แสนสิริสวนตลาดชะลอ 7 เดือน กวาดยอดขายคอนโด 1.6 หมื่นล้าน ลุยต่อ 9 โครงการ

- แสนสิริทำยอดขายคอนโดในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ได้ 16,000 ล้านบาท สวนกระแสตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัว
- ยอดขายดังกล่าวคิดเป็น 70% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 23,000 ล้านบาท
- เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่อีก 9 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท
นายองอาจ สุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานธุรกิจคอนโดมิเนียมของแสนสิริในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงเติบโตได้ดี แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยมียอดขายสะสม 16,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเป้าหมายยอดขายคอนโดมิเนียมทั้งปีที่ตั้งไว้ 23,000 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดโอนคอนโดมิเนียมปีนี้ที่ 17,500 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญมาจากการทำตลาดที่เน้น Real Demand โดยให้ความสำคัญกับทำเลที่มีศักยภาพและกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง โดยเฉพาะกลุ่ม Affordable และ Medium Segment รวมถึงตลาดระดับบนที่ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพ
ในช่วงที่ผ่านมา แสนสิริเปิดตัวโครงการใหม่และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ LOVE Charoen Nakhon ภายใต้แบรนด์ LOVE by Sansiri ซึ่งมียอดขายกว่า 300 ยูนิต มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ภายใน 2 วันของการเปิดพรีเซล รวมถึง XT TEN Ekamai ที่มียอดขายช่วงพรีเซล 2 วันประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ dcondo vite สามารถสร้างยอดจองคิวผ่าน KUHU App ได้ 600 คิวภายใน 1 นาที
สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แสนสิริเตรียมเดินหน้าเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่อีก 9 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท จากแผนทั้งปีที่ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 17 โครงการ มูลค่ารวม 29,400 ล้านบาท แบ่งเป็นช่วงครึ่งปีแรก 8 โครงการ มูลค่า 17,700 ล้านบาท และครึ่งปีหลัง 9 โครงการ
ทั้งนี้ ทำเลภูเก็ตจะเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของการเปิดโครงการใหม่ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของโครงการที่เปิดตัวในปีนี้ สะท้อนการมองเห็นโอกาสจากกำลังซื้อชาวต่างชาติและตลาดท่องเที่ยวที่ยังมีศักยภาพ ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้าขยายโครงการในหัวเมืองที่มีศักยภาพและ Strategic Location ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน แสนสิริยังมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน หรือ Ready to Move (RTM) อีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 18,600 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการระดับพรีเมียมมูลค่ารวม 12,300 ล้านบาท อาทิ Via Ari, SHUSH Ratchathewi และ The Standard Residences Hua Hin เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าระดับบนที่ยังมีกำลังซื้อ
สำหรับกลยุทธ์ในตลาดระดับบน บริษัทจะเน้นการส่งมอบโครงการพร้อมอยู่และการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีข้อจำกัดด้านซัพพลาย โดยเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงยังมีความต้องการที่อยู่อาศัย แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว
นอกจากนี้ แสนสิริยังเดินหน้ากลยุทธ์การนำแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับกลับมาพัฒนาโครงการใหม่ เพื่อสร้างความต่อเนื่องของแบรนด์ในตลาดคอนโดมิเนียม โดยมี XT TEN Ekamai เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการตอบรับ ขณะที่โครงการใหม่ในกลุ่มลักชัวรีที่จะเปิดตัวในช่วงต่อไป ได้แก่ The Monument Sathorn และแบรนด์ HAUS ในทำเล T77 Community
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการขยายธุรกิจผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร โดยแสนสิริยังคงเดินหน้าร่วมทุนกับพันธมิตรต่างประเทศ ทั้ง Mitsui Fudosan Asia Development (Thailand), Tokyu Development (Thailand) และ Nomura Real Estate (Thailand) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาโครงการและขยายฐานลูกค้า
นายองอาจกล่าวว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมยังอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่บริษัทมองว่าตลาดคอนโดมิเนียมยังมีโอกาสจากกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในทำเลใกล้ระบบขนส่ง แหล่งงาน สถานศึกษา และพื้นที่ท่องเที่ยว รวมถึงตลาดระดับพรีเมียมที่มีข้อจำกัดด้านซัพพลาย
ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารโครงการตั้งแต่ช่วงก่อสร้างจนถึงบริการหลังการขาย โดยมี พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เข้ามาดูแลด้านการบริหารจัดการโครงการ ขณะที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ตรวจสอบความปลอดภัยของโครงการมากกว่า 250 โครงการทั่วประเทศ ทั้งโครงการที่อยู่และนอกระยะเวลารับประกัน
“แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมจะอยู่ในจังหวะชะลอตัว แต่แสนสิริมั่นใจว่าธุรกิจคอนโดมิเนียมปีนี้จะสามารถเติบโตและผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย 23,000 ล้านบาท และยอดโอน 17,500 ล้านบาท” นายองอาจกล่าว
สำหรับภาพรวมปี 2569 แสนสิริยังมองว่าการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นตลาดคอนโดมิเนียม โดยบริษัทจะเน้นการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับ Real Demand ควบคู่กับการเลือกทำเลและระดับราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ เพื่อรักษาการเติบโตท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทาย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
โรงแรมหรูบุกกรุงเทพฯ-ภูเก็ตแข่งเดือด ซัพพลายใหม่ทะลัก 89%

- ตลาดโรงแรมหรูและระดับบนในกรุงเทพฯ และภูเก็ตเผชิญการแข่งขันสูงจากซัพพลายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภูเก็ตที่ห้องพักใหม่ 89% อยู่ในกลุ่มนี้
- การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านราคา และทำให้ผู้ประกอบการต้องยกระดับมาตรฐานทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์เพื่อสร้างความแตกต่าง
- การแข่งขันกระจุกตัวในทำเลสำคัญ เช่น ย่านสุขุมวิท-สยามในกรุงเทพฯ และบางเทา-กะตะในภูเก็ต ทำให้ผู้ประกอบการเดิมต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ตลาดโรงแรมไทยกำลังเข้าสู่การแข่งขันระลอกใหม่ หลังอุปทานโรงแรมในกรุงเทพฯ และภูเก็ตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่ม Luxury และ Upscale อย่างมีนัยสำคัญ โดยการเข้ามาของโรงแรมใหม่ไม่ได้เพิ่มเพียงจำนวนห้องพัก แต่ยังยกระดับมาตรฐานด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ของผู้เข้าพัก ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมเดิมต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
กรุงเทพฯ-ภูเก็ต อุปทานโรงแรมระดับบนเพิ่ม
จากรายงาน Hotel Market Research ล่าสุดของ Knight Frank Thailand พบว่า ณ สิ้นครึ่งแรกปี 2569 กรุงเทพฯ มีห้องพักโรงแรมรวม 105,038 ห้อง โดยประมาณ 65% อยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale ขณะที่มีอุปทานโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและติดตามอีกประมาณ 17,590 ห้อง หรือคิดเป็น 16.7% ของอุปทานที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน
ในจำนวน Pipeline ดังกล่าว ประมาณ 80% เป็นโรงแรมกลุ่ม Luxury และ Upscale ที่มีกำหนดเปิดให้บริการ โดยเฉพาะปี 2570 มีห้องพักที่อยู่ในแผนเปิดใหม่ประมาณ 7,635 ห้อง สะท้อนว่าตลาดโรงแรมระดับบนจะเป็นเซกเมนต์ที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ขณะที่ ภูเก็ต ซึ่งเป็นตลาดรีสอร์ตหลักของไทย มีห้องพักโรงแรมรวม 47,195 ห้อง ณ สิ้นครึ่งแรกปี 2569 โดยประมาณ 58% อยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale ส่วนห้องพักที่มีกำหนดเข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2569-2571 มีจำนวนประมาณ 1,460 ห้องในปี 2570 และอีก 1,193 ห้องในปี 2571 โดยประมาณ 89% อยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale
ตลาดบนโต แต่ไม่ใช่ทุกโรงแรมจะได้ราคาสูง
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยที่มุ่งเพิ่ม มูลค่าการใช้จ่ายต่อนักท่องเที่ยว มากกว่าการเน้นจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงแรมหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงการสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นนอกเหนือจากห้องพัก เช่น อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) Wellness การจัดกิจกรรมและอีเวนต์ ตลอดจนการพัฒนา Branded Residences ในบางโครงการ
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของซัพพลายระดับบนไม่ได้หมายความว่าโรงแรม Luxury จะสามารถรักษาผลประกอบการได้โดยอัตโนมัติ โดยข้อมูลผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า ตลาดกรุงเทพฯ มีความแตกต่างของผลประกอบการในแต่ละเซกเมนต์
โรงแรม Luxury ในกรุงเทพฯ มีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน หรือ ADR อยู่ที่ 7,010 บาท เพิ่มขึ้น 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โรงแรมกลุ่ม Upscale มี ADR ลดลง 4.4% มาอยู่ที่ 4,197 บาท สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบและเปลี่ยนไปใช้บริการโรงแรมอื่นได้ง่ายขึ้น จากจำนวนแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นและช่องทางจองห้องพักออนไลน์ที่ทำให้ราคามีความโปร่งใสมากขึ้น
ด้าน ภูเก็ต ยังสามารถรักษาระดับราคาห้องพักในภาพรวมได้ดีกว่า โดย ADR ของตลาดโรงแรมโดยรวมเพิ่มขึ้น 5.3% มาอยู่ที่ 7,117 บาท แม้อัตราการเข้าพักจะลดลง 3.2 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อพิจารณารายเซกเมนต์ พบว่าโรงแรมกลุ่ม Upscale มีการเติบโตของ ADR สูงที่สุด ตามด้วย Midscale ขณะที่กลุ่ม Luxury มีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยปรับตัวลดลง
นายคาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา Knight Frank Thailand กล่าวว่า การที่ซัพพลายใหม่มีแนวโน้มกระจุกตัวในตลาดระดับบน ไม่ได้หมายความว่าการพัฒนาโรงแรม Luxury จะรับประกันความสำเร็จ เพราะเมื่อผู้เข้าพักมีทางเลือกมากขึ้น โรงแรมจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างและมีจุดขายที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้ายอมจ่ายในระดับราคาที่กำหนด
