คอนโดไม่ต้องอยู่ก็ได้แอสเซทไวส์เปลี่ยนห้องพัก สู่ ‘เครื่องทำเงิน’

- แอสเซทไวส์ เปิดตัวคอนโดแนวคิดใหม่ “Business Unit” ที่ผสมผสานพื้นที่อยู่อาศัยเข้ากับการทำธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนห้องพักให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้
- นำร่องที่โครงการ “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” โดยออกแบบยูนิตสำหรับธุรกิจแบบนัดหมาย พร้อมแยกระบบการเข้า-ออกและลิฟต์เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย
- เจาะกลุ่มนักลงทุนและชาวต่างชาติที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยมีบริษัทในเครือช่วยบริหารจัดการการปล่อยเช่าครบวงจร
- เป็นกลยุทธ์ตอบโจทย์ตลาดอสังหาฯ ยุคใหม่ ที่ผู้ซื้อไม่ได้มองหาแค่ที่อยู่อาศัย แต่ต้องการสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อที่ท้าทาย
เมื่อคอนโดไม่ได้ถูกซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แอสเซทไวส์ทดลองเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของโครงการ ให้กลายเป็น “Business Unit” ที่ทำได้ทั้งพักอาศัย ทำงาน และประกอบธุรกิจ สะท้อนเกม อสังหาฯ ยุคใหม่ ที่ผู้ประกอบการต้องขาย “โอกาสสร้างรายได้” ไปพร้อมกับการขายห้อง
คอนโดกำลังถูกนิยามใหม่
ในวันที่การซื้อคอนโดสักห้องหมายถึงการผูกเงินก้อนใหญ่ไว้กับสินทรัพย์ระยะยาว คำถามของคนซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงอาจไม่ได้มีเพียงว่า “ห้องนี้น่าอยู่ไหม?” แต่กำลังเปลี่ยนเป็น“ห้องนี้สร้างรายได้อะไรให้เราได้บ้าง?” นี่คือโจทย์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดคอนโดมิเนียมไทย ซึ่งกำลังซื้อยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อยังเป็นกำแพงสำคัญของผู้ซื้อ
สำหรับผู้ประกอบการ การแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงการหาทำเลใหม่หรือทำส่วนกลางให้โดดเด่นขึ้น แต่คือการสร้าง “เหตุผลใหม่” ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อแอสเซทไวส์ กำลังทดลองหนึ่งในคำตอบนั้นด้วยการนำพื้นที่สำหรับ “ทำธุรกิจ” เข้ามาอยู่ในอาคารเดียวกับพื้นที่พักอาศัย
จาก Residential สู่ Hybrid Space
โมเดลนี้ถูกทดลองครั้งแรกที่ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ คอนโด สูง 37 ชั้น จำนวน 813 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาทสิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากคอนโดทั่วไป คือการแบ่งพื้นที่บางส่วนออกมาเป็น Business Unit จำนวน 116 ยูนิต รวม 4 ชั้น บริเวณชั้น 10-11แนวคิดไม่ได้ต้องการเปลี่ยนคอนโดให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน หรือ Shophouse แนวตั้ง
แต่กำลังสร้างพื้นที่กึ่งกลางระหว่าง “บ้าน” กับ “สถานที่ทำงาน”ผู้ซื้อสามารถใช้ห้องเป็นทั้ง Home Office สตูดิโอ งานออกแบบ Personal Tailor หรือธุรกิจที่มีลูกค้าเข้ามาพบตามนัดหมายพูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ห้องหนึ่งมีหน้าที่หลักคือ “อยู่อาศัย” แอสเซทไวส์กำลังเพิ่มอีกหนึ่งฟังก์ชันเข้าไป นั่นคือ “สร้างรายได้”
116 ยูนิต กับโจทย์ใหญ่กว่าการขายห้อง
Business Unit มีขนาดประมาณ 24.6-35 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นราว 2.99 ล้านบาท สูงกว่าห้อง Residential ที่เริ่มต้นประมาณ 2.39 ล้านบาทแต่สิ่งที่บริษัทขายไม่ใช่เพียงพื้นที่เพิ่มขึ้น
ห้องถูกออกแบบให้เป็น Extra Wide มีหน้ากว้างสูงสุด 7.6 เมตร ทำให้พื้นที่ด้านหน้าสามารถจัดเป็นสำนักงานหรือพื้นที่รับลูกค้า ขณะที่ด้านในยังคงใช้เป็นพื้นที่พักอาศัยได้นั่นทำให้พื้นที่ 1 ห้องสามารถรองรับคน 1 คนได้หลายบทบาท
ตอนเช้าอาจเป็นออฟฟิศ ตอนบ่ายเป็นพื้นที่รับลูกค้าและตอนกลางคืนก็ยังเป็นบ้านนี่คือเหตุผลที่ Business Unit มีความน่าสนใจในเชิงอสังหาริมทรัพย์ เพราะมันไม่ได้เพิ่มเพียง “ฟังก์ชัน” แต่เพิ่ม ความสามารถในการสร้างมูลค่าจากพื้นที่ 1 ตารางเมตรไม่ใช่ Shophouse แต่คือธุรกิจที่ไม่ต้อง Walk-in
โจทย์ใหญ่ของการนำธุรกิจเข้ามาอยู่ในคอนโดคือ แล้วคนอยู่อาศัยจะยอมรับหรือไม่เพราะสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยกลัวที่สุดอาจไม่ใช่การมีธุรกิจอยู่ในอาคาร แต่คือ “คนแปลกหน้า” ที่เดินเข้าออกตลอดทั้งวันแอสเซทไวส์จึงไม่ได้ออกแบบ Business Unit ให้เป็นร้านค้าแบบ Walk-in
เน้นธุรกิจที่มีลูกค้าอยู่แล้วและใช้ระบบนัดหมาย เช่น Personal Color Studio งานออกแบบ หรือ Home Officeระบบ Lobby, Access Control, ลิฟต์ และชั้นพักอาศัยจึงถูกแยกออกจากกันตั้งแต่ต้นมี Concierge คอยดูแลผู้มาติดต่อ และมีระบบบริหารจัดการบุคคลภายนอก
แนวคิดนี้สะท้อนเรื่องสำคัญว่า การทำ Hybrid Space ไม่ได้จบแค่การ “แบ่งห้อง”แต่ต้องออกแบบ ระบบบริหารอาคาร ใหม่ทั้งชุด เพื่อให้ “ธุรกิจ” และ “การอยู่อาศัย” อยู่ร่วมกันได้ต่างชาติไม่ได้ซื้อแค่ห้อง แต่ซื้อ ‘โอกาสลงทุน’
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ Business Unit กลับได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญปัจจุบัน Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายประมาณ 60% โดยลูกค้าต่างชาติคิดเป็นราว 20% ของยอดขาย
