สาระน่ารู้ประจำวันที่ 9 กันยายน 2569

M82 หนุนหัวหิน จากเมืองตากอากาศ สู่ทำเลบ้านหลังที่สองของคนเมือง

  • การเปิดทดลองใช้มอเตอร์เวย์ M82 (ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว) ช่วยให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ลงสู่ภาคใต้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ความสะดวกในการเดินทาง (Connectivity) ที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้หัวหินพัฒนาจากเมืองตากอากาศสู่ทำเล “บ้านหลังที่สอง” สำหรับคนเมือง
  • M82 ช่วยตอบสนองความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในหัวหิน ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มกำลังซื้อสูงที่มองหาบ้านเพื่อการพักผ่อนและการถือครองเป็นสินทรัพย์ระยะยาว
  • การเดินทางที่ง่ายขึ้นประกอบกับอุปทาน (Supply) ของที่ดินติดทะเลที่มีจำกัด ทำให้หัวหินเป็นตลาดอสังหาฯ ที่น่าจับตาสำหรับบ้านพักตากอากาศ

การเปิดทดลองใช้ M82 ช่วงบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว กำลังเพิ่มอีกหนึ่งแรงส่งให้การเดินทางลงใต้สะดวกขึ้น เมื่อโครงสร้างพื้นฐานมาบรรจบกับ Demand บ้านหลังที่สอง หัวหินจึงไม่ได้มีดีแค่ทะเล แต่กำลังมี “Connectivity” เป็นอีกแต้มต่อสำคัญ

เมื่อคนซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มองแค่ “บ้าน” แต่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่ใช้พักผ่อนได้จริง และถือครองได้ในระยะยาว หัวหินจึงยังเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตา โดยเฉพาะที่ดินติดทะเลที่มี Supply จำกัด ขณะที่ดีมานด์จากกลุ่มกำลังซื้อระดับบนยังคงมีอยู่

ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด กล่าวว่าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว อาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ กลับเป็นคำถามว่าทำเลแบบไหนที่สร้างเพิ่มไม่ได้อีก?

 หัวหินเป็นหนึ่งในเมืองที่คำถามนี้มีความหมาย เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียง Destination สำหรับการท่องเที่ยว แต่ยังพัฒนาไปสู่การเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางถึงบน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 ด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ ที่ไม่ไกลเกินไป บรรยากาศการพักผ่อน สิ่งอำนวยความสะดวก และรูปแบบการใช้ชีวิตที่สามารถต่อยอดจาก “บ้านพักตากอากาศ” ไปสู่ “บ้านสำหรับอยู่อาศัยระยะยาว” ได้ และเมื่อความต้องการดังกล่าวมาเจอกับข้อจำกัดของที่ดินริมทะเลอสังหาริมทรัพย์ประเภท Beachfrontจึงกลายเป็นตลาดที่มีโจทย์แตกต่างจากคอนโดมิเนียมทั่วไป

บ้านหลังที่สอง ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะวันหยุด

ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินยังมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบนและบ้านพักตากอากาศ เหตุผลสำคัญคือหัวหินมีฐานลูกค้าที่ไม่ได้มองอสังหาริมทรัพย์เพียงเพื่อการลงทุน แต่ต้องการ “Utility” หรือประโยชน์จากการใช้งานจริง

 บางคนซื้อเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดบางคนใช้เป็นบ้านหลังที่สอง ขณะที่บางคนมองไปถึงการถือครองในระยะยาวโจทย์ของตลาดจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอสังหาริมทรัพย์จะสร้างผลตอบแทนได้เท่าไรเพียงอย่างเดียว แต่คือ สินทรัพย์นั้นมีคุณค่ามากพอที่จะอยากถือไว้ในระยะยาวหรือไม่

 “ที่ดินริมทะเล” เป็น Supply ที่เพิ่มไม่ได้ง่าย ๆหากมองอสังหาริมทรัพย์ผ่านหลัก Demand และ Supply จุดที่น่าสนใจที่สุดของ Beachfront คือฝั่ง Supply ที่ดินติดชายหาดมีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว และไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เหมือนพื้นที่ในทำเลทั่วไป ยิ่งเป็นทำเลที่ต้องการทั้งวิวทะเล การเข้าถึงชายหาด ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อกับเมือง ยิ่งทำให้ที่ดินลักษณะนี้มีข้อจำกัดมากขึ้น

 ในมุมของผู้ซื้อระดับบน นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “วิวทะเล” แต่เป็นเรื่องของ Scarcity เพราะเมื่อ Supply มีข้อจำกัด อสังหาริมทรัพย์ที่มี Location แตกต่างอย่างชัดเจน ย่อมมี Positioning ที่ไม่เหมือนสินทรัพย์ทั่วไปในตลาดและหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัด คือ เขาตะเกียบ

 เขาตะเกียบมีจุดแข็งจากการอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเชื่อมต่อกับตัวเมืองหัวหิน ร้านอาหาร แหล่งไลฟ์สไตล์ สถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้ขณะเดียวกันก็ยังรักษาบรรยากาศของเมืองพักผ่อน ทั้งความเป็นส่วนตัวและธรรมชาติ

 จากโจทย์นี้ “SASARA Hua Hin” จึงวางตัวเองเป็น Luxury Beachfront Residence บนชายหาดเขาตะเกียบ โดยพัฒนาบนที่ดินกว่า 5 ไร่ เป็นอาคาร Low Rise 4 ชั้น จำนวน 5 อาคาร รวม 110 ยูนิต และมีพื้นที่หน้าหาดประมาณ 46 เมตร

110 ยูนิต กับแนวคิด “Rare Living”

ความเป็นส่วนตัวไม่ได้เกิดจากพื้นที่ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “จำนวนคนที่ต้องแชร์” ในตลาด Luxury Residence อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญคือ Privacy SASARA Hua Hin เลือกพัฒนาเป็น Low Rise Residence จำนวน 110 ยูนิต พร้อมห้องพัก 3 รูปแบบ ตั้งแต่ 1 Bedroom ขนาด 37–42 ตารางเมตร, 2 Bedroom ขนาด 74–92 ตารางเมตร และ 3 Bedroom ขนาด 155–160 ตารางเมตร

 ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบให้รองรับทั้งการพักผ่อนและ Active Lifestyle ตั้งแต่ 5 สระว่ายน้ำ, Beach Club, Pool Club, Fitness ไปจนถึง Sport Pavilion รวมถึงกิจกรรมริมชายหาด เช่น Surf, Kayak และ Paddle Board สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดว่า บ้านพักตากอากาศในยุคนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็น “ที่นอนในวันหยุด” แต่ต้องสามารถเป็นพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตได้จริง และอีกปัจจัยที่น่าสนใจคือ โครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเริ่มต้นใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้ทันที

Rare Investmentไม่ได้ปล่อยเช่าอย่างเดียว

 สินทรัพย์ที่ดี อาจต้องตอบโจทย์ทั้งใช้เอง และ ถือยาวเมื่อพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว คำว่า “Investment” มักถูกผูกกับเรื่องผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าแต่สำหรับ Luxury Beachfront Residence สมการอาจกว้างกว่านั้น เพราะผู้ซื้อกลุ่มนี้อาจไม่ได้ต้องการสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสินทรัพย์ที่สามารถใช้พักผ่อน เป็นบ้านหลังที่สอง และถือครองได้ในระยะยาว

 SASARA Hua Hin จึงวางแนวคิด “Rare Items” ไว้ 3 ด้าน ได้แก่

  • Rare Location — ทำเล Beachfront ที่มี Supply จำกัด
  • Rare Living   — จำนวนยูนิตจำกัดและพื้นที่รองรับการพักผ่อน
  • Rare Investment — สินทรัพย์ที่มีทั้ง Utility และความหายากของทำเล

