
‘ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย’ เตรียมขยายพูลวิลล่าหรูเพิ่มอีก 18 หลัง ภายในปี 2570 พร้อมเปิดตัว “The Height” ห้องอาหารที่ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ ฉลองครบรอบ 18 ปี
ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท (Silavadee Pool Spa Resort) ฉลองครบรอบ 18 ปี เมื่อเดือน พ.ค. 2569 เปิดประสบการณ์ “The Height” ห้องอาหารโฉมใหม่ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลหน้าผาอันโดดเด่น มองเห็นวิวอ่าวไทยแบบพาโนรามา โดยได้รับการออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “Tropical Sunset” ที่ผสานความเคลื่อนไหวของท้องทะเล ต้นปาล์ม และงานสถาปัตยกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ปลุกทุกสัมผัส
ก่อนหน้านี้ The Height เป็นหนึ่งในห้องอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของรีสอร์ท และปัจจุบันได้รับการยกระดับสู่ห้องอาหารซิกเนเจอร์ตลอดวัน เสิร์ฟอาหารนานาชาติในช่วงเช้า และอาหารไทยตลอดทั้งวัน ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยประสบการณ์อาหารใต้ระดับพรีเมียม โดยทุกเมนูคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพร และเครื่องเทศสดใหม่ เพื่อสะท้อนรสชาติไทยแท้อย่างพิถีพิถัน ควบคู่กับแนวคิด Farm-to-Table ของรีสอร์ท
ชลลดา สุนทรวสุ กรรมการผู้จัดการ ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท กล่าวว่า “การเดินทางมาถึง 18 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เต็มไปด้วยทั้งความภาคภูมิใจและการเติบโต ในทุกปีเรามุ่งมั่นพัฒนาทุกช่วงเวลาให้พิเศษยิ่งขึ้นสำหรับแขกทุกคน การกลับมาของ The Height จึงเปรียบเสมือนการเปิดบทใหม่ที่สะท้อนตัวตนของเรา ทั้งในด้านรากฐานทางวัฒนธรรมอาหาร ความยั่งยืน และแรงบันดาลใจจากเกาะสมุย ในอนาคตยังเตรียมเปิดตัวพูลวิลล่าสุดหรูสำหรับครอบครัวและนักเดินทางระดับลักชัวรี เพื่อยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”

การกลับมาของ “The Height” ถือเป็นก้าวแรกของแผนขยายรีสอร์ทครั้งใหญ่ โดย ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เตรียมเปิดตัวพูลวิลล่าสุดหรูเพิ่มอีก 18 หลัง ทั้งแบบ 2 ห้องนอน 3 ห้องนอน และ 4 ห้องนอน ภายในปี 2570
พูลวิลล่าใหม่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของโขดหินธรรมชาติ และแนวคิดการออกแบบที่ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ละหลังจะมาพร้อมสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ส่วนตัว พื้นที่พักผ่อนแบบเปิดโล่ง และผนังกระจกที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวกับวิวทะเลอันกว้างไกล
“การพัฒนาในครั้งนี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรีสอร์ท ควบคู่ไปกับการรักษาเสน่ห์และจิตวิญญาณของเกาะสมุยไว้อย่างสมบูรณ์ พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 19 ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับทุกประสบการณ์การเข้าพัก เพื่อมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดบนเกาะแห่งนี้ให้แก่แขกทุกคน”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ในวันที่คนไทยจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า “บ้าน” และ “คอนโดมิเนียม” กลายเป็นของไกลตัวผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่กลับเริ่มมองเห็น “โอกาส” จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเมื่อกำลังซื้อหด ดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือนพุ่ง คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงเลือก “เช่า” มากกว่า “ซื้อขาด” และนี่กำลังทำให้เกมอสังหาฯ ไทย เปลี่ยนครั้งใหญ่ จากเดิมที่แข่งกันขายบ้าน
หนึ่งในปัญหาใหญ่หลังการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ เจ้าของที่ดินจำนวนมากแบกรับต้นทุนถือครองสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ยิ่งปล่อยร้างนาน ภาษียิ่งขยับแบบขั้นบันได กรณีที่ดินมูลค่า 10 ล้านบาท หากปล่อยว่าง อาจเสียภาษีสะสมเกือบ 5 ล้านบาท ใน 30 ปี แต่ถ้านำที่ดินให้เช่าระยะยาวกับ “พฤกษา” เจ้าของที่ดินอาจมีรายได้เฉลี่ย 600,000 บาทต่อปีหลังหักภาษี ยังเหลือรายได้สุทธิราว 570,000 บาทต่อปี
ตลอดสัญญา 30 ปี หมายความว่า ที่ดินผืนเดิมอาจสร้างกระแสเงินสดสะสมกว่า 17 ล้านบาท โดยที่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของเจ้าของเดิม จึงเป็นเหตุผลที่โมเดล “เช่าที่ดินระยะยาว” ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะในมุมเจ้าของที่ดิน คือการเปลี่ยน “ภาระภาษี” ให้เป็น “รายได้ประจำ”
ในอดีต โมเดลธุรกิจอสังหาฯ ไทย ซื้อที่ดินสร้างบ้านหรือคอนโดแล้วขายขาด รายได้จึงขึ้นอยู่กับยอดโอนเป็นหลัก แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอแบงก์เข้มงวดสินเชื่อ กำลังซื้อคนรุ่นใหม่ลดลง โมเดลเดิมเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น สิ่งที่ “พฤกษา” กำลังทำจึงไม่ใช่แค่เปิดอพาร์ตเมนต์ให้เช่า แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทจาก “รายได้ก้อนครั้งเดียว”ไปสู่ “รายได้ประจำระยะยาว”

ผ่านบริษัทลูก “อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น” หรือ IHC ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรุกตลาดอพาร์ตเมนต์ให้เช่าโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ “iPlern” โดยใช้ทั้งที่ดินเดิมของพฤกษารวมถึงโมเดลเช่าที่ดินจากเจ้าของภายนอก 30 ปี ก่อนนำมาพัฒนาเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในทำเลรอบมหาวิทยาลัย แหล่งงาน และนิคมอุตสาหกรรม
สิ่งที่น่าสนใจคือตลาดอพาร์ตเมนต์กำลังโตสวนทางตลาดขายบ้าน สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการใช้ชีวิตที่สูงขึ้น คอนโดราคา 2-3 ล้านบาท ในวันนี้ ต้องใช้เงินดาวน์ต้องผ่อนยาวและยังต้องผ่านเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” มากกว่า “ความเป็นเจ้าของ”
หลายคนเปลี่ยนงานบ่อย หรือยังไม่แน่ใจว่าจะปักหลักที่ไหนในระยะยาว “การเช่า” จึงเป็นทางเลือกที่คล่องตัวกว่า โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20-30 ปี ซึ่งมีอัตราการเช่าสูงถึง 90% จึงเป็นโอกาสใหม่ของตลาดเช่าที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ เริ่มมองเห็น
อีกเหตุผลสำคัญที่ “พฤกษา” รุกตลาดอพาร์ตเมนต์ คือ “ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า” การพัฒนาคอนโดขนาดใหญ่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากใช้เวลาขาย และมีความเสี่ยงจากสต็อกค้าง แต่อพาร์ตเมนต์ให้เช่าทยอยสร้างได้เป็นเฟส เช่น เริ่ม 2-3 อาคาร ก่อนหากดีมานด์ดี จึงค่อยขยายเพิ่ม
โดยเฉพาะในโซนอุตสาหกรรมภาคตะวันออก อย่างชลบุรีและระยอง ที่มีแรงงานจำนวนมากไหลเข้าต่อเนื่องโมเดลนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงได้มากขณะเดียวกันยังสร้างกระแสเงินสดรายเดือนกลับเข้าบริษัททันทีหลังเปิดดำเนินการ
“พฤกษา” โฟกัสโซนอุตสาหกรรมตะวันออกโดยเฉพาะชลบุรีและระยอง ซึ่งมีการขยายตัวของโรงงานคลังสินค้าโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจ Data Center เข้ามาลงทุนมากขึ้น แรงงานและพนักงานระดับกลางจำนวนมากต้องการที่พักราคาจับต้องได้ ใกล้ที่ทำงาน ทำให้อพาร์ตเมนต์เป็นสินค้าตอบโจทย์ที่สุด
ปัจจุบัน “พฤกษา” พัฒนาแล้วหลายโครงการในพื้นที่บ่อวิน และมีแผนขยายต่อเนื่อง รูปแบบการลงทุนจะค่อยๆ สร้างทีละ 2-3 อาคารก่อนขยายเป็น 10 อาคารตามดีมานด์จริง
“ยุคนี้ความเร็วสำคัญกว่าขนาด เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลางจำนวนมากจึงเริ่มสนใจโมเดลที่พฤกษาเสนอทั้งการร่วมลงทุนการรับสร้างรวมถึงบริหารอพาร์ตเมนต์ครบวงจร”
สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ อัตราผลตอบแทนของธุรกิจนี้ “พฤกษา” ระบุว่าอพาร์ตเมนต์ให้เช่ามี Yield ราว 8-10% ต่อปี IRR ระดับ 13-15% ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับอสังหาฯ หลายประเภท ยิ่งในวันที่ยอดขายบ้านผันผวนรายได้ค่าเช่าจึงกลายเป็น “กันชน” สำคัญ
นี่คือเหตุผลที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ หลายรายเริ่มหันมาสนใจธุรกิจสร้างรายได้ประจำมากขึ้น เพราะต่อให้ตลาดซื้อขายชะลอคนก็ยัง “เช่าอยู่” และในอนาคตสินทรัพย์เหล่านี้ยังสามารถนำเข้ากอง REITเพื่อนำเงินกลับมาขยายธุรกิจต่อได้อีก
การเคลื่อนไหวของพฤกษาอาจไม่ใช่แค่การเปิดธุรกิจใหม่แต่กำลังสะท้อนว่า “พฤติกรรมผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปแล้ว” คนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจไม่ได้ฝันอยากมีบ้านเหมือนคนรุ่นก่อนแต่ต้องการที่อยู่อาศัยที่ยืดหยุ่นเดินทางสะดวกและไม่สร้างภาระทางการเงินระยะยาว
ขณะที่ฝั่งเจ้าของที่ดินก็เริ่มมองหาวิธีเปลี่ยนต้นทุนภาษีให้กลายเป็นกระแสเงินสดจึงไม่แปลกที่โมเดล “เช่าที่ดิน 30 ปี สร้างอพาร์ตเมนต์” กำลังเป็นคำตอบของทั้ง2ฝั่งในเวลาเดียวกันและหากแผนขยายกว่า 300 แห่งทั่วประเทศของ “พฤกษา” เกิดขึ้นจริงนี่อาจไม่ใช่แค่การแตกไลน์ธุรกิจแต่คือการประกาศว่ายุค “ขายบ้านอย่างเดียว” ของอสังหาฯ ไทยอาจกำลังจบลงแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.40-33.15 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.60-32.85 บาทต่อดอลลาร์) หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 1.72 แสนราย
กอปรกับ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการ เฟดขึ้นดอกเบี้ย และมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรงสู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น นับตั้งแต่ตลาดรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED พอสมควร และตราบใดที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อได้ โดยเฉพาะในจังหวะที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ช่วงวันพุธนี้ อนึ่ง ความเสี่ยง Two-way Risk ที่เงินบาทพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงอยู่ และเรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากทั้งการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น (และทางการสหรัฐฯ) รวมถึงภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาด เช่น การดิ่งลงหนักของบรรดาหุ้นเทคฯ แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจติดโซนแนวรับแรก 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวรับถัดไปแถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI พุ่งสูงขึ้นกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แต่เงินดอลลาร์พร้อมพลิกอ่อนค่าลง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการดีขึ้น หรือ มีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังล่าสุด ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และเริ่มมองโอกาสที่ FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในปีนี้ (โอกาสราว 18%) ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการปรับตัวขึ้นแรงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมา
▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่การประชุม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดยทาง BOE และ IPSOS
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมกับรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 89% ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น แม้อาจจะได้แรงหนุนจากนโยบายพยุงเศรษฐกิจ อย่าง โครงการคนละครึ่งพลัส
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ตารางคะแนนวอลเลย์บอลหญิง VNL 2026 หลังจบสนาม 1 วอลเลย์บอลหญิงไทย เจอข่าวร้าย
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 สรุปตารางคะแนนวอลเลย์บอลหญิง VNL 2026 (FIVB Women’s Volleyball Nations League 2026) ล่าสุด หลังจบการแข่งขันสัปดาห์ที่ 1 ที่เมืองหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ครบทั้ง 18 ชาติแล้ว
วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ภายใต้การนำทีมของ โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จบสนามแรกโดยไม่ชนะทั้ง 4 นัด แพ้ให้กับ เซอร์เบีย 0-3 เซต, จีน 2-3 เซต, เบลเยียม 2-3 เซต และ เช็ก 0-3 เซต เก็บมาได้ 2 คะแนน
ล่าสุด วอลเลย์บอลหญิงไทย หล่นจากอันดับ 16 ลงมาอยู่อันดับ 17 บนตารางคะแนน VNL 2026 แล้ว หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ฝรั่งเศส แซงชนะ ยูเครน 3-2 เซต 18-25, 15-25, 25-20, 25-19, 15-10
ทำให้ ฝรั่งเศส เก็บเพิ่มมาอีก 2 คะแนน รวมเป็น 3 แต้ม พุ่งจากอันดับ 17 ขึ้นไปถึงอันดับ 14 พร้อมกับเบียด วอลเลย์บอลหญิงไทย ลงมาอยู่อันดับ 17 แล้ว โดยมีคะแนนมากกว่า โดมินิกัน แค่ 1 แต้ม
VNL 2026 สัปดาห์ที่ 2 วอลเลย์บอลหญิงไทย จะกลับมาเล่นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายนนี้ ณ อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก
17 มิถุนายน 2569 ไทย พบ ยูเครน
18 มิถุนายน ไทย พบ บัลแกเรีย
20 มิถุนายน ไทย พบ แคนาดา
21 มิถุนายน ไทย พบ เนเธอร์แลนด์
ทุกแมตช์แข่งขันเวลา 20.30 น. ถ่ายทอดสดทาง Monomax

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th

กรมสุขภาพจิตห่วงสถานการณ์ความรุนแรงในสังคม แนะสังเกต 5 สัญญาณเตือนจิตเวชรุนแรง พร้อมเฝ้าระวัง 4 พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุความรุนแรง
นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมช่วงที่ผ่านมา ทั้งกรณีการทำร้ายและล่วงละเมิดเด็ก การใช้ความรุนแรงในครอบครัว และการก่อเหตุทำร้ายร่างกายจนเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว และสังคม โดยเฉพาะปัจจัยด้านการใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม ปัญหาความสัมพันธ์ใกล้ชิด และการขาดทักษะในการจัดการอารมณ์
ทั้งนี้ ไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ก่อเหตุความรุนแรงทุกรายมีปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากพฤติกรรมรุนแรงเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรเหมารวมหรือตีตราผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นปัญหาสังคมที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันป้องกัน เฝ้าระวัง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง
กรมสุขภาพจิต ได้แนะนำให้ประชาชนใช้หลัก SMI-V Scan (Serious Mental Illness–Violence Scanning) เพื่อสังเกตอาการทางจิตเวชรุนแรงในผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้ที่มีประวัติการใช้สารเสพติดที่อาจมีความเสี่ยงก่อเหตุรุนแรง โดยมี 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่
“ หากพบอาการดังกล่าวตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อประเมินอาการและให้การดูแลอย่างเหมาะสมโดยเร็ว ซึ่งการสังเกตสัญญาณเตือน มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาและการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การตีตราหรือเหมารวมว่าผู้ป่วยจิตเวชจะก่อเหตุรุนแรงทุกคน”นพ.กิตติศักดิ์กล่าว
ด้านนพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันความรุนแรงได้ด้วยการเฝ้าระวัง 4 พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุความรุนแรง ได้แก่
1. การแสดงออกถึงความก้าวร้าวหรือการควบคุมอารมณ์ที่ลดลง เช่น หงุดหงิดง่าย โมโหรุนแรง ใช้คำพูดข่มขู่ คุกคาม หรือมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น
2. การแสดงออกถึงปัญหาการใช้สารเสพติดหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจ และความสัมพันธ์กับผู้อื่น
3. การแสดงออกถึงความขัดแย้งในครอบครัวหรือคู่สัมพันธ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การควบคุม คุกคาม หึงหวงรุนแรง หรือมีประวัติการใช้ความรุนแรงซ้ำ
4. การแสดงออกถึงความคิดหรือเจตนาที่จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการพูด การข่มขู่ หรือการสื่อสารในลักษณะที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการก่อเหตุรุนแรง
“ หากพบพฤติกรรมดังกล่าวไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรรีบให้การช่วยเหลือ รับฟังอย่างเหมาะสม หรือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินความเสี่ยงและให้การดูแลอย่างทันท่วงที เนื่องจากการเข้าช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถลดโอกาสการเกิดเหตุซ้ำและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้”นพ.จุมภฏกล่าว
ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิต ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่เพิกเฉยต่อความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยหากพบเห็นการทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดเด็ก การใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที พร้อมส่งเสริมให้ผู้ที่มีความเครียดสะสม มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ หรือมีปัญหาการใช้สารเสพติด เข้ารับการปรึกษาและดูแลจากบุคลากรสาธารณสุขโดยเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดความรุนแรงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อครอบครัวและสังคม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เคยไหมครับเวลาที่เราอยากจะตั้งชื่อตัวละครในเกมออนไลน์ตัวใหม่ สมัครบัญชีสตรีมมิ่ง หรือแม้แต่การหาชื่อเรียกตลกๆ ไว้แซวกันในกลุ่มเพื่อนสนิท แล้วเราอยากได้ประโยคหรือคำสั้นๆ ที่ไม่ใช่แค่ชื่อเล่นธรรมดา แต่เป็นคำที่เห็นปุ๊บแล้วรู้เลยว่าคนนี้มีบุคลิกอย่างไร เรื่องของ ฉายาภาษาอังกฤษ (Monikers / Aliases / Epithets) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมากในการช่วยดีไซน์ “ภาพจำ” ให้คนรอบข้างจดจำเราได้ในพริบตาครับ
ในวัฒนธรรมตะวันตก การตั้งฉายาไม่ได้เป็นแค่เรื่องขำๆ ครับ แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ในการผสมคำเพื่อสร้างอัตลักษณ์ (Digital Identity) ยิ่งในโลกยุค 2026 ที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกเสมือนและโซเชียลมีเดียกันเป็นส่วนใหญ่ การมีฉายาภาษาอังกฤษที่เท่ เก๋ หรือกวนๆ แบบมีชั้นเชิง จะช่วยสร้างเสน่ห์และทำให้คุณดูเป็นคนที่น่าค้นหามากยิ่งขึ้น วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกไอเดียการตั้งฉายาหลากหลายสไตล์ที่จะช่วยยกระดับโปรไฟล์ของคุณให้ปังกว่าเดิมครับ
ทำไมฉายาถึงทรงพลังกว่าชื่อเล่นทั่วไป? คำตอบคือ ชื่อเล่นส่วนใหญ่มักเป็นคำที่พ่อแม่ตั้งให้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนถึงตัวตน ไลฟ์สไตล์ หรือความสามารถของเราในปัจจุบัน แต่ ฉายาภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่เราคัดสรรขึ้นมาเอง หรือเป็นสิ่งที่กลุ่มเพื่อนมอบให้จาก “วีรกรรม” หรือ “จุดเด่น” ที่แท้จริงของเราครับ มันจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนโลโก้ประจำตัวที่อธิบายความเป็นคุณได้อย่างชัดเจน
สำหรับสายเกมเมอร์ นักเขียน สตรีมเมอร์ หรือแม้แต่คนทำงานสายครีเอทีฟ ฉายาที่ดียังช่วยในเรื่องของจิตวิทยาการจดจำ (Brand Recall) ช่วยให้ผู้ติดตามหรือลูกค้าแยกแยะคุณออกจากคนอื่นในท้องตลาดได้อย่างง่ายดาย การสละเวลามาดีไซน์ฉายาดีๆ จึงเป็นการสร้างแต้มต่อที่คุ้มค่ามากในยุคดิจิทัลครับ
การจะตั้งฉายาให้ฟังดูเนียนเหมือนเจ้าของภาษา ไม่ใช่การหยิบคำศัพท์ยากๆ ในพจนานุกรมมาต่อกันมั่วๆ นะครับ แต่เขามีสูตรผสมคำที่ทำให้ชื่อนั้นฟังดูติดหูและมีจังหวะการออกเสียงที่สละสลวย ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดูครับ
[Image chart comparing different styles of English aliases and pseudonyms]
เพื่อให้คุณค้นพบชื่อที่ใช่และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้งานมากที่สุด ลองดูไอเดียแยกตามหมวดหมู่ที่ผมรวบรวมมาให้ด้านล่างนี้ครับ
เน้นความดุดัน ทรงพลัง แฝงไปด้วยความลึกลับ เพื่อสร้างความยำเกรงให้กับคู่ต่อสู้ในสมรภูมิออนไลน์
เน้นคำขี้เล่น แซวตัวเองเล็กๆ เพื่อสร้างเสียงหัวเราะและสร้างความเป็นกันเองในกลุ่มสนิท
เหมาะสำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์ ดีไซเนอร์ หรือนักเขียนที่ต้องการใช้นามแฝงที่ดูสมาร์ท สุภาพ แต่มีสไตล์
สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ “ความหมายแฝง” (Connotation) ครับ บางคำอาจจะฟังดูเท่ในหูคนไทยเพราะเราคุ้นเคยจากในหนัง แต่อาจเป็นคำที่มีประวัติศาสตร์เชิงลบ เป็นคำด่าทางวัฒนธรรม หรือเป็นคำแสลงที่ไม่สุภาพในต่างประเทศ การตรวจสอบความหมายของคำเหล่านั้นในบริบทสากลก่อนนำไปตั้งเป็นชื่อโปรไฟล์อย่างเป็นทางการ จึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรละเลยเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของคุณไว้ครับ
ลองดูตารางรวบรวมฉายายอดนิยมที่คัดสรรมาให้ เพื่อเลือกคำที่ตรงกับใจของคุณมากที่สุดครับ
| ฉายาภาษาอังกฤษ | คำแปล/นัยแฝงของชื่อ | โทนความรู้สึก (Vibe) | บริบทการใช้งานที่แนะนำ |
| Phoenix | นกฟีนิกซ์ที่ฟื้นจากกองเพลิง | แข็งแกร่ง / ไม่ยอมแพ้ | ชื่อในเกม / บัญชีฟิตเนส |
| Zen Master | ผู้มีความสงบระงับระดับอาจารย์ | สุขุม / เยือกเย็น | Bio ในโซเชียลมีเดีย / สายสมาธิ |
| Wanderlust | ผู้มีความปรารถนาในการออกเดินทาง | รักอิสระ / ท่องเที่ยว | บัญชี IG สายเที่ยว คาเฟ่ |
| Glitch | ความผิดพลาดของระบบที่คาดไม่ถึง | เท่ / โฉบเฉี่ยว / ไซไฟ | ชื่อสตรีมเมอร์ / สายไอที |
| Social Butterfly | คนที่เข้าสังคมเก่ง เป็นมิตรกับทุกคน | สดใส / ร่าเริง | แชทกลุ่มเพื่อน / แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ |
| Alpha | ผู้นำกลุ่ม / สิ่งที่เป็นที่หนึ่ง | ทรงพลัง / เด็ดขาด | ชื่อทีม / ชื่อกลุ่มทำงาน |
1. คำว่า Moniker, Alias และ Nickname ต่างกันอย่างไร?
Nickname คือชื่อเล่นทั่วไปที่คนนิยมเรียกแทนชื่อจริง ส่วน Alias มักหมายถึงนามแฝงที่ตั้งขึ้นเพื่อปกปิดตัวตนจริง (เช่น นามปากกาหรือชื่อในเกม) และ Moniker คือฉายาหรือชื่อเรียกที่สะท้อนถึงคุณลักษณะเด่นหรือพฤติกรรมเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆ ครับ
2. สามารถนำฉายาภาษาอังกฤษไปใช้สมัครงานในใบสมัคร (Resume) ได้ไหม?
ในเอกสารทางการ เช่น Resume หรือสัญญาจ้างงาน ต้องใช้ชื่อและนามสกุลจริงตามกฎหมายเท่านั้นครับ ไม่ควรใส่ฉายาลงไปเพราะจะทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพ เว้นแต่ว่าคุณจะทำงานในสายงานสร้างสรรค์ที่มีส่วนของ Portfolio ที่ใช้นามแฝงที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ก็สามารถระบุพ่วงท้ายได้ครับ
3. มีฉายาแนว Unisex แนะนำสำหรับคนที่ไม่ต้องการระบุเพศไหม?
มีเยอะมากครับ เทรนด์ปี 2026 นิยมใช้ฉายาที่เกี่ยวกับดวงดาว ปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือแนวคิดปรัชญา เช่น Eclipse (สุริยุปราคา), Phoenix (ความอมตะ), Specter (ความลึกลับ) หรือ Zen (ความสงบ) ซึ่งฟังดูเท่และทันสมัยสำหรับทุกเพศครับ
4. จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าฉายาที่เราตั้งไม่มีความหมายที่หยาบคายในภาษาอังกฤษ?
แนะนำให้ลองนำคำศัพท์นั้นไปค้นหาความหมายในพจนานุกรมสแลงระดับสากล หรือลองปรึกษาครูผู้สอนต่างชาติเพื่อเช็คบริบทการใช้งานจริง (Social Context) ครับ เพราะคำบางคำอาจแปลว่าดีในดิกชันนารีทั่วไป แต่อาจเป็นคำแสลงที่ไม่สุภาพในภาษาพูดประจำวันได้ครับ
5. การตั้งฉายาโดยใช้ตัวเลขผสม (เช่น Ranger77) ยังนิยมอยู่ไหม?
การใส่ตัวเลขต่อท้ายชื่อยังคงเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาชื่อซ้ำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ดีครับ แต่ในแง่ของความเท่และมินิมอล เทรนด์ปัจจุบันนิยมการผสมคำคุณศัพท์เพื่อให้เกิดความหมายใหม่มากกว่าการใส่ตัวเลขลอยๆ ครับ เพราะจะช่วยให้ชื่อดูมีความเป็นศิลปะและน่าจดจำมากกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

การพูดคุยเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบริบทของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMBs) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป
อเล็กเซย์ นาโวโลคิน ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก AMD เปิดมุมมองว่า ในสภาพแวดล้อมที่ประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความสามารถในการปรับตัวคือตัวตัดสินความอยู่รอดของธุรกิจ
AI กำลังตอกย้ำบทบาทของตัวเองในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับบริษัทที่ต้องการ “ทำน้อยแต่ได้มาก” (do more with less) และสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง
บริบทในปัจจุบันถือว่ามีความท้าทายและกดดันเป็นอย่างยิ่ง ธุรกิจ SMB ต้องดำเนินงานภายใต้สภาวะที่มีทรัพยากรจำกัด จำนวนทีมงานที่น้อยลง และจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับตลาดที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา
ในสถานการณ์เช่นนี้ เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน และสิ่งที่ต่างจากองค์กรขนาดใหญ่คือ กลุ่มธุรกิจ SMB มีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัวในการเปิดรับเครื่องมือใหม่ ๆ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการจัดซื้อที่ยุ่งยากหรือมีโครงสร้างที่ตายตัว
ปัจจุบัน ความยืดหยุ่นนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับ AI ที่ไม่ได้ถูกผูกขาดไว้แค่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือวิวัฒนาการของพีซี (PC) ที่ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการทำงานอัจฉริยะ AI ไม่ได้ทำงานอยู่แค่บนคลาวด์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่สามารถทำงานได้โดยตรงบนอุปกรณ์ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ให้ดีขึ้น และวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
ความเร็วที่เพิ่มขึ้น ความต่อเนื่องในการทำงานแม้จะอยู่ในโหมดออฟไลน์ และการควบคุมข้อมูลที่ดีกว่า เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับบริษัทที่ต้องจัดการกับข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน
AI จะสามารถปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดออกมาได้ก็ต่อเมื่อมีรากฐานทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม ฮาร์ดแวร์ไม่ใช่แค่องค์ประกอบรองอีกต่อไป แต่กลายมาเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการสร้างประสิทธิผลการทำงานในแต่ละวัน
การรันโมเดล AI การทำกระบวนการอัตโนมัติ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ จำเป็นต้องมีทีมงานที่พร้อมรองรับเวิร์กโหลดประเภทนั้น มิฉะนั้นแล้ว ความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพก็จะลดทอนลงอย่างรวดเร็ว
ณ จุดนี้ การอัปเกรดและเปลี่ยนพีซีเครื่องใหม่จึงถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ คำถามที่ซ่อนอยู่จึงไม่ใช่ว่าควรลงทุนในเทคโนโลยีหรือไม่อีกต่อไป แต่เป็นคำถามที่ว่า จะลงทุนอย่างไรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ
การซื้อพีซีไม่ควรเพียงเพื่อตอบสนองความเร่งด่วนในการทำงานเท่านั้น แต่ควรมีเกณฑ์พิจารณาที่ชัดเจน เช่น ความสามารถด้าน AI ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความสามารถในการต่อยอด ซึ่งปัจจัยแต่ละข้อเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจ
AI กำลังช่วยให้กลุ่มธุรกิจ SMEs สามารถเร่งกระบวนการต่าง ๆ และปรับปรุงการตัดสินใจให้ดีขึ้นจากจุดที่ใกล้ตัวที่สุดในทุก ๆ วัน
การลงทุนกับฮาร์ดแวร์ที่พร้อมรองรับ AI (AI-ready hardware) ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้เห็นในทันที แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ในสภาพแวดล้อมที่การปรับตัวอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

“ถั่วงอก” ถือเป็นวัตถุดิบยอดฮิตประจำบ้านเพราะราคาประหยัดและนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู แต่ปัญหาใหญ่ที่แม่บ้านทุกคนต้องเจอคือ ถั่วงอกเป็นผักที่มีน้ำประกอบอยู่เยอะมาก จึงเน่าเสียและช้ำดำได้ง่ายสุดๆ หากเก็บรักษาไม่ถูกวิธี ทั้งความสดและเนื้อสัมผัสที่กรอบอร่อยจะหายไปทันที
บทความนี้จะพาไปดูเคล็ดลับการเก็บรักษาถั่วงอกให้ยาวนานขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากเว็บไซต์ทางการของ บริษัท คิวพี จำกัด (Kewpie Corporation) แบรนด์อาหารชื่อดังของญี่ปุ่น
ตามหลักความจริงแล้ว ถั่วงอกเป็นผักที่เก็บรักษาได้ไม่นาน หลังจากซื้อมาแล้วควรนำไปประกอบอาหารให้หมดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องเก็บไว้และยังไม่ได้ใช้ทันที เคล็ดลับคือให้นำถั่วงอกไป “ลวกน้ำร้อนผ่านๆ” สักครู่
จากนั้นใช้กระดาษทิชชูอเนกประสงค์สำหรับทำครัวซับน้ำออกให้แห้งสนิท แล้วจึงใส่ในถุงพลาสติกหรือกล่องบรรจุภัณฑ์เพื่อนำไปแช่เย็น วิธีนี้จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดีเยี่ยม
หากต้องการเก็บถั่วงอกไว้ในถุงพลาสติก แนะนำให้ใช้ไม้จิ้มฟัน “เจาะรูเล็กๆ ทิ้งไว้ 2-3 รู” เพื่อให้ระบายอากาศได้เล็กน้อย นอกจากนี้ การเลือกซื้อถั่วงอกที่สดใหม่ตั้งแต่แรกก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ควรเลือกถั่วงอกที่ดูฉ่ำน้ำ มีความเงางาม และเมื่อลองสัมผัสดูแล้วยังมีความเต่งตึงแข็งแรง โดยเฉพาะส่วนรากที่มีความโปร่งแสงและสั้น จะถือว่าเป็นถั่วงอกที่สดใหม่ที่สุด
ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือหากเป็นถั่วงอกหัวโต (ถั่วงอกเพาะจากถั่วเหลือง) แล้วส่วนเมล็ดเริ่มอ้าออกหรือมีสีคล้ำดำ เพราะนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าความสดลดลงและใกล้จะเน่าแล้ว
แม้ว่าถั่วงอกจะมีให้รับประทานตลอดทั้งปีและสะดวกต่อการทำอาหาร แต่ความสดใหม่คือหัวใจสำคัญที่สุด การสละเวลาทำตามเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเจาะรูที่ถุง หรือการลวกน้ำร้อนก่อนเก็บ จะช่วยลดการทิ้งวัตถุดิบโดยสูญเปล่าได้อย่างมาก ดังนั้น หลังจากซื้อถั่วงอกมาแล้ว อย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อให้ได้ถั่วงอกที่กรอบอร่อยและสะอาดปลอดภัยในทุกๆ มื้อ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,950.00 | 67,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,328.00 | 65,612.48 | 67,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,895.20 | 59,051.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,462.40 | 52,489.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,947.60 | 29,525.62 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,514.80 | 22,964.37 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,484.97 | 67,992.15 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.60 | 42.60 | 43.10 | 42.60 | 42.60 | 42.60 | 42.60 | 42.60 | 42.60 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.23 | 42.23 | 42.73 | 42.23 | 42.23 | 42.23 | 42.23 | 42.23 | 42.23 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.60 | 37.60 | 38.10 | 37.60 | – | 37.60 | 37.60 | 37.60 | 37.60 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.54 | 33.54 | – | – | – | – | – | – | 33.54 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 52.19 | – | – | 53.41 | – | 52.69 | 52.34 | – | 52.19 |
| ดีเซล | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 57.25 | 57.25 | 49.84 | 57.25 | – | – | – | – | 57.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ดีเวลลอปเปอร์ส่งสัญญาณอสังหาฯ น่าห่วง หลัง “ยอดโอน” วูบกว่า 80% ปัจจัยหลัก รีเจกต์เรตสูง ผู้ซื้อทิ้งเงินจอง สะท้อนพฤติกรรมใหม่ “Self-Rejection” ตัดสินใจถอนตัวจากการซื้อด้วยตนเอง เหตุไม่มั่นใจอนาคต เศรษฐกิจติดหล่ม
เสนาฯ แนะใช้เวที “IMF-World Bank” โอกาสประเทศไทยสร้างภาพลักษณ์ ปลุกเชื่อมั่น “นายกสมาคมบ้านจัดสรร” ชี้ บ้านต่ำ 3 ล้านอ่วมสุด กู้ไม่ผ่านแตะ 70% ขณะ “เจนซี” มีรายได้ แต่ติดโจทย์ “ไม่มีสลิป” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญความท้าทายรอบใหม่จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค” ลดลงอย่างมาก โดยพบปรากฏการณ์ผู้ซื้อ “ชะลอการตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์” แม้จะจองที่อยู่อาศัยไว้แล้วก็ตาม
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เผชิญเพียงปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแอ หรือเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น แต่ขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ “ความไม่มั่นใจในอนาคต” ของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
“เมื่อประชาชนไม่มั่นใจในรายได้และอนาคตทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจซื้อบ้านซึ่งเป็นภาระหนี้ระยะยาวจึงถูกเลื่อนออกไป ความกังวลนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะเมื่อคนไม่กล้าลงทุนหรือใช้จ่าย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น”
โดยสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อยู่ในภาวะที่น่ากังวลอย่างมาก แม้โครงการต่างๆ ยังสามารถทำยอดจองได้ แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หายไปประมาณ 80% ปัจจัยหลักมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ ประมาณ “หนึ่งในสาม” เกิดจากการขอสินเชื่อไม่ผ่าน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่เรียกว่า “Self-Rejection” หรือการตัดสินใจถอนตัวจากการซื้อด้วยตนเอง
“ลูกค้าบางรายยอมทิ้งเงินจอง แม้จะกู้ผ่าน เพราะไม่มั่นใจว่ารายได้ในอนาคตจะเพียงพอหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะฟื้นตัวมากน้อยแค่ไหน”
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าว “น่ากังวล” กว่าการกู้ไม่ผ่าน เนื่องจากเป็นเรื่องของสภาพจิตใจและความเชื่อมั่น ซึ่งแก้ไขได้ยากกว่าปัจจัยด้านสินเชื่อ ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง เพราะมีต้นทุนการตลาดและค่าใช้จ่ายในการขายเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จากการโอนได้ตามเป้าหมาย ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจ

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ผศ.ดร.เกษรา มองว่า สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยภาคเอกชนต้องการเห็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่ามาตรการชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การลดขั้นตอนราชการ การสร้างความโปร่งใส และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคนยังไม่เชื่อมั่นในอนาคต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ก็อาจเห็นผลได้จำกัด”
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เสนา ดีเวลลอปเมนท์ ได้ปรับแผนธุรกิจโดยชะลอการลงทุนโครงการใหม่ และมุ่งพัฒนาโครงการที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จ บริหารจัดการกระแสเงินสด และมุ่งลดภาระหนี้สิน โดยใช้รายได้จากการขายและโอนกรรมสิทธิ์ทยอยลดหนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินในช่วงที่ตลาดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน บริษัทเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจผ่านการขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดภายใต้ “Sena Green Energy” เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่รองรับอนาคตธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาวการขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดจะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากภาคอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และเป็น New S-Curve สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต
นอกจากการปรับโครงสร้างธุรกิจแล้ว เสนาฯ ยังเลือกใช้แนวทาง Reskilling และ Upskilling บุคลากร แทนการปรับลดจำนวนพนักงานพนักงานที่เคยอยู่ในสายงานอสังหาริมทรัพย์บางส่วนจะได้รับการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจพลังงานสะอาด
“การรักษาและพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่จะช่วยสร้างความพร้อมให้กับองค์กรในระยะยาว และลดผลกระทบทางสังคมจากการเลิกจ้างงานในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว”
ผศ.ดร.เกษรา ยังกล่าวถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกของ IMF และ World Bank ภายใต้แนวคิด “New Horizon” ว่า เป็นเวทีสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ
“ถือเป็นโอลิมปิกทางเศรษฐกิจที่ไทยควรใช้เป็นโอกาสดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลก รวมถึงเร่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ”
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทางรอดสำคัญในภาวะปัจจุบันคือการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุนและขนาดธุรกิจทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ได้โดยตรง ดังนั้น หากไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่มีความท้าทายสูงเช่นปัจจุบันจะเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 พบว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 40% ถือเป็นระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแยกตามระดับราคา กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ บ้านระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูง 60-70%
รองลงมาคือกลุ่มราคา 3-7 ล้านบาท ที่มีอัตราปฏิเสธประมาณ 40% ขณะที่กลุ่มบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไปยังคงมีอัตราปฏิเสธต่ำเพียง 15% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อหลักของตลาด กำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อมากกว่ากลุ่มกำลังซื้อระดับบนอย่างชัดเจน
นายสุนทร กล่าวว่า ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อ 40% ที่เกิดขึ้นในตลาด ไม่ได้มาจากการที่ธนาคารปฏิเสธเพียงฝ่ายเดียว ข้อมูลของสมาคมฯ พบว่า ประมาณ 30% เป็นกรณีที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากผู้กู้มีภาระหนี้สูง เครดิตไม่ผ่านเกณฑ์ หรือมีความสามารถในการผ่อนชำระไม่เพียงพอ
ส่วนอีกประมาณ 10% เป็นกรณีที่ลูกค้าตัดสินใจถอนตัวเอง หรือปฏิเสธโครงการภายหลังการจอง ซึ่งกลายเป็นพฤติกรรมที่พบมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
“ปัจจุบันผู้ประกอบการใช้เงินจองในอัตราที่ต่ำลง ทำให้ผู้บริโภคสามารถจองโครงการพร้อมกันหลายแห่ง บางคนจอง 2-3 โครงการเพื่อรอดูว่าธนาคารจะอนุมัติที่ใด หรือโครงการใดให้ข้อเสนอดีที่สุด เมื่อเลือกแล้วก็ปล่อยอีกโครงการหนึ่งไป ทำให้เกิดตัวเลขการปฏิเสธในระบบ”
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มลูกค้าที่เลือก “ทิ้งเงินจอง” เพราะขาดความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต แม้จะมีศักยภาพในการซื้อก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber รวมถึงคนรุ่น Gen Z ที่กำลังเข้าสู่ช่วงสร้างครอบครัวและต้องการมีบ้านหลังแรก
“รูปแบบการทำงานของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากอดีต หลายคนไม่ได้เลือกทำงานประจำ แต่หันไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ทำงานออนไลน์ เป็นครีเอเตอร์ หรือสร้างธุรกิจสตาร์ตอัป แม้บางรายจะมีรายได้สูงกว่าพนักงานประจำ แต่กลับประสบปัญหาในการขอสินเชื่อ เนื่องจากไม่สามารถแสดงหลักฐานรายได้ในรูปแบบที่สถาบันการเงินคุ้นเคย”
นายสุนทร มองว่า ระบบการประเมินสินเชื่อในปัจจุบันอาจยังไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ที่อาชีพอิสระและธุรกิจออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น
“วันนี้แม่ค้าออนไลน์หรือเจ้าของธุรกิจดิจิทัลจำนวนมากมีรายได้เป็นหลักแสนบาทต่อเดือน แต่ไม่มีสลิปเงินเดือน ทำให้ธนาคารยังมองว่ามีความเสี่ยง ทั้งที่ในความเป็นจริงบางรายมีศักยภาพทางการเงินสูงกว่ามนุษย์เงินเดือนด้วยซ้ำ”
สำหรับแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมองว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่ออาจยังทรงตัวอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 40% หากไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนอย่างชัดเจน
ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยอย่างไรก็ตาม หากภาครัฐสามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นได้ตรงจุด จะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยและตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวมากขึ้น
“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การลดดอกเบี้ยหรือมาตรการระยะสั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารายได้และเศรษฐกิจในอนาคตจะดีขึ้น เพราะเมื่อคนมีความมั่นใจ การตัดสินใจซื้อบ้านก็จะกลับมาเอง” นายสุนทรกล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานีก้าวขึ้นเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยสำคัญของปริมณฑล จากการขยายตัวของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่านบางใหญ่และรังสิต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาจับจองโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของทั้งสองพื้นที่ มาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการทาพิเศษ (ทางด่วน)สายใหม่ การขยายโครงข่ายถนนสายหลักและสายรอง ตลอดจนการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การปรับปรุงและจัดทำผังเมืองรวมของทั้งสองจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับกรุงเทพฯเพื่อพัฒนาแบบไร้รอยต่อและเปิดโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งเพื่อรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โครงการมิกซ์ยูส และศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มูลค่าที่ดินในหลายทำเลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของพื้นที่
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านนทบุรีและปทุมธานีไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของโซนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯน่าจับตาในอนาคต
ผังเมือง-โครงสร้างพื้นฐานหนุนบางใหญ่
“ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจพื้นที่ย่านบางใหญ่พบว่า มีการขยายตัวของการลงทุนอย่างรวดเร็วขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางความเจริญ (Hub) แห่งใหม่ของโซนตะวันตกกรุงเทพฯ เริ่มจุดประกายมาจากโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯพาดผ่านมาถึงใจกลางบางใหญ่ สร้างปรากฎการณ์คอนโดมิเนียมขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้าในจังหวัดปริมณฑลเป็นครั้งแรกมากถึงกว่าหมื่นหน่วย ที่มีทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน
ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับสูง นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์ M81) สายบางใหญ่- กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตรเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกรุงเทพฯและปริมณฑลสู่ภาคตะวันตกรับส่งการเดินทางเข้ามาอยู่อาศัย ใช้ชีวิต ช้อปปิ้ง ในย่านบางใหญ่มากขึ้น หลายทำเลเริ่มมีการขยับการพัฒนา
ขณะที่ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี ปี 2566 กำหนดให้ บางใหญ่ เป็นย่านพาณิชยกรรม (พื้นที่สีแดง) และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (พื้นที่สีส้ม) ส่งผลให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าพื้นที่พัฒนารองรับกำลังซื้อ โดยสามารถพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ศูนย์การค้า โรงแรม รวมถึงที่อยู่อาศัยแนวสูงได้มากขึ้น


เซ็นทรัล เวสต์เกต จุดพลุศูนย์การค้าระดับภูมิภาค
ย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ทำให้บางใหญ่คึกคักมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการมาของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาครองรับกลุ่มกำลังซื้อในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน ขณะราคาที่ดินอยู่ที่ตารางวาละ 1 แสนบาท และแนวโน้มขยับไปที่ 2-3 แสนบาทต่อตารางวาจากความเคลื่อไหวของโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นโดยรอบรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆมีผลต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินแทบทั้งสิ้นและนำมาซึ่ง การเข้ามาลงทุน แหล่งช้อปปิ้งบริเวณใกล้เคียงจำนวนมาก
กลุ่มทีซีซี-พราว พลิกโฉมมิกซ์ยูส-สปอร์ตคอมเพล็กซ์
บริเวณใกล้ กันกับเซ็นทรัลเวสต์เกต ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสของตระกูลสิริวัฒภักดี หรือกลุ่มทีซีซี เตรียมพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่าไม่ต่ำกว่า1หมื่นล้านบาท เนื้อที่ 23 ไร่ติดสถานีบางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง บนที่ดินเดิมของห้างบิ๊กคิงบางใหญ่ ห้างสรรพสินค้าในตำนานของชาวบางใหญ่ ซึ่งปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2554 ประเมินว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้พื้นที่มีความหลากหลายครบวงจรมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ
การเปลี่ยนแปลงในย่านบางใหญ่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตระกูลลิปตพัลลภ โดยบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) นำที่ดินกว่า 10 ไร่ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมบิ๊กซีและโฮมโปรข้างเซ็นทรัล เวสต์เกต หลังจากบิ๊กซีไม่ต่อสัญญา โดยนำมาพัฒนาเป็นโครงการ ฮารีนา-สปอร์ตคอมเพล็กซ์ รองรับกำลังซื้อในย่านบางใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงมองว่าจะสร้างความเจริญไม่น้อยหากพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ
เปิด‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’มิกซ์ยูสใหม่
พื้นที่ห่างกันไม่มากนัก บริเวณMRT สายสีม่วง สถานีแยกนนทบุรี 1 เซ็นพัฒนา ยังพลิกโฉมเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ เป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ บนที่ดินเดิม สร้างกิจกรรมหลากหลายในการใช้ชีวิตแบบครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการ วันที่3กรกฎาคม 2569 โดยมีความโดดเด่นด้วยแนวคิด Biophilic Design ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว เชื่อมโยงศูนย์การค้าและคอนโด PHYLL เพื่อเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิตเมืองในที่เดียว