กลุ่มที่เข้ามาสนใจมีทั้งเมียนมาและโปแลนด์ ขณะที่บางกลุ่มเลือกซื้อ Business Unit เพื่อการลงทุนและปล่อยเช่าโดยเฉพาะลูกค้าจากเมียนมา ซึ่งมีการซื้อในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท และบางรายซื้อ 1-2 ยูนิต
สิ่งที่น่าสนใจคือการขยายตัวของฐานลูกค้ากลุ่มนี้เกิดผ่าน “เครือข่าย” เมื่อผู้ซื้อเดิมแนะนำเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักเข้ามาซื้อเพิ่มเติมในมุมของ แอสเซทไวส์ นี่อาจสะท้อนว่า Product ใหม่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว หากสามารถสร้าง “เหตุผลในการลงทุน” ขึ้นมาได้
จากขายห้อง สู่ขาย Ecosystem
โมเดล Business Unit ยังไม่ได้จบลงวันที่โอนกรรมสิทธิแอสเซทไวส์ ใช้บริษัทในเครือ Asset A Plus เข้ามาช่วยบริหารจัดการลูกค้าที่ซื้อเพื่อการลงทุนตั้งแต่แนะนำการตกแต่ง หาผู้เช่า บริหารผู้เช่า ไปจนถึงดูแลทรัพย์สินหลังผู้เช่าย้ายออกทำให้
โมเดลธุรกิจเปลี่ยนจาก ขายห้อง แล้วจบ เป็นขายห้อง บริหารสินทรัพย์ สร้างรายได้ต่อเนื่องนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะเมื่อผู้ซื้อไม่ได้มองคอนโดเป็นเพียง “บ้าน” แต่เป็น “สินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด” ผู้พัฒนาโครงการที่ดูแลต่อหลังการขายได้ ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน Value Chain ที่ยาวขึ้น
ไม่การันตี Yield แต่ขาย ‘ความยืดหยุ่น’
สำหรับ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ บริษัทประเมินค่าเช่าเบื้องต้นของห้อง 1 Bedroom ไว้ราว 10,000 บาทต่อเดือน และ One Plus ราว 15,000 บาทต่อเดือนแต่ แอสเซทไวส์เลือกที่จะไม่ใช้กลยุทธ์การันตี Rental Yield
เหตุผลหนึ่งคือ นักลงทุนบางรายอาจไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่ถูกล็อกตายตัวหากค่าเช่าในอนาคตปรับตัวขึ้น การล็อก Yield ไว้ตั้งแต่ต้นอาจกลายเป็นข้อจำกัดสิ่งที่ลูกค้าบางส่วนต้องการจึงอาจไม่ใช่ “ผลตอบแทนที่แน่นอน”
แต่เป็น คนช่วยบริหารสินทรัพย์ให้สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดตามสภาพตลาดเป็นการเปลี่ยนมุมมองจาก “ขาย Yield” มาเป็น “ขายระบบบริหารการลงทุน”
คอนโดไม่ได้ขาดคนอยากซื้อ แต่ ‘กู้ไม่ผ่าน’
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ Product น่าสนใจเพียงใด ปัญหาใหญ่ของตลาดคอนโดไทยก็ยังคงอยู่นั่นคือ “กำลังซื้อ”โดยเฉพาะกลุ่มราคา 2 ล้านบาทต้น ๆ ซึ่งยังเผชิญกับปัญหาการขอสินเชื่อ
แอสเซทไวส์ ระบุว่า Rejection Rate อยู่ที่ประมาณ 30% แม้จะลดลงจากช่วงก่อนหน้า หลังบริษัทเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองลูกค้าก่อนรับจองสิ่งที่เปลี่ยนไปคือทีมขายไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ปิดการขาย”แต่ต้องประเมินรายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการกู้ตั้งแต่ต้นเพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคนี้ลูกค้าที่อยากซื้อ กับลูกค้าที่ซื้อได้จริง อาจเป็นคนละคนกันเมื่อเงินก้อนใหญ่คือกำแพง แอสเซทไวส์ จึงให้ ‘เวลา’ แทน
หนึ่งในเครื่องมือที่บริษัทนำมาใช้คือ Lease to Own ลูกค้าสามารถชำระเงินประมาณ 50% ก่อน และแบ่งชำระส่วนที่เหลือกับบริษัทภายในระยะเวลา 3 ปี
โมเดลนี้มีความน่าสนใจโดยเฉพาะกับลูกค้าต่างชาติที่ต้องการซื้อคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ แต่ไม่ต้องการหรือไม่สามารถจ่ายเงินก้อนทั้งหมดในครั้งเดียวส่วนลูกค้าไทย มีโปรแกรม “ชีวิตดี๊ดี” ที่ทำร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์เปิดทางให้ลูกค้าที่วันนี้ยังไม่พร้อมกู้ สามารถเข้าอยู่อาศัยและสร้างวินัยทางการเงินก่อน จากนั้นจึงกลับเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี
พูดอีกแบบคือเมื่อ “สินเชื่อ” กลายเป็นคอขวด ผู้ประกอบการกำลังพยายามเพิ่ม “เวลา” เข้าไปเป็นตัวช่วย
จาก Business Unit สู่คอนโดที่อยู่ได้หลายช่วงชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัว Business Unit อาจอยู่ที่ทิศทางถัดไปของ แอสเซทไวส์ ที่กำลังศึกษาแนวคิดการพัฒนาโครงการที่รองรับลูกค้าหลายช่วงวัย ตั้งแต่การอยู่อาศัย การทำธุรกิจ ไปจนถึงการรองรับสังคมสูงวัย
ลองจินตนาการว่า คนหนึ่งซื้อคอนโดตอนเริ่มทำงานเมื่อธุรกิจเติบโต เขาอาจซื้อ Unit เพิ่มเพื่อทำงานเมื่ออายุมากขึ้น ก็อาจย้ายไปยัง Unit ที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้สูงอายุทั้งหมดเกิดขึ้นภายในโครงการเดียวกัน หากโมเดลนี้เกิดขึ้นจริง คอนโดจะไม่ได้ถูกออกแบบตาม “ประเภทห้อง” เพียงอย่างเดียวแต่จะถูกออกแบบตาม ช่วงชีวิตของลูกค้า
เกมอสังหาฯเปลี่ยนต้องข้อมูลต้อง แม่น
ภาพใหญ่ของตลาดคอนโดในปี 2569 ยังไม่ได้ฟื้นแบบก้าวกระโดดแอสเซทไวส์ มองว่าตลาดอาจใกล้เคียงกับปี 2568 เพียงแต่ผู้ประกอบการจะระมัดระวังมากขึ้นแทนที่จะเปิดโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก บริษัทจะให้ความสำคัญกับทำเลที่มี Demand ชัดเจน และมีข้อมูลรองรับ
โดยเฉพาะตลาดราคา 2-3 ล้านบาท ซึ่งยังเป็น Segment ที่มีโอกาสเข้าถึงได้มากกว่าคำว่า Proof of Success จึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญถ้าทำเลหนึ่งขายได้ถ้ากลุ่มลูกค้าหนึ่งตอบรับถ้า Product หนึ่งพิสูจน์ตัวเองได้จึงค่อยขยายต่อ
นี่อาจเป็นวิธีคิดที่เหมาะกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ ความผิดพลาดมีต้นทุนสูงขึ้น
