เศรษฐาเห็นอะไร? ทำไม ‘Lake Como’ ถึงแพงกว่าคำว่าโรงแรม

- แสนสิริ แคปปิตอล เข้าซื้อกิจการโรงแรม The Lake Como EDITION มูลค่ากว่า 200 ล้านยูโร เป็น “Trophy Asset” ที่มีจุดเด่นคือทำเลที่ตั้งริมทะเลสาบซึ่งหาได้ยากและไม่สามารถสร้างเพิ่มได้
- มูลค่าของสินทรัพย์ไม่ได้มาจากตัวโรงแรมเท่านั้น แต่มาจากพลังของ “Lake Como” ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ช่วยขับเคลื่อนความต้องการของนักท่องเที่ยวและสร้างประสบการณ์ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก
- การลงทุนนี้เป็นการซื้อสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินการแล้ว (Operating Asset) ทำให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที ลดความเสี่ยงจากการพัฒนาโครงการ และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การกระจายพอร์ตการลงทุนสู่ระดับโลก
หลัง “แสนสิริ แคปปิตอล” เดินหน้าปิดดีลถือครอง 100% ของ The Lake Como EDITION มูลค่ากว่า 200 ล้านยูโร โพสต์ของเศรษฐา ทวีสิน บน X ไม่ได้พูดถึงเพียงความสวยของโรงแรม แต่กำลังชี้ให้เห็น 3 สิ่งที่ทำให้สินทรัพย์แห่งนี้น่าสนใจในมุมลงทุน ตั้งแต่ทำเลที่สร้างเพิ่มไม่ได้ ไปจนถึงพลังของ Lake Como และโอกาสสร้างมูลค่าในระยะยาว
“บางครั้ง” อสังหาฯ ไม่ได้ซื้อด้วยตัวเลขอย่างเดียว
เมื่อปี 2017 เศรษฐา ทวีสิน ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมจากประสบการณ์ของเขา สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เวลาต้องตัดสินใจลงทุนใน Property คือ เมื่อได้ไปเห็นสถานที่จริง นักลงทุนมักจะสัมผัสได้ถึง “ความรู้สึกบางอย่าง”
ความรู้สึกนั้นอาจอธิบายเป็นตัวเลขได้ไม่หมดแต่บางครั้งมันกำลังบอกว่า
“สินทรัพย์แห่งนี้มีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น”
ล่าสุด เมื่อ Sansiri Capital เดินหน้าลงทุนใน The Lake Como EDITION โรงแรม Ultra-Luxury ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี เศรษฐาก็ได้เห็นสินทรัพย์แห่งนี้ด้วยตัวเองและสิ่งที่เขามองเห็นไม่ได้มีเพียงวิวทะเลสาบ
แต่คือ Potential ของสินทรัพย์
สิ่งแรกที่เศรษฐามองเห็น คือ “ทำเลที่สร้างเพิ่มไม่ได้”
The Lake Como EDITION ตั้งอยู่บริเวณ Cadenabbia ในเมือง Griante บนฝั่งตะวันตกของ Lake Comoจุดที่โรงแรมตั้งอยู่หันตรงไปยัง Bellagio Promontoryจากห้องพักสามารถมองเห็นทั้งเมืองเก่าสีพาสเทล ผืนน้ำของทะเลสาบ และแนวเทือกเขาแอลป์ที่โอบล้อมอยู่ด้านหลัง
แต่ในมุมการลงทุน วิวสวยอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งที่มีค่ากว่าคือ “การมีที่ดินตรงจุดนั้น”เพราะ Lake Como เป็นพื้นที่ที่การพัฒนาใหม่มีข้อจำกัดสูง และที่ดินริมน้ำในทำเลระดับ Prime ไม่ได้มีให้เลือกอย่างไม่จำกัด
พูดอีกแบบคือโรงแรมสามารถสร้างใหม่ได้แต่ ทำเลที่ดีที่สุด ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้
นี่คือคุณสมบัติสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า Trophy Asset สินทรัพย์ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวน Supply แต่แข่งขันด้วย “ความหายาก”Lake Como ไม่ได้ขายแค่ห้องพัก แต่ขาย “จุดหมายปลายทาง”หากมอง The Lake Como EDITION เป็นเพียงโรงแรม 5 ดาว ก็อาจมองข้าม Value ที่แท้จริงของสินทรัพย์
เพราะสิ่งที่แขกไม่ได้ซื้อคือ “ห้อง 1 ห้อง”แต่กำลังซื้อประสบการณ์ของการได้มาอยู่ที่ Lake Como
ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งใน Luxury Leisure Destination ระดับโลกของอิตาลี และเป็นสถานที่ที่มีทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ระดับ Luxury รวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ดังนั้น Demand ของโรงแรมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงแรมเพียงอย่างเดียวแต่มี “Destination” เป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ข้างหลังนี่คือข้อได้เปรียบที่โรงแรมในทำเลทั่วไปเลียนแบบได้ยาก
เพราะต่อให้สร้างโรงแรมใหม่ให้สวยกว่าเดิมได้ ก็ไม่สามารถสร้าง Lake Como ขึ้นมาใหม่ได้สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ “โรงแรมใหม่” แต่คือ “Operating Asset”The Lake Como EDITION เพิ่งเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้แบรนด์ EDITION ของ Marriott International
อาคารเดิมเป็น Palazzo จากศตวรรษที่ 19 ก่อนถูกนำมาปรับโฉมใหม่ให้เป็นโรงแรม Luxury ร่วมสมัยมีห้องพักและห้องสวีท 148 ห้อง พร้อม Spa & Wellness ร้านอาหาร บาร์ Floating Pool และ Beach Club
แต่ในมุมของ Sansiri Capital จุดที่น่าสนใจกว่านั้นคือสินทรัพย์แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในขั้นตอน “รอสร้าง”แต่เป็น Operating Asset ที่เปิดให้บริการแล้ว
หมายความว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงแบบโครงการที่ยังอยู่บนกระดาษ ตั้งแต่ต้นทุนก่อสร้าง ความล่าช้า ไปจนถึงความเสี่ยงว่าตลาดจะตอบรับหรือไม่และที่สำคัญ
