
ออริจิ้น เวอร์ติเคิล เดินหน้าจับเทรนด์ Wellness และ Longevity ล่าสุดผ่านโครงการ SO Origin Siriraj คอนโดมิเนียมที่พัฒนาแนวคิด Wellness Residential Design บนทำเลไฟฉาย-ศิริราช โดยเน้นการออกแบบที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์สุขภาพ ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตระยะยาว ขณะที่โครงการสร้างเสร็จ 100% และเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์แล้ว หลังปิดยอดขายตั้งแต่ช่วง Pre-Sale
นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนา SO Origin Siriraj ให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อสุขภาพในทุกมิติ จากเดิมที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียมมักเน้นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน บริษัทต้องการพัฒนาให้ที่อยู่อาศัยมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตมากขึ้น
โครงการจึงร่วมกับ The Longevist ผู้เชี่ยวชาญด้าน Wellness เข้ามาดูแลแนวทางสุขภาพใน 5 ด้าน ได้แก่ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Personal Prevention) สุขภาพจิตใจ (Mental Well-Being) ความงาม (Rejuvenation Therapies) คุณภาพชีวิตและสังคม (Social & Sharing Community) และการติดตามสุขภาพ (Health Monitoring) เพื่อให้แนวคิด Longevity ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าการดูแลสุขภาพเฉพาะช่วงที่มีปัญหา
ออกแบบบ้านรับ “Longevity Across All Generations”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า SO Origin Siriraj วางแนวคิด “Longevity Across All Generations” โดยนำเรื่องความปลอดภัยและการใช้งานจริงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เนื่องจากพฤติกรรมและความต้องการของผู้อยู่อาศัยแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน
ในส่วนของ Safety Design โครงการเลือกใช้พื้นลดแรงกระแทก หรือ Soft Floor พร้อมปรับธรณีประตูห้องน้ำให้เป็นทางลาดขนาดเล็ก เพื่อลดความเสี่ยงจากการสะดุด รวมถึงกำหนดพื้นที่ทางเดินและระยะห่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ให้กว้างประมาณ 90 เซนติเมตร เพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวก
ด้าน Wellness Service ห้องพักติดตั้งระบบ Home Automation และ Digital Door Lock ขณะที่ห้องพักขนาด 52 ตารางเมตรขึ้นไปมี Emergency Call Bell เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน พร้อมระบบแลกเปลี่ยนอากาศบริสุทธิ์ หรือ ERV และเครื่องปล่อยประจุลบ nanoe™ จาก Panasonic
ส่วนพื้นที่ส่วนกลางเน้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทั้ง Private Massage & Spa ห้องโยคะและพิลาทิส สระว่ายน้ำ Healthy Bar และพื้นที่ Farm to Table รวมถึง Origin Healthcare Club ที่มีห้อง Medical Consultation & Check สำหรับการตรวจสุขภาพและการทำหัตถการเบื้องต้น
นอกจากนี้ บริษัทออกแบบพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ไว้บริเวณชั้นบนสุด เพื่อเปิดมุมมองเมืองแบบ 360 องศา ขณะที่มี Health Secretary ให้บริการด้านการประสานงานและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ รวมถึง Emergency & Resident Care Team ที่ผ่านการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลและการรับมือเหตุฉุกเฉินเบื้องต้น พร้อมประสานงานกับทีมแพทย์จากโรงพยาบาลใกล้เคียงตลอด 24 ชั่วโมง
สินเชื่อยังเป็นโจทย์ ตลาด 5-6 ล้านเริ่มเห็นโอกาส
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภาพรวมการขายคอนโดมิเนียมของบริษัทปรับตัวดีขึ้นและยังเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ปัจจัยที่ต้องติดตามคือความสามารถในการกู้ของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งยังมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ ขณะที่กลุ่มราคาประมาณ 5-6 ล้านบาทมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อดีขึ้น แต่ยังพบลูกค้าบางส่วนมีภาระทางการเงินหรือประวัติสินเชื่อที่ส่งผลต่อการอนุมัติ
บริษัทประเมินอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในบางกลุ่มอยู่ในระดับค่อนข้างสูงประมาณ 40% ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนยอดขายเพื่อชดเชยยูนิตที่ไม่สามารถโอนได้ โดยบริษัทเข้าไปช่วยลูกค้าติดตามผลสินเชื่อ ประสานงานกับนายจ้างหรือฝ่าย HR เพื่อยืนยันรายได้ และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการยื่นกู้ในแต่ละกรณี
สำหรับ SO Origin Siriraj ปัจจุบันมีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วประมาณ 40% ของโครงการ โดยผู้ซื้อประมาณ 50% เป็นลูกค้าที่ชำระด้วยเงินสด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และมีกำลังซื้อ ขณะที่บริษัทมองว่าหากมีห้องหลุดจากการโอน ยังมีโอกาสนำกลับมาขายได้ เนื่องจากทำเลมีความต้องการในตัวเอง
ไฟฉาย-ศิริราช ดันคอนโด Wellness เจาะดีมานด์เฉพาะกลุ่ม
สำหรับทำเล นายอภิสิทธิ์มองว่า สี่แยกไฟฉาย-ศิริราช มีจุดเด่นจากการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างศูนย์การแพทย์และย่านไลฟ์สไตล์ โดยโครงการอยู่ห่างจาก MRT สถานีไฟฉายเพียง 70 เมตร และใกล้โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์
ทำเลดังกล่าวยังเชื่อมต่อถนนสายสำคัญทั้งราชพฤกษ์ เพชรเกษม และพรานนก-กาญจนาภิเษก รวมถึงมีร้านอาหาร คาเฟ่ ตลาด และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ ส่งผลให้บริษัทมองว่าทำเลนี้สามารถรองรับทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและกลุ่มที่มองการลงทุนระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในพื้นที่ยังไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่โครงการ SO Origin Siriraj เองเหลือยูนิตไม่มาก หลังจากปิดยอดขายไปตั้งแต่ช่วง Pre-Sale และอยู่ระหว่างทยอยโอนให้ลูกค้า
โครงการมีพื้นที่ประมาณ 1.2 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 19 ชั้น จำนวน 256 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 1,300 ล้านบาท ราคาที่อยู่อาศัยเริ่มต้นประมาณ 4.9 ล้านบาท โดยแบ่งห้องพักเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ High Ceiling และ Simplex รองรับขนาดตั้งแต่ประมาณ 30-66 ตารางเมตร
ด้านรางวัล โครงการได้รับรางวัลจากเวที International Property Awards (IPA) 2026 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Award Winner: Residential High Rise Architecture Thailand และ Award Winner: Residential High Rise Development Thailand สะท้อนแนวทางการพัฒนาโครงการที่นำ Wellness เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักของการออกแบบที่อยู่อาศัย
ออริจิ้นมอง Wellness เทรนด์ระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาโครงการว่า ออริจิ้นเริ่มพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ Wellness มาแล้วระยะหนึ่ง ทั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Healthcare และการทำงานร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มโรงพยาบาล แพทย์ และธุรกิจด้าน Longevity
แนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลสุขภาพก่อนเกิดปัญหามากขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มนำ Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโครงการ
“หลังๆ เห็น Developer หลายเจ้าเริ่มมาสนใจ เพราะมันเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น สนใจเรื่องสุขภาพในเชิงป้องกันมากกว่า” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ทั้งนี้ จุดแตกต่างของโครงการ Wellness อาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่ม Facility เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการออกแบบพื้นที่ ขนาดห้อง และการเลือกพันธมิตรเข้ามาเสริมบริการ โดย SO Origin Siriraj เริ่มต้นขนาดห้องประมาณ 30 ตารางเมตรขึ้นไป และมีการเผื่อพื้นที่สำหรับการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ห้องน้ำและการเคลื่อนไหวภายในห้อง
“สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับว่าใครจับเทรนด์ได้เร็วกว่ากัน” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมมองว่า เทรนด์ Wellness จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

“โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ” ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท หรือราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เดินหน้าพลิกโฉมครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางระดับบนที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพและประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “Transformed. Timeless. Thai.” นำมรดกด้านศิลปวัฒนธรรมและการบริการแบบไทยมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย
การปรับโฉมครั้งนี้ครอบคลุมห้องพักและสวีทจำนวน 335 ห้องพัก ห้องอาหารและบาร์ ห้องประชุม และพื้นที่ส่วนกลาง ตลอดจนประสบการณ์ด้านสุขภาพ (Wellness) เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดลักชัวรี ฮอสพิทาลิตี้ (Luxury Hospitality) พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกับ “กรุงเทพฯ” หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก
ทอร์สเทน ริชเตอร์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ กล่าวว่า การพลิกโฉมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดบทใหม่ของโรงแรม และสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางทั่วโลก โดยมีองค์ประกอบที่แข็งแกร่งทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และการบริการ ซึ่งล้วนเป็นจุดแข็งที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับตลาดท่องเที่ยวระดับบนได้
สอดคล้องกับผลการจัดอันดับ “Global Tourism City Attractiveness Index 2026” ที่จัดให้กรุงเทพฯ ครองอันดับ 8 จาก 200 เมืองทั่วโลก ตอกย้ำเสน่ห์และความสามารถของกรุงเทพฯ ในการดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก และเป็นแรงส่งสำคัญให้เมืองเดินหน้าสู่บทใหม่ของการท่องเที่ยวระดับโลก
“ขณะเดียวกัน เรามองเห็นความคาดหวังของนักเดินทางระดับบนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน คุณภาพและมาตรฐานระดับสูงยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ ขณะที่ประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ มีความหมาย และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของจุดหมายปลายทาง กลายเป็นปัจจัยที่นักเดินทางให้ความสำคัญมากขึ้น ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับภาพของเมืองท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้วัดจากจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ มีความหมาย และน่าจดจำ”
ทอร์สเทน เล่าเพิ่มเติมว่า โจทย์สำคัญของการพลิกโฉมโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ คือการนำมรดกและเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับโรงแรมมากว่า “4 ทศวรรษ” มาต่อยอดให้ตอบรับกับความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งนับตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2526 จากการออกแบบของจอร์จ วิมเบอร์ลีย์ (George Wimberley) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก โรงแรมมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะไทย งานฝีมือ สวนเขียวใจกลางเมือง และการบริการต้อนรับแบบไทย รวมถึงมรดกสำคัญอย่างจิตรกรรม ฝาผนังความยาว 100 เมตรบริเวณล็อบบี้ ซึ่งเป็นผลงานของอาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ และแผงเพดาน 19 ช่องที่ถ่ายทอดเรื่องราว “สวรรค์ในคติไทย” ซึ่งได้รับการทำนุบำรุงอย่างพิถีพิถันในการปรับโฉมครั้งนี้ เพื่อรักษาคุณค่ามรดกดั้งเดิมและนำมาต่อยอดผ่านมุมมองร่วมสมัย
การพลิกโฉมครั้งนี้จึงนำ “Thai Luxury” มาเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่าง ผ่านการผสาน Heritage, Design, Gastronomy, Wellness และ Personalised Hospitality เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Transformed. Timeless. Thai.” ถ่ายทอดจิตวิญญาณความเป็นไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย พร้อมยกระดับประสบการณ์ในทุกมิติให้สะท้อนตัวตนของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ และตอบรับกับความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่
โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ “Rooms & Suites” พลิกโฉมห้องพักและสวีทจำนวน 335 ห้อง ตั้งแต่ห้องดีลักซ์ (Deluxe Room) ไปจนถึงห้องสยาม สวีท (Siam Suite) ห้องอนันตรา สวีท (Anantara Suite) และห้องเพรสซิเดนเชียล สวีท (Presidential Suite) ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานไม้สัก ผ้าไหม และรายละเอียดจากงานฝีมือ ผสานเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย พร้อมปรับโฉมห้องน้ำทั้งหมดด้วยวัสดุหินอ่อน ระบบแสง และสุขภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานและความต้องการของนักเดินทางระดับบนในปัจจุบัน ไฮไลต์ใหม่ยังรวมถึงห้องอนันตรา การ์เดน พูล สวีท (Anantara Garden Pool Suite) พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวท่ามกลางสวนเขียวใจกลางกรุงเทพฯ และห้องจิม ทอมป์สัน สวีท (Jim Thompson Suite) ห้องสวีทสองห้องนอนที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ผ่านความร่วมมือกับ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ถ่ายทอดมรดกไทยผ่านงานไม้สัก ผ้าไหม และงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากราชาแห่งผ้าไหมไทย
“Gastronomy” เติมเต็มประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ ห้องอาหารและบาร์รวม 9 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น สเต๊ก ไปจนถึงอาหารสไตล์อเมริกาใต้ นำโดย Spice Market, Biscotti, Shintaro, Madison Steak Avenue, Guilty Bangkok และ Aqua Bar ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในบาร์ที่ดีที่สุดของเอเชียใน Asia’s 50 Best Bars ตลอดจน Mocha & Muffins, The Lobby และ The Garden Terrace รองรับประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ตลอดทั้งวัน
“MICE” ยกระดับพื้นที่ประชุมและอีเวนต์ ปรับโฉมพื้นที่จัดงานครั้งใหญ่ นำโดย Grand Ballroom พร้อมห้องประชุมและพื้นที่อีเวนต์หลากหลายรูปแบบ ผสานความสง่างามแบบไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับตั้งแต่งานประชุมนานาชาติ งานองค์กร งานแต่งงาน ไปจนถึงกาลาดินเนอร์
และ “Wellness” ขยาย Luxury Experience จากการพักสู่ Wellbeing ปรับโฉมสู่ Anantara Spa และ Siam Sport Club ฟิตเนสเซ็นเตอร์แห่งใหม่ พร้อมอุปกรณ์จาก Technogym สตูดิโอพิลาทิส รวมถึงพื้นที่สำหรับมวยไทย ปีนผา และการฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ตลาดการเงินจับตาผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังมีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ขณะที่ Dot Plot ส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ช่วง Reprice Rate และอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทาง Fund Flow และราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในระยะสั้น
ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัว และเงินเฟ้อ CPI เดือนส.ค. อยู่ที่ 3.4% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ส่งผลให้ตลาดอยู่ในช่วง Reprice Rate โดย Dot Plot สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง หรือ Higher for Longer
ภายหลังการประชุม Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปีปรับขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า และหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลกปรับตัวลดลง สะท้อนทิศทาง Fund Flow ที่แตกต่างกันในช่วงตลาดปรับมุมมองต่อดอกเบี้ย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนระยะสั้นต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทย อย่างไรก็ตาม Bond Yield ที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้บางส่วนอาจช่วยลดแรงกดดันในระยะถัดไป
สำหรับกลุ่มธนาคารไทยมีมุมมองเป็นกลางในเชิงพื้นฐาน โดยคาดกำไรสุทธิปี 2570 เติบโตประมาณ 5% จากปี 2569 ที่คาดว่าจะลดลง 3% โดยมีแรงหนุนจากแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ฟื้นตัว หลังดอกเบี้ยนโยบายไทยทรงตัว รวมถึงโอกาสการขยายตัวของสินเชื่อ หากวงจรการลงทุนเร่งตัวขึ้น
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารที่มี Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง อาทิ KTB, TISCO และ KBANK มีความสามารถรองรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ประมาณ 5.5% ยังไม่รวมเงินปันผลพิเศษ ซึ่งอาจช่วยจำกัดความผันผวนของราคาหุ้น
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเน้นหุ้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง โดยให้น้ำหนัก KTB และ KBANK ขณะที่ BBL มีประเด็นด้าน Valuation จาก PBV ประมาณ 0.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.1 เท่า ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ CENTEL, AOT และ ERW ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์หากสถานการณ์สงครามผ่อนคลายและเงินบาทอ่อนค่า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

มุสตาฟา สุไลมาน (Mustafa Suleyman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตือนว่า บริษัทเทคโนโลยีไม่ควรพัฒนาเอไอจนสามารถกำหนดเป้าหมายของตัวเอง ดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างรายได้ และครอบครองทรัพย์สินได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อระบบมีความเป็นอิสระมากขึ้น เอไออาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำตามคำสั่งมนุษย์อีกต่อไป และอาจพัฒนาไปสู่สิ่งที่ควบคุมได้ยาก
สุไลมานกล่าวกับบีบีซีว่า ความกังวลเกี่ยวกับเอไอเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ แต่ยังมีสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ในทางปฏิบัติเพื่อควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว สิ่งที่เขากังวลเป็นพิเศษคือ ทิศทางการพัฒนาเอไอที่ทำให้ระบบมีความสามารถในการดำเนินการต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น
หากนักพัฒนาสร้างระบบที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมา ก็อาจเท่ากับการเปิดทางให้เกิด “สิ่งมีชีวิตซิลิคอน” ซึ่งสุไลมานเตือนว่า อาจต้องแข่งขันกับมนุษย์เพื่อเข้าถึงทรัพยากร ไม่ว่าระบบนั้นจะถูกออกแบบให้มีความปรารถนาดีต่อมนุษย์เพียงใดก็ตาม
คำเตือนดังกล่าวเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงอีกด้านที่สุไลมานกำลังวิจารณ์อยู่ นั่นคือ การที่นักวิจัยบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่าเอไออาจมีจิตสำนึกหรือมีสถานะที่ควรได้รับการคุ้มครองหรือไม่ โดยสุไลมานเพิ่งเผยแพร่บทความชื่อ “A Warning About Model Welfare” ซึ่งวิจารณ์แนวทางของแอนโทรปิก (Anthropic) ในการพัฒนา Claude ว่า ไม่เห็นด้วยกับการทำให้เอไอมีลักษณะเหมือนมนุษย์มากขึ้น หรือการมองระบบเหล่านี้ผ่านแนวคิดว่ามันมีความต้องการ คุณค่า หรือความรู้สึกเป็นของตัวเอง
ในมุมของสุไลมาน เอไอในปัจจุบันไม่ได้มีจิตสำนึก ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีประสบการณ์ และไม่ได้มีความทุกข์เหมือนมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้มีความต้องการหรือแรงจูงใจติดตัวมาตั้งแต่ต้น ระบบเหล่านี้ทำงานจากการคาดการณ์ลำดับข้อมูลหรือคำตอบที่ควรเกิดขึ้นต่อจากข้อมูลที่ได้รับ และถูกสร้างขึ้นเพื่อทำตามคำสั่ง และเป้าหมายที่มนุษย์กำหนด
สุไลมานจึงเรียกร้องให้บริษัทเอไอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีฝึก และประเมินระบบมากขึ้น รวมถึงเปิดให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมของเอไอโดยผู้ตรวจสอบที่เป็นอิสระ และพัฒนาเครื่องมือสำหรับติดตาม และควบคุมระบบเหล่านี้
“เราไม่ควรเดินเข้าสู่การตัดสินใจโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่งต้องมาเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น” สุไลมานเตือน
อีกประเด็นที่สุไลมานให้ความสำคัญคือ แนวคิดที่เรียกว่า alignment ซึ่งในบริบทของเอไอ หมายถึง การทำให้ระบบยังคงทำงานตามเป้าหมาย คุณค่า และข้อจำกัดที่มนุษย์กำหนดไว้ แทนที่จะปล่อยให้ระบบมีเป้าหมายที่พัฒนาไปในทิศทางของตัวเอง
สุไลมานมองว่า เอไอที่มีความสามารถสูงในอนาคตควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ และต้องทำงานโดยมีมนุษย์เป็นผู้กำหนดขอบเขต เขากล่าวว่า ทุกคนที่เป็นมนุษย์มีผลประโยชน์ร่วมกันในการทำให้ระบบที่ถูกสร้างขึ้น และนำไปใช้ในประเทศต่างๆ มีความปลอดภัย ควบคุมได้ และอยู่ภายใต้มนุษย์
แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของทิศทางที่ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนา โดยบริษัทตั้งทีมสำหรับพัฒนาระบบเอไอที่มีความสามารถสูงกว่ามนุษย์ขึ้นในเดือนตุลาคม 2568 และในวันที่ 14 กันยายน 2569 บริษัทได้เผยแพร่ร่างหลักปฏิบัติเอไอแบบมนุษยนิยม (Humanist AI Code of Conduct) ซึ่งบริษัทใช้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาเอไอ
หลักปฏิบัติดังกล่าววางแนวคิดเรื่องเอไอที่มีความสามารถสูงมาก แต่ยังทำงานเพื่อมนุษย์ อยู่ภายใต้ข้อจำกัด และยังคงถูกควบคุมโดยมนุษย์ เป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาเอไอให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้ระบบหลุดออกจากคุณค่า และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์ต้องการให้มันรับใช้
เดม เวนดี ฮอลล์ (Dame Wendy Hall) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน มองว่า การพูดคุยเรื่องความเสี่ยงของเอไอในลักษณะนี้เป็นบทสนทนาที่ควรเกิดขึ้นในระดับนานาชาติ แต่เธอแยกประเด็นดังกล่าวออกจากคำเตือนบางส่วนในอุตสาหกรรมเอไอที่เธอมองว่าเป็นการสร้างความกลัวมากเกินไป
สำหรับสุไลมาน สิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนจึงไม่ใช่เพียงว่าเอไอจะฉลาดได้แค่ไหน แต่รวมถึงว่าเอไอควรมีอิสระได้มากเพียงใด และมนุษย์จะรักษาการควบคุมไว้ได้อย่างไร ก่อนที่ระบบจะมีเป้าหมาย ทรัพย์สิน และแรงจูงใจที่ไม่ได้มาจากมนุษย์อีกต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 (Women’s volleyball Asian Games 2026) จะแข่งขันกันที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-22 กันยายน 2569
โดยหลังจากทั้ง 14 ชาติ ลงทำการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม นัดสอง ครบทั้ง 4 กลุ่ม ทำให้ได้ทีมผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เป็นที่เรียบร้อย แม้จะเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งเกมก็ตาม
ซึ่ง ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ที่อยู่ในกลุ่มซี โชว์ฟอร์มสวยเก็บชัยรวดทั้ง 2 นัด มี 6 คะแนนเต็ม การันตีคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้แน่นอนแล้ว
สำหรับการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 ในรอบ 8 ทีม จะแข่งขันแบบแพ้คัดออก (ระบบน็อกเอาต์) เพื่อหาทีมผ่านเข้าสู่รอบต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชวนคนไทยทุกสิทธิการรักษาและกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ระหว่างวันที่ 27-30 ก.ย. 2569 ที่ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอนภายในงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการสาธารณสุขไทย” สาธารณสุขไทย วิวัฒน์ไกลสู่ระบบสากล เพียงแค่นำบัตรประชาชนมาแสดง สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปสามารถจองสิทธิ์ผ่านเมนูกระเป๋าสุขภาพบนแอป “เป๋าตัง” ได้
สปสช. แจ้งข่าวดี ชวนคนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงรับบริการ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4,000 โดส ฟรี ระหว่างวันที่ 27–30 กันยายน 2569 หรือ วันละ 1,000 โดส ณ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ ในงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการสาธารณสุขไทย” สาธารณสุขไทย วิวัฒน์ไกลสู่ระบบสากล
7 กลุ่มเสี่ยงที่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
2. เด็กอายุ 6 เดือน- ต่ำกว่า 5 ปี
3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดหัวใจ ไตวาย เบาหวาน และมะเร็งที่อยู่ระหว่างรับเคมีบำบัด
4. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
5. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
6. ผู้มีภาวะโรคอ้วน
7. ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตนเองไม่ได้
วันและเวลาให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

ช่องทางจองสิทธิขอรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
สามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

