
ท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่มีผู้เล่นรายหนึ่งที่ยังรักษาผลประกอบการได้อย่างแข็งแกร่ง นั่นคือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ปีงบการเงิน 2568 บริษัทมีรายได้ 14,686 ล้านบาท และกำไร 1,455 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แม้อยู่ในช่วงที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทาย คำถามคือ อะไรทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายนี้ยังเติบโตได้ ท่ามกลางคลื่นเศรษฐกิจที่ถาโถม?
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการรวมกิจการกับโกลเด้นแลนด์ในปี 2562 ดีลนี้ไม่ได้เพิ่มเพียงขนาดธุรกิจ แต่ทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรแห่งแรกของไทย ที่มีสินทรัพย์กระจายอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
โครงสร้างดังกล่าวทำให้บริษัทไม่ได้พึ่งพารายได้จากตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดีกว่าผู้ประกอบการที่มีธุรกิจอยู่เพียงเซกเมนต์เดียวนี่คือหัวใจของกลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio ที่บริษัทใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในระยะยาว
เมื่อเจาะลึกลงไป เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย วางโครงสร้างธุรกิจไว้ถึง 6 แกนหลักฝั่งรายได้จากการขาย ประกอบด้วย
ส่วนฝั่งรายได้ประจำ ประกอบด้วย
การมีทั้งรายได้แบบขายครั้งเดียว และรายได้ประจำ ทำให้บริษัทมีสมดุลทางธุรกิจมากขึ้นในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว รายได้จากโรงงาน คลังสินค้า หรืออาคารสำนักงาน สามารถเข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการได้ขณะที่เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ธุรกิจที่อยู่อาศัยก็จะกลับมาเป็นแรงส่งสำคัญอีกครั้ง
หนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ปัจจุบันประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียน รวมถึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เฟรเซอร์สฯ จึงวางตัวเองเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่จัดหาที่ดิน พัฒนาโรงงาน ไปจนถึงคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้านวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยได้ครบในจุดเดียวและกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่สุดของการเติบโตในระยะต่อไป
อีกหนึ่งจุดแข็ง คือ พอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียมในย่านศูนย์กลางธุรกิจบริษัทมีโครงการมิกซ์ยูสและอาคารสำนักงานสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น One Bangkok, The PARQ, Park Ventures, Sathorn Square, FYI Center, Samyan Mitrtown และ Silom Edge
จุดเด่นของโมเดลมิกซ์ยูส คือ การผสานพื้นที่ทำงาน พื้นที่ค้าปลีก และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันยิ่งมีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ก็ยิ่งสร้างทราฟฟิกและมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งระบบนิเวศทางธุรกิจของโครงการ
สิ่งที่ทำให้เฟรเซอร์สฯ แตกต่างจากผู้เล่นหลายรายในตลาด คือ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีเครือข่ายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ออสเตรเลีย และยุโรป
ข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเงินทุน
แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และฐานลูกค้าระดับนานาชาติ ที่สามารถเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่ต้องการขยายธุรกิจในหลายประเทศพร้อมกันเฟรเซอร์สฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่ในประเทศไทย แต่กำลังก้าวสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระดับภูมิภาค
แม้เศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมมากกว่า 15,000 ล้านบาทในปี 2569แผนสำคัญประกอบด้วย
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทไม่ได้รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อนจึงค่อยลงทุน แต่กำลังใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคตในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญความท้าทาย ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจต้องพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นหลัก
แต่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เลือกสร้าง “ความแข็งแกร่งจากความหลากหลาย”ผ่านกลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio ที่กระจายความเสี่ยงไปยังหลายธุรกิจ หลายแหล่งรายได้ และหลายกลุ่มลูกค้าจนทำให้บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการได้ แม้เศรษฐกิจจะผันผวนและนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมเฟรเซอร์สฯ จึงยังสามารถเดินหน้าเติบโตได้ ในวันที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญคลื่นลมเศรษฐกิจลูกใหญ่
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 กำลังสะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ยังไม่สมดุล เมื่อฝั่งผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังการลงทุนและการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้นจากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้ตัวเลขอุปสงค์และอุปทานเคลื่อนไหวไปคนละทิศทาง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า ภาพรวมตลาดยังเผชิญภาวะชะลอตัวด้านอุปทาน โดยจำนวนโครงการและจำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความระมัดระวังของผู้พัฒนาโครงการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
อุปทานชะลอ ผู้ประกอบการยังระวังลงทุน
ในช่วง 3 เดือนแรกของปี มีโครงการที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินเพียง 21 โครงการ รวม 1,433 หน่วย ลดลง 30% ในแง่จำนวนโครงการ และลดลง 45.5% ในแง่จำนวนหน่วย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 30 โครงการ จำนวน 2,629 หน่วย
จังหวัดชลบุรียังคงเป็นพื้นที่หลักของการพัฒนาโครงการใหม่ โดยมีใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด 844 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 59% ของทั้งพื้นที่ EEC แม้จะลดลงร้อยละ 36 จากปีก่อน รองลงมาคือจังหวัดระยอง 323 หน่วย ลดลง 66.5% และจังหวัดฉะเชิงเทรา 266 หน่วย ลดลง 23.3%
ก่อสร้างแนวราบยังเดินหน้า แต่คอนโดใหม่หายไป
แม้การจัดสรรที่ดินจะหดตัว แต่ข้อมูลการออกใบอนุญาตก่อสร้างกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป โดยในไตรมาสแรกมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยรวม 6,116 หน่วย เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ขณะที่ไม่พบการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดแม้แต่โครงการเดียว
ชลบุรียังครองอันดับหนึ่งด้านการก่อสร้างใหม่ด้วยจำนวน 3,398 หน่วย หรือคิดเป็นกว่าครึ่งของทั้งพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้น 3.6% รองลงมาคือระยอง 1,729 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.2% และฉะเชิงเทรา 989 หน่วย เพิ่มขึ้น 18.9% โดยบ้านเดี่ยวยังคงเป็นประเภทที่อยู่อาศัยหลักที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดในทุกจังหวัด
การหายไปของการก่อสร้างคอนโดมิเนียมใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของผู้ประกอบการต่อกำลังซื้อในตลาดอาคารชุด ขณะที่ตลาดบ้านแนวราบยังได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนใน EEC
ยอดโอนฟื้นชัด รับแรงหนุนมาตรการรัฐ
ด้านอุปสงค์กลับส่งสัญญาณเชิงบวกชัดเจน โดยไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวม 10,644 หน่วย มูลค่า 25,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% ในด้านจำนวนหน่วย และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดมาจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์กำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ทุกระดับราคา ซึ่งช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อและการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้บริโภค
เมื่อจำแนกรายจังหวัด พบว่า ชลบุรียังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ EEC โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ 7,078 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.9% คิดเป็นมูลค่า 17,418 ล้านบาท แม้มูลค่าจะลดลงเล็กน้อย 0.2% จากปีก่อนก็ตาม โดยในจำนวนนี้มีการโอนคอนโดมิเนียมสูงถึง 2,959 หน่วย มูลค่า 6,595 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของชลบุรีในฐานะตลาดที่อยู่อาศัยและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก
ส่วนจังหวัดระยองมีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยจำนวนการโอนเพิ่มขึ้น 24% สู่ระดับ 2,691 หน่วย และมูลค่าเพิ่มขึ้น 25.2% เป็น 5,745 ล้านบาท ขณะที่ฉะเชิงเทรามีการโอน 875 หน่วย มูลค่า 1,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% และ 19% ตามลำดับ
ทิศทางครึ่งปีหลังขึ้นกับมาตรการและการลงทุน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ EEC ในช่วงต้นปี 2569 กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการยังคงใช้ความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่และควบคุมอุปทานเข้าสู่ตลาด ขณะที่กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐและความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC
ในระยะต่อจากนี้ ทิศทางตลาดจะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนภาครัฐ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และความสามารถในการดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่พื้นที่ EEC ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยภาคตะวันออกในช่วงครึ่งปีหลังอย่างมีนัยสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.42 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการทยอยอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (และมีส่วนหนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนพฤษภาคม ของสหรัฐฯ ออกมา +4.1%y/y ตามคาด (ขณะที่ โมเมนตัมรายเดือน +0.4%m/m น้อยกว่าคาดเล็กน้อย) เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE +3.4%y/y ตามคาด (+0.3%m/m ตามคาด) ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 35% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลง และเงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังเงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Apple -6.1% เผชิญแรงขายต่อเนื่อง อีกทั้ง ราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จากรายงานข่าวเรือขนส่งสินค้าถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบ Hormuz
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทยังไม่หมดไป แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ปรับลดมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการประเมินของเราต่อรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการเห็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่มักจะรายงานในช่วงกลางเดือน ก่อน (อาจจะ 2 ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI) จึงจะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในระยะข้างหน้า หากตลาดเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม พร้อมกดดันเงินบาทรวมถึง ราคาทองคำ ดังจะเห็นได้จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ที่มีข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้าแถวช่องแคบ Hormuz ได้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท
ทั้งนี้ เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นชัดเจน จนเร่งการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ (เช่น ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง) การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ เรามองว่า แม้รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่ง ดีกว่าคาด จะช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้น Semiconductor ทว่า แรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ยังคงมีอยู่ และอาจกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินได้ในช่วงระยะสั้น ทำให้ เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ในช่วงตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ในกรณีนี้ เรามองว่า หากแรงเทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก กลับมาอีกครั้ง และรุนแรงมาก อาจต้องจับตาทั้ง การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงเทขายเพิ่มเติมเช่นกัน รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่แม้จะถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว และแรง ได้ไม่ยาก
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Semiconductor อย่าง Micron +15.7% หลัง Micron รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาด กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ข่าวการปรับเพิ่มราคาสินค้าของ Apple -6.1% จากต้นทุน RAM ที่สูงขึ้นมาก ตามกระแส AI Boom ได้สร้างแรงกดดันต่อ Apple และบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังได้กดดันบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.01% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.46%
ฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.80% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +2.6% ตอบรับผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการเติบโตที่สดใสของหุ้นกลุ่ม Semiconductor นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้อานิสงส์เพิ่มเติมจากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย และยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับ 4.40% แม้จะมีจังหวะปรับตัวลดลง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้างของผู้เล่นในตลาด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ชะลอการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบอนด์ยีลด์ ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กอปรกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้น หลังมีข่าวเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีแถวช่องแคบ Hormuz ได้ช่วยพยุงและหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อยสู่โซน 101.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.3-101.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด หนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง (และหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบ) ได้กดดันและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เปิดสถิติพบกัน 5 นัดหลังสุด ทีมชาติญี่ปุ่น VS ทีมชาติบราซิล ก่อนดวลเดือด ลูกหนังโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย วันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 00:00 น.
2025 ญี่ปุ่น 3-2 บราซิล (Kirin Challenge Cup)
2022 ญี่ปุ่น 0-1 บราซิล (Kirin Challenge Cup)
2017 ญี่ปุ่น 1-3 บราซิล (International Friendly)
2014 ญี่ปุ่น 0-4 บราซิล (International Friendly)
2013 บราซิล 3-0 ญี่ปุ่น (FIFA Confederations Cup)
สำหรับทีมชาติญี่ปุ่น ผ่านเข้ารอบมาในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่มเอฟ ส่วน ทีมชาติบราซิล แชมป์กลุ่มซี

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th

หลายคนให้ความสำคัญกับตัวเลขบนตาชั่ง ระดับไขมันในร่างกาย หรือค่าความดันโลหิต เพื่อประเมินสุขภาพของตัวเอง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์กลับเริ่มหันมาสนใจตัวชี้วัดที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ “แรงบีบมือ” (Grip Strength)
แม้จะเป็นเพียงการออกแรงกำมือไม่กี่วินาที แต่ความแข็งแรงของแรงบีบมือสามารถสะท้อนความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ความพิการ การเสื่อมของสมอง และแม้กระทั่งโอกาสในการมีอายุยืนได้อย่างน่าทึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับเรียกแรงบีบมือว่าเป็น “สัญญาณชีพเชิงการทำงาน” (Functional Vital Sign) เพราะเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนการทำงานร่วมกันของหลายระบบในร่างกาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด ไปจนถึงกระบวนการชราภาพ
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า เหตุใดการกำมือจึงสามารถสะท้อนสุขภาพโดยรวมและโอกาสในการมีอายุยืน พร้อมวิธีเพิ่มแรงบีบมือและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดีในระยะยาว
แรงบีบมือวัดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hand Dynamometer ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที โดยผู้ทดสอบออกแรงบีบให้มากที่สุด ก่อนนำค่าที่ได้ไปประเมินร่วมกับอายุและเพศ
แม้จะดูเหมือนเป็นการวัดกำลังของมือเพียงอย่างเดียว แต่เบื้องหลังการกำมือหนึ่งครั้งนั้น ร่างกายต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และระบบประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อหลายพันหน่วยพร้อมกัน
พีต โรห์เลเดอร์ (Pete Rohleder) นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวจาก Kansas State University กล่าวว่า แรงบีบมือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาวที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะสะท้อนผลรวมของการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การฟื้นฟูร่างกาย และพฤติกรรมสุขภาพที่สะสมมาตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้นหรือขาดการเคลื่อนไหว มวลกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงและถูกแทนที่ด้วยไขมัน เกิดเป็นภาวะ Sarcopenia หรือภาวะกล้ามเนื้อพร่อง ซึ่งส่งผลให้แรงบีบมือลดลงตามไปด้วย
อาร์เดชีร์ ฮัชมิ (Ardeshir Hashmi) ผู้อำนวยการ Center for Geriatric Medicine แห่ง Cleveland Clinic ระบุว่า แรงบีบมือจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของคุณภาพกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะบริเวณมือเท่านั้น
นอกจากนี้ กล้ามเนื้อยังต้องพึ่งพาการไหลเวียนเลือด การส่งออกซิเจน และความไวต่ออินซูลินที่ดี จึงทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับสุขภาพของระบบเผาผลาญและระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย
หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดคือโครงการ Prospective Urban Rural Epidemiology (PURE Study) ซึ่งติดตามประชากรมากกว่า 140,000 คน ใน 17 ประเทศ
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ รวมถึงโรคหัวใจและมะเร็งสูงกว่า และที่น่าสนใจคือ แรงบีบมือสามารถทำนายความเสี่ยงดังกล่าวได้แม่นยำกว่าค่าความดันโลหิตเสียอีก
นักวิจัยอธิบายว่า แรงบีบมือสะท้อนสุขภาพของหลอดเลือด ระบบประสาทอัตโนมัติ สมรรถภาพหัวใจและปอด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน การอักเสบในร่างกาย และการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ดาร์ริล ลีออง (Darryl Leong) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แรงบีบมือเปรียบเสมือน “ผลรวมของสุขภาพ” เพราะได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรม การออกกำลังกาย โรคประจำตัว และวิถีชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างจากค่าดัชนีมวลกายหรือความดันโลหิตที่สะท้อนเพียงบางด้านของสุขภาพ
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับ “อายุชีวภาพ” (Biological Age) มากกว่าอายุจริงเพราะสะท้อนระดับความเสื่อมของร่างกายได้แม่นยำกว่า
งานวิจัยในปี 2023 พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีแนวโน้มที่จะมี DNA Methylation Age หรืออายุชีวภาพสูงกว่าอายุจริง ขณะที่ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมักมีอายุชีวภาพต่ำกว่า
มาร์ก ปีเตอร์สัน (Mark Peterson) รองศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจาก University of Michigan กล่าวว่า คนที่แข็งแรงกว่ามักมีร่างกายที่แก่ช้ากว่าในระดับชีววิทยา สะท้อนว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการชะลอวัย
อีกเหตุผลที่ทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับอายุยืน คือความสามารถในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย
กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญ สนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายรับมือกับความเครียดทางสรีรวิทยาได้ดีขึ้น
หากเส้นเอ็น ข้อต่อ และกล้ามเนื้อเริ่มเสื่อมจนแรงบีบมือลดลง ก็อาจสะท้อนภาวะเปราะบาง ที่ทำให้ร่างกายมีความสามารถในการรับมือกับโรคลดลงตามไปด้วย
แรงบีบมือยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ
งานวิจัยพบว่า ผู้ที่แรงบีบมือน้อยมีความเสี่ยงหกล้ม กระดูกหัก และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลสูงขึ้น เนื่องจากมักมีความหนาแน่นของกระดูกต่ำและสมรรถภาพร่างกายโดยรวมลดลง
ขณะเดียวกัน ผู้ที่แรงบีบมืออ่อนแอมักเดินช้าลง ขึ้นลงบันไดลำบาก และทำกิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ยาก ส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตนเองเร็วกว่าปกติ
งานวิจัยที่ติดตามผู้ใหญ่มากกว่า 40,000 คน พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมือแข็งแรงมักมีโครงสร้างสมองที่ดีกว่า และมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลต่ำกว่า
นักวิจัยจึงมองว่า แรงบีบมือที่ลดลงอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของภาวะเปราะบางที่เร่งการเสื่อมของสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในผู้ที่เริ่มมีปัญหาด้านการรับรู้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การบีบลูกบอลยางหรืออุปกรณ์บริหารมือเป็นประจำสามารถช่วยเพิ่มแรงบีบมือได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “ความสม่ำเสมอ” อย่างไรก็ตาม การฝึกเฉพาะมือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะแรงบีบมือเป็นเพียงตัวแทนของความแข็งแรงทั้งร่างกาย
แนวทางที่ได้ผลดีที่สุดคือ การออกกำลังกายแบบแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนัก ดึง แบก ถือ หรือฝึกการทรงตัว ซึ่งช่วยพัฒนากล้ามเนื้อของแขน ขา แกนกลางลำตัว และระบบหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมกัน
ด้านโภชนาการก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน งานวิจัยจำนวนมากพบว่า การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอช่วยซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ ส่งผลให้แรงบีบมือดีขึ้นในระยะยาว
ในชีวิตประจำวัน การถือถุงของแทนการใช้รถเข็น ยกสัมภาระแทนการลาก หรือทำงานบ้านและทำสวน ล้วนเป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยสร้าง “ความแข็งแรงที่ใช้งานได้จริง”
ทุกวันนี้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับ Healthy Longevity มากขึ้น การมีชีวิตยืนยาวไม่ได้วัดจากรูปร่างผอมเพรียวหรือกล้ามเนื้อที่สวยงามเท่านั้น แต่คือการรักษาความแข็งแรงของร่างกายเอาไว้ให้นานที่สุด การกำมือได้อย่างมั่นคงในวันนี้ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่า ร่างกายของเรายังมีศักยภาพที่จะเคลื่อนไหว ฟื้นตัว และใช้ชีวิตอย่างอิสระไปได้อีกหลายสิบปี
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ในปัจจุบันองค์กรชั้นนำและสายการบินระดับโลกเริ่มปรับเกณฑ์การคัดเลือกใหม่ โดยให้น้ำหนักกับคะแนน TOEIC Writing มากขึ้นเพื่อวัดความสามารถในการสื่อสารที่แท้จริงประกอบกับเทรนด์การทำงานแบบ Hybrid Work ที่ต้องพึ่งพาการเขียนอีเมลและรายงานเป็นหลักทำให้ทักษะการเรียบเรียง Essay กลายเป็นดัชนีชี้วัดความมืออาชีพและเป็นตัวตัดสินฐานเงินเดือนในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน
การติดตามข่าวจาก สำนักข่าว Reuters, Bloomberg หรือ The Economist คือกุญแจสำคัญในการฝึกเขียน Essay แนวธุรกิจ เพราะคุณจะได้เห็นการเลือกใช้ศัพท์ระดับสูงและโครงสร้างประโยคเชิงวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ซึ่งตรงกับเกณฑ์การให้คะแนนของ TOEIC Writing ที่เน้นการสื่อสารในบริบทการทำงานที่เป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ
แหล่งข่าวอย่าง BBC World News หรือ CNN มักนำเสนอประเด็นความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น นวัตกรรม AI, การทำงานทางไกล (Remote Work) หรือเศรษฐกิจดิจิทัล การฝึกสรุปเนื้อหาจากการ อ่านข่าวภาษาอังกฤษ จากเทรนด์เหล่านี้จะช่วยให้คุณมี “วัตถุดิบ” ในการยกตัวอย่างประกอบใน Essay ได้อย่างทันสมัย ช่วยให้งานเขียนของคุณดูมีวิสัยทัศน์และมีน้ำหนักในการให้เหตุผลสนับสนุนมากขึ้น
การอ่านบทความวิพากษ์สังคมจาก The Guardian หรือ The New York Times จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับการใช้ภาษาเชิงโต้แย้ง (Argumentative Language) และการแสดงทัศนคติอย่างเป็นระบบซึ่งจำเป็นมากสำหรับข้อสอบ Opinion Essay โดยคุณจะได้รับรู้ถึงวิธีการเชื่อมโยงประเด็นทางสังคมเข้ากับเหตุผลเชิงตรรกะเพื่อโน้มน้าวใจผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล
ฝึกวางโครงสร้าง Intro, Body และ Conclusion ภายใน 3-5 นาทีแรกให้ได้ โดยเน้นการจัดลำดับความคิดให้เป็นระเบียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นหลักได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาวกวน
ใช้คำศัพท์ระดับทางการ เช่น การใช้ “Furthermore” แทน “And” หรือ “In my perspective” แทน “I think” การจดบันทึกสำลักคำศัพท์จากข่าวมาประยุกต์ใช้จะช่วยอัปเกรดให้ Essay ของคุณดูมีความเป็นมืออาชีพและน่าประทับใจยิ่งขึ้น
มาตรฐานของ Essay ที่ดีและครอบคลุมเนื้อหาในระดับคะแนนสูงควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 300 คำ การฝึกเขียนเป็นประจำจะช่วยให้คุณมีทักษะในการขยายความและการยกตัวอย่างประกอบที่ชัดเจน จนสามารถเขียนให้ถึงเป้าหมายได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีครูส่วนตัวเพียงแค่ใช้เครื่องมือ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แกรมม่าและขอคำแนะนำในการปรับสำนวน (Paraphrasing) ให้ดูสละสลวยขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองแบบ Real-time และเรียนรู้โครงสร้างประโยคที่ถูกต้องไปในตัว
การเขียนที่ดีเกิดจากการขัดเกลาซ้ำๆ คุณควรนำ Essay ที่ AI ตรวจแล้วกลับมาเขียนใหม่โดยพยายามไม่ให้ผิดพลาดในจุดเดิมอีก โดยเฉพาะเรื่อง Subject-Verb Agreement หรือการใช้ Tense ให้ถูกบริบท ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เข้าสอบมักจะถูกหักคะแนนโดยไม่รู้ตัว
แกรมม่าที่ถูกต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การสื่อสารที่ชัดเจนและการตอบโจทย์ให้ครบทุกประเด็นมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากคุณสามารถเรียบเรียงความคิดให้เป็นตรรกะและใช้คำศัพท์ได้เหมาะสมกับบริบท แม้จะมีจุดผิดเล็กน้อยก็ยังมีโอกาสคว้าคะแนนสูงได้
Essay ทั่วไปอาจเน้นความคิดสร้างสรรค์หรือภาษาที่สวยงาม แต่ใน TOEIC Writing จะเน้นความกระชับ ตรงประเด็นและความเป็นมืออาชีพในเชิงธุรกิจเป็นหลักดังนั้นการฝึกเขียนจึงควรโฟกัสไปที่การเสนอทางออกของปัญหาหรือการแสดงทัศนคติที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ในที่ทำงาน
ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website

‘TOP’ ร่วมมือ พพ. สานต่อโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษา โดยในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 11 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งใหม่รวม 146 กิโลวัตต์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า TOP ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ห่างไกล พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2561 ไทยออยล์ได้ส่งต่อพลังงานทดแทนสู่สังคม ผ่านโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ
โดยนำความรู้และประสบการณ์ ของทีมวิศวกรไทยออยล์ไปสำรวจและออกแบบติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลและโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงถ่ายทอดทักษะการดูแลรักษาระบบให้กับบุคลากรในพื้นที่ รวมแล้วกว่า 24 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 492.48 กิโลวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ในปี 2569 นี้ ไทยออยล์ มีเป้าหมายที่จะขยายการติดตั้งเพิ่มอีก 11 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 146 กิโลวัตต์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดชลบุรี
การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ พพ. ในวันนี้ สะท้อนถึงการผสานพลังและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขยายผลและยกระดับการเข้าถึงพลังงานทดแทน ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างยั่งยืนร่วมกัน
“ไทยออยล์ ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการลด การชดเชย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ” นายพงษ์พันธุ์กล่าว

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า TOP และ พพ. จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการดูแลรักษาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เบื้องต้นให้กับบุคลากรในพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลการบริหารจัดการพลังงานที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
โดยกรอบความร่วมมือนี้จะครอบคลุมการคัดเลือกโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข และโรงเรียนของรัฐที่มีความจำเป็น โดย พพ. จะสนับสนุนด้านวิชาการ ข้อมูลพื้นฐาน และหลักเกณฑ์ทางวิศวกรรม ขณะที่ไทยออยล์จะเสริมทัพด้านทรัพยากร เทคโนโลยี และการออกแบบติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย พร้อมถ่ายทอดทักษะการดูแลรักษาระบบให้กับบุคลากรและชุมชนในพื้นที่
ไทยออยล์ และ พพ. เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในครั้งนี้ จะเป็นโมเดลต้นแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นแบบอย่างความร่วมมือที่ดีต่อไปในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นอกจากการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว การเลือกรับประทานผักก็เป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจึงมัดรวมคำตอบของคำถามยอดฮิต “กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค” กับ 5 ผักพิวรีนต่ำและมีฤทธิ์ช่วยขับกรดยูริกอย่างสะดวกและรวดเร็วมาฝาก
แตงกวาเป็นหนึ่งในคำตอบแรกๆ ของคำถามที่ว่ากินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค เพราะแตงกวามีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงมากถึง 95% และมีพิวรีนต่ำมาก การทานแตงกวาจะช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะตามธรรมชาติ ช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและเร่งขับกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม
กะหล่ำปลีเป็นผักใบเขียว-ขาวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง วิตามินซีสูง และที่สำคัญคือมีปริมาณพิวรีนที่ต่ำมาก การรับประทานกะหล่ำปลี (แนะนำให้ทานแบบสุกหรือลวก) จะช่วยบาลานซ์ระบบขับถ่ายและไม่สร้างภาระให้ไตในการย่อยสลายสารพิวรีนเพิ่มขึ้น
ฟักเขียวมีสรรพคุณทางยาจีนคือมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และเด่นมากในเรื่องของการขับปัสสาวะ เมนูต้มจืดฟักร้อนๆ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย ทำให้กรดยูริกในกระแสเลือดเจือจางลง และถูกขับออกทางปัสสาวะได้ง่ายยิ่งขึ้น
มะเขือเทศมีคุณสมบัติพิเศษคือช่วยลดความเป็นกรดในกระแสเลือด และช่วยปรับสมดุลความเป็นด่างให้กับร่างกาย นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและไลโคปีน ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดและป้องกันการกำเริบของโรคเกาต์ได้
เซเลรีเป็นผักยอดฮิตของสายดีท็อกซ์ เนื่องจากมีสารลูทีโอลิน (Luteolin) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตกรดยูริกในร่างกาย (คล้ายกับกลไกของยาบางชนิด) และช่วยลดการอักเสบตามข้อต่อ การดื่มน้ำเซเลรีสกัดเย็นหรือนำไปผัดอาหารจะช่วยควบคุมระดับยูริกได้ดี
ทิ้งท้าย กินผักอะไรช่วยลดกรดยูริค การหันมาเพิ่มแตงกวา ฟักเขียว เข้าไปในมื้ออาหาร ควบคู่กับการดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร จะเป็นตัวช่วยธรรมชาติที่เร่งกระบวนการขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ดีที่สุด เพื่อสุขภาพข้อต่อที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงโรคเกาต์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,200.00 | 63,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,085.00 | 61,928.60 | 64,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,676.50 | 55,735.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,268.00 | 49,542.88 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,838.25 | 27,867.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,429.75 | 21,675.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,233.16 | 64,174.71 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.05 | 38.05 | 38.55 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 | 38.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.68 | 37.68 | 38.18 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 | 37.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.05 | 33.05 | 33.55 | 33.05 | – | 33.05 | 33.05 | 33.05 | 33.05 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.99 | 28.99 | – | – | – | – | – | – | 28.99 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.64 | – | – | 53.41 | – | 48.14 | 47.79 | – | 47.64 |
| ดีเซล | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 |
| ดีเซล B20 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 54.25 | 49.84 | 54.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ อสังหาริมทรัพย์ไทยเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากตลาดที่เคยแข่งขันกันด้วยราคา สู่การสร้างสินทรัพย์ระดับโกลบอลที่ตอบโจทย์คนทั่วโลก
ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วมและหัวหน้าฝ่ายบริหาร บริษัท ซีจี แคปปิตอล แอดไวซอรี่ จำกัด หรือ CG Capital ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ฉายภาพว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจต้องเผชิญความผันผวนรอบด้าน ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยสูง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายภูมิภาค
บรรยากาศเช่นนี้ หลายคนตั้งคำถามว่า ประเทศไทยยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่?
สำหรับ “ภูมิ” คำตอบยังคงชัดเจน “ไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค หากมองผ่านเลนส์การลงทุนระยะยาว! เพราะขณะที่หลายประเทศแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี หรือ ขนาดเศรษฐกิจ ไทยกลับมีสิ่งที่เลียนแบบได้ยาก นั่นคือ เสน่ห์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นมิตร อาหาร การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก
นี่คือเหตุผลที่แม้โลกจะเผชิญแรงสั่นสะเทือนมากเพียงใด แต่ชาวต่างชาติยังคงเลือกเดินทางมาเยือนไทย และจำนวนไม่น้อยมองการอยู่อาศัยระยะยาว หรือ “บ้านหลังที่สอง” ในประเทศนี้
ตลาดอสังหาฯ ลักชัวรีไทย กำลังเกิดปรากฏการณ์ Global Wealth Migration หรือการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งข้ามพรมแดนที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูล Henley & Partners ระบุว่า เศรษฐีระดับ High-Net-Worth Individuals (HNWI) ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 51,000 คนในปี 2556 เป็นกว่า 142,000 คนในปี 2568 หรือเติบโตถึง 178% ภายในระยะเวลา 12 ปี
ขณะที่ นโยบายภาครัฐ ทั้งการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และวีซ่าระยะยาว (LTR Visa) เป็นแรงหนุนสำคัญช่วยดึงดูดนักลงทุนและพลเมืองโลกผู้มั่งคั่ง เข้ามาพำนักและลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับ CG Capital นี่ไม่ใช่เพียงโอกาสทางธุรกิจ แต่คือสัญญาณว่ากรุงเทพฯ กำลังก้าวขึ้นเป็น “World Destination” เต็มรูปแบบและนั่นคือโอกาสใหม่ของดีเวลลอปเปอร์
สะท้อนภาพได้ชัดเจน จาก Inter Continental Residences Bangkok Asoke มูลค่า 5,500 ล้านบาท หนึ่งในโครงการอาคารสูงที่เปิดตัวในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความกังวลและความผันผวน! แต่ผลลัพธ์สวนทาง ภายใน 6 เดือนสร้างยอดขายกว่า 60% จาก 88 ยูนิต คาดสิ้นปีนี้จะปิดการขายทยอยโอนใน 3 ปีข้างหน้า ราวปี 2572
ภูมิ อธิบายว่า มี 3 องค์ประกอบหลัก เริ่มจาก “ทำเล” โครงการตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อได้ทั้งถนนสุขุมวิทและรัชดาภิเษก สอง “พลังของแบรนด์” Intercontinental เป็นแบรนด์โรงแรมระดับโลกได้การยอมรับในมาตรฐานบริการและคุณภาพสินค้า ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นตั้งแต่วันแรก สุดท้าย “ความคุ้มค่า” โครงการลักชัวรีใหม่หลายแห่งเปิดขาย 500,000-600,000 บาทต่อตารางเมตร แต่โครงการนี้อยู่ในระดับ 300,000 บาทต้นๆ แต่ได้พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่กว่า จึงตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนในเวลาเดียวกัน
เบื้องหลังแนวคิดพัฒนาโครงการ ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงอาคารสวยงาม แต่ต้องการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยของกรุงเทพฯ เทียบเท่าเมืองชั้นนำของโลก แนวคิด “World Class Product for Global Citizen” ถูกนำมาใช้เป็นแกนหลักในการดีไซน์ ควบคู่การศึกษาโครงการระดับพรีเมียมในมหานครสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก โตเกียว หรือ เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอื่นๆ
ในอดีต การตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ระดับบนอาจพิจารณาจากทำเล คุณภาพโครงการเป็นหลัก แต่วันนี้ “แบรนด์” เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่าง Branded Residences จึงเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตเร็วสุดกลุ่มหนึ่งของตลาดอสังหาฯ ลักชัวรีโลก
อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ คือ โครงสร้างลูกค้า ปัจจุบันสัดส่วนผู้ซื้อเป็นชาวไทย 50% ต่างชาติ 50% ตัวเลขสะท้อนว่าไทยได้รับความสนใจจากผู้ซื้อทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัยระยะยาวในประเทศที่มีความมั่นคง ปลอดภัย ค่าครองชีพสมเหตุสมผล และมีคุณภาพชีวิตที่ดี หลายคนมองไทยในฐานะ “บ้านหลังที่สอง” หรือ “บ้านหลังที่สาม” ปรากฏการณ์นี้กำลังเปลี่ยนสถานะของไทยจากเมืองท่องเที่ยว สู่จุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตระดับโลก
บทบาทของ CG Capital ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาอสังหาฯ แต่ทำหน้าที่ค้นหาโอกาสการลงทุนใหม่ให้ “กลุ่มเซ็นทรัล” ด้วยแนวคิด Opportunistic Investment หรือมองโอกาสที่ตลาดยังมองไม่เห็น กองทุนแรกของบริษัทมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท มุ่งลงทุนในอสังหาฯ และ Hospitality เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น CG Capital เลือกเดินเกมด้วยแนวคิด “Right Brand, Right Partners, Right Product” อาทิ การจับมือกับ InterContinental แบรนด์โรงแรมลักชัวรีระดับโลกเครือ IHG ซึ่งมีฐานลูกค้ากลุ่ม Global Citizen กระจายอยู่ทั่วโลก
CG Capital ยังเตรียมเปิดโครงการใหม่ในภูเก็ตเพิ่มภายในสิ้นปีนี้ที่หาดลายัน เป็น Branded Residences ในรูปแบบของคอนโดและวิลล่า ควบคู่โรงแรมระดับลักชัวรี เน้นความเงียบสงบ ขณะที่โครงการแรกในภูเก็ต เดอะ สแตนดารด์ เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา มูลค่า 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันขายได้แล้วกว่า 85% กำหนดโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ้นปีนี้
หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของ CG Capital คือแนวคิด “Highest and Best Use” หรือการเลือกใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดมูลค่าสูงสุด ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เลือกพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดกับศักยภาพของที่ดินแต่ละแปลง ด้วยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงการ แต่คือการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับลูกค้า นักลงทุน และชุมชนโดยรอบ
สำหรับ “ภูมิ จิราธิวัฒน์” ความสำเร็จของธุรกิจไม่ได้วัดจากจำนวนยูนิตที่ขายได้ แต่คือความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการสร้างงานในภาคโรงแรมและบริการ การดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงสำหรับการถือครองในระยะยาว
ในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อสังหาริมทรัพย์ไทยอาจไม่ได้แข่งขันด้วยราคาถูกที่สุด หรืออาคารสูงที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันด้วยคุณภาพชีวิต มาตรฐานระดับโลก และเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ และนั่นอาจเป็นก้าวต่อไปของอสังหาริมทรัพย์ไทยบนเวทีโลก ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้หลายพื้นที่กลายเป็นทำเลศักยภาพ ทั้งส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงบางหว้า–ตลิ่งชัน และโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยายช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงตลิ่งชัน–ศิริราช ซึ่งจะช่วยยกระดับการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ ชั้นในกับพื้นที่ชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) และผังเมืองรวมจังหวัดปทุมธานี ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบที่สอดรับกับการเติบโตของเมืองและระบบขนส่งมวลชน และผลักดันให้เกิดการพัฒนา ราคาที่ดินขยับสูงขึ้น
รถไฟฟ้าบางหว้า-ตลิ่งชัน -ปรับผังเมืองอานิสงส์2เด้งดันราคาที่ดินพุ่ง
เริ่มจากการลงทุนก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน ของกรุงเทพมหานครมีระยะทางรวมประมาณ 7.5 กิโลเมตร แนวเส้นทางจะเริ่มต้นต่อจากสถานีบางหว้า วิ่งไปตามเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ ประกอบด้วย 6 สถานี ได้แก่
นาย วสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ฐานะนายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่าราคาที่ดินทำเลย่านฝั่งธนบุรีขยับขึ้นต่อเนื่องจากการมาของรถไฟฟ้า ที่เห็นเด่นชัดที่สุด จะเป็นทำเล ย่านบางหว้า ราชพฤกษ์ ตลิ่งชัน แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ ที่มีแผนก่อสร้างภายในปี2577 โดยเฉพาะบริเวณฟู้ด วิลล่า ราชพฤกษ์ และเดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ รวมถึง ถนนพระเทพตัดใหม่ ซึ่งตัดกับถนนพรานนกบริเวณสามแยกไฟฉาย และวิ่งไปเชื่อมต่อกับถนนราชพฤกษ์
ที่ดินบริเวณนี้ราคาขณะนี้ขยับไปที่2-3แสนบาทต่อตารางวา จากเดิม ราคาไม่ถึง1แสนบาทต่อตารางวา ทั้งนี้จากอานิสงส์ 1.ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุ่งครั้งที่4) เพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ย่านดังกล่าว จากพื้นที่สีเขียวลาย(ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) พัฒนาบ้านเดี่ยวขนาดตั้งแต่100ตารางวาขึ้นไปเป็นพื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปลานกลาง) ย.6-7-8 พัฒนาได้ 3.5-4.5เท่าของแปลงที่ดิน ซึ่งขยับอย่างก้าวกระโดดพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม และหากที่ดินติดสถานีรถไฟฟ้าสามารถสร้างตึกสูงเกิน23เมตรได้และอาคารขนาดใหญ่พิเศษได้
2.โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน มีแผนก่อสร้างที่แน่ชัด เอกชนขยับเข้าไปลงทุน ตลอดแนว มีผลต่อราคาที่ดินขยับ และประเมินว่าหากก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการราคาที่ดินจะขยับไปที่ 5-7แสนบาทต่อตารางวา
มองว่าการปรับการใช้ประโยชน์ของผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ มองว่าเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินเนื่องจากเพิ่มการพัฒนาได้มากขึ้น
สร้าง2สายสีแดงบูมกรุงเทพตอนเหนือ-ฝั่งธนบุรี
ขณะที่ รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีระยะทาง 8.84กิโลเมตร เป็นส่วนต่อขยายระดับดิน ประกอบด้วย 4 สถานี ได้แก่ สถานีคลองหนึ่ง สถานีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานีเชียงราก และสถานีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยโครงการได้ดำเนินการเซ็นสัญญาและเตรียมเริ่มก่อสร้างภายในเดือนกรกฎาคม2569 ราคาที่ดินอยู่ที่ไร่ละ30ล้านบาท หรือ 7.5หมื่นบาทต่อตารางวา บริเวณหมู่บ้านเมืองเอกไร่ละ20ล้านบาทหรือราคาตารางละ5หมื่นบาทต่อตารางวา ขณะที่บริเวณสถานีธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ราคาไร่ละ10ล้านบาท นอกเขตสถานีราคาไร่ละ5ล้านบาทขณะเดียวกัน ขณะเดียวกันผังเมืองรวมจังหวัดปทุมธานี ปรับการใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่สีแดง(ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) เป็นบริเวณกว้าง มีผลต่อการพัฒนาและราคาที่ดินขยับต่อเนื่อง
ส่วนฝั่งพหลโยธิน บริเวณศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์ค ราคาตารางวาละ1แสนบาทต่อตารางวา ขณะที่บริเวณที่ดิน750ไร่ เมืองมิกซ์ยูส รังสิต ของ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจำกัด(มหาชน) หรือCPN ซื้อมาในราคา 2หมื่นล้านบาท ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบขยับไปที่ตารางวาละ5หมื่นบาทและแนวโน้มไปที่1แสนบาทต่อตารางวา
ส่วนโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยาย ช่วง ศิริราช–ตลิ่งชัน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชื่อมต่อ ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา มีระยะทางเฉพาะช่วง ศิริราช-ตลิ่งชัน ประมาณ 5.7กิโลเมตร (เมื่อรวมระยะทางทั้งหมดจนถึงศาลายาจะอยู่ที่ 20.5 กิโลเมตร) ราคาที่ดินบิริเวณโรงพยาบาลศิริราช ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ราคา1.5 –2แสนบาทต่อตารางวา ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยเท่ากับย่านจรัญสนิทวงศ์ ในทำเลติดแม่น้ำเจ้าพระยา ราคา 2-2.5แสนบาทต่อตารางวา
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.38-33.48 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง สอดคล้องกับการพลิกกลับมาย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ จากสัญญาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้โดยรวมผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง เหลือ โอกาสราว 44% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่ จากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะ Micron ที่จะประกาศผลประกอบการในช่วง After Market สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาด และช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้น Micron ในช่วง After Market นั้น อาจพอช่วยหนุนบรรยากาศของตลาดการเงินเอเชียได้บ้าง โดยเฉพาะฝั่งตลาดหุ้นที่มีหุ้นในธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย อย่าง KRW TWD ได้บ้าง (ทว่า แต่ละตลาดอาจมีปัจจัยเฉพาะตัว และผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงชัดเจนได้ จนกว่าจะเห็นรายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นหลักในตลาดหุ้นนั้นๆ) นอกจากนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์บ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นธีม AI/Semiconductor ของไทยอีกครั้ง หรืออย่างน้อยไม่ได้เทขายหนัก เหมือนในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน กอปรกับ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในช่วง 19.30 น. คืนนี้ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways และแม้จะอ่อนค่าลงบ้าง เช่น ในช่วงรับรู้ รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของไทย ที่คาดว่าจะยังคงเห็นการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง แต่เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปมากนัก
ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วง ตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ โดยหาก อัตราเงินเฟ้อออกมาตามคาด และรายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อ ไม่ได้สะท้อนถึง การแพร่กระจายของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ เป็นวงกว้าง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งอาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงบ้าง (แต่ยังไม่มากนัก) ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (จะแข็งค่าขึ้นมากน้อย เพียงใด ต้องรอจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำประกอบ)
แต่หาก รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนภาพการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ที่อาจเป็นวงกว้างมากขึ้น เรากังวลว่า ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (และเราอาจเริ่มให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากขึ้นได้) สะท้อนผ่านการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 2 ครั้ง ในปีนี้ ที่ควรจะสูงขึ้น สร้างแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาท โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และอาจทดสอบโซนถัดไปในช่วง 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Micron -0.3% สะท้อนผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่ยังมีอยู่บ้าง แม้จะรุนแรงน้อยกว่าในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.0% ตามการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.09% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.43% ทั้งนี้ รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก ได้หนุนให้ ราคาหุ้น Micron +15% ช่วง After Market ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นธีม AI และช่วยให้ สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น +0.53% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นเล็กน้อย +0.08% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงกลุ่ม Healthcare ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Shell -1.8% หลังราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.40% ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ หลังการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งภาพดังกล่าวยังได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า ความกังวลต่อรายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semiconductor ซึ่งยังคงกดดันบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ช่วยพยุงเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวแถวโซน 101.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.5-101.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ตามการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้สร้างความต้องการลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและปรับลดความเสี่ยงโดยรวม และจำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนพฤษภาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนในฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 10.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของไทย ในเดือนพฤษภาคม ที่อาจยังคงได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI ที่ยังช่วยหนุนยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของไทย ทว่า ยอดการนำเข้าอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการลงทุนใน Data Center ทำให้โดยรวม ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง ส่วนในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันพฤหัสบดี นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น อีกไฮไลท์สำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ คือ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