ปั้นเมืองแห่งอนาคต750 ไร่ รังสิต
นอกจากโซนบางใหญ่นนทบุรี เซ็นทรัลพัฒนา ยังเดินหน้าปักหมุดโครงการมิกซ์ยูส ย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี หรือกรุงเทพฯตอนเหนือซึ่งเป็นแลนด์แบงก์ที่ซื้อสะสมมานาน จากบริษัท ไทยเมล่อนโพลีเอสเตอร์ จำกัด (โรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ในอดีต) เมื่อปี 2554 โดยซื้อต่อมาจากนักการเมืองชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพหรือ บสก.อีกทอด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ โดยในระหว่างรอการพัฒนา เซ็นทรัลพัฒนาได้ขอปรับสีการใช้ประโยชน์ของผังเมือง จากพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมเดิม) เป็นพื้นที่สีแดงและได้รับอนุมัติในผังเมืองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็น หนึ่งในแผนลงทุน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2569 โดยถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือให้เป็นเมืองแห่งอนาคต
จิณณ์-ศุภาลัยลุยเมืองแห่งการอยู่อาศัย
พื้นที่ไม่ห่างกัน ที่ดิน มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นโครงการมิกซ์ยูส Wellness Residencesบนเนื้อที่ 142 ไร่ ย่านรังสิต พัฒนาโดยบริษัทในเครือ THG โดดเด่นด้วยคอนเซปต์เมืองแห่งการอยู่อาศัยที่รวมคอนโดมิเนียม ศูนย์การแพทย์ (รพ.ธนบุรีบูรณา) และศูนย์ดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับ บมจ. ศุภาลัย ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นนำ สร้างปรากฏการณ์ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์ “Community Living Hub” บนที่ดินกว่า 287 ไร่ ย่านรังสิต คลอง 3 โดยดึง โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB) เข้ามาตั้งแคมปัสภายในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานการศึกษาและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
เปิดโครงข่ายคมนาคมบูม นนทบุรี-ปทุมธานี
ทางด้านความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐสายใหม่ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการในพื้นที่โซนปทุมธานี-นนทบุรี เพื่อให้โครงข่ายทางถนนและระบบราง ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อข้ามจังหวัดได้สะดวกมากขึ้น โดยมีโครงการลงทุนครอบคลุมในพื้นที่ 2 จังหวัด ดังกล่าว จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 158,789 ล้านบาท
สำหรับโครงการแรกที่อยู่ในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) คือ โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) ฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกการะยะทาง 16.2 กม.วงเงิน 24,060ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในกลางปี 2571
ขณะที่กรมทางหลวง ลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก ตอน แยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 305 (ถนนรังสิต – นครนายก ประมาณ กม.25+850) – บรรจบทางหลวงหมายเลข 3312 (ถนนลำลูกกา ประมาณ กม.25+000)ระยะทางรวม 13.6 กม. เชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษ (ด่วน) ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา ของกทพ. เช่นเดียวกับโครงการมอเตอร์เวย์ ส่วนต่อขยายทาง ยกระดับอุตราภิมุข (M5) ช่วงรังสิต – บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. วงเงินลงทุน 42,055 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 (M9) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก (หรือถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ระยะทาง 31 กม.วงเงิน 15,862 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อกับโครงการ M9 ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ตามแผนจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2573 ส่วนช่วงลาดหลุมแก้ว – บางปะอิน ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 8,930 ล้านบาท
รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ส่วนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาฯ คาดว่าจะเห็นชอบลงนามสัญญาภายในวันที่ 9 ก.ค.2569 คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2572
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.80 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.58-32.69 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จากอานิสงส์แนวโน้มความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยลดลง หลังทางการอิสราเอลกับทางการเลบานอน ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง จากการเจรจาที่กรุง Washington ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (เนื่องจากทางการอิหร่านยังคงจุดยืน ให้อิสราเอลยุติการโจมตีในเลบานอน ถึงจะกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง)

ทว่า ท่าทีของทางกลุ่ม Hezbollah (หนึ่งในพันธมิตร Axis of Resistance ที่สำคัญกับอิหร่าน) ในเลบานอน ยังคงไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน และยังคงมีการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่ม Hezbollah ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ และกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงจากโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 32.70 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องระวังความผันผวนสูงในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้กังวลใจมากนัก แม้ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ จะออกมาต่ำกว่าคาด หรืออยู่ในระดับต่ำ ตราบใดที่อัตราการว่างงานไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้น เนื่องจาก งานวิจัยล่าสุดของ FED ได้สะท้อนว่า ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ อาจอยู่ในระดับต่ำ ใกล้ “0” (Near-Zero Break-even Job Growth) โดยไม่ได้ทำให้อัตราการว่างงานเร่งตัวสูงขึ้น จากผลของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน (Aging Society และนโยบายผู้อพยพของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นต้น) ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้ปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากนัก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น หรือยังไม่เห็นความคืบหน้ามากขึ้นของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเราประเมินว่า จะทำให้ เงินดอลลาร์อาจไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก เมื่อเทียบกับในอดีต ที่หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด จะสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ได้พอควร โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ก็อาจติดแถวโซน 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ หลังรับรู้ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานอื่นๆ ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน อาจเป็นปัจจัยที่สร้างแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์เพิ่มเติม สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่อาจปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยเฉพาะในกรณีที่ หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่มีความคืบหน้ามากขึ้นจากปัจจุบัน ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก แต่หากการเจรจาหยุดยิงมีความคืบหน้ามากขึ้น เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด และมีความเป็นไปได้ว่า ตลาดอาจให้น้ำหนักกับปัจจัยสงครามในตะวันออกกลางมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ตอบรับข่าวดีของการเจรจาหยุดยิง แม้ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ จะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม
ทั้งนี้ เราประเมินว่า ไม่ว่าเงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากปัจจัยสงคราม หรือข้อมูลตลาดแรงงาน แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยจำกัดหรือชะลอการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังอิสราเอลกับเลบานอนได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ กอปรกับ รายงานคาดการณ์ผลประกอบการของ Broadcom -12.6% ที่ออกมาน่าผิดหวัง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อหุ้นในธีม AI/Semiconductor อาทิ Micron -7.7%, AMD -3.6% ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.41% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.09%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้น +0.52% แม้จะพอได้แรงหนุนจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในช่วงแรก ทว่าความไม่แน่นอนของพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป อีกทั้ง รายงานคาดการณ์ผลประกอบการของ Broadcom ที่ออกมาน่าผิดหวัง ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ฝั่งยุโรป อาทิ Infineon Tech. -3.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare อาทิ Novo Nordisk +4.4% ที่อาจสะท้อนถึงความต้องการถือครองหุ้นสไตล์ Defensive ของผู้เล่นในตลาดท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.48% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ขาดความคืบหน้า ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาผสมผสาน ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น เหนือระดับ 4.50% จะทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน
เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้อิสราเอลกับเลบานอนจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ทว่ากลุ่ม Hezbollah ยังคงไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าวและยังคงมีการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1 -99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลดลง สู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings)
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงาน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ของยูโรโซน พร้อมรอจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE
ทางฝั่งไทย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.10% (+0.4%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 0.90% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ผลการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 สัปดาห์แรก เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
“น้องใหม่” ยูเครน ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมในการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สามารถคว้าชัยชนะได้สำเร็จ หลังเป็นฝ่ายเอาชนะ เยอรมนี 3-2 เซต (25-21, 30-28, 14-25, 19-25 และ 15-13)
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

Here to Heal แพลต์ฟอร์มสุขภาพจิตปฐมภูมิ ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตผ่านระบบแชต เชื่อมต่อเครือข่ายบริการ ตั้งระบบฐานข้อมูลเครือข่ายส่งต่อและแนะนำหน่วยบริการสุขภาพจิตในแต่ละจังหวัด การให้คำปรึกษาโดดเด่นด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) ป้องกันการถูกตีตราจากสังคม ให้บริการแบบ Single Session รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง
แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตปฐมภูมิผ่านนวัตกรรมดิจิทัล กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติสุขภาพจิตของคนไทย โดยล่าสุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะจิตวิทยาได้ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาแพลตฟอร์ม “Here to Heal” บริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตผ่านระบบแชตแบบ “Single Session” มุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกก่อนปัญหาลุกลาม
สถิติด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มประชากร จากรายงานสุขภาพคนไทยปี 2568 ที่จัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พบว่าคนไทยกว่า 13.4 ล้านคนเคยเผชิญปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะประชากรอายุ 18-24 ปี ซึ่งมีสัดส่วนผู้ประสบปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดที่ 13.7% อันเนื่องมาจากความเครียดด้านการเรียน การรับสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และความรุนแรงในครอบครัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สวนทางกันอย่างชัดเจนคือข้อจำกัดของหน่วยบริการและการเข้าถึงการเยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน นิสิต และนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
จากการสำรวจพบว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ในการเข้าถึงบริการช่วยเหลือทางจิตวิทยา ระหว่างสถาบันการศึกษาที่มีศูนย์ดูแลสุขภาวะทางจิต เช่น ศูนย์สุขภาวะนิสิต ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับมหาวิทยาลัยอีกจำนวนมากในประเทศไทยที่ยังขาดแคลนทรัพยากรบุคลากรนักจิตวิทยา หรือไม่มีระบบสนับสนุนในส่วนนี้ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่มีความเครียดสะสมไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางวิชาชีพได้ทันท่วงที จนนำไปสู่สถิติปัญหาทางสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นในระดับประเทศ

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา พร้อมด้วย ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันสะท้อนถึงที่มาและแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์ม“Here to Heal” นี้ว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยตั้งต้นจากโจทย์สำคัญ 2 ประการ คือการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่ายและกว้างขวางที่สุดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และการสร้างกลไกป้องกัน (Prevention) เพื่อไม่ให้ปัญหาทางสุขภาพจิตในระดับปฐมภูมิยกระดับไปสู่ภาวะที่รุนแรง
ด้วยเหตุนี้คณะผู้พัฒนาจึงตัดสินใจเลือกออกแบบระบบให้บริการในรูปแบบ “การแชต” (Chat) เนื่องจากสอดคล้องกับธรรมชาติและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มักจะ สะดวกใจ และพึงพอใจที่จะสื่อสารระบายความในใจผ่านการพิมพ์ข้อความตัวอักษรมากกว่าการโทรศัพท์พูดคุยโดยตรง เพราะแนวคิดที่มองว่าการโทรศัพท์คือ “เรื่องใหญ่” หรือต้องมีปัญหาที่รุนแรงแล้วเท่านั้น ทำให้วิธีนี้สอดคล้องไปกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ และทำให้การขอความช่วยเหลือเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับเส้นทางการพัฒนาแพลตฟอร์ม Here to Heal นั้น มีการยกระดับอย่างเป็นระบบผ่าน 3 ระยะสำคัญ โดยในระยะเริ่มต้นทีมงานได้ทดลองให้บริการผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้บริการ ควบคู่ไปกับการทดลองระบบนิเวศการทำงานจริง ก่อนจะต่อยอดเข้าสู่ระยะที่สองด้วยการพัฒนาหน้าเว็บไซต์สำเร็จรูป ผ่านการสนับสนุนเงินทุนจาก สสส. เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานให้มีมาตรฐานและเป็นระบบระเบียบยิ่งขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่ระยะปัจจุบันซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเว็บไซต์ที่ออกแบบโครงสร้างขึ้นเฉพาะตัว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในขั้นตอนการส่งต่อผู้รับบริการ จากเดิมที่ผู้ดูแลไม่สามารถรับรู้ได้ว่าผู้รับบริการเป็นใครและถูกส่งต่อไปเข้ารับการดูแลที่ไหน ทำให้ผู้รับบริการมักหลุดออกจากระบบคำปรึกษา โดยระบบใหม่ได้เพิ่มฟังก์ชัน ‘Case Manager’ หรือผู้จัดการรายกรณี เข้ามาทำหน้าที่ช่วยคัดกรองข้อมูลและส่งต่อเคสไปยังนักจิตวิทยาได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งสามารถติดตามสถานะการดูแลรักษา และเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อนำไปใช้ต่อยอดพัฒนานโยบายของประเทศผ่านทาง สสส. ได้อีกด้วย
จุดเด่นของ Here to Heal คือการรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องระบุชื่อจริงหรือตัวตนในการลงทะเบียน ซึ่งช่วยลดอคติและการตีตราทางสังคมลงได้ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังใช้โมเดลการบำบัดแบบ “Single Session Therapy” หรือการให้คำปรึกษาจบในครั้งเดียว รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทีมสตาฟฟ์นักจิตวิทยาที่สลับสับเปลี่ยนเวรปฏิบัติงาน 3 กะ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 22.00 โดยประมาณ และนอกเหนือจากการแชตพูดคุยแล้ว แพลตฟอร์มยังทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเครือข่ายส่งต่อและแนะนำหน่วยบริการสุขภาพจิตในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาแหล่งช่วยเหลือใกล้บ้านได้ด้วยตัวเอง
แม้ว่าในตอนแรกคณะผู้พัฒนาจะตั้งเป้าหมายให้บริการแก่กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาเป็นหลัก แต่เมื่อเปิดให้บริการจริง กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า “กลุ่มวัยทำงาน” อายุ 26-39 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการเข้าใช้บริการสูงที่สุดครองสัดส่วนกว่า 52.7% เนื่องจากรูปแบบการแชตสามารถตอบโจทย์ข้อจำกัดในชีวิตประจำวันของคนทำงานผ่าน 2 มิติสำคัญ คือ :
ความสะดวกและคล่องตัว: พนักงานออฟฟิศหรือวัยทำงานสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย แม้ในขณะปฏิบัติงานหรือพึ่งเผชิญหน้ากับความเครียดในที่ทำงาน โดยไม่ต้องลาหยุดงานเพื่อเดินทางไปพบนักจิตวิทยา
ข้อจำกัดด้านพื้นที่ส่วนตัว: บริบทที่อยู่อาศัยของคนเมืองหรือวัยทำงานหลายคนไม่มีห้องส่วนตัว เช่น อาศัยร่วมกับครอบครัว หรือรูมเมท ทำให้ไม่สามารถใช้เสียงผ่านโทรศัพท์หรือระบบ Zoom เพื่อคุยประเด็นเปราะบางได้ การพิมพ์แชตจึงเป็นช่องทางเดียวที่ปลอดภัยและรักษาความลับได้ดีที่สุด
นอกจากกลุ่มวัยทำงานแล้ว สถิติยังชี้ให้เห็นว่า “กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้งานระบบแชตเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการทำลายความเชื่อเดิมที่ว่าผู้สูงอายุไม่คุ้นชินกับการแชต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์ระดับประเทศ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว แพลตฟอร์มจะมียอดผู้เข้าใช้งานสะสมในทุกกลุ่มอายุพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่เป็นผู้ฟังให้กับมนุษย์ คณะผู้พัฒนา “Here to Heal” สะท้อนมุมมองว่า AI อาจตอบโจทย์ในแง่ของความรวดเร็วและการให้ข้อมูลเชิงรับ แต่ในแง่ของกระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาเชิงลึกที่ต้องการความเข้าใจในบริบททางสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนการชวนคิดเพื่อดึงผู้รับบริการออกจากกรอบความเชื่อเดิม ความเป็นมนุษย์และความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ของนักจิตวิทยาจริง ๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แพลตฟอร์ม “Here to Heal” จึงถือเป็นข้อต่อสำคัญในการคัดกรอง ป้องกัน และดูแลสุขภาวะทางจิตระดับปฐมภูมิของคนไทยให้สามารถประคับประคองชีวิตและก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปได้ด้วยความปลอดภัย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

คุณเคยเปิดแอปพลิเคชันข่าวต่างประเทศขึ้นมาตั้งใจจะอัปเดตสถานการณ์โลก แต่พอเจอพาดหัวข่าวสั้นๆ หรือเจอเนื้อหาข่าวที่ยาวเป็นพืด สมองของคุณกลับปิดโหมดการรับรู้ไปดื้อๆ เพราะเต็มไปด้วยคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยและรูปประโยคที่ซับซ้อนใช่ไหมครับ? สุดท้ายเราก็ต้องกดย้อนกลับแล้วไปพึ่งพาเพจแปลข่าวภาษาไทยเหมือนเดิม วงจรการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเราจึงวนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนเสียที
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณไม่เก่งครับ แต่อยู่ที่ว่าข่าวทั่วไปมักจะใช้ภาษาเขียนในระดับที่เป็นทางการสูง (Formal English) ซึ่งต่างจากภาษาพูดที่เราคุ้นเคยในภาพยนตร์หรือซีรีส์ วันนี้ EngDuo Thailand จะมาเผยสูตรลับการ ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ ที่จะช่วยให้คุณทลายกำแพงความกลัว เปลี่ยนข่าวเช้าที่เคยดูยากให้กลายเป็นเครื่องมือปั๊มคลังคำศัพท์ชั้นยอด พร้อมเทคนิคที่จะช่วยยกระดับทักษะ Reading และ Critical Thinking ของคุณให้เป๊ะปังและก้าวทันโลกยุค 2026 นี้อย่างมั่นใจครับ!
การแบ่งเวลามา ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ เป็นประจำทุกวัน ให้ประโยชน์ที่มากกว่าแค่การทำข้อสอบผ่านอย่างแน่นอนครับ เพราะข่าวสารคือเครื่องสะท้อนความเป็นไปของโลกในปัจจุบัน ภาษาที่ใช้ในสำนักข่าวคือ “ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง” (Authentic English) ที่อัปเดตตลอดเวลา คุณจะได้เห็นวิธีการเรียบเรียงประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ การใช้คำเชื่อมที่สละสลวย และการเลือกใช้ระดับของภาษาที่สุภาพและทรงพลัง
สำหรับคนทำงาน การอ่านข่าวยังช่วยเพิ่มพูน ภาษาอังกฤษธุรกิจ (Business English) และคลังศัพท์เฉพาะทาง (Technical Jargon) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน เทคโนโลยี หรือการตลาด ช่วยให้คุณมีชุดข้อมูลและคำศัพท์ที่เฉียบคมไปใช้ในการเขียนอีเมลติดต่อพาร์ทเนอร์ต่างชาติ หรือใช้ชวนคุย (Small Talk) ในการประชุมระดับอินเตอร์ได้อย่างน่าเชื่อถือและดูเป็นมืออาชีพครับ
การฝึกอ่านข่าวให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ไม่ใช่การฝืนอ่านข่าวการเมืองรสเคร่งเครียดทีละ 5 หน้าครับ แต่คือการฝึกฝนอย่างมีชั้นเชิงภายใต้แนวคิด Active Reading ที่สมองได้คิดและประมวลผลตาม ยิ่งฝึกตามสูตรนี้บ่อยๆ สัญชาตญาณภาษาของคุณจะยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็วครับ
เพื่อไม่ให้เนื้อหาข่าวยากจนเกินไปจนสร้างความเหนื่อยล้าให้กับสมอง การเลือกสำนักข่าวให้สอดคล้องกับพื้นฐานทักษะในปัจจุบันคือสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ครับ
เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสะสมคลังคำศัพท์และยังกลัวประโยคยาวๆ ข่าวในกลุ่มนี้จะถูกตัดทอนให้เข้าใจง่าย มีการเน้นย้ำไวยากรณ์พื้นฐาน และอ่านออกเสียงช้ากว่าปกติ
เหมาะสำหรับผู้ที่พอมีพื้นฐานแกรมม่าอยู่บ้าง และต้องการสะสมวลี แสลงออนไลน์ และเรียนรู้วิธีการเขียนเชิงวิเคราะห์ที่สนุกสนาน
เหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวสอบวัดระดับ (IELTS / TOEFL) หรือต้องติดต่อประสานงานในองค์กรข้ามชาติที่ต้องการความแม่นยำทางตรรกะและภาษาระดับสูง
เพื่อให้คุณเลือกปักหมุดสำนักข่าวที่ตรงใจและเหมาะสมกับระดับความรู้ในปัจจุบัน ลองดูตารางวิเคราะห์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มที่ผมสรุปมาให้ด้านล่างนี้ครับ
| แหล่งข่าวสำหรับฝึกฝน | ระดับทักษะ (Level) | หมวดหมู่เด่น (Top Category) | สิ่งที่คุณจะได้รับจากการฝึกอ่านเว็บนี้ |
| VOA Learning English | เริ่มต้น (Beginner) | ข่าวโลก / บทเรียนพื้นฐาน | ได้ศัพท์พื้นฐาน มีระบบเสียงอ่านช้า (Slow-paced audio) ช่วยฝึกทักษะการฟังคู่ขนาน |
| Bangkok Post (Learning) | เริ่มต้น – กลาง | ข่าวในประเทศไทย / สังคม | เข้าใจง่ายเพราะบริบทใกล้ตัว มีตารางสรุปคำศัพท์และคำแปลไทยพร้อมใช้งานท้ายข่าว |
| BBC Learning English | ระดับกลาง (Intermediate) | ข่าววิทยาศาตร์ / วัฒนธรรม | ได้เรียนรู้โครงสร้างไวยากรณ์ที่สละสลวย สำเนียงบริติช (UK) และควิซตอบคำถามท้ายบท |
| Onestopenglish (News) | ระดับกลาง – สูง | บทวิเคราะห์ / ไลฟ์สไตล์ | มีการแบ่งข่าวเดียวกันออกเป็น 3 ระดับความยาก ช่วยให้ฝึกไล่ระดับทักษะได้อย่างเป็นระบบ |
| The Reuters / The Guardian | ระดับสูง (Advanced) | การเงิน / การเมืองโลก | อุดมไปด้วยคำศัพท์ระดับสูง (Advanced Vocab) เหมาะสำหรับผู้เตรียมสอบ IELTS และคนทำงาน |
สิ่งที่คุณต้องพึงระวังคือ “การเลือกหมวดหมู่ข่าว” ครับ สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้หลีกเลี่ยงข่าวเกี่ยวกับการเมืองส่วนภูมิภาค ศัพท์กฎหมายเฉพาะทาง หรือข่าวสงครามที่มีความตึงเครียดสูง เนื่องจากข่าวประเภทนี้จะใช้คำศัพท์โบราณหรือศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนมากเกินไป จนอาจทำให้คุณรู้สึกถอดใจและมองว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก การหันมาโฟกัสกับข่าวสารทั่วไป เทรนด์เทคโนโลยี หรือเรื่องราวในแวดวงบันเทิงที่น่าสนใจ จะช่วยรักษาแรงจูงใจ (Motivation) ในการเรียนรู้ของคุณให้ยั่งยืนกว่าครับ
1. ควรใช้เวลาฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษวันละกี่ข่าวถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง?
เน้นความสม่ำเสมอดีกว่าปริมาณครับ การอ่านและทำความเข้าใจข่าวสั้นๆ เพียงวันละ 1 ข่าวอย่างตั้งใจและต่อเนื่องทุกวัน จะช่วยให้สมองจดจำคำศัพท์และรูปแบบประโยคได้ดีกว่าการโหมอ่านรวดเดียว 10 ข่าวในวันหยุด ภายใน 1-2 เดือนคุณจะรู้สึกว่าเริ่มอ่านได้เร็วขึ้นและเปิดดิกชันนารีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดครับ
2. การอ่านข่าวภาษาอังกฤษของไทย (เช่น Bangkok Post) ได้ผลดีเท่าข่าวต่างประเทศไหม?
ได้ผลดีมากสำหรับผู้เริ่มต้นครับ เพราะข่าวในประเทศไทยจะมีบริบท สถานที่ และชื่อบุคคลที่คุณคุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้คุณสามารถเดาความหมายของประโยคได้ง่ายขึ้นและลดความกดดันในการอ่านลงได้เยอะครับ เมื่อเริ่มเก่งแล้วค่อยขยับไปอ่านข่าวต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ศัพท์สากลเพิ่มขึ้นครับ
3. ควรจดคำศัพท์ใหม่ทุกคำที่ไม่รู้ความหมายระหว่างอ่านข่าวเลยไหม?
ไม่แนะนำครับ เพราะการหยุดอ่านเพื่อเปิดดิกชันนารีทุกครั้งจะทำให้คุณเสียอรรถรสและรู้สึกเบื่อหน่ายได้ง่าย แนะนำให้ลองเดาความหมายภาพรวมก่อน หากคำนั้นปรากฏซ้ำในข่าวบ่อยๆ และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เข้าใจเนื้อหา ค่อยจดและค้นหาความหมายหลังอ่านจบในแต่ละย่อหน้าครับ
4. การเปิดฟีเจอร์แปลภาษาอัตโนมัติ (Google Translate) ระหว่างอ่าน ช่วยให้เก่งขึ้นไหม?
หากใช้เพื่อตรวจเช็คความถูกต้องหลังอ่านจบถือว่ามีประโยชน์ครับ แต่หากเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา สายตาและสมองของคุณจะโฟกัสที่ภาษาไทยทันทีและละเลยการเรียนรู้โครงสร้างภาษาอังกฤษ แนะนำให้ฝืนใจอ่านเวอร์ชันภาษาอังกฤษก่อนเพื่อฝึกกระบวนการคิดและวิเคราะห์ของสมองครับ
5. นำประโยคหรือสำนวนที่เจอจากบทความข่าวไปใช้เขียนอีเมลธุรกิจได้ทันทีเลยไหม?
โครงสร้างภาษาในข่าวส่วนใหญ่เป็นภาษาเขียนที่เป็นทางการ (Formal Written English) ซึ่งมีความสุภาพและถูกต้องสูงมาก จึงเหมาะอย่างยิ่งในการนำไปปรับใช้ในงานเขียนเชิงวิชาการ รายงาน หรือการเขียนอีเมลธุรกิจที่เป็นทางการครับ แต่ควรตรวจสอบความหมายให้ตรงกับบริบทที่คุณต้องการสื่อสารด้วยทุกครั้งครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

พลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวขึ้นเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก หลังต้นทุนลดลงต่อเนื่องและกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้มากที่สุด ขณะที่ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้า ทำให้ Solar ไม่ใช่แค่พลังงานสะอาด แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
พลังงานไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่คือรากฐานเศรษฐกิจ
หากวันหนึ่งไฟฟ้าดับ ระบบสื่อสารหยุดทำงาน อินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ เศรษฐกิจแทบทุกภาคส่วนจะหยุดชะงักทันที
นี่คือเหตุผลที่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของครัวเรือนหรือธุรกิจ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก และในวันนี้ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar กำลังกลายเป็นพระเอกของการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
Solar โตเร็วที่สุดในโลก ทุบสถิติใหม่ต่อเนื่อง
รายงาน Renewable Capacity Highlights 2026 ของ IRENA ระบุว่า กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะ 5,149 กิกะวัตต์ (GW) เพิ่มขึ้น 692 GW หรือขยายตัว 15.5% จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในจำนวนนี้ พลังงานแสงอาทิตย์เติบโตโดดเด่นที่สุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 511 GW สู่ระดับ 2,392 GW หรือขยายตัว 27.2% จากปีก่อน ขณะที่พลังงานลมเพิ่มขึ้น 159 GW ส่วนพลังน้ำยังคงเติบโตในอัตราที่ช้ากว่า
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่า Solar และ Wind กำลังเป็นกำลังหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก และเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนที่ลดลง เปลี่ยน Solar เป็นพลังงานแข่งขันได้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Solar เติบโตอย่างรวดเร็ว คือการลดลงของต้นทุนการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา
การผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การแข่งขันของผู้ผลิตทั่วโลก การพัฒนาเทคโนโลยีแผงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะจากจีน ทำให้ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากเดิมที่เคยเป็นพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนสูง ปัจจุบัน Solar กลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนแข่งขันได้มากที่สุดในหลายประเทศทั่วโลก
พลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ในอดีต การลงทุนด้านพลังงานสะอาดมักถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แต่ในปัจจุบัน ต้นทุนพลังงานกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล
ประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดในต้นทุนต่ำได้ จะมีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนการผลิต การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการรักษาฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว

เวียดนามเร่งเครื่อง Solar ขณะที่ไทยยังเผชิญข้อจำกัด
ในภูมิภาคอาเซียน เวียดนามถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการผลักดันพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านมาตรการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้า การอนุมัติโครงการที่รวดเร็ว และการเปิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น
ผลลัพธ์คือ เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาด Solar ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค
ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีศักยภาพด้านแสงอาทิตย์สูงและมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่การเติบโตยังช้ากว่าศักยภาพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ความล่าช้าในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายในบางช่วงเวลา
Solar Rooftop ทางเลือกลดต้นทุนในยุคค่าไฟผันผวน
ปัจจุบันไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและ LNG มากกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้ามีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเริ่มสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop มากขึ้น ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การเปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ การลดหย่อนภาษีค่าติดตั้งสูงสุด 200,000 บาท และสิทธิประโยชน์จาก BOI สำหรับภาคธุรกิจ
ข้อดีของ Solar ไม่ได้จำกัดเพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังช่วยลดค่าไฟฟ้า ควบคุมต้นทุนระยะยาว เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG และ Net Zero ที่คู่ค้าระดับโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
Solar จากเทคโนโลยีอวกาศสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต
น่าสนใจว่า จุดเริ่มต้นของ Solar Cell เกิดขึ้นจากการค้นพบโดยบังเอิญของนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส อเล็กซองด์ เอ็ดมงด์ เบ็กเคอเรล เมื่อปี 1839 ก่อนที่ทีมนักวิจัยของ Bell Labs จะพัฒนาโซลาร์เซลล์ซิลิคอนที่ใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกในปี 1954
จากเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในดาวเทียมและยานอวกาศ ปัจจุบัน Solar กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วโลก
Solar ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นเรื่องของวันนี้
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งสำคัญ และพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “พลังงานทางเลือก” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ของเศรษฐกิจยุคใหม่
สำหรับประเทศไทย การเร่งพัฒนา Solar ไม่ได้เป็นเพียงการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด แต่คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดต้นทุนการผลิต และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลกที่ต้นทุนพลังงานกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจ
เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “พลังงานราคาถูก มั่นคง และยั่งยืน” อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

เปิดความลับ ย่านาง สมุนไพรบ้านๆ ที่ได้ฉายา หมื่นปีบ่เฒ่า เผยคุณค่าโภชนาการสุดทรงพลัง และเคล็ดลับเด็ดช่วยตัดกรดยูริกในหน่อไม้ที่สายกินต้องรู้
รู้จัก ย่านาง สมุนไพรพันปีบ่เฒ่า สารอาหารแน่น ล้างสารพิษ ดีต่อร่างกาย
หากพูดถึงเมนูเด็ดอย่างแกงหน่อไม้หรือแกงขี้เหล็ก สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ น้ำใบย่านาง สีเขียวเข้มข้นที่ช่วยชูรสชาติให้อร่อยนัวนึกถึงบ้าน แต่รู้หรือไม่ว่า สมุนไพรไม้เลื้อยธรรมดาๆ ที่ขึ้นอยู่ตามริมรั้วชนิดนี้ มีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่มหัศจรรย์จนได้รับฉายาในบางท้องถิ่นว่าเป็นยาอายุวัฒนะเลยทีเดียว
ย่านาง ไม้เลื้อยสารพัดชื่อเรียก
ย่านาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels. จัดอยู่ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันตามต้นไม้อื่น ซึ่งแต่ละภาคก็มีชื่อเรียกท้องถิ่นที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์น่าสนใจ ดังนี้
เปิดคุณค่าทางโภชนาการในใบย่านาง
ใบย่านางไม่ได้มีดีแค่สีเขียว แต่เป็นคลังสารอาหารชั้นยอด โดยอ้างอิงข้อมูลความน่าเชื่อถือจาก สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (Thai Food Composition, Institute of Nutrition) พบว่าใบย่านางสดปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 95 กิโลแคลอรี และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย
ในส่วนของสารอาหารหลักประกอบไปด้วย โปรตีน 15.5 เปอร์เซ็นต์ เส้นใยอาหาร 7.9 กรัม และแทนนิน 0.21 เปอร์เซ็นต์ ด้านแร่ธาตุสำคัญพบว่ามี แคลเซียมสูงถึง 155 มิลลิกรัม (หรือคิดเป็น 1.42 เปอร์เซ็นต์) เหล็ก 70 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 1.29 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม (หรือ 0.24 เปอร์เซ็นต์)
นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินบำรุงร่างกาย ได้แก่ วิตามินซี 141 มิลลิกรัม วิตามินเอ 306.25 ไอยู ไนอะซิน 1.4 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม และวิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
ประโยชน์ดีๆ ในมื้ออาหาร: เคล็ดลับสยบกรดยูริก
ในอดีตภูมิปัญญาไทยนิยมนำย่านางมาปรุงอาหารหลายชนิด เช่น น้ำคั้นใบย่านางสำหรับใส่ใน แกงหน่อไม้, ซุบหน่อไม้ หรือแกงขี้เหล็ก ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมแล้ว น้ำใบย่านางยังมีฤทธิ์ช่วยลดผลกระทบจากกรดยูริกที่มีอยู่มากในหน่อไม้ ทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทานแล้วไม่ปวดข้อหรือปวดเข่า ส่วนยอดและใบอ่อนก็นิยมนำมาลวกจิ้มกินคู่กับน้ำพริกได้อย่างเอร็ดอร่อย
ย่านางกับการดีท็อกซ์และเสริมภูมิคุ้มกัน
ไฮไลต์สำคัญของใบย่านางคือการเป็นเครื่องดื่มล้างสารพิษยอดฮิต เนื่องจากในใบย่านางมีสารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เข้มข้น ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ ส่งผลดีต่อร่างกายในหลายด้านดังนี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: หนังสือ Thai Food Composition โดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
จะเห็นได้ว่า ย่านาง ไม่ใช่แค่ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ แต่เป็นสมุนไพรไทยที่อัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางยาและโภชนาการอย่างแท้จริง วันไหนมีเมนูหน่อไม้ อย่าลืมมองหาน้ำใบย่านางมาใส่คู่กัน หรือจะคั้นดื่มสดๆ เพื่อรีเฟรชร่างกายและล้างสารพิษก็ดีต่อสุขภาพไม่น้อยเลยค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,600.00 | 68,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,435.00 | 67,234.60 | 69,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,991.50 | 60,511.14 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,548.00 | 53,787.68 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,995.75 | 30,255.57 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,552.25 | 23,532.11 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,595.85 | 69,673.09 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.30 | 43.30 | 43.80 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.93 | 42.93 | 43.43 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 38.30 | 38.30 | 38.80 | 38.30 | – | 38.30 | 38.30 | 38.30 | 38.30 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 34.24 | 34.24 | – | – | – | – | – | – | 34.24 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 52.89 | – | – | 53.41 | – | 53.39 | 53.04 | – | 52.89 |
| ดีเซล | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 58.25 | 58.25 | 49.84 | 58.25 | – | – | – | – | 58.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาพลังงานพุ่ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือAI (Artificial intelligence) ที่กำลังเขย่าตลาดแรงงานครั้งใหญ่ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียง “เศรษฐกิจไม่ดี” แต่คือการที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วจนวิธีคิดแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล ธุรกิจที่เคยมั่นคงอาจกลายเป็นธุรกิจเปราะบางได้ในเวลาไม่กี่ปีโดยเฉพาะ “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ที่เคยขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาโครงการและการขยายตัวของเมือง วันนี้กำลังถูกบังคับให้คิดใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่วิธีออกแบบบ้าน วิธีเข้าถึงลูกค้า ไปจนถึงนิยามของคำว่า “คุณภาพชีวิต”
AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่เป็น “ผู้เล่นตัวจริง” ที่เปลี่ยนทั้งวิธีทำงาน วิธีขาย และวิธีใช้ชีวิต ธุรกิจอสังหาฯ กำลังเผชิญโจทย์ใหม่ครั้งใหญ่! จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยทำเล ฟังก์ชัน และราคา สู่ยุคที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจ “ชีวิตคน” มากกว่า “ตัวบ้าน” เพราะในโลกที่ AI ทำทุกอย่างได้เร็วขึ้น สิ่งที่ลูกค้าต้องการอาจไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์อนาคต
สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง RGB72 มองว่า โลกธุรกิจระยะต่อจากนี้จะขับเคลื่อนด้วย “Futuristic Mind” หรือความสามารถในการมองเห็นอนาคต เพราะองค์กรที่รอด อาจไม่ใช่องค์กรที่ใหญ่ที่สุด แต่คือองค์กรที่อ่านสัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุด
หนึ่งในแรงสั่นสะเทือนสำคัญ คือ AI ที่กำลังเปลี่ยนจาก “เครื่องมือช่วยทำงาน” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ขององค์กร ในอดีต การใช้ AI อาจเป็นเรื่องของฝ่ายเทคโนโลยี แต่วันนี้ AI กำลังเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การตลาด การออกแบบ ไปจนถึงการคาดการณ์พฤติกรรมลูกค้า นั่นทำให้โจทย์ใหม่ของธุรกิจไม่ใช่แค่ “ใช้ AI เป็น” แต่ต้องรู้ว่าจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีตัดสินใจครั้งใหญ่ จากเดิมให้ความสำคัญกับราคาและโปรโมชั่น เป็นการพิจารณา “คุณค่าในระยะยาว” มากขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง การซื้อบ้านกลายเป็นการตัดสินใจที่ใช้ความระมัดระวังสูง
ผู้บริโภคจึงมองลึกไปถึงคุณภาพชีวิต การใช้งานจริง ความยืดหยุ่นของพื้นที่ และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ นี่คือเหตุผลที่ดีเวลลอปเปอร์เริ่มพบว่า เกมการแข่งขันในอนาคต อาจไม่ใช่ใครสร้างได้เร็วกว่า แต่คือ ใคร “เข้าใจชีวิตลูกค้า” ได้มากกว่า
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความท้าทายของธุรกิจวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเร่งเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างความแข็งแรงภายในองค์กร กับ ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ ที่ผู้บริโภคใช้เงินก้อนใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้ไม่ได้ซื้อบ้านจากภาพโฆษณาหรือกระแสอีกต่อไป แต่มองหา “พื้นที่ใช้ชีวิตจริง” บ้านยุคใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อน แต่ต้องรองรับการทำงาน การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์ในครอบครัวไปพร้อมกัน

ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้ AI อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ระบบแนะนำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการเลือกเส้นทางบน Google Maps ล้วนเป็นผลจาก AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์
สำหรับแสนสิริ AI ถูกนำมาใช้ในแทบทุกฟังก์ชัน ตั้งแต่การออกแบบ การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การเชื่อมข้อมูลระหว่างทีมออกแบบและทีมก่อสร้าง ไปจนถึงงานการตลาด งาน PR และการสร้างคอนเทนต์
“สิ่งที่ AI ช่วยได้ชัดเจน คือการลดเวลา ลดขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จนเริ่มกลายเป็นเพื่อนร่วมงานของคนในองค์กร”
แสนสิริมองว่า AI เข้ามา “เสริม” มากกว่า “แทนที่” เพราะสุดท้ายการพัฒนาอสังหาฯ ยังต้องอาศัย Human Understanding หรือความเข้าใจมนุษย์ในระดับลึก แม้ AI จะออกแบบบ้านได้ แต่สิ่งที่ยังทดแทนไม่ได้ คือ “ความรู้สึก” และ “การออกแบบชีวิต”
พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) มองว่า AI เข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรมอสังหาฯ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำตั้งแต่การวิเคราะห์ Feasibility การคำนวณ FAR การจัดวางพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการสร้างภาพจำลองห้องและประสบการณ์การอยู่อาศัยภายในไม่กี่นาที แม้แต่ระบบก่อสร้างและ Supply Chain ในอนาคต ก็อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ AI สามารถจัดการข้อมูลและควบคุมคุณภาพได้แม่นยำกว่าเดิมแต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ AI กำลังผลักให้อสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจาก “ธุรกิจก่อสร้าง” ไปสู่ “ธุรกิจบริการ”
“ในอนาคต ลูกค้าอาจไม่ได้เลือกแบรนด์จากคุณภาพวัสดุ หรือฟังก์ชัน แต่เลือกจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับ ตั้งแต่วันเข้าชมโครงการ ไปจนถึงการอยู่อาศัยระยะยาวหลังโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องแข่งกันด้วย Customer Experience, Service และ Human Touch มากขึ้นเรื่อยๆ”
เทคโนโลยีอาจช่วยให้องค์กรทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลดต้นทุนได้มากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง กำลังทำให้ “ความเข้าใจมนุษย์” กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงที่สุด
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บ้านอาจไม่ใช่แค่สินทรัพย์อีกต่อไป แต่คือพื้นที่ที่สะท้อนวิธีคิด คุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ของผู้คนในอนาคต และในวันที่ AI สามารถออกแบบบ้านได้ภายในไม่กี่วินาที สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างแบรนด์ อาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจว่า “มนุษย์อยากใช้ชีวิตแบบไหน” มากกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติแบบ “คลื่นยักษ์เคลื่อนช้า” เครื่องยนต์เดิมทั้งส่งออก อุตสาหกรรม เริ่มหมดแรง! ขณะที่กำลังซื้อคนไทยหดตัวต่อเนื่อง จาก “หนี้ครัวเรือนสูง” และ “สังคมสูงวัย” ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงเข้าสู่โหมด “เอาตัวรอด” เต็มรูปแบบ จากเดิมแข่งกันเปิดโครงการใหม่ วันนี้กลับต้องแข่งกันสร้าง “ความไว้ใจ” เพื่อดึงลูกค้าที่ลังเลให้ตัดสินใจซื้อ
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ว่า ไม่ได้เป็นเพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่คือวิกฤติเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างเงียบๆ จนถูกเปรียบว่าเป็น “Slow Motion Tsunami” หรือคลื่นสึนามิที่ค่อยๆ ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยทีละระลอก
ภาคการผลิตและส่งออก ซึ่งเคยเป็นพระเอกสำคัญของประเทศ เริ่มสูญเสียความได้เปรียบ ขณะที่ประเทศไทยยังติดกับดักปัญหาภายใน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และการลงทุนใหม่ที่โตต่ำ ส่งผลให้การผลักดันจีดีพีให้เติบโตแตะ 3% กลายเป็นโจทย์ยากขึ้นทุกปี
ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือ “โครงสร้างประชากร” เมื่ออัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต จำนวนคนวัยทำงานจึงลดลงต่อเนื่อง กระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาฯ และยานยนต์ ซึ่งพึ่งพากลุ่มผู้มีรายได้ประจำเป็นฐานลูกค้าหลักในอดีต ตลาดอสังหาฯ เติบโตด้วย “ปริมาณ” ผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่จำนวนมากและสร้างยอดขายได้รวดเร็ว
แต่วันนี้สูตรเดิมใช้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะจำนวนผู้ซื้อใหม่ลดลง ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นกลับมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการกู้ซื้อบ้านผลที่เกิดขึ้นคือ ตลาดเข้าสู่ยุค “Buyer Market” หรือยุคที่ผู้ซื้อเป็นฝ่ายมีอำนาจต่อรองมากกว่าผู้ขายอย่างชัดเจน
ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญของธุรกิจอสังหาฯ ในยุคเศรษฐกิจเปราะบาง คือการสร้าง “Trust” หรือความเชื่อมั่นระยะยาว เพราะเมื่อผู้บริโภคไม่มั่นใจเศรษฐกิจ สิ่งที่พวกเขาเลือกไม่ใช่แบรนด์ที่ถูกที่สุด แต่คือแบรนด์ที่ “ไว้ใจได้มากที่สุด”
แสนสิริ จึงปรับเกมจากการ “ขายบ้าน” ไปสู่การลดความกังวลให้ลูกค้า ผ่านความร่วมมือกับธนาคารและพันธมิตรทางการเงิน โดยเฉพาะตลาด Affordable Segment ที่ผู้ซื้อมีความละเอียดอ่อนเรื่องภาระผ่อนชำระ หัวใจสำคัญคือการออกแบบ “Base Deal” ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย ตั้งแต่แพ็กเกจการเงิน ความยืดหยุ่นในการผ่อน ไปจนถึงบริการหลังการขายระยะยาว
“แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่า ตลาดอสังหาฯ ยุคใหม่ ไม่ได้แข่งขันกันแค่ทำเลหรือราคาอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ประสบการณ์ ความมั่นใจ ที่ลูกค้าจะได้รับตลอดเส้นทางการอยู่อาศัยเพราะในวันที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้บริโภคจะยิ่งคัดกรองแบรนด์มากขึ้น และเลือกเฉพาะแบรนด์ที่พิสูจน์ตัวเองได้จริงในทุกจุดสัมผัส”

พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) มองว่า Survival Strategy ของธุรกิจอสังหาฯ วันนี้ คือการกลับไปสู่พื้นฐานสำคัญที่สุด นั่นคือ “Back to Basic” การเปิดโครงการใหม่ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่มีทำเลดีแล้วจะขายได้ แต่ต้องเป็นโครงการที่ “ดีจริง” และตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของลูกค้า
แม้ผู้บริโภคยังต้องการซื้อบ้านและคอนโด แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น เปรียบเทียบละเอียดขึ้น เลือกเฉพาะสิ่งที่รู้สึกว่า “คุ้มค่าจริง” สะท้อนจากประสบการณ์ของบริษัทพบว่า ลูกค้าบางรายเดินเข้ามาดูโครงการถึง 6 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 ปี ก่อนตัดสินใจซื้อ
นั่นทำให้ “Sales” ในวันนี้ เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานขาย ไปเป็นที่ปรึกษาชีวิต เป็น Brand Ambassador และเป็นคนที่ต้องเข้าใจความต้องการเชิงลึกของลูกค้า
“ผู้บริโภคยุคใหม่แยกออกทันทีว่าอะไรคือ Marketing Script และอะไรคือคุณค่าที่เกิดขึ้นจริง พวกเขาไม่ได้ซื้อบ้านเพียงเพื่ออยู่อาศัย แต่ซื้อ ‘ตัวตน’ และ ‘คุณค่าชีวิต’ ที่แบรนด์สะท้อนออกมาตั้งแต่เรื่อง Sustainability, Well-being, Community ไปจนถึงจุดยืนของแบรนด์ต่อสังคม ล้วนกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจซื้อดังนั้น หากสินค้าไม่ดีจริง ต่อให้ทำโปรโมชั่นแรงเพียงใด ลูกค้าก็พร้อม ‘รอ’ มากกว่าจะรีบตัดสินใจ”
อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังชัดขึ้นท่ามกลางสังคมสูงวัย คือการเติบโตของ “Wellness Residence” หรือที่อยู่อาศัยที่ผสานบริการดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน พีระพงษ์ พีระโชติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Jin Wellbeing County มองว่า ช่วง 1-2 ปีจากนี้ ธุรกิจต้องทำ “จุดเด่น” ของตัวเองให้ชัดที่สุด เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งขันรุนแรง สำหรับ Jin Wellbeing County จุดขายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ระยะยาว ทั้งด้านสุขภาพ การใช้ชีวิต และคุณภาพชุมชน
“แนวคิดหลักคือการทำให้ Wellness Residence ไม่ใช่เพียงโครงการที่พักอาศัย แต่เป็น Destination ที่ผู้คนอยากใช้ชีวิตอยู่จริงในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น โครงการจึงพัฒนาองค์ประกอบหลักทั้ง Wellnet Residence, Healthcare Center และ Wellnet Center เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของลูกบ้านแบบครบวงจร”
เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่บ้านที่หรูที่สุด แต่คือสถานที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ฝากชีวิตไว้ได้” ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอสังหาฯ ไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากยุคที่แข่งขันกันเปิดโครงการจำนวนมาก มาสู่ยุคที่ผู้ประกอบการต้องคิดลึกกว่าเดิม แบรนด์ที่อยู่รอด อาจไม่ใช่บริษัทที่ขยายเร็วที่สุด แต่คือบริษัทที่เข้าใจผู้บริโภคมากที่สุด เมื่อกำลังซื้อหดตัว ลูกค้าจะยิ่งใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ทุกการตัดสินใจซื้อจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นจากจำนวนซัพพลายสะสมในตลาด สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ คือสร้าง “เหตุผล” ให้ลูกค้าเชื่อว่า บ้านหลังนั้นคุ้มค่าพอสำหรับชีวิตในระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอน เกมอสังหาฯ ยุคใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่ใคร “ขายได้เร็ว” แต่วัดกันที่ใครสร้าง “ความเชื่อมั่น” ได้ยาวนานที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 2 มิถุนายน) มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.80 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง และมีจังหวะอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.56-32.80 บาทต่อดอลลาร์) ในช่วงวันที่ 3 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เริ่มกลับมาตึงเครียดมากขึ้นอีกครั้ง หลังอิหร่านได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีคูเวตและบาห์เรน ส่วนสหรัฐฯ ได้โจมตีพื้นที่ของเกาะ Qeshm ใกล้พื้นที่ช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น พร้อมหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (ขณะเดียวกัน ได้กดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลง)
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 54.5 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ที่เพิ่มขึ้น 1.22 แสนราย และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.618 ล้านตำแหน่ง
รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งต่างสะท้อนถึงความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแสดงความกังวลว่า FED อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อได้ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยภาพดังกล่าวส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 78% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโซนแนวต้านแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะยังอยู่ในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นชัดเจน จึงจะสามารถเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับดังกล่าวได้ โดยจะมีโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ เป็นโซนแนวรับถัดไป
ทั้งนี้ เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น และการเจรจาหยุดยิงกลับไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม เงินดอลลาร์อาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าอยู่ โดยเฉพาะหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ซึ่งจะทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง แน่นอนภายในต้นปี 2027 อย่างไรก็ดี เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งเคยเป็นโซนที่ทางการญี่ปุ่นได้เข้ามาแทรกแซงค่าเงินในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับเพิ่มสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) อย่างมีนัยสำคัญ และเราเริ่มเห็นสัญญาณการขายทำกำไร หรือปรับคำแนะนำให้ Take Profits Short JPY จากบรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติ
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยผู้เล่นในตลาดเลือกจะเดินหน้าขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ Nvidia -3.6%, Microsoft -3.2% ขณะที่ ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและช่วยให้ บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นบ้าง อาทิ Exxon Mobil +2.0% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.74% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.89%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.66% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กลับไม่มีความคืบหน้ามากขึ้น ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก (ตลาดมอง ECB มีโอกาส 71% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) กดดันราคาหุ้นกลุ่มเทคฯ และบรรดาหุ้นสไตล์ Growth อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.6% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.50% อีกครั้ง สอดคล้องกับการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ของบรรดาผู้เล่นในตลาด ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด
รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งมีโทนการสื่อสารในเชิง Hawkish อย่างไรก็ดี เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น เหนือระดับ 4.50% จะทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่น ได้ทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0 -99.6 จุด)
ในส่วนของ ราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งหนุนทั้งการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลง ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้างสู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนโดยแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และรายงานการปรับลดการจ้างงาน (Challenger Job Cuts) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน พร้อมรอจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่าง ประธาน ECB Christine Lagrade และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE ที่ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงมั่นใจว่า ทั้งสองธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้กลับมาตึงเครียดมากขึ้นอีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 รายการใหญ่สุดแห่งปีของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยจะแข่งขันระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2569
โดย สัปดาห์แรก จะทำการแข่งขันกันทั้งหมด 3 สนาม ประกอบด้วย จีน, แคนาดา และ บราซิล ช่วงระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน 2569
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569
เวลา 02.30 น. อิตาลี พบ บัลแกเรีย (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 03.30 น. ญี่ปุ่น พบ ฝรั่งเศส (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 06.00 น. บราซิล พบ เนเธอร์แลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 07.00 น. แคนาดา พบ เยอรมนี (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29, Monomax)
เวลา 14.00 น. โปแลนด์ พบ สาธารณรัฐเช็ก (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29, Monomax)
เวลา 18.30 น. ไทย พบ จีน (ถ่ายทอดสด : Monomax)
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
เวลา 02.30 น. ตุรกี พบ เนเธอร์แลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 03.30 น. ยูเครน พบ เยอรมนี (ถ่ายทอดสด : Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