จากข้อมูลของ EF English Proficiency Index ปี 2024 ไทยอยู่อันดับที่ 116 จาก 123 ประเทศ ในกลุ่ม ‘Very Low’ โดยเฉพาะทักษะ speaking ที่คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 377 จากคะแนนเต็ม 800 ซึ่งหมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่สามารถอ่านหรือฟังได้บ้าง แต่พอต้องพูดโทรศัพท์จริงๆ ก็มักติดขัด
ทักษะการใช้ โทรศัพท์ภาษาอังกฤษ แตกต่างจากการสนทนาทั่วไปตรงที่ คุณไม่มีภาษากาย (body language) ช่วย ไม่มีการแสดงหน้าตาเพื่อสื่อความหมาย และมักมีเสียงรบกวนหรือสัญญาณที่ไม่ดีร่วมด้วย ทำให้ทักษะ listening และ speaking ต้องแม่นยำกว่าปกติมาก
แต่ผลตอบแทนจากทักษะนี้ก็สูงมากเช่นกัน จาก Adecco Thailand Salary Guide พบว่าพนักงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้มั่นใจมีโอกาสได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งมากกว่าเพื่อนร่วมงานถึง 30-40% โดยเฉพาะในบริษัทที่มีการทำงานกับลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ต่างชาติเป็นประจำ
การ รับโทรศัพท์ ภาษาอังกฤษ อย่างมืออาชีพเริ่มจากประโยคแรกที่คุณพูด ซึ่งเป็นสิ่งที่คนฟังใช้ตัดสินว่าจะพูดต่อไปอย่างไร ประโยคแรกที่ดีควรมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ การกล่าวทักทาย (greeting) ชื่อบริษัทหรือแผนก และข้อเสนอช่วยเหลือ
| สถานการณ์ | สำนวนทางการ (Formal) | สำนวนทั่วไป (Semi-formal) |
|---|---|---|
| รับสายแทนบริษัท | Good morning, ABC Company. This is [ชื่อ]. How may I help you? | ABC Company, [ชื่อ] speaking. How can I help? |
| รับสายแทนแผนก | Good afternoon, Sales Department. [ชื่อ] speaking. | Sales, this is [ชื่อ]. What can I do for you? |
| รับสายส่วนตัว | Hello, this is [ชื่อ] from [แผนก]. | Hi, [ชื่อ] here. |
| ช่วงนอกเวลาทำการ | You’ve reached [ชื่อบริษัท]. Our office is currently closed. Please leave a message. | [เหมือนกัน — ใช้ voicemail แทน] |
| ไม่ได้ยินชัด | I’m sorry, could you please repeat that? I didn’t quite catch your name. | Sorry, could you say that again? I didn’t catch that. |
เมื่อรับสายและผู้โทรแนะนำตัว คุณควรยืนยันชื่อเสมอเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด โดยเฉพาะชื่อต่างชาติที่ออกเสียงยาก สำนวนที่ใช้บ่อยคือ:
• Could I have your name, please? — ขอทราบชื่อได้ไหมครับ/ค่ะ
• May I ask who’s calling? — ขอทราบว่าพูดกับใครครับ/ค่ะ
• I’m sorry, could you spell that for me? — ขอโทษนะครับ/ค่ะ ช่วยสะกดชื่อให้ฟังได้ไหม
• Just to confirm, that’s [ชื่อ], correct? — ยืนยันนะครับ/ค่ะ คุณ [ชื่อ] ใช่ไหม
• Thank you, [ชื่อ]. One moment please. — ขอบคุณครับ/ค่ะ รบกวนรอสักครู่นะครับ/ค่ะ
การให้ลูกค้า hold the line เป็นส่วนที่หลายคนทำผิดพลาดบ่อยที่สุด เพราะมักพูดสั้นๆ ว่า ‘Wait!’ หรือ ‘Hold!’ ซึ่งฟังดูหยาบคาย สำนวนที่ถูกต้องและสุภาพมีดังนี้:
• Could you hold on a moment, please? — รบกวนรอสักครู่นะครับ/ค่ะ
• I’ll put you on hold for just a moment. — ขอ hold สายสักครู่ครับ/ค่ะ
• Please hold while I transfer your call. — กรุณา hold สายขณะที่ดิฉัน/ผมโอนสายให้นะครับ/ค่ะ
• Thank you for waiting. — ขอบคุณที่รอนะครับ/ค่ะ (พูดหลังจากลูกค้า hold แล้วกลับมา)
• I’m sorry to keep you waiting. — ขออภัยที่ให้รอนานนะครับ/ค่ะ
การโทรออกไปหาลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ต่างชาติต้องการความมั่นใจสูงกว่าการรับสาย เพราะคุณเป็นฝ่ายริเริ่มบทสนทนาและต้องชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าโทรมาทำไม หลักการง่ายๆ คือ STAR: State your name — Tell your company — Announce your reason — Request action
• Hello, this is [ชื่อ] calling from [บริษัท]. May I speak with [ชื่อ], please?
• Good morning. My name is [ชื่อ] from [บริษัท]. I’m calling regarding [เรื่อง].
• Hi, this is [ชื่อ] from [แผนก] at [บริษัท]. Is [ชื่อ] available?
• I’m calling to follow up on the email I sent yesterday regarding [เรื่อง].
• I’m calling to confirm our meeting scheduled for [วันที่/เวลา].
เคล็ดลับ: พูดชื่อของคุณและบริษัทให้ช้าและชัดเจน เพราะผู้รับสายมักไม่ได้เตรียมตัวรับสายภาษาอังกฤษ และชื่อภาษาไทยอาจฟังยากสำหรับชาวต่างชาติ
เมื่อโทรออกไปยังบริษัทใหญ่ คุณมักต้องผ่าน receptionist ก่อนถึงคนที่ต้องการ สำนวนที่ควรรู้มีดังนี้:
• Could you put me through to [ชื่อ/แผนก]? — ช่วยโอนสายไปให้ [ชื่อ/แผนก] ได้ไหมครับ/ค่ะ
• Could you transfer me to the Sales Department? — ช่วยโอนสายไปที่แผนก Sales ได้ไหมครับ/ค่ะ
• I’d like to speak with the person in charge of purchasing. — ต้องการพูดกับผู้รับผิดชอบด้านการจัดซื้อครับ/ค่ะ
• Is [ชื่อ] in today? — [ชื่อ] อยู่ออฟฟิศวันนี้ไหมครับ/ค่ะ
• Could I leave a message for [ชื่อ]? — ฝากข้อความให้ [ชื่อ] ได้ไหมครับ/ค่ะ
เมื่อคนที่ต้องการไม่อยู่ คุณมีสองทางเลือก คือฝากข้อความกับคนรับสาย หรือฝากไว้ใน voicemail ทั้งสองแบบจะใช้สำนวนที่ต่างกัน:
ฝากข้อความกับคนรับสาย:
• Could you take a message, please? — ช่วยรับข้อความไว้ให้ได้ไหมครับ/ค่ะ
• Please tell [ชื่อ] that [ชื่อคุณ] from [บริษัท] called. — กรุณาบอก [ชื่อ] ว่า [ชื่อคุณ] จาก [บริษัท] โทรมาครับ/ค่ะ
• Please ask [ชื่อ] to call me back at [เบอร์]. — กรุณาขอให้ [ชื่อ] โทรกลับที่ [เบอร์] ด้วยครับ/ค่ะ
• I’ll call back later. Thank you. — จะโทรกลับมาใหม่ภายหลังครับ/ค่ะ ขอบคุณ
ฝาก voicemail (กรณีไม่มีคนรับ):
• Hi, this is [ชื่อ] from [บริษัท], calling on [วันที่/เวลา]. I’m calling regarding [เรื่อง]. Could you please call me back at [เบอร์]? Thank you.
• คำแนะนำ: พูดชัดๆ ช้าๆ โดยเฉพาะเบอร์โทรกลับ และพูดซ้ำสองครั้ง
สิ่งที่ทำให้ phone conversation ล้มเหลวบ่อยที่สุดคือช่วงกลางการสนทนา เมื่อต้องถามซ้ำ ยืนยันข้อมูล หรือโอนสาย คนส่วนใหญ่ติดขัดตรงนี้เพราะไม่รู้สำนวน
• I’m sorry, could you please speak more slowly? — ขอโทษนะครับ/ค่ะ ช่วยพูดช้าลงได้ไหม
• Could you repeat that, please? — ช่วยพูดซ้ำอีกครั้งได้ไหมครับ/ค่ะ
• I didn’t quite catch that. Could you say it again? — ฟังไม่ค่อยชัดครับ/ค่ะ ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม
• I’m sorry, the line is a bit unclear. Could you repeat the last part? — สัญญาณไม่ค่อยดีครับ/ค่ะ ช่วยทวนส่วนท้ายได้ไหม
• Could you spell that for me? — ช่วยสะกดให้ฟังได้ไหมครับ/ค่ะ
ก่อนจบการสนทนา ควรสรุปข้อมูลสำคัญเสมอ โดยเฉพาะนัดหมาย ราคา หรือข้อตกลงที่สำคัญ สำนวนที่ใช้บ่อยคือ:
• Just to confirm, [สรุปข้อมูล] — ยืนยันอีกครั้งนะครับ/ค่ะว่า [สรุปข้อมูล]
• Let me read that back to you — [ทวนข้อมูล]. Is that correct? — ขอทวนข้อมูลนะครับ/ค่ะ ถูกต้องไหม
• So the next step is [ขั้นตอน], correct? — ขั้นตอนต่อไปคือ [ขั้นตอน] ถูกต้องไหมครับ/ค่ะ
• I’ll send you an email to confirm the details. — จะส่งอีเมลยืนยันรายละเอียดให้นะครับ/ค่ะ
• Thank you for your time. Have a great day! — ขอบคุณสำหรับเวลานะครับ/ค่ะ มีวันที่ดีนะครับ/ค่ะ
• I’ll transfer you to [ชื่อ/แผนก] now. Please hold. — โอนสายไปให้ [ชื่อ/แผนก] เลยนะครับ/ค่ะ กรุณา hold สายด้วย
• Let me put you through to someone who can help you. — ขอโอนสายให้คนที่ช่วยได้นะครับ/ค่ะ
• I’m transferring your call to our Technical Support team. — กำลังโอนสายไปที่ทีม Technical Support นะครับ/ค่ะ
• If we get disconnected, please call back and ask for extension [เลข]. — ถ้าหลุดสาย กรุณาโทรกลับแล้วขอ extension [เลข] นะครับ/ค่ะ
นอกจากการรับ-โทรออกพื้นฐานแล้ว วัยทำงานยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะในชีวิตประจำวัน เช่น การนัดหมาย การร้องเรียน และการประชุมทางโทรศัพท์
| สถานการณ์ | สำนวนที่ใช้ |
|---|---|
| นัดหมาย | I’d like to schedule a meeting with you. Are you available on [วัน] at [เวลา]? |
| ยืนยันนัด | I’m calling to confirm our meeting on [วัน] at [เวลา]. Is that still convenient for you? |
| เลื่อนนัด | I’m afraid I need to reschedule our meeting. Would [วัน/เวลาใหม่] work for you instead? |
| ยกเลิกนัด | I’m calling to cancel our appointment on [วัน]. I apologize for any inconvenience. |
| ขอเวลาเพิ่ม | Could we extend the meeting by 30 minutes? I have a few more items to cover. |
สถานการณ์ที่ยากที่สุดสำหรับวัยทำงานชาวไทยคือการร้องเรียนหรือรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้าต่างชาติ เพราะต้องใช้ทั้งสำนวนที่สุภาพและน้ำเสียงที่ถูกต้อง
• รับเรื่องร้องเรียน: I understand your concern and I sincerely apologize for the inconvenience.
• ขอโทษ: I’m very sorry to hear that. Let me look into this right away.
• ร้องเรียน (ฝั่งเรา): I’m calling because there seems to be an issue with [เรื่อง].
• ติดตามเรื่อง: I’m following up on the issue I reported last week. Has it been resolved?
• ยืนยันการแก้ไข: I want to confirm that the issue has been resolved to your satisfaction.
การประชุมทางโทรศัพท์กับทีมนานาชาติมีสำนวนเฉพาะที่ใช้บ่อยมาก เพราะต้องจัดการผู้เข้าร่วมหลายคนพร้อมกัน
• Let’s get started. Can everyone hear me clearly? — เริ่มเลยนะครับ/ค่ะ ทุกคนได้ยินชัดเจนไหม
• I’m sorry, who just joined? — ขอโทษนะครับ/ค่ะ ใครเพิ่งเข้ามาครับ/ค่ะ
• Let’s wait for everyone to join before we begin. — รอทุกคนเข้ามาก่อนนะครับ/ค่ะ
• Could you please mute yourself when you’re not speaking? — ช่วย mute เสียงตัวเองด้วยนะครับ/ค่ะ เมื่อไม่ได้พูด
• I’d like to hand it over to [ชื่อ] now. — ขอส่งต่อให้ [ชื่อ] ต่อเลยนะครับ/ค่ะ
• Let’s move on to the next agenda item. — ไปหัวข้อถัดไปในวาระการประชุมกันเลยนะครับ/ค่ะ
• Could everyone share their screens? — ทุกคนช่วยแชร์หน้าจอด้วยนะครับ/ค่ะ
• We’re running short on time. Let’s wrap up. — เวลาเริ่มน้อยแล้ว สรุปได้เลยนะครับ/ค่ะ
หนึ่งในปัญหาของผู้เรียนหลายคนคือการไม่รู้ว่าสำนวนไหน formal เกินไป และสำนวนไหนที่ใช้กับลูกค้าสำคัญแล้วอาจดูไม่สุภาพ ตารางนี้เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน
| สถานการณ์ | Formal (ลูกค้าสำคัญ / บริษัทใหญ่) | Semi-formal (เพื่อนร่วมงาน / พาร์ทเนอร์ทั่วไป) |
|---|---|---|
| รับสาย | Good morning, [บริษัท]. [ชื่อ] speaking. How may I assist you? | Hi, [ชื่อ] speaking. What’s up? |
| ให้รอสาย | Would you mind holding for a moment while I check that for you? | One sec, let me check. |
| ไม่รู้คำตอบ | I’m not in a position to answer that immediately. May I call you back? | I’m not sure. Let me find out and get back to you. |
| สิ้นสุดสาย | Thank you for calling [บริษัท]. Have a pleasant day. | Thanks for calling! Talk to you later. |
| ไม่มีคนรับสาย | I’m afraid [ชื่อ] is unavailable at the moment. May I take a message? | [ชื่อ] isn’t around right now. Want to leave a message? |
| ผิดหมายเลข | I’m afraid you may have the wrong number. This is [บริษัท]. | Sorry, I think you’ve got the wrong number. |
| สัญญาณไม่ดี | I do apologize, but I’m having some difficulty hearing you clearly. | Sorry, you’re breaking up. Can you call back? |
จากประสบการณ์สอนวัยทำงานของ Speak Up Thailand พบข้อผิดพลาดที่ซ้ำๆ กัน 7 ประเภทหลัก ซึ่งส่วนใหญ่แก้ได้ง่ายหากรู้ตัวและฝึกอย่างถูกวิธี
1. พูดเร็วเกินไปเมื่อตื่นเต้น
โดยเฉพาะช่วงแนะนำตัว ซึ่งทำให้ผู้ฟังจับชื่อไม่ทัน แก้โดยฝึกหายใจก่อนพูด และพูดชื่อตัวเองช้าๆ สองครั้ง
2. ใช้คำว่า ‘Yes? Yes? Yes?’ แทน ‘I see’ หรือ ‘I understand’
การพยักหน้าและบอก ‘อ้อ’ แบบคนไทยไม่มีเสียงสื่อสาร ต้องใช้ verbal affirmations เช่น I see, I understand, That makes sense
3. ลืมยืนยันข้อมูลก่อนวางสาย
นัดหมายหรือข้อตกลงสำคัญที่ไม่ได้ทบทวนซ้ำก่อนวางสายมักนำไปสู่ความเข้าใจผิด
4. พูด ‘No problem’ แทน ‘Certainly’ หรือ ‘Of course’
‘No problem’ ฟังดูไม่เป็นทางการและบางวัฒนธรรมรู้สึกว่าไม่สุภาพ ควรใช้ ‘Certainly’, ‘Of course’, ‘Absolutely’ แทน
5. ไม่แนะนำตัวเมื่อโทรออก
โทรออกไปแล้วถามหาคนโดยไม่บอกว่าตัวเองเป็นใคร ทำให้ฟังดูน่าสงสัย
6. ใช้ ‘Sorry’ มากเกินไป
การขอโทษทุกประโยคทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
7. ไม่ทวนข้อมูลสำคัญ
เบอร์โทร ชื่อ วันที่ และเวลาควรทวนซ้ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อผู้โทรใช้สำเนียงที่ไม่คุ้นเคย
การเรียนสำนวนอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องฝึกจนกลายเป็น automatic เมื่อถึงเวลาจริง ต่อไปนี้คือวิธีฝึกที่ได้ผลจริงซึ่งไม่ต้องใช้เวลามากนัก
• Role-play กับตัวเอง: ฝึกสถานการณ์ต่างๆ โดยพูดออกเสียงจริง บันทึกเสียงตัวเอง แล้วฟังกลับ — วิธีนี้ช่วยให้รู้จุดอ่อนของตัวเองได้ดีมาก
• ฝึก shadowing: ฟัง podcast ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ business English แล้วพูดตาม จะช่วยพัฒนา rhythm และ intonation
• เปลี่ยนภาษาโทรศัพท์มือถือเป็นอังกฤษ: ฟังเสียงแจ้งเตือน voicemail เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้คุ้นหูกับ phone vocabulary
• ดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่มีฉาก phone call: จดสำนวนที่น่าสนใจแล้วนำมาฝึกพูด
• หาคู่ฝึก (language partner): ฝึก role-play กับเพื่อนโดยกำหนดสถานการณ์ต่างๆ สลับกันเป็นผู้โทรและผู้รับสาย
• เรียนกับครู Native Speaker: เป็นวิธีที่เร็วที่สุดเพราะได้รับ feedback ทันที และฝึกกับสำเนียงจริง ซึ่ง Speak Up Thailand มีบริการคอร์สตัวต่อตัวและกลุ่มเล็กที่เน้นสถานการณ์จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีรสหวานฉ่ำ กินง่าย และมีใยอาหารรวมถึงสารอาหารหลายชนิด จึงเป็นหนึ่งในผลไม้ที่สามารถรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะกินลูกแพร์ได้ในปริมาณเท่ากัน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือมีภาวะแพ้อาหารบางชนิด
การกินลูกแพร์จึงไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงสำหรับคนทั่วไป แต่ควรพิจารณาปริมาณและอาการของร่างกาย โดยเฉพาะหากรับประทานแล้วเกิดอาการผิดปกติ
ลูกแพร์มีคาร์โบไฮเดรตกลุ่ม FODMAP โดยเฉพาะฟรุกโตสและซอร์บิทอล ซึ่งในบางคนอาจถูกดูดซึมได้ไม่ดีและเกิดการหมักในลำไส้ ส่งผลให้มีอาการท้องอืด ปวดท้อง มีแก๊ส หรือถ่ายเหลวได้
ผู้ที่มีภาวะลำไส้แปรปรวน หรือ IBS จึงอาจต้องระมัดระวังปริมาณลูกแพร์ โดยเฉพาะหากเคยสังเกตว่ารับประทานแล้วมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร หากต้องควบคุมอาหารตามแนวทาง Low-FODMAP ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนการรับประทานให้เหมาะสม
ลูกแพร์มีฟรุกโตสตามธรรมชาติ หากร่างกายดูดซึมฟรุกโตสได้ไม่ดี การรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสียได้
หากพบว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลังรับประทานลูกแพร์หรือผลไม้ที่มีฟรุกโตส ควรสังเกตชนิดและปริมาณอาหารที่รับประทานร่วมด้วย และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากอาการเป็นบ่อยหรือรุนแรง
ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลตามธรรมชาติ จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นเบาหวานต้องงดกิน แต่ควรคำนึงถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตโดยรวมและขนาดของผลไม้ที่รับประทาน
การเลือกลูกแพร์ทั้งผลแทนน้ำผลไม้ช่วยให้ได้รับใยอาหาร และควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับแผนอาหารของแต่ละคน หากต้องควบคุมระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับปริมาณผลไม้ที่เหมาะสม
แม้การแพ้ลูกแพร์จะไม่ได้พบได้ทั่วไป แต่บางคนอาจเกิดอาการแพ้หลังรับประทาน เช่น คันหรือระคายเคืองในปาก ริมฝีปากบวม ลมพิษ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแพ้เกสรพืชบางชนิดอาจมีอาการแพ้ในช่องปากจากการรับประทานผลไม้บางชนิดได้
หากรับประทานลูกแพร์แล้วมีอาการบวมบริเวณใบหน้า หายใจลำบาก แน่นคอ เวียนศีรษะ หรือมีอาการแพ้รุนแรง ควรหยุดรับประทานและไปพบแพทย์ทันที
ลูกแพร์มีซอร์บิทอล ซึ่งเป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่พบตามธรรมชาติในผลไม้บางชนิด สำหรับบางคน ซอร์บิทอลอาจทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด หรือมีฤทธิ์กระตุ้นการขับถ่าย โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณมาก
ดังนั้น หากเป็นคนที่มีระบบทางเดินอาหารไวหรือมักมีอาการท้องเสียหลังรับประทานผลไม้บางชนิด ควรเริ่มจากปริมาณไม่มากและสังเกตการตอบสนองของร่างกาย
สำหรับคนทั่วไป ลูกแพร์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ ควรรับประทานเป็นผลสดทั้งผลแทนการดื่มน้ำลูกแพร์หรือผลิตภัณฑ์ที่เติมน้ำตาล และควรรับประทานผลไม้ให้หลากหลาย ไม่เน้นชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป
หากเคยรับประทานลูกแพร์แล้วมีอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือถ่ายผิดปกติ ควรลดปริมาณและสังเกตว่าอาการสัมพันธ์กับลูกแพร์จริงหรือไม่ หากอาการเกิดซ้ำเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม
ลูกแพร์ไม่ใช่ผลไม้ที่คนทั่วไปจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง แต่บางกลุ่มควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีลำไส้แปรปรวน ผู้ที่ดูดซึมฟรุกโตสได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และผู้ที่มีประวัติแพ้ผลไม้บางชนิด
สิ่งสำคัญคือการเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและสังเกตปฏิกิริยาของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานซ้ำ ๆ ไม่ควรฝืนกินต่อ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสาเหตุอย่างถูกต้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,300.00 | 68,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,415.00 | 66,931.40 | 69,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,973.50 | 60,238.26 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,532.00 | 53,545.12 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,986.75 | 30,119.13 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,545.25 | 23,425.99 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,575.13 | 69,358.97 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.94 | 39.94 | 40.44 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.57 | 39.57 | 40.07 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.94 | 34.94 | 35.14 | 34.94 | – | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.88 | 30.88 | – | – | – | – | – | – | 30.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.93 | – | – | 49.26 | – | 49.43 | 49.08 | – | 48.93 |
| ดีเซล | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 |
| ดีเซล B20 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 51.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

แม้ตลาดที่อยู่อาศัยในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ครึ่งแรกปี 2569 เริ่มเห็นภาพฟื้นตัว! จากมาตรการรัฐ ชัดเจนขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังตั้งการ์ดสูง เพราะตลาดที่กำลังฟื้น แต่ยังไม่พ้นความเปราะบาง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 2 ปี 2569 และครึ่งแรกปี 2569 ว่า เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวหลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากมาตรการภาครัฐช่วยลดต้นทุนการซื้อบ้าน ทั้งการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV (Loan to Value) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นแรงส่งสำคัญต่อฝั่งอุปสงค์
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 13,540 หน่วย เพิ่มขึ้น 21.7% มีมูลค่า 32,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หากมองภาพครึ่งปีแรกการโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 24,184 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.1% มูลค่าการโอน 57,060 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% ตัวเลขนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวของจำนวนธุรกรรม แต่สะท้อนว่ากำลังซื้อใน EEC เริ่มกลับเข้ามา แม้จะยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าการฟื้นตัวครั้งนี้พึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐไม่น้อย
โดยแนวราบยังเป็นเครื่องยนต์หลักของการโอนกรรมสิทธิ์ใน EEC ไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดโอน 9,872 หน่วย หรือ 72.9% ของการโอนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 23.4% มีมูลค่า 23,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.6% ขณะที่อาคารชุดมีการโอน 3,668 หน่วย คิดเป็น 27.1% เพิ่มขึ้น 17.4% มูลค่า 8,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.2%
ส่วนภาพครึ่งปีแรก การโอนแนวราบ 17,306 หน่วย เพิ่มขึ้น 22.5% มูลค่า 42,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% คอนโด โอน 6,878 หน่วย เพิ่มขึ้น 5.2% แต่มีมูลค่า 15,060 ล้านบาท ลดลง 1.9% สะท้อนความแตกต่างของตลาดชัดเจน แม้คอนโดโอนเพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อในเชิงมูลค่ายังไม่แข็งแรงเท่าตลาดแนวราบ