สถาบันสุขภาพเด็กฯ เผยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เม็ดเลือด รักษาโรคมะเร็งระบบเลือดในเด็กปีละราว 1,500 คน ทั้งจากสเต็มเซลล์ผู้ป่วย-ผู้บริจาค จัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดและเซลล์บำบัดขั้นสูง จะช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยเด็ก ยกระดับคุณภาพชีวิต
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ขยายบทบาทสู่การรักษาขั้นสูง โดยในผู้ป่วยเด็กได้มีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งเป็นความหวังสำคัญในการรักษาโรคเลือด โรคมะเร็ง และโรคทางพันธุกรรมหลายชนิดให้หายขาด โดยมีหอผู้ป่วยที่สามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้อย่างมีมาตรฐาน
ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ โดยดูแลรักษาผู้ป่วยในโรคยุ่งยากซับซ้อน ปัจจุบันมีผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาที่หน่วยโรคเลือดและมะเร็งเด็กประมาณ 1,500 ราย /ปี ซึ่งถือว่าการจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และเซลล์บำบัดขั้นสูง จะช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กโรคเลือดและมะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตวัยเด็กให้มีความสุข ครอบครัวมีความสุข
ด้านนพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในเด็ก เป็นวิธีการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระบบเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง จากนั้นจะให้สเต็มเซลล์ที่แข็งแรงเข้าไปทดแทน เพื่อสร้างระบบเลือดและภูมิคุ้มกันใหม่ให้กลับมาทำงานได้ปกติ
ปัจจุบันหน่วยโรคเลือดและโรคมะเร็งเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้พัฒนาเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดและเซลล์บำบัดขั้นสูง รวมถึงดูแลรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รักษา
ศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์วิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไทยให้มีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงและมีอนาคตที่สดใส
นพ.อิสนันท์ หุ่นนวล นายแพทย์ชำนาญการ โรคเลือดและมะเร็ง กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาและการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ในเด็ก โดยประเภทของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
“ในการปลูกถ่ายชนิดนี้มีขั้นตอนการรักษา คือ การเตรียมร่างกายโดยผู้ป่วยเด็กจะได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูง หรือการฉายรังสี เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งทั้งหมด และเคลียร์พื้นที่ในไขกระดูกสำหรับให้สเต็มเซลล์ใหม่ที่สมบูรณ์แข็งแรงเคลื่อนที่ไปฝังตัวในไขกระดูก และเริ่มผลิตเม็ดเลือดใหม่ การพักฟื้นและเฝ้าระวังระหว่างการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องพักรักษาตัวในห้องปลอดเชื้อ
(Positive Pressure Room) เป็นเวลา 20 – 30 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้ออย่างรุนแรงระหว่างที่ไขกระดูกกำลังฟื้นตัว”นพ.อิสนันท์กล่าว
ศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และเซลล์บำบัดขั้นสูง เปิดมาประมาณ 1 เดือน แต่มีการเตรียมความพร้อมก่อนหน้าประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งการดำเนินการเบื้องต้น ได้ปลูกถ่ายคนไข้ไปแล้ว 2 คน โดยคนแรกสำเร็จไปแล้วจากการใช้เซลล์ของคนไข้เอง เป็นคนไข้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่รักษามาแล้ว 4 ปี ส่วนรายที่ 2 เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเช่นกัน โดยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากพี่ชาย ซึ่งอนาคตคาดว่าจะรองรับได้เรื่อยๆ ปัจจุบันมีห้อง 3 ห้อง ใช้เวลาปลูกถ่ายรายหนึ่งใช้เวลา 1 เดือนต่อ 1 เคส วนเคสได้ 36 เคสต่อปี ซึ่งจำนวนนี้ยังน้อยอยู่ เพราะกลุ่มโรคเลือดอื่นๆ ที่ไม่ใช่มะเร็ง อย่างธาลัสซีเมีย ก็มีความยากลำบากในการรักษา และต้องรับเลือดทุกๆเดือน การปลูกถ่ายจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษา
สำหรับข้อแตกต่างของการรักษาปกติ กับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดฯ นพ.อิสนันท์ กล่าวว่า การรักษาปกติ เด็กอาจได้รับผลแทรกซ้อนจากการรักษาได้ และหากรักษาด้วยวิธีมาตรฐานไม่หาย เช่น ให้ยาเคมีบำบัดไปแล้ว แต่โรคกลับเป็นซ้ำ แสดงว่าอาจดื้อยา แต่การปลูกถ่ายสเตมเซลล์ จะเป็นกำหนดเซลล์ใหม่ไปทดแทนเซลล์ผิดปกติของคนไข้ ซึ่งมีโอกาสหายขาดได้มากกว่าการรักษามาตรฐาน ส่วนจะหาย 100% หรือไม่ก็ขึ้นกับโรค อย่างโรคที่ปลูกถ่ายฯแล้วหายมากกว่า 95% คือ โรคธาลัสซีเมีย ส่วนโรคมะเร็ง การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเตมเซลล์ก็ดีกว่า โดยหายได้ประมาณ 60% เมื่อเทียบกับผู้รักษายาเคมีบำบัดตามสูตรปกติ เพราะหากเกี่ยวข้องกับยีนผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อการพยากรณ์ของโรค มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูงถึง 80-90% ในบางราย
“เงื่อนไขของการรับรักษาการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ขึ้นกับโรค เช่น โรคธาลัสซีเมียรุนแรง โรคพันธุกรรมบางอย่างที่รุนแรง และมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายของสปสช. แต่ก็มีเคสอื่นๆ ซึ่งก็ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ส่วนการปลูกถ่ายฯ ก็ขึ้นกับโรคว่า จะใช้เซลล์ตัวเอง หรือพี่น้อง อย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ใช้เซลล์ตัวเองได้ แต่บางโรค เช่น ธาลัสซีเมีย หรือมะเร็งบางชนิดที่มีการแพร่กระจายในไขกระดูกก็อาจต้องใช้เซลล์จากคนอื่น อย่างพี่น้อง หรือพ่อแม่” นพ.อิสนันท์ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปต่างประเทศ หรือจองโรงแรมผ่านแอปต่างชาติ การใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณ สื่อสารกับพนักงานได้ง่ายขึ้น, ลดความเข้าใจผิด และเพิ่มโอกาสได้ห้องพักที่ถูกใจ
บทความนี้จะรวม:
| คำศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|
| reservation / booking | การจอง |
| single / double room | ห้องเดี่ยว / ห้องคู่ |
| twin bed / king bed | เตียงคู่เล็ก / เตียงเดี่ยวใหญ่ |
| check-in / check-out | เข้าพัก / ออก |
| front desk | เคาน์เตอร์ต้อนรับ |
| availability | ความพร้อมของห้องพัก |
| amenities | สิ่งอำนวยความสะดวก |
| confirmation | การยืนยันการจอง |
| cancel / cancellation | การยกเลิก |
หากคุณอยากสอบถามห้องว่างทางโทรศัพท์หรือที่หน้าเคาน์เตอร์ ใช้ประโยคเหล่านี้:
Hello, I’d like to make a reservation for two people on July 20th.
Certainly. What type of room would you like — single, double, or suite?
A double room with a king-size bed, please.
We have one available. Will you be staying for one night?
Yes, just one night.
Okay. May I have your name and contact information?
Sure. My name is Supachai Phanrak and my number is +66 812345678.
Thank you. Your booking is confirmed for July 20th. Check-in time is from 2 PM.
บางครั้งคุณอาจต้องการถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น:
หากคุณอยากจองผ่านอีเมล นี่คือตัวอย่างที่ใช้ได้จริง:
Subject: Room Reservation Request – July 15 to 17
Dear Sir/Madam,
I would like to reserve a double room for two people from July 15 to July 17. Please let me know if a room is available and the total cost including taxes.
We would prefer a non-smoking room with a queen-size bed, if possible.
Looking forward to your confirmation.
Thank you very much.
Best regards,
Chutima Wongdee
+66 812345678
Email: chutima@email.com
มาถึงหน้าเคาน์เตอร์แล้ว อย่าตื่นเต้น ใช้ประโยคเหล่านี้ได้เลย:
อยู่ในโรงแรมแล้ว เจอปัญหา ใช้คำเหล่านี้ติดต่อได้เลย:
เตรียมตัวออกจากโรงแรม อย่าลืมสอบถามรายละเอียดให้ครบ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th

ข้อมูลล่าสุดจาก Statista ซึ่งอ้างอิงฐานข้อมูลของ ECDB (E-Commerce Database) ระบุว่า Amazon ยังคงครองตำแหน่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Volume: GMV) สูงที่สุดของโลกในปี 2025 ที่ 846,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 27.50 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่าง Amazon กับคู่แข่งจากจีนเริ่มแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย Pinduoduo ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วย GMV มูลค่า 780,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25.37 ล้านล้านบาท) ขณะที่ Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันจีน ครองอันดับ 3 ด้วยมูลค่า 656,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.33 ล้านล้านบาท)
Top 8 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโลก (ตาม GMV)

จีนกวาดมูลค่าธุรกรรมรวมแซงสหรัฐฯ กว่า 3 เท่า
ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการที่แพลตฟอร์มจีนครองพื้นที่ 6 จาก 8 อันดับแรกของโลกเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซโลกอย่างชัดเจน เมื่อรวมมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ของแพลตฟอร์มจีนทั้ง 6 ราย ได้แก่ Pinduoduo, Douyin, Taobao, Tmall, JD.com และ Kuaishou พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 3.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 109.20 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งมี Amazon และ Walmart ติดอยู่ใน Top 8 มี GMV รวมกัน 1.04 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.92 ล้านล้านบาท) เท่านั้น ส่งผลให้กลุ่มแพลตฟอร์มจีนมีมูลค่าธุรกรรมรวมสูงกว่าสหรัฐฯ มากกว่า 3 เท่า สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซโลก
Social Commerce อาวุธลับยักษ์ใหญ่จีน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มจากจีนสามารถครองพื้นที่ถึง 6 จาก 8 อันดับแรกของโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Social Commerce ที่ผสานคอนเทนต์ วิดีโอสั้น ไลฟ์สตรีม และการซื้อขายสินค้าเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
Douyin และ Kuaishou ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของโมเดล “Content-to-Commerce” ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการค้นหาสินค้าแบบเดิม ไปสู่การซื้อสินค้าจากการรับชมคอนเทนต์และไลฟ์สด ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซจีน
Amazon ยังนำ แต่การแข่งขันรุนแรงขึ้น
แม้ Amazon จะยังครองผู้นำตลาดโลก แต่การเติบโตของผู้เล่นจีนสะท้อนว่าศูนย์กลางนวัตกรรมอีคอมเมิร์ซกำลังเคลื่อนตัวไปยังเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นต้นแบบของเทรนด์ Social Commerce, Live Commerce และ Gamification ที่แพลตฟอร์มทั่วโลกกำลังนำไปปรับใช้
ทั้งนี้ Statista ระบุว่า ตัวเลข GMV ที่นำมาเปรียบเทียบครอบคลุมทั้งยอดขายสินค้าของแพลตฟอร์มเอง (First-Party Sales) และยอดขายจากร้านค้าภายนอกบน Marketplace (Third-Party Sales) ทำให้สะท้อนขนาดธุรกิจที่แท้จริงของแต่ละแพลตฟอร์มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ถ้าอยากเพิ่มโปรตีนและไฟเบอร์ในมื้อเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแยกกินระหว่างเนื้อสัตว์กับผักเสมอไป เพราะมีอาหารหลายชนิดที่ให้ทั้งสองสารอาหารพร้อมกัน ช่วยให้อิ่มนาน ดูแลกล้ามเนื้อ และส่งเสริมสุขภาพลำไส้ได้ในคราวเดียว
เราจะพาไปดูอาหารที่มีทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ในหนึ่งเดียว ซึ่งนักโภชนาการแนะนำว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการควบคุมความหิวและดูแลสุขภาพไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยซ่อมแซมร่างกายและรักษามวลกล้ามเนื้อ ขณะที่ไฟเบอร์ช่วยให้อิ่มนาน ช่วยสนับสนุนระบบขับถ่าย และส่งเสริมสุขภาพลำไส้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีทั้งโปรตีนและไฟเบอร์จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ในการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับทุกมื้อ
เทมเป้เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองหมักที่โดดเด่นทั้งด้านโปรตีนและไฟเบอร์ โดย 1 ถ้วยให้โปรตีนประมาณ 17 กรัม และไฟเบอร์ 5-7 กรัม
นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหารจากกระบวนการหมัก และมีพรีไบโอติกที่ช่วยส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้

ไม่ว่าจะเป็นถั่วดำ ถั่วแดง หรือถั่วลูกไก่ ล้วนเป็นแหล่งโปรตีนและไฟเบอร์ชั้นดี โดยครึ่งถ้วยให้โปรตีนประมาณ 10-15 กรัม และไฟเบอร์ 8-10 กรัม
ถั่วยังอุดมด้วยธาตุเหล็กและโฟเลต ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดและการเจริญเติบโตของเซลล์

ถั่วเลนทิล ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอาหารจากพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยครึ่งถ้วยให้โปรตีนประมาณ 9 กรัม และไฟเบอร์ประมาณ 8 กรัม :contentReference[oaicite:0]{index=0}
ยังเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก โฟเลต และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยให้อิ่มนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

เอดามาเมะหรือถั่วแระญี่ปุ่นเป็นถั่วเหลืองอ่อนที่ให้โปรตีนสูง โดยครึ่งถ้วยมีโปรตีนประมาณ 7-9 กรัม พร้อมไฟเบอร์ในปริมาณที่ดี :contentReference[oaicite:1]{index=1}
ยังมีวิตามินเค โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม

แม้จะมีขนาดเล็ก แต่เมล็ดเจียอัดแน่นไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และกรดไขมันโอเมก้า 3 โดย 2 ช้อนโต๊ะให้โปรตีนประมาณ 4-5 กรัม และไฟเบอร์สูงถึงประมาณ 10 กรัม :contentReference[oaicite:2]{index=2}
เมล็ดเจียสามารถพองตัวเมื่อแช่น้ำ จึงช่วยเพิ่มความอิ่มและเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ

ควินัวเป็นธัญพืชที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นโปรตีนสมบูรณ์จากพืช เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน โดย 1 ถ้วยให้โปรตีนประมาณ 8 กรัม พร้อมไฟเบอร์ในปริมาณที่น่าสนใจ :contentReference[oaicite:3]{index=3}
นอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและระบบเผาผลาญ

| อาหาร | โปรตีน | ไฟเบอร์ |
|---|---|---|
| เทมเป้ 1 ถ้วย | 17 กรัม | 5-7 กรัม |
| ถั่วต่าง ๆ 1/2 ถ้วย | 10-15 กรัม | 8-10 กรัม |
| ถั่วเลนทิล 1/2 ถ้วย | 9 กรัม | 8 กรัม |
| เอดามาเมะ 1/2 ถ้วย | 7-9 กรัม | สูง |
| เมล็ดเจีย 2 ช้อนโต๊ะ | 4-5 กรัม | 10 กรัม |
| ควินัว 1 ถ้วย | 8 กรัม | ประมาณ 5 กรัม |
หากต้องการเพิ่มโปรตีนและไฟเบอร์ในแต่ละวัน เทมเป้ ถั่วต่าง ๆ ถั่วเลนทิล เอดามาเมะ เมล็ดเจีย และควินัว ล้วนเป็นอาหารโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูงที่ได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการ เพราะช่วยให้อิ่มนาน ดูแลสุขภาพลำไส้ และสนับสนุนการรักษามวลกล้ามเนื้อได้พร้อมกัน การสลับรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,000.00 | 63,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,073.00 | 61,746.68 | 64,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,665.70 | 55,572.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,258.40 | 49,397.34 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,832.85 | 27,786.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,425.55 | 21,611.34 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,220.73 | 63,986.27 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.85 | 38.85 | 39.35 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.48 | 38.48 | 38.98 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.85 | 33.85 | 34.35 | 33.85 | – | 33.85 | 33.85 | 33.85 | 33.85 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.79 | 29.79 | – | – | – | – | – | – | 29.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.44 | – | – | 53.41 | – | 48.94 | 48.59 | – | 48.44 |
| ดีเซล | 49.79 | – | – | – | – | – | – | – | 49.79 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

จากกรณีมีเหตุคานตึกแถวเก่าแก่ย่านพระราม4พังถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ถึงความไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต
อย่างไรก็ตามประเมินว่าตึกแถวเก่าแก่จำนวนไม่น้อยในย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร กำลังกลายเป็น ภัยเงียบ ที่ซ่อนความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งผู้อยู่อาศัย ผู้ประกอบการ และผู้สัญจรผ่านไปมา โดยเฉพาะอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ขาดการบำรุงรักษา หรือมีการต่อเติมที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างในระยะยาว
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอาคารเก่าอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อประเมินความปลอดภัยและลดความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง ขณะเดียวกัน เจ้าของอาคารและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง สังเกตความผิดปกติของโครงสร้าง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีเมื่อพบสัญญาณอันตราย
การสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้ตึกเก่าที่ทรุดโทรมกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของสังคมในอนาคต
วิธีสังเกตตึกแถวเก่าโครงสร้างเสี่ยงอันตราย
หากต้องการสังเกตว่าตึกแถวอาจมีความเสี่ยงด้านโครงสร้างหรือไม่ ควรดูจากหลายปัจจัยร่วมกัน เพราะบางความเสียหายเป็นเพียงผิวเผิน แต่บางอย่างอาจบ่งชี้ถึงปัญหาโครงสร้างที่ร้ายแรงได้
สัญญาณที่ควรระวัง
1. รอยร้าวขนาดใหญ่หรือรอยร้าวผิดปกติ
2. อาคารเอียงหรือทรุดตัว
3. เสาและคานเสียหาย
4. พื้นหรือระเบียงแอ่นตัว
5. ความเสียหายจากน้ำ
6. ความเสียหายหลังเหตุการณ์รุนแรง
หลังแผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วมใหญ่ หรือการต่อเติมหนัก ๆ ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ หากพบ
สัญญาณอันตรายเร่งด่วน
หากพบข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้อาคารและให้วิศวกรเข้าตรวจสอบทันที
สิ่งที่ควรทำหากพบอาคารมีความผิดปกติ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ที่ดินทำเลทอง มีศักยภาพ มีผู้คนพูดถึงกันมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ย่านเจริญนครฝั่งพระนคร กับย่านเจริญกรุง-คลองสาน ฝั่งธนบุรี ของกรุงเทพมหานคร โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านกลางด ซึ่งหลอมรวมทั้งสองฟากฝั่ง เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เป็นเนื้อเดียว โดยวันนี้สะพรั่งไปด้วยโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรมหรู ศูนย์การค้าระดับพรีเมียม ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับสูง จากราคาตารางวาละไม่ถึง1แสนบาท ขยับสูงต่อเนื่อง ทะลุไม่ต่ำกว่า5แสนบาทไปจนถึง1ล้านบาทต่อตารางวา และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องตามการเข้ามาลงทุนและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่
เริ่มจากทำเล ย่านเจริญนคร ถือเป็นหนึ่งในย่านที่มีศักยภาพสูงของฝั่งธนบุรี โดยมีจุดเด่นจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา การเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน และการเติบโตของโครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยหนุนศักยภาพของเจริญนครโตต่อเนื่อง
ที่เห็นเด่นชัด จะเป็นเรื่องของการคมนาคมดีขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับฝั่งพระนครเป็นเนื้อเดียว ทั้งจากโครงข่ายของถนนทางพิเศษ(ทางด่วน) และระบบรางรถไฟฟ้าทั้งรถไฟฟ้าสายสีทอง ช่วยเชื่อมพื้นที่เจริญนครเข้าสู่เครือข่าย BTS ผ่านสถานีกรุงธนบุรี ทำให้การเดินทางเข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างสาทร สีลม และสุขุมวิทสะดวกขึ้นมาก

ที่ทำให้ย่านเจริญนคร เป็นที่รู้จักมาขึ้น นับตั้งแต่เปิดตัว ไอคอนสยาม (ICONSIAM) ศูนย์การค้าริมสายน้ำทำให้ย่านนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ร้านค้า โรงแรม และโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ส่งผลให้มูลค่าที่ดินและความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ติดกันมีคอนโดแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนเซส แอท ไอคอนสยาม ที่ความสูง 317.95 เมตร (70 ชั้น) เป็นหนึ่งในอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร และสูงที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้
การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่และอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มหายากและปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากเจริญนครเป็นหนึ่งในไม่กี่ย่านของกรุงเทพฯ ที่ยังมีที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ แต่ปริมาณเริ่มจำกัด ทำให้เกิดแรงหนุนด้านราคาในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมและมิกซ์ยูสระดับบน
การขยายตัวของศูนย์ธุรกิจใหม่ฝั่งธนบุรี
พื้นที่คลองสาน–เจริญนคร ได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากย่านที่อยู่อาศัยดั้งเดิมและบ้านสวนไปสู่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว และธุรกิจริมแม่น้ำ ทำให้มีความต้องการทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะ โครงการพัฒนาล้ง 1919 (Lhong 1919) ของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)หรือ AWC ภายใต้การนำของ นางวัลลภา ไตรโสรัส ทายาทเจ้าสัวเจริญ โครงการขนาดใหญ่ย่าน เจริญนคร คลองสาน ใกล้กับ ไอคอนสยาม ที่ใช้งบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อชุบชีวิตพื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สู่จุดหมายปลายทางระดับโลก โดยมีแกนหลักโครงการ ซึ่งเป็นโรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ พัฒนาพื้นที่เป็น องค์ประกอบพื้นที่ ประกอบด้วยอาคารประวัติศาสตร์อายุศตวรรษที่ 19 ผสมผสานกับอาคารร่วมสมัยสูง 20 ชั้น มีห้องพักรวม 192 ห้อง โดยคงศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ
นอกจากนี้ยังมี เดอะ แจม แฟกทอรี่ (The Jam Factory) คอมมูนิตี้มอลล์สุดชิลในโกดังเก่า บรรยากาศร่มรื่น มีทั้งร้านกาแฟ ร้านหนังสือ และแกลเลอรี อีกทั้งศาลเจ้ากวนอู (คลองสาน) ศาลเจ้าเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี เป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชน
ขณะการเดินทางสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกสบาย โดยนั่งรถไฟฟ้า BTS สายสีลม มาลงที่สถานีสะพานตากสิน แล้วต่อเรือข้ามฟาก หรือเดินทางด้วย รถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงจากสถานีรถไฟฟ้า BTS กรุงธนบุรี เข้าสู่ใจกลางย่านเจริญนคร และศูนย์กลางค้าไอคอนสยาม
หากมองระยะกลางถึงยาว 5–10 ปี เจริญนครยังเป็นหนึ่งในทำเลที่แข็งแกร่งของกรุงเทพฯ จากการผสมผสานระหว่างทำเลริมน้ำ การเข้าถึง CBD และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่อง ทำให้เหมาะทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้เปรียบเทียบกับเจริญนครที่มีจุดขายเรื่อง ริมน้ำ เมกะโปรเจ็กต์ คอนโดหรู ฝั่ง เจริญกรุง–พระนคร จะมีจุดแข็งต่างออกไป คือเป็นทำเลที่เติบโตจาก คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากกว่าการพัฒนาแบบขยายเมืองใหม่
เจริญกรุง (ฝั่งพระนคร) เชื่อมศูนย์กลางธุรกิจ
เจริญกรุงเป็นถนนสายแรกของประเทศไทย และเคยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ มาก่อนการเติบโตของสีลม สาทร และสุขุมวิท ปัจจุบันยังเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างสี่พระยา สีลม สาทร เยาวราช และหัวลำโพงได้โดยตรง ไฮไลต์โครงการขนาดใหญ่จะเป็น เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ศูนย์การค้าเปิดโล่งขนาดใหญ่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยา ตั้งอยู่ระหว่างซอยเจริญกรุง 72-76 ถนนเจริญกรุง ภายใต้การดำเนินโครงการของAWC
ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บูมเจริญกรุง–ตลาดน้อย–ทรงวาด
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เจริญกรุง–ตลาดน้อย–ทรงวาด กลายเป็นศูนย์กลางของแกลเลอรี คาเฟ่ โรงแรมบูทีก ร้านอาหารเชฟรุ่นใหม่ สตูดิโอออกแบบ จนได้รับการผลักดันเป็น “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดที่ต่างจากเจริญนครอย่างชัดเจน เพราะการเติบโตของเจริญกรุงมาจาก ไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรม มากกว่าโครงการขนาดใหญ่
ที่ดินแปลงใหญ่มีจำกัด
พื้นที่ฝั่งพระนครมี อาคารอนุรักษ์จำนวนมาก ที่ดินแปลงใหญ่เหลือน้อย ข้อจำกัดด้านผังเมืองบางส่วน ทำให้โครงการใหม่เกิดได้ยากกว่าฝั่งธนบุรีในมุมการลงทุน นี่เป็นข้อดี เพราะสินทรัพย์ที่ดีในทำเลนี้มีความหายาก (Scarcity Value) สูง และมักรักษามูลค่าได้ดีในระยะยาว
ธุรกิจที่น่าสนใจ Boutique Hotel Hostel คุณภาพสูง Co-working Space ร้านอาหารและคาเฟ่ อาคารพาณิชย์รีโนเวต มิกซ์ยูสขนาดเล็ก โดยเฉพาะบริเวณตลาดน้อย ทรงวาด สี่พระยา เจริญกรุงตอนต้น ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามการเดินทางแม้ใกล้ ศูนย์กลางธุรกิจ(CBD) แต่มีปริมาณรถติดขัดค่อนข้างมากและการเข้าถึงรถไฟฟ้ายังไม่สะดวกเท่าแนวสุขุมวิทหรือสาทรบางช่วง
ที่สำคัญการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเกิดยาก หากหวังการเติบโตแบบ พระราม 9 บางนา เจริญนคร อาจไม่เห็นภาพนั้นในเจริญกรุง เพราะพื้นที่ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างเมืองเก่าและการอนุรักษ์ขณะเดียวกันเจริญกรุงเป็นถนนค่อนข้างยาว ตั้งแต่บางรัก สี่พระยา ตลาดน้อย ไปจนถึงพระนครและเยาวราชราคาที่ดินและศักยภาพต่างกันมาก
หากประเมินแล้ว เจริญนคร เติบโตจากโครงการขนาดใหญ่และการพัฒนาเมืองใหม่ ขณะเจริญกรุงฝั่งพระนคร เติบโตจากความหายากของที่ดิน มรดกทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การลงทุนระยะยาว 10–20 ปี เจริญกรุงฝั่งพระนครมีลักษณะคล้ายย่านเมืองเก่าที่ได้รับการฟื้นฟูในเมืองใหญ่ทั่วโลก คือราคาอาจไม่พุ่งเร็วที่สุด แต่มีแนวโน้มรักษาและเพิ่มมูลค่าได้ดีจากความเป็นทำเลที่ สร้างใหม่ไม่ได้ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ (แกว่งตัวในกรอบ 33.12-33.30 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวลงแรง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการ (Micron จะรับรู้รายงานผลประกอบการในวันพุธนี้) และระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูง
รวมถึง รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ออกมาดีกว่าคาด สวนทางกับรายงานดัชนี PMI จากฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ ที่ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงยังได้ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกจะลดสถานะถือครองทองคำ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน
ประกอบกับความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย FED ที่ยังมีอยู่ ยิ่งกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ดี พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพและการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น ได้ช่วยลดทอนการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) พร้อมกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง (สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสถานะ Short น้ำมันของผู้เล่นในตลาด)
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้ในช่วงระยะสั้น เราจะประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทนั้น ถือว่า เกินความคาดหมายของเราไปพอควร (เดิม เราประเมินว่า กรอบเงินบาททั้งสัปดาห์อาจไม่เกินระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์) และสะท้อนว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์นั้น อาจขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปพอควรแล้ว และบางส่วนอาจขยับออเดอร์ไปรอโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องยอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้นั้น มาจาก AI/Semiconductor Sell-Off ในช่วงก่อนเข้า Earnings Season ที่บริบทจะต่างจากรอบก่อน เนื่องจากในครั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดได้กลับมามั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกทั้งเริ่มมีนักวิเคราะห์หลายค่ายปรับคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ย FED เป็นการขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง จากเดิม มองคงดอกเบี้ย หรือ ลดดอกเบี้ย ทำให้ เราประเมินว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจขึ้นกับ บรรยากาศในตลาดการเงินที่จะต้องรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ด้วยเช่นกัน
โดยหาก รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ออกมาดีกว่าคาด หรืออย่างน้อยยังคงทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโต และพอยอมรับได้กับระดับ Valuation ในปัจจุบัน เรามองว่า ตลาดอาจเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มดังกล่าว ซึ่งอาจช่วยชะลอหรือลดทอนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ทำให้ การอ่อนค่าของเงินบาทนั้นจะถูกจำกัดลง และพอมีโอกาสลุ้นการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ในกรณีที่ นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทย อย่าง หุ้นในธีม AI/Semiconductor อีกครั้ง (จากที่วันก่อนหน้า หุ้นกลุ่มดังกล่าวเผชิญแรงขายรุนแรง)
ในทางกลับกัน หากรายงานผลประกอบการหุ้น AI/Semiconductor ออกมาน่าผิดหวัง เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เรามองว่า แม้เงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ เนื่องจาก 1) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจปรับตัวลงหนัก มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากสัดส่วนหุ้น AI/Semiconductor ที่สูงกว่ามาก 2) ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในช่วงที่ตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) พอสมควร อาจกระตุ้นให้เกิด Sudden Yen Appreciation หรือการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่นได้ อย่างไรก็ดี ในภาพดังกล่าว เงินบาทอาจเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากทั้งการปรับตัวลงของราคาทองคำ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงขายลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่อง มากกว่ากังวลแนวโน้มดอกเบี้ย FED และแรงขายหุ้นไทย เน้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งการเคลื่อนไหวของเงินบาทจะเป็นอย่างไร จะขึ้นกับว่า เกิดการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น หรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากไม่เกิด เงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับปัจจุบัน หรืออ่อนค่าไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง(Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Micron -13.2% ก่อนที่ตลาดจะรับรู้รายงานผลประกอบการของ Micron ในช่วงวันพุธนี้ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงการถือครองหุ้นกลุ่มดังกล่าวลง โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.44% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -2.21%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง -0.73% กดดันโดยแรงขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทั่วโลก ซึ่งส่งให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวฝั่งยุโรปปรับตัวลงแรง อาทิ ASML -5.7% ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะแร่โลหะต่างๆ (รวมถึงทองคำ) ยังได้กดดันให้ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวลงพอควร เช่น Rio Tinto -3.3% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare เช่น Novo Nordisk +2.6% และกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค อย่าง Nestle +1.5%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.50% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ยังได้ช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว ตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ที่ทยอยปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Riskของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตามเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50%เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง Bank of America ที่ล่าสุดมีการปรับคาดการณ์ว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมมองคงดอกเบี้ย ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามอานิสงส์ของภาวะปิดรับความเสี่ยงจากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor ทั่วโลก และรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใสดีกว่าคาดและยัง ดีกว่าภาพในฝั่งยุโรป ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงถูกจำกัดอยู่ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.4 จุด(ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.5จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อนผ่านการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ทว่า แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้สร้างความต้องการลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและปรับลดความเสี่ยงโดยรวม กอปรกับการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ได้สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญในฝั่งไทย จะอยู่ที่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า คณะกรรมการฯ จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึง second round effect
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมิถุนายน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น อีกไฮไลท์สำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ คือ รายงานผลประกอบการของ Micron ที่จะรับรู้ในช่วง After Market ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่ถือเป็นครั้งแรกที่รอบสุดท้ายมีทีมเข้าแข่งขันมากถึง 48 ทีม รวมถึงมีชาติเจ้าภาพร่วมมากถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก
โดยจากการที่มี 48 ทีม เข้าร่วมทำให้ การแข่งขันฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 มีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม รูปแบบการแข่งขันจะคัดเอา ทีมอันดับ 1 และ 2 ของแต่ละกลุ่ม รวม 24 ทีม บวกกับอีก 8 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ 32 ทีมต่อไป
ซึ่งหลังการแข่งขันดำเนินมาถึงนัดที่สองในหลายกลุ่มทำให้ตอนนี้ได้ทีมที่คว้าสิทธิ์ผ่านเข้ารอบแน่นอนแล้วจำนวนทั้งหมด 7 ทีม ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา และ เม็กซิโก ชาติ 2 เจ้าภาพ บวกกับ เยอรมนี, ฝรั่งเศส, นอร์เวย์, อาร์เจนตินา และ โคลอมเบีย ที่คว้าตั๋วได้เป็นชาติล่าสุด
กลุ่มเอ : เม็กซิโก
กลุ่มดี : สหรัฐอเมริกา
กลุ่มอี : เยอรมนี
กลุ่มไอ : ฝรั่งเศส, นอร์เวย์
กลุ่มเจ : อาร์เจนตินา
กลุ่มเค : โคลอมเบีย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ประเทศไทยเริ่มก้าวไปสู่เส้นทางการแพทย์แม่นยำ หลังองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับบริษัท Seqker Biosciences Inc. จากสหรัฐอเมริกา และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าพัฒนา “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” ซึ่งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท Seqker Biosciences Inc. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการแพทย์แม่นยำและนวัตกรรมการรักษามะเร็งในประเทศไทย
โดยขณะนี้ได้เริ่มทดลองในมนุษย์แล้ว ผ่านการนำข้อมูลพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งจากผู้ป่วยแต่ละรายมาออกแบบวัคซีนเฉพาะบุคคล เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะมากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีดังกล่าวอาศัยการวิเคราะห์พันธุกรรมของเซลล์มะเร็งจากผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อนำมาออกแบบวัคซีนเฉพาะบุคคล ซึ่งมีเป้าหมายในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะมากยิ่งขึ้น
แนวทางนี้ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ด้านการรักษามะเร็งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา

ปัจจุบัน ในต่างประเทศมีการศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งไต มะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน ขณะที่ในประเทศไทย ได้มีการทดลองในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
โครงการนี้สะท้อนถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ ตั้งแต่การถอดรหัสพันธุกรรม การวิเคราะห์ชีวสารสนเทศ ไปจนถึงการพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ ซึ่งอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ถึง 4–5 เท่า เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

แม้ว่าวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและประเมินผลทางคลินิก แต่ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์แม่นยำในอนาคต
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการ จำเป็นต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลเครือข่ายของโครงการ โดยสามารถติดต่อผ่าน Google Form ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) หรือบัญชี LINE ID อย่างเป็นทางการขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ข้อผิดพลาดที่คลาสสิกที่สุดของคนไทยคือการพยายาม “เป๊ะ Grammar” ตั้งแต่วันแรก เราถูกสอนมาให้ท่องจำ Tense ทั้ง 12 Tense ตั้งแต่ประถม แต่พอถึงเวลาใช้งานจริง เรากลับมัวแต่พะวงว่า “ประโยคนี้ต้องใช้ Present Perfect หรือ Simple?” จนสุดท้ายไม่ได้พูดออกมาสักคำ
จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ: การเรียนภาษาอังกฤษเปรียบเสมือนการขี่จักรยานครับ คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงหรือกลศาสตร์ของโซ่จักรยานเพื่อที่จะขี่มันให้เป็น คุณแค่ต้องขึ้นไปนั่งแล้วลองถีบดู
ตามข้อมูลจาก British Council การเรียนรู้ภาษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดในช่วงเริ่มต้นคือการเน้นไปที่ “Communication” หรือการสื่อสารให้เข้าใจก่อน แล้วค่อยปรับปรุงเรื่องความถูกต้อง (Accuracy) ในภายหลัง
เทคนิคเริ่มเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน: * เลิกกังวลเรื่อง Tense ที่ซับซ้อน เริ่มจาก Present Simple และ Past Simple ง่ายๆ
หลายคนไม่ยอมอ้าปากพูดภาษาอังกฤษเพราะกลัว “หน้าแตก” กลัวคนอื่นจะมองว่าสำเนียงไม่ดี หรือกลัวจะใช้คำศัพท์ผิด ความจริงที่น่าสนใจคือ “ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าคุณจะพูดผิด แต่เขาสนใจว่าคุณพยายามจะสื่อสารอะไร”
ที่ Engduo เรามักจะบอกนักเรียนเสมอว่า “Mistakes are proof that you are trying” (ความผิดพลาดคือหลักฐานว่าคุณกำลังพยายาม) การที่คุณพูดผิดในวันนี้ คือก้าวแรกของการพูดถูกในวันหน้า
นี่คืออุปสรรคที่ทำให้การสนทนาของคุณดูติดขัดและไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อคุณพยายามนึกประโยคภาษาไทยในหัว แล้วค่อยๆ แปลทีละคำเป็นภาษาอังกฤษ ผลที่ได้คือประโยคที่โครงสร้างแปลกๆ และใช้เวลานานเกินไปในการโต้ตอบ
วิธีแก้ที่เห็นผล: แทนที่จะจำคำศัพท์แยกเป็นคำๆ ให้จำแบบเป็น “Collocations” หรือกลุ่มคำที่ใช้คู่กันบ่อยๆ เช่น แทนที่จะจำคำว่า “Take” กับ “Shower” แยกกัน ให้จำไปเลยว่า “Take a shower” (อาบน้ำ) วิธีนี้จะช่วยให้สมองดึงข้อมูลออกมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปล
การเรียนภาษาอังกฤษเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมงในห้องเรียน แล้วกลับมาใช้ชีวิตด้วยภาษาไทย 100% ในเวลาที่เหลือ เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
เทคนิคเริ่มเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ได้ผลที่สุด: คือการสร้าง “English Environment” รอบตัวคุณ เช่น:
เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการเลือกเรียนแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด ผมได้ทำตารางเปรียบเทียบไว้ให้แล้วครับ
| รูปแบบการเรียน | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะสำหรับใคร |
|---|---|---|---|
| เรียนด้วยตัวเอง (YouTube/แอป) | ประหยัดค่าใช้จ่าย เลือกเวลาเองได้ | ไม่มีคนแก้จุดผิด ขาดวินัยได้ง่าย | คนที่มีพื้นฐานบ้างแล้วและวินัยสูง |
| เรียนในคลาสกลุ่มใหญ่ | ได้เจอเพื่อนใหม่ ค่าเรียนไม่สูงมาก | มีโอกาสพูดน้อย ครูดูแลไม่ทั่วถึง | คนที่ชอบทำกิจกรรมกลุ่ม ไม่รีบเร่ง |
| เรียนตัวต่อตัว (1-on-1) | ได้พูดเต็มที่ แก้จุดผิดได้ทันที พัฒนาไว | ราคาสูงกว่าแบบกลุ่มเล็กน้อย | คนที่ต้องการใช้ด่วน หรืออยากแม่นพื้นฐาน |
| เรียนออนไลน์ (Live Class) | สะดวก เรียนได้ทุกที่ ปรับเนื้อหาได้ | ต้องมีอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตที่เสถียร | คนทำงานที่มีเวลาน้อย หรือไม่สะดวกเดินทาง |
ระบบการศึกษาไทยเน้นการอ่านและการเขียนมานาน ทำให้เรา “อ่านออกแต่บอกไม่ถูก” การเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องควรเลียนแบบการเรียนรู้ของเด็กทารก นั่นคือ ฟัง -> พูด -> อ่าน -> เขียน
หากคุณต้องการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ให้ได้จริง คุณต้องเพิ่มสัดส่วนการฟังให้มากกว่าการอ่าน ลองฟังสำเนียงที่หลากหลายจากเจ้าของภาษาจะช่วยให้หูของคุณชินกับจังหวะ (Rhythm) และการลงเสียงหนักเบา (Intonation)
“ฉันต้องเก่งเหมือนเจ้าของภาษาภายใน 3 เดือน” นี่เป็นเป้าหมายที่แทบจะเป็นไปไม่ได้และจะทำให้คุณล้มเลิกไปในที่สุด การเรียนภาษาคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ให้แบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนย่อยๆ (Small Wins) เช่น:
การเรียนภาษาอังกฤษวันละ 15 นาทีทุกวัน ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเรียนรวดเดียว 5 ชั่วโมงในวันเสาร์วันเดียว สมองของเราต้องการการกระตุ้นซ้ำๆ เพื่อเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้กลายเป็นความจำระยะยาว
ที่ Engduo เราเข้าใจ Pain Point ข้อนี้ดี เราจึงออกแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะสิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนที่ลงเรียนแบบตัวต่อตัว จะได้รับสิทธิ์เข้าเรียน Live Class ฟรี! เพื่อให้คุณได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องแม้ในวันที่ไม่มีคลาสหลัก เพิ่มโอกาสในการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษพื้นฐาน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ตอบ: ทันแน่นอนครับ! อายุหรือพื้นฐานไม่ใช่ตัวตัดสินความสำเร็จ ความตั้งใจและวิธีการเรียนที่ถูกต้องต่างหากคือคำตอบ ที่ Engduo เรามีคอร์สสำหรับผู้เริ่มต้นโดยเฉพาะที่เริ่มตั้งแต่ 0 จนสื่อสารได้จริง
ตอบ: แนะนำให้เน้น Speaking ควบคู่ไปกับการเรียน Grammar ที่จำเป็น (Functional Grammar) ครับ การเรียนแต่ทฤษฎีโดยไม่ได้ใช้จะทำให้ลืมง่าย แต่การพูดจะช่วยให้คุณจำ Grammar ได้โดยอัตโนมัติ
ตอบ: ได้ผลแน่นอนครับ หากเป็นการเรียนแบบ Interactive ที่มีการโต้ตอบกันจริง ไม่ใช่การนั่งดูวิดีโอเพียงอย่างเดียว การเรียนออนไลน์ช่วยให้คุณประหยัดเวลาเดินทางและสามารถเรียนในสภาพแวดล้อมที่คุณรู้สึกผ่อนคลายที่สุด
ตอบ: ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝนครับ โดยเฉลี่ยหากเรียนและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนภายใน 3-6 เดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

การประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน ประจำปี 2026 ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน เปิดเผยรายงาน “10 เทคโนโลยีเกิดใหม่แห่งปี 2026″ ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) และ Frontiers โดยคัดเลือกเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสังคมโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้า
รายงานระบุว่า หลังจากหลายปีที่โลกเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) นวัตกรรมรุ่นใหม่กำลังก้าวออกจากโลกดิจิทัลสู่การใช้งานจริงในภาคพลังงาน การแพทย์ อาหาร วัสดุศาสตร์ และความมั่นคงทางไซเบอร์
10 เทคโนโลยีเกิดใหม่แห่งปี 2026
เทคโนโลยีแห่งอนาคตกำลังสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

รายงานของ WEF สะท้อนให้เห็นว่า คลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะ AI หรือโลกดิจิทัลอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาแก้ปัญหาสำคัญของโลกจริง ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนายาและการรักษาโรคเฉพาะบุคคล การผลิตอาหารอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัม
หากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพัฒนาและนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแพร่หลาย จะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ มูลค่าการลงทุนมหาศาล และโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน ประเทศที่สามารถปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เร็ว อาจเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

น้ำชาขิง ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในชาที่ช่วยลดการอักเสบได้ดีที่สุด เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารสำคัญอย่างจินเจอรอล (Gingerol) ซึ่งมีส่วนช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย อันเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็งบางประเภท
นอกจากรสชาติเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์แล้ว น้ำชาขิง ยังได้รับความนิยมในฐานะเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร และดูแลสุขภาพโดยรวมได้ในแก้วเดียว เราจะพาไปดูว่าทำไมชาขิงจึงโดดเด่นกว่าชาชนิดอื่นในเรื่องการลดการอักเสบ และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
ชาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับ 2 ของโลก รองจากน้ำเปล่า และมีการดื่มกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะทำจากใบชา รากพืช ดอกไม้ หรือผลไม้แห้ง ล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพแตกต่างกันไป
ในบรรดาชาหลากหลายชนิด “น้ำชาขิง” ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในด้านการช่วยลดการอักเสบ ด้วยรสชาติเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์ และมีสารสำคัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน
ขิงมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสำคัญ เช่น จินเจอรอล (Gingerol) และโชกาออล (Shogaol) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
งานวิจัยพบว่าสารเหล่านี้ช่วยเสริมระบบป้องกันอนุมูลอิสระตามธรรมชาติของร่างกาย ช่วยลดความเสียหายของเซลล์และลดกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
ขิงไม่ได้มีดีแค่ช่วยลดอาการคลื่นไส้เท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลที่ชี้ว่าอาจช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบ โรคสะเก็ดเงิน โรคลูปัส รวมถึงโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังบางชนิดได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยบางส่วนที่พบว่าขิงอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ในระดับใกล้เคียงกับยาแก้ปวดบางชนิด และอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอล และไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะอักเสบเรื้อรัง
การอักเสบเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น อาการบวม แดง หรือเจ็บหลังเกิดบาดแผลเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า “การอักเสบเฉียบพลัน” และมักหายไปเมื่อร่างกายฟื้นตัว
แต่การอักเสบเรื้อรังเป็นภาวะที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน และมีความเกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และมะเร็ง
หากใช้ขิงสด สามารถหั่นขิงขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือเป็นแว่นบาง ๆ แล้วต้มกับน้ำประมาณ 4 ถ้วย นาน 15 นาที จากนั้นกรองกากออกก่อนดื่ม
สำหรับน้ำขิงแบบซองหรือแบบใบชา สามารถชงกับน้ำร้อนและแช่ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ก่อนดื่มได้ทันที
ข้อดีอีกอย่างคือน้ำขิงไม่มีคาเฟอีน จึงสามารถดื่มได้ตลอดวัน และยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันอีกด้วย