แนวคิดนี้จึงไม่ใช่การมองอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงตัวเลขผลตอบแทนแต่คือการมองว่า เรากำลังถือครองอะไร เพราะหากสินทรัพย์หนึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีทำเลที่หาได้ยาก และมีข้อจำกัดด้าน Supply สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าระยะยาวของสินทรัพย์

 ถนนดีขึ้น เมืองก็มีโอกาสเติบโตขึ้น

 Connectivity เป็นอีกตัวแปรที่อาจเปลี่ยนภาพของหัวหินในระยะยาวนอกจากปัจจัยด้าน Lifestyle แล้ว อีกเรื่องที่น่าจับตาคือโครงสร้างพื้นฐาน ล่าสุด มอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร เปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ทำให้สามารถใช้ทางยกระดับ M82 ต่อเนื่องตั้งแต่บางขุนเทียน ผ่านเอกชัย ไปจนถึงบ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยเปิดให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงทดลองใช้

 แม้ M82 จะไม่ได้ทำให้หัวหินเดินทางใกล้กรุงเทพฯ ในทันที แต่การเพิ่มทางเลือกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลลงสู่ภาคใต้ ย่อมเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุน Connectivity ของพื้นที่ และสำหรับอสังหาริมทรัพย์ เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น เมืองก็มีโอกาสขยายฐานทั้งผู้มาเยือนและผู้พักอาศัยในระยะยาว โดยเฉพาะเมืองที่มีฐาน Demand ด้านการท่องเที่ยวและบ้านหลังที่สองอยู่แล้ว

 40 ปีของการอยู่กับตลาดชะอำ–หัวหิน

จากประสบการณ์ในพื้นที่ อาจเป็นแต้มต่อเมื่อเกมอสังหาฯ เปลี่ยนจาก “ขายยูนิต” เป็น “ขายคุณค่า” กลุ่มชาญอิสสระมีประสบการณ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ชะอำ–หัวหินมายาวนานกว่า 40 ปความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่เพียงการรู้จักทำเล แต่รวมถึงความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ซื้อบ้านพักตากอากาศ และทิศทางของตลาดในพื้นที่

 การพัฒนา SASARA Hua Hin จึงเป็นการนำประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตลาด Luxury Beachfront Residence โดยให้น้ำหนักกับ 2 เรื่องเป็นหลัก“ทำเล” และ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” มากกว่าการแข่งขันด้วยจำนวนยูนิตเพราะในตลาดที่ดินริมทะเล สิ่งที่สร้างเพิ่มได้คืออาคารแต่สิ่งที่สร้างเพิ่มไม่ได้ง่าย ๆ คือ ทำเลที่ติดทะเล และความหายากของที่ดินผืนนั้น

“บ้านพักตากอากาศ”สินทรัพย์ที่อยากถือไว้

 จุดแข็งของ SASARA Hua Hin จึงอยู่ที่การรวม 3 คุณค่าไว้ในสินทรัพย์เดียวหากมองตลาดหัวหินผ่านเลนส์ของการลงทุน สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงราคาของอสังหาริมทรัพย์ แต่คือการมองไปถึง Demand + Utility + Scarcity หัวหินมีฐาน Demand จากบ้านหลังที่สองและบ้านพักตากอากาศ

ขอบคุณข้อมูลจาก .bangkokbiznews.com


ทำเลทอง “ราชดำริ” ร้อนฉ่า ไทยโอบายาชิ ปั้น O-MESH มิกซ์ยูส 8 พันล้านกลางใจเมือง

  • บริษัท ไทยโอบายาชิ เดินหน้าโครงการมิกซ์ยูส “O-MESH” มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท บนที่ดินเช่า 50 ปีของวชิราวุธวิทยาลัย ย่านราชดำริ
  • โครงการเป็นอาคารสูง 36 ชั้น ประกอบด้วยสำนักงานเกรด A, โรงแรม 203 ห้อง และพื้นที่ค้าปลีก เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ
  • นำเทคโนโลยีการก่อสร้าง LRV (Left-Right-Vertical) มาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมปี 2572

ที่ดินใจกลางเมืองย่านราชดำริแนวรถไฟฟ้ายังคงเป็นทำเลทองที่ได้รับความสนใจจากบรรดาดีเวลลอปเปอร์และนักลงทุนรายใหญ่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านซัพพลายที่ดินซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ความต้องการพัฒนาโครงการในพื้นที่ยังอยู่ในระดับสูง ด้วยศักยภาพการเป็นหนึ่งในย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานครและเป็นทำเลที่นักลงทุนต่างชาติคุ้นเคยและให้ความสนใจ ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแตะระดับกว่า 3 ล้านบาทต่อตารางวา

สะท้อนการแข่งขันแย่งชิงที่ดินแปลงศักยภาพในทำเลใจกลางเมืองที่ยังคงร้อนแรง โดยเฉพาะที่ดิน ของวชิราวุธวิทยาลัย ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สิน วชิราวุธวิทยาลัยที่มีที่ดินหลายแปลงทยอยหมดสัญญา

แปลงที่ดินศักยภาพติดสถานีราชดำริ

เช่นเดียวกับที่ดินของ บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ) หนึ่งในแปลงที่ดินศักยภาพ ติดสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ โดยมีแผนพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่กว่า 1 แสนตารางเมตรบนที่ดินเดิม ให้เกิดความทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเมือง หลังหมดสัญญาเก่า และประมูลสิทธิ์เช่าได้ 50ปี  รวมเนื้อที่ 6 ไร่ประกอบด้วยที่ดินอาคารนันทวัน  ประมาณ 3 ไร่ 70 ตารางวา อาคารสำนักงานสูง 18 ชั้นเดิม และที่ดินบ้านสมถวิล ซึ่งเป็นเชอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา และได้รับการส่งมอบในปี 2564 และปี 2568 ตามลำดับ 

ไทยโอบายาชิเดินหน้ามิกซ์ยูส8,000ล้าน

โดยที่ผ่านมา บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ)ได้ทุบอาคารหลังเดิมเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างทำฐานรากพัฒนาโครงการขึ้นใหม่ ที่จะมีความทันสมัยและมีพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น  พร้อมทั้ง จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการภายใต้ชื่อ  “O-MESH Ratchadamri Project”  (โอ-เมช ราชดำริ) โครงการโดยมิกซ์ยูส มูลค่าการก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ

ประกอบด้วยอาคารสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ โดยโครงการมีความพร้อมด้านการออกแบบและวิศวกรรมในระดับสูงก่อนเข้าสู่การก่อสร้าง พร้อมนำ LRV (Left-Right-Vertical) Technology มาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง ควบคุมคุณภาพและระยะเวลา รวมถึงลดแรงงาน กิจกรรมภายในหน้างาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ

โดยพิธีวางศิลาฤกษ์ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนสำคัญเข้าร่วมพิธี ได้แก่ นายมาซาโตะ โอตากะ (H.E. Mr. Masato Otaka) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายทาเคโอะ โอบายาชิ (Mr. Takeo Obayashi) ประธานกรรมการ Obayashi Corporation, นายโทชิมิ ซาโตะ (Mr. Toshimi Sato) ประธานและกรรมการผู้แทน Obayashi Corporation, นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์, นายวิชัย กุลสมภพ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ร่วมเป็นสักขีพยานในการเริ่มต้นก้าวสำคัญของโครงการ

นายพรชัย สิทธิยากรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด เปิดเผยว่า O-MESH Ratchadamri เกิดจากความผูกพันกับพื้นที่ราชดำริ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของบริษัทมานานประมาณ 30 ปี และเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตของไทยโอบายาชิ บริษัทจึงต้องการรักษาพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของธุรกิจไว้ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ด้านการบริหารพื้นที่ให้เช่าสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แนวคิด “แข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา”

