ซัพพลายใหม่ 1.1ล้านตารางเมตร!เขย่ารีเทลไทย ใครจะอยู่ ใครจะไป

- ตลาดค้าปลีกไทยเตรียมรับมือพื้นที่ศูนย์การค้าใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาอีก 1.1 ล้านตารางเมตรในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
- การแข่งขันจะเกิดขึ้นระหว่างโครงการยุคใหม่กับศูนย์การค้ารุ่นเก่าที่ไม่ได้ปรับปรุง ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันจากผู้เช่าที่ย้ายออก
- ผู้ประกอบการต้องปรับตัวจากการเป็นเพียง “เจ้าของพื้นที่” สู่การเป็น “ผู้สร้างประสบการณ์” เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้า
- เมืองรองและเมืองท่องเที่ยวกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงสำหรับผู้พัฒนาโครงการรายใหม่
ศูนย์การค้าที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นจากทำเลดีเพียงอย่างเดียว และยิ่งไม่ใช่เรื่องของโชค เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการที่กลายเป็นแลนด์มาร์กประจำเมือง มักซ่อนอยู่ภายใต้กลยุทธ์ทางการเงินที่ทรงพลังที่สุดรูปแบบหนึ่งของโลกอสังหาริมทรัพย์ กลยุทธ์ที่เปลี่ยน “ผู้พัฒนาศูนย์การค้า” ให้กลายเป็น “ผู้สร้างเมือง” และเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยถูกล็อกด้วยเงินทุนมหาศาล ให้กลายเป็นเครื่องจักรแห่งการเติบโตที่หมุนได้ไม่สิ้นสุด
ในวันที่ตลาดค้าปลีกไทยกำลังขยายตัว และพื้นที่ศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นแตะ 8.2 ล้านตารางเมตร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครมีโครงการมากที่สุด แต่คือใครมีกลยุทธ์ที่ถูกต้องที่สุด
เกมแข่งขันศูนย์การค้ากำลังเปลี่ยน
สัญชัย คูเอกชัย ผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีกไทยยังเดินหน้าเติบโต แม้จะไม่ได้หวือหวาเหมือนในอดีต ปี 2568 พื้นที่ให้เช่าสุทธิ (Net Leasable Area : NLA) ของศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.2 ล้านตารางเมตร หรือเติบโต 3.3% จากปีก่อน
อัตราการเช่าเฉลี่ยของตลาดยังอยู่ในระดับสูงถึง 91% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 1.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยังดูดซับอุปทานใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง บรรดาร้านอาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงแบรนด์ต่างประเทศ ยังคงมองศูนย์การค้าเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค
สำหรับนักลงทุน อัตราการเช่าที่สูงกว่า 90% ถือเป็นสัญญาณของสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแรง และเปิดโอกาสให้เจ้าของโครงการทยอยปรับค่าเช่าในอนาคต
ซัพพลายใหม่ 1.1 ล้านตารางเมตรเขย่าตลาด
แม้อัตราการเช่าจะยังแข็งแรง แต่อีก 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดกำลังจะมีพื้นที่ศูนย์การค้าใหม่เข้าสู่ระบบอีก 1.1 ล้านตารางเมตร นั่นหมายความว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ระหว่างศูนย์การค้าใหม่ด้วยกันเองแต่เป็นการแข่งขันระหว่าง “โครงการยุคใหม่” กับ “โครงการรุ่นเก่า” ศูนย์การค้าที่ไม่ได้ปรับปรุงครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจเผชิญแรงกดดันจากผู้เช่าที่ทยอยย้ายออก รวมถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการจูงใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าเช่า สิทธิประโยชน์ทางการตลาด หรือสัญญาเช่าที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
ในโลกค้าปลีกยุคใหม่ การเป็นเพียง “เจ้าของพื้นที่” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะผู้ชนะจะต้องเป็น “ผู้สร้างประสบการณ์”

เมื่อศูนย์การค้าไม่ใช่แค่พื้นที่ให้เช่าอีกต่อไป
ในอดีต เจ้าของศูนย์การค้ามองธุรกิจตัวเองเป็นอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบัน หลายคนเริ่มมองว่าตัวเองกำลังทำ “ธุรกิจแพลตฟอร์ม” ไม่ได้มีหน้าที่เพียงปล่อยเช่าพื้นที่ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ทั้งผู้เช่าและลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ
การจัด Tenant Mix ให้เหมาะสม การเพิ่มพื้นที่กิจกรรม การผสมผสานร้านค้า ไลฟ์สไตล์และบริการ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเก็บข้อมูลลูกค้า ล้วนกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน
เพราะในท้ายที่สุด ศูนย์การค้าที่เข้าใจผู้บริโภคมากที่สุด มักเป็นศูนย์การค้าที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด และการเติบโตในระยะยาว มีอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกนั่นคือ REIT
จากผู้พัฒนาศูนย์การค้ากลายเป็นผู้สร้างเมือง
สัญชัย กล่าวว่า ให้ลองจินตนาการถึงศูนย์การค้า 2 แห่ง เปิดตัวในเวลาใกล้เคียงกัน ใช้งบลงทุนใกล้เคียงกัน ตั้งอยู่ในทำเลไม่ต่างกันมาก 10 ปีผ่านไป แห่งหนึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชน ผู้เช่าเข้าคิวรอพื้นที่ มูลค่าโครงการเพิ่มขึ้นหลายเท่า
อีกแห่งกลับเงียบเหงา และเต็มไปด้วยพื้นที่ว่างหลายคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “โชค” แต่ในความเป็นจริง ความสำเร็จเหล่านี้มักเกิดจากกลยุทธ์ที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าหนึ่งในนั้น คือ โมเดลที่เรียกว่า Sponsor-Driven REIT Expansion หัวใจสำคัญมีเพียงประโยคเดียว “อย่าปล่อยให้เงินทุนหยุดนิ่ง”
REIT กลไกรีไซเคิลเงินทุนที่ทรงพลัง
ปัญหาใหญ่ของผู้พัฒนาโครงการทุกคน คือเงินลงทุนมหาศาลถูกล็อกอยู่ในสินทรัพย์ เมื่อสร้างศูนย์การค้าเสร็จ เงินทุนก้อนนั้นจะค่อย ๆ กลับคืนผ่าน “ค่าเช่ารายเดือน” เป็นเวลาหลายสิบปี หากใช้โมเดลดั้งเดิม การสร้างโครงการใหม่หมายถึงการกู้เพิ่ม หรือรอสะสมเงินทุนใหม่การเติบโตจึงเป็นไปอย่างช้า ๆ
เมื่อโครงการมีรายได้มั่นคง ผู้พัฒนาสามารถขายทรัพย์สินเข้าสู่กอง REIT รับเงินสดกลับมา แล้วนำเงินไปสร้างโครงการใหม่เกิดเป็นวงจร สร้าง → ขายเข้ากอง → รับเงินสด → สร้างใหม่ → ขายอีกครั้ง เงินทุนจึงถูกหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระหนี้ในทุกครั้งของการขยายธุรกิจและเมื่อมีสิทธิ ROFR หรือ Right of First Refusal กอง REIT ก็จะได้รับสิทธิพิจารณาซื้อสินทรัพย์ใหม่จาก Sponsor ก่อนใครทำให้การเติบโตไม่ต้องพึ่งโชคหรือจังหวะตลาดแต่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
กลยุทธ์เดียวกันให้ผลลัพธ์ต่างกันได้