สินทรัพย์สามารถสร้างรายได้ได้ทันทีตัวเลขที่ทำให้ “วิวสวย” กลายเป็นเรื่องการลงทุนในช่วง High Season เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 The Lake Como EDITION มีอัตราการเข้าพักมากกว่า 70%ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ย หรือ ADR แตะระดับมากกว่า 1,500 ยูโรต่อคืน
ลองคิดง่าย ๆ
ถ้าสินทรัพย์หนึ่งแห่งสามารถขายห้องในราคาหลักพันยูโรต่อคืนได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่นักลงทุนกำลังซื้อจึงไม่ใช่เพียง Real Estateแต่คือ ความสามารถในการสร้าง Cash Flowและนี่เป็นเหตุผลที่ Sansiri Capital เลือกวางตำแหน่งการลงทุนในโรงแรมแห่งนี้ในฐานะ Ultra-Luxury Trophy Asset
เพราะ Value ของสินทรัพย์ระดับนี้ไม่ได้มาจาก “ราคาที่ดิน” เพียงอย่างเดียวแต่มาจากLocation + Brand + Destination + Operating Performanceที่ทำงานร่วมกัน
200 ล้านยูโร กับการเดิมพันว่า “ของหายาก” จะยิ่งมีค่า
Sansiri Capital ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าถือครอง The Lake Como EDITION 100% จาก Bain Capital และ Omnam Groupมูลค่าสินทรัพย์รวมมากกว่า 200 ล้านยูโร หรือราว8,000 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ฟังดูใหญ่แต่ในโลกของ Luxury Real Estate สิ่งสำคัญกว่าคำถามว่า “ซื้อแพงหรือไม่” อาจเป็น“สิ่งที่ซื้อ มีโอกาสหาใหม่ได้หรือไม่?”
เพราะถ้าโรงแรมหนึ่งแห่งอยู่บนทำเลที่สามารถสร้างโรงแรมใหม่เพิ่มได้อีกหลายแห่ง Supply ก็สามารถเพิ่มขึ้นมาแข่งขันกันได้แต่หากเป็นสินทรัพย์ริมทะเลสาบในทำเล Prime ที่แทบไม่มีที่ดินใหม่ให้พัฒนา
ข้อจำกัดด้าน Supply กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าและยิ่ง Demand ของ Luxury Travellers เติบโตขึ้นสินทรัพย์ที่ “มีไม่ได้อีกแล้ว” ก็ยิ่งมีโอกาสถูกให้มูลค่าสูงขึ้น
เศรษฐามองเกมนี้ผ่านคำว่า “Potential”
ประเด็นที่น่าสนใจจากโพสต์ของเศรษฐาคือ เขาไม่ได้พูดถึงดีลนี้ด้วยมุมของ “โรงแรมสวย”แต่ใช้คำว่า Potential
- Potential จากทำเลที่หาได้ยาก
- Potential จากความแข็งแกร่งของ Lake Como
- และ Potential ในการสร้างมูลค่าระยะยาว
3คำนี้สะท้อนวิธีคิดของการลงทุนใน Trophy Asset ได้ค่อนข้างชัดเพราะการลงทุนในสินทรัพย์ Luxury ระดับโลก ไม่ได้หวังเพียงรายได้จากการขายห้องพักในวันนี้แต่ต้องมองไปถึงว่าอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า สินทรัพย์นี้ยังเป็นสิ่งที่คนอยากครอบครองอยู่หรือไม่
ถ้าคำตอบคือ “ใช่”มูลค่าที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ Cash Flow เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ Scarcity Value ของสินทรัพย์ด้วย
จาก The Manner SoHo สู่ Lake Como
ดีลนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของ Sansiri Capitalจากเดิมที่แสนสิริเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทย วันนี้บริษัทกำลังพยายามขยับตัวเองไปอีกขั้นนั่นคือการเป็น Global Real Estate & Lifestyle Investment Platform
ก่อนหน้านี้ แสนสิริมีประสบการณ์ในตลาดโรงแรมระดับ Luxury ผ่าน The Manner SoHo ในมหานครนิวยอร์ก รวมถึงการลงทุนใน Standard International ซึ่งต่อมาถูก Hyatt Hotels Corporation เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่ารวม 355 ล้านดอลลาร์
ดังนั้น Lake Como จึงไม่ได้เป็นดีลที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวแต่เป็นอีกหนึ่งหมากในกลยุทธ์การกระจายพอร์ตออกจากตลาดไทยเมื่อรายได้ไม่ได้ผูกอยู่กับประเทศไทยเพียงแห่งเดียว
การถือสินทรัพย์ในต่างประเทศไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มจำนวนโรงแรมแต่ยังเป็นการกระจายแหล่งรายได้จากรายได้ที่ผูกกับเศรษฐกิจไทย ไปสู่รายได้จากสกุลเงินหลักในตลาดโลก
โดยเฉพาะเมื่อสินทรัพย์อยู่ใน Global Leisure Destination ที่มีฐานลูกค้าจากหลายประเทศความเสี่ยงจึงไม่ได้กระจุกอยู่กับตลาดใดตลาดหนึ่ง
ในมุม Capital Allocation นี่คือการสร้าง Portfolio ที่มีความหลากหลายมากขึ้นและหากบริหารได้ดีอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ต้องรอให้ราคาขึ้นแต่สามารถเป็นเครื่องจักรสร้างกระแสเงินสดไปพร้อมกัน
เกมต่อไป อาจไม่ใช่ “สร้างโรงแรม” แต่คือ “สะสม Trophy Asset”
สิ่งที่น่าจับตาจากกลยุทธ์ของ Sansiri Capital คือการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะไม่ว่าจะเป็น Prime Gateway Cities หรือ Global Leisure Destinationsเพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การมีโรงแรมจำนวนมากแต่อยู่ที่การมี โรงแรมที่คู่แข่งสร้างตามได้ยาก
ทำเลใน SoHoทำเลใน Lake Comoหรือทำเลระดับ Prime อื่น ๆ ทั่วโลกจึงมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ Scarcityเมื่อของดีมีจำกัด ขณะที่คนที่ต้องการของดีมีจำนวนมากขึ้น มูลค่าของสินทรัพย์ก็มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับ Demand
แล้วดีลนี้กำลังบอกอะไรกับตลาดอสังหาฯ ไทย?
ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือน และต้นทุนทางการเงินการออกไปลงทุนใน Trophy Asset ระดับโลก อาจเป็นมากกว่าการหาตลาดใหม่
แต่มันคือการเปลี่ยนคำถามจากเราจะสร้างอะไรขาย?ไปเป็นเราจะถือครองสินทรัพย์อะไร ที่คนทั่วโลกอยากเข้ามาใช้?
The Lake Como EDITION จึงน่าสนใจไม่ใช่เพราะเป็นโรงแรมใหม่ริมทะเลสาบที่สวยงามแต่เพราะมันกำลังรวมองค์ประกอบสำคัญหลายอย่างไว้ด้วยกันทำเลหายาก + Destination ระดับโลก + แบรนด์ Luxury + กระแสเงินสด + Supply ที่จำกัด
และทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เศรษฐามองว่าสิ่งที่ Sansiri Capital กำลังซื้อ อาจไม่ได้มีมูลค่าแค่ 200 ล้านยูโรในวันนี้แต่กำลังเดิมพันกับคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าอีกหลายปีข้างหน้า ของที่หาไม่ได้แล้ว จะมีราคาเท่าไร?
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ถ้าไม่มีไฮสปีด3สนามบิน ทำเลไหนยังโต ทำเลไหนกระทบในEEC

- จังหวัดระยองได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและยังคงเติบโตได้สูง โดยอาศัยฐานการจ้างงานจากนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก ไม่ได้พึ่งพารถไฟความเร็วสูง
- ชลบุรียังเติบโตได้ในทำเลที่มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์รองรับ เช่น ศรีราชา-แหลมฉบัง แต่ทำเลที่ราคาที่ดินถูกเก็งกำไรจากโครงการรถไฟฯ มีความเสี่ยงสูง
- ฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่พึ่งพาการเป็นเมืองเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟความเร็วสูง
หากพูดถึง เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือEEC ต้องนึกถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน(ดอนเมือง -สุวรรณภูมิ -อู่ตะเภา) อย่างไรก็ตามมีหลายคนตั้งคำถาม หากไม่มีโครงการถไฟความเร็วสูงเชื่อมพื้นที่ จะกระทบการขยายตัวของภาคธุรกิจ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรม หรือไม่
อสังหาริมทรัพย์ ในEEC จะ เปลี่ยนรูป
คำตอบคือ การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ ในEEC จะ เปลี่ยนรูป และกระจายไม่เท่ากัน ไม่ได้แปลว่าตลาดจะหยุดโตทั้งหมด ทั้งนี้ในปัจจุบันภาพใหญ่ของ EEC ยังมีแรงขับจาก อุตสาหกรรมใหม่, Data Center, EV, อิเล็กทรอนิกส์, โลจิสติกส์, สนามบินอู่ตะเภา และท่าเรือ
ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน เองก็ยังไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECO แต่ แน่นอนว่าทุกอย่างจะจบลง โดยไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบินอย่างแน่นอน
จับชีพจร3จังหวัดEEC
ลองมาดูกันว่า 3จังหวัดในEEE ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะเป็นอย่างไรบ้าง เริ่มจากจังหวัดระยอง ยังมีโอกาสโตสูง เพราะพึ่งพาการจ้างงานจากนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคอุตสาหกรรมมากกว่าอานิสงส์จากรถไฟความเร็วสูง โดยตรง โดยเฉพาะโซน ปลวกแดง–อมตะซิตี้–มาบตาพุด–บ้านฉาง–อู่ตะเภา
จากการยืนยันนายบุญยืน เลาหวิทยะรัตน์ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดระยอง ที่ระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงไม่มีอิทธิพลต่อจังหวัดระยองมากนักเนื่องจาก เชื่อมต่อมาที่ สนามบินอู่ตะเภา เพื่อรองรับการเดินทางของนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว เพื่อลงในพื้นที่ชลบุรีและเข้ากรุงเทพมหานคร ในขณะที่ระยอง เป็นเมืองอุตสาหกรรมการขยายตัวธุรกิจจะเกาะไปตามเขตนิคมอุตสาหกรรม เช่นที่อยู่อาศัย ส่วนการเดินทางจะใช้รถยนต์มากกว่า
ชลบุรี ยังโต แต่ต้องเลือกทำเล
ศรีราชา–แหลมฉบัง–พานทอง–พนัสนิคม มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์รองรับอยู่แล้ว ส่วนทำเลที่ราคาที่ดินถูกดันขึ้นเพราะ “ความหวัง โครงการรถไฟความเร็งสูงเชื่อม3 สนามบินและการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี ของนักลงทุน อาจต้องระวัง เพราะหลายคนอาจตุนที่ดินไว้หรือ พัฒนาดักรอก่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงมาถึง
ส่วนที่น่าจับตา จังหวัดฉะเชิงเทราประเมินว่า น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการศึกษา การลงทุนตั้งอยู่บนการเป็นเมืองเดินทาง เชื่อมกรุงเทพฯ ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน หากไม่มี รถไฟ ความต้องการคอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัยบางประเภทจะไม่แรงเท่าที่เคยคาด
ประเด็นสำคัญคือ โครงการรถไฟความเร็งสูงไม่ใช่เครื่องยนต์เดียวของ EEC ตัวอย่างชัดคือ อู่ตะเภา ล่าสุดภาครัฐกับ UTA เดินหน้าพัฒนา Airport Terminal, Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก แม้มีการผ่อนเงื่อนไขบางส่วนที่ผูกกับ HSR เพื่อให้สามารถเริ่มงานบางส่วนได้ก่อน
ดังนั้น หากสมมติว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน ล่าช้าไปอีกหลายปี มองว่าจะไม่ตีความว่า EEC ล่ม แต่จะตีความว่า EEC ยังโต แต่จากเดิมที่คาดว่าจะโตด้วย อินฟราสตรักเจอร์ แต่จะกลายเป็น การเติบโตโดยอุตสาหกรรม มากขึ้น และนี่สำคัญมากสำหรับการลงทุนอสังหาฯ
เลือกทำเลลงทุน
มองว่าจะไม่ใช้คำว่า EEC เป็นเหตุผลในการซื้อ แต่จะถามว่าอสังหาฯ นั้นอยู่ใกล้ แหล่งงานจริง หรือไม่
- ปลวกแดง มีความแข็งแรงจากฐานอุตสาหกรรม
- บ้านฉาง–อู่ตะเภา มีสนามบินและเมืองการบินเป็นตัวเสริม
- ศรีราชา–แหลมฉบัง มีอุตสาหกรรม-ท่าเรือ
- พานทอง–อมตะนคร เป็นฐานโรงงานและแรงงาน
- เมืองระยองเป็นตลาดผู้พักอาศัยจริง
- ฉะเชิงเทราต้องเลือกโครงการ/ทำเล
- ที่ดินTOD รอบสถานีรถไฟความเร็วสูง เสี่ยงถ้ารถไฟความเร็วสูงไม่เกิด
- คอนโดที่ขายด้วย Story “กรุงเทพฯ–อู่ตะเภา 60 นาที” ต้องระวังเป็นพิเศษ
เหตุผลที่ให้น้ำหนัก บ้านฉาง–อู่ตะเภา น่าสนใจ คือการพัฒนาอู่ตะเภากำลังเดินหน้าแยกบางส่วนจาก โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน โดยตรง และโครงการตั้งเป้ายกระดับอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศ
ทั้งนี้ ถ้ารถไฟความเร็วสูง หายไป EEC ไม่หยุดโต แต่ราคาที่ดิน/อสังหาฯ ที่เคยถูกประเมินจาก อนาคตของสถานี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน จะมีความเสี่ยงมากกว่าอสังหาฯ ที่มี ผู้เช่าและผู้ซื้อจากนิคมอุตสาหกรรมและสนามบินจริงในวันนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ บวก 5.43 จุด จับตาประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก

- ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าปรับตัวขึ้น 5.43 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,582.35 จุด
- ปัจจัยหนุนมาจากความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ลดลง
- ปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตาคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก เพื่อติดตามความคืบหน้าด้านนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 4 ก.ย.69 ปรับขึ้น 5.43 จุด หรือ 0.34% อยู่ที่ 1,582.35 จุด มูลค่าการซื้อขาย 11,399.83 ล้านบาท

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากกรรมการเฟดออกมาสนับสนุนให้นโยบายการเงินผ่อนคลายด้วยการคงอัตราดอกเบี้ย เป็นปัจจัยบวกหลักที่เข้ามาช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้
อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดจะยังคงเผชิญความผันผวนจากการปรับมุมมองเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งความผันผวนดังกล่าวคาดว่าจะยังคงกดดันตลาดไปจนถึงช่วงกลางเดือนนี้
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซนเตอร์) นัดแรก ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าในการกำหนดนโยบาย วางกรอบและกฎเกณฑ์ของภาครัฐในการสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับ 1,570 จุด และแนวต้าน 1,590 จุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 ประจำวันที่ 4 ก.ย. 69

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569
วันนี้จะเป็นวันแรกของการแข่งขัน “แชมป์เก่า” ญี่ปุ่น จะประเดิมสนามพบกับ โอมาน แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 ในเวลา 17:30 น.
โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2026 วันนี้
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569
เวลา 10:30 น. อิหร่าน พบ นิวซีแลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 14:00 น. เกาหลีใต้ พบ ไต้หวัน (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 17:30 น. ญี่ปุ่น พบ โอมาน (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ไตมีปัญหา ขารู้ก่อน! สังเกต 5 สัญญาณจากขาและเท้า เช็กเองได้แค่ 10 วินาที

ไตมีปัญหา ขารู้ก่อน! หมอเตือน 5 สัญญาณจากขาและเท้า อย่ามองข้าม เช็กเองได้แค่ 10 วินาที
สัญญาณเตือนของ โรคไต อาจไม่ได้แสดงออกด้วยอาการปวดเอวหรือปวดหลังเสมอไป แต่อาจซ่อนอยู่ในสิ่งที่เราเห็นทุกวันอย่าง “ขาและเท้า” โดยแพทย์เตือนว่า โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่เจ็บบริเวณเอวก็แปลว่าไตยังแข็งแรง
แต่ในความเป็นจริง เมื่อการทำงานของไตเริ่มผิดปกติ ร่างกายอาจส่งสัญญาณผ่านอาการต่าง ๆ เช่น ขาบวม รอยถุงเท้ารัดลึก น่องเป็นตะคริว ขาคัน หรือเท้าชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
แพทย์แนะนำว่า เพียงใช้เวลาไม่กี่วินาทีลองกดบริเวณหน้าแข้ง ก็สามารถสังเกตเบื้องต้นได้ว่ามีภาวะบวมน้ำหรือไม่ แต่การทดสอบนี้ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้
ชายวัย 50 ปีเป็นตะคริวกลางคืน สุดท้ายพบร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือน
แพทย์หยาง จิ่งตวน (楊景端) เล่าประสบการณ์จากการตรวจผู้ป่วยผ่านช่อง YouTube “四維健康頻道” ว่า เคยพบชายวัยประมาณ 50 ปี ซึ่งมีโรคความดันโลหิตสูงและมีปัญหานอนไม่หลับ โดยมักมีอาการน่องเป็นตะคริวบ่อยในช่วงกลางคืน รวมถึงรู้สึกขากระสับกระส่าย
ในตอนแรกผู้ป่วยคิดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากความเครียดและการทำงานหนัก แต่เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายและให้ดึงขากางเกงขึ้น กลับพบว่าบริเวณข้อเท้ามี รอยถุงเท้ารัดลึกและหายช้าผิดปกติ
รายละเอียดเล็ก ๆ นี้กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้แพทย์เตือนว่า อย่าดูแค่เพียงอาการปวดเอว เพราะบางครั้งความผิดปกติของไตอาจแสดงออกผ่านขาและเท้าก่อน
ทำไมโรคไตถูกเรียกว่า “นักฆ่าเงียบ”
หลายคนเข้าใจว่า หากไตมีปัญหาจะต้องมีอาการปวดเอว แต่แพทย์ระบุว่า ความน่ากังวลของโรคไตเรื้อรังคือ ในระยะเริ่มต้นมักแทบไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน
ไตที่ค่อย ๆ เสื่อมจากโรคเรื้อรังมักไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดโดยตรง อาการปวดที่ชัดเจนอาจเกิดจากภาวะเฉียบพลัน เช่น นิ่วในไต การติดเชื้อ หรือการอักเสบที่รุนแรง
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสังเกต “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” ของร่างกาย เช่น อาการบวม ความผิดปกติของผิวหนัง หรืออาการที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
5 สัญญาณเตือนโรคไตที่อาจปรากฏบนขาและเท้า
หากมีอาการผิดปกติต่อไปนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ควรเพิ่มความระมัดระวังและเข้ารับการตรวจเมื่อมีความผิดปกติ
1. รอยถุงเท้ารัดลึก หายไปช้า
หลังถอดถุงเท้าแล้วพบว่ามีรอยกดลึกบริเวณข้อเท้า และใช้เวลานานกว่าจะหาย หรือช่วงบ่ายรู้สึกว่ารองเท้าเริ่มแน่นขึ้น เท้าบวมขึ้น อาจเป็นสัญญาณของภาวะบวมน้ำบริเวณขาส่วนล่าง
2. น่องเป็นตะคริวบ่อยในช่วงกลางคืน
อาการน่องเป็นตะคริวตอนกลางคืนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเหนื่อยล้า การออกกำลังกาย หรือความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่
อย่างไรก็ตาม หากเกิดขึ้นบ่อย อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของไตที่ผิดปกติ เพราะไตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย
3. ขารู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ หรือภาวะขาอยู่ไม่สุข
บางคนเมื่อเอนตัวลงนอนจะรู้สึกขาเมื่อย ชา คัน หรือเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนัง จนต้องลุกขึ้นเดินเพื่อให้อาการดีขึ้น
อาการดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการทำงานของไตที่ลดลง เช่น ความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดแดง การควบคุมธาตุเหล็ก และการสะสมของเสียในร่างกาย
4. น่องแห้งและคันโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากมีอาการผิวแห้ง คันเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน และใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตบางรายอาจเกิดอาการคันจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญ แต่จำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด
5. เท้าเย็น ชา หรือแผลหายช้า
อาการเท้าเย็น ชา หรือแผลที่ใช้เวลานานกว่าจะหาย อาจเกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ
หากเกิดอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจ ไม่ควรวินิจฉัยหรือรักษาด้วยตัวเอง
ทดสอบขาบวมใน 10 วินาที ลองกดหน้าแข้งดูว่ามีรอยบุ๋มหรือไม่
สามารถสังเกตภาวะบวมน้ำเบื้องต้นได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
- นั่งลงและดึงขากางเกงขึ้น
- ใช้นิ้วโป้งกดบริเวณหน้าแข้งด้านหน้าใกล้กระดูกประมาณ 5 วินาที
- ปล่อยนิ้วออกแล้วสังเกตว่าผิวหนังกลับคืนสู่ปกติหรือไม่
หากผิวกลับคืนอย่างรวดเร็ว อาจไม่มีภาวะบวมชัดเจน แต่หากยังมี รอยบุ๋มค้างอยู่และใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะกลับคืน อาจเรียกว่า “ภาวะบวมน้ำแบบกดบุ๋ม (Pitting Edema)”
อย่างไรก็ตาม ขาบวมไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตเสมอไป เพราะโรคหัวใจ โรคตับ ปัญหาเส้นเลือดดำ หรือยาบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการบวมได้เช่นกัน