เปิดตึกจริง คือบททดสอบที่สำคัญที่สุด
Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายแล้วประมาณ 60% จากทั้งหมด 813 ยูนิต ขณะที่ Business Unit จำนวน 116 ยูนิตก็มียอดขายใกล้เคียงกับยอดขายรวมบริษัทตั้งเป้าขายยูนิตที่เหลือประมาณ 40% ให้ได้ภายในปี 2570และเตรียมเปิด Soft Opening วันที่ 5-6 ก.ย. 2569
การเปิดอาคารจริงจึงมีความหมายมากกว่าการเปิดให้ลูกค้ามาดูห้องเพราะนี่คือช่วงเวลาที่ลูกค้าจะได้เห็นว่าBusiness Unit ที่ถูกออกแบบไว้บนกระดาษ สามารถทำงานในชีวิตจริงได้หรือไม่เพราะอนาคตของคอนโด อาจไม่ได้ขายแค่ ‘ที่อยู่’
Modiz Voyage ศรีนครินทร์ อาจเป็นเพียงการทดลองเล็ก ๆ ของ แอสเซทไวส์แต่โจทย์ที่ซ่อนอยู่มีขนาดใหญ่กว่านั้นเพราะในวันที่ตลาดคอนโดไม่สามารถพึ่งพาเพียง “ทำเลดี-ส่วนกลางสวย-ราคาถูก” ได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ 1 ห้องมีมูลค่ามากกว่าการเป็นที่อยู่อาศัย
การออกแบบโครงการให้รองรับหลายช่วงชีวิต อาจเป็นคำตอบสำหรับโจทย์ระยะยาวท้ายที่สุดแล้ว เกมอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่อาจไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครสร้างคอนโดได้น่าอยู่ที่สุดแต่อาจกลายเป็นว่าใครสร้างพื้นที่ที่ทำให้ลูกค้าใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างรายได้จากพื้นที่เดียวกันได้ดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไทยโอบายาชิเปิดเกมมิกซ์ยูส 8 พันล้าน ปั้น “O-MESH” เขย่าราชดำริ

- ไทยโอบายาชิเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส “O-MESH” มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท บนถนนราชดำริ ประกอบด้วยสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก
- ชูนวัตกรรมการก่อสร้าง LRV (Left-Right-Vertical Technology) ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบในพื้นที่ก่อสร้าง
- ออกแบบภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” ที่ผสมผสานอัตลักษณ์ญี่ปุ่น-ไทย และมุ่งพัฒนาเป็นอาคารสีเขียวอัจฉริยะ (Green & Smart Building) ตามมาตรฐานสากล
- ร่วมทุนกับเครือสหพัฒน์ในการพัฒนาส่วนของโรงแรม ซึ่งบริหารโดย Seibu Prince Hotels Worldwide คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572
ราชดำริกำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ “พื้นที่เดิม” ไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะทำเลทอง แต่กลายเป็นต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่สามารถต่อยอดสู่โครงการแห่งอนาคตได้
นี่คือโจทย์ที่บริษัท นันทวัน จำกัด หรือ “ไทยโอบายาชิ” นำมาใช้เป็นจุดตั้งต้นของ “O-MESH Ratchadamri” โครงการมิกซ์ยูสมูลค่าการก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่ราว 6 ไร่ บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ
โครงการประกอบด้วยสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก บนพื้นที่อาคารรวมกว่า 117,000 ตารางเมตร อาคารสูง 36 ชั้น หรือประมาณ 177 เมตร พร้อมโรงแรม 203 ห้อง ที่บริหารโดย Seibu Prince Hotels Worldwide และที่จอดรถราว 900 คัน โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2572
แต่สิ่งที่ทำให้ O-MESH น่าสนใจกว่าการเป็น “มิกซ์ยูส 8 พันล้านบาท” คือการวางโครงการให้เป็นทั้งพื้นที่ธุรกิจ โชว์เคสเทคโนโลยี และบทพิสูจน์ว่า “วิศวกรรม” สามารถกลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ได้อย่างไร
จากพื้นที่ความทรงจำ สู่ Legacy แห่งใหม่
ไทยโอบายาชิไม่ได้มองราชดำริเป็นเพียงทำเล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ต้องการส่งต่อสู่อนาคต พรชัย สิทธิยากรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด ระบุว่า O-MESH Ratchadamri มีจุดเริ่มต้นจากความผูกพันของไทยโอบายาชิกับพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของบริษัทมายาวนานประมาณ 30 ปี และเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สะท้อนพัฒนาการขององค์กร
การนำพื้นที่เดิมกลับมาพัฒนาใหม่จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารขึ้นมาแทนที่ แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการบริหารพื้นที่เช่ามาต่อยอดสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านปรัชญา “แข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา” ซึ่งกำลังกลายเป็นทิศทางสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยับจากบทบาทผู้รับเหมาก่อสร้างไปสู่ผู้พัฒนาโครงการที่สามารถสร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
พิธีวางศิลาฤกษ์จึงถูกวางความหมายให้มากกว่าพิธีมงคล แต่เป็น “Milestone” ที่สะท้อนความพร้อมของโครงการทั้งด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และวิศวกรรม ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริง
LRV เทคโนโลยี “ครั้งแรกในไทย” เกมใหม่ลดต้นทุนหน้างาน
เปลี่ยนวิธีคิดจาก “ก่อสร้างที่หน้างาน” สู่การเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดก่อนชิ้นส่วนเข้าสู่ไซต์ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ O-MESH คือการนำ LRV หรือ Left-Right-Vertical Technology มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับโครงสร้าง Steel Framing และ Reinforced Concrete