หากมองรายจังหวัด “ชลบุรี” ยังคงเป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยของ EEC ครึ่งแรกปี 2569 โอนกรรมสิทธิ์15,928 หน่วย เพิ่มขึ้น 15.1% มูลค่า 39,249 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แนวราบโอน 9,599 หน่วย มูลค่า 24,980 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ มีการโอนมากที่สุด 4,271 หน่วย มูลค่า 7,768 ล้านบาท คอนโด โอน 6,329 หน่วย มูลค่า 14,269 ล้านบาท
รองลงมาคือ “ระยอง” มีการโอน 6,165 หน่วย เพิ่มขึ้น 20.2% มูลค่า 13,319 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7% “ฉะเชิงเทรา” มีการโอน 2,091 หน่วย เพิ่มขึ้น 23.7% มูลค่า 4,492 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.7% สะท้อนว่า การฟื้นตัวไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะจังหวัดศูนย์กลาง แต่เริ่มกระจายไปยังพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงานใน EEC
ฝั่งอุปทานเริ่มส่งสัญญาณตอบรับการฟื้นตัวของดีมานด์เช่นกัน ครึ่งแรกปี 2569 มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยใน EEC 15,147 หน่วย เพิ่มขึ้น 27.9% ที่น่าสนใจคือการเติบโตไม่ได้มาจากบ้านแนวราบเพียงอย่างเดียว แต่คอนโด ขยายตัวแรงถึง 102.4% ใบอนุญาตก่อสร้างแนวราบอยู่ที่ 12,996 หน่วย เพิ่มขึ้น 20.6% คอนโด 2,151 หน่วย เพิ่มขึ้น 102.4%
การเร่งออกใบอนุญาตก่อสร้าง โดยเฉพาะอาคารชุด อาจสะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มมองเห็นโอกาสจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และความต้องการที่อยู่อาศัยของแรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แต่การเพิ่มขึ้นของใบอนุญาตก่อสร้างยังไม่ควรมองว่า ผู้ประกอบการกำลังกลับมาเปิดโครงการอย่างเต็มกำลัง เพราะเมื่อดูอีกตัวชี้วัดอย่าง “ใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน” ภาพสวนทางชัดเจน
ครึ่งแรกปี 2569 EEC มีโครงการที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจากกรมที่ดิน 41 โครงการ ลดลง 24.1% รวม 2,265 หน่วย ลดลง 43.9%จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมี 54 โครงการ รวม 4,038 หน่วย เมื่อเทียบกับการก่อสร้างที่ขยายตัว 27.9%
ภาพดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างระหว่าง “การเตรียมการก่อสร้าง” กับ “การเปิดโครงการจัดสรรใหม่” ผู้ประกอบการเตรียมอุปทานรองรับดีมานด์ที่เริ่มกลับมา แต่ยังไม่เร่งเติมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดมากเกินไป เพราะความไม่แน่นอนของกำลังซื้อและภาวะสินเชื่อ ในบรรดาที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร “บ้านแฝด” ครองสัดส่วนสูงสุด 37.0% จำนวน 838 หน่วย บ้านเดี่ยว 781 หน่วย 34.5% และทาวน์เฮ้าส์ 619 หน่วย 27.3%
แยกรายจังหวัด “ชลบุรี” มีใบอนุญาตจัดสรรมากสุด 975 หน่วย คิดเป็น 43.1%ของทั้งหมด แม้จำนวนลดลงถึง 42.8% จากปีก่อน โดยบ้านแฝดเป็นสินค้าหลัก 452 หน่วย ตามด้วยบ้านเดี่ยว 407 หน่วย ทาวน์เฮ้าส์ 116 หน่วย ฉะเชิงเทรา อันดับ 2 ด้วยจำนวน 655 หน่วย หรือ 28.9% เพิ่มขึ้น 20.2% จากปีก่อน โดยบ้านแฝดมีจำนวนมากสุด 232 หน่วย ทาวน์เฮ้าส์ 208 หน่วย และบ้านเดี่ยว 190 หน่วย
ขณะที่ระยองมีใบอนุญาตจัดสรร 635 หน่วย หรือ 28.0% แต่ลดลงถึง 64.5% ทาวน์เฮ้าส์ เป็นประเภทหลัก 295 หน่วย ตามด้วยบ้านเดี่ยว 184 หน่วย บ้านแฝด 154 หน่วย สะท้อนว่า แม้ EEC จะเริ่มฟื้น แต่การฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และผู้ประกอบการเลือกเดินเกมแบบระมัดระวัง
ด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ชลบุรียังคงทิ้งห่างจังหวัดอื่น ครึ่งแรกปี 2569 มีจำนวน 9,868 หน่วย คิดเป็น 65.1%ของทั้งหมด เพิ่มขึ้น 51.9% ในจำนวนนี้เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 7,817 หน่วย บ้านเดี่ยวมากสุด 5,322 หน่วย ทาวน์เฮ้าส์ 2,243 หน่วย บ้านแฝด 178 หน่วย คอนโด 2,051 หน่วย ระยอง มีใบอนุญาตก่อสร้าง 3,055 หน่วย 20.2% ลดลง 16.5% จากปีก่อน ฉะเชิงเทรา 2,224 หน่วย 14.7% เพิ่มขึ้น 32.0%
สะท้อนว่า “ชลบุรี” เป็นทั้งตลาดซื้อขายและฐานการพัฒนาโครงการที่สำคัญที่สุดของ EEC ระยองและฉะเชิงเทรามีจังหวะการฟื้นตัวแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจและฐานความต้องการในพื้นที่
หนึ่งในตัวเลขที่น่าจับตาที่สุดของตลาด EEC ครึ่งปีแรก คือ ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดที่เพิ่มขึ้นถึง 102.4% แม้ฐานจำนวนยังไม่ใหญ่เมื่อเทียบแนวราบ แต่การเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวอาจสะท้อนความต้องการที่อยู่อาศัยของแรงงานและประชากรที่เชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยกลับมา
การที่ใบอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้น ขณะที่มูลค่าการโอนคอนโดในครึ่งปีแรกกลับลดลง 1.9% เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เพราะหากอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดเร็วกว่ากำลังซื้อ การฟื้นตัวของตลาดคอนโดอาจเป็นแรงกดดันต่อการแข่งขันและการระบายสต๊อกในระยะต่อไป
ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย EEC ในปี 2569 จึงมี 2 มิติคู่กัน ด้านหนึ่งดีมานด์กำลังกลับมา สังเกตจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ครึ่งปีแรกที่เพิ่มขึ้น 17.1% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 12.7% จากมาตรการรัฐช่วยลดต้นทุนการซื้อและเปิดทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น อีกด้านหนึ่งซัพพลายใหม่ยังถูกควบคุมอย่างระมัดระวังโดยใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงถึง 43.9% แม้ใบอนุญาตก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น 27.9% เป็นภาพของตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ชะลอตัว” สู่ “ฟื้นตัว” แต่ยังไม่ใช่การกลับมาร้อนแรงเต็มรูปแบบ
โจทย์สำคัญจากนี้จึงอยู่ที่ว่า เมื่อแรงหนุนจากมาตรการรัฐทยอยลดลง “กำลังซื้อจริง” ในพื้นที่ EEC จะขับเคลื่อนตลาดต่อได้มากเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตัวชี้วัดสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการที่กำลังสร้าง แต่อยู่ที่บ้านและคอนโดที่สร้างขึ้น จะมีผู้ซื้อจริงเข้ามารับช่วงต่อได้เร็วแค่ไหน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายตลาดที่อยู่อาศัยแนวคิด Well-Living เปิดตัว “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท บนพื้นที่ประมาณ 65 ไร่ ภายใน “Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha” คอมมูนิตี้เพื่อ Well-being แห่งแรกของแสนสิริบนพื้นที่รวม 142 ไร่ ชูการออกแบบที่ผสานสถาปัตยกรรม ฟังก์ชัน และ Landscape เข้ากับแนวคิดสุขภาวะ เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน
รีเฟรช “บุราสิริ” สู่ Well-Living Residence
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีของแสนสิริที่บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “Constructing Life, Not Just Building” โดยมองว่าบ้านไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างสำหรับอยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่สร้างความสุขและคุณค่าที่สามารถส่งต่อได้ในระยะยาว ที่ผ่านมาแสนสิริพัฒนา Strategic Location แล้วกว่า 18 คอมมูนิตี้ มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท
สำหรับ “บุราสิริ” ซึ่งเติบโตมากว่า 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2549 ผ่านการพัฒนาแล้วกว่า 20 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 48,500 ล้านบาท ล่าสุดบริษัทได้รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ จากบ้านเดี่ยวสไตล์รีสอร์ตที่เน้นบรรยากาศการพักผ่อน สู่แนวคิด Well-Living Residence ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการออกแบบพื้นที่ ฟังก์ชัน และบรรยากาศโดยรวม โดยมีเป้าหมายให้บ้านเป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในระยะยาว
นางสาวภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาบุราสิริครั้งนี้เป็นการต่อยอดคาแรกเตอร์เดิมของแบรนด์ที่มีพื้นฐานมาจาก “บ้านในบรรยากาศรีสอร์ต” ซึ่งตอบรับกับผู้บริโภคที่ต้องการความสุขจากธรรมชาติ ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริโภคหลังโควิด-19 ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการนำแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอดให้ชัดเจนขึ้นในแบรนด์
“Well” เป็นพื้นฐานของการอยู่อาศัย ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม
แสนสิริได้วางแนวคิด “Sansiri WELL, WELL IN EVERY DAY” หรือ “ชีวิตดี รู้สึกดีได้ทุกวัน” เป็นแกนของ Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha โดยมอง Well-being เป็นปัจจัยพื้นฐานของการอยู่อาศัย มากกว่าการเพิ่มฟังก์ชันด้านสุขภาพเข้าไปเป็นส่วนเสริมภายหลัง
Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha ตั้งอยู่บนพื้นที่ 142 ไร่ รองรับการพัฒนาโครงการประมาณ 3 โครงการในอนาคต โดยแต่ละโครงการจะอยู่ภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัยที่ส่งเสริมความสบายกายและสบายใจ แต่ใช้แบรนด์ที่แตกต่างกัน โดยอีก 2 โครงการยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และจะอยู่ในกลุ่มพรีเมียมระดับใกล้เคียงกัน
นางสาวภัคพริ้งยังกล่าวว่า หากมีโอกาสและได้ที่ดินขนาดใหญ่ที่เหมาะสม แสนสิริมีแนวคิดที่จะนำคอนเซ็ปต์ดังกล่าวไปพัฒนาในคอมมูนิตี้อื่นด้วย เนื่องจากเรื่องสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในความต้องการสำคัญของผู้บริโภค
บุราสิริ เวลล์ ชู Landscape เป็น “Functional Infrastructure”
สำหรับ “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” แสนสิริวางให้เป็น The First Luxury Well-Living Residence ภายใต้ดีไซน์ “Tropical Retreat” ที่เปิดรับธรรมชาติและทำงานร่วมกับบริบทโดยรอบ โดยมี Façade บานระแนงไม้ช่วยพรางสายตา เพิ่มความเป็นส่วนตัว และลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
โครงการมีบ้านเดี่ยว 4 แบบ บนพื้นที่ใช้สอยประมาณ 245-430 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4-5 ห้องนอน 4-6 ห้องน้ำ และ 3-4 ที่จอดรถ พร้อมฟังก์ชันที่ออกแบบรองรับครอบครัวหลายเจเนอเรชัน เช่น Double Volume Living, Courtyard กลางบ้าน และ Triple Master Bedroom
ด้านสุขภาวะ บริษัทระบุว่าได้นำแนวคิด “วิทยาศาสตร์สุขภาวะที่วัดผลได้จริง” มาผสานกับงานออกแบบ โดยฟังก์ชันภายในบ้านประกอบด้วยระบบ Cross Ventilation เพื่อให้อากาศถ่ายเทตามธรรมชาติ กระจก SMG ที่ช่วยตัดแสงและลดรังสี UV ผนังภายนอกสะท้อนความร้อน ระบบกรองน้ำ Whole-House Pre-filter สีภายในแบบ Low VOC และโครงสร้าง Precast ที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก รวมถึง Edible Garden สำหรับปลูกพืชผักและสมุนไพรภายในบ้าน

ส่วนพื้นที่ส่วนกลาง แสนสิริจัดสรรพื้นที่ด้านหน้าโครงการประมาณ 4.5 ไร่ เป็น Green Gateway และ Buffer Zone พร้อมปลูกไม้ยืนต้น 80 ต้น ด้วย Plant Layer Design 3 ชั้น ประกอบด้วยไม้ใหญ่ Canopy ไม้พุ่ม Mid-story และไม้คลุมดิน Ground Cover
บริษัทระบุว่า การออกแบบพื้นที่สีเขียวดังกล่าวมีศักยภาพในการดักจับฝุ่นและมลพิษกว่า 112 กิโลกรัมต่อปี ดูดซับคาร์บอน 760 กิโลกรัมต่อปี ผลิตออกซิเจนประมาณ 20 ล้านลิตรต่อปี และช่วยลดอุณหภูมิภายในโครงการลง 2–4 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบ Sound Barrier จากแนวไม้ทึบร่วมกับม่านน้ำตกและน้ำพุ เพื่อสร้าง White Noise จากธรรมชาติ ช่วยลดเสียงรบกวนจากการจราจร ขณะที่พื้นที่ Biological Lake ใช้ระบบรากของพืชน้ำ เช่น คล้าน้ำ พุทธรักษา กกราชินี และเตยหอม ในการบำบัดและกรองน้ำโดยไม่ใช้สารเคมี
พื้นที่ดังกล่าวเชื่อมต่อกับกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้ง Yoga Lawn, Sound Bath Healing, ทางเดินเพื่อสุขภาพ และ Pet Friendly Park ซึ่งออกแบบให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนก กระรอก และผีเสื้อ
แสนสิริมองว่า Landscape ของโครงการจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความร่มรื่น แต่เป็น “Functional Infrastructure” ที่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน และเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีศักยภาพในการสนับสนุนมูลค่าของโครงการในระยะยาว
เปิดเฟสแรก 29 หลัง มูลค่าราว 850 ล้านบาท
นอกจากนี้นางสาวภัคพริ้งยังเปิดเผยว่า “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” มีมูลค่าโครงการรวม 6,000 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลในช่วงวันที่ 19-20 กันยายนนี้ และเฟสแรกมีประมาณ 29 หลัง คาดว่าจะสามารถโอนได้ภายในปี 2569 โดยมีมูลค่าของเฟสแรกอยู่ที่ประมาณ 850 ล้านบาท
สำหรับช่วงราคาของบ้านในโครงการอยู่ที่ประมาณ 23–50 ล้านบาท โดยภัคพริ้งระบุว่า การวางระดับราคาดังกล่าวเป็นการเติมเต็มพอร์ตของแสนสิริในพื้นที่ เนื่องจากโครงการบ้านเดี่ยวเปิดใหม่ในตลาดกรุงเทพกรีฑาส่วนใหญ่ขยับไปอยู่ในระดับราคา 40–100 ล้านบาทขึ้นไปแล้ว
โครงการยังมีจุดเด่นด้านทำเล โดยตั้งอยู่ติดถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า หรือกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ช่วงต้น ฝั่งขาเข้าเมือง ซึ่งแสนสิริมองว่าเป็นทำเลที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแทบไม่มีการเปิดตัวบ้านเดี่ยวใหม่ติดถนนใหญ่ในฝั่งดังกล่าว ทำให้สามารถเดินทางเข้าสู่พระราม 9 ศรีนครินทร์ และทางด่วนศรีรัชได้สะดวก
ขณะเดียวกัน ทำเลยังอยู่ใกล้คอมมูนิตี้มอลล์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ และโรงเรียนนานาชาติ โดย Wellington College อยู่ห่างประมาณ 3.5 กิโลเมตร และ Brighton College ประมาณ 6.2 กิโลเมตร
ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าในทำเลมีทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุน โดยนางสาวภัคพริ้งมองว่าทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน เนื่องจากทำเลใกล้โรงเรียนนานาชาติและเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ขณะที่กลุ่ม Real Demand สำคัญของบ้านระดับราคานี้ ได้แก่ นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ และผู้บริหารองค์กร
เติมพอร์ต Wellscape เตรียมเปิดอีก 2 โครงการ
ทั้งนี้ ยังเปิดเผยแผนพัฒนา Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha ว่ายังมีอีก 2 โครงการ รวมเป็น 3 โครงการภายในคอมมูนิตี้ โดยจะเป็นแบรนด์ใหม่ในกลุ่มพรีเมียม แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดด้านมูลค่าโครงการในขณะนี้
แต่หนึ่งในโครงการที่จะเปิดตัวในปี 2570 เป็นบ้านแฝดแบรนด์ใหม่ โดยจะทยอยเปิดตัว และแสนสิริระบุว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการพัฒนาในพื้นที่ โดยจะเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการย้ายจากการอยู่อาศัยในคอนโดมาเป็นบ้าน
ทั้งนี้ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา ถือเป็นโครงการบุราสิริที่มีระดับราคาสูงที่สุดของแบรนด์ในปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้ “บุราสิริ จตุโชติ” เปิดตัวที่ระดับราคา 10 ล้านบาทต้นๆ ขณะที่นางสาวภัคพริ้งระบุว่า ระดับราคาของโครงการใหม่สะท้อนศักยภาพของที่ดินและทำเล แต่บริษัทไม่ได้เลือกวางราคาสูงกว่านี้ แม้ศักยภาพของที่ดินจะสามารถรองรับได้
แสนสิริชี้ตลาดแนวราบ Q4 ทรงตัว เน้น Value-บริการ-สุขภาวะ
นางสาวภัคพริ้งยังได้ประเมินตลาดแนวราบในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ว่า ตลาดอยู่ในภาวะทรงตัว หลังผู้ประกอบการหลายรายเร่งเปิดโครงการในช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยการแข่งขันไม่ได้มีเพียงด้านราคา แต่รวมถึงโปรโมชั่นและข้อเสนอด้านดอกเบี้ยเพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น

สำหรับแสนสิริ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างของสินค้าและจุดยืนของแต่ละโครงการ โดย “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” ใช้แนวคิด Well-Living เป็นหนึ่งในจุดขายหลัก ขณะที่ปัจจัยด้านคุณภาพ บริการหลังการขาย และความปลอดภัยยังเป็นองค์ประกอบที่ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจมากขึ้น
ด้านกำลังซื้อ นางสาวภัคพริ้งระบุว่า จากการเปิดโครงการในหลายระดับราคา บริษัทพบว่าสัญญาณความต้องการซื้อบ้านยังมีอยู่ แม้ปัญหาด้านสินเชื่อยังเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความช่วยเหลือลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ระดับล่าง ขณะที่กลุ่ม Segment B ของแสนสิริ ซึ่งรวมถึงบ้านราคา 15-20 ล้านบาทขึ้นไป มีลูกค้าบางส่วนที่ซื้อด้วยเงินสด และผู้ที่ใช้สินเชื่อส่วนใหญ่เตรียมความพร้อมด้านเครดิตและการเงินมาก่อน
ส่วนอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อของแสนสิริ ยังอยู่ในระดับเดิมที่ไม่เกิน 10% โดยแสนสิริได้มีการช่วยเหลือให้คำปรึกษากับผู้ซื้อ รวมถึงกรณีลูกค้าที่ต้องใช้เวลาแก้ไขโปรไฟล์สินเชื่อ และยังมีทีมงานติดตามต่อเนื่อง
สำหรับแผนเปิดโครงการแนวราบในปี 2569 แสนสิริเปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 5 โครงการในช่วงก่อนหน้านี้ และระบุว่าโครงการที่เปิดใหม่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้เกินเป้าหมายทุกโครงการ โดย “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” และ “สราญสิริ ปัญญาอินทรา” จะเป็นโครงการที่เปิดเพิ่มเติมในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนเดินหน้าเปิดโครงการอีกประมาณ 5 โครงการในไตรมาส 4
สำหรับกรุงเทพกรีฑา แสนสิริเริ่มพัฒนาโครงการในพื้นที่กรุงเทพกรีฑาเมื่อประมาณ 8-9 ปีก่อน จาก “เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา” ที่มีราคาเริ่มต้นราว 7-8 ล้านบาท ก่อนพัฒนาโครงการต่อเนื่องทั้งเศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา 2 บูก้าน กรุงเทพกรีฑา นาราสิริ และล่าสุดคือบุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา ซึ่งเป็นการขยายพอร์ตมายังฝั่งขาเข้าเมืองและต่อยอดพื้นที่สู่คอมมูนิตี้ภายใต้แนวคิด Well-Living อย่างเต็มรูปแบบ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

เงินบาทเช้านี้เปิดที่ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจาก 33.28 บาท ตามแรงหนุนดอลลาร์หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 3.75-4.00% ตลาดยังคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้อีก ด้านกรุงไทยมองเงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk จับตา BOE-BOJ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง คาดกรอบวันนี้ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาท 33.39 บาท อ่อนค่าตามดอลลาร์ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดวันก่อนที่ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.21-33.43 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังตลาดรับรู้ผลการประชุมคณะกรรมการ FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดคาด ขณะที่ Dot Plot ใหม่สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีกประมาณ 1 ครั้งในปีนี้ ก่อนคงดอกเบี้ยและทยอยลดลงในปี 2028 และ 2029 สู่ระดับ Longer Run ที่ 3.25%
อย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้เล่นในตลาดยังแตกต่างจาก Dot Plot โดยยังประเมินว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุน ขณะเดียวกันมุมมองดังกล่าวกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลดลง
ด้านราคาน้ำมันดิบมีทิศทางอ่อนตัวลงจากความหวังเกี่ยวกับการฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลงมาอยู่บริเวณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อสกุลเงินฝั่งเอเชียและเงินบาทบางส่วน
เงินบาทเสี่ยง Two-way Risk จับตาแนวต้าน 33.50 บาท
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ในระยะสั้นเงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟด และพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยผู้ประกอบการและนักลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใช้ Options
สำหรับการเคลื่อนไหวระหว่างวัน การปรับตัวลงของราคาพลังงานจากความหวังการฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันของซาอุฯ อาจช่วยจำกัดแรงกดดันต่อเงินบาท ขณะที่ Dot Plot ของเฟดยังไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยที่มากกว่ามุมมองของตลาด จึงมองว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าค่อนข้างจำกัดบริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดกำลังรอผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณเข้มงวดด้านนโยบายการเงินมากเท่าที่ตลาดคาด เงินเยนอาจกลับมาอ่อนค่าและเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์
ลุ้นผล BOE วันนี้ หากไม่ Hawkish กดดันเงินบาท
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งจะรับรู้ในช่วงประมาณ 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดย Krungthai GLOBAL MARKETS คาดว่า BOE อาจมีมติ 6-3 เสียงคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% แต่มีโอกาสส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น หากเงินเฟ้อมีความเสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น
ปัจจุบันตลาดคาดหวังว่า BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 5 ครั้งภายในปี 2027 ดังนั้น หาก BOE คงดอกเบี้ยและไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยมากเท่าที่ตลาดคาด อาจกดดันเงินปอนด์ให้อ่อนค่าลง และส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท
กรณีดังกล่าวอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และหากผ่านระดับดังกล่าวได้ แนวต้านถัดไปอยู่ที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์
มองระยะกลางเงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่า
สำหรับระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนคงดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 และทยอยลดดอกเบี้ยลงในระยะต่อไป
มุมมองดังกล่าวทำให้เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น เนื่องจากตลาดยังคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้
ด้านเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following พบว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้ม แข็งค่าขึ้นในกรอบรายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน ขณะที่กรอบรายวันยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า
สำหรับกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้ที่ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 (Women’s volleyball Asian Games 2026) จะแข่งขันกันที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-22 กันยายน 2569
วันนี้ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะลงสนามนัดสอง ในรอบแบ่งกลุ่ม พบกับ คีร์กีซสถาน แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ ได้ทาง PPTV ช่อง 36 ในวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น.
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง PPTV ช่อง 36 ขณะที่แอปพลิเคชัน AIS PLAY จะต้องสมัครเป็นสมาชิกแบบชำระเงิน ถึงจะสามารถรับชมได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

กรมควบคุมโรค ระบุ โรคเอสเอฟทีเอส เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มี “เห็บ”เป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคเพียบ ล้วนใกล้ชิดกับคน ในไทย 7 ปีเจอ 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคSFTS หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome เป็น โรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ วัว ควาย หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และยังพบในบริเวณใบหญ้า หรือบริเวณที่อาศัยของสัตว์ สามารถวางไข่ในรอยแตกปูน หรือดินชื้น ติดต่อสู่คนผ่านการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ และสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอย จากผู้ติดเชื้อแต่พบน้อยมาก หลังถูกเห็บกัดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย รวมถึงอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงเกิดความผิดปกติของตับ ไต และอวัยวะหลายระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
“โรค SFTS เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในผู้ป่วยบางรายสามารถมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ที่สำคัญอาการในระยะแรกอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง” นพ.มณเฑียรกล่าว
สำหรับ สถานการณ์โรค SFTS ในประเทศไทย ข้อมูลตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 – 2569 พบผู้ป่วยสะสม 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2569 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 กันยายน พ.ศ. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 66.67 ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติเลี้ยงสัตว์ สัมผัสสุนัข แมว เคยถูกเห็บกัด หรือสัมผัสเห็บและบี้เห็บโดยตรง
คำแนะนำสำหรับประชาชน หากเลี้ยงสุนัขหรือแมวควรหมั่นตรวจหาเห็บ อาบน้ำและใช้ยากำจัดเห็บให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ทำความสะอาดที่อยู่สัตว์เลี้ยงและบริเวณบ้านเป็นประจำ ไม่ควรใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บโดยตรง หากสัมผัสเห็บให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที
หากต้องสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บควรสวมถุงมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง ใช้ยาควบคุมเห็บบริเวณฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตร ระมัดระวังอย่าให้ถูกเห็บกัด โดยสวมเสื้อผ้ามิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากฟาร์มหรือบริเวณที่มีเห็บ ตรวจดูตามร่างกายโดยเฉพาะใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หลังเข่า หนังศีรษะและเส้นผม ระหว่างขา และรอบเอว ที่เห็บมักเกาะ
“ประชาชนควรสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะภายหลังถูกเห็บกัดหรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บภายใน 2 สัปดาห์ และมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย จุดเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ควรรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือการสัมผัสสัตว์ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและดูแลสุขอนามัยของตนเองและสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเพี่อลดโอกาสสัมผัสเห็บ”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th/blog

Google เดินหน้ายกระดับการแข่งขันในตลาด AI แบบเสียง เปิดตัว Gemini 3.8 Live และ Gemini 3.8 Live Extended Thinking โมเดลสนทนาโต้ตอบแบบสดรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการรับคำสั่งและตอบคำถาม แต่สามารถคิดวิเคราะห์ เรียกใช้เครื่องมือ และดำเนินงานหลายขั้นตอนไปพร้อมกับการสนทนาได้
โมเดลทั้ง 2 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 โดย Google วางตำแหน่งให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนา “Voice Agent” หรือเอเจนต์ AI ที่สั่งงานด้วยเสียง รองรับตั้งแต่บริการผู้บริโภค ไปจนถึงกระบวนการทำงานขององค์กรที่ต้องเชื่อมต่อกับระบบและ API หลายประเภท
จุดเปลี่ยนสำคัญของโมเดลรุ่นนี้อยู่ที่ความสามารถด้าน Near Real-time Reasoning หรือการคิดวิเคราะห์ใกล้เคียงเวลาจริง ทำให้ AI สามารถรับฟัง ทำความเข้าใจบริบท และดำเนินงานเบื้องหลัง โดยไม่ทำให้บทสนทนาหยุดชะงัก
แบ่ง 2 โมเดล รองรับงานต่างระดับ
Google แบ่ง Gemini 3.8 Live ออกเป็น 2 รุ่นหลักตามความซับซ้อนของงาน