ขาบวมร่วมกับปัสสาวะเป็นฟอง ควรตรวจการทำงานของไต
หากพบว่าขาบวมซ้ำ ๆ ร่วมกับอาการ เช่น ปัสสาวะเป็นฟองผิดปกติ เหนื่อยง่าย หรือควบคุมความดันได้ยากขึ้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพไต
การตรวจการทำงานของไตสามารถทำได้จากการตรวจเลือด เช่น ค่า eGFR (อัตราการกรองของไต) และการตรวจปัสสาวะเพื่อดูโปรตีนหรือค่าอัลบูมินต่อครีอะตินีน (UACR)
การตรวจพบความผิดปกติเร็ว ช่วยให้สามารถวางแผนดูแลและชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น
ดูแลไต อย่ากินยาแก้ปวดหรืออาหารเสริมโดยไม่จำเป็น
แพทย์แนะนำว่า ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดบางชนิดเป็นเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น รวมถึงควรระวังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพไต
นอกจากนี้ ความเชื่อที่ว่า “ดื่มน้ำมากเท่าไร ไตก็ยิ่งดีขึ้น” ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เพราะปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละคน
ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียอย่างเงียบ ๆ แม้จะไม่ส่งสัญญาณด้วยความเจ็บปวด แต่ร่างกายอาจเตือนผ่านความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ครั้งต่อไปหลังถอดถุงเท้า ลองใช้เวลาสักไม่กี่วินาทีสังเกตข้อเท้าและขาของตัวเอง เพราะบางครั้งสัญญาณสุขภาพที่สำคัญ อาจซ่อนอยู่ในจุดที่เรามองข้าม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เนคเทค สวทช. เปิด 3 Frontier Tech ดันไทยรับเทคโนโลยีอนาคต

- เนคเทค สวทช. นำเสนอ 3 เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Tech) ที่ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับอนาคต
- เทคโนโลยีดังกล่าวประกอบด้วย เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology), การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI
- มีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้และความพร้อมให้ประเทศ ก่อนที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC-ACE 2026 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน”
เวทีดังกล่าวนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Tech) ที่ไทยควรเตรียมความพร้อม ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตในอนาคต
อว.เร่ง 4 เทคโนโลยี รับการเปลี่ยนแปลง 10–20 ปี
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Power up Thailand with Frontier Technologies” ว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมต่อเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดย อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตร เดินหน้าใน 4 ทิศทางสำคัญ
ประกอบด้วย ด้านแรก Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบ Siam Silica เพื่อพัฒนาระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบ การบรรจุขั้นสูง และการทดสอบ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ด้านที่ 2 คือ Quantum Technology ซึ่งต้องเตรียมทั้งบุคลากร พื้นที่ทดลองใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการเข้ารหัสข้อมูลที่รองรับยุคควอนตัม หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC)
ด้านที่ 3 คือ เศรษฐกิจสุขภาพ ที่ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยไปสู่บริการและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และด้านที่สี่คือ Space Economy ตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียม การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ไทยขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาและผู้สร้างเทคโนโลยี
40 ปีเนคเทค ต่อยอด Deep Tech สู่การใช้งานจริง
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เนคเทค สวทช. มีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางรากฐานด้านมาตรฐานและระบบนิเวศนวัตกรรม รวมถึงผลักดันงานวิจัยเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และดิจิทัลขั้นสูง ภารกิจของ สวทช. ในฐานะกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยของประเทศ คือการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ Frontier Technology สามารถนำมาต่อยอดและตอบโจทย์ประเทศได้จริง
เนคเทคจับตา Quantum–Space–Physical AI
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 40 ปี เนคเทคได้ทบทวนบทบาทด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานดิจิทัล การสนับสนุนแผนไอทีระดับประเทศ ตลอดจนงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง เช่น Thai School Lunch, KidBright, DentiiScan และ TPMAP สำหรับทิศทางในระยะต่อไป เนคเทคเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีที่ไทยควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า 3 ด้าน
1. Quantum Technology เน้นการวิจัยด้านการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม หรือ PQC รวมถึง Quantum Sensing ในบางประเภท เพื่อรองรับผลกระทบจากเทคโนโลยีควอนตัมที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
2. Space Communication โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามาใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและองค์ความรู้ เช่นเดียวกับการเตรียมตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคคอมพิวเตอร์และ IoT
และ 3. Physical AI ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมจริงได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลต่อภาคการผลิตและบริการในอนาคต
