prestigeราชพฤกษ์-พรานนก: บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท เปิดตัวช่วงไตรมาสแรก Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน: บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท  เป้าหมายทางการเงินและยอดโอนกรรมสิทธิ์  17,000 ล้านบาท ยอดขายรอโอน (Backlog) ก้อนใหญ่ ปลายปี 2569 จะเริ่มทยอยโอนคอนโดมิเนียม “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” (มูลค่าโครงการ 15,000 ล้านบาท)

ส่วนงบลงทุนและการขยายธุรกิจ งบซื้อที่ดิน: 2,000 ล้านบาท งบลงทุนอสังหาฯ เพื่อเช่า: 2,500 ล้านบาทและ เตรียมเปิดโรงแรม “Grande Centre Point Voyage” พัทยา (494 ห้อง) ในเดือนตุลาคมนี้

นี่คืออาณาจักรแลนด์แอนด์เฮ้าส์ที่ขับเคลื่อนอย่างแข็งแกร่ง ระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไปจากคีย์แมนคนสำคัญ “นพร สุนทรจิตต์เจริญ”  และ “เต้ย- อาชวิณ อัศวโภคิน” บุตรชายคนโต ที่เจ้าสัวอนันต์ไว้วางใจ!!!

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 1 ก.ค.69 ‘อ่อนค่า’ ตลาดคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 1 ก.ค. ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทมาจากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
  • การปรับตัวลดลงของราคาทองคำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ระดับ 33.15-33.45 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.22 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.45 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ทดสอบโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.18-33.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาผสมผสาน โดย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board ในเดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 91.2 จุด แย่กว่าคาด 

ขณะที่ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ย่อลงเล็กน้อยสู่ระดับราว 7.59 ล้านตำแหน่ง แต่ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ที่ระดับ 7.30 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ อัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quit Rate) ทรงตัวที่ 1.9% ทว่า เงินบาทกลับเผชิญแรงกดดันตามจังหวะการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้งผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงได้อานิสงส์จากทั้งมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง การอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น และจังหวะการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง นำโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มดังกล่าว ทำให้ นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยเข้าซื้อหุ้นไทยเพิ่มเติมบ้าง ดังจะเห็นได้ในช่วงที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ซึ่งแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ และอย่างน้อยอาจจำกัดไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ประเมินว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย เกิน 2 ครั้ง ในปีนี้ ถึงจะทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว เปิดโอกาสการอ่อนค่าลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.80 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบได้ไม่ยาก หากราคาทองคำปรับตัวลงหนักเช่นกัน 

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในตลาดจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงพอสมควร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากทางการญี่ปุ่น (และอาจร่วมกับทางการสหรัฐฯ)  โดยสถิติการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นได้ และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจต่อเนื่องได้หลายสัปดาห์ หากการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่ภาพ Global Macro มีการเปลี่ยนธีม เช่น ผู้เล่นในตลาดกลับมาคาดหวังการคงดอกเบี้ย หรือ แม้กระทั่งการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งเรามองว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นนี้ (อาจมีความเป็นไปได้ในช่วงการประชุม FOMC เดือนกันยายน) ทำให้ความเสี่ยงที่การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น จะนำไปสู่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทนั้น อยู่ในระดับต่ำ

เรายังคงประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะมั่นใจมากขึ้นว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้ง ในปีนี้ ขณะที่ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นอาจยังถูกจำกัดในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้) 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่อาจยังคงเติบโตได้แข็งแกร่งต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มอื่นๆ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.79% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.52% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.88% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +6.8% ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในงานสัมมนาประจำปีของ ECB ที่ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ LVMH -1.7% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นสู่ โซน 4.45% ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 48% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED 

อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down ทว่า แม้เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนอยู่บ้างตามการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อยสู่โซน 101.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101-101.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ  กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทยอยย่อตัวลงเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม คือ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ทั้ง ประธาน FED และ ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นต้น เพื่อประกอบการประเมิน ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง เข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามมากขึ้น ซึ่งอาจลดความกังวลของบรรดาธนาคารกลางต่อแนวโน้มเงินเฟ้อได้

ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) เดือนมิถุนายน ของสหรัฐฯ และรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนมิถุนายน ที่อาจช่วยสะท้อนถึง แนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) รวมถึง รายงานผลสำรวจ Challenger Job Cuts 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน ของยูโรโซน ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพรวมเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน ที่จะสะท้อนภาวะภาคการผลิตในธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง เป็นสำคัญ  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เช็กได้ที่นี่! โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิงไทย U18 ชิงแชมป์เอเชีย 2026

เปิดโปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิงไทย ในศึกวอลเลย์บอลยุวชนหญิงชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี (Asian Girls’ U18 Volleyball Championship) ที่จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 1-7 กรกฎาคม 2569

โดยในครั้งนี้จะมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 16 ทีม เพื่อคัดหา 4 ทีมที่ดีที่สุดเป็นตัวแทนของทวีปเอเชีย คว้าตั๋วเข้าไปเล่นในรายการวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในปี 2027

ด้าน “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มเอ ร่วมกับ อุซเบกิซสถาน, ออสเตรเลีย และ มองโกเลีย จะลงเล่นทุกเกมที่ สนาม เทอร์มินอล 21 โคราช เพื่อหาทีมอันดับ 1 และ 2 ของ กลุ่มผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไป

โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิงไทย ศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569
เวลา 19.00 น. ไทย พบ มองโกเลีย (ถ่ายทอดสด : TrueVisions Now)

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569
เวลา 19.00 น.ไทย พบ ออสเตรเลีย (ถ่ายทอดสด : TrueVisions Now)

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569
เวลา 19.00 น. ไทย พบ อุซเบกิสถาน (ถ่ายทอดสด : TrueVisions Now)

สำหรับแฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดทาง True Sports 7 (ช่อง 686) และ Volleyball 1 หรือรับชมแบบฟรีๆ ทุกนัดที่ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ลงแข่งขัน ผ่าน LIVE EVENT บนแอปพลิเคชัน TrueVisions Now (ชมฟรี)

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เปิดพัดลมนอน ระวัง! เย็นสบายแต่ทำร้ายสุขภาพแบบไม่รู้ตัว พร้อมแนะวิธีเปิดที่ถูกต้อง

เปิดพัดลมนอน…เย็นสบาย แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี!

อากาศเมืองไทยร้อนแบบนี้ “พัดลม” คือไอเท็มคู่ห้องนอนที่ขาดไม่ได้ แต่รู้ไหมว่า…การเปิดพัดลมจ่อตัวทั้งคืน อาจทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สบายได้โดยไม่รู้ตัว

มาดูกันว่ามีอะไรที่ควรระวัง 

4 อาการที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเปิดพัดลมจ่อตัวนอน

1. คอแห้ง คัดจมูก หายใจไม่โล่ง
ลมที่พัดใส่ตัวตลอดคืน อาจทำให้อากาศรอบตัวแห้งลง ส่งผลให้จมูกและคอระคายเคือง
บางคนอาจตื่นมาพร้อมอาการเจ็บคอหรือปวดหัวได้

2. กระตุ้นอาการภูมิแพ้
หากพัดลมมีฝุ่นสะสม เมื่อเปิดใช้งาน ฝุ่นและไรฝุ่นอาจฟุ้งกระจายในอากาศ
ทำให้คนที่เป็นภูมิแพ้มีอาการจาม คันตา หรือแน่นจมูกมากขึ้น

3. ผิวแห้ง ตาแห้ง
ลมที่เป่าตรงผิวหรือใบหน้า อาจทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นเร็วขึ้น
โดยเฉพาะคนที่ผิวแห้งง่าย หรือใส่คอนแทคเลนส์ อาจรู้สึกระคายเคืองตาได้

4. รู้สึกเมื่อยล้าหรือไม่สบายตัว
การโดนลมเย็นจุดเดียวนาน ๆ อาจทำให้รู้สึกตึงหรือไม่สบายตัวตอนตื่นนอน
แม้จะไม่อันตราย แต่ก็รบกวนคุณภาพการนอนได้

เปิดพัดลมยังไงให้เย็นสบาย + ไม่เสี่ยง

วางพัดลมห่างจากตัวประมาณ 1–2 เมตร
ลดแรงลมที่ปะทะโดยตรง

เปิดแบบส่าย หรือหันชนผนัง
ช่วยให้อากาศหมุนเวียนทั้งห้อง แทนการเป่าจุดเดียว

หมั่นทำความสะอาดพัดลม
อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดฝุ่นสะสม