Gemini 3.8 Live เน้นความเร็ว ความต่อเนื่องของบทสนทนา และความคุ้มค่าด้านต้นทุน เหมาะกับ Voice Agent ที่ต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก เช่น ระบบบริการลูกค้า ผู้ช่วยค้นหาข้อมูล ระบบแนะนำสินค้า หรือบริการตอบคำถามอัตโนมัติ
ขณะที่ Gemini 3.8 Live Extended Thinking ถูกออกแบบมาสำหรับงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์หลายขั้นตอน สามารถประมวลผลเหตุผลและเรียกใช้เครื่องมือในเบื้องหลัง พร้อมกับสื่อสารความคืบหน้าให้ผู้ใช้งานทราบอย่างต่อเนื่อง
Google อธิบายความสามารถดังกล่าวว่าเป็นการ “คิดและพูดไปพร้อมกัน” เช่น เมื่อได้รับคำสั่งที่ซับซ้อน โมเดลอาจตอบรับว่า “ขอตรวจสอบสักครู่” ก่อนดำเนินงานหลายขั้นตอนและรายงานความคืบหน้าระหว่างทาง โดยผู้ใช้ไม่ต้องรอให้กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นก่อนจึงจะได้รับคำตอบ
AI ไม่หยุดคุย แม้กำลังเรียกใช้เครื่องมือ
หนึ่งในความสามารถสำคัญคือ Asynchronous Function Calling หรือการเรียกใช้ฟังก์ชันและ API แบบไม่พร้อมกัน โมเดลจึงสามารถส่งคำสั่งไปยังระบบภายนอกและสนทนากับผู้ใช้ต่อได้ในระหว่างรอผลลัพธ์
ตัวอย่างเช่น การจองบริการที่ต้องตรวจสอบตารางเวลา เปรียบเทียบตัวเลือก ยืนยันข้อมูล และเชื่อมต่อระบบชำระเงิน โมเดลสามารถจัดการแต่ละขั้นตอนในเบื้องหลัง โดยไม่ตัดจังหวะการสนทนา
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันของอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเปลี่ยนจากโมเดลซึ่งเน้น “การตอบคำถาม” ไปสู่ระบบเอเจนต์ที่สามารถ “ลงมือทำงาน” ให้ผู้ใช้ได้จริง
นอกจากนี้ Gemini 3.8 Live ยังสามารถรับข้อมูลภาพแบบใกล้เคียงเวลาจริง ทำให้ AI เข้าใจทั้งสิ่งที่ผู้ใช้พูดและสิ่งที่กล้องกำลังมองเห็น ตัวอย่างการใช้งาน ได้แก่ การแนะนำพนักงานใหม่ตามหน้าจอหรืออุปกรณ์ที่อยู่ตรงหน้า การวิเคราะห์เกมหมากรุกจากภาพกระดาน และการแก้ปัญหาทีละขั้นตอนผ่าน Search Live
รองรับ 97 ภาษา สลับภาษาได้ระหว่างสนทนา
โมเดลสามารถตรวจจับและสลับภาษาโดยอัตโนมัติระหว่างการสนทนา รองรับมากกว่า 97 ภาษา รวมถึงรักษาความสม่ำเสมอของสำเนียงในการโต้ตอบ
Google ยังเพิ่มความแม่นยำในการรับข้อมูลตัวเลขและตัวอักษร เช่น รหัสยืนยัน หมายเลขเคลม และข้อมูลทางเทคนิค ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำ Voice Agent ไปใช้ในธุรกิจการเงิน ประกันภัย สุขภาพ และบริการลูกค้า
ด้านนักพัฒนา โมเดลรองรับข้อมูลนำเข้าทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ สามารถตอบกลับเป็นข้อความหรือเสียง โดยมีขนาดบริบทนำเข้าสูงสุด 131,072 โทเคน และเอาต์พุตสูงสุด 65,536 โทเคน ตามข้อมูลในเอกสาร Gemini API
Google กำหนดค่าบริการสำหรับนักพัฒนาไว้ที่ 0.005 ดอลลาร์ต่อนาทีสำหรับเสียงขาเข้า และ 0.018 ดอลลาร์ต่อนาทีสำหรับเสียงขาออก เพื่อผลักดันการพัฒนาแอปพลิเคชันเสียงในระดับใหญ่
Extended Thinking ขึ้นอันดับ 1 ดัชนี AI เสียง
Google ระบุว่า Gemini 3.8 Live Extended Thinking ทำคะแนนเป็นอันดับ 1 ในดัชนี Speech-to-Speech Quality Index ของ Artificial Analysis ด้วยคะแนน 82.6
ด้านความสามารถของเอเจนต์ โมเดลทำคะแนน 68.6% บนเกณฑ์ τ-Voice และ 35.1% บนเกณฑ์ τ-Voice-banking ของ Sierra ส่วนการคิดวิเคราะห์ผ่านเสียงทำคะแนน 97.7% บน Big Bench Audio
ขณะที่ Gemini 3.8 Live อยู่ในอันดับ 2 ของ Speech Agent Arena โดยเน้นจุดขายด้านความเร็ว ต้นทุน และความสามารถในการรองรับการขยายระบบ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลการทดสอบภายใต้ชุดเกณฑ์เฉพาะ จึงควรพิจารณาร่วมกับประสิทธิภาพในการใช้งานจริง เช่น ความแม่นยำในแต่ละภาษา ความเร็วของระบบ การเชื่อมต่อ API และต้นทุนรวมของโครงสร้างพื้นฐาน
จากภาพร่างสู่โค้ด วางแผนธุรกิจผ่านเสียง
Google ยกตัวอย่างการใช้งาน Gemini 3.8 Live Extended Thinking ตั้งแต่การแปลงภาพร่างและคำแนะนำด้วยเสียงให้เป็น React Components ที่ใช้งานได้จริง การประสานงานระบบจองหลายขั้นตอน ไปจนถึงการจัดทำแผนธุรกิจและชุดเครื่องมือการตลาดผ่านการสนทนา
โมเดลยังเตรียมเข้าไปอยู่ในบริการหลักของ Google ทั้ง Docs Live, Gmail Live, Keep Live และ Search Live ซึ่งจะทำให้เสียงกลายเป็นช่องทางสั่งงานเอกสาร อีเมล บันทึก และการค้นหาข้อมูลได้โดยตรง
สำหรับระบบนิเวศนักพัฒนา Google เชื่อม Gemini Live API เข้ากับแพลตฟอร์มอย่าง Agora, Fishjam, LangChain, LiveKit, Pipecat, Vercel และ Vision Agents เพื่อรับหน้าที่จัดการโครงสร้างพื้นฐานการสตรีมเสียงและภาพแบบเรียลไทม์
การมีพันธมิตรเหล่านี้จะช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาระบบ Voice Agent และเปิดทางให้นักพัฒนามุ่งไปที่การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ รวมถึงการเชื่อมต่อกระบวนการทำงานของแต่ละธุรกิจ
ใส่ลายน้ำ SynthID ในเสียงที่สร้างโดย AI
ด้านความปลอดภัย Google ระบุว่าเสียงทั้งหมดซึ่งสร้างผ่านผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัทจะได้รับการฝังลายน้ำ SynthID ลงในสัญญาณเสียงโดยตรง
ลายน้ำดังกล่าวไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยหูมนุษย์ แต่สามารถใช้ตรวจสอบว่าเสียงนั้นสร้างจาก AI หรือไม่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเสียงปลอม การแอบอ้างบุคคล และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ
เริ่มเปิดใช้งานผ่าน API และบริการ Google
Gemini 3.8 Live และ Gemini 3.8 Live Extended Thinking เปิดให้นักพัฒนาใช้งานแบบทั่วไป หรือ GA ผ่าน Gemini API, Live API และ Google AI Studio แล้ว ตาม ประกาศอัปเดตของ Google
สำหรับองค์กร ทั้งสองโมเดลเริ่มเปิดทดสอบแบบ Private Preview ใน Gemini Enterprise และเตรียมขยายไปยัง Gemini Enterprise for Customer Experience และ Google Workspace
ส่วนผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าถึง Gemini 3.8 Live ผ่าน Search Live ขณะที่ Gemini 3.8 Live Extended Thinking จะทยอยเปิดให้สมาชิก Google AI Pro และ Ultra ใช้งานผ่าน Gemini Live และ Docs รวมถึงเปิดใน Gmail และ Keep สำหรับสมาชิก Google AI
การเปิดตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ AI “พูดได้เป็นธรรมชาติขึ้น” แต่เป็นความพยายามของ Google ในการเปลี่ยนเสียงให้กลายเป็นอินเทอร์เฟซหลักสำหรับสั่งงานระบบดิจิทัล ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล เขียนโค้ด จัดการเอกสาร ไปจนถึงประสานกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