อาการบาดเจ็บ เอ็นไขว้หน้าขาด หรือ anterior cruciate ligaments (ACL) มักจะได้ยินจากกลุ่มนักกีฬา หรือกลุ่มออกกำลังกาย และหากนักกีฬาคนใดบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า มักจะต้องหยุดพัก เพื่อใช้เวลาในการรักษาและฟื้นฟูเป็นเวลานาน
นอกจากนักกีฬามืออาชีพเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า แต่ในผู้คนทั่วไปก็มีสิทธิ์ได้รับการบาดเจ็บเช่นกัน ไม่ว่าจะมาจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ ดังนั้น ในบทความนี้จะมาอธิบายว่า เอ็นไขว้หน้าเข่า ทำหน้าที่อะไร ได้รับการบาดเจ็บได้อย่างไร มีวิธีการตรวจ และรักษาอย่างไร
การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament หรือ ACL) เป็นหนึ่งในการบาดเจ็บของหัวเข่าที่พบบ่อยที่สุดในนักกีฬาและคนทั่วไปที่ออกกำลังกาย โดยในประเทศไทยพบผู้ได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้ามากกว่า 200,000 รายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความนิยมของกีฬาสมัยใหม่ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล และแบดมินตัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง ความเสียหายของเอ็นไขว้หน้าจะนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ก่อนวัยอันควร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การรักษาแต่เนิ่น ๆ และฟื้นฟูอย่างถูกวิธีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตและเล่นกีฬาได้ปกติ
นพ.นวพันธ์ วอกลาง ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การกีฬาและข้อ โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข (kdms Hospital) อธิบายว่าเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด (ACL Injury) เป็นภาวะที่เอ็นไขว้หน้า (ACL: Anterior Cruciate Ligament) ได้รับบาดเจ็บจนเกิดการฉีกขาด โดยเอ็นไขว้หน้านั้นเป็นเส้นเอ็นที่มีความสำคัญต่อการเดิน การทำกิจวัตรประจำวัน หรือการเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมต่างๆ เพราะว่าเป็นเส้นเอ็นที่มีหน้าที่สำคัญในการช่วยรักษาความมั่นคงของข้อเข่า ควบคุมการเคลื่อนไหว และป้องกันการบิดหมุนของข้อเข่า พร้อมกับช่วยล็อกข้อเข่าให้มั่นคง และไม่ให้มีอาการข้อเข่าไม่มั่นคงในขณะใช้งาน
เส้นเอ็นไขว้หน้ามักจะพบการบาดเจ็บได้บ่อย และสาเหตุของอาการบาดเจ็บนั้นมักจะมาจากการเล่นกีฬา หรือประสบอุบัติเหตุ ดังนั้น เมื่อได้รับการบาดเจ็บจนเอ็นไขว้หน้าขาดจึงควรรีบพบแพทย์ และเข้ารับการรักษาทันที ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ตามมาในภายหลังได้
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เอ็นไขว้หน้าบาดเจ็บนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยการเคลื่อนไหว หรือการบาดเจ็บที่เกิดจากทั้ง 2 สาเหตุจนทำให้เอ็นไขว้หน้าขาด หรืออักเสบ มีดังนี้
การเล่นกีฬา เป็นสาเหตุที่ทำให้เอ็นไขว้หน้าขาดที่พบได้บ่อย เพราะว่าในการเล่นกีฬาบางชนิดนั้นจะต้องมีการเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว และว่องไวอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่น การเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล หรือรักบี้ รวมถึง เป็นกีฬาที่อาจมีการลงน้ำหนักไปที่ข้อเข่า ได้รับการปะทะ ถูกกระแทก หรือมีการหมุนข้อเข่าในขณะที่ยังเหยียดตรงอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้เส้นเอ็นไขว้หน้าได้รับบาดเจ็บ เอ็นไขว้หน้าอักเสบ หรือฉีกขาดได้
การได้รับอุบัติเหตุ เป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้เอ็นไขว้หน้าขาด หรือได้รับบาดเจ็บ โดยเกิดจากการที่ส่วนของข้อเข่าได้รับอุบัติเหตุโดยตรง หรือได้รับแรงกระแทกจากการได้รับอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม ตกบันได ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือว่าอุบัติเหตุเล็กๆ ที่ทำให้ข้อเข่าได้รับแรงกระแทก ก็สามารถทำให้เอ็นไขว้หน้าได้รับบาดเจ็บ หรือฉีกขาดได้เช่นกัน
ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บจนเอ็นไขว้หน้าอักเสบ หรือเอ็นไขว้หน้าขาดนั้นอาจจะดูเหมือนสามารถเกิดขึ้นได้ยาก หรือเป็นเรื่องไกลตัวที่หลายๆ คนคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ง่ายๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีกลุ่มเสี่ยง 2 กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อเอ็นไขว้หน้าขาดง่ายกว่าๆ ผู้คนทั่วไป ดังนี้
ผู้หญิงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อเอ็นไขว้หน้าขาดมากกว่าผู้ชาย เพราะว่าผู้หญิงมีสรีระร่างกายที่แตกต่างจากผู้ชาย โดยสรีระของผู้หญิงนั้นข้อเข่าจะมีมุมมากกว่า และมักจะมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่า ทำให้เวลามีการเคลื่อนไหว เช่น การกระโดด หรือการทำกิจกรรมอื่นๆ ผู้หญิงมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บบริเวณเอ็นไขว้หน้าได้ง่ายกว่า
นักกีฬา ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อเอ็นไขว้หน้าขาดเช่นกัน เพราะว่าสาเหตุที่ทำให้เอ็นไขว้หน้าขาดที่พบได้บ่อยมักจะมาจากการเล่นกีฬา และในขณะที่เล่นกีฬานั้นจะต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีการเร่ง การหยุด การกระโดด และการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อเข่าอาจได้รับการกระชากจนทำให้เส้นเอ็นได้รับบาดเจ็บหรือเอ็นไขว้หน้าอักเสบได้ นอกจากนั้น ยังมีการถูกกระแทก หรือการปะทะกันในขณะเล่น ที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงให้เอ็นไขว้หน้าหรือข้อเข่าได้รับบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น
เอ็นไขว้หน้าขาดนั้นมีหลากหลายอาการที่สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ โดยเอ็นไขว้หน้าขาดมีอาการที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองทั้งหมด ดังนี้
ถ้าหากผู้ป่วยสังเกต หรือพบว่ามีอาการดังกล่าวที่บ่งบอกได้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเอ็นไขว้หน้าขาด ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้บาดเจ็บมากกว่าเดิม และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
หลายๆ คนอาจจะมีข้อสงสัยว่า ถ้าหากสังเกตอาการของตัวเองแล้วพบว่ามีอาการที่บ่งบอกว่าเป็นเอ็นไขว้หน้าขาดจะต้องเริ่มรักษาอย่างไร? โดยวิธีการตรวจเอ็นไขว้หน้าขาดนั้น จะเริ่มจากการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งในเบื้องต้นผู้ป่วยจะได้รับการซักประวัติ และตรวจร่างกาย เพื่อที่จะได้รู้ว่าเอ็นไขว้หน้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และอาจจะมีการเอกซเรย์ร่วมกับการทำ MRI เพื่อที่จะได้ตรวจดูการบาดเจ็บได้อย่างละเอียด และชัดเจนมากขึ้น รวมถึง มีการตรวจสอบอาการบาดเจ็บอื่นๆ ที่อาจจะพบร่วมกันกับเอ็นไขว้หน้าขาด เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละคนมากที่สุด
สำหรับผู้ป่วยที่เอ็นไขว้หน้าขาด หรือเอ็นไขว้หน้าได้รับบาดเจ็บ อาจจะสงสัยว่าจะมีการรักษาเอ็นไขว้หน้าขาดอย่างไรบ้าง หรืออาจจะมีความกังวลในขั้นตอนการรักษา หรืออาการของตัวเอง เช่น เอ็นไขว้หน้าขาดไม่ผ่าได้ไหม สามารถหายเองได้ไหม หรือสามารถเดินได้ไหม เป็นต้น ซึ่งการรักษาแบ่งออกได้ 2 วิธี ดังนี้
เมื่อผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บที่เอ็นไขว้หน้าหัวเข่า อาจจะคิดว่าจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างแน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่า การได้รับบาดเจ็บที่เอ็นไขว้หน้านั้นไม่จำเป็นต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัดทุกราย แต่ว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความรุนแรง ระดับความบาดเจ็บ การทำกิจกรรมต่างๆ การใช้งานข้อเข่า หรืออาการไม่มั่นคงข้อเข่า เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บบางส่วนจากการทำกิจกรรม หรือใช้งานข้อเข่าโดยที่ไม่ได้มีการบิดหมุนของข้อเข่ามาก สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้า และเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พร้อมกับฝึกองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ฝึกการทรงตัว และการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพียงเท่านี้ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติได้
ในกรณีที่ผู้ป่วยเอ็นไขว้หน้าขาดทั้งหมด เอ็นไขว้หน้าฉีกขาดบางส่วน ทำกิจกรรมที่ต้องมีการบิดหมุนข้อเข่ามาก หรือมีการบาดเจ็บในส่วนอื่นๆ ของข้อเข่าร่วมด้วย ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า (ACL Reconstruction) หรือการผ่าตัดโดยนำเส้นเอ็นจากอวัยวะอื่นๆ มาใช้แทนเอ็นไขว้หน้า มักจะใช้วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว พร้อมกับรักษาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด และการฟื้นฟูที่ถูกต้องเหมาะสม ส่งผลให้ข้อเข่าของผู้ป่วยกลับมามีความมั่นคง สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เต็มที่ และสามารถทำกิจกรรม หรือเล่นกีฬาได้ดีอย่างที่เคยเป็น
หากรู้สึกว่ามีอาการเจ็บหรือปวดบริเวณข้อเข่า หรือมีอาการมากกว่านี้ การเข้ารับการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง kdms Hospital เป็นหนึ่งในทางเลือกที่โดดเด่น เพราะมีทีมแพทย์ชำนาญการดูแลทางด้านโรคเฉพาะทางเกี่ยวกับกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังมีการวินิจฉัยแม่นยำด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อให้วางแผนการรักษาได้ตรงจุด
เอ็นไขว้หน้าขาด เป็นอาการบาดเจ็บที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าเป็นแล้วมีโอกาสที่จะต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดสูง และถ้าหากเข้ารับการรักษาช้า ไม่ยอมเข้ารับการรักษา หรือได้รับการดูแลที่ไม่ดีพอ อาจทำให้ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปกติ และไม่สามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเดิม นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บซ้ำ หรือมีการบาดเจ็บส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนั้น ทุกคนจึงควรดูแลตัวเองให้ดี และให้ความสำคัญกับการเตรียมตัว อย่างการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทั้งก่อน และหลังออกกำลังกาย รวมถึง การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เอ็นไขว้หน้าฉีกขาด อักเสบ หรือได้รับอาการบาดเจ็บ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

Generative Engine Optimization (GEO) หรือการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับระบบ AI search กำลังเปลี่ยนจากการเน้นการมองเห็นของแบรนด์ ไปสู่การแข่งขันด้าน “ความน่าเชื่อถือของคำตอบ AI”
เบอร์สัน เอเจนซี่ด้านการสื่อสารระดับโลก เผยรายงานวิจัยฉบับใหม่ “The Credibility Paradox” ซึ่งวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของคำตอบจาก AI ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์และองค์กรทั่วโลก
ผลวิจัยพบว่า AI มีแนวโน้มให้คะแนนความน่าเชื่อถือสูงกับข้อมูลที่มีหลักฐานจับต้องได้ ได้แก่ นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และสภาพแวดล้อมการทำงาน
ในทางกลับกัน ประเด็นที่ขึ้นอยู่กับการตีความ เช่น ภาวะผู้นำ ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม มีระดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
โดย Generative AI ยังคงพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งอิสระ เช่น ข่าว รายงานภายนอก รีวิวผู้ใช้ และคอนเทนต์บนโซเชียล มากกว่าคำสื่อสารจากองค์กรโดยตรง
คอรีย์ ดูโบรวา ซีอีโอของเบอร์สัน กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในยุค “Zero-Click” ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากได้รับคำตอบจาก AI โดยไม่ต้องคลิกไปยังแหล่งข้อมูลต้นทาง
AI ทำหน้าที่ทั้งสร้าง สรุป และส่งมอบข้อมูลถึงผู้ใช้โดยตรง การทำให้แบรนด์ปรากฏในคำตอบของ LLM จึงสำคัญ แต่ไม่เพียงพออีกต่อไป
องค์กรต้องสร้างหลักฐานและข้อมูลสนับสนุนที่แข็งแรง เพื่อให้ AI สร้างคำตอบที่น่าเชื่อถือสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน
รายงานพบว่า สภาพแวดล้อมการทำงาน (Work Environment) เป็นหนึ่งในมิติที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนทั่วไป
ข้อมูลที่ AI นำมาใช้มักมาจากแหล่งภายนอก เช่น แพลตฟอร์มรีวิวพนักงาน รายงานตลาดแรงงาน และสื่อข่าว ทำให้คะแนนความน่าเชื่อถือในหมวดนี้อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบางมิติของภาพลักษณ์องค์กร
ขณะที่ “ภาวะผู้นำ” เป็นมิติที่ทำคะแนนความน่าเชื่อถือต่ำที่สุดในทุกอุตสาหกรรมที่ศึกษา
ในบางอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีและการบิน แม้จะทำคะแนนได้ดีกว่า แต่หลักฐานที่ AI ใช้อ้างอิงมักมาจากโครงสร้างองค์กร ผลประกอบการ และข้อมูลจากบุคคลที่สาม มากกว่าการสื่อสารจากผู้บริหารโดยตรง
รายงานยังพบว่า ความน่าเชื่อถือของคำตอบ AI แตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจมีแนวโน้มเชื่อถือคำตอบจาก AI มากกว่าประชาชนทั่วไปประมาณ 10%
ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า องค์กรต้องออกแบบเนื้อหาแบบ “segment-based” ไม่ใช่ใช้ข้อความเดียวกันกับทุกกลุ่มผู้รับสาร
เรด เซอร์ทิดา หัวหน้าฝ่าย Intelligence & Transformation ภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิก เบอร์สัน ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังให้ความสำคัญกับการทำให้แบรนด์ “ปรากฏในคำตอบ AI” มากกว่าความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของคำตอบ
AI ไม่ได้เป็นแค่ช่องทางค้นหา แต่เป็นตัวกลางที่กำหนดการรับรู้และภาพลักษณ์องค์กร
ดังนั้นองค์กรต้องไม่เพียงถูกมองเห็น แต่ต้องมีหลักฐานสนับสนุนที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความไว้วางใจในระยะยาว
สตีฟ รูเบล รองประธานบริหารฝ่าย Media Insights & Measurement เบอร์สัน วิเคราะห์ว่า GEO กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการวัดการมองเห็นของแบรนด์ ไปสู่การประเมินความแข็งแรงของชื่อเสียงองค์กรในระบบ AI
ไม่ใช่แค่การทำให้แบรนด์ถูกอ้างอิงใน AI search แต่เป็นบททดสอบว่าองค์กรมีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ที่จะถูกใช้เป็นแหล่งอ้างอิง และนี่กำลังกลายเป็นศาสตร์ใหม่ของการบริหารชื่อเสียงองค์กร
เบอร์สันชี้ว่า การแข่งขันในยุค Generative AI ไม่ได้จบที่การทำให้แบรนด์ “ถูกพบเห็น” ในคำตอบของ AI อีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การทำให้ข้อมูลขององค์กร “ถูกเชื่อถือ” และ “ถูกอ้างอิงอย่างมีน้ำหนัก” ในระบบนิเวศของ AI ที่กำลังกลายเป็นตัวกลางหลักของการรับรู้ข้อมูล
เกี่ยวกับการศึกษา :
การศึกษานี้ดำเนินการร่วมกับ Profound วิเคราะห์คำตอบจากแพลตฟอร์ม AI ชั้นนำ 7 ราย ครอบคลุม 85 บริษัททั่วโลก รวมข้อมูลกว่า 55,000 รายการ
กรอบวิเคราะห์อ้างอิง Reputation Capital ของเบอร์สัน ครอบคลุม 8 มิติ และใช้เครื่องมือ Decipher ร่วมกับ Limbik โดยแบ่งผู้รับสารเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ประชาชนทั่วไป, Opinion Elites และผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

สารภาพมาเถอะครับว่าคุณเคยซื้อหนังสือไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเล่มหนาๆ มาวางตั้งใจจะอ่านให้จบ แต่สุดท้ายมันก็ทำหน้าที่เป็นเพียงที่ทับกระดาษบนโต๊ะทำงาน? ยิ่งในยุคปี 2026 ที่ชีวิตของเราเต็มไปด้วยความเร่งรีบ การจะเจียดเวลาวันละหลายชั่วโมงมานั่งโต๊ะเปิดตำราเรียนภาษาอาจเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติและสร้างความเหนื่อยล้าให้กับสมองมากเกินไป
ถ้าการอ่านหนังสือมันยาก ลองเปลี่ยนมาใช้ “หู” ในการเรียนรู้ดูไหมครับ? การฟัง พอดแคสต์ภาษาอังกฤษ (English Podcast) กำลังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทลายกำแพงภาษาของคนรุ่นใหม่ เพราะมันช่วยให้คุณเปลี่ยนช่วงเวลาที่เสียไปเฉยๆ ในแต่ละวัน เช่น ตอนรถติด ตอนทำความสะอาดห้อง หรือตอนออกกำลังกาย ให้กลายเป็นห้องเรียนส่วนตัวที่อุดมไปด้วยสำเนียงแท้ วลีฮิต และความรู้รอบตัว วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการฟังพอดแคสต์ให้หูเปิดและพูดตามได้เป๊ะแบบไม่ต้องนั่งท่องจำครับ!
สิ่งที่ทำให้ พอดแคสต์ภาษาอังกฤษ ได้ผลดีกว่าการเรียนในอดีต คือคุณสมบัติเรื่อง “ความลื่นไหลเป็นธรรมชาติ” (Natural Speech) ครับ ในพอดแคสต์ ผู้ดำเนินรายการจะพูดคุยกันด้วยจังหวะ น้ำเสียง และคำสแลงที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การอ่านประโยคประดิษฐ์จากหุ่นยนต์ในแผ่นซีดีบทเรียนสมัยก่อน สมองของคุณจะค่อยๆ ปรับตัวให้ชินกับความเร็วและการเชื่อมเสียง (Linking Sounds) ของเจ้าของภาษาโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ พอดแคสต์ยังมีหัวข้อที่หลากหลายมหาศาลตามความสนใจของคุณ ตั้งแต่เรื่องความสัมพันธ์ เทคโนโลยี ธุรกิจ ไปจนถึงเรื่องผีและคดีปริศนา เมื่อคุณฟังในสิ่งที่ตัวเองสนใจ สมองจะหลั่งสารแห่งความสุข ทำให้คุณสามารถฟังได้นานขึ้น ซึมซับคำศัพท์ใหม่ๆ ได้ดีขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Contextual Learning (การเรียนรู้จากบริบทจริง) นั่นเองครับ
หลายคนชอบเปิดพอดแคสต์ทิ้งไว้เป็นเสียงเบื้องหลัง (Passive Listening) ซึ่งช่วยให้ชินสำเนียงได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าอยากให้พูดคล่องและสอบผ่านทุกสนาม ลองนำเทคนิค Active Listening นี้ไปใช้ดูครับ
การเลือกพอดแคสต์ให้ถูกระดับความรู้ของตัวเองคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณไม่ล้มเลิกกลางคันครับ
ตัวผู้ดำเนินรายการจะจดใจพูดช้ากว่าปกติ ใช้คำศัพท์ที่เข้าใจง่าย และอธิบายแกรมม่าแบบสั้นๆ
เหมาะสำหรับผู้ที่พอฟังออกบ้างแล้ว และต้องการเรียนรู้วิธีการโต้ตอบที่ลื่นไหลแบบที่ native speaker ใช้คุยกันจริง
เหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวสอบวัดระดับ (IELTS/TOEFL) หรือทำงานในองค์กรข้ามชาติที่ต้องเจอกับข้อมูลที่ซับซ้อน
เพื่อให้คุณเลือกกดติดตาม (Follow) รายการที่ใช่ได้ในพริบตา ลองดูตารางเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละรายการด้านล่างนี้ครับ
| ชื่อรายการพอดแคสต์ | ระดับภาษา (Level) | ความยาวเฉลี่ย | ทักษะเด่นที่จะได้รับจากการฟัง |
| 6 Minute English | เริ่มต้น (Beginner) | 6 นาที | ได้คลังคำศัพท์พื้นฐาน (Vocabulary) และฝึกฟังสำเนียงบริติช (UK) ที่ชัดเจน |
| Espresso English | เริ่มต้น – กลาง | 5-10 นาที | เจาะลึกไวยากรณ์ที่มักใช้ผิด และวลีสั้นๆ ที่นำไปเขียนหรือพูดตามได้ทันที |
| All Ears English | ระดับกลาง | 15-20 นาที | ได้ทักษะการชวนคุยในสังคม คำแสลงอเมริกันยุคใหม่ และภาษาอังกฤษธุรกิจ |
| Luke’s English Podcast | ระดับกลาง – สูง | 1 ชั่วโมง+ | ฝึกความอดทนในการฟังระยะยาว ได้มุกตลกและวัฒนธรรมของคนอังกฤษแท้ๆ |
| TED Talks Daily | ระดับสูง (Advanced) | 10-15 นาที | ฝึกจับใจความเรื่องราวเชิงวิชาการ เทคโนโลยี และการพูดต่อหน้าชุมชน |
1. ควรฟังพอดแคสต์สำเนียงอเมริกันหรือบริติชดีกว่ากัน?
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการใช้งานของคุณครับ หากคุณทำงานกับบริษัทฝั่งอเมริกาหรือชอบวัฒนธรรมป๊อป สำเนียงอเมริกัน (US) อาจจะตอบโจทย์กว่า แต่หากคุณเตรียมสอบ IELTS หรือทำงานในโซนยุโรป สำเนียงบริติช (UK) จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับข้อสอบได้ดีขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม การฝึกฟังทั้งสองสำเนียงจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการสื่อสารได้ดีที่สุดครับ
2. เปิดพอดแคสต์ทิ้งไว้ตอนนอนหลับ ช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษจริงไหม?
ในทางวิทยาศาสตร์พฤติกรรม การเปิดทิ้งไว้ตอนนอนช่วยเรื่องความคุ้นเคยกับคลื่นเสียงและสำเนียงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ (Passive Listening) แต่ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจความหมายหรือพูดเก่งขึ้น การตั้งใจฟังแบบ Active Listening วันละ 15 นาทีตอนที่ตื่นอยู่จะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็วคณานับครับ
3. หา Transcript หรือเนื้อหาข้อความของพอดแคสต์ได้จากที่ไหน?
รายการพอดแคสต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ เช่น ของ BBC หรือเว็บผู้ดำเนินรายการโดยตรง จะมีลิงก์แนบสคริปต์ข้อความให้ดาวน์โหลดหรืออ่านตามฟรีบนเว็บไซต์ของพวกเขาครับ หรือคุณสามารถเปิดฟีเจอร์ Auto-generated Captions บนแอปพลิเคชันอย่าง Spotify หรือ YouTube ควบคู่ไปด้วยได้ครับ
4. ถ้าเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้ความหมายบ่อยๆ ระหว่างฟัง ควรหยุดคลิปเพื่อแปลทุกคำไหม?
ไม่แนะนำให้หยุดทุกคำครับ เพราะจะทำให้คุณรู้สึกเบื่อและเหนื่อยล้าได้ง่าย แนะนำให้ใช้วิธีเดาความหมายจากภาพรวมของประโยคก่อน หากคำนั้นเป็นคำสำคัญที่ผู้พูดเน้นย้ำบ่อยๆ และทำให้เนื้อเรื่องเปลี่ยน ค่อยหยุดคลิปเพื่อเปิดดิกชันนารีจะช่วยให้จำได้แม่นยำกว่าครับ
5. นานแค่ไหนถึงจะเริ่มรู้สึกว่าหูเปิดและฟังพอดแคสต์เข้าใจมากขึ้น?
หากคุณฝึกฟังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน วันละ 15-20 นาที ควบคู่ไปกับการเช็คคำศัพท์ที่คุณไม่รู้ คุณจะเริ่มรู้สึกว่าประสาทการฟังของคุณจับคำศัพท์ได้ชัดขึ้นและเข้าใจบริบทได้ง่ายขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์แรกแน่นอนครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

ขึ้นชื่อว่า “ผลไม้” ใครๆ ก็คิดว่ามีประโยชน์และกินตอนไหนก็ได้ แต่ในความเป็นจริง โภชนาการที่ดีย่อมต้องมาพร้อมกับ “เวลาที่เหมาะสม” การหยิบผลไม้บางชนิดเข้าปากในเวลาที่ท้องกำลังว่างไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ยังอาจกลายสภาพเป็น “ยาพิษ” ที่ทำร้ายระบบทางเดินอาหารของคุณอย่างรุนแรง
ในช่วงเวลาที่หิวจัด เยื่อบุในกระเพาะอาหารจะมีความบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากที่สุด เนื่องจากไม่มีเศษอาหารใดๆ มาช่วยเจือจางกรดไฮโดรคลอริกที่หลั่งออกมา และนี่คือ 7 ผลไม้ที่คุณควรหลีกเลี่ยงในขณะท้องว่าง หากไม่อยากให้ระบบย่อยอาหารพังโดยไม่รู้ตัว
1. ลูกพลับ (Persimmon)
ลูกพลับคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่แพทย์เตือนว่าห้ามกินตอนท้องว่างเด็ดขาด เนื่องจากในลูกพลับ (โดยเฉพาะผลดิบหรือผลที่ยังไม่ฝาดดี) มีสาร แทนนิน (Tannin) และ เพคติน (Pectin) ในปริมาณที่สูงมาก เมื่อสารสองตัวนี้ทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร มันจะจับตัวกันกลายเป็นก้อนเหนียวและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ในเคสที่ไม่รุนแรงจะทำให้ท้องอืด ปวดท้อง คลื่นไส้ แต่หากรับประทานบ่อยๆ ก้อนแข็งเหล่านี้จะไม่ละลายและสะสมจนกลายเป็น “นิ่วในกระเพาะอาหาร” (Gastric Bezoar) ซึ่งในรายที่อาการหนักอาจต้องจบลงด้วยการผ่าตัด
2. มะเขือเทศ (Tomato)
หลายคนชอบกินมะเขือเทศสดหรือดื่มน้ำมะเขือเทศปั่นตอนเช้าเพราะหวังผลเรื่องผิวพรรณ แต่การกินตอนท้องว่างเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำ มะเขือเทศอุดมไปด้วยกรดธรรมชาติ เช่น กรดมาลิกและกรดซิตริก ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้กรดในกระเพาะอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) กรดไหลย้อน และระคายเคืองเยื่อบุ นอกจากนี้ มะเขือเทศยังมีแทนนินและเพคตินเช่นเดียวกับลูกพลับ ซึ่งสามารถจับตัวเป็นก้อนนิ่วในกระเพาะได้เช่นกัน
3. สับปะรด (Pineapple)
สับปะรดมีกรดอินทรีย์สูง และมีเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ทรงพลังอย่าง โบรมีเลน (Bromelain) ในเวลาที่กระเพาะว่างและไม่มีอาหารมาเคลือบ เอนไซม์ตัวนี้จะเข้ากัดกร่อนและระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารโดยตรง ทำให้เกิดอาการแสบท้อง จุกเสียด และปวดเกร็งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อน การกินสับปะรดตอนท้องว่างจะยิ่งทำให้แผลอักเสบมากขึ้น
4. ผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus Fruits)
ไม่ว่าจะเป็นส้มสายน้ำผึ้ง ส้มแมนดาริน หรือเกรปฟรุต แม้จะเป็นแหล่งวิตามินซีชั้นยอด แต่กรดซิตริกเข้มข้นในผลไม้เหล่านี้คือ “ศัตรู” ของกระเพาะที่ว่างเปล่า กรดจะเข้าไปกัดกร่อนเยื่อบุทางเดินอาหารโดยตรง ทำให้เกิดอาการจุกเสียด คลื่นไส้ และอาเจียน สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว การกินส้มตอนท้องว่างจะยิ่งทำให้แผลในกระเพาะลึกและหายยากกว่าเดิม
5. กล้วย (Banana)
กล้วยเป็นผลไม้ประทังความหิวยอดฮิต แต่การกินกล้วยเดี่ยวๆ ตอนท้องว่างอาจดึงดูดผลเสียมากกว่าที่คิด กล้วยมีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวสูง ซึ่งเมื่อตกถึงท้องที่ว่างเปล่าจะเกิดการหมักตัวและสร้างแก๊สในทางเดินอาหารอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องเฟ้อ นอกจากนี้ในกล้วยยังมีแร่ธาตุแมกนีเซียมสูง หากกินตอนท้องว่างในปริมาณมาก อาจทำให้ร่างกายดูดซึมแมกนีเซียมเร็วเกินไปจนไปรบกวนสมดุลของแคลเซียมในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อการหดตัวของลำไส้จนทำให้ท้องเสียได้
6. ผลฮอว์ธอร์น / ซันจา (Hawthorn)
ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานชนิดนี้มีกรดอินทรีย์ที่เข้มข้น ซึ่งจะเข้าไปเร่งการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารให้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนและปวดเกร็งช่องท้อง ที่สำคัญคือ ฮอว์ธอร์นมีสารแทนนินสูงมาก เมื่อรวมตัวกับโปรตีนในสภาวะที่กระเพาะเป็นกรดสูง จะตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่วในกระเพาะอาหารได้ง่ายเช่นเดียวกับลูกพลับ
7. ลิ้นจี่ (Lychee)
น้อยคนจะรู้ว่าการกินลิ้นจี่ตอนหิวจัดเป็นเรื่องอันตราย ในลิ้นจี่มีสารธรรมชาติที่ชื่อว่า Hypoglycin A และ MCPG ซึ่งสารเหล้านี้จะไปยับยั้งกระบวนการสร้างน้ำตาลของตับ หากเรากินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง (ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่แล้ว) สารนี้จะยิ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดิ่งฮวบลงอย่างเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการ “โรคตื่นตระหนกลิ้นจี่” (Lychee Syndrome) มีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ มือสั่น อ่อนเพลีย หรืออาจถึงขั้นหมดสติได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,900.00 | 69,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,454.00 | 67,522.64 | 69,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,008.60 | 60,770.38 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,563.20 | 54,018.11 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,004.30 | 30,385.19 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,558.90 | 23,632.92 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,615.54 | 69,971.59 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.30 | 43.30 | 43.80 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.93 | 42.93 | 43.43 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 38.30 | 38.30 | 38.80 | 38.30 | – | 38.30 | 38.30 | 38.30 | 38.30 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 34.24 | 34.24 | – | – | – | – | – | – | 34.24 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 52.89 | – | – | 53.41 | – | 53.39 | 53.04 | – | 52.89 |
| ดีเซล | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 58.25 | 58.25 | 49.84 | 58.25 | – | – | – | – | 58.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้ อาจไม่ได้กำลังเจอ “วิกฤติ” แบบฉับพลันเหมือนปี 2540 แต่กำลังเผชิญสิ่งที่อันตรายกว่า..นั่นคือ วิกฤติแบบค่อย ๆ จมน้ำ โดยที่หลายคนยังไม่รู้ตัวเรียกสิ่งนี้ว่า “Slow Motion Tsunami”คลื่นยักษ์ทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้ซัดเข้ามาในวันเดียวแต่กำลังกัดเซาะอนาคตของไทยอย่างช้า ๆ
คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำ คนเกิดน้อย และกำลังซื้อหดตัวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย จะอยู่รอดอย่างไร ?
ประเทศไทย กำลังโตช้าลง เพราะ “เครื่องยนต์ตัวเดิม” เริ่มหมดแรง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตจาก “สูตรเดิม” ผลิตสินค้า ส่งออก ใช้แรงงานจำนวนมากและ โตจากตลาด Mass
แต่วันนี้ สูตรนั้นเริ่มใช้ไม่ได้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก ที่เคยเป็นพระเอกหลักของเศรษฐกิจไทย กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมประเทศไทยกลับยังติดอยู่กับปัญหาเดิมจนถูกเรียกว่า “คนป่วยคนใหม่แห่งเอเชีย”และการทำให้ GDP โตแตะ 3% กลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกปีแต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเศรษฐกิจ คือ โครงสร้างประชากร
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่“คนเกิดน้อยกว่าคนตาย” ต้นทุนการเลี้ยงลูกสูงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง สุดท้าย การมีลูกจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป ผลลัพธ์คืออีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรไทยแทบทุกช่วงวัยจะลดลง ยกเว้นเพียงกลุ่มเดียวคือ“ผู้สูงอายุ”และนี่คือแรงกระแทกโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาฯเพราะลูกค้าหลักของตลาดบ้านและคอนโดคือคนวัยทำงานเมื่อจำนวนคนวัยทำงานลดลงตลาดก็ไม่สามารถเติบโตแบบเดิมได้อีก
ยุคที่เปิดโครงการใหม่แล้วขายหมดเร็ว อาจกลายเป็นอดีต ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ยังมีข้อจำกัดเรื่องรายได้และกำลังซื้อ หรือ Affordabilityแปลว่า ต่อให้มีดีมานด์ก็อาจไม่มี “กำลังซื้อ” มากพอรองรับตลาด
ญี่ปุ่น คือประเทศที่เจอปัญหานี้ก่อนประเทศไทยราว 20 ปีเศรษฐกิจโตต่ำ สังคมสูงวัย คนเกิดน้อย ตลาดอสังหาฯ อิ่มตัว คำถามคือ แล้วญี่ปุ่นอยู่รอดอย่างไร ?คำตอบคือพวกเขา “เปลี่ยนเกม”จากเดิมที่แข่งกันสร้างเยอะ ขายเยอะกลายเป็นแข่งกันสร้าง “คุณค่า”
พิพัฒน์อธิบายว่า ธุรกิจอสังหาฯ ไทย จำเป็นต้องเปลี่ยน Mindset สำคัญ 4 เรื่อง
1. จาก Volume สู่ Value
ในอดีต ธุรกิจอสังหาฯ เติบโตจากการขายจำนวนมากแต่ในวันที่ตลาดหดตัว
เกมนี้ใช้ไม่ได้อีกแล้วผู้ประกอบการต้องเลิกคิดว่า“จะขายให้คนจำนวนมากอย่างไร”แล้วเปลี่ยนเป็น“จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าอย่างไร”ต่อจากนี้ ผู้ชนะจะไม่ใช่คนที่มีโครงการมากที่สุดแต่คือคนที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้ดีที่สุด
2. หา “ตลาดเล็ก” ที่ยังโต
แม้เศรษฐกิจภาพใหญ่จะชะลอตัวแต่ยังมีบางธุรกิจที่เติบโตสวนกระแสเช่น โรงเรียนนานาชาติ Healthcare Wellness ตลาดพรีเมียมสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ายุคต่อไปจะไม่ใช่ยุคของ Mass Marketแต่เป็นยุคของ “Underserved Segment”หรือการหาตลาดเฉพาะที่ยังมีความต้องการจริงเพราะในโลกที่คนลดลงการจับทุกคน อาจไม่สำคัญเท่าการจับ “คนที่ใช่”
3. จากขายขาด สู่รายได้ระยะยาว
อีกโมเดลที่เริ่มสำคัญมากขึ้น คือการเปลี่ยนจาก “Build to Sale”ไปสู่ “Build to Manage”เพราะการหาลูกค้าใหม่เพื่อขายขาดยากและเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆหลายธุรกิจจึงเริ่มหันมาสร้าง Recurring Income เช่น
พูดง่าย ๆ คือจากเดิมที่เน้น “ขายครั้งเดียวจบ”กำลังเปลี่ยนเป็น“สร้างรายได้ระยะยาวจากสินทรัพย์เดิม”
4. เมื่อประเทศไทยโตช้า ต้องออกไปหาโอกาสใหม่
หากตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัวอีกทางเลือกสำคัญ คือ Regional Expansionหรือการขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพราะในขณะที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำหลายประเทศในภูมิภาคยังมีการเติบโตสูงกว่านั่นหมายความว่าผู้ประกอบการไทยอาจต้องหยุดมองแค่ตลาดในประเทศแล้วเริ่มคิดแบบ “Regional Player”
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในมุมมองของพิพัฒน์ ไม่ใช่แค่เรื่องอสังหาฯแต่คือการยอมรับความจริงว่า“โลกเปลี่ยนไปแล้ว”วิธีคิดแบบเดิมที่เคยทำให้ธุรกิจเติบโตในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาอาจไม่ใช่คำตอบของอนาคตอีกต่อไปเพราะโลกใหม่ ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่ใหญ่ที่สุดเสมอไปแต่ให้รางวัลกับคนที่“ปรับตัวได้เร็วที่สุด”และในเศรษฐกิจที่โตช้าลงเรื่อย ๆคนที่ยังเล่นเกมเดิมอาจไม่ได้แพ้เพราะทำไม่เก่งแต่แพ้เพราะโลก ไม่ได้เล่นเกมเดิมอีกแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเดินต่อผู้ประกอบการกลับเริ่มกังวลกับปัญหาที่ใหญ่กว่า “กำลังซื้อ”นั่นคือ “แรงงานกำลังหายไป”
อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) สะท้อนว่า วันนี้แทบทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ตั้งแต่ภาคเกษตร บริการ ไปจนถึงภาคก่อสร้างแต่สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงกว่าอุตสาหกรรมอื่น เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้ “แรงงานเข้มข้น”เมื่อแรงงานหายไปต้นทุนเพิ่มขึ้นระยะเวลาก่อสร้างยืดออกและสุดท้าย ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยก็ถูกกระทบโดยตรง
สิ่งที่น่ากังวล คือ วิกฤตนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้รับเหมาแต่กำลังลามไปทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ช่างฝีมือไปจนถึงผู้บริโภคที่อาจต้องรับต้นทุนบ้านที่แพงขึ้นสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน จึงร่วมผลักดันข้อเสนอผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเร่งปลดล็อกปัญหาก่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะชะลอตัวหนักกว่าเดิม
ข้อเสนอแรก คือ การ “ดึงแรงงานผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบ”เพราะในความเป็นจริง แรงงานจำนวนมากยังอยู่ในไทย เพียงแต่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายHBA จึงเสนอให้รัฐเปิดขึ้นทะเบียนแบบผ่อนผันพิเศษ โดยไม่ต้องส่งแรงงานกลับประเทศต้นทางเหตุผล คือ นี่เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเติมแรงงานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ คือ ขั้นตอนนำเข้าแรงงานผ่าน MOU ที่ซับซ้อนเกินไปทั้งเอกสารหลายชั้น หลายหน่วยงานและค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับสุดท้าย ต้นทุนเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่ราคาบ้านภาคธุรกิจจึงเสนอให้รัฐเปลี่ยนระบบเป็น One-Stop Service เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และทำให้แรงงานเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น
HBA ยังเสนอให้ยกระดับระบบต่ออายุใบอนุญาตทำงานเป็นแบบ Real-Time ผ่าน E-Work Permitเพราะปัจจุบัน หลายบริษัทต้องรออนุมัติเป็นสัปดาห์ หรือบางครั้งนานเป็นเดือนสำหรับธุรกิจก่อสร้าง “เวลาที่หายไป” หมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันทีในวันที่เทคโนโลยีพร้อมแล้วคำถามจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้ไหม”แต่คือ “รัฐจะเร่งทำหรือไม่”
อีกข้อเสนอที่น่าสนใจ คือ การเปิด MOU กับประเทศใหม่ ๆที่ผ่านมา ธุรกิจก่อสร้างไทยพึ่งพาแรงงานจากบางประเทศเป็นหลักซึ่งอาจกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” หากเกิดปัญหาทางการเมือง หรือข้อจำกัดระหว่างประเทศการกระจายแหล่งแรงงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานแต่เป็นเรื่อง “ความมั่นคงของเศรษฐกิจ”
สุดท้าย ธุรกิจสร้างบ้าน ไม่ได้ขาดแค่แรงงาน แต่ขาด “ช่างฝีมือ”แม้จะมีแรงงานเพิ่มขึ้นแต่สิ่งที่ตลาดต้องการจริง ๆ คือ “แรงงานทักษะ”เพราะงานสร้างบ้าน ไม่ใช่งานที่ใช้แรงเพียงอย่างเดียวแต่ต้องการช่างที่มีมาตรฐาน
HBA จึงเสนอให้ภาครัฐร่วมกับเอกชน วางระบบ Upskill อย่างจริงจังเพื่อให้แรงงานมีทักษะสูงขึ้นได้ค่าจ้างที่เหมาะสมและช่วยยกระดับคุณภาพทั้งอุตสาหกรรม
เมื่อ “คนสร้างบ้าน” เริ่มหายไป อาจไม่ใช่แค่ธุรกิจก่อสร้างที่สะเทือน
วันนี้ มูลค่าตลาด “บ้านสร้างเอง” ในไทย อยู่ที่ประมาณ 9,800-12,000 ล้านบาทตัวเลขนี้สะท้อนว่า ธุรกิจรับสร้างบ้าน ไม่ใช่แค่ธุรกิจเฉพาะทางแต่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยและหากปัญหาแรงงานยังไม่ได้รับการแก้ไขสิ่งที่อาจหายไปในอนาคตอาจไม่ใช่แค่ “แรงงานต่างด้าว”แต่อาจรวมถึง “ศักยภาพการแข่งขัน” ของธุรกิจไทยทั้งระบบด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.56 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม) มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.20-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ได้เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (แกว่งตัวในกรอบ 32.44-32.71 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ตามกระแสข่าวว่า ทางการอิหร่านจะหยุดเดินหน้าการเจรจาหยุดยิง หลังอิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง
หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงย้ำว่า การเจรจาหยุดยิงยังคงดำเนินต่อไป โดยภาพดังกล่าวได้สะท้อนตอกย้ำถึงภาวะ Two-way risk ของตลาดการเงิน ที่จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงนี้
แนวโน้มเงินบาท
เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าเร็ว แรง ในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทย เพียงแค่มีกระแสข่าวว่า อิหร่านหยุดเดินหน้าเจรจากับฝั่งสหรัฐฯ จากประเด็นอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงย้ำว่า การเจรจาหยุดยิงกับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไปและทางอิสราเอลนั้นเห็นด้วยกับท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งภาพดังกล่าว ยังได้สะท้อนถึง ความเสี่ยง Two-way Risk ที่เงินบาทพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนอาจทดสอบโซนแนวรับถัดไปแถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและมีแนวทางในการฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงและการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนได้ เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง โดยมีโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีอิหร่านอีกครั้ง พร้อมกับมีการตอบโต้ที่รุนแรงจากฝั่งอิหร่าน
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ที่ชัดเจน ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้าง ทั้งนี้ ควรจับตา รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเงินดอลลาร์ได้เช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์โดยรวม ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพรวมตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (เรามองว่า FED อาจให้ความสำคัญกับอัตราการว่างงานมากขึ้น หลังงานวิจัยของ FED สะท้อนว่า ยอดการจ้างงานฯ อาจอยู่ในระดับต่ำ หรือติดลบ ได้ในบางเดือน โดยไม่ทำให้อัตราการว่างงานเร่งสูงขึ้น) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็น (Blackout period) ในช่วงใกล้การประชุม FOMC เดือนมิถุนายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 69% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า) หรืออาจมองได้ว่า ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในปี 2027
▪ ฝั่งยุโรป – ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 82% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 52% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยูโรโซน อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) เดือนพฤษภาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสราว 72%) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBI จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปี 2027 สู่ระดับ 5.75% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ผ่านการยึดเหนี่ยวให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบเป้าหมายของ RBI
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนพฤษภาคม ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.10% (+0.4%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 0.90% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิต ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนพฤษภาคม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เตรียมเปิดฉากสำหรับ การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) สัปดาห์แรก ที่เมืองหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน 2569
โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” สัปดาห์แรก จะต้องพบกับทีมแกร่งจากทั่วโลกประกอบด้วย “เจ้าภาพ” จีน, เซอร์เบีย, เบลเยียม และ สาธารณรัฐเช็ก อีก 3 ทีมจากทวีปยุโรป
ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เราลองไปดูอันดับโลกของทีมที่จะต้องเจอ และย้อนดูผลงานการเจอกันล่าสุดของคู่แข่งที่ “ทัพลูกยางสาวไทย” ต้องเจอกันก่อน
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2024 โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” แพ้ไปแบบขาดลอย 0-3 เซต (13-25, 27-29 และ 19-25)
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2024 ซึ่ง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” แพ้ไป 0-3 เซต (23-25, 17-25 และ 18-25)
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2025 เป็นทางด้าน “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” แพ้ไป 1-3 เซต (22-25, 23-25, 26-24 และ 22-25)
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2025 ผลการแข่งขัน “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” เป็นฝ่ายแพ้ไป 0-3 เซต (18-25, 16-25 และ 30-32)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