แม้ใช้โมเดลเดียวกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างมาก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกธุรกิจได้เห็นผลลัพธ์ของกลยุทธ์นี้ออกมาใน 3 รูปแบบ ได้แก่
1.The Compounder กลุ่มที่เติบโตอย่างมั่นคงทุกสินทรัพย์ที่นำเข้าพอร์ตต้องผ่านมาตรฐานเดียวกัน ทั้งทำเล อัตราการเช่า และศักยภาพการสร้างรายได้ผลลัพธ์คือผลตอบแทนเติบโตอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
2.The Climber กลุ่มที่เริ่มต้นจากสินทรัพย์ระดับกลางแต่ทุกครั้งที่ขยายพอร์ต สินทรัพย์ใหม่ต้องดีกว่าเดิมไม่ว่าจะเป็นทำเล ผู้เช่า หรือรูปแบบโครงการ พอร์ตจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นตามกาลเวลา
3.The Overreacher กลุ่มที่เร่งเติบโตเร็วเกินไป นำสินทรัพย์คุณภาพต่ำเข้าพอร์ต ใช้หนี้มากเกินจำเป็น และขยายธุรกิจโดยละเลยคุณภาพในช่วงเศรษฐกิจดี ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย แต่เมื่อเกิดวิกฤต ความเปราะบางจะปรากฏขึ้นทันที
“เมืองรอง” สมรภูมิใหม่
หากมองหาโอกาสการเติบโตในอนาคต หลายสายตาหันออกจากใจกลางเมืองเพราะพื้นที่ CBD ของเมืองใหญ่แทบไม่เหลือช่องว่างให้สร้างผลตอบแทนเหนือคู่แข่งอีกแล้ว ในทางกลับกัน “เมืองรอง” และ “เมืองท่องเที่ยว” มีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานใหม่ สนามบิน รถไฟ มหาวิทยาลัย และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว หลายพื้นที่มีดีมานด์อยู่แล้ว แต่ยังขาดศูนย์การค้าคุณภาพที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเมือง
นี่คือช่องว่างที่ผู้พัฒนาโครงการจำนวนมากกำลังจับตา เพราะหากเข้าไปได้ก่อนการเติบโตจะเกิดขึ้น ผลตอบแทนอาจสูงกว่าการแข่งขันในเมืองใหญ่หลายเท่า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘IHG’ รุกหนักตลาดไทย ปั้นพอร์ตโรงแรมพรีเมียม มั่นใจพื้นฐานแกร่ง ฝ่ายุคภูมิรัฐศาสตร์ป่วนโลก

ไอเอชจี (IHG Hotels & Resorts) หนึ่งในเชนโรงแรมชั้นนำระดับโลก เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มโรงแรมระดับพรีเมียมในประเทศไทย เช่น แบรนด์ voco hotels และ Crowne Plaza พร้อมกับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง Ruby และ Noted Collection เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่และปัจจัยพื้นฐานของตลาดที่แข็งแกร่ง ช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตและการขยายแบรนด์
วิเวก บัลลา กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี IHG กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก แต่ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง
“ผู้คนยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเพื่อธุรกิจ การพักผ่อน หรือเพื่อพบปะครอบครัวและเพื่อนฝูง สิ่งเหล่านี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ตอกย้ำความมั่นใจของเราต่อการเติบโตในระยะยาว”
ความแข็งแกร่งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ IHG โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ทั่วโลก เพิ่มขึ้น 4.4% ในไตรมาส 1 ของปี 2569 ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการเข้าพักที่แข็งแกร่งในทุกรูปแบบ และยังคงมีแรงส่งเชิงบวกต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2 สำหรับประเทศไทย RevPAR มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 2.9% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน โดยได้แรงขับเคลื่อนสำคัญจากยอดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่พุ่งสูงขึ้นถึง 23% ควบคู่ไปกับความต้องการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น 2%
ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดสำคัญ ด้วยความต้องการที่แข็งแกร่งและหลากหลายสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก โดย IHG มองเห็นโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นใน “กลุ่มโรงแรมระดับพรีเมียม” ครอบคลุมทั้งแบรนด์ระดับ Upscale และ Upper Midscale ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเข้าพักสูงสุดในไทยในปัจจุบัน
“เราเล็งเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทั้งในส่วนของจุดประสงค์และรูปแบบการเดินทางของนักเดินทางในปัจจุบัน ที่หันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าแค่สิ่งอำนวยความสะดวก ควบคู่ไปกับความเป็นเอกลักษณ์ การเข้าถึงเสน่ห์ของท้องถิ่น และประสบการณ์การเข้าพักที่ได้รับการออกแบบอย่างเฉพาะตัว”
จากรายงาน CoStar Hospitality National Report for Thailand เดือน พ.ค. 2569 ระบุว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มโรงแรมระดับพรีเมียมมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 69.6% สูงกว่าทั้งกลุ่มโรงแรม Luxury & Lifestyle (66.8%) และกลุ่ม Mainstream (64.4%) ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน อัตราการเข้าพักของกลุ่มพรีเมียมพุ่งสูงถึง 78.7% พร้อมกับความต้องการของตลาดที่เติบโตแซงหน้าซัพพลาย โดยความต้องการเข้าพักปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 4.5% เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของจำนวนห้องพักเปิดใหม่ที่มีเพียง 0.8%
“สำหรับผู้เข้าพัก สิ่งนี้หมายความว่าพวกเขาจะได้สัมผัสการเข้าพักคุณภาพสูงที่เน้นประสบการณ์ในราคาที่น่าสนใจ ส่วนเจ้าของโรงแรมจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งผ่านข้อเสนอที่แตกต่างและแหล่งรายได้ใหม่ๆ นอกเหนือจากรายได้ส่วนห้องพัก”
วิเวก กล่าวว่า IHG เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์พรีเมียมในไทย เพื่อคว้าโอกาสจากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว โดยมีแบรนด์ “voco hotels” และ “Crowne Plaza” เป็นหัวหอก
บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ “voco hotels” ในไทยเป็นครั้งแรกที่ voco Bangkok Surawong ซึ่งเป็นการปรับโฉมใหม่จากโรงแรมตะวันนา สะท้อนจุดเด่นของแบรนด์ที่เน้นความยืดหยุ่นและดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ โดยแบรนด์ voco เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างมูลค่าผ่านการรีแบรนด์ ซึ่งผสมผสานประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เข้ากับประสบการณ์ที่โดดเด่นสำหรับแขกผู้เข้าพัก ปัจจุบัน IHG มีโครงการ voco hotels อีก 3 แห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ voco Phuket Patong, voco Phuket Bangtao และ voco Bangkok Siam