หัวใจของเทคโนโลยีอยู่ที่การเตรียมชิ้นส่วนต่างๆ ให้มีความพร้อมก่อนนำเข้ามาประกอบในพื้นที่ก่อสร้างจริง ช่วยให้กระบวนการทำงานมีความเป็นระบบมากขึ้น ทั้งในมิติของคุณภาพ ความแม่นยำ และการควบคุมระยะเวลา ในมุมธุรกิจ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เทคโนโลยีการก่อสร้าง” แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่
เพราะทุกวันที่ล่าช้า ทุกกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน และทุกความผิดพลาดในไซต์ ล้วนมีต้นทุนLRV จึงเข้ามาตอบโจทย์การลดกิจกรรมภายในหน้างาน ลดการพึ่งพาแรงงาน ลด Construction Waste รวมถึงลดฝุ่นและเสียงรบกวน ซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในย่านเมืองที่มีความหนาแน่นสูง
ทั้งหมดนี้ถูกวางอยู่ภายใต้แนวคิด “Art of Engineering for Tomorrow” ที่ต้องการยกระดับวิศวกรรมจากเบื้องหลังการก่อสร้าง ให้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ
อาคารไม่ได้มีไว้แค่ใช้งาน แต่ต้อง “เชื่อมต่อ”
ชื่อโครงการสะท้อนแนวคิดการนำอดีต ผู้คน เมือง และฟังก์ชันใหม่มาถักทอเป็นระบบเดียวกัน ชื่อ “O-MESH” ถูกออกแบบให้มีความหมายมากกว่าชื่อแบรนด์ตัวอักษร “O-” เชื่อมโยงกับ O-NES และ Obayashi สื่อถึงรากฐานและคุณค่าที่สั่งสมมา ขณะที่ “MESH” หมายถึงการประสานและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การผสมผสานสำนักงาน โรงแรม และค้าปลีก ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกันจึงเป็นเหตุผลที่ O-MESH ถูกวางให้เป็นมากกว่าอาคารมิกซ์ยูส แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ผู้ใช้อาคารแต่ละกลุ่มสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ถอด DNA โอบายาชิผ่านสถาปัตย์
งานออกแบบไม่เพียงสร้างภาพจำ แต่ต้องเชื่อมโยงอัตลักษณ์ญี่ปุ่น ไทย และบริบทของราชดำริภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” โครงการนำ DNA ของ Obayashi มาถ่ายทอดผ่านงานฝีมือ ความประณีต และความแม่นยำ ผสมผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยอาคารสำนักงานหยิบแรงบันดาลใจจาก “งานจักสานไทยและญี่ปุ่น” มาตีความผ่าน Building Façade สร้างเปลือกอาคารที่สะท้อนแนวคิดการนำวัฒนธรรมสองฝั่งมาประสานกัน
ขณะที่โรงแรมเลือกใช้แนวคิด “Garden in the Sky” เชื่อมโยงอาคารสูงเข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของราชดำรินี่คือความพยายามที่จะไม่สร้างอาคารที่ “ตัดขาด” จากบริบทเดิม แต่ให้สถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์และเรื่องราวของย่าน
Green & Smart เมื่อคุณภาพอาคารวัดจาก “คุณภาพชีวิต”
O-MESH วาง Sustainability และ ESG ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงเติมเข้ามาในช่วงท้ายของโครงการอีกหนึ่งแกนสำคัญของโครงการคือการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Green & Smart โดยนำแนวทางของ LEED และ WELL มาใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้านระบบอาคารมีทั้ง Smart Building, Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ขณะเดียวกัน แนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” ถูกนำมาเป็นโจทย์ด้านสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาภาพจำของราชดำริในฐานะย่านที่มีความร่มรื่น พร้อมเติมฟังก์ชันใหม่ให้สอดรับกับการเติบโตของเมือง
Hotel / Office โมเดลเชื่อมธุรกิจ
เมื่อสำนักงานและโรงแรมไม่ได้แยกส่วน แต่ถูกออกแบบให้สร้างประโยชน์ร่วมกัน
O-MESH วางรูปแบบการใช้งานผ่านแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” ซึ่งสะท้อนการออกแบบพื้นที่ให้สองฟังก์ชันสามารถสนับสนุนกันได้ สำนักงานเกรด A ทำหน้าที่รองรับผู้ใช้งานกลุ่มธุรกิจ ขณะที่โรงแรมเข้ามาเติมมิติของการพักอาศัย การเดินทาง และกิจกรรมทางธุรกิจ ส่วนพื้นที่ค้าปลีกช่วยสร้างความต่อเนื่องของการใช้งานตลอดทั้งวัน
โมเดลดังกล่าวสอดรับกับธรรมชาติของราชดำริ ซึ่งเป็นทั้งย่านสำนักงาน โรงแรม แหล่งชอปปิง และพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน ดังนั้น ความได้เปรียบของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียง “ทำเล” แต่เป็นการนำฟังก์ชันต่างๆ มาสร้าง Ecosystem ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้พื้นที่
Strategic Partners “โอบายาชิ–สหพัฒน์”
ความร่วมมือครั้งนี้ขยับจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจสู่การร่วมสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่การพัฒนา O-MESH Ratchadamri ยังเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยโอบายาชิและ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ ที่พัฒนาไปอีกขั้น ทั้งสองฝ่ายต่อยอดจากความสัมพันธ์ในฐานะคู่ค้า สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรม โดยนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาประกอบกัน
ฝั่งเครือสหพัฒน์มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการ ขณะที่ไทยโอบายาชิมีฐานความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการ ความร่วมมือจึงครอบคลุมตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology
ในมุมยุทธศาสตร์ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยายบทบาทจาก “ผู้สร้าง” ไปสู่ “ผู้ร่วมสร้างมูลค่า” ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
O-MESH “Technology Showcase” ของไทยโอบายาชิ
ไม่ได้สร้างเพียงอาคาร แต่ต้องการสร้างต้นแบบและองค์ความรู้สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ไทยโอบายาชิตั้งเป้าให้ O-MESH ทำหน้าที่เป็นทั้ง “Technology Showcase” และ “Knowledge Showcase” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีการก่อสร้างไปยังสถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
หากเป้าหมายนี้เกิดขึ้นได้จริง คุณค่าของโครงการอาจไม่ได้จบลงเมื่ออาคารเปิดให้บริการในปี 2572เพราะ O-MESH กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ทดลองจริงของแนวคิดที่เชื่อม “เทคโนโลยี–สถาปัตยกรรม–ความยั่งยืน–ธุรกิจ” เข้าด้วยกัน
เพราะการกลับมาของไทยโอบายาชิบนพื้นที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กร ไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารใหม่เพียงหลังหนึ่ง แต่คือการนำ “Legacy” จากอดีตมาผสานกับเทคโนโลยีของอนาคต เพื่อสร้างบทใหม่ให้กับราชดำริในวันที่เมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
จีนอัดฉีดเงินทุนหลายแสนล้านเข้าสู่ธนาคาร บ.ประกันยักษ์ใหญ่

- จีนกำลังอัดฉีดเงินทุนหลายแสนล้านหยวนเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- สถาบันการเงินอย่างน้อย 8 แห่ง กำลังระดมทุนใหม่รวม 360,000 ล้านหยวน (1.8 ล้านล้านบาท) โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนมากกว่า 80%
- กระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 300,000 ล้านหยวน เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสถาบันการเงินเป้าหมาย
บลูมเบิร์ก รายงานว่า จีนกำลังอัดฉีดเงินทุนหลายแสนล้านหยวนเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่สุด ในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเคลื่อนไหวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบการเงินและประคองการเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
สถาบันการเงินอย่างน้อย 8 แห่งกำลังระดมทุนใหม่รวม 360,000 ล้านหยวน (ประมาณ 53,600 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.8 ล้านล้านบาท) โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนมากกว่า 80% ตามรายงานจากเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์และรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัว
ธนาคารพาณิชย์รัฐวิสาหกิจชั้นนำของจีนมีเงินกองทุนสำรองที่เพียงพออยู่แล้ว แต่การที่รัฐบาลปักกิ่งผลักดันให้ปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นการเติบโตได้บั่นทอนความสามารถในการทำกำไร การอัดฉีดเงินทุนรอบใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ขยายความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ และเสริมสร้างเงินสำรองเพื่อรองรับหนี้เสียที่อาจเกิดขึ้น
จีนจะออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 3 แสนล้านหยวน
กระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 300,000 ล้านหยวนเพื่อระดมทุนตามแผนงาน ดังกล่าวตามรายงานแยกต่างหากของสำนักข่าวซินหัว
ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันอาทิตย์ ธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China Ltd.) กำลังแสวงหาเงินทุนสูงสุด 160,000 ล้านหยวน ขณะที่ธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Industrial & Commercial Bank of China Ltd. หรือ ICBC) ตั้งเป้าระดมทุน 100,000 ล้านหยวนจากการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) โดยทั้งสองธนาคารระบุว่าจะนำเงินทุนทั้งหมดไปใช้ในการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น (Core Tier-1 Capital)
กระทรวงการคลังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีนมูลค่า 130,000 ล้านหยวน และซื้อหุ้นของ ICBC มูลค่า 70,000 ล้านหยวน ขณะที่ บริษัท ยาสูบแห่งชาติจีน (China National Tobacco Corp.) ก็เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่เข้าซื้อหุ้นของทั้งสองธนาคารเช่นกัน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดมูลค่า 15,000 ล้านหยวนของบริษัท พีเพิลส์ อินชัวรันส์ กรุ๊ป ออฟ ไชน่า (People’s Insurance Company (Group) of China Ltd.) รวมทั้งสนับสนุนเงินทุน 30,000 ล้านหยวนให้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน (Export–Import Bank of China), 35,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า ไลฟ์ อินชัวรันส์ (China Life Insurance), 7,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า ไท่ผิง อินชัวรันส์ กรุ๊ป (China Taiping Insurance Group), 3,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า รีอินชัวรันส์ กรุ๊ป (China Reinsurance (Group) Corp.) และ 10,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ประกันภัยการส่งออกและการเครดิตแห่งประเทศจีน (China Export & Credit Insurance Corp.)