หลายคนมักไม่ทันนึกถึงความสำคัญของ “การหายใจ” จนกระทั่งเริ่มรู้สึกหายใจลำบาก แต่จริง ๆ แล้วสุขภาพของระบบทางเดินหายใจสามารถได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย รวมถึงอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน
สารอาหารบางชนิดอาจมีส่วนช่วยลดการอักเสบในร่างกาย สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดีขึ้น และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนของร่างกาย แม้อาหารจะไม่สามารถทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้ แต่การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมถือเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยดูแลสุขภาพปอดในระยะยาว
บีตรูตเป็นผักที่มีสารไนเตรตตามธรรมชาติ ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมการขยายตัวของหลอดเลือดและสนับสนุนการไหลเวียนโลหิต งานวิจัยบางส่วนพบว่า สารสกัดจากบีตรูตอาจช่วยเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย และสนับสนุนสมรรถภาพของระบบทางเดินหายใจในบางกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด
การรับประทานแอปเปิลเป็นประจำอาจมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพปอด เนื่องจากมีสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และอาจช่วยลดภาวะเครียดจากออกซิเดชันและการอักเสบในร่างกาย
มีสารอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพปอดหลายชนิด โดยเฉพาะแคโรทีนอยด์ เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน
มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศเป็นแหล่งของไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความเกี่ยวข้องกับการลดการอักเสบ และอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพของทางเดินหายใจ
ผักใบเขียวเข้มหลายชนิดมีแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมถึงกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ
โดยเฉพาะพริกหวานสีแดง เป็นแหล่งวิตามินซีสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
ชาเขียวมีสาร EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ งานวิจัยเบื้องต้นพบว่าอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพเนื้อเยื่อปอด
ขมิ้นมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งได้รับการศึกษาว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบ การรับประทานขมิ้นในรูปแบบอาหารอาจเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการกินที่ช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม
บลูเบอร์รีมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นเม็ดสีธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ อาจช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายและสนับสนุนการทำงานของปอดเมื่ออายุมากขึ้น
น้ำมันมะกอกเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี และเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและปอด
อุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) และซีลีเนียม ซึ่งจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมเซลล์ปอด
ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง เป็นต้น เป็นอาหารที่มีเส้นใยสูงอุดมด้วยวิตามินอี ซีลีเนียมและกรดไขมันจำเป็น ซึ่งดีต่อสุขภาพปอด
เช่นเดียวกับอาหารที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพปอด อาหารบางประเภทอาจทำให้อาการทางระบบหายใจของบางคนแย่ลง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังหรือมีอาการหายใจติดขัด ควรสังเกตว่าการลดอาหารเหล่านี้ช่วยให้อาการดีขึ้นหรือไม่
บางคนอาจรู้สึกว่านม ชีส หรือผลิตภัณฑ์จากนมทำให้เสมหะเหนียวหรือรู้สึกมีเสมหะมากขึ้น แม้ว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นมเพิ่มการสร้างเสมหะโดยตรง แต่หากรับประทานแล้วรู้สึกว่าอาการไอหรือคัดจมูกมากขึ้น อาจลองลดปริมาณและเลือกแหล่งแคลเซียมอื่น
การรับประทานโซเดียมมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ซึ่งในบางคนอาจทำให้รู้สึกแน่น อึดอัด หรือหายใจไม่สะดวกมากขึ้น
อาหาร เช่น ขนมปังขาว พาสต้า และขนมอบ เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี หากรับประทานมากเกินไป ร่างกายอาจสร้างคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเผาผลาญมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังบางรายรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น
ก๊าซในเครื่องดื่มอัดลมอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดและแรงดันในช่องท้อง ซึ่งอาจทำให้รู้สึกหายใจไม่สบาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการหอบเหนื่อยอยู่แล้ว
แอลกอฮอล์อาจส่งเสริมการอักเสบในร่างกาย และส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ หากพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้อาการทางระบบหายใจแย่ลงหรือกระตุ้นอาการกรดไหลย้อน ควรลดหรือหลีกเลี่ยง
การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุที่เหมาะสม อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพปอดและระบบทางเดินหายใจได้ เช่น ผัก ผลไม้ ปลา น้ำมันมะกอก ชาเขียว และอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย
อย่างไรก็ตาม อาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพปอด ไม่สามารถทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง เช่น COPD หรือโรคหอบหืด ควรปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,700.00 | 67,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,376.00 | 66,340.16 | 68,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,938.40 | 59,706.14 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,500.80 | 53,072.13 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,969.20 | 29,853.07 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,531.60 | 23,219.06 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,534.72 | 68,746.36 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.94 | 39.94 | 40.44 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.57 | 39.57 | 40.07 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.94 | 34.94 | 35.14 | 34.94 | – | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.88 | 30.88 | – | – | – | – | – | – | 30.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.93 | – | – | 49.26 | – | 49.43 | 49.08 | – | 48.93 |
| ดีเซล | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 |
| ดีเซล B20 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 51.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 ไม่ได้แข่งขันกันด้วยคำถามว่า “ราคาเริ่มต้นเท่าไร” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยับเข้าสู่โจทย์ที่ละเอียดขึ้นว่า เงินที่จ่ายไป ได้พื้นที่และคุณภาพชีวิตกลับมาแค่ไหน
นิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์ Executive Vice Presidentสายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังต้องใช้ความระมัดระวัง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จึงต้องออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์มากกว่าการลดราคา ขณะเดียวกันต้องมี “ดีมานด์” ที่ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงของการขายและการปล่อยเช่า
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ เอพี เลือกขยับแบรนด์ GOOD DAY เข้าสู่ทำเลบางมด–ประชาอุทิศ กับโครงการ “GOOD DAY More Bangmod” คอนโดมิเนียมโครงการที่ 2 ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “MORE GOOD DAYS, EVERY DAY เริ่มต้นวันดีๆ ได้มากกว่า” เอพีวางโครงการให้เป็นคอนโดฯ ที่จับต้องได้ แต่เพิ่มน้ำหนักไปที่พื้นที่ใช้สอย ฟังก์ชัน และส่วนกลาง เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและตลาดลงทุน
ในตลาดที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น เริ่มต้น 1.69 ล้านบาทอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่าง หากสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นห้องขนาดเล็กหรือมีค่าใช้จ่ายตกแต่งเพิ่มเติม GOOD DAY More Bangmod จึงเลือกใช้ “พื้นที่” เป็นหนึ่งในแกนหลักของสินค้า โครงการพัฒนาบนพื้นที่ประมาณ 6-3-19 ไร่ เป็นอาคาร Low-Rise 3 อาคาร สูง 8 ชั้น รวม 731 ยูนิต ห้องพักมีขนาดตั้งแต่ 26–38 ตารางเมตร มีทั้ง 1 Bedroom, 1 Bedroom Plus และ 1 Bedroom Corner ห้องเริ่มต้นขนาด 26 ตารางเมตร พร้อมเฟอร์นิเจอร์จาก Index 20 ชิ้น ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท
กลยุทธ์นี้มีนัยมากกว่าการนำเสนอห้องใหญ่ เพราะเป็นการตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ต้องบริหารงบประมาณแบบ “Total Cost” มากขึ้น กล่าวคือไม่ได้มองเฉพาะราคาห้อง แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตกแต่งและความพร้อมในการเข้าอยู่ ในมุมของผู้ลงทุน ห้องที่มีฟังก์ชันครบและพร้อมปล่อยเช่า ยังช่วยลดระยะเวลาการเตรียมห้องก่อนนำออกสู่ตลาด
จุดแข็งอีกด้านของ GOOD DAY More Bangmod คือการเลือกทำเลที่มีฐานผู้ใช้งานหมุนเวียนอยู่แล้ว โครงการอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ประมาณ 900 เมตร ขณะที่สวนธนบุรีรมย์และ Market Place ประชาอุทิศ อยู่ห่างเพียงประมาณ 450 เมตร
ทำเลจึงมีโครงสร้างดีมานด์หลายกลุ่ม ตั้งแต่นักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัย คนทำงาน ไปจนถึงคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับคอนโดฯ ที่ต้องการจับตลาดลงทุน เพราะ “ตลาดเช่า” จะมีความแข็งแรงกว่าทำเลที่พึ่งพาผู้เช่ากลุ่มเดียว
ด้านการเดินทาง โครงการยังสามารถเชื่อมต่อถนนกาญจนาภิเษกและทางพิเศษเฉลิมมหานคร ซึ่งช่วยเชื่อมพื้นที่บางมดเข้าสู่โซนพระราม 3 และสาทร เมื่อมองในภาพใหญ่ บางมด–ประชาอุทิศจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง มหาวิทยาลัย–ชุมชน–แหล่งงาน–ไลฟ์สไตล์
อีกจุดที่น่าสนใจคือการออกแบบส่วนกลางให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ GOOD DAY More Bangmod มีพื้นที่ส่วนกลางรองรับมากกว่า 27 กิจกรรม ตั้งแต่พื้นที่สีเขียวประมาณ 2,300 ตารางเมตร ฟิตเนส Tutor Hub ไปจนถึง Co-working Space 2 โซน แต่จุดที่เอพีต้องการสร้างความแตกต่างคือการเปิด Co-working Space และ Fitness ให้ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ในเชิงธุรกิจ การเปลี่ยน “ส่วนกลาง” จากสิ่งอำนวยความสะดวกประกอบการขาย มาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่อยู่อาศัย เพราะกลุ่มลูกค้าคอนโด รุ่นใหม่ไม่ได้มีรูปแบบชีวิตเดียวกัน บางคนทำงานเช้า บางคนเรียนช่วงกลางวัน บางคนทำงานกะกลางคืน หรือทำงานแบบ Hybrid การเปิดพื้นที่ให้ใช้งานได้ตลอดวัน จึงเป็นการเพิ่ม Utility ของโครงการโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ห้องพัก
หัวใจของโครงการยังอยู่ที่ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท ซึ่งเอพีใช้เป็นจุดเชื่อมระหว่างตลาดผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยกับนักลงทุนรายย่อย ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า คอนโด ใหม่ในย่านนี้มีค่าเช่าประมาณ 12,000–18,000 บาทต่อเดือน และมี Occupancy Rate ราว 90% หากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนสภาพตลาดในพื้นที่ได้ต่อเนื่อง ก็ถือเป็นฐานสำคัญสำหรับโครงการที่ต้องการเจาะกลุ่มนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ลงทุน การพิจารณาความคุ้มค่าไม่ได้จบที่ค่าเช่า แต่ต้องมองทั้งราคาซื้อ ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าตกแต่ง อัตราการเช่าจริง และการแข่งขันจากห้องมือสองหรือโครงการใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในอนาคต ดังนั้น ความท้าทายของ GOOD DAY More Bangmod จึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “ราคาที่เข้าถึงได้” กับ “คุณภาพสินค้าที่สร้างความต้องการเช่า”
GOOD DAY More Bangmod มีจำนวน 731 ยูนิต ซึ่งถือเป็นซัพพลายก้อนหนึ่งที่ต้องจับตาเมื่อเทียบกับขนาดตลาดเฉพาะพื้นที่ การเลือกทำเลที่มี มจธ. เป็นแม่เหล็กสำคัญ จึงมีนัยต่อกลยุทธ์การขาย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้สร้างเพียงดีมานด์ซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่ยังสร้างดีมานด์เช่าที่หมุนเวียนตามภาคการศึกษาและการจ้างงาน
ขณะเดียวกัน การมีสิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งไลฟ์สไตล์ใกล้เคียง ยังช่วยขยายฐานจากนักศึกษาไปสู่กลุ่มวัยทำงานและคนในพื้นที่ โจทย์สำคัญหลังจากเปิดขายจึงไม่ใช่เพียง “ขายได้เร็วแค่ไหน” แต่คือการพิสูจน์ว่าโครงการสามารถสร้างฐานผู้อยู่อาศัยและผู้เช่าได้กว้างเพียงใด
การเปิดตัว GOOD DAY More Bangmod ยังสะท้อนทิศทางของเอพีในการขยายพอร์ตคอนโดมิเนียมไปยังทำเลที่มีฐานความต้องการเฉพาะตัว จากเดิมที่การแข่งขันในตลาดคอนโดฯ มักวัดกันที่ทำเลและราคา ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องตอบคำถามที่ลึกลงไปว่า “ใครจะซื้อ และซื้อเพราะอะไร” เอพีจึงพยายามนำอินไซต์การใช้ชีวิตมาแปลงเป็นองค์ประกอบของสินค้า ตั้งแต่พื้นที่ห้อง ฟังก์ชัน ส่วนกลาง ไปจนถึงการเลือกทำเลที่มีทั้งสถาบันการศึกษา ชุมชน และแหล่งงาน
แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวคิด “AP เราเห็นชีวิตคุณ” ที่ต้องการให้แบรนด์ GOOD DAY เป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในแบบของตัวเองท้ายที่สุด GOOD DAY More Bangmod จึงเป็นมากกว่าการเปิดตัวคอนโด ราคา 1.69 ล้านบาท แต่เป็นอีกหนึ่งสนามที่เอพีต้องพิสูจน์ว่า“ความคุ้มค่า” ในยุคกำลังซื้อจำกัด ไม่ได้หมายถึงการขายให้ถูกที่สุด หากแต่ต้องทำให้ทุกบาทที่ลูกค้าจ่าย มีเหตุผลมากพอที่จะตัดสินใจซื้อ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ตลาดบ้านกำลังเปลี่ยนจากเกม “เร่งยอดขาย” สู่โจทย์ที่ยากกว่า นั่นคือทำอย่างไรให้กำลังซื้อกลับมาอย่างมีคุณภาพ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับโลกดิจิทัล–สีเขียว และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย “สุนทร สถาพร” รับไม้ต่อ
นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรอีกวาระ วาง 3 ระยะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม พร้อมจับตาปี 2570 การฟื้นตัวอาจไม่หวือหวา แต่จะวัดกันที่ “คุณภาพของการเติบโต”
วานนี้ (15 ก.ย.2569) ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) มีมติไว้วางใจ“สุนทร สถาพร”ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ต่ออีกหนึ่งวาระ ระหว่างปี 2569–2571การรับตำแหน่งต่อในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งกำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แม้มาตรการภาครัฐเริ่มช่วยพยุงตลาด แต่กำลังซื้อยังไม่ได้กลับมาอย่างทั่วถึง และพฤติกรรมผู้ซื้อเปลี่ยนจากการ “ซื้อเพราะต้องการ” ไปสู่การ “ซื้อเมื่อคุ้มค่าและมั่นใจ”
โจทย์ของ HBA จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเรียกร้องมาตรการกระตุ้นตลาด แต่ขยับไปสู่การสร้างรากฐานใหม่ให้ธุรกิจบ้านจัดสรรสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
สุนทร ได้วางทิศทางการทำงานในวาระ2ไว้ 3 แกนสำคัญ ได้แก่ การทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อฟื้นตลาด การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการทุกขนาด และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่Digital Transformation และ Green Transformation นัยสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ HBA ต้องขยับจาก “ผู้ประสานปัญหา” ไปเป็น “ผู้ร่วมออกแบบระบบ” ของอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทย
“วาระที่สอง ผมอยากให้ HBA เดินต่อจากบทบาทของการช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น ไปสู่การสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยแข่งขันได้ในระยะยาว”
ด่านแรกยังคงเป็นการประคับประคองตลาด โดย HBA จะติดตามผลของมาตรการสำคัญ ทั้งการผ่อนคลาย LTV การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “รัฐออกมาตรการแล้วหรือไม่” แต่คือมาตรการเหล่านั้นส่งผ่านไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการจริงมากน้อยเพียงใด
อีกเรื่องคือการจัดระบบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้มีความชัดเจน โปร่งใส และอยู่บนระบบกฎหมายที่เอื้อต่อเศรษฐกิจไทย โดย HBA พร้อมร่วมกับภาครัฐผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพิจารณา พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์
เมื่อปัญหาตลาดไม่ได้อยู่ที่ Supply เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ HBA จึงเตรียมเสนอแนวทางปรับโครงสร้างสินเชื่อที่อยู่อาศัย ให้ประชาชนแต่ละ Segment สามารถเข้าถึงสินเชื่อสอดคล้องกับศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้
ด้านผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs จะต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น HBA จึงวางเรื่องUpskill–Reskillเป็นอีกเครื่องมือสำคัญ ทั้ง Technology, Digital และ Green Innovation เพื่อเพิ่ม Productivity และลดช่องว่างการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่
การเปลี่ยนผ่านที่อาจดูเป็นเรื่อง “หลังบ้าน” แต่มีผลต่อทั้งระบบ คือการผลักดัน Electronic/Digital Filing เพื่อวางฐานไปสู่ One Stop Servic เป้าหมายคือการลดขั้นตอน ลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
พร้อมกันนั้น HBA จะเดินหน้า Green Transformation จากการลดการใช้พลังงานและ Carbon Footprint ไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบบ้านและโครงการที่อยู่อาศัย
จาก Green Home จึงไม่ได้จบแค่ “บ้านประหยัดพลังงาน” แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยจะช่วยลดต้นทุนการอยู่อาศัยและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร
สำหรับภาพตลาดช่วงที่เหลือของปี 2569 สุนทรมองว่าไตรมาส 4 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่การฟื้นครั้งนี้ยังเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปและเลือกซื้อมากกว่าจะเป็นการกลับมาแบบบูม
ตัวเลขจาก REIC ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 สะท้อนภาพดังกล่าว โดยการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอยู่ที่ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8%
บ้านจัดสรรยังเป็นตลาดหลัก คิดเป็นประมาณ 70% ของมูลค่าการโอน ขณะที่คอนโดมิเนียมมีอัตราการเติบโตเร็วกว่าเมื่อพิจารณาทั้งจำนวนและมูลค่า แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือ บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 63%
ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า Demand ไม่ได้หายไป หากแต่ผู้ซื้อกำลังเปลี่ยนวิธีตัดสินใจ จากการมอง “บ้านใหม่” เป็นหลัก ไปสู่การเปรียบเทียบ ราคา ความคุ้มค่า และทำเลอย่างเข้มข้นขึ้น
ในทางกลับกัน ตลาดต่างชาติยังชะลอตัว โดยครึ่งแรกปี 2569 การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติลดลง 8.8% ดังนั้น เกมอสังหาฯ ในระยะถัดไปจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การไล่ล่า “จำนวนผู้ซื้อ” แต่เป็นการค้นหา Quality of Demand หรือกำลังซื้อที่มีศักยภาพและพร้อมตัดสินใจจริง
ภาพปี 2570 ยิ่งตอกย้ำว่าการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์อาจไม่ได้กลับไปสู่ยุคเติบโตด้วยจำนวนยูนิต REIC ประเมินว่า มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2570 จะเพิ่มขึ้น 3.1% สู่ระดับ 908,358 ล้านบาท แต่จำนวนหน่วยกลับลดลง 0.9% เหลือ 320,617 หน่วย
ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2% สู่ 582,688 ล้านบาทเมื่ออ่านตัวเลขทั้งหมดประกอบกัน ภาพที่ปรากฏจึงเป็นตลาดที่ “โต” แต่โตในเชิงมูลค่ามากกว่าปริมาณ
สุนทรจึงประเมินว่า ปี 2570 จะเป็นการฟื้นตัวแบบ Selective โดยกลุ่ม Mass–Middle และ Real Demand จะเป็นกำลังหลัก ขณะที่ตลาด Luxury และต่างชาติจะเลือกเฉพาะสินค้าและทำเลที่มีคุณภาพเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดบ้าน จากการแข่งขันว่าใครสร้างได้มากกว่า ไปสู่คำถามว่า ใครสร้างสินค้าได้ตรงกับกำลังซื้อจริงมากกว่า
อีกภาพที่ HBA นำมาประกอบการมองปี 2570 คือมุมมองทางเศรษฐกิจจาก ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI สิ่งที่สุนทรสะท้อนกลับมาจากเวทีดังกล่าวไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP หากแต่เป็นคำถามว่า เศรษฐกิจไทยจะสร้าง “กำลังซื้อใหม่” ให้กับประชาชนได้อย่างไร
ดร.สมเกียรติประเมินว่า GDP ปีนี้มีโอกาสขยายตัวราว 2.4% จากเดิมที่คาดไว้ 2% ซึ่งเป็นสัญญาณบวก แต่โจทย์เชิงโครงสร้างยังอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำและการกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับตลาดที่อยู่อาศัย เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นไกลตัว เพราะต่อให้ GDP เติบโต แต่หากรายได้ไม่กระจายไปยังประชาชนในวงกว้าง กำลังซื้อบ้านก็ย่อมฟื้นได้จำกัด
ดังนั้น การลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI จึงควรสร้าง Local Economic Linkage ให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงนำเงินทุนเข้าประเทศ แต่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น และการสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่
เมื่อเศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง SMEs มีศักยภาพ และประชาชนมีรายได้มากขึ้น Demand ที่อยู่อาศัยก็มีโอกาสเติบโตจากฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม
อีกโจทย์หนึ่งที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมตลาดคือ ต้นทุนการใช้ชีวิตในเมือง ตั้งแต่พลังงาน การเดินทาง ความหนาแน่นของเมือง ไปจนถึงต้นทุนการครอบครองและอยู่อาศัย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ทั้ง Smart Home, Energy Efficiency, Solar, AI และระบบบริหารจัดการอาคาร
บ้านในอนาคตจึงอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า “ใหญ่แค่ไหน” หรือ “อยู่ทำเลอะไร” แต่ต้องตอบได้ด้วยว่าใช้พลังงานเท่าไร ค่าใช้จ่ายตลอดอายุการอยู่อาศัยเป็นอย่างไร และเทคโนโลยีช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้มากเพียงใด
สำหรับสุนทร นี่คือเหตุผลที่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ต้องเปลี่ยนจากการมอง Quantity of Growthไปสู่ Quality of Growth และ Quality of Living
“เป้าหมายของ HBA ไม่ใช่เพียงทำให้ธุรกิจบ้านจัดสรรเติบโต แต่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยให้แข็งแรง มีนวัตกรรม ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชน”
ท้ายที่สุด วาระ 2569–2571 ของ HBA จึงอาจไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนมาตรการที่ผลักดันได้ หรือจำนวนยูนิตที่ตลาดขายได้เพียงอย่างเดียว แต่โจทย์ใหญ่กว่านั้นคือการทำให้ “บ้าน” กลับมาเป็นทั้ง เครื่องยนต์เศรษฐกิจ แหล่งสร้างงาน กลไกลดความเหลื่อมล้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของคุณภาพชีวิตคือเดิมพันของ HBA ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคหลังการเติบโตแบบเดิม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาพการฟื้นตัวที่“ไม่ทั่วถึง”มากขึ้น การเติบโตที่เกิดขึ้นกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SME ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จนเริ่มสะท้อนผ่านรายได้ กำไร สินเชื่อ และสัดส่วนธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 2.2% และปีหน้าขยายตัว2.1% แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP หากเป็นคุณภาพของการเติบโตเพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวไม่ได้กระจายประโยชน์ไปยังทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน
ภาพของ K-Shaped Recovery ชัดเจนและรุนแรงขึ้น โดยขาขึ้นของ K เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค ดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมสีเขียว
ขณะที่ขาลงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
อุตสาหกรรมที่เป็นพระเอกของการเติบโตในเวลานี้ เช่นกลุ่มไฮเทค อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center เป็นกลุ่มที่มีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบสูงถึง 28% ทำให้การเติบโตดังกล่าวมีลักษณะของการรั่วไหลออกไปยังต่างประเทศ หรือ Leakage ในระดับสูง
ขณะเดียวกันเครื่องยนต์ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีความเปราะบาง
ภาพเศรษฐกิจวันนี้จึงไม่ใช่การฟื้นตัวพร้อมกันทั้งระบบ แต่เป็นการฟื้นตัวที่ธุรกิจบางกลุ่มสามารถเดินหน้าได้ ขณะที่ธุรกิจอีกจำนวนมากยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแรง
บริษัทใหญ่ยิ่งโต SME ยิ่งถูกทิ้งห่าง
อีกหนึ่งภาพสะท้อนของ K-Shape ที่ยิ่งห่างเรื่อยๆ คือความแตกต่างตามขนาดของธุรกิจ จากการติดตามข้อมูลผลประกอบการของนิติบุคคลในประเทศไทยประมาณ 400,000 บริษัท พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ Top1% หรือประมาณ 4,000 บริษัท กำลังมีส่วนแบ่งรายได้ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงถึง 76% และยังสามารถขยายอัตรากำไรได้ดี
ตรงกันข้ามกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย หรือ SME ที่รายได้และอัตรากำไรอยู่ในลักษณะทรงตัวไม่สามารถเติบโตตามกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้
ประเด็นนี้สะท้อนมากกว่าความแตกต่างด้านขนาดธุรกิจ เพราะเป็นสัญญาณถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME ที่ลดลง
สอดคล้องผ่านสินเชื่อ SME ของธนาคารพาณิชย์ที่ติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง16 ไตรมาสหรือประมาณ 4 ปี
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือปัญหานี้ไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น แต่กำลังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME
ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนหนี้ของ SME ที่อยู่ในStage 2 ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วันและ Stage 3 กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย(เอ็นพีแอล)ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 25% ของสินเชื่อรวม และตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว
สะท้อนว่าปัญหาของ SME ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการขอสินเชื่อไม่ได้ แต่มีธุรกิจจำนวนมากที่อยู่ในภาวะความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลงแล้ว
“สินเชื่อ SME ติดลบติดต่อกัน 16 ไตรมาสหรือ4 ปีซ้อนมันเป็นเหรียญด้านหนึ่งของปัญหาที่สำคัญ สะท้อนก็ขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องสภาพคล่องเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน”
สะท้อนความอ่อนแอของเอสเอ็มอีอีกด้านคือการเพิ่มขึ้นของZombie Firmsในกลุ่ม SME ที่บริษัทมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage Ratio(ICR)ต่ำกว่า1 เท่า หมายถึงกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทไม่เพียงพอแม้แต่สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้
ข้อมูลที่น่าห่วงคือ สัดส่วน Zombie Firms ในกลุ่มธุรกิจ SME ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 3 เท่า
ดร.ยรรยงค์ มองว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้น่ากังวลมากขึ้น คือการเกิดขึ้นของ Zombie Firms ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำที่ 1% และมีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากทั้งภาครัฐและสถาบันการเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การที่ธุรกิจจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานให้เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย จึงสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าต้นทุนทางการเงิน กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วน Zombie Firms สูง ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ธุรกิจโรงแรมและที่พัก รวมถึงธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร
“ถ้ามี Zombie Firms เยอะๆ ก็เหมือนกับการ Allocation ของทรัพยากร ทั้งเงินทุนและแรงงานที่ควรจะไปอยู่ใน Sector อื่นที่มีอนาคต และถ้าปล่อยไว้จะเป็นค่าเสียโอกาสที่สะสมนานขึ้น และทำให้อัตราการเติบโตโดยรวมชะลอลง“
นอกจากนี้ สิ่งที่ SCB EIC ยังห่วงคือ จากการเพิ่มขึ้นของ Zombie Firms นอกจากไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัญหาของธุรกิจแต่ละราย แต่เป็นผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม หากธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ยังคงอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก จะทำให้เกิดภาวะ“Resource Misallocation”หรือ
การจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด
ทำให้เงินทุนและแรงงานจะยังคงถูกดึงไว้ในธุรกิจที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันและมีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะถูกปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีอนาคตและมีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่า
ปัญหาจึงไม่ได้จบอยู่ที่ SME รายหนึ่งไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย หรือธุรกิจหนึ่งไม่สามารถขยายกิจการ แต่จะกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรทั้งระบบเมื่อทุนและแรงงานไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่า ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Total Factor Productivity หรือ TFP ของไทยลดต่ำลง
และท้ายที่สุดฉุดศักยภาพการเติบโตของ GDP ไทยในระยะยาว
จึงเป็นเหตุผลที่ปัญหา Zombie Firms มีความหมายมากกว่าปัญหาหนี้เสียเพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและศักยภาพในการเติบโตของประเทศ
ไม่ใช่แค่ SME แต่ลามถึงแรงงาน
ความเปราะบางของเศรษฐกิจขาล่างยังสะท้อนออกมาที่ตลาดแรงงานและครัวเรือน แม้อัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 1.1% แต่จำนวนคนว่างงานจริงในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนผู้ทำงานต่ำระดับ หรือ Underemployment ก็เพิ่มขึ้น
อีกประเด็นคือรายได้แรงงาน เมื่อพิจารณาค่าจ้างรวม OT และโบนัสแล้วหักด้วยเงินเฟ้อ พบว่าค่าจ้างที่แท้จริงหรือ Real Wage ของแรงงานไทยติดลบ แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยรายได้ที่เป็นตัวเงินติดลบ ขณะที่รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนไทยยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและสวัสดิการจากภาครัฐสูงถึง 70% ของรายได้ทั้งหมด
ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้คลี่คลาย เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภายนอกที่จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจขาล่าง
ด้านแรก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิตและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
โดย SCB EIC คาดว่าบัญชีเดินสะพัดอาจขาดดุล2.5-3% ของGDP
ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเกือบ 90,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกเพื่อชดเชยเกือบ 400 ล้านบาทต่อวัน หากยังจำเป็นต้องตรึงราคาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กองทุนติดลบถึง 128,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังในการรับมือกับสถานการณ์มีข้อจำกัดขึ้น
ด้านที่สอง สงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยสินค้าไทยกำลังเผชิญภาษี Force Labor ที่อัตรา12.5% และมีความเสี่ยงต่อมาตรการ Section 301 กรณี Excess Capacity ขณะที่ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ในรายงานของสหรัฐฯ จากความกังวลเรื่องความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน
ด้านที่สามความเสี่ยงจากภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตร โดย SCB EIC ประเมินว่าจะฉุด GDP ไทยประมาณ 0.2-0.4% ในช่วง 2 ปีนี้
ด้านสุดท้ายภาวะการเงินและข้อจำกัดทางการคลัง แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดทุนสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นกู้เกิดภาวะ Flight to Quality และตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า A-ประสบปัญหาการ Rollover
สุดท้ายแล้วมองว่า ทางออกในการแก้ปัญหา K-Shape ไม่ใช่“อุ้มทุกธุรกิจ” หัวใจสำคัญคือ ไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะ Protect ทุกตำแหน่งงานหรือทุกธุรกิจดั้งเดิม เพราะการพยายามรักษาทุกธุรกิจเอาไว้ อาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาเชิงโครงสร้าง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 (Asian Games 2026) ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 10 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569
วอลเลย์บอลหญิง
เวลา : 10:45 น. จีน พบ ฟิลิปปินส์ (ถ่ายทอดสด : PPTV ช่อง 36 และ AIS Play)
เวลา : 13:45 น. ไทย พบ มองโกเลีย (ถ่ายทอดสด : PPTV ช่อง 36 และ AIS Play)
ฟุตบอลชาย
เวลา : 13:50 น. ไทย พบ คีร์กีซสถาน (ถ่ายทอดสด : ONE31 และ AIS Play)
เวลา : 17:25 น. ญี่ปุ่น พบ ฮ่องกง (ถ่ายทอดสด : T Sports 7 และ AIS Play)
สำหรับช่องทางชมถ่ายทอดสดเอเชียนเกมส์ 2026 แฟนกีฬาสามารถติดตามชม และเชียร์การถ่ายทอดสดได้ทาง NBT, T Sports 7, Monomax Sports, MCOT HD, ONE31, ไทยรัฐ TV ช่อง 32 และ PPTV ช่อง 36
ส่วนหากอยากรับชมแบบจัดเต็มตลอดการแข่งขัน และมีความคมชัดสูง Full HD สามารถสมัครบริการ AIS PLAY ที่จะรับหน้าที่ถ่ายทอดสดตลอดทั้งวันในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ ทั้งหมด 17 ช่อง แบ่งเป็น 3 ช่องพากย์ไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคติดต่อในรอบเดือนสิงหาคมและภาพรวมปี 2569 ชี้ว่าโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ โควิด-19 (ผู้ป่วยสะสมกว่า 1.3 แสนราย) ไข้หวัดใหญ่ และ RSV กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กเล็กและกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวมากที่สุด ขณะเดียวกัน ไข้เลือดออก แม้ผู้ป่วยสะสมจะลดลง แต่กลับมีอัตราป่วยตายสูงขึ้นเกือบเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมถึง โรคมือเท้าปาก และ ฝีดาษวานร (ซึ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่สายพันธุ์ 1B) ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ โรคติดเชื้อทางน้ำและดินอย่าง โรคฉี่หนู และ ไข้ดิน (เมลิออยโดสิส) ก็เป็นภัยเงียบในช่วงหน้าฝนที่มีอัตราป่วยตายสูง
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่กรมควบคุมโรค มีการแถลงข่าว “กันยา รับมือ ป้องกันโรคภัย ใส่ใจสุขภาพ” พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ และนพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา คือ เดือนสิงหาคม
1.โรคไข้หวัดใหญ่ 87,770 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 376,531 ราย
2.อุจจาระร่วง 79,780 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 795,579 ราย
3.โควิด -19 64,937 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 120,466 ราย
4.ปอดอักเสบ 29,166 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 245,256 ราย
5.มือเท้าปาก 21,354 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 59,605 ราย
1.พิษสุนัขบ้า ผู้ป่วย 1 ราย เสียชีวิต 1 ราย อัตราป่วยตาย 100 %
2.ลีเจียแนร์ ผู้ป่วย 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย อัตราป่วยตาย 50%
3.เมลิออยโดสิส ผู้ป่วย 443 ราย เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตาย 3.39%
4.ไข้หูดับ ผู้ป่วย 106 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย 1.89%
5.ไข้สมองอักเสบ ผู้ป่วย 168 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย 1.19%
สำหรับ สถานการณ์โรค โควิด-19 ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมีผู้ป่วยสะสมในปี 2569 ถึง 15 ก.ย. 2569 แล้ว 135,667 ราย เสียชีวิต 26 ราย อัตราป่วยตาย 0.02 % ยังคงน้อยกว่าการระบาดในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด คือ ต่ำกว่า 1 ปี ส่วน 10 จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ
กรณีผู้เสียชีวิต จำนวน 26 ราย เป็นผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว 21 ราย โรคประจำตัวที่พบมากที่สุด คือ โรคเบาหวาน หลอดเลือดสมอง หัวใจและหลอดเลือด ไตวายเรื้อรัง ทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคมะเร็ง
“การพยากรณ์จำนวนผู้ป่วย ในกรณีที่ไม่ได้มีการใส่หน้ากากอนามัย ไม่ล้างมือบ่อยๆ ไม่เว้นระยะห่าง ไม่ได้จัดสถานที่ให้มีอากาศถ่ายเทที่ดี อาจมีผู้ป่วยกว่า 20,000 รายต่อสัปดาห์ แต่หากมีมาตรการป้องกันเพิ่มได้ 50 % จำนวนผู้ป่วยจะกดลงได้อย่างเร็ว และจะยิ่งลดลงได้มากขึ้นอย่างเร็วหากทำได้ 80 %และคาดการณ์ว่าจะทำให้ปี 2569 มีจำนวนผู้ป่วยไม่เกิน 3 แสนราย จึงต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนปฏิบัติมาตรการอย่างเคร่งครัด”พญ.จุไรกล่าว
ขณะที่ โรคไข้หวัดใหญ่ ป่วยสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-8 ก.ย.2569 จำนวน 359,672 ราย มีผู้เสียชีวิต 57 ราย อัตราป่วยตาย 0.016% มีอัตราใกล้เคียงโควิด อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด คือ สายพันธุ์ A/H1N1 รองลงมาคือ AH3N2 และสายพันธุ์ B โดยทั้งสามสายพันธุ์บรรจุอยู่ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันได้
กลุ่มอายุป่วยมากที่สุด เป็นเด็กในวัยเรียน อายุ 5-9 ปี 65,300 ราย แต่อัตราเสียชีวิตมากที่สุดยังเป็นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป มีผู้เสียชีวิต 37 ราย จากตัวเลขสะสมทั้งหมด 57 ราย อย่างไรก็ตาม วัคซีนยังจำเป็นในกลุ่มเสี่ยง
รวมถึง โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ข้อมูลปี 2569 (1 ม.ค.-8 ก.ย.) ป่วย 8,578 ราย เสียชีวิต 1 รายเป็นเด็กอายุ 2 เดือน มีประวัติคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเมื่อติดเชื้ออาร์เอสวี จะอันตราย
“สถานการณ์โรคโควิด -19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงต้องระวังอย่างเข้มข้นในช่วงนี้”พญ.จุไรกล่าว
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวถึงคำแนะนำสำหรับการป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจว่า 1. ควรปฏิบัติตามสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือสัมผัสสิ่งสกปรก ไม่ใช้สิ่งของ/เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เมื่อไอ /จามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้า/ทิชชู ทุกครั้ง รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน สะอาด ไม่ใช้ภาชนะรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำส่วนตัว 2.ประชากรกลุ่มเสียง ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น ในระยะที่มีการระบาดของโรค หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
3.เมื่อมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว และไปรับการรักษาจากแพทย์ หากพบว่าป่วยเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจควรหยุดพักรักษาตัวจนกกว่าจะหายเป็นปกติ

4.หากในครอบครัว /สถานศึกษา มีผู้ป่วยอาการไข้หวัด ควรแยกผู้ป่วยอออกจากผู้อื่น และผู้ที่ต้องดูแล /ใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัยเสมอ
5. สถานที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่ปิด ควรจัดการให้มีการถ่ายเทอากาศที่ดี และทำความสะอาดสถานที่อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมีป้ายเตือนให้ประชาชนเคร่งครัดในเรื่องสุขอนามัยที่ดี
6. คำแนะนำเรื่องฉีดวัคซีน ไข้หวัดใหญ่แนะนำรับวัคซีนไข้หวัตใหญ่ทุกปี เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้นกันโดยเฉพาะกลุ่มเสียง ส่วนโควิด-19 และอาร์เอสวีมีเป็นวัคซีนทางเลือก
พญ.จุไร กล่าวด้วยว่า ในส่วนของโรคไข้เลือดออก สถานการณ์ปี 2569 ผู้ป่วย 25,026 ราย เสียชีวิต 39 ราย อัตราป่วยตาย 0.16 % โดยจำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าปี 2568 อยู่ 1.8 เท่า แต่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะทางภาคใต้ และพบผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ทั้งนี้ใน 39 รายที่เสียชีวิต เป็นผู้ใหญ่ 15 ปีขึ้นไป 34 ราย และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี 5 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ มีโรคประจำตัว ไปรพ.ช้าคือไปรับการรักษาวันที่ 4 หลังเริ่มป่วย อ้วนและได้รับยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไดโคฟีแนค ไอบูโพรเฟน แอสไพริน
“แม้จำนวนผู้ป่วยเหมือนจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังประมาทไม่ได้ และสิ่งที่น่าห่วง คือ ปี 2568 จำนวนผู้ป่วยราว 70,000 คน อัตราป่วยตายราว 0.09 % แต่ในปี 2569 ยังไม่ครบปี จำนวนผู้ป่วยลด แต่อัตราป่วยตายเกือบเป็น 2 เท่าของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 0.16 % โดยอัตราป่วยตายจะเริ่มสูงขึ้นเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ พบไวรัสไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ จึงต้องพยายามป้องกันไม่ให้ยุงกัด กำจัดแหล่งวางไข่ของยุงและหากมีไข้สูง 2 วันไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย”พญ.จุไรกล่าว
สถานการณ์โรคมือเท้าปาก ผู้ป่วยสะสมในปี 2569 จำนวน 59,643 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย กลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ อายุ 0-4 ปี ,5-9 ปี และ10-14 ปี พบผู้ป่วยกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคสูงสุดในภาคกลาง จังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุด คือ เชียงราย ชลบุรี และกรุงเทพฯ และยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งฤดูฝนเป็นช่วงที่โรคเพิ่มขึ้น

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงหน้าฝนมี 2 โรคที่ต้องระวังแน่นอน โรคแรก คือ โรคเลปโตสไปโรสิสหรือโรคฉี่หนู ช่วง 2 เดือนตั้งแต่ 9 ก.ค.-8 ก.ย. พบผู้ป่วย 907 ราย เสียชีวิต 8 ราย อัตราป่วยตาย 0.88 % โดยมีอัตราป่วยใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จึงควรเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ที่พบมาก ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน ภาคใต้ตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ส่วนโรคเมดิออยโดสิส หรือไข้ดิน ช่วง 2 เดือนตั้งแต่ 9 ก.ค.-8 ก.ย. พบผู้ป่วย 693 ราย เสียชีวิต 23 ราย อัตราป่วยตาย 3.32 % ส่วนใหญ่พบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต โรคธาลัสซีเมีย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิต้องระวังเป็นพิเศษ หากได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงเฉียบพลัน และมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วันร่วมกับมีประวัติลุยน้ำ/ดินย้อนหลังได้นานถึง 1 ปี ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ โรคฝีดาษวานร(MPOX) มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างชัดเจน ทั่วโลกในช่วงเดือนก.ค.2569 มีรายงานผู้ป่วยราว 1,300 ราย จาก 32 ประเทศ สำหรับประเทศไทยเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของสายพันธุ์ที่ระบาด โดยปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ 2 แต่ตอนนี้กลับกันเป็นสายพันธุ์ 1B โดยมีผู้ป่วย 307 ราย เป็นสายพันธุ์ 1B จำนวน 247 ราย สายพันธุ์ 2 จำนวน 58 ราย ยังไม่ระบุสายพันธุ์ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยยังพบผู้ป่วยในกลุ่มขายรักชายเป็นหลัก ผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 20 เท่า อายุ 20 ,30,40 ปีเป็นหลัก
“อัตราป่วยต้องนอนรพ.ทั้ง 2 สายพันธุ์ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น แม้สายพันธุ์มีการเปลี่ยนผ่านจากสายพันธุ์ 2 เป็น 1B อัตราความรุนแรงในการนอนรพ.ไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่พบสังเกตได้ จะพบว่า ตุ่มน้ำใสบริเวณผิวหนังของ 1B จะค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ 2”นพ.วีรวัฒน์กล่าว