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ “Crowne Plaza” หนึ่งในแบรนด์ระดับ Upscale ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้นำในด้านการเดินทางยุคใหม่ที่ผสมผสานทั้งการทำงานและการพักผ่อน โดยเตรียมเปิดตัวโรงแรมใหม่ 2 แห่งในกรุงเทพฯ เร็วๆ นี้ ได้แก่ Crowne Plaza Bangkok Grand Sukhumvit ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของ IHG ในประเทศไทย และ Crowne Plaza Bangkok Rama 9
อีกองค์ประกอบสำคัญในกลยุทธ์การเติบโตของ IHG ในประเทศไทย คือการเปิดตัวแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต หนึ่งในนั้นคือ “Ruby” แบรนด์โรงแรมแนวเออร์เบินไลฟ์สไตล์ที่ IHG ได้เข้าซื้อกิจการในปี 2568 ชูจุดเด่นด้วยการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจในเรื่องดีไซน์และสไตล์อันโดดเด่นบนทำเลใจกลางเมือง
“Ruby นำเสนอแนวคิดที่มุ่งเน้นงานดีไซน์และการจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับเมืองใหญ่ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ โดยเรามองเห็นศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งทั้งในกรุงเทพฯ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างเมืองภูเก็ตและพัทยา”
นอกจากนี้ IHG ยังมีแผนเปิดตัวแบรนด์ “Noted Collection” สู่ตลาด ถือเป็นแบรนด์พรีเมียมคอลเล็คชันแบรนด์แรกของบริษัท เพื่อตอบโจทย์โรงแรมอิสระที่ต้องการรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ พร้อมกับได้รับประโยชน์จากเครือข่ายระดับโลกและระบบปฏิบัติการที่แข็งแกร่งของ IHG
“Noted Collection มอบความยืดหยุ่นให้แก่เจ้าของโรงแรม ทั้งการคงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ควบคู่กับการได้รับประโยชน์จากระบบบริหารจัดการที่แข็งแกร่งของ IHG”
วิเวก กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยแนวโน้มดีมานด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และความสนใจจากกลุ่มเจ้าของโรงแรม ทำให้ IHG ยังคงเชื่อมั่นและยกให้ประเทศไทยเป็นตลาดหลักที่จะสร้างการเติบโตให้กับเซกเมนต์พรีเมียมได้อย่างแข็งแกร่ง
“กลุ่มแบรนด์พรีเมียมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์การเติบโตของเรา โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ และในขณะที่การท่องเที่ยวขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์มากขึ้น เราก็มีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการส่งมอบแบรนด์ที่ใช่ในทำเลที่เหมาะสม เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ทั้งผู้เข้าพักและเจ้าของโรงแรม”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 2 ก.ค.69 ‘อ่อนค่า’หลังดอลลาร์รับแรงหนุน

- เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
- เงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ปัจจัยที่สร้างความผันผวนและต้องจับตาในระยะสั้น คือการรอรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ และแรงขายหุ้นในกลุ่ม AI/
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.55 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.26-33.43 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยบรรดาผู้เล่นในตลาด ตอบรับรายงานผลสำรวจ Challenger Job Cuts ที่ออกมาดีกว่าคาด และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง

หลังประธาน FED Kevin Warsh ได้ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้ทยอยลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ลง (จากโอกาสราว 56% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 33%) กดดันให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง พร้อมกับหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD)
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทและการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดและชะลอลง หลังเงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ของ FED เป็น 43% ก่อนรับรู้รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ ขณะเดียวกัน แรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ได้มีส่วนหนุนเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันราคาทองคำ
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อเนื่องกดดันหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า จนอาจสร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชียได้ โดยในส่วนของเงินบาทนั้น ต้องรอลุ้นว่า แรงขายหุ้นไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor จะรุนแรงมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ หากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการปรับตัวลงของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงขายจากการปรับพอร์ตลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่องของผู้เล่นในตลาดในช่วงเผชิญภาวะ AI/Semiconductor Sell-Off ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองชัดเจน ทำให้ หากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor จะทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจนได้นั้น อาจต้องอาศัย รายงานข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง จนสะท้อนความเสี่ยงการเกิด Second Round Effect และ Wage-Price Spiral ที่จะหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงหรือเร่งสูงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต้องปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เป็นมั่นใจเกิน 100% ต่อการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เป็นต้น ซึ่งในภาพดังกล่าว เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้อีกครั้ง หากราคาทองคำปรับตัวลงหนักเช่นกัน โดยโซนแนวต้านถัดไปของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 33.75 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ดี หากเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดการเงิน เรามองว่า ควรระวังความผันผวนที่อาจมาจากการปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่น หรือการ Unwind JPY Carry Trade หลังผู้เล่นในตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) ในระดับที่สูง ใกล้เคียงกับระดับในปี 2024 ทำให้ภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดการเงินอาจส่งผลให้เกิดการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น จนนำไปสู่การปรับสถานะถือครอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ IMF (Sudden Yen Appreciation Anatomy) ได้ โดยหากเงินเยนญี่ปุ่น พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้และหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น แต่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของทั้งเงินเยนญี่ปุ่นและเงินบาทจะเกิดขึ้นได้ หากธีมการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ตลาดมั่นใจต่อการขึ้นดอกเบี้ย เป็น คงดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งลดดอกเบี้ย