กำไรจากรายรับดอกเบี้ยต่ำ
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เฉลี่ยของภาคธนาคารร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งข้อจำกัดนี้บั่นทอนความสามารถของธนาคารในการสะสมเงินทุนผ่านกำไรสะสม ณ เดือนมิถุนายน ธนาคารจีนรายงานอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) เฉลี่ยที่ 15.26% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 10.72%
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การระดมทุนครั้งล่าสุดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่ออุดช่องว่างเงินทุนที่ขาดแคลนในทันที แต่มุ่งเน้นไปที่การเสริมศักยภาพให้ธนาคารรายใหญ่มีความสามารถมากขึ้นในการรองรับแรงกดดันและขยายงบการเงิน
ในรายงานการทำงานของรัฐบาลประจำปีนี้ จีนได้กำหนดแผนการที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษมูลค่า 300,000 ล้านหยวน เพื่อเพิ่มเงินกองทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์ของรัฐขนาดใหญ่ นอกจากนี้ รายงานยังรับปากว่าจะเพิ่มทรัพยากรในการรับมือกับความเสี่ยงทางการเงิน และระบุว่าเจ้าหน้าที่จะใช้หลากหลายช่องทางเพื่อส่งเสริมการเพิ่มเงินกองทุนในสถาบันการเงินต่างๆ
การระดมทุนรอบนี้เป็นการสานต่อโมเมนตัมจากช่วงปลายปี 2024 โดยในช่วงต้นปี 2025 ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China Ltd.) และธนาคารออมสินไปรษณีย์แห่งประเทศจีน (Postal Savings Bank of China Co.) เป็นหนึ่งในสี่ธนาคารที่ได้รับเงินอัดฉีดรวมกัน 69,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านการระดมทุนด้วยพันธบัตรรัฐบาล
การสร้างหลักประกันเสถียรภาพทางการเงินยังคงเป็นวาระสำคัญหลักของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่จีนกำลังรับมือกับการแข่งขันด้านการค้าและเทคโนโลยีที่ยืดเยื้อกับสหรัฐ รัฐบาลปักกิ่งได้พยายามอย่างหนักในการจำกัดความเสี่ยงที่เกิดจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาและหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูงขึ้น
มุมมองจาก Bloomberg Intelligence:
“ICBC และ AgBank อาจเผชิญกับการปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS dilution) รายปีราว 3.5% และ 6.3% จากแผนการระดมทุนเพื่อเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 (core Tier 1 capital) ผ่านการออกหุ้นเพิ่มทุน A-share มูลค่า 100,000 ล้านหยวน และ 160,000 ล้านหยวน ตามลำดับ” สองนักวิเคราะห์ ฟรานซิส ชาน (Francis Chan) และ นิโคลัส อึ้ง (Nicholas Ng) กล่าว
ข้อมูลอย่างเป็นทางการบ่งชี้ว่า มาตรการ “ลดความเสี่ยง” เหล่านี้เริ่มเห็นผล โดยจำนวนสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูงในจีนลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุด โดยลดลงเหลือ 312 แห่ง ณ กลางปี 2025
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของจีนได้เพิ่มกระแสเรียกร้องให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ผู้นำของประเทศได้เสนอเพียงมาตรการย่อยค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ได้แสดงความเร่งด่วนที่จะออกมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้ โดยนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เพิ่งกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ “พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุ” เป้าหมายการเติบโตประจำปี ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายกำลังพิจารณาการอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อและความช่วยเหลือทางการเงินอื่นๆ ให้แก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ได้เพิ่มอีก 2 ชาติ! เปิดรายชื่อทีมได้สิทธิ์ลุย “วอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028”

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028 (Volleyball Olympics 2028) ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 15-30 กรกฎาคม 2028
โดยครั้งนี้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการคัดเลือกหาทีมเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย โดยให้สิทธิ์ทีมที่เป็นแชมป์ทวีปได้สิทธิ์อัตโนมัติ 5 ทีม (ทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปเอเชีย, ทวีปแอฟริกา, ทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกาใต้)
ล่าสุดได้ทีมที่สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้าเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2028 เพิ่มอีก 2 ชาติ คือ อียิปต์ (แชมป์แอฟริกา) และ ตุรกี (แชมป์ยุโรป) ทำให้ถึงตอนนี้ได้แล้ว 5 ทีม ประกอบด้วย
สรุป 5 ชาติ คว้าตั๋วเข้าแข่งโอลิมปิก 2028
- สหรัฐอเมริกา (เจ้าภาพ)
- แคนาดา (แชมป์นอร์เซกา)
- ไทย (แชมป์เอเชีย)
- อียิปต์ (แชมป์แอฟริกา)
- ตุรกี (แชมป์ยุโรป)
นอกจากนี้ยังให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-3 ในศึกชิงแชมป์โลก 2027 บวกกับ ทีมที่มีอันดับโลกดีที่สุด (FIVB World Ranking) และยังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก อีก 3 ทีม รวมทั้งหมด 12 ทีม (รวม สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพ)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
คนไทยเสี่ยง “ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว” พบสถิติป่วย 1.6 ล้านราย

- ประเทศไทยมีผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) มากกว่า 1.6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
- ภาวะ AF คือการที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและผิดจังหวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและภาวะหัวใจล้มเหลว
- อาการของโรคอาจเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย หรือบางรายอาจไม่มีอาการเลย ทำให้การตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพียงครั้งเดียวอาจไม่พบความผิดปกติ
- แนวทางการรักษามีตั้งแต่การใช้ยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจและยาต้านการแข็งตัวของเลือด ไปจนถึงการทำหัตถการจี้หัวใจด้วยเทคโนโลยีต่างๆ
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation (AF) กำลังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยประเทศไทยมีผู้เผชิญภาวะดังกล่าวมากกว่า 1.6 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกระบุว่า จำนวนผู้มีภาวะ AF อาจเพิ่มจากมากกว่า 16 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 72 ล้านคนภายในปี 2050
“AF เกิดจากหัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ ทำให้ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดลดลง และมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือด”
อาการมาเป็นช่วง ทำให้การตรวจครั้งเดียวอาจไม่พบ