“พิธีวางศิลาฤกษ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่เป็น Milestone ที่สะท้อนความพร้อมของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการออกแบบ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม เราให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การก่อสร้าง เพื่อให้ทุกองค์ประกอบสามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้”

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ O-MESH Ratchadamri คือการนำ LRV (Left-Right-Vertical) Technology มาประยุกต์ใช้ร่วมกับโครงสร้าง Steel Framing และ Reinforced Concrete โดยเตรียมชิ้นส่วนให้พร้อมก่อนประกอบในพื้นที่จริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการก่อสร้าง พร้อมลดกิจกรรมและแรงงาน Construction Waste ฝุ่น และเสียงรบกวนในหน้างาน โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Art of Engineering for Tomorrow” และความมุ่งมั่นด้านความแม่นยำ คุณภาพ และการก่อสร้างเพื่ออนาคต

ไทยโอบายาชิตั้งเป้าให้ O-MESH เป็นทั้ง Technology Showcase และ Knowledge Showcase เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการออกแบบและการก่อสร้างแก่สถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

โดยชื่อ “O-MESH” สะท้อนเรื่องราวและแนวคิดของโครงการ โดยตัวอักษร “O-” สืบทอดมาจาก O-NES และ OBAYASHI เพื่อรักษารากฐานและคุณค่าที่สั่งสมมา พร้อมสะท้อนการก้าวสู่บทใหม่ของโครงการ ขณะที่คำว่า “MESH” หมายถึงการประสานกันขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งการผสานหลากหลายฟังก์ชันภายในโครงการ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกัน

ภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” O-MESH Ratchadamri สะท้อน DNA ของ Obayashi ผ่านงานฝีมือ ความประณีตแม่นยำ และการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานหลักการออกแบบร่วมสมัยเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ของโครงการ โดยอาคารสำนักงานนำแนวคิดจากงานจักสานไทยและญี่ปุ่นมาตีความผ่านเปลือกอาคาร (Building Façade) ขณะที่ส่วนของโรงแรมสร้างเอกลักษณ์ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่โดยรอบ ผ่านแนวคิด “Garden in the Sky” เพื่อผสานธรรมชาติเข้ากับอาคารสูง

ด้านการใช้งาน โครงการมุ่งตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการพักผ่อนตามแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” พร้อมพัฒนาระบบ Smart Building และ Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้าน Sustainability และ ESG โดยนำแนวคิดและหลักเกณฑ์ของ LEED และ WELL มาใช้เป็นแนวทางตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมนำแนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” มาตีความผ่านสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาเอกลักษณ์ความร่มรื่นของย่านและเติมคุณค่าใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเมือง

ทั้งนี้ O-MESH Ratchadamri มีพื้นที่อาคารรวม (GFA) กว่า 117,000 ตารางเมตร สูง 36 ชั้น หรือประมาณ 177 เมตร ประกอบด้วยสำนักงานเกรด A, โรงแรม 203 ห้อง ภายใต้การบริหารของ Seibu Prince Hotels Worldwide และพื้นที่ค้าปลีก พร้อมที่จอดรถประมาณ 900 คัน โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จและคาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนธันวาคมปี 2572

ไทยโอบายาชิผนึกเครือสหพัฒน์พัฒนาส่วนของโรงแรม

การพัฒนา O-MESH Ratchadamri เป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยโอบายาชิและ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรมโดยผสานความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการของเครือสหพัฒน์ กับความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการของไทยโอบายาชิ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology นับเป็นการขยายความสัมพันธ์จากคู่ค้าสู่ Strategic Partners และร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับโครงการและพื้นที่ราชดำริในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทวันนี้ 9 ก.ย.69 เงินบาทเช้านี้แข็งค่าแตะ 32.88 บาทต่อดอลลาร์

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แตะระดับประมาณ 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
  • ปัจจัยหนุนหลักมาจากการแข็งค่าของเงินเยน หลังมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • การแข็งค่าถูกจำกัดจากแรงกดดันของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideways) ที่ประมาณ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ในระหว่างวัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยเงินบาทเช้านี้แข็งค่าเล็กน้อยแตะ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงหนุนเงินเยนและการคาดการณ์ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ความตึงเครียดตะวันออกกลางดัน Brent จ่อ 100 ดอลลาร์ กดดันเงินบาท ด้านกรุงไทยมองเงินบาทยังแกว่ง Sideways ประเมินกรอบ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง

บาทได้แรงหนุนจากเยน แต่แรงกดดันยังรุมเร้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า เงินบาทเช้าวันนี้ (8.50 น.) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางเงินเยน ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการปรับโพสิชันด้วยการซื้อคืนเงินเยน จากความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงตลาด รวมถึงการคาดการณ์ว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า 

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทระหว่างวันอาจมีกรอบจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังมีสัญญาณขายสุทธิพันธบัตรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ที่ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางเงินเยน ราคาทองคำ ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคมของจีน

กรุงไทยชี้บาทยัง Sideways จับตาราคาน้ำมัน-เยน

ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์

ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่ระดับ 32.87-32.95 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนราคาน้ำมันดิบ Brent เข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก

ปัจจัยดังกล่าวกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลง โดยทองคำ XAUUSD ลดลงสู่บริเวณ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2026 ลดลงมากกว่า 1% มาอยู่บริเวณ 4,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เยนแข็งเร็ว เสี่ยง Unwind JPY-Carry Trade

อย่างไรก็ดี เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินเยน โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดเอเชีย หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงว่า “I am the house now” ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณให้ผู้เล่นระมัดระวังการท้าทายความพยายามของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในการสนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน

ล่าสุด เงินเยนแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้ระดับ 153 เยนต่อดอลลาร์ จากประมาณ 154.50 เยนต่อดอลลาร์ก่อนรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงจากการ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งอาจนำไปสู่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิด Risk-Off หวั่นตะวันออกกลาง

บรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินเยนที่อาจกระตุ้นให้ผู้ลงทุนลดสถานะ Carry Trade ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ลดลง 1.18% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.58% และ Nasdaq Composite ลดลง 0.32%

ส่วนตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX 600 ทรงตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และพลังงานตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่หุ้น Healthcare กดดันตลาด โดยเฉพาะ Novartis ที่ร่วง 10.9% หลังผลการทดลองยาของบริษัทออกมาน่าผิดหวัง

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีแตะ 4.79% ลุ้น FED

ตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวบริเวณ 4.79% โดยนักลงทุนยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย FED ขณะที่ภาวะ Risk-Off ช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์จากความกังวลเงินเฟ้อ แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น

กรุงไทยยังมองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวในปัจจุบันเปิดโอกาสให้ทยอยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวทั้งสหรัฐฯ และไทยแบบ Buy on Dip เนื่องจากสามารถรองรับความเสี่ยงกรณี FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ มีโอกาสทดสอบระดับ 5.00% ก่อนจะมีโอกาสทยอยปรับลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอตัว รวมถึงโอกาสที่ FED จะกลับมาลดดอกเบี้ยในปีหน้า

จับตา ADP-EIA และเงินเฟ้อจีน

สำหรับปัจจัยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะติดตามรายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP เพื่อประเมินทิศทางตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงรายงาน Short-Term Energy Outlook ของ EIA ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางราคาพลังงาน

ส่วนตลาดเอเชีย นักลงทุนจับตาตัวเลข CPI และ PPI เดือนสิงหาคมของจีน เพื่อประเมินภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศตลาดการเงิน

กรุงไทยมองเงินบาทมี Two-way Risk

นายพูนระบุว่า แนวโน้มเงินบาทระยะสั้นยังมีความเสี่ยงได้ทั้งสองด้าน หรือ Two-way Risk ขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