นอกจากนี้ เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นแรงของ Meta +8.8% หลังมีข่าว Meta เตรียมเดินหน้าธุรกิจ Cloud เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการ AI ได้มากขึ้น และถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED บ้าง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับถูกกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อีกครั้ง นำโดย Micron -10.6% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.22% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.66%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.38% กดดันโดยการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -4.6% หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการและระดับราคาที่แพงของหุ้นกลุ่มดังกล่าวอีกครั้ง นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของราคาพลังงานยังมีส่วนกดดันให้ราคาหุ้นพลังงานปรับตัวลดลงเพิ่มเติม อาทิ BP -2.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ล่าสุด ที่ออกมาต่ำกว่าคาด รวมถึง รับรู้ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และBOE ในงานสัมมนาประจำปีของ ECB ที่ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 4.45%-4.50% ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวแถวโซน 4.48% โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways แม้เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และการปรับลดมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor กอปรกับจังหวะอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังเคลื่อนไหวแถวโซน 101.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.2-101.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ผลกระทบจากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้กลับมากดดันราคาทองคำอีกครั้ง ทำให้ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและแกว่งตัวแถวโซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) โดยข้อมูลดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้พอสมควร
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางฝั่งยุโรป เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ได้มาแล้ว 10 ชาติ! สรุปรายชื่อทีมคว้าตั๋วลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีม

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่ถือเป็นครั้งแรกที่รอบสุดท้ายมีทีมเข้าแข่งขันมากถึง 48 ทีม รวมถึงมีชาติเจ้าภาพร่วมมากถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก
ล่าสุดการแข่งขันเดินทางมาถึง รอบ 32 ทีมสุดท้าย (รอบน็อกเอาต์) โดยแข่งขันกันไปแล้ว 10 คู่ ในรอบนี้ ปรากฏว่ามีคู่ที่พลิกล็อกเกิดขึ้น และมีหลายคู่ที่ผลการแข่งขันเป็นไปตามความคาดหมายของแฟนบอล
ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ได้ทีมที่ผ่านเข้ารอบ 16 ทีม แล้วจำนวนทั้งหมด 10 ทีม ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก สามชาติเจ้าภาพร่วม ที่ยังคงอยู่ในเส้นทาง บวกกับอีก 7 ชาติ ที่แกร่งพอได้ไปต่อ

สรุปทีมชาติคว้าตั๋ว ฟุตบอลโลก 2026 รอบน็อกเอาต์ (รอบ 16 ทีม)
- แคนาดา (เจ้าภาพ)
- เม็กซิโก (เจ้าภาพ)
- สหรัฐอเมริกา (เจ้าภาพ)
- บราซิล
- ปารากวัย
- โมร็อกโก
- นอร์เวย์
- ฝรั่งเศส
- อังกฤษ
- เบลเยียม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
หมอสมองเผย 5 กิจวัตรชะลอวัย ปกป้องสมองด้วยการดูแลทั้งร่างกาย

- นพ.เดวิด โดดิก นักประสาทวิทยา แนะแนวคิด “ปกป้องสมองด้วยการปกป้องทั้งร่างกาย” โดยเน้นการป้องกันโรคสมองเสื่อมตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการดูแลสุขภาพองค์รวม
- 5 กิจวัตรสำคัญที่ช่วยชะลอวัยสมองประกอบด้วย การออกกำลังกาย, การรับประทานอาหาร (MIND Diet), การนอนหลับให้มีคุณภาพ, การฝึกสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ และการจัดการความเครียด
- การออกกำลังกายถูกยกให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยแนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการฝึกเวตเทรนนิงเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อซึ่งสัมพันธ์กับสุขภาพสมอง
- การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยซ่อมแซมและกำจัดของเสียในสม
หลายคนอาจคิดว่า การดูแลสมองเป็นเรื่องที่ควรเริ่มเมื่ออายุมากขึ้น หรือหลังจากเริ่มมีอาการหลงลืมแล้ว แต่ในความเป็นจริง นักประสาทวิทยาพบว่า โรคทางสมองหลายชนิด โดยเฉพาะภาวะสมองเสื่อมและโรคหลอดเลือดสมอง มักค่อย ๆ พัฒนาขึ้นอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายสิบปีก่อนจะแสดงอาการให้เห็น
แนวคิดนี้ทำให้วงการเวชศาสตร์อายุยืน (Longevity Medicine) หันมาให้ความสำคัญกับ “การป้องกัน” มากกว่าการรักษา และหนึ่งในผู้ที่ผลักดันแนวคิดนี้คือ นพ.เดวิด โดดิก (Dr. David Dodick) นักประสาทวิทยาจาก Mayo Clinic ที่หันมาศึกษาเวชศาสตร์ป้องกัน หลังพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากมาหาแพทย์เมื่อโรคดำเนินไปไกลแล้ว
เขาสรุปแนวคิดสำคัญไว้ว่า “หากอยากปกป้องสมอง คุณต้องปกป้องทั้งร่างกาย”
ปัจจุบัน โดดิก ดำรงตำแหน่ง Chief Science and Medical Officer ของ Atria Health and Research Institute และเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้าน Cognitive Longevity หรือการยืดอายุการทำงานของสมอง โดยได้นำเสนอผลงานในงาน Aging Research and Drug Discovery Conference ปี 2025