สุขุมวิท-สยาม-บางเทา แข่งเดือดระดับ Submarket
ทั้งนี้ การแข่งขันมีแนวโน้มกระจุกตัวในระดับ Submarket มากขึ้น สำหรับกรุงเทพฯ โรงแรมใหม่ส่วนใหญ่กระจุกตัวตามแนวสุขุมวิท ตั้งแต่ทองหล่อ เอกมัย ไปจนถึงพระโขนง ขณะที่อีกกลุ่มอยู่บริเวณราชเทวี-สยาม รวมถึงพื้นที่สาทรและสุรวงศ์ ซึ่งมีทั้งโรงแรมใหม่และโรงแรมที่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ส่งผลให้การแข่งขันของโรงแรมแบรนด์ใหม่ขยายออกจากพื้นที่โรงแรมหลักแบบเดิม
ส่วนภูเก็ต ซัพพลายใหม่กระจายตัวออกไปในหลายทำเล โดยเฉพาะ บางเทา กะตะ ฉลอง ราไวย์ และในหาน ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ป่าตองเหมือนในอดีต

แนวโน้มดังกล่าวทำให้โรงแรมที่มี Positioning ระดับราคา และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใกล้เคียงกัน ต้องแข่งขันโดยตรงมากขึ้นภายในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะโรงแรมระดับ Luxury และ Upscale ที่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง
สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมเดิม Knight Frank มองว่าคำถามสำคัญคือ สินทรัพย์ที่มีอยู่ยังสามารถแข่งขันกับโรงแรมรุ่นใหม่ได้หรือไม่ โดยการปรับตัวไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาโรงแรมใหม่ทั้งหมด แต่สามารถใช้แนวทางปรับปรุงสินทรัพย์ หรือ Refurbishment การ Repositioning การพัฒนา F&B การเพิ่มกิจกรรมและอีเวนต์ ตลอดจนการเพิ่มบริการ Wellness และกิจกรรมสำหรับครอบครัว เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับโรงแรม
ขณะที่ภูเก็ตยังมีโอกาสจากการพัฒนา Branded Residences ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ให้กับรีสอร์ตระดับบนบางโครงการ อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนพัฒนาเป็นระยะ การรักษามาตรฐานแบรนด์ และการบริหารรีสอร์ตในระยะยาว
Knight Frank มองว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีโรงแรมใหม่ที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้เข้าพัก โดยเฉพาะความต้องการด้าน Wellness และบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ซึ่งมีความสำคัญเพิ่มขึ้นมากกว่าการพิจารณาเฉพาะเรื่องที่พัก
ต้นทุนก่อสร้างสูง เสี่ยงเลื่อนเปิดโรงแรมใหม่
นอกจากนี้ กำหนดการเปิดให้บริการของโรงแรมใน Pipeline ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ จากต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดย Knight Frank คาดว่าต้นทุนก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% ในปี 2569 รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และการแบ่งเฟสการพัฒนา ซึ่งอาจทำให้บางโครงการเลื่อนกำหนดเปิดให้บริการ
ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้การนำสินทรัพย์เดิมมาปรับเปลี่ยนการใช้งาน หรือ Conversion รวมถึงการปรับปรุงโรงแรมเดิม หรือ Refurbishment มีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับเจ้าของสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงแรมเดิมไม่ควรพึ่งพาความล่าช้าของโครงการใหม่เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านการแข่งขัน เนื่องจากภาพรวม Pipeline ในกรุงเทพฯ และภูเก็ตสะท้อนชัดเจนว่า มาตรฐานของตลาดโรงแรมกำลังถูกยกระดับขึ้น โดยโรงแรมที่จะสามารถรักษาระดับราคาห้องพักและส่วนแบ่งตลาดได้ จะต้องสร้างความแตกต่างทั้งด้าน ผลิตภัณฑ์ บริการ ประสบการณ์ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ราคา ‘บิตคอยน์’ พุ่งแตะ 80,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 3 เดือน

‘บิตคอยน์’ พุ่งแตะ 80,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 3 เดือน พุ่งขึ้นถึง 23% ภายในสัปดาห์เดียว หลัง ‘ดอลลาร์อ่อน- คลังซื้อบอนด์เพิ่ม’ ดันเงินไหลเข้า Spot ETF สูงสุดรอบ 10 เดือน
ราคา “บิตคอยน์” (Bitcoin) ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์ ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ราว 80,908 ดอลลาร์ ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน หลังจากราคาพุ่งขึ้นถึง 23% ภายในสัปดาห์เดียว ถือเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่ร้อนแรงที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในตลาด
อย่างไรก็ดี ราคาบิตคอยน์ ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลเดิมที่ประมาณ 126,000 ดอลลาร์
‘ดอลลาร์อ่อน- คลังซื้อบอนด์เพิ่ม’ หนุนบิตคอยน์
ปัจจัยบวกหลักมาจากค่า “เงินดอลลาร์” ที่อ่อนตัวลง หลังนาย “สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อลดอัตราผลตอบแทนระยะยาว
เรื่องนี้ทำให้ตลาดมองว่าเป็นสัญญาณของการเพิ่มสภาพคล่องและสะท้อนความท้าทายในการลดการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือครอง Bitcoin และทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินเฟียต
เงินไหลเข้า Spot ETF สูงสุดรอบ 10 เดือน

ความต้องการจากนักลงทุนสถาบันกลับมาคึกคัก โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ทั้ง 13 กองทุนในสหรัฐโดยมียอดเงินไหลเข้าสุทธิรวม 1.92 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน และมีเงินไหลเข้าสูงสุดในวันเดียวถึง 606.3 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 20 ส.ค.
บรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้าพบหารือกับผู้นำในอุตสาหกรรมคริปโท พร้อมทั้งเรียกร้องให้วุฒิสภาเร่งผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Clarity Act ที่คาดว่าจะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในช่วงกลางเดือนกันยายน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2026 ประจำวันที่ 25 ส.ค. 69

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม 2569
วันนี้ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะลงสนามนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มพบกับ คาซัคสถาน ในเวลา 09:00 น. แฟนๆ สามารถชมได้ทาง Monomax แบบชำระเงิน ขณะที่คู่ ญี่ปุ่น พบ เวียดนาม เวลา 17:30 น. แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29
โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2026 วันนี้
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569
เวลา 09:00 น. ไทย พบ คาซัคสถาน (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 13:00 น. อิหร่าน พบ อิรัก (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 17:30 น. ญี่ปุ่น พบ เวียดนาม (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
7 สัญญาณเตือนตอนเช้า ร่างกายอาจกำลังบอกว่า “น้ำตาลในเลือดสูง” อย่ามองข้าม

หลายคนอาจคิดว่าโรคเบาหวานจะต้องมีอาการชัดเจน เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หรือกินจุ แต่ในความเป็นจริง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอาจค่อย ๆ ส่งผลต่อร่างกาย และบางคนสังเกตเห็นความผิดปกติในช่วงเช้าหลังตื่นนอนได้
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคเบาหวานเสมอไป เพราะอาจเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด ภาวะขาดน้ำ หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจึงเป็นวิธีที่ช่วยประเมินได้แม่นยำกว่า
1. ตื่นมาแล้วคอแห้ง กระหายน้ำมากผิดปกติ
หากตื่นนอนแล้วรู้สึกกระหายน้ำมากเป็นประจำ แม้ไม่ได้รับประทานอาหารรสเค็มหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน อาจเป็นหนึ่งในอาการที่ควรสังเกต
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไตจะพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น และอาจนำไปสู่ความรู้สึกกระหายน้ำ
แต่คอแห้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นเบาหวาน เพราะอาจเกิดจากการนอนกรน หายใจทางปาก หรือดื่มน้ำน้อยได้เช่นกัน
2. ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
ถ้าต้องตื่นเข้าห้องน้ำหลายครั้งในช่วงกลางคืน และเมื่อตื่นเช้ามายังรู้สึกอยากปัสสาวะอีก อาจเป็นสัญญาณที่ควรสังเกต โดยเฉพาะหากเกิดร่วมกับอาการกระหายน้ำมากผิดปกติ
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสามารถทำให้ร่างกายขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะมากขึ้น ส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นได้
3. ตื่นมาแล้วรู้สึกเหนื่อย ทั้งที่นอนเพียงพอ
การตื่นมาแล้วรู้สึกไม่มีแรง ง่วง หรืออ่อนเพลียเป็นประจำ อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง
หนึ่งในสาเหตุที่ควรพิจารณาคือความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด เพราะเมื่อร่างกายไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าได้
แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น คุณภาพการนอน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ความเครียด หรือการนอนน้อย
4. ตาพร่าหรือมองไม่คมชัดหลังตื่นนอน
ระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงสามารถส่งผลต่อปริมาณน้ำและรูปร่างของเลนส์ตา ทำให้บางคนมีอาการมองเห็นไม่ชัดเป็นช่วง ๆ
หากอาการเกิดซ้ำ ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นอย่างชัดเจน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากเบาหวาน
5. ปากแห้ง หรือรู้สึกเหมือนร่างกายขาดน้ำ
ถ้าตื่นมาแล้วปากแห้งมากเป็นประจำ ร่วมกับกระหายน้ำและปัสสาวะบ่อย อาจเป็นกลุ่มอาการที่ควรให้ความสนใจมากกว่าการมีปากแห้งเพียงอย่างเดียว
การพิจารณา หลายอาการร่วมกัน จะมีประโยชน์มากกว่าการนำอาการใดอาการหนึ่งมาตัดสินว่าเป็นโรคเบาหวาน
6. หิวเร็วผิดปกติหลังตื่นนอน
บางคนรับประทานอาหารเย็นตามปกติ แต่เมื่อตื่นเช้ากลับรู้สึกหิวมากหรือหิวเร็วกว่าปกติ
อาการหิวสามารถเกิดจากหลายปัจจัย เช่น รับประทานอาหารไม่เพียงพอ ออกกำลังกายมาก ความเครียด หรือการนอนหลับไม่เพียงพอ ดังนั้น ไม่ควรใช้ความหิวตอนเช้าเพียงอย่างเดียวเป็นตัวชี้ว่าเป็นเบาหวาน
หากเกิดร่วมกับกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรืออ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
7. น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
หากน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอาหารหรือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และหิวบ่อย ควรให้ความสำคัญและเข้ารับการตรวจ
การลดน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุไม่ได้เกิดจากเบาหวานเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะอื่น จึงควรตรวจหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
อาการเหล่านี้ต้องตรวจเบาหวานหรือไม่?
