สาระน่ารู้ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2569

บ้านจัดสรร EEC เริ่มชะลอ REIC ชี้กำลังซื้ออ่อนแรง ผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก

  • ตลาดบ้านจัดสรรในพื้นที่ EEC เริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว โดยดัชนีราคาในไตรมาส 2 ปี 2569 ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า
  • ปัจจัยหลักเกิดจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง ประกอบกับปริมาณบ้านเหลือขายในตลาดที่ยังมีจำนวนมาก
  • ผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อกด้วยการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย โดยเน้นการฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์และของแถม เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
  • บ้านเดี่ยวยังคงเป็นกลุ่มที่ราคาเติบโตดีที่สุด สวนทางกับทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่ราคาปรับตัวลดลง สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรง

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยบทวิเคราะห์ ดัชนีราคาบ้านจัดสรรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า ดัชนีราคาบ้านจัดสรรอยู่ที่ 126.4 จุด เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากระดับ 125.8 จุด แต่ ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อน (QoQ) สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ EEC เริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว

REIC ระบุว่า แม้ต้นทุนการพัฒนาโครงการยังอยู่ในระดับสูง แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง ประกอบกับปริมาณหน่วยเหลือขายในตลาดที่ยังมีจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อกผ่านมาตรการส่งเสริมการขาย ส่งผลให้การปรับขึ้นของราคาบ้านเริ่มชะลอลง

ชลบุรีราคาขยับสูงสุด ระยองเริ่มอ่อนแรง

เมื่อจำแนกตามพื้นที่ พบว่า จังหวัดชลบุรี ยังคงเป็นตลาดที่มีการปรับตัวของราคาสูงที่สุด โดยดัชนีอยู่ที่ 130.5 จุด เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีดัชนี 122.3 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ส่วน จังหวัดระยอง มีดัชนี 122.1 จุด ลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าตลาดบางพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวมากขึ้น
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดบ้านจัดสรรในพื้นที่ EEC ยังได้รับแรงกดดันจากอุปทานที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าทำเลยังมีศักยภาพจากการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ก็ตาม

บ้านเดี่ยวยังโต สวนทางทาวน์เฮาส์

เมื่อพิจารณาแยกตามประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า บ้านเดี่ยว ยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่มีการเติบโตดีที่สุด โดยดัชนีราคาอยู่ที่ 150.3 จุด เพิ่มขึ้น 1.1% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.2% จากไตรมาสก่อน

ในกลุ่มบ้านเดี่ยว ชลบุรียังคงนำตลาดด้วยดัชนี 156.5 จุด เพิ่มขึ้น 1.7% รองลงมาคือ ระยอง เพิ่มขึ้น 0.7% และฉะเชิงเทรา เพิ่มขึ้น 0.5%

ด้าน บ้านแฝด มีดัชนีราคา 115.3 จุด เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 0.2% จากไตรมาสก่อน โดยทั้ง 3 จังหวัดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน

ในทางกลับกัน ทาวน์เฮาส์ เป็นกลุ่มเดียวที่ราคาปรับลดลง โดยดัชนีอยู่ที่ 113.8 จุด ลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะทรงตัวจากไตรมาสแรกก็ตาม

สำหรับรายจังหวัด พบว่า ชลบุรีมีการปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ขณะที่ระยองและฉะเชิงเทราลดลง 1.7% และ 1.0% ตามลำดับ สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นในตลาดบ้านระดับราคาจับต้องได้

ผู้ประกอบการอัดโปรฟรีค่าโอน-ของแถม

REIC ยังสำรวจมาตรการส่งเสริมการขายของโครงการบ้านจัดสรรในพื้นที่ EEC พบว่า ของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ ปั๊มน้ำ และแท็งก์น้ำ ยังคงเป็นโปรโมชั่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คิดเป็น 45.0% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย แม้จะลดลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ระดับ 50.0%
ขณะที่โปรโมชั่น ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เป็น 41.6% จากเดิม 34.3% สะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ซื้อ เพื่อเร่งการตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์
ส่วน การให้ส่วนลดเงินสด มีสัดส่วน 13.4% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 15.7% แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการหันมาใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าผ่านสิทธิประโยชน์และของแถม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาตรง ๆ

REIC มองตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว

REIC ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านจัดสรรในพื้นที่ EEC ที่ทรงตัวจากไตรมาสก่อน สะท้อนการเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลของตลาด หลังจากก่อนหน้านี้ราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากต้นทุนการก่อสร้าง ทั้งค่าวัสดุ ค่าแรง และราคาที่ดิน

อย่างไรก็ตาม ภาวะกำลังซื้อที่ชะลอลง ประกอบกับปริมาณหน่วยเหลือขายที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งระบายสต็อกผ่านโปรโมชั่นต่าง ๆ ส่งผลให้การปรับขึ้นของราคาบ้านในพื้นที่ EEC มีแนวโน้มชะลอตัว และเข้าสู่ภาวะทรงตัวมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


มาสเตอร์ แปลน 101 ตุนแบ็คล็อกแกร่ง 1.4 พันล้าน หนุนปี 69 โต 15%

  • มาสเตอร์ แปลน 101 มีงานในมือ (Backlog) สำหรับรับสร้างบ้านหรูมูลค่ารวมกว่า 1,400 ล้านบาท
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ไว้ที่ 15% หรือคิดเป็นยอดขายประมาณ 750 ล้านบาท
  • เตรียมเปิดตัวแบบบ้านซีรีส์ใหม่ “MTP HI” ซึ่งเป็นบ้านนวัตกรรมอัจฉริยะ เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต
  • ชูจุดแข็งการให้บริการครบวงจรแบบ “Complete Service” ที่รวมงานออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่งภายใน และจัดสวนไว้ในสัญญาเดียว

อนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับสร้างบ้านหรูระดับพรีเมียม เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจรับสร้างบ้านหรูยังมีโอกาสขยายตัวสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันบริษัทฯ มีพอร์ตงานในมือ หรือ Backlog รับสร้างบ้าน มูลค่ารวมกว่า 1,400 ล้านบาท ที่พร้อมทยอยรับรู้รายได้ตามแผนการก่อสร้าง

ทั้งนี้ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ มาสเตอร์ แปลน 101 ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการบ้านหรูระดับนี้ และความน่าเชื่อถือจากผลงานที่สร้างเสร็จมาอย่างยาวนาน มีไซต์งานก่อสร้างที่กำลังดำเนินการมากกว่า 40 ไซต์งานทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นต่อกลุ่มลูกค้า และเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ มาสเตอร์ แปลน 101 มีงานรับสร้างบ้านเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

พร้อมกันนี้ ได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยรูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่แบบ “Complete Service” ซึ่งถือเป็นบริษัทเดียวในประเทศที่ให้บริการรวมตั้งแต่ออกแบบและก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน (Interior) และงานจัดสวน (Landscape) พร้อมกันในสัญญาเดียว และใช้ทีมงานเดียวในการบริหารจัดการทั้งหมด