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า พฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การนอน การออกกำลังกาย การกินอาหาร ไปจนถึงการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น อาจเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสมองและยืดอายุสุขภาพได้มากกว่าที่หลายคนคิด
สุขภาพสมอง เริ่มต้นจาก 5 พฤติกรรมพื้นฐาน
แม้เทคโนโลยีด้าน Longevity จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ โดดิก ย้ำว่า สิ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากที่สุด ยังคงเป็นพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ได้แก่
- การนอนหลับ
- การออกกำลังกาย
- อาหาร
- การฝึกสมอง
- การจัดการความเครียด
เขาระบุว่า เราไม่จำเป็นต้องทำได้สมบูรณ์แบบทุกวัน หากทำได้ประมาณ 80 – 90% ของเวลา ก็ถือว่าเพียงพอที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว
“การออกกำลังกาย คือใบสั่งยาที่ดีที่สุด”
โดดิก กล่าวว่า หากเขาเขียนใบสั่งยาได้เพียงหนึ่งอย่าง เขาจะเลือก “การออกกำลังกาย”
คำแนะนำของเขาสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรโรคหัวใจหลายแห่ง คือ ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
กิจกรรมที่เขาแนะนำคือ Zone 2 Exercise หรือการออกกำลังกายที่หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่ยังสามารถพูดคุยเป็นประโยคได้ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ
นอกจากนี้ เขายังออกกำลังกายแบบแอโรบิกทุกวัน และเสริมด้วยการวิ่งสลับเร็ว (Sprint Interval) โดยวิ่งเร็ว 60 – 90 วินาที สลับเดินเร็วหรือจ๊อกกิ้งอีก 60 – 90 วินาที รวมประมาณ 6 – 10 นาที
ส่วนการฝึกเวตเทรนนิงก็เป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อความแข็งแรง แต่ยังสัมพันธ์กับสุขภาพสมอง ความไวต่ออินซูลิน และระบบเผาผลาญอีกด้วย
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและการเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางสมองต่ำกว่าในระยะยาว
สมองชอบ “ความท้าทายใหม่ ๆ”
นอกจากการออกกำลังกายร่างกายแล้ว โดดิก ยังแนะนำให้ “ออกกำลังกายสมอง” อย่างสม่ำเสมอ
เขาอธิบายว่า สมองตอบสนองต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษา เล่นเครื่องดนตรี หรือทักษะใหม่ ๆ เพราะช่วยกระตุ้นการสร้างเครือข่ายของเซลล์ประสาท
ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมที่ใช้ทั้งร่างกายและสมองพร้อมกัน เช่น การเต้นรำ มวย หรือศิลปะการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อาจให้ประโยชน์มากกว่า เพราะต้องอาศัยทั้งการประสานงาน ความจำ สมาธิ และการตัดสินใจไปพร้อมกัน
การนอนหลับ คือช่วงเวลาซ่อมแซมสมอง
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ โดดิก ให้ความสำคัญคือ “การนอน”
เขาบอกว่า ในอดีตตนเองก็เคยละเลยเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันการนอนกลายเป็นสิ่งที่ “ต่อรองไม่ได้”
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า ช่วงหลับลึก (Deep Sleep) มีบทบาทสำคัญต่อการจัดเก็บความทรงจำ การกำจัดของเสียในสมองผ่านระบบ Glymphatic System และอาจช่วยลดการสะสมของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์
ความเครียดจัดการได้ หากฝึกร่างกายให้ตอบสนองใหม่
โดดิก มองว่า ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการฝึกให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดอย่างเหมาะสม ซึ่งวิธีที่เขาใช้เป็นประจำ ได้แก่
- การทำสมาธิ
- การฝึกหายใจลึก
- การใช้เทคนิค Biofeedback เพื่อติดตามความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (Heart Rate Variability: HRV)
การฝึกหายใจอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยเพิ่มค่า HRV ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความยืดหยุ่นของระบบประสาทอัตโนมัติ และสัมพันธ์กับสุขภาพหัวใจและการรับมือกับความเครียดที่ดีขึ้น
อาหารที่ดีต่อสมอง ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน
ด้านโภชนาการ โดดิก เลือกรับประทานอาหารตามหลัก MIND Diet ซึ่งเป็นรูปแบบการกินที่พัฒนามาจากการผสมผสานระหว่าง Mediterranean Diet และ DASH Diet ซึ่งอาหารที่เน้น ได้แก่
- ผักใบเขียวและผักหลากสี
- ผลไม้
- ถั่วและธัญพืช
- ถั่วเมล็ดแห้ง
- ปลา
- เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น ไก่
- น้ำมันมะกอก
- พร้อมลดอาหารแปรรูปพิเศษ (Ultra-processed Foods) และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
งานวิจัยหลายฉบับพบว่า ผู้ที่ปฏิบัติตาม MIND Diet อย่างสม่ำเสมอ มีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานอาหารรูปแบบทั่วไป
อย่างไรก็ตาม เขาไม่แนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมดในวันเดียว แต่เริ่มจากทำเพียง 1 – 2 วันต่อสัปดาห์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มจนกลายเป็นวิถีชีวิต
“Social Fitness” อีกปัจจัยที่หลายคนมองข้าม
นอกจากสุขภาพกายและสมอง โดดิก ยังเชื่อว่า “สุขภาพความสัมพันธ์” เป็นอีกเสาหลักของการมีอายุยืน
เขาใช้เวลาพูดคุยกับครอบครัว โทรหาเพื่อน เดินเล่นกับภรรยา พบปะรับประทานอาหาร และทำกิจกรรมร่วมกับคนใกล้ชิดอยู่เสมอ
งานวิจัยด้าน Longevity หลายชิ้น รวมถึงการศึกษาระยะยาวจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ตรงกันว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพสัมพันธ์กับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และอายุขัยที่ยืนยาวกว่าผู้ที่แยกตัวจากสังคม
สุขภาพสมอง ไม่ได้อยู่แค่ในสมอง
แม้หลายคนจะมองว่าโรคสมองเป็นเรื่องของพันธุกรรมหรืออายุ แต่แนวคิดของ โดดิก สะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพสมองอาจเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในทุกวัน ตั้งแต่การเดินเร็ว การยกเวต การนอนหลับให้เพียงพอ การกินอาหารที่ดีต่อร่างกาย ไปจนถึงการเรียนรู้สิ่งใหม่และการใช้เวลากับคนที่เรารัก
หากเราต้องการรักษาสมองให้แข็งแรงในวันที่อายุมากขึ้น การดูแลหัวใจ กล้ามเนื้อ ระบบเผาผลาญ และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
60 คำคมภาษาอังกฤษคิดบวก คําคมชีวิต ภาษาอังกฤษ สั้นๆ น่าหยิบไปโพสต์

คำคมภาษาอังกฤษคิดบวก เกี่ยวกับการใช้ชีวิต
- Change the world by being yourself.