การมีอาการเพียงข้อเดียว ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคเบาหวาน แต่หากพบหลายอาการพร้อมกันและเกิดซ้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะอาการกระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือมองเห็นไม่ชัด ควรพูดคุยกับแพทย์และพิจารณาตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
การตรวจพบภาวะน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถปรับพฤติกรรมและรับการดูแลได้อย่างเหมาะสมก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
NARIT อัปเดตล่าสุด เลื่อนส่งยานฉางเอ๋อ 7 ออกไปเป็นปี 2570

- สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ฯ ประกาศเลื่อนกำหนดการส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ไปยังดวงจันทร์ ออกไปเป็นปี 2570
- สาเหตุของการเลื่อนเกิดจากสภาวะแสงอาทิตย์บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงจอดในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569
- อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ของไทย CE-7 MATCH ที่จะเดินทางไปกับยาน ยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจและไม่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนกำหนดการ
แถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT แจ้งปรับเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 เพื่อนำส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่อวกาศออกไปเป็นปี 2570 จากเดิมที่คาดว่าจะเลื่อนไปเพียง 1 เดือน
ส่วนอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ที่ติดตั้งอยู่กับยานยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ และเป้าหมายของไทยที่จะไปสำรวจดวงจันทร์ยังคงเดินหน้าต่อ
สืบเนื่องจากพายุโซนร้อนนาร์ราที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ ที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการปล่อยจรวด จึงยกเลิกการปล่อยในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ตามกำหนดการเดิม
ด้วยภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายแตกต่างจากภารกิจฉางเอ๋อก่อนหน้านี้ ในส่วนของยานลงจอดนั้น มีแผนจะลงจอดบริเวณขอบหลุมอุกกาบาตแชคเคิลตัน ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อค้นหาน้ำแข็งบนพื้นหลุมที่แสงอาทิตย์แทบไม่ส่องถึง
ขั้นตอนการลงจอด จำเป็นต้องอาศัยแสงอาทิตย์ส่องให้เห็นพื้นผิวและผลิตพลังงานให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จึงต้องมีสภาวะมุมแสงที่เหมาะสมและมีระยะเวลาสว่างต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ
แต่ในช่วงปี 2569 ต่อจากนี้ ไม่เหลือช่วงเวลาที่ทิศทางของแสงเอื้อต่อภารกิจอีกต่อไป เป็นเหตุให้จำเป็นต้องเลื่อนการปล่อยฉางเอ๋อ 7 ออกไปเป็นปีถัดไป
สำหรับอุปกรณ์ CE-7 MATCH หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope ในภารกิจวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่นต่อช่วงเวลาของภารกิจ
เนื่องจากตัวอุปกรณ์ ไม่มีแบตเตอรี่ภายในที่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน และอาศัยพลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของตัวยานโคจร จึงไม่มีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานที่ต้องกังวลจากการเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้
หลังจากนี้ อุปกรณ์จะถูกถอดออกจากยานตามลำดับและนำไปเก็บรักษาไว้ภายใต้หน่วยงานกำกับขององค์การอวกาศแห่งชาติจีน
โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยจะยังคงติดตามสถานะของอุปกรณ์และดำเนินการตามขั้นตอนทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงวันกำหนดปล่อยอีกครั้ง
ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับทีมไทย สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ CE-7 MATCH ยังคงพร้อมสำหรับการดำเนินภารกิจ การเปลี่ยนกำหนดการปล่อยไม่ได้ส่งผลต่อความพร้อมของอุปกรณ์และความตั้งใจของเรา
อุปกรณ์ชิ้นนี้เกิดจากองค์ความรู้และการทำงานของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ การออกแบบ สร้าง ประกอบ และทดสอบ จนพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอวกาศ
แม้เราอาจต้องรอวันออกเดินทางนานกว่าที่คาดไว้ แต่ทีมของเรายังคงมีความหวังและพร้อมสำหรับวันที่ CE-7 MATCH จะเดินทางสู่ดวงจันทร์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NARIT ดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญสำหรับเราคือความรู้ ประสบการณ์ระหว่างทาง และคนที่เติบโตขึ้นจากภารกิจ สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไทย และเป็นพื้นฐานให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและก้าวไปสู่ภารกิจอวกาศที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต
CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมพัฒนา จากโจทย์วิทยาศาสตร์ของนักวิจัยไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบ พัฒนา สร้าง ประกอบ และทดสอบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมของอวกาศ มีเป้าหมายตรวจวัดรังสีคอสมิกหรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านรังสีในอวกาศ และสร้างองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศในอนาคต
คุณค่าของ CE-7 MATCH นั้น เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การพัฒนาอุปกรณ์ได้สร้างประสบการณ์จริงให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ไปจนถึงการสร้างอุปกรณ์สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานและมาตรฐานสำหรับภารกิจอวกาศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่นำกลับมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและบุคลากรของประเทศไทยได้ในระยะยาว ดร. วิภู กล่าวเสริม
ดร. พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรวิจัย NARIT และหัวหน้าวิศวกรพัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH กล่าวว่า ทีมงานทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมายและปัจจัยความเสี่ยงของภารกิจอวกาศ
ระหว่างนี้จะเดินหน้าทำงานต่อทั้งโครงการ CE-8 ALIGN และพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมอวกาศห้วงลึกในประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้และร่วมพัฒนางานด้านอวกาศ
แม้ต้องรอออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ทีมงานยังมีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะพาอุปกรณ์ของไทยไปดวงจันทร์ให้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เส้นทางสู่ดวงจันทร์ผ่านกลศาสตร์วงโคจรและคณิตศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งในแง่ขององค์ความรู้ ถือว่าเราได้ไปถึงดวงจันทร์แล้ว
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจะติดตามสถานะและความพร้อมของ CE-7 MATCH อย่างต่อเนื่อง และจะนำมาแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะผ่านช่องทางของ NARIT ต่อไป.