ความท้าทายของ AF อยู่ที่อาการไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ป่วยบางรายอาจมีเพียงใจสั่น หัวใจเต้นรัวหรือสะดุด เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือแน่นหน้าอก ขณะที่บางรายแทบไม่มีอาการ
เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจในช่วงที่จังหวะหัวใจกลับมาเป็นปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG เพียงครั้งเดียวจึงอาจไม่พบความผิดปกติ แพทย์อาจต้องอาศัยการซักประวัติ ประเมินปัจจัยเสี่ยง และเลือกใช้เครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจ เช่น Holter Monitor หรือเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติ
นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เนื่องจากอาการเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ และเมื่อมาพบแพทย์จังหวะหัวใจอาจกลับมาเป็นปกติแล้ว การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาทั้งประวัติ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และเครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจที่เหมาะสม
จากการใช้ยา สู่การจี้หัวใจด้วยเทคโนโลยี
สำหรับแนวทางรักษา AF มีตั้งแต่การใช้ยาควบคุมอัตราหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ รวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามข้อบ่งชี้ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ไปจนถึงการทำหัตถการจี้หัวใจในผู้ป่วยที่เหมาะสม
การจี้หัวใจมีทั้ง Radiofrequency Ablation ซึ่งใช้พลังงานความร้อน และ Cryoablation ซึ่งใช้ความเย็นจัด ขณะที่ Pulsed Field Ablation หรือ PFA ใช้หลักการที่แตกต่างออกไป โดยส่งสนามไฟฟ้าพลังงานสูงในช่วงเวลาสั้นไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย ทำให้เกิดกระบวนการ electroporation และนำไปสู่การสลายตัวของเซลล์ที่ต้องการรักษา โดยไม่ได้ใช้ความร้อนหรือความเย็นเป็นกลไกหลัก
การใช้ PFA เพิ่มทางเลือก แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
“จุดที่ทำให้ PFA แตกต่างคือการตอบสนองต่อสนามไฟฟ้าของเนื้อเยื่อแต่ละชนิด ซึ่งเปิดโอกาสให้มุ่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อหัวใจเป้าหมาย และอาจลดผลกระทบต่อโครงสร้างใกล้เคียงบางส่วน เช่น หลอดอาหารและเส้นประสาทกะบังลม ซึ่งการเลือกใช้ PFA ยังคงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งชนิดของ AF อาการ โรคร่วม และประวัติการรักษา ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาแทนที่การประเมินทางการแพทย์”
นพ.สุวาณิช กล่าวว่า PFA เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ป่วย AF ที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ทีมพยาบาล บุคลากรในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และทีมดูแลผู้ป่วยหลังทำหัตถการ
ผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้น ต้องรับมือให้ตรงจุด
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสังคมสูงวัย กำลังทำให้ความต้องการบริการสุขภาพขยับจากการตรวจรักษาทั่วไปไปสู่การดูแลโรคเฉพาะทางมากขึ้น และภาวะ AF การรักษาจึงไม่ได้จบอยู่ที่การตรวจพบหรือการทำหัตถการ แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การประเมินและวินิจฉัย การติดตามจังหวะหัวใจ การเลือกแนวทางรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า การรับมือกับโรคหัวใจในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบวินิจฉัย บุคลากรเฉพาะทาง และกระบวนการดูแลต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้การรักษาสอดคล้องกับความเสี่ยงและสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ชาวนาไทยยิ้ม กรมการข้าวลุย ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ลดทุนรวยยั่งยืน

- กรมการข้าวส่งเสริมการทำนาแบบ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
- ชู 4 แนวทางปฏิบัติหลัก ได้แก่ การจัดการฟางข้าวโดยไม่เผา, การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง, การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กรมการข้าวส่งเสริมเกษตรกรปรับวิถีทำนาสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชู 4 แนวทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิ พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวคาร์บอนต่ำ เป็นแนวทางการทำนายุคใหม่ที่มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อยกระดับศักยภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ชาวนาไทยควรเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวแบบเดิมให้เป็นข้าวคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเพิ่มภาระให้เกษตรกร แต่เป็นการปรับวิธีการผลิตให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากขึ้น โดยมุ่งลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร โดยแนวทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่
การจัดการฟางข้าวโดยไม่เผา การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืชและสภาพดิน และการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอนในคราวเดียว แต่สามารถค่อย ๆ ปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของแต่ละครัวเรือน โดยกรมการข้าวพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแปลงนาของตนเองได้อย่างมั่นใจ”
ปัจจุบันหลายประเทศและตลาดผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม ดังนั้นการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำจึงเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตข้าวของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว
ข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้ใช้ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเตรียมความพร้อมของข้าวไทยต่อการแข่งขันและเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ทำไมควรซื้อเต้าหู้ตอนเช้า? เปิดเคล็ดลับเลือกให้สดใหม่ นุ่มอร่อย ไม่พลาดของเก่า!

ทำไมคนส่วนใหญ่นิยมซื้อเต้าหู้ตอนเช้า? เคล็ดลับเลือกเต้าหู้นุ่ม สดใหม่ อร่อยเหมือนเพิ่งทำ
ทำไมคนส่วนใหญ่นิยมซื้อเต้าหู้ตอนเช้า? เปิดเหตุผล พร้อมเคล็ดลับเลือกเต้าหู้สดใหม่ เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่น เลือกอย่างไรให้ได้ของดีจากตลาด
เต้าหู้เป็นวัตถุดิบคู่ครัวของหลายครอบครัว เพราะราคาไม่แพง ทำอาหารได้หลากหลาย ทั้งต้ม ผัด ทอด ตุ๋น หรือใส่ในเมนูสุขภาพต่าง ๆ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ช่วงเวลาที่เลือกซื้อเต้าหู้ก็มีผลต่อความสดและคุณภาพของเต้าหู้
คนที่ไปตลาดเป็นประจำมักเลือกซื้อเต้าหู้ในช่วงเช้า เพราะมีโอกาสได้เต้าหู้ที่เพิ่งผลิตใหม่ เนื้อสัมผัสดี กลิ่นหอม และยังคงรสชาติจากถั่วเหลืองได้มากกว่า
ทำไมควรซื้อเต้าหู้ตอนเช้า?