น้ำขิง เป็นเครื่องดื่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบตามธรรมชาติ ซึ่งอาจช่วยลดการอักเสบในร่างกายและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมได้ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปเรื่องปริมาณที่เหมาะสมที่สุด แต่การดื่มน้ำขิงเป็นประจำร่วมกับการนอนหลับเพียงพอ ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่สมดุล ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงจากการอักเสบเรื้อรัง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,100.00 | 64,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,144.00 | 62,823.04 | 65,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,729.60 | 56,540.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,315.20 | 50,258.43 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,864.80 | 28,270.37 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,450.40 | 21,988.06 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,294.30 | 65,101.59 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.85 | 38.85 | 39.35 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.48 | 38.48 | 38.98 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.85 | 33.85 | 34.35 | 33.85 | – | 33.85 | 33.85 | 33.85 | 33.85 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.79 | 29.79 | – | – | – | – | – | – | 29.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.44 | – | – | 53.41 | – | 48.94 | 48.59 | – | 48.44 |
| ดีเซล | 49.79 | – | – | – | – | – | – | – | 49.79 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ไม่ได้เห็นเพียงภาพของการชะลอเปิดโครงการใหม่ แต่กำลังเกิดปรากฏการณ์ เปลี่ยนมือ “สินทรัพย์” ครั้งสำคัญ เมื่อผู้ประกอบใน และนอก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บางส่วนยอมตัดใจ “ขายที่ดิน” และ โครงการที่ผ่านรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ให้ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแรง เพื่อเปลี่ยน “ต้นทุนจม” ให้เป็น “เงินสด” ขณะที่รายใหญ่ใช้จังหวะนี้เร่งสะสม “โอกาส” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัฏจักรฟื้นตัวรอบใหม่
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนทางการเงินสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงการชะลอเปิดโครงการใหม่เท่านั้น หากยังเริ่มเห็นการ “เปลี่ยนมือสินทรัพย์” อย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งเกิดจากธนาคารคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อโครงการ (Pre-financing) วิกฤติหุ้นกู้ ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง การระดมทุนของดีเวลลอปเปอร์ทั้งในตลาด และนอก ตลาดหลักทรัพย์ยากขึ้น
“ดีเวลลอปเปอร์จำนวนหนึ่งที่เคยเร่งสะสมแลนด์แบงก์ในช่วงตลาดขาขึ้น กำลังเผชิญโจทย์หนักจากภาวะขายชะลอ ต้นทุนการถือครองที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญต้องการสภาพคล่อง ส่งผลให้หลายรายตัดสินใจขายที่ดิน รวมถึงโครงการที่ผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสภาพคล่อง และศักยภาพในการพัฒนาต่อ”
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพ การปรับตัวตัวตามธรรมชาติของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงตลาดขาลง ซึ่งดีเวลลอปเปอร์ที่มีความพร้อมด้านการเงิน และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง จะกลายเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการเลือกซื้อที่ดินหรือโครงการมาพัฒนาที่ผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาพัฒนาต่อได้เร็วขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ตอกย้ำภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั่วประเทศเลือก “แตะเบรก” การลงทุนใหม่ชัดเจน สังเกตได้จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเหลือเพียง 5,783 หน่วย ลดลง 45.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 50.2% เหลือ 27,870 หน่วย

โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบหนักที่สุด จำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 71.3% สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “ชะลอ” การเปิดโครงการแนวสูง และหันไปบริหารสต๊อกแทนการลงทุนใหม่ แม้ตัวเลข REIC จะสะท้อนการหดตัวของฝั่งซัปพลายอย่างชัดเจน แต่ฝั่งดีมานด์ยังไม่ถึงกับหยุดนิ่ง โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังเติบโต 11.2% และสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 11.1%
อย่างไรก็ตาม การเติบโตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตลาดระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม “เรียลดีมานด์” ขณะที่ตลาดระดับบนตั้งแต่ 7.51 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” จำนวนหน่วยโอนลดลง 14.9% และมูลค่าการโอนลดลง 16.4% ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “รอจังหวะ” มากกว่า “เร่งลงทุน”
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือ การขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อโครงการจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยเฉพาะโครงการที่ผ่านกระบวนการออกแบบ และได้รับอนุมัติ การจัดทำ และประเมินรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว
แนวทางดังกล่าวเปรียบเสมือนใช้ “ทางลัด” ในการพัฒนาโครงการ เพราะสามารถลดระยะเวลาเตรียมงานได้มากกว่า 1 ปี เมื่อเทียบกับการเริ่มต้นพัฒนาโครงการใหม่ตั้งแต่การจัดหาที่ดิน การออกแบบ และการขออนุมัติต่างๆ
“ในกรุงเทพฯ ขณะนี้เริ่มมีผู้พัฒนาโครงการรายอื่นที่ดำเนินการเรื่องที่ดิน และการขออนุญาตต่างๆ ไว้แล้ว ต้องการส่งต่อโครงการให้เราพัฒนา ซึ่งถือเป็นทางลัดที่ช่วยลดระยะเวลา และความเสี่ยงจากการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด คาดว่าในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ น่าจะเปิดเผยรายละเอียดได้เริ่มอยู่ระหว่างดีล 2-3ราย ซึ่งอาจเป็นแนวทางการเติบโตที่น่าสนใจ”
นายกรมเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพูดคุยโครงการในลักษณะนี้หลายรายการ โดยจะเลือกเฉพาะโครงการที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัทเท่านั้น ไม่ใช่รับทุกโครงการที่เข้ามา แม้ในตลาดจะมีโอกาสจำนวนมาก ทั้งโครงการคุณภาพดี และโครงการที่มีความท้าทาย
“เราให้ความสำคัญกับการคัดเลือกอย่างรอบคอบจึงมองได้ว่า ตลาดกรุงเทพฯ ในปัจจุบันกำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการเข้าซื้อหรือรับช่วงพัฒนาโครงการที่มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว”
ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือ ภาพสะท้อนของการเปลี่ยนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมที่การแข่งขันอยู่บนการแย่งซื้อที่ดิน กลายเป็นการแข่งขันบนความพร้อมด้านเงินทุนและความสามารถในการเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพ สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้จากตลาดภูเก็ต ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่ราคาที่ดินปรับตัวร้อนแรงที่สุดหลังโควิด-19
ทั้งนี้ ราคาที่ดินในภูเก็ตเมื่อ 3 ปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาทต่อไร่ ปรับขึ้นเป็น 40-45 ล้านบาทต่อไร่ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะ “ทรงตัว” หลังจากผู้ประกอบการรายใหญ่มีที่ดินสะสมเพียงพอ และไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อในราคาสูงอีกต่อไป
“หากไม่มีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาเพิ่มมากนัก ราคาที่ดินก็มีแนวโน้มที่จะไม่ปรับขึ้นต่อ อีกทั้งผู้ที่เคยซื้อที่ดินในราคาสูงบางส่วนอาจมีความจำเป็นต้องขายออก ทำให้ที่ดินกลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกระลอก”
ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน โครงการหนึ่งใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี กว่าจะสามารถเริ่มลงทุนในโครงการใหม่ได้ ดังนั้นผู้ซื้อที่ดินรายใหญ่จึงเป็นกลุ่มที่มีเงินทุนพร้อม และมองเห็นโอกาสในการพัฒนา แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายต่างก็มีที่ดิน(Land Bank) อยู่ในมือจำนวนมากแล้ว จึงไม่ได้มีความจำเป็นต้องเร่งซื้อที่ดินเพิ่มเติมเหมือนในอดีต
“ราคาที่ดินน่าจะอยู่ในช่วงทรงตัวมากกว่าการปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน แต่เวลานี้ราคาน่าจะเริ่มนิ่งมากขึ้น ขณะเดียวกัน เริ่มมีที่ดินไหลกลับเข้าสู่ตลาดจากผู้ที่เคยซื้อในราคาสูงเกินจริง หรือไม่สามารถพัฒนาโครงการต่อได้ตามแผน ส่งผลให้เกิดแรงขายเพิ่มขึ้นในบางทำเล”
ภาพนี้สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางเลือกเปลี่ยนสินทรัพย์เป็น“สภาพคล่อง” ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้จังหวะตลาดชะลอตัวเข้าซื้อสินทรัพย์ที่พร้อมพัฒนาในราคาที่สมเหตุสมผลกว่าเดิม
นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ได้ปรับแผนธุรกิจโดยชะลอการลงทุนโครงการใหม่ และมุ่งพัฒนาโครงการที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จ บริหารจัดการกระแสเงินสด และมุ่งลดภาระหนี้สิน โดยใช้รายได้จากการขาย และโอนกรรมสิทธิ์ทยอยลดหนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินในช่วงที่ตลาดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจผ่านการขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดภายใต้ “Sena Green Energy” เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่รองรับอนาคตธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาวการขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดจะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากภาคอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และเป็น New S-Curve สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต
ปี 2569 จึงอาจไม่ใช่ปีแห่งการเปิดเกมรุกของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นปีแห่งการปรับตัว ผู้ประกอบการที่มีฐานะการเงินแข็งแรงสามารถสะสมสินทรัพย์คุณภาพในต้นทุนที่เหมาะสม แต่หาก “สายป่านสั้น” จำเป็นต้องลดภาระและรักษาสภาพคล่อง และบริหารความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ในวันที่หลายภาคธุรกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก โรงแรมระดับลักชัวรีกลับกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด
ข้อมูลจากเจแอลแอล (JLL) ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายโรงแรมระดับลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2568 พุ่งแตะ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 77% จากปี 2560 และเข้าใกล้สถิติสูงสุดก่อนโควิดในปี 2562 ที่ 2,400 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปรากฏการณ์สำคัญว่า โรงแรมหรูไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงธุรกิจบริการอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่สามารถรักษามูลค่า และสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
แม้กระแสลงทุนในโรงแรมหรูจะร้อนแรงทั่วเอเชีย แต่ประเทศไทยกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป ปัจจัยสำคัญคือ “สินทรัพย์” ออกสู่ตลาดน้อยเจ้าของโรงแรมระดับลักชัวรีส่วนใหญ่เลือกถือครองระยะยาว ส่งผลให้จำนวนโรงแรมคุณภาพสูงที่เปิดขายมีจำกัด
ขณะที่ความต้องการจากนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2560 โรงแรมลักชัวรีมีสัดส่วนเกือบ 20% ของมูลค่าการซื้อขายโรงแรมทั้งหมดในไทย ล่าสุดมีจำนวนธุรกรรมเพียง 7.9% ของตลาด
สะท้อนภาวะ “ของดีมีน้อย” ที่กำลังผลักดันมูลค่าทรัพย์สินให้สูงขึ้น การซื้อหุ้นคืนของโรงแรมหรูย่านใจกลางกรุงเทพฯ และดีลขายหุ้น 51% ของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ กลายเป็นสัญญาณชัดเจนว่า นักลงทุนยังพร้อมจ่ายเพื่อครอบครองสินทรัพย์ระดับพรีเมียม
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมโรงแรมหรูในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนจากการขาย “ห้องพัก” ไปสู่การขาย “ประสบการณ์” นักเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูง ไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อพักผ่อน แต่ต้องการประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และคุณภาพชีวิต
รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ (Wellness Retreat) การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือบริการเฉพาะบุคคลระดับสูง จึงกลายเป็นหัวใจของการแข่งขันรอบใหม่ แนวคิด “Lifestyle Luxury” กำลังเข้ามาแทนที่ภาพจำของโรงแรมห้าดาวแบบดั้งเดิม โดยผสานการพักผ่อนเข้ากับสังคม สุขภาวะ ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร้รอยต่อ
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ การเกิดขึ้นของเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ทั้ง One Bangkok, Dusit Central Park และ Hatai ของกลุ่มนารายณ์ กำลังเปลี่ยนบทบาทของโรงแรมจาก “ปลายทางการเข้าพัก” สู่ “ศูนย์กลางการใช้ชีวิต”
โรงแรมในโครงการเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนห้องพัก แต่แข่งขันกันที่การสร้างระบบนิเวศการใช้ชีวิตครบวงจร ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร พื้นที่ทำงาน และที่อยู่อาศัยระดับบนผลลัพธ์คือ โรงแรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เมือง และสามารถดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูงได้ตลอดทั้งปี
ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดโรงแรมหรูไทยกำลังเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหญ่การเปิดตัวของ Aman Nai Lert Bangkok, Andaz One Bangkok และ The Ritz-Carlton One Bangkok
รวมถึงการกลับมาของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กำลังยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับใหม่ขณะที่ Six Senses Bangkok และ The Langham – Custom House Bangkok เตรียมทยอยเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้
การหลั่งไหลของแบรนด์ระดับโลกเหล่านี้ ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นต่อตลาดไทย แต่ยังผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางลักชัวรีที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของความร้อนแรงในตลาดคือ การปรับขึ้นของราคาห้องพักนับจากปี 2562 เป็นต้นมา โรงแรมกลุ่มลักชัวรี และอัลตราลักชัวรีในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย สามารถปรับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบันโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีสามารถทำราคาได้เกือบ 15,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 10,000 บาทก่อนเกิดโควิดตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ราคาจะสูงขึ้นมาก แต่กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับบนยังไม่ได้ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก
โรงแรมหรู ดาวเด่นของตลาดลงทุนไทย
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โรงแรมลักชัวรีกำลังพิสูจน์ตัวเองในฐานะสินทรัพย์ที่มีทั้งความมั่นคง และศักยภาพการเติบโตอุปทานที่จำกัด ดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้น การเข้ามาของแบรนด์ระดับโลก และการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Lifestyle Luxury กำลังสร้าง “วัฏจักรการเติบโตรอบใหม่” ให้กับอุตสาหกรรมโรงแรมไทย
เมื่อสินทรัพย์คุณภาพสูงยังคงหายาก ขณะที่เม็ดเงินลงทุนยังหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด โรงแรมหรูจึงไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจบริการอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “สินทรัพย์ดาวรุ่ง” ที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการครอบครองมากที่สุดในเวลานี้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้ 23 มิ.ย.69 เปิดที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.91 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.05 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวทยอยอ่อนค่าลง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.88-32.99 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น (ส่วนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.50% อีกครั้ง) จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อมั่นเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้
นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการทยอยปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเหนือโซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังพัฒนาการของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง แต่ความไม่แน่นอนของการเจรจาฯ ยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นและชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นนั้นยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจสงวนท่าทีระมัดระวังตัว ซึ่งจะจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ไปพร้อมกับจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ต้องระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ได้ หากทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้จริง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 40 สตางค์ หรือ เกิน 1% ในวัน
ส่วนในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงบ้างและมีโอกาสทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากดุลการค้าของไทยล่าสุดยังคงขาดดุลต่อเนื่องและอาจออกมาแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้พอควร ในทางกลับกัน หากดุลการค้าของไทยขาดดุล น้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ อาจช่วยชะลอโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง นอกจากนี้ เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นจะมีการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของตลาดการเงิน อย่าง เงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ
อนึ่ง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าในกรณีที่ไม่เผชิญปัจจัยการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจถูกชะลอไว้แถวช่วง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทะลุโซนดังกล่าวได้ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet -5.0%, Amazon -4.8% จากความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare นำโดย AbbVie +6.3% ส่วนหุ้นกลุ่ม Semiconductor ยังคงทยอยปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะ Micron +6.8% หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังว่า รายงานผลประกอบการที่จะออกมาในช่วงสัปดาห์นี้จะสะท้อนภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.37% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.32%
ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.58% ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอังกฤษได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดได้ทยอยคลายกังวลต่อปัญหาความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษ หลังนายกฯ อังกฤษ Sir Keir Starmer ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าพรรค Labour เปิดทางให้ Andy Burnham สมาชิกสภาผู้แทนล่าสุดจากพรรค Labour อาจขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคและนายกฯ คนใหม่ได้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ Hermes -5.9%
ตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีพัฒนาการดีขึ้นจากช่วงก่อนหน้าบ้าง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง Bank of America ที่ล่าสุดมีการปรับคาดการณ์ว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมมองคงดอกเบี้ย ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up หนุนโดย มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงถูกจำกัดอยู่ ขณะเดียวกัน เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ได้ทยอยรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลประเด็นความวุ่นวายทางการเมืองอังกฤษ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลง สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า ความหวังของผู้เล่นในตลาดต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังพอช่วยพยุงราคาทองคำและช่วยหนุนจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาด จะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) เดือนมิถุนายน ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น
ตลาดหุ้นเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการค้าระหว่างประเทศของไทย ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า แม้ยอดการส่งออกจะขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทว่ายอดการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากผลของสงครามและกระแสการลงทุนใน AI อาจทำให้ ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคาร ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ช่วงราว 6.50 น. ของเช้าวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตชาดจะรอประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานสรุปความเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BOJ (Summary of Opinions) ในการประชุมล่าสุด
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 สัปดาห์สอง ที่กระจายจัดการแข่งขันใน 3 ประเทศทั้ง ตุรกี, ฟิลิปปินส์ และ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 จบลงไปเป็นที่เรียบร้อย
โดย ทั้ง 18 ชาติ ลงแข่งขันไปครบทั้ง 4 นัด รวมถึง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ที่ก็ลงสนามไป 4 นัด ก่อนทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคว้าชัยได้ 2 นัด และแพ้ 2 นัด
จากผลงานดังกล่าวทำให้ “ทีมลูกยางสาวไทย” มีแต้มรวม 9 คะแนน จากการลงเล่น 8 นัด พลิกสถานการณ์ขยับหนีจากโซนท้ายตาราง ขึ้นมารั้งอันดับ 14 ห่างจากโซนตกชั้นอยู่ 5 คะแนน
ขณะที่กลุ่มหัวตาราง สหรัฐอเมริกา ขึ้นมายึดอันดับ 1 ของตารางด้วยการมี 20 คะแนน หลัง บราซิล ที่ทำสถิติชนะรวดมา 7 นัด สะดุดแพ้ในนัดสุดท้ายของสัปดาห์ที่สอง ทำให้หล่นมาอยู่อันดับ 2 ด้วยการมีคะแนนเท่ากัน ส่วน “แชมป์เก่า” อิตาลี อยู่อันดับ 3 ของตาราง

อันดับ 1 : สหรัฐอเมริกา แข่ง 8 ชนะ 7 แพ้ 1 นัด 20 คะแนน (ได้ 21 เสีย 6 เซต)
อันดับ 2 : บราซิล แข่ง 8 ชนะ 7 แพ้ 1 นัด 20 คะแนน (ได้ 23 เสีย 10 เซต)
อันดับ 3 : อิตาลี แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 18 คะแนน (ได้ 20 เสีย 9 เซต)
อันดับ 4 : โปแลนด์ แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 17 คะแนน (ได้ 21 เสีย 12 เซต)
อันดับ 5 : ญี่ปุ่น แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 16 คะแนน (ได้ 19 เสีย 12 เซต)
อันดับ 6 : ตุรกี แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 15 คะแนน (ได้ 19 เสีย 13 เซต)
อันดับ 7 : แคนาดา แข่ง 8 ชนะ 5 แพ้ 3 นัด 15 คะแนน (ได้ 19 เสีย 14 เซต)
อันดับ 8 : จีน แข่ง 8 ชนะ 5 แพ้ 3 นัด 14 คะแนน (ได้ 18 เสีย 14 เซต)
อันดับ 9 : เนเธอร์แลนด์ แข่ง 8 ชนะ 4 แพ้ 4 นัด 12 คะแนน (ได้ 15 เสีย 12 เซต)

อันดับ 10 : สาธารณรัฐเช็ก แข่ง 8 ชนะ 4 แพ้ 4 นัด 11 คะแนน (ได้ 12 เสีย 14 เซต)
อันดับ 11 : เยอรมนี แข่ง 8 ชนะ 3 แพ้ 5 นัด 11 คะแนน (ได้ 15 เสีย 18 เซต)
อันดับ 12 : เบลเยียม แข่ง 8 ชนะ 3 แพ้ 5 นัด 8 คะแนน (ได้ 13 เสีย 21 เซต)
อันดับ 13 : เซอร์เบีย แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 10 คะแนน (ได้ 15 เสีย 18 เซต)
อันดับ 14 : ไทย แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 9 คะแนน (ได้ 12 เสีย 19 เซต)
อันดับ 15 : ยูเครน แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 6 คะแนน (ได้ 12 เสีย 22 เซต)
อันดับ 16 : บัลแกเรีย แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 5 คะแนน (ได้ 8 เสีย 20 เซต)
อันดับ 17 : โดมินิกัน แข่ง 8 ชนะ 1 แพ้ 7 นัด 5 คะแนน (ได้ 8 เสีย 22 เซต)
อันดับ 18 : ฝรั่งเศส แข่ง 8 ชนะ 1 แพ้ 7 นัด 4 คะแนน (ได้ 9 เสีย 23 เซต)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

หลายคนเห็นผลตรวจ น้ำตาลสะสม หรือ HbA1c อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วสบายใจ คิดว่าร่างกายยังจัดการน้ำตาลได้ดี แต่ “หมอเจด” นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เตือนว่า ตัวเลข HbA1c ปกติอาจยังไม่ใช่ใบรับประกันว่าไม่มีความเสี่ยงเบาหวานเสมอไป
ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า HbA1c เป็นค่าที่สะท้อนระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 3 เดือน ขณะที่ CDC ระบุว่า HbA1c ต่ำกว่า 5.7% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในบางคน น้ำตาลหลังอาหารอาจพุ่งสูงแล้วลดลง จนค่าเฉลี่ยยังดูดี ทั้งที่ร่างกายอาจเริ่มมีภาวะดื้ออินซูลินแล้ว
หมอเจดอธิบายว่า บางคนไม่ได้มีน้ำตาลสูงตลอดทั้งวัน แต่มีลักษณะน้ำตาลแกว่ง โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารที่มีแป้ง น้ำหวาน หรือของหวานมาก ทำให้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังยังไม่สูงพอจะฟ้องความผิดปกติชัดเจน
อีกประเด็นสำคัญคือ ภาวะดื้ออินซูลินมักไม่ได้สะท้อนผ่านค่าน้ำตาลเพียงตัวเดียว แต่เกี่ยวข้องกับรอบเอว ไขมันในเลือด ความดันโลหิต การนอน และประวัติครอบครัวด้วย หากมีหลายสัญญาณร่วมกัน แม้ HbA1c ยังปกติ ก็ควรเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง
หมอเจดแนะนำว่า ช่วงที่ยังไม่เป็นเบาหวานเป็นช่วงที่ปรับกลับได้ง่ายกว่ารอให้ตัวเลขหลุดเกณฑ์ไปแล้ว โดยควรเริ่มจากพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
นอกจาก HbA1c แล้ว แพทย์อาจพิจารณาการตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร หรือการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาลตามความเหมาะสม ข้อมูลจาก CDC และ American Diabetes Association ระบุว่า การประเมินเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวานสามารถใช้ได้ทั้งค่า HbA1c ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร และการตรวจน้ำตาลหลังดื่มกลูโคส
คนที่มีรอบเอวเกิน ไขมันผิดปกติ ความดันสูง มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือมีอาการน้ำตาลแกว่งหลังอาหาร ควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปคุยกับแพทย์ ไม่ควรรอดูแค่ HbA1c เพียงตัวเดียว
HbA1c ปกติถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าร่างกายไม่มีปัญหาเรื่องน้ำตาลเสมอไป โดยเฉพาะหากมีรอบเอวเกิน ง่วงหลังอาหาร หิวหวานบ่อย คอดำ ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ ความดันเริ่มสูง น้ำตาลตอนเช้าอยู่ในช่วงเสี่ยง หรือมีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้ตัวเลขผิดปกติชัดเจนแล้วค่อยเริ่มดูแล เพราะการปรับพฤติกรรมตั้งแต่ระยะเสี่ยง ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอน และการตรวจติดตามกับแพทย์ อาจช่วยลดโอกาสพัฒนาไปสู่เบาหวานในอนาคตได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ความรู้สึกตื่นเต้น มือเย็น และใจเต้นแรง เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อรู้ว่าต้อง สอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (Job Interview) ใช่ไหมครับ? ยิ่งถ้าเป็นบริษัทในฝันหรือบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ความกดดันยิ่งทวีคูณ
ข่าวดีคือ การสัมภาษณ์งานไม่ใช่การสอบวัดระดับ Grammar แต่เป็นการวัด “ความสามารถในการสื่อสาร” และ “ทัศนคติ” ของคุณ กุญแจสำคัญจึงไม่ใช่การท่องจำศัพท์ยากๆ แต่คือการเตรียมตัว (Preparation) และการเล่าเรื่องราวของคุณให้น่าสนใจ
Wall Street English ได้รวบรวม คำถามสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ ยอดฮิต พร้อมแนวทางการตอบ (Guideline) ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนความประหม่า เป็นความมั่นใจ และคว้างานในฝันมาครองได้สำเร็จครับ
นี่คือคำถามเปิดฉากคลาสสิกที่ 99% ของการสัมภาษณ์ต้องเจอ เป้าหมายของคำถามนี้ไม่ใช่การเล่าประวัติส่วนตัวตั้งแต่เกิด แต่คือการสรุป “ตัวตนในเชิงอาชีพ” ของคุณ
สูตรลับการตอบ: Present -> Past -> Future
ตัวอย่างประโยค: “I am currently a Digital Marketing Specialist with 3 years of experience in content strategy. In my previous role, I successfully increased website traffic by 40% within a year. I am now looking to leverage my skills in a more challenging environment like your company.”
อย่าตอบแค่คำศัพท์ลอยๆ เช่น “I am hardworking.” แต่ควรตอบพร้อม หลักฐาน (Evidence) หรือสถานการณ์จริง
ตัวอย่างประโยค:
นี่คือคำถามปราบเซียน! ห้ามตอบว่า “I have no weaknesses” (ฉันไม่มีจุดอ่อน) เด็ดขาด เพราะจะดูไม่จริงใจ เทคนิคคือ: บอกจุดอ่อนจริง + วิธีที่คุณกำลังแก้ไข (Solution)
ตัวอย่างประโยค: “Sometimes I can be a bit too critical of my own work (perfectionist). However, I have learned to set realistic deadlines and trust my team more to ensure we move forward efficiently.” (บางครั้งฉันอาจจะเข้มงวดกับงานตัวเองเกินไป แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะกำหนดเดดไลน์ตามจริงและไว้ใจทีมให้มากขึ้น…)
คำถามนี้วัดว่าคุณทำการบ้าน (Research) มาดีแค่ไหน อย่าตอบแค่ว่า “บริษัทมั่นคง” หรือ “เงินเดือนดี” แต่ให้เชื่อมโยงเป้าหมายของคุณกับวิสัยทัศน์ของบริษัท
ตัวอย่างประโยค: “I have always admired your company’s reputation for innovation, especially your recent project on [Product Name]. I believe my background in [Your Skill] would allow me to contribute effectively to your team.” (ฉันชื่นชมชื่อเสียงด้านนวัตกรรมของบริษัทคุณมาตลอด โดยเฉพาะโปรเจกต์ล่าสุดเรื่อง… ฉันเชื่อว่าทักษะด้าน… ของฉันจะช่วยทีมได้เป็นอย่างดี)
อย่าตอบว่า “No” เพราะจะทำให้ดูเหมือนคุณไม่มีความกระตือรือร้น ให้เตรียมคำถามที่แสดงถึงความใส่ใจในงาน
ตัวอย่างคำถามที่ควรถาม:
การอ่านบทความช่วยให้คุณรู้แนวทาง แต่การ “ฝึกพูดจริง” คือสิ่งที่จะทำให้คุณได้งาน
ที่ Wall Street English เรามีคอร์สเรียนที่ออกแบบมาเพื่อคนวัยทำงานโดยเฉพาะ คุณจะได้ฝึกจำลองสถานการณ์การสัมภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ และการนำเสนองานกับครูเจ้าของภาษา (Native Speakers) เพื่อให้คุณมั่นใจว่า เมื่อถึงวันสัมภาษณ์จริง คุณจะตอบคำถามได้อย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และคว้าโอกาสความก้าวหน้ามาครอง
Q: ถ้าฟังคำถามไม่ออก ควรทำอย่างไร? A: อย่าแกล้งทำเป็นเข้าใจแล้วตอบมั่วครับ ให้ถามย้ำอย่างสุภาพ เช่น “Could you please repeat the question?” (รบกวนทวนคำถามอีกครั้งได้ไหมครับ?) หรือ “Do you mean…?” (คุณหมายความว่า… ใช่ไหมครับ?) ผู้สัมภาษณ์ยินดีที่จะทวนคำถามให้ครับ
Q: ต้องใช้ศัพท์หรูๆ (Advanced Vocabulary) ไหมถึงจะดูเก่ง? A: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ความชัดเจน (Clarity) สำคัญที่สุด การใช้ศัพท์ยากที่ตัวเองไม่คุ้นอาจทำให้พูดติดขัดหรือใช้ผิดบริบทได้ ใช้ภาษาที่สุภาพ เป็นธรรมชาติ และสื่อสารรู้เรื่อง จะได้คะแนนดีกว่าครับ
Q: ควรแต่งตัวอย่างไรไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทต่างชาติ? A: แม้บริษัท Tech หรือ Startup สมัยใหม่จะดูชิลล์ (Casual) แต่สำหรับการสัมภาษณ์งาน แนะนำให้แต่งตัว Business Casual หรือ Formal ไว้ก่อนครับ “Overdressed is better than underdressed” (แต่งตัวดีเกินไว้ก่อน ดีกว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย) เสมอครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th

การแข่งขันด้านเอไอถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดลที่ใหญ่ขึ้น ฉลาดขึ้น และต้องการพลังประมวลผลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังความก้าวหน้าเหล่านั้นกลับมีปัญหาอีกด้านที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ พลังงาน
ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานใช้เอไอ ไม่ว่าจะเป็นสร้างภาพด้วยเอไอ ให้เอไอตอบคำถาม หรือใช้บริการเอไอในองค์กร ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลขนาดมหาศาลที่เต็มไปด้วยชิปประมวลผลหลายหมื่นตัว ยิ่งโมเดลมีขนาดใหญ่ ความต้องการไฟฟ้าก็ยิ่งเพิ่ม จนทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า โลกจะสามารถสร้างกำลังประมวลผลให้เพียงพอต่อยุคเอไอได้อีกนานแค่ไหน
นักวิจัยทั่วโลกหันมองเทคโนโลยีทางเลือกที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์แบบเดิม หนึ่งในนั้นคือ “Photonic Computing” หรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้แสงแทนไฟฟ้าในการประมวลผล
รายงานของสำนักข่าว Interesting Engineering อธิบายว่า ความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการย่อขนาดทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอนให้เล็กลงเรื่อยๆ แนวทางนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลได้อย่างมหาศาล จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต คลาวด์คอมพิวติ้ง และเอไอในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจำนวนมากมองว่า การพัฒนาชิปแบบเดิมกำลังเผชิญข้อจำกัดทางกายภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวงจรมีขนาดเล็กลงจนใกล้ระดับอะตอม ปัญหาที่ตามมาคือ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในวงจร
ในอดีต ปัญหานี้อาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคเอไอ สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การฝึกโมเดลขนาดใหญ่และการให้บริการเอไอแก่ผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนพร้อมกัน ทำให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกต้องใช้ชิปประมวลผลจำนวนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
ศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่จึงไม่ได้ใช้พลังงานเพียงเพื่อคำนวณข้อมูลเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเพื่อระบายความร้อนให้กับอุปกรณ์เหล่านั้นด้วย ยิ่งโมเดลเอไอมีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นเท่าใด ต้นทุนด้านพลังงานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ช่องว่างระหว่างความต้องการพลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กับข้อจำกัดของชิปซิลิคอนแบบดั้งเดิมนี้เอง ที่ Photonic Computing หรือคอมพิวเตอร์แสง เริ่มถูกจับตามองในฐานะผู้ท้าชิงรายใหม่
หัวใจสำคัญของ Photonic Computing คือ การเปลี่ยนตัวกลางในการประมวลผลข้อมูลจาก “อิเล็กตรอน” มาเป็น “โฟตอน” หรืออนุภาคของแสง
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันทำงานโดยให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านวงจรซิลิคอนเพื่อส่งและประมวลผลข้อมูล แต่ทุกครั้งที่อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ จะเกิดความต้านทานในวัสดุและสร้างความร้อนขึ้นมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลต้องใช้ระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ ทางตรงกันข้าม โฟตอนสามารถเดินทางผ่านระบบออปติกได้ด้วยการสูญเสียพลังงานที่น้อยกว่า และสร้างความร้อนน้อยกว่า
นอกจากนี้ แสงยังสามารถส่งข้อมูลจำนวนมากพร้อมกันได้ในช่องทางเดียวกันผ่านคุณสมบัติของความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน คล้ายกับการเปิดช่องจราจรหลายเลนบนถนนเส้นเดียว ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณข้อมูลที่รับส่งได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานในสัดส่วนเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่าคอมพิวเตอร์แสงมีศักยภาพในการเพิ่มทั้งความเร็ว ความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูล และประสิทธิภาพด้านพลังงานไปพร้อมกัน โดยเฉพาะงานที่ต้องประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล เช่น การฝึกโมเดลเอไอ การคำนวณทางวิทยาศาสตร์ หรือการจำลองสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์แสงในปัจจุบันยังไม่ได้หมายถึงการสร้างคอมพิวเตอร์ที่ใช้แสงทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างวงจรอิเล็กทรอนิกส์และวงจรออปติกเข้าด้วยกัน
ประเทศที่ผลักดันเทคโนโลยีนี้อย่างชัดเจนคือ จีน โดยได้เปิดตัว Shanghai Key Laboratory of Integrated Photonic Computing Chips and Systems ที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง มีเป้าหมายในการพัฒนาชิปโฟโตนิก อุปกรณ์ออปติก สถาปัตยกรรมการประมวลผล ตลอดจนซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง
ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะทำงานร่วมกับ ไลท์เทลลิเจนซ์ (Lightelligence) สตาร์ตอัปจากเซี่ยงไฮ้ที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์แสง และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลักดันการพัฒนาระบบประมวลผลแบบผสมระหว่างแสงและอิเล็กทรอนิกส์ในจีน
สื่อท้องถิ่นที่ Interesting Engineering อ้างถึง ระบุว่า นี่เป็นเวทีความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการแห่งแรกของจีนที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา Photonic Computing โดยเฉพาะ
ศาสตราจารย์โจว เว่ยเหวิน (Zou Weiwen) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการแห่งใหม่และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ระบุว่า คอมพิวเตอร์แสงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการยกระดับพลังประมวลผลของอนาคต เพราะสามารถส่งข้อมูลได้ปริมาณมาก รวดเร็ว และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม
การเปิดห้องปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันเพื่อแสวงหากำลังประมวลผลที่เพียงพอสำหรับการฝึกและใช้งานโมเดลเอไอรุ่นใหม่ ขณะที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังการลงทุนดังกล่าวไม่ได้มีเพียงเหตุผลด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลกด้วย
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐและพันธมิตร ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มมองหาเส้นทางเทคโนโลยีทางเลือกที่อาจช่วยลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปแบบเดิมในระยะยาว
บริบทนี้ Photonic Computing จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศด้วย
แม้จีนจะเป็นประเทศที่เคลื่อนไหวชัดเจนที่สุดในแง่ของการลงทุนระดับชาติ แต่ความพยายามพัฒนา Photonic Computing กำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก
ในยุโรป บริษัท ควิกซ์ ควอนตัม (QuiX Quantum) จากเนเธอร์แลนด์กำลังพัฒนาองค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบโฟโตนิก นั่นคือ ระบบควบคุมที่สามารถตอบสนองต่อข้อมูลจากโฟตอนได้แบบเรียลไทม์
ระบบ Feed-Forward Control Unit หรือ FFCU ที่บริษัทเปิดตัวล่าสุด ทำหน้าที่เสมือนระบบประสาทของคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยรับข้อมูลจากการตรวจวัดโฟตอนแล้วตัดสินใจปรับเส้นทางการประมวลผลในทันที
บริษัทระบุว่า ระบบดังกล่าวสามารถตอบสนองได้ภายในเวลาเพียง 150 นาโนวินาที ซึ่งเร็วพอที่จะสั่งเปลี่ยนการทำงานของวงจรได้ก่อนที่โฟตอนจะเดินทางผ่านใยแก้วนำแสงไปไกลหลายสิบเมตร
ขณะที่ในออสเตรเลีย ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์กำลังแก้ปัญหาในอีกระดับหนึ่ง นั่นคือระดับวัสดุพื้นฐาน
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Science Advances วันที่ 19 มิถุนายน 2569 แสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์สามารถปรับคุณสมบัติของแหล่งกำเนิดแสงควอนตัมภายในวัสดุโบรอนไนไตรด์แบบหกเหลี่ยมได้ด้วยการบิดมุมของชั้นวัสดุ
ความก้าวหน้านี้อาจช่วยแก้ปัญหาสำคัญของวงการควอนตัมโฟโตนิก นั่นคือ การทำให้แหล่งกำเนิดโฟตอนหลายตัวสามารถปล่อยแสงที่มีคุณสมบัติเหมือนกันได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการสร้างวงจรควอนตัมขนาดใหญ่ในอนาคต
ความเคลื่อนไหวในจีน ยุโรป และออสเตรเลียสะท้อนให้เห็นว่า Photonic Computing กำลังได้รับความสนใจจากทั้งภาคอุตสาหกรรม บริษัทเทคโนโลยี และสถาบันวิจัยทั่วโลก ในช่วงเวลาที่ความต้องการพลังประมวลผลสำหรับเอไอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายฝ่ายเริ่มมองว่าเทคโนโลยีนี้อาจเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังอยู่ในหลายระดับ ตั้งแต่งานวิจัยด้านวัสดุพื้นฐาน การพัฒนาชิปต้นแบบ ไปจนถึงการสร้างระบบควบคุมและสถาปัตยกรรมการประมวลผลรูปแบบใหม่ ทำให้ Photonic Computing ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา เมื่อเทียบกับระบบคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ
หนึ่งในความท้าทายคือ การสร้างซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมที่สามารถใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์โฟโตนิกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันถูกออกแบบขึ้นบนพื้นฐานของสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
อีกปัญหาหนึ่งคือ เรื่องของหน่วยความจำ ปัจจุบันข้อมูลจำนวนมากยังต้องสลับไปมาระหว่างโลกของแสงและโลกของอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สูญเสียข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพบางส่วนไป
นอกจากนี้ ระบบแสงยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความแม่นยำ การควบคุมสัญญาณรบกวน ความเสถียรของอุปกรณ์ และการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปใช้งานในวงกว้างได้
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจำนวนมากจึงมองว่าในระยะใกล้ โลกอาจยังไม่ได้เห็นคอมพิวเตอร์แสงเข้ามาแทนที่คอมพิวเตอร์แบบเดิมทั้งหมด แต่มีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้ในลักษณะระบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างชิปอิเล็กทรอนิกส์และชิปแสงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช้การคำนวณปริมาณมหาศาลและมีข้อจำกัดด้านพลังงาน เช่น การฝึกโมเดลเอไอ การประมวลผลข้อมูลในศูนย์ข้อมูล และการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เวลาเลือกซื้อแอปเปิล หลายคนมักจะเลือกผลที่ผิวสีแดงสดและดูสวยไว้ก่อน เพราะเชื่อว่ายิ่งแดงจะยิ่งหวาน แต่คุณเคยเจอไหม? ซื้อแอปเปิลลูกสีแดงน่ากินกลับมาบ้าน พอผ่าออกมากลับไม่หวานอย่างที่คิด แถมเนื้อยังฝาด ร่วนซุย และขาดความกรอบไปซะอย่างนั้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านผักและผลไม้ชาวญี่ปุ่นชื่อว่า 青髪のテツ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี ได้แชร์เคล็ดลับผ่านเว็บไซต์ Yahoo! JAPAN ว่า การจะเลือกแอปเปิลให้หวานฉ่ำและอร่อยนั้น ไม่สามารถดูแค่สีผิวภายนอกได้ แต่ต้องสังเกตจาก 3 รายละเอียดสำคัญ ได้แก่ สีของก้นผล สภาพของขั้ว และน้ำหนัก
หลายคนโฟกัสแค่ความแดงด้านบน แต่จริงๆ แล้ว “ก้นแอปเปิล” เป็นจุดที่สะท้อนความสุกงอมได้ดีที่สุด ในกระบวนการสุกของแอปเปิล คลอโรฟิลล์ (สีเขียว) จะค่อยๆ สลายไป ดังนั้น แอปเปิลที่สุกเต็มที่และมีความงอมได้ที่ บริเวณก้นผลจะมีสีเหลืองอ่อน สีครีม หรือสีขาวอมเหลือง
แอปเปิลที่มีลักษณะนี้มักจะเป็นผลที่สุกคาต้น ซึ่งไม่เพียงแต่มีความหวานสูงเท่านั้น แต่เนื้อสัมผัสยังมีความละเอียด และส่งกลิ่นหอมชัดเจนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กูรูท่านนี้ได้เตือนว่าแอปเปิลแต่ละสายพันธุ์อาจมีความแตกต่างกัน เช่น พันธุ์ซึงารุ (Tsugaru) หรือพันธุ์โจนาโกลด์ (Jonagold) ต่อให้สุกแล้ว ก้นผลก็อาจจะยังคงมีสีเขียวหลงเหลืออยู่บ้าง จึงไม่ควรใช้เกณฑ์นี้ตัดสินเพียงอย่างเดียว
ขั้วของแอปเปิลคือเบาะแสสำคัญในการวัด “ความสดใหม่”
วิธีที่ง่ายและทำได้จริงที่สุดคือการลองหยิบขึ้นมาเพื่อเทียบน้ำหนัก หากเจอแอปเปิลสองลูกที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน ลูกที่มีน้ำหนักมากกว่ามักจะมีเนื้อที่แน่นกว่าและมีปริมาณน้ำข้างในสูงกว่า ทำให้เวลากินจะรู้สึกฉ่ำน้ำและกรอบอร่อยกว่า
ข้อควรระวังคือ ต้องเปรียบเทียบภายใต้แอปเปิลสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้น เพราะแอปเปิลแต่ละสายพันธุ์มีน้ำหนักตามธรรมชาติที่ไม่เท่ากัน เช่น แอปเปิลพันธุ์ฟูจิ (Fuji) ที่สุกช้า โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักมากกว่าสายพันธุ์ที่สุกไว ดังนั้น เวลาเลือกซื้อควรเปรียบเทียบลูกที่มีขนาดใกล้เคียงกันและเป็นสายพันธุ์เดียวกัน ถึงจะแม่นยำที่สุดครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,600.00 | 64,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,176.00 | 63,308.16 | 65,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,758.40 | 56,977.34 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,340.80 | 50,646.53 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,879.20 | 28,488.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,461.60 | 22,157.86 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,327.46 | 65,604.29 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.85 | 38.85 | 39.35 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.48 | 38.48 | 38.98 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.85 | 33.85 | 34.35 | 33.85 | – | 33.85 | 33.85 | 33.85 | 33.85 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.79 | 29.79 | – | – | – | – | – | – | 29.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 48.44 | – | – | 53.41 | – | 48.94 | 48.59 | – | 48.44 |
| ดีเซล | 50.99 | – | – | – | – | – | – | – | 50.99 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ราคาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขยับสูงต่อเนื่องจากการมาของรถไฟฟ้า และการเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของดีเวลลอปเปอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม รองรับการขยายตัวของเมืองและความต้องการที่อยู่อาศัย ส่งผลให้บ้านทาวน์เฮ้าส์ ถูกเบียดหายไปจากตลาด ประกอบกับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) สนับสนุนให้ผู้คนอยู่อาศัยใช้ชีวิตเกาะแนวรถไฟฟ้าอยู่อาศัยในอาคารสูงมากขึ้น
ราคาที่ดินแพง รถไฟฟ้าทำทาวน์เฮ้าส์กทม.-ปริมณฑลจ่อสูญพันธุ์
นายอิสระ บุญยัง นายกกิติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวแปรสำคัญคือราคาที่ดิน มีผลให้ ทาวน์เฮ้าส์ ระดับราคา 1.5 ล้านบาทในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลค่อยๆ หายไปจากตลาด เพราะราคาที่ดินขยับต่อเนื่อง เช่น 7แสนบาทต่อตารางวาขึ้นไป