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่เข้าใจง่ายขึ้น: พูดภาษาอังกฤษด้วยความมั่นใจ

นักฝันจากทุกแห่งหนรักประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สอง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะเงื่อนไขที่สองหมายถึงสถานการณ์ในจินตนาการ ตัวอย่างเช่น If I had a million dollars, I’d buy a mansion. (หากฉันมีเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ ฉันจะซื้อคฤหาสน์) มาปลดล็อกพลังของคำว่า ‘หาก’ ด้วยคำแนะนำที่ใช้ได้จริงเกี่ยวกับประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สอง
มาทวนความจำกันด้วยประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบแรก ซึ่งคือ โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ที่เราใช้พูดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้และอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตหากตรงตามเงื่อนไขบางประการ
โครงสร้างประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบแรกในภาษาอังกฤษแรก:
If + present simple, will + base verb
ตัวอย่างเช่น
- If it rains, we will stay inside. (หากฝนตก เราจะอยู่บ้าน)
- If we get a house with a garden, we can get a pet cat. (หากเรามีบ้านพร้อมสวน เราก็เลี้ยงแมวได้)
- If you call me, I will answer. (ถ้าคุณโทรหาฉัน ฉันจะรับสาย)
ประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สอง
ประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สองบอกเล่าเกี่ยวกับจินตนาการหรือสถานการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ รวมถึงผลที่ตามมาของสถานการณ์ในจินตนาการเหล่านั้นว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต
โครงสร้างของประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สองในภาษาอังกฤษ:
If + past simple, would + base verb
ตัวอย่างเช่น
- If she were taller, she would play basketball. (ถ้าเธอสูงกว่านี้ เธอคงจะเล่นบาสเก็ตบอล)
- If I knew the answer, I would tell you. (ถ้าฉันรู้คำตอบ ฉันคงจะบอกคุณไปแล้ว)
เคล็ดลับไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอย่างง่าย:
ประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบแรก = จริงและเป็นไปได้
ประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สอง = เรื่องในจินตนาการหรือไม่น่าเป็นไปได้ ไม่ค่อยแน่ใจในผลลัพธ์
กฎไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสำหรับประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สองคืออะไร
ประโยคแสดงความเป็นเงื่อนไขรูปแบบที่สองในภาษาอังกฤษมีสองอนุประโยค อนุประโยค ‘if’ (เงื่อนไข) และอนุประโยคใจความหลัก
ตารางนี้แสดงโครงสร้างที่คุณใช้:
| ‘If’ clause | main clause | |
| Structure | If + past simple / past continuous | subject + would / wouldn’t + verb |
| positive sentence | If I had more real friends, | I wouldn’t spend so much time on social media. |
| Negative sentence | If I didn’t eat meat, | I’d be a lot healthier |
| Question | If I invited you to a party, | would you come? |
ประเภทของประโยคแสดงเงื่อนไขรูปแบบที่สองในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
คุณยังสามารถใช้ประโยคแสดงเงื่อนไขรูปแบบที่สองเพื่อแสดงผลลัพธ์ในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ดูสองประโยคเหล่านี้:
First Conditional: If I get that job, I’ll move to Toronto.
Second Conditional: If I got that job, I’d move to Toronto.
ทั้งสองประโยคบอกถึงความหมายที่คล้ายคลึงกัน แต่ในประโยคที่หนึ่งผู้พูดมีความมั่นใจมากกว่าว่าจะได้งาน ในประโยคที่สอง พวกเขาไม่แน่ใจ…. บางทีพวกเขาอาจยังไม่ได้สมัครด้วยซ้ำ บางทีพวกเขาอาจฝันกลางวันเกี่ยวกับการได้งานที่ทำให้พวกเขาได้เดินทางก็เป็นได้
เนื่องจากประโยคแสดงเงื่อนไขรูปแบบที่สองของภาษาอังกฤษกำลังพูดถึงสถานการณ์ที่ไม่จริง เราจึงมักใช้คำกริยา to be ในรูป were แทน was แม้ว่าเราจะเป็นบุรุษที่หนึ่งและบุุรุษที่สามก็ตาม:
ตัวอย่างเช่น
If I were less worried about the future, I’d enjoy life more.
If he were more careful, he wouldn’t make so many mistakes.
นอกจากนี้ยังสามารถใช้ could or might ในอนุประโยคใจความหลักแทน would or wouldn’t ด้วยก็ได้ แต่คำพูดเหล่านี้แสดงออกถึงความแน่นอนน้อยกว่า ดังนั้นคุณจึงใช้ could or might เมื่อคุณต้องการพูดถึงบางสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างเช่น
If I knew all the answers, I could easily pass the exam.
If he listened more, he might learn something new.
ดังเช่นประโยคแสดงเงื่อนไขทั้งหมด อนุประโยค ‘if’ (เงื่อนไข) และอนุประโยค ‘main’ (ใจความหลัก) สามารถวางในลำดับใดก็ได้ แต่เมื่ออนุประโยค ‘เงื่อนไข’ มาก่อน เราจะใช้เครื่องหมายจุลภาคเพื่อแยกสองอนุประโยค
ตัวอย่างเช่น
If John were here, I’d tell him exactly what I think of him.
I’d tell John exactly what I think of him if he were here.