“ลูกค้าบ้านหรูให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ศักยภาพการบริหารจัดการ ความสะดวกสบาย การที่เรามีไซต์งานจริงมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ และเป็นรายเดียวที่ทำ Complete Service ครบจบในสัญญาเดียว ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลลัพธ์ที่ได้ คือ ควบคุมงบประมาณได้แม่นยำ 100% หมดปัญหาเรื่องงบบานปลาย ช่วยให้ผู้บริโภคได้บ้านหรูที่สร้างเสร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น ไร้กังวลในทุกขั้นตอน ทำให้การสร้างบ้านหรูเป็นเรื่องง่ายขึ้น”

เดินหน้ายกระดับบ้านหรูสู่ “บ้านนวัตกรรมอัจฉริยะ MTP HI”

สำหรับแนวทางการทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มาสเตอร์ แปลน 101 เตรียมเปิดตัวแบบบ้านซีรีส์ใหม่ดีไซน์ Modern Luxury ในชื่อ “MTP HI” (เอ็ม-ที-พี ไฮ) ภายใต้แนวคิดบ้านมีชีวิต ยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยด้วยระบบบ้านอัจฉริยะและเทคโนโลยีล้ำสมัยกว่า 50 ฟังก์ชัน ระดับราคาเริ่มต้น 40 ล้านบาท

ไฮไลต์และจุดเด่นสำคัญของแบบบ้าน MTP HI ประกอบด้วย

1.บ้านนวัตกรรมอัจฉริยะไฮบริด (Smart Living Innovations) เปลี่ยนการอยู่อาศัยแบบเดิมสู่ความสบายขั้นสุด ด้วยระบบสั่งการบ้านอัจฉริยะ (Home Automation) ระบบตรวจจับและกรองอากาศสะอาดลดฝุ่น PM 2.5 สุขภาวะดีตลอด 24 ชั่วโมง ระบบประหยัดพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof Integration) ระบบหมุนเวียนพลังงานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger Support) และระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะรอบทิศทางความแม่นยำสูง

2.Green Building & Well-Being ใส่ใจสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม เลือกใช้วัสดุก่อสร้างเกรดพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ มีคุณสมบัติป้องกันความร้อน สะท้อนรังสี UV และช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค เพื่อการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบอย่างยั่งยืน

3.Prompt U “บ้านพร้อมอยู่” (Single-Team Excellence) พลิกโฉมวงการบ้านหรูด้วยระบบบริหารแบบรวมศูนย์ มอบบ้านหรูที่พร้อมเข้าอยู่จริง ครบทั้งโครงสร้าง ตกแต่งภายใน และภูมิทัศน์รอบบ้าน โดยไม่ต้องประสานงานหลายฝ่าย ช่วยย่นระยะเวลาก่อสร้างอย่างแม่นยำและควบคุมงบประมาณได้ 100%

บ้าน MTP HI เป็นอีกระดับของความสมบูรณ์แบบที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัจฉริยะ ให้บ้านสามารถปรับเปลี่ยนและตอบสนองตามไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยเสมือนบ้านมีชีวิต ผ่านดีไซน์สไตล์โมเดิร์นที่สะท้อนรสนิยมเหนือระดับ พร้อมนวัตกรรมรวมกว่า 50 รายการ

ตั้งเป้าหมายปี 69 โต 15% ดันยอดแตะ 750 ล้านบาท

อนันต์กร กล่าวต่อว่า ภายใต้สถานการณ์ตลาดปัจจุบัน บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเติบโต 15% ในปี 2569 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 750 ล้านบาท  โดยผลงานครึ่งปีแรกทำยอดเซ็นสัญญาแล้วกว่า 320 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีหลังยังมีกลุ่มลูกค้าคุณภาพจากทั่วประเทศที่อยู่ระหว่างสรุปสัญญา ในกลุ่มบ้านระดับราคา 35–150 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี มาสเตอร์ แปลน 101 เดินหน้าพัฒนาแบบบ้านให้มีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน ได้แก่

· Modern Luxury (MTP HI) ดีไซน์ทันสมัย เรียบหรู พร้อมนวัตกรรมอัจฉริยะ ตอบโจทย์ Gen Z และ Gen Y ระดับราคาเริ่มต้น 20 ล้านบาท

· Contemporary Classic ความร่วมสมัยที่ลงตัว สะท้อนความภูมิฐานสำหรับ Gen Y และ Gen X ราคาเริ่มต้น 35 ล้านบาท

· English Classic / Neoclassic 05 เอกลักษณ์ความหรูหราเหนือกาลเวลา สำหรับ Gen Y, Gen X และ Baby Boomer ราคาเริ่มต้น 50 ล้านบาท

· Classic Empire Gold คฤหาสน์หรูอลังการ สะท้อนความสำเร็จสูงสุดของกลุ่ม Gen Y และ Baby Boomer ระดับราคาเริ่มต้น 100 ล้านบาท

โดยบ้านทุกแบบก่อสร้างภายใต้มาตรฐาน ISO 9001:2015 (มาตรฐานระดับสูงสุด) ซึ่ง มาสเตอร์ แปลน 101 ถือเป็นเจ้าแรกในกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านหรูที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ตั้งแต่ปี 2010 และใช้นวัตกรรมการบริหารงานนี้อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ เตรียมนำ “MTP HI” บ้านอัจฉริยะและนวัตกรรมกว่า 50 ฟังก์ชัน เข้าร่วมงาน รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026 ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ย. 2569 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสแนวคิด “บ้านมีชีวิต” และบริการ Complete Service ของมาสเตอร์ แปลน 101

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้านป่วนโลก ‘ดีเดย์’ มาตรการเศรษฐกิจ-เตือนสงครามบีบไทยเลือกข้าง

  • สหรัฐฯ เปิดศึกเศรษฐกิจ 3 แนวรบพร้อมกัน โดยใช้ขนาดทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือกดดัน 3 ประเทศเป้าหมายหลัก ได้แก่ อิหร่าน แคนาดา และจีน
  • สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ต่ออิหร่าน
  • หวังตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำลายแหล่งรายได้ผ่านการคว่ำบาตรใน 5 ภาคส่วนหลัก พร้อมขู่ลงโทษประเทศคู่ค้าทั่วโลก
  • สงครามกระทบถึงพันธมิตรอย่างแคนาดาที่ถูกตั้งกำแพงภาษีสูง และมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนที่ถูกพิจารณาขึ้นภาษีเช่นกัน แม้สหรัฐฯ จะมีท่าทีระมัดระวังกว่า
  • เตือนไทย อาจถูกบีบให้ต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ และต้องเผชิญความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความผันผวนด้านการลงทุน

ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ทั้งการค้าและการเมืองโลก ด้วยการใช้ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” ขนาดของตลาดในประเทศสหรัฐมาเป็นเครื่องมือกดดัน 3 แนวรบ ได้แก่ อิหร่าน, พันธมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างแคนาดา และมหาอำนาจคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์อย่างจีน

การเปิดศึกหลายด้านพร้อมกันนี้สะท้อนการนำ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” โดยมีเป้าหมายบังคับพันธมิตรและคู่แข่งต้องยอมจำนน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากการใช้กำลังทหารไปสู่การใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธ

สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาระดับสูงคนสนิทของทรัมป์เคยอธิบายทฤษฎีนี้ไว้ว่า โลกแห่งความเป็นจริงนั้น “ถูกปกครองด้วยกฎเหล็กแห่งความแข็งแกร่ง กำลัง และอำนาจ”

ในสมรภูมิตะวันออกกลาง การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐและอิหร่านยืดเยื้อกว่า 6 เดือน โดยทรัมป์ปิดฉากความขัดแย้งไม่ได้ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สงครามทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

“สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดตัวปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจระลอกใหม่ “Operation Economic Outcast” หรือ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic D-Day) เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำลายแหล่งรายได้ของอิหร่าน ครอบคลุมการขู่ลงโทษคู่ค้าและสถาบันการเงินทั่วโลกที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อิหร่านกำลังเผชิญทางเลือกเพียง 2 ทาง คือการถูกตัดขาดจากโลกอย่างสมบูรณ์ หรือการยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก

คลังสหรัฐได้กำหนดเป้าหมายคว่ำบาตรใน 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยี, ทองคำ, การบิน และการขนส่งทางเรือ รวมถึงขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล นิติบุคคล และเรือขนส่งสินค้าเกือบ 60 รายการ

  • อิหร่าน”ประกาศแผนตอบโต้สหรัฐ

ทั้งนี้อิหร่านปฏิเสธยอมจำนนต่อแรงกดดันดังกล่าว อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า “รัฐบาลเตรียมพร้อมและมีแผนระยะเวลา 2 ปีในการบริหารจัดการสถานการณ์เหล่านี้ ศัตรูพยายามเปิดฉากการโจมตีแบบก่อการร้ายทางเศรษฐกิจใส่เรา แต่เราก็มีเครื่องมือของเราเองและรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร”

เครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่อิหร่านใช้ในการตอบโต้คือการปิดล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 5 ของโลก

ซึ่งการปิดกั้นช่องแคบนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวสูงขึ้นถึง 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายค่าครองชีพของสหรัฐที่อาจกระทบแนนเสียงการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.2569

เดวิด อ็อกซ์ลีย์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิอลอีโคโนมิกส์ มองการประกาศวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจนี้อาจส่งผลระยะสั้นจำกัด เนื่องจากน้ำมันอิหร่านเกือบทั้งหมดมุ่งสู่จีนที่ไม่เคยยอมสยบต่อคำขู่สหรัฐ

  • ทรัมป์’ เปิดศึกแคนาดาบี้ ‘รัฐที่ 51’

ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสหรัฐและแคนาดาเผชิญจุดแตกหัก เมื่อการเจรจาการค้าล้มเหลวทำให้รัฐบาลวอชิงตันบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าแคนาดามูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยครอบคลุมตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ปูนซีเมนต์ ไปถึงสินค้าเกษตร

ตามการรายงานของเอพีนิวส์ระบุว่า ครั้งนี้ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 338 ซึ่งไม่เคยนำมาใช้ตั้งกำแพงภาษี พร้อมโพสต์ข้อความโจมตีบนโซเชียลมีเดียว่า แคนาดาเอาเปรียบและต้องการสิทธิประโยชน์เหมือนเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐ และขู่ขึ้นภาษีรถยนต์และเหล็กเป็น 50% ปี 2570 และสหรัฐพยายามจำกัดสิทธิ์แคนาดาทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่ 3

ท่าทีนี้ทำให้เกิดแรงต้านรุนแรงในแคนาดา โดยนายกรัฐมนตรี “มาร์ก คาร์นีย์” ประกาศมาตรการตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในวันที่ 8 ก.ย.พุ่งเป้าสินค้าเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องใช้ไฟฟ้าของสหรัฐ

  • จับตาสหรัฐถ่วงสมดุล ‘จีน’

ขณะที่สหรัฐแสดงท่าทีก้าวร้าวและพร้อมแตกหักแคนาดา ท่าทีของฝ่ายบริหารทรัมป์ต่อ “จีน” เป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่สุดกลับระมัดระวังมากกว่า

บลูมเบิร์กรายงานว่า สหรัฐพิจารณาตั้งกำแพงภาษี 7.5% ต่อสินค้าจีน จากข้อกล่าวหากำลังการผลิตล้นตลาด ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งทำให้อัตราภาษีรวมยุคทรัมป์อยู่ที่ 20% สอดคล้องข้อตกลงพักรบชั่วคราว ก่อนประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง”

เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐชี้แจงว่า การสอบสวนกำลังการผลิตล้นตลาดซับซ้อนเชิงกฎหมาย ท่ามกลางความพยายามของวอชิงตันที่จะไม่ทำลายบรรยากาศก่อนการพบกันของสองผู้นำ

  • แคนาดา-อิหร่านสู้กลับ“ทางตันสหรัฐ”

ทรัมป์และกลุ่มที่ปรึกษาเชื่อว่า ความมั่งคั่งและขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าของสหรัฐจะบีบให้ประเทศอื่นปฏิบัติกระทำตามเงื่อนไข และการกดดันทางเศรษฐกิจสุดโต่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ 2 ประการ คือ การบีบให้แคนาดายอมลงนามข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบฝ่ายเดียว และการสร้างความระส่ำระสายจนนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองในอิหร่าน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์กำลังเผชิญการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดเนื่องจากมองข้ามปัจจัยสำคัญ 3 ข้อ คือ

1.พฤติกรรมยอมถอย ทรัมป์มักยอมถอยเมื่อผลกระทบกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งราคาน้ำมัน อาหารแพง และความผันผวนตลาดพันธบัตรที่กระทบฐานเสียง

2.ขาดความร่วมมือในโลกหลายขั้ว มาตรการคว่ำบาตรจะสำเร็จได้ต้องอาศัยแนวร่วมสากล แต่การเปิดศึกกับมิตรแท้อย่างแคนาดาทำให้สหรัฐสูญเสียแรงหนุนในการกดดันอิหร่าน

3.แรงต้านเพื่อปกป้องอธิปไตย การข่มขู่บีบบังคับไม่ได้ทำให้คู่กรณีศิโรราบ แต่กลับปลุกกระแสรักชาติทั้งแคนาดาและอิหร่านยอมแลกทุกราคาเพื่อสู้กลับจนเป็นทางตันของสหรัฐ

  • สงครามเศรษฐกิจ’ เสี่ยงสะท้อนกลับ ‘สหรัฐ’

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าแหล่งรายได้หลักอิหร่าน รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ และเรียกร้องให้ทั่วโลกตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน แต่อาจกระทบถึงสหรัฐในที่สุด

ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ที่ติดตามราคาน้ำมันรายวัน พบว่า ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดสำหรับผู้บริโภคอเมริกัน คือ “ราคาน้ำมันเบนซิน” ซึ่งมีราคาเฉลี่ยต่อแกลลอน (3.78 ลิตร) อยู่ที่ 4.09 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ ณ วันที่ 28 ก.พ.ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากอิหร่านตอบโต้สหรัฐเร็วขึ้น อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวอเมริกันเองด้วย
พันธมิตรอิหร่านเสี่ยงกระทบ

จีนเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้าของอิหร่านที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐมากที่สุด เนื่องจากปักกิ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด ตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ น้ำมันราว 90% ที่อิหร่านส่งออก ถูกส่งไปยังจีน
ปักกิ่งมีมูลค่าการค้าทวิภาคีกับเตหะราน 9.96 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ยังไม่รวมมูลค่าส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านไปยังจีนที่ไม่ถูกรายงานในปีเดียวกันอีก 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์

แดน หวัง ผู้อำนวยการประจำประเทศจีนของยูเรเซียกรุ๊ป กล่าวว่า แม้ปักกิ่งอาจไม่ตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของวอชิงตันโดยตรง แต่กลุ่มธนาคารของรัฐและบริษัทน้ำมันจีน อาจให้ความร่วมมืออย่างเงียบๆ มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคว่ำบาตร

  • เตือนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน บีบไทยต้องเลือกข้าง

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า กรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายประกาศคว่ำบาตรและขู่จะขึ้นภาษีต่อประเทศที่ยังคงทำการค้าขายกับอิหร่านนั้น ถือเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจ Economic Warfare ที่มีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าสงครามทางทหาร

สำหรับเป้าหมายหลักของสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ครั้งนี้ไม่ใช่การใช้กำลังทหาร แต่เป็นการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเข้าบีบคั้นจนคู่กรณีพังพินาศ โดยเป้าหมายคือ การทำให้อิหร่านประสบปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดจนเศรษฐกิจภายในประเทศล่มสลาย

ซึ่งต้องติดตามว่าในเชิงปฏิบัติและข้อกฎหมายว่าสหรัฐฯ จะสามารถดำเนินการคว่ำบาตรได้จริงหรือไม่ เนื่องจากประเทศที่ทำธุรกรรมค้าขายกับอิหร่านนั้นรวมถึงมหาอำนาจอย่าง จีน รัสเซีย และอินเดีย 

รวมทั้งหากเกิดขึ้นจริง มาตรการดังกล่าวจะกลายเป็นดาบสองคมที่วกกลับมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ระบบการค้าโลกยังมีช่องโหว่อีกมากที่อาจทำให้การคว่ำบาตรไม่ได้ผลเต็มประสิทธิภาพตามที่คาดการณ์ไว้
สร้างแรงกดดันนโยบายต่างประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทย มองว่า แม้ไทยจะไม่ได้มีการค้าขายโดยตรงกับอิหร่านมากนัก แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ การถูกกดดันให้ “เลือกข้าง” ในเชิงนโยบายต่างประเทศ หากสหรัฐฯขยายขอบเขตสงครามเศรษฐกิจไปยังพันธมิตรของอิหร่าน

โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย จะทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะที่ลำบากในการตัดสินใจว่าจะยังคงค้าขายกับจีนต่อไปท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐหรือไม่

นอกจากนี้ สงครามเศรษฐกิจดังกล่าวยังจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค 2 ประการหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมัน โดยมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก ซึ่งอาจฉุดให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศไทยโดยตรง

  • ห่วงยืดเยื้อกระทบเงินทุนเคลื่อนย้าย

อีกทั้ง กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงจะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำลายความเชื่อมั่นในตลาดการค้าและการลงทุน ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) และทำให้บรรยากาศการค้าโลกเกิดความปั่นป่วนได้

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามของสหรัฐในการขยายวงของสงครามเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน แม้จะมีความคล้ายคลึงกับกรณีการคว่ำบาตรรัสเซียในอดีต ทั้งในเรื่องการทำแซงก์ชันทางการเงินและการจำกัดวีซ่า” 

แต่ความซับซ้อนของการค้าโลกในปัจจุบันทำให้การดำเนินการนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงคำขู่ในเชิงนโยบาย ซึ่งไทยเองจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนที่อาจถูกกระทบจากความขัดแย้งระดับโลกนี้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ดูบอลสด เวียดนาม พบ ทีมชาติไทย ศึกชิงแชมป์อาเซียน 2026 เวลา 20:00 น.

ดูบอลไทยวันนี้ ร่วมส่งใจเชียร์ ทีมชาติไทย พบ เวียดนาม ในศึกฟุตบอล ชิงแชมป์อาเซียน 2026 (ASEAN Cup 2026) รอบชิงชนะเลิศ นัดสอง วันนี้เวลา 20.00 น. เช็กช่องทางรับชมถ่ายทอดสด

โดย “ทัพช้างศึก” จะบุกไปเยือน เวียดนาม ที่สนาม มีดิงห์ สเตเดียม, ประเทศเวียดนาม ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 20.00 น.

ถ่ายทอดสด ทีมชาติไทย พบ เวียดนาม รับชมช่องทางไหนได้บ้าง

แฟนๆ สามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง True Sports 2, True Ball Thai 1 และ แอปพลิเคชัน TrueVisions Now แบบฟรีๆ

สำหรับสถิติการพบกันของทั้งสองทีมใน 5 เกมหลังสุด

  • 22/08/26 ไทย แพ้ เวียดนาม 0-2 (อาเซียนคัพ)
  • 05/01/25 ไทย แพ้ เวียดนาม 2-3 (อาเซียนคัพ)
  • 02/01/25 เวียดนาม ชนะ ไทย 2-1 (อาเซียนคัพ)
  • 10/09/24 เวียดนาม แพ้ ไทย 1-2 (กระชับมิตร)
  • 16/01/23 ไทย ชนะ เวียดนาม 1-0 (อาเซียนคัพ)

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


Gaslighting คืออะไร? รู้ทันจิตวิทยา ที่ทำให้เราสงสัยตัวเอง

Gaslighting คืออะไร? รู้จักพฤติกรรมบงการทางจิตใจที่ทำให้เราสงสัยในความคิดและความรู้สึกของตัวเอง หลายครั้งอาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์โดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัว ทั้งการปฏิเสธสิ่งที่เคยพูด บิดเบือนเหตุการณ์ หรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองคิดมากและเข้าใจผิดอยู่เสมอ จนค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง

Gaslighting คืออะไร?

Gaslighting เป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางจิตใจในความสัมพันธ์ โดยการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองกำลังเข้าใจผิด, อ่อนไหวเกินไป, หรือความทรงจำผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ทำให้เหยื่อรู้สึกสับสนและพึ่งพาผู้บงการมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บงการสามารถควบคุมและมีอำนาจเหนืออีกคนได้อย่างสมบูรณ์

สัญญาณว่าคุณกำลังโดน Gaslighting

ผู้บงการมักใช้กลยุทธ์และวลีเหล่านี้ในการบิดเบือนความคิดของเหยื่อ ทำให้เหยื่อเริ่มสงสัยในตัวเอง

  1. คุณเป็นฝ่ายที่ต้องเอ่ยคำขอโทษอยู่เสมอ เหมือนทุกเรื่องกลายเป็นความผิดของคุณ
  2. เริ่มเชื่อว่าตัวเอง “ทำอะไรไม่ถูกเลย” ทำอะไรก็ดูผิดไปหมด
  3. รู้สึกกังวลตลอดเวลา กลัวว่าจะทำให้ใครไม่พอใจ
  4. ความมั่นใจค่อยๆ ลดลง จนเริ่มไม่รู้จักตัวเองเหมือนเดิม
  5. ตั้งคำถามกับความคิดของตัวเองบ่อยครั้ง ไม่กล้าตัดสินใจ
  6. รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครเข้าใจ เหมือนตัวเองแตกต่างหรือแปลกแยก
  7. ผิดหวังในตัวเอง และกลัวว่าคนอื่นจะผิดหวังในคุณเช่นกัน