หลายคนอาจจะพึ่งเคยได้ยิน “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” หรือ ไวรัสไซโตเมกาโล (ซีเอ็มวี)(Cytomegalovirus, CMV) ทั้งที่ในการใช้ชีวิตหลายคนสามารถติดเชื้อดังกล่าวได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย CMV สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
“โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือ ไวรัสไซโตเมกาโล” รู้จักกันในชื่อไวรัสเริมชนิดที่ 5 เป็นไวรัสที่พบได้ทั่วไปใน วงศ์ Herpesviridae ซึ่ง เป็นกลุ่มไวรัสดีเอ็นเอขนาดใหญ่ ไวรัสไซโตเมกาโลมีจีโนมขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไวรัสเริมทั้งหมด และมีอัตราการติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 24% ถึง 100% เช่นเดียวกับไวรัสเริมชนิดอื่นๆ ไวรัสนี้จะอยู่ในภาวะแฝงตลอดชีวิต
การติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโลครั้งแรกอาจแสดงอาการได้หลายรูปแบบ เช่น ไม่มีอาการ มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โรคโมโนนิวคลีโอซิส หรือในบางกรณีที่พบได้ยาก อาจเกิดอาการรุนแรงเฉพาะอวัยวะได้ หลังจากการสัมผัสกับไวรัสไซโตเมกาโล ภาวะแฝงจะทำให้ไวรัสคงอยู่ในเซลล์ของโฮสต์ได้ ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด ไวรัสไซโตเมกาโลอาจกลับมาทำงานอีกครั้ง ทำให้เกิดภาวะดีเอ็นเอของไวรัสไซโตเมกาโลในเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะอย่างรุนแรง รวมถึงหลอดอาหารอักเสบและลำไส้ใหญ่อักเสบจากไวรัสไซโตเมกาโล
“โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” มักเกิดขึ้นพร้อมกับภูมิคุ้มกันร่างกายที่บกพร่อง ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เริ่มต้นด้วยการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน จะนำไปสู่ “หนทางแห่งการรักษา” เพื่ออนาคตที่มุ่งหวัง
รศ.นพ.ทรงพล เกษสุวรรณ อาจารย์แพทย์ประจำสาขาโรคทางเดินอาหาร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงแนวทางสู่ความสำเร็จ ต่อยอดงานวิจัยทางด้านการปลูกถ่ายตับจากผู้ป่วยที่ให้ความไว้วางใจ ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะรามาธิบดี ได้ดูแลจนมีผลการรักษาที่ก้าวหน้าเป็นจำนวนกว่า 200 รายที่ผ่านมา
จากงานวิจัยที่สร้างผลกระทบในระดับ “Global Landscape” ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Viruses” โดย รศ.นพ.ทรงพล เกษสุวรรณ ร่วมกับ รศ.ดร. นพ.นพพร อภิวัฒนากุล ศ.พญ.สุพร ตรีพงษ์กรุณา และทีมสหสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์เพื่อความเป็นเลิศในการวิจัยทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ
รศ.นพ.ทรงพล อธิบายต่อว่าเมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงหนึ่งในกลไกการเกิด “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส CMV (Cytomegalovirus)” ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการ “ปลูกถ่ายตับ” มากถึงร้อยละ 50 โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน “ยากดภูมิคุ้มกัน” หลังการปลูกถ่ายตับ เพื่อให้ร่างกายยอมรับตับที่ปลูกถ่ายใหม่ ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการติดเชื้อไวรัส “CMV” เกิดมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
“ร่างกายของคนปกติทั่วไป จะไม่พบการติดเชื้อไวรัส “CMV” เนื่องจากมีการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocytes หรือ “T cell” ที่คอยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส จึงนำไปสู่แนวทางในการศึกษา T cell ที่จำเพาะต่อไวรัส เพื่อพยากรณ์การติดเชื้อ “CMV” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ที่อวัยวะหลายแห่งภายในร่างกาย ไม่เพียงที่ “ตับ” อาจเกิดได้เช่นเดียวกันที่ “ตา” “กระเพาะอาหาร” “ลำไส้” “ปอด” ได้ต่อไปเป็นต้น ซึ่งหากมีโอกาสทำนายและวางแผนการต้านไวรัส CMV ได้ดีเท่าใด หมายถึงโอกาสลดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยจะมีมากขึ้นเท่านั้น”
แม้ว่าเชื้อ CMV สามารถติดเชื้อได้กับทุกคน แต่คนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ เชื้อ CMV เป็นอันตรายที่สุดในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่ติดเชื้อHIVหรือผู้ที่ได้รับ การปลูกถ่าย อวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิด
หากคุณติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโล (CMV) ในระหว่างตั้งครรภ์หรือก่อนตั้งครรภ์ไม่นาน คุณสามารถถ่ายทอดไวรัสผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรและทำให้บุตรของคุณเกิดมาพร้อมปัญหาสุขภาพ ภาวะแทรกซ้อนของการเกิดมาพร้อมกับเชื้อ CMV ได้แก่ การสูญเสียการมองเห็นหรือการได้ยิน และพัฒนาการล่าช้า
หากคุณติดเชื้อ HIV หรือกำลังรับประทานยาที่กดภูมิคุ้มกันเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะหรือสเต็มเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อต่างๆ เช่น ไซโตเมกาไวรัส ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ (ภูมิคุ้มกันบกพร่อง)
หากคุณเคยติดเชื้อ CMV มาก่อน ไวรัสอาจยังคงอยู่ในร่างกายของคุณในสภาพที่ไม่แสดงอาการ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอลง ไวรัสก็อาจกลับมาแสดงอาการและทำให้คุณป่วยได้ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะสามารถต่อสู้กับ CMV ได้โดยไม่มีอาการ แต่การติดเชื้อใหม่หรือการติดเชื้อที่กลับมาแสดงอาการอีกครั้งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
คุณมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโลหากคุณ:
คนส่วนใหญ่ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงมักไม่มีอาการของเชื้อ CMV ส่วนผู้ที่มีอาการสังเกตได้มักจะเป็นโรคโมโนนิวคลีโอซิสจากเชื้อ CMV ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้:
หากคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ (ภูมิคุ้มกันบกพร่อง) คุณอาจติดเชื้อ CMV ใหม่ หรือเคยติดเชื้อมาก่อนแล้วและเชื้อกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อได้ง่ายอีกต่อไป อาการจะแตกต่างกันไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ไวรัสติดเชื้อ และอาจรวมถึง:
การติดเชื้อ CMV แต่กำเนิด (มีมาตั้งแต่แรกเกิด) เกิดขึ้นเมื่อไวรัสส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ ทารกบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ ในตอนแรกเกิด แต่จะค่อยๆ พัฒนาอาการต่างๆ ในภายหลัง อาการที่พบตั้งแต่แรกเกิด ได้แก่:
การติดเชื้อ CMV เกิดจากเชื้อไวรัสเริมในมนุษย์ชนิดที่ 5 (HHV-5) เชื้อนี้สามารถทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายผิดปกติ หรือทำให้ทารกในครรภ์พัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์ได้ เนื่องจากไวรัสชนิดนี้ซ่อนตัวอยู่ในร่างกาย คุณจึงอาจมีอาการเมื่อติดเชื้อครั้งแรก (การติดเชื้อระยะแรก) หรือในภายหลัง (การกำเริบของเชื้อ)
คุณจะได้รับเชื้อ CMV จากสารคัดหลั่งในร่างกายของผู้อื่นที่ติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงน้ำลาย ปัสสาวะ เลือด น้ำนมแม่ และน้ำอสุจิ ช่องทางการแพร่เชื้อ CMV จากคนสู่คนโดยทั่วไป ได้แก่:
บุคลากรทางการแพทย์ใช้การตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลายเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ CMV เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วมักมีอาการไม่รุนแรง คนส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจ
แพทย์อาจทำการตรวจหาเชื้อ CMV ให้คุณหากคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ส่วนบุตรหลานของคุณอาจได้รับการตรวจในช่วงสองสามสัปดาห์แรกของชีวิตหากมีอาการของ CMV แต่กำเนิด
ในการวินิจฉัยโรค CMV แพทย์อาจสั่งตรวจบางส่วนหรือทั้งหมดดังต่อไปนี้:
โดยปกติแล้ว แพทย์จะใช้การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรค CMV ในผู้ใหญ่ แพทย์จะใช้เข็มเจาะเลือดจากเส้นเลือดของคุณ แล้วส่งตัวอย่างเลือดไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสัญญาณของการติดเชื้อ
อาจใช้การตรวจปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ CMV ในทารกแรกเกิด แพทย์จะเก็บตัวอย่างปัสสาวะเอง หรือให้คำแนะนำวิธีการเก็บตัวอย่างแก่คุณ จากนั้นจะส่งตัวอย่างไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ CMV
แพทย์อาจใช้การตรวจน้ำลายเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ CMV ในทารกแรกเกิด แพทย์จะใช้ไม้สำลีปลายอ่อนเก็บน้ำลายเล็กน้อยจากภายในปากของทารกอย่างเบามือ จากนั้นจะส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสัญญาณของการติดเชื้อ CMV
แพทย์สามารถรักษาโรค CMV ด้วยยาต้านไวรัส เช่น แกนซิโคลเวียร์ (GCV) หรือ วาลแกนซิโคลเวียร์ (VGC) ยาเหล่านี้จะให้โดยการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (IV infusion) หรือรับประทานเป็นเม็ด แพทย์มักจะรักษา CMV เฉพาะในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือทารกที่เกิดมาพร้อมกับอาการของ CMV เท่านั้น ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง CMV มักจะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา
ยาต้านไวรัสไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วได้ ยาเหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในทารกที่เกิดมาพร้อมกับเชื้อ CMV แต่ก็อาจไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ เด็กที่มีภาวะติดเชื้อ CMV แต่กำเนิดยังสามารถรักษาได้ด้วยการบำบัดด้านการพูดและการบำบัดทางกายภาพเพื่อจัดการกับผลกระทบจากการสูญเสียการได้ยินและปัญหาด้านพัฒนาการ
แม้ว่าคุณจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อาการของ CMV ก็อาจคงอยู่นาน คุณอาจรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หรืออ่อนแรงเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
ผลการรักษาการติดเชื้อ CMV จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณหรือบุตรหลานของคุณเกิดมาพร้อมกับเชื้อ CMV หรือไม่ และคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือไม่ แพทย์ของคุณสามารถช่วยให้คุณทราบถึงสิ่งที่คาดหวังได้ในสถานการณ์เฉพาะของคุณ
ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงแต่เกิดอาการติดเชื้อ CMV อาจป่วยได้นานตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ถึงหลายเดือน ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจาก CMV นั้นพบได้น้อย
ประมาณ 50% ของเด็กที่มีอาการติดเชื้อไวรัส CMV ตั้งแต่แรกเกิด จะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งมักรวมถึงการสูญเสียการได้ยินหรือการมองเห็น และความแตกต่างในการพัฒนาการ การสูญเสียการได้ยินอาจเกิดขึ้นในภายหลัง แม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการของไวรัส CMV ตั้งแต่แรกเกิดก็ตาม ทารกที่มีอาการรุนแรงอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากไวรัส CMV ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
หากคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผลกระทบของการติดเชื้อ CMV จะขึ้นอยู่กับว่าได้รับการรักษาเร็วแค่ไหนและเชื้ออยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย คุณอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การรักษาการติดเชื้อ CMV ในระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหายเป็นปกติได้ดีที่สุด
ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ มีโอกาสสูงที่จะประสบกับภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตจากไวรัสไซโตเมกาโล ภาวะแทรกซ้อนเหล่านั้นได้แก่:
หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือมีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง คุณสามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ CMV ได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้อื่น วิธีการเฉพาะในการลดความเสี่ยง ได้แก่:
หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโล อาการของคุณอาจหมายความว่าคุณจำเป็นต้องพักผ่อนและหยุดพักบ่อยกว่าปกติ ปรึกษาแพทย์ของคุณเกี่ยวกับวิธีการจัดการอาการของคุณอย่างเหมาะสมที่สุด
หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอ แพทย์จะติดตามอาการของคุณอย่างใกล้ชิด หากคุณสามารถอยู่บ้านได้ แพทย์จะแจ้งให้คุณทราบถึงวิธีการสังเกตอาการและเมื่อใดควรโทรหาแพทย์
หากลูกของคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค CMV ตั้งแต่แรกเกิด โปรดทำงานร่วมกับกุมารแพทย์และผู้ให้บริการด้านสุขภาพอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าลูกได้รับการรักษาที่เหมาะสม การเริ่มบำบัดด้านการพูดและการบำบัดทางกายภาพบำบัดโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จะช่วยลดผลกระทบของการสูญเสียการได้ยินหรือพัฒนาการล่าช้าในอนาคตได้
เมื่อติดเชื้อแล้ว เชื้อ CMV สามารถอยู่ในร่างกายโดยไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ ได้ตลอดชีวิต แต่หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอ เชื้ออาจกลับมาทำงานอีกครั้งและทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือทำลายอวัยวะได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เคยลองนับดูไหมครับว่าในหนึ่งวันเราหยิบมือถือขึ้นมาไถหน้าฟีดโซเชียลมีเดียกันบ่อยแค่ไหน? เชื่อว่าหลายคนหมดเวลาไปกับการดูคลิปสั้น แชทคุยกับเพื่อน หรือดูรูปภาพเพลินๆ เป็นชั่วโมงๆ แต่พอตั้งใจจะเปิดหนังสือไวยากรณ์หนาๆ ขึ้นมาอ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง กลับรู้สึกเหนื่อยและยอมแพ้ไปตั้งแต่ 10 นาทีแรก ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีความพยายามหรอกครับ แต่อาจเป็นเพราะวิธีการเรียนรู้แบบเดิมๆ มันไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบในปัจจุบัน
ถ้าการนั่งโต๊ะอ่านหนังสือมันฝืนใจ ทำไมเราไม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่อยู่ติดตัวตลอดเวลาให้กลายเป็นอาวุธลับล่ะครับ? การดาวน์โหลด แอพฝึกภาษาอังกฤษ มาใช้งาน ถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดและทรงประสิทธิภาพที่สุดแห่งปี 2026 นี้ เพราะมันช่วยให้คุณเปลี่ยนช่วงเวลาว่างที่เสียไปเฉยๆ เช่น ตอนนั่งรถไฟฟ้า ตอนรออาหาร หรือก่อนนอน ให้กลายเป็นช่วงเวลาอัปเกรดสกิลภาษาได้อย่างลื่นไหล วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการใช้โมบายแอพพลิเคชันให้เห็นผลจริง พร้อมรีวิวแอพเด็ดที่จะเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจครับ!
เหตุผลที่ แอพฝึกภาษาอังกฤษ กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมระดับโลก เป็นเพราะระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Micro-learning ครับ คือการแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทเรียนย่อยๆ ที่ใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีต่อวัน ทำให้สมองของผู้เรียนไม่รู้สึกล้าจนเกินไป และสามารถทำซ้ำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
นอกจากนี้ แอพพลิเคชันในยุค 2026 ยังมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์จุดเด่นและจุดด้อยของผู้เรียนแบบเรียลไทม์ เช่น การตรวจจับสำเนียงการออกเสียงที่แม่นยำ หรือการจัดชุดข้อสอบไวยากรณ์ที่สอดคล้องกับระดับความรู้ปัจจุบันของคุณ ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลานั่งเรียนเนื้อหาที่คุณเข้าใจอยู่แล้ว และได้โฟกัสกับจุดที่ต้องปรับปรุงอย่างตรงจุดที่สุดครับ
หลายคนมักจะดาวน์โหลดแอพพลิเคชันมาเต็มเครื่อง แต่เล่นไปได้แค่ 2-3 วันก็เลิกเปิดใช้งาน หากคุณต้องการเปลี่ยนแอพพลิเคชันให้เป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดูครับ
การเลือกแอพพลิเคชันให้ตรงกับทักษะที่คุณต้องการพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญมากครับ เพราะแต่ละแอพถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเลย หรืออยากรื้อฟื้นไวยากรณ์และคำศัพท์ในชีวิตประจำวันผ่านเกมสนุกๆ
เหมาะสำหรับผู้ที่พอสื่อสารได้บ้าง แต่ยังขาดความมั่นใจในเรื่องของสำเนียงและการออกเสียงท้ายคำ (Ending Sounds)
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกประสาทสัมผัสการฟังจากภาพรวมและการพูดคุยกับเจ้าของภาษาตัวจริง
เพื่อให้คุณเลือกดาวน์โหลดแอพที่ตรงกับสไตล์การเรียนรู้ของตัวเองได้ในทันที ลองดูตารางวิเคราะห์จุดเด่นของแต่ละแอพพลิเคชันด้านล่างนี้ครับ
| ชื่อแอพพลิเคชัน (App Name) | ทักษะเด่นที่เน้น (Core Skill) | รูปแบบการเรียนรู้ (Format) | เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้งาน (Best For) |
| Duolingo | คำศัพท์ / ไวยากรณ์พื้นฐาน | เกมตอบคำถามสั้นๆ มีระบบสะสมแต้ม | ผู้เริ่มต้น (Beginner) ที่อยากสร้างวินัยสม่ำเสมอ |
| ELSA Speak | การออกเสียง (Pronunciation) | AI ตรวจจับและขัดเกลาสำเนียงคำต่อคำ | ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจในการพูดและพรีเซนต์ |
| Memrise | คลังคำศัพท์ / วลีในชีวิตจริง | วิดีโอสั้นจากเจ้าของภาษาในสถานการณ์จริง | ผู้ที่ต้องการจำศัพท์ได้ไวผ่านภาพและเสียงจริง |
| HelloTalk | การสนทนา / แลกเปลี่ยนภาษา | แชทออนไลน์ / โทรคุยกับเพื่อนต่างชาติ | ระดับกลาง-สูงที่อยากฝึกโต้ตอบจริงในชีวิตประจำวัน |
| BBC Learning English | การฟัง (Listening) / ข้อมูลข่าวสาร | ฟังพอดแคสต์และอ่านบทความสั้นประจำวัน | คนทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะการฟังเชิงวิชาการ |
สิ่งที่ผู้เรียนต้องพึงระวังคือ “ความสมจริงในการสื่อสาร” ครับ แอพพลิเคชันหลายตัวเป็นการโต้ตอบกับระบบอัตโนมัติหรือ AI ซึ่งมีความแม่นยำในแง่ของกฎเกณฑ์ แต่ในโลกของความเป็นจริง การสนทนากับมนุษย์มีความยืดหยุ่น มีอารมณ์ ความรู้สึก และสถานการณ์เฉพาะหน้าเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้แอพพลิเคชันจึงควรทำควบคู่ไปกับการหาโอกาสพูดคุยกับคนจริงๆ เพื่อไม่ให้ทักษะของคุณจำกัดอยู่แค่ในหน้าจอโทรศัพท์ครับ
1. ใช้แอพฝึกภาษาอังกฤษอย่างเดียวโดยไม่เรียนเพิ่ม จะสามารถพูดคล่องได้จริงไหม?
แอพพลิเคชันช่วยเพิ่มพลังในเรื่องของคลังคำศัพท์และโครงสร้างแกรมม่าพื้นฐานได้ดีมากครับ แต่การจะพูดได้คล่องแคล่ว (Fluency) จำเป็นต้องมีการฝึกฝนการโต้ตอบแบบเรียลไทม์กับมนุษย์ร่วมด้วย เพื่อฝึกความเร็วในการคิดประโยคและการโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติครับ
2. มีแอพพลิเคชันไหนที่สามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงไหม?
แอพพลิเคชันส่วนใหญ่ เช่น Duolingo หรือ BBC Learning English มีเวอร์ชันฟรีให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมครับ แต่อาจจะมีโฆษณาคั่นหรือจำกัดฟีเจอร์ระดับสูงบางประเภท ซึ่งเพียงพอสำหรับการฝึกฝนพื้นฐานประจำวันแล้วครับ
3. แอพแนวตรวจจับเสียงพูด (AI Voice Recognition) มีความแม่นยำแค่ไหน?
ในปัจจุบันปี 2026 เทคโนโลยี AI มีความแม่นยำสูงมากครับ สามารถจำแนกความผิดเพี้ยนของเสียงสระ พยัญชนะ และการลงน้ำหนักพยางค์ (Stress) ได้ใกล้เคียงกับหูของเจ้าของภาษา จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการฝึกออกเสียงคนเดียวที่บ้านครับ
4. คนทำงานออฟฟิศที่ต้องการระบุคำศัพท์ธุรกิจ ควรเลือกใช้แอพสไตล์ไหนดี?
แนะนำให้เลือกแอพพลิเคชันเน้นข่าวสารหรือบทความเชิงวิเคราะห์ เช่น BBC Learning English หรือแอพพลิเคชันแนวฝึกพูดที่มีการจัดหมวดหมู่ Business English โดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้รับวลีและโครงสร้างประโยคที่สุภาพและเป็นทางการครับ
5. ควรใช้เวลาเล่นแอพฝึกภาษาอังกฤษวันละกี่นาทีถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง?
เน้นความสม่ำเสมอเป็นหลักครับ การฝึกฝนอย่างตั้งใจวันละ 10-15 นาทีทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สมองจดจำและพัฒนาทักษะการฟังและการจำศัพท์ได้ดีกว่าการเล่นรวดเดียวหลายๆ ชั่วโมงในวันหยุดครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

ซอฟต์แบงก์ (SoftBank) กลุ่มธุรกิจการลงทุนและเทคโนโลยีรายใหญ่ของญี่ปุ่น กลายเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดของญี่ปุ่น แซงหน้า โตโยต้า มอเตอร์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี หลังราคาหุ้นพุ่ง จากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก
Nikkei รายงานว่า มูลค่าตลาดของซอฟต์แบงก์ เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 48.8 ล้านล้านเยน (ประมาณ 9.96 ล้านล้านบาท) ขณะที่ โตโยต้า มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าตลาดลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 45.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 9.38 ล้านล้านบาท)
โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นต่อยุทธศาสตร์ AI ของซอฟต์แบงค์ โดยเฉพาะการถือหุ้นในบริษัทชิปออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ Arm Holdings และการลงทุนใน OpenAI รวมถึงการประกาศแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 75,000 ล้านยูโรในฝรั่งเศส (2.84 ล้านล้านบาท) ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาดอย่างมาก

ในวันเดียวกันหุ้นซอฟต์แบงก์ พุ่งขึ้น 14% ขณะที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น Nikkei 225 ทะลุระดับ 67,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยแรงซื้อส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์
การที่ซอฟต์แบงก์ แซง โตโยต้า มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหัวใจสำคัญของตลาดทุน สู่ยุคที่เทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัทขนาดใหญ่แทน
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI ในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และยังต้องติดตามว่าการเติบโตของกำไรจากธุรกิจ AI จะสามารถรองรับระดับมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงได้หรือไม่ในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

หนูเป็นหนึ่งในสัตว์รบกวนที่สร้างปัญหาให้บ้านและสวนได้ไม่น้อย ทั้งกัดกินพืชผล ทำลายข้าวของ โครงสร้างบางส่วนของบ้าน รวมถึงอาจเป็นพาหะของเชื้อโรคหรือพาปรสิตอย่างเห็บ หมัด และไรเข้ามาใกล้คนได้ ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC ระบุว่า วิธีลดความเสี่ยงจากหนูที่ดีที่สุดคือการตัดแหล่งอาหาร น้ำ และที่หลบซ่อนของหนูออกจากบริเวณบ้าน
นอกจากการดูแลความสะอาดและอุดช่องทางเข้าบ้านแล้ว หลายคนยังนิยมใช้วิธีธรรมชาติ เช่น ปลูกพืชกลิ่นแรงไว้รอบสวนหรือใกล้จุดที่หนูมักผ่าน เพราะกลิ่นของพืชบางชนิดอาจช่วยรบกวนประสาทรับกลิ่นของหนู และทำให้พวกมันหลีกเลี่ยงพื้นที่นั้นได้ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรใช้เป็นตัวช่วยเสริม ไม่ใช่วิธีหลักในการกำจัดหนูทั้งหมด
หนูใช้ประสาทรับกลิ่นในการหาอาหาร หาที่หลบซ่อน และสำรวจเส้นทางรอบตัว พืชบางชนิดที่มีกลิ่นหอมแรงสำหรับคน อาจเป็นกลิ่นที่รบกวนหนูจนไม่อยากเข้าใกล้ โดยเฉพาะกลุ่มสมุนไพรหรือไม้ดอกที่มีน้ำมันหอมระเหยเด่นชัด
เว็บไซต์ด้านกำจัดสัตว์รบกวนหลายแห่ง เช่น Green Pest Solutions และ Flower Shop Network ระบุว่า พืชอย่างมิ้นต์ ลาเวนเดอร์ ดาวเรือง และการบูร มักถูกแนะนำในกลุ่มพืชที่อาจช่วยไล่หนูหรือหนูบ้านได้จากกลิ่นเฉพาะตัว แต่หากบ้านมีหนูจำนวนมาก ควรแก้ที่ต้นเหตุร่วมด้วย เช่น เก็บอาหารให้มิดชิด ปิดถังขยะ และลดที่หลบซ่อนในสวน

ลาเวนเดอร์เป็นไม้ดอกที่หลายคนชอบเพราะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และช่วยให้สวนดูสวยขึ้น แต่สำหรับหนู กลิ่นของลาเวนเดอร์อาจรุนแรงเกินไป เนื่องจากพืชชนิดนี้มีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นเฉพาะตัว
การปลูกลาเวนเดอร์บริเวณขอบแปลงสวน ระเบียง หรือพื้นที่ใกล้ประตูทางเข้า อาจช่วยเพิ่มชั้นป้องกันกลิ่นตามธรรมชาติได้ อีกข้อดีคือดอกลาเวนเดอร์ยังดึงดูดผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งมีบทบาทต่อการผสมเกสรของพืชในสวน

มิ้นต์เป็นสมุนไพรที่คนคุ้นเคยดี ทั้งในอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ให้ความสดชื่น จุดเด่นของมิ้นต์คือกลิ่นแรงจากสารกลุ่มเมนทอล ซึ่งเป็นกลิ่นที่หนูมักไม่ชอบ
การปลูกมิ้นต์ใกล้ทางเดินของหนู ขอบรั้ว หรือบริเวณใกล้ครัวกลางแจ้ง อาจช่วยลดการเข้ามารบกวนได้บางส่วน แต่ควรปลูกในกระถางหรือพื้นที่ควบคุมได้ เพราะมิ้นต์เป็นพืชที่แพร่กระจายเร็ว หากปล่อยลงแปลงโดยไม่ดูแล อาจลามไปทั่วสวนได้ง่าย
3. ดอกดาวเรือง สีสด กลิ่นชัด ช่วยเสริมแนวกันหนู

ดอกดาวเรืองโดดเด่นทั้งสีเหลืองส้มสดใสและกลิ่นเฉพาะตัวที่ค่อนข้างแรง หลายแหล่งด้านการทำสวนและกำจัดสัตว์รบกวนระบุว่า กลิ่นของดาวเรืองอาจช่วยรบกวนหนูและสัตว์รบกวนบางชนิดได้
แม้ยังไม่ควรมองว่าดาวเรืองเป็นวิธีไล่หนูที่ได้ผลเด็ดขาด แต่การปลูกไว้ตามขอบสวนหรือใกล้แปลงผักถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากช่วยเพิ่มสีสันให้สวนแล้ว ยังเป็นไม้ดอกที่ดูแลง่ายและเหมาะกับอากาศร้อน

ต้นการบูรเป็นพืชที่มีกลิ่นฉุนเย็นคล้ายกลิ่นสมุนไพรหรือยาหม่อง กลิ่นลักษณะนี้มักถูกใช้เป็นเหตุผลว่าทำไมการบูรจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่อาจช่วยไล่หนูได้
การปลูกต้นการบูรใกล้มุมสวนหรือพื้นที่ที่มักพบร่องรอยหนู อาจช่วยให้บริเวณนั้นมีกลิ่นที่หนูไม่อยากเข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกตำแหน่งปลูกให้เหมาะสมกับขนาดของต้น และดูแลไม่ให้พื้นที่รอบบ้านรกจนกลายเป็นที่ซ่อนของหนูแทน
การปลูกพืชกลิ่นแรงอาจช่วยลดโอกาสที่หนูจะเข้ามาในบางจุด แต่ยังไม่เพียงพอหากบ้านหรือสวนยังมีอาหาร น้ำ และที่หลบซ่อนอยู่ครบ ข้อมูลจาก CDC และ King County Public Health แนะนำแนวทางป้องกันหนูที่ควรทำควบคู่กัน ดังนี้
ลาเวนเดอร์ มิ้นต์ ดอกดาวเรือง และต้นการบูร เป็นพืชที่มีกลิ่นชัดและมักถูกแนะนำว่าอาจช่วยไล่หนูได้ตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับปลูกเป็นแนวเสริมรอบบ้านหรือในสวน โดยเฉพาะคนที่อยากลดการใช้สารเคมี
อย่างไรก็ตาม การป้องกันหนูให้ได้ผลจริงต้องเริ่มจากการทำให้บ้านไม่น่าอยู่สำหรับหนู นั่นคือไม่มีอาหารให้กิน ไม่มีน้ำให้เข้าถึงง่าย และไม่มีที่หลบซ่อน การใช้พืชกลิ่นแรงจึงควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลบ้านและสวนอย่างครบวงจร
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,100.00 | 69,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,467.00 | 67,719.72 | 70,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,020.30 | 60,947.75 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,573.60 | 54,175.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,010.15 | 30,473.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,563.45 | 23,701.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,629.02 | 70,175.94 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.90 | 42.90 | 43.40 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.53 | 42.53 | 43.03 | 42.53 | 42.53 | 42.53 | 42.53 | 42.53 | 42.53 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 52.49 | – | – | 53.41 | – | 52.99 | 52.64 | – | 52.49 |
| ดีเซล | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 58.25 | 58.25 | 49.84 | 58.25 | – | – | – | – | 58.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ตลาดคอนโดไทยในสายตาต่างชาติ กำลังส่งสัญญาณ “เปลี่ยนเกม” หลังยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสแรกปี 2569 หดตัวแรงเกือบ 18% สวนทางกับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไทยที่เริ่มฟื้นตัวสิ่งที่น่าสนใจคือ การชะลอตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกชาติ เพราะในวันที่นักลงทุนจีนเริ่มถอยออกจากตลาด กลับมีกลุ่มผู้ซื้อรัสเซียที่เร่งเข้ามาแทน พร้อมดันตลาดลักชัวรีในเมืองท่องเที่ยวให้ยังเดินต่อได้
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยว่าไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติรวม 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 13,464 ล้านบาท ลดลง 17.9%แม้ตัวเลขจะหดตัว แต่ต่างชาติยังถือเป็นกำลังสำคัญของตลาดคอนโดไทย เพราะคิดเป็น 13.6% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด และครองสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 23.9% ของตลาดรวมนั่นหมายความว่า ผู้ซื้อชาวต่างชาติยังคงเน้นลงทุนในคอนโดระดับราคาสูง มากกว่าตลาดแมสทั่วไป
จีนยังคงเป็นสัญชาติที่ซื้อคอนโดไทยมากที่สุด แต่ภาพที่เกิดขึ้นในปีนี้เริ่มเปลี่ยนไปชัดเจนไตรมาสแรกปี 2569 ชาวจีนโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 906 หน่วย ลดลงถึง 38.8% ส่วนมูลค่าลดลงแรงกว่า 42.9% เหลือ 3,493 ล้านบาทตัวเลขนี้สะท้อนว่า กำลังซื้อจากจีนที่เคยเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของตลาดคอนโดไทย กำลังชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญสาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจจีนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ รวมถึงความเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศ
ในวันที่จีนชะลอ กลับมีกลุ่มผู้ซื้อรัสเซียที่เติบโตสวนกระแสอย่างชัดเจนชาวรัสเซียขึ้นมาเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 ด้วยยอดโอน 383 หน่วย เพิ่มขึ้น 33% ขณะที่มูลค่าพุ่งแรงถึง 68.7% แตะ 1,665 ล้านบาทตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ซื้อรัสเซียไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อซื้อคอนโดทั่วไป แต่กำลังขยับเข้าสู่ตลาดระดับบน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยาหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน
นักลงทุนและผู้มีฐานะจากรัสเซียจำนวนมากเริ่มมองหา “บ้านหลังที่สอง” ในต่างประเทศ และไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ ทั้งจากค่าครองชีพ สภาพอากาศ และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ชาวต่างชาติระยะยาว
หากมองตามพื้นที่ลงทุน กรุงเทพฯ ยังครองมูลค่าการโอนสูงสุดที่ 6,138 ล้านบาท คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดต่างชาติทั้งหมดแต่จังหวัดที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็น “ภูเก็ต” ซึ่งมูลค่าการโอนเติบโตถึง 34.9% สูงสุดในประเทศ แรงหนุนสำคัญมาจากตลาดคอนโดและวิลลาระดับลักชัวรี ที่ยังได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและรัสเซีย ขณะที่จังหวัดชลบุรี ยังครองอันดับ 1 ด้านจำนวนหน่วยโอน ด้วยสัดส่วน 36% ของตลาดต่างชาติทั้งหมด จากแรงซื้อในพื้นที่พัทยาเป็นหลัก
ที่ผ่านมา ตลาดคอนโดไทยพึ่งพากำลังซื้อจากจีนอย่างมาก แต่ตัวเลขล่าสุดกำลังบอกว่า โครงสร้างผู้ซื้อเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อจีนเริ่มชะลอ นักลงทุนจากรัสเซีย ยุโรป และกลุ่มตลาดใหม่ กำลังเข้ามาเติมช่องว่างแทนคำถามสำคัญต่อจากนี้ คือ ตลาดอสังหาฯ ไทยจะสามารถกระจายฐานผู้ซื้อได้เร็วแค่ไหน ในวันที่ “ลูกค้าจีน” ไม่ได้โตเหมือนเดิมอีกต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การวางและจัดทำ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ของกรุงเทพมหานครมีความก้าวหน้าไปมากล่าสุดเข้าสู่กระบวนการปิดประกาศแผนผังพร้อมข้อกำหนดเป็น 90 วัน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบร่างฯ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา และประเมินว่าจะมีผลบังคับใช้ปลายปี2570 หรือประมาณเดือนกันยายนปีหน้า
โดยร่างผังเมืองรวมใหม่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากจากที่เคย “จำกัด และควบคุม” เป็นการสนับสนุนปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินในวงกว้างเพื่อให้สอดรับกับความคุ้มค่าการลงทุนโครงข่ายรถไฟฟ้าของภาครัฐในหลายเส้นทาง หรือที่เปลี่ยนจากระบบถนน สู่ระบบราง รับส่งผู้โดยสารจำนวนมาก จึงก่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอยู่อาศัย การใช้ชีวิต และการพัฒนา จากแนวราบสู่แนวดิ่งไปทั่วทั้งเมือง อย่างไรก็ตามแม้ หลายฝ่ายมองว่าราคาที่ดินจะขยับสูง จากการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินและการมาของรถไฟฟ้า แต่มองว่าเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า
โดยพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงปรับเพิ่มมากที่สุด คือ พื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) รองรับรถไฟฟ้าสายใหม่ ทั้งลาดพร้าว รามอินทรา ฯลฯ สามารถพัฒนาคอนโดมิเนียมมากขึ้น และหากที่ดินติดสถานีรถไฟฟ้าสามารถพัฒนาอาคารขนาดใหญ่พิเศษ และอาคารสูงไม่จำกัดได้ โดย พื้นที่สีส้ม (ย.6-ย.10) มีประมาณ 349.95 ตารางกิโลเมตร เพิ่มขึ้น กว่า23%(เพิ่มขึ้น 100 ตารางกิโลเมตร) หรือ กว่า41% ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร พื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด ได้แก่บริเวณโซนเหนือและตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า
อย่างไรก็ตามจากการรายงานข่าวของกรุงเทพมหานครระบุว่า พื้นที่สีส้มมีการปรับเพิ่ม และลดลงในร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่อัปเดตล่าสุด หลังจากผ่าน การพิจารณาจากคณะกรรมการ ทั้งจากกรมโยธาธิการและผังเมืองและจากคณะกรรมการ กรุงเทพมหานคร คือ เพิ่มพื้นที่สีส้ม บริเวณ ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ศรีนครินทร์ จากพื้นที่สีเหลือง(ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) เป็นพื้นที่สีส้ม และลดพื้นที่สีส้มปรับเพิ่มเป็นพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) บริเวณ ทุ่งสองห้อง
ที่เป็นไฮไลต์ ของร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ได้ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยขยาย ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ออกไปทางตะวันออกของCBDในปัจจุบัน (สี่พระยา สีลม สาทร สุรวงศ์) เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างเต็มและแออัด โดย CBDส่วนต่อขยาย จะยึดแนวของถนนพระราม4 ซึ่งเป็นเส้นทางคอร์ลิดอร์ และมีการพัฒนาของกลุ่มอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่พิเศษตลอดแนว ตั้งแต่หัวลำโพง สามย่านมิตรทาวน์ ไปจนถึง คลองเตย โดยตลอดแนวของถนนพระราม4 จะเป็นพื้นที่สีแดง ระหว่าง พ.5 -พ.8 FAR (Floor Area Ratio) อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน7-12 หรือ สร้างได้ 7เท่าของแปลงที่ดินสำหรับ พ.5 และ สูงสุด สร้างได้ 12เท่าของแปลงที่ดินสำหรับพ.8 (รวมโบนัส)
โดย บริเวณ ที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากจะเป็นพื้นที่บริเวณโครงการวัน แบงค็อก ของตระกูลสิริวัฒนภักดี อภิโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส และมีแผนพัฒนาเป็นระยะ โดยร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทหนาแน่นมาก) เป็นพื้นที่สีแดง พ.8 นอกจากนี้ยังปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่รอบศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นพื้นที่สีแดงระดับเดียวกัน เนื่องจากมีการพัฒนาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
ที่น่าจับตาบริเวณคลองเตย ตลอดเส้นทางมีการรื้อทิ้งโครงสร้างอาคารเดิมเพื่อรอนักลงทุนประมูลและพัฒนาใหม่ โดยบริเวณนี้ปรับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึง ที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นพื้นที่สีน้ำตาล ย.13 และ พื้นที่สีแดงพ.5 รองรับการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่าแสนล้านบาท แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้ถนนนราธิวาสราชนครินทร์และมีแผนก่อสร้างถนนสายใหม่เชื่อมเข้าถึงพื้นที่ทั้งนี้ถนนพระราม4 จะเป็นถนนสายCBDส่วนต่อขยายที่ขยานไปกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์ถนนสายเศรษฐกิจสำคัญ ที่รองรับการขยายตัวของการพัฒนาในอนาคต
ส่วนที่ดินที่ตั้งโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค หัวมุมถนนสีลม-พระราม4 ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านCBDอยู่ก่อนแล้ว ร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพิ่มเป็น พ. 8 พัฒนาได้ 12 เท่าของแปลงที่ดิน จากการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสเต็มศักยภาพของพื้นที่
“ฐานเศรษฐกิจ”สำรวจการปรับปรุงร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ พบว่าหลายพื้นที่ไฮไลต์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าจับตา ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐต่างได้อานิสงส์จากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เพิ่มขึ้น นอกจากถนนพระราม4 อย่าง ที่ดินหัวลำโพง วัน แบกค็อก ที่ดินท่าเรือคลองเตยแล้ว ยังมีอีกหลายโซน ที่น่าจับตา
ไล่ตั้งแต่ พื้นที่โดยรอบสถานีมักกะสัน ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นศูนย์มักกะสัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเชื่อมต่อมาจากย่านประตูน้ำ และราชปรารภ ฯลฯ ที่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี ) กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็น พ.8 ซึ่งพัฒนาได้ 12 เท่าของแปลงที่ดิน เนื่องจากอยู่ย่านกลางเมือง ต้องการรองการพัฒนาในอนาคต ซึ่งบริเวณนี้จะอยู่นอกเขตที่ดิน “เมืองไฮสปีดอีอีซี” ของกลุ่มซีพีเนื่องจากใช้กฎหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่พัฒนาได้ 10 เท่าของแปลงที่ดิน หรือพัฒนาได้น้อยกว่าตามร่างผังเมืองกทม.ใหม่ เช่นเดียวกับพระราม9 (แยกมักกะสัน) ที่เพิ่มการพัฒนาได้ 1 2 เท่า เช่นเดียวกัน
ที่เป็นไฮไลต์ ที่ดินรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และเตาปูนซึ่งย่านนี้ กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน พ.8 โดยกรุงเทพมหานครมองว่า มีจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางหรือจุดตัดรถไฟฟ้าซึ่งศักยภาพไม่ต่างจากสยามสแควร์ และอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากจากการลงทุนของภาคเอกชนที่น่าจับตา
มาที่โซนพระราม9 -รัชดาภิเษก กำหนดให้เป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจรองหรือ CBD รอง มีรถไฟฟ้าตัดกันสองสาย ทั้ง MRT ใต้ดินสายสีน้ำเงินและสายสีส้ม โดยบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินสีน้ำตาล และพื้นที่สีแดง พ.7 โดยเฉพาะบริเวณที่ดินโครงการมิกซ์ยูสของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) หรือ CPN สามารถพัฒนาได้มากถึง 10 เท่าของแปลงที่ดิน เช่นเดียวกับโซนห้าแยกลาดพร้าว มีการเปลี่ยนแปลงสูงเช่นกัน ซึ่งมีทั้งพื้นที่สีแดงและพื้นที่สีน้ำตาล พัฒนาอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่พิเศษและมิกซ์ยูสได้ค่อนข้างมาก หากที่ดินติดสถานีรถไฟฟ้า
ขณะที่พื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ ย่านเยาวราช ศูนย์กลางธุรกิจการค้าเก่าแก่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีแดง จากเดิมพ.3 ปรับการใช้ประโยชน์เป็น พ.5 โดยเฉพาะเวิ้งนครเกษม ที่ดินทำเลศักยภาพ ของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ที่กำลังพัฒนา โครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับ เอเชียทีค ของ AWC ที่ดินประวัติศาสตร์แห่งสายน้ำ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ที่ดินย่านนอร์ธปาร์ค และบริเวณสถานีรถไฟฟ้าทุ่งสองห้อง เพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินจาก พื้นที่สีส้มเป็นพื้นที่สีแดง พ.5 พัฒนาได้ 7เท่าของแปลงที่ดิน ซึ่งสามารถพัฒนาอาคารสำนักงานรองรับนักลงทุนเดินทางมาจากสนามบินดอนเมือง ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากอีกแห่งคือโซนดอนเมือง จากพื้นที่สีเหลือง ปรับเป็นพื้นที่สีส้ม รองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงอีอีซีและรถไฟไทย-จีน รวมถึง สนามบินดอนเมือง ซึ่งจะพัฒนาได้มากขึ้น จากแนวราบเป็นแนวดิ่งเป็นต้น
นอกจากพื้นที่ที่มีการปรับเพิ่มแล้ว ยังมีพื้นที่ปรับลดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น บริเวณแยกอโศก-รัชดาฯ ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา เดิมผังเมืองรวมกทม.ใหม่ปรับจากพื้นที่สีน้ำตาลเป็นพื้นที่สีแดงแต่คนในพื้นที่คัดค้านเพราะไม่ต้องการให้นักลงทุนและคนต่างถิ่นเข้ามาขยับขยายศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรมฯลฯ โดยต้องการให้เป็นที่อยู่อาศัยเช่นเดิม เช่นเดียวกับย่านชายทะเลบางขุนเทียน ปรับลดจาก พื้นที่ ก.2 (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว) เป็น ก.1 เพื่อเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชายทะเล
อย่างไรก็ตามการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินครั้งใหญ่ของร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ทางกรุงเทพมหานคร ต้องการ รองรับการขยายตัวของเมือง ในอนาคต และตอบโจทย์การลงทุนในอีก20-30ปีข้างหน้า รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มวัยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในกรุงเทพมหานครแนวเส้นทางรถไฟฟ้า
ที่สำคัญยัง เพิ่มขีดการแข่งขัน กับประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง จากการขยายการพัฒนาเมือง การลงทุนในหลากหลายรูปแบบของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ในอนาคต โดยเฉพาะเมืองอัจฉริยะ เมืองสีเขียว หรือ Green City เมืองที่ออกแบบและบริหารจัดการโดยผสมผสานธรรมชาติเข้ากับสิ่งปลูกสร้างอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการลดมลพิษ ใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมือง

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45 -32.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.52-32.73 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลดลงของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาแถวโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลง MOU ในการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเดินหน้าการเจรจาหยุดยิงให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยสาระสำคัญของ MOU ล่าสุด นั้น จะมีประเด็น การรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ และการเปิดเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้ออกมาผสมผสาน โดยทั้ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 (+1.6%q/q, annualized) และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ต่างออกมาแย่กว่าคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนเมษายน ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.8% ตามคาด แต่โมเมนตัมอัตราเงินเฟ้อ PCE (%m/m) กลับชะลอลงสู่ระดับ 0.4% น้อยกว่าที่ตลาดคาด เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน แม้จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.3% ตามคาด แต่โมเมนตัม (%m/m) ได้ชะลอลงเล็กน้อยสู่ระดับ 0.2% น้อยกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มากนัก ซึ่งทั้งแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีพัฒนาการดีขึ้น และรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ เหลือโอกาสราว 59% จากราว 70%-75% ในช่วงก่อนตลาดทยอยรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่ผู้เล่นในตลาดได้รับรู้พัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไปพอสมควรแล้ว แต่เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงสงวนท่าทีระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ แม้จะยังมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่าย (Cautiously Optimistic) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และยังคงให้โอกาสราว 59%
โดยเรามองว่า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (และอาจแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากโซนดังกล่าว) เมื่อทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงและนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง
ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ เรามองว่า หากสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจรจาหยุดยิง เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง กลับไปทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยกลับมาเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ตอบรับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด และพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีความคืบหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor เป็นหลัก นำโดย Microsoft +3.5%, AMD +4.6% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.58% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.91%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.49% โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันในช่วงแรกตามความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ก่อนที่ตลาดหุ้นยุโรปจะทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง จากอานิสงส์การปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +1.1% ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งสหรัฐฯ และกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลง เพื่อขยายเวลาหยุดยิงไปอีก 60 วัน
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.45% สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ของบรรดาผู้เล่นในตลาด ตอบรับทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงสอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสานและพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูงอยู่นั้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะการถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่เป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9 -99.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ได้กดดันให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ ซึ่งช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นต่อของราคาทองคำ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตามกระแสข่าวที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง MOU ขยายเวลาหยุดยิงไปอีก 60 วัน เพื่อเดินหน้าการเจรจาต่อเนื่อง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

“วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ตัดสินใจขอยอมแพ้ในการแข่งขันรายการ สิงคโปร์ โอเพ่น 2026 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 750 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569
โดยในประเภทชายเดี่ยว รอบสอง นักตบลูกขนไก่ชาวไทยวัย 25 ปี มืออันดับ 2 ของโลก ผ่านเข้ารอบมาพบกับ ลักษยา เซน นักแบดมินตันชาวอินเดีย มืออันดับ 10 ของโลก
อย่างไรก็ตามหลังแข่งขันไปเพียงไม่นาน ขณะที่ นักแบดมินตันชาวอินเดีย นำอยู่ 2-0 คะแนน ทางด้าน “วิว กุลวุฒิ” มีอาการเจ็บบริเวณหลัง ทำให้ปรึกษากับทีมก่อนตัดสินใจขอยอมแพ้
สำหรับทีมงานของ “วิว กุลวุฒิ” จะทำการตรวจเช็กอาการบาดเจ็บอีกครั้ง เพื่อประเมินสภาพร่างกายว่าจะหายทันพร้อมลงแข่งขันในรายการใหญ่อย่าง อินโดนีเซีย โอเพ่น 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับ เวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ในช่วงสัปดาห์หน้าทันหรือไม่
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ตาขาวไม่ใส เกิดจากอะไร? เคยสังเกตไหมว่า บางคนดวงตาดูใส สดชื่น มองแล้วสะดุดตา แต่พอมองกลับมาที่ตัวเอง กลับรู้สึกว่าตาขาวดูหมอง เหลือง หรือมีเส้นเลือดแดงจนดูไม่สดใสเหมือนคนอื่น
จริงๆ แล้ว “ตาขาวไม่ใส” สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อาการภูมิแพ้ ไปจนถึงสัญญาณสุขภาพบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้เราจะพาไปดูกันว่า ต้นเหตุของตาขาวไม่ใสมีอะไรบ้าง และควรดูแลอย่างไรให้ดวงตากลับมาดูสดใสอีกครั้ง
สาเหตุ
ตาขาวที่ดูหมองหรือไม่ใส อาจเกิดจากอาการระคายเคืองของดวงตา ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ควัน แสงแดด ลม หรือการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น จ้องหน้าจอเป็นเวลานาน จนทำให้เยื่อบุตาอักเสบและดูไม่สดใส
วิธีดูแล
สาเหตุ
คนที่เป็นภูมิแพ้มักมีอาการคันตา ระคายเคือง และเผลอขยี้ตาบ่อยๆ ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในตาขยายตัว จนตาดูแดงหรือหมองคล้ำกว่าปกติ
วิธีดูแล
สาเหตุ
การใส่คอนแทคเลนส์ไม่สะอาด หรือมีเศษเครื่องสำอาง ฝุ่น และสิ่งสกปรกเข้าสู่ดวงตา อาจทำให้เกิดการอักเสบได้ บางคนอาจมีอาการปวดตา ตาแดงเข้ม หรือมีตุ่มเล็กๆ ร่วมด้วย
วิธีดูแล
สาเหตุ
การนอนดึก เล่นมือถือ หรือจ้องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ดวงตาทำงานหนัก เกิดอาการตาแห้งและเยื่อบุตาอักเสบได้ง่าย จนตาดูแดง มีเส้นเลือดขึ้น หรือดูไม่สดใส
วิธีดูแล
หากลองลดการใช้หน้าจอและพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 1 สัปดาห์ หลายคนจะเริ่มสังเกตได้ว่าตาขาวดูใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สาเหตุ
หากตาขาวมีสีเหลืองชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณใต้เปลือกตาก็ยังเหลือง อาจไม่ใช่แค่อาการระคายเคืองทั่วไป แต่อาจเกี่ยวข้องกับโรคตับ ไวรัสตับอักเสบ ดีซ่าน หรือปัญหาเกี่ยวกับไตได้
วิธีดูแล
ดวงตาที่สดใสไม่ใช่แค่ช่วยให้ใบหน้าดูสดชื่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกายอีกด้วย หากดูแลสายตาอย่างเหมาะสม และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยให้ตาขาวกลับมาดูใส สุขภาพดี และลดปัญหาตาแดงตาหมองได้มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

การเรียนภาษาอังกฤษในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือการนั่งท่องตำราไวยากรณ์หนาๆ อีกต่อไปแล้วครับ หลายคนมักจะเจอปัญหาว่าเรียนแกรมม่ามาหลายปีแต่ก็ยังไม่กล้าอ้าปากพูด หรือฟังชาวต่างชาติไม่ทัน วิธีแก้ปัญหาที่ผ่อนคลายและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการเริ่มต้นฝึกฝนผ่านการฟัง เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ ในชีวิตประจำวันครับ เพราะเสียงเพลงและทำนองจะช่วยให้สมองของเราซึมซับภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว
ในยุคปี 2026 ที่สื่อออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายในทุกแพลตฟอร์ม การเปลี่ยนเวลาว่างระหว่างเดินทางหรือการทำงานบ้านให้เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ผ่านบทเพลงสากล ถือเป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่นิยมกันมาก วันนี้ EngDuo Thailand จะมาเผยเทคนิคการเลือกเพลงและการฝึกฝนที่จะช่วยเปลี่ยนเสียงดนตรีให้กลายเป็นบทเรียนภาษาอังกฤษสุดสนุกและนำไปใช้งานได้จริงครับ
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ การข้ามไปฟังข่าวภาษาอังกฤษหรือดูภาพยนตร์แบบไม่มีซับไตเติลอาจจะทำให้รู้สึกท้อแท้และล้มเลิกได้ง่ายครับ การเลือกฟัง เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ จึงเป็นบันไดขั้นแรกที่เหมาะสมที่สุด เพราะเพลงกลุ่มนี้มักจะใช้โครงสร้างประโยคที่ไม่ซับซ้อนและเลือกใช้คำศัพท์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคยกันดี
นอกจากนี้ บทเพลงสากลที่ฟังสบายมักจะมีการร้องที่ชัดเจน ไม่รวดเร็วเกินไป ทำให้นักเรียนสามารถฝึกจับใจความและสังเกตวิธีการออกเสียงของเจ้าของภาษาได้อย่างละเอียด การฟังซ้ำๆ ยังช่วยกระตุ้นความจำระยะยาว ทำให้เราจดจำวลีและสำนวนต่างๆ นำไปปรับใช้ในบทสนทนาจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลในใจครับ
การเลือกเพลงเพื่อฝึกฝนก็เหมือนกับการเลือกอาหารสมองครับ หากเลือกเพลงที่ยากเกินไปก็อาจจะเคี้ยวลำบาก ลองมาดูเทคนิคการคัดสรรบทเพลงที่จะช่วยให้การเรียนรู้ของคุณลื่นไหลและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นครับ
เพลงแนวอะคูสติกหรือป๊อปคลาสสิกมักจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ เพราะนักร้องจะไม่ออกเสียงเร็วเกินไป ช่วยให้เราได้ยินเสียงท้ายคำอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง
เพลงที่มีโครงสร้างประโยคซ้ำๆ จะช่วยให้สมองของเราเกิดความคุ้นเคยได้เร็วขึ้น ทุกครั้งที่ท่อนฮุกดังขึ้น เราจะสามารถร้องตามได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการฝึกความมั่นใจในการใช้ภาษาไปในตัวครับ
ในช่วงเริ่มต้น แนะนำให้เลี่ยงเพลงแนวฮิปฮอปหรือแร็ปก่อนครับ เพราะเพลงเหล่านั้นมักจะมีการรวบเสียงค่อนข้างมากและใช้ภาษาพูดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนและนำไปใช้ในงานที่เป็นทางการผิดบริบทได้ครับ
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นกดเพลย์ลิสต์ไหนดี วันนี้เรามีเพลงสากลอมตะฟังสบายที่เหมาะแก่การฝึกฝนมาแนะนำครับ เช่น เพลง You Are My Sunshine ซึ่งเป็นเพลงที่เด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลกคุ้นเคย เนื้อร้องสั้นกระชับและใช้ไวยากรณ์ที่ตรงไปตรงมา หรือเพลง Count on Me ของ Bruno Mars ที่บอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพด้วยคำศัพท์พื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
การฝึกถอดคำศัพท์จากเพลงเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นการเชื่อมเสียงที่น่าสนใจ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปสืบค้นเนื้อเพลงที่ถูกต้องเพื่อเปิดดูควบคู่ไปกับการฟังได้ที่เว็บไซต์คลังเนื้อเพลงสากลระดับโลกอย่าง AZLyrics เพื่อเช็คความถูกต้องของตัวอักษรและคำแปลได้ทันทีครับ
ลองดูตารางวิเคราะห์บทเพลงที่แนะนำด้านล่างนี้ เพื่อให้คุณสามารถเลือกเพลงที่ตรงกับระดับทักษะและความต้องการในการฝึกฝนของตนเองได้เลยครับ
| ชื่อบทเพลงสากล | ชื่อศิลปินเจ้าของเพลง | ระดับความยากง่าย | จุดเด่นในการเรียนรู้และฝึกภาษา |
|---|---|---|---|
| You Are My Sunshine | Jimmie Davis / Various | ง่ายมาก | ฝึกคำศัพท์พื้นฐานและการแต่งประโยคบอกเล่าสั้นๆ |
| Count on Me | Bruno Mars | ง่าย | เรียนรู้เรื่องการนับตัวเลขและสำนวนเกี่ยวกับมิตรภาพ |
| Wonderful Tonight | Eric Clapton | ง่าย | ฝึกการใช้คำคุณศัพท์บรรยายลักษณะและอารมณ์ |
| Perfect | Ed Sheeran | ปานกลาง | เรียนรู้การใช้ประโยคบอกความรู้สึกและไวยากรณ์ขั้นกว่า |
| Love Yourself | Justin Bieber | ปานกลาง | ฝึกการฟังภาษาพูดและการตัดรูปประโยคในชีวิตประจำวัน |
เมื่อเลือกเพลงได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการฝึกออกเสียงครับ เทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาแนะนำคือการทำ Shadowing หรือการร้องเพลงออกเสียงไปพร้อมๆ กับนักร้องโดยพยายามเลียนแบบน้ำเสียง การเว้นจังหวะ และการเน้นเสียงหนักเบาให้ใกล้เคียงที่สุด
การฝึกแบบนี้วันละ 15-20 นาที จะช่วยปรับรูปปากและลิ้นของคุณให้คุ้นเคยกับธรรมชาติของภาษาอังกฤษ ช่วยลดความประหม่าเวลาที่ต้องไปพูดคุยจริงกับชาวต่างชาติ และทำให้คุณกลายเป็นนักสื่อสารที่มีบุคลิกภาพและความมั่นใจที่โดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
แม้ว่าเสียงเพลงจะเป็นครูที่ดี แต่ก็มีสิ่งที่คุณต้องคัดกรองเช่นกันครับ เนื่องจากเนื้อเพลงจัดเป็นงานศิลปะ บางครั้งศิลปินอาจมีการละเมิดกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์บางประการเพื่อให้คำลงสัมผัสทำนองได้อย่างสวยงาม เช่น การใช้ประโยคปฏิเสธซ้อนกัน หรือการตัดทอนคำนามประธาน ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญคอยชี้แนะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณไม่นำภาษาเพลงไปใช้ผิดกาลเทศะในจดหมายธุรกิจหรืองานเขียนที่เป็นทางการครับ
เราควรเปิดซับไตเติลภาษาไทยควบคู่ไปด้วยไหมเวลาฝึกฟังเพลงสากล? ในช่วงแรกสามารถเปิดดูคำแปลภาษาไทยเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาโดยรวมได้ครับ แต่เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้ว แนะนำให้เปลี่ยนมาดูเนื้อเพลงภาษาอังกฤษล้วน เพื่อให้สมองได้โฟกัสกับการเชื่อมโยงเสียงร้องกับตัวอักษรโดยตรงครับ
การฝึกภาษาจากเพลงสากลใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเริ่มพูดคล่องขึ้น? หากฝึกฟังและร้องตามอย่างสม่ำเสมอวันละ 1-2 เพลง คุณจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องคลังคำศัพท์และความกล้าในการออกเสียงภายใน 1-2 เดือนแรกแน่นอนครับ ทั้งนี้ควรควบคู่ไปกับการฝึกสนทนาจริงด้วยครับ
ทำไมเพลงภาษาอังกฤษบางเพลงถึงใช้แกรมม่าไม่ตรงตามตำราเรียน? เนื่องจากเนื้อเพลงคืองานศิลปะ ศิลปินมักจะได้รับอนุญาตพิเศษทางภาษาที่เรียกว่า Poetic License เพื่อปรับเปลี่ยนรูปประโยคให้ลงจังหวะดนตรีได้สวยงาม จึงควรเน้นจำคำศัพท์และสำนวนมากกว่าการจำโครงสร้างแกรมม่าทั้งหมดจากเพลงครับ
เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีพื้นฐานเลยสามารถเริ่มต้นฝึกจากเพลงแนวไหนดีที่สุด? แนะนำให้เริ่มต้นจากเพลงกล่อมเด็ก (Nursery Rhymes) หรือเพลงป๊อปคลาสสิกยุคเก่าครับ เพราะคำศัพท์จะง่ายและมีจังหวะการร้องที่ช้า ชัดเจน ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับการปูพื้นฐานครับ
เราสามารถนำประโยคเด็ดจากเนื้อเพลงสากลไปใช้เขียนอีเมลสมัครงานได้ไหม? ต้องระวังครับ ประโยคในเนื้อเพลงส่วนใหญ่มักเป็นภาษาพูดและเน้นการแสดงอารมณ์ส่วนบุคคล หากต้องการใช้ในบริบทธุรกิจหรือการสมัครงาน ควรเลือกใช้ประโยคที่เป็นทางการและตรงตามหลักโครงสร้างแกรมม่าของสถาบันภาษาระดับสากลจะปลอดภัยที่สุดครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล หลังข้อมูลจากรายงาน “Global AI Adoption in 2025 : A Widening Digital Divide” ระบุว่า ไทยมีอัตราการใช้งาน AI เพียง 10.7% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 89 ของโลก ในช่วงครึ่งหลังปี 2025 ซึ่งถือเป็นอันดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน
ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 16.3% และสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะเริ่มมีการพูดถึง AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้งานจริงในระดับประชาชนยังอยู่ในวงจำกัด
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค พบว่าช่องว่างด้านเทคโนโลยีของไทยยิ่งชัดเจนมากขึ้น โดยสิงคโปร์มีอัตราการใช้งาน AI สูงถึง 60.9% หรือมากกว่าไทยเกือบ 6 เท่า พร้อมก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ของโลก
ขณะที่เวียดนามมีสัดส่วนผู้ใช้งาน AI อยู่ที่ 23.5% ครองอันดับ 38 ของโลก ส่วนมาเลเซียอยู่ที่ 19.7% ฟิลิปปินส์ 18.3% และอินโดนีเซีย 12.7% ซึ่งทั้งหมดมีอัตราการใช้งานสูงกว่าไทย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า หลายประเทศในอาเซียนกำลังเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI อย่างจริงจัง ทั้งในด้านการศึกษา การเงิน อุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล และบริการภาครัฐ

รายงานยังระบุว่า ไทยถูกจัดอันดับร่วมกับประเทศที่ยังมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างนิการากัวและอิหร่าน สะท้อนว่าประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ทักษะด้าน AI ของประชาชน รวมถึงการนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานในภาคเศรษฐกิจจริง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “Digital Divide” หรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เนื่องจากประชากรไทยเกือบ 90% ยังไม่ได้ใช้งาน AI หรือเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีดังกล่าว
สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Economy ซึ่ง AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก
ที่ผ่านมา ไทยเริ่มเห็นการลงทุนด้าน Data Center, Cloud และโครงสร้างพื้นฐาน AI เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานลงทุนดิจิทัลในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการใช้งานจริงของประชาชนยังสะท้อนว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถเร่งสร้างทักษะ AI ให้ประชาชนเข้าถึงและใช้งานได้จริง
ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก อันดับ 89 ของไทยจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงโจทย์ใหญ่ของประเทศในการเร่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนการแข่งขันโลกในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

สำหรับคนไทย “กะเพรา” อาจเป็นแค่ผักสวนครัวในเมนูสิ้นคิดอย่างผัดกะเพรา แต่รู้หรือไม่ว่าในศาสตร์การแพทย์อายุรเวทของอินเดียที่มีมานานกว่า 5,000 ปี กะเพราได้รับการยกย่องให้เป็นถึง “ราชินีแห่งสมุนไพร” (Queen of Herbs) ที่มีสรรพคุณดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่แค่ผักแต่งกลิ่นธรรมดาๆ เลย
กะเพรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum (ชื่อสามัญ: Holy basil หรือ Sacred basil) เป็นไม้ล้มลุกในวงศ์ Lamiaceae ที่มีรสชาติเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์ ตำราสมุนไพรไทยระบุว่า กะเพรามีฤทธิ์ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง บำรุงธาตุ และช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี
ในท้องตลาดและวิถีชาวบ้านจะแบ่งกะเพราออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก (และมีสายพันธุ์ลูกผสม) ซึ่งมีความโดดเด่นต่างกัน ดังนี้:
เคล็ดลับความแซ่บ: ถ้าอยากทำ “ผัดกะเพรา” ให้หอมฉุนเตะจมูก รสชาติถึงใจ แนะนำให้เลือก “กะเพราแดง” และถ้าเลือกกำที่มี “ดอกกะเพรา” ติดมาด้วย จะยิ่งเพิ่มความหอมเข้มข้นขึ้นอีกเป็นเท่าตัว!นอกจากนี้ยังเหมาะกับเมนูต้มยำ ผัดฉ่า หรือทอดมันอีกด้วย
1. ต้านอนุมูลอิสระ ลดความผิดปกติของเซลล์
2. ลดความดันโลหิต
3. ลดไขมันในเลือด
4. ปกป้องหัวใจ
5. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
6. ลดการบีบตัวของลำไส้
7. ขับลมในเด็กทารก
8. ต้านอักเสบ
9. แก้ปวด
10. ปกป้องตับ
11. ควบคุมน้ำตาลในเลือด (เบาหวาน)
12. ต้านแบคทีเรียในลำไส้
13. รักษาสิว
ปัจจุบันเราสามารถรับประโยชน์จากกะเพราได้หลายรูปแบบตามความสะดวก:
ในกะเพรามีสารสำคัญชื่อว่า “ยูจินอล” (Eugenol) ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป (เช่น จากสารสกัดหรืออาหารเสริม) อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ จึงมีข้อควรระวังสำหรับคนเฉพาะกลุ่มดังนี้:
หมายเหตุ: หากต้องการใช้กะเพราในรูปแบบอาหารเสริมหรือสารสกัดเพื่อรักษาโรค ควรกำกับดูแลและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,200.00 | 69,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,473.00 | 67,810.68 | 70,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,025.70 | 61,029.61 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,578.40 | 54,248.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,012.85 | 30,514.81 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,565.55 | 23,733.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,635.23 | 70,270.09 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.60 | 43.60 | 44.10 | 43.60 | 43.60 | 43.60 | 43.60 | 43.60 | 43.60 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.23 | 43.23 | 43.73 | 43.23 | 43.23 | 43.23 | 43.23 | 43.23 | 43.23 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 51.69 | 54.14 | 49.84 | – | – | – | – | – | 51.69 |
| เบนซิน 95 | 53.19 | – | – | 54.11 | – | 53.69 | 53.34 | – | 53.19 |
| ดีเซล | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 59.25 | 59.25 | 49.84 | 59.25 | – | – | – | – | 59.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไตรมาสแรกปี 2569 เริ่มมีสัญญาณกลับมาคึกคัก ตัวเลขโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 11% แต่เมื่อมองลึกลงไป กลับพบว่า “กำลังซื้อ” ยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะตลาดบ้านราคาสูงที่ยังหดตัวหนัก ขณะที่บ้านมือสองและบ้านระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในเวลานี้
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่ารวมอยู่ที่ 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 3.1%ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า แม้คนจะกลับมาซื้อบ้านมากขึ้น แต่กำลังซื้อยังเทไปที่อสังหาฯ ระดับราคากลางถึงล่าง มากกว่าบ้านระดับบนที่มีมูลค่าสูง
กรุงเทพฯยังครองสัดส่วนตลาดสูงสุด ด้วยยอดโอน 17,746 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.1% แต่สวนทางกับมูลค่าที่ลดลง 4.5% เหลือ 64,952 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดในเมืองหลวงกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยบ้านราคาจับต้องได้ มากกว่ากลุ่มลักชัวรี
หากมองออกนอกกรุงเทพฯ จะพบว่าหลายจังหวัดเศรษฐกิจเริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้งจังหวัดขอนแก่นมียอดโอนเพิ่มขึ้นถึง 30.3% มูลค่าเติบโต 29% ขณะที่ระยองเติบโตทั้งจำนวนและมูลค่ากว่า 24-25% ตามแรงหนุนจากภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนใน EEC
ส่วนจังหวัดภูเก็ต กลายเป็นพื้นที่ที่น่าจับตาที่สุด เพราะแม้จำนวนหน่วยจะเพิ่มขึ้น 17.9% แต่มูลค่าการโอนกลับพุ่งถึง 34.9% สูงสุดในประเทศ แตะ 10,365 ล้านบาทตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตกำลังถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มบ้านและคอนโดระดับลักชัวรี รวมถึงกำลังซื้อจากนักลงทุนและชาวต่างชาติที่ยังเข้ามาต่อเนื่อง
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญ คือ ตลาด “บ้านมือสอง” กำลังมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาสแรกปีนี้ บ้านมือสองมีสัดส่วนสูงถึง 67% ของการโอนทั้งหมด ขณะที่บ้านสร้างใหม่เหลือเพียง 33%
สาเหตุสำคัญมาจากผู้บริโภคต้องการบ้านที่ “ราคาคุ้มกว่า” และพร้อมอยู่ทันที ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง รวมถึงภาระดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นเซกเมนต์หลักของตลาด มีการโอนรวม 69,447 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.7% มูลค่ารวม 141,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5%ในจำนวนนี้ บ้านมือสองเติบโตแรงกว่าบ้านใหม่อย่างชัดเจน ทั้งด้านจำนวนและมูลค่า
ตรงกันข้ามกับตลาดระดับล่าง กลุ่มบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาทกลับเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดยอดโอนรวมเหลือเพียง 3,136 หน่วย ลดลง 14.8% ส่วนมูลค่าลดลง 16.3% เหลือ 45,940 ล้านบาท
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า แม้กลุ่มผู้มีรายได้สูงยังมีกำลังซื้อ แต่บรรยากาศเศรษฐกิจและความไม่แน่นอน ทำให้การตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ราคาสูงชะลอลง
และนั่นกำลังทำให้ตลาดอสังหาฯ ไทยปี 2569 กลายเป็น “ตลาดของบ้านราคาจับต้องได้” มากกว่าตลาดลักชัวรีเหมือนในอดีต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยคำถาม คนไทยกลับมี “สุขภาวะทางใจ” ดีเกินคาด แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขากลับลังเลที่จะควักเงินซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่! นี่คือภาพสะท้อนที่น่าสนใจจากผลสำรวจของ TerraBKK ที่เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค.ที่ผ่านมา จากคนไทย 400 คนทั่วประเทศเป็นคนกรุงเทพฯ 52% ต่างจังหวัด 48%
ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนปรากฏการณ์ใหม่ของผู้บริโภคไทย ที่แม้จะยังมีความหวังกับ “ชีวิตตัวเอง” แต่กลับไม่มั่นใจ “อนาคตเศรษฐกิจประเทศ” และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญ ว่าทำไมตลาดอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และสินค้าราคาสูงกำลังเผชิญภาวะ คนอยากซื้อ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ
สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ TerraBKK ระบุว่า หากพิจารณาจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ของ TerraBKK จะพบว่าปี 2565 ดัชนีพุ่งขึ้นถึงระดับ 79 ก่อนค่อยๆ ชะลอลงในปีถัดมา ล่าสุดในครึ่งแรกของปี 2569 ดัชนีอยู่ที่ระดับ 56 แม้ยังสูงกว่าเส้น “ไม่เชื่อมั่น” ที่ระดับ 50 แต่ก็ถือว่าลดลงชัดเจนจากยุคหลังโควิด-19 ที่คนไทยเคยกลับมามั่นใจอีกครั้ง

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คนไทยไม่ได้กังวล “ตัวเอง” มากที่สุด เพราะเมื่อถามถึงสถานะทางการเงินส่วนบุคคลในอีก 12 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงถึง 80 แปลว่า คนไทยจำนวนมากยังเชื่อว่าตัวเองจะเอาตัวรอดได้ รายได้อาจดีขึ้น หรืออย่างน้อยยังพอประคองชีวิตได้
แต่เมื่อเปลี่ยนคำถามเป็น “เศรษฐกิจไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะดีไหม?” คะแนนกลับร่วงเหลือค่าดัชนีเพียง 38 ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน สะท้อนว่า คนไทยกำลังอยู่ในโหมด “เชื่อมั่นตัวเอง แต่ไม่เชื่อมั่นประเทศ”
หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดของผลสำรวจนี้ คือ ค่าดัชนี “โอกาสในการซื้อสินค้ามูลค่าสูง” เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม หรือ รถยนต์ อยู่ที่ระดับ 42 แม้คนจำนวนมากจะมองว่า ฐานะการเงินตัวเองไม่ได้แย่แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เพราะการซื้อบ้านหรือรถยนต์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “มีเงินดาวน์หรือไม่” แต่คือคำถามว่า อีก 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะยังไหวไหม?
ช่วงที่ผ่านมา คนไทยเผชิญทั้งดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ระมัดระวังกับภาระระยะยาวมากขึ้น ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “ดีมานด์มีอยู่จริง” แต่การตัดสินใจซื้อช้าลงกว่าเดิมมาก
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ แม้เศรษฐกิจจะสร้างความกังวล แต่สุขภาวะทางใจของคนไทยกลับยังอยู่ในระดับดี ผลสำรวจพบว่า Wellbeing Index ของคนไทยในครึ่งแรกปี อยู่ที่ระดับ 73.7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” คำอธิบายของปรากฏการณ์นี้ อาจสะท้อนว่า หลังผ่านวิกฤติหลายปี คนไทยเริ่มปรับตัวกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น หลายคนไม่ได้รอ “เศรษฐกิจดี” ก่อนค่อยมีความสุขอีกต่อไป แต่เริ่มหันมาให้คุณค่ากับเรื่องใกล้ตัว เช่น สุขภาพ ครอบครัว ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตรายวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนมากระหว่าง “สุขภาวะทางใจ” และ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ”
กลุ่มคนที่มี Wellbeing สูง มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นด้านการเงินสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น คนที่มีสุขภาวะทางใจดี ให้ค่าดัชนีสถานะการเงินตัวเองในอีก 12 เดือนสูงถึงระดับ 90 ขณะที่กลุ่มสุขภาวะต่ำ ให้เพียงระดับ 67 หรือในการมองเศรษฐกิจไทยระยะ 5 ปี กลุ่มสุขภาวะสูงอยู่ค่าดัชนี 64 แต่กลุ่มสุขภาวะต่ำให้เพียง 27 พูดง่าย ๆ คือ คนที่ใจแข็งแรง มักมองอนาคตในแง่บวกมากกว่า
อีกข้อมูลที่น่าสนใจจาก TerraBKK คือการแบ่งคนไทยออกเป็น 6 กลุ่มพฤติกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ “The Presentist” สัดส่วน 23% คนกลุ่มนี้มีแนวคิด “ใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้”ส่วนใหญ่เป็น Gen Z และ Gen X อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพัก แทบไม่มีงบใช้จ่ายด้านสุขภาพ สะท้อนภาพคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เริ่มมองว่าอนาคตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจึงเลือกใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากขึ้น
กลุ่ม “Longevity-Minded” มีราว 9% ซึ่งยอมลงทุนด้านสุขภาพเดือนละ 6,000-10,000 บาท เพื่อคุณภาพชีวิตระยะยาว คนกลุ่มนี้สะท้อนเทรนด์ใหม่ของสังคมไทยที่เริ่มมอง “สุขภาพ” เป็นสินทรัพย์ไม่ต่างจากการลงทุนทางการเงิน น่าสนใจว่า กลุ่ม “Intentional Nester” ซึ่งเน้นครอบครัวและความหมายของชีวิต กลับเป็นกลุ่มที่ยอมจ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุด มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน แปลว่า หลังยุคเศรษฐกิจผันผวนคนไทยบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายชีวิต จากการสะสม “ทรัพย์สิน” ไปสู่การสะสม “คุณภาพชีวิต”
สิ่งที่ผลสำรวจนี้กำลังบอก อาจไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อที่ลดลง แต่คือ “วิธีคิดใหม่” ของผู้บริโภคไทย ในอดีต คนมักใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกับบ้าน รถยนต์ หรือสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่วันนี้ คนจำนวนมากกลับเลือกใช้เงินกับสุขภาพ จิตใจ การท่องเที่ยว หรือประสบการณ์ชีวิต เพราะในโลกที่อนาคตคาดเดายาก “ความสุขระยะสั้นที่จับต้องได้” อาจสำคัญกว่าภาระระยะยาวที่ต้องผ่อนหลายสิบปี
และนี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่หลายธุรกิจกำลังต้องเผชิญเมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่า “ซื้อได้ไหม” แต่ถามว่า ซื้อแล้ว ชีวิตจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า? เป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 32.52-32.67 บาทต่อดอลลาร์) โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและสินทรัพย์ในตลาดการเงินนั้นผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งในช่วงแรกนั้น เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จากกระแสข่าวจากฝั่งอิหร่านว่า การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (ขณะเดียวกันได้จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์) จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงสงวนท่าทีระมัดระวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ กับอิหร่าน
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways โดยเรามองว่า เงินบาทอาจยังมีโซนแนวรับแรกแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงสกุลเงินต่างประเทศ) ของบรรดาผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน (Month-end Flows) ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันที่กว้างราว 20-30 สตางค์
ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดช่องแคบ Hormuz) แต่ หากการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าและยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท จะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ (รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) และราคาทองคำ เป็นสำคัญ ที่จะผันแปรไปตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และที่สำคัญ หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว และมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เรากังวลว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุ โซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ได้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของบรรดาผู้ส่งออกและผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ซึ่งส่วนใหญ่ต่างรอจังหวะทำธุรกรรมในบริเวณโซนดังกล่าว
อนึ่ง ในกรณีที่ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ (หากสถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจกังวลว่า ทางการญี่ปุ่น รวมถึงทางการสหรัฐฯ อาจเตรียมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง และที่สำคัญ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงินที่เสี่ยงสูงขึ้นได้ จากการเคลื่อนไหวผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น ที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น หากมีการส่งสัญญาณ หรือ มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อีกครั้ง ในช่วงระยะสั้นนี้
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม เพื่อรอลุ้นการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กระแสข่าวในช่วงนี้ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาดังกล่าว อย่างไรก็ดี บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor บางส่วนยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ อาทิ Micron +3.6%, Amazon +2.5% และช่วยหนุนภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะปรับตัวลดลง Exxon Mobil -1.3% รวมถึงหุ้นเทคฯ ใหญ่บางส่วน อาทิ Nvidia -1.1% จะกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ บ้าง โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.02% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.07%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ L’ Oreal +4.7% ทว่าถูกกดดันหนักจากการปรับตัวลงแรงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Shell -2.5% ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.50% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 69% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น แม้จะสอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงและความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้พลิกกลับมาอ่อนค่าเหนือโซน 159.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9 -99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ย่อตัวลงราว -80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กลับสู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนโดยแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในครึ่งแรกของปี 2027
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวมถึง รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ฮีโร่แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เปิดใจหลังพา พาเลซ คว้าแชมป์ยุโรป พร้อมยกเครดิตให้ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ผู้เปลี่ยนความคิดทั้งสโมสรสู่ทีมลุ้นความสำเร็จ
อดัม วอร์ตัน กองกลางชาวอังกฤษของ คริสตัล พาเลซ เปิดใจหลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและมีส่วนสำคัญในการนำ “ดิ อีเกิ้ลส์” ชนะ ราโย่ บาเยกาโน่ 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ที่เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันพุธที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เกมนี้เต็มไปด้วยความสูสีโดยครึ่งแรกไม่สามารถทำอะไรกันได้มากนัก แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในครึ่งหลังในนาทีที่ 51 จากจังหวะที่ วอร์ตัน ลากบอลก่อนซัดไกลนอกกรอบเขตโทษ แต่นายทวารบาเยกาโน่ปัดไม่พ้นไปเข้าทาง ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า ที่ซ้ำจ่อๆ เข้าประตูทำให้ทีมนำ 1-0 และเป็นประตูชัยช่วยให้ “ดิ อีเกิ้ลส์” คว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่
วอร์ตัน ซึ่งคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ เผยว่า “ผมพลาดการฉลองเอฟเอ คัพเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นปีนี้ผมจะชดเชยให้เต็มที่แน่นอน ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้ออกมาเป็นคำพูดได้เลย มันเหลือเชื่อมาก คุณคงเห็นได้ว่ามันมีความหมายแค่ไหนต่อชาวเซาธ์ ลอนดอน และแฟนบอล มันเหลือเชื่อจริง ๆ”
“เรารู้ว่าพวกเขาเป็นทีมที่เจาะยาก พวกเขาเป็นทีมที่มีระเบียบวินัยสูงมาก ทำงานหนัก และเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นด้วยความเข้มข้นมากที่สุดในสเปน ช่วงเริ่มเกมค่อนข้างระมัดระวัง ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วในนัดชิงชนะเลิศ แต่เราค่อยๆ เล่นได้ดีขึ้น เราน่าจะยิงประตูได้มากกว่านี้และทำให้เกมง่ายขึ้น แต่สุดท้ายเราก็ทำงานของเราได้สำเร็จ”
ขณะเดียวกัน วอร์ตัน ยังได้กล่าวถึง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่คุมทีมเป็นเกมสุดท้ายก่อนอำลาสโมสร ว่า “นี่เป็นเกมสุดท้ายของเขาในฐานะผู้จัดการทีมพาเลซ สิ่งที่เขาเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงสองปีครึ่งนั้นน่าทึ่งมาก สามถ้วยแชมป์สำหรับคริสตัล พาเลซ ซึ่งเป็นสามแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร มันเหลือเชื่อจริง ๆ”
“เขาต้องเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดที่ พาเลซ เคยมีมาแน่นอน และเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อมุมมองของสโมสรในการแข่งขันต่างๆ ตอนนี้เราไม่ได้มองแค่การอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกหรือได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปอีกต่อไป แต่เรากำลังมองถึงการคว้าชัยชนะและก้าวขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” วอร์ตัน ระบุ
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เผยรายงานจากองค์การอนามัยโลก สงสัยผู้ติดเชื้อ จำนวนมากกว่า 900 ราย และเสียชีวิตแล้ว 220 ราย โดยการระบาดครั้งนี้ เกิดจากสายพันธุ์ Bundibugyo (บุนดิบูโย) ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 บอร์ดโรคติดต่อ ฯ แห่งประเทศไทย ได้ยกระดับสกัด “อีโบลา” จากผู้เดินทางจาก 2 ประเทศ “ดิอาร์คองโก-ยูกันดา” โดยเมื่อเข้าไทยจำเป็นต้องกักกันตัว 21 วัน
พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช กล่าวว่า เชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus) ก่อให้เกิดโรคอีโบลา (Ebola disease) โลกรู้จักเชื้อนี้ครั้งแรก ในปี 1976 โดยพบไวรัสนี้ที่ริมแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐคองโก

และพบการระบาดเป็นครั้งคราวมาตลอด พบอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 50% แต่อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 90% ของผู้ติดเชื้อ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เชื้อไวรัสอีโบลา มี 6 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบการแพร่ระบาดรุนแรง มี 3 สายพันธุ์ คือ
โดยเชื้ออีโบลา อาศัยอยู่ในค้างคาวผลไม้และแพร่สู่คนผ่านสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น ลิง
การแพร่เชื้อจากคนสู่คน เกิดโดย
1. การติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง บริเวณผิวหนังที่มีแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง โดยสัมผัสเลือดสารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำอสุจิ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต
2. การติดจากการสัมผัสสิ่งของ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อประเภทเลือด หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น อาเจียน อุจจาระ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต
เนื่องจากอาการแสดงของโรค มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์
ดังนั้นการวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติความเสี่ยง คือ เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว อาการแสดงที่เข้าได้ร่วมกับการตรวจยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR) ของไวรัส ตรวจทางภูมิคุ้มกัน การเพาะเชื้อไวรัส
1. หลีกเลี่ยงการไปประเทศที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีโบลา
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบุคคลที่ป่วย หรือศพของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคอีโบลา
3. วัคซีนปัจจุบันรับรองเฉพาะสายพันธุ์ Ebola (Ebola virus) แต่สายพันธุ์อิ่น ๆ รวมถึง ไวรัสบุนดิบูโย ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน
แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย แต่กรณีที่ท่านเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง แนะนำให้ปฎิบัติตามคำแนะนำของทางรัฐบาล เพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการอย่างเหมาะสม โดยกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ. 2569 ลงนาม ณ วันที่ 20 พ.ค.2569 เพื่อระบุเขตติดโรคติดต่ออันตราย มี 2 ประเทศ คือ
1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo)
2. สาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda)
โดยการแพร่ระบาดอาจมาจากการนำเข้าสัตว์ที่เป็นพาหะ เช่น ลิงชิมแปนซี และสัตว์ป่าอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเกิดได้จากนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อ โดยอยู่ในระยะที่เป็นพาหะได้นำเชื้อเข้ามา
เนื่องจากอีโบลา เป็นโรคที่อุบัติการการเสียชีวิตสูง ยิ่งวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิด กรณีหากพบว่ามีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ควรรีบพบแพทย์ และให้ประวัติการเดินทางในระหว่าง 21 วัน ก่อนเกิดอาการดังกล่าว หรือประวัติความเสี่ยงอื่น ๆ เพียงเท่านี้ เชื้อไวรัสอีโบลา ก็จะห่างไกลคุณและคนที่คุณรัก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

เมื่อได้รับการ์ดเชิญไปร่วมงานแต่งงาน สิ่งสำคัญที่เราต้องเตรียมตัวนอกเหนือจากชุดสวยๆ และซองเงินทำบุญแล้ว ก็คือการเตรียมคำอวยพรดีๆ เพื่อมอบให้กับคู่บ่าวสาวในวันเริ่มต้นชีวิตคู่ครับ การเขียนข้อความภาษาไทยอาจจะเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติ หรือคุณอยากให้ข้อความในการ์ดอวยพรของคุณดูหรูหรา มีระดับ และมีความเป็นสากล การเลือกใช้ คำอวยพรงานแต่งภาษาอังกฤษ ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่งครับ
ในโลกยุคปัจจุบันที่ความสัมพันธ์ไร้พรมแดน การเรียนรู้ประโยคยินดีและสํานวนภาษาอังกฤษที่ลึกซึ้งจะช่วยให้คุณสามารถส่งต่อความปรารถนาดีได้อย่างสง่างาม วันนี้ EngDuo Thailand ได้รวบรวมไอเดียประโยคอวยพรหลากหลายสไตล์มาฝากกันครับ ไม่ว่าจะเป็นแนวซึ้งๆ แนวน่ารัก หรือแนวเป็นทางการ รับรองว่าเอาไปปรับใช้แล้วจะช่วยยกระดับความประทับใจให้กับผู้รับได้อย่างแน่นอนครับ
การแต่งงานคือหนึ่งในหมุดหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ครับ การที่เราสละเวลาคัดสรรคำพูดที่สละสลวยเพื่อแสดงความยินดี ย่อมสื่อถึงความใส่ใจและความปรารถนาดีที่เรามีต่อพวกเขาอย่างแท้จริง ภาษาอังกฤษมีเสน่ห์ตรงที่มีคำศัพท์และวลีที่สามารถอธิบายความรัก ความผูกพัน และความหวังในอนาคตได้อย่างกระชับแต่กินใจความลึกซึ้ง
นอกจากนี้ การเขียนคำอวยพรที่ถูกต้องตามหลักสากลยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและความรอบรู้ในเรื่องมารยาททางสังคมของคุณด้วยครับ การเลือกใช้คำขยายที่ประณีตจะทำให้คู่บ่าวสาวสัมผัสได้ถึงพลังงานบวกที่คุณตั้งใจส่งมอบให้ และทำให้การ์ดอวยพรของคุณกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะเก็บรักษาไว้ตลอดไปครับ
ก่อนที่เราจะเลือกประโยคไปใช้งาน สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจโครงสร้างและมารยาทในการเขียนการ์ดแต่งงานสไตล์ตะวันตกครับ โดยทั่วไปการเขียนควรเริ่มต้นด้วยคำทักทายที่อบอุ่น ตามด้วยข้อความแสดงความยินดีหลัก และปิดท้ายด้วยความปรารถนาดีในอนาคต
กฎเหล็กที่ต้องระวังคือการคำนึงถึงระดับความสนิทสนมและกาลเทศะครับ หากคุณไม่สนิทกับคู่บ่าวสาวมากนัก การใช้คำอวยพรที่เป็นทางการและสุภาพจะปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกัน คุณสามารถใส่เรื่องราวตลกๆ หรือความเป็นกันเองลงไปได้เต็มที่ เพื่อให้ข้อความดูมีชีวิตชีวาและไม่น่าเบื่อครับ
เพื่อให้คุณเลือกนำไปใช้งานได้ทันทีตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ผมได้แบ่งหมวดหมู่คำอวยพรออกเป็นรูปแบบต่างๆ ดังนี้ครับ
สำหรับคนที่ไม่ชอบเขียนอะไรยาวๆ แต่อยากได้ประโยคที่เฉียบคมและดูดีเวลาเขียนลงบนการ์ดใบเล็กหรือส่งแชทไปยินดี ลองดูไอเดียเหล่านี้ครับ
หากคู่บ่าวสาวเป็นเพื่อนรักที่คุณเห็นการเดินทางความรักของพวกเขามาโดยตลอด การใช้ประโยคที่อบอุ่นและซาบซึ้งจะช่วยเน้นย้ำสายใยความเป็นเพื่อนได้ดีที่สุดครับ
ในกรณีที่ต้องเขียนอวยพรให้กับหัวหน้างาน ลูกค้า หรือผู้ใหญ่ที่เคารพรัก การใช้โครงสร้างประโยคที่เป็นระเบียบและมีความเป็นทางการสูงจะช่วยรักษามาดความเป็นมืออาชีพของคุณได้ดีเยี่ยมครับ
ถ้าคุณคิดอะไรไม่ออกและต้องการประโยคที่เพลย์เซฟ ใช้แล้วถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และมารยาทแน่นอน ประโยคกลุ่มนี้คือคำตอบครับ
การแต่งงานคือจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัว การให้แง่คิดดีๆ ผ่านคำอวยพรก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจครับ
การเปลี่ยนข้อความธรรมดาให้ดูมีระดับขึ้นสามารถทำได้โดยการเลือกใช้คำคุณศัพท์ (Adjectives) ที่ทรงพลังครับ แทนที่จะใช้คำว่า happy หรือ good ลองเปลี่ยนมาใช้คำว่า:
การนำคำเหล่านี้มาประสมในประโยคจะช่วยยกระดับสไตล์การเขียน (Writing Style) ของคุณให้ดูเหมือน native speaker และทำให้อ่านแล้วรู้สึกถึงความประณีตในการเลือกคำครับ
จุดที่ต้องระวังคือการหลีกเลี่ยงการใช้มุกตลกที่อาจจะดูอ่อนไหวเกินไป เช่น เรื่องเกี่ยวกับแฟนเก่า หรือเรื่องการหย่าร้าง แม้จะเป็นการแซวเล่นในหมู่เพื่อนสนิท แต่การ์ดแต่งงานเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายอาจจะได้อ่านด้วย การรักษาโทนเสียงให้อยู่ในแง่บวกและให้เกียรติสถานที่จึงเป็นมารยาทที่ควรยึดถือเป็นหลักครับ
หากคุณได้รับเกียรติให้ขึ้นไปพูดสุนทรพจน์ (Wedding Speech) บนเวที เทคนิคสำคัญคือการฝึกออกเสียง (Pronunciation) ให้ชัดเจน การพูดด้วยจังหวะที่พอดี ไม่เร็วเกินไป และมีการเว้นวรรคเพื่อส่งสายตาไปยังคู่บ่าวสาวจะช่วยให้การกล่าว อวยพรงานแต่งภาษาอังกฤษ ของคุณดูมีเสน่ห์และดึงดูดความสนใจของแขกในงานได้เป็นอย่างดีครับ
เพื่อให้การเขียนการ์ดของคุณเป็นเรื่องง่าย ลองเดินตามโครงสร้าง 3 ส่วนนี้ดูครับ:
งานแต่งงานยุค 2026 มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรูปแบบงานสูงมากครับ หากงานเป็นสไตล์มินิมอลในสวน ข้อความก็ควรจะสั้นกระชับและให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง แต่หากเป็นงานกาล่าดินเนอร์ในโรงแรมหรู การใช้สำนวนที่พรีเมียมและเป็นทางการจะเข้ากับบรรยากาศของงานได้ดีกว่าครับ
เพื่อให้คุณสามารถเลือกประโยคที่ใช่ไปใช้งานได้ในทันที ลองดูตารางสรุปแนวทางคำอวยพรตามระดับความสัมพันธ์ด้านล่างนี้ครับ
| ประโยคภาษาอังกฤษ | คำแปลภาษาไทย | ระดับความเป็นทางการ | เหมาะสำหรับเขียนให้ใคร |
| Wishing you a lifetime of love and happiness. | ขอให้คุณมีความรักและความสุขชั่วชีวิต | ปานกลาง – ทางการ | ทุกความสัมพันธ์ / เพื่อนร่วมงาน |
| May your love grow stronger each and every day. | ขอให้ความรักของคุณเติบโตอย่างมั่นคงยิ่งขึ้นในทุกๆ วัน | ปานกลาง | เพื่อนสนิท / ญาติสนิท |
| Cheers to the newlywed couple! | มาร่วมยินดีกับคู่บ่าวสาวป้ายแดงกัน! | ไม่เป็นทางการ | เพื่อนสนิทสายลุย |
| May the years ahead be filled with lasting joy. | ขอให้ปีต่อๆ ไปเต็มไปด้วยความสุขที่ยั่งยืน | ทางการ | ผู้ใหญ่ที่เคารพ / หัวหน้างาน |
| Congratulations on finding your forever love. | ยินดีด้วยกับการค้นพบความรักชั่วกาลปวสานของคุณ | ปานกลาง | เพื่อนสนิท / คนรู้จัก |
จำเป็นต้องเติม s เสมอครับ สะกดว่า Congratulations! เมื่อใช้เป็นคำอุทานแสดงความยินดีในความสำเร็จหรือวาระมงคลต่างๆ ครับ
แนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักครับ โดยระบุถึงความยินดีที่ได้เห็นเพื่อนของเรามีความสุข และกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่กลุ่มเพื่อนด้วยประโยคที่อบอุ่นและเป็นกันเองครับ
โครงสร้างคือ May + ประธาน + กริยาช่อง 1 (ไม่ผัน) ครับ เช่น May your marriage be filled with joy. เป็นการขอพรให้อนาคตเป็นไปตามที่หวังครับ
ได้ครับ คำว่า Best wishes หรือ Warmest congratulations ถือเป็นคำลงท้ายหรือคำอวยพรรูปแบบย่อที่สุภาพและเป็นสากล นิยมใช้เมื่อเนื้อที่ในการเขียนการ์ดมีจำกัดครับ
ควรหลีกเลี่ยงคำที่มีนัยแฝงในเชิงลบ หรือคำศัพท์ที่ซับซ้อนเกินไปจนสูญเสียความหมายที่แท้จริงของการแสดงความยินดีครับ เน้นคำที่เข้าใจง่ายแต่จริงใจจะดีที่สุดครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

“AI ไม่ใช่สาเหตุที่เราจะเลิกจ้างพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการตกงานและประสบความสำเร็จมากขึ้นต่างหาก”
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ประกาศลั่นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน หลังจากที่มีกระแสความกังวลว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์และนำไปสู่การตัดลดคนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
“ในอนาคตจำนวนตำแหน่งงานจะเพิ่มมากขึ้น แต่ตัวคุณต้องเรียนรู้ที่จะนำ AI มาใช้… ยิ่งเราใช้ AI มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเมื่อบริษัทเติบโต เราก็จะสามารถจ้างคนเพิ่มได้มากขึ้นเท่านั้น” หวงกล่าว
เพื่อพิสูจน์ว่า AI ช่วยขยายธุรกิจมากกว่าทำลายปัญญาประดิษฐ์ Nvidia ได้ประกาศแผนสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่แห่งใหม่ใจกลางเมืองไทเป ประเทศไต้หวัน ภายใต้โปรเจกต์ที่ชื่อว่า “Constellation”
โปรเจกต์นี้มีกำหนดเริ่มสร้างปลายปี 2026 และเสร็จในปี 2030 ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากปัจจุบันที่มีพนักงานราว 1,000 คน ทะยานขึ้นเป็น 4,000 คน หรือเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่านั่นเอง
หวงเน้นย้ำว่า พนักงานของ Nvidia ในไต้หวันมีโอกาสเติบโตมากมาย เพราะไต้หวันคุมห่วงโซ่อุปทานไว้เบ็ดเสร็จ
“เราทำแทบทุกอย่างที่นี่ ตั้งแต่ดีไซน์ชิป พัฒนาซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ AI งานวิจัย ไปจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าคุณอยากทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ เอ้าท์ซอร์ส หรือสตาร์ทอัพด้าน AI ใหม่ ๆ… ที่นี่มีโอกาสเพียบ”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