1. มีโอกาสได้เต้าหู้ที่เพิ่งทำใหม่
โดยทั่วไป เต้าหู้เป็นอาหารสดที่มักผลิตและนำมาจำหน่ายภายในวันนั้น การไปตลาดช่วงเช้าจึงเพิ่มโอกาสที่จะได้เต้าหู้จากรอบผลิตใหม่ ซึ่งมักมีความนุ่ม สด และมีรสชาติของถั่วเหลืองที่ชัดเจน
เต้าหู้สดมักมีลักษณะผิวเรียบเนียน สีขาวนวลอมเหลืองเล็กน้อย เนื้อสัมผัสนุ่มแต่ไม่เละ เมื่อปรุงอาหารจะยังคงรูปทรงได้ดีและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของถั่วเหลือง
2. มีตัวเลือกให้เลือกมากกว่า
ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ตลาดสดเริ่มนำวัตถุดิบใหม่มาวางขาย ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสเลือกเต้าหู้ที่มีคุณภาพมากกว่า ทั้งในเรื่องของขนาด ความสด และความสมบูรณ์ของชิ้นเต้าหู้
หากไปซื้อช่วงสายหรือช่วงเย็น เต้าหู้บางส่วนอาจถูกเลือกซื้อไปแล้ว เหลือเพียงสินค้าที่วางไว้นานกว่า ซึ่งอาจมีความสดลดลงตามระยะเวลาเก็บรักษา
3. สังเกตคุณภาพได้ง่ายกว่า
เต้าหู้ที่สดใหม่จะสามารถดูได้ง่ายจากสี กลิ่น และลักษณะของเนื้อสัมผัส ผู้ซื้อสามารถเลือกเปรียบเทียบหลายชิ้น เพื่อหาเต้าหู้ที่มีผิวสวย เนื้อแน่น และไม่มีความผิดปกติ
วิธีเลือกเต้าหู้ให้อร่อย สดใหม่ ไม่พลาดซื้อของเก่า
เลือกเต้าหู้สีขาวนวล ไม่ขาวผิดธรรมชาติ
เต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลืองโดยทั่วไปมักมีสีขาวนวลหรือออกเหลืองอ่อนเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องมีสีขาวจัด หากพบว่าเต้าหู้ขาวผิดปกติ ควรพิจารณาร่วมกับกลิ่นและลักษณะเนื้อเต้าหู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
ผิวต้องเรียบ เนื้อนุ่ม แต่ไม่แฉะหรือมีเมือก
เต้าหู้สดควรมีผิวสัมผัสเรียบ มีความชุ่มชื้นเล็กน้อย แต่ไม่ควรมีลักษณะลื่นเหนียวหรือมีเมือก หากเต้าหู้แห้ง แตก มีรอยเสียรูป หรือมีลักษณะผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเก็บไว้นานเกินไป
มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของถั่วเหลือง
เต้าหู้ใหม่มักมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติจากถั่วเหลือง แต่หากมีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหมัก กลิ่นเหม็น หรือกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเต้าหู้เริ่มเสื่อมหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสม
เนื้อสัมผัสนุ่ม มีความยืดหยุ่นพอดี
เมื่อลองสัมผัสเบา ๆ เต้าหู้คุณภาพดีควรมีความนุ่ม แต่ยังจับตัวเป็นก้อน ไม่แข็งกระด้างหรือเหนียวผิดธรรมชาติ หากจับแล้วแตกง่ายเกินไป หรือแข็งผิดปกติ ควรเลือกชิ้นอื่นแทน
ไม่มีเมือกบนผิวเต้าหู้
แม้เต้าหู้สดจะมีความชื้นตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรมีชั้นเมือกเหนียวบนผิว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของอาหาร
เคล็ดลับเล็ก ๆ หลังซื้อเต้าหู้กลับบ้าน
นอกจากเลือกซื้อช่วงเช้าแล้ว ควรเลือกซื้อจากร้านที่มีลูกค้าประจำ มีการเก็บรักษาสะอาด และมีการหมุนเวียนสินค้าอยู่เสมอ เพราะเต้าหู้เป็นอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง จึงเสียได้ง่ายหากเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม
เมื่อซื้อกลับมาแล้ว ควรนำไปประกอบอาหารโดยเร็วที่สุด หากยังไม่ใช้ทันที ควรเก็บในภาชนะสะอาดและแช่เย็น พร้อมตรวจสอบกลิ่น สี และลักษณะของเต้าหู้อีกครั้งก่อนนำมาปรุงอาหาร
สรุป ทำไมคนจึงนิยมซื้อเต้าหู้ตอนเช้า?
การซื้อเต้าหู้ในช่วงเช้าช่วยเพิ่มโอกาสได้เต้าหู้ที่สดใหม่ มีตัวเลือกมากกว่า และเลือกคุณภาพได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสังเกตลักษณะของเต้าหู้ ทั้งสี กลิ่น ผิวสัมผัส และความสดก่อนซื้อ
เพียงใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ ก็สามารถเลือกเต้าหู้นุ่ม อร่อย และเหมาะสำหรับนำไปทำเมนูโปรดให้คนในครอบครัวได้ง่ายขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 7/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,450.00 | 68,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,425.00 | 67,083.00 | 69,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,982.50 | 60,374.70 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,540.00 | 53,666.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,991.25 | 30,187.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,548.75 | 23,479.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,585.49 | 69,516.03 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 7/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