เมื่อต้นทุนที่ดินสูงขึ้น ผู้ประกอบการ ต้องปรับรูปแบบใหม่โดยพื้นที่ชานเมืองจะมีคอนโดมิเนียมเข้ามาแทนที่ จากเดิมผู้บริโภคมักนิยมมองหาโครงการทาวน์เฮ้าส์ในย่านนี้ได้ เพราะในส่วนลึกแล้ว ยังต้องการบ้านในราคาไม่สูง อยู่อาศัยติดกับพื้นดินและมีโฉนด และเดินทางเข้าใจกลางเพื่อเข้าหาแหล่งงาน
ดังนั้นหากจะพัฒนาโครงการทาวน์เฮ้าส์ได้จะต้องขยับออกไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ที่มีต้นทุนที่ดินไม่สูงมากและเจาะตลาดกำลังซื้อที่ชื่นชอบรูปแบบทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว และราคาจับต้องได้
ในทางกลับหากจะพัฒนา ทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลได้ต้องราคาสูงขึ้นไป ในเขตเมืองราคา 5-10 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะจากทาวน์เฮ้าส์สู่ทาวน์โฮมและเพิ่มการใช้ประโยชน์มากกว่าการอยู่อาศัยนั้นคือพื้นที่สำนักงาน
โดยเฉพาะนนทบุรีที่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี ปี 2566 และมีข้อจำกัดการพัฒนาพื้นที่เขตถนนขนาด 6-8เมตร ประกอบกับราคาที่ดินจังหวัดนนทบุรีมีราคาที่สูง ทำให้การพัฒนาทาวน์เฮ้าส์ราคาถูกจึงเป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ทาวน์เฮาส์สูญพันธุ์ ไม่ได้แปลว่าทาวน์เฮาส์จะหายไปเสียทีเดียว แต่หมายถึง ทาวน์เฮาส์ราคาเข้าถึงง่าย หรือระดับราคาต่ำกว่า 1.5 – 2 ล้านบาทกำลังจะหมดไปจากตลาด เนื่องจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ทาวน์เฮาส์ราคาประหยัดหายากขึ้น
แนวโน้มที่อยู่อาศัย
ชงปรับลดขนาดบ้าน
ดังนั้น 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ (สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมอาคารชุดไทย, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย) เสนอให้กรมที่ดิน ลดขนาดที่ดินขั้นต่ำในการจัดสรร เป็นข้อเสนอเพื่อปรับโครงสร้างราคาบ้านให้ ถูกลงและเข้าถึงง่ายขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมครอบครัวที่เล็กลง ดังนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

การสร้างบ้าน คือการลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของคนไทยหลายคนแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้บริโภคหวาดกลัวไม่ใช่แค่ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับขึ้น หรือเศรษฐกิจที่ผันผวนแต่คือความเสี่ยงที่จ่ายเงินไปแล้ว “ไม่ได้บ้าน”ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้รับเหมาทิ้งงาน สร้างไม่เสร็จ ขาดสภาพคล่อง ทุจริต หรือผิดสัญญา จนเจ้าของบ้านต้องรับภาระทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาเมื่อความเชื่อมั่นกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) จึงตัดสินใจเดินหมากสำคัญ ด้วยการประกาศจัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค” (HBA Consumer Insurance Fund) เพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองลูกค้าของบริษัทสมาชิกทั่วประเทศโดยกำหนดวงเงินเยียวยาสูงสุด 1 ล้านบาท และจ่ายชดเชยภายใน 30 วัน เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด คำถามคือ กองทุนนี้จะเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านได้อย่างไร ?
ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนก่อสร้างผันผวน และการแข่งขันรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าวกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสะท้อนจากข้อมูลข้อร้องเรียนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีมากกว่า 3,100 เรื่องทั่วประเทศในปี 2566 หลายกรณีจบลงด้วยการฟ้องร้องที่ใช้เวลายาวนาน ขณะที่เจ้าของบ้านต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติม และบางรายสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ “วิกฤติความเชื่อมั่น”ไม่เฉพาะต่อผู้รับเหมารายใดรายหนึ่ง แต่กระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านทั้งหมด
อนันต์กร นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มองว่า ถึงเวลาที่สมาคมต้องยกระดับบทบาทตัวเองจากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสู่การเป็นองค์กรที่สร้าง “หลักประกัน” ให้กับผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค”ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านสร้างกลไกคุ้มครองความเสียหายให้กับลูกค้าโดยตรงเป้าหมายไม่ใช่เพียงช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาแต่ต้องการส่งสัญญาณให้ตลาดเห็นว่า บริษัทสมาชิกของสมาคมผ่านกระบวนการคัดกรอง และมีระบบรองรับความเสี่ยงที่ชัดเจน
หัวใจสำคัญของกองทุน คือการคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีข้อพิพาทร้ายแรงที่ส่งผลให้การก่อสร้างไม่สามารถดำเนินต่อได้เช่น
โดยกำหนดวงเงินเยียวยาสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย หรือจ่ายตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในอีกมุมหนึ่ง กองทุนนี้ยังทำหน้าที่เป็น “ตราประทับความน่าเชื่อถือ”ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลของสมาคม ออกจากผู้ให้บริการทั่วไปในตลาด
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของข้อพิพาทด้านก่อสร้าง คือกระบวนการเยียวยาที่มักใช้เวลานานHBA จึงกำหนดเงื่อนไขให้กองทุนสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือได้ภายใน 30 วันหลังจากคณะกรรมการร่วมพิจารณามีมติเป็นเอกฉันท์ว่าบริษัทสมาชิกกระทำผิดจริงหรือในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาลนั่นหมายความว่า ผู้บริโภคจะสามารถนำเงินไปใช้ในการหาผู้รับเหมารายใหม่ หรือดำเนินโครงการต่อได้เร็วขึ้นลดความเสียหายจากการหยุดชะงักของงานก่อสร้าง
สิ่งที่น่าสนใจคือ กองทุนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเยียวยาแต่ยังเป็นแรงจูงใจให้สมาคมต้องยกระดับมาตรฐานสมาชิกมากขึ้นเพราะทุกความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจสะท้อนกลับมาที่ความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ HBA จึงปรับเกณฑ์รับสมาชิกใหม่ให้เข้มงวดขึ้น ทั้งด้านฐานะทางการเงิน การบริหารจัดการ คุณภาพงานก่อสร้าง และแผนธุรกิจพร้อมติดตามประเมินศักยภาพของสมาชิกอย่างต่อเนื่องกล่าวอีกนัยหนึ่ง กองทุนนี้จึงไม่ใช่แค่ “ปลายทางของการเยียวยา”แต่เป็น “ต้นทางของการคัดกรองความเสี่ยง”
ปัจจุบัน HBA มีสมาชิก 84 บริษัททั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 บริษัทภายในสิ้นปีนี้ขณะที่โครงการกองทุนประกันผู้บริโภคจะเริ่มคุ้มครองสัญญาที่ลงนามตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถึง 31 กรกฎาคม 2571หากมองในภาพใหญ่ การตั้งกองทุนครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่สวัสดิการเพิ่มเติมให้ลูกค้าแต่เป็นความพยายามสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเพราะสุดท้ายแล้ว ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนหลักล้านบาทสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุดแต่คือความมั่นใจว่า เงินที่จ่ายไป จะเปลี่ยนเป็นบ้านที่สร้างเสร็จจริง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์มอง กรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาทต่อ ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนระหว่างโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.74-32.81 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ตามจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ได้ปรับตัวขึ้น แย่กว่าคาด แต่ดัชนีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต โดย Philadelphia FED ในเดือนมิถุนายน ได้ปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 10.3 จุด ดีกว่าคาด
ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ขณะเดียวกัน ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนการปรับตัวขึ้นโดดเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้อ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ จนเกือบถึงระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ (อาจเป็นผลของการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด) ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ การทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง และสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แถวโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นนั้นยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจสงวนท่าทีระมัดระวังตัว ซึ่งจะจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ไปพร้อมกับจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ต้องระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ได้ หากทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้จริง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 40 สตางค์ หรือ เกิน 1% ในวัน
แม้ว่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง จากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ ที่อาจหนุนการทยอยเข้าซื้อของผู้เล่นในตลาด แต่หากบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง เราประเมินว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ โดยเราเริ่มเห็นสัญญาณการทยอยกลับเข้าซื้อทั้งหุ้นและบอนด์ไทยในช่วงนี้ และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ยากนั้น จะถูกจำกัดไว้แถวโซนดังกล่าว ขณะที่ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าในกรณีที่ไม่เผชิญปัจจัยการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจถูกชะลอไว้แถวช่วง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทะลุโซนดังกล่าวได้ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง แม้จะถูกกดดันบ้างจากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่าบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Semiconductor ได้รีบาวด์สูงขึ้น นำโดย Intel +10.6% ตอบรับกระแสข่าว Intel กับ Apple เตรียมร่วมมือกันออกแบบและผลิตชิปในสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.1% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตอบรับข่าวการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.91%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.34% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% และไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน จากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงแรงของทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาแร่โลหะ อย่าง ทองคำ นำโดย Shell -2.6%, Rio Tinto -3.0% นอกจากนี้ การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Healthcare เป็นวงกว้างยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรป Roche -2.7%, Novartis -2.5%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางระหว่างโซน 4.42%-4.47% แม้จะเผชิญแรงกดดันบ้างจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ได้ช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เราประเมินว่า แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหว Sideways ในช่วงนี้ ทว่าความเสี่ยง Two-way Risk ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up แม้จะถูกกดดันในช่วงแรกจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่น กอปรกับการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ซึ่งกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังอ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่ถูกชะลอลงบ้าง (และพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย) จากความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.5-101 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลง สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้ง รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB
ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนพฤษภาคม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตาม สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ ประจำวันที่ 19 มิ.ย. 69 เกาะติดผลการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม
แคนาดา เจ้าภาพร่วมโชว์ฟอร์มโหดไล่ถล่ม กาตาร์ ที่ต้องเหลือผู้เล่นเพียง 9 คน ไปแบบขาดลอย 6-0 โดยเกมนี้ โจนาธาน เดวิด ดาวยิงตัวเก่งของทีมกดแฮตทริกได้ด่้วย ทำให้ “ทัพเมเปิล” ขยับขึ้นนำจ่าฝูงของกลุ่มบี
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569
กลุ่มเอ
กลุ่มบี
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

หลายคนมักนึกถึงอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย หรือปัญหาไต เมื่อพบความผิดปกติของปัสสาวะและอุจจาระ แต่ในบางกรณี สัญญาณเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ โรคตับ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อตับทำงานผิดปกติจนกระทบการจัดการน้ำดีและบิลิรูบินในร่างกาย
ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า โรคตับแข็งคือภาวะที่ตับเกิดพังผืดและเสียหายอย่างถาวร ทำให้การทำงานของตับลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น ท้องมาน เลือดออกง่าย สับสน ติดเชื้อง่าย หรือเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับมากขึ้น
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับมักเตือนว่า โรคตับหลายชนิดสามารถค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ตับอาจเสียหายไปมากแล้ว โดยเฉพาะโรคตับแข็งที่เกิดจากการทำลายเซลล์ตับต่อเนื่อง จนเนื้อเยื่อตับถูกแทนที่ด้วยพังผืด
เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายอาจเริ่มมีสัญญาณผิดปกติหลายแบบ ทั้งอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องบวม ตัวเหลือง ตาเหลือง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณที่หลายคนมองข้าม
โดยทั่วไป ปัสสาวะมักมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน แต่หากปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายชาแก่ น้ำตาล หรือเข้มขึ้นต่อเนื่องแม้ดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย
ข้อมูลจาก NIDDK และ Mayo Clinic ระบุว่า ปัสสาวะสีเข้มอาจเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เนื่องจากตับมีบทบาทในการจัดการบิลิรูบิน เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติ บิลิรูบินอาจสะสมในเลือดและถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะเข้มไม่ได้แปลว่าเป็นโรคตับเสมอไป เพราะอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย ยาบางชนิด วิตามินบางประเภท หรืออาหารบางอย่างได้ หากสีเข้มผิดปกตินานหลายวัน หรือมีตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียมาก ควรพบแพทย์

อุจจาระปกติมักมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเหลืองจากน้ำดีที่เข้าสู่ลำไส้ หากอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีซีด สีเทา สีขาว หรือคล้ายดินเหนียวต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่าการไหลของน้ำดีผิดปกติ
ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า อุจจาระสีซีดอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีน้ำดีเข้าสู่ทางเดินอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาของตับ ถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี เช่น ท่อน้ำดีอุดตัน นิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคตับบางชนิด
หากอุจจาระซีดเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่จำเป็นต้องตกใจ แต่ถ้าเป็นซ้ำหลายวัน ร่วมกับปัสสาวะสีเข้ม คันตามตัว ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องด้านขวาบน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
อาการท้องเสียมักถูกโยงกับอาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ หรือระบบย่อยอาหารผิดปกติ แต่ในบางราย อาการถ่ายเหลวเรื้อรังหรือถ่ายผิดปกติซ้ำ ๆ อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับและระบบน้ำดีได้เช่นกัน
เมื่อการทำงานของตับหรือการไหลของน้ำดีผิดปกติ การย่อยและดูดซึมไขมันอาจได้รับผลกระทบ ทำให้บางคนมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ถ่ายผิดปกติ หรือถ่ายเหลวได้ ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า โรคตับอาจทำให้เกิดปัญหาการย่อยอาหาร โดยเฉพาะการย่อยไขมัน
หากท้องเสียเกิดขึ้นเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการร่วม เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวม ปัสสาวะเข้ม หรืออุจจาระซีด ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่อง แต่ควรตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจัง
นอกจากความผิดปกติของปัสสาวะและอุจจาระแล้ว โรคตับแข็งหรือโรคตับบางชนิดอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ข้อมูลจาก Mayo Clinic และ NIDDK ระบุว่า อาการที่ควรระวังมีหลายอย่าง เช่น
อาการปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด หรือท้องเสียเรื้อรัง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคตับเสมอไป แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากอาการเกิดซ้ำ หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วย
ควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มต่อเนื่อง อุจจาระสีซีดหลายวัน ปวดท้องรุนแรง อ่อนเพลียมาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือท้องบวมผิดปกติ หากมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือถ่ายมีเลือด ควรไปโรงพยาบาลทันที
โรคตับไม่ใช่ทุกครั้งที่จะเริ่มจากอาการปวดตับหรือปวดชายโครงขวา บางครั้งร่างกายอาจส่งสัญญาณผ่านสิ่งที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด หรือท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
แม้อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นโรคตับแข็งหรือโรคตับเสมอไป แต่เป็นสัญญาณที่ควรสังเกตและตรวจให้ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบ น้ำหนักเกิน เบาหวาน หรือค่าตับผิดปกติ เพราะการพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้รักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คำขยายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ
เราใช้คำขยายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Adjectives) เพื่ออธิบายว่าใครเป็นเจ้าของ (หรือมี) บางสิ่ง possessive adjective จะต้องถูกวางไว้หน้าคำนาม (noun) ตัวอย่างเช่น
My computer.
Your pen.
Our car.
possessive adjectives ในภาษาอังกฤษมีดังนี้

นี่คือตัวอย่าง
What’s your address?
My car is in front of the school.
This is Jack and this is his wife, Sue.
Put your coats on the back of your seats.
Our new Maths teacher is very nice.
What a beautiful bird! Its feathers are bright blue!
My sister is always tired. Her job is difficult.
His และ Her
จำไว้ว่าในภาษาอังกฤษ คำนามไม่มีเพศว่าเป็น หญิง หรือ ชาย ดังนั้นเวลาที่เราใช้ ‘his’ เราจึงหมายถึงสิ่งของนั้น ‘เป็นของผู้ชาย’ และเวลาที่เราใช้ ‘her’ เราหมายความว่าของชิ้นนั้น ‘เป็นของผู้หญิง’ ตัวอย่างเช่น


สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ
เช่นเดียวกับ possessive adjectives เราใช้สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (possessive pronouns) เพื่อบอกว่าใครเป็นเจ้าของอะไร แต่สำหรับคำสรรพนาม เราไม่จำเป็นต้องมีคำนาม เราจะใช้ possessive pronouns เวลาที่แน่ใจอยู่แล้วว่าของชิ้นไหนที่เรากำลังพูดถึง
Whose pen is this? It’s mine. (meaning ‘my pen’)
นี่คือ possessive pronouns ทั้งหมด

อย่างที่เห็น สรรพนามอย่าง ‘his’ และ ‘its’ ถูกใช้แบบเดียวกันกับคำขยาย (adjectives) ในขณะที่ตัวอื่นเปลี่ยนโดยการเพิ่ม –s ยกเว้นคำว่า ‘mine’ นี่คือตัวอย่าง
That’s Anna’s homework and this is yours.
Your hotel is near the city center while ours is near the airport.
I love your sofa. Mine isn’t as comfortable is yours.
We don’t need help with our project but the boys need help with theirs.
Is this Carol’s bicycle? – No, that red one over there is hers.
Whose game is this? – Sam was playing earlier so it must be his.
เราสามารถวาง possessive pronouns ตามหลังคำนามแล้ว + ‘of’ ตัวอย่างเช่น
I’m a friend of his.
You’re a student of mine.
She’s a colleague of ours.
นี่คือตารางคำขยายและคำสรรพนามเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสำหรับใช้อ้างอิง

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th

ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์กำลังถูกจับตามากขึ้น หลังการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต้องเร่งขยายศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับการประมวลผลขนาดใหญ่ ทั้งการฝึกโมเดล AI การให้บริการคลาวด์ และการประมวลผลแบบเรียลไทม์
แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มีเพียงเม็ดเงินลงทุนหรือจำนวนชิปประมวลผลที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำที่ใช้ในระบบหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ชุมชน นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจคลาวด์และ AI ที่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะกำลังประมวลผล แต่ต้องแข่งขันกันที่ความสามารถในการบริหารทรัพยากร โดยเฉพาะ “น้ำ” ซึ่งกำลังกลายเป็นต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่บิ๊กเทคต้องเปิดเผยและบริหารให้ชัดเจนมากขึ้น
AWS เร่ง Water Positive 2030 ลดดึงนํ้าจืดจากชุมชน
แผนหลักของ Amazon Web Services หรือ AWS อยู่ภายใต้เป้าหมายระยะยาวในการเป็น water positive ภายในปี 2030 หรือการคืนน้ำให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า AWS เดินหน้าไปแล้ว 75% ของเป้าหมาย พร้อมขยายการใช้น้ำรีไซเคิลและน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วในดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อลดการดึงน้ำจืดจากชุมชน


AWS วางเรื่องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI เพราะการเพิ่มกำลังประมวลผลไม่สามารถพิจารณาเฉพาะไฟฟ้าหรือพื้นที่ก่อสร้างได้อีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ
ปัจจุบัน AWS ใช้น้ำรีไซเคิลในระบบหล่อเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ 24 แห่งทั่วโลก และมีแผนขยายการใช้น้ำรีไซเคิลไปสู่มากกว่า 120 พื้นที่ในรัฐและเคาน์ตีของสหรัฐฯ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ภายในปี 2030 โดยบริษัทประเมินว่าแนวทางนี้จะช่วยรักษาน้ำสะอาดสำหรับชุมชนในสหรัฐฯ ได้มากกว่า 530 ล้านแกลลอนต่อปี
นอกจากนี้ AWS ยังเดินหน้าโครงการฟื้นฟูน้ำมากกว่า 50 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยคืนน้ำกลับสู่ชุมชนได้มากกว่า 5.8 พันล้านแกลลอนต่อปี เมื่อโครงการทั้งหมดดำเนินการเต็มรูปแบบ สะท้อนว่าเป้าหมาย water positive ไม่ได้อยู่ที่การลดใช้น้ำในดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการลงทุนฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจด้วย
ส่วนตัวเลขการใช้น้ำที่ AWS เปิดเผยในเดือนมิถุนายน 2026 เป็นข้อมูลการใช้น้ำจริงของปี 2025 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกของ Amazon ใช้น้ำรวมประมาณ 2.5 พันล้านแกลลอน หรือราว 9.5 พันล้านลิตร ขณะที่ไซต์ที่บริษัทเป็นเจ้าของและดำเนินการโดยตรงใช้น้ำลดลง 2% จากปีก่อน แม้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังขยายตัว
ตัวชี้วัดสำคัญคือ Water Usage Effectiveness หรือ WUE ซึ่ง AWS ระบุว่าอยู่ที่ 0.12 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2025 ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมกว่า 7 เท่า และดีขึ้น 52% เมื่อเทียบกับปี 2021 ตัวเลขนี้ถูกใช้สะท้อนว่า AWS พยายามลดการใช้น้ำต่อหน่วยประมวลผล แม้ความต้องการคลาวด์และ AI ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
มาตรการหลักของ AWS คือการพึ่งพา free air cooling หรือการใช้อากาศภายนอกช่วยระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์ โดยบริษัทระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศประมาณ 90% ของเวลา และใช้น้ำเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิสูงมากเท่านั้น
นอกจากนี้ AWS ยังปรับให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานได้ในอุณหภูมิที่สูงขึ้น เพื่อลดชั่วโมงการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น โดยผลทดสอบของบริษัทระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เดินเครื่องในอุณหภูมิสูงขึ้นสามารถลดการใช้น้ำได้ราว 50% เมื่อเทียบกับศูนย์ข้อมูลที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน
ประเด็นสำคัญของ AWS จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวเลขว่าใช้น้ำเท่าไรในปีที่ผ่านมา แต่คือการใช้ข้อมูลล่าสุดเพื่อยืนยันแผนลดแรงกดดันด้านน้ำในระยะยาว ท่ามกลางการขยายดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับ AI ซึ่งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ไมโครซอฟท์ ชูดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ ใช้นํ้าเท่าร้านอาหาร 1 แห่ง
นายสัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไมโครซอฟท์ กล่าวว่าแนวทางพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ของไมโครซอฟท์อยู่ภายใต้แนวคิด Community-First AI Infrastructure เพื่อตอบโจทย์ความกังวลของชุมชนท้องถิ่น ทั้งเรื่องน้ำ พลังงาน ค่าไฟ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ของบริษัทใช้ระบบหล่อเย็นแบบเติมน้ำเพียงครั้งเดียว จากนั้นสามารถเดินเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแทบไม่ต้องใช้น้ำเพิ่มเติม
นายนาเดลลา กล่าวว่า ปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยตลอดทั้งปีของดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่นี้ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับร้านอาหารเพียง 1 แห่ง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่า Microsoft ต้องการลดแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI
เทคโนโลยีสำคัญคือ Closed-Loop Liquid Cooling หรือระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิด ซึ่งแตกต่างจากดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการระเหยของน้ำเพื่อระบายความร้อน และต้องเติมน้ำใหม่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
สำหรับระบบใหม่ น้ำจะถูกเติมเข้าไปตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ก่อนหมุนเวียนใช้งานซ้ำภายในวงจรตลอดอายุการใช้งาน โดยกว่า 90% ของระบบทำความเย็นพึ่งพาการหมุนเวียนน้ำในระบบปิด ขณะที่ส่วนที่เหลือใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศภายนอก และจะใช้น้ำเพิ่มเติมเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิสูงมากเท่านั้น
กระบวนการทำงานเริ่มจากการส่งน้ำเย็นผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ AI เมื่อน้ำดูดซับความร้อนแล้ว จะถูกส่งต่อไปยังระบบชิลเลอร์เพื่อระบายความร้อน ก่อนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ทำให้ลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยจำนวนมากเมื่อเทียบกับระบบเดิม
แนวทางดังกล่าวสามารถช่วยประหยัดน้ำได้หลายพันล้านแกลลอน หากถูกนำไปใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ในอนาคต โดยเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้จริงใน Fairwater AI Data Center เมือง Mount Pleasant รัฐ Wisconsin ซึ่งบริษัทวางให้เป็นต้นแบบของดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่
ทั้งนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ AI แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างในสหรัฐฯ หลายแห่งจะใช้แบบเดียวกับ Fairwater และจะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นต่อไปของบริษัท
แผนดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมาย water positive ภายในปี 2030 ที่ Microsoft ตั้งเป้าคืนน้ำกลับสู่ระบบนิเวศมากกว่าปริมาณที่บริษัทใช้งานทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องจับตาคือ เทคโนโลยีใหม่นี้ยังครอบคลุมเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของศูนย์ข้อมูลเดิมทั้งหมดของ Microsoft Azure ซึ่งมีมากกว่า 500 แห่ง ครอบคลุมกว่า 80 ภูมิภาคทั่วโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

หลายคนเคยเห็นน้ำตาลกรวดเป็นก้อนใสๆ วางขายตามร้านของชำ หรือถูกใส่ในน้ำเก๊กฮวยและน้ำสมุนไพร แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมมันถึงใสเหมือนแก้ว? แล้วต่างจากน้ำตาลทรายที่เราใช้ทุกวันตรงไหน?
ความจริงแล้ว น้ำตาลกรวดกับน้ำตาลทรายมีจุดเริ่มต้นคล้ายกันกว่าที่หลายคนคิด
น้ำตาลกรวดส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำตาลซูโครสเช่นเดียวกับน้ำตาลทราย
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “วิธีการตกผลึก“
น้ำตาลทรายถูกทำให้เกิดผลึกขนาดเล็กจำนวนมาก ส่วนน้ำตาลกรวดจะปล่อยให้ผลึกค่อยๆ ก่อตัวเป็นเวลานานกว่า จนกลายเป็นผลึกขนาดใหญ่และมีความใสมากขึ้น
เพราะผลึกของน้ำตาลกรวดมีขนาดใหญ่และเรียงตัวเป็นระเบียบ แสงจึงสามารถผ่านเข้าไปได้มากกว่าน้ำตาลทรายที่มีผลึกเล็กละเอียด จึงทำให้ดูโปร่งใสคล้ายคริสตัล
หลายคนเชื่อว่า น้ำตาลกรวดหวานนุ่มกว่า แต่ในความเป็นจริง หากชั่งน้ำหนักเท่ากัน ความหวานแทบไม่ต่างกันมาก เพราะเป็นน้ำตาลซูโครสเหมือนกัน
ความรู้สึกว่าหวานละมุนกว่า มักเกิดจากการนำไปใช้ในเครื่องดื่มหรือน้ำสมุนไพรที่มีรสชาติอ่อน
เหตุผลที่มักเห็นน้ำตาลกรวดใน
ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อว่าช่วยให้รสหวานนุ่ม ไม่กลบรสของสมุนไพร รวมถึงในอดีต น้ำตาลกรวดยังถูกมองว่าเป็นน้ำตาลที่มีความบริสุทธิ์สูงจากกระบวนการตกผลึก
น้ำตาลกรวดสีเหลืองมักผ่านการขัดสีน้อยกว่า จึงยังมีสารประกอบบางส่วนจากอ้อยหลงเหลืออยู่ ทำให้มีสีเหลืองอำพันอ่อนๆ
ส่วนสีขาวจะผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์มากกว่า แต่ทั้งคู่ยังคงเป็นน้ำตาลและให้พลังงานใกล้เคียงกัน
ดังนั้นสรุปได้ว่า น้ำตาลกรวดไม่ได้เป็นน้ำตาลคนละชนิดกับน้ำตาลทราย แต่แตกต่างกันที่กระบวนการผลิตและการตกผลึก ทำให้เกิดผลึกขนาดใหญ่ โปร่งใส และมีลักษณะเป็นก้อนคล้ายคริสตัล แม้หลายคนจะรู้สึกว่าน้ำตาลกรวดหวานนุ่มกว่า แต่ในแง่ขององค์ประกอบหลักแล้ว ทั้งสองชนิดมีความใกล้เคียงกันมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,500.00 | 64,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,170.00 | 63,217.20 | 65,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,753.00 | 56,895.48 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,336.00 | 50,573.76 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,876.50 | 28,447.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,459.50 | 22,126.02 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,321.24 | 65,510.00 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.85 | 38.85 | 39.35 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.48 | 38.48 | 38.98 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.85 | 33.85 | 34.35 | 33.85 | – | 33.85 | 33.85 | 33.85 | 33.85 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.79 | 29.79 | – | – | – | – | – | – | 29.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 48.44 | – | – | 53.41 | – | 48.94 | 48.59 | – | 48.44 |
| ดีเซล | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 | 37.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 54.25 | 54.25 | 49.84 | 54.25 | – | – | – | – | 54.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อชะลอตัว สต็อกคงค้างสะสม และการเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนมากเบนเข็มลงทุนสู่ “ภูเก็ต” เมืองท่องเที่ยวที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก! ซึ่งการหลั่งไหลของทุนก้อนใหญ่กำลังทำให้ตลาดแห่งนี้เข้าสู่สมรภูมิเดือด เมื่อ “ซัพพลาย” โตเร็วกว่าดีมานด์ และราคาที่อยู่อาศัยบางทำเลขยับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับย่านไพร์มแอเรียของกรุงเทพฯ
ณัฎฐา คหาปนะ หุ้นส่วนและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่จากส่วนกลางต่างเร่งกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญภาวะฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ปลายทางของเม็ดเงินจำนวนมากคือ “ภูเก็ต”
เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่เป็นเพราะภูเก็ตกำลังเปลี่ยนสถานะจากเมืองท่องเที่ยวสู่ “เมืองพักอาศัยระดับโลก” ที่มีทั้งกลุ่ม Long-stay Digital Nomad นักลงทุนต่างชาติ และผู้ซื้อบ้านหลังที่สองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กระแสดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม วิลล่า และ Branded Residence ระดับลักชัวรีจำนวนมาก เมื่อผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากดาหน้าเข้ามาพร้อมกัน ตลาดจึงเริ่มเข้าสู่ภาวะแข่งขันรุนแรง
หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน หลายคนมอง “ภูเก็ต” เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยโรงแรม ร้านอาหาร และนักเดินทางจากทั่วโลก แต่วันนี้ ภูเก็ต กำลังเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก “เมืองท่องเที่ยว” ไปสู่ “เมืองลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ” อย่างเต็มตัว
การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเติบโตของกลุ่ม Long-stay Residents ผู้พำนักระยะยาว รวมถึงกระแส Digital Nomad ที่เลือกใช้ชีวิตและทำงานจากที่ใดก็ได้ กำลังเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการอสังหาฯ บนเกาะแห่งนี้ ผลลัพธ์ คือ คอนโดระดับพรีเมียม วิลล่าหรู และ Branded Residence เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและผู้ซื้อชาวต่างชาติ
แต่อีกด้านหนึ่ง การหลั่งไหลเข้ามาของผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ และต่างประเทศ กำลังทำให้ตลาดภูเก็ตเข้าสู่ช่วงแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ข้อมูลปี 2568 ภูเก็ตมีอุปทานคอนโดสะสมรวม 42,061 หน่วย แม้จะยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง แต่จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่อยู่ที่ 5,073 หน่วย ลดลงถึง 51.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“ผู้ประกอบการเริ่มระมัดระวังมากขึ้น หลังจากหลายปีที่ตลาดเร่งเปิดโครงการเพื่อตอบรับดีมานด์ต่างชาติที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว”
หากพิจารณาตามทำเล จะพบว่าพื้นที่ “บางเทา” ยังครองตำแหน่งทำเลยอดนิยมอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนอุปทานเปิดใหม่ถึง 30.8% ของตลาดทั้งหมด รองลงมา กะรน 21.1% และราไวย์ 15.6% สะท้อนชัดว่า ความต้องการยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุน ผู้พักอาศัยระยะยาว และตลาดลักชัวรี
ในตลาด “วิลล่า” ภูเก็ตมีอุปทานสะสมรวม 7,789 หน่วย มีวิลล่าเปิดใหม่ในปี 2568 อยู่ที่ 774 หน่วย ลดลง 48.2% จากปีก่อนหน้า สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่จำนวนโครงการที่ลดลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของทำเล “ศรีสุนทร” กลายเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนอุปทานใหม่สูงสุด 18.1% ตามมาด้วยถลาง 17.8% และบางโจ 16.3%
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าผู้พัฒนาโครงการกำลังขยับออกจากพื้นที่ชายหาดดั้งเดิม ไปสู่ทำเลรอบนอกที่ต้นทุนที่ดินเหมาะสมกว่า ขณะที่พื้นที่อย่างเชิงทะเล ลายัน หรือในหาน แม้เป็นทำเลที่ได้รับความนิยมสูง แต่ข้อจำกัดด้านที่ดินและราคาที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ทำได้ยากขึ้น
แม้อุปทานใหม่จะลดลง แต่ฝั่งความต้องการซื้อยังคงอยู่ในระดับสูง ปี 2568 คอนโดมิเนียมมียอดขายใหม่ 4,455 หน่วย ลดลง 24.8% จากปีก่อน อาจดูเหมือนตลาดเริ่ม“ชะลอตัว” แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า ความต้องการซื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง
“บางเทา” ครองสัดส่วนยอดขายมากสุด 32.7% ตามมาด้วย กะรน 17.9% และ กมลา 9.4% ทั้ง 3 พื้นที่ล้วนเป็นทำเลที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก สามารถดึงดูดทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และนักลงทุนปล่อยเช่า
ส่วนตลาดวิลล่ากลับแสดงภาพที่ต่างออกไป ยอดขายวิลล่าปี 2568 อยู่ที่ 631 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.9% เชิงทะเลเป็นทำเลขายดีสุด 19.9% ของยอดขายทั้งหมด ตามด้วย ป่าคลอก 13.9% และบางโจ 13.4% สะท้อนว่าตลาดวิลล่าระดับบนยังได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงที่มองหาทรัพย์สินเพื่อการพักผ่อนและการลงทุนระยะยาว
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุด คือ ระดับราคาคอนโด ปัจจุบันราคาขายเฉลี่ยในภูเก็ต 125,000-160,000 บาทต่อตารางเมตร แต่บางทำเล ทะลุ 180,000 บาทต่อตารางเมตรไปแล้ว โดยบางเทามีราคาสูงสุดเฉลี่ย 283,975 บาทต่อตารางเมตร ตามมาด้วยลายัน 197,000 บาทต่อตารางเมตร และกมลา 182,375 บาทต่อตารางเมตร
ราคาดังกล่าว สะท้อนถึงความหายากของที่ดินริมทะเล ซึ่งกลายเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดมากขึ้นทุกปี เมื่อที่ดินหายากขึ้น ราคาขายโครงการใหม่จึงถูกผลักดันให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะนี้ยังพบว่า “ลายัน” เป็นพื้นที่ที่มีราคาวิลล่าสูงสุดในภูเก็ต เฉลี่ย 285 ล้านบาทต่อยูนิต รองลงมาคือ บางเทา 255.8 ล้านบาทต่อยูนิต และกมลา 234.3 ล้านบาทต่อยูนิต ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ภูเก็ตไม่ได้แข่งขันกับตลาดอสังหาฯ ในประเทศไทยเท่านั้น แต่กำลังแข่งขันกับเมืองตากอากาศระดับโลกอย่างบาหลี ดูไบ หรือเกาะสมุยในตลาดนักลงทุนต่างชาติ
“เบื้องหลังการเติบโต คือการเข้ามาของโครงการ Branded Residence และลักชัวรี พูลวิลล่า ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โรงแรมระดับโลก กลายเป็นสินทรัพย์ที่ผู้ซื้อกำลังซื้อสูงให้ความสำคัญมากขึ้น”
แม้แนวโน้มตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตยังเป็นบวก แต่ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีที่ง่ายสำหรับทุกโครงการ เหตุผลสำคัญคือ การแข่งขันในตลาด Off-plan หรือการขายล่วงหน้าที่รุนแรงขึ้นตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการจำนวนมากเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการเริ่มแข่งขันด้านราคา โปรโมชั่น และเงื่อนไขการชำระเงิน โดยเฉพาะโครงการในทำเลรอง หรือไม่มีจุดขายที่ชัดเจน อาจต้องเผชิญกับระยะเวลาขายที่ยาวนานขึ้น ด้านผู้ซื้อมีแนวโน้มเลือกโครงการที่มีแบรนด์แข็งแรง บริหารจัดการดี และสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าได้จริง
อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนจับตา คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้รวมถึงแนวคิด ”สนามบินแห่งใหม่” ในจังหวัดพังงา หากเกิดขึ้นจริง จะช่วยเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่ทางตอนเหนือของภูเก็ตและพังงา ไม่ว่าจะเป็นไม้ขาว ในยาง ท้ายเหมือง และนาใต้ พื้นที่เหล่านี้อาจกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของการพัฒนาอสังหาฯ ใน 5-10ปี ข้างหน้า เช่นเดียวกับ ”บางเทา” ที่เปลี่ยนจากพื้นที่รอง กลายเป็นทำเลดาวเด่น
สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือ ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตยังคงขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อจากต่างชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน ยุโรป อินเดีย และตะวันออกกลาง ที่ไม่ได้มองภูเก็ตเป็นเพียงจุดหมายท่องเที่ยว แต่มองเป็นสถานที่อยู่อาศัยระยะยาว สินทรัพย์ลงทุน และแหล่งสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบเมืองท่องเที่ยวอื่นของไทยแม้จะยังมีความผันผวนตามฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม
ณัฎฐา มองว่า ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญผู้พัฒนาโครงการเริ่มขยายไปยังพื้นที่ใหม่เพื่อบริหารต้นทุน ขณะที่ “ผู้ซื้อ” ยังคงให้คุณค่ากับทำเลชายฝั่งและพื้นที่ที่มีระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวแข็งแกร่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ”ไม่ใช่” การลดลงของความต้องการซื้อแต่เป็นผลจากข้อจำกัดด้านที่ดินในทำเลหลัก โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของเกาะในระยะยาว พื้นที่ใหม่อาจมีบทบาทมากขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
แต่สำหรับบางเทา ลายัน เชิงทะเล และกมลา ซึ่งมีที่ดินจำกัดและเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลกทำเลเหล่านี้ยังคงเป็นสินทรัพย์หายาก มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว และทำให้ตลาดอสังหาฯ “ภูเก็ต” น่าจับตาที่สุดของประเทศไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังส่งสัญญาณที่น่าสนใจ เมื่อจำนวนและมูลค่าที่อยู่อาศัย “มือสอง” ที่ประกาศขายทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ พบมูลค่าทรัพย์ประกาศขายพุ่งขึ้นมากกว่า 2 เท่า ภายในปีเดียวคำถามคือ นี่เป็นเพียงการหมุนเวียนทรัพย์ตามปกติ หรือกำลังสะท้อนแรงกดดันบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตลาดอสังหาฯ
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 กรุงเทพฯ มีที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขาย 70,495 หน่วย เพิ่มขึ้น 117.9% จากปีก่อนที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มูลค่ารวมของทรัพย์ที่ประกาศขายอยู่ที่ 701,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 234% ตัวเลขสะท้อนว่า ไม่เพียงจำนวนทรัพย์ที่เข้าสู่ตลาดจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีทรัพย์มูลค่าสูงจำนวนมากถูกนำออกมาประกาศขายพร้อมกัน
รองลงมาคือ ชลบุรี มูลค่าประกาศขาย 70,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.2%ตามมาด้วย นนทบุรี มูลค่า 68,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.1% และสมุทรปราการ มูลค่า 60,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.8% ่ปทุมธานี มูลค่า 32,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23%

ภาพรวมสะท้อนว่าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักของตลาดบ้านมือสอง เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมาก และมีการซื้อขายเปลี่ยนมือเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ด้าน “เชียงใหม่” มีมูลค่าประกาศขาย 29,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% ภูเก็ต 23,960 ล้านบาท แม้จำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 20.3% แต่กลับมีมูลค่าลดลง 3.9% ส่วนสุราษฎร์ธานี มูลค่า 12,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ตลาดบ้านมือสองในเมืองท่องเที่ยวยังมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แต่ลักษณะทรัพย์ที่เข้าสู่ตลาดอาจเปลี่ยนไป โดยเฉพาะภูเก็ตที่จำนวนทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ราคาหรือมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยกลับลดลง
อีกจังหวัดที่น่าจับตาคือ “ระยอง” ซึ่งมีจำนวนประกาศขาย 7,079 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 54.4% มูลค่ารวมอยู่ที่ 12,933 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.2% การเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมและการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยังคงดึงดูดประชากรและเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่
การเพิ่มขึ้นของ “บ้านมือสอง” ที่ประกาศขาย ไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังชะลอตัวเสมอไป ในอีกมุมหนึ่ง อาจสะท้อนการปรับพอร์ตการลงทุนของเจ้าของทรัพย์ การย้ายที่อยู่อาศัย หรือการนำทรัพย์ออกมาขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม การที่กรุงเทพฯ มีมูลค่าประกาศขายพุ่งขึ้นถึง 234% ถือเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเผชิญแรงขายจากเจ้าของทรัพย์มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือ อุปทานบ้านมือสองที่เพิ่มขึ้น จะถูกดูดซับได้เร็วแค่ไหน และกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเพียงพอรองรับทรัพย์จำนวนมหาศาลที่กำลังเข้าสู่ตลาดหรือไม่! เพราะหากอุปทานเพิ่มเร็วกว่ากำลังซื้อ ตลาดอสังหาฯ ไทยอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นกว่าที่เคย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 รายการใหญ่สุดแห่งปีของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) กลับมาแข่งขันในสัปดาห์ที่สอง ช่วงระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569
โดยในสัปดาห์สอง ศึกลูกยางเนชันส์ลีก 2026 จะทำการแข่งขันกันทั้งหมด 3 สนาม ประกอบด้วย ตุรกี, ฟิลิปปินส์ และ ประเทศไทย ช่วงระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เคยรู้สึกไหมว่า ทั้งที่นอนครบ 7-8 ชั่วโมง แต่ระหว่างวันกลับง่วงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีแรงทำงาน หรือรู้สึกเฉื่อยชาโดยไม่ทราบสาเหตุ
นอกจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอแล้ว “อาหาร” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับพลังงานของร่างกาย เพราะอาหารบางชนิดอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงเร็ว หรือมีสารอาหารที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย จนทำให้รู้สึกง่วงนอนได้ง่ายขึ้น
มาดูกันว่า มีอาหารอะไรบ้างที่อาจเป็นสาเหตุให้คุณง่วงนอนบ่อยกว่าปกติ
หลายคนดื่มกาแฟเพื่อเพิ่มความสดชื่น แต่หากดื่มตอนท้องว่าง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและฮอร์โมนบางชนิดเปลี่ยนแปลง จนบางคนกลับรู้สึกอ่อนเพลียหรือเหนื่อยล้าหลังดื่มกาแฟได้ นอกจากนี้ เมื่อฤทธิ์ของคาเฟอีนหมดลง ก็อาจทำให้เกิดอาการง่วงหรืออ่อนแรงตามมา
กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม และกรดอะมิโนทริปโตเฟน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย หากรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะช่วงกลางวัน อาจทำให้บางคนรู้สึกง่วงหรือเฉื่อยได้
ช็อกโกแลต โดยเฉพาะชนิดที่มีโกโก้สูง มีสารที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุขในสมอง แต่ขณะเดียวกันก็มีสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้บางคนรู้สึกผ่อนคลายจนง่วงนอนได้เช่นกัน
ครัวซองต์เป็นอาหารที่มีทั้งแป้งขัดขาวและไขมันสูง เมื่อรับประทานในปริมาณมาก ร่างกายต้องใช้พลังงานในการย่อยมากขึ้น ส่งผลให้รู้สึกหนักท้อง อ่อนเพลีย และง่วงได้ง่าย โดยเฉพาะหลังมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน
อาหารที่ทำจากแป้งขัดขาวจะถูกย่อยและดูดซึมได้รวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อย ไม่มีแรง และง่วงนอนในช่วงหลังรับประทาน
แม้ถั่วจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่หากรับประทานมากเกินไป อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก เพราะถั่วมีทั้งไขมันและใยอาหารสูง จึงอาจทำให้รู้สึกแน่นท้อง อ่อนล้า หรืออยากพักผ่อนมากขึ้น
เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง อาจช่วยให้รู้สึกสดชื่นในช่วงแรก แต่เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้เกิดอาการง่วง เหนื่อยล้า และไม่มีสมาธิตามมา
ผลิตภัณฑ์จากนมมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่า “ทริปโตเฟน” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนเมลาโทนินและเซโรโทนิน ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับและความผ่อนคลาย จึงไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกง่วงหลังดื่มนมหรือรับประทานโยเกิร์ต
อย่างไรก็ตาม อาการง่วงนอนอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรือโรคบางชนิด หากคุณรู้สึกง่วงตลอดเวลาแม้จะดูแลตัวเองดีแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
เพราะบางครั้ง “อาหารที่เรากินทุกวัน” อาจเป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายอ่อนล้าโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