สำหรับระหว่างวัน เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways ขณะที่ตลาดรอปัจจัยใหม่ โดยประเมินแนวรับที่ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้าน 32.95-33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังร้อนแรงและราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทต่อไป

ในเชิงเทคนิค กรุงไทยมองว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” หากไม่หลุดแนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากกลับมาอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าวอย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ในกรอบรายสัปดาห์

ทั้งนี้ กรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงไว้ที่ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังต้องจับตาความผันผวนของเงินเยนอย่างใกล้ชิด หากเยนแข็งค่าเร็วและแรง อาจกระตุ้นการปิดสถานะ Short JPY และนำไปสู่การ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งจะเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินในระยะสั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ช่องทางถ่ายทอดสด ไทย VS ไต้หวัน ศึกวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569

เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางชายไทย” ทีมอันดับ 49 โลก จะลงสนามเกมแรก พบกับ ไต้หวัน ทีมอันดับ 53 โลก ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น. แฟนๆ สามารถชมแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29

รับชม LIVE โปรแกรมถ่ายทอดสด ทีมชาติไทย พบ ไต้หวัน

  • MONOMAX SPORTS ช่อง 29 คลิกเลย
  • MONOMAX คลิกเลย

สำหรับ แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 คู่นี้ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 แบบฟรีๆ ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น. หรือรับชมแบบทุกคู่ทาง MONOMAX แบบเป็นสมาชิกชำระเงินรายเดือน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


หนังรอบเล็บฉีกง่าย เกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุและสัญญาณสุขภาพที่ควรสังเกต

หนังรอบเล็บฉีกง่าย เกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุและสัญญาณสุขภาพที่ควรสังเกต

เคยไหม? แค่ล้างมือ เช็ดมือ หรือเผลอไปเกี่ยวอะไรเล็กน้อย หนังบริเวณข้างเล็บก็ฉีกจนเจ็บ บางครั้งมีเลือดออกหรือกลายเป็นแผลอักเสบตามมา หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ หรือเกิดจากผิวแห้งเท่านั้น

แต่จริง ๆ แล้ว หนังรอบเล็บฉีกง่ายมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ผิวแห้ง การสัมผัสน้ำและสารเคมี ไปจนถึงการทำเล็บและการอักเสบของผิวรอบเล็บ

ที่สำคัญคือ อาการนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหรือขาดวิตามินเสมอไป การดูว่าหนังฉีกง่ายแค่ไหน มีอาการเจ็บ บวม แดง หรือมีหนองร่วมด้วยหรือไม่ จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น

หนังรอบเล็บที่ฉีกออกมา เรียกว่าอะไร?

สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “หนังข้างเล็บ” หรือ “หนังฉีกข้างเล็บ” มักเป็นชิ้นส่วนของผิวหนังบริเวณรอบเล็บที่แห้ง แตก และแยกออกจากผิว

ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Hangnail

สิ่งสำคัญคือมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเล็บโดยตรง แต่เป็นผิวหนังรอบ ๆ เล็บที่เกิดการฉีกขาด

แม้จะเป็นแผลเล็ก ๆ แต่บริเวณนี้มีโอกาสเจ็บและติดเชื้อได้ เพราะอยู่ใกล้กับมือที่ต้องสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน

1. ผิวแห้ง เป็นสาเหตุใกล้ตัวที่พบได้บ่อย

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ผิวบริเวณรอบเล็บขาดความชุ่มชื้น

การล้างมือบ่อย การใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงสภาพอากาศที่แห้ง สามารถทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เมื่อผิวแห้งมากขึ้นก็อาจเกิดการแตกและฉีกได้ง่าย

คนที่ต้องล้างมือหรือสัมผัสน้ำบ่อย ๆ จึงอาจพบปัญหานี้ได้มากกว่าปกติ

วิธีดูแลง่าย ๆ: หลังล้างมือควรซับให้แห้งและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณมือ รวมถึงรอบเล็บเป็นประจำ

2. สบู่และสารเคมีอาจทำให้ผิวรอบเล็บระคายเคือง

นอกจากน้ำแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มือสัมผัสเป็นประจำก็มีส่วนทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้ เช่น

  • น้ำยาล้างจาน
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน
  • สบู่
  • แอลกอฮอล์ล้างมือ
  • ผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ใช้ในการทำเล็บ

หากสังเกตว่าหนังรอบเล็บแห้ง ลอก หรือฉีกบ่อยในช่วงที่ต้องสัมผัสผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากขึ้น อาจลองลดการสัมผัสโดยตรงและดูแลความชุ่มชื้นของผิวให้มากขึ้น

3. การแกะ กัด หรือตัดหนังรอบเล็บมากเกินไป

พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว เช่น แกะหนังข้างเล็บ กัดเล็บ ดึงหนังที่กำลังลอก หรือใช้กรรไกรตัดหนังลึกเกินไป สามารถทำให้เกิดบาดแผลได้

เมื่อผิวได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ บริเวณเดิมก็อาจฉีกง่ายและเกิดการอักเสบได้

หากมีหนังที่ยื่นออกมา ไม่ควรดึงออกด้วยมือ เพราะอาจทำให้แผลฉีกลึกกว่าเดิม

4. การทำเล็บก็มีส่วนได้ หากดูแลผิวรอบเล็บไม่เหมาะสม

คนที่ทำเล็บเป็นประจำควรใส่ใจผิวรอบเล็บเป็นพิเศษ

การตัดหนังกำพร้าออกมากเกินไป การดันหนังแรง ๆ หรือการใช้อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ อาจทำให้บริเวณรอบเล็บระคายเคืองหรือเกิดแผลเล็ก ๆ

ดังนั้นการทำเล็บที่ดีไม่ใช่เพียงเลือกสีหรือรูปทรงที่สวย แต่ควรให้ความสำคัญกับ ความสะอาดของอุปกรณ์และการดูแลผิวรอบเล็บ ด้วย

5. หนังรอบเล็บฉีกง่าย อาจเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิด

หากไม่ได้มีเพียงหนังฉีก แต่ยังพบว่า ผิวรอบเล็บแห้งมาก แดง คัน ลอก หรือเป็นซ้ำ ๆ อาจมีปัญหาผิวหนังร่วมด้วย เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบหรือผิวหนังอักเสบบริเวณมือ

กรณีนี้การทาครีมอย่างเดียวอาจช่วยได้ไม่เต็มที่ หากยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอยู่

หากอาการเป็นเรื้อรังหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม

6. หนังรอบเล็บฉีกแล้วบวม แดง หรือมีหนอง ต้องระวังการติดเชื้อ

จุดนี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียว

หากหลังจากหนังรอบเล็บฉีกแล้วพบว่า

  • บวม
  • แดง
  • ร้อน
  • ปวดหรือเต้นตุบ ๆ
  • มีหนอง
  • กดแล้วเจ็บมากขึ้น

อาจเป็นสัญญาณของ การอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณรอบเล็บ

ไม่ควรแกะ บีบ หรือเจาะแผลด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบแย่ลง

7. หนังฉีกง่ายไม่ได้แปลว่า “ขาดวิตามิน” เสมอไป

นี่เป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด

เมื่อเห็นหนังข้างเล็บฉีกบ่อย บางคนอาจรีบหาซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมมากิน เพราะคิดว่าเป็นสัญญาณว่าร่างกายขาดสารอาหาร

แต่ในความเป็นจริง หนังรอบเล็บฉีกง่ายไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าขาดวิตามินชนิดใด

สาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าคือผิวแห้ง การระคายเคือง การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง และการบาดเจ็บจากการทำเล็บ

หากสงสัยว่ามีภาวะขาดสารอาหารจริง ควรพิจารณาจากอาหารที่รับประทาน สุขภาพโดยรวม และอาการอื่น ๆ ร่วมกัน

เช็กตัวเองง่าย ๆ หนังรอบเล็บฉีกเพราะอะไร?