“น้ำมะนาวลดน้ำหนัก” เป็นหนึ่งในสูตรดูแลสุขภาพที่หลายคนนิยมดื่มกันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะช่วยเติมความสดชื่นให้ร่างกายแล้ว ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ดูแลสุขภาพ และอาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย โดยเฉพาะการดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆ ก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน ที่หลายคนเชื่อว่าช่วยลดพุงและทำให้รูปร่างดูเฟิร์มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำมะนาวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดลงทันที แต่หากทำควบคู่กับการกินอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยดีๆ สำหรับคนที่อยากมีสุขภาพแข็งแรงและหุ่นสวยแบบธรรมชาติ
มะนาวเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลร่างกายให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และไฟเบอร์ ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย
อีกหนึ่งจุดเด่นของน้ำมะนาว คือมีกรดซิตริกและกรดมาลิก ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการย่อยแล้ว จะช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย และช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบเผาผลาญได้ในระดับหนึ่ง จึงทำให้หลายคนเลือกดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำเพื่อดูแลสุขภาพโดยรวม
– ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสการเป็นหวัด
– ช่วยให้ร่างกายสดชื่น รสเปรี้ยวของมะนาวช่วยปลุกความกระปรี้กระเปร่าได้ดี
– ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย โดยเฉพาะเมื่อดื่มคู่กับน้ำอุ่น
– ช่วยลดการสะสมของเสียในลำไส้ ทำให้รู้สึกสบายท้องมากขึ้น
– ช่วยดูแลผิวพรรณ วิตามินซีมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน
หลายคนอาจสงสัยว่า “น้ำมะนาวลดน้ำหนักได้จริงหรือ?” คำตอบคือ น้ำมะนาวสามารถเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ในทางอ้อม เพราะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ทำให้ร่างกายขจัดของเสียได้ดีขึ้น และยังเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่ำ จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังควบคุมอาหาร
การดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆ ก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน อาจช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการบวมน้ำในบางคนได้ด้วย แต่ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลมากเกินไป เพื่อไม่ให้ได้รับพลังงานส่วนเกิน
สูตรยอดนิยมสำหรับคนที่อยากดูแลรูปร่าง คือการใช้น้ำมะนาวสด 1 ลูก ผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว คนให้เข้ากัน แล้วดื่มเป็นประจำวันละ 1 ครั้ง โดยอาจเลือกดื่มหลังตื่นนอนหรือก่อนเข้านอนก็ได้
สูตรนี้ช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำมากขึ้น ลดความอยากอาหารระหว่างวัน และยังช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ
สำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูกหรือขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ การดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆ อาจช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า หลายคนจึงนิยมใช้สูตรน้ำมะนาวเพื่อช่วยลดอาการแน่นท้องและลดพุง
แนะนำสูตรง่ายๆ ด้วยการใช้น้ำมะนาวประมาณ 1–1½ ลูก ผสมกับน้ำอุ่น 1-2 แก้ว ดื่มก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนเป็นประจำ จะช่วยให้ขับถ่ายได้คล่องขึ้น เมื่อระบบขับถ่ายดี หน้าท้องก็อาจดูแบนราบและสบายตัวมากขึ้นตามไปด้วย
แม้น้ำมะนาวจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะกรดจากมะนาวอาจส่งผลต่อกระเพาะอาหารและเคลือบฟันได้ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน หรือฟันสึก ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และอาจใช้หลอดช่วยลดการสัมผัสกรดกับฟัน
นอกจากนี้ การลดน้ำหนักให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ควรอาศัยทั้งการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่กันไป ไม่ควรพึ่งเพียงสูตรเครื่องดื่มใดเครื่องดื่มหนึ่งเท่านั้น
น้ำมะนาวเป็นเครื่องดื่มสุขภาพที่มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยเติมความสดชื่น กระตุ้นการขับถ่าย และสนับสนุนการดูแลรูปร่าง หากดื่มอย่างเหมาะสมและควบคู่กับการดูแลสุขภาพที่ดี ก็อาจช่วยให้การลดน้ำหนักเห็นผลได้ง่ายขึ้น
ใครที่กำลังมองหาวิธีดูแลสุขภาพง่ายๆ “น้ำมะนาวลดน้ำหนัก” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำได้ไม่ยาก แถมยังช่วยให้ร่างกายสดชื่นพร้อมเริ่มต้นวันใหม่ได้ดีอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,750.00 | 67,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,380.00 | 66,400.80 | 68,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,942.00 | 59,760.72 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,504.00 | 53,120.64 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,971.00 | 29,880.36 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,533.00 | 23,240.28 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,538.86 | 68,809.12 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.30 | 44.30 | 44.80 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.93 | 43.93 | 44.43 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 53.89 | – | – | 54.81 | – | 54.39 | 54.04 | – | 53.89 |
| ดีเซล | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 60.25 | 60.25 | 49.84 | 60.25 | – | – | – | – | 60.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจรีเทลที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ “สยามสแควร์” ยังคงเป็นหนึ่งในทำเลทองและศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนเมืองมาโดยตลอด วันนี้ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ในฐานะผู้บริหารพื้นที่ Siam Square One กำลังเดินหน้าพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้กลับมาเป็นมากกว่าจุดนัดพบ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากใช้เวลา ใช้ชีวิต กินข้าว ช้อปปิ้ง และมีประสบการณ์ใหม่ร่วมกับแบรนด์ระดับโลกใจกลางเมืองอีกครั้ง
“เมื่อก่อนคนมักพูดว่า ‘เย็นนี้เจอกันที่สยาม’ แล้วทุกคนเข้าใจทันทีว่านี่คือจุดนัดพบของคนเมือง วันนี้เราอยากทำให้คำนี้กลับมามีความหมายอีกครั้ง ให้การมาเจอกันที่สยาม ไม่ได้มีแค่การนัดหมาย แต่คือการได้มาใช้ชีวิต กินของอร่อย ช้อปปิ้ง และสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับแบรนด์ระดับโลกในที่เดียว” รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน รองอธิการบดีด้านการจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ (PMCU) กล่าวถึงทิศทางการพัฒนา Siam Square One
หนึ่งในภาพชัดที่สุดของการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ คือการดึง “Global Flagship store” และ “Experience Shop” เข้ามาเติมสีสันให้พื้นที่ ไม่ใช่แค่ร้านค้าปลีกทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ร่วมกับแบรนด์ระดับโลก
เริ่มจากไฮไลท์สำคัญอย่าง “ASICS” ที่เปิดตัวร้านใหม่ล่าสุด ณ Siam Square One โดยสาขานี้ถูกวางให้เป็นมากกว่าร้านขายรองเท้า แต่เป็น “Experience Shop” สำหรับสาย Sport & Active Lifestyle อย่างแท้จริง
ความพิเศษของร้านแห่งนี้คือการรวมรองเท้าสำหรับกีฬาหลากหลายประเภทไว้ครบในที่เดียว ทั้งวิ่ง เทนนิส แบดมินตัน ไปจนถึง Pickleball พร้อมเปิดโซน Sportstyle ครั้งแรก ที่ลูกค้าสามารถสแกนรูปเท้าและทดลองวิ่ง เพื่อวิเคราะห์การลงน้ำหนักและเลือกรองเท้าที่เหมาะกับตัวเองได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ASICS ยังเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “GEL-KAYANO 12.1” คอลแลบกับ Lapstone & Hammer ร้านชื่อดังจากฟิลาเดลเฟีย ที่นำซิลูเอตระดับไอคอนิกของยุค 2000s มาตีความใหม่ในมุมที่ล้ำ ทันสมัยมากขึ้น ได้กลิ่นอายสตรีทแฟชั่นได้อย่างลงตัว
อีกหนึ่งไฮไลท์ระดับภูมิภาคที่สะท้อนทิศทางใหม่ของ Siam Square One คือ “FUJIFILM House of Photography” Experience Shop แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นที่สร้างสรรค์ขนาดใหญ่กว่า 2 ชั้นใจกลางสยาม ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านจำหน่ายกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพ แต่ถูกออกแบบให้เป็น Community Space สำหรับคนรักการถ่ายภาพอย่างแท้จริง
ภายในครบทั้งโซนทดลองกล้องและเลนส์รุ่นใหม่ Studio ถ่ายภาพ พื้นที่ Workshop คลาสสอนถ่ายภาพ ให้ผู้คนได้เข้ามาหาแรงบันดาลใจ แลกเปลี่ยนไอเดีย และสัมผัสประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์อย่างใกล้ชิด สะท้อนภาพของ Experience Shop ยุคใหม่ ที่เปลี่ยนร้านค้าให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการใช้เวลาและสร้างประสบการณ์ร่วมกัน นอกจากนี้ยังมี “Flying Tiger Copenhagen” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากเดนมาร์ก ที่เข้ามาเติมไวบ์ความสนุกด้วยสารพัดไอเทมไวบ์ดี ดีไซน์สดใส และของใช้สุดสร้างสรรค์ที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ทั่วโลก
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือ “Skechers” ที่กำลังจะปรับโฉมสาขาสู่ “World of Sport” เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่หลงใหลทั้งแฟชั่นและการออกกำลังกาย ขณะเดียวกันก็ยังมีแบรนด์อื่น ๆ ที่เติมเต็มประสบการณ์การช้อปปิ้งของคนเมืองกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Crocs Experience Store สาขาใหญ่ที่สุดในไทย ที่มี Jibbitz หรือของตกแต่งรองเท้าไว้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีช็อป adidas, Onitsuka Tiger รวมถึง EVEANDBOY ซึ่งเป็นสาขาที่มีพื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. รวบรวมไอเทม น้ำหอม เมคอัพ และสกินแคร์กว่า 1,000 แบรนด์มากกว่า 80,000 รายการ ให้เลือกสรรอย่างจุใจ และแบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น “niko and …” ที่เป็นสาขาแรกในประเทศไทย
นอกจากฝั่งแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ Siam Square One ยังเดินหน้าเสริมทัพ “Food Destination” อย่างจริงจัง เพราะหนึ่งในพฤติกรรมสำคัญของคนเมืองยุคนี้ คือการออกมาใช้ชีวิตและกินข้าวหลังเลิกงาน
ปัจจุบัน Siam Square One ยังคงเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของสาย All You Can Eat และร้านอาหารยอดฮิตใจกลางเมือง รวมร้านดังไว้แบบครบทุกสาย ทั้งปิ้งย่าง ชาบู อาหารเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย และคาเฟ่ยอดนิยม อาทิ Kouen Premium Buffet, นักล่าหมูกระทะ, ChaEn Matcha, จากึมซอง, TenTen ชาบู 4 สี หมีออนเซน, Hongdae, โอ้กะจู๋, ครัวดอกไม้ขาว, KIN DONBURI, Tum Factory Tajimaya Thailand ฯลฯ
พร้อมเติมสีสันใหม่ให้สายเกาหลีด้วย “YEONDU (ยอนดู)” ร้านอาหารเกาหลีแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากสายฟู้ดดี้ ด้วยเมนูเกาหลีรสชาติเข้มข้น วัตถุดิบคุณภาพ และการปรุงรสที่ออกแบบมาให้ถูกปากคนไทยโดยเฉพาะ ตั้งแต่เมนูปิ้งย่าง ซุปเกาหลี ไปจนถึงอาหารเกาหลีสไตล์โฮมเมด บรรยากาศร้านทันสมัย ถ่ายรูปสวย กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ของสายกินใจกลางสยามที่ไม่ควรพลาด
รวมถึงแบรนด์ดังอย่าง Sushiro และ HAMA-SUSHI ที่เตรียมเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ พร้อมการมาของ Sizzler ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ ที่จะเข้ามาเติมสีสันให้ประสบการณ์การกินและการใช้ชีวิตของคนเมืองใจกลางสยาม เพื่อเติมภาพของการเป็น “จุดนัดพบของคนเมือง” ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น” วันนี้ Siam Square One ตอกย้ำภาพ “จุดนัดพบใจกลางเมือง” ผ่านการรวมแฟชั่น ร้านอาหาร Community และ Experience ใหม่ ๆ ไว้ครบในที่เดียว เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

กรณีรัฐบาลออกมาตรการพยุงภาคก่อสร้าง ผ่อนผันวิธีคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือค่า K เป็นการชั่วคราว โดยให้หักในอัตราบวก/ลบ 2% จากเดิมบวก/ลบ 4% เฉพาะสัญญาที่ส่งมอบงวดงานระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ –30 กันยายน2569 แล้ว
ล่าสุด สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) นำโดย นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิชนายกสมาคมฯ เสนอมาตรการระยะสั้น –กลางและยาว โดยไฮไลต์สำคัญเรื่องการจัดหาแรงงานใหม่จากประเทศเพื่อนบ้าน ทดแทนแรงงานที่ขาดโดยเฉพาะจากประเทศกัมพูชา
ทางออกเพื่อความรวดเร็วสมาคมฯได้เสนอปรับลดขั้นตอนบางประการลง เช่นลดขั้นตอนทำ MOU หรือ บันทึกความเข้าใจ เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกในการนำเข้าที่รวดเร็ว รวมถึงคำนึงถึงคุณภาพขณะเดียวกันภาคเอกชนจะต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างตรงไปตรงมาด้วยเช่นเดียวกัน
สำหรับมาตรการระยะสั้น ซึ่งเป็นระยะเร่งด่วนประกอบด้วย
1.ขอรัฐบาลจัดหางบประมาณเพื่อจ่ายค่าK โดยตรง
2.ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้างด้านแรงงานและแหล่งเงินทุน เนื่องจากแรงงานขาดแคลนโดยเฉพาะปัญหาแรงงานกัมพูชา
3.การจัดหาแรงงานใหม่จากประเทศเพื่อนบ้าน ต้องลดขั้นตอนทำเอ็มโอยู เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกในการนำเข้าที่รวดเร็ว และภาคเอกชนให้ความช่วยเหลือภาครัฐอย่างตรงไปตรงมา
4.การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสถาบันการเงิน สำหรับสินเชื่องานก่อสร้างโดยเฉพาะสินเชื่องานราชการ
5. รัฐเร่งปราบปราม ผู้ประกอบการนอมินี หรือผู้รับเหมานอมินี
6.ให้ความสำคัญคุณภาพ การก่อสร้างต้องใช้มาตรฐานประเทศไทย เพราะขณะนี้เอกชนกังวลต่างชาตินำเงื่อนไขPPP เข้ามาก่อสร้างในไทย เมื่อเกิดปัญหา กลับโทษผู้รับเหมาไทย
7.การใช้วัสดุภายในประเทศ
8.ให้มีการปรับปรุงสัญญามาตรฐานที่ทั่วโลกใช้กันไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง การออกแบบ การควบคุมงาน ให้มีความเป็นธรรมทุกฝ่ายไม่ใช่เป็นธรรมเฉพาะราชการ
9.ต้องมีหน่วยงานดูแลงานก่อสร้างโดยเฉพาะ หรือ ควรมีหน่วยงานกลางดูแลภาคก่อสร้างโดยเฉพาะทั้งเอกชนและราชการ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 32.61-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ที่ย่อลงเล็กน้อยสู่ระดับ 93.1 จุด แต่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ณ ระดับ 91.9 จุด ส่งผลให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง
ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกจำกัดลง โดยแรงขายของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นแรงของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor
ทั้งนี้ ท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงหลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงสั้น ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นและทรงตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สอดคล้องกับจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways โดยเรามองว่า เงินบาทอาจยังมีโซนแนวรับแรกแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงสกุลเงินต่างประเทศ) ของบรรดาผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน (Month-end Flows) ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันที่กว้างราว 20-30 สตางค์
ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดช่องแคบ Hormuz) แต่ หากการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าและยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท จะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ (รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) และราคาทองคำ เป็นสำคัญ ที่จะผันแปรไปตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และที่สำคัญ หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว และมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เรากังวลว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุ โซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ได้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของบรรดาผู้ส่งออกและผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ซึ่งส่วนใหญ่ต่างรอจังหวะทำธุรกรรมในบริเวณโซนดังกล่าว
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะถูกกดดันบ้างจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Micron +19.3% ที่ได้อานิสงส์จากกระแสการเติบโตของธีม AI และการปรับเป้าราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -3.3% ตอบรับการปรับตัวลงหนักของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา (ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันจันทร์) ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.61% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.19%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.57% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (แม้ผู้เล่นในตลาดจะพอมีความหวังอยู่) และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) จากการส่งสัญญาณของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ในช่วงนี้ ซึ่งกดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor และหุ้นสไตล์ Growth ที่อ่อนไหวต่อแนวโน้มดอกเบี้ย เผชิญแรงกดดันบ้าง อาทิ ASML -2.9% และ Hermes -3.3% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อาทิ Rio Tinto +1.9%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนแถวโซน 4.50% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ และความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน จะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ลงบ้าง เหลือราว 63% อนึ่ง เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0 -99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ย่อตัวลงราว -50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์ กลับสู่โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และ ดัชนีภาวะธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ อย่าง ดัชนีภาคธุรกิจการผลิตและภาคการบริการ จาก Richmond FED เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในครึ่งแรกของปี 2027
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า RBNZ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

“อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย เจ้าของตำแหน่งรองแชมป์ มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026 สร้างสถิติสุดยอดขึ้นในรายการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยในรอบชิงชนะเลิศ นักตบลูกขนไก่ชาวไทยวัย 21 ปี เป็นฝ่ายแพ้ให้กับ หลี่ ชื่อเฟิง มืออันดับ 7 ของโลกจากจีน 0-2 เกม (16-21 และ 17-21) ไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตามหลังจบทัวร์นาเมนต์ ฝ่ายจัดการแข่งขันได้รวบรวมสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการแข่งขันปรากฏว่า “อิคคิว พณิชพล” สร้างสถิติตบลูกได้เร็วที่สุดในประเภทชายเดี่ยวของรายการ
ซึ่ง นักตบลูกขนไก่ไทยวัย 24 ปี สามารถสร้างสถิติลูกตบที่มีความเร็วมากถึง 493 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในการแข่งขัน มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026

สำหรับสถิติโลกนักแบดมินตันที่มีลูกตบเร็วที่สุด ปัจจุบันเป็นของ สัทวิกสายราช รันกิเรดดี้ นักตบลูกขนไก่ชาวอินเดีย ที่ทำเอาไว้ที่ 565 กม.ต่อชั่วโมง เมื่อปี 2013
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เชื่อว่ามนุษย์ออฟฟิศและคนทำงานหลายคนต้องเคยเจอวิกฤต “สมองตื้อตอนบ่าย” ช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. – 15.00 น. ที่จู่ๆ ตาขวาเริ่มปรือ สมองเริ่มตื้อ คิดงานอะไรก็ไม่ออก แถมบางทียังรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนจนอยากจะฟุบลงกับโต๊ะ ครั้นจะอัดกาแฟแก้วที่สองหรือสามเข้าไปก็กลัวตาค้างจนนอนไม่หลับตอนกลางคืน
อาการนี้เรียกว่า Afternoon Slump หรือภาวะเฉื่อยชาช่วงบ่าย ซึ่งเกิดจากนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ของร่างกายตามธรรมชาติ ร่วมกับความเหนื่อยล้าจากการใช้สายตาและสมองมาตลอดครึ่งเช้า แต่วันนี้เรามี Life Hack เด็ดๆ ที่ใช้เวลาแค่ 5 นาที มาช่วยรีเซ็ตสมองของคุณให้กลับมาไบร์ท ไอเดียแล่นฉิว พร้อมลุยงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งคาเฟอีนครับ!
หลายครั้งที่สมองตื้อไม่ได้เกิดจากเราอดนอน แต่เกิดจากภาวะ “สมองขาดน้ำ” (Dehydration) เพราะตอนทำงานเรามักจะเพลินจนลืมจิบน้ำ เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะลดลง ทำให้รู้สึกเพลียและคิดงานช้า การดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ทันทีจะช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต และปลุกเซลล์สมองให้ตื่นตัวอย่างรวดเร็ว
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็ง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวและสมองล้าตามมา ให้ลองใช้กฎระดับสากลนี้ดูครับ:
วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย ลดความเครียดสะสมในสมองได้อย่างดีเยี่ยม
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน มีจุดฝังเข็มและกดจุดที่ช่วยคลายความล้าของสมองได้อย่างชะงัด นั่นคือ จุดอินถัง หรือจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว (ตาที่สาม)
วิธีทำ: ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วหัวแม่มือกดลงไปบริเวณกึ่งกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง นวดคลึงเป็นวงกลมเบาๆ ตามเข็มนาฬิกาประมาณ 1-2 นาที พร้อมกับหลับตาและหายใจเข้า-ออกลึกๆ จุดนี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณส่วนหน้าของสมอง ลดอาการคัดจมูก ตาพร่า และช่วยให้จิตใจสงบและมีสมาธิมากขึ้น
การนั่งแช่อยู่กับท่าเดิมนานๆ ทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ง่วงนอนและสมองตื้อ ให้ลองลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเอี้ยวตัวไปทางซ้ายและขวา หรือหมุนหัวไหล่และสะบัดข้อมือแรงๆ การขยับร่างกายสั้นๆ แบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้นทันตาเห็น
กลิ่นบำบัด (Aromatherapy) เป็นทางลัดที่ส่งผลต่อสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Limbic System) ได้เร็วที่สุด หากเริ่มคิดงานไม่ออก ให้ลองหยิบยาดม กลิ่นเปปเปอร์มินต์ หรือโลชั่นกลิ่นส้ม/มะนาวขึ้นมาทาและสูดดมลึกๆ กลิ่นเมนทอลและซิตรัสจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้รู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า และลดความเครียดได้ในทันที
บ่ายนี้ถ้าเริ่มกดแป้นพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ หรือนั่งจ้องหน้าจอนิ่งๆ ลองสละเวลาแค่ 5 นาที ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ดูครับ เริ่มจาก “ดื่มน้ำ นวดระหว่างคิ้ว พักสายตามองวิว ยืดเส้นยืดสาย และดมกลิ่นสดชื่น” รับรองว่าสมองที่เคยตื้อจะกลับมาโล่ง โปร่ง และพร้อมปั่นงานชิ้นสำคัญให้เสร็จทันเวลาเลิกงานแน่นอน!
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

“การ์ทเนอร์” ชี้องค์กรที่ได้ผลตอบแทนสูงจาก AI ไม่ใช่องค์กรที่ลดคนมากที่สุด แต่คือองค์กรที่ลงทุนยกระดับศักยภาพของบุคลากรควบคู่ระบบอัตโนมัติ
องค์กรควรลงทุนไปกับทักษะ บทบาทหน้าที่และโครงสร้างการทำงานที่เปิดโอกาสให้” มนุษย์” เป็นผู้แนะนำ กำกับดูแล ขยายผลและเปลี่ยนผ่านศักยภาพการทำงานไปเป็นแบบอัตโนมัติ
ผลสำรวจโดย การ์ทเนอร์ เผยว่าองค์กรที่มีการทดลองหรือนำศักยภาพ “ธุรกิจอัตโนมัติ” (Autonomous Business) มาใช้ มีถึงประมาณ 80% ที่รายงานว่ามีการปรับลดจำนวนพนักงานลง
อย่างไรก็ตาม การปรับลดพนักงานดังกล่าวดูเหมือนจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้
ผลสำรวจพบว่า อัตราการปรับลดพนักงานระหว่างกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าได้รับผลตอบแทนหรือ ROI สูงจากเทคโนโลยีอัตโนมัติ กับกลุ่มที่ประสบผลสำเร็จเพียงเล็กน้อยหรือมีผลลัพธ์ติดลบนั้น มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก

เฮเลน พอยเตอแวง รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ซีอีโอจำนวนมากหันไปใช้วิธีเลิกจ้างพนักงานเพื่อให้เห็นถึงผลตอบแทนอย่างรวดเร็วจากการใช้ AI
ทัศนคติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด การลดจำนวนพนักงานอาจช่วยสร้างพื้นที่ว่างในงบประมาณได้ แต่ไม่ได้สร้างผลตอบแทน องค์กรที่สามารถเพิ่ม ROI ได้นั้น ไม่ใช่องค์กรที่กำจัดความจำเป็นในการใช้คน
แต่คือองค์กรที่เสริมศักยภาพของคนให้สูงขึ้น ผ่านการลงทุนอย่างจริงจังในด้านทักษะ ตำแหน่งงาน และโมเดลการดำเนินงานที่ช่วยให้มนุษย์สามารถแนะนำและขยายขีดความสามารถของระบบอัตโนมัติได้
การ์ทเนอร์ระบุว่า การใช้เทคโนโลยี เช่น เอไอเอเจนต์, ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ, RPA (Robotic Process Automation), ดิจิทัลทวิน (Digital Twins) และสินทรัพย์ดิจิทัลที่แปลงเป็นโทเค็น (Tokenized Assets) จะขับเคลื่อนธุรกิจอัตโนมัติให้ยกระดับองค์กรจากการเพิ่มประสิทธิภาพและระบบอัตโนมัติขั้นพื้นฐาน ไปสู่ “ความสามารถในการทำงานด้วยตนเองอย่างแท้จริง หรือ True Autonomy”
โดยทั้งเครื่องจักรและมนุษย์ต่างก็มีอิสระในการทำงานมากขึ้น สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงธุรกิจที่ไร้มนุษย์มาเกี่ยวข้อง แต่หมายถึงธุรกิจที่ขยายขีดความสามารถของมนุษย์ให้สูงขึ้นต่างหาก
สำหรับในระยะยาว ธุรกิจอัตโนมัติจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการเปิดรับเอไอเอเจนต์ที่เพิ่มมากขึ้น
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2569 นี้ มูลค่าการใช้จ่ายในซอฟต์แวร์เอไอเอเจนต์จะสูงถึง 206.5 พันล้านดอลลาร์ และในปี 2570 จะเพิ่มแตะ 376.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมากจากในปี 2567 ที่มีมูลค่า 86.4 พันล้านดอลลาร์
เนื่องจากความเป็นอิสระในการทำงานจะเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของเครื่องจักรและมนุษย์ อีกทั้งความต้องการแรงงานมนุษย์จะเพิ่มสูงขึ้นแทนที่จะลดลง
การ์ทเนอร์จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2571-2572 ธุรกิจอัตโนมัติจะเป็นตัวขับเคลื่อนเชิงบวกในการสร้างงานใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากรูปแบบการทำงานประเภทใหม่ ๆ ที่ AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้
ระยะยาว ธุรกิจอัตโนมัติจะสร้างงานให้มนุษย์มากขึ้น ไม่ใช่ลดลง ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่คงอยู่ยาวนาน เช่น การลดลงของประชากร และช่วงเวลาสำคัญที่ผู้บริโภคต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและการตัดสินใจที่เดิมพันสูง จะเป็นสิ่งรับประกันว่า คนที่มีศักยภาพ หรือ Human Talent จะยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญในการขับเคลื่อน กำกับดูแล และขยายขนาดของธุรกิจอัตโนมัติต่อไป
ผลสำรวจดังกล่าว การ์ทเนอร์ได้ทำการสำรวจผู้บริหารธุรกิจทั่วโลกจำนวน350 ราย ช่วงไตรมาสที่สามของปี 2568 เพื่อทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันของธุรกิจอัตโนมัติในระดับองค์กร
โดยองค์กรที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ต้องมีรายได้ประจำปีทั่วทั้งองค์กรอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์หรือเทียบเท่า และต้องเป็นองค์กรที่กำลังทดลองใช้หรือได้ติดตั้งเทคโนโลยีอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อไปนี้ ได้แก่ เอไอเอเจนต์ (AI Agents), ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Automation) หรือเทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูง (Autonomous Technologies)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เมื่อถึงวันสำคัญอย่างวันแม่แห่งชาติ เชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาวิธีพิเศษในการแสดงความรักและความกตัญญูกตเวทิตากับผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตครับ การบอกรักแม่เป็นภาษาไทยอาจจะเป็นเรื่องที่เราทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่การเลือกใช้ อวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ มาเขียนลงบนการ์ดอวยพรหรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดียจะช่วยเพิ่มความแปลกใหม่และทำให้ข้อความของคุณดูมีความละเมียดละไมสไตล์อินเตอร์มากขึ้นไปอีกระดับครับ
ในโลกยุค 2026 ที่การสื่อสารไร้พรมแดน การเรียนรู้ประโยคบอกรักและขอบคุณเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้มีประโยชน์แค่การอวยพรคุณแม่ของเราเองเท่านั้นครับ แต่ยังรวมถึงการส่งความปรารถนาดีไปยังคุณแม่ของเพื่อนชาวต่างชาติ หรือแม้แต่การฝึกใช้สํานวนภาษาอังกฤษที่ลึกซึ้งในชีวิตประจำวัน วันนี้ EngDuo Thailand ได้รวบรวมไอเดียประโยคอวยพรวันแม่ที่จะช่วยให้คุณส่งต่อความรู้สึกดีๆ ได้อย่างตรงใจที่สุดครับ
ภาษาอังกฤษมีลักษณะเด่นตรงที่มีคำศัพท์ขยายความรู้สึกที่หลากหลายและตรงไปตรงมา การเลือกข้อความ อวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ ที่สละสลวยจะช่วยให้คุณแม่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้ส่ง เพราะบางประโยคสามารถอธิบายความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างแม่กับลูกได้เป็นอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำศัพท์ที่ยากจนเกินไปครับ
นอกจากนี้ การเขียนการ์ดอวยพรยังเป็นพื้นที่ที่คุณได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และสะท้อนทัศนคติที่ดีของคุณ การเลือกประโยคที่สอดคล้องกับความทรงจำร่วมกันระหว่างคุณกับคุณแม่ จะทำให้ของขวัญชิ้นนั้นกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจที่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ครับ
เพื่อให้คุณเลือกนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้นตามความเหมาะสมของความสัมพันธ์และสไตล์ของคู่สนทนา ผมได้แบ่งหมวดหมู่คำอวยพรออกเป็นสไตล์ต่างๆ ดังนี้ครับ
สำหรับสายโซเชียลที่อยากได้ประโยคสั้นๆ ไปลงเป็นแคปชั่นใต้รูปคู่กับคุณแม่ในอินสตาแกรมหรือเฟสบุ๊ก แนะนำให้เลือกประโยคที่กระชับแต่ทรงพลังครับ
หากคุณต้องการเขียนการ์ดที่มีเนื้อหาซึ้งๆ เพื่อขอบคุณทุกการเลี้ยงดูและความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ประโยคเหล่านี้ตอบโจทย์มากครับ
หากความสัมพันธ์ของคุณกับคุณแม่เป็นเหมือนเพื่อนซี้ที่คุยกันได้ทุกเรื่อง การใช้ประโยคที่มีอารมณ์ขันเล็กๆ จะช่วยสร้างรอยยิ้มได้เป็นอย่างดีครับ
จุดสำคัญของการเขียนอวยพรคือความจริงใจครับ หลีกเลี่ยงการคัดลอกประโยคยาวๆ ที่คุณไม่เข้าใจความหมายมาใส่ลงในการ์ด เพราะจะทำให้ข้อความดูแข็งกระด้าง แนะนำให้เริ่มต้นด้วยคำอวยพรมาตรฐานสั้นๆ แล้วตามด้วยความทรงจำส่วนตัวสัก 1 ประโยค เช่น วันที่แม่ทำอาหารจานโปรดให้กิน หรือวันที่แม่คอยปลอบใจตอนที่คุณร้องไห้
การปิดท้ายด้วยคำสัญญาเล็กๆ เช่น การบอกว่าจะตั้งใจทำงาน หรือจะพาแม่ไปเที่ยวในสถานที่ที่แม่ชอบ จะช่วยให้ข้อความ อวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ ของคุณดูมีชีวิตชีวาและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้คุณแม่ประทับใจจนน้ำตาซึมได้แน่นอนครับ
การเลือกใช้คำคุณศัพท์ (Adjectives) ที่ดีจะช่วยยกระดับข้อความของคุณให้ดูหรูหราขึ้นครับ แทนที่จะใช้คำว่า good หรือ nice แบบทั่วไป ลองเปลี่ยนมาใช้คำที่มีพลังงานสูงและแสดงความยกย่องอย่างลึกซึ้ง เช่น incredible (ยอดเยี่ยมที่สุด), selfless (เสียสละ), หรือ irreplaceable (ไม่มีใครแทนที่ได้) คำเหล่านี้จะช่วยสื่อถึงคุณค่าของคุณแม่ในใจคุณได้อย่างชัดเจนที่สุดครับ
เพื่อให้คุณเลือกคำที่สอดคล้องกับ Mood และช่องทางการสื่อสารได้ในทันที ลองดูตารางสรุปคำอวยพรที่แนะนำด้านล่างนี้ครับ
| ข้อความภาษาอังกฤษ | คำแปลภาษาไทย | สไตล์/Vibe | ช่องทางที่แนะนำ |
| Best Mom Ever! | คุณแม่ที่ดีที่สุดตลอดกาล | มินิมอล / วัยรุ่น | สลักบนเค้ก / แท็กในรูป |
| Wishing you a day as beautiful as your smile. | ขอให้แม่มีวันที่งดงามเหมือนกับรอยยิ้มของแม่นะ | อบอุ่น / อ่อนหวาน | เขียนลงบนการ์ดดอกมะลิ |
| Thank you for your endless love and support. | ขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนที่ไม่มีวันสิ้นสุด | เป็นทางการ / ซาบซึ้ง | อีเมลหรือการ์ดแบบเป็นทางการ |
| Behind every great kid is an amazing mom. | เบื้องหลังของลูกที่ดีทุกคน คือคุณแม่ที่ยอดเยี่ยมเสมอ | ให้เกียรติ / ชื่นชม | โพสต์เฟสบุ๊กยาวๆ |
| Cheers to the queen of our home! | มาร่วมยินดีกับราชินีประจำบ้านของเรากัน | สนุกสนาน / เฉลิมฉลอง | แชทกลุ่มครอบครัว |
สะกดว่า Mother’s Day (ใส่ ‘ หน้า s) ครับ เพราะเป็นการเฉลิมฉลองวันของคุณแม่ทุกคนในฐานะบุคคลเดี่ยวที่เป็นที่รักของลูกๆ ครับ
สามารถส่งได้ครับ โดยแนะนำให้เลือกประโยคที่สั้นและเข้าใจง่าย หรือเขียนคำแปลภาษาไทยน่ารักๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้คุณแม่รับรู้ถึงความตั้งใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของคุณครับ
Mother จะมีความเป็นทางการสูงที่สุด มักใช้ในการเขียนสุนทรพจน์หรือการ์ดที่เป็นทางการมาก ส่วน Mom และ Mommy จะให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง อบอุ่น และนิยมใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าครับ
ในต่างประเทศนิยมมอบดอกคาร์เนชั่น (Carnations) หรือดอกกุหลาบ พร้อมกับอาหารเช้าเสิร์ฟถึงเตียงนอน (Breakfast in bed) เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในวันพิเศษครับ
ต่างกันครับ วันแม่สากลของหลายประเทศมักจะตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม แต่วันแม่ของประเทศไทยตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ประโยคอวยพรสามารถนำไปใช้ข้ามวัฒนธรรมได้เหมือนกันครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

ไข่ต้มชาหรือไข่พะโล้สำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อ กลายเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตของคนรักสุขภาพ เพราะสะดวก กินง่าย และถูกมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี หลายคนเลือกกินวันละ 2-3 ฟองเพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย แต่คำถามสำคัญคือ กินทุกวันดีจริงหรือไม่?
ไช่ เฉิงเหลียง นักโภชนาการจากไต้หวัน ออกมาให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว่า ปัญหาของไข่ต้มชาไม่ใช่ “ไข่” แต่เป็นวิธีการปรุง โดยเฉพาะการเคี่ยวเป็นเวลานานและการแช่ในน้ำปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ซึ่งอาจทำให้คุณภาพโปรตีนลดลงและร่างกายได้รับเกลือมากเกินจำเป็น
นักโภชนาการอธิบายว่า ไข่ถือเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เกือบเต็มประสิทธิภาพ จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและฟื้นฟูร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “สภาพของไข่” ที่รับประทาน หากเป็นไข่ต้มธรรมดาที่ผ่านความร้อนเหมาะสม โปรตีนจะคลายตัวและย่อยง่ายขึ้น แต่ไข่ต้มชาที่ผ่านการเคี่ยวหรืออุ่นซ้ำเป็นเวลานาน โดยเฉพาะไข่สีเข้มที่แช่น้ำปรุงรสนาน อาจทำให้โครงสร้างโปรตีนเปลี่ยนไปมากกว่าปกติ
ไช่ เฉิงเหลียง ระบุว่า เมื่อไข่ได้รับความร้อนสูงเป็นเวลานาน โปรตีนในไข่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง รวมถึงปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้โปรตีนจับตัวแน่นขึ้น ย่อยได้ยากกว่าเดิม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไข่ที่อยู่ก้นหม้อนานๆ มักมีเนื้อสัมผัสแข็ง แห้ง หรือเหนียวกว่าปกติ
โดยทั่วไป โปรตีนในไข่มีอัตราการย่อยและดูดซึมราว 95-100% แต่เมื่อผ่านความร้อนสูงเกินไปเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพการย่อยอาจลดลงเหลือประมาณ 85-90% แม้ยังรับประทานได้ แต่คุณภาพของโปรตีนอาจไม่ดีเท่าที่ควร
อีกหนึ่งจุดที่หลายคนอาจมองข้ามคือ “โซเดียม” เพราะไข่ต้มชาที่มีรอยแตกมากหรือรสชาติเข้ม มักหมายถึงการแช่อยู่ในน้ำปรุงรสนานกว่าเดิม ทำให้เกลือและซีอิ๊วซึมเข้าเนื้อไข่ได้มากขึ้น
นักโภชนาการเตือนว่า การกินไข่ต้มชาหลายฟองต่อวันร่วมกับอาหารมื้ออื่น อาจทำให้ได้รับโซเดียมสะสมเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณเกลือในอาหารเป็นพิเศษ
สำหรับข้อกังวลเรื่องคอเลสเตอรอล ไช่ เฉิงเหลียง ระบุว่า แนวทางโภชนาการสมัยใหม่เปลี่ยนไปมาก โดยข้อมูลจากสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาให้ความเห็นว่า คอเลสเตอรอลจากอาหารไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเหมือนที่เคยเชื่อกัน
ในคนสุขภาพดี การกินไข่ในปริมาณเหมาะสม รวมถึงไข่แดง ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง สิ่งที่ควรระวังมากกว่าคือไขมันอิ่มตัว น้ำตาล อาหารแปรรูป และอาหารที่มีโซเดียมสูง
นักโภชนาการแนะนำว่า ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคน ดังนี้
หากต้องซื้อไข่ต้มชาจากร้านสะดวกซื้อ นักโภชนาการแนะนำให้เลือกไข่สีปานกลาง รอยแตกน้อย และเนื้อไข่ไม่แข็งจนเกินไป เพราะมักผ่านความร้อนในระดับเหมาะสมและมีโอกาสได้รับโซเดียมน้อยกว่าไข่ที่รอยแตกเยอะและสีเข้มจัด ที่แช่นานจนรสชาติเข้มมาก
ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “ไข่ไม่ใช่ผู้ร้าย” เพราะยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือกระบวนการปรุง โดยเฉพาะการเคี่ยวนานและปริมาณโซเดียมที่อาจแฝงอยู่มากกว่าที่คิด หากกินอย่างพอดีและเลือกให้เหมาะสม ไข่ต้มชาก็ยังเป็นเมนูที่อยู่ในมื้ออาหารได้อย่างไม่ต้องกังวล
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,350.00 | 69,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,483.00 | 67,962.28 | 70,350.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,034.70 | 61,166.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,586.40 | 54,369.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,017.35 | 30,583.03 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,569.05 | 23,786.80 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,645.60 | 70,427.30 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.30 | 44.30 | 44.80 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.93 | 43.93 | 44.43 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 53.89 | – | – | 54.81 | – | 54.39 | 54.04 | – | 53.89 |
| ดีเซล | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 60.25 | 60.25 | 49.84 | 60.25 | – | – | – | – | 60.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

“ASW” พลิกเกมอสังหาฯ สู่ “Lifestyle Ecosystem” ดัน KAVE-ภูเก็ตโตแรง พร้อมปั้นแบรนด์ครองใจคนรุ่นใหม่บนโซเชียล
ในวันที่ตลาด อสังหาริมทรัพย์ ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งกำลังซื้อชะลอ ดอกเบี้ยสูง และการแข่งขันดุเดือด แต่มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้แค่ “เอาตัวรอด” แต่กำลัง “เปลี่ยนเกม” จากวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ท่ามกลางวิกฤตโควิด วันนี้ แอสเซทไวส์ หรือ ASW ไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียง “ผู้พัฒนาอสังหาฯ” อีกต่อไปแต่กำลังขยับสู่การเป็น “Lifestyle Ecosystem” ที่เชื่อมตั้งแต่ที่อยู่อาศัย โรงแรม รีเทล เอนเตอร์เทนเมนต์ไปจนถึงประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ และ เบื้องหลังการเติบโตครั้งนี้มีทั้งเกม M&A ที่เปลี่ยนอนาคตบริษัท แบรนด์คอนโดนักศึกษาที่กลายเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของนักลงทุนรวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ชื่อของ ASW อยู่บนหน้าฟีดโซเชียลแทบตลอดเวลา นี่คือเรื่องราวของบริษัทอสังหาฯ อายุ 21 ปีที่กำลังสร้าง “ความสุข” ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจ
ASW เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2564 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบจากโควิดผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อขณะที่ต้นทุนการเงินและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
แต่ตลอด 5 ปีหลังเข้าตลาด ASW กลับยังเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่องปัจจุบันบริษัทพัฒนาโครงการแล้วรวมกว่า 89 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 150,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบตั้งแต่กรุงเทพฯ ปริมณฑล EEC ไปจนถึงภูเก็ต สิ่งที่น่าสนใจคือ ASW ไม่ได้เลือกจับตลาดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่ใช้วิธีแตกแบรนด์ให้ตอบโจทย์แต่ละเซ็กเมนต์อย่างชัดเจนตั้งแต่ตลาดนักศึกษา คนเริ่มทำงาน นักลงทุนไปจนถึงกลุ่ม High Net Worth
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ ASW คือการเข้าไป M&A บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ หรือ TITLE ในปี 2566 TITLE เป็น Local Developer ในภูเก็ตที่มีจุดแข็งสำคัญคือ “เข้าใจลูกค้าต่างชาติ”โดยเฉพาะตลาด Leisure Residence ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนต่างชาติ กลุ่ม Expat รวมถึงกลุ่ม Digital Nomad และผู้มีกำลังซื้อสูง

หลังเข้ามาอยู่ใต้เครือ ASW แบรนด์ TITLE เติบโตแบบก้าวกระโดดจนล่าสุดสามารถย้ายจาก mai เข้าซื้อขายใน SET ได้สำเร็จผลประกอบการล่าสุดของ TITLE ในไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนภาพนั้นได้ชัดเจนรายได้ 549 ล้านบาท เติบโต 207% YoY กำไรสุทธิ 42 ล้านบาท เติบโต 237% YoY
ปัจจัยสำคัญมาจากดีมานด์อสังหาฯ ภูเก็ตที่ยังได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติ และกลุ่ม Expat อย่างต่อเนื่องปัจจุบัน TITLE มีโครงการใหม่พร้อมโอน 4 โครงการมูลค่ารวมกว่า 11,700 ล้านบาทซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทพร้อม Backlog อีกกว่า 21,669 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้รายได้ยาวถึงปี 2571 ดีลนี้จึงไม่ได้แค่ขยายพอร์ต แต่เปลี่ยน ASW จาก developer กรุงเทพ ให้กลายเป็นผู้เล่นในตลาด Global Demand
KAVE คอนโดนักศึกษา ที่กลายเป็น “เครื่องจักรทำยิลด์”

หากพูดถึงแบรนด์เรือธงของ ASW ชื่อที่หลายคนนึกถึงคือ “KAVE” โมเดลของ KAVE แตกต่างจากคอนโดทั่วไปเพราะวางตัวเองเป็น “Campus Condo” หรือคอนโดที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของนิสิต นักศึกษา โดยเฉพาะปัจจุบัน KAVE ครอบคลุมทำเลใกล้มหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 10 แห่ง จุดแข็งสำคัญไม่ใช่แค่ทำเลแต่คือการเข้าใจ Insight ของคนรุ่นใหม่อย่างละเอียด ASW ใส่ Facility ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง
ตั้งแต่ห้อง E-Sport, Game Room, ห้องดูหนัง, ห้องไลฟ์ ไปจนถึงห้องคาราโอเกะ สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ การขาย ‘ห้อง’ แต่เป็นการสร้าง ‘โลกที่คนอยากใช้ชีวิตอยู่’ ทำให้ KAVE กลายเป็น Community ของนักศึกษาอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์คือคอนโดสามารถปล่อยเช่าและซื้อขายต่อได้ง่ายเพราะมี Demand จากทั้งผู้เช่าและนักลงทุนอยู่ตลอดเวลา ASW ระบุว่าบางโครงการสามารถสร้าง Rental Yield เฉลี่ยได้สูงถึงกว่า 8% จนได้รับรางวัลด้าน Best Investment จากเวทีอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะเดียวกันยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ในระดับสูงถึง 41% ซึ่งนับเป็นหนึ่งในระดับที่โดดเด่นของอุตสาหกรรม
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ ASW มีกำไรสุทธิ 230 ล้านบาท เติบโต 14% YoY สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาอัตราการทำกำไร ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย
ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถสร้างยอดขาย (Presales) ได้ถึง 6,854 ล้านบาท คิดเป็น 37% ของเป้าหมายทั้งปี ที่ 18,500 ล้านบาท สะท้อนถึงแรงส่งของดีมานด์ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังตัวเลขนี้มาจากแนวทางบริหารที่ค่อนข้างระมัดระวัง ทั้งการควบคุมสภาพคล่องการบริหารต้นทุนรวมถึงการจัดการ Inventory อย่างเข้มงวดสะท้อนว่า ASW พยายามสร้าง “เสถียรภาพ” มากกว่าการเร่งโตระยะสั้น และจากผลการดำเนินงานดังกล่าวคณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็น Dividend Yield สูงถึงกว่า 7%

อีกจุดที่น่าสนใจคือ ASW เริ่มกระจายตัวเองออกจากธุรกิจอสังหาฯ แบบดั้งเดิมด้วยการต่อยอดไปยังธุรกิจที่เชื่อมกับ “ไลฟ์สไตล์ของผู้คน” เช่น ธุรกิจซื้อ-ขาย-ฝากเช่าแบบครบวงจร ธุรกิจโรงแรมผ่านความร่วมมือกับ IHG เชนโรงแรมระดับโลก พัฒนาโรงแรมในภูเก็ต 3 แห่ง ธุรกิจรีเทล “Mingle Mall” ภายในโครงการที่อยู่อาศัย ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ จัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ครบวงจร ภาพที่ ASW กำลังสร้างจึงไม่ใช่แค่ “ขายบ้าน” แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ภายในโลกของแบรนด์ได้ครบวงจร
หนึ่งในอาวุธสำคัญของ ASWคือการใช้ “Lifestyle Marketing”แทนที่จะสื่อสารเรื่องฟังก์ชันห้องหรือราคาเพียงอย่างเดียว ASW เลือกเชื่อมแบรนด์เข้ากับ Passion ของผู้คนทั้งดนตรี กีฬา นางงาม และวัฒนธรรมป๊อปทำให้แบรนด์มีภาพจำที่สนุก สดใหม่ และเข้าถึงง่ายแนวคิด “We Build Happiness”จึงไม่ได้ถูกสื่อสารในฐานะคำโฆษณาแต่ถูกแปลงเป็นประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรม คอนเทนต์ และอีเวนต์บนโลกออนไลน์
ผลลัพธ์คือ ASW ได้รับรางวัล Finalist สาขา Best Brand Performance on Social Media จาก Thailand Social Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนว่าบริษัทอสังหาฯ วันนี้อาจไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทำเลอีกต่อไปแต่กำลังแข่งขันกันที่ “พื้นที่ในใจผู้บริโภค”
ปีนี้ ASW เดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWERING THE FUTURE” พร้อมแผนเปิดใหม่ 11 โครงการมูลค่ารวม 17,555 ล้านบาทโดยโฟกัสหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 18,500 ล้านบาทและตั้งเป้ารายได้รวม 12,500 ล้านบาทเติบโต 19% จากปีก่อน

ขณะเดียวกันยังมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนอีก 11 โครงการมูลค่ารวมกว่า 26,760 ล้านบาทรวมถึง Backlog อีกกว่า 38,010 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2571 ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ASW กำลังเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้พัฒนาอสังหาฯ” ไปสู่ “ผู้สร้างระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิต” และในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่บ้านแต่กำลังมองหา “คุณภาพชีวิต” นี่อาจเป็นเกมใหม่ที่ทำให้ ASW แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดอสังหาฯ ไทยได้อย่างชัดเจน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

‘อิมแพ็ค เมืองทองธานี’ เปิดแผนจราจรเต็มพิกัด รองรับ THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 คาดผู้ร่วมงาน 90,000 ราย จาก 130 ประเทศ ตลอดวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 จัดเต็มพื้นที่จอดรถกว่า 1.2 หมื่นคัน เสริมทัพรถสาธารณะ 3 เส้นทางหลัก ตั้งจุดสกัดแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบ CCTV AI แบบเรียลไทม์ มุ่งอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาใช้บริการทั่วโลก
นางสาวจินตนา พงษ์ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอกย้ำความพร้อมขั้นสูงสุดในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับเอเชีย ด้วยการเป็นสถานที่จัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569
ปีนี้จัดยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยการขยายพื้นที่เต็มพิกัดครอบคลุมทุกอาคารรวม 140,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับผู้ร่วมแสดงสินค้าเกือบ 3,600 บริษัท ผู้เข้าชมงาน 90,000 ราย จาก 130 ประเทศทั่วโลก ซึ่งศูนย์ฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มรูปแบบในทุกมิติ โดยเฉพาะระบบการบริหารจัดการจราจรและการขนส่งสาธารณะ ควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนตลอดงาน
สำหรับการบริหารจัดการด้านการจราจร ทางศูนย์ฯ ร่วมกับผู้จัดงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย โคโลญเมสเซ่ บริษัท เอ็กซ์โปลิงค์ โกลบอล เน็ทเวอร์ค จำกัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจังหวัดนนทบุรี ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ตำรวจภูธรปากเกร็ด และขนส่งจังหวัดนนทบุรี ร่วมยกระดับขีดความสามารถและความพร้อมในการบริหารจัดการการเดินทางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งศูนย์ฯ ได้วางมาตรการจัดการจราจรเต็มรูปแบบ แบ่งเป็น 2 แผนงานหลัก ดังนี้
1.พื้นที่รอบนอก ศูนย์ฯ ได้ประสานตำรวจภูธรปากเกร็ด และ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ วางแนวระบายรถเข้า-ออก ผ่านช่องทาง Easy Pass พร้อมป้ายแนะนำให้ใช้ทางลงด่วนศรีสมานในกรณีที่มีท้ายแถวสะสมบนทางด่วนเมืองทองธานี เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ในส่วนของเส้นทางการเข้า-ออก เมืองทองธานี แนะนำใช้ ถนนบอนด์สตรีท ถนนเลียบคลองประปา ทางด่วนแจ้งวัฒนะ และทางด่วนศรีสมาน
2.พื้นที่ในและรอบศูนย์ฯ ประสานตำรวจ เพื่อเร่งระบายรถและปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจร พร้อมเตรียมแผนรองรับหากที่จอดรถหลักเต็ม โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ไปใช้จุดจอดเสริมที่ลาน Lakeside 4 และอาคารบีไฮฟ (Beehive) และคอสโม บาซาร์ ซึ่งมีบริการรถ Shuttle Bus รับ-ส่งเข้าสู่อาคารชาเลนเจอร์ 1 ตลอดช่วงเวลาจัดงานทุกวัน และยกระดับความปลอดภัยด้วยการใช้ระบบ CCTV AI ช่วยตรวจจับจุดคอขวดและเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ (Real-time) เพื่อให้ทีมสายตรวจจราจรเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีตลอดเวลา รวมถึงจัดเตรียมทีมเคลื่อนที่เร็ว รถยก และหน่วยกู้ภัยจราจรพร้อมอุปกรณ์ เพื่อเข้าจัดการและแก้ไขปัญหาทันทีหากเกิดอุบัติเหตุหรือรถกีดขวางในพื้นที่