ผลกระทบอันตรายต่อความสัมพันธ์และสุขภาพจิต

Gaslighting ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์

  • การสูญเสียตัวตน (Loss of Self-Identity): เหยื่อจะสูญเสียความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและความคิดของตนเอง
  • ความวิตกกังวลและซึมเศร้า: ความสับสน ความเครียด และความรู้สึกไร้ค่าอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง
  • การพึ่งพาผู้บงการ (Dependency): เหยื่อจะพึ่งพาการรับรองจากผู้บงการมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้าใจว่า “อะไรคือความจริง”
  • การแยกตัวทางสังคม: ผู้บงการอาจพยายามทำให้เหยื่อแตกหักจากเพื่อนหรือครอบครัว ทำให้เหยื่อโดดเดี่ยวและควบคุมได้ง่ายขึ้น

วิธีรับมือและออกจากวงจร Gaslighting

  1. ตระหนักรู้และยืนยันความเป็นจริง: เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของคุณเอง จดบันทึกเหตุการณ์และคำพูดเพื่อเป็นหลักฐานส่วนตัว (เขียนในไดอารี่หรือโน้ต) เมื่อผู้บงการปฏิเสธ
  2. ตั้งขอบเขต (Set Boundaries): บอกให้ผู้บงการรู้ว่าคุณจะไม่ยอมให้พวกเขาบิดเบือนความเป็นจริงของคุณอีก
  3. หาการสนับสนุน: ปรึกษาเพื่อนที่ไว้ใจ นักบำบัด หรือที่ปรึกษา เพื่อให้พวกเขาช่วยยืนยันความเป็นจริงจากมุมมองภายนอก
  4. ถอยห่าง: ในหลายกรณี วิธีเดียวที่จะหยุดยั้งความเสียหายจาก Gaslighting ได้คือการตัดความสัมพันธ์กับผู้บงการอย่างเด็ดขาด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


แอดวานซ์เทค ดัน WISE-IoT เชื่อม Edge AI ปั้นเมือง-ค้าปลีกอัจฉริยะ

  • แอดวานซ์เทคผลักดันแพลตฟอร์ม WISE-IoT เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์และเซ็นเซอร์ต่างๆ เข้ากับเทคโนโลยี Edge AI
  • มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาโซลูชันสำหรับเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และธุรกิจค้าปลีกอัจฉริยะ (Smart Retail)
  • โซลูชันสำหรับเมืองอัจฉริยะช่วยในการบริหารจัดการเมืองแบบเรียลไทม์ ส่วนในธุรกิจค้าปลีกช่วยแก้ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายและลดการสูญเสียสินค้า

แอดวานซ์เทค เดินหน้าขยายระบบ WISE-IoT Platform ในตลาดอาเซียน เพื่อเชื่อมข้อมูลจากอุปกรณ์ เซ็นเซอร์ และระบบหน้างานเข้ากับ Edge AI นำไปพัฒนาโซลูชันสำหรับเมืองอัจฉริยะ ธุรกิจค้าปลีก อาคารภาครัฐ โรงงาน คลังสินค้า และโครงสร้างพื้นฐาน

แพลตฟอร์มดังกล่าวทำหน้าที่เชื่อมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการไว้บนระบบเดียว ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การประมวลผลบริเวณหน้างาน ไปจนถึงการวิเคราะห์และนำข้อมูลไปใช้บริหารจัดการแบบเรียลไทม์   แนวทางนี้ช่วยลดความซับซ้อนของการเชื่อมต่อระบบ และเปิดให้ผู้วางระบบกับพันธมิตรซอฟต์แวร์นำข้อมูลไปพัฒนาเป็นโซลูชันเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม

เชื่อมข้อมูลหน้างานเข้าสู่ระบบ AI

เมทริกซ์ ชุง ผู้จัดการธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค ฝ่าย Service-IoT ประจำอาเซียน บริษัท แอดวานซ์เทค จำกัด กล่าวว่า บริษัทใช้โมเดลธุรกิจที่มีพันธมิตรเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำ WISE-IoT Platform มาเป็นโครงสร้างหลักในการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ เซ็นเซอร์ และระบบต่าง ๆ

WISE-IoT รองรับโปรโตคอลที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและ IoT เช่น Modbus และ MQTT สามารถส่งต่อข้อมูลจากหน้างานเข้าสู่ระบบติดตามผล แดชบอร์ด การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและตัดสินใจ

“เป้าหมายคือการลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบ และเปิดโอกาสให้ผู้วางระบบกับพันธมิตรนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นโซลูชันเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมได้มากขึ้น” เมทริกซ์กล่าว

ด้านโจเอล ออง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท แอดวานซ์เทค สิงคโปร์ เสนอแนวคิด “AI Teammates” หรือ AI Agent ที่สามารถทำงานบนระบบ Edge โดยมีกระบวนการตั้งแต่การกำหนดบทบาท ฝึกองค์ความรู้ ติดตั้งใช้งาน และประเมินผล

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนทิศทางของ AI ที่ขยับจากการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล ไปสู่การเป็นผู้ช่วยสนับสนุนบุคลากรในงานบริการและการปฏิบัติงานจริง

Smart City ใช้ข้อมูลบริหารเมืองแบบเรียลไทม์

กุณณา กรุณานิธี หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท Tapway Sdn. Bhd. ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยแนวทางนำระบบ City OS, Shogun OS และ SamurAI มาเชื่อมกับ Edge AI ของแอดวานซ์เทค เพื่อพัฒนาโซลูชันเมืองอัจฉริยะ  โดยระบบสามารถรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ ทั้งระดับน้ำ ปริมาณฝน สภาพอากาศ การจราจร และการใช้พลังงาน ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อติดตามสถานการณ์ แจ้งเตือนเหตุการณ์ และสนับสนุนการบริหารจัดการเมือง  ข้อมูลยังสามารถนำไปแสดงผลผ่านระบบ Digital Twin ซึ่งจำลองข้อมูลจากพื้นที่จริงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นสถานการณ์และตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

Smart Retail แก้ข้อมูลกระจัดกระจาย-ลดสินค้าสูญหาย

ในธุรกิจค้าปลีก วิษณุพงษ์ วงศ์วาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อดาซอฟท์ จำกัด นำระบบ AdaPos+ Transaction & Workflow Intelligence มาเชื่อมกับ WISE-IoT Edge AI & Sensing เพื่อจัดการปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย สินค้าสูญหาย การบริหารแรงงาน และการใช้พลังงาน

หลักการสำคัญคือ เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้กับโจทย์ทางธุรกิจที่สามารถกำหนดตัวชี้วัดและประเมินผลได้ ก่อนขยายการใช้งานไปยังสาขาหรือกระบวนการอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนระบบขนาดใหญ่โดยยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