เปลี่ยนโลกด้วยการเป็นตัวของตัวเอง
- Every moment is a fresh beginning.
ทุกช่วงเวลาคือการเริ่มต้นใหม่
- Never regret anything that made you smile.
อย่าเสียใจกับสิ่งที่ทำให้คุณยิ้ม
- Aspire to inspire before we expire.
จงมีความปรารถนาที่จะสร้างแรงบันดาลใจก่อนที่เราจะหมดอายุขัย
- Everything you can imagine is real.
ทุกสิ่งที่คุณสามารถจินตนาการได้มันก็เป็นความจริงได้
- What we think, we become.
เราคิดยังไง เราก็จะกลายเป็นคนแบบนั้นแหละ
- Nothing lasts forever but at least we got these memories.
ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป แต่อย่างน้อยเราก็มีความทรงจำเหล่านี้เก็บไว้
- A happy soul is the best shield for a cruel world.
จิตวิญญาณที่มีความสุขเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับโลกที่โหดร้าย
- Happiness depends upon ourselves.
ความสุขขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
- It hurt because it mattered.
ที่เรารู้สึกเจ็บก็เพราะมันสำคัญไงล่ะ
- When you think positive, good things happen.
เมื่อคุณคิดบวก สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้น
- One small positive thought can change your whole day.
ความคิดเชิงบวกเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนทั้งวันของคุณได้
- Believe you can and you’re halfway there.
แค่เชื่อว่าคุณทำได้ นั่นก็หมายความว่าคุณมาได้ครึ่งทางแล้ว
- Turn every life situation into a positive one.
เปลี่ยนทุกสถานการณ์ในชีวิตให้เป็นบวก
- If opportunity doesn’t knock, build a door.
หากโอกาสไม่มาเคาะประตู จงสร้างประตูขึ้นมาเอง
- Stay positive. Better days are on their way.
คิดในแง่บวกไว้ วันที่ดีกว่ากำลังจะมาถึง
- Whoever is happy will make others happy too.
ใครที่มีความสุขก็จะทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย
- Choose to be optimistic, it feels better.
เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี ก็จะรู้สึกดีขึ้น
- A problem is a chance for you to do your best.
ปัญหาคือโอกาสสำหรับคุณที่จะมันทำให้ดีที่สุด
- When nothing goes right, go left.
เมื่อทุกอย่างมันผิดไปหมด ก็แค่เปลี่ยนเส้นทางเท่านั้นเอง
- Keep calm and carry on.
ใจเย็นไว้และเดินหน้าต่อไป
- Life would be tragic if it weren’t funny.
ชีวิตจะน่าเศร้าถ้ามันไม่ตลก
- Don’t cry because it’s over, smile because it happened.
อย่าร้องไห้เพราะมันจบแล้ว แต่จงยิ้มเพราะสิ่งนั้นมันได้เกิดขึ้นแล้วจะดีกว่า
- There are no mistakes, only opportunities.
ไม่มีคำว่าผิดพลาด ทุกอย่างล้วนแต่เป็นโอกาสเท่านั้นล่ะ
- There are no regrets in life, just lessons.
ไม่มีความเสียใจในชีวิต มันเป็นเพียงบทเรียน
- There’s no fear when you’re having fun.
ไม่มีอะไรต้องกลัว ถ้าคุณรู้สึกสนุกกับมัน
- Enjoy life. There’s plenty of time to be dead.
ใช้ชีวิตให้สนุก มีเวลาเหลือเฟือที่จะตาย
- Life is all about having a good time.
ชีวิตคือการมีช่วงเวลาที่ดี
- Today was good. Today was fun. Tomorrow is another one.
วันนี้เป็นวันที่ดี วันนี้เป็นวันที่เราสนุกกับชีวิต และวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นอีกวันที่มีความสุขเช่นเดียวกัน
คำคมชีวิต คำคมภาษาอังกฤษ ชีวิตอิสระ สั้นๆ
- Enjoy life despite its problems.
จงสนุกไปกับการใช้ชีวิตแม้จะมีปัญหาเข้ามาก็ตาม
- Life is an adventure! So live it up!
ชีวิตคือการผจญภัย! ฉะนั้นใช้ชีวิตให้เต็มที่!
- Slow down, take time to smile.
ใช้ชีวิตให้ช้าลง และใช้เวลานั้นยิ้มให้เยอะเข้าไว้
- Make each day your masterpiece.
ทำให้แต่ละวันให้ดี เหมือนเป็นผลงานชิ้นเอกของคุณ
- Life is worth living as long as there’s a laugh in it.
ยังมีค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่ตราบใดที่เรายังมีเสียงหัวเราะ
- Live each day as if your life had just begun.
ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เหมือนกับว่าชีวิตของคุณเพิ่งเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง
- See the good in all things.
จงเห็นความดีในทุกสิ่ง
- Happiness depends upon ourselves.
ความสุขขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
- Every wall is a door.
ทุกกำแพงมีประตูเสมอ ก็เหมือนกับอุปสรรคที่มักจะมีทางออกเช่นกัน
- Don’t regret the past, just learn from it.
อย่าเสียใจกับอดีต แต่จงเรียนรู้จากมัน
- Change has to come for life to struggle forward.