ก่อนจะกังวลว่าเป็นโรค ลองสังเกตตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้

  •  ช่วงนี้ล้างมือบ่อยหรือไม่?

หากต้องล้างมือบ่อยหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นประจำ ผิวรอบเล็บอาจแห้งและแตกง่ายขึ้น

  •  เพิ่งทำเล็บหรือตัดหนังรอบเล็บหรือไม่?

ถ้าเริ่มฉีกหลังทำเล็บ อาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือการบาดเจ็บบริเวณนั้น

  •  มีนิสัยกัดหรือแกะหนังหรือไม่?

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ และทำให้หนังฉีกซ้ำได้

  •  ผิวมือแห้งมากหรือเปล่า?

หากมือแห้ง ลอก และเป็นขุยร่วมด้วย การเพิ่มความชุ่มชื้นอาจช่วยลดปัญหาได้

  •  มีอาการบวม แดง หรือมีหนองหรือไม่?

หากมีอาการเหล่านี้ ต้องระวังการติดเชื้อและควรประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

หนังรอบเล็บฉีกแล้วควรทำอย่างไร?

หากเป็นเพียงหนังชิ้นเล็ก ๆ ที่ฉีกออกมาและยังไม่มีสัญญาณติดเชื้อ สามารถดูแลเบื้องต้นได้

อย่าดึงหนังออกด้วยมือ

หากมีส่วนของหนังที่ยื่นออกมาและรำคาญ ควรใช้กรรไกรหรือคีมตัดเล็บที่สะอาดตัดเฉพาะส่วนที่หลุดออกอย่างระมัดระวัง ไม่ควรตัดลึกเข้าไปในผิวที่ยังติดอยู่

จากนั้นรักษาความสะอาดและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณรอบเล็บเพื่อลดความแห้ง

5 วิธีป้องกันหนังรอบเล็บฉีกง่าย

1. ทาครีมหลังล้างมือ

อย่าดูแลเฉพาะเล็บ แต่ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ให้ทั่วมือและบริเวณรอบเล็บด้วย

2. ใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสสารทำความสะอาด

โดยเฉพาะเวลาล้างจานหรือทำความสะอาดบ้านเป็นเวลานาน

3. เลิกแกะหนังข้างเล็บ

หากเห็นหนังลอก อย่าดึง เพราะอาจทำให้เกิดแผลลึกกว่าเดิม

4. อย่าตัดหนังกำพร้าลึกเกินไป

การดูแลเล็บควรหลีกเลี่ยงการทำให้ผิวรอบเล็บได้รับบาดเจ็บ

5. ดูแลเล็บและมืออย่างสม่ำเสมอ

เล็บที่แข็งแรงควรดูแลควบคู่กับผิวหนังรอบเล็บ เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวข้องกันในการปกป้องปลายนิ้ว

หนังรอบเล็บฉีกแบบไหนควรพบแพทย์?

หนังฉีกเล็ก ๆ ครั้งคราวอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ควรพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น

หนังรอบเล็บบวม แดง ร้อน และปวดมากขึ้น

มีหนองหรือของเหลวไหลออกจากบริเวณรอบเล็บ

แผลไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย

เล็บเริ่มเปลี่ยนสี รูปร่าง หรือแยกออกจากผิว

มีผื่น คัน หรือลอกบริเวณมือและรอบเล็บอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรใส่ใจกับแผลบริเวณมือและเล็บเป็นพิเศษ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ

สรุป: หนังรอบเล็บฉีกง่าย อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นโรค

หนังรอบเล็บฉีกง่ายส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลังมีโรคร้าย สาเหตุใกล้ตัวอย่างผิวแห้ง การล้างมือบ่อย การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง รวมถึงการทำเล็บ ล้วนเป็นปัจจัยที่พบได้

สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียวคือ มีอาการบวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือการเปลี่ยนแปลงของเล็บร่วมด้วยหรือไม่

เพราะหนังที่ฉีกอาจเป็นแผลเล็ก ๆ แต่ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี ก็สามารถนำไปสู่การอักเสบหรือติดเชื้อได้

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เห็นหนังข้างเล็บฉีก อย่าเพิ่งดึงออกทันที ลองหยุดสังเกตสักนิดว่าเกิดจากผิวแห้ง พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่ การรู้สาเหตุและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้มือและเล็บสุขภาพดีได้ในระยะยาวค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คำศัพท์การตลาด ภาษาอังกฤษ และวิธีพรีเซนต์ ให้ผู้บริหารเข้าใจ (ฉบับวัยทำงาน) 

คำศัพท์การตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูล (Marketing & Data Analytics)

คำศัพท์การตลาดความหมายทางเทคนิควิธีอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ
1. Organic Trafficยอดเข้าชมเว็บไซต์จาก Search Engine โดยไม่ต้องเสียเงินยิงโฆษณา“Our recent technical optimization brought in more organic traffic, significantly lowering our overall customer acquisition costs.”
2. Engagement Rateอัตราส่วนผู้ใช้งานที่เข้ามาแล้วมีส่วนร่วมกับเว็บ (อ่าน, เลื่อนจอ, คลิก)“Instead of focusing on bounce rate, our high engagement rate proves that users find our content highly relevant.”
3. Conversion Rateสัดส่วนผู้ใช้งานที่ตัดสินใจทำตามเป้าหมาย (เช่น ซื้อสินค้า, กรอกฟอร์ม)“Improving page speed directly increased our conversion rate by preventing users from abandoning their carts.”
4. Search Intentจุดประสงค์ที่แท้จริงเบื้องหลังคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานค้นหา“By aligning our content with the user’s search intent, we are attracting higher-quality leads who are ready to purchase.”
5. Core Web Vitalsชุดมาตรวัดประสิทธิภาพและความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของ Google“Enhancing our Core Web Vitals is crucial because a smooth user experience directly impacts our search rankings.”
6. Crawlabilityความสามารถที่บอทของ Search Engine จะเข้ามาอ่านข้อมูลบนเว็บ“Improving the site architecture ensures better crawlability so Google can easily discover our new product pages.”
7. Indexabilityการที่หน้าเว็บถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลของ Search Engine“Resolving indexability issues in Search Console led to a 20% growth in overall site visibility.”
8. Keyword Trackingการติดตามอันดับคีย์เวิร์ดบนหน้าผลลัพธ์การค้นหา“Using tools like Semrush for keyword tracking allows us to monitor our market share against competitors.”
9. Generative Engine Optimization (GEO)การปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาผ่านเทคโนโลยี AI“Adapting to GEO ensures our brand remains visible and trustworthy as AI-driven search engines evolve.”
10. Prompt Engineeringการออกแบบคำสั่งเพื่อให้เครื่องมือ AI ทำงานได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุด“Effective prompt engineering accelerates our content creation process and data analysis workflow.”
11. Automated Reportingการสร้างรายงานผลอัตโนมัติด้วยเครื่องมือและ AI“Implementing automated reporting frees up the team to focus on strategic planning rather than manual data entry.”
12. Traffic Acquisitionแหล่งที่มาของการดึงดูดผู้ใช้งานเข้าสู่เว็บไซต์“Analyzing our traffic acquisition reports in GA4 helps us allocate our marketing budget more effectively.”
13. Key Eventsการกระทำสำคัญของผู้ใช้บนเว็บ (คำศัพท์ใหม่ใน GA4 ที่ใช้แทน Goals)“We configured form submissions as Key Events to precisely track our lead generation success.”
14. Bounce Rateอัตราการตีกลับเมื่อผู้ใช้เข้ามาแล้วออกไปทันทีโดยไม่ทำอะไรต่อ“A high bounce rate indicates that our landing page design might not match the ad copy.”
15. Attribution Modelโมเดลการให้เครดิตช่องทางต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดยอดขาย“Switching our attribution model gave us a clearer picture of the complete customer journey.”
16. Return on Investment (ROI)ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาจากการลงทุนทางการตลาด“To maximize our ROI, we need to focus on optimizing the high-converting landing pages first.”
17. Customer Acquisition Cost (CAC)ต้นทุนเฉลี่ยในการหาลูกค้าใหม่ 1 ราย“Building a strong SEO foundation fundamentally lowers our CAC over the long term.”
18. Call to Action (CTA)ปุ่มหรือข้อความที่กระตุ้นให้ผู้ใช้งานตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง“Placing a clear CTA above the fold significantly boosted our newsletter sign-ups.”
19. A/B Testingการทดสอบเปรียบเทียบชิ้นงานสองรูปแบบเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด“Running A/B testing on our meta titles improved our organic click-through rate by 15%.”
20. Backlinksลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ“Earning high-quality backlinks is essential for building our domain authority in this competitive niche.”