ตั้งเวลาปิด (Timer)
ช่วงดึกอากาศจะเย็นลง ลดการโดนลมทั้งคืน

เพิ่มความชื้นในห้องเล็กน้อย
เช่น วางแก้วน้ำ หรือใช้เครื่องเพิ่มความชื้น

ระวัง! วันที่อากาศร้อนจัดมาก

ถ้าอุณหภูมิสูงมาก (ประมาณ 35°C ขึ้นไป)
พัดลมอย่างเดียวอาจไม่ช่วยให้ร่างกายเย็นลงเพียงพอ

 แนะนำให้:

  • เปิดหน้าต่างระบายอากาศ
  • เช็ดตัวด้วยน้ำ
  • หรือใช้พัดลมร่วมกับแอร์จะดีกว่า

สรุปสั้น ๆ

พัดลม ไม่ได้อันตราย แต่การใช้แบบ “จ่อตัวทั้งคืน” อาจทำให้เกิดอาการไม่สบายได้ แค่ปรับวิธีใช้เล็กน้อย ก็เย็นสบาย + หลับเต็มอิ่มได้เหมือนเดิม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


15 วลีภาษาอังกฤษ “หยอกเล่น ล้อเล่น” ไว้ใช้กับเพื่อนที่ฟังดูน่ารัก

วลีภาษาอังกฤษ การหยอกล้อ, ล้อเล่น

I’m kidding. / I’m just kidding. ฉันล้อเล่นนะ
Just joking! แค่ล้อเล่น
I’m just fooling around. ฉันแค่หยอกเล่นเอง
I am just teasing you. ฉันหยอกเธอเล่นนิดเดียวเอง
I’m just pulling your leg. ฉันล้อเล่นนะ
I’m just messing with you. / I’m just poking fun of you. ฉันหลอกเล่นนะ
Don’t take it seriously. อย่าจริงจังน่า แค่ล้อเล่น
I’m only being silly. ฉันก็เล่นไปงั้นแหละ
It’s only a joke. มันเป็นมุขนะ
I’m just having a laugh. แค่ขำๆ นะ
I was inly playing around. ฉันแค่เล่นเรื่อยเปื่อยเอง
I’m just trying to take the mickey. ฉันแค่อยากให้ทำให้ขำแค่นั้นเอง
I was only jesting. ฉันแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก edufirstschool.com


ล้างแคช ข้อมูลจะหายไหม? เช็กให้ชัวร์ ก่อนกด Clear Cache

ล้างแคช ข้อมูลจะหายไหม? ไขข้อสงสัยก่อนกด Clear Cache รู้ไว้ก่อนลบ

หลายคนเคยเจอปัญหามือถือ หรือแอปทำงานช้า เว็บไซต์แสดงข้อมูลเก่า หรือแอปค้าง ซึ่งที่เราได้ยินกันมาก็จะต้องล้างแคช (Clear Cache) แต่วิธีนี้ ก็ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า หากกดล้างแคชแล้ว ข้อมูล รูปภาพ หรือบัญชีผู้ใช้จะหายไปหรือไม่

ล้างแคช (Clear Cache) คืออะไร?

แคช (Cache) คือไฟล์ชั่วคราวที่ระบบ เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันที่เก็บไว้ เพื่อช่วยให้โหลดข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น เช่น รูปภาพ หรือข้อมูลบางส่วนที่เคยเปิดใช้งานมาก่อน ซึ่งเมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ ไฟล์แคชอาจมีจำนวนมาก หรือเกิดข้อผิดพลาด จนอาจทำให้แอปพลิเคชั่นทำงานช้าลง เว็บไซต์แสดงข้อมูลที่ไม่อัปเดต หรือเกิดปัญหาในการใช้งาน การล้างแคชจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

ล้างแคช ข้อมูลจะหายไหม?