รักที่ดี คือการรักตัวเอง
การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องไร้สาระ มันคือสติ
หากคุณคิดที่จะรัก จงรักตัวเองก่อน
เคารพตัวเองและคนอื่นจะเคารพคุณ
การรักตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของความรักตลอดชีวิต
คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณเชื่อว่าตัวเองเป็น
จงกล้าหาญ จงกล้าพอที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ
จงรักตัวเองให้มากกว่าทำร้ายตัวเอง
การตกหลุมรักตัวเองเป็นความลับไปสู่ความสุข
การรักตัวเองเป็นนิ้วกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
หลักฐานของความรักที่ดีที่สุดคือความเชื่อใจ
ความรักที่แท้จริง ต้องเป็นความรัก ที่ไม่มีความลับ
ควารักก็เหมือนกับเกมส์ ง่ายที่จะเริ่ม แต่ยากที่จะจบ
ความรักมันไม่มีเหตุผลหรอกว่าทำไมถึงรัก
ความรักก็เหมือนสงคราม ง่ายที่จะเริ่ม แต่ยากที่จะหยุด
เรื่องจริงมันมีอยู่ว่า ที่ผ่านมาไม่มีอยู่จริง
การรักใครสักคน ควรจะทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้น ไม่ใช่ดึงให้ตกต่ำลง
ไม่มีเหตุผลใด ที่จะไม่ทำตามหัวใจของคุณ
สุขของความรักคงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เจ็บของความรักคงอยู่ตลอดชีวิต
จงมีความรักเมื่อคุณพร้อม ไม่ใช่เมื่อคุณเหงา
รักที่ดี คือการรักตัวเอง
จงรักคนข้างๆ คุณราวกับว่าไม่มีพรุ่งนี้อีกแล้ว
รักแท้จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากอีกฝ่าย
ความรักหรือมิตรภาพ คุณเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทำตามหัวใจแต่อย่าลืมเอา “สมอง” ไปด้วยนะ
อย่ามัวแต่ไล่ตามคนที่ไม่ใช่ คนที่ใช่เค้าวิ่งหนีเราหรอก
เลือกอยู่กับคนที่ไม่เคยมองหาคนมาแทนที่คุณดีกว่านะ
ทุกอย่างจะสวยงามเมื่อคุณมองมันด้วยความรัก
จงรักคนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว นอกจากเขา
อย่าตกลงคบกับใครก็ได้ เพียงเพราะคุณต้องการมีใครบางคนเคียงข้างกาย
ผู้หญิงฉลาดจะเข้าใจความรัก แต่ผู้หญิงที่ฉลาดกว่าจะเลือกคนรักเป็น
อยู่แบบโสดๆ เป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าการทนอยู่ในความสัมพันธ์แย่ๆ นะ
ใช้ชีวิตกับคนที่ทำให้คุณมีความสุข ไม่ใช่คนที่คุณต้องทำตัวเองให้ดูดีตลอดเวลา
รักจะเฉาตายถ้าจับไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้าจับไว้หลวมเกินไป
จงใช้ชีวิตให้เรียบง่าย หัวเราะบ่อยๆ และรักอย่างลึกซึ้งที่สุด
ความรักก็เหมือนลม ถึงจะมองไม่เห็น แต่คุณสัมผัสถึงมันได้
มันง่ายมากที่จะตกหลุมรักใครสักคน แต่มันยากมากที่จะเจอคนที่ใช่สำหรับใจเราจริงๆ
ความรักไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถจะค้นหาได้ เพราะความรักมักจะเป็นฝ่ายตามหาเราต่างหาก
ชีวิตที่ปราศจากความรัก ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่มีดอก
คงไปโทษแรงโน้มถ่วงไม่ได้สำหรับคำว่าตกหลุมรัก
ถ้าฉันรู้ว่าความรักคืออะไร นั่นก็เป็นเพราะคุณ
คุณอาจกุมมือฉันไว้ชั่วขณะ แต่คุณกุมหัวใจของฉันไว้ตลอดกาล
ความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันคือการมีเธออยู่ข้างๆ
ทุกเรื่องราวล้วนสวยงาม แต่เรื่องราวของเราคือเรื่องโปรดของฉัน
มีเพียงแค่ 2 เวลาเท่านั้นที่ฉันจะอยากอยู่กับคุณ คือ.. ตอนนี้ และ ตลอดไป
วันที่หม่นหมองคือวันที่ไร้เงาคุณ
สิ่งดีๆในชีวิตดีขึ้น เมื่อฉันอยู่กับคุณ
ฉันรักเธอเท่ากับ(ระยะทาง)โลกถึงดวงจันทร์และจากดวงจันทร์กลับมายังโลก (มันไกลมาก รักมากแค่ไหน คิดดู!)
ถ้าชีวิตคือหนังเรื่องหนึ่ง คุณคือตอนที่ดีที่สุดของเรื่องเลย
ฉันเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น เมื่อฉันอยู่กับคุณ
บางครั้งความทรงจำที่มีความสุขก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด
การไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อนั่นแหะ คือเหตุผลที่เราควรจะไป
เจ็บน้อยลงแต่ยังไม่ลืม
มันเจ็บนะ เวลาที่คุณมีใครสักคนอยู่ในใจ แต่คุณไม่สามารถมีเขาในอ้อมกอดของคุณได้
ร้องไห้ออกมาบ้างก็ได้ ขนาดท้องฟ้ายังทำเลย
อย่าปล่อยให้คนที่ไม่รักเรารั้งเราจากคนที่ดีกว่า
เขาต้องการกาแฟ แต่คุณคือชา มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
มันเจ็บนะ ที่ต้องรู้ว่า…ฉันไม่มีวันได้เป็นคนในใจของเธอ
มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน
อย่าเสียน้ำตา ให้กับคนที่ไม่รู้ค่าของมัน
ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net

รายงาน OECD Digital Government Outlook 2026 ระบุว่า การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลทั่วโลกกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” จากช่วงของการวางรากฐานด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ระยะที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงรูปธรรมต่อการทำงานของภาครัฐและการให้บริการประชาชน
สิ่งที่น่าสนใจของรายงานที่สะท้อนว่า หลายประเทศได้ลงทุนและพัฒนาระบบพื้นฐานด้านดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบระบุตัวตนดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ หรือแพลตฟอร์มข้อมูลภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันอย่างยั่งยืน
สำหรับหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่ OECD ให้ความสำคัญ คือการขยายผลการใช้งานระบบที่ทำงานร่วมกันได้และการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการมีเพียงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นพื้นฐาน ไปสู่การผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้งานระบบร่วมกันได้อย่างกว้างขวาง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน และยกระดับการให้บริการสาธารณะที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ
ผลักดัน AI จากการทดลองสู่การใช้งานจริง
รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการขยายการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จากโครงการทดลองในวงจำกัด ไปสู่การบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานของภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม การขยายการใช้งาน AI ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์ของ AI มีความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ และวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
ยกระดับบริการเชิงรุก ลดภาระประชาชน
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการพัฒนาบริการสาธารณะที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลางมากขึ้น โดยมุ่งสู่การให้บริการเชิงรุกที่สามารถคาดการณ์ความต้องการของประชาชนล่วงหน้าได้
OECD ระบุว่าหลักการสำคัญของแนวทางดังกล่าวคือ “ขอข้อมูลครั้งเดียว” หรือ Once-only Principle ซึ่งมุ่งลดภาระของประชาชนในการส่งข้อมูลซ้ำหลายครั้งให้กับหน่วยงานภาครัฐ และทำให้ภาครัฐสามารถออกแบบบริการที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปรับการลงทุนและพัฒนาทักษะรองรับยุคดิจิทัล
รายงานยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างการลงทุนและการพัฒนาทักษะดิจิทัลภายในภาครัฐ โดยมุ่งปรับปรุงกระบวนการวางแผนงบประมาณให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสนับสนุนรูปแบบการทำงานที่สามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้
ควบคู่กันนั้นคือการพัฒนาทักษะของบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้สามารถรองรับเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นเรื่องบุคลากรถือเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยรายงาน OECD Digital Government Outlook 2026 ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความพร้อมของบุคลากรภาครัฐในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม OECD พบว่า ในบรรดาประเทศสมาชิกทั้งหมด มีเพียง 6 ประเทศเท่านั้นที่มีกลยุทธ์เฉพาะด้านบุคลากรและทักษะดิจิทัลสำหรับข้าราชการอย่างชัดเจน ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย ชิลี อิสราเอล อิตาลี และโปรตุเกส
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้หลายประเทศจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล แต่การวางแผนด้านกำลังคนและทักษะเฉพาะทางยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงจำกัด
ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติยังเป็นโจทย์ใหญ่
แม้หลายประเทศจะมีความคืบหน้าในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล แต่ OECD พบว่ายังคงมี “ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ” หรือ Implementation Gap อยู่ในหลายด้าน
ประเด็นแรกคือเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูล แม้หลายประเทศจะมีกลยุทธ์ด้านข้อมูลแล้ว แต่การนำไปใช้จริงในระดับปฏิบัติการยังเป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะการจัดการคุณภาพข้อมูลและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
ประเด็นต่อมาคือการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ หลายประเทศมีระบบสำคัญ เช่น ระบบระบุตัวตนดิจิทัล แต่จำนวนผู้ใช้งานจริงหรือจำนวนบริการที่รองรับยังอยู่ในระดับต่ำในหลายพื้นที่
นอกจากนี้ ระบบงบประมาณและการพัฒนาบุคลากรยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของการทำงานยุคใหม่ โดยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมากยังอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดและไม่เอื้อต่อการพัฒนาแบบวนซ้ำ ขณะที่มีเพียง 6 ประเทศในกลุ่ม OECD ที่มีกลยุทธ์ด้านทักษะดิจิทัลของข้าราชการอย่างชัดเจน
ออสเตรเลียวางแผนกำลังคนดิจิทัลระยะยาว
ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวทางชัดเจนที่สุด โดยจัดทำแผน “Data, Digital and Cyber Workforce Plan 2025-2030” เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านข้อมูล ดิจิทัล และความมั่นคงไซเบอร์ของภาครัฐ
แผนดังกล่าวกำหนดลำดับความสำคัญไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การดึงดูด สรรหา และรักษาบุคลากรด้านข้อมูล ดิจิทัล และไซเบอร์ การยกระดับขีดความสามารถทางเทคนิคของบุคลากร การสร้างและสนับสนุนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนขีดความสามารถในหน่วยงานต่าง ๆ
นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากรและโครงการลงทุนด้านดิจิทัลเพื่อคาดการณ์ความต้องการทักษะในอนาคต ซึ่งช่วยให้การวางแผนกำลังคนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของภาครัฐ
ชิลีให้ความสำคัญกับการรักษาบุคลากร
สำหรับชิลี แนวทางสำคัญอยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการรักษาบุคลากรในระยะยาว ภายใต้มาตรฐานคุณภาพชีวิตในการทำงานระดับชาติ หน่วยงานภาครัฐต้องปฏิบัติตามโปรโตคอลด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน หรือ Work-life Balance Protocols เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตของบุคลากรและลดปัญหาการสูญเสียกำลังคนที่มีทักษะ
เกาหลีใต้พัฒนาทักษะตามบทบาทและสายอาชีพ
แม้เกาหลีใต้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีกลยุทธ์เฉพาะด้านบุคลากรดิจิทัล แต่รายงาน OECD ยกให้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจด้านการพัฒนาทักษะของข้าราชการ
เกาหลีใต้มี “แผนพัฒนาข้าราชการแบบบูรณาการ” หรือ Comprehensive Plan for Civil Servant Talent Development ที่มุ่งเสริมสร้างทักษะดิจิทัลและความรู้ด้าน AI ควบคู่ไปกับความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ
จุดเด่นของแนวทางดังกล่าวคือการออกแบบการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่และระดับสายอาชีพของบุคลากรแต่ละกลุ่ม
โปรตุเกสและอิตาลีใช้ข้อมูลขับเคลื่อนการพัฒนา
รายงานยังยกตัวอย่างแนวทางของโปรตุเกสและอิตาลีที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการติดตามและผลักดันความก้าวหน้าของการเปลี่ยนผ่านภาครัฐ
โปรตุเกสใช้แพลตฟอร์มกลางที่ชื่อว่า e-avalia ในการติดตามผลและประเมินประสิทธิภาพของโครงการดิจิทัล ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของผลสำเร็จและประเด็นที่ต้องปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อิตาลีเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าของโครงการดิจิทัลผ่านแดชบอร์ดสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและกระตุ้นการดำเนินงานของหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
การกำกับดูแล AI ยังตามหลังการใช้งาน
รายงานระบุว่า การนำ AI มาใช้ในภาครัฐเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลไกกำกับดูแลและมาตรการป้องกันความเสี่ยงยังพัฒนาไม่ทันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งยังดำเนินการอย่างเป็นระบบในสัดส่วนที่จำกัด มีเพียง 28% ของประเทศที่มีการประเมินผลกระทบของ AI อย่างเป็นระบบ
บริการภาครัฐยังยึดโครงสร้างหน่วยงานมากกว่าความต้องการประชาชน
OECD ยังพบว่าบริการสาธารณะจำนวนมากยังคงมีลักษณะเป็นการรอรับคำร้องจากประชาชน และถูกออกแบบตามโครงสร้างของหน่วยงานมากกว่าความต้องการของผู้ใช้บริการ
ผลที่เกิดขึ้นคือประชาชนยังต้องเป็นฝ่ายค้นหาข้อมูลและเรียนรู้วิธีเข้าถึงบริการด้วยตนเอง แทนที่ภาครัฐจะสามารถคาดการณ์ความต้องการและเข้าถึงประชาชนได้ก่อน
มากกว่าการฝึกอบรม คือการสร้างระบบพัฒนาคนทั้งวงจร
OECD ระบุว่า กลยุทธ์ด้านบุคลากรดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดหลักสูตรฝึกอบรมหรือเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนรู้เท่านั้น
องค์ประกอบสำคัญยังรวมถึงการประเมินช่องว่างด้านทักษะอย่างเป็นระบบ การสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่สามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ รวมถึงการกำหนดสมดุลระหว่างการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกกับการสร้างความสามารถภายในองค์กร
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ภาครัฐยังคงมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้งานได้ด้วยตนเอง ไม่พึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกมากเกินไป
ภาพรวมของ OECD Digital Government Outlook 2026 สะท้อนว่า รัฐบาลทั่วโลกกำลังพยายามยกระดับจากการสร้างรากฐานดิจิทัล ไปสู่การทำให้เทคโนโลยี ข้อมูล และบริการต่าง ๆ ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้แก่ประชาชน
บทเรียนจากประเทศที่ OECD ยกเป็นตัวอย่างสะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่เพียงการลงทุนในระบบเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องควบคู่ไปกับการลงทุนในคน กระบวนการทำงาน และกลไกการบริหารทรัพยากรบุคคล ในช่วงที่รัฐบาลดิจิทัลกำลังก้าวจากการวางรากฐานสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ความสามารถของบุคลากรภาครัฐจึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนเพียงใด
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

มะระ (Bitter melon) ถือเป็นผักสมุนไพรชั้นยอดที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงมาก ทั้งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปรับสมดุลระบบขับถ่าย และช่วยเจริญอาหาร แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้หลายคน โดยเฉพาะเด็กๆ หรือคนที่ไม่ชอบทานผักต้องส่ายหน้าหนี ก็คือ “รสชาติที่ขมจัด” จนกลืนแทบไม่ลง
แต่รู้หรือไม่ว่า ความขมของมะระนั้นสามารถจัดการได้ด้วยเทคนิคง่ายๆ ก่อนนำไปปรุงอาหาร วันนี้เราได้รวบรวม “วิธีการทำมะระไม่ให้ขม” เคล็ดลับก้นครัวสไตล์โบราณที่ทำตามได้ง่ายๆ มาฝากกัน เพื่อเปลี่ยนมะระขมๆ ให้กลายเป็นจานอร่อย ทานง่าย
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด จุดที่รวมความขมของมะระไว้มากที่สุดไม่ใช่ที่ผิว แต่คือ “เยื่อสีขาวที่อยู่แกนกลางข้าวด้านใน” และเมล็ดของมัน
เกลือคือไอเทมลับที่จะช่วยดึงเอาน้ำรสขมออกจากเนื้อมะระได้อย่างดีเยี่ยม
สำหรับเมนูผัด เช่น มะระผัดไข่ หรือต้มจืดที่ไม่อยากให้น้ำซุปขมเกินไป การลวกก่อนช่วยได้เยอะ
หากคุณกำลังจะทำเมนู “ต้มจืดมะระยัดไส้” เคล็ดลับที่จะทำให้น้ำซุปหวานกลมกล่อมไม่ขมคอ คือการเปลี่ยนน้ำต้ม
เคล็ดลับโบราณที่เชฟหลายคนยังคงใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะการคนหม้อจะทำให้ความขมจากเนื้อมะระกระจายตัวออกมาสู่น้ำซุปมากขึ้น
ทิ้งท้ายการรู้ วิธีการทำมะระไม่ให้ขม จะช่วยให้คุณสนุกกับการสร้างสรรค์เมนูสุขภาพรสชาติเยี่ยมได้หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมะระผัดไข่ หรือต้มจืดมะระยัดไส้กระดูกหมู ลองนำทริคขูดไส้ขาว คลุกเกลือ หรือต้มน้ำแรกทิ้ง ไปปรับใช้ในครัวของคุณดูนะครับ รับรองว่ามะระจานต่อไปของคุณจะหอมนัว ทานง่าย และเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายได้อย่างสะดวกและรวดเร็วแน่นอนครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,550.00 | 66,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,302.00 | 65,218.32 | 67,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,871.80 | 58,696.49 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,441.60 | 52,174.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,935.90 | 29,348.24 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,505.70 | 22,826.41 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,458.03 | 67,583.73 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 40.35 | 40.35 | 40.85 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.98 | 39.98 | 40.48 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.35 | 35.35 | 35.85 | 35.35 | – | 35.35 | 35.35 | 35.35 | 35.35 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.29 | 31.29 | – | – | – | – | – | – | 31.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 49.94 | – | – | 53.41 | – | 50.44 | 50.09 | – | 49.94 |
| ดีเซล | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 54.25 | 54.25 | 49.84 | 54.25 | – | – | – | – | 54.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

โลกธุรกิจเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อแรงกดดันจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ กฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ และการเงินสีเขียวกำลังหลอมรวมเป็น “กติกาใหม่” บิ๊กคอร์ปอสังหาริมทรัพย์ “แสนสิริ” ผนึกพลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเปิดเวที “GREEN UP 2026 : Towards a Regenerative Future” เพื่อสร้างความพร้อมให้ผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจในการปรับตัวรับมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะ “Thailand Taxonomy ระยะที่ 2” และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ วางรากฐานด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องผ่านแนวคิด “Sansiri Sustainable Design” และกลยุทธ์ “3 Green Framework” ครอบคลุมการจัดซื้อวัสดุ การก่อสร้าง การออกแบบโครงการ ตลอดซัพพลายเชนร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย เป็นการปรับกระบวนการก่อนภาครัฐจะประกาศใช้เกณฑ์ “Thailand Taxonomy” อย่างเป็นทางการ
“Thailand Taxonomy” ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน มิติแรก คือการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว ในยุคที่เงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่กิจกรรมคาร์บอนต่ำ ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจนจะมีโอกาสได้รับ Green Loan และ Green Bond ในต้นทุนที่แข่งขันได้มากกว่า มิติที่สอง ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z มองหาที่อยู่อาศัยซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสะท้อนคุณค่าการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน
“แสนสิริ เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำตัวชี้วัด Emission Intensity หรือความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตรมาใช้เป็น KPI หลัก มีค่าเฉลี่ย 59.16 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี และการที่โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์ Taxonomy คือการการันตีด้วยมาตรฐานระดับประเทศว่าคอนโดโครงการนี้ประหยัดพลังงานได้จริง 25-35%”
แสนสิริ ยังพร้อมขับเคลื่อนโครงการไฮไลต์แห่งปี 2569 ในรูปแบบ Wellness Community และโครงการ Biodiversity Flagship ทั้งแนวราบและแนวสูง ควบคู่การทำหน้าที่เป็น Fast Mover และ Connector นำทัพพันธมิตรใน Ecosystem โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกันทุกมิติ ทั้งวิธีคิด วิธีการทำธุรกิจ และการตัดสินใจ มุ่งเปลี่ยนความตั้งใจไปสู่การลงมือปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือตลอดกระบวนการ
ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระแต่คือโอกาส
ทั้งนี้ ความยั่งยืนเป็นรากฐานใหม่ของความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้โลกที่กำลังก้าวสู่ยุค“Generative Future” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การลดผลกระทบเชิงลบ เช่น ลดคาร์บอนหรือขยะ แต่คือการสร้างคุณค่าและฟื้นฟูสิ่งดีๆ กลับคืนสู่ชุมชนและโลก โดยแสนสิริประกาศเป้าหมายสูงสุดเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ปีที่ผ่านมาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 14% ในระยะกลางตั้งเป้าหมายลด 20% ภายในปี 2030
“แสนสิริใช้เกณฑ์การวัดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Emission Intensity) โดยโครงการของแสนสิริมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 59.16 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปที่กำหนดไว้ที่ 80 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี”
แสนสิริเป็นผู้นำในการนำ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นโครงสร้างในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ การันตีด้วยความสำเร็จในการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) เพื่อเข้าถึงการสนับสนุนด้านGreen Loan และ Green Bondปัจจุบันมีโครงการของแสนสิริ 6 โครงการที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานนี้ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระอย่าง Bureau Veritas เพื่อยืนยันความโปร่งใส
ปัจจุบัน แสนสิริ มีคู่ค้าและพันธมิตรในซัพพลายเชนกว่า 4,000 ราย ตั้งแต่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก ระบบปรับอากาศ เช่น ไดกิ้น ไปจนถึงผู้รับเหมา โดยเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้าใหม่ในอนาคต จะไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ ราคา คุณภาพ และเวลา แต่จะเพิ่มเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพลังงาน การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Shared Value) ให้ลูกค้า คู่ค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนว่า ความยั่งยืนได้เปลี่ยนสถานะจากกิจกรรมเพื่อสังคม มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่นในตลาดทุน นักลงทุนทั่วโลกกำลังประเมินบริษัทผ่านมิติ ESG (Environment, Social, Governance) มากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลประกอบการจริง นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าองค์กรมีแผนรับมือ Climate Risk มีเป้าหมายลดคาร์บอนหรือไม่
“บริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวตามมาตรฐาน ESG อาจเผชิญความเสี่ยงในการเข้าถึงเงินทุนในอนาคต และถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่นักลงทุนมองว่าไม่น่าลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเร่งพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนภาคธุรกิจ ทั้งฐานข้อมูลด้านความยั่งยืน ระบบวัดคาร์บอน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส”
ยุคปัจจุบัน ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำความดีเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุด แม้ว่าในระยะสั้นธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนที่มุ่งหวังกำไรและคุณค่าในเวลาอันรวดเร็ว แต่ตลาดทุนเริ่มให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับค่านิยมเรื่อง ESG และความซื่อตรง (Integrity) เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างการลงทุนทั่วไปกับความยั่งยืนคือ ระยะเวลา (Investment Horizon) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติอาจมองภาพที่ 5-8 ปี แต่การสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงต้องมองยาว 20-30 ปี และต้องลงมือทำในทันทีิ แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.69% ของทั้งโลก แต่หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ ภายในปี 2048 GDP ของไทยอาจดิ่งลงถึง 40% จากปัจจุบันโต 2% อาจกลายเป็นติดลบ 4%
ซึ่งความเสี่ยงนี้มาจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ระดับน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้น 1-2 เมตร กระทบต่อกรุงเทพฯภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม เซกเตอร์สำคัญของเศรษฐกิจจะถูกทำลาย ซึ่ง Climate Risk Index หรืออันดับความเสี่ยงของไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับการวางแผนรับมือ
“หากเราวางแผนช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ความเสี่ยงของเราจะพุ่งสูงขึ้นทันที ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศใช้ ESG Scoring เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก บริษัทที่ไม่มีแผนงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนจะกลายเป็นบริษัทที่ไม่น่าลงทุน(Uninvestable)”
ความสำเร็จด้านความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือแบบ Chain Reaction เช่น การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับไปรษณีย์ไทยในการใช้รถไฟฟ้า (EV) ในการขนส่ง ร่วมมือกับแสนสิริ และธนาคารกสิกรไทย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่และลดความเสี่ยงให้กับคนรุ่นหลัง
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่มีกติกาและกฎเกณฑ์ทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น บริษัทที่ปรับตัวดำเนินงานด้านความยั่งยืนได้จะมีขีดแข่งขันที่สูงกว่า และเข้าถึงโอกาสทางการเงินหรือสินเชื่อได้มากกว่า เป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตในระยะยาว
ในระดับโลก ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ ESG ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ยปีละ 33% มีมูลค่าตลาดสูง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนประเทศไทยแม้ตลาดจะเล็กลงมาแต่มีแนวโน้มเติบโต คาดการณ์ปี 2025 มีมูลค่า 2.08 แสนล้านบาท
สำหรับ “กสิกรไทย” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้ให้กู้ (Financial Provider) แต่ต้องการเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหา Greenwashing หรือฟอกเขียว โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นมาตรฐานสากลในการจำแนกกิจกรรมสีเขียว สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ จะดูที่ Green Building Certificateเช่น LEED และเกณฑ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Intensity) ต่อตารางเมตร
“แสนสิริถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ รายแรกและรายเดียวในปัจจุบันที่ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomy ในระดับที่เข้มข้น ปัจจุบันมีโครงการของแสนสิริที่ผ่านเกณฑ์รับรองจาก KBank ถึง 6 โครงการมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท”
ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) ชี้ว่า ธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่เพียงสหภาพยุโรปเท่านั้นที่กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้น แต่จีนในฐานะคู่ค้าหลักของไทยก็เริ่มออกมาตรการด้านคาร์บอนและการจัดการขยะอย่างจริงจัง เม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโซลูชันสิ่งแวดล้อมทั่วโลกกำลังทะลุระดับ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์
สะท้อนว่าตลาดทุนกำลังมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนเชิงป้องกัน มากกว่าการตามแก้ไขความเสียหายหลังเกิดวิกฤติ ในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์ แนวคิด Regenerative Design หรือการออกแบบเชิงฟื้นฟูจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ จากเดิมที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชนและระบบนิเวศ
“การยกระดับการออกแบบและนวัตกรรมอาคาร (Green Up)การออกแบบเชิงฟื้นฟู (Regenerative Design) ไม่ใช่แค่การลดผลกระทบ แต่คือการสร้างผลเชิงบวก (Positive Impact) เช่น การออกแบบอาคารที่สร้างพลังงานทางเลือกชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เอง เป้าหมายความเข้มข้นคาร์บอน ต้องมุ่งเป้าที่ 60 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตร ตั้งแต่วันส่งมอบ เน้นนวัตกรรมที่ลดการปะทะของแสงแดดและระบบสร้างความเย็นด้วยตัวเองเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานในระยะยาว”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ (branded residences)ในเอเชีย โดยมีจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสู่ตลาดสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ จากการที่แบรนด์โรงแรม แบรนด์ไลฟ์สไตล์ และแบรนด์นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรมจากทั่วโลกเร่งขยายสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยในเมือง ภูเก็ตที่เป็นผู้นำตลาดรีสอร์ตแบรนด์เรสซิเดนซ์ และเกาะสมุยที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะตลาดวิลล่าภายใต้แบรนด์แห่งใหม่ ประเทศไทยกำลังตอกย้ำความเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่สุดของเอเชียสำหรับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์
ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการต่างเร่งขยายการลงทุนเพื่อตอบรับความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาค
ตามรายงานจาก Asia Branded Residences Market Review 2026 ของ C9 Hotelworks พบว่า ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ของไทย มีมูลค่ารวม 205,000 ล้านบาท ในปี 2569 เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อน พร้อมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสะสม 13,124 ยูนิต

ประเทศไทยครองสัดส่วน 26% ของจำนวนยูนิตแบรนด์เรสซิเดนซ์ที่เปิดตัวในเอเชีย ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค โดยปัจจุบันมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ 63 โครงการ รวมทั้งสิ้น 13,947 ยูนิต
ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชีย ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ครอบคลุมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวแล้ว 50,025 ยูนิต เพิ่มขึ้น 30.3% จากปีก่อนหน้า
“แม้เวียดนามจะครองอันดับ 1 ในด้านมูลค่าตลาด แต่ประเทศไทยได้ก้าวเป็นผู้นำในกลุ่มแบรนด์เรสซิเดนซ์ระดับลักชัวรี (คอนโด 20 ล้านบาทขึ้นไป/วิลล่า 100 ล้านบาทขึ้นไปสูงที่สุด) ด้วยจำนวนโครงการในกลุ่มลักชัวรี 30 โครงการ มากกว่าเวียดนาม ที่มี18 โครงการ และเกาหลีใต้ ที่มี 13 โครงการ)
จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น เมื่อจำนวนโครงการในตลาดเพิ่มขึ้น การมีชื่อแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะผลักดันความสำเร็จของโครงการได้อีกต่อไป
ผู้พัฒนาโครงการจึงต้องแข่งขันกันในหลายมิติ ทั้งด้านรูปแบบการบริหารจัดการ สิทธิประโยชน์สำหรับเจ้าของที่พัก กลยุทธ์ด้านจุดหมายปลายทาง และความสามารถในการต่อยอดคุณค่าของแบรนด์ให้กลายเป็นมูลค่าในระยะยาวสำหรับที่อยู่อาศัย
นายบิล บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดต้นแบบของแบรนด์เรสซิเดนซ์ในเอเชีย และสิ่งที่โดดเด่นคือจำนวนโครงการระดับลักชัวรีที่อยู่ระหว่างการพัฒนา รวมถึงรูปแบบโครงการที่มีความหลากหลายมากขึ้นและกำลังเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ ภูเก็ต และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวของไทย กำลังเปิดโอกาสให้ทั้งแบรนด์และผู้พัฒนาโครงการสามารถขยายการเติบโตได้ผ่านหลากหลายแนวทาง
อีกทั้งภายใน 3 ปีนี้ (ปี 2569 – 2571) จะมีซัพพลายใหม่ลอนช์สู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 18,545 ยูนิต
การเติบโตของตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ
โดยทำเลศักยภาพสูงในไทย แบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่
ทั้งนี้ ผู้ซื้อ Branded Residences ในไทยมีหลากหลายกลุ่มและแตกต่างไปในแต่ละทำเล เช่น กทม. จะเป็นคนไทย สิงคโปร์ และเมียนมา ส่วนภูเก็ตจะเป็นประเทศแถบยุโรป
ส่วนวัตถุประสงค์ในการซื้อมีทั้งซื้อลงทุนปล่อยเช่า ซื้ออยู่อาศัยเอง และซื้อสำหรับเป็นบ้านหลังที่สอง/บ้านพักตากอากาศสำหรับกลุ่มวัยเกษียณ
นายฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Capstone Asset กล่าวว่า โมเดลรูปแบบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์กำลังเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและการวางแผนโครงการที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ปัจจุบันมาตรฐานของแบรนด์ โครงสร้างการบริหารจัดการ การให้บริการ และการบริหารสินทรัพย์ ล้วนต้องถูกวางแผนและผสานเข้าไปในโครงการตั้งแต่วันแรกของการพัฒนา ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและคุณภาพการบริการหลังการส่งมอบโครงการมากขึ้นกว่าที่เคย
ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ของไทยกำลังก้าวสู่ระยะใหม่ของการเติบโต โดยไม่ได้พึ่งพาเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โรงแรมเท่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนจำนวน 3,008 ยูนิต คิดเป็น 22% ของตลาดทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 17%
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างโดดเด่นในเมืองท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางรีสอร์ตต่าง ๆ สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการลงทุนและการอยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ
บทบาทของแบรนด์ในตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนครอบคลุมแบรนด์หลากหลายระดับ ตั้งแต่แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกไปจนถึงแบรนด์นอกอุตสาหกรรมโรงแรม
การเกิดขึ้นของโครงการอย่าง Porsche Design Tower Bangkok และ Etro Residences Phuket สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่แบรนด์จากหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังขยายบทบาทเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยปัจจุบันแบรนด์นอกภาคธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วน 19% ของโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนทั่วเอเชีย
นาย สเตฟาน มิเชล ประธานบริษัท Valanti Group กล่าวว่า แบรนด์ไลฟ์สไตล์ในกลุ่มธุรกิจการบริการนำมุมมองและแนวทางที่แตกต่างมาสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับโครงการอย่าง SLS Residences Bangkok แบรนด์ต้องสะท้อนตัวตนออกมาในทุกองค์ประกอบของโครงการ
ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การสร้างประสบการณ์และกิจกรรมสำหรับผู้อยู่อาศัย มาตรฐานการบริการ และการดำเนินงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถสร้างจุดยืนที่ชัดเจนท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดลักชัวรี
เมื่อการแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ผู้ซื้อได้รับหลังการซื้อกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญของโครงการ นอกเหนือจากการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และบริการสไตล์โรงแรมแล้ว ผู้พัฒนาโครงการยังนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง การเข้าถึงเครือข่ายระดับโลก และแพลตฟอร์มสมาชิกส่วนบุคคล เพื่อสร้างความแตกต่างและเสริมมูลค่าให้กับโครงการหลังการซื้อ
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ซื้อได้รับในวันนี้กำลังมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมในระดับสากลมากขึ้น ปัจจุบันแบรนด์เรสซิเดนซ์สามารถเชื่อมโยงเจ้าของที่พักเข้ากับเครือข่ายที่อยู่อาศัย จุดหมายปลายทาง และโอกาสด้านการเดินทางแบบเอ็กซ์คลูซีฟในหลากหลายประเทศได้มากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานหลังการซื้อ พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสร้างความแตกต่างในตลาดได้ นาย เวด ชีลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ThirdHome กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.48-32.55 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ในวันพฤหัสบดีนี้ สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 84% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในปี 2026 แม้ว่าโดยรวมพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดีขึ้น หลังตลาดทยอยรับรู้ข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ และได้รับรู้ร่างข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวในช่วงวันก่อนหน้า ซึ่งกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบต่างทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงหลุดโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทว่า เงินดอลลาร์ (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เช่นเดียวกันกับราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงแกว่งตัวใกล้โซน 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการประชุม FOMC ที่จะมีไฮไลท์สำคัญ คือ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทยของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ทว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจเอื้อให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจาก หากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง ดีกว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ซึ่งอาจช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่อาจยังติดโซนแนวต้านระยะสั้นแถว 32.65-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ส่วนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED นั้น เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับทั้งผลการโหวต และ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ โดยหากคณะกรรมการ FOMC มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ย ตามคาด แต่มีกรรมการ 2 ท่าน เป็นอย่างน้อย สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ส่วน Dot Plot ใหม่ สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่ FED จะคงดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม เรามองว่า กรณีนี้ อาจเป็นกรณีที่ FED ส่งสัญญาณ Hawkish มากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ (เราตัดโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย เซอร์ไพรส์ตลาด) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะกลับมามั่นใจมากขึ้น ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ และอาจเริ่มมีการคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยเกิน 1 ครั้ง ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้พอสมควร พร้อมกดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
แต่หาก คณะกรรมการ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย ตามคาด ส่วน Dot Plot ใหม่สะท้อนถึง แนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ทั้งในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม จากคาดการณ์ Dot Plot ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรามองว่า ในกรณีนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจต้องทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดยังให้โอกาสราว 84% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยผู้เล่นในตลาดอาจปรับลดโอกาสลงมาแถว 50%-60% ได้ (อาจลงไม่มากกว่านี้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงาน) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวลดลง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งอาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้แถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงได้แรงหนุนจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ AMD -7.3%, Nvidia -2.6% หลังผู้เล่นในตลาดเลือกจะขายทำกำไรหุ้นกลุ่มดังกล่าว ก่อนรับรู้ผลการประขุม FOMC ในวันพฤหัสฯ นี้ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พลิกกลับมาปรับตัวลง -1.15%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.25% จากอานิสงส์สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ ขณะเดียวกัน หุ้นธีม AI/Semiconductor ได้เผชิญแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม เช่นเดียวกันกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ผลการประขุม FOMC ของ FED ที่จะถึงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวระดับ 4.44% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะมีไฮไลท์สำคัญ คือ Dot Plot ใหม่ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญต่อไป หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาให้ความสนใจกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้จริง หากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพและมีการเปิดช่องแคบ Hormuz) การประชุม FOMC ของ FED ในช่วงนี้ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 99.5 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะได้แรงหนุนจากข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบเข้าซื้อทองคำเพิ่มเติม จนกว่าจะรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ส่งผลให้ ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แถวโซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุม FOMC ของ FED ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งแม้เราจะประเมินว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ที่มีอดีตประธาน FED Jerome Powell ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ FOMC ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การสื่อสารของ FED (โดยเฉพาะประธาน FED คนใหม่ในช่วง Press Conference) ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ FED อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot โดยเราประเมินว่า Dot Plot ใหม่ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยลดดอกเบี้ยลงสู่ Long-Run Rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot เดือนมีนาคม
ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ นั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤษภาคม รวมถึง ข้อมูลตลาดบ้าน อย่าง ยอด Pending Home Sales และ ยอดสต็อกน้ำมันคงคลังสหรัฐฯ (Oil Inventories) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่อาจมีการพูดถึงประเด็นข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้
ทางฝั่งยุโรปนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ของอังกฤษ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยรายงานข้อมูลดังกล่าว จะเป็นการรับรู้ข้อมูล ก่อนที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุม BOE ในวันพฤหัสฯ นี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) สัปดาห์สอง ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก, กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ทีมอันดับ 24 ของโลก จะลงสนามพบกับ ยูเครน ทีมน้องใหม่จากยุโรป อันดับ 16 ของโลก ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น.
สถิติการพบกันที่ผ่านมาในศึกเนชันส์ลีก ทั้งคู่ไม่เคยพบกันเพราะ ยูเครน เพิ่งได้สิทธิ์เข้าร่วมในทัวร์นาเมนต์นี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เราลองไปดูผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม ก่อนที่จะพบกันในวันนี้
ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม
ไทย
7 มิถุนายน 2026 : แพ้ สาธารณรัฐเช็ก 0-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
6 มิถุนายน 2026 : แพ้ เบลเยียม 2-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
4 มิถุนายน 2026 : แพ้ จีน 2-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
3 มิถุนายน 2026 : แพ้ เซอร์เบีย 0-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
15 ธันวาคม 2025 : ชนะ เวียดนาม 3-2 เซต (ซี วี.ลีก)
ยูเครน
7 มิถุนายน 2026 : แพ้ ฝรั่งเศส 2-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
6 มิถุนายน 2026 : แพ้ ญี่ปุ่น 1-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
5 มิถุนายน 2026 : ชนะ เยอรมนี 3-2 เซต (เนชันส์ ลีก)
3 มิถุนายน 2026 : แพ้ สหรัฐอเมริกา 0-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
25 พฤษภาคม 2026 : แพ้ ฝรั่งเศส 2-3 เซต (กระชับมิตร)
สำหรับ ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย จะลงเล่นพบกับ ยูเครน ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น. แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟรีได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax แบบชำระเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

หลายคนอาจมองว่า “ซิกซ์แพ็ก” คือเครื่องหมายของความแข็งแรงและสุขภาพที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว กล้ามเนื้อหน้าท้องที่มองเห็นได้ชัดเจน อาจไม่ได้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายและนักวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Healthy Longevity) ไม่ได้อยู่ที่รูปร่างภายนอก แต่อยู่ที่ความสามารถในการเคลื่อนไหว ทรงตัว และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระแม้อายุจะเพิ่มขึ้น
เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้ คือ “กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว” หรือ Core Muscles กลุ่มกล้ามเนื้อชั้นลึกที่ทำหน้าที่พยุงกระดูกสันหลัง รักษาสมดุลของร่างกาย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับแทบทุกการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
แล้วทำไมกล้ามเนื้อที่หลายคนมองข้ามกลุ่มนี้ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการสูงวัยอย่างแข็งแรง?
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจบทบาทของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ที่อาจสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
เบน ยามูเดอร์ (Ben Yamuder) นักสรีรวิทยาการออกกำลังกายจาก Hospital for Special Surgery ในนครนิวยอร์ก อธิบายว่า การฝึกหน้าท้องแบบซิตอัพหรือครันช์เพียงอย่างเดียว อาจไม่ได้ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ
เนื่องจากในบริเวณหน้าท้องเพียงอย่างเดียว มีกล้ามเนื้อถึง 35 มัด ขณะที่กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis หรือที่เราเรียกกันว่า “ซิกซ์แพ็ก” เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของระบบทั้งหมดเท่านั้น
ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) ผู้ก่อตั้ง TeamHolland บริษัทที่ปรึกษาด้านฟิตเนส กล่าวว่า Core เปรียบเสมือนระบบโครงสร้างภายในที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง เชิงกราน และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับทุกการเคลื่อนไหว
กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวประกอบด้วยหลายส่วนสำคัญ ได้แก่
กล้ามเนื้อทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ตั้งแต่การลุกจากเก้าอี้ ยกของ เดินขึ้นบันได ไปจนถึงการหายใจในแต่ละวัน
ทุกการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันล้วนต้องอาศัยกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
ไม่ว่าจะเป็นการถือถุงชอปปิ้ง ยกสัมภาระ เปิดประตูหนัก ๆ หรือแม้แต่การดึงสายจูงสุนัข กล้ามเนื้อ Core จะทำหน้าที่รักษาสมดุลและปกป้องกระดูกสันหลังอยู่ตลอดเวลา
เบน ยามูเดอร์ อธิบายว่า หากเราออกกำลังกายเฉพาะเพื่อสร้างซิกซ์แพ็ก หรือไม่ออกกำลังกายเลย ร่างกายอาจไม่พร้อมรับมือกับกิจกรรมง่าย ๆ เหล่านี้เมื่ออายุมากขึ้น
งานวิจัยทบทวนที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Internal Medicine พบว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิต ยิ่งเรามีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมาก ความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุก็ยิ่งลดลง
ขณะที่งานวิจัยจำนวนมากยังชี้ว่า กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่แข็งแรงมีส่วนช่วยในการ
งานวิจัยใน Journal of Orthopedic & Sports Physical Therapy พบว่า ผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อหลังตรง ขนาดเล็กลงและมีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อมากขึ้น จะมีแนวโน้มเกิดอาการปวดหลังเรื้อรังสูงกว่า
นักวิจัยยังพบว่า การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและการสะสมไขมันในกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามวัย
เมื่อปวดหลัง คนส่วนใหญ่มักเคลื่อนไหวน้อยลง ออกกำลังกายน้อยลง และใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่งมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายตามมา ทั้งสุขภาพหัวใจ การเผาผลาญ การไหลเวียนเลือด การย่อยอาหาร และการควบคุมฮอร์โมน
งานวิจัยใน Orthopedic Research Online Journal พบว่า ผู้สูงอายุที่ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็นประจำทุกวัน มีการทรงตัวที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฝึก
ขณะที่งานวิจัยใน Journal of Gerontology: Medical Sciences พบว่า ผู้ที่มีท่าทางการยืนและแนวกระดูกสันหลังผิดปกติ มีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะสูญเสียความสามารถในการทำกิจวัตรพื้นฐาน เช่น การแต่งตัวหรืออาบน้ำด้วยตนเอง
นั่นหมายความว่า กล้ามเนื้อ Core ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องรูปร่าง แต่ยังช่วยรักษาความสามารถในการดูแลตัวเองเมื่ออายุมากขึ้นด้วย
การสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่จำเป็นต้องซิตอัพวันละหลายร้อยครั้ง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การฝึกหายใจแบบกะบังลม (Diaphragmatic Breathing)
เพราะการหายใจลึก ๆ ช่วยกระตุ้นทั้งกะบังลมและกล้ามเนื้อ Transverse Abdominis ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชั้นลึกที่มีบทบาทสำคัญต่อการพยุงกระดูกสันหลัง
วิธีฝึกเบื้องต้น
นอกจากนี้ การเดิน การยืนตัวตรง การยกของในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การแปรงฟันโดยรักษาท่าทางที่ดี ก็ล้วนเป็นการฝึก Core ได้เช่นกัน
ในยุคที่หลายคนให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก งานวิจัยกลับชี้ว่า กล้ามเนื้อที่มีความสำคัญต่อการมีอายุยืนและคุณภาพชีวิตที่ดี อาจไม่ใช่กล้ามเนื้อที่มองเห็นได้ในกระจก แต่คือกล้ามเนื้อชั้นลึกที่ช่วยให้เรายืน เดิน หายใจ ทรงตัว และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระไปอีกหลายสิบปี
เพราะเป้าหมายของการดูแลสุขภาพอาจไม่ใช่การมีซิกซ์แพ็กที่สวยงาม แต่คือการมีร่างกายที่ยังพาเราไปทำสิ่งที่รักได้แม้อายุจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การเรียนกับเจ้าของภาษาทำให้เราได้ฟังและเลียนแบบสำเนียงที่เป็นธรรมชาติ เช่น British, American, Australian ช่วยฝึกการฟังและพูดให้ใกล้เคียงคนต่างชาติ
เวลาทำงานหรือเดินทาง คุณจะเจอคนที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงต่าง ๆ การได้ฟังจากเจ้าของภาษาหลายประเทศช่วยให้หูคุ้นและเข้าใจได้จริง
ครูเจ้าของภาษาส่วนใหญ่จะไม่แปลไทยให้ แต่สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด สิ่งนี้ช่วยให้เราฝึก “คิดเป็นภาษาอังกฤษ” โดยไม่ต้องแปลก่อน
ภาษาไม่ใช่แค่คำพูด แต่รวมถึงวัฒนธรรม การใช้สำนวน และโทนเสียง ครูเจ้าของภาษาช่วยให้เราเข้าใจการใช้ภาษาที่เหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ
ถ้าครูพูดอังกฤษล้วน อาจทำให้ผู้เรียนระดับพื้นฐานสับสน หรือรู้สึกเรียนไม่รู้เรื่อง
การเรียนกับเจ้าของภาษามักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเรียนกับครูไทย โดยเฉพาะถ้าเรียนตัวต่อตัว
บางครั้งเจ้าของภาษาไม่เข้าใจปัญหาที่ผู้เรียนไทยเจอบ่อย เช่น การใช้ tense หรือการออกเสียงที่คนไทยมักผิด
ผู้เริ่มต้นมักเข้าใจได้เร็วกว่า เพราะครูไทยสามารถอธิบายแกรมมาร์หรือโครงสร้างภาษาเป็นภาษาไทย
โดยทั่วไป ครูไทยมีค่าเรียนถูกกว่าเจ้าของภาษา เหมาะกับผู้ที่มีงบจำกัด
เช่น ปัญหาการออกเสียง “r” กับ “l” หรือการใช้ tense ที่ซับซ้อน ครูไทยมักมีเทคนิคแก้ไขเฉพาะ
แม้ว่าครูไทยบางคนจะสำเนียงดี แต่ก็ยังไม่เหมือนการเรียนกับ Native Speaker โดยตรง
บางคอร์สอาจสอนเน้นแกรมมาร์หรือการท่องจำมากกว่าการใช้งานจริง
| หัวข้อ | เรียนกับครูไทย ✅ | เรียนกับเจ้าของภาษา ✅ |
|---|---|---|
| การออกเสียง | ใกล้เคียง แต่ไม่เป๊ะ | ได้สำเนียงแท้ ๆ |
| การอธิบายแกรมมาร์ | เข้าใจง่าย เพราะอธิบายเป็นไทย | ยากกว่า โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น |
| ค่าเรียน | ถูกกว่า | แพงกว่า |
| การเข้าใจปัญหาคนไทย | เข้าใจดี | เข้าใจยากกว่า |
| ความมั่นใจในการพูด | ต้องฝึกเพิ่ม | ได้ฝึกจริงกับเจ้าของภาษา |
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับของคุณ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th