ขอบคุณข้อมูลขจาก bangkokbiznews.com

Small Talk คือ ศิลปะการพูดคุยเรื่องทั่วไปเพื่อละลายพฤติกรรม ก่อนเข้าสู่ประเด็นสำคัญ ถือเป็นมารยาททางสังคมที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมตะวันตก เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจ
หัวข้อชวนคุยกับชาวต่างชาติ
| Do (ควรทำ) | Don’t (ไม่ควรทำ) |
|---|---|
| สภาพอากาศ & การเดินทาง: เป็นเรื่องกลางๆ ที่ทุกคนแชร์ได้ง่าย | เรื่องส่วนตัว: เงินเดือน, สถานะความสัมพันธ์, น้ำหนัก, อายุ |
| งานอดิเรก & ไลฟ์สไตล์: Golf, Wine tasting, การท่องเที่ยว | การเมือง & ศาสนา: ประเด็นขัดแย้งที่อาจสร้างศัตรูแทนมิตร |
| สถานการณ์ปัจจุบัน (เชิงบวก): เทรนด์ธุรกิจ, เทคโนโลยีใหม่ๆ | นินทา/บ่น: การวิจารณ์อาหารในงาน หรือบ่นเรื่องแย่ๆ |
| ชมเชยอย่างจริงใจ: เรื่องเสื้อผ้า, การนำเสนอ, ความสำเร็จ | มุกตลกสังขาร/เชื้อชาติ: เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเหยียดและไร้มารยาท |
ปัญหาของหลายๆคนไม่ใช่เพราะพูดไม่ได้ แต่เพราะประโยคที่ใช้มันดู “Basic” เกินไปจนไม่กล้าพูดต่อ การจะ ชวนคุยภาษาอังกฤษ ในระดับ Business Socializing ต้องอาศัยคำศัพท์ที่มีชั้นเชิง และโครงสร้างประโยคปลายเปิด
ลองดูความแตกต่างในตารางเปรียบเทียบนี้ เพื่อเห็นภาพว่าการเปลี่ยนคำเพียงเล็กน้อย ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ได้ขนาดไหน
ตารางเปรียบเทียบ Basic English vs. Executive English
| สถานการณ์ | แบบ Basic (รอดตาย แต่ไม่ประทับใจ) | แบบ Executive (ดูแพงและน่าเชื่อถือ) |
|---|---|---|
| ประโยคทักทายในงานปาร์ตี้ | “Hello. My name is…” (สวัสดี ฉันชื่อ…) | “Good evening. It’s a pleasure to finally meet you. I’ve heard great things about your work in…” (สวัสดีครับ ยินดีที่ได้พบคุณ ในที่สุด ผมได้ยินเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับงานของคุณในด้าน…) |
| คุยเรื่องงาน | “What is your job?” (คุณทำงานอะไร) | “What currently keeps you busy these days?” หรือ “What line of business are you in?“ (ช่วงนี้คุณยุ่งอยู่กับโปรเจกต์อะไรครับ / คุณอยู่ในแวดวงธุรกิจด้านไหน) |
| คุยเรื่องเศรษฐกิจ | “The economy is bad.” (เศรษฐกิจแย่) | “It’s quite a challenging economic climate, isn’t it? How is your industry adapting?” (สภาพเศรษฐกิจค่อนข้างท้าทายนะครับ อุตสาหกรรมของคุณปรับตัวอย่างไรบ้าง) |
| คุยเรื่องงานอดิเรก | “I like to play golf.” (ฉันชอบตีกอล์ฟ) | “I’m quite passionate about golf. It’s my way to unwind and strategize.” (ผมหลงใหลในกอล์ฟมาก มันเป็นวิธีผ่อนคลายและวางกลยุทธ์ของผม) |
เมื่อผ่านด่านทักทายมาแล้ว ความท้าทายต่อไปคือการเลี้ยงบทสนทนา (Keep the conversation flowing) ในงานสังคมของนักธุรกิจ หัวข้อชวนคุยกับชาวต่างชาติ ที่ได้รับความนิยมหนีไม่พ้นเรื่องสถานการณ์โลกและไลฟ์สไตล์หรูๆ
แทนที่จะบ่นว่าของแพง ลองเปลี่ยนมุมมองเป็นการวิเคราะห์เทรนด์ ใช้ บทสนทนาภาษาอังกฤษ ที่แสดงวิสัยทัศน์ เช่น:
(ด้วยความผันผวนของค่าเงินช่วงนี้ คุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในภาคการค้าระหว่างประเทศบ้างไหมครับ?)
(มุมมองน่าสนใจครับ ผมคิดว่าเราต้องกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้)
การคุยเรื่องความชอบส่วนตัวช่วยสร้าง Deep Connection ได้ดีที่สุด แต่มันต้องไม่ใช่แค่ “Yes, I like it.”
(Cabernet Sauvignon ตัวนี้รสสัมผัสยอดเยี่ยมมาก คุณเป็นคอไวน์ด้วยหรือเปล่าครับ?)
(ผมพบว่ากอล์ฟสอนเรื่องความอดทนและสมาธิได้เยอะมาก ซึ่งเอามาใช้กับการบริหารธุรกิจได้เลย คุณเล่นไหมครับ?)
Small Talk คือ ทางภาษา คุณต้องรู้จังหวะรุกและจังหวะรับ สิ่งที่สำคัญกว่าการพูดเก่ง คือการเป็น “ผู้ฟังที่ดี”
การรู้ มารยาทการคุยกับฝรั่ง เหล่านี้ จะช่วยให้คุณดูเป็น Global Citizen ที่มีเสน่ห์และน่าเข้าหา แม้ภาษาอาจจะไม่เป๊ะ 100% แต่บุคลิกภาพที่ดีจะช่วยกลบจุดด้อยนั้นได้
การจำสคริปต์ Small Talk ไปใช้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในสถานการณ์จริงที่ไม่มีสคริปต์ ความมั่นใจ ความลื่นไหล และสำเนียงที่น่าฟัง คือสิ่งที่ต้องผ่านการฝึกฝนจนเป็นธรรมชาติ
หากคุณคือเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่เบื่อกับการต้องยืนยิ้มแก้เขิน และอยากปลดล็อกศักยภาพด้านภาษาเพื่อต่อยอดธุรกิจ… Speak Up Thailand คือคำตอบที่คุณมองหา
คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ของเราออกแบบมาเพื่อ “ผู้ใหญ่และวัยทำงาน” โดยเฉพาะ:
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

รายงาน PISA 2025 Results (Volume I): Future-Ready Students จัดทำโดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD ) ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ AI กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความซับซ้อน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความถี่ในการใช้ ระดับความสามารถเดิมของนักเรียน และรูปแบบการจัดการเรียนการสอน
สำหรับการใช้ AI ในวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อช่วยเรียน นักเรียนที่ใช้เป็นรายสัปดาห์มีคะแนนใกล้เคียงกับนักเรียนที่ไม่ใช้ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ในระดับพอเหมาะมีแนวโน้มทำคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ใช้น้อยมากหรือใช้อย่างเข้มข้น
AI ต้องช่วยคิด ไม่ใช่คิดแทน
OECD ระบุว่า การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการรับเนื้อหาหรือคำตอบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ผู้เรียนต้องใช้ความพยายามทางความคิดกับข้อมูลใหม่ ผ่านการอ่าน ตั้งคำถาม วิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูล ทดลองแก้ปัญหา และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด
หากนำ AI มาใช้เพื่อให้ข้อเสนอแนะ สร้างแบบฝึกหัด อธิบายแนวคิดเพิ่มเติม หรือช่วยฝึกทักษะเฉพาะบุคคล เทคโนโลยีจะสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ได้
แต่หากใช้ AI เพื่อข้ามขั้นตอน เช่น ให้สรุปบทเรียนโดยไม่อ่าน ตอบคำถามโดยไม่วิเคราะห์ หรือทำงานทั้งหมดแทนนักเรียน อาจลดโอกาสในการพัฒนาความเข้าใจและทักษะการแก้ปัญหาด้วยตนเอง
OECD จึงเสนอให้ AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือพยุงการเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องมือที่ผู้เรียนต้องพึ่งพาเพื่อให้ได้คำตอบ โดยต้องเพิ่มความพยายามในการเรียนรู้ของนักเรียน ไม่ใช่เข้ามาทดแทนกระบวนการคิด
เสี่ยงเกิดช่องว่างความรู้เท่าทัน AI
PISA 2025 พบว่า ภายในปี 2025 นักเรียนส่วนใหญ่ในหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจนำแชตบอต AI เช่น ChatGPT มาใช้ทำงานในโรงเรียนแล้ว แต่มีนักเรียนเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ OECD ที่ใช้เป็นประจำเกือบทุกวัน
งานที่นักเรียนนำ AI มาใช้ครอบคลุมการสรุปเรื่องที่ต้องอ่าน การค้นคว้าเบื้องต้นเกี่ยวกับหัวข้อใหม่ การร่างงานเขียน และการใช้ AI เพื่อช่วยในการเรียน
นักเรียนที่ใช้ AI บ่อยและได้รับโอกาสพัฒนาความรู้เท่าทัน AI มีแนวโน้มทำคะแนนได้ดีกว่าเล็กน้อย แต่โอกาสดังกล่าวพบมากกว่าในกลุ่มนักเรียนที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม
ความแตกต่างนี้อาจเพิ่มช่องว่างระหว่างนักเรียนที่สามารถใช้ AI เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล กับนักเรียนที่ใช้เทคโนโลยีเพียงเพื่อค้นหาคำตอบหรือทำงานแทนตนเอง
OECD ระบุว่า โรงเรียนต้องสอนให้นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบจาก AI ค้นหาอคติ เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง และตัดสินใจว่างานประเภทใดควรหรือไม่ควรมอบหมายให้ AI ทำ
ทักษะอ่านยุค AI ลดลง
PISA 2025 พบว่า ระหว่างปี 2018-2025 คะแนนการอ่านลดลงในประมาณ 3 ใน 4 ของระบบการศึกษาที่มีข้อมูลเปรียบเทียบได้ ขณะที่คะแนนเฉลี่ยของประเทศ OECD ลดลง 25 คะแนน หรือมากกว่าพัฒนาการเรียนรู้เฉลี่ยหนึ่งปี
ทักษะที่ลดลง ได้แก่ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล การเชื่อมโยงเนื้อหาจากหลายแหล่ง และการคิดอย่างมีวิจารณญาณต่อสิ่งที่อ่าน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการตรวจสอบข้อมูลและคำตอบที่สร้างโดย AI
สัดส่วน “นักอ่านที่เร่งรีบ” ซึ่งอ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็วและตอบคำถามผิด เพิ่มจาก 6.6% ในปี 2018 เป็น 11.4% ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
รายงานระบุว่า ทักษะการอ่านเริ่มลดลงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 จึงยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน แต่การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินที่ลดลง รวมถึงพฤติกรรมอ่านบนหน้าจอแบบกวาดสายตาและเลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว อาจกระทบต่อความสามารถในการอ่านเนื้อหาซับซ้อนและการคิดเชิงลึก
ใช้ดิจิทัลมากเกินไปสัมพันธ์กับคะแนนลดลง
การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการเรียนในระดับพอเหมาะ มีความสัมพันธ์กับคะแนนวิทยาศาสตร์ที่สูงกว่าทั้งกลุ่มที่ไม่ใช้และกลุ่มที่ใช้ในระดับสูงมาก
ในทางกลับกัน การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อความบันเทิงในโรงเรียนนานกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน มีความสัมพันธ์กับคะแนนวิทยาศาสตร์ที่ลดลง
นักเรียนเฉลี่ย 28% ในประเทศ OECD รายงานว่า เพื่อนร่วมชั้นเสียสมาธิจากสมาร์ทโฟน เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ระหว่างเรียนวิทยาศาสตร์เกือบทุกคาบหรือทุกคาบ
โรงเรียนที่ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือหรือมีแนวทางใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในแต่ละวิชาอย่างชัดเจน มีสัดส่วนนักเรียนรายงานปัญหาเสียสมาธิน้อยกว่า แต่ OECD ระบุว่า ยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่านโยบายดังกล่าวช่วยเพิ่มคะแนนวิทยาศาสตร์

เด็กไทยอ่านฟื้น แต่ยังห่าง OECD 69 คะแนน
นักเรียนไทยมีคะแนนการอ่าน PISA 2025 เฉลี่ย 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนนจากปี 2022 แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 461 คะแนน รวม 69 คะแนน
นักเรียนไทยมีสัดส่วนคำตอบด้านการอ่านที่ตอบอย่างรวดเร็วแต่ไม่ถูกต้องเฉลี่ย 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 8.9%
ด้านวิทยาศาสตร์ นักเรียนไทยได้ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนนจากปี 2022 ส่วนคณิตศาสตร์ได้ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน สวนทางกับค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งคะแนนวิทยาศาสตร์ลดลง 3 คะแนน การอ่านลดลง 14 คะแนน และคณิตศาสตร์ลดลง 9 คะแนน
ขณะเดียวกัน นักเรียนไทย 36.9% มีผลประเมินต่ำกว่าระดับพื้นฐานพร้อมกันทั้งวิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 19.7%
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

กลายเป็นเรื่องราวเตือนภัยสายทำอาหารและคออาหารจีน เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ได้นำ “โป๊ยกั๊ก” (เครื่องเทศแปดกลีบ) ที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาต้มเนื้อวัวให้ครอบครัวรับประทาน
แต่ระหว่างมื้ออาหาร ลูกๆ เกิดความสงสัยและนั่งนับกลีบโป๊ยกั๊กในชาม จนพบว่ามีชิ้นหนึ่งมีกลีบมากถึง 13 แฉก ก่อนจะพบความจริงสุดช็อกว่าเครื่องเทศชิ้นนั้นอาจเป็น “ม่างเฉ่า” (Illicium lanceolatum) พืชพิษที่มีรูปร่างคล้ายโป๊ยกั๊กอย่างมาก
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อนางหวัง (นามสมมุติ) ได้นำโป๊ยกั๊กแบบชั่งกิโลขายที่ซื้อไว้มาต้มเนื้อวัวตุ๋นให้คนในบ้านทาน ขณะกำลังรับประทานอาหาร ลูกน้อยทั้งสองคนได้ถามลำโพงอัจฉริยะว่าทำไมโป๊ยกั๊กถึงชื่อโป๊ยกั๊ก ซึ่งคำตอบระบุว่าปกติจะมี 8 กลีบ
เด็กๆ จึงนำโป๊ยกั๊กในหม้อมานั่งนับดู ทว่ากลับพบชิ้นหนึ่งที่มีกลีบมากถึง 13 แฉก เมื่อสอบถามลำโพงอัจฉริยะเพิ่มเติม ระบบเตือนว่าหากมีมากกว่า 10 แฉก อาจไม่ใช่โป๊ยกั๊กธรรมดา แต่อาจเป็น “ม่างเฉ่า” พืชมีพิษ
ด้วยความตกใจ คุณแม่จึงถ่ายรูปสแกนผ่านระบบ AI พร้อมส่งภาพให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ซึ่งผลออกมาตรงกันว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเป็นม่างเฉ่า เนื่องจากครอบครัวได้ทานเนื้อตุ๋นหม้อดังกล่าวไปแล้วบางส่วน เธอจึงตัดสินใจเทเนื้อวัวตุ๋นที่เหลือทั้งหมดทิ้งทันทีเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “ม่างเฉ่า” เป็นพืชที่มีพิษร้ายแรงและไม่สามารถนำมารับประทานได้ หากผู้บริโภครับประทานเข้าไปในปริมาณหนึ่ง อาจก่อให้เกิดอาการพิษรุนแรง เช่น ชักเกร็ง ชักกระตุก ปากชัก ชักชักบวม หรือชักเกร็งตามแขนขา และในกรณีที่รุนแรงที่สุดอาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าโป๊ยกั๊กแท้ไม่จำเป็นต้องมี 8 แฉกเสมอไป บางครั้งอาจมี 7, 9 หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโต แต่หากพบว่ามี 11–14 แฉก (โดยเฉพาะ 13 แฉก) ให้ตั้งสงสัยไว้ก่อนทันที โดยสามารถสังเกตความแตกต่างได้ดังนี้:
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำทิ้งท้ายว่า ก่อนนำโป๊ยกั๊กใส่ลงในเมนูตุ๋น ต้ม หรือต้มพะโล้ ควรสังเกตลักษณะภายนอกให้ดี หากพบชิ้นที่มีจำนวนแฉกมากผิดปกติ กลีบลีบยาว และปลายงอคล้ายตะขอ ให้เลี่ยงการใช้งานทันที เพื่อป้องกันไม่ให้พืชพิษปนเปื้อนลงในอาหารของครอบครัว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,050.00 | 68,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,399.00 | 66,688.84 | 69,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,959.10 | 60,019.96 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,519.20 | 53,351.07 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,979.55 | 30,009.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,539.65 | 23,341.09 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,558.55 | 69,107.62 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.94 | 39.94 | 40.44 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.57 | 39.57 | 40.07 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.94 | 34.94 | 35.14 | 34.94 | – | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.88 | 30.88 | – | – | – | – | – | – | 30.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.93 | – | – | 49.26 | – | 49.43 | 49.08 | – | 48.93 |
| ดีเซล | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 |
| ดีเซล B20 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 51.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ GROREIT เตรียมประชุมผู้ถือหน่วยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์วันที่ 28 ต.ค. 2569 เพื่อโหวตขายโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โดยมีข้อเสนอจาก ROH ราคา 4,873 ล้านบาท และออร์คิด ฮอสพิแทลลิที 5,300 ล้านบาท พร้อมเปิดประมูลหากทั้งสองทางเลือกไม่สำเร็จ หลัง ROH พลาดกำหนดซื้อคืนเดิม ก่อนนำเงินไปชำระบัญชีและเลิกกองทรัสต์ต่อไป
นายอลงกรณ์ ประธานราษฎร์นิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่อง การจำหน่ายทรัพย์สินหลักของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน และแจ้งวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์สินหลักของทรัสต์และการเลิกกองทรัสต์
โดยระบุรายละเอียดว่า ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (“บลจ. วรรณ”) ในฐานะผู้จัดการ กองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออร์คิด โฮสพีทาลิตี้ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (“GROREIT”) ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ได้มีมติอนุมัติการจำหน่าย “ทรัพย์สินหลัก” หรือ”ทรัพย์สินโครงการ” (โครงการ โรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส) ของ GROREIT โดย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
ตามที่ บลจ. วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ GROREIT ได้แจ้งเรื่องบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศ ไทย) จำกัด (มหาชน) (“ROH”) ไม่ดำเนินการซื้อคืนทรัพย์สินโครงการเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเช่า (คือ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569) ตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ (โครงการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส) (“สัญญาจะซื้อจะขาย”) ซึ่ง บลจ. วรรณ ได้แจ้งข้อมูลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“แจ้งข่าวตลาดหลักทรัพย์ฯ”) ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แล้วนั้น
ที่ประชุมคณะกรรมการ บลจ. วรรณ ครั้งที่ 5/2569 ได้มีมติอนุมัติให้เรียกประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ของ GROREIT ครั้งที่ 1/2569 โดยเป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินโครงการของ GROREIT ตามวาระการประชุม ดังนี้
วาระที่ 1 : พิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินหลักให้แก่บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในราคา 4,873 ล้านบาท ภายใน 14 วันนับจากวันที่ได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์
ที่มาและเหตุผล เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ROH ได้มีหนังสือถึง GROREIT แจ้งยืนยันสิทธิและความ พร้อมในการขอซื้อคืนทรัพย์สินหลัก ในราคา 4,873 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ให้การสนับสนุนเงินลงทุน แต่การสนับสนุนเงินลงทุนขึ้นอยู่กับผลการทำ Due Diligence, ขั้นตอนการอนุมัติภายใน และการดำเนินการเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องของผู้สนับสนุนเงินลงทุน
และ ROH ขอให้ GROREIT ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และขอให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (“MFC”) ในฐานะทรัสตีของ GROREIT และ บลจ. วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ประสานงานกับ ROH อย่างรวดเร็วเพื่อดำเนินการที่จำเป็นเพื่อให้การขายและโอนทรัพย์สินโครงการ เสร็จสิ้น
ถึงแม้ว่าผู้จัดการกองทรัสต์และทรัสตีมีความเห็นร่วมกันว่า สิทธิซื้อคืนทรัพย์สินหลักของ ROH ตามสัญญาจะซื้อจะขายได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เพื่อให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ได้มีโอกาสพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์สินหลักในทุกทางเลือกที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บลจ. วรรณ จึงเห็นควรนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาวาระนี้ตามที่ ROH ได้แจ้งมาภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม
วาระที่ 2 : พิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินหลักให้แก่บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ในราคา 5,300 ล้านบาท ภายใน 14 วันนับแต่ได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ หรือนับแต่ ROH ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์มีมติอนุมัติวาระที่ 1 แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดหลังสุด
ที่มาและเหตุผล เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ได้ทำหนังสือข้อเสนอซื้อ
อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ของโครงการ โรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ในราคา 5,300 ล้านบาท ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บลจ. วรรณ จึงเห็นควรนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาในวาระนี้
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจำหน่ายทรัพย์สินหลักเพื่อให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์มีมติไม่อนุมัติวาระที่ 1 หรือในกรณีที่ ROH ไม่ สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์มีมติอนุมัติวาระที่ 1 แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดหลังสุด
วาระที่ 3 : พิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินหลักของ GROREIT โดยวิธีการเปิดประมูล โดยมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัดในฐานะ ผู้จัดการกองทรัสต์ เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ ไม่ว่ากรณีที่ วาระที่ 1 และ/หรือ 2 ไม่ได้รับมติอนุมัติ หรือได้รับมติอนุมัติแต่ไม่สามารถดำเนินการได้
ที่มาและเหตุผล ในกรณีที่วาระที่ 1 และ/หรือ 2 ไม่ได้รับการพิจารณาลงมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยทรัสต์ หรือได้รับมติอนุมัติแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บลจ. วรรณ จึงเห็นควร นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาตามในวาระนี้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจำหน่าย ทรัพย์สินหลักเพื่อให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณา ไม่ว่ากรณีที่วาระที่ 1 และ/หรือ 2 ไม่ได้รับมติอนุมัติ หรือได้รับมติอนุมัติแต่ไม่สามารถดำเนินการได้
* โดยรายละเอียดและเงื่อนไขของการจำหน่ายทรัพย์สินหลัก ตามวาระที่ 1 ถึง 3 จะระบุไว้ในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจะนำส่งให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วันก่อน วันประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์
วาระที่ 4 : พิจารณาอนุมัติการเลิกกองทรัสต์ การชำระบัญชี และการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
ที่มาและเหตุผล ในกรณีที่ GROREIT ได้จำหน่ายทรัพย์สินหลักตามที่ได้รับมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยทรัสต์ในกรณีใดกรณีหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการกองทรัสต์จะดำเนินการเลิกกองทรัสต์ โดยกันเงิน สำหรับการดำเนินการต่างๆ เพื่อใช้ในระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการ ดำเนินคดีต่างๆ (หากมี) การชำระบัญชี และการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน สัญญาก่อตั้งทรัสต์และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
วาระที่ 5 : อื่นๆ (ถ้ามี)
ทั้งนี้ บลจ. วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ครั้งที่ 1/2569 ของ GROREIT ในวันที่ 29 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันให้สิทธิผู้ถือหน่วยทรัสต์ (Record Date) และจะจัดส่งหนังสือเชิญประชุมให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