การล้างแคลไม่ได้ทำให้ข้อมูลหาย เพราะการล้างแคชจะลบเฉพาะไฟล์ชั่วคราวที่ระบบสร้างขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ลบข้อมูลสำคัญ หรือไฟล์ส่วนตัวของผู้ใช้งาน

  • สิ่งที่จะไม่หายหลังล้างแคช
  • รูปภาพและวิดีโอที่เก็บไว้ในเครื่อง
  • รายชื่อติดต่อ
  • ข้อความแชต
  • เอกสารและไฟล์ต่าง ๆ
  • บัญชีผู้ใช้งาน
  • ข้อมูลที่เก็บไว้บน Cloud

หลังจากล้างแคช แอปพลิเคชั่น หรือเว็บไซต์อาจใช้เวลาโหลดนานขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากต้องสร้างไฟล์แคชใหม่ แต่เมื่อใช้งานต่อก็จะกลับมาเป็นปกติ

ล้างแคช กับ ล้างข้อมูล ต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าทั้งสองอย่างเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างอย่างชัดเจน

ล้างแคช (Clear Cache)ล้างข้อมูล (Clear Data/Storage)
ลบเฉพาะไฟล์ชั่วคราวลบข้อมูลทั้งหมดของแอป
ไม่ลบบัญชีผู้ใช้อาจต้องเข้าสู่ระบบใหม่
ไม่ลบการตั้งค่ารีเซ็ตแอปเหมือนเพิ่งติดตั้ง
ปลอดภัยและใช้แก้ปัญหาเบื้องต้นได้ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น


หากต้องการแก้ปัญหาแอปค้างหรือโหลดช้า แนะนำให้เริ่มจากการล้างแคชก่อน เพราะมีความเสี่ยงต่อข้อมูลน้อยกว่า

ควรล้างแคชเมื่อไร?

  • แอปเปิดช้าหรือค้างบ่อย
  • เว็บไซต์แสดงข้อมูลเก่าหรือโหลดไม่สมบูรณ์
  • พื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่องเริ่มเหลือน้อย
  • แอปทำงานผิดปกติหลังอัปเดต
  • ต้องการแก้ปัญหาเบื้องต้นก่อนล้างข้อมูลหรือติดตั้งแอปใหม่

ล้างแคชบ่อย ๆ ดีไหม?

การล้างแคชเป็นครั้งคราวไม่ส่งผลเสียต่ออุปกรณ์ และสามารถช่วยแก้ปัญหาการใช้งานได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องล้างเป็นประจำทุกวัน เพราะแคชมีหน้าที่ช่วยให้แอป และเว็บไซต์เปิดได้เร็วขึ้น หากล้างบ่อยเกินไป ระบบก็จะต้องสร้างไฟล์แคชใหม่ทุกครั้ง ทำให้การเปิดใช้งานครั้งแรกช้าลงเล็กน้อย

สรุป ล้างแคช ข้อมูลจะหายไหม?

หากกำลังกังวลว่า ล้างแคช ข้อมูลจะหายไหม คำตอบคือ โดยทั่วไปข้อมูลสำคัญจะไม่หาย เพราะการล้างแคชเป็นเพียงการลบไฟล์ชั่วคราวที่ช่วยให้แอปและเว็บไซต์ทำงานได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ควรแยกให้ออกระหว่าง ล้างแคช (Clear Cache) กับ ล้างข้อมูล (Clear Data) เพราะการล้างข้อมูลอาจลบบัญชี การตั้งค่า และข้อมูลภายในแอป ทำให้ต้องเข้าสู่ระบบและตั้งค่าใหม่อีกครั้ง ดังนั้นก่อนกดลบ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเลือกคำสั่งที่ต้องการจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


15 ผักสวนครัวอายุสั้น โตไว ปลูกง่ายปลอดสารพิษ ไม่เกิน 1 เดือนได้กิน

15 ผักสวนครัวอายุสั้น โตไว ปลูกง่ายปลอดสารพิษ ใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือนได้กินแล้ว

เทรนด์รักสุขภาพและการพึ่งพาตัวเองกำลังมาแรง การปลูกผักสวนครัวไว้กินเองที่บ้านนอกจากจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าแล้ว ยังมั่นใจได้ 100% ว่าสะอาด ปลอดสารเคมี แถมถ้าเหลือเยอะยังปรับเปลี่ยนเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย สำหรับมือใหม่หรือคนที่มีเวลาจำกัด เราขอแนะนำ “15 ผักสวนครัวอายุสั้น” ที่ปลูกง่าย โตไวทันใจ เก็บเกี่ยวมาลงจานได้ภายในเวลาแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น มาดูกันว่ามีผักอะไรน่าปลูกบ้าง!