โซลูชันในกลุ่มค้าปลีกยังครอบคลุมระบบชำระเงินด้วยตนเองของ Adasoft บนอุปกรณ์ USC-360N ซึ่งเป็นเครื่องขายหน้าร้านแบบออลอินวันขนาด 15.6 นิ้ว รวมถึงระบบติดตามห้องเย็นและการขนส่งสินค้า

ระบบดังกล่าวช่วยตรวจสอบสภาวะแวดล้อมของสินค้าในห้องเย็นและระหว่างการขนส่ง ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าและความเสียหายที่เกิดจากอุณหภูมิหรือความชื้นไม่เป็นไปตามเกณฑ์

นำ AI คุมการเข้าออกอาคารภาครัฐ

รสรินทร์ เขื่อนมั่น ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการพัฒนาโซลูชัน บริษัท แอดวานซ์เทค ประเทศไทย เปิดเผยกรณีศึกษาระบบควบคุมการเข้าออกและบันทึกเวลาปฏิบัติงาน สำหรับอาคารภาครัฐในประเทศไทย

ระบบนำ AI การเช็กอินผ่านคิวอาร์โค้ด และแดชบอร์ดมาใช้บริหารพื้นที่ ตรวจสอบบุคคล และควบคุมการเข้าออก โดยคำนึงถึงข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรฐานความปลอดภัยสารสนเทศ

กรณีศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การนำ AI มาใช้ในอาคารไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบรักษาความปลอดภัย แต่สามารถเชื่อมโยงกับการบริหารพื้นที่ การจัดสรรทรัพยากร และการติดตามข้อมูลการใช้งานอาคารได้

Edge AI เปลี่ยนกล้องทั่วไปเป็นกล้องอัจฉริยะ

Tapway นำกล้องทั่วไปมาเชื่อมกับ MIC-743 ระบบประมวลผล AI ที่ใช้ NVIDIA Jetson Thor ซึ่งมีกำลังประมวลผลสูงสุด 2,070 TFLOPS เพื่อวิเคราะห์ภาพและตรวจจับเหตุการณ์ในพื้นที่ได้ทันที

การประมวลผลภาพเกิดขึ้นบน Edge หรือบริเวณใกล้กับจุดที่ข้อมูลถูกสร้างขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลทั้งหมดขึ้นไปประมวลผลบนคลาวด์ ช่วยลดความล่าช้าและทำให้ระบบตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้เร็วขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้ตรวจจับบุคคล ยานพาหนะ เหตุผิดปกติ หรือรูปแบบพฤติกรรมที่กำหนดไว้ เปลี่ยนกล้องทั่วไปจากอุปกรณ์บันทึกภาพให้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการแบบเรียลไทม์

เซ็นเซอร์ LoRaWAN ติดตามอุณหภูมิ-ความชื้น

ระบบ Dry Cabinet Monitoring ใช้เซ็นเซอร์ LoRaWAN ตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และสถานะการเปิด-ปิดตู้ ก่อนส่งข้อมูลผ่าน USM-S67 ซึ่งเป็นเกตเวย์ LoRaWAN และ Wi-Fi ไปยังแดชบอร์ด

ระบบช่วยให้ผู้ดูแลติดตามสภาพแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ และสามารถนำไปต่อยอดกับการแจ้งเตือนเมื่อค่าที่ตรวจวัดออกนอกเกณฑ์ เหมาะกับพื้นที่จัดเก็บสินค้าหรืออุปกรณ์ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น

นอกจากนี้ ยังมีการนำอุปกรณ์ UBX-330 ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันระบบขนส่งทางราง สะท้อนการขยายขอบเขตของ Edge Computing จากภาคธุรกิจไปสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐาน

Physical AI ทำงานกับอุปกรณ์โดยไม่พึ่งคลาวด์

Physical AI Application Builder ของ Nabrio เป็นแพลตฟอร์ม AIoT สำหรับสร้างและนำ AI ไปทำงานร่วมกับอุปกรณ์จริง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการประมวลผลบนคลาวด์เป็นหลัก

ระบบ Nara ทำหน้าที่ประมวลผลภาพและข้อมูลบน Edge เพื่อให้ตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ เช่น ตรวจสอบคุณภาพสินค้า เฝ้าระวังความปลอดภัย ตรวจจับความผิดปกติ และวิเคราะห์การจราจร

ส่วน Reva ใช้จัดการข้อมูล ฝึก และปรับปรุงโมเดล AI แบบไม่ต้องเขียนโค้ด ก่อนนำโมเดลกลับไปใช้งานในพื้นที่จริง ทำให้ระบบสามารถเรียนรู้และพัฒนาความแม่นยำอย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยีนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่โรงงาน คลังสินค้า และอาคารอัจฉริยะ ไปจนถึงระบบเมืองอัจฉริยะ

ทิศทางของแอดวานซ์เทคสะท้อนว่า การพัฒนาเมืองและบริการอัจฉริยะไม่ได้ขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์หรือ AI เพียงส่วนเดียว แต่ต้องเชื่อมข้อมูลตั้งแต่อุปกรณ์หน้างาน ระบบสื่อสาร การประมวลผล ไปจนถึงซอฟต์แวร์ที่นำข้อมูลไปใช้จริง

ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้วางระบบ และเจ้าของโครงการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โซลูชัน Edge AI และ IoT ขยายจากโครงการทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรและเมืองได้เร็วขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


วิธีใช้คำกริยาช่วย ‘should’ อย่างคล่องแคล่วในการสนทนาภาษาอังกฤษ

เราใช้ should เมื่อเราให้คำแนะนำ 

เราใช้คำกริยาช่วยภาษาอังกฤษคำว่าควรในสถานการณ์ที่แตกต่างกันสองสามแบบ เรามักใช้คำกริยานี้บ่อยๆ เมื่อเราให้คำแนะนำ: 
 
ตัวอย่างเช่น 

If you often get headaches, you should go to the doctor. (หากคุณปวดหัวบ่อยๆ คุณควรไปพบแพทย์นะ) 

If you want to improve your English, you should take English classes. (หากคุณต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ คุณควรลงเรียนวิชาภาษาอังกฤษ) 

เราสามารถใช้ should เพื่อให้ความคิดเห็นของเราได้อีกด้วย 

For example, 
Education should be free for everyone. (ทุกคนควรได้รับการศึกษาฟรี) 

I feel women should not be paid less than men for doing the same job. (ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงไม่ควรได้ค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายสำหรับงานเดียวกัน)

เราใช้ should เพื่อคาดการณ์ 
 
เรายังสามารถใช้ should ในรูปแบบหนึ่งของการคาดการณ์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เราคิดว่าจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย: 

ตัวอย่างเช่น  
Where’s Joe? (โจอยู่ที่ไหน) 

He finishes work at 6 p.m. today, so he should be here soon. (วันนี้เขาเสร็จงานตอน 6 โมงเย็น ดังนั้นเขาควรจะมาถึงที่นี่ในไม่ช้า) 

The party on Saturday should be good – let’s go together! (งานเลี้ยงวันเสาร์น่าจะดีอยู่นะ ไปด้วยกันเถอะ) 

อีกทั้งเราสามารถใช้คำกริยานี้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในอดีต… แต่ถ้าเกิดขึ้นได้ก็คงดี ดังนั้นเราจึงมักใช้คำกริยานี้เพื่อพูดถึงความเสียใจ: 