ทั้งนี้ ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ได้เตรียมพื้นที่จอดรถทั้งในร่มและกลางแจ้ง สามารถรองรับรถยนต์ได้กว่า 12,600 คัน พร้อมบริการรถเวียนรอบศูนย์ฯ รับ-ส่ง ผู้เข้าร่วมงานตามจุดต่างๆ รอบพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวกรวดเร็วและหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่น แนะนำให้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย โดยแนะนำลงสถานีทะเลสาบเมืองทองธานี (MT02) ทางออก 4 เชื่อมต่อเข้าสู่อาคาร 4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม ซึ่งปีนี้ผู้จัดงานได้เพิ่มจุดลงทะเบียนเข้างานที่บริเวณล็อบบี้อาคาร 4 นอกจากนี้ยังมีสถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) ทางออก 3 ซึ่งมีทางเชื่อม Sky Entrance เข้าสู่อาคารชาเลนเจอร์ 1 ได้ โดยมีจุดลงทะเบียน 2 จุด คือ ล็อบบี้อาคารชาเลนเจอร์ 2 และอาคาร 9-10
ขณะเดียวกันได้เพิ่มเที่ยวรถสาธารณะทุกเส้นทางหลัก อาทิ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมเจอร์รังสิต จตุจักร เดอะมอลล์งามวงศ์วาน เป็นต้น รวมถึงเสริมเส้นทางเข้าเมือง (ขาออกจากอิมแพ็ค) จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.สุขุมวิท-นานา-บีทีเอสอโศก 2.สีลม-บีทีเอสสะพานตากสิน และ 3.เอ็มบีเค-บีทีเอสสยาม
พร้อมตั้งจุดบริการ Grab และแท็กซี่ บริเวณ Drop off อาคารชาเลนเจอร์ 2 โซนเอเทรียม 2 ระหว่างเวลา 14.00-16.00 น. และย้ายจุดบริการมายังหน้าลาน Aktiv Square ตั้งแต่เวลา 16.30–19.00 น. โดยมอบส่วนลดค่าโดยสาร Grab สูงสุด 40% สำหรับการใช้บริการรถยนต์ เพียงใส่โค้ด IMPACT40 สำหรับการจองรถล่วงหน้า หรือ ใส่โค้ดส่วนลด IMPACT15 สำหรับการเรียกรถ Standard Bike/ Car และ Saver Bike/ Car เพื่อรองรับการเดินทางของผู้เข้าร่วมงานอย่างเพียงพอ

นางสาวจินตนา ย้ำว่า ทางศูนย์ฯ ร่วมกับตำรวจภูธรปากเกร็ด ตั้งจุดสกัดคัดกรองรถแท็กซี่ จำนวน 3 จุด เพื่อป้องกันปัญหาปฎิเสธผู้โดยสารและการไม่กดมิเตอร์ พร้อมประชาสัมพันธ์ด้วยการรณรงค์ไม่สนับสนุนแท็กซี่ที่ไม่กดมิเตอร์ ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ กรณีพบปัญหาด้านการบริการหรือการเก็บค่าโดยสารเกินจริง สามารถประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ หรือติดต่อศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 กรมการขนส่งทางบก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง เล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.45-32.54 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ซึ่งภาพดังกล่าว ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง (หลังจากทยอยอ่อนค่าลง นับตั้งแต่ผู้เล่นในตลาดรับรู้กระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีพัฒนาการดีขึ้น จากการเจรจารอบก่อนหน้า) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลงบ้างสู่โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้วยเช่นกัน หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน จนกว่าจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้นของการเจรจาหยุดยิง โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดช่องแคบ Hormuz

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways แถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันราว 20-30 สตางค์
ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดช่องแคบ Hormuz ที่ผู้เล่นในตลาดต่างจับตาว่า เมื่อไหร่ (Timing) ที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงในการเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ในทางกลับกัน หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว เรากังวลว่า ผู้เล่นในตลาดจะกลับมาระมัดระวังมากขึ้น ว่า สถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจดำเนินการโจมตีใส่เป้าหมายของอิหร่านเพิ่มเติม เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงการหยุดยิง หรือเร่งให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เรามองว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านแรกแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการพุ่งขึ้นแรงของราคาน้ำมันดิบ ที่อาจนำไปสู่ความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ซึ่งในขณะเดียวกัน อาจเห็นการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พร้อมกับการปรับตัวลงอีกครั้งของราคาทองคำ (ราคาทองคำ XAUUSD เสี่ยงปรับตัวลดทดสอบโซน 4,300-4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง)
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด Memorial Day แต่ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงหนุนบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาสัญญาฟิวเจอร์สดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นราว +0.6% ถึง +1.1% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.04% ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งหนุนให้ ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้าง นำโดยบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor และหุ้นสไตล์ Growth ที่อ่อนไหวต่อแนวโน้มดอกเบี้ย รวมถึงหุ้นกลุ่มการเงิน อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงหนักของราคาน้ำมันดิบ นับตั้งแต่มีกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุด อย่างไรก็ดี ปริมาณการซื้อขาย ในตลาดหุ้นยุโรปเบาบางลงกว่าปกติ เนื่องจากตลาดการเงินอังกฤษ ปิดทำการในวันหยุด Spring Bank Holiday
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.50% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่าสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังตัว ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังไม่สามารถปรับตัวลดลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง แม้ว่าผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9 -99.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ไว้แถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ราคาทองคำจะย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (Consumer Confidence) ในเดือนพฤษภาคม รวมถึงดัชนีภาวะธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ อย่าง ดัชนีภาคธุรกิจการผลิตโดย Dallas FED เป็นต้น
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 7.00 น. ของเช้าวันพุธ นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 78% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อในปีหน้า ราว 2-3 ครั้ง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

หยิบแชมป์แรกของปีได้สำเร็จสำหรับ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ที่คว้าแชมป์ มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
โดยรอบชิงชนะเลิศ นักตบกลูกขนไก่วัย 31 ปี โชว์ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมก่อนเอาชนะ เฉิน ยู่เฟย มือวางอันดับ 1 ของรายการ และมืออันดับ 4 ของโลกจากจีน ไปได้ 2-0 เกม ( 21-17 และ 21-15)
จากความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ “เมย์ รัชนก” สามารถคว้าเงินรางวัลจากการคว้าแชมป์ได้ 37,500 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) เลยทีเดียว ส่วน เฉิน ยู่เฟย รองแชมป์รับเงินรางวัลไป 19,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6 แสนบาท)
พร้อมกันนี้ รัชนก อินทนนท์ ยังสร้างประวัติศาสตร์ จารึกชื่อคว้าแชมป์รายการ มาเลเซีย มาสเตอร์ส ได้เป็นสมัยที่ 3 หลังก่อนหน้านี้เคยครองแชมป์เมื่อปี 2018 และ ปี 2019
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คุณเคยปลอบใจตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้ไหม? “ปวดหัวนิดหน่อยเพราะอากาศร้อน” “ค่าความดันสูงเพราะช่วงนี้งานยุ่ง” หรือ “ไว้เงินเดือนออกค่อยไปหาหมอ” หลายคนเชื่อว่าความดันโลหิตสูงเป็นเรื่องของคนสูงวัย และตราบใดที่ยังไม่มีอาการ “ปวดหัว ตาพร่า” ก็แปลว่าเรายังปลอดภัยดี
แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้ อาจบ่งบอกว่า คุณกำลังเสี่ยง “ความดันโลหิตสูง” ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายๆ คนมักมองข้าม และพยายามบอกตัวเองว่าความดันปกติ ต่อให้ค่าความดันพุ่งไปมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป องค์การอนามัยโลก ประเมินว่ามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วโลก กว่า 1.4 พันล้านคน ในประเทศไทย 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่มีภาวะนี้ และแม้เข้าสู่ระบบรักษาแล้ว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก
ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเกือบ 75% ยังควบคุมค่าความดันไม่ได้ ขณะที่ราว 47.8% ไม่รู้ตัวว่าป่วย ภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยโรคไม่ติดต่อก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP จึงจำเป็นต้องเร่งคัดกรอง เข้าสู่การรักษา และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
เนื่องในเดือนความดันโลหิตสูงโลก 5 ภาคีเครือข่าย นำโดย สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือระดับชาติ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance”
พร้อมเดินหน้ารณรงค์ Know Your Numbers, Control Your Pressure “รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค” พร้อมเปิดตัว ‘National Hypertension Dashboard Program’ เพื่อยกระดับการคัดกรอง การเชื่อมต่อการรักษา และการติดตามผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการทั่วประเทศ
นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการยกระดับการจัดการข้อมูลว่า งบประมาณสาธารณสุขที่เสียไปกับการรักษาโรคแทรกซ้อนปลายทาง เช่น การฟอกไตตลอดชีวิต หรือการผ่าตัดหัวใจ เป็นภาระที่หนักอึ้งของประเทศ การทำงานเชิงรุกผ่านโครงการ Beat the Pressure จึงเป็นการแก้ปัญหาที่คุ้มค่า
“การเปิดตัว ‘National Hypertension (HTN) Dashboard Program’ เป็นระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ติดตามและประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในระดับประเทศ โดยได้พัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคีเครือข่ายและแอสตร้าเซนเนก้า หน่วยงานสาธารณสุขใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้แพทย์และผู้บริหารสาธารณสุขสามารถประเมินอัตราการควบคุมโรค และวางแผนป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากนั้น มีการเปลี่ยนระบบข้อมูลสถิติเดิม ให้กลายเป็นสารสนเทศที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (Actionable Information) ระบบนี้จะช่วยให้เราเห็นข้อมูลเจาะลึกระดับพื้นที่ว่าจุดใดมีช่องว่างในการดูแล และพื้นที่ใดที่ผู้ป่วยยังมีอัตราการควบคุมความดันอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถปรับแผนการรักษาและบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ระดับชาติ ที่ตั้งเป้าควบคุมความดันโลหิตให้ได้ถึง 60% ของผู้ป่วยทั้งหมด

ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขเผยสถิติที่น่าตกใจว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบ 1 ใน 3 (29%) กำลังเผชิญกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 25% เมื่อเพียง 4 ปีก่อน และเทรนด์นี้ไม่ได้หยุดแค่ผู้ใหญ่ แต่กำลังลามไปถึงเด็กประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น
ไทยยังยึดติดกับเกณฑ์วินิจฉัยเดิมที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท แต่โลกการแพทย์ยุคใหม่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า “130 คือขีดจำกัดที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” ซึ่งความกังวลดังกล่าวมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ
จากการศึกษาในประเทศเดนมาร์กที่ติดตามกลุ่มชายวัยเกณฑ์ทหาร (อายุ 18-19 ปี) พบข้อมูลที่เปลี่ยนความเชื่อเดิมเมื่อคนกลุ่มนี้อายุถึง 50 ปี แพทย์ได้ทำการ ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และพบว่า กลุ่มที่มีความดันเกิน 130 ตั้งแต่วัยรุ่น มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่ากลุ่มที่มีความดันต่ำกว่า 130 ถึง 50%
นี่คือคำตอบว่าทำไมการรอให้ถึงเกณฑ์ 140 ในวัยกลางคนถึงอาจจะ “สายเกินไป” เพราะหลอดเลือดของคุณเริ่มถูกทำลายมาตั้งแต่วันที่คุณคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงดี
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวต่อว่าปัจจัยที่ทำให้ความดันคนไทยพุ่งสูงไม่ได้มาจากพฤติกรรมการกินอาหาร การใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ PM 2.5 คือฆาตกรล่องหน ที่เลี่ยงไม่ได้ การศึกษาในประเทศจีนยืนยันชัดเจนว่า พื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่นจะมีผู้ป่วยความดันรายใหม่สูงกว่าพื้นที่สะอาด
ในประเทศไทย รายงานจากกระทรวงกลาโหมที่ศึกษาในกลุ่มทหารทั่วประเทศพบว่า ทหารที่ประจำการในโซนฝุ่นหนาจะมีค่าความดันสูงกว่ากลุ่มที่อยู่ในโซนอากาศสะอาด แม้จะเป็นวัยแรงงานที่มีพื้นฐานร่างกายแข็งแรงเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการบอกให้ประชาชน “ปิดประตูอยู่แต่ในบ้าน” เพื่อเลี่ยงฝุ่นได้ตลอดไป
ขณะเดียวกัน ความหวานมีฤทธิ์เสพติดรุนแรงยิ่งกว่าโคเคน ในขณะที่โคเคนแสดงผลลบต่อร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่น้ำตาลกลับสร้างความพึงพอใจชั่วคราวที่พรางตาเราจากความเสียหายระยะยาวที่สร้างไว้กับหลอดเลือด หรือ การบริโภคเกลือ หรือโซเดียมมากเกินไป
รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะดื่มน้อยแค่ไหน ทันทีที่แอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย ค่าความดันเฉลี่ยจะพุ่งสูงขึ้นทันที
และพันธุกรรม หากคุณมีพ่อแม่เป็นความดันโลหิตสูง คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเร็วเกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด
สูตรลับ 150 นาที และ ‘โพแทสเซียม’ป้องกันโซเดียม
“อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการคุมความดันไม่ใช่ค่ายา แต่คือ การปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยหลายคนมีพฤติกรรมเลือกจดเฉพาะค่าความดันที่สวยงามมาให้แพทย์ดู (Cherry-picking data) โดยอ้างว่าค่าที่สูงนั้นเกิดจากความเครียดหรืออากาศร้อน”
เพื่อทลายกำแพงการปฏิเสธความจริง กระทรวงสาธารณสุขจึงใช้กลยุทธ์ “ดักจับ” โดยการตรวจคัดกรองความดันผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าจะมาหาหมอด้วยอาการเจ็บคอ ปวดหู หรือตรวจตาก็ตาม ซึ่งวิธีนี้ช่วยดึงคนเข้าสู่ระบบการรักษาได้เพิ่มขึ้นถึง 40-50% ในบางพื้นที่
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวด้วยว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด โดยมีหลักการง่ายๆ ที่ทำได้จริง คือ
ความดันโลหิตสูงมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ ‘โดมิโนเอฟเฟกต์’ (Domino Effect) ที่ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจล้มเหลว และโรคไตเรื้อรัง เป้าหมายสำคัญของเราคือการทำให้คนไทย ‘รู้ค่าความดัน เข้าสู่การรักษาและติดตามผล เพื่อลดโรคแทรกซ้อนอย่างยั่งยืน’ การคัดกรองต้องไม่จบเพียงแค่ตัวเลข แต่ต้องเชื่อมต่อไปสู่การปรึกษาแพทย์ เข้ารับการรักษา ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
“ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก เชื่อมั่นว่าจะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์และสามารถช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ป่วยต้องเดินหน้าไปสู่โรคร้ายแรงที่จะตามมาในอนาคต”
ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมุ่งสู่เป้าหมายของการเป็นมหานครสุขภาพดี โดยขับเคลื่อนการดำเนินการหลายด้าน อาทิ การทำงานแบบบูรณาการไร้รอยต่อในเขตสุขภาพกทม. เชื่อมโยงศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดอย่างเป็นระบบ แคมเปญรณรงค์ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนเพื่อค้นหาความเสี่ยงให้เร็วที่สุด ไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา
โครงการ Beat the Pressure จึงสอดคล้องกับการทำงานของกรุงเทพมหานคร กระตุ้นให้ประชาชน ‘รู้ตัว ไม่เพิกเฉย’ และเข้าสู่ระบบดูแลรักษาต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยใช้ข้อมูลที่แม่นยำและการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพให้เกิดผลลัพธ์จริงในพื้นที่
ภญ. เพชรชมพู ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ด้านชีวเภสัชภัณฑ์ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอสตร้าเซนเนก้า เชื่อมั่นในพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-ภาควิชาการ-ภาคเอกชน ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงต่อสาธารณสุขไทย ในมิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เราได้สนับสนุนการพัฒนาระบบการตรวจและติดตามภาวะโรคไตเรื้อรังผ่าน CKD Dashboard และยินดีที่ได้นำประสบการณ์มาต่อยอดสู่ระบบติดตามผลสำหรับโรคความดันโลหิตสูงในโครงการนี้ เชื่อว่าการใช้ข้อมูลที่แม่นยำควบคู่กับระบบติดตามผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค NCDs และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน
โครงการ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance” ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อยกระดับการจัดการโรคความดันโลหิตสูงอย่างเป็นรูปธรรม กระตุ้นเตือนให้ประชาชนรู้ค่าความดัน ป้องกันความเสี่ยง เพื่อเอาชนะภัยเงียบและมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
ผู้สนใจสามารถอัปเดตความรู้เพื่อการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ผ่านคอนเทนต์ซีรีส์ “ความดันวันละตอน Beat The Pressure” ได้ที่ YouTube: สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย หรือ https://www.youtube.com/channel/UCRx8-NZc_QnSFP4rhyRuPiw?app
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

กระทรวงแรงงาน เผยแนวทางเตรียมความพร้อมแรงงานไทยสู่ยุค “AI Platform Economy” หรือเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของตลาดแรงงานโลก โดยมุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลและตลาดแรงงานระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานระบุว่า “เศรษฐกิจแพลตฟอร์มขับเคลื่อนด้วย AI คืออนาคตของงาน และโอกาสของทุกคน” โดยไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างแรงงานคุณภาพที่สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเดือนมิถุนายน 2569 ไทยเตรียมเข้าร่วมการประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
หัวข้อสำคัญของการประชุมปี 2026 คือ “Decent Work in the Platform Economy” หรือการสร้างงานที่เป็นธรรมในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ครอบคลุมทั้งการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การกำกับดูแลอัลกอริทึม (Algorithmic Management) รวมถึงการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ชี้จุดแข็งแรงงานไทย พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่
กระทรวงแรงงานประเมินว่าแรงงานไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งความขยัน อดทน พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนในระดับสูง รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม
นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและ AI ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหาทักษะดิจิทัลและทักษะขั้นสูงที่ยังไม่เพียงพอ การปรับตัวต่อเทคโนโลยี AI ที่ยังไม่ทั่วถึง ช่องว่างระหว่างทักษะที่ตลาดต้องการกับทักษะที่แรงงานมีอยู่ (Skills Gap) รวมถึงความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ
กระทรวงแรงงานระบุว่า แนวทางสำคัญคือการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านแนวคิด “Upskill-Reskill-New Skill” เพื่อรองรับอาชีพใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล
ทักษะสำคัญที่จำเป็นประกอบด้วย ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน (Digital Literacy) ทักษะข้อมูลและ AI (Data & AI Literacy) ทักษะการสื่อสารและภาษา รวมถึงทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skills)
ขณะที่อาชีพที่ตลาดมีความต้องการสูง ได้แก่ นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) นักพัฒนาโปรแกรม (Developer) นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer) นักระบบอัตโนมัติ (Automation) และนักออกแบบ UX/UI
ข้อมูลจาก Statista ปี 2024 ระบุว่า มูลค่าตลาด AI โลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จาก 196,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.39 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 เพิ่มเป็น 246,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.02 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งแตะ 1,811,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 58.88 ล้านล้านบาท) ในปี 2030
ขณะเดียวกัน World Economic Forum (WEF) คาดว่าการจ้างงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลก หรือ Gig & Platform Workers จะเพิ่มขึ้นจาก 315 ล้านคนในปี 2023 เป็น 340 ล้านคนในปี 2024 และแตะ 435 ล้านคนในปี 2030
ส่วนทักษะที่จำเป็นสำหรับแรงงานอนาคตมากที่สุด ได้แก่ ทักษะด้าน AI และ Big Data 87% ทักษะดิจิทัล 68% ความคิดสร้างสรรค์ 44% ความยืดหยุ่นและการพัฒนาตนเอง 43% และความคิดเชิงวิเคราะห์ 41%
กระทรวงแรงงานยังแนะนำให้แรงงานไทยเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและเรียนรู้การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมทักษะภาษาอังกฤษ สร้าง Portfolio และ Personal Branding บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และทำงานอย่างมีจริยธรรม คำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล
พร้อมย้ำว่า อนาคตของแรงงานไทยจะขึ้นอยู่กับ “การเรียนรู้ ปรับตัว และก้าวไปพร้อมกับ AI” เพื่อสร้างโอกาสการทำงานที่ยั่งยืนในเวทีโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

“ภาวะไขมันในเลือดสูง” จัดเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดของคนยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่นำไปสู่โรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ต่างยืนยันมาตลอดว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินคือหัวใจสำคัญในการควบคุมโรคนี้
ล่าสุด ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นได้ค้นพบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า เครื่องดื่มรสเปรี้ยวหวานยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายในราคาเริ่มต้นเพียงแก้วละ 20-30 บาท มีคุณสมบัติช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ หากดื่มอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เครื่องดื่มชนิดนั้นก็คือ “น้ำส้มคั้น” นั่นเอง
ผลวิจัยชี้ชัด: ดื่มน้ำส้มวันละ 2 แก้ว ช่วยทลายคอเลสเตอรอล
งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lipids in Health and Disease ได้ทำการศึกษาและติดตามผลในกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 18 ถึง 66 ปี จำนวน 129 คน โดยให้กลุ่มทดลองดื่มน้ำส้มคั้นปริมาณ 480 มิลลิลิตร (แบ่งเป็นวันละ 2 แก้ว) ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี
ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาทีมนักวิจัยประหลาดใจอย่างมาก เพราะพบว่า กลุ่มคนที่ดื่มน้ำส้มคั้นเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) “ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ซึ่งผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นกับทั้งคนที่มีระดับไขมันในเลือดปกติ และคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่กลุ่มคนที่ไม่ได้รับประทานน้ำส้มคั้นกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ผลงานวิจัยในภาพรวม (Meta-analysis) อีกหลายฉบับยังระบุตรงกันว่า การดื่มน้ำส้มคั้นแท้เป็นประจำมีส่วนช่วยลดระดับ LDL (Low-Density Lipoprotein) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไขมันเลว” ซึ่งเป็นตัวการหลักที่เข้าไปอุดตันตามผนังหลอดเลือดอีกด้วย
เครื่องดื่มสามัญประจำบ้านของคนไทย: ประโยชน์ล้นแก้วในราคาประหยัด
สำหรับในประเทศไทย “น้ำส้มคั้น” ถือเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะน้ำส้มที่คั้นมาจาก “ส้มสายน้ำผึ้ง” หรือ “ส้มเขียวหวาน” ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวถูกใจคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ปัจจุบันเราสามารถหาซื้อน้ำส้มคั้นสดตามร้านรถเข็นหรือร้านน้ำผลไม้ข้างทางได้ในราคาเพียงแก้วละ 20 – 30 บาทเท่านั้น (หรือหากนั่งในคาเฟ่ราคาอาจอยู่ที่ 45 – 50 บาท)
คนไทยส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมดื่มน้ำส้มเป็นประจำเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และมักนิยมซื้อเป็นของเยี่ยมไข้ให้คนป่วยดื่มเพื่อบำรุงร่างกายให้ฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากมีวิตามินซีสูง
ข้อควรระวังสำคัญ: อย่าเติม “น้ำตาล” จนกลายเป็นให้โทษ
แม้ว่าน้ำส้มคั้นจะมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมไขมัน แต่แพทย์ระบุว่า “กุญแจสำคัญคือต้องดื่มน้ำส้มคั้นสดแท้ 100% แบบไม่เติมน้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อม” เนื่องจากส้มมีน้ำตาลฟรักโทสตามธรรมชาติอยู่แล้ว การเติมน้ำตาลทรายเพิ่มเข้าไปในแก้วจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลสูงเกินเกณฑ์ ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยลดไขมันแล้ว ยังส่งผลเสียร้ายแรงต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน และทำให้เกิดการสะสมของไขมันใหม่รอบเอวจนน้ำหนักพุ่งพรวดได้
คำแนะนำเพิ่มเติมจากหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS): หากต้องการลดคอเลสเตอรอลให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ควรทำควบคู่ไปกับการลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง (ของทอด ของมัน เนื้อสัตว์ติดมัน), ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, งดการสูบบุหรี่ และจำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ที่มาข้อมูล: รายงานการวิจัยโภชนบำบัดและโรคระบบหลอดเลือด จากวารสาร Lipids in Health and Disease 2023 และแนวทางสุขภาพคณะกรรมการบริการสาธารณสุขแห่งชาติอังกฤษ (NHS)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,850.00 | 70,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,515.00 | 68,447.40 | 70,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,063.50 | 61,602.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,612.00 | 54,757.92 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,031.75 | 30,801.33 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,580.25 | 23,956.59 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,678.76 | 70,930.00 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.30 | 44.30 | 44.80 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.93 | 43.93 | 44.43 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 53.89 | – | – | 54.81 | – | 54.39 | 54.04 | – | 53.89 |
| ดีเซล | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 60.25 | 60.25 | 49.84 | 60.25 | – | – | – | – | 60.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

การขยายตัวของเมืองภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุด “VLC Group” กลุ่มธุรกิจครอบครัวจิรายุส เจ้าของโรงแรมและรีสอร์ตระดับพรีเมียมหลายแห่งในภูเก็ตและเขาหลัก ประกาศก้าวสำคัญ
ด้วยการลงนามข้อตกลงกับเครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักร “NLCS International” เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ North London Collegiate School (NLCS) Phuket ในย่านเชิงทะเล รับกระแสความต้องการที่เติบโตอย่างรวดเร็วนอกกรุงเทพฯ สำหรับครอบครัวในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย
VLC Group ซึ่งเป็นเจ้าของเครือโรงแรมดังอย่าง Merlin Phuket Hotels and Resorts พอร์ตโฟลิโอด้านโรงแรมและการบริการของเครือประกอบด้วย Phuket Marriott Resort & Spa, Merlin Beach, Courtyard by Marriott Phuket, Patong Beach Resort, Le Méridien Khao Lak Resort & Spa, Khaolak Merlin Resort และ Phuket Merlin Hotel
ณรุจ จิรายุส กรรมการผู้จัดการ VLC Group และ NLCS Phuket กล่าวว่า VLC Group วางวิสัยทัศน์ระยะยาวมุ่งสนับสนุนการเติบโตของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับครอบครัว การศึกษา และการพัฒนาชุมชน ด้วยการนำรูปแบบการศึกษาของโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในสหราชอาณาจักรมาสู่ตลาดการศึกษานานาชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย
“ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่โดดเด่นเรื่องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการสูง และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักร ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่เติบโตมาจากภูเก็ต เรามองว่าการศึกษาเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในก้าวต่อไปของเกาะนี้ ภายใต้เป้าหมายช่วยให้ภูเก็ตเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการสร้างชุมชน”

ทั้งนี้ โรงเรียนชั้นนำมักเป็นศูนย์กลางในการสร้างชุมชนรอบตัว ซึ่งได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้วในสถานที่อย่างดูไบและเกาะเชจู ซึ่งภาคการศึกษามีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นนานาชาติ
สำหรับ NLCS Phuket จะสนับสนุนการพัฒนาภูเก็ตให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีความเป็นเลิศของภูมิภาค
โรงเรียนระดับท็อปจากอังกฤษสู่ใจกลางภูเก็ต
North London Collegiate School ก่อตั้งขึ้นในปี 2393 โดย Frances Mary Buss ผู้บุกเบิกด้านการศึกษา ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักรในการจัดอันดับ The Sunday Times Parent Power Guide 2026 โรงเรียน
NLCS ได้รับรางวัล Independent Secondary School of the Year, Independent International Baccalaureate School of the Year และ Independent Secondary School of the Year in London อีกทั้งในตารางจัดอันดับ NLCS ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงเรียนหญิงอันดับหนึ่งของสหราชอาณาจักร พร้อมคว้าอันดับสองในกลุ่มโรงเรียนทั้งหมดในลอนดอน และอันดับสามในระดับประเทศจากทุกโรงเรียนทั่วสหราชอาณาจักร และล่าสุดรางวัล Independent Secondary School of the Year 2026
สำหรับวิทยาเขตภูเก็ต จะถูกพัฒนาเป็นโรงเรียนพรีเมียมแบบสหศึกษา (Co-education) ตั้งอยู่ในย่าน เชิงทะเล ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่ง โดยจะเปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รองรับทั้งรูปแบบนักเรียนไป-กลับและโรงเรียนประจำ (Boarding School)
สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและระบบโรงเรียนประจำ
โรงเรียนแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับนักเรียนได้ถึง 1,000 – 1,500 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยระดับโลก อาทิ อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสระว่ายน้ำขนาด 50 เมตร และสนามเทนนิสในร่มหอพักนักเรียนที่ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับนักเรียนจากทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย
การมีระบบโรงเรียนประจำถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวในภูมิภาคไม่ต้องส่งบุตรหลานไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ แต่สามารถเข้าถึงการศึกษาระบบอังกฤษที่เข้มข้นได้ในบรรยากาศของภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อมด้านการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
สัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมภูเก็ต
การประกาศเปิดตัว NLCS Phuket สอดคล้องกับคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่มองว่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยเติบโตถึง 9.7% ในปี 2568 การเข้ามาของโรงเรียนชั้นนำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานการศึกษา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้ที่ต้องการพำนักระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก และการจ้างงานในท้องถิ่น
North London Collegiate School Phuket มีกำหนดเปิดทำการอย่างเป็นทางการในไตรมาส 3 ปี 2571 นับเป็นก้าวสำคัญของ VLC Group ที่เปลี่ยนโฉมจากผู้ให้บริการด้านการพักผ่อน สู่ผู้สร้างรากฐานอนาคตให้กับชุมชนภูเก็ตและภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน
ผนึกร่วมมือพันธมิตรทั่วโลก
NLCS International ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกในการพัฒนาโรงเรียนที่สะท้อนปรัชญาการศึกษาของโรงเรียนต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นด้านวิชาการ การดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่หลากหลาย ปัจจุบันเครือข่ายโรงเรียนของ NLCS ครอบคลุมทั้ง NLCS Jeju, NLCS Dubai, NLCS (Singapore), NLCS Kobe และ NLCS Hong Kong ซึ่งมีกำหนดเปิดในปี 2570
Daniel Lewis กรรมการผู้จัดการ NLCS International กล่าวว่า หัวใจสำคัญของทุกโรงเรียนในเครือ NLCS คือวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่มีร่วมกัน และความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการปลูกฝังความรักในการเรียนรู้อย่างยั่งยืน แต่ละโรงเรียนดำเนินงานภายใต้ชุดคุณค่าที่ตั้งอยู่บนความเชื่อร่วมกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาอันโดดเด่นของ North London Collegiate School
ระบบโรงเรียนประจำจะเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ NLCS Phuket ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงการศึกษาของ NLCS ได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมศักยภาพของภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาระดับภูมิภาค เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อยู่ใกล้ครอบครัว ประเทศบ้านเกิด และศูนย์กลางการเดินทางสำคัญของเอเชียมากยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ยุคที่ “ทำเลดี” อย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เมื่อตลาดอาคารสำนักงานไทยกำลังเข้าสู่เกมใหม่ที่ผู้เช่าถือไพ่เหนือกว่า ท่ามกลางซัพพลายทะลัก และพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนเร็ว เจ้าของอาคารจึงต้องเร่งปรับตัว เพราะวันนี้ไม่ใช่แค่แข่งขันกันเรื่องราคา แต่กำลังแข่งกันว่า “ใครตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ได้มากกว่า”
ตลาดอาคารสำนักงานไทยในวันนี้ กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากภาวะ “ซัพพลายล้นตลาด” ขณะที่ดีมานด์ไม่ได้โตทันเหมือนในอดีตผลที่เกิดขึ้น คือเกมการต่อรองเปลี่ยนฝั่งอย่างชัดเจนจากเดิมเจ้าของอาคารเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข กลายเป็นผู้เช่าที่มีตัวเลือกมากขึ้น และเลือกได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม
ภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มองว่า วันนี้ผู้เช่าไม่ได้มองแค่ “โลเกชัน” อีกต่อไป แต่เริ่มชั่งน้ำหนักระหว่าง “ราคา” กับ “คุณภาพการใช้งาน” อย่างจริงจังเพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น องค์กรจำนวนมากกำลังพยายามใช้พื้นที่ให้คุ้มที่สุด และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนั่นทำให้อาคารสำนักงานที่ “ปรับตัวเร็ว” จะได้เปรียบมากกว่าอาคารที่ยังใช้โมเดลเดิม
เรื่องที่น่าสนใจคือ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ใช่ข่าวร้ายของทุกคนเพราะในอีกด้าน อาคารเกรด B และ C กลับมีโอกาส “อัปเกรดตัวเอง” เพื่อแทรกขึ้นมาแข่งขันกับอาคารระดับบนได้พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองว่า อาคารเกรด C สามารถพัฒนาให้ใกล้เคียงเกรด B ได้ ขณะที่เกรด B ก็สามารถยกระดับประสบการณ์ให้แข่งขันกับเกรด A ได้เช่นกันแม้บางข้อจำกัด เช่น ทำเลนอกเมือง จะเปลี่ยนไม่ได้แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้ คือ “ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน”และนั่นกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันรอบใหม่
อีกหนึ่งแรงสั่นสะเทือนสำคัญ คือพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปหลังยุคโควิดเมื่อองค์กรจำนวนมากใช้ Hybrid Work หรือ Work from Home ทำให้หลายบริษัทเริ่มลดขนาดสำนักงาน และมองหาพื้นที่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจากเดิมที่นิยมเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ระยะยาว
ปัจจุบันกลับมีความต้องการ “ห้องขนาดเล็ก” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Startup หรือองค์กรที่ต้องการควบคุมต้นทุนแนวโน้มนี้ ทำให้เจ้าของอาคารต้องเริ่ม “คิดใหม่” เรื่องการจัดสรรพื้นที่ไม่ใช่แค่ปล่อยเช่าทั้งชั้นเหมือนในอดีต แต่ต้องแบ่งพื้นที่ให้หลากหลาย และตอบโจทย์ผู้เช่าแต่ละประเภทมากขึ้น พลัสฯ ยกตัวอย่าง “อาคารสิริภิญโญ” ที่มีการปรับแยกพื้นที่เช่าให้เล็กลง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยเช่าได้ดีขึ้น
สิ่งที่ผู้เช่าต้องการในวันนี้ ไม่ใช่แค่ออฟฟิศ แต่คือ “บริการที่ยืดหยุ่น”หลายองค์กรไม่ได้ใช้ออฟฟิศเต็มเวลาอีกแล้ว บางแห่งเข้าใช้งานเฉพาะบางวัน บางช่วงเวลา หรือมีการทำงานล่วงเวลานอกเวลาปกตินี่ทำให้การบริหารอาคารต้องเปลี่ยนจากระบบตายตัว ไปสู่โมเดลที่ยืดหยุ่นมากขึ้นตั้งแต่ระบบเข้า-ออกอาคาร การใช้ไฟฟ้านอกเวลา ไปจนถึงการจัดการพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อาคารสำนักงานกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “อสังหาริมทรัพย์” ไปสู่ “ธุรกิจบริการ”
ในอดีต มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอาจเป็นเพียง “จุดขายเสริม”แต่วันนี้กำลังกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ขององค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่มีนโยบายด้าน ESG ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน LEED, WELL, G-Green หรือ MEA Energy Awards ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเช่ามากขึ้นขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ หรือ Smart Building ก็เริ่มกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดเพราะช่วยทั้งลดต้นทุนพลังงาน และเพิ่มประสบการณ์ใช้งานให้ผู้เช่า
อย่างไรก็ตาม พลัสฯ มองว่า การแข่งขันไม่ได้แปลว่าต้องลงทุนมหาศาลเสมอไปเพราะสิ่งแรกที่ผู้เช่ามองเห็น คือ “ภาพลักษณ์อาคาร”ดังนั้น บางครั้งการปรับเพียงบางจุด เช่น ล็อบบี้ ทางเข้า ฟาซาด หรือพื้นที่ส่วนกลาง ก็สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของผู้เช่าได้ทันทีและยังสามารถทยอยลงทุนเป็นเฟส ตามงบประมาณที่มี
สุดท้ายแล้ว ตลาดอาคารสำนักงานกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ขนาด” หรือ “ความใหม่” อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไปแต่ผู้ชนะ จะเป็นอาคารที่เข้าใจว่าผู้เช่ากำลังเปลี่ยนไปอย่างไรเพราะในวันที่ลูกค้ามีทางเลือกมากกว่าเดิมอาคารที่ยังอยู่รอดได้ อาจไม่ใช่อาคารที่ดีที่สุดแต่คืออาคารที่ “ปรับตัวเก่งที่สุด” ในเกมธุรกิจรอบนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่า” ขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์
กรอบค่าเงินบาท สัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00 – 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.43-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ผู้เล่นในตลาดต่างมีความคาดหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้น ซึ่งอาจนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ ซึ่งภาพดังกล่าว ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยให้โอกาสราว 78% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงพอควร หลังผู้เล่นในตลาดกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้น โดยล่าสุด ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียของเช้าวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม ได้มีกระแสข่าวมากขึ้น ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ที่จะนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตอบรับกระแสข่าวดังกล่าว ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้นำเข้า (โฟลว์ธุรกรรมปลายเดือน) แถวโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีแนวรับสำคัญถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า จะเห็นได้ เมื่อมีการเจรจาหยุดยิงมีรูปธรรมชัดเจน
แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงและการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนได้ เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง โดยมีโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีอิหร่านอีกครั้ง
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงได้ ทว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลับมาหนุนเงินดอลลาร์ได้ไม่ยาก
สัปดาห์ที่ผ่านมา มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน มีความคืบหน้าไปพอสมควร และอาจมีการประกาศข้อตกลงเบื้องต้นในระยะสั้นนี้ ซึ่งเป้นไปได้ว่า จะมีทั้งการประกาศหยุดยิง (เพื่อเดินหน้าการเจรจา) พร้อมกับ การเริ่มทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าว (หากเกิดขึ้นจริง) อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้บ้างและอาจมีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนเมษายน รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง คาดการณ์ครั้งที่ 2 ของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2026 และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่ง ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 95% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 48% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า)
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 91% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะยังคงรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดพนัน (Prediction Markets) ต่างประเมินว่า นายกฯ อังกฤษ Sir Keir Starmer อาจลงจากตำแหน่งภายในปีนี้ (โอกาสราว 66% ที่จะลงจากตำแหน่งก่อนเดือนกันยายน)
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (Official Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนพฤษภาคม รวมถึงรายงานผลกำไรภาคธุรกิจอุตสาหกรรม (Industrial Profits) ในเดือนเมษายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราเงินเฟ้อพื้นที่กรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสราว 76% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ทั้งธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) และธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% และ 2.50% ตามลำดับ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ทั้ง RBNZ และ BOK อาจสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 126bps และ 115bps ตามลำดับ (Implied Policy Rate จาก OIS Curve) ภายในระยะเวลา 1 ปี ข้างหน้า สะท้อนถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า บรรดาธนาคารกลางอาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่เสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น จนทะลุกรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง
▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +20%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +29%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.3 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เดือนเมษายน ที่ควรจะสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคการผลิตของไทยมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 มาครอง หลังโกยแต้มได้มากที่สุดในตาราง 85 คะแนน ถือเป็นการได้แชมป์อีกครั้งในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่เป็นแชมป์ไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2003-04
ขณะที่อันดับ 2 ตกเป็นของ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ ที่พลาดสะดุดในช่วงโค้งสุดท้ายเก็บไปได้ 78 คะแนน และอันดับ 3 “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ที่กลับมาสู่ฟอร์มเก่งโกยแต้ม 71 คะแนน คว้าตั๋วลุยถ้วยใหญ่ยุโรปได้สำเร็จ
ส่วน “แชมป์เก่า” ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้หลุดฟอร์มน่าใจหายแพ้ในลีกไปมากถึง 12 เกม จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ของตาราง มี 60 คะแนน
ไปดูกันที่โซนท้ายตารางกันบ้าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์, วูล์ฟแฮมป์ตัน คือ 3 ทีมที่ต้องหล่นชั้นไปเล่น ลีก แชมเปียนชิพ ในฤดูกาลหน้า
ทีมได้โควตา ยูฟ่า ชปล. : อาร์เซนอล (แชมป์), แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา, ลิเวอร์พูล
ทีมได้โควตา ยูฟ่า ยูโรปา ลีก : บอร์นมัธ, ซันเดอร์แลนด์
ทีมได้โควตา ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก : ไบรท์ตัน
ทีมตกชั้น : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์, วูล์ฟแฮมป์ตัน
1. เออร์ลิง ฮาลันด์ (แมนฯ ซิตี้) 27 ประตู
2. อิกอร์ ติอาโก้ (เบรนท์ฟอร์ด) 22 ประตู
3. อองตวน เซเมนโย (แมนฯ ซิตี้) 17 ประตู
4. โอลลี วัตกินส์ (แอสตัน วิลลา) 16 ประตู
5. ชูเอา เปโดร (เชลซี), มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ (ฟอเรสต์) 15 ประตู
7. โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน (ลีดส์), วิคเตอร์ โยเคเรส (อาร์เซนอล) 14 ประตู
1. ดาบิด รายา (อาร์เซนอล) 19 เกม
2. จานลุยจิ ดอนนารุมมา (แมนฯ ซิตี้) 15 เกม
3. ดีน เฮนเดอร์สัน (คริสตัล พาเลซ), ยอร์เย เปโตรวิช (บอร์นมัธ), จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน) 11 เกม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ในช่วงที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดหลักทั่วโลก การป้องกันตนเองให้รอดจากการติดเชื้อทำได้เพียงการสวมหน้ากากาอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างจากผู้อื่น ส่วนวัคซีนโควิด-19 ในชว่งแรกก็หาได้ยากสำหรับประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย
และแม้ปัจจุบันสถานการณ์ของโรค จะกลายเป็นการติดเชื้อตามฤดูกาลและระบาดขึ้นในบางช่วง แต่เชื้อไวรัสตัวนี้ก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไป สามารถทำให้คนติดเชื้อขึ้นได้เสมอ และส่งผลให้อาการอาจรุนแรงขึ้นในกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยง
แต่ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัย เรื่อง “Ensitrelvir for Covid-19 Postexposure Prophylaxis in Household Contacts” ตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine (NEJM) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวข้องกับ “ยาเอนซิทรีลเวียร์” เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน สำหรับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 หลังสัมผัสในผู้สัมผัสใกล้ชิดในครัวเรือน
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค :BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายผ่านเฟซบุ๊กถึงผลการศึกษาวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร NEJMนี้ว่า ได้ยืนยันถึงความสำเร็จของยาต้านไวรัสชนิดกินที่มีชื่อว่า เอนซิทรีลเวียร์ (Ensitrelvir) ซึ่งสามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่บุคคลนั้นไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่เรามียาเม็ดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้จริงหลังการสัมผัสเชื้อ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ในการรับมือกับโรคที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน การติดเชื้อภายในครอบครัวหรือในหมู่ผู้ที่พักอาศัยร่วมกันถือเป็นช่องทางหลักที่ทำให้โควิด-19 แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งในบ้านล้มป่วย โอกาสที่คนอื่นๆ จะติดเชื้อตามไปด้วยนั้นมีสูงมาก
“ที่ผ่านมาเรามีเพียงมาตรการป้องกันเบื้องต้นเช่นการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง หรือการแยกตัวผู้ป่วย ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะไม่เพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด”ดร.อนันต์ระบุ
ดร.อนันต์ อธิบายด้วยว่า ยาเอนซิทรีลเวียร์เข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ โดยการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่าสองพันคนพบว่า หากผู้ที่พักอาศัยร่วมกับผู้ป่วยโควิด-19 เริ่มรับประทานยานี้ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ยานี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยเป็นโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลการทดลองระบุว่าผู้ที่ได้รับยาเอนซิทรีลเวียร์มีอัตราการป่วยเพียงไม่ถึงสามเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับยา (กลุ่มที่ได้ยาหลอก) มีอัตราการป่วยสูงถึงเก้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นการลดความเสี่ยงลงได้มากกว่าครึ่ง
นอกจากประสิทธิภาพในการป้องกันโรคแล้ว ยาเอนซิทรีลเวียร์ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบจากการศึกษาวิจัยนั้นมีเพียงเล็กน้อยและแทบไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก รูปแบบของยาที่เป็นยาเม็ดสำหรับรับประทานยังช่วยให้การนำไปใช้จริงเป็นเรื่องง่ายดายและสะดวกสบาย ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสามารถรับประทานยาต่อเนื่องเพียงแค่ห้าวันตามที่แพทย์สั่ง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ยาตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงซ่อนอยู่ในกลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ เมื่อเรารับประทานยาเอนซิทรีลเวียร์เข้าไป ตัวยาจะพุ่งเป้าไปที่การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า 3C-like protease
ซึ่งเปรียบเสมือน “กรรไกรระดับโมเลกุล” ที่ไวรัสโควิด-19 จำเป็นต้องใช้ในการตัดแต่งชิ้นส่วนโปรตีนของตัวมันเอง เพื่อนำไปประกอบร่างและสร้างไวรัสตัวใหม่ๆ ขึ้นมา เมื่อกรรไกรนี้ถูกยาเข้าไปล็อกและทำลายการทำงาน เชื้อไวรัสก็จะไม่สามารถแบ่งตัวหรือเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ของร่างกายเราได้อีกต่อไป
การหยุดยั้งวงจรชีวิตของไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ นี้เองที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรามีเวลาจัดการกับเชื้อที่หลงเหลืออยู่ ทำให้ไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายจนก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ ความน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ เอนไซม์โปรตีเอสที่เป็นเป้าหมายโจมตีของยานี้ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่พบได้ในไวรัสโคโรนาแทบทุกสายพันธุ์ และเป็นส่วนที่ไม่ค่อยเกิดการกลายพันธุ์เหมือนกับโปรตีนหนาม (Spike protein) ที่อยู่ภายนอกตัวไวรัส
จากกลไกการออกฤทธิ์ที่เข้าไปจัดการกับจุดอ่อนสำคัญซึ่งใช้ร่วมกันในตระกูลไวรัสโคโรนานี้เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ประเมินว่า ยาเอนซิทรีลเวียร์ไม่เพียงแต่จะใช้ได้ผลดีกับเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพสูงมากที่จะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธสำคัญในด่านหน้า เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจอุบัติขึ้นได้อีกในอนาคต
ดร.อนันต์ ระบุอีกว่า แม้ว่ายาตัวนี้จะได้รับการพิสูจน์และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ความตื่นตระหนกจากการระบาดใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่มันกลับมีความหมายมากสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะเมื่อคนกลุ่มนี้ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ ยาเอนซิทรีลเวียร์จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยลดความสูญเสียและป้องกันไม่ให้พวกเขาต้องเจ็บป่วยรุนแรง
“การค้นพบนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางวิชาการแพทย์ แต่ยังเป็นความหวังใหม่ที่ช่วยให้เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากไวรัสโคโรนาในอนาคตได้อย่างอุ่นใจมากยิ่งขึ้น”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