การแข่งขันด้านเอไอของโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แข่งขันกันพัฒนาโมเดลให้มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สู่ยุคที่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเอไอที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นประเทศใด องค์กรใด หรือเศรษฐกิจใด ที่สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปสร้างมูลค่าได้จริงมากที่สุด
ในช่วงแรกของกระแส Generative AI ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปที่ศักยภาพของโมเดลใหม่ๆ ที่สามารถสร้างข้อความ ภาพ หรือเขียนโปรแกรมได้ใกล้เคียงมนุษย์ แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มถูกใช้งานจริงในภาคธุรกิจ การศึกษา และภาครัฐ การแข่งขันจึงเริ่มขยับจากสนามของนวัตกรรมไปสู่สนามของการประยุกต์ใช้
ข้อมูลจากรายงาน Global AI Diffusion ไตรมาสแรกปี 2569 ของไมโครซอฟท์ พบว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นมาเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของการใช้งานเอไอรวดเร็วที่สุดในโลก และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังถูกจับตามอง
เควิน ไวต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาการข้อมูล และการสร้างภาพข้อมูลของ Microsoft AI for Good Lab ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากช่วงของการทดลองใช้เทคโนโลยี ไปสู่ช่วงที่องค์กร และภาคส่วนต่างๆ เริ่มนำเอไอมาใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ และสังคมที่จับต้องได้
ข้อมูลของไมโครซอฟท์ระบุว่า 12 จาก 15 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของการใช้งานเอไอสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2568 อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม และไทย
สำหรับประเทศไทย อัตราการใช้งานเอไอเพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่ถือว่าเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
เควินอธิบายว่า ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาของโมเดลเอไอที่สามารถเข้าใจภาษาในท้องถิ่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ที่ผ่านมา ระบบเอไอจำนวนมากถูกพัฒนาบนข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ใช้งานในประเทศที่ใช้ภาษาอื่นอาจเผชิญข้อจำกัดด้านคุณภาพ และความแม่นยำ แต่เมื่อเทคโนโลยีสามารถประมวลผลภาษาในแต่ละภูมิภาคได้ดีขึ้น อุปสรรคดังกล่าวจึงเริ่มลดลง และทำให้ผู้คนเข้าถึงการใช้งานได้ง่ายขึ้น
นอกจากเรื่องภาษาแล้ว ประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง อัตราการใช้สมาร์ตโฟนในระดับสูง และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เควินมองว่าการวัดผลจากจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ รูปแบบการใช้งานที่กำลังเปลี่ยนแปลง
จากเดิมที่เอไอมักถูกใช้ในฐานะแชตบอตหรือเครื่องมือค้นหาข้อมูล ปัจจุบันองค์กรจำนวนมากเริ่มนำเอไอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำเอกสาร การให้บริการลูกค้า และการช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ
“สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่คนใช้เอไอมากขึ้น แต่เป็นการที่เอไอเริ่มเข้าไปอยู่ในงานจริง” เขากล่าว
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์
รายงานของไมโครซอฟท์ระบุว่า เครื่องมือช่วยเขียนโคดด้วยเอไอกำลังเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลก โดยจำนวนโครงการใหม่บน GitHub เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กิจกรรมการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้เอไอช่วยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลในรายงานพบว่า จำนวนคำขอรวมโคดเข้าสู่ระบบหลักที่เกี่ยวข้องกับเอไอเอเจนต์บน GitHub เพิ่มขึ้นจากประมาณ 83,000 ครั้งในเดือนพฤษภาคม 2568 เป็นมากกว่า 2.3 ล้านครั้งในเดือนมีนาคม 2569 หรือเพิ่มขึ้นราว 28 เท่าภายในเวลา 10 เดือน
เควินมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัล
เมื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ทำได้รวดเร็วขึ้น ต้นทุนการสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลก็ลดลง องค์กรสามารถทดลองแนวคิดใหม่ เปิดตัวบริการใหม่ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ได้บ่อยขึ้น
ในอดีต การสร้างแอปพลิเคชันหรือระบบดิจิทัลอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี แต่ปัจจุบันเอไอสามารถช่วยในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเขียนโคด การทดสอบระบบ ไปจนถึงการตรวจสอบข้อผิดพลาด
ขณะเดียวกัน การเติบโตของเทคโนโลยีก็ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อการจ้างงาน โดยเฉพาะในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานความรู้ และงานด้านดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม รายงานของไมโครซอฟท์ระบุว่า จำนวนผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในสหรัฐอเมริกายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ประมาณ 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลช่วงต้นปี 2569 ยังสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของการจ้างงานในสาขาดังกล่าว
เควิน กล่าวว่า เมื่อเทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน ต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์จะลดลง และอาจส่งผลให้องค์กรสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานในรูปแบบใหม่ตามมา
นอกเหนือจากการใช้งานในภาคธุรกิจ AI for Good Lab ยังทำงานด้านการนำเอไอมาใช้แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม
เควินมองว่า ประเทศไทยมีหลายประเด็นที่เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเข้ามามีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการวางแผนเมือง
เขาอธิบายว่า ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมหาศาลจากดาวเทียม สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ เซนเซอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ความท้าทายสำคัญคือ การนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง
เอไอจึงถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ค้นหารูปแบบที่ซ่อนอยู่ และช่วยคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต เช่น การประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การคาดการณ์ผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรง หรือการวิเคราะห์รูปแบบการจราจรในเมือง
“เอไอมีคุณค่ามากที่สุดเมื่อช่วยให้ผู้คนตัดสินใจได้ดีขึ้น” เควิน กล่าว
แม้ประเทศไทยยังไม่ใช่ประเทศผู้นำด้านเอไอในระดับโลก แต่เควินมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านเอไอของภูมิภาคอาเซียน
ปัจจัยสนับสนุนไม่ได้มีเพียงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหรือการลงทุนจากภาคเอกชน แต่ยังรวมถึงประชากรที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ และภาคธุรกิจที่เริ่มมองเห็นประโยชน์ของการนำเอไอไปใช้งาน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการพัฒนาทักษะของแรงงานให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขามองว่า ประเทศที่สามารถพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชากรได้รวดเร็วกว่า จะมีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากเอไอได้มากกว่าเช่นกัน
ในมุมมองของเควิน การแข่งขันด้านเอไอในทศวรรษหน้าอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีโมเดลที่ก้าวหน้าที่สุด แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจ และสังคมได้มากเพียงใด
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประเทศไทยจึงกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การแสวงหาวิธีใช้เอไอเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แก้ปัญหาสาธารณะ และพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เมื่อพูดถึง คอลลาเจน หลายคนมักนึกถึงอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ราคาแพง แต่ความจริงแล้วร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนได้เอง หากได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินซี และแร่ธาตุบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ข้อมูลจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ระบุว่า คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกาย และอาหารทั้งจากพืชและสัตว์สามารถให้สารตั้งต้นที่ร่างกายนำไปใช้สร้างคอลลาเจนได้ ขณะที่วิตามินซีเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องใช้ในการสร้างคอลลาเจน จึงไม่จำเป็นต้องมองหาอาหารเสริมเพียงอย่างเดียวเสมอไป
อาหารสีม่วงหลายชนิดมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นรงควัตถุ หรือ สารสี ธรรมชาติในพืชสีแดง ม่วง น้ำเงิน และดำ ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า แอนโทไซยานินอยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในเซลล์
อย่างไรก็ตาม อาหารสีม่วงไม่ได้ทำให้ผิวเด้งหรือเพิ่มคอลลาเจนทันทีแบบปาฏิหาริย์ แต่การกินอาหารหลากสีเป็นประจำ ร่วมกับโปรตีนเพียงพอ พักผ่อนดี และหลีกเลี่ยงแดดจัด สูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์มากเกินไป จะช่วยดูแลคอลลาเจนในร่างกายได้ดีกว่า
บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ขนาดเล็กที่ขึ้นชื่อเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ สีม่วงอมน้ำเงินของบลูเบอร์รี่มาจากแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารกลุ่มเดียวกับที่พบในผลไม้สีเข้มหลายชนิด
นอกจากสารพฤกษเคมีแล้ว บลูเบอร์รี่ยังมีวิตามินซีในปริมาณหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย วิธีที่เหมาะคือกินเป็นผลสดหรือแช่แข็งแบบไม่เติมน้ำตาล ใส่โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ข้าวโอ๊ต หรือกินเป็นมื้อว่างแทนขนมหวาน

องุ่นสีม่วงเป็นผลไม้ที่มีสารโพลีฟีนอลหลายชนิด รวมถึงแอนโทไซยานินและเรสเวอราทรอล ซึ่งมักถูกพูดถึงในด้านการต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ การกินองุ่นทั้งผลยังได้ใยอาหารและน้ำ ช่วยเพิ่มความสดชื่นได้ดี
หากต้องการกินเพื่อสุขภาพ ควรเลือกองุ่นสด ล้างให้สะอาด และกินในปริมาณพอดีมากกว่าดื่มน้ำองุ่นหรือน้ำผลไม้หวาน เพราะการกินทั้งผลช่วยให้ได้ใยอาหารและลดโอกาสได้รับน้ำตาลมากเกินไป
กะหล่ำปลีสีม่วงเป็นผักที่หาง่ายและนำไปทำอาหารได้หลายแบบ ทั้งสลัด ผัดเร็ว ซุป หรือกินคู่กับเมนูโปรตีนต่าง ๆ จุดเด่นคือมีสีม่วงจากแอนโทไซยานิน และมีวิตามินซีซึ่งเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจน
ข้อมูลจาก Harvard Health Publishing ระบุว่า กะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูงและให้พลังงานต่ำ การกินกะหล่ำปลีสีม่วงเป็นประจำจึงช่วยเพิ่มผักในมื้ออาหารได้ดี แต่ควรสลับกับผักชนิดอื่น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบและหลากหลาย
มะเขือม่วงเป็นผักที่คนไทยคุ้นเคย และจุดที่น่าสนใจอยู่ที่เปลือกสีม่วงเข้มซึ่งมีนาซูนิน ซึ่งเป็นแอนโทไซยานินชนิดหนึ่ง งานวิจัยที่เผยแพร่ใน PubMed ระบุว่า นาซูนินจากเปลือกมะเขือม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับห้องปฏิบัติการ
การกินมะเขือม่วงให้ได้ประโยชน์ ควรเลือกวิธีปรุงที่ไม่ใช้น้ำมันมาก เช่น ย่าง นึ่ง อบ หรือผัดน้ำมันน้อย เพราะมะเขือม่วงดูดซับน้ำมันได้ง่าย หากนำไปทอดจนชุ่มน้ำมัน อาจทำให้มื้ออาหารมีพลังงานสูงกว่าที่คิด
ข้าวเหนียวดำหรือข้าวสีม่วงเป็นธัญพืชที่มีสีเข้มจากสารแอนโทไซยานิน โดยงานทบทวนวิชาการในวารสารที่เผยแพร่ผ่าน Springer ระบุว่า ข้าวดำมีสารโพลีฟีนอลและแอนโทไซยานินสูงกว่าข้าวขาวในหลายการศึกษา
แม้ข้าวสีม่วงจะมีสารอาหารน่าสนใจ แต่ยังเป็นอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต จึงควรกินในปริมาณเหมาะสม เช่น กินสลับกับข้าวกล้องหรือธัญพืชอื่น ๆ และหลีกเลี่ยงเมนูของหวานที่เติมกะทิ น้ำตาล หรือท็อปปิงมากเกินไป
อาหารสีม่วงช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้มื้ออาหารได้ แต่การสร้างคอลลาเจนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารกลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว ร่างกายยังต้องการโปรตีนที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น รวมถึงวิตามินซี สังกะสี ทองแดง และพลังงานที่เพียงพอ
ตัวอย่างอาหารที่ช่วยเติมองค์ประกอบเหล่านี้ ได้แก่ ปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผักและผลไม้หลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วเปลือกแข็งในปริมาณพอดี การกินครบและสมดุลจึงสำคัญกว่าการเลือกกินอาหารสีม่วงชนิดเดียวซ้ำ ๆ
Harvard T.H. Chan School of Public Health ระบุว่า ร่างกายสร้างคอลลาเจนลดลงตามวัย และปัจจัยอย่างการโดนแดดมากเกินไป การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก พักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่ออกกำลังกาย อาจทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็วขึ้นได้
ดังนั้น หากอยากดูแลผิวจากภายใน ควรกินอาหารหลากหลาย ดื่มน้ำให้พอ นอนให้เพียงพอ ทากันแดดเป็นประจำ และลดพฤติกรรมทำร้ายผิว เพราะอาหารอย่างเดียวไม่สามารถชดเชยไลฟ์สไตล์ที่ทำลายคอลลาเจนได้ทั้งหมด
บลูเบอร์รี่ องุ่นสีม่วง กะหล่ำปลีสีม่วง มะเขือม่วง และข้าวเหนียวดำ เป็นอาหารสีม่วงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเหมาะนำมาเพิ่มในเมนูประจำวันเพื่อดูแลสุขภาพผิวโดยรวม
แต่ไม่ควรมองว่าอาหารเหล่านี้เป็นตัวเร่งคอลลาเจนแบบเห็นผลทันที สิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือการกินครบหมู่ โปรตีนพอ วิตามินซีพอ พักผ่อนดี และป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการดูแลคอลลาเจนต้องเริ่มจากทั้งอาหารและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันร่วมกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,600.00 | 66,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,305.00 | 65,263.80 | 67,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,874.50 | 58,737.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,444.00 | 52,211.04 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,937.25 | 29,368.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,506.75 | 22,842.33 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,461.14 | 67,630.88 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 40.35 | 40.35 | 40.85 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.98 | 39.98 | 40.48 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.35 | 35.35 | 35.85 | 35.35 | – | 35.35 | 35.35 | 35.35 | 35.35 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.29 | 31.29 | – | – | – | – | – | – | 31.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 49.94 | – | – | 53.41 | – | 50.44 | 50.09 | – | 49.94 |
| ดีเซล | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 54.25 | 54.25 | 49.84 | 54.25 | – | – | – | – | 54.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

“บางเทา” ไม่ใช่แค่หาดดังอีกต่อไป เมื่อแบรนด์โลกแห่ปักธง พลิกภูเก็ตสู่เมืองเศรษฐกิจใหม่จากย่านรีสอร์ตริมทะเล สู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตระดับนานาชาติ หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ชื่อของ “บางเทา” อาจเป็นเพียงหนึ่งในชายหาดสวยของภูเก็ตที่นักท่องเที่ยวรู้จักแต่วันนี้ ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อแบรนด์ระดับโลกจากหลากหลายอุตสาหกรรม
ตั้งแต่โรงแรมหรู อสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้า ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำ ต่างเลือก “บางเทา” เป็นหมุดหมายใหม่ของการลงทุนปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “The Bangtao Effect”คำอธิบายถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของพื้นที่ชายฝั่งแห่งนี้ จากเมืองท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยรีสอร์ต สู่ศูนย์กลางการอยู่อาศัย การใช้ชีวิต และการลงทุนระดับนานาชาติแห่งใหม่ของภูเก็ต
ข้อมูลจาก C9 Hotelworks ระบุว่า ปัจจุบันบางเทามีโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวนมาก ประกอบด้วย โรงแรม 9 แห่ง รวม 1,640 ห้องพัก Branded Residences 9 โครงการ รวม 1,649 ยูนิต ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ 1 โครงการ โรงเรียนนานาชาติ 1 แห่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ รายชื่อแบรนด์ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น Marriott International, Hilton, IHG, Dusit, Banyan Group, ETRO, Central Group และ North London Collegiate School (NLCS)การรวมตัวของแบรนด์เหล่านี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของภูเก็ตเท่านั้นแต่กำลังบ่งบอกว่า “บางเทา” กำลังถูกยกระดับเป็น Ecosystem เมืองรูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยว การอยู่อาศัย และการลงทุนในพื้นที่เดียวกัน
ในอดีต การเติบโตของภูเก็ตมักผูกติดอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยว แต่โมเดลของบางเทากำลังแตกต่างออกไป เพราะการพัฒนารอบใหม่นี้ ไม่ได้มีเพียงโรงแรมหรือคอนโดมิเนียมสำหรับนักลงทุนต่างชาติเท่านั้นแต่ยังมีองค์ประกอบสำคัญของ “เมือง” ที่กำลังถูกสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งศูนย์การค้า โรงเรียนนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์ และบริการสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาวนั่นหมายความว่า บางเทากำลังเปลี่ยนจากพื้นที่สำหรับการพักผ่อนชั่วคราว ไปสู่พื้นที่ที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตได้ตลอดทั้งปีทั้งสำหรับชาวต่างชาติ เจ้าของบ้านหลังที่สอง ครอบครัวชาวต่างประเทศ และกลุ่มผู้มีฐานะสูงที่มองหาที่อยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก
อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนการเติบโตของบางเทา คือการเพิ่มขึ้นของโครงการ Branded Residences ตลาดที่เคยเป็นเพียงสินค้าทางเลือก กำลังกลายเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์สำคัญของภูเก็ตเหตุผลคือ ผู้ซื้อในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงที่พักอาศัย แต่ต้องการแบรนด์ที่สามารถสร้างความมั่นใจในเรื่องมาตรฐานการบริการ การดูแลทรัพย์สิน การบริหารการปล่อยเช่า และการรักษามูลค่าในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ ชื่อของแบรนด์ระดับโลกจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อไม่ต่างจากการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผู้บริหารมืออาชีพดูแลอยู่เบื้องหลัง ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Peylaa Phuket Autograph Collection Residences ซึ่งถือเป็นโครงการ Autograph Collection Residences แห่งแรกของ Marriott ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นระดับโลกกำลังมองเห็นศักยภาพของภูเก็ตในฐานะตลาดระยะยาว มากกว่าตลาดท่องเที่ยวตามฤดูกาล
การพัฒนาเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิตจริงนี่จึงเป็นเหตุผลที่โครงการอย่าง POP Phuket Community Mall ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเซ็นทรัล และโรงเรียนนานาชาติ NLCS Phuket ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
เพราะทั้ง2โครงการกำลังเข้ามาเติมช่องว่างสำคัญของบางเทา POP Phuket จะเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ให้กับชุมชน ขณะที่ NLCS Phuket จะช่วยยกระดับภูเก็ตสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติของภูมิภาค เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้รวมเข้าด้วยกัน บางเทาจึงไม่ได้เป็นเพียง “ทำเลอสังหาริมทรัพย์” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “เมืองนานาชาติขนาดย่อม” ที่มีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจครบวงจร
อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของบางเทา คือการเข้ามาของ ETRO แบรนด์แฟชั่นลักชัวรีจากอิตาลี ผ่านโครงการ ETRO Residencesเรื่องนี้น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าแบรนด์แฟชั่นระดับโลกไม่ได้มองอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงธุรกิจที่พักอาศัยแต่เป็นช่องทางในการขยายประสบการณ์แบรนด์สู่การใช้ชีวิตประจำวันของลูกค้าหรือพูดอีกมุมหนึ่ง ในโลกยุคใหม่ ผู้ซื้อไม่ได้ซื้อเพียงห้องพักหรือบ้านแต่กำลังซื้อ “Lifestyle” และ “Identity” ที่มาพร้อมกับแบรนด์นั้น ๆและบางเทากำลังกลายเป็นเวทีสำคัญของเทรนด์ดังกล่าว
หากมองภาพรวม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบางเทาไม่ใช่การเปิดตัวโครงการใหม่เพียงไม่กี่แห่งแต่คือการลงทุนขนาดใหญ่จากหลายอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่โรงแรมระดับโลก อสังหาริมทรัพย์แบรนด์เนม ศูนย์การค้า โรงเรียนนานาชาติ ไปจนถึงแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกทั้งหมดกำลังสร้างแรงส่งให้บางเทาก้าวข้ามบทบาทเดิมในฐานะแหล่งท่องเที่ยวริมทะเลสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การใช้ชีวิต และการลงทุนแห่งใหม่ของภูเก็ต
หากการพัฒนาเหล่านี้เดินหน้าได้ตามแผน “The Bangtao Effect” อาจไม่ได้เป็นเพียงชื่อของปรากฏการณ์หนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์แต่อาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ของการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวไทยในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

พจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วน – หัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 มีคอนโดเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 6,174 ยูนิต สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีโครงการใหม่เปิดตัวในพื้นที่ CBD หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจเลยแม้แต่โครงการเดียว
ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่กว่า 58% อยู่ในพื้นที่รอบใจกลางเมือง (City Fringe) และอีก 42% อยู่ในพื้นที่ชานเมือง ภาพนี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการกำลังลดความเสี่ยงจากการพัฒนาโครงการราคาแพงในทำเลต้นทุนสูง และหันไปจับตลาดที่มีฐานผู้ซื้อกว้างกว่าสอดคล้องกับข้อมูลด้านราคาที่พบว่า คอนโดเปิดใหม่กว่า 68% อยู่ในระดับราคาต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตารางเมตร หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ประกอบการกำลังเคลื่อนตัวจากตลาดบนมาสู่ตลาดแมสมากขึ้น
อีกตัวเลขที่น่าจับตา คือ อัตราการจอง (Booking Rate) ของโครงการเปิดใหม่ไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 24.3% ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 43.8% ในไตรมาสก่อนหน้า นั่นหมายความว่า ในทุก ๆ 100 ยูนิตที่เปิดขายใหม่ จะมีผู้จองเพียงประมาณ 24 ยูนิตเท่านั้น สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการหายไปของความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
“ผู้ซื้อจำนวนมากใช้เวลาพิจารณานานขึ้น เปรียบเทียบทางเลือกมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมา ผลลัพธ์คือ ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพากลยุทธ์เปิดโครงการใหม่แล้วขายได้รวดเร็วเหมือนในอดีต”

แม้อัตราจองจะลดลง แต่ยอดโอนยอดโอนยังโตแต่ตลาดไม่แข็งแรงกรรมสิทธิ์คอนโดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับเพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์ควบคุมสินเชื่อ Loan-to-Value (LTV) และการลดค่าธรรมเนียมการโอน มาตรการเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่ตัดสินใจซื้ออยู่แล้ว เร่งการโอนกรรมสิทธิ์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดโอนไม่ได้สะท้อนว่าตลาดกลับมาแข็งแรงเต็มรูปแบบ เพราะอีกด้านหนึ่ง ตลาดยังเผชิญปัญหาใหญ่ที่สะสมมาหลายปี นั่นคือ “อุปทานคงค้าง”
ปัจจุบันตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอุปทานคงค้าง หรือ Unsold Inventory อยู่ราว 350,000 ยูนิต ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยของทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 60,000 ยูนิตต่อปี หากคำนวณแบบง่ายๆ ภายใต้สมมติฐานว่า “ไม่มีอุปทานใหม่” จำนวนมากเข้าสู่ตลาด จะต้องใช้เวลา 5-6 ปี จึงจะสามารถระบายสต็อกส่วนเกินเหล่านี้ได้หมด
“ปัญหาของตลาดในวันนี้ไม่ใช่การขาดผู้ซื้อ แต่คือการมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากเกินกว่ากำลังซื้อที่รองรับได้ในระยะสั้นและยิ่งสต็อกเหล่านี้คงอยู่ในระบบนานเท่าไร ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”
เมื่ออุปทานยังมีมากกว่าความต้องการซื้อ อำนาจในการต่อรองจึงเริ่มเปลี่ยนมือ จากอดีตที่ผู้ขายเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขตลาด ปัจจุบันผู้ซื้อกลับมีตัวเลือกจำนวนมากทั้งในเรื่องราคา โปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และเงื่อนไขการชำระเงิน
ผู้ประกอบการหลายรายจึงเลือกชะลอการเปิดโครงการใหม่ และมุ่งบริหารสภาพคล่องมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจ เพราะในภาวะที่การแข่งขันสูง การรักษาเงินสดอาจสำคัญกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็ว
หากมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าตลาดคอนโดไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและการเก็งกำไร เข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย “Real Demand” หรือความต้องการอยู่อาศัยจริงมากขึ้น การไม่มีคอนโดใหม่เปิดใน CBD การเพิ่มสัดส่วนโครงการราคาต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตารางเมตร และการหันมาจับตลาดราคา 1.5-3 ล้านบาท ล้วนเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า
“ผู้ประกอบการที่อยู่รอดอาจไม่ใช่ผู้ที่เปิดโครงการได้มากที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถพัฒนาโครงการให้ตรงกับกำลังซื้อจริงของตลาดได้มากที่สุด เพราะในวันที่คอนโดเหลือขายกว่า 350,000 ยูนิต โจทย์สำคัญไม่ใช่ จะสร้างอะไรเพิ่มแต่คือ…จะขายของที่มีอยู่ให้หมดได้อย่างไร”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.56 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.58 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงบ้างของ เงินดอลลาร์ ที่ตอบรับข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง
รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดย NY FED (Empire Manufacturing Index) เดือนมิถุนายน ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 5.7 จุด แย่กว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 13.20 จุด และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนพฤษภาคม ที่ขยายตัวเพียง +0.1%m/m แย่กว่าที่ตลาดคาด +0.3%m/m
อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ได้ทยอยพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดได้ปรับสถานะถือครองบ้าง ก่อนรับรู้ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันอังคารนี้ ส่งผลให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงสู่โซน 160.30 เยนต่อดอลลาร์ (สกุลเงินหลักอื่นๆ ได้อ่อนค่าลงบ้างเช่นกัน)
นอกจากนี้ การรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ยังได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (XAUUSD) ส่งผลให้ ราคาทองคำ ย่อตัวลงบ้างเข้าใกล้โซน 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจสูงขึ้น ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งจะขึ้นกับ Action & Outlook ของ BOJ ในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยหาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม อาจสร้างกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้บ้าง
ทว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ ขณะที่ หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด และส่งสัญญาณที่ชัดเจน พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เรามองว่า เงินเยนญี่ปุ่นอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นจะเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ในวันพฤหัสฯ นี้ก่อนได้ แต่หาก BOJ คงดอกเบี้ย สวนทางกับคาดการณ์ของตลาด ถึงแม้ BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย กลับสู่ระดับที่เหมาะสม
เรามองว่า ในกรณีนี้ เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่ามากที่สุด และต้องจับตาว่า เงินเยนญี่ปุ่นจะอ่อนค่าทะลุโซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ ไปได้มากน้อยเพียงใด และจะมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นอาจเคลื่อนไหวผันผวนสูง สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดค่าเงินได้พอควร
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ตอบรับข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง อาทิ Micron +10.8%, AMD +7.0%, Nvidia +3.5% ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงให้โอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ราว 80% ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.65% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้นแรง +3.07%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเพียง +0.19% แม้จะได้แรงหนุนจากอานิสงส์ข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทว่ากลับกดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารต่างปรับตัวลงหนัก อาทิ Shell -4.4% และ Rheinmetall -4.6%
ส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.47% อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังคงประเมินโอกาสราว 80% ที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยเรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หรืออย่างน้อย สถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก ผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นการประชุม FOMC ของ FED ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ก่อนที่จะปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อีกครั้ง ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ได้
ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้จริง หากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพและมีการเปิดช่องแคบ Hormuz) การประชุม FOMC ของ FED ในช่วงนี้ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แม้จะอ่อนค่าลงในช่วงแรกตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทว่า การปรับตัวขึ้นแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นยุโรป กอปรกับการปรับสถานะถือครองบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ก่อนรับรู้การประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง BOJ ได้หนุนให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะได้แรงหนุนจากข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจนและย่อตัวลงบ้างสู่โซน 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 1.00% พร้อมกับส่งสัญญาณทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของรองผู้ว่าฯ BOJ (เนื่องจากผู้ว่าฯ BOJ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่) ในช่วง Press Conference ส่วนในช่วงราว 6.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันพุธนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม
ทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดย ZEW ของเยอรมนี และยูโรโซน (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนมิถุนายน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้ประกาศรายชื่อนักกีฬาทีมชาติไทยจำนวน 18 คน ชุดที่จะแข่งขันศึกเนชันส์ ลีก 2026 สัปดาห์สอง ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ออกมาเป็นที่เรียบร้อย
โดย “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอน ตัดสินใจเลือกใช้ผู้เล่นแบบครบโควตาจำนวน 18 คน ประกอบด้วยผู้เล่นชุดหลัก 14 คน และผู้เล่นสำรองอีก 4 คน ซึ่งมีผู้เล่นหน้าใหม่ถูกเรียกติดทีมชาติครั้งแรกก็คือ “แคบหมู” สุภาวดี พันวิลัย ดาวรุ่งวัยเพียง 16 ปี
Setter (เซตเตอร์)
พรพรรณ เกิดปราชญ์
ณัฏฐณิชา ใจแสน
Opposite Hitter (บีหลัง)
พิมพิชยา ก๊กรัมย์
สุภาวดี พันวิลัย
Middle Blocker (บอลเร็ว)
ทัดดาว นึกแจ้ง
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์
แก้วกัลยา กมุลทะลา
Outside Hitter (หัวเสา)
อัจฉราพร คงยศ
วริศรา สีทาเลิศ
ศศิภาพร จันทรวิสูตร
กัญธิมา เอกปัชชา
Libero (ลิเบอโร)
ปิยะนุช แป้นน้อย
กัลยรัตน์ คำวงษ์
จิดาภา นาหัวหนอง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ค่านิยมดั้งเดิมมักมองว่าบุรุษที่มีร่างกายแข็งแรงต้องมีกล้ามเนื้อที่แน่นปึ้กและแข็งแกร่ง ทว่าในมุมมองของอายุรศาสตร์และวิทยาศาสตร์การแพทย์ ความยืดหยุ่นและอ่อนนุ่มของอวัยวะภายในต่างหากที่เป็นดัชนีชี้วัดอายุขัยที่แท้จริง หากพบว่าอวัยวะ 5 ส่วนนี้เริ่มแข็งกระด้าง อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบของโรคร้ายแรง
พยาธิวิทยาเชิงลึก: สัญญาณทางกายภาพที่ผู้ชายห้ามมองข้าม
1. ภาวะหน้าท้องแข็ง (Visceral Hardness): เมื่อนอนหงายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากกดลงบริเวณรอบสะดือแล้วพบความแข็งตึงคล้ายลูกบอล หรือคลำสกัดเจอก้อนเนื้อขรุขระสะดุดมือ เป็นลางบอกเหตุของไขมันพอกอวัยวะภายในหนาแน่น หรือเนื้อร้ายในระบบทางเดินอาหารที่ขยายตัวดันผนังหน้าท้อง ควรเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์หรือ CT Scan เชิงลึก
2. ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งกระด้าง (Atherosclerosis): การสูบบุหรี่และคอเลสเตอรอลสูงทำให้เกิดคราบพลาคเกาะผนังหลอดเลือดจนสูญเสียความยืดหยุ่น แรงดันเลือดที่พุ่งสูงจากการที่หัวใจต้องบีบตัวรุนแรง ส่งผลให้หลอดเลือดเปราะแตกง่าย เสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันและหัวใจวายเฉียบพลัน สังเกตได้จากค่าวัดความดันตัวบนที่แกว่งตัวสูงและมีอาการชาปลายมือปลายเท้า
3. กล้ามเนื้อและกระดูกคอติดแข็ง (Cervical Rigidity): อาการปวดเกร็งบริเวณท้ายทอยและกล้ามเนื้อบ่าที่แข็งตัวเป็นลำ หันหน้าได้จำกัด เกิดจากการกดทับเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนเรื้อรัง หน้ามืด และระบบประสาทส่วนกลางทำงานบกพร่อง
4. ภาวะตับแข็งพังผืด (Liver Cirrhosis): ตับปกติจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนิ่มเพื่อกรองสารพิษ แต่การรับสารเคมีหรือแอลกอฮอล์ทำลายเซลล์ตับจนแปรสภาพเป็นพังผืดแข็งขรุขระ เนื่องจากตับไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ในระยะแรกจึงต้องสังเกตอาการตาเหลือง ตัวเหลือง น้ำหนักลด หรือมีจุดเส้นเลือดฝอยรูปแมงมุมขึ้นตามหน้าอกและลำคอแทน
5. ข้อต่อยึดติดแข็ง (Joint Stiffness): อาการฝืดแข็งของข้อต่อหลังตื่นนอนในตอนเช้า (Morning Stiffness) ที่ต้องใช้เวลาขยับนานกว่า 15 นาทีก่อนจะคลายตัว บ่งบอกถึงกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย ความเสื่อมของระบบข้อต่อทำให้ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว ส่งผลระบบเผาผลาญรวน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ และลดประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกันองค์รวม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เคยไหมครับเวลาที่เราแอบชอบใครสักคนในโซเชียลมีเดีย หรือเจอคนที่ถูกใจในคาเฟ่แล้วอยากจะเข้าไปทักทายเพื่อเปิดบทสนทนา แต่ใจหนึ่งก็เขินอาย อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าประโยคทักทายธรรมดาอย่าง “หวัดดีครับ ทำอะไรอยู่” มันจะดูน่าเบื่อเกินไปจนเขาไม่ยากคุยต่อ การเลือกใช้ มุกจีบสาวภาษาอังกฤษ (English Pickup Lines) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยอดเยี่ยมมากครับ เพราะภาษาอังกฤษมีลูกเล่นในการเล่นคำ (Wordplay) ที่ช่วยลดความตึงเครียด เปลี่ยนความเกร็งให้กลายเป็นรอยยิ้มที่สดใสได้อย่างรวดเร็ว
ในโลกยุค 2026 ที่ผู้คนเชื่อมโยงกันผ่านแพลตฟอร์มระดับสากล การบริหารเสน่ห์ด้วยภาษาอังกฤษไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณดูเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์และมีอารมณ์ขันเท่านั้น แต่ยังเป็นสไตล์การชวนคุย (Small Talk) ที่ดูทันสมัยและเป็นกันเอง วันนี้ EngDuo Thailand มัดรวมมุกจีบสาวสไตล์อินเตอร์หลากหลายอารมณ์มาฝากครับ รับรองว่าหยิบไปส่งแชทหรือพูดต่อหน้าเมื่อไหร่ ต้องมีคนแอบอมยิ้มตามแน่นอนครับ
ในทางจิตวิทยาการสื่อสาร บทสนทนาแรกพบ (Icebreaker) มีผลต่อความประทับใจแรกถึงร้อยละ 80 ครับ การใช้ มุกจีบสาวภาษาอังกฤษ แฝงอารมณ์ขันเล็กๆ จะช่วยลดกำแพงความระแวงในใจของอีกฝ่ายลงได้ เพราะมันเป็นการประกาศเจตนาอย่างขี้เล่นว่าคุณต้องการเข้ามาทำความรู้จัก ไม่ใช่การคุกคาม
นอกจากนี้ เสน่ห์ของภาษาอังกฤษคือความยืดหยุ่นและการใช้น้ำเสียง การเล่นมุกเสี่ยวๆ หรือประโยคหวานซึ้งในภาษาอังกฤษมักจะให้ความรู้สึกที่ละมุนละไมและดูนุ่มนวลกว่าการใช้ภาษาไทยตรงๆ ในบางบริบท ทำให้คู่สนทนารู้สึกผ่อนคลายและพร้อมที่จะโต้ตอบกลับมาด้วยความสนุกสนาน เป็นการเปิดประตูสู่มิตรภาพที่ราบรื่นที่สุดครับ
จุดตกม้าตายของหลายคนคือการเลือกมุกที่ “ล้ำเส้น” หรือมีความหมายสองแง่สองง่ามมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้อีกฝ่ายอึดอัดจนบล็อกแชทหนีได้ครับ หากคุณอยากเล่นมุกให้ดูแพงและมีระดับ ลองใช้เทคนิคเหล่านี้ดูครับ
เพื่อให้คุณเลือกประโยคที่สอดคล้องกับบุคลิกของตัวเองและสถานการณ์มากที่สุด ผมได้แบ่งหมวดหมู่ประโยคเด็ดออกเป็น 3 สไตล์หลักๆ ดังนี้ครับ
เหมาะสำหรับส่งไปชื่นชมความงดงามของเขาในวันธรรมดาๆ เพื่อสร้างความประทับใจแบบนุ่มนวล
มุกสุดคลาสสิกที่เน้นการเล่นคำเปรียบเปรยแบบน่ารักๆ เหมาะสำหรับเปิดแชทแรกเพื่อเรียกรอยยิ้ม
ลองดูตารางวิเคราะห์ประโยคโดนใจที่คัดสรรมาให้ เพื่อเลือกมุกที่เข้ากับช่องทางและระดับความสนิทของคุณในขณะนี้ครับ
| มุกจีบสาวภาษาอังกฤษ | คำแปลภาษาไทย | โทนความรู้สึก (Vibe) | ช่องทางการใช้งานที่แนะนำ |
| “Is it hot in here, or is it just you?” | แถวนี้มันร้อน หรือเป็นเพราะความฮอตของคุณกันแน่นะ? | ขี้เล่น / หยอดเก่ง | ทักทายในคาเฟ่ / ปาร์ตี้ |
| “Your eyes are like Ikea. I’m totally lost in them.” | ดวงตาของคุณเหมือนห้างอิเกียเลยครับ เข้าไปแล้วหลงทางหาทางออกไม่เจอ | ตลก / ร่วมสมัย | ส่ง DM ทาง Instagram |
| “Are you a keyboard? Because you’re just my type.” | คุณคือคีย์บอร์ดหรือเปล่าครับ? เพราะคุณช่างเป็นสเปก (Type) ของผมเลย | เล่นคำ / มินิมอล | แชทออนไลน์ / แอปหาคู่ |
| “I must be in a museum, because you’re a piece of art.” | ผมต้องกำลังอยู่ในพิพิธภัณฑ์แน่ๆ เพราะคุณงดงามราวกับงานศิลปะ | โรแมนติก / สุภาพ | คอมเมนต์ใต้รูปภาพสวยๆ |
| “Can I follow you? My mom told me to follow my dreams.” | ขอผมเดินตามคุณไปได้ไหมครับ? พอดีคุณแม่สอนให้เดินตามความฝันน่ะ | เสี่ยวมาก / น่ารัก | ชวนคุยต่อหน้าแบบเป็นกันเอง |
สิ่งสำคัญที่คนเรียนภาษาอังกฤษต้องรู้คือ คำศัพท์บางคำในมุกจีบสาวมีหน้าที่เป็นคำพ้องเสียงหรือสำนวนเฉพาะ (Idioms) ที่ห้ามแปลตรงตัวครับ ตัวอย่างเช่นคำว่า Type ในมุกคีย์บอร์ด ที่แปลได้ทั้ง “ประเภท/สเปกที่ชอบ” และ “การพิมพ์ดีด” การเข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์และมิติของคำศัพท์จะช่วยให้คุณเล่นมุกได้อย่างมีชั้นเชิง ไม่เคอะเขิน หากคุณต้องการเข้าไปศึกษาและอัปเดตสํานวนคำศัพท์ที่แสดงออกถึงความรักและความผูกพันเพิ่มเติม เพื่อนำมาดีไซน์ประโยคหยอดน่ารักๆ ของตัวเอง สามารถตรวจสอบหลักการใช้คำที่ถูกต้องได้ที่พจนานุกรมสากล Cambridge Dictionary เพื่อเพิ่มความแม่นยำทางภาษาก่อนนำไปใช้งานจริงครับ
1. ฝรั่งนิยมเล่นมุกจีบสาวแบบนี้ในชีวิตจริงบ่อยแค่ไหน?
ในวัฒนธรรมตะวันตก มุกเหล่านี้ (Pickup Lines) นิยมใช้ในเชิงขี้เล่นเพื่อหยอกล้อ หรือใช้เป็นมุกละลายพฤติกรรมในงานปาร์ตี้และแอปพลิเคชันหาคู่ครับ แต่อาจไม่ได้ใช้ในสถานการณ์ที่เป็นทางการ สิ่งสำคัญคือการดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายประกอบด้วยเสมอครับ
2. ถ้าอีกฝ่ายตอบกลับมุกของเรามาเป็นภาษาอังกฤษที่ยากเกินไป ควรทำอย่างไร?
ไม่ต้องตกใจครับ การแสดงความจริงใจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คุณสามารถตอบกลับไปตรงๆ ขำๆ ได้เลยครับ เช่น “Your English is amazing! I just practiced that line all morning to impress you.” (ภาษาอังกฤษคุณเก่งจัง พอดีผมซ้อมมุกนี้มาทั้งเช้าเพื่อหวังให้คุณประทับใจเลยนะเนี่ย) วิธีนี้นอกจากจะดูซื่อสัตย์แล้วยังเพิ่มความน่าเอ็นดูด้วยครับ
3. มีมุกสั้นๆ สไตล์มินิมอลสำหรับตั้งเป็น Status หรือ Bio แนะนำไหม?
มีครับ แนะนำประโยคสั้นๆ ที่เรียบง่ายแต่แฝงนัยลึกซึ้ง เช่น “Catch flights, not feelings… until I met you.” (ตั้งใจจะบินไปเที่ยว ไม่ตั้งใจจะบินไปรักใคร… จนกระทั่งมาเจอคุณ) หรือ “Just vibes and a little bit of crush.” (มีแค่บรรยากาศดีๆ กับอาการแอบชอบเธอเล็กน้อย) ฟังดูเก๋และไม่เยอะจนเกินไปครับ
4. การใช้คำว่า “Babe” หรือ “Honey” กับคนที่เพิ่งรู้จักผ่านมุกจีบสาว ถือว่าเสียมารยาทไหม?
ในบทสนทนาแรกพบหรือคนที่เพิ่งรู้จักกัน ไม่แนะนำ ให้ใช้คำสรรพนามแสดงความสนิทสนมเหล่านี้เด็ดขาดครับ เพราะอาจดูรุกล้ำและไม่ให้เกียรติ ควรใช้การกล่าวทักทายทั่วไปจนกว่าความสัมพันธ์จะสนิทกันในระดับหนึ่งก่อนครับ
5. นานแค่ไหนที่สมองจะคุ้นเคยกับการจำประโยคหยอดและโต้ตอบได้อย่างลื่นไหล?
หากคุณฝึกฝนการฟังและการจำคำศัพท์เป็นวลี (Phrasal Learning) อย่างสม่ำเสมอวันละ 10-15 นาที ควบคู่ไปกับการฝึกออกเสียงตาม คุณจะเริ่มรู้สึกว่าสมองเรียงประโยคและคิดคำศัพท์ได้เร็วขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์แรกแน่นอนครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จังหวะสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจครั้งใหม่ ท่ามกลางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และการเร่งเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ภาคอุตสาหกรรม หรือ Industrial AI ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะเข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว
ปัจจุบันไทยมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งกว่า 2.53 แสนล้านบาทในช่วงปี 2568-2569 ขณะที่โครงการเมืองอัจฉริยะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีมูลค่ารวมกว่า 1.34 ล้านล้านบาท และตลาด Digital Transformation ของไทยมีแนวโน้มเติบโตแตะ 6.48 แสนล้านบาทภายในปี 2576 สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการลงทุน แต่คือการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ชู Industrial AI ก้าวข้าม AI ทั่วไป สู่การตัดสินใจบนโลกจริง
นายเวนแคต บาลาสุบรามาเนียน ผู้อำนวยการที่ปรึกษากระบวนการอุตสาหกรรม ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ บริษัทดาสโซลท์ ซิสเทเมส (Dassault Systèmes) กล่าวว่า AI รุ่นใหม่สำหรับภาคอุตสาหกรรมแตกต่างจาก AI ทั่วไปที่เน้นการประมวลผลภาษา เพราะสามารถเข้าใจข้อจำกัดทางวิศวกรรมและพฤติกรรมของระบบในโลกจริงได้
“พรมแดนถัดไปของไทยคือ AI ที่สามารถเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงและนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง Virtual Companions ถูกพัฒนาบนพื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ”
เปิดบทบาท AURA-LEO-MARIE ผู้ช่วย AI สำหรับภาคอุตสาหกรรม
บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ดาสโซลท์ ซิสเทเมส ได้พัฒนา Virtual Companions ซึ่งเป็น AI ภาคอุตสาหกรรมที่ทำงานบนข้อมูลจากโลกจริงและโลกเสมือนร่วมกัน โดยเชื่อมโยงข้อมูลด้านวิศวกรรม การปฏิบัติการ และข้อมูลจากเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์
ระบบดังกล่าวประกอบด้วย AURA, LEO และ MARIE โดย AURA ช่วยติดตามความเสี่ยงด้านโครงการ LEO สนับสนุนการวิเคราะห์ทางวิศวกรรม และ MARIE ช่วยวิเคราะห์ทางเลือกด้านวัสดุและการออกแบบจากฐานองค์ความรู้อุตสาหกรรม
เมื่อทำงานร่วมกัน ระบบจะช่วยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
เจาะโอกาสภาคการผลิต-ระบบราง รับประโยชน์เต็มรูปแบบ
สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมหลักหลายด้าน โดยเฉพาะภาคการผลิตที่กำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ผู้ผลิตสามารถใช้ Virtual Companions จำลองการปรับเปลี่ยนสายการผลิต ทดสอบรูปแบบการผลิตใหม่ และวางแผนการบำรุงรักษาก่อนนำไปใช้งานจริง ช่วยลดภาระงานวิศวกรรมและเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ขณะที่ภาคคมนาคมและระบบราง ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน หรือระบบขนส่งมวลชนในเขตเมือง ล้วนเป็นโครงการที่มีความซับซ้อนสูง และมีความเสี่ยงจากปัญหาการออกแบบหรือการเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินโครงการ
ชี้ลดต้นทุน 40% เพิ่มรายได้มากกว่า 10%
ดาสโซลท์ ซิสเทเมส ระบุว่า องค์กรที่นำ Industrial AI ไปใช้งานสามารถเร่งกระบวนการทำงานได้เร็วขึ้น 15-50% ลดระยะเวลาการเตรียมการผลิตลง 25% ลดต้นทุนการผลิตและบริหารโครงการได้ 5-40% ลดปัญหาด้านคุณภาพ 30-90% และเพิ่มรายได้มากกว่า 10%
โจทย์ใหญ่ไทยขาดบุคลากร Digital Twin
แม้ไทยจะมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ทั้งแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติและนโยบาย Thailand 4.0 แต่ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Twin
ภาคเอกชนจึงมองว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยี จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ดัน Virtual Twin สู่โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
นายเวนแคต กล่าวว่า ประเทศไทยมีทั้งฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและนโยบายภาครัฐที่พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สิ่งสำคัญในลำดับถัดไปคือการนำแนวคิดการจำลองสถานการณ์และเทคโนโลยี Virtual Twin เข้ามาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน การออกแบบ และการบริหารโครงการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ช่วงอากาศร้อน หลายคนอาจรู้สึกเหนื่อยง่าย นอนหลับไม่สนิท ตาแห้งจากการใช้หน้าจอนาน หรือรู้สึกว่าผมร่วงมากขึ้นกว่าปกติ แม้อาการเหล่านี้อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งพักผ่อนไม่พอ ดื่มน้ำน้อย ความเครียด และพฤติกรรมการกิน แต่การเลือกอาหารที่มีสารอาหารดี ก็ช่วยดูแลร่างกายโดยรวมได้
หนึ่งในผลไม้ฤดูร้อนที่น่าสนใจคือ ผลหม่อน หรือมัลเบอร์รี ผลไม้สีม่วงเข้มรสหวานอมเปรี้ยว ข้อมูลจาก USDA FoodData Central ระบุว่า ผลหม่อนสด 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 43 กิโลแคลอรี มีใยอาหาร วิตามินซี ธาตุเหล็ก และโพแทสเซียม ขณะที่ Cleveland Clinic ระบุว่า ผลไม้สีแดง ม่วง น้ำเงิน หรือดำ มักมีแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มหนึ่ง
จุดเด่นของผลหม่อนคือสีม่วงเข้มจนเกือบดำ ซึ่งไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่เป็นสัญญาณของสารกลุ่มแอนโทไซยานิน สารสีธรรมชาติที่พบในพืชหลายชนิด เช่น เบอร์รี องุ่นม่วง ข้าวสีเข้ม และผักผลไม้สีม่วงแดง
สารแอนโทไซยานินถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ มีบทบาทช่วยปกป้องเซลล์จากภาวะเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเสื่อมของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ควรมองผลหม่อนเป็นอาหารเสริมความหลากหลายในมื้ออาหาร ไม่ใช่อาหารวิเศษที่รักษาหรือป้องกันโรคได้โดยตรง
ผลหม่อนสดมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ให้พลังงานไม่สูง และมีสารอาหารหลายชนิดที่ร่างกายใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น วิตามินซีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจนและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ธาตุเหล็กที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงออกซิเจน และโพแทสเซียมที่ช่วยดูแลสมดุลของของเหลวในร่างกาย
นอกจากนี้ ใยอาหารในผลหม่อนยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติและช่วยเพิ่มความอิ่มได้ดีขึ้น จึงเหมาะเป็นผลไม้กินเล่นแทนขนมหวานหรือเครื่องดื่มน้ำตาลสูงในช่วงหน้าร้อน
หลายคนอาจเคยได้ยินว่าผลไม้สีม่วงช่วยบำรุงสายตา เพราะมีแอนโทไซยานิน งานวิจัยบางส่วนให้ความสนใจสารกลุ่มนี้ในด้านการปกป้องจอประสาทตาจากภาวะเครียดออกซิเดชัน แต่หลักฐานในคนยังไม่มากพอที่จะสรุปว่ากินผลหม่อนแล้วรักษาอาการตาแห้งหรือปัญหาสายตาได้
ดังนั้น หากมีอาการตาแห้ง แสบตา มองเห็นผิดปกติ หรือใช้หน้าจอนาน ควรพักสายตา ดื่มน้ำให้เพียงพอ ปรับแสงหน้าจอ และพบจักษุแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น การกินผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวมเท่านั้น
วิตามินซีและธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผิวและเส้นผม เพราะวิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ส่วนธาตุเหล็กเกี่ยวข้องกับการลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ รวมถึงรากผม แต่การกินผลหม่อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ผมร่วงหรือผมหงอกได้ทั้งหมด
อาการผมร่วงหรือผมหงอกเพิ่มขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ฮอร์โมน ความเครียด การนอนน้อย โรคบางชนิด หรือภาวะขาดสารอาหาร หากผมร่วงมากผิดปกติเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แทนการพึ่งอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ผลหม่อนสดสามารถกินได้โดยตรงหลังล้างให้สะอาด หรือใส่ในโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ข้าวโอ๊ต สลัดผลไม้ หรือสมูทตี้ที่ไม่เติมน้ำตาลมากเกินไป รสหวานอมเปรี้ยวของผลหม่อนช่วยเพิ่มความสดชื่นในวันที่อากาศร้อน และทำให้มื้อว่างดูน่าสนใจขึ้น
หากเลือกผลหม่อนอบแห้งหรือน้ำผลหม่อน ควรอ่านฉลากให้ดี เพราะบางผลิตภัณฑ์อาจเติมน้ำตาลสูง การกินผลสดหรือแบบแช่แข็งที่ไม่เติมน้ำตาล มักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนที่ต้องการควบคุมพลังงานและน้ำตาลในแต่ละวัน