สปีดด่วนจี๋! เก็บกินได้ภายใน 1 สัปดาห์

  • 1. ถั่วงอก (เก็บเกี่ยว: 4 วัน)ยกตำแหน่งผักโตไวที่สุดให้เลย ขั้นตอนง่ายสุดๆ แค่นำเมล็ดถั่วเขียวมาเพาะในภาชนะทึบแสง รดน้ำให้ชุ่ม ผ่านไปแค่ 4 วันก็ได้ถั่วงอกอวบๆ มาทำอาหารแล้ว
  • 2. ต้นอ่อนทานตะวัน (เก็บเกี่ยว: 7 วัน)ซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิต แค่นำเมล็ดทานตะวันแช่น้ำไว้ 1 คืน แล้วนำไปโรยลงบนดินในภาชนะสี่เหลี่ยม สเปรย์น้ำให้ชุ่มแล้วหาภาชนะอีกชิ้นมาครอบปิดไว้ ผ่านไป 7 วันก็ตัดต้นอ่อนไปหม่ำได้เลย

โตไวทันใจ! เก็บกินได้ใน 1-2 สัปดาห์

  • 3. ผักกาดหอม / ผักสลัด (เก็บเกี่ยว: ประมาณ 1-2 สัปดาห์)สายสลัดห้ามพลาด! หลังซื้อผักกาดหอมมาทาน ให้ตัดโคนต้นไปแช่ในชามน้ำ วางไว้ในจุดที่แดดส่องถึง เพียงไม่กี่วันรากและยอดใหม่จะงอกออกมา จากนั้นจึงย้ายลงปลูกในดิน
  • 4. เห็ดนางฟ้า (เก็บเกี่ยว: 1-2 สัปดาห์)เพาะง่ายในที่ร่ม โดยใช้ภาชนะทรงสูงอย่างโอ่งเก่า เททรายรองพื้นหนาประมาณ 3 นิ้ว นำไม้ลังทำทรงสี่เหลี่ยมใส่ลงไป วางตะแกรงไม้ไผ่รองพื้น แล้วนำก้อนเชื้อเห็ดที่เปิดจุกแล้ววางลงไป ปิดฝาและคอยพรมน้ำวันละ 3 เวลา
  • 5. ต้นหอม (เก็บเกี่ยว: ประมาณ 2 สัปดาห์)ผักสามัญประจำตู้เย็น ทำได้โดยนำส่วนหัวที่มีรากติดมาแช่น้ำไว้ 3-4 วัน เมื่อรากและยอดอ่อนเริ่มแทงยาวขึ้น ให้ย้ายลงปลูกในดิน รอต้นโตเต็มที่ก็เก็บทานได้ยาวๆ
  • 6. ผักชี (เก็บเกี่ยว: ประมาณ 2 สัปดาห์)นำส่วนลำต้นและรากไปแช่น้ำ วางภาชนะไว้ในที่แดดรำไร เมื่อรากใหม่เริ่มงอกให้นำลงปลูกในกระถาง ดูแลต่ออีกประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นอ่อนผักชีก็จะงอกงาม
  • 7. โหระพา (เก็บเกี่ยว: ประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังย้ายกล้า)ปลูกได้ทั้งเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง หากเพาะเมล็ด ต้นกล้าจะงอกใน 1 สัปดาห์ เมื่อเริ่มมีใบจริงให้ย้ายลงกระถางหรือแปลงปลูก เด็ดยอดทานคู่กับเมนูโปรดได้เลย
  • 8. คะน้า (เก็บเกี่ยวต้นอ่อน: 7 วัน / ต้นโตเต็มที่: 45 วัน)ผักก้านกรอบยอดนิยม เพียงหว่านเมล็ดลงในดินร่วนที่มีแดดรำไร ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็สามารถทยอยถอน “ยอดคะน้าอ่อน” มาทานก่อนได้ หรือจะเลี้ยงต่อให้โตเต็มที่ก็ได้เช่นกัน