ดร.ชัย กล่าวว่า การศึกษาทั้ง 3 เทคโนโลยีตั้งแต่ระยะนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยมีองค์ความรู้และความพร้อมก่อนเทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานจริง ขณะที่งานวิจัยของเนคเทคต้องเดินหน้าจากการทดลองไปสู่การใช้งานและส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชน
สำหรับ NECTEC-ACE 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 18 โดยมีหน่วยงานภาครัฐร่วมสนับสนุนมากกว่า 30 หน่วยงาน และมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน ภายในงานมีการนำเสนอผลงานและโซลูชันด้าน AI ควอนตัม นวัตกรรมการเกษตร การแพทย์ และเทคโนโลยีสำหรับภาคการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
50 ประโยคภาษาอังกฤษพื้นฐาน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ฝึกครบใน 30 วัน

คุณเคยรู้สึกไหมว่าการ พูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องยาก? ทุกครั้งที่ต้องเอ่ยปากกลับนึกประโยคไม่ออก ไม่กล้าพูด หรือกลัวออกเสียงผิดจนถอยหลัง บทความนี้รวบรวม 50 ประโยคภาษาอังกฤษพื้นฐาน ที่ใช้ได้จริง แบ่งเป็นหมวดหมู่ให้คุณ ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้ง่ายๆ วันละนิดครบ 30 วัน พร้อมเทคนิคการออกเสียงและเคล็ดลับสร้างนิสัยพูดคล่อง เหมาะสำหรับมือใหม่ ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มได้ ตามแบบฉบับ Champ EngRish ที่เน้นการสอนภาษาอังกฤษให้ “เรียนง่าย พูดได้จริง” ติดตามและฝึกไปพร้อมกัน แล้วคุณจะค้นพบว่าการสื่อสารกับชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ทำไมต้องเริ่มจาก “ประโยคพื้นฐาน”
- จำง่าย ใช้งานบ่อย : ประโยคสั้น ๆ พบได้ทุกวัน ช่วยสร้าง “คลังคำ” ให้สมองจำเป็นบล็อก
- เปิดโอกาสการสื่อสาร : พูดได้เร็ว แม้แกรมมาร์ยังไม่แม่น ก็สร้างความมั่นใจได้ทันที
- ต่อยอดสู่ระดับกลาง : เมื่อพูดออกเสียงคล่องแล้ว จะปรับ Tense หรือเพิ่มคำศัพท์ได้ง่ายกว่าท่องเดี่ยว ๆ
50 ประโยคภาษาอังกฤษพื้นฐาน
เทคนิคอ่าน: เน้น “โทนเสียง” และ “ลมหายใจ” ให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องออกเสียงทุกคำชัดเท่าพจนานุกรม
ประโยคทักทาย & ลาก่อน (Greetings & Farewells)
- Good morning! : สวัสดีตอนเช้า
- Good afternoon! : สวัสดีตอนบ่าย
- Good evening! : สวัสดีตอนเย็น
- How are you? : สบายดีไหม
- I’m fine, thanks. : สบายดี ขอบคุณ
- See you later. : ไว้เจอกัน
- Take care! : ดูแลตัวเองนะ
ประโยคชวนคุยสั้น (Small Talk)
- Nice to meet you. : ยินดีที่ได้พบ
- Where are you from? : คุณมาจากที่ไหน
- What do you do? : คุณทำงานอะไร
- Have a seat, please. : เชิญนั่ง
- That sounds great! : ฟังดูดีมาก
ประโยคขอความช่วยเหลือ (Asking for Help)
- Could you help me? : ช่วยฉันหน่อยได้ไหม
- Can you repeat that? : คุณช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม
- I don’t understand. : ฉันไม่เข้าใจ
- What does this mean? : นี่แปลว่าอะไร
- Is there Wi-Fi here? : ที่นี่มี Wi-Fi ไหม
ประโยคถามทางไม่ให้หลง รถไม่ผิดสาย (Directions & Transport)
- Where is the restroom? : ห้องน้ำอยู่ที่ไหน
- How can I get to …? : จะไป … ได้อย่างไร
- Turn left / right. : เลี้ยวซ้าย / ขวา
- Go straight ahead. : ตรงไปข้างหน้า
- How much is the fare? : ค่าโดยสารเท่าไหร่
ช้อปเพลิน จ่ายคล่อง ไม่งงราคา (Shopping & Money)
- How much is this? : อันนี้ราคาเท่าไหร่
- Do you take credit cards? : รับบัตรเครดิตไหม
- Can I try it on? : ขอลองใส่ได้ไหม
- I’m just looking, thanks. : แค่ดูเฉย ๆ ขอบคุณครับ/ค่ะ
- Can I have a receipt? : ขอใบเสร็จได้ไหม
สั่งอาหารถูกปาก ได้รสชาติ (Food & Dining)
- Can I see the menu? : ขอเมนูหน่อย
- I’d like this one, please. : ขอจานนี้ครับ/ค่ะ
- Can you make it less spicy? : ช่วยทำให้เผ็ดน้อยหน่อย
- Could I get the bill? : ขอเช็กบิลครับ/ค่ะ
- That was delicious! : อร่อยมาก
สถานการณ์ประจำวัน…พูดได้ทุกที่ (Everyday Situations)
- Excuse me. : ขอโทษนะ (เรียก)
- I’m sorry. : ขอโทษ (ผิด)
- Thank you very much. : ขอบคุณมาก
- You’re welcome. : ยินดี
- No problem. : ไม่เป็นไร
นัดให้ตรง จัดตารางเป๊ะ (Appointments & Time)
- What time is it? : ตอนนี้กี่โมง
- See you tomorrow at 10. : เจอกันพรุ่งนี้สิบโมง
- I’m running late. : ฉันจะสายหน่อย
- Let’s meet at the lobby. : เจอกันที่ล็อบบี้
- Could we reschedule? : ขอเลื่อนนัดได้ไหม
เหตุฉุกเฉินต้องรอด! (Emergencies)
- I need a doctor. : ฉันต้องการหมอ
- Call the police! : เรียกตำรวจ
- I’ve lost my passport. : หนังสือเดินทางหาย
- Is it serious? : มันร้ายแรงไหม
- I’m allergic to … : ฉันแพ้ …
เติมคำสุภาพ เสริมเสน่ห์บทสนทนา (Polite Add-ons)
- Please. : กรุณา
- Could you speak slowly? : ช่วยพูดช้า ๆ ได้ไหม
- That’s very kind of you. : คุณใจดีมาก
แผนฝึกพูด 30 วัน (วันละ 10–15 นาที)
| สัปดาห์ | เป้า | เทคนิค |
|---|---|---|
| 1 | ประโยค 1-15 | ฟังออกเสียงจากเสียง / วิดีโอ วันละ 5 ประโยค แล้วพูดตามการออก |
| 2 | ประโยค 16-30 | จับคู่คำถาม-คำตอบกับเพื่อน/แอปสอนภาษา วันละ 10 นาที |
| 3 | ประโยค 31-45 | ใช้บทสนทนาจริง: สั่งอาหาร แชทกับครูออนไลน์ ถ่ายวิดีโอรีวิวตัวเอง |
| 4 | ประโยค 46-50 + ทบทวนทั้งหมด | เล่น “One-Minute Talk”: พูดรวดเดียว 1 นาที ใช้ให้ได้ ≥ 25 ประโยคต่อคลิป |
เคล็ดลับเสริม:
- บันทึกเสียงทุกสัปดาห์เพื่อตรวจสำเนียง
- ตั้งเป้าสอดแทรกอย่างน้อย 5 ประโยคในชีวิตจริงทุกวัน
- ใช้ Shadowing (ฟัง-พูดซ้อนทันที) เพื่อเร่งความคล่อง
เทคนิคสร้างนิสัยพูดอังกฤษให้คล่องเร็ว
- ใช้ Sticky Note : แปะประโยคในจุดใช้งาน (ประตู ▶ See you later.)