ตัวอย่างเช่น  
I should have told her I loved her. (ผมน่าจะบอกเธอว่าผมรักเธอ)  (ผมไม่ได้บอกเธอ และตอนนี้ผมรู้สึกเศร้า) 

FangFang should not have sent that email yesterday, when she was angry (เมื่อวานนี้ FangFang ไม่ควรส่งอีเมลตอนที่เธอโกรธ)   (เธอส่งอีเมลไปแล้ว และมันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเลย) 

กฎไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับคำว่า ‘should’ 

Should เป็นคำกริยาช่วย ดังนั้นจึงใช้กฎเดียวกันกับกริยาช่วยอื่นๆ ในภาษาอังกฤษ  

  1. กริยาช่วยไม่มีคำว่า to ตามหลัง เพราะกริยาช่วยจะตามด้วย infinitive (รูปกริยาไม่ผัน) เฉยๆ (หรือ infinitive ที่ไม่มี to) 
     
    ตัวอย่างเช่น 

You should study more if you want to pass that exam.  ✓ 

You should to study more if you want to pass that exam  x 

  1. รูปปฏิเสธของ should is should not แต่ should not ไม่ได้ใช้บ่อยนัก เว้นแต่จะเน้นย้ำมากเป็นพิเศษ ผู้ที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วมักใช้การย่อคำเป็น shouldn’t  

ตัวอย่างเช่น 
            You shouldn’t listen to what James says — he’s often wrong 

You definitely should not let the children play near the river (เน้นย้ำ) 

  1. เรายังสามารถใช้ should ในคำถามได้อีกด้วย ในคำถามเชิงบวก should มักจะหมายถึง ‘นี่เป็นความคิดที่ดีหรือไม่’ แต่ในคำถามเชิงลบมักจะใช้เพื่อยืนยันสิ่งที่เราคิด 

ตัวอย่างเช่น  
Should I turn off the lights?  (นี่เป็นความคิดที่ดีหรือไม่ / คุณต้องการให้ฉันปิดไฟใช่ไหม) 

Shouldn’t you have finished by now? (ฉันคิดว่าคุณควรจะทำให้เสร็จได้แล้ว!) 

  1. หากต้องการใช้คำกริยาช่วยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับอดีต ให้ใช้รูปแบบ modal + have + past participle 

ตัวอย่างเช่น  
           Jingshu should have listened to me. 

Andi shouldn’t have eaten the last cake — it was for his brother. 

บางครั้งเราใช้การย่อคำเพื่อพูดถึงอดีตได้ด้วย เราสามารถย่อ should have ให้เป็น should’ve: 
 
           ตัวอย่างเช่น 

Jen should’ve listened to me when I told her about the job advertisement.  

ทางเลือกแทนคำกริยา should 

  1. คุณสามารถใช้ should ในประโยคเงื่อนไข เพื่อให้เป็นทางการมากขึ้น ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้:

If you want to cancel the holiday, please let us know within 7 days. 

Should you want to cancel the holiday, please inform us within 7 days. (เป็นทางการมากขึ้น) 

ความหมายเหมือนกัน แต่การใช้ should ในประโยคที่สองทำให้รู้สึกเป็นทางการมากขึ้น คุณมักจะเห็นรูปแบบย้อนกลับของ should (ควร) ในสัญญา หรือในข้อกำหนดและเงื่อนไขของเว็บไซต์ 

2. เมื่อคุณให้คำแนะนำที่หนักแน่น คุณสามารถใช้ must instead of should ให้ฟังดูเน้นย้ำมากขึ้น 

ตัวอย่างเช่น  
If you have flu for more than a week, you should go to the doctor. (คำแนะนำ – นี่เป็นความคิดที่ดี) 

If you have flu for more than a week, you must go to the doctor. (คำแนะนำที่หนักแน่นกว่า – จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปพบแพทย์) 

3. คำกริยาช่วยคำว่า ought to เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณสามารถใช้ได้แทนคำว่า should: 

ตัวอย่างเช่น 

Jess should be a singer — she has an amazing voice! 

Jess ought to be a singer — she has an amazing voice! 

อีกสองทางเลือกคือ had better and ought to เราใช้สองคำนั้นเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันหรืออนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราคิดว่าจะเกิดปัญหา หากเราไม่ทำอะไรบางอย่าง คำว่า Had better (ควรมากกว่า) มักจะย่อเป็น I’d better, you’d better, he’d better: 

 ตัวอย่างเช่น 

I should leave now, before it starts snowing. 

I’d better leave now, before it starts snowing. 

I ought to leave now, before it starts snowing. 

นั่นไม่ควรเป็นปัญหา 
 
มีสำนวนภาษาอังกฤษทั่วไปอื่นๆ ที่ใช้ should ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณได้รับของขวัญจากใครสักคน คุณอาจได้ยินพวกเขาพูดว่า “Thank you, you shouldn’t have!”. อาจฟังดูเหมือนไม่อยากได้ แต่เป็นเพียงสำนวนที่ผู้คนใช้เพื่อให้ฟังดูสุภาพ 

และเมื่อมีคนขอความช่วยเหลือ คำตอบรับทั่วไปก็จะเป็น “That shouldn’t be a problem”, ซึ่งโดยตามจริงแล้วหมายถึง  “That’s fine. I can do it”. 
 
ตัวอย่างเช่น 
Can you buy milk later? 
That shouldn’t be a problem.  (Yes, I will do it)  

ข้อผิดพลาดทั่วไปในการใช้คำกริยาช่วยภาษาอังกฤษคำว่า should 

1. ข้อผิดพลาดทั่วไปคือการลืมไปว่าคำกริยาช่วยในภาษาอังกฤษไม่เคยตามด้วย to: 

ตัวอย่างเช่น 
I should to spend more time reading English books. x 

I should spend more time reading English books. ✓ 

2. บางครั้งผู้คนก็สับสนว่าเมื่อใดควรใช้คำว่า must และเมื่อใดต้องใช้คำว่า should  
คุณสามารถใช้คำทั้งสองคำนี้เพื่อให้คำแนะนำได้ แต่ must (ต้อง) (และ mustn’t (ไม่ต้อง)) จะใช้ในการพูดถึงสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหรือกฎหมาย ในทางตรงกันข้าม should (ควร)  (และ shouldn’t (ไม่ควร))  หมายถึง ‘เป็นหรือไม่เป็นความคิดที่ดี’ การใช้คำกริยาที่ถูกต้องจะบอกให้คนรู้ว่าอะไรเป็นกฎ หรืออะไรเป็นเพียงแค่ความคิดดีๆ 

ตัวอย่างเช่น 
You shouldn’t smoke in the cinema.  x 

You mustn’t smoke in the cinema ✓  (เป็นข้อห้าม) 

You should wear a seatbelt when you drive. x 

You must wear a seatbelt when you drive.  ✓  (เป็นกฎหมาย) 

3. เมื่อมีคนพูดภาษาอังกฤษ อาจเป็นเรื่องยากที่จะได้ยินเสียง ‘d ในคำกริยาภาษาอังกฤษคำว่า had better แต่ถ้าเป็นการเขียนคำนี้ จำเป็นต้องมี ‘d อยู่ด้วย 