อดใจรออีกนิด! เก็บกินได้ใน 3-4 สัปดาห์

  • 9. ผักบุ้งจีน (เก็บเกี่ยว: 20-25 วัน)กรอบอร่อยโตไว นำเมล็ดแช่น้ำ 1 คืน แล้วห่อผ้าต่ออีก 2 คืน พอรากเริ่มงอกให้นำไปปลูกลงดินหลุมละ 1 เมล็ด กลบดินแล้วเอาฟางคลุม หน้าดินชุ่มชื้นแปร๊บเดียวได้กินผักบุ้งไฟแดงแน่นอน
  • 10. กวางตุ้ง (เก็บเกี่ยว: 30-40 วัน)ผักยอดฮิตที่กินได้ทุกส่วน นำเมล็ด 1 ส่วนผสมทราย 3 ส่วน หว่านให้ทั่วแปลง กลบด้วยปุ๋ยคอกและฟาง รดน้ำสม่ำเสมอ พออายุได้ 20 วันให้ถอนต้นที่แน่นเกินไปออก รดน้ำให้ชุ่มเพราะกวางตุ้งชอบน้ำมาก

คุ้มค่าการรอคอย! เก็บกินได้ใน 1-2 เดือน

ขยับเวลาขึ้นมาอีกนิดสำหรับกลุ่มผักและพืชล้มลุกยอดนิยม แม้จะใช้เวลาดูแลนานกว่าผักใบเขียวเล็กน้อย แต่บอกเลยว่าคุ้มค่าสุดๆ เพราะผักกลุ่มนี้มักเป็นวัตถุดิบหลักในห้องครัวที่ให้ผลผลิตยาวนาน เก็บกินได้หลายรอบและช่วยเซฟค่ากับข้าวได้

  • ขึ้นฉ่าย (เก็บเกี่ยว: 40-50 วัน)ผสมเมล็ด 1 ช้อนชากับทราย 1 ถัง คลุกให้เข้ากันแล้วหว่านลงแปลง คลุมฟาง รดน้ำวันละ 3 ครั้ง (ระวังน้ำขัง) เมื่อต้นกล้าสูง 3-4 นิ้ว ให้ย้ายลงแปลงปลูกและทำที่บังแสงให้ รอประมานเดือนครึ่งก็เก็บเกี่ยวได้
  • มะระ (เก็บเกี่ยว: 45-55 วัน)หยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดลงในกระถางดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำวันละครั้ง เมื่อเริ่มแตกยอดให้ปักไม้ทำค้างให้เลื้อย รอเวลาไม่ถึงสองเดือนก็จะได้มะระลูกสวยมาทำต้มจืด
  • ถั่วฝักยาว (เก็บเกี่ยว: 55 วัน)ใช้ดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมัก หยอดเมล็ดลงหลุมแล้วกลบ สัปดาห์แรกต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง เมื่อต้นอ่อนงอกและเริ่มเลื้อยให้ทำค้างให้เกาะ อายุประมาณ 55 วันก็พร้อมเก็บฝักสดๆ
  • แตงกวา (เก็บเกี่ยว: 60 วัน)ผสมดินร่วนปนทรายกับปุ๋ยหมัก (อัตราส่วน 50:50) หยอดเมล็ดหลุมละ 4-5 เมล็ด เมื่อต้นกล้าสูง 5-7 เซนติเมตร ให้เลือกต้นที่แข็งแรงที่สุดไว้แล้วทำค้างให้เลื้อย ประมาณ 2 เดือนก็ได้แตงกวากรอบๆ มาจิ้มน้ำพริก
  • พริก (เก็บเกี่ยว: 2-3 เดือน)นำเมล็ดพริกแช่น้ำอุ่น 1 วัน ผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปปลูกในดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมัก ลึกประมาณครึ่งนิ้ว หยอดหลุมละ 3-4 เมล็ด เมื่อสูงได้ 6 นิ้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 1/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a62,650.0062,850.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,050.0061,398.0063,650.00
ทองรูปพรรณ 90%3,645.0055,258.20n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,240.0049,118.40n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,822.5027,629.10n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,417.5021,489.30n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,196.8963,624.85n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 1/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9538.0538.0538.5538.0538.0538.0538.0538.0538.05
แก๊สโซฮอล์ 9137.6837.6838.1837.6837.6837.6837.6837.6837.68
แก๊สโซฮอล์ E2033.0533.0533.5533.0533.0533.0533.0533.05
แก๊สโซฮอล์ E8528.9928.9928.99
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7953.4449.8447.79
เบนซิน 9547.6453.4148.1447.7947.64
ดีเซล37.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.50
ดีเซล B2032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.50
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0554.2549.8454.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า