ประโยคภาษาอังกฤษสำหรับใช้ในห้องประชุม 

  • การเสนอแผนงาน : “To improve our organic visibility, I suggest we dedicate next month’s sprint to resolving technical SEO errors.” 
  • การอธิบายผลลัพธ์เชิงบวก : “The recent content refresh aligned perfectly with user search intent, resulting in a steady increase in Key Events.” 
  • การขอความร่วมมือหรืออนุมัติงบ : “Investing in advanced AI tools will allow us to scale our SEO strategies and conduct deeper technical audits.” 

ทำไม “ภาษาอังกฤษ” ถึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของนักการตลาด 

  • เปลี่ยนจากคนทำ Data เป็น Strategist: ตัวเลขสถิติจากการตั้งค่า GA4 จะมีมูลค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อคุณสามารถอธิบาย “What’s next?” ให้กับทีมบริหารฟังได้อย่างมั่นใจ 
  • เพิ่มอำนาจในการต่อรอง: การอธิบายความสำคัญของหน้าต่าง ๆ หรือแผนแคมเปญด้วยภาษาอังกฤษที่กระชับ ชัดเจน และเน้นผลลัพธ์ จะช่วยให้โปรเจกต์ของคุณได้รับการอนุมัติงบประมาณง่ายขึ้น 
  • ก้าวทันเทรนด์โลก: อัลกอริทึมและเครื่องมือ AI ทางการตลาดมีการอัปเดตทุกวัน การอ่านและฟังภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วช่วยให้คุณประยุกต์ใช้เทคนิคใหม่ ๆ ได้ก่อนใครโดยไม่ต้องรอพบบทความแปล 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


จีนปล่อยคาร์บอนลดลงในไตรมาส 2 ปี 2026 เหตุใช้น้ำมันลดลง

  • การปล่อยก๊าซคาร์บอนของจีนในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 1% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการใช้น้ำมันที่ลดลงอย่างมากถึง 9% ซึ่งเป็นผลจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
  • นับเป็นครั้งแรกที่การลดลงของการใช้น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนโดยรวมลดลง แม้ว่าการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
  • การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งสาธารณะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่งลดลง โดยการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนลดลง 1% ในไตรมาส 2 ปี 2026 เนื่องจากการบริโภคน้ำมันลดลงอย่างมาก ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่การใช้น้ำมันของจีนลดลงโดยรวม 9% และลดลง 16% ในภาคขนส่ง หลังเกิดการหยุดชะงักของอุปทานจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของจีนลดลง แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่การลดลงของการบริโภคน้ำมันมีส่วนทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมลดลง โดยในทุกกรณีก่อนหน้านี้ การบริโภคถ่านหินเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการลดลงดังกล่าว

ข้อค้นพบสำคัญอื่น ๆ ในไตรมาส 2 ปี 2026 

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งสาธารณะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต้องการใช้น้ำมันของจีน ทำให้ระดับการเดินทางเพิ่มขึ้น แม้การใช้เชื้อเพลิงจะลดลงอย่างมาก

ผลกระทบของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการใช้น้ำมันมีขนาดเกือบ 2 เท่าของที่คาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ปริมาณการใช้น้ำมันในจีนที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 สูงกว่าการใช้น้ำมันทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วง 6 เดือน

ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายขนาดของการลดลงของการใช้น้ำมัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นคำอธิบายอีกประการหนึ่ง

การลดทอนการผลิตของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ชะลอตัวลง

การเพิ่มขึ้นอย่างมากของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และตลาดไฟฟ้าที่เอื้อประโยชน์ต่อถ่านหินอย่างต่อเนื่อง จำกัดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่ถูกทดแทนด้วยกำลังการผลิตใหม่จากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

การเติบโตของการใช้ถ่านหินต่อปีสำหรับการผลิตสารเคมีชะลอลงเหลือ 8% จาก 15% ในปี 2025 และ 19% ในไตรมาสแรก

แผน 5 ปีด้านพลังงาน

ไตรมาส 2 ปี 2026 เป็นช่วงเวลาที่ผู้วางแผนนโยบายของจีนมีภารกิจจำนวนมาก โดยมีการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผน 5 ปีด้านพลังงานจำนวนมาก

แผนดังกล่าวระบุมาตรการใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการลดทอนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มเกณฑ์ในการอนุมัติโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ แต่มีการเพิ่มเป้าหมายเชิงปริมาณใหม่เพียงเล็กน้อย

หลังจากการเพิ่มขึ้น 2% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และการลดลง 1% ในไตรมาส 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในปี 2023-24

นอกจากนี้ จีนยังอยู่บนเส้นทางที่จะเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ และพลังน้ำได้เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในปีนี้ แม้การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่จะชะลอตัวลง

ทั้งนี้ จากแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อความต้องการใช้น้ำมัน การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของการผลิตสารเคมีจากถ่านหินที่ชะลอตัว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนอาจยังลดลงในปีนี้ แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเป็นการแข่งขันระหว่างการเติบโตของความต้องการพลังงานกับการเติบโตของพลังงานสะอาด ซึ่งทั้งสองด้านต่างชะลอตัวลงในปีนี้

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังทรงตัว

ขณะนี้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลและปูนซีเมนต์ของจีนอยู่ในภาวะทรงตัวมานานกว่า 2 ปี หลังจากแตะระดับสูงสุดในเดือนมีนาคม 2024

การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ Carbon Brief อธิบายแนวโน้มดังกล่าวว่าทรงตัวหรือลดลงซึ่งดำเนินต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2025 จากนั้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสแรกของปี 2026 อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกทิ้ง

การวิเคราะห์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า หลังจากนั้นเกิดการลดลงอีกครั้งในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนลดลง 1%  สิ่งที่น่าสังเกตคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนลดลงในไตรมาส 2 แม้การใช้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้น นับเป็นครั้งแรกที่การลดลงของการใช้น้ำมันมีมากเพียงพอที่จะผลักดันให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลดลง

การใช้น้ำมันร่วงหนัก ขณะที่ถ่านหินเพิ่มขึ้น

ภายใต้การลดลงโดยรวม 1% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนในไตรมาส 2 ปี 2026 มีแนวโน้มที่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายภาคส่วนและรายเชื้อเพลิง

การลดลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากที่สุดมาจากการบริโภคน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงเครื่องบิน ขณะที่การบริโภคน้ำมันในภาคอุตสาหกรรมก็ลดลงเช่นกัน 

ปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบลดลง 11% ในไตรมาส 2 แต่การลดลงบางส่วนถูกชดเชยด้วยการนำผลิตภัณฑ์น้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้ โดยยอดขายของ Sinopec ลดลง 9%