เคล็ดลับการดูแลร่างกายในช่วงอากาศร้อนไม่ได้อยู่ที่อาหารราคาแพงเสมอไป แต่อยู่ที่การกินให้หลากหลาย ดื่มน้ำให้พอ นอนให้เพียงพอ และลดพฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายล้า เช่น นอนดึก ใช้หน้าจอนาน หรือกินอาหารหวานมันเป็นประจำ
ผลหม่อน รวมถึงผลไม้และอาหารจากพืชชนิดอื่น เช่น ถั่วดำ มันเทศ และผลไม้ตามฤดูกาล สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ แต่ควรกินแบบพอดีและหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนมากกว่าการเน้นอาหารชนิดเดียว
ผลหม่อนเป็นผลไม้สีม่วงเข้มที่มีสารแอนโทไซยานิน วิตามินซี ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม และใยอาหาร จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับมื้อว่างในช่วงหน้าร้อน โดยเฉพาะคนที่อยากเพิ่มผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในอาหารประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ผลหม่อนไม่ใช่ยารักษาโรค ไม่ได้แก้ปัญหาตา ผม ไต หรือความอ่อนเพลียได้โดยตรง สิ่งสำคัญคือกินให้หลากหลาย พักผ่อนให้พอ และดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,600.00 | 66,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,305.00 | 65,263.80 | 67,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,874.50 | 58,737.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,444.00 | 52,211.04 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,937.25 | 29,368.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,506.75 | 22,842.33 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,461.14 | 67,630.88 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 41.10 | 41.10 | 41.60 | 41.10 | 41.10 | 41.10 | 41.10 | 41.10 | 41.10 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 40.73 | 40.73 | 41.23 | 40.73 | 40.73 | 40.73 | 40.73 | 40.73 | 40.73 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 36.10 | 36.10 | 36.60 | 36.10 | – | 36.10 | 36.10 | 36.10 | 36.10 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 32.04 | 32.04 | – | – | – | – | – | – | 32.04 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 50.69 | – | – | 53.41 | – | 51.19 | 50.84 | – | 50.69 |
| ดีเซล | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 54.25 | 54.25 | 49.84 | 54.25 | – | – | – | – | 54.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

เกาะพะงันกำลังเปลี่ยนบทบาทจากจุดหมายท่องเที่ยวชื่อดัง สู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว หลังเม็ดเงินลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยพุ่งแตะ 7,940 ล้าน ขณะที่กำลังซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอิสราเอล ยุโรป และออสเตรเลีย กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ดันตลาดวิลล่าและบ้านพักตากอากาศเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลาง Second Home และการลงทุนระยะยาวแห่งใหม่ของอ่าวไทย
ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยบนเกาะพะงันในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนบทบาทใหม่ของเกาะในฐานะตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ
ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายรวม 41 โครงการ จำนวน 438 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 7,940 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ และบ้านจัดสรร สะท้อนโครงสร้างตลาดที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัว (Expanding Phase) และมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์รองรับความต้องการจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตลาดบ้านพักตากอากาศยังคงเป็นเซกเมนต์หลักของเกาะพะงัน โดยมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 26 โครงการ รวม 294 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 6,830 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดของตลาด
ทำเลยอดนิยมยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ อาทิ แม่หาด หาดยาว และหาดหินกอง ซึ่งโดดเด่นด้านวิวทะเล ความเป็นส่วนตัว และบรรยากาศแบบรีสอร์ต ส่งผลให้ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อระดับกลางถึงบนที่มองหาทั้งบ้านพักระยะยาวและการลงทุนปล่อยเช่าในรูปแบบ Vacation Rental
ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมมีโครงการเปิดขายเพียง 4 โครงการ รวม 66 ยูนิต มูลค่าประมาณ 380 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ศักยภาพอย่างศรีธนูและหาดยาว ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม Wellness Living และ Digital Nomad ที่กำลังเติบโต ด้านตลาดบ้านจัดสรรมี 11 โครงการ รวม 78 ยูนิต มูลค่าราว 730 ล้านบาท เจาะกลุ่มผู้ต้องการที่อยู่อาศัยถาวรหรือกึ่งถาวรในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าวิลล่าลักชัวรี
คอลลิเออร์สระบุว่า กำลังซื้อจากต่างชาติยังเป็นหัวใจสำคัญของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อจากอิสราเอล ยุโรป และออสเตรเลีย ที่มีบทบาทชัดเจนในการขับเคลื่อนตลาดวิลล่าและบ้านพักตากอากาศ
ในจำนวนนี้ กลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อจากอิสราเอลถือเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่เติบโตโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนิยมซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวควบคู่กับการปล่อยเช่า ทำให้พื้นที่ที่มีความสงบ ใกล้ธรรมชาติ และมีชุมชนชาวต่างชาติรองรับ กลายเป็นทำเลยอดนิยมอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลตลาดยังพบว่า ในช่วงปี 2567-2568 มีบ้านพักตากอากาศเปิดขายใหม่รวม 231 ยูนิต โดยเฉพาะปี 2568 ที่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดถึง 131 ยูนิต ถือเป็นการขยายตัวในอัตราที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
การเพิ่มขึ้นของอุปทานสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อศักยภาพของเกาะพะงัน ทั้งจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวคุณภาพ ความต้องการที่พักระดับลักชัวรี และแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตระยะยาวในประเทศไทย
ทั้งนี้ โครงการส่วนใหญ่ยังคงใช้รูปแบบการถือครองสิทธิแบบ Leasehold ระยะเวลา 30 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านกฎหมายการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ และตอบโจทย์การลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว
หากพิจารณาพฤติกรรมผู้ซื้อ พบว่าความต้องการเริ่มแบ่งชัดเจนตามรูปแบบการใช้ชีวิต
ศรีธนู-หินกอง กลายเป็นศูนย์กลางของชาวยุโรปและกลุ่มดิจิทัลโนแมด ด้วยจุดเด่นด้าน Wellness Lifestyle ชุมชนต่างชาติที่แข็งแรง คาเฟ่สุขภาพ และสตูดิโอโยคะจำนวนมาก ทำให้พื้นที่นี้ถูกมองเป็นมากกว่าจุดหมายท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตระยะยาว
หาดยาว-หาดสลัด-แม่หาดได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ซื้อระดับบนที่มองหาความเป็นส่วนตัว วิวทะเล และอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี โดยภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและชายฝั่งสวยงามช่วยเพิ่มมูลค่าให้โครงการวิลล่าอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน ท้องศาลา-บ้านใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านโครงสร้างพื้นฐานของเกาะ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า เนื่องจากสามารถเข้าถึงท่าเรือ ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกได้สะดวกตลอดทั้งปี
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์บนเกาะพะงันในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural Growth Phase) อย่างชัดเจน โดยไม่ได้ขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ตลาดที่อยู่อาศัยและการลงทุนระดับนานาชาติ
การเพิ่มขึ้นของอุปทานใหม่ การหลั่งไหลของกำลังซื้อจากต่างประเทศ และการแบ่งบทบาทของแต่ละทำเลตามไลฟ์สไตล์ผู้ซื้อ สะท้อนว่า “เกาะพะงัน” กำลังเปลี่ยนผ่านจากเกาะท่องเที่ยวชื่อดัง สู่หนึ่งในจุดหมายอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกแห่งใหม่ของไทยที่น่าจับตาในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ที่ดินทำเลย่านรัชดาภิเษกเกิดแรงกระเพื่อมอีกครั้ง เมื่อ บิ๊กทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ของตระกูลชินวัตร ปิดดีลซื้อที่ดินแปลงงาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมัน SINOPEC SUSCO (ซัสโก้) สาขารัชดาภิเษก (สาขาแรกของการร่วมทุนไทย-จีน) หลังหมดสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินเดิม และยุติการให้บริการภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 นี้
สำหรับที่ดินดังกล่าวนับเป็นแปลงที่ดินศักยภาพ ตั้งอยู่หัวมุมถนนรัชดาฯ ตรงข้าม Big C รัชดา ใกล้ สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายรถไฟฟ้า MRT ใต้ดิน สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ –มีนบุรี) กับ MRT ใต้ดินสายสีน้ำเงิน โดยขนาดแปลงที่ดินเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3-5 ไร่ โดยราคาที่ดินที่ปิดดีลอยู่ที่ตารางวาละ 1 ล้านบาท
ในขณะที่บางแปลงบอกขายในราคา 1.1 -1.3 ล้านบาทต่อตารางวา นับเป็นราคาที่สูง เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ราคาต่อตารางวาไม่ถึง 1 ล้านบาท
ที่ดินทำเลย่านรัชดาฯ มีความเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตามที่ดินทำเลย่านรัชดาฯ มีทั้งแปลงที่เคลื่อนไหวและแปลงที่รอพัฒนา โดยแปลงที่เคลื่อนไหวนอกจากที่ดินแปลงปั๊ม SINOPEC SUSCO (ซัสโก้) สาขารัชดาภิเษก ทำเลไม่ห่างกันมากนัก ติดสถานี MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ จะเป็นที่ดินของนายสาธิต วิทยาการ อดีตนักธุรกิจโรงพยาบาลชื่อดัง เนื้อที่ 19 ไร่ ประกาศขาย ในราคา 1.1 หมื่นล้านบาทหรือตารางวาละ 1.5 ล้านบาทต่อตารางวา
ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินที่เหลือจากการตัดขาย 8 ไร่ ให้กับ AIA Thailand เมื่อปี 2564 ปัจจุบัน เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ “เอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์รัชดาภิเษก” (AIA Capital Center) ที่เป็นไฮไลต์ ซึ่งเป็นแปลงที่ดินติดกัน เนื้อที่ 24 ไร่ ปัจจุบัน ยังเป็นพื้นที่ปลูกมะนาว ของ บริษัท แหลมทองสหการ หรือแหลมทองค้าสัตว์ ของนายยงศักดิ์ คณาธนะวนิชย์ ปัจจุบันได้เสียชีวิตลงและตั้งเป็นกองมรดกให้กับทายาทเป็นผู้ดูแล
ที่ดินแปลงใหญ่เทขาย
ที่ดินอีกแปลงที่น่าจับตาเป็นของ นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เนื้อที่ 13 ไร่ ปัจจุบันประกาศขาย โดยก่อนหน้านี้ มีแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 7,000 ล้านบาท ทำเลติดกับบิ๊กซี MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯพัฒนาโดย We Retail ในเครือพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค
ขณะแปลงที่ดินที่มีความเคลื่อนไหวพัฒนา ได้แก่ ที่ดินแปลงของบริษัทอสมท. เนื้อที่ 50 ไร่ มีแผนเปิดให้เอกชนประมูลเช่าระยะยาว 30 ปี
ที่เป็นไฮไลต์ ที่ดินแปลง 73 ไร่ของบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา มีแผนพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ หนึ่งในแผน 5 ปีมูลค่า 1.1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากย่านรัชดาฯ มีการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาสูงและเป็นโซนการขยายตัวของที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ต่อมาจากย่านศูนย์กลางเมืองหรือกรุงเทพชั้นใน ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่จะประกาศใช้ปลายปี 2570 กำหนดให้ย่านนี้ เป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ เพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) และพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) รับการพัฒนาและรถไฟฟ้าสายใหม่ในนอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.71 บาทต่อดอลลาร์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00- 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.56-32.78 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าว สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ที่จะนำไปสู่การยุติสงครามและเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้พอสมควร (จากโอกาสราว 80% เหลือราว 60%) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED นับตั้งแต่ตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และล่าสุด กระแสข่าวการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เปิดโอกาสให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยตอบรับในเชิงบวกต่อพัฒนาการของสถานการณืในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ (BOJ และ BOE) ขณะเดียวกัน เราประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ตอบรับข่าวข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน อาจไม่ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมากนัก กลับกัน อาจกดดันเงินบาทได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยเข้าซื้อทองคำ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่อาจลดสถานะถือครองทองคำไปพอควรแล้ว ตั้งแต่ราคาทองคำปรับตัวลงหนักในช่วงก่อนหน้า
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น (การลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการไม่เกิดขึ้นจริง) หรือผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจทยอยอ่อนค่าลง ตอบรับกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่การอ่อนค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังมีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพ
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด และความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อนำไปสู่การยุติสงคราม พร้อมทั้งรอลุ้น การประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOJ FED และ BOE
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ทั้งนี้ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีสัญญาณความคืบหน้ามากขึ้น ตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา จนทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่า ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบ Hormuz ได้ในเร็ววันนี้ รวมถึง การประชุม FOMC ของ FED ในเดือนมิถุนายน ซึ่งแม้เราจะประเมินว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ที่มีอดีตประธาน FED Jerome Powell ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ FOMC ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การสื่อสารของ FED (โดยเฉพาะประธาน FED คนใหม่ในช่วง Press Conference) ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ FED อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot โดยเราประเมินว่า Dot Plot ใหม่ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยลดดอกเบี้ยลงสู่ Long-Run Rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot เดือนมีนาคม ทั้งนี้ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้กระแสข่าว สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลง (MOU) ที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 82% ในปี 2026 ก่อนที่จะปรับลดเหลือราว 64% หลังรับรู้ข่าว MOU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์ว่าการตั้งเราเตอร์ Wi-Fi ในห้องนอนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ทำให้ผู้ใช้งานกังวล กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือรองรับ
จริงหรือไม่ที่การตั้ง Wi-Fi ในห้องนอนสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้?
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีอิเล็กทรอนิกส์อธิบายว่า Wi-Fi ปล่อยคลื่นวิทยุ (Radio Waves) ซึ่งอยู่ในกลุ่มรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าแบบไม่ทำไอออน (Non-ionizing Radiation) มีพลังงานต่ำ ไม่สามารถทำลายเซลล์หรือ DNA ของมนุษย์ได้ จึงไม่สามารถก่อให้เกิดการกลายพันธุ์หรือมะเร็ง
ทั้งนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือไมโครเวฟ อาจปล่อยรังสีมากกว่า Wi-Fi แต่ยังอยู่ในระดับปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
องค์การอนามัยโลก (WHO) และคณะกรรมการระหว่างประเทศด้านการป้องกันรังสีไม่ทำไอออน (ICNIRP) ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารังสีจาก Wi-Fi ทำให้เกิดมะเร็ง
หลายคนเกิดความกังวลเพราะ WHO เคยจัดให้รังสีในกลุ่มความถี่วิทยุเป็นประเภท 2B ซึ่งหมายถึงอาจก่อมะเร็งได้ แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า Wi-Fi เป็นสาเหตุ และกลุ่ม 2B ยังรวมถึงสิ่งที่เราพบได้ในชีวิตประจำวันเช่น กาแฟ หรืออาหารหมักดอง ขณะที่สารที่มีหลักฐานแน่ชัดว่าก่อมะเร็ง เช่น แอลกอฮอล์หรือบุหรี่ จะอยู่ในกลุ่ม 1
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างรังสีไม่ทำไอออนกับรังสีทำไอออน ซึ่งรังสีทำไอออน เช่น รังสี X-ray หรือ CT scan เท่านั้นที่สามารถทำลาย DNA และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง
สรุปสั้น เคลียร์ ตอบแบบฟันธง: การมี Wi-Fi ในห้องนอนไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่อย่างไรก็ตาม ควรใช้ข้อมูลจากแหล่งวิชาการและหน่วยงานที่เชื่อถือได้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ ประจำวันที่ 15 มิ.ย. 69 เกาะติดผลการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม
“อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ประเดิมสนามในศึกฟุตบอลโลก 2026 สุดโหดเป็นฝ่ายรัวถล่่ม คูราเซา ทีมน้องใหม่บอลโลก ไปแบบยับเยิน 7-1 โดยเกมนี้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ทำคนเดียวสองประตู ส่งผลให้นำเป็นจ่าฝูง กลุ่มอี
ขณะที่ในกลุ่มเอฟ “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ ลงเล่นนักแรกพบกับ ญี่ปุ่น ก่อนจบลงด้วยการเสมอกันไปแบบสนุก 2-2 ซึ่ง “ซามูไรบลู” ไล่ตามตีเสมอถึง 2 ครั้ง แบ่งกันไปทีมละหนึ่งแต้ม
วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569
กลุ่มอี
กลุ่มเอฟ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ระบบเศรษฐกิจอีกระลอก เมื่อองค์กรทั่วโลกลุยปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง และนำเอไอเข้ามาทำงานแทนที่เพื่อลดต้นทุน แต่เมื่อคนทำงานถูกเลิกจ้าง สูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายสินค้าบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
งานวิจัย The AI Layoff Trap หรือ ‘กับดักเลิกจ้างด้วยเอไอ’ บ่งชี้ว่า แม้เอไอจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุนให้ธุรกิจ แต่การแทนที่แรงงานวงกว้างอาจทำให้รายได้ และกำลังซื้อผู้คนลดลงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่ไม่กระทบเฉพาะคนทำงาน แต่รวมถึงธุรกิจ และเศรษฐกิจทั้งระบบด้วย
นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ปลายปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลเอไอ ขณะที่องค์กรภาคธุรกิจเริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ในงานหลายประเภท ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม ไปจนถึงงานเอกสาร และงานธุรการ
การพูดคุยเกี่ยวกับเอไอช่วงแรก มักเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หลายองค์กรชูภาพเอไอในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างผลงานได้มากขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “เอไอช่วยคนทำงานอย่างไร” ไปสู่ “เอไอจะเข้ามาแทนคนได้มากแค่ไหน”
บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากปรับโครงสร้างองค์กรคู่กับการลงทุนเอไอ ผู้บริหารบางราย เผยว่า ตำแหน่งงานบางประเภทไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนอีกต่อไป ขณะที่บางองค์กรเริ่มทดลองใช้ระบบอัตโนมัติทำงานแทนพนักงาน ทำให้เกิดความกังวลในตลาดแรงงานทั่วโลกว่า การปฏิวัติด้านเอไอกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับแรงงานไปจากเดิม
งานวิจัยเรื่อง The AI Layoff Trap หรือ “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” โดย เบรตต์ เฮเมนเวย์ ฟอล์ก (Brett Hemenway Falk) จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และ เจอร์รี ซูคาลาส (Gerry Tsoukalas) จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนในระบบเศรษฐกิจยุคเอไอ นั่นคือ การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเลิกจ้างมากเกินกว่าที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม จนท้ายที่สุดกระทบทั้งแรงงาน และตัวบริษัทเอง
นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากทุกบริษัทต่างรู้ว่าการเลิกจ้างในวงกว้างอาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว เหตุใดจึงยังไม่มีใครยอมชะลอการใช้เอไอ
งานวิจัยยกตัวอย่างบริษัท Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ ที่ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก พร้อมระบุว่า เอไอทำให้งานบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลในสหรัฐพบว่าปี 2568 มีการเลิกจ้างมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และราว 55,000 ตำแหน่งเชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้งานโดยตรง
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีมักเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยุคของเอไอไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า กระบวนการสร้างงานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยการหายไปของงานเดิมหรือไม่ งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การแทนที่แรงงานมีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างงานใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
นักวิจัยอธิบายว่า มุมของแต่ละบริษัท การใช้เอไอแทนแรงงานถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถแข่งขัน แต่ผลกระทบจากลดการจ้างงาน กลับไม่ได้หยุดอยู่ภายในองค์กร เมื่อพนักงานสูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคก็ลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายของสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทอาจเห็นต้นทุนลดลง แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม และผลกระทบดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบ
จุดสำคัญที่งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่ลดจำนวนพนักงานได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอย่างเต็มที่ แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หายไปกลับถูกกระจายไปยังผู้เล่นรายอื่นในตลาด
ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บริหารจะตระหนักว่าการเลิกจ้างงานอาจสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่แรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังผลักดันให้ทุกบริษัทเดินหน้าใช้เอไอเพื่อลดต้นทุนต่อไป เพราะไม่มีใครต้องการเสียเปรียบคู่แข่ง
สำหรับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง การเลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน อาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่กำลังซื้อที่หายไปจากคน 1,000 คนนั้นถูกกระจายสู่ธุรกิจอีกหลายพันแห่ง ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาบริษัทต้นทางจึงเล็กน้อย งานวิจัยพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า การใช้เอไอแทนพนักงานเป็น “กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ”
ในภาษาทฤษฎีเกม เรียกสิ่งนี้ว่า Dominant Strategy หรือกลยุทธ์ที่ครอบงำ ถ้าบริษัท ก อยากเป็นฝ่ายยับยั้งตัวเองโดยไม่ใช้เอไอ แต่คู่แข่งทุกรายใช้เอไอหมด บริษัท ก ก็ยังได้รับผลเสียจากกำลังซื้อที่ลดลงอยู่ดี แต่กลับไม่ได้ประหยัดต้นทุนแม้แต่บาทเดียว ทางกลับกัน ถ้าบริษัท ก ใช้เอไอ ก็ประหยัดต้นทุน ขณะที่แบกรับผลเสียเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์เป็นแบบไหน การใช้เอไอก็ให้ผลดีกว่าการไม่ใช้เสมอในระดับปัจเจกบริษัท
นักวิจัยเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การแข่งขันสู่หน้าผา” (Race to the Cliff) หรือการแข่งขันที่ทุกฝ่ายรู้ว่าปลายทางอาจสร้างปัญหา แต่ไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองได้ เพราะหากบริษัทใดชะลอใช้เอไอขณะที่คู่แข่งเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นอาจเสียเปรียบด้านต้นทุนทันที
นักวิจัยยังทดสอบข้อโต้แย้งหลายรูปแบบที่มักถูกเสนอในเวทีนโยบายสาธารณะ เช่น การฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท การจัดสรรรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) การเก็บภาษีรายได้จากทุน หรือแม้แต่การเจรจากันเองระหว่างบริษัทต่างๆ ผลคือ มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้แรงจูงใจพื้นฐานที่ผลักดันให้แต่ละบริษัทเร่งใช้เอไอได้
ข้อเสนอที่ผู้วิจัยมองว่าตรงจุดที่สุดคือ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” หรือ Automation Tax ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ใช้จัดการผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษี Pigouvian” ตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ ซีซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ
แนวคิดคือ รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วยเอไอ ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาดแต่ไม่ได้รับผิดชอบ โดยให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการลดการจ้างงาน
รายได้จากภาษีสามารถนำไปใช้สนับสนุนการฝึกทักษะใหม่หรือช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และลดผลกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาว นักวิจัยมองว่า ภาษีนี้อาจเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวได้
นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เตือนว่า การแทนที่แรงงานด้วยเอไอจะ “สร้างความปั่นป่วนมากกว่าปกติ” กว้างกว่าและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีต
บทสรุปของงานวิจัยคือ การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าแรงงานที่ถูกแทนที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร แต่ควรถามด้วยว่าโครงสร้างการแข่งขันในเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ใช้เอไอเร็วเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้หรือไม่ เพราะหากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เริ่มต้นจากตลาดแรงงานอาจย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจเองในที่สุด
ขณะที่ การปลดพนักงานในภาคเทคโนโลยีของสหรัฐ ปี 2026 ยังดำเนินต่อไป มีจำนวนรวมมากกว่า 150,000 ตำแหน่งแล้ว แม้รายงานการจ้างงานเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาจะออกมาแข็งแกร่ง แต่ “ภาคเทคโนโลยี” ยังลดพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทชาลเลนเจอร์ เกรย์ แลนด์คริสต์มาส ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีปลดพนักงาน 38,242 คนในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการลดตำแหน่งงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน มีตำแหน่งงานในภาคเทคโนโลยีหายไปแล้วมากกว่า 123,000 ตำแหน่ง ขณะที่รายงานของบริษัททรูอัป ประเมินตัวเลขดังกล่าวไว้สูงกว่าที่ 150,526 ตำแหน่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนพ.ค. ได้แก่ Meta เริ่มปลดพนักงาน 8,000 คนตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้า ส่วน Intuit ปลดพนักงานราว 3,000 คน ทั้งยังมีการปลดพนักงานครั้งใหญ่จาก Wix, Cisco, LinkedIn และ GM ส่วนเดือนเม.ย. มีพนักงานเกือบ 12,000 คนถูกปลดออกจากงาน รวมถึงจาก Disney, Amazon และ Snap ส่วนเดือนมี.ค. เป็นเดือนที่มีตัวเลขสูงที่สุด โดยมีผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 50,000 คน
หลายบริษัทต่างระบุถึงสาเหตุสำคัญของการปลดพนักงานว่า มาจากการเพิ่มการลงทุนใน AI
ทรูอัประบุว่า การปลดพนักงานดูเหมือนจะเกิดขึ้นในอัตราที่ “เร็วกว่าปีก่อน” โดยตลอดปี 2025 มีพนักงานในภาคเทคโนโลยีมากกว่า 245,000 คนถูกเลิกจ้าง
ภาคเทคโนโลยีที่ประกาศลดจำนวนพนักงานในปีนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการคลาวด์ ไปจนถึงบริษัทเกมรายใหญ่ หลายแห่งระบุว่าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น
Oracle ปรับลดพนักงานจำนวนมากในเดือนมี.ค. ท่ามกลางรายงานว่าบริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้าน Meta เริ่มทยอยปลดพนักงานราว 8,000 คนในเดือนพ.ค. พร้อมยกเลิกตำแหน่งงานที่เปิดรับอีก 6,000 ตำแหน่ง เพื่อเปิดทางสำหรับการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้น ขณะที่ Cisco ประกาศปลดพนักงานเกือบ 4,000 คน โดยจะนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจชิป เครือข่าย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้ AI ภายในองค์กร
ส่วน LinkedIn เตรียมลดพนักงาน 5% หรือประมาณ 875 คน ขณะที่ Coinbase, Cloudflare, ClickUp และ Wix ต่างประกาศลดจำนวนพนักงานพร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ด้าน Salesforce หนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกเริ่มปลดพนักงานในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ AI และระบบคลาวด์
กระแสลดจำนวนพนักงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเทคโนโลยี แต่ลามไปยังหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน ค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต ไปจนถึงโลจิสติกส์
เอสเต ลอเดอร์ (Estee Lauder) บริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ของโลก เพิ่มเป้าลดจำนวนพนักงานเป็น 9,000-10,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่วางแผนไว้ไม่เกิน 7,000 ตำแหน่ง
ไฮเนเกน (Heineken) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก เผยว่ากำลังลดพนักงานสูงสุด 6,000 ตำแหน่ง ท่ามกลางภาวะตลาดเบียร์ที่ซบเซา และการปิดโรงงานผลิตบางแห่งนอกทวีปยุโรป
ยูพีเอส (UPS) บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์รายใหญ่ของสหรัฐ เตรียมลดพนักงานด้านปฏิบัติการเพิ่มเติมอีก 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ หลังจากเพิ่งปลดพนักงานไปแล้ว 48,000 ตำแหน่งในปี 2025 ส่งผลให้ยอดลดพนักงานสะสมในช่วงสองปีแตะ 78,000 ตำแหน่ง ส่วนไนกี้ (Nike) ก็ประกาศลดพนักงานรอบที่สองของปี พนักงานได้รับผลกระทบ 1,400 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสายงานเทคโนโลยี หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดพนักงานไปแล้ว 775 คน ส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยงานกระจายสินค้า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เคยรู้สึกไหมครับว่า ต่อให้เราเปิดดูคลิปสอนภาษาอังกฤษใน YouTube วันละหลายชั่วโมง หรือพยายามจำศัพท์มากแค่ไหน แต่พอไปลองทำข้อสอบจำลองทีไร คะแนนก็ยังนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม แถมที่เจ็บใจที่สุดคือทำพาร์ทอ่านไม่ทันไปเกือบ 30 ข้อ! ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่งภาษาอังกฤษหรอกครับ แต่อาจเป็นเพราะคุณยังไม่รู้ “สูตรลัด” และ “วิธีคิด” ในการทำข้อสอบที่เป็นระบบ การ ติว TOEIC จึงไม่ใช่แค่การมานั่งเรียนแกรมม่าตั้งแต่ศูนย์ แต่มันคือการฝึกไหวพริบและติดอาวุธเทคนิคเพื่อไปโกยคะแนนในห้องสอบต่างหากครับ
ในตลาดแรงงานยุค 2026 ที่เต็มไปด้วยความต้องการบุคลากรสายอินเตอร์ การมีคะแนน TOEIC ที่สวยหรู (ระดับ 700-800 ขึ้นไป) คือแต้มต่อมหาศาลในการอัปเงินเดือนและคว้าโอกาสในบริษัทข้ามชาติชั้นนำ วันนี้ EngDuo Thailand จะมาชี้เป้าจุดดักควายในข้อสอบ พร้อมแชร์เทคนิคการ ติว TOEIC เชิงรุกที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและสปีดคะแนนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีเวลาเตรียมตัวน้อยครับ!
หลายคนมักสับสนและใช้เวลาไปกับการนั่งท่องเที่ยวพจนานุกรม หรือเรียนหลักไวยากรณ์ขั้นสูงที่แทบไม่มีออกในข้อสอบเลย การ ติว TOEIC ที่ถูกต้องจะมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจพฤติกรรมของข้อสอบ (Exam Behavior) และการบริหารเวลาครับ ข้อสอบ TOEIC เป็นข้อสอบ Speed Test ที่วัดความอึดและการตัดสินใจเฉียบขาดในเวลาที่จำกัด
ดังนั้น การติวที่มีประสิทธิภาพจึงเน้นการสอนให้ผู้สอบ “มองตาทะลุถึงคำตอบ” สังเกตเห็นคำใบ้ (Clues) ที่ข้อสอบจงใจทิ้งไว้ในโจทย์ และตัดช้อยส์ที่หลอกลวงออกไปได้ในเวลาไม่กี่วินาที ช่วยเปลี่ยนจากโหมดที่ต้องมานั่งแปลยารีขยายความทุกบรรทัด มาเป็นโหมดสแกนหาคะแนนได้อย่างแม่นยำครับ
เพื่อให้การ ติว TOEIC ของคุณเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในการสอบรอบถัดไป ลองนำ 3 คาถาลัดนี้ไปฝึกฝนให้ขึ้นใจครับ
Pro-Tip สำหรับสายสอบเร่งด่วน:
การทำข้อสอบ TOEIC พาร์ท Reading สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความยากของศัพท์ แต่คือการบริหารเวลาครับ แนะนำให้แบ่งเวลาเป็นสูตร 30-30-40 คือ ใช้เวลาทำ Part 5 และ Part 6 รวมกันไม่เกิน 30 นาที เพื่อเหลือเวลาอีก 45 นาทีเต็มๆ ไปลุยกับบทความยาวใน Part 7 การซ้อมจับเวลาตั้งแต่ตอนติวจะช่วยลดความตื่นตระหนกในวันสอบจริงได้ดีที่สุดครับ
เพื่อให้คุณวางแผนการ ติว TOEIC ได้อย่างตรงจุด ลองดูตารางสรุปจุดหลุดที่คนพลาดบ่อยและกลยุทธ์แก้ไขแบบติวเตอร์มืออาชีพด้านล่างนี้ครับ
| พาร์ทข้อสอบ (TOEIC Part) | จำนวนข้อ | จุดที่คนมักพลาด (Common Pitfall) | กลยุทธ์ติวลัดสปีดคะแนน (Hack) | เวลาเฉลี่ยที่ควรใช้ |
| Part 1: Photographs | 6 ข้อ | มโนภาพไปเองนอกเหนือจากที่เห็นในรูป | โฟกัสที่คำกริยา (Action) และสิ่งของที่เด่นที่สุดในภาพ | ไม่เกิน 5 วินาทีหลังจบเสียง |
| Part 2: Question-Response | 25 ข้อ | โดนหลอกด้วยคำพ้องเสียงและคำถามซ่อนรูป | จับคำแรกของคำถาม (Wh-Questions) และตัดช้อยส์เสียงคล้าย | ตอบทันทีหลังสิ้นเสียงพูด |
| Part 3 & 4: Conversations / Talks | 69 ข้อ | อ่านโจทย์ข้อถัดไปไม่ทัน ทำให้รวนยาว | กาคำตอบให้เสร็จในพริบตา แล้วใช้เวลาช่วงอ่านทวนไปล่วงหน้า | ใช้เวลาตามเสียงเทปคั่น |
| Part 5: Incomplete Sentences | 30 ข้อ | นั่งแปลศัพท์ทุกคำจนเสียเวลาชีวิต | แยกประเภทโจทย์ (Grammar vs Vocab) ดูโครงสร้างหน้า-หลัง | ไม่เกิน 20 วินาทีต่อข้อ |
| Part 6: Text Completion | 16 ข้อ | เลือกคำเชื่อมประโยค (Transitions) ผิดบริบท | อ่านประโยคข้างหน้าและข้างหลังเพื่อดูความตรรกะเชื่อมโยง | ไม่เกิน 30 วินาทีต่อข้อ |
| Part 7: Reading Comprehension | 54 ข้อ | สมาธิหลุด อ่านไม่ทันเพราะเนื้อเรื่องยาวพืด | ใช้เทคนิค Scanning หาคีย์เวิร์ด และข้ามไปทำข้อศัพท์ก่อน | เฉลี่ย 1 นาทีต่อข้อ |
1. ควรเริ่ม ติว TOEIC ก่อนวันสอบจริงนานแค่ไหนถึงจะปลอดภัยที่สุด?
สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานปานกลาง แนะนำให้เวลาติวและตะลุยโจทย์อย่างจริงจังประมาณ 3-4 สัปดาห์ครับ แต่สำหรับผู้ที่ทิ้งร้างภาษาอังกฤษไปนานหรือไม่มีพื้นฐานเลย ควรแบ่งเวลาล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน โดยเดือนแรกเน้นการรื้อฟื้นไวยากรณ์หลักและสะสมศัพท์ธุรกิจ และเดือนที่สองเน้นการติวเทคนิคลัดและจับเวลาทำข้อสอบเสมือนจริงครับ
2. ในการติวพาร์ทฟัง เราควรฝึกฟังสำเนียงไหนเป็นพิเศษ?
ข้อสอบ TOEIC ใช้สำเนียงสากลผสมผสานกัน 4 สำเนียงหลักครับ คือ อเมริกัน (US), บริติช (UK), ออสเตรเลีย (AU) และแคนาดา (CA) แนะนำให้ฝึกฟังผ่านพอดแคสต์หรือสื่อข่าวจากหลากหลายค่ายเพื่อให้หูคุ้นเคย โดยเฉพาะสำเนียงออสเตรเลียและบริติชที่มักจะมีการรวบเสียงสูง ซึ่งผู้เข้าสอบชาวไทยมักจะติดขัดมากที่สุดครับ
3. แกรมม่าเรื่องไหนที่มีออกสอบบ่อยที่สุดใน Part 5 และ Part 6?
เรื่องที่ออกสอบเป็นสัดส่วนมากที่สุดและสามารถติวเก็บคะแนนได้ไวคือ Parts of Speech (ประเภทของคำ), Tenses (กาลเวลา), Subject-Verb Agreement (ความสอดคล้องของประธานและกริยา) และ Pronouns (คำสรรพนาม) ครับ การจำสูตรสังเกตคำลงท้าย (Suffixes) เช่น -tion เป็นนาม, -ive เป็นคุณศัพท์ จะช่วยให้ทำข้อสอบพาร์ทนี้ได้ไวขึ้นมหาศาลครับ
4. หากทำข้อสอบพาร์ท Reading ไม่ทันจริงๆ ควรใช้วิธีดิ่ง (เดาคำตอบ) อย่างไรให้ได้คะแนน?
หากเหลือเวลา 2 นาทีสุดท้ายแต่ยังเหลือข้อสอบอีกเยอะ แนะนำให้เลือกดิ่งตัวอักษรใดตัวอักษรหนึ่งยาวไปเลยครับ (เช่น C ล้วน หรือ D ล้วน) ไม่แนะนำให้กาแบบสลับฟันปลาไปมา เพราะในทางสถิติการดิ่งดิ่งตัวอักษรเดียวจะมีโอกาสกระจายโดนข้อที่ถูกมากกว่า และที่สำคัญคือข้อสอบ TOEIC ไม่มีระบบหักคะแนนข้อผิด ดังนั้นห้ามทิ้งว่างไว้เด็ดขาดครับ
5. คะแนนสอบ TOEIC สามารถนำไปใช้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ไหม?
วัตถุประสงค์หลักของ TOEIC คือการวัดทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานและการสื่อสารเชิงธุรกิจครับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะหลักสูตรอินเตอร์หรือการเรียนต่อต่างประเทศ) มักจะกำหนดให้ใช้คะแนน IELTS หรือ TOEFL เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มีบางคณะหรือบางสถาบันในไทยที่อนุญาตให้ใช้คะแนน TOEIC ยื่นจบหรือยื่นเข้าศึกษาต่อได้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละสถาบันให้ชัดเจนครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