- หามิตรร่วมทาง : ฝึกคู่กับเพื่อนหรือกลุ่มไลน์ จะได้แก้ไขกันได้ทันที
- โฟกัสเสียงสั้น-ยาว : ภาษาอังกฤษเน้นจังหวะ ไม่ต้องออกเสียง R/L สมบูรณ์ก็สื่อสารได้
- ให้รางวัลตัวเอง : พูดครบ 50 ประโยคในคลิปเดียว = ดูซีรีส์ภาษาอังกฤษ 1 ตอนโดยไม่พากย์
ขอบคุณข้อมูลจาก champengrish.com
หมอจัดอันดับ 5 ผักที่คนชอบเขี่ยทิ้ง แต่ที่จริงเป็น “ซูเปอร์ฟู้ดบำรุงไต” ที่ไทยมีครบ!

เปิด 5 อันดับ “ผักคนเกลียด” แต่เป็นยอดอาหารบำรุงไต หมอเผยช่วยฟื้นฟู ชะลอไตเสื่อม
พฤติกรรมเลือกทานอาหารของหลายคนอาจทำให้พลาดประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผักหลายชนิดที่มีรสชาติหรือกลิ่นเฉพาะตัวจนได้ชื่อว่าเป็น “ผักเกลียดของคนเลือกกิน” ทว่าในมุมมองของแพทย์เฉพาะทางโรคไต ผักเหล่านี้กลับเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยปกป้องและบำรุงสุขภาพไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จัดอันดับ 5 ผักยอดฮิตคนเบื่อ แต่ไตปลื้ม
นพ. หง หย่งเสียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต จากไต้หวัน ได้เปิดเผยผ่านแฟนเพจส่วนตัว จัดอันดับ 5 ผักที่คนมักปฏิเสธ แต่มีคุณสมบัติบำรุงไตชั้นยอด เรียงจากอันดับ 5 ถึงอันดับ 1 ดังนี้:
- อันดับ 5 ผักชี (ขับโลหะหนักและต้านอนุมูลอิสระ): แม้หลายคนจะไม่ชอบกลิ่น แต่ผักชีอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีและฟลาโวนอยด์ มีส่วนช่วยในการขับสารโลหะหนักออกจากร่างกาย และลดการเกิดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในเซลล์ไต
- อันดับ 4 มะเขือยาว (ปกป้องหลอดเลือดไตไม่ให้แข็งตัว): เปลือกมะเขือยาวมีสารแอนโทไซยานิน (Nasunin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดของไตทำงานได้ดี
- อันดับ 3 พริกหวานสีแดงและเหลือง (วิตามินซีสูง โพแทสเซียมต่ำ): พริกหวานมีปริมาณวิตามินซีสูงเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มผัก ทั้งยังมีโพแทสเซียมต่ำเมื่อเทียบกับผักใบเขียวเข้ม จึงช่วยลดการอักเสบของไตได้อย่างปลอดภัย
- อันดับ 2 กระเทียมและหัวหอม (ต้านการอักเสบและบำรุงหลอดเลือด): มีสารอัลลิซิน (Allicin) และเคอร์ซีทิน ช่วยลดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ลดความเสี่ยงหลอดเลือดไตแข็งตัว และช่วยรักษาประสิทธิภาพการกรองของไต
- อันดับ 1 มะระ (ควบคุมน้ำตาล ต้นเหตุสำคัญของโรคไต): มะระครองอันดับ 1 เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่นำไปสู่ภาวะไตวาย สารชาแรนติน (Charantin) และอินซูลินจากพืชในมะระ ช่วยลดความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดภาระการทำงานของไตจากต้นเหตุได้อย่างตรงจุด
สูตรดูแลไตที่แท้จริง เน้นทานผักหลากหลายและลดแปรรูป
หมอหง ย้ำเตือนว่าการบำรุงไตไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ซูเปอร์ฟู้ด” เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่คือรูปแบบการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ร่วมทดสอบกว่า 1.2 แสนคน พบว่าการรับประทานอาหารเน้นพืชธรรมชาติสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรคไตเรื้อรัง (CKD) ที่ลดลง
ดังนั้นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพไตที่ดีคือการยึดหลัก “ทานผักให้หลากหลาย + เลือกอาหารธรรมชาติ + ลดเค็ม + ลดอาหารแปรรูปสูง” เพื่อช่วยถนอมไตให้อยู่กับเราไปได้นานที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 4/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,550.00 | 69,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,496.00 | 68,159.36 | 70,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,046.40 | 61,343.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,596.80 | 54,527.49 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,023.20 | 30,671.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,573.60 | 23,855.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,659.07 | 70,631.50 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 4/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