โดยรวมแล้ว จีนลดการนำเข้าน้ำมันลง 32% ในไตรมาส 2 ประเด็นสำคัญคือ การลดลงดังกล่าวเกิดจากการลดการบริโภคน้ำมันจริงมากเพียงใด และเกิดจากการนำสต็อกน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลของประเทศออกมาใช้มากเพียงใด

ข้อมูลที่รายงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า การบริโภคน้ำมันลดลง 3% ในช่วงครึ่งแรกของปี และลดลงประมาณ 9% ในไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่าการบริโภคที่ลดลงมีบทบาทอย่างมาก ขณะเดียวกันยังหมายความว่า 60% ของการลดลงของการนำเข้าเกิดจากการเปลี่ยนจากการสะสมสต็อกมาเป็นการนำสต็อกออกมาใช้

ภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาส 2 คือภาคไฟฟ้า โดยการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น 2.4% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลดลง 1.2% ทั้งที่กำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีก่อนหน้า การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าชะลอตัวลง

คำอธิบายสำหรับการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่นเดียวกับไตรมาสแรกของปี 2026 คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถูกทิ้ง เนื่องจากตลาดไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่สามารถปรับตัวให้รองรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนเพิ่มขึ้นได้

ในภาคส่วนอื่น ๆ การผลิตปูนซีเมนต์ลดลงจากปริมาณการก่อสร้างที่ลดลง โดยการลดลงเร่งตัวขึ้นเป็น 9% ในไตรมาส 2 จาก 8% ในไตรมาสแรก การผลิตเหล็กดิบลดลง 1% และการผลิตเหล็กดิบจากเตาถลุงลดลง 3% ในไตรมาส 2

การเติบโตของการใช้ถ่านหินสำหรับการผลิตสารเคมีชะลอลงในไตรมาส 2 ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อนหน้า

อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานแปรรูปถ่านหินที่ติดตั้งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วก่อนเกิดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันครั้งล่าสุด จึงไม่มีศักยภาพเหลือเพียงพอที่จะเพิ่มการผลิต แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้การผลิตสารเคมีจากถ่านหินมีความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น การผลิตสารเคมีจากน้ำมันยังคงเติบโต โดยการผลิตเอทิลีนเพิ่มขึ้น 17% ขณะที่การผลิตพลาสติกขั้นต้นทรงตัว

การใช้ถ่านหินเพื่อให้ความร้อนยังคงเพิ่มขึ้น โดยการใช้ถ่านหินในภาคส่วนนี้ในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการความร้อนในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากในช่วงเวลานี้ของปีมีความต้องการทำความร้อนในอาคารน้อย การเติบโตยังคงดำเนินต่อไปแม้รัฐบาลจะผลักดันนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างจริงจัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าวในการจัดการกับการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม

อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนการลดลงของการใช้น้ำมัน

การลดลงอย่างมากของความต้องการนำเข้าน้ำมันของจีนในช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาตลาดน้ำมันโลก

ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงเชิงโครงสร้างของความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่ง ซึ่งเกิดจากการใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิง Sinopec คาดการณ์ก่อนสงครามอิหร่านว่าการบริโภคน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินจะลดลง 6% และ 5% ในปีนี้ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายจริงลดลง 9% ในช่วงครึ่งแรกของปี

ระดับการขนส่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตชะลอตัวลง แต่ไม่ได้ลดลงอย่างแท้จริง จำนวนการเดินทางของผู้โดยสารข้ามภูมิภาคเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ขณะที่การเดินทางของผู้โดยสารในเขตเมืองเพิ่มขึ้น 2.9% ปริมาณการขนส่งสินค้าทางพาณิชย์เพิ่มขึ้น 2.4%

ข้อยกเว้นคือการเดินทางทางอากาศ ซึ่งจำนวนผู้โดยสารลดลง 7% ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หลังจากเพิ่มขึ้น 7% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้มีบทบาทค่อนข้างน้อยต่อการบริโภคน้ำมันในภาคขนส่งโดยรวมของจีน

ระดับการขนส่งที่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า รถไฟ ระบบขนส่งสาธารณะ และระบบขนส่งสะอาดรูปแบบอื่น ๆ มากกว่าการเดินทางที่ลดลง เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการใช้น้ำมัน

การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซเพียงแต่เร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านการขนส่งที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว

ยอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 77% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยยอดขายในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และส่วนแบ่งตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าเกิน 45% ของยอดขายใหม่ทั้งหมด

จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ณ สิ้นไตรมาสเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 12.1 ล้านคัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่เต็มรูปแบบ 8.1 ล้านคัน

การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น ปริมาณการชาร์จไฟเพิ่มขึ้น 60% ในไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่บนท้องถนนถูกนำมาใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ขณะที่ผู้ขับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดมีแนวโน้มเลือกใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันมากขึ้น

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นคือการใช้แท็กซี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงในภาคส่วนนี้ผลักดันให้ราคาลดลง ขณะเดียวกันการใช้รถยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

การใช้รถไฟใต้ดินและรถไฟที่เพิ่มขึ้นยังมีส่วนช่วยด้วย ปริมาณผู้โดยสารรถไฟเพิ่มขึ้น 5% ในช่วงครึ่งแรกของปี

ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลลดลงอย่างเด่นชัดในภาคก่อสร้างและเหมืองแร่ เครื่องจักรกลหนักในภาคส่วนเหล่านี้เหมาะสมอย่างมากกับการเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับการก่อสร้างก็ลดลงด้วย

จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการชาร์จที่รายงาน รถยนต์ไฟฟ้าช่วยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันประมาณ 19 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นเป็น 36 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน  ซึ่งสูงกว่าปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วง 6 เดือนอย่างมาก สิ่งที่น่าสังเกตคือ รถบรรทุกเป็นแหล่งที่มีการทดแทนการใช้น้ำมันเติบโตเร็วที่สุด โดยปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่หลีกเลี่ยงได้เพิ่มขึ้น 90% เมื่อเทียบกับปีก่อนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

การเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมันที่หลีกเลี่ยงได้จากรถยนต์ไฟฟ้าเท่ากับ 4.5% ของการนำเข้าน้ำมันของจีนในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 หากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและปริมาณการชาร์จยังคงเติบโตในอัตราเดียวกันในช่วงครึ่งหลังของปี การใช้น้ำมันที่หลีกเลี่ยงได้จะเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านตัน เทียบเท่ากับการบริโภคของเม็กซิโก

ขณะที่ประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้อยู่ที่ 35 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ 1.3% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของจีนในไตรมาส 2 หลังจากคำนึงถึงการปล่อยก๊าซจากการผลิตไฟฟ้าสำหรับการชาร์จรถยนต์แล้ว

แม้ว่าปริมาณน้ำมันที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจะมีนัยสำคัญและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเพิ่มขึ้นของน้ำมันที่ถูกทดแทนเมื่อเทียบกับปีก่อนยังคิดเป็นเพียงหนึ่งในสามของการลดลงของการบริโภคน้ำมันของจีนในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่การลดลงของการบริโภคน้ำมันคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการลดลงของการนำเข้า ส่วนที่เหลือเกิดจากการเปลี่ยนจากการสะสมสต็อกมาเป็นการนำสต็อกออกมาใช้ การเติบโตของผลผลิตในอุตสาหกรรมเคมีที่ชะลอตัว รวมถึงการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคและการปรับการดำเนินงานของภาคธุรกิจ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


6 อาหารไฟเบอร์สูงปรี๊ด “มากกว่าถั่ว” ทางเลือกใหม่ๆ ของคนอยากขับถ่ายดี!