ในห้วงเวลาที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ “หล่อฮังก๊วย” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะ “สารให้ความหวานจากธรรมชาติ” ที่มาพร้อมสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถในการช่วยป้องกันโรคมะเร็งและเป็นมิตรต่อผู้ป่วยเบาหวาน
ทำความรู้จักกับ “หล่อฮังก๊วย” สมุนไพรคู่บ้าน
หล่อฮังก๊วย (Monk Fruit) หรือที่มีชื่อเรียกในภาษาเวียดนามว่า Quả la hán มีต้นกำเนิดจากแถบกวางสีและกุ้ยหลิน ประเทศจีน สำหรับในประเทศไทยและเวียดนาม ผลไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยมักนำผลแห้งมาต้มเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายในช่วงฤดูร้อน ให้รสชาติหวานละมุน ชุ่มคอ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับยาแก้ไอ ขับเสมหะ และบำรุงระบบทางเดินอาหาร
หวานจัดชัดเจน…แต่ “ไร้แคลอรี่”
จุดเด่นที่สุดของหล่อฮังก๊วยคือ ความหวาน ข้อมูลจาก Healthline ระบุว่า ความหวานของมันเข้มข้นกว่าน้ำตาลทรายถึง 100 – 250 เท่า ซึ่งความหวานนี้ไม่ได้มาจากน้ำตาลโดยตรง แต่มาจากสารที่ชื่อว่า โมโกรไซด์ (Mogroside) ซึ่งเป็นสารประกอบเฉพาะตัวที่พบมากในผลไม้ชนิดนี้ ทำให้มันกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้ที่ต้องการจำกัดน้ำตาล
ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยเบาหวาน: หวานแต่ไม่กระตุ้นอินซูลิน
แม้จะหวานจัด แต่หล่อฮังก๊วยกลับไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดเหมือนน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมข้าวโพด เนื่องจากไม่มีแคลอรี่และไม่มีคาร์โบไฮเดรต
สรรพคุณต้านมะเร็งและต้านการอักเสบ
สาร โมโกรไซด์ ในหล่อฮังก๊วยไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่ยังมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ:
ข้อควรระวังและวิธีเลือกซื้อ
แม้ว่าอาการแพ้หล่อฮังก๊วยจะพบได้น้อยมาก แต่เนื่องจากมันอยู่ในตระกูลเดียวกับแตงและน้ำเต้า (Cucurbitaceae) ผู้ที่แพ้พืชตระกูลนี้ควรระมัดระวัง หากมีอาการลมพิษ หายใจลำบาก ชีพจรเต้นเร็ว หรือบวมบริเวณลิ้น ควรหยุดรับประทานทันที
คำแนะนำ: ปัจจุบันสารสกัดหล่อฮังก๊วยมักถูกนำไปผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่น (เช่น Erythritol) ดังนั้นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ควรตรวจสอบฉลากส่วนประกอบให้ถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับคุณประโยชน์ตามที่ต้องการ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,500.00 | 66,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,299.00 | 65,172.84 | 67,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,869.10 | 58,655.56 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,439.20 | 52,138.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,934.55 | 29,327.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,504.65 | 22,810.49 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,454.92 | 67,536.59 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.30 | 42.30 | 42.80 | 42.30 | 42.30 | 42.30 | 42.30 | 42.30 | 42.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.93 | 41.93 | 42.43 | 41.93 | 41.93 | 41.93 | 41.93 | 41.93 | 41.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.30 | 37.30 | 37.80 | 37.30 | – | 37.30 | 37.30 | 37.30 | 37.30 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.24 | 33.24 | – | – | – | – | – | – | 33.24 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 51.89 | – | – | 53.41 | – | 52.39 | 52.04 | – | 51.89 |
| ดีเซล | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 55.25 | 55.25 | 49.84 | 55.25 | – | – | – | – | 55.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

หากพูดถึงตลาดบ้านหรูในอดีต หลายคนอาจนึกถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยาเป็นลำดับแรก แต่วันนี้ ภาพกำลังเปลี่ยนไปเพราะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายค่ายเริ่มหันหัวเรือออกจากสมรภูมิเดิม มุ่งหน้าสู่ตลาดภูมิภาคมากขึ้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกำลังซื้อในต่างจังหวัด ที่เติบโตเร็วกว่าเดิม
ขณะที่ ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนสูง และการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้การระบายสต็อกบ้านและคอนโดมิเนียมทำได้ยากขึ้น! เมื่อตลาดเมืองหลวงเริ่มอิ่มตัว ยอดขายชะลอ นักลงทุนรายใหญ่จึงต้องมองหา “Blue Ocean” แห่งใหม่และเมืองเศรษฐกิจภูมิภาคกำลังกลายเป็นคำตอบให้ดีเวลลอปเปอร์ไล่ล่า “ขุมทองใหม่” ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ พิษณุโลก สระบุรี หัวหิน หรือชลบุรี ที่เต็มไปด้วยเจ้าของธุรกิจ แพทย์ และครอบครัวรายได้สูง ซึ่งพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่เคย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดบ้านระดับพรีเมียมในต่างจังหวัด คือการเติบโตของกลุ่มผู้มีรายได้สูงทั้งเจ้าของกิจการท้องถิ่น ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้บริหารองค์กร บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงครอบครัวฐานะดี ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิต ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการเพียงบ้านหลังใหญ่แต่ต้องการบ้านที่สะท้อนสถานะทางสังคม พร้อมมาตรฐานการอยู่อาศัยใกล้เคียงโครงการในกรุงเทพฯ
ดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มงานธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) มองว่า พฤติกรรมผู้ซื้อบ้านระดับบนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่ให้ความสำคัญกับทำเล และขนาดบ้านเป็นหลัก สู่การมองหาองค์ประกอบที่ลึกกว่า ทั้งคุณภาพงานก่อสร้าง ฟังก์ชันการอยู่อาศัย บริการหลังการขาย และความมั่นใจในระยะยาว นั่นทำให้ผู้พัฒนาโครงการต้องแข่งขันกันด้วย “คุณภาพ” มากกว่า “ราคา”
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการตัดสินใจของ ซี.พี.แลนด์ ที่เปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมแบรนด์ โซลวานี (SŌLVANI) ในจังหวัดนครสวรรค์และพิษณุโลก รวมมูลค่าโครงการกว่า 2,500 ล้านบาท
ทั้ง 2 จังหวัดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือตอนล่าง และยังมีอุปทานบ้านระดับบนค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จุดขายสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงขนาดบ้านหรือทำเล แต่อยู่ที่การนำมาตรฐานการพัฒนาโครงการจากผู้ประกอบการรายใหญ่มาสู่ตลาดภูมิภาค ตั้งแต่งานออกแบบ คุณภาพการก่อสร้าง ไปจนถึงการรับประกันโครงสร้างบ้านนาน 10 ปี ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักในตลาดบ้านต่างจังหวัด
สิ่งที่น่าสนใจอีกด้าน คือการแข่งขันในตลาดบ้านหรูต่างจังหวัดกำลังพัฒนาไปไกลกว่าการขายพื้นที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการเริ่มนำ “เอกลักษณ์ของเมือง” มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ โดย โซลวานี นครสวรรค์ เลือกใช้แนวคิด Modern Chinese สะท้อนรากวัฒนธรรมจีนที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวนครสวรรค์มายาวนาน ขณะที่ โซลวานี พิษณุโลก ถ่ายทอดกลิ่นอายล้านนาผ่านแนวคิด A Touch of LANNA Charm ผสานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น
แนวทางนี้สะท้อนว่า บ้านหรูยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันแค่ขนาดที่ดินหรือจำนวนห้องนอนแต่แข่งขันกันด้วย “เรื่องราว” และ “ความรู้สึกร่วม” ที่ผู้อยู่อาศัยจะได้รับ
ไม่ใช่แค่ ซี.พี.แลนด์ เท่านั้น ที่เห็นโอกาส เมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กำลังเร่งเครื่องรุกตลาดภูมิภาคอย่างจริงจัง ผ่านแบรนด์ “อภิทาวน์” ปัจจุบันขยายไปแล้ว 16 โครงการ ใน 14 จังหวัด ยอดขายสะสมกว่า 8,832 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวมกว่า 15,330 ล้านบาท
ล่าสุดเตรียมเปิดเพิ่มอีก 2 โครงการใหม่ อภิทาวน์ หัวหิน และ อภิทาวน์ สระบุรี แม้ระดับราคาเริ่มต้นเพียง 3-4 ล้านบาท แต่กลยุทธ์ของเอพีสะท้อนทิศทางเดียวกัน นั่นคือ เจาะกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูงในต่างจังหวัด ที่ต้องการบ้านคุณภาพและพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
โดยเฉพาะ “หัวหิน” ซึ่งกำลังเปลี่ยนบทบาทจากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองพักอาศัยของคนวัยทำงานและผู้เกษียณอายุ ส่วน “สระบุรี” ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสำคัญ
ราชัย ปิยวาจานุสรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัยจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศุภาลัย วางยุทธศาสตร์เจาะพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ หลังได้ผลตอบรับที่ดีจากโครงการในพื้นที่อมตะ-บายพาส จังหวัดชลบุรี จึงเปิดตัว “ศุภาลัย พรีโม่ อมตะ-บายพาส” รองรับความต้องการของกลุ่มคนทำงานและผู้บริหารในนิคมอุตสาหกรรม
จุดเด่นคือการพัฒนาสินค้าที่หลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ในโครงการเดียวกัน สะท้อนความพยายามขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกระดับกำลังซื้อ ขณะเดียวกัน ยังนำระบบ Home Automation เข้ามาเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นฟังก์ชันในโครงการระดับบนของกรุงเทพฯ มากกว่าตลาดภูมิภาค
หากมองภาพรวมความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการรายใหญ่ในวันนี้ กำลังส่งสัญญาณสำคัญต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยนั่นคือ บ้านหรูไม่ได้อยู่แค่กรุงเทพฯ อีกต่อไป
การเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น การขยายตัวของธุรกิจบริการ การเพิ่มขึ้นของบุคลากรวิชาชีพรายได้สูง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายจังหวัด สร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพเมื่อกำลังซื้อกระจายตัวออกจากเมืองหลวง เงินลงทุนของดีเวลลอปเปอร์ก็กระจายตามไปด้วย
คำถามสำคัญจากนี้…ไม่ใช่บ้านหรูต่างจังหวัดจะขายได้หรือไม่? แต่เป็นว่า…จังหวัดไหนจะเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม เพราะจากทิศทางที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ดูเหมือนสงครามบ้านหรูรอบใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นนอกกรุงเทพฯ แล้วอย่างเต็มตัว!
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึง “ต้นทุน” ก่อสร้างของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย ขณะที่กำลังซื้อยังเปราะบางและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญโจทย์ยากที่สุดข้อหนึ่ง นั่นคือ ต้นทุนเพิ่ม แต่ราคาขายกลับเพิ่มไม่ได้!
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนภาพครึ่งปีหลังของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยว่า ยังต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยหนึ่งในปัจจัยที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ
“กรณีอิหร่านอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลก แม้สงครามจะยุติลงได้ภายในไตรมาส 2 แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วมีแนวโน้มลากยาวมาถึงไตรมาส 3 และ 4 โดยเฉพาะต้นทุนด้านการก่อสร้างที่คาดว่าจะเริ่มสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้น นั่นหมายความว่า บรรดาดีเวลลอปเปอร์กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนมากกว่าการเร่งเติบโต”
ในภาวะที่ตลาดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังมากที่สุด คือการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) อุทัย ระบุว่า บริษัททยอยล็อกราคาวัสดุก่อสร้างและสินค้าบางส่วนล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ทั้งหมด 100% ดังนั้น หากต้นทุนก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามคาด ผลกระทบอาจสะท้อนผ่านราคาขายราว 2% หรือหากไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ ก็จะกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่ออัตรากำไรของบริษัท

“ปัญหาคือ ในสภาพตลาดปัจจุบัน การขึ้นราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมทำได้ยากกว่าที่เคย เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคยังถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้หลายบริษัทต้องหันมาโฟกัสกับการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร”
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่มีสัญญาณเชิงบวกบางประการเกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้านซัพพลายหรือจำนวนโครงการใหม่เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากชะลอการเปิดโครงการใหม่ และเลือกบริหารสต็อกที่มีอยู่แทน
ขณะเดียวกัน ดีมานด์หรือความต้องการซื้อที่ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณแตะระดับต่ำสุดแล้วผลลัพธ์ คือ ตลาดกำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ภาวะสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสแรกที่ยังใกล้เคียงกับปีก่อน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น คือการร่วมทุน หรือ Joint Venture (JV) เหตุผลสำคัญ คือ การร่วมทุนช่วยลดภาระการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ทำให้งบดุลแข็งแรงขึ้น และช่วยกระจายความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวนแม้ต้องแบ่งกำไรกับพันธมิตร แต่ข้อดีคือสามารถแชร์ต้นทุนและค่าใช้จ่ายส่วนกลางร่วมกัน ทำให้ภาระ SG&A ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ แสนสิริยังเดินหน้าขยายการลงทุนไปยังเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งยังมีกำลังซื้อจากทั้งนักลงทุนและชาวต่างชาติโดยเฉพาะ “ภูเก็ต” ที่ถูกมองว่าเป็นทำเลดาวเด่นของประเทศในเวลานี้ บริษัทได้ทยอยสะสมที่ดินไว้จำนวนมากเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคตส่วนพัทยา ขอนแก่น และเกาะสมุย ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่อยู่ในแผนการขยายตัวต่อเนื่อง
ปัจจัยบวกสำคัญของตลาดในเวลานี้ คืออัตราดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวและไม่มีแรงกดดันให้ปรับขึ้นเพิ่มเติมขณะเดียวกัน มาตรการผ่อนคลายการคุมเข้มสินเชื่อ หรือ LTV ที่ได้รับการขยายเวลาออกไปแล้ว ถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ภาคธุรกิจยังรอคอยคือมาตรการลดค่าโอนและค่าจดจำนอง ซึ่งหากภาครัฐนำกลับมาใช้อีกครั้ง จะช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ซื้อได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่รอบด้าน ทั้งสงคราม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และต้นทุนก่อสร้างที่กำลังทยอยเพิ่มขึ้น
โจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงครึ่งปีหลังจึงไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการรักษาสมดุลระหว่างยอดขาย ต้นทุน และกระแสเงินสด ให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ เพราะในวันที่ต้นทุนยังขึ้นต่อ แต่กำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ขายได้มากที่สุด แต่เป็นบริษัทที่บริหารต้นทุนและรักษากำไรได้ดีที่สุดต่างหาก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.84-32.99 บาทต่อดอลลาร์) ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ตามคาด (เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ระดับ 2.9% ตามคาดเช่นกัน)
ทว่า รายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ FED จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากนัก ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเปลี่ยนไป หลังสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ทวีความร้อนแรงมากขึ้น จนทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า สถานการณ์สงครามอาจยืดเยื้อกว่าคาด (และมีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น) ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น

พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้กลับมาปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย) สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED จากปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาตามคาด และในส่วนของรายละเอียด เช่น Inflation Breadth นั้น ยังคงสะท้อนภาพการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ รวมถึงธีม AI Boom แต่ยังไม่ได้สะท้อนถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า ปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดล่าสุด คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้เราประเมินว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดอยู่ เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้าง และสามารถอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้านสำคัญได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ทำการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นกัน แต่จุดที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ ทั้งสองฝ่ายมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และไฟฟ้า หรือไม่ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเกิดความเสียหายรุนแรง อาจยิ่งหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น กลับไปเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่อาจมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ รวมถึง ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่จะด้อยลง (ขาดดุลการค้ามากขึ้น)
อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พลิกกลับมาคลี่คลายลง หรือเห็นสัญญาณการกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง อาจทำให้ เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ได้ในระยะสั้น ซึ่งต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นปัจจัยสะท้อนภาพดังกล่าวได้ ทว่า หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จากสถานการณ์ที่เริ่มลดความร้อนแรงลง แต่ในฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะไม่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยมากนัก (จนกว่าจะมั่นใจต่อการเจรจาหยุดยิงและเห็นสัญญาการเปิดช่องแคบ Hormuz) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด โดยโซนแนวรับของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ จะช่วยให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงชัดเจน สะท้อนผ่านแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงในปีนี้ อาทิ Nvidia -3.7% ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.98%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป เคลื่อนไหว Sideways โดยย่อลงเล็กน้อย -0.08% โดยตลาดหุ้นยุโรปได้แรงหนุนบ้างจากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรปได้ถูกกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แม้จะย่อตัวลงบ้าง หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 4.57% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น สอดคล้องกับ มุมมองของเราที่ยังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม แม้จะย่อตัวลงในช่วงหลังตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นหลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงสู่ระดับ 160.50 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7 -100.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ยังคงไม่สามารถช่วยพลิกฟื้น ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ได้อย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น และหนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและส่งผลให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
ส่วนทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเรามองว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน ECB ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความกังวลว่า สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ผลการแข่งขัน ฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ ประจำวันพุธที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา
“สิงโตคำราม” อังกฤษ อุ่นเครื่องเตรียมทีมก่อนศึกฟุตบอลโลก 2026 โชว์ฟอร์มสวยไล่ถล่ม คอสตาริกา ไปแบบขาดลอย 3-0 โดยได้ประตูจาก เดแคลน ไรซ์ ในนาทีที่ 9 จากนั้น แอนโธนี กอร์ดอน มายิงจุดโทษในนาทีที่ 68 ก่อนที่ โอลลี วัตกิ้นส์ จะมาโขกปิดท้ายนาทีที่ 87
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

รู้หรือไม่? การเล่นเกมก็ช่วยให้สุขภาพดีได้…เอ่ยประโยคดังกล่าว หลายคนอาจจะสงสัย เมื่อตั้งแต่เด็กๆ ผู้ใหญ่มักจะบ่นเสมอหากลูกหลานเล่นเกม ..แต่ในปัจจุบัน เทรนด์ใหม่มาแรงปี 2026 “Health Gamification” กำลังจะช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายจากความเครียด ฝึกสมอง ดูแลสภาพจิตใจด้วยเกม
“Health Gamification” คือ การเปลี่ยนกิจวัตรการดูแลสุขภาพที่น่าเบื่อให้กลายเป็นเกม ผ่านแอปพลิเคชัน โดยใช้กลไกการแข่งขัน การสะสมแต้ม และภารกิจสุดท้าทาย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คุณอยากออกกำลังกาย ดื่มน้ำ และนอนหลับให้เพียงพอแบบต่อเนื่องในทุกๆ วัน
ความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญที่โลกเผชิญอยู่ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปจากความเสี่ยงแบบดั้งเดิมก่อนยุคใหม่ เช่น ภาวะทุพโภชนาการ คุณภาพน้ำที่ไม่ดี และมลพิษทางอากาศภายในอาคาร ไปสู่ความท้าทายที่เกิดจากโลกสมัยใหม่เอง
ความเสี่ยงระดับโลกที่สำคัญที่สุดต่อการเสียชีวิต และโรคเรื้อรัง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง การใช้ยาสูบ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะคือ การใช้ชีวิตแบบนั่งอยู่กับที่ ความเครียดเรื้อรัง และการบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูงและยาเสพติดเพื่อความบันเทิง
นอกจากนี้ ตามคำเรียกร้องขององค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับแนวคิดด้านสุขภาพแบบองค์รวม นักวิจัย ภาคประชาสังคม และนักการเมืองได้ผลักดันให้ขยายเป้าหมายนโยบายจากการป้องกัน และลดโรคไปสู่การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทางกาย จิตใจ และสังคมแบบองค์รวมของผู้คน
เมื่อโลกยุคใหม่ของเรา สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอยู่กับพฤติกรรมด้านสุขภาพของแต่ละบุคคลเป็นอย่างมาก แรงจูงใจเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดจากแรงจูงใจภายในเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ที่ดี ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า การแทรกแซงแบบใดเหมาะสมที่สุดที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพจากแรงจูงใจภายใน
ตัวอย่าง แอปพลิเคชันยอดนิยมที่เปลี่ยนสุขภาพให้เป็นเกมได้ทันที มีดังนี้
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการโน้มน้าวใจแบบดั้งเดิม และเกมเพื่อสุขภาพ การนำหลักการเกมมาใช้ (Gamification) ถูกมองว่ามีข้อดีหลายประการในการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี และมีการนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (ข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติทางการแพทย์ สหรัฐอเมริกา) พบเอกสาร 19 ฉบับที่รายงานหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบของการนำเกมมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี พบว่ามากกว่าครึ่ง (59%) ของการศึกษาพบว่ามีผลในเชิงบวก ในขณะที่ 41% รายงานผลที่หลากหลายหรือเป็นกลาง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า
ทั้งนี้ หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบของการนำเกมมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อแยกผลกระทบของการนำกลไกเกมมาใช้ (เช่น การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม) เพื่อพิจารณาถึงประสิทธิผลในด้านสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี
ข้อมูลจาก “ตรัง สุวรรณศิลป์” ผู้เขียนหนังสือ Gamification จูงใจคนด้วยกลไกเกม 2 Goal-Gap-Gamify อธิบายว่า Gamification คือ การใช้กลไกของเกมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง สร้างแรงจูงใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้กิจกรรมมีความน่าสนใจ สนุกสนาน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจของผู้เข้าร่วมให้มากขึ้น กล่าวสั้นๆ จะได้นิยามของ Gamification คือ “การจูงใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมคนด้วยการใช้กลไกของเกม”
ปัจจุบันในแวดวงการศึกษานั้นมีสถานศึกษาหลายแห่ง อาจารย์หลายท่านได้นำเกมมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนหรือนำมาพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะใช้เกมผนวกเข้ามากับการเรียนการสอนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่พบคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเกมในวงการการศึกษา อาทิ Game for Education, Game-based Learning Gamification ซึ่งได้มีการระบุความเหมือน และความต่างของทั้ง 3 คำเอาไว้ สามารถสรุปได้ดังนี้
• Gamification คือ การใช้กลไกของเกมกระตุ้นพฤติกรรม หรือสร้างแรงจูงใจบางอย่างให้กับสิ่งที่ไม่ใช่เกม
• Game – based Learning คือ การให้ผู้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ผ่านการเล่นเกม
• Game for Education คือ การให้ผู้เรียนได้ความรู้ตามหัวข้อที่ระบุไว้ในเนื้อหาของเกม
ผู้สอนสามารถเลือกใช้หรือผสมผสานทั้ง 3 รูปแบบเข้าด้วยกัน ตามบริบทของรายวิชา ความต้องการ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ได้ออกแบบไว้
อย่างที่ทราบกันดี Gamification เป็นการนำองค์ประกอบของเกมมาประยุกต์ใช้ในบริบทที่ไม่ใช่เกม เช่น การทำงาน การเรียนรู้ หรือแม้แต่กระบวนการสรรหาพนักงาน โดยเป้าหมายหลักของแนวคิดนี้ จะเป็นการเอารูปแบบเกมมาใช้เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจ เพิ่มการมีส่วนร่วม และทำให้ผู้ใช้งานหรือพนักงานรู้สึกสนุก และเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่ทำอยู่
หลักการของ Gamification พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ โดยอาศัยกลไก Reward, Progression, Competition และ Feedback ในการขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติงาน เช่น ให้คะแนนสะสมจากการเรียนรู้ ปลดล็อกระดับการฝึกอบรมใหม่ หรือการเห็นอันดับของตนเองในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ทำให้กระบวนการเดิมๆ ที่เคยน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย และอยากมีส่วนร่วม
สิ่งที่ทำให้ Gamification ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในโลกของการทำงาน ไม่ใช่เพียงเพราะความแปลกใหม่ของวิธีการ แต่เป็นเพราะผลลัพธ์ที่วัดได้จริงที่องค์กรต่างๆ เริ่มมองเห็นอย่างชัดเจน
สถิติดังต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Gamification ว่าครอบคลุมหลายมิติของวงจรชีวิตพนักงาน ตั้งแต่การสรรหา ไปจนถึงการพัฒนา และรักษาคนเก่งไว้ในองค์กร
ตัวอย่างองค์กรใช้ Gamification ช่วย Training พนักงาน
ไม่ใช่ KFC ใหญ่ แต่เป็น KFC ของประเทศญี่ปุ่น นำเกมมาใช้ฝึกพนักงานครัวให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำไก่ทอดในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง นอกจากนี้ KFC Japan ยังสร้างเกม Shrimp Attack เพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์กุ้งชุดใหม่ ที่ผู้เล่นต้องป้องกันปราสาท KFC โดยการหั่นกุ้งให้ได้มากที่สุดด้วย
เรียกได้ว่า ระบบนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกสนุกในการเรียนรู้ แต่ยังช่วยประหยัดต้นทุนในการ ฝึกอบรม และลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานจริง
PwC สร้างเกมที่ชื่อว่า PowerUp! ซึ่งเป็นเกมตอบคำถามชิงรางวัล เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และนำประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience) จากเกมนี้ไปต่อยอดสร้างแอปพลิเคชันเกมสำหรับนักศึกษาฝึกงานชื่อ PwC: The Game! เพื่อสอนทักษะที่จำเป็น และกลยุทธ์ของบริษัท
จากการสำรวจพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่เรียนรู้ผ่าน Gamification รู้สึกว่าตัวเองทำงานมีประสิทธิภาพ และมีแรงจูงใจมากขึ้น โดย PwC วัดผลความสำเร็จนี้ผ่านความคิดเห็นของพนักงาน และใช้คะแนน Net Promoter Score (NPS)
คุณกังวลเกี่ยวกับเวลาที่คุณใช้เล่นเกมหรือไม่? ลูกของคุณหรือวัยรุ่นของคุณแสดงอาการติดเกมหรือไม่? นี่คือ เคล็ดลับบางประการที่จะช่วยคุณ และครอบครัวสร้างนิสัยการเล่นเกมที่ดีต่อสุขภาพ
พ่อแม่ควรมีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ และขอบเขตให้แก่ลูกของตนเอง
ผู้ปกครอง และวัยรุ่นควรตกลงกันเรื่องข้อจำกัด และกฎกติกาในการเล่นเกม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

คุณเคยเป็นไหมครับ? เห็นตำแหน่งงานในฝันเปิดรับสมัคร เงินเดือนดี สวัสดิการเริ่ด แถมได้ทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ แต่พอเลื่อนลงมาดูคุณสมบัติข้อสุดท้ายแล้วต้องถอนหายใจยาวๆ เพราะเขาเขียนไว้ชัดเจนว่า “ต้องการคะแนน TOEIC 650-750 ขึ้นไป” สุดท้ายก็ต้องพับโครงการสมัครงานนั้นเก็บลงลิ้นชักไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะเรายังไม่ได้เริ่มต้น เรียน TOEIC อย่างจริงจังเสียที
ในตลาดแรงงานยุคปี 2026 ที่มีการแข่งขันสูงและไร้พรมแดน คะแนน TOEIC (Test of English for International Communication) ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมอีกต่อไปครับ แต่มันคือ “ใบเบิกทางขั้นแรก” ที่แสดงให้องค์กรเห็นว่าคุณมีความพร้อมในการสื่อสารเชิงธุรกิจ วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการเตรียมตัวสอบที่จะช่วยเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ปั๊มคะแนนให้พุ่งทะลุเป้าได้แบบคนเวลาน้อยครับ!
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า “ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว ทำไมยังต้องเสียเวลา เรียน TOEIC และไปสอบอีก?” คำตอบคือ คะแนนสอบระดับสากลนี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บริษัทชั้นนำ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สายการบิน และบริษัทข้ามชาติใช้ในการคัดกรองผู้สมัครในเบื้องต้นครับ
การได้คะแนนที่สูง (โดยเฉพาะระดับ 750 คะแนนขึ้นไป) จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองเงินเดือน (Salary Premium) ช่วยให้โปรไฟล์ของคุณโดดเด่นออกมาจากผู้สมัครนับร้อยคน และยังเปิดโอกาสให้คุณได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งงานขึ้นสู่ระดับบริหารที่ต้องประสานงานกับสาขาในต่างประเทศอีกด้วย การลงทุนเวลาเพื่อเรียนรู้เทคนิคทำข้อสอบข้อสอบชุดนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลตอบแทนกับอนาคตของคุณอย่างมหาศาลครับ
ข้อสอบ TOEIC ในปัจจุบันจะเน้นการวัดทักษะภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจและการสื่อสารในที่ทำงานจริง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ รวมทั้งหมด 200 ข้อ คะแนนเต็ม 990 คะแนน ดังนี้ครับ
พาร์ทนี้วัดความสามารถในการจับใจความจากเสียงพูด สำเนียงที่หลากหลาย (อเมริกัน บริติช ออสเตรเลีย แคนาดา)
พาร์ทปราบเซียนที่คนส่วนใหญ่ทำข้อสอบไม่ทัน เนื่องจากต้องบริหารเวลาให้ดีเยี่ยม
หากคุณต้องการเร่งสปีดคะแนนสอบโดยมีเวลาเตรียมตัวจำกัด การนั่งท่องจำพจนานุกรมทั้งเล่มอาจไม่ใช่คำตอบครับ ลองนำเทคนิคการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เหล่านี้ไปปรับใช้ดูครับ
สูตรลับปั๊มคะแนนสอบสไตล์ EngDuo:
ลองดูตารางสรุปเกณฑ์คะแนนสอบ ความหมายตามมาตรฐานสากล และกลุ่มสายงานที่รองรับ เพื่อใช้ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ของคุณครับ
| ช่วงคะแนน TOEIC | ระดับตามเกณฑ์ CEFR | ทักษะภาษาในที่ทำงาน | กลุ่มสายงานและโอกาสที่รองรับ |
|---|---|---|---|
| 10 – 250 | A1 – A2 | รู้คำศัพท์พื้นฐาน สื่อสารประโยคสั้นๆ ได้ | งานธุรการทั่วไป / ฝึกงานขั้นต้นในประเทศ |
| 255 – 400 | A2 – B1 | เข้าใจบทสนทนาอย่างง่ายในออฟฟิศ | งานประสานงานภายใน / บริการลูกค้าทั่วไป |
| 405 – 600 | B1 | อ่านอีเมลธุรกิจและรายงานทั่วไปได้ | งานการตลาด / วิศวกร / เจ้าหน้าที่ต้อนรับโรงแรม |
| 605 – 784 | B2 | สื่อสารโต้ตอบและเจรจาธุรกิจได้ราบรื่น | แอร์โฮสเตส / สจ๊วต / บริษัทข้ามชาติชั้นนำ |
| 785 – 990 | C1 | ภาษาดีเยี่ยม เข้าใจบทวิเคราะห์ที่ซับซ้อน | นักการทูต / ที่ปรึกษากฎหมายสากล / ผู้บริหารระดับสูง |
1. คะแนนสอบ TOEIC มีอายุการใช้งานกี่ปี? คะแนนสอบ TOEIC จะมีอายุการใช้งาน 2 ปี นับจากวันที่สอบครับ ดังนั้นแนะนำให้วางแผนช่วงเวลาเรียนและสอบให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่คุณตั้งใจจะใช้ยื่นสมัครงานหรือยื่นเลื่อนตำแหน่งจะคุ้มค่าที่สุดครับ
2. หากเป็นคนที่พื้นฐานภาษาอังกฤษอ่อนมาก ควรใช้เวลาเตรียมตัวนานแค่ไหน? สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเลย แนะนำให้แบ่งเวลาปรับพื้นฐานคำศัพท์เชิงธุรกิจและแกรมม่าหลักๆ (เช่น Tense, Parts of Speech) ประมาณ 1-2 เดือนก่อนครับ จากนั้นค่อยเริ่มตะลุยทำโจทย์แนวข้อสอบย้อนหลังอีก 2-3 สัปดาห์ การเรียนรู้อย่างเป็นระบบจะช่วยให้คะแนนพัฒนาได้อย่างมั่นคงครับ
3. ข้อสอบพาร์ท Listening กับ Reading พาร์ทไหนที่สามารถปั๊มคะแนนให้ขึ้นไวได้มากกว่ากัน? ในทางสถิติ พาร์ทการฟัง (Listening) มักจะเป็นพาร์ทที่ผู้เรียนสามารถดึงคะแนนขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้นครับ เพียงแค่ฝึกฝนฟังสำเนียงและจำทริคการจับคำสำคัญ (Keywords) ประจำวัน ส่วนพาร์ท Reading ต้องอาศัยคลังคำศัพท์และการอ่านที่สะสมมาในระดับหนึ่งครับ
4. ข้อสอบ TOEIC รูปแบบปัจจุบันมีความยากกว่ารูปแบบในอดีตอย่างไร? ข้อสอบในปัจจุบันจะเน้นความสมจริงในการสื่อสารมากขึ้นครับ เช่น ในพาร์ทฟังจะมีการรวบเสียงหรือพูดแทรกแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้น ส่วนในพาร์ทอ่านจะมีการเพิ่มบทสนทนาในแชทออนไลน์ (Online Chat) และบทความแบบ 3 ทาง (Triple Passages) ซึ่งยาวขึ้น ทำให้ผู้สอบต้องฝึกทักษะการอ่านเร็ว (Skimming & Scanning) มากขึ้นครับ
5. เรียนเพื่อไปสอบ TOEIC แล้ว จะช่วยให้เราพูดภาษาอังกฤษในออฟฟิศเก่งขึ้นไหม? คำศัพท์และสถานการณ์ในข้อสอบ TOEIC เกือบ 100% จำลองมาจากชีวิตการทำงานจริงครับ เช่น การจองตั๋วเครื่องบิน การประชุม การสั่งซื้อสินค้า ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อสอบจะช่วยให้คุณได้คลังคำศัพท์ธุรกิจที่แน่นมาก แต่อย่างไรก็ตาม ควรควบคู่ไปกับการฝึกออกเสียงและการสนทนาโต้ตอบ (Speaking) เพื่อให้สามารถนำไปพูดคุยจริงได้อย่างคล่องแคล่วครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมวิเคราะห์ตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณอายุ 16,000 ปี จากคณะนักวิจัยมาเลเซีย ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน
เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกที่ขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการทั่วไปไม่สามารถทำได้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีแสงขั้นสูงมาใช้วิเคราะห์ตัวอย่างทางโบราณคดีของมาเลเซียเป็นครั้งแรก โดยพบร่องรอยแร่ธาตุและอินทรียวัตถุในภาชนะดินเผาโบราณ
ภายในถ้ำหินปูนกว่าสิบถ้ำที่แทรกตัวอยู่ในหุบเขาเนงกีรี (Nenggiri Valley) ที่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปกว่า 200 กิโลเมตร
นักโบราณคดีมาเลเซียได้ขุดสำรวจพบโครงกระดูก 16 ร่าง โดยเกือบทั้งหมดนอนอยู่ในท่าขดตัว ซึ่งเป็นลักษณะของการฝังศพในยุคก่อนยุคหินใหม่ ที่มีอายุประมาณ 14,000 – 16,000 ปี โดยรอบๆ
หลุมฝังศพยังพบกระดูกสัตว์ และเศษภาชนะดินเผา กระจัดกระจายอยู่รอบๆ ซึ่งร่องรอยที่หลงเหลือนี้ เก็บเรื่องราวของมนุษย์ในยุคโบราณไว้ การค้นพบดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ในมาเลเซียและเป็นจุดเริ่มต้นของการแกะร่องรอยแห่งอดีตเพื่อสืบรู้ความเป็นมาของคนยุคปัจจุบัน
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย (University of Putra Malaysia) ได้นำตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณที่ขุดพบจากหลุมศพดังกล่าวมาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จ.นครราชสีมา
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของนักโบราณคดีจากมาเลเซียในการนำตัวอย่างทางโบราณคดีของประเทศมาเลเซียมาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอน
โดยนำมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวอย่างในระดับโมเลกุลทางเคมี เช่น หมู่ฟังก์ชันทางเคมี รวมถึงอาจตรวจพบฟอสเฟต และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่ถูกค้นพบภายในตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณ เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจในชีวิตของมนุษย์ยุคโบราณในอดีตได้ดียิ่งขึ้น
ศ.โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน (Professor Mohd Busyaruddin Bin Abdul Rahman) ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี กล่าวว่า “การใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์ตัวอย่างด้วยเทคนิคอินฟราเรดไมโครสเปคโตรสโกปี (FTIR microspectroscopy) ให้ข้อมูลทางเคมีที่อาจไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยเครื่องมือในห้องปฏิบัติการทั่วไป

ทางคณะวิจัยให้ความสำคัญในการศึกษาหาส่วนประกอบหรือหมู่ฟังก์ชันจากข้อมูลสเปกตรัมอินฟราเรด รวมถึงการศึกษาการกระจายตัวเชิงพื้นที่ของโมเลกุล
เพื่อให้สามารถศึกษารูปแบบการบริโภคอาหาร และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต โดยเฉพาะในยุคก่อนนีโอลิธิก ซึ่งแหล่งโบราณคดีนี้คาดว่ามีอายุประมาณ 16,000 ปี”
ผลจากการวิเคราะห์เบื้องต้นทางคณะพบว่า ตัวอย่างภาชนะดินเผานั้นเนื้อมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกา เคโอลิไนต์ (แร่ดินเหนียวสีขาว) และควอตซ์ ซึ่งเกิดการที่ธาตุซิลิคอนหรือธาตุอะลูมิเนียมในดินเผาถูกทำให้กลายสภาพจากการกระบวนการทางเคมีระหว่างการเผาหรือฝังศพ อีกทั้งพบอินทรียวัตถุประเภทเรซิน ซึ่งนักวิจัยต้องใช้ข้อมูลนี้ไปประกอบการวิเคราะห์ด้วยวิธีการอื่นๆ ต่อไป
คณะนักวิจัยจากมาเลเซียคาดหวังว่าการนำตัวอย่างชุดแรกมาศึกษาด้วยเทคนิคซินโครตรอนนี้ จะเป็นก้าวแรกของการนำตัวอย่างโบราณคดีอื่นๆ มาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนมากขึ้น
“จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของผม การใช้แสงซินโครตรอนช่วยให้สามารถวิเคราะห์ในระดับโมเลกุลพื้นฐานมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจในระดับอะตอมหรือโมเลกุล
จึงอยากส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่ในมาเลเซียและทั่วโลกมาใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิจัย และถือเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านงานวิจัยระหว่างประเทศมาเลเซียและประเทศไทยขึ้นไปอีกระดับ” ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจากมาเลเซียกล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

หลายคนที่ชอบทำอาหารด้วยเตาถ่านหรือจัดปาร์ตี้ปิ้งย่างที่บ้าน มักจะกวาด ขี้เถ้า ทิ้งทันทีหลังใช้งานเสร็จ เพราะคิดว่าเป็นเพียงเศษวัสดุไร้ประโยชน์ แต่ความจริงแล้ว ขี้เถ้ายังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน ทั้งช่วยทำความสะอาดบ้าน ดูแลต้นไม้ และลดปริมาณขยะภายในครัวเรือนได้อย่างน่าสนใจ
หากคุณกำลังสงสัยว่า ขี้เถ้าใช้ทำอะไรได้บ้าง ลองมาดู 6 วิธีนำขี้เถ้ากลับมาใช้ใหม่ ที่ทั้งง่าย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขี้เถ้าสามารถนำมาผสมน้ำเล็กน้อยให้มีลักษณะคล้ายครีมขัด จากนั้นใช้ทำความสะอาดพื้นผิวที่เป็นกระเบื้อง แก้ว หรือโลหะ เช่น หม้อ กระทะ ถ้วยชาม และกระจก
คุณสมบัติของขี้เถ้าช่วยขจัดคราบสกปรกและคราบฝังแน่นได้ในระดับหนึ่ง ทำให้พื้นผิวดูสะอาดและเงางามมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีรุนแรง
คราบกาวจากสติ๊กเกอร์หรือเทปกาวเป็นปัญหาที่หลายคนเคยเจอ ขี้เถ้าสามารถช่วยให้การทำความสะอาดง่ายขึ้นได้ เพียงนำขี้เถ้ามาผสมน้ำเล็กน้อยแล้วพอกลงบนบริเวณที่มีคราบ
ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นใช้ผ้าหรือฟองน้ำขัดเบา ๆ คราบกาวจะหลุดออกได้ง่ายกว่าการเช็ดด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว
เมื่อมีน้ำมันหกเลอะพื้นโรงรถ พื้นครัว หรือบริเวณประกอบอาหาร สามารถนำขี้เถ้ามาโรยทับบริเวณที่เกิดคราบได้
ขี้เถ้าจะช่วยดูดซับน้ำมันส่วนเกินเอาไว้ หลังจากนั้นจึงกวาดออกและทำความสะอาดซ้ำตามปกติ ช่วยลดความลื่นและทำให้จัดการคราบน้ำมันได้สะดวกขึ้น
อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจของขี้เถ้าคือการช่วยดูดซับความชื้นและกลิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอับ กลิ่นบุหรี่ หรือกลิ่นจากสัตว์เลี้ยง
เพียงใส่ขี้เถ้าลงในภาชนะขนาดเล็กแล้วนำไปวางในจุดที่มีกลิ่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็อาจช่วยให้อากาศภายในบ้านสดชื่นขึ้นได้
ขี้เถ้าจากไม้หรือถ่านไม้มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และซิลิกา สามารถนำไปโรยบริเวณโคนต้นไม้เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงและส่งเสริมการเจริญเติบโต
นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพดินที่มีความเป็นกรดให้มีความสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะการใช้มากเกินไปอาจทำให้ดินมีความเป็นด่างสูงเกินความต้องการของพืชบางชนิด
สำหรับคนรักการปลูกต้นไม้ ขี้เถ้ายังสามารถนำมาทำน้ำหมักไล่แมลงได้ง่าย ๆ โดยใช้ขี้เถ้า 1 ถ้วย ผสมกับน้ำ 3 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วพักทิ้งไว้ข้ามคืน
จากนั้นกรองเอาแต่น้ำไปฉีดพ่นตามใบและลำต้นทุก 5-7 วัน วิธีนี้อาจช่วยลดปัญหาแมลงศัตรูพืชบางชนิด เช่น เพลี้ย และแมลงขนาดเล็กที่มารบกวนต้นไม้ได้
ก่อนนำขี้เถ้าไปทิ้งหรือเก็บไว้ใช้งาน ควรรอให้ถ่านและขี้เถ้าเย็นสนิทเสียก่อน โดยแนะนำให้ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงหลังใช้งาน เพื่อป้องกันอันตรายจากสะเก็ดไฟที่อาจยังหลงเหลืออยู่
หากต้องการเก็บขี้เถ้าไว้ใช้ต่อ ควรใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดและเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ส่วนขี้เถ้าที่ไม่ต้องการใช้งานแล้วสามารถกำจัดเป็นขยะทั่วไปได้
แม้จะเป็นวัสดุเหลือใช้จากการเผาไหม้ แต่ ขี้เถ้า ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการทำความสะอาดบ้าน ดูดซับกลิ่น กำจัดคราบน้ำมัน บำรุงต้นไม้ และใช้เป็นส่วนผสมสำหรับไล่แมลงตามธรรมชาติ การนำขี้เถ้ามาใช้ซ้ำอย่างเหมาะสมไม่เพียงช่วยลดขยะภายในบ้าน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,250.00 | 63,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,089.00 | 61,989.24 | 64,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,680.10 | 55,790.32 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,271.20 | 49,591.39 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,840.05 | 27,895.16 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,431.15 | 21,696.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,237.31 | 64,237.62 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.10 | 43.10 | 43.60 | 43.10 | 43.10 | 43.10 | 43.10 | 43.10 | 43.10 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.73 | 42.73 | 43.23 | 42.73 | 42.73 | 42.73 | 42.73 | 42.73 | 42.73 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 38.10 | 38.10 | 38.60 | 38.10 | – | 38.10 | 38.10 | 38.10 | 38.10 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 34.04 | 34.04 | – | – | – | – | – | – | 34.04 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 52.69 | – | – | 53.41 | – | 53.19 | 52.84 | – | 52.69 |
| ดีเซล | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 56.25 | 56.25 | 49.84 | 56.25 | – | – | – | – | 56.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า