SC มองตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบผ่านจุดต่ำสุดในครึ่งปีแรก คาดไตรมาส 4/2569 กลับมาเร่งตัว รับแผนเปิดโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวม 17,000 ล้านบาท พร้อมเร่งเครื่อง 4 เดือนสุดท้าย เปิดบ้าน 8 ซีรีส์ใหม่ 19 ทำเล ภายใต้แนวคิด “Live and Learn Home” ตั้งเป้ายอดขายแนวราบใกล้ 27,000 ล้านบาท ยอดโอน 16,000 ล้านบาท และปิดการขายบ้าน 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 25,600 ล้านบาทภายในสิ้นปี
นายมงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบและการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบในปี 2569 ผ่านจุดต่ำสุด หรือ “ท้องช้าง” ในช่วงครึ่งปีแรกมาแล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเร่งตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3/2569 ตลาดอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเร่งตัวในไตรมาส 4/2569 ซึ่ง SC ประเมินว่าจะเป็นช่วงสำคัญในการสร้างผลงาน หรือ Peak Performance จากการเปิดตัวโครงการใหม่และการทำตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบได้ผ่านจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งปีแรกมาแล้ว และคาดว่าไตรมาส 4/2569 จะเป็นช่วงสร้างผลงานสำคัญ จากการเปิดตัวโครงการใหม่และแผนการรุกตลาดในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยให้ภาพรวมผลประกอบการของ SC ยังคงเป็นบวกและเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”นายมงกุฎกล่าว
คงเป้ายอดแนวราบ 2.7 หมื่นล้าน
สำหรับแผนดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง SC เตรียมเปิดโครงการใหม่รวม 19 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยเฉพาะช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี ตั้งแต่เดือนก.ย.-ธ.ค. เพื่อสร้างแรงส่งต่อยอดขายในช่วงปลายปี
จากแผนดังกล่าว บริษัทคงเป้าหมายยอดขาย (พรีเซล) โครงการแนวราบปี 2569 ไว้ใกล้เคียง 27,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมถึงกิจกรรมการตลาดในช่วงโค้งสุดท้าย จะช่วยกระตุ้นกลุ่มลูกค้าที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจให้กลับเข้าสู่ตลาด
เร่ง Sold Out 19 โครงการ 2.56 หมื่นล้าน
ขณะเดียวกัน SC เดินหน้าเร่งระบายโครงการที่มีอยู่ โดยตั้งเป้าปิดการขายบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมรวม 19 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 25,600 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569
ปัจจุบันสามารถปิดการขายแล้ว 4 โครงการ ได้แก่ คอนนาเซอร์ พัฒนาการ, แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า, วี คอมพาวด์ ติวานนท์-รังสิต และเวิร์คเพลส รามอินทรา-พระยาสุเรนทร์ ขณะที่อีก 15 โครงการอยู่ในกลุ่มใกล้ปิดการขาย อาทิ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สุขสวัสดิ์-พระราม 3, แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด กรุงเทพกรีฑา และบางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ เวสต์เกต
ทั้งนี้นายมงกุฎ ระบุว่า สินค้าเหลือขาย (Inventory) ในกลุ่มโครงการดังกล่าวมีมูลค่ารวมไม่เกิน 1,000 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการเหลือขายเพียงประมาณ 1-2 หลัง สะท้อนโอกาสในการเร่งปิดการขายในช่วงปลายปี
ขณะที่นายณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและนวัตกรรม SC กล่าวถึงกลยุทธ์สำคัญของ SC ในการสร้างยอดขายและความแตกต่างของสินค้า คือการต่อยอดแนวคิด “Live and Learn Home บ้านที่สร้างจากชีวิตจริง” โดยมุ่งให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นแบบ Individual-Centric หรือเริ่มจากความต้องการของผู้อยู่อาศัยจริง ก่อนนำมาพัฒนาเป็นแบบบ้าน ฟังก์ชัน และพื้นที่ใช้สอย
บริษัทดำเนินการทั้งการสำรวจวิจัยประสบการณ์ของลูกบ้าน การให้ผู้บริหารลงพื้นที่เยี่ยมชมความเป็นอยู่จริง รวมถึงรับฟังคำติชมจาก Call Center เพื่อนำข้อมูลมาแปลงเป็นโซลูชันใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป
นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวถูกนำไปพัฒนาเป็นแบบบ้านใน 19 โครงการ ครอบคลุม 5 แบรนด์ ได้แก่ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์, บางกอก บูเลอวาร์ด, เวนิว ไอดี และเดอะ พาวิลเลียน…
ฟังก์ชันที่พัฒนาขึ้นจาก Insight ได้แก่ Double Living ซึ่งปรับเปลี่ยนการใช้งานได้, Equitable Bedroom ห้องนอนพี่น้องที่มีขนาดเท่ากัน, Secondary Pantry พื้นที่อเนกประสงค์ชั้น 2, His & Her Walk-in Closet รวมถึง Cinematic Space และ Open Space Living ที่เพิ่มความโปร่ง เชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับธรรมชาติ และเปิดให้สมาชิกครอบครัวสามารถทำกิจกรรมแตกต่างกันในพื้นที่เดียวกันได้
8 ซีรีส์ใหม่ 19 ทำเล รับกำลังซื้อโค้งท้าย
สำหรับแคมเปญ “Live and Learn Home” ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี SC เตรียมเปิดตัวบ้าน 8 ซีรีส์ใหม่ใน 19 ทำเล ครอบคลุมแบรนด์ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์, บางกอก บูเลอวาร์ด และ เวนิว โดยปัจจุบันเปิดตัวแล้ว 4 ซีรีส์ ได้แก่ Cape Dutch Revival, Modern Tropical, Pause Series และ Mid-Century Modern
แนวทางดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบบ้านที่ใช้ซ้ำในหลายโครงการ มาเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงพฤติกรรมของลูกค้าและบริบทของแต่ละทำเล เพื่อให้บ้านสามารถปรับเปลี่ยนตามรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนไป
หนึ่งในตัวอย่างคือบ้านแฝดในย่านราชพฤกษ์ ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมาและทำยอดขายได้ประมาณ 450 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่ช่วงปลายปียังมีการเปิดตัวแบบบ้านและโครงการใหม่ในทำเลสำคัญ เช่น บางนา รามอินทรา วิภาวดี-สะพานใหม่ มอเตอร์เวย์พระราม 9 และถนนวิทยุ
ใช้การตลาด กระตุ้นลูกค้าตัดสินใจ
นอกจากการพัฒนาสินค้า SC ยังวางแผนจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนสุดท้าย เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับลูกค้าที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจซื้อ โดยเชื่อมการสื่อสารแบรนด์เข้ากับแนวคิด Live and Learn Home ผ่าน Music Marketing และเพลง “Live & Learn”
แกนหลักของการสื่อสารคือการสะท้อนว่า “ชีวิตเปลี่ยน บ้านก็ต้องเปลี่ยนตาม” จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากบ้าน การเลี้ยงลูก การใช้พื้นที่ร่วมกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในครอบครัว
SC จึงวาง Live and Learn Home ไม่ใช่เพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็นแนวทางที่เชื่อมตั้งแต่การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค การออกแบบสินค้าและ Space Design ไปจนถึงประสบการณ์การอยู่อาศัย โดยหวังสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันยอดขายและการปิดโครงการ
ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th

หุ้นไทยเปิดร่วง 9.06 จุด หลุด 1,590 จุด หลัง DELTA ดิ่งเกือบ 6% รับกังวลลงทุน AI ชะลอ–บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่ง โบรกฯ แนะหลบหุ้นเทค เน้นแบงก์และหุ้น Value
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ 15 กันยายน 2569 ดัชนี SET Index เปิดการซื้อขายภาคเช้า ณ เวลา 10:38 น. ที่ระดับ 1,582.01 จุด ลดลง 9.06 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.57% จากปิดตลาดก่อนหน้า ในช่วงระหว่างเปิดการซื้อขายภาคเช้าดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,592.28-1,578.71 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 27,127.41 ล้านบาท
5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด
บอนด์ยีลด์เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นโลกและไทยวันนี้ (15 ก.ย. 69) ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังผันผวนเพราะทางผู้นำ AI ส่งสัญญาณชะลอลงทุนกดดันหุ้น SEMI และขณะเดียวกัน Yield สหรัฐฯ ยังคงเร่งขึ้นต่อเนื่อง ตลาดกำลังเรียกร้องดอกเบี้ยที่สูงจากเงินเฟ้อและปัญหาหนี้สหรัฐฯ ทำให้ Value Stock ยังมีแนวโน้ม Outperform (Bank Health ICT) แต่ระมัดระวัง TECH
โดยดัชนี S&P 500 ลดลง -0.48% และ Nasdaq -0.56% หลังนักลงทุนกังวลเรื่อง AI Slowdown จากข้อเสนอของ CEO Anthropic ที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ถูกขาย ด้านราคาน้ำมัน WTI ปิดเหนือ 100 $ / BBL หลังซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ราคาหุ้นปรับขึ้นเด่นได้แก่ GOOGL +3.2% MSFT +2% META +2.7%
ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ เดินหน้าปรับขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ รุ่นอายุ เป็นไปได้ว่ามาจากความกังวลเงินเฟ้อและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลงจนกระทั่งทรัมป์ต้องออกมาระบุใน Social Media ใน Truth Social ว่าอิหร่านกำลังประสบปัญหาและต้องการทำข้อตกลงเร่งด่วนโดยสหรัฐฯ ก็อาจรับพิจารณาช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมันแต่ก็ยังมิได้มากนัก
แต่ทั้งนี้ก็เชื่อว่าทางสหรัฐฯ ไม่สามารถปล่อยให้ Bond Yield ปรับขึ้นมากกว่านี้ได้ เพราะจะกดดันทั้งเศรษฐกิจและหนี้ภาครัฐ ด้าน CME FED Watch ล่าสุดให้น้ำหนัก 92% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้เท่ากับว่าตลาดได้ Price In ไปแล้วแต่จุดที่น่าสนใจนั้นก็คือทิศทางถัดไปของดอกเบี้ย
ฮั้ว สว. ไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน
ประเด็นการพิจารณาฮั้ว สว. ในประเทศมิได้มีอะไรน่ากังวล จากนี้นักลงทุนจะไปให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจและกำไรบริษัทฯ เมื่อวานนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติพบว่า -3.4% (YTD) แต่หลังจากนี้มีแนวโน้มเร่งขึ้นจาก ช่วง Golden Week ของจีน
วันนี้ประเมิน SET Index 1,580-1,605 จุด เช้านี้พบ KOSPI -0.6% อาจกดดัน Tech DELTA HANA ในเชิง กลยุทธ์เน้นที่ Value Stock อย่างธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) โรงพยาบาล (BDMS BH BCH PR9) ค้าปลีก (CPALL CPN HMPRO) กลุ่มส่งออก (ITC TU) ได้ประโยชน์จากอ่อนค่าของเงินบาท
หุ้นแนะนำ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028 (Volleyball Olympics 2028) ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 15-30 กรกฎาคม 2028
ซึ่งจากการที่ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการคัดเลือกหาทีมเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย โดยให้สิทธิ์ทีมที่เป็นแชมป์ทวีปได้สิทธิ์อัตโนมัติ 5 ทีม (ทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปเอเชีย, ทวีปแอฟริกา, ทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกาใต้)
ล่าสุดได้ทีมที่สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้าเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2028 จากการเป็นแชมป์ทวีปครบแล้วทั้ง 5 โซนเรียบร้อย บวกกับ “เจ้าภาพ” สหรัฐอเมริกา ทำให้ได้แล้ว 6 ชาติ และยังเหลือโควตาอีก 6 ที่นั่งในรอบสุดท้าย
สำหรับโควตาอีก 6 ชาติ จะให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-3 ในศึกชิงแชมป์โลก 2027 บวกกับ ทีมที่มีอันดับโลกดีที่สุด (FIVB World Ranking) และยังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก อีก 3 ทีม รวมทั้งหมด 12 ทีม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) เป็นความผิดปกติของหูชั้นในที่กระทบทั้งระบบการทรงตัวและการได้ยิน ผู้ป่วยบางรายอาจทำให้การได้ยินเสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวร
นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า โรคมีเนียมีความสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops อาจทำให้แรงดันภายในหูชั้นในเปลี่ยนแปลงและรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยิน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ
ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ
ทั้งนี้ บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ซึ่งอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง
ส่วนอากาา “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และผู้ที่มีอาการบ้านหมุนไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคมีเนียทุกคน เนื่องจากยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการลักษณะเดียวกัน
ภาวะที่พบบ่อยคล้ายกับโรคมีเนีย
คือ “โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด” หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) มักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อมีการเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย
ดังนั้น ข้อมูลที่ควรสังเกตคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินสาเหตุ แต่การวินิจฉัยควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรสรุปว่าเป็นโรคมีเนียจากอาการเพียงอย่างเดียว
การวินิจฉัย-ประเมินอาการ เพื่อหาสาเหตุ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น
โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่พบได้บ่อยในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลา และความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน จากนั้นจึงตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว
หนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และรูปแบบของการสูญเสียการได้ยินสอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องตรวจระบบการทรงตัวหรือได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน
รักษาเน้นควบคุมอาการและรักษาการได้ยิน
นพ.พงศธร กล่าวว่า เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางอื่นตามความเหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีการพิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัดเป็นทางเลือก โดยต้องประเมินทั้งประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการได้ยินเป็นสำคัญ
นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแล
ขณะเดียวกันควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละบุคคล
สิ่งสำคัญคือ หากอาการบ้านหมุนเกิดซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมี หูอื้อ แน่นหู เสียงรบกวนในหู หรือการได้ยินลดลง ไม่ควรรอให้อาการหายเองทุกครั้ง เพราะการประเมินสาเหตุและตรวจการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก มีส่วนช่วยให้แพทย์วางแนวทางดูแลได้เหมาะสม และติดตามการเปลี่ยนแปลงของการได้ยินได้ต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

| จุดที่มักใช้ผิด | มักเขียน/พูดผิดเป็น | วิธีใช้ที่ถูกต้อง | กฎการจำง่ายๆ |
|---|---|---|---|
| 1. นามนับไม่ได้ | We need more informations. | We need more information. | คำว่า Information, Knowledge, Advice, Feedback ห้ามเติม -s เด็ดขาด |
| 2. คำว่า “บุคลากร” | We have 10 staffs. | We have 10 staff members. | Staff เป็นคำนามรวมหมู่ (หากระบุจำนวนคนให้ใช้ staff members) |
| 3. หนึ่งใน… | One of my colleague. | One of my colleagues. | โครงสร้าง One of the… ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์ (เติม -s) เสมอ |
| 4. ความรู้สึก | I am very boring. | I am very bored. | -ed แปลว่า “รู้สึก…” ส่วน -ing แปลว่า “น่า…” (I am bored = ฉันรู้สึกเบื่อ) |
| 5. Preposition ของสื่อ | The article is in the website. | The article is on the website. | สื่อออนไลน์ แพลตฟอร์ม หน้าจอ หรือเว็บไซต์ ต้องใช้บุพบท on เสมอ |
| 6. Preposition เวลา | The meeting is in Monday. | The meeting is on Monday. | วันในสัปดาห์ (จันทร์-อาทิตย์) หรือวันที่ระบุเจาะจง ต้องใช้ on เสมอ |
| 7. ขึ้นอยู่กับ | It depends from the data. | It depends on the data. | Depend ต้องใช้คู่กับ preposition “on” เสมอ |
| 8. ไปถึงสถานที่ | We arrived to the office. | We arrived at the office. | Arrive ใช้คู่กับ at (สถานที่เจาะจง) หรือ in (เมือง/ประเทศ) ห้ามใช้ to |
| 9. เหมือนกับ | Your idea is same with mine. | Your idea is the same as mine. | สำนวน “เหมือนกับ” ต้องใช้โครงสร้าง the same as เสมอ |
| 10. การขัดแย้ง | Although it rained, but… | Although it rained, we… | ห้ามใช้ Although (แม้ว่า) และ But (แต่) ในประโยคเดียวกัน |
| 11. ซ้ำซ้อน (Discuss) | Let’s discuss about the plan. | Let’s discuss the plan. | Discuss แปลว่า “พูดคุยเกี่ยวกับ…” อยู่แล้ว จึงไม่ต้องมี about ตามหลัง |
| 12. ซ้ำซ้อน (Reply) | Please reply back to me. | Please reply to me. | Reply แปลว่า “ตอบกลับ” อยู่แล้ว ไม่ต้องใช้คำว่า back ซ้ำ |
| 13. การเน้นย้ำ | We must emphasize on quality. | We must emphasize quality. | Emphasize เป็นกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับได้ทันที ไม่ต้องมี on คั่น |
| 14. การตั้งคำถาม | Are you agree with me? | Do you agree with me? | Agree เป็นกริยาแท้ การทำเป็นประโยคคำถามต้องใช้ Do/Does เข้ามาช่วย |
| 15. การแนะนำ | He suggested me to go. | He suggested that I go. | โครงสร้างคือ suggest that + ประธาน + กริยาช่อง 1 เสมอ |
| 16. การอธิบาย | Please explain me the brief. | Please explain the brief to me. | Explain ต้องตามด้วย “สิ่งที่จะอธิบาย” แล้วค่อยตามด้วย to + บุคคล |
| 17. อดีตกาล | We didn’t received the file. | We didn’t receive the file. | เมื่อมี did หรือ didn’t ในประโยค กริยาแท้จะต้องกลับไปเป็นช่อง 1 ไม่เติม -ed |
| 18. การรอคอย | I look forward to hear from you. | I look forward to hearing from you. | สำนวน look forward to ต้องตามด้วยคำนาม หรือ กริยาเติม -ing (Gerund) เสมอ |
| 19. ความเคยชิน | I am used to work late. | I am used to working late. | Be used to (คุ้นเคยกับ) ต้องตามด้วยกริยาเติม -ing |
| 20. การละประธาน | Have a meeting at 2 PM. | There is a meeting at 2 PM. | ภาษาอังกฤษต้องมีประธานเสมอ หากจะบอกว่า “มี…” ให้ใช้ There is / There are |
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

รายงานข้อมูลล่าสุดจากแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบุว่า การโจมตีทางไซเบอร์บนอุปกรณ์โมบายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเริ่มมีความกระจุกตัวมากขึ้น
อาชญากรไซเบอร์มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานขนาดเล็กลง เน้นโจมตีผู้ใช้แต่ละรายอย่างต่อเนื่องและเจาะจงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ในท้องถิ่น บริการดิจิทัลยอดนิยม และสอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานบนมือถือเป็นหลัก (Mobile-First)
จากข้อมูลของตลาด 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนการตรวจพบภัยคุกคามบนมือถือเฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ พุ่งสูงขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 4.9 ครั้ง เป็น 7.3 ครั้งต่อคน ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ปรากฏในทุกๆ ตลาดที่ทำการวิเคราะห์ แม้ว่าจำนวนผู้ใช้งานรวมทั้งหมดที่พบเจอกับภัยคุกคามบนมือถือจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม

นักวิจัยยังพบการเติบโตของกลโกงสแกมบนมือถือที่หลอกลวงผ่านโปรโมชันปลอม หน้าเว็บฟิชชิง โฆษณาแฝงมัลแวร์ แบบสำรวจหลอกลวง และเทคนิควิศวกรรมสังคมอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลเข้าสู่ระบบหรือข้อมูลส่วนบุคคล
โดยลิงก์ฟิชชิงยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่พบบ่อยที่สุดในการล่อลวงผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ปลอม ผ่านโดเมนปลอม การสะกดชื่อเว็บใกล้เคียง (Typosquatting) และการเลียนแบบแบรนด์ที่น่าเชื่อถือได้อย่างแนบเนียน
ปัจจุบันลิงก์อันตรายเหล่านี้แพร่กระจายไปไกลกว่าอีเมล โดยส่งผ่าน SMS แอปส่งข้อความ โซเชียลมีเดีย การรับสมัครงานปลอม กิจกรรมแจกคริปโทเคอร์เรนซี และโปรโมชันดิจิทัล แพลตฟอร์มรับส่งข้อความกลายเป็นเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากสถิติบัญชีที่ถูกแฮกมักถูกนำไปใช้ส่งลิงก์อันตรายที่ดูเหมือนมาจากผู้ติดต่อที่ไว้วางใจ ทั้งนี้ ข้อมูลเข้าสู่ระบบของแอปส่งข้อความและพอร์ทัลบริการภาครัฐถือเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากสิทธิ์การเข้าถึงสามารถนำไปสู่การขโมยอัตลักษณ์ การฉ้อโกง และการเข้าถึงชีวิตดิจิทัลของเหยื่อในวงกว้าง
ส่วนของเทคนิคการโจมตีมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้บางรายตกเป็นเหยื่อเนื้อหาอันตรายเพียงแค่เข้าชมเว็บไซต์ที่ถูกแฮก โดยแทบไม่ต้องกดหรือปฏิสัมพันธ์ใดๆ นอกจากนี้ ห่วงโซ่การโจมตีแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage attack chains) ซึ่งเริ่มต้นจากไฟล์ ลิงก์ หรือข้อความที่ดูเหมือนไม่มีอันตราย ก็ยิ่งทำให้การตรวจจับและบล็อกภัยคุกคามทำได้ยากขึ้น
ขณะที่ตระกูลมัลแวร์ต่างๆ ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ โดยอินเดียยังคงเผชิญกับมัลแวร์โทรจัน Rewardsteal ที่ปลอมตัวเป็นแอปแจกรางวัลหรือของขวัญเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ ควบคู่ไปกับการกลับมาของโทรจัน Thamera ที่เข้ายึดครองอุปกรณ์เพื่อสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมจำนวนมาก
AI กำลังทำให้กลโกงบนมือถือมีความแนบเนียนและตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาวิจัยผู้บริโภคระดับโลกของแคสเปอร์สกี้เกี่ยวกับการฉ้อโกงผ่านแอปส่งข้อความในชื่อ “The Great Messaging Heist” พบว่าเหยื่อจำนวน 2 ใน 3 ราย (66%) เชื่อว่า AI ถูกนำมาใช้โจมตี โดยส่วนใหญ่เป็นข้อความที่เขียนโดย AI (42%) รองลงมาคือการสร้างหรือปลอมแปลงเสียง (31%) และภาพหรือวิดีโอดีปเฟก (25%)
สแกมเมอร์ใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อแอบอ้างเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงสมาชิกในครอบครัว เพื่อกดดันให้เหยื่อรีบโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน ผลการวิจัยเดียวกันยังพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลโกงที่ประสบความสำเร็จ (52%) ใช้เวลาเบ็ดเสร็จไม่ถึง 30 นาที นับตั้งแต่นาทีแรกที่ติดต่อจนถึงช่วงที่มีการโอนเงินหรือส่งมอบข้อมูลส่วนตัว
ชุน ฮอง ชี หัวหน้าฝ่ายช่องทางจำหน่ายสำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า ภัยคุกคามบนมือถือทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเริ่มซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาชญากรไซเบอร์ได้รวมเอาเทคนิคการโจมตีแบบหลบเลี่ยง มัลแวร์ที่ฝังตัวแน่น และการล่อลวงด้วยพลัง AI มาใช้มุ่งเป้าโจมตีผู้บริโภค และเมื่อกลโกงเนียนขึ้นจนสังเกตได้ยาก การดูแลความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องมีระบบที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้เชิงรุก ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัวว่ากำลังถูกโจมตี
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่หลายคนคุ้นเคยและมักถูกเลือกเป็นเมนูสุขภาพ เพราะมีน้ำและใยอาหาร อีกทั้งยังให้วิตามินและสารประกอบจากพืชที่แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ โดยเฉพาะ “สีของเนื้อ” ที่มีตั้งแต่สีขาว สีแดง ไปจนถึงสีที่พบเห็นไม่บ่อยอย่างสีเหลืองและสีชมพู
แต่เคยสงสัยไหมว่า แก้วมังกรแต่ละสีแตกต่างกันอย่างไร และสีไหนมีสารอาหารเด่นเรื่องใด?
จริง ๆ แล้วแก้วมังกรไม่ได้มีเพียงสีเดียว และการเลือกกินแต่ละสีก็อาจทำให้เราได้รับสารอาหารและสารพฤกษเคมีที่แตกต่างกัน
โดยทั่วไปแก้วมังกรที่พบในท้องตลาดสามารถแบ่งตามลักษณะสีของเปลือกและเนื้อได้หลายแบบ แต่หากพูดถึงกลุ่มที่คนมักนำมาเปรียบเทียบกัน สามารถพบได้ 4 สีหลัก ๆ ได้แก่
1. แก้วมังกรเนื้อขาว มีใยอาหารและน้ำสูง
แก้วมังกรเนื้อขาวเป็นชนิดที่พบได้ทั่วไปและเป็นตัวเลือกที่กินง่าย รสชาติไม่จัดจนเกินไป จึงเหมาะสำหรับนำมารับประทานเป็นผลไม้สด
จุดเด่นสำคัญคือ ใยอาหารและน้ำ ซึ่งมีส่วนช่วยให้มื้ออาหารมีความสมดุลมากขึ้น และใยอาหารยังมีบทบาทต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อแก้วมังกรก็สามารถรับประทานได้ โดยเมล็ดมีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวอยู่ด้วย
เหมาะกับ: คนที่ต้องการเพิ่มผลไม้และใยอาหารในมื้ออาหาร โดยไม่ต้องเลือกรสชาติหวานจัด
2. แก้วมังกรเนื้อแดง สีสวยจากสารสีธรรมชาติ
แก้วมังกรเนื้อแดงหรือม่วงแดงเป็นอีกชนิดที่ได้รับความนิยม เพราะมีสีโดดเด่นและรสชาติค่อนข้างหวาน
สีแดงเข้มของเนื้อเกี่ยวข้องกับ เบตาเลน (betalains) ซึ่งเป็นกลุ่มสารสีธรรมชาติที่พบในพืชบางชนิด และเป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
จึงไม่น่าแปลกที่แก้วมังกรเนื้อแดงมักถูกพูดถึงในแง่ของสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าแก้วมังกรเนื้อสีอ่อน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการกินแก้วมังกรสีแดงสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้โดยตรง เพราะอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมด้านสุขภาพ
เหมาะกับ: คนที่อยากเพิ่มความหลากหลายของผลไม้และสารประกอบจากพืชในอาหารประจำวัน
3. แก้วมังกรเนื้อชมพู สีสวย รสชาติอยู่ตรงกลาง
แก้วมังกรเนื้อชมพูเป็นลักษณะที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเนื้อขาวและเนื้อแดง โดยความเข้มของสีอาจแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์
ยิ่งเนื้อมีสีเข้ม ก็ยิ่งสะท้อนว่ามีสารสีจากธรรมชาติบางกลุ่มมากขึ้น แต่ไม่ควรใช้ “ความเข้มของสี” เป็นตัวตัดสินว่าแก้วมังกรชนิดนั้นมีประโยชน์มากที่สุดเสมอไป
นอกจากสารสีแล้ว แก้วมังกรยังให้ใยอาหาร น้ำ และสารอาหารอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล
เหมาะกับ: คนที่อยากลองแก้วมังกรที่มีรสชาติและสีสันแตกต่างจากแบบเนื้อขาว
4. แก้วมังกรเปลือกเหลือง เนื้อขาว หวานหอม
แก้วมังกรเปลือกเหลืองเป็นชนิดที่หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยเมื่อเทียบกับแก้วมังกรเปลือกแดง
ลักษณะเด่นคือ เปลือกสีเหลืองและเนื้อด้านในสีขาว โดยทั่วไปมีรสชาติหวานและมีกลิ่นหอม จึงเหมาะกับคนที่ชอบผลไม้รสหวาน
แม้สีของเปลือกจะแตกต่างจากแก้วมังกรชนิดอื่น แต่เมื่อรับประทานควรพิจารณาปริมาณโดยรวมเช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่น โดยเฉพาะคนที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตในอาหาร
เหมาะกับ: คนที่ชอบผลไม้รสหวานและต้องการลองแก้วมังกรสายพันธุ์ที่แตกต่าง
คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบง่าย ๆ ว่า “สีไหนดีที่สุด” เพราะคุณค่าทางโภชนาการขึ้นอยู่กับ สายพันธุ์ ความสุก สภาพการปลูก และปัจจัยอื่น ๆ
แต่โดยทั่วไป แก้วมังกรที่มีเนื้อสีแดงหรือสีม่วงแดงจะมีสารสีในกลุ่มเบตาเลน ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แก้วมังกรเนื้อสีเข้มได้รับความสนใจ
อย่างไรก็ตาม การกินผลไม้หลายชนิดสลับกัน ย่อมช่วยให้เราได้รับสารอาหารและสารประกอบจากพืชที่หลากหลายกว่าเลือกกินผลไม้เพียงชนิดเดียว
ความหวานไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีเพียงอย่างเดียว เพราะแก้วมังกรแต่ละสายพันธุ์มีปริมาณน้ำตาลและลักษณะรสชาติแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ระดับความสุก ก็มีผลต่อรสชาติด้วย แก้วมังกรที่สุกมากมักให้รสหวานชัดเจนขึ้น
ดังนั้น หากกำลังควบคุมน้ำตาลหรือพลังงาน ไม่ควรเลือกจากสีเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงปริมาณที่รับประทานด้วย
กินได้ค่ะ เพราะแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีน้ำและใยอาหาร และสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารว่างแทนขนมหวานบางชนิดได้
แต่คำว่า “ผลไม้เพื่อสุขภาพ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถกินได้ไม่จำกัด หากรับประทานในปริมาณมากก็ยังได้รับพลังงานและคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น
เคล็ดลับง่าย ๆ คือ กินเป็นผลไม้สด ไม่เติมน้ำเชื่อม น้ำตาล หรือนมข้นหวาน และควรกินในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการพลังงานของแต่ละคน
วิธีกินที่ง่ายที่สุดคือรับประทานเป็นผลไม้สด โดยไม่เติมส่วนผสมที่เพิ่มน้ำตาล
สามารถนำไปทำเมนูต่าง ๆ ได้ เช่น
หากต้องการควบคุมพลังงาน ควรระวังเมนูแก้วมังกรที่เติมน้ำเชื่อม น้ำตาล หรือส่วนผสมหวานอื่น ๆ เพราะอาจทำให้เมนูที่ดูสุขภาพดีมีน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
ได้ เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อแก้วมังกรสามารถรับประทานได้ และเป็นส่วนหนึ่งของผลไม้ตามธรรมชาติ
เมล็ดเหล่านี้มีไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิด รวมถึงใยอาหาร จึงไม่จำเป็นต้องเขี่ยทิ้งก่อนรับประทาน
ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถรับประทานผลไม้ได้ แต่ควรให้ความสำคัญกับ ปริมาณและคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่รับประทาน มากกว่าการมองว่าแก้วมังกรสีใด “กินได้” หรือ “กินไม่ได้”
ควรรับประทานเป็นผลไม้สดในปริมาณพอเหมาะ และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม
หากต้องควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเคร่งครัด การวางปริมาณผลไม้ให้เหมาะกับแผนอาหารส่วนตัวจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเลือกสีของแก้วมังกร
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะปริมาณผลไม้ที่ควรกินขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ระดับกิจกรรม และพลังงานที่ร่างกายต้องการ
หลักง่าย ๆ คือ กินผลไม้ให้หลากหลายและแบ่งปริมาณตลอดทั้งวัน แทนการกินผลไม้ชนิดเดียวในปริมาณมาก
สำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักหรือน้ำตาล ควรให้ความสำคัญกับขนาดของ portion และหลีกเลี่ยงการเติมส่วนผสมที่มีน้ำตาลเพิ่ม
นอกจากสีแล้ว ควรสังเกตสภาพของผลก่อนซื้อ โดยเลือกผลที่ดูสด เปลือกไม่ช้ำมาก ไม่มีรอยเน่าหรือเชื้อรา และไม่มีกลิ่นผิดปกติ
แก้วมังกรที่สุกกำลังดีควรมีลักษณะเนื้อและรสชาติเหมาะกับสายพันธุ์นั้น ๆ หากซื้อมาแล้วยังไม่พร้อมรับประทาน สามารถเก็บไว้ตามวิธีที่เหมาะสมเพื่อรอให้สุกได้
แก้วมังกรทั้ง 4 แบบมีจุดเด่นแตกต่างกัน แต่ ไม่มีสีไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
สิ่งสำคัญกว่าการเลือก “สีที่ดีที่สุด” คือ กินผลไม้ให้หลากหลาย รับประทานในปริมาณเหมาะสม และไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เลือกแก้วมังกร ไม่จำเป็นต้องมองแค่ว่า “สีไหนมีประโยชน์ที่สุด” แต่ควรเลือกตามรสชาติที่ชอบและรับประทานให้พอดี เพราะการกินอาหารอย่างหลากหลายและสมดุลยังเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,600.00 | 67,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,370.00 | 66,249.20 | 68,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,933.00 | 59,624.28 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,496.00 | 52,999.36 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,966.50 | 29,812.14 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,529.50 | 23,187.22 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,528.50 | 68,652.06 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