การเปลี่ยนแปลงต้องมาเพื่อให้ชีวิตต่อสู้ไปข้างหน้า
- The purpose of our lives is to be happy.
เป้าหมายของชีวิตเราคือการมีความสุข
- Life is ours to be spent, not to be saved.
ชีวิตเป็นของเราที่จะใช้มันอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่การเก็บมันไว้
- You become what you believe.
คุณจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเชื่อ
- The purpose of our lives is to be happy.
เป้าหมายของชีวิตเราคือการมีความสุข
- Be happy for this moment. This moment is your life.
จงมีความสุขในช่วงเวลานี้ ซึ่งขณะนี้คือชีวิตของคุณ
- Life has no limitations, except the ones you make.
ชีวิตไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเอง
- Life’s too mysterious to take too serious.
ชีวิตมันลึกลับเกินกว่าจะจริงจังเกินไป
- Slow down and savor your life.
ใช้ชีวิตให้ช้าลงและลิ้มรสชีวิตของคุณ
- Surround yourself with positive people.
จงเอาตัวเองไปวนเวียนอยู่กับคนที่คิดบวก
- Whatever you are, be a good one.
เป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากเป็น แค่เป็นคนดีก็พอ
- Pain is inevitable. Suffering is optional.
ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์อยู่กับมันเป็นสิ่งที่คุณเลือกได้
- Don’t count the days. Make the days count.
อย่ามัวแต่นั่งนับวันเวลาที่ผ่านไป แต่จงทำให้ทุกๆ วันที่ผ่านไปให้มีคุณค่า
- Love all, trust a few, do wrong to none.
จงรักทุกคน เชื่อคนไม่กี่คน และไม่ทำผิดต่อใคร
- Your past does not equal your future.
อดีตของคุณไม่เท่ากับอนาคตของคุณหรอก อย่าไปสนใจมันเลย
- Once you choose hope, anything’s possible.
เมื่อคุณเลือกที่จะมีความหวัง ทุกอย่างก็เป็นไปได้
- Life’s too mysterious to take too serious.
ชีวิตมันลึกลับเกินกว่าที่จะจริงจังกับมันเกินไป
- Live as many lives as you can.
จงใช้ชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- Little things, make big days.
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างวันที่ยิ่งใหญ่ได้
- If opportunity doesn’t knock, build a door.
หากโอกาสไม่เกิดขึ้น ก็จงสร้างประตูเพื่อเข้าไปหาโอกาสด้วยตัวเอง
- Life is an echo; we get what we give.
ชีวิตก็เหมือนเสียงสะท้อน เราให้อะไรไป เราก็ได้สิ่งนั้นกลับมานั่นล่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net
ติดโซลาร์เช็คด่วน 5 อุปกรณ์ถูกบังคับใช้มาตรฐานใหม่ ดีเดย์ ก.ย. 69

- กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศควบคุมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เพิ่มเติม 5 รายการ ให้เป็นสินค้าที่ต้องผ่านมาตรฐาน มอก.
- อุปกรณ์ทั้ง 5 รายการ ได้แก่ สายไฟฟ้า, แบตเตอรี่ลิเทียม, ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำ, อินเวอร์เตอร์ และเครื่องตัดวงจรไฟฟ้ากระแสตรง
- มาตรฐานใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2569
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกระทรวงฯมุ่งยกระดับความปลอดภัยระบบโซลาร์เซลล์ โดยการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุม เพื่อสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)ได้กำหนดให้แผงโซลาเซลล์ มอก. 61730 เล่ม 2-2567 เป็นสินค้าควบคุมไปแล้ว คาดว่าจะบังคับใช้ภายเดือนกันยายน 2569 นี้
ออก 5 มอก. ใหม่
และในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) หรือ บอร์ด สมอ. ได้มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 5 มาตรฐาน ประกอบด้วย
- มอก. 62930-2564 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์
- มอก. 63056-2567 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า
- มอก. 60269 เล่ม 6-2567 ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์
- มอก. 2603 เล่ม 2-2556 ตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์สำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์
- มอก. 60947 เล่ม 2-25xx เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง
”การกำหนดมาตรฐานควบคุมเพิ่มเติมครั้งนี้ ครอบคลุมสายไฟฟ้าแบตเตอรี่ลิเทียม ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำ ตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์ และเครื่องตัดวงจรไฟฟ้ากระแสตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การใช้พลังงานสะอาดจะต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย ซึ่ง สมอ. เตรียมออกกฎกระทรวง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 69“
โดยจะทำให้ระบบโซลาร์เซลล์ได้รับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การส่งผ่านกระแสไฟฟ้า การแปลงพลังงาน ไปจนถึงการกักเก็บพลังงาน ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ ไฟฟ้าลัดวงจร และอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน
มุ่งปิดช่องว่างด้านความปลอดภัย
การเพิ่มอีก 5 มาตรฐานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการควบคุมสินค้า แต่เป็นการปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ทั้งระบบ เป็นการวางรากฐานให้ระบบโซลาร์เซลล์ของไทยโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย

ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตและปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ระบบโซลาร์เซลล์เป็นการลงทุนระยะยาวที่อยู่กับบ้านหรือสถานประกอบการเป็นเวลาหลายสิบปี ดังนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ อาจมีต้นทุนสูงกว่าในช่วงแรก แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย
ซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
รู้ไหม? ไทยมีปลาเนื้อนุ่ม “ขุมทรัพย์” แห่งสารอาหาร กูรูอเมริกันอวยยศ โปรตีนสูงกว่าแซลมอน!

เปิดสรรพคุณ “ปลาตาเดียว” ขุมทรัพย์สารอาหารที่ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ ยกย่อง ประโยชน์ดีไม่แพ้ปลาแซลมอน!