You better not tell Mr Tan about what you did! x 

You’d better not tell Mr Tan about what you did! ✓ 

เพลงดังๆ ที่ใช้คำกริยา ‘should’  

เป็นเรื่องง่ายสำหรับการหาตัวอย่างของ ‘should’ ในวัฒนธรรมสมัยนิยม คุณสามารถเจอได้ในบล็อกโพสต์และวิดีโอที่แนะนำบนโซเชียลมีเดีย 

คุณจะพบคำนี้ในเพลง Hard Day’s Night,  ของ The Beatles เมื่อร้องว่า “it’s been a hard day’s night, I should be sleeping like a log” 

เพลงฮิต Should I Stay or Should I Go?  ของ The Clash ในปี 1981 ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงร็อคคลาสสิก  

แบบทดสอบย่อย 

จงหาและแก้ไขข้อผิดพลาดในประโยคเหล่านี้ให้ถูกต้อง (เฉลยอยู่ด้านล่าง) 

  1. Kerry ไม่ควรใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากนัก  
  1. Jon ไม่ควรพูดแบบนั้นกับเจ้านายของเขา ตอนนี้เขาจะต้องหางานใหม่ 
  1. คุณไม่ควรพูดในเวลาสอบ 
  1. Crystal ควรจะพักข้อเท้าของเธอไว้จนกว่าจะหายดีกว่า 
  1. คุณควรเข้านอนตอนนี้เหรอ ตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาแล้ว 
  1. Kerry ไม่ควรใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากนัก  
  1. Jon ไม่ควรพูดแบบนั้นกับเจ้านายของเขา ตอนนี้เขาจะต้องหางานใหม่ 
  1. คุณไม่ควรพูดในเวลาสอบ (ไม่เป็นไรที่จะพูดว่าไม่ควร หากเป็นข้อเสนอแนะ แต่ ‘ห้ามพูดในเวลาสอบ’ ซึ่งเป็นกฎ ซึ่งหมายความว่าควรใช้ “ต้องไม่” มากกว่า) 
  1. Crystal ควรจะพักข้อเท้าของเธอไว้จนกว่าจะหายดีกว่า 
  1. คุณไม่ควรเข้านอนตอนนี้หรอกเหรอ ตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาแล้ว 

ขอบคุณข้อมูลจาก britishcouncil.or.th


6 ประโยชน์ของ “ทับทิม” ผลไม้ต้านแก่ ไขข้อข้องใจ เม็ดทับทิมเคี้ยวกลืนได้ไหม?

“ทับทิม” มีประโยชน์อย่างไร เปิด 6 คุณค่าจากผลไม้สีแดง พร้อมข้อควรระวังก่อนกิน

ทับทิม หรือที่หลายคนยกย่องให้เป็นผลไม้สีแดงอันอุดมไปด้วยสารอาหาร มีช่วงฤดูกาลที่ให้ผลผลิตสมบูรณ์ที่สุดในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม ผลไม้ชนิดนี้ไม่เพียงแต่มีรสชาติอร่อย แต่ยังประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงคุณค่าหลายชนิด โดยเฉพาะสารประกอบเฉพาะตัวอย่าง โพลีฟีนอล และ พอลีแซ็กคาไรด์ จากทับทิม ซึ่งมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพร่างกายในหลากหลายด้าน

คุณประโยชน์ 6 ประการจากสารอาหารในทับทิม

จากการศึกษาและงานวิจัยทางโภชนาการ พบว่าสารอาหารในทับทิมส่งผลดีต่อร่างกายในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • ช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ: สารสำคัญในทับทิมมีส่วนช่วยลดการอักเสบของเซลล์ และลดความเค้นออกซิเดชันในร่างกาย เมื่อต้องเผชิญกับสารพิษตกค้างในอาหาร เช่น สารอะฟลาท็อกซินที่พบในถั่วหรือธัญพืช
  • ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน: พอลีแซ็กคาไรด์ในทับทิมจัดเป็นใยอาหารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ชะลอวัยและบำรุงผิวพรรณ: โพลีฟีนอลในทับทิมจะเปลี่ยนเป็น กรดเอลลาจิก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • ดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด: สารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมันชนิดไม่ดี (LDL) พร้อมทั้งมีโพแทสเซียมที่ช่วยขับโซเดียมส่วนเกิน ออกจากร่างกาย จึงมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับความดันโลหิต
  • ลดการอักเสบเรื้อรัง: สารโพลีฟีนอลชนิดพิเศษช่วยลดสารก่อการอักเสบในร่างกาย ส่งผลให้ภาวะการอักเสบเรื้อรังลดลง
  • ส่งเสริมระบบขับถ่าย: ทับทิมปริมาณ 100 กรัม ให้ใยอาหารประมาณ 4.6 กรัม ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และระบบย่อยอาหาร

ข้อควรระวังและคำแนะนำในการบริโภค

แม้ทับทิมจะมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ แต่การบริโภคอย่างเหมาะสมยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีข้อควรระวังดังนี้:

สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรบริโภคทับทิมในรูปแบบผลสดมากกว่าน้ำทับทิมสำเร็จรูป เพื่อให้ได้รับใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทั้งนี้ ทับทิมผลสดขนาดกลางครึ่งผล หรือน้ำทับทิมคั้นสด 100 มิลลิลิตร จะคาร์โบไฮเดรตเทียบเท่ากับผลไม้ 1 ส่วน นอกจากนี้ ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เนื่องจากสารในทับทิมอาจส่งผลต่อระดับยาในเลือดได้

เมล็ดทับทิมเคี้ยวกลืนได้ไหม

ส่วนคำถามเรื่องการรับประทานเมล็ดทับทิม หากเป็นทับทิมพันธุ์เมล็ดนิ่ม สามารถเคี้ยวและรับประทานได้ เพื่อให้ได้รับใยอาหารและกรดเอลลาจิกอย่างครบถ้วน แต่หากเป็นพันธุ์เมล็ดแข็ง หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ควรคายเมล็ดออกเพื่อป้องกันอาการแน่นท้อง

สรุปข้อแนะนำในการรับประทานทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูงทั้งในด้านการต้านอนุมูลอิสระและการบำรุงร่างกาย การรับประทานผลสดในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย และไม่ได้ใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/8/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,700.0071,900.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,635.0070,266.6072,700.00
ทองรูปพรรณ 90%4,171.5063,239.94n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,708.0056,213.28n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,085.7531,619.97n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,622.2524,593.31n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,803.1172,815.15n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/8/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9537.6937.6938.1937.6937.6937.6937.6937.6937.69
แก๊สโซฮอล์ 9137.3237.3237.8237.3237.3237.3237.3237.3237.32
แก๊สโซฮอล์ E2032.6932.6932.8932.6932.6932.6932.6932.69
แก๊สโซฮอล์ E8528.6328.6328.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2949.8447.79
เบนซิน 9546.6849.2647.1846.8346.68
ดีเซล38.3938.3938.3938.3938.3938.3938.3938.3938.39
ดีเซล B2033.3933.3933.3933.3933.3933.3933.3933.39
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66

About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า