ข้อผิดพลาดทั่วไปในการใช้ประโยคแสดงเงื่อนไขรูปแบบที่สอง
ข้อผิดพลาดทั่วไปคือเกิดความสับสนระหว่างสองอนุประโยค รวมถึงใช้กาลในภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง
ตัวอย่างเช่น
I didn’t eat that if I were you. X
I wouldn’t eat that if I were you.✓
ก็เช่นเดียวกับตอนที่เราพูดภาษาอังกฤษ เรามักจะใช้การย่อคำเมื่อเราเขียนประโยคแสดงเงื่อนไข
ตัวอย่างเช่น:
If John had grown up here, he’d speak perfect Thai. (He would. Contraction = he’d
If I’d taken that job in the bank, I’d be richer now. (I would. Contraction = I’d)
นักเรียนที่เป็นผู้ใหญ่ของฉันมักจะถามว่าคุณจะบอกได้อย่างไรว่า ‘d หมายถึง ‘had’ (มี) หรือ ‘would’ (จะ) ซึ่งเป็นคำถามที่ดี คำตอบก็คือ ให้ดูจากบริบท เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดว่า: ‘He had speak perfect Thai’, เพราะหลังกริยาช่วย had เราต้องใช้ Past Participle ดังนั้นจึงใช้ได้แค่ ‘would’ เท่านั้น
โปรดจำไว้ว่าเราไม่เคยใช้ ‘to’ หลังคำกริยา เช่น could or might
ตัวอย่างเช่น
If I cooked, you wouldn’t to enjoy it. X
If I cooked, you wouldn’t enjoy it. ✓
ตัวอย่างดังๆ ของประโยคแสดงเงื่อนไขรูปแบบที่สองจากภาพยนตร์และดนตรี
เพลง ภาพยนตร์ และนวนิยายหลายเรื่องใช้ประโยคแสดงเงื่อนไขรูปแบบที่สอง เพราะศิลปินชอบฝันถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ในโลกที่แตกต่าง!
เพลงฮิตของ Beyonce ในปี 2008 ชื่อเพลง ‘If I were a boy ‘ ทำให้เธอได้จินตนาการว่าชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรถ้าเธอเป็นเพศตรงข้าม เธอสรุปว่าประสบการณ์การเป็นผู้หญิงของเธอจะทำให้เธอ ‘เป็นผู้ชายที่ดีกว่า’ ผู้ชายส่วนใหญ่
ในปี 2006 ทุกครั้งที่คุณเปิดวิทยุ คุณจะได้ยินเพลงติดหูของ Peter, Bjorn และ John ชื่อเพลง ‘Young Folks ‘ ที่ถามว่า ‘If you knew my story word for word…would you go along with me?’
ในหนังสือและภาพยนตร์ไตรภาคยอดนิยมเรื่อง “The Hunger Games” นางเอก Katniss บอกศัตรูของเธอว่าอย่าโจมตี เพราะกลุ่มกบฎของเธอจะสู้กลับ เธอเตือนแคปิตอลว่า “If we burn, you will burn with us!”
แบบทดสอบย่อย
แต่ละประโยคเหล่านี้มีข้อผิดพลาด คุณหาข้อผิดพลาดและแก้ไขได้หรือไม่
- If I was taller, I’d be a basketball player.
- If John would ask you on a date, would you go?
- If Brian won the competition, he had be very happy.
- If I were you, I’d to go to Barcelona in the Spring – the weather is much nicer.
- I wouldn’t do maths at school unless I didn’t have to.
Answers:
- If I were taller, I’d be a basketball player.
- If John asked you on a date, would you go?
- If Brian won the competition, he would be very happy.
- If I were you, I’d go to Barcelona in the Spring – the weather is much nicer.
- I wouldn’t do maths at school unless I had to.
ขอบคุณข้อมูลจาก britishcouncil.or.th
3 เครื่องดื่มที่ “ตับ” กลัวมาก ไม่ใช่แค่เหล้าเบียร์ คนไทยแทบจะกินแทนน้ำเปล่า

3 เครื่องดื่มที่ “ตับ” กลัวมาก คนไทยแทบจะกินแทนน้ำเปล่า ไม่แตะแอลกอฮอล์เหล้าเบียร์แต่ตับพัง
เมื่อพูดถึงสิ่งที่ทำร้ายตับ หลายคนมักนึกถึงแอลกอฮอล์เป็นอันดับแรก เพราะการดื่มเหล้าหรือเบียร์มากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงโรคตับ แต่ในความเป็นจริง ยังมีเครื่องดื่มอีกหลายชนิดที่อยู่ใกล้ตัวและดื่มเป็นประจำ ซึ่งอาจเพิ่มภาระให้ตับได้เช่นกัน
โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หากบริโภคมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของ โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease: NAFLD) ซึ่งเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับมากผิดปกติ
ทำไมน้ำตาลในเครื่องดื่มจึงเพิ่มภาระให้ตับ?
ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงและจัดการสารอาหาร เมื่อเราดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ร่างกายจะได้รับน้ำตาลจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้นในการนำไปใช้และจัดเก็บ
โดยเฉพาะ ฟรุกโตส (Fructose) ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบในเครื่องดื่มและอาหารหลายประเภท หากได้รับในปริมาณมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างไขมันในตับ เมื่อไขมันสะสมมากขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ รวมถึงปัญหาด้านการเผาผลาญอื่น ๆ
งานวิจัยหลายฉบับพบว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคไขมันพอกตับที่เพิ่มขึ้น โดยความเสี่ยงมีแนวโน้มสูงขึ้นตามปริมาณการบริโภค
6 เครื่องดื่มที่ตับอาจไม่ปลื้ม หากดื่มมากเกินไป
1. น้ำอัดลม เครื่องดื่มหวานที่น้ำตาลสูงเกินคาด
น้ำอัดลมเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ควรระวัง เพราะมีน้ำตาลในปริมาณสูง และสามารถทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลจำนวนมากภายในเวลาไม่นาน
น้ำอัดลมขนาด 500 มิลลิลิตร อาจมีน้ำตาลประมาณ 50 กรัมขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสูตร หากดื่มเป็นประจำ น้ำตาลส่วนเกิน โดยเฉพาะฟรุกโตส อาจถูกนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมในตับได้มากขึ้น
เมื่อไขมันสะสมในเซลล์ตับมากเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว
2. น้ำผลไม้ แม้ดูสุขภาพดี แต่ก็มีน้ำตาลธรรมชาติสูง
หลายคนเลือกน้ำผลไม้เพราะคิดว่าเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ แต่แม้จะเป็นน้ำผลไม้ 100% ก็ยังมีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ในปริมาณมาก
นอกจากนี้ กระบวนการคั้นน้ำยังทำให้ใยอาหารจากผลไม้ลดลง ส่งผลให้น้ำตาลถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการกินผลไม้ทั้งลูก
ดังนั้น การรับประทานผลไม้สดทั้งลูกจึงมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะนอกจากได้รับวิตามินแล้ว ยังได้รับใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
3. เครื่องดื่มเกลือแร่ ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน
เครื่องดื่มเกลือแร่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเติมพลังงานและอิเล็กโทรไลต์ให้กับผู้ที่ออกกำลังกายหนัก เสียเหงื่อมาก หรือทำกิจกรรมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
แต่สำหรับคนทั่วไปที่ออกกำลังกายในระดับปานกลางหรือใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ น้ำเปล่ามักเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะเครื่องดื่มเกลือแร่บางชนิดอาจมีน้ำตาลประมาณ 25-30 กรัมต่อขวด
หากดื่มเป็นประจำโดยไม่ได้มีความจำเป็น อาจทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานส่วนเกินโดยไม่รู้ตัว
4. ชานมไข่มุก หวานน้อยก็ยังหวานอยู่
ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีทั้งน้ำตาล นม ครีมเทียม และส่วนผสมเพิ่มความหวาน ซึ่งทำให้มีพลังงานสูง
ชานม 1 แก้วที่ใช้ระดับความหวานปกติ อาจมีน้ำตาลสูงถึงประมาณ 70-80 กรัม ขึ้นอยู่กับสูตร ขนาดแก้ว และปริมาณไข่มุก
การได้รับน้ำตาลจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคไขมันพอกตับ
5. เครื่องดื่มโพรไบโอติก อาจมีน้ำตาลซ่อนอยู่
เครื่องดื่มที่มีจุลินทรีย์หรือโพรไบโอติก มักถูกนำเสนอว่าเป็นตัวช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกผลิตภัณฑ์จะมีน้ำตาลต่ำ
เครื่องดื่มบางชนิดอาจเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มรสชาติ ทำให้แม้จะมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ แต่ก็อาจได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็น
ก่อนเลือกซื้อจึงควรอ่านฉลากโภชนาการ ดูปริมาณน้ำตาลต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และไม่เลือกจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว
6. เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล ไม่ได้แปลว่าดื่มได้ไม่จำกัด
เครื่องดื่มที่ระบุว่า “ไม่มีน้ำตาล” อาจช่วยลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับเมื่อเทียบกับสูตรปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถดื่มแทนน้ำเปล่าได้ตลอดเวลา
เครื่องดื่มบางชนิดใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งยังมีการศึกษาถึงผลกระทบระยะยาวต่อระบบเผาผลาญ จุลินทรีย์ในลำไส้ และสุขภาพโดยรวม
ดังนั้น ควรดื่มอย่างเหมาะสม และให้ความสำคัญกับพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม เช่น การกินอาหารครบหมู่ การออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนัก
เลือกเครื่องดื่มอย่างไรให้ช่วยดูแลตับ?
- เลือกน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มหลักในชีวิตประจำวัน
- ลดความถี่ในการดื่มน้ำอัดลม ชานม และเครื่องดื่มหวาน
- อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ โดยดูปริมาณน้ำตาลต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
- ระวังส่วนผสม เช่น น้ำตาลทราย ไซรัปกลูโคส-ฟรุกโตส และสารให้ความหวาน
- เลือกกินผลไม้ทั้งลูกแทนน้ำผลไม้ เพื่อเพิ่มใยอาหาร
สรุป ตับไม่ได้กลัวแค่เหล้าเบียร์
แม้แอลกอฮอล์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตับ แต่เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไปเป็นประจำ อาจเพิ่มภาระต่อระบบเผาผลาญและเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงไขมันพอกตับ
การลดเครื่องดื่มหวาน ดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกน้ำเปล่าเป็นตัวเลือกหลัก เป็นหนึ่งในวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดูแลสุขภาพตับในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 25/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,650.00 | 71,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,632.00 | 70,221.12 | 72,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,168.80 | 63,199.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,705.60 | 56,176.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,084.40 | 31,599.50 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,621.20 | 24,577.39 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,800.00 | 72,768.00 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 25/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 37.69 | 37.69 | 38.19 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.32 | 37.32 | 37.82 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 32.69 | 32.69 | 32.89 | 32.69 | – | 32.69 | 32.69 | 32.69 | 32.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.63 | 28.63 | – | – | – | – | – | – | 28.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 46.68 | – | – | 49.26 | – | 47.18 | 46.83 | – | 46.68 |
| ดีเซล | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 |
| ดีเซล B20 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | – | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