รู้หรือไม่คะว่าในระบบนิเวศทางทะเล มีปลาชนิดหนึ่งที่เปรียบเสมือน “ขุมทรัพย์แห่งสารอาหาร” ซึ่งได้รับการยกย่องและชื่นชมจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชาวอเมริกากันอย่างล้นหลาม ว่ามีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายไม่แพ้ปลาแซลมอน แถมยังมีรสชาติอร่อย ก้างน้อย และเนื้อนุ่มทานง่ายอีกด้วย
ปลาที่ว่านี้ก็คือ “ปลาตาเดียว” (Flounder) ซึ่งเป็นปลาน้ำเค็มในกลุ่มปลาซีกเดียว (Flatfish) ที่มีลักษณะลำตัวแบน รีคล้ายรูปไข่ เนื้อของปลาตาเดียวได้รับการยอมรับว่ามีความนุ่มนวล รสชาติหวานละมุนตามธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นคาว และมีก้างน้อยมาก จึงสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูแสนอร่อยได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนึ่งซีอิ๊ว การทอดกระเทียม การต้มยำ หรือการแล่เนื้อทำสเต๊ก
มิเชล รูเทนสไตน์ (Michelle Routhenstein) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชาวอเมริกัน ได้แนะนำให้ทุกคนหันมารับประทานปลาตาเดียวเป็นประจำ เนื่องจากเป็นปลาที่อุดมไปด้วย “ซีลีเนียม” (Selenium) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีที่มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดการอักเสบภายในร่างกาย นอกจากนี้เธอยังยกย่องว่าปลาตาเดียวเป็นแหล่งวิตามิน B6 ชั้นยอด ที่ช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท และตับให้แข็งแรงอีกด้วย
ส่องคุณประโยชน์รอบด้านจาก “ปลาตาเดียว” สู่สุขภาพที่ดีขึ้น
1. อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
การรับประทานปลาตาเดียวปรุงสุกในปริมาณครึ่งซีก (ประมาณ 160 กรัม) สามารถให้สารอาหารซีลีเนียมสูงถึง 106% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งนอกจากจะดีต่อหัวใจแล้ว ซีลีเนียมยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายและส่งเสริมการทำงานของต่อมไทรอยด์ นอกจากนี้ ปลาตาเดียวยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น:
- ไนอะซิน (วิตามิน B3): ช่วยบำรุงระบบหัวใจและปกป้องผิวพรรณ
- ฟอสฟอรัส: ช่วยเสริมสร้างกระดูกและควบคุมระบบเผาผลาญ
- แมกนีเซียม: มีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงและส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท
- วิตามิน B6: ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างการทำงานของสมอง
2. แหล่งโปรตีนคุณภาพสูง (สูงกว่าปลาแซลมอน!)
ในปลาตาเดียวปรุงสุกปริมาณ 160 กรัม ให้โปรตีนคุณภาพสูงมากถึง 42 กรัม ซึ่งนับว่าสูงกว่าปลาเนื้อยอดนิยมหลายชนิด เช่น ปลาแซลมอน โดยโปรตีนเหล่านี้ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นที่มีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญ ซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ พร้อมทั้งให้พลังงานและสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
3. บำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด
กรดไขมันจำเป็นในปลาตาเดียว เช่น โอเมก้า-3, ไนอะซิน, ซีลีเนียม และแมกนีเซียม ล้วนเป็นสารอาหารที่ส่งผลดีต่อหัวใจ โดยในเนื้อปลาปริมาณครึ่งซีกมีกรดไขมันโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 อยู่ถึง 1.04 กรัม ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ป้องกันการเกิดคราบไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือด และช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้คงที่
มีผลงานวิจัยเชิงวิเคราะห์ในปี 2004 ที่ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 222,000 คน เป็นเวลานานกว่า 11 ปี พบว่าผู้ที่รับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าผู้ที่ไม่กินปลาเลยหรือกินน้อยกว่าเดือนละครั้งอย่างเห็นได้ชัด
4. มีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย
การอักเสบเรื้อรังเป็นสาเหตุหลักของโรคร้ายแรงหลายชนิด จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านการพัฒนาและวิจัยยา (International Journal of Drug Development and Research) ระบุว่า การรับประทานปลาตาเดียวเป็นประจำสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune), โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคสะเก็ดเงินได้ เนื่องจากโอเมก้า-3, ซีลีเนียม และไนอะซิน จะทำงานร่วมกันเพื่อลดสารก่อการอักเสบและลดความเครียดที่เกิดจากอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) ในร่างกาย
5. ลดความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome)
วิตามิน B12, โปรตีน และซีลีเนียมที่มีอยู่มากในปลาตาเดียว มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกลุ่มอาการอ้วนลงพุง ช่วยปรับปรุงระบบการเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยควบคุมความดันโลหิต และปรับสมดุลระดับไขมันในเลือดให้เหมาะสม
6. เสริมสร้างและบำรุงระบบสมอง
กรดไขมันโอเมก้า-3 โดยเฉพาะสาร DHA ในปลาตาเดียว มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพฤติกรรมและการรับรู้ (ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานและความจำ) ช่วยบำรุงสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตได้ นอกจากนี้ การทานปลาตาเดียวยังมีส่วนช่วยบำรุงตับ ปรับปรุงระบบย่อยอาหาร ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี และป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันอีกด้วย
ปลาตาเดียวถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพชั้นยอดที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ ด้วยเนื้อสัมผัสที่ทานง่าย ก้างน้อย รสชาติอร่อย และอุดมไปด้วยสารอาหารระดับซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) ทั้งโปรตีน โอเมก้า-3 และซีลีเนียมที่สูงลิ่ว การหันมารับประทานปลาตาเดียวสลับหมุนเวียนในมื้ออาหาร จึงเป็นทริคการดูแลสุขภาพหัวใจ สมอง และร่างกายในองค์รวมได้อย่างยอดเยี่ยมและคุ้มค่าแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 2/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,950.00 | 64,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,134.00 | 62,671.44 | 64,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,720.60 | 56,404.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,307.20 | 50,137.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,860.30 | 28,202.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,446.90 | 21,935.00 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,283.94 | 64,944.53 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 2/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.05 | 38.05 | 38.55 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.68 | 37.68 | 38.18 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.05 | 33.05 | 33.25 | 33.05 | – | 33.05 | 33.05 | 33.05 | 33.05 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.99 | 28.99 | – | – | – | – | – | – | 28.99 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.64 | – | – | 48.41 | – | 48.14 | 47.79 | – | 47.64 |
| ดีเซล | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 |
| ดีเซล B20 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