รายงานข่าวจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเตรียมเดินหน้าโครงการ AI Passport เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไทยเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกได้ฟรี ผ่านแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมบริการ Generative AI ชั้นนำประมาณ 15 รายไว้ในระบบเดียว
โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) วงเงิน 1,600 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้งาน 5 ล้านคน เป็นระยะเวลา 1 ปี
สำหรับโครงการ AI Passport ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันการสมัครใช้บริการ AI แบบรายแพลตฟอร์มมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยบางบริการมีค่าบริการระดับ 700-1,000 บาทต่อเดือน
โดยขณะที่โครงการนี้จะรวมเครื่องมือ AI หลายรายไว้ในระบบเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้งานได้ตามความถนัดและลักษณะงาน โดยไม่ต้องสมัครแยกหลายบัญชี หรือแบกรับค่าใช้จ่ายเองเป็นรายแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น ต้นทุนเฉลี่ยของโครงการต่อคนต่อวัน จะอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับการสมัครใช้บริการ AI เชิงพาณิชย์ทั่วไป ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ AI ฟรี แต่เป็นการสร้างช่องทางให้คนไทยจำนวนมากเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ การทำงาน การสร้างอาชีพ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ส่วนสิทธิ์ใช้งานจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ จะไม่ใช่สิทธิ์แบบตายตัว แต่จะมีระบบบริหารจัดการสิทธิ์เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง หากผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่เข้าใช้งานภายในระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะตัดสิทธิ์และนำไปจัดสรรให้ประชาชนรายอื่น เพื่อป้องกันการกักสิทธิ์โดยไม่เกิดประโยชน์ และทำให้โครงการสามารถกระจายโอกาสไปยังผู้ที่ต้องการใช้งานจริงได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนต้องการใช้ ฟีเจอร์ขั้นสูง หรือบริการระดับ Pro ของเครื่องมือ AI บางประเภท จะต้องเรียนหลักสูตรออนไลน์ที่จัดไว้ในระบบก่อน เมื่อเรียนครบตามเงื่อนไขจึงจะได้รับโทเคน เพื่อนำไปปลดล็อกการใช้งาน AI ระดับสูง โดยรัฐบาลจะไม่เปิดให้ซื้อโทเคนเพิ่ม แต่ใช้การเรียนรู้เป็นเงื่อนไขหลัก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนอัปสกิลและรีสกิลด้าน AI ไปพร้อมกับการใช้งานจริง ทั้งนี้ หลักสูตรจะมาจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และพันธมิตรอื่นๆ โดยผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง (Certificate) เพื่อนำไปต่อยอดด้านการเรียนและการทำงานในอนาคต
ด้านรูปแบบการใช้งาน ขณะนี้ได้คัดเลือกผู้รับจ้างพัฒนาระบบแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบเว็บไซต์ รวมถึงเตรียมเปิดใช้งานควบคู่กับแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
โดยหน้าจอของระบบจะมีลักษณะเป็นแดชบอร์ดกลาง ให้ผู้ใช้งานเลือกเครื่องมือ AI ที่ต้องการใช้จากรายการในระบบเดียว ผู้ใช้งานจึงสามารถเลือกใช้เครื่องมือ AI แต่ละรายตามความถนัดและลักษณะงาน โดยอาจสลับใช้งานระหว่าง Generative AI แต่ละตัว หรือเครื่องมืออื่นๆ ได้จากหน้าจอเดียว
รายละเอียดเกี่ยวกับระบบโทเคนของโครงการ AI Passport เช่น การนำโทเคนที่ได้จากการเรียนไปใช้ร่วมกันได้ทุกแพลตฟอร์มหรือแยกตามบริการ AI แต่ละราย จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ขณะที่กระทรวงดีอีเตรียมเปิดให้บริการทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากและลดความเสี่ยงระบบล่ม โดยโครงการมีแผนเปิดตัวในเดือน มิ.ย.69 หลังระบบมีความพร้อม เพื่อผลักดันให้ประชาชนเข้าถึง AI ได้กว้างขึ้น ควบคู่กับการยกระดับทักษะดิจิทัลผ่านการเรียนรู้และการใช้งานจริงในระบบเดียว
นอกจากนี้ AI Passport ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา National Super App หรือแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐในอนาคต ซึ่งมีเป้าหมายลดความซ้ำซ้อนของแอปพลิเคชันภาครัฐ และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการดิจิทัลของรัฐได้สะดวกขึ้น
โดยมีแนวคิดเชื่อมโยงบริการสำคัญ เช่น ทางรัฐ, Thai ID และหมอพร้อม ให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น แทนการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบแยกส่วนจนเกิดความซ้ำซ้อนทั้งด้านงบประมาณและประสบการณ์ใช้งานของประชาชน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ลองนึกภาพตามนะครับ… คุณกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมที่มีชาวต่างชาติ หรือยืนต่อหน้าฝรั่งที่เดินเข้ามาถามทาง ในหัวของคุณตอนนี้มีคำศัพท์ลอยล่องอยู่เต็มไปหมด คุณรู้ว่าคำว่า “ทางแยก” คืออะไร “ตรงไป” คืออะไร แต่พอจะอ้าปากพูดจริง ๆ ลิ้นกลับแข็ง ทื่อไปหมด สุดท้ายก็ได้แต่ตอบว่า “Yes, No, OK” หรือไม่ก็ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป ทั้งที่ในใจอยากจะระเบิดประโยคภาษาอังกฤษออกมาใจจะขาด
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และคุณไม่ใช่คนเดียวที่เจอครับ “จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้” เป็น Pain Point อันดับต้น ๆ ของคนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษมานานหลายปีแต่ไม่ได้ใช้จริง จากประสบการณ์ของทีมงาน Engduo ที่ได้คลุกคลีกับผู้เรียนมานับหมื่นคน เราพบว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การที่คุณ “ไม่รู้” แต่เป็นเรื่องของ “ทักษะการดึงออกมาใช้” ต่างหาก
วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร และเราจะเปลี่ยนจากการเป็น “พจนานุกรมเคลื่อนที่” ให้กลายเป็น “นักสื่อสารที่มั่นใจ” ผ่านการ เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ที่เน้นผลลัพธ์จริงได้อย่างไร
หลายคนสงสัยว่า “ฉันก็สอบผ่าน Grammar นะ ศัพท์ยาก ๆ ในข้อสอบก็แปลได้หมด แต่ทำไมพอเจอสถานการณ์จริงถึงใบ้กิน?”
สาเหตุแรกที่ต้องเข้าใจคือเรื่องของ Passive Vocabulary vs. Active Vocabulary ครับ
จากข้อมูลของ Cambridge Assessment English ระบุว่า มนุษย์เรามีคลังคำศัพท์สองชุด ชุดแรกคือคำศัพท์ที่เรา “รู้จักเมื่อเห็นหรือได้ยิน” (Passive) และชุดที่สองคือคำศัพท์ที่เรา “สามารถนำมาใช้พูดหรือเขียนได้เอง” (Active)
ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ เรามี Passive Vocabulary ที่ใหญ่มากจากการอ่านหนังสือและดูหนัง แต่เรามี Active Vocabulary ที่เล็กนิดเดียว เพราะเราขาดการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร อย่างสม่ำเสมอ
หากคุณต้องการแก้ปัญหา จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้ คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณติดอยู่ที่หลุมพรางไหนใน 5 ข้อนี้:
เมื่อเราจำศัพท์ได้แบบ “ท่องจำ” สมองจะเก็บข้อมูลไว้ในส่วนความจำระยะยาวแบบเป็นคำ ๆ (Isolated words) แต่เมื่อถึงเวลาพูด สมองต้องการ “วลี” (Phrases) หรือ “ประโยค” (Sentences) ที่เชื่อมโยงกัน หากคุณไม่เคยฝึกเชื่อมคำเหล่านั้นเข้าด้วยกัน คุณก็จะเกิดอาการนึกศัพท์ไม่ออกกลางคัน
ความมั่นใจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง หลายคนพบว่าเมื่อต้อง ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อความมั่นใจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศัพท์ แต่อยู่ที่ความตื่นเต้น (Anxiety) ซึ่งทำให้เกิดสภาวะ Brain Fog หรือสมองตื้อไปชั่วขณะ
คนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนที่เน้นการทำข้อสอบ เราแทบไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของภาษาจริง ๆ การ เรียนภาษาอังกฤษกับครูต่างชาติ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการจำลองสภาพแวดล้อมเพื่อให้สมองชินกับการโต้ตอบ
บ่อยครั้งที่เราพูดไม่ได้ เพราะเรา “ฟังไม่ทัน” เมื่อฟังไม่ออก สมองก็ประมวลผลเพื่อโต้ตอบไม่ได้ การสื่อสารจึงหยุดชะงัก
บางครั้งเรามีศัพท์ แต่เราไม่มี “Template” ในหัว เช่น แทนที่จะต้องนึกศัพท์ทุกคำเพื่อบอกว่าขอโทษ เราควรจะมีวลีสำเร็จรูปอย่าง “I’m sorry for…” อยู่ในหัวพร้อมใช้ทันที
การจะเปลี่ยนตัวเองให้พูดคล่อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการท่องศัพท์เพิ่มวันละ 100 คำ แต่มันคือการเปลี่ยน “วิธีการฝึก” ครับ
อย่าจำแค่คำว่า Decision (การตัดสินใจ) แต่ให้จำว่า Make a decision (ตัดสินใจ) การจำคำศัพท์ที่เป็นคู่หรือเป็นกลุ่มคำจะช่วยให้คุณดึงออกมาใช้ได้เร็วขึ้นมาก
ลองหาคลิปวิดีโอภาษาอังกฤษสั้น ๆ แล้วพูดตามให้ทัน ทั้งจังหวะ โทนเสียง และอารมณ์ วิธีนี้จะช่วยปรับจูนหูและปากให้ทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เหมาะมากสำหรับการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษพื้นฐาน
ทักษะการพูดเปรียบเสมือนการว่ายน้ำ คุณไม่สามารถเก่งได้จากการอ่านตำราบนบก การ การเรียนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวเป็นวิธีที่สั้นที่สุดที่จะทำให้คุณก้าวข้ามความเขินอาย เพราะคุณจะได้พูดเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมอง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมหลายคนถึงยัง จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้ แม้จะเรียนมานาน เรามาดูตารางเปรียบเทียบนี้กันครับ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การเรียนแบบเน้นไวยากรณ์ (ดั้งเดิม) | การเรียนเน้นการสื่อสาร (Engduo) |
|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | ทำข้อสอบได้คะแนนสูง | พูดสื่อสารได้จริงในชีวิตประจำวัน |
| วิธีการจำศัพท์ | ท่องจำทีละคำ (List) | เรียนรู้ศัพท์ผ่านบริบทและการใช้งานจริง |
| โอกาสในการพูด | น้อย (ส่วนใหญ่นั่งฟังครูสอน) | สูงมาก (เน้นการโต้ตอบแบบ Real-time) |
| ความมั่นใจ | มักจะกลัวผิด Grammar | เน้นความลื่นไหล (Fluency) มาก่อนความเป๊ะ |
| ผลลัพธ์ที่ได้ | อ่านเก่ง เขียนได้ แต่พูดติดขัด | สื่อสารเป็นธรรมชาติ มั่นใจเมื่อเจอฝรั่ง |
สำหรับวัยทำงาน ปัญหา จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความก้าวหน้าในอาชีพครับ หลายคนเสียโอกาสโปรโมตตำแหน่ง หรือไม่กล้าย้ายงานไปบริษัทข้ามชาติเพียงเพราะสื่อสารไม่ได้ ทั้งที่มีทักษะการทำงาน (Hard Skills) ยอดเยี่ยม
ที่ Engduo เราออกแบบหลักสูตร ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน มาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น:
การ ฝึกพูดเพื่อการทำงาน ไม่ใช่เรื่องของการท่องบท แต่คือการเรียนรู้ที่จะใช้ “ศัพท์ที่คุณมีอยู่แล้ว” มาประกอบเป็นประโยคที่ดูเป็นมืออาชีพที่สุด
ขออนุญาตแชร์เรื่องราวของคุณบี (นามสมมติ) นักเรียนท่านหนึ่งที่ Engduo ครับ คุณบีเป็น Manager ในบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง เธอมีคลังคำศัพท์เยอะมากเพราะต้องอ่าน Manual ภาษาอังกฤษตลอดเวลา แต่เวลาต้องเข้าประชุม Global เธอกลับนั่งเงียบตลอด
“หนูรู้หมดนะคะว่าเขาพูดอะไร ศัพท์ตัวไหนหนูก็แปลออก แต่พอจะตอบ ใจมันสั่น แล้วคำศัพท์มันหายไปหมดเลยค่ะ” คุณบีเล่าถึงปัญหา
เราจึงจัดให้คุณบีเรียนแบบ 1-on-1 โดยเน้นไปที่การ Roleplay สถานการณ์จริงในที่ทำงาน ครูผู้สอนจะคอยกระตุ้นให้คุณบีได้ใช้ศัพท์เหล่านั้นออกมาบ่อย ๆ จนมันกลายเป็น “ความจำกล้ามเนื้อ”
ปัจจุบัน คุณบีสามารถเป็น Lead ในการประชุมได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเครียดจากการทำงานลดลงไปมาก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสารอีกต่อไป นี่คือพลังของการเปลี่ยนจากความรู้ให้กลายเป็นทักษะครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com

คนส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับการซื้อกะหล่ำปลีมาทั้งหัวแล้วนำเข้าแช่ตู้เย็นในช่องแช่ผักทันที แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้กะหล่ำปลีเน่าเสียได้ง่ายขึ้นจากความแห้งหรือความชื้นสะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านผักและผลไม้จากญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี ได้ออกมาเปิดเผยเคล็ดลับการยืดอายุผักชนิดนี้ให้ยาวนานกว่าเดิม โดยระบุว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่ขั้วของกะหล่ำปลี
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า วิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดคือการใช้หมุดปักรักษาความสดของผัก (Vegetable Freshness Pick) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายของเบ็ดเตล็ดทั่วไป นำมาปักลงไปบริเวณขั้วของกะหล่ำปลีโดยตรงก่อนนำไปแช่เย็น
ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาทีก็สามารถช่วยชะลอการเจริญเติบโตและรักษาความสดใหม่ไว้ได้นานขึ้น หรือหากไม่มีหมุดดังกล่าว ก็สามารถใช้ไม้จิ้มฟันธรรมดาจำนวน 2–3 เล่ม ปักลงไปที่ขั้วแทนได้เช่นกัน ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้กัน
การใส่กะหล่ำปลีเข้าไปในตู้เย็นโดยตรง ลมเย็นจะทำให้ใบภายนอกแห้งและเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว แต่หากใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุงจนแน่นสนิท ความชื้นที่สะสมอยู่ภายในก็จะเป็นตัวเร่งให้ผักเน่าค้างได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นหลังจากจัดการส่วนขั้วเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้เพิ่มขั้นตอนอีกเล็กน้อยด้วยการนำหนังสือพิมพ์หรือกระดาษทิชชูอเนกประสงค์สำหรับงานครัวมาห่อหุ้มตัวผักไว้ จากนั้นจึงใส่ลงในถุงพลาสติกโดยเปิดปากถุงทิ้งไว้เล็กน้อย ไม่ต้องมัดแน่น แล้วจึงนำเข้าแช่ตู้เย็นตามปกติ
หากต้องการเก็บรักษากะหล่ำปลีไว้ใช้ได้นานเป็นสัปดาห์ เกษตรกรญี่ปุ่นนิยมใช้วิธีเจาะคว้านเอาส่วนขั้วแข็งแกนกลางออก จากนั้นนำกระดาษทิชชูอเนกประสงค์ชุบน้ำหมาดๆ ยัดใส่เข้าไปในรอยแยกแทนที่ แล้วห่อด้วยหนังสือพิมพ์ก่อนใส่ถุงพลาสติก
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จำเป็นต้องหมั่นเปลี่ยนกระดาษทิชชูแผ่นใหม่ทุกๆ 2–3 วัน แม้จะค่อนข้างเสียเวลาแต่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทยอยนำผักออกมาปรุงอาหารทีละน้อย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,850.00 | 70,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,515.00 | 68,447.40 | 70,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,063.50 | 61,602.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,612.00 | 54,757.92 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,031.75 | 30,801.33 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,580.25 | 23,956.59 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,678.76 | 70,930.00 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.90 | 44.90 | 45.40 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 44.53 | 44.53 | 45.03 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 54.49 | – | – | 54.81 | – | 54.99 | 54.64 | – | 54.49 |
| ดีเซล | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 61.25 | 61.25 | 49.84 | 61.25 | – | – | – | – | 61.25 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |

นายฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Capstone Asset เปิดเผยว่า ความต้องการที่พักอาศัยระดับบนของภูเก็ตที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ลักชัวรี่ โดยผู้ซื้อมองหาวิถีชีวิตที่สะท้อนตัวตน รสนิยมและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง
ทั้งนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ Character, Culture และ Branded Experience มากพอๆ กับทำเลหรือการลงทุน บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการนำเสนอ PEYLAA Phuket, Autograph Collection Residences
โดยล่าสุดมียอดขายกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งมาจากความต้องการทั้งจากชาวไทยและต่างชาติที่มองหาคุณภาพการใช้ชีวิตระยะยาว ซึ่งภูเก็ตยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งยังมีการเติบโตของ Luxury Lifestyle Living ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ Character, Culture และ Branded Experience มากพอๆ กับทำเลหรือการลงทุน
นายฐิติวัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า ภูเก็ตกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จาก World-Class Tourism Destination ไปสู่‘Global Coastal Lifestyle City ที่สามารถดึงดูดทั้งนักลงทุน กลุ่มผู้อยู่อาศัยระยะยาว (Long-stay residents) และครอบครัวนานาชาติจากทั่วโลก
ดังนั้น ภูเก็ตจึงไม่ได้แข่งขันกับเพียงเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่กำลังแข่งขันกับ Lifestyle Destinations ระดับโลก และสิ่งที่ผู้คนมองหา คือคุณภาพชีวิต ประสบการณ์ และความรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน (sense of belonging) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโครงการ PEYLAA Phuket
ข้อมูลจาก C9 Hotelworks ระบุว่า ภูเก็ตยังคงเป็นตลาด Branded Residences ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย จากความต้องการของผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับ branded management, lifestyle environment และคุณภาพการบริหารจัดการในระยะยาว
ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตคือการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานโดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจังหวัดที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดของประเทศและมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี
ขณะเดียวกันสนามบินนานาชาติภูเก็ตก็อยู่ระหว่างแผนขยายเฟสใหม่เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่างๆ เช่น Phuket Expressway และโครงการพัฒนาเมืองในพื้นที่บางเทา-เชิงทะเล ซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของ Luxury Lifestyle บนเกาะ
ในด้าน Healthcare และ Wellness ภูเก็ตยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของโรงพยาบาลระดับนานาชาติ ศูนย์ Wellness และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดกลุ่ม Long-stay Residents และครอบครัวต่างชาติให้เลือกใช้ชีวิตระยะยาวบนเกาะมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

หลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึง “คนจีน” กับประเทศไทย! ภาพจำของหลายคนอาจยังเป็นกรุ๊ปทัวร์ รถบัส และย่านท่องเที่ยวชื่อดัง แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่า วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ทุนจีน” กับ “ประเทศไทย” กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแต่คือการเข้ามา “ตั้งหลัก” ทั้งในมิติของการลงทุน การทำธุรกิจ การเช่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการย้ายฐานการผลิต
สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย จำกัด เผยว่าเรื่องที่น่าสนใจ คือ แม้ในช่วงหลังจะมีข่าวด้านลบเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในอดีต แต่ไทยกลับยังอยู่ใน “เรดาร์” ของชาวจีน
สะท้อนจากเว็บไซต์นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ของจีนหลายแห่งที่ยังจัดให้ไทยติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่ชาวจีนให้ความสนใจซื้ออสังหาฯ แทบไม่เคยหลุด Top 10 แต่ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “ซื้อคอนโด” เพราะสิ่งที่บทความเหล่านั้นกำลังขาย คือ “ผลตอบแทนจากประเทศไทย”
หนึ่งในบทความที่ถูกแนะนำบนเว็บไซต์อสังหาฯ จีน มีหัวข้อประมาณว่า “สามารถปล่อยเช่าอสังหาฯ ในประเทศไทยได้หรือไม่ และค่าเช่าอยู่ระดับไหน” เนื้อหาไม่ได้พูดแค่เรื่องซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่ลงลึกถึงโมเดลปล่อยเช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการปล่อยเช่าระยะยาวผ่านนายหน้า
มีการวิเคราะห์กลุ่มผู้เช่าตั้งแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ คนทำงานต่างชาติ ไปจนถึงชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามาอยู่ระยะยาว ที่น่าสนใจ มีการระบุ “ช่วงค่าเช่าที่ตลาดต้องการสูง” ชัดเจน เช่น ค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนความต้องการ 16.1% ค่าเช่า 10,000-20,000 บาทต่อเดือน สูงสุดที่ 32.1% ค่าเช่า 20,000-35,000 บาทต่อเดือน อยู่ที่ 28.2%
แต่ไฮไลต์ คือ การพูดถึง “ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า”
บทความระบุว่าอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ สร้างผลตอบแทนสูง 7-8% ต่อปี เฉลี่ย 5.5-6% พร้อมเปรียบเทียบกับผลตอบแทนค่าเช่าในจีนที่อยู่เพียง 2.66% ไทย 6.46% ในมุมมองนักลงทุนจีน ไทยให้ผลตอบแทนมากกว่าจีนเกือบเท่าตัว แน่นอนว่า ตัวเลขลักษณะนี้อาจเป็น “มุมขายของ” ของบริษัทนายหน้า
“การทำผลตอบแทน 7-8% ในตลาดปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ วิธีคิดของนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่เมืองท่องเที่ยวราคาถูกอีกต่อไปแต่มองไทยเป็นสินทรัพย์ลงทุน”

ในอดีต เวลาพูดถึงคนจีนในไทยสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ “ภาคการท่องเที่ยว” แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภาพเริ่มเปลี่ยน เพราะการเข้ามาของชาวจีน ขยายจาก “นักท่องเที่ยว” ไปสู่ “ผู้ลงทุน” ปัจจัยสำคัญมาจากสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ
เมื่อสหรัฐตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีน บริษัทจำนวนมากจึงต้องมองหาฐานการผลิตใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น และ “ไทย” เป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญโดยเฉพาะบริษัทที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐและประเทศพันธมิตร
ตัวเลขจาก BOI สะท้อนภาพนี้ได้ชัด ปี 2560 นักลงทุนจีนได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพียง 11,371 ล้านบาท แต่ปี 2568 พุ่งขึ้นเป็น 198,158 ล้านบาท แม้เป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และฮ่องกง แต่ถ้ามองที่ “จำนวนโครงการ” จีนขึ้นมาโดดเด่นมากเพราะมีถึง 984 โครงการมากกว่าสิงคโปร์ที่มี 425 โครงการอย่างชัดเจน
นั่นแปลว่าเม็ดเงินจีนอาจไม่ได้ใหญ่ที่สุดต่อโครงการแต่จำนวนผู้เล่นจีนที่เข้ามาในไทย “เพิ่มขึ้นมหาศาล” และถ้านับรวมฮ่องกง ภาพยิ่งชัดขึ้นอีก ปี 2566 นักลงทุนจากฮ่องกงได้รับอนุมัติ BOI เพียง 20,027 ล้านบาท แต่ปี 2568 เพิ่มเป็น 224,250 ล้านบาท
“การเติบโตระดับนี้สะท้อนว่าหลายบริษัทเร่งย้ายฐานหรือกระจายความเสี่ยงออกจากจีน”
การลงทุนไม่ได้จบแค่การสร้างโรงงาน เพราะทุกโรงงาน ทุกบริษัทต้องมีคนเข้ามาดำเนินธุรกิจ นี่คือเหตุผลที่จำนวน “นิติบุคคลต่างชาติ” ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูล วันที่ 30 มี.ค.2569 ระบุว่า นิติบุคคลที่มีแหล่งทุนจากจีน มีทุนจดทะเบียนรวม 509,596 ล้านบาท อยู่อันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์
แต่แนวโน้มช่วง 3-4 ปีหลัง “จีน” และ “สิงคโปร์” คือ 2 ประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่สุดตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นที่เริ่มเติบโตช้าลงอย่างชัดเจน จำนวนบริษัทจีนใหม่ในไทย เพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 51% นับตั้งแต่ปี 2565 และเมื่อบริษัทเพิ่มความต้องการพื้นที่สำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า และที่อยู่อาศัยก็เพิ่มตาม
ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ เริ่มเห็นบริษัทจีนขยายออกจากโซนพระราม 9 และรัชดาภิเษก ไปทำเลอื่นมากขึ้นเพราะพื้นที่เดิมเริ่มหายากและต้นทุนสูงขึ้น หลายบริษัทที่ไม่คุ้นกับกรุงเทพฯ อาจเริ่มต้นจากโซนที่ชาวจีนรู้จักก่อนจะกระจายไปยังพื้นที่ใหม่นี่คือสัญญาณสำคัญของ “การปักหลักระยะยาว”
อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง คือ จำนวนใบอนุญาตทำงาน อดีตญี่ปุ่นครองอันดับ 1 มาตลอดในฐานะชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยมากที่สุด แต่วันนี้ภาพเปลี่ยน! ข้อมูลเดือน พ.ย.2568 ระบุว่า ชาวจีนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยมี 56,202 คน มากกว่าชาวญี่ปุ่นเท่าตัวที่มี 21,536 คน ย้อนกลับไปปี 2564ญี่ปุ่นยังนำอยู่ที่ 27,394 คนขณะที่จีนมี 24,571 คน
แต่หลังปี 2565 เป็นต้นมา ชาวจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสวนทางญี่ปุ่นที่ลดลงต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานต่างชาติแต่กำลังสะท้อน “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ที่เปลี่ยนไปจากเดิมพึ่งพาทุนญี่ปุ่นเป็นหลักเข้าสู่ยุคที่ “ทุนจีน” มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
การเข้ามาของเงินทุนต่างชาติช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งตลาดสำนักงาน นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โรงงานสำเร็จรูป รวมถึงตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะทำเลใกล้รถไฟฟ้า หรือพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมเพราะเมื่อชาวต่างชาติเข้ามาทำงานระยะยาวต้องมีที่อยู่อาศัย ต้องมีสำนักงาน และต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้จริงๆ กำลังทำให้ประเทศไทยเป็น “ทางเลือก” ของเอเชีย
แต่คำถามสำคัญ คือประเทศไทยพร้อมแค่ไหน กับการเติบโตลักษณะนี้เพราะถ้าการเข้ามาเป็นไปอย่างถูกต้องมีการลงทุนจริง จ้างงานจริงเสียภาษีจริง นี่อาจเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว แต่ถ้ามีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายถือครองแทนหรือลักลอบทำธุรกิจผิดประเภท สิ่งที่เป็น “โอกาส” วันนี้ก็อาจกลายเป็น “ปัญหา” ในอนาคตได้เช่นกัน
นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่ “จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน” แต่กำลังเป็น “บ้านหลังใหม่ของทุนจีน” มากขึ้นทุกปี
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 32.51-32.72 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้ออกมาผสมผสาน โดย ดัชนี PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม กลับปรับตัวลดลง สู่ระดับ 50.9 จุด (ดัชนี เกิน 50 จุด สะท้อนถึงภาวะขยายตัว) แย่กว่าคาด ขณะที่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต ได้ปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 55.3 จุด ดีกว่าคาด ส่งผลให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง พร้อมกับการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) กลับสู่โซน 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทถูกชะลอลงแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามเดิม (เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวลง ส่วนราคาทองคำเริ่มแกว่งตัว Sideways)
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา (รวมถึงในช่วงนี้) ชี้ว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงไม่วางใจต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีความไม่แน่นอนสูง และเราเชื่อว่า ผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่า การเจรจาหยุดยิงอาจมีความคืบหน้ามากขึ้น หากทั้งสองฝ่ายกลับสู่โต๊ะการเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน หลังผ่านช่วงประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งในกรณีที่การเจรจาหยุดยิงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น จนอาจนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้
ประเมินว่า อาจเห็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ รวมถึง การปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED) พร้อมกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งอาจหนุนให้เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ในช่วงระยะสั้น (แนวรับสำคัญถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เช่น การเจรจาหยุดยิงยังคงมีความไม่แน่นอน เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หาก สถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน อาทิ สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เพื่อเร่งกดดันให้เกิดการเจรจาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น จะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และเราอาจต้องมองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและจะอยู่เหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นานเกินช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ บรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED เสี่ยงที่ต้องกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อ พร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สร้างแรงกดดันหนักต่อราคาทองคำ ส่วนเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติมจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่จะแย่ลงชัดเจนในกรณีดังกล่าว
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่า ผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ขณะเดียวกัน ได้หนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI (โดยเฉพาะกลุ่ม Memory & Data Storage) อาทิ Sandisk +10.8%, Seagate Tech. +7.9% หลังรายงานผลประกอบการของ Nvidia ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด สะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่สดใสของธีม AI (แต่ผู้เล่นในตลาดใช้เป็นโอกาสในการขายทำกำไร Nvidia -1.8%) รวมถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม Quantum Computing ตามรายงานข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้เงินสนับสนุนต่อธุรกิจดังกล่าว โดยแลกกับการถือหุ้นกลุ่ม Quantum Computing ของรัฐบาล อนึ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นค้าปลีก อย่าง Walmart -7.3% หลังรายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.17% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเพียง +0.09%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเล็กน้อย +0.04% หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น แม้จะพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจาก รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ของยูโรโซน ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวลดลงและออกมาแย่กว่าคาด มีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) บ้าง ซึ่งช่วยพยุงบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Sideways ระหว่างโซน 4.55%-4.64% โดยล่าสุด แกว่งตัวแถวโซน 4.57% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังตัว ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังไม่สามารถปรับตัวลดลงต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ จังหวะการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังถูกจำกัดโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 (ปรับมุมมองใหม่ล่าสุด) ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีหน้า (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลัง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1 -99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ ทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลง ได้ส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) รีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ รวมถึง รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 87% ที่ BOE จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (เรามอง BOE คงดอกเบี้ยทั้งปี) และให้ โอกาสราว 65% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ (เรามอง ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันแบดมินตัน รายการ “มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026” ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ประเภทหญิงเดี่ยว รอบสอง “พิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ นักตบลูกขนไก่ไทย มืออันดับ 27 ของโลก พบกับ เหงียน ทุยลินห์ มือวางอันดับ 7 ของรายการ มืออันดับ 21 ของโลกจากเวียดนาม
ผลการแข่งขันปรากฏว่า “น้องพิ้งค์” เป็นฝ่ายทำได้เหนือกว่าเอาชนะไปได้ในเกมแรก 21-18 ก่อนที่เกมสอง จะคุมจังหวะเกมได้เหนือกว่าชัดเจนเอาชนะไปได้อีก 21-10 ทำให้รวมชนะ 2-0 เกม เดินหน้าผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้ายได้สำเร็จ
สำหรับรอบต่อไป นักตบลูกขนไก่ดาวรุ่งวัย 19 ปี จะเข้าไปพบกับ เฉิน ยู่เฟย นักแบดมินตันชาวจีน มืออันดับ 4 ของโลก ในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

สธ. ประกาศ 2 ประเทศ ดีอาร์คองโก-ยูกันดา เขตติดโรคติดต่ออันตราย “อีโบลา” กรมควบคุมโรคเข้มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยง หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
เมื่อ 20 พฤษภาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การประกาศดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และเพื่อรองรับความเสี่ยงจากผู้เดินทางที่มาจากประเทศที่มีการระบาด และช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมตามสถานการณ์
สำหรับแนวทางการดำเนินงานของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.มาตรการต้นทางและข้อปฏิบัติสำหรับสายการบิน ให้สายการบินแจ้งผู้เดินทางทุกคนที่มาจากเขตติดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้า โดยชาวต่างชาติต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ส่วนคนไทยลงทะเบียนผ่านระบบ Thai Health Pass ณ จุด Check-in รวมทั้งสายการบินต้องส่งรายชื่อผู้โดยสารจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานปลายทางรับทราบล่วงหน้าและคัดกรองอาการ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้ ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ระบาดหากไม่มีความจำเป็น และต้องรายงานตัวต่อด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกครั้งเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ
2. มาตรการคัดกรอง ณ ท่าอากาศยานในประเทศ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะเข้าตรวจสอบ QR code ของผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด บริเวณประตูขาเข้า (Gate) หรือหน้าประตูเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินตรงจากพื้นที่เสี่ยง ผู้เดินทางจากเขตติดโรคต้องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการวัดไข้ซ้ำ สอบถามประวัติอาการป่วย และบันทึกข้อมูลที่อยู่ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นปัจจุบันลงในระบบ เพื่อใช้ในการติดตามเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน
“ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และระบบการแพทย์และการสาธารณสุข” นพ.มณเฑียรกล่าว
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างกายของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดอออก
กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงภายใน 21 วัน แล้วมีอาการไข้หรืออาการผิดปกติ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางแก่บุคลากรทางการแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

รักที่ดี คือการรักตัวเอง
การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องไร้สาระ มันคือสติ
หากคุณคิดที่จะรัก จงรักตัวเองก่อน
เคารพตัวเองและคนอื่นจะเคารพคุณ
การรักตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของความรักตลอดชีวิต
คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณเชื่อว่าตัวเองเป็น
จงกล้าหาญ จงกล้าพอที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ
จงรักตัวเองให้มากกว่าทำร้ายตัวเอง
การตกหลุมรักตัวเองเป็นความลับไปสู่ความสุข
การรักตัวเองเป็นนิ้วกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
หลักฐานของความรักที่ดีที่สุดคือความเชื่อใจ
ความรักที่แท้จริง ต้องเป็นความรัก ที่ไม่มีความลับ
ควารักก็เหมือนกับเกมส์ ง่ายที่จะเริ่ม แต่ยากที่จะจบ
ความรักมันไม่มีเหตุผลหรอกว่าทำไมถึงรัก
ความรักก็เหมือนสงคราม ง่ายที่จะเริ่ม แต่ยากที่จะหยุด
เรื่องจริงมันมีอยู่ว่า ที่ผ่านมาไม่มีอยู่จริง
การรักใครสักคน ควรจะทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้น ไม่ใช่ดึงให้ตกต่ำลง
ไม่มีเหตุผลใด ที่จะไม่ทำตามหัวใจของคุณ
สุขของความรักคงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เจ็บของความรักคงอยู่ตลอดชีวิต
จงมีความรักเมื่อคุณพร้อม ไม่ใช่เมื่อคุณเหงา
รักที่ดี คือการรักตัวเอง
จงรักคนข้างๆ คุณราวกับว่าไม่มีพรุ่งนี้อีกแล้ว
รักแท้จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากอีกฝ่าย
ความรักหรือมิตรภาพ คุณเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทำตามหัวใจแต่อย่าลืมเอา “สมอง” ไปด้วยนะ
อย่ามัวแต่ไล่ตามคนที่ไม่ใช่ คนที่ใช่เค้าวิ่งหนีเราหรอก
เลือกอยู่กับคนที่ไม่เคยมองหาคนมาแทนที่คุณดีกว่านะ
ทุกอย่างจะสวยงามเมื่อคุณมองมันด้วยความรัก
จงรักคนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว นอกจากเขา
อย่าตกลงคบกับใครก็ได้ เพียงเพราะคุณต้องการมีใครบางคนเคียงข้างกาย
ผู้หญิงฉลาดจะเข้าใจความรัก แต่ผู้หญิงที่ฉลาดกว่าจะเลือกคนรักเป็น
อยู่แบบโสดๆ เป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าการทนอยู่ในความสัมพันธ์แย่ๆ นะ
ใช้ชีวิตกับคนที่ทำให้คุณมีความสุข ไม่ใช่คนที่คุณต้องทำตัวเองให้ดูดีตลอดเวลา
รักจะเฉาตายถ้าจับไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้าจับไว้หลวมเกินไป
จงใช้ชีวิตให้เรียบง่าย หัวเราะบ่อยๆ และรักอย่างลึกซึ้งที่สุด
ความรักก็เหมือนลม ถึงจะมองไม่เห็น แต่คุณสัมผัสถึงมันได้
มันง่ายมากที่จะตกหลุมรักใครสักคน แต่มันยากมากที่จะเจอคนที่ใช่สำหรับใจเราจริงๆ
ความรักไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถจะค้นหาได้ เพราะความรักมักจะเป็นฝ่ายตามหาเราต่างหาก
ชีวิตที่ปราศจากความรัก ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่มีดอก
คงไปโทษแรงโน้มถ่วงไม่ได้สำหรับคำว่าตกหลุมรัก
ถ้าฉันรู้ว่าความรักคืออะไร นั่นก็เป็นเพราะคุณ
คุณอาจกุมมือฉันไว้ชั่วขณะ แต่คุณกุมหัวใจของฉันไว้ตลอดกาล
ความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันคือการมีเธออยู่ข้างๆ
ทุกเรื่องราวล้วนสวยงาม แต่เรื่องราวของเราคือเรื่องโปรดของฉัน
มีเพียงแค่ 2 เวลาเท่านั้นที่ฉันจะอยากอยู่กับคุณ คือ.. ตอนนี้ และ ตลอดไป
วันที่หม่นหมองคือวันที่ไร้เงาคุณ
สิ่งดีๆในชีวิตดีขึ้น เมื่อฉันอยู่กับคุณ
ฉันรักเธอเท่ากับ(ระยะทาง)โลกถึงดวงจันทร์และจากดวงจันทร์กลับมายังโลก (มันไกลมาก รักมากแค่ไหน คิดดู!)
ถ้าชีวิตคือหนังเรื่องหนึ่ง คุณคือตอนที่ดีที่สุดของเรื่องเลย
ฉันเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น เมื่อฉันอยู่กับคุณ
บางครั้งความทรงจำที่มีความสุขก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด
การไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อนั่นแหะ คือเหตุผลที่เราควรจะไป
เจ็บน้อยลงแต่ยังไม่ลืม
มันเจ็บนะ เวลาที่คุณมีใครสักคนอยู่ในใจ แต่คุณไม่สามารถมีเขาในอ้อมกอดของคุณได้
ร้องไห้ออกมาบ้างก็ได้ ขนาดท้องฟ้ายังทำเลย
อย่าปล่อยให้คนที่ไม่รักเรารั้งเราจากคนที่ดีกว่า
เขาต้องการกาแฟ แต่คุณคือชา มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
มันเจ็บนะ ที่ต้องรู้ว่า…ฉันไม่มีวันได้เป็นคนในใจของเธอ
มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน
อย่าเสียน้ำตา ให้กับคนที่ไม่รู้ค่าของมัน
ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net

Google ปรับโควตาผู้ใช้ Gemini เวอร์ชันฟรี โดยเปลี่ยนจากการนับจำนวนครั้งเป็นการคำนวณตามปริมาณการประมวลผลจริง ทำให้คำสั่งที่ซับซ้อนใช้โควตาหมดเร็วขึ้น
เตรียมเปิดตัวระบบ “AI Credits” แบบเติมเงิน (Pay-As-You-Go) เป็นทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพื่อประมวลผลงานระดับสูงได้โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจรายเดือน
มีการปรับลดราคาแพ็กเกจระดับสูง Google AI Ultra เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานระดับมืออาชีพและองค์กร
กูเกิล (Google) ประกาศปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและโครงสร้างการให้บริการแพลตฟอร์ม Google Gemini ครั้งสำคัญ ผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในงาน Google I/O 2026 โดย ชิมริต เบน-แยร์ (Shimrit Ben-Yair) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ความร่วมมือและปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิล ระบุว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวระบบ “เครดิต AI แบบเติมเงิน” (Pay-As-You-Go Top-Up AI Credits)
พร้อมยกเครื่องโครงสร้างราคาแพ็กเกจระดับสูง และปรับวิธีคำนวณโควตาผู้ใช้บริการฟรี สะท้อนภาพรวมธุรกิจบิ๊กเทคที่หันมาควบคุมต้นทุนพลังงานประมวลผล (Compute Power) อย่างเข้มงวดในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (AI Agents)
ตามรายงานจากข้อกำหนดการให้บริการฉบับใหม่ของ Google ระบุว่า เหตุผลในการนำระบบเติมเงินและจำกัดโควตารูปแบบใหม่มาใช้ เนื่องจากลักษณะการใช้งาน AI ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและกินทรัพยากรระบบแตกต่างกันอย่างมหาศาล
โดยคำสั่งประเภทข้อความธรรมดา (Text Prompt) มีอัตราการสิ้นเปลืองทรัพยากรประมวลผลหลังบ้านน้อยกว่าคำสั่งที่สั่งให้รันโค้ดซอฟต์แวร์หรือการสร้างโมเดลวิดีโอขั้นสูงอย่างมาก การคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายจึงไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของบริษัทอีกต่อไป
คุมเข้มผู้ใช้ฟรี สูตรคำนวณตามปริมาณประมวลผลจริง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้งานเวอร์ชันฟรี (Free Tier) ในวงกว้าง Google ได้เปลี่ยนผ่านระบบควบคุมโควตาจากการนับจำนวนครั้งในการส่งข้อความ ไปสู่ระบบ “คำนวณตามปริมาณการประมวลผลจริง” (Compute-based Usage Limits)
กลไกใหม่นี้จะทำให้ผู้ใช้ที่สั่งงานประเภทการอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือสั่งวิเคราะห์ฐานข้อมูลและวิดีโอยาว ถูกตัดสิทธิ์การใช้งานอย่างรวดเร็วเนื่องจากกินพลังงานประมวลผลสูง แม้จะเป็นการส่งคำสั่งเพียงครั้งเดียวก็ตาม นอกจากนี้ยังได้บังคับใช้ระบบล็อกเวลาไหลเวียน 5 ชั่วโมง (5-Hour Rolling Window) โดยเมื่อผู้ใช้ใช้งานจนเต็มขีดจำกัด พลังงานประมวลผลจะค่อย ๆ ทยอยคืนกลับมาให้ใช้งานได้อีกครั้งเมื่อคำสั่งเก่าในอดีตมีอายุครบ 5 ชั่วโมงแล้วเท่านั้น
ในขณะที่ระบบ “AI Credits” แบบเติมเงิน จะเข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนาที่ต้องการประมวลผลงานระดับสูงชั่วคราว โดยไม่ต้องผูกมัดกับสัญญารายเดือน ซึ่ง Google ได้เริ่มนำร่องการใช้งานระบบเติมเงินนี้ไปแล้วบนแพลตฟอร์มระดับเอเจนต์อย่าง Google Antigravity และ Flow
ปรับฐานราคาแพ็กเกจ Google AI Ultra
ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกัน Google ได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาแพ็กเกจระดับองค์กรและมืออาชีพอย่าง Google AI Ultra เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานระดับสูง (Advanced Creators) และหัวหน้าทีมเทคนิค โดยแบ่งออกเป็นสองระดับราคาใหม่:
แพ็กเกจเริ่มต้นของ Google AI Ultra ปรับราคาลงมาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,250 บาท) ต่อเดือน โดยเน้นจุดขายด้านการมอบโควตาการประมวลผลที่สูงกว่าแพ็กเกจ Pro ถึง 5 เท่า ผสานการทำงานร่วมกับโมเดล Gemini 3.5 Flash เพื่อความรวดเร็วในการทดสอบและแก้ไขระบบ พ่วงด้วยสิทธิ์เข้าใช้งานแพลตฟอร์มเอเจนต์อัจฉริยะ Google Antigravity ก่อนใคร พื้นที่จัดเก็บข้อมูลคลาวด์ขนาด 20TB และบริการ YouTube Premium
ขณะที่แพ็กเกจพรีเมียมสูงสุด ปรับลดราคาจากเดิม 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,125 บาท) ลงมาอยู่ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,500 บาท) ต่อเดือน โดยยังคงรักษาขีดความสามารถเดิมไว้ครบถ้วน รวมถึงการให้โควตาประมวลผลที่สูงกว่าแพ็กเกจ Pro ถึง 20 เท่า และฟีเจอร์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Project Genie ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสร้างโลกจำลอง 3 มิติจากฐานข้อมูลกูเกิล สตรีทวิว (Street View) รวมถึงสิทธิ์ร่วมทดสอบระบบการรันงานอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงในชื่อ Gemini Spark
การขยับตัวตามประกาศอย่างเป็นทางการของ Google ในครั้งนี้ ยืนยันถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกที่มองว่า “พลังงานประมวลผล” (Compute) ได้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หรือสาธารณูปโภคที่มีต้นทุนผันแปรชัดเจน โมเดลธุรกิจในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบมิเตอร์จ่ายตามจริง เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการและการบริหารโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

หลายคนอาจคิดว่าการดูแลสุขภาพต้องเริ่มจากอาหารเสริมหรือเมนูเฉพาะทางราคาแพง แต่ผลการศึกษาขนาดใหญ่ล่าสุดกลับชี้ว่า “อาหารธรรมดาใกล้ตัว” บางชนิด อาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเบาหวานชนิดที่ 2
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Healthy Longevity ได้ติดตามข้อมูลของผู้ใหญ่กว่า 400,000 คน อายุระหว่าง 35-70 ปี พบว่า ผู้ที่เน้นรับประทานอาหารจากพืชที่ดีต่อสุขภาพ มีความเสี่ยงเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิดลดลงได้ถึง 30% โดยผลลัพธ์ชัดเจนมากเป็นพิเศษในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 60 ปี
นักวิจัยยังพบอีกว่า ทุกการเพิ่มคะแนน “ดัชนีอาหารจากพืชเพื่อสุขภาพ” 10 คะแนน จะสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคที่ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งอาหารหลักที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ตัวช่วยสำคัญ” มีอยู่ 4 ประเภท
ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต หรือโฮลวีต ถูกยกให้เป็นหนึ่งในอาหารสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตขัดสี
งานวิจัยชี้ว่า แม้จะกินอาหารจากพืช แต่หากยังเน้นแป้งขัดสี น้ำตาล หรืออาหารแปรรูปมากเกินไป ก็อาจไม่ได้ผลดีต่อสุขภาพอย่างที่คิด ตรงกันข้ามยังเพิ่มความเสี่ยงโรคได้อีกด้วย
ผักใบเขียวเป็นกลุ่มอาหารที่หลายคนรู้ว่าดี แต่กลับกินไม่เพียงพอในชีวิตประจำวัน ทั้งที่เป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ
ผลการศึกษาพบว่า คนที่เพิ่มสัดส่วนผักในแต่ละมื้ออย่างสม่ำเสมอ มีแนวโน้มเสี่ยงโรคเรื้อรังต่ำกว่าอย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมง่ายที่สุดที่ช่วยดูแลสุขภาพระยะยาวได้
ผลไม้ธรรมชาติยังคงเป็นอีกกลุ่มอาหารที่นักวิจัยแนะนำ เพราะช่วยทดแทนขนมหวานและอาหารน้ำตาลสูงได้ดี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ควรเลือกผลไม้สดมากกว่าผลไม้แปรรูปหรือเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล เพราะแม้จะมาจากผลไม้เหมือนกัน แต่ปริมาณน้ำตาลส่วนเกินอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลูกไก่ หรือถั่วเหลือง เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่มีใยอาหารสูง และช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร
การเพิ่มพืชตระกูลถั่วในอาหารประจำวัน ยังเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดการบริโภคเนื้อแดงและอาหารไขมันสูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด
อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดฟักทอง หรือเมล็ดทานตะวัน เป็นกลุ่มอาหารที่อุดมด้วยไขมันดีและสารอาหารสำคัญ เมื่อรับประทานในปริมาณเหมาะสม สามารถช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและรูปแบบการกินที่สมดุลได้
นักวิจัยระบุว่า อาหารกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างรูปแบบการกินแบบเน้นพืช ซึ่งสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในระยะยาว
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่งานวิจัยนี้สะท้อนคือ ไม่ใช่อาหารจากพืชทุกชนิดจะดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะอาหารบางประเภทแม้ไม่มีเนื้อสัตว์ แต่กลับเต็มไปด้วยแป้งขัดสี น้ำตาล หรือผ่านการแปรรูปสูง
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า หากต้องการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ ควรเน้นอาหารจากพืชธรรมชาติ เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และลดเนื้อแปรรูป รวมถึงอาหารหวานจัดหรือไขมันสูง
แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในแต่ละวัน แต่หากทำอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของสุขภาพที่ดีในระยะยาวได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,800.00 | 70,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,512.00 | 68,401.92 | 70,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,060.80 | 61,561.73 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,609.60 | 54,721.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,030.40 | 30,780.86 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,579.20 | 23,940.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,675.65 | 70,882.85 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.90 | 44.90 | 45.40 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 44.53 | 44.53 | 45.03 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 54.49 | – | – | 54.81 | – | 54.99 | 54.64 | – | 54.49 |
| ดีเซล | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 61.25 | 61.25 | 49.84 | 61.25 | – | – | – | – | 61.25 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า