เบื่อถั่วทำไงดี? เปิดพิกัด 6 อาหารไฟเบอร์สูงปรี๊ด ช่วยปรับสมดุลลำไส้ อิ่มนาน พุงยุบ

เมื่อพูดถึงอาหารไฟเบอร์สูง “ถั่ว” มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง และนั่นก็มีเหตุผลที่สมควร เพราะถั่วดำต้มสุกครึ่งถ้วยให้ใยอาหารสูงถึง 7.7 กรัม ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำยอดใยอาหารให้ครบตามที่ร่างกายต้องการ โดยปกติแล้วผู้หญิงควรได้รับไฟเบอร์อย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน ส่วนผู้ชายควรได้รับ 38 กรัมต่อวัน (หรือคิดง่ายๆ คือไฟเบอร์ 14 กรัมต่อทุกๆ 1,000 แคลอรีที่บริโภค)

แต่ถ้าคุณไม่ใช่สายชอบกินถั่วล่ะ? ไม่ต้องกังวลไป! ยังมีอาหารไฟเบอร์สูงอีกหลายชนิดที่ให้ใยอาหารต่อเสิร์ฟในปริมาณที่น่าทึ่ง ไม่แพ้หรืออาจจะมากกว่าถั่วด้วยซ้ำ เหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร โดยไม่ต้องง้อถั่วอีกต่อไป

เปิดพิกัด 6 อาหารไฟเบอร์สูงกว่าถั่ว อร่อย ทานง่าย ได้ประโยชน์แน่น

1. เมล็ดเชีย (Chia Seeds)

ปริมาณไฟเบอร์: 9.75 กรัม ต่อ 1 ออนซ์ (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)

แม้จะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่เมล็ดเชียกลับอุดมไปด้วยสารอาหารอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่ 2 ช้อนโต๊ะ ก็ให้ไฟเบอร์สูงถึง 9.75 กรัม แถมยังแน่นไปด้วยโอเมก้า 3 จากพืชและโปรตีน ช่วยให้อิ่มนาน บำรุงหัวใจ และลดการอักเสบในร่างกาย เมื่อดูดซับน้ำ เมล็ดเชียจะพองตัวมีลักษณะคล้ายเจล จึงเหมาะมากสำหรับใส่ในสมูทตี้ ข้าวโอ๊ต หรือพุดดิ้ง

*ทริกแนะนำ:* ลองผสมลงใน Overnight Oats ทาบนขนมปังเนยถั่ว หรือทำพุดดิ้งเบอร์รี่เมล็ดเชีย

2. อะโวคาโด (Avocado)

ปริมาณไฟเบอร์: 9.25 กรัม ต่อ 1 ผล (หรือประมาณ 5 กรัม ต่อครึ่งผล)

ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและไขมันดีบำรุงหัวใจ แต่อะโวคาโดก็มีปริมาณไฟเบอร์ที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน แถมยังนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายและง่ายดาย

*ทริกแนะนำ:* นำไปทำเป็นดิปปิ้ง น้าสลัด ทาบนขนมปังปิ้ง ใส่ในสมูทตี้ หรือหั่นเต๋าโรยหน้าสลัดเพื่อเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในมื้ออาหาร

3. ถั่วลันเตา (Green Peas)

ปริมาณไฟเบอร์: 8.8 กรัม ต่อ 1 ถ้วย (ต้มสุก)

การเพิ่มถั่วลันเตาลงในมื้ออาหารเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดในการเพิ่มไฟเบอร์ โดยถั่วลันเตาต้มสุก 1 ถ้วย ให้ไฟเบอร์มากกว่าถั่วดำครึ่งถ้วยเสียอีก แถมยังให้โปรตีนจากพืชสูงถึง 9 กรัม มีทั้งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยสนับสนุนแบคทีเรียชนิดดีและสร้างความหลากหลายให้กับไมโครไบโอมในลำไส้

*ทริกแนะนำ:* นำไปปั่นทำซอสเพสโต้รสหวานนุ่มนวล หรือปั่นรวมกับถั่วลูกไก่และสมุนไพรทำเป็นดิปปิ้งแสนอร่อย

4. อาร์ติโชก (Artichokes)

ปริมาณไฟเบอร์: 8.75 กรัม ต่อ 1 หัว

อาร์ติโชกเป็นหนึ่งในผักที่มีไฟเบอร์สูงที่สุด แต่กลับมักถูกมองข้าม ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับการเตรียมอาร์ติโชกสด เพราะการเลือกใช้อาร์ติโชกกระป๋องก็ช่วยให้คุณนำมาปรุงอาหารได้สะดวกและรวดเร็ว รสชาติกลมกล่อมเข้ากันได้ดีกับหลายเมนู

*ทริกแนะนำ:* หั่นแกนอาร์ติโชกโรยหน้าพิซซ่า ใส่ในชามธัญพืช (Grain Bowl) ผัดกับพาสต้า หรือนำไปอบเป็นเครื่องเคียงง่ายๆ

5. ราสเบอร์รี่ (Raspberries)

ปริมาณไฟเบอร์: 8 กรัม ต่อ 1 ถ้วย

ราสเบอร์รี่คือหนึ่งในผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงที่สุด มาพร้อมรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว นำไปทำได้ทั้งเมนูอาหารเช้าและของหวาน ไม่เพียงแต่มีไฟเบอร์สูงเท่านั้น แต่ยังแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของระบบประสาท

*ทริกแนะนำ:* โรยหน้าถ้วยโยเกิร์ต ทานเล่นเป็นของว่าง หรือนำราสเบอร์รี่สดไปเคี่ยวทำแยมโฮมเมด

6. ถั่วเลนทิล (Lentils)

ปริมาณไฟเบอร์: 7.8 กรัม ต่อ ½ ถ้วย (ต้มสุก)

ถั่วเลนทิลเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้ไฟเบอร์สูงมาก และข้อดีคือสุกเร็วกว่าถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่น จึงสะดวกในการมีติดตู้เย็นไว้ ถั่วเลนทิลต้มสุกเพียงครึ่งถ้วยให้ไฟเบอร์เกือบ 8 กรัม พร้อมโปรตีนและธาตุเหล็ก รสชาติที่หอมมันนุ่มนวลเข้ากันได้ดีกับเครื่องเทศและผักนานาชนิด

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ

ไฟเบอร์ไม่จำเป็นต้องมาจากถั่วเพียงอย่างเดียว ตั้งแต่เมล็ดเชีย ราสเบอร์รี่ ไปจนถึงถั่วลันเตาและอะโวคาโด มีทางเลือกแสนอร่อยมากมายที่จะช่วยเพิ่มไฟเบอร์ลงในจานของคุณ อาหารเหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่ไฟเบอร์สูงเท่านั้น แต่ยังปรับเปลี่ยนทำเมนูได้หลากหลาย เตรียมง่าย และอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม

การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใส่ถั่วเลนทิลลงในซุป หรือการใส่ถั่วลันเตาลงในพาสต้า สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับร่างกายได้ หัวใจสำคัญคือการเลือกอาหารไฟเบอร์สูงที่คุณชื่นชอบจริงๆ แล้วนำมาปรับใช้กับเมนูที่คุณรับประทานอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 9/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a67,950.0068,150.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,393.0066,597.8868,950.00
ทองรูปพรรณ 90%3,953.7059,938.09n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,514.4053,278.30n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,976.8529,969.05n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,537.5523,309.26n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,552.3369,013.32n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 9/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.0939.0939.5939.0939.0939.0939.0939.0939.09
แก๊สโซฮอล์ 9138.7238.7239.2238.7238.7238.7238.7238.7238.72
แก๊สโซฮอล์ E2034.0934.0934.2934.0934.0934.2934.0934.09
แก๊สโซฮอล์ E8530.0330.0330.03
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.8949.8447.79
เบนซิน 9548.0849.2648.5848.2348.08
ดีเซล39.8439.8439.8439.8439.8439.8439.8439.8439.84
ดีเซล B2034.8434.8434.8434.8434.8434.8434.8434.84
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.8050.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า