หากย้อนกลับไปเมื่อ10ปีก่อน การประเมินมูลค่าของอาคารสำนักงานอาจพิจารณาจากทำเล อัตราการเช่าพื้นที่ และผลตอบแทนจากค่าเช่าเป็นหลักแต่วันนี้ สูตรคำนวณกำลังเปลี่ยนไป โลกธุรกิจกำลังให้คุณค่ากับ “อาคารที่บริหารจัดการได้ดี” มากกว่า “อาคารที่เพิ่งสร้างใหม่”
ปัจจัยที่นักลงทุนใช้พิจารณาไม่ได้มีเพียงรายได้จากค่าเช่า แต่รวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คุณภาพอากาศภายในอาคาร ความพร้อมด้าน ESG ตลอดจนศักยภาพในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคตสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าของสินทรัพย์
Felix Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ของ Nuvola ระบุว่า ข้อมูลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน อาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวสามารถสร้างอัตราค่าเช่าสูงกว่าอาคารทั่วไปได้ถึงประมาณ 11% ขณะที่ยังรักษาอัตราการเช่าพื้นที่ได้แข็งแกร่งกว่านั่นหมายความว่า ตลาดไม่ได้จ่ายเงินให้กับ “ตึกใหม่” แต่กำลังจ่ายให้กับ “ตึกที่บริหารได้ดีกว่า”
Digital Twin จึงไม่ใช่เครื่องมือสำหรับฝ่ายวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจเพราะเมื่อเจ้าของอาคารสามารถมองเห็นการทำงานของทุกระบบแบบเรียลไทม์ ก็สามารถตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนตรงไหน ซ่อมตรงไหน หรือปรับปรุงอะไร เพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาวจากเดิมที่การบริหารอาคารอาศัยประสบการณ์และรายงานย้อนหลัง วันนี้กำลังเปลี่ยนเป็นการบริหารด้วยข้อมูลที่อัปเดตตลอดเวลา
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของ Digital Twin คือการเปลี่ยนบทบาทของอาคารจากเดิมที่ถูกมองเป็น “Cost Center” หรือศูนย์รวมต้นทุนกำลังกลายเป็น “Strategic Asset” หรือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ความแตกต่างอยู่ตรงที่ อาคารไม่ได้สร้างรายได้จากค่าเช่าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สร้าง “ข้อมูล” ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่มีคุณค่า
ยิ่งอาคารสร้างข้อมูลได้มากเท่าไร เจ้าของก็ยิ่งเข้าใจพฤติกรรมของสินทรัพย์มากขึ้น รู้ว่าควรเปลี่ยนอุปกรณ์เมื่อใด รู้ว่าควรลงทุนระบบใดก่อนรู้ว่าพื้นที่ใดควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานรู้ว่าการลงทุนก้อนต่อไปจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ข้อมูลจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนต่อเนื่องตลอดอายุของอาคาร นี่คือเหตุผลที่การลงทุนใน Digital Twin ไม่ควรถูกประเมินเพียงต้นทุนของซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์ม แต่ต้องประเมินในฐานะ “ขีดความสามารถใหม่ของธุรกิจ”
คำถามที่ผู้พัฒนาโครงการมักถามคือ Digital Twin คุ้มค่าหรือไม่แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “หากไม่ลงทุน จะเสียโอกาสอะไร”เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขค่าไฟที่ลดลง แต่อยู่ที่การยืดอายุอุปกรณ์ ลดการหยุดชะงักของระบบ ลดต้นทุนการบำรุงรักษาเพิ่มความพึงพอใจของผู้เช่าสนับสนุนการจัดทำรายงาน ESG รวมถึงช่วยวางแผนการลงทุนในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
จากประสบการณ์องค์กรที่นำโซลูชัน Digital Twin และ Synoptic Intelligence Platform (SIP) ของ Nuvola ไปใช้งาน สามารถลดการใช้พลังงานของระบบทำความเย็นได้เฉลี่ย 8-12% ต่อปี ลดการใช้พลังงานของระบบแสงสว่างได้มากกว่า 15% และลดการใช้น้ำได้ประมาณ 8%
สะท้อนให้เห็นว่า แพลตฟอร์มที่ดีจึงไม่ใช่แพลตฟอร์มที่แก้ปัญหาในวันนี้เท่านั้น แต่ต้องสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ รองรับ AI และปรับตัวตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นในอนาคตได้กล่าวอีกนัยหนึ่ง ROI ของ Digital Twin ไม่ได้จบลงวันที่ติดตั้งเสร็จ แต่เริ่มต้นนับจากวันนั้น
วิวัฒนาการอีกขั้นของการบริหารอาคาร คือการเข้าสู่ยุคของ Agentic Management หากที่ผ่านมา ระบบเพียงแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหาอนาคต AI จะสามารถวิเคราะห์ คาดการณ์ และเสนอแนวทางแก้ไขก่อนปัญหาจะเกิดขึ้นตัวอย่างเช่น ระบบสามารถตรวจพบว่าประสิทธิภาพของเครื่องทำความเย็นกำลังลดลงแทนที่จะรอให้เครื่องเสีย
AI จะประเมินว่าควรบำรุงรักษาเมื่อใด จัดลำดับความสำคัญของงาน พร้อมคำนวณผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนหากปล่อยไว้หรือหากพบว่าอาคารใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติในบางช่วงเวลาระบบสามารถวิเคราะห์สาเหตุ เปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต และเสนอแนวทางลดการใช้พลังงานโดยอัตโนมัติ
คือการเปลี่ยนจาก Preventive Maintenance ไปสู่ Predictive Maintenanceและกำลังพัฒนาไปสู่ Autonomous Operations ในอนาคตกล่าวคือ อาคารจะไม่เพียง “รับรู้” สิ่งที่เกิดขึ้น แต่จะเริ่ม “เรียนรู้” และ “ปรับตัว” ได้ด้วยตัวเอง
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านแนวโน้มการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม โดยผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า 81% ของผู้บริหารในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มีแผนเพิ่มการลงทุนด้านข้อมูลและเทคโนโลยี อย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีกำลังเป็นกระแสแต่เพราะข้อมูลได้กลายเป็นปัจจัยในการแข่งขันในอนาคต ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่มีพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุด
แต่คือบริษัทที่รู้จักสินทรัพย์ของตัวเองดีที่สุดรู้ว่าควรลงทุนตรงไหน รู้ว่าควรขายเมื่อไร รู้ว่าควรรีโนเวตอย่างไรและรู้ว่าควรสร้างประสบการณ์แบบใดเพื่อรักษาผู้เช่าไว้ในระยะยาวทั้งหมดเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์อย่างถูกต้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ร่วมกับ Boundary ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ Interior และ Luxury Living Experience เปิดตัวแนวคิด “95E1 x Boundary, The Longevity Residence” ภายใต้แนวคิด “The Perfect Balance of Wellness and Craftsmanship Within the Residence” นำ Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรี ผ่านการผสานเทคโนโลยีสุขภาพ การออกแบบภายใน และเฟอร์นิเจอร์ระดับโลกเข้าด้วยกัน
ณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการสายงานการตลาดและนวัตกรรม และฝ่ายพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์แนวราบ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า 95E1 เป็น Residence ที่มีพื้นที่ใช้สอย 846 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ ลิฟต์ส่วนตัว และสระว่ายน้ำ โดยหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการออกแบบครั้งนี้อยู่ที่ชั้น 2 ซึ่งถูกปรับให้เป็น Private Wellness Club เพื่อรวมกิจกรรมด้านสุขภาพไว้ในพื้นที่เดียว
พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโซนออกกำลังกาย, Spa & Massage, Sauna, Steam และ Relaxation เชื่อมต่อเป็น Wellness Journey ตั้งแต่การเคลื่อนไหวร่างกาย การฟื้นฟู ไปจนถึงการพักผ่อน ทำให้เจ้าของบ้านสามารถสร้างกิจวัตรด้านสุขภาพได้ภายใน Residence โดยไม่จำเป็นต้องแยกพื้นที่หรือเดินทางออกไปใช้บริการภายนอก
ดึงเทคโนโลยี Wellness ระดับ Luxury Hospitality
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Private Wellness Club คือ Effe Wellness System จากอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญด้าน Sauna และ Steam โดย 95E1 เลือกใช้ Auki Sauna และ Nuvola Smart Steam System เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่
ระบบของ Effe ยังเป็นเทคโนโลยีที่ถูกเลือกใช้ใน Cheval Blanc Paris โรงแรมลักชัวรีในเครือ LVMH ซึ่งนำระบบ Steam ของ Effe มาใช้ภายในห้องพักและสวีต สะท้อนการนำเทคโนโลยีจากตลาด Luxury Hospitality มาประยุกต์เข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล
ภานรินทร์ มนุญากร ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Boundary กล่าวว่า แนวทางของ The Longevity Residence ไม่ได้มุ่งจำลองประสบการณ์แบบโรงแรมมาไว้ในบ้าน แต่เป็นการนำ Wellness Experience ที่ผู้บริโภคเคยต้องเดินทางไปใช้บริการ มาออกแบบให้สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน
ทั้ง Auki Sauna และ Nuvola Smart Steam System จึงถูกวางให้ทำงานร่วมกับ Architecture, Material และบรรยากาศของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับทั้งความเป็นส่วนตัวและความสะดวกในการใช้งาน เพื่อให้ Wellness กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าจะเป็นเพียงฟังก์ชันเสริมของบ้าน
ผสาน Fitness กับงานคราฟต์
นอกจาก Sauna และ Steam แล้ว พื้นที่ Exercise ยังเลือกใช้อุปกรณ์จาก NOHrD ประเทศเยอรมนี ซึ่งนำงาน Engineering มาผสานกับงานคราฟต์และวัสดุไม้ธรรมชาติโดยอุปกรณ์ที่นำมาใช้ประกอบด้วย NOHrD Bike, Eau-Me Board, TriaTrainer และ Swing Tower
แนวทางดังกล่าวทำให้อุปกรณ์ออกกำลังกายไม่ได้ถูกแยกออกจากการออกแบบภายใน แต่กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ Interior Design สอดคล้องกับแนวคิดของ 95E1 ที่ต้องการให้ Function และ Craftsmanship ทำงานร่วมกันภายในพื้นที่อยู่อาศัย
ขณะที่พื้นที่ Relaxation ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศใกล้เคียงกับ Private Lounge มากกว่าพื้นที่พักคอยทั่วไป พร้อมเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสำคัญกับสรีระและการพักผ่อน เช่น Bonnie Sofa และ Anda Armchair จาก Ligne Roset ผลงานของ Pierre Paulin รวมถึง Furniture และ Lighting จากแบรนด์ระดับโลก เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการพักฟื้นหลังการออกกำลังกาย
ชู Longevity of Design ผ่าน Design Icon
อีกองค์ประกอบหนึ่งของแนวคิด The Longevity Residence คือ “Longevity of Design” ซึ่งนำเฟอร์นิเจอร์และ Design Icon จากแบรนด์ระดับโลกที่มีทั้ง Craftsmanship, Heritage และ Story เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Residence
หนึ่งในชิ้นงานสำคัญคือ Pumpkin Armchair ผลงานของ Pierre Paulin ซึ่งออกแบบขึ้นในปี 1971 สำหรับ Georges Pompidou ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก่อนกลายเป็นหนึ่งใน Iconic Design ของ Ligne Roset โดยปัจจุบันรูปทรง Organic ของ Pumpkin ยังคงถูกนำมาใช้งานใน Residence H3 ของโครงการ สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่สามารถอยู่เหนือข้อจำกัดของเวลาและยังคงร่วมสมัยได้
แพทย์เผย Longevity ต้องสร้างจากชีวิตประจำวัน
ด้าน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ชะลอวัยถ่ายทอดมุมมองเรื่อง Healthspan ควบคู่กับ Lifespan โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิด Longevity ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวร่างกาย อาหาร การนอนและ Recovery การจัดการความเครียด สุขภาวะทางใจ ไปจนถึง Preventive Healthcare
แนวคิดสำคัญคือ Longevity ไม่ได้เกิดจากการดูแลสุขภาพอย่างเข้มข้นเป็นครั้งคราว แต่จำเป็นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้กิจกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น The Longevity Residence จึงถูกวางให้ Wellness เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย ตั้งแต่พื้นที่ออกกำลังกาย การฟื้นฟูร่างกาย การพักผ่อน ไปจนถึงองค์ประกอบด้านการออกแบบที่สนับสนุนการใช้ชีวิตในระยะยาว
ทั้งนี้ แนวคิด “The Perfect Balance of Wellness and Craftsmanship Within the Residence” จึงครอบคลุมตั้งแต่ Wellness Technology, Interior Design, Material, Furniture ไปจนถึง Design Icon โดย SC และ Boundary มองตวามลักชัวรีในมิติที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสิ่งของที่ครอบครอง แต่รวมถึงวิธีการใช้ชีวิต สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย
สำหรับ 95E1 x Boundary, The Longevity Residence จึงเป็นการนำแนวคิด Wellness มาผสานเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี โดยมุ่งให้เจ้าของบ้านสามารถดูแลสุขภาพ พักผ่อน และใช้ชีวิตในจังหวะของตัวเองภายในพื้นที่ส่วนตัว ขณะเดียวกันยังผสานคุณค่าของงานออกแบบเข้าไว้ด้วยกันได้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.75-33.50 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.20 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน (แกว่งตัวในกรอบ 32.97-33.14 บาทต่อดอลลาร์) โดยเฉพาะในช่วงตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่แม้จะทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

ทว่า การตอบสนองของผู้เล่นในตลาดกลับเป็นลักษณะ “Sell on Fact” ทำให้เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ก่อนที่เงินบาทจะทยอยอ่อนค่าลงเหนือโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น หนุนให้ราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ล่าสุด ที่ยังไม่ได้ชะลอลงมากนัก ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม FED และ BOJ
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following นั้น เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทั้งในกรอบ Time Frame รายวันและรายสัปดาห์ ทว่าในระยะสั้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้นและหนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงต่อเนื่อง จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้านอ่อนค่า
นอกจากนี้ เงินบาทยังเสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูง หลังตลาดรับรู้ผลการประชุม FED และ BOJ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
โดยหาก FED ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ Dot Plot ใหม่ ไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของ FED มากเท่าที่ตลาดคาดหวังอยู่ อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ พร้อมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่หาก Dot Plot ใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (รวม 3 ครั้ง ทั้งปี) และโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง ในปีหน้า อาจหนุนให้เงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นพอควร กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีโซนแนวรับช่วง 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์)
อนึ่ง เงินบาทอาจผันผวนหรือเคลื่อนไหวผิดจากคาดได้พอควร ขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ต้องรอลุ้น ผลการประชุม BOJ ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้สอดคล้องกับมุมมองของตลาดหรือไม่
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับ Dot Plot ใหม่ของ FED ว่าจะสะท้อนแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตกี่ครั้ง แต่หาก FED คงดอกเบี้ย “เซอร์ไพรส์” ตลาด อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ได้พอควร พร้อมกันนั้น ควรจับตาเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่จะผันผวนตามผลการประชุม BOJ รวมถึง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่เราได้ปรับมุมมองใหม่ หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า FED อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 5 เสียง “ขึ้นดอกเบี้ย” +25bps สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ และเราประเมินว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ อีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference รวมถึง คาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ย FED หรือ Dot Plot ใหม่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED และส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 100% ที่ FED จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ (เดือนกันยายน และธันวาคม) และประเมินว่า FED มีโอกาสราว 57% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ของตลาดการเงินเอเชีย
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ข้อมูลตลาดแรงงาน และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม ที่จะส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE มีโอกาสราว 78% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
▪ ฝั่งเอเชีย – ประเด็นสำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดย เรามองว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 1.25% หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจาก AI Boom ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มสอดคล้องกับเป้าหมาย 2% ของ BOJ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา การส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตของ BOJ หลัง ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง ช่วงปลายปี และยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปี 2027 ส่วนทาง ธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.00% แต่โอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมยังคงอยู่ หลังเศรษฐกิจได้แรงส่งจาก AI Boom ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน
▪ ฝั่งไทย – แม้จะไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึง ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED และ BOJ ที่จะกระทบต่อเงินบาทได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันแบดมินตัน รายการ เวียดนาม โอเพ่น 2026 (Vietnam Open 2026) รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 100 ที่เมืองโฮจิมิน ซิตี้ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569
ประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ “น้องส้ม” สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันสาวไทยมือ 106 โลก พบกับ อิชารานี บารูอาห์ นักตบลูกขนไก่จากอินเดีย มืออันดับ 39 โลก

ผลการแข่งขันปรากฏว่า “น้องส้ม” นักแบดมินตันสาววัย 20 ปี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเอาชนะคู่แข่งไปได้แบบขาดลอย 2-0 เกม (21-8 และ 21-15) ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ
จากความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ น้องสาวของ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ สามารถปลดล็อกหยิบแชมป์ในระดับเวิลด์ทัวร์ มาครองได้เป็นรายการแรกในชีวิต หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยคว้าแชมป์ ฟิลิปปินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ชาเลนจ์ และ แชมป์ มาเลเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล ชาเลนจ์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งโรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ยังเป็นโจทย์ทางด้านสุขภาพของประเทศไทย ที่ได้เปลี่ยนจากการรักษาไปสู่การป้องกัน ขยับไปถึงบริการสุขภาพและนวัตกรรมเชื่อมกับ Wellness Economy ตั้งแต่ธุรกิจยา การตรวจวินิจฉัย คลินิกเฉพาะทาง บริการสุขภาพดิจิทัล ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรค
ข้อมูลของกรมควบคุมโรค ในปี 2569 ระบุว่า ณ ไตรมาส 3 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV สะสมรวมกว่า 565,018 ราย และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15,578 ราย กลุ่มใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 25-49 ปี ต้องรับยาต้านไวรัส ซึ่งยาที่ใช้ยังมี PrEP หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ซึ่งกำลังเปลี่ยนจาก “ยาเม็ดรายวัน” ไปสู่ Long-acting PrEP ลดภาระการรับประทานยาและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ
ล่าสุด ในเดือนกันยายน 2569 กรมควบคุมโรค ประกาศเตรียมใช้ PrEP แบบฉีด Lenacapavir พร้อมนำร่องในช่วงปลายปี จำนวน 2,400 รายใน 9 หน่วยบริการ ทำให้ทิศทางของสถานการณ์ HIV ในไทยดีขึ้นจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แต่โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนยาหรือการเข้าถึงการรักษา อยู่ที่ “การรู้สถานะของตัวเอง–ความตระหนักในความเสี่ยง–การตีตรา” โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อรายใหม่กลุ่มเยาวชน
นายกฤษสยาม อารยะวงค์ไชย ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) ประเทศไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากย้อนกลับไปในอดีตไทยเคยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 1 แสนรายต่อปี แตกต่างจากปัจจุบันที่ลดลงเหลือหลักหมื่นรายต่อปี สะท้อนว่าระบบป้องกันและรักษาของไทยพัฒนาขึ้น แต่ในกลุ่ม LGBTQ+ อัตราการติดเชื้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลพบว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี คือผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อปีสูงถึง 1 ใน 3 ดังนั้น โจทย์สำคัญของการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ คือการเปลี่ยนจากการรับรู้ข้อมูลไปสู่การปรับพฤติกรรม
“แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันมีความเสี่ยง แต่หลายคนไม่ได้นำความรู้นั้นไปสู่การป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะข้อมูลจากการทำงานภาคสนามของ AHF พบว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 96% เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ อีก ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”
นายกฤษสยาม กล่าวว่า PrEP หรือยาป้องกัน HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV ได้ แต่ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น การสื่อสารที่มุ่งเฉพาะ HIV โดยไม่ให้ภาพรวมเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ครบถ้วน
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ ประเทศไทยได้ตั้งเป้า ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยมี 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1. ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ ไม่เกิน 1,000 รายต่อปี 2. ผู้เสียชีวิตจาก HIV ไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และ 3. การตีตราและเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวกับ HIV และเพศภาวะ เหลือน้อยกว่า 10%

แม้เหลือเวลาอีกเพียง 4 ปีสู่เป้าหมาย แต่ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถลดการแพร่ระบาดได้ตามเป้าหมาย คือ stigma หรือการตีตรา ซึ่ง AHF พบกรณีผู้รับบริการบางรายเดินทางข้ามภูมิภาคเพื่อไปรับยา เพราะกังวลว่าคนในพื้นที่หรือคนรู้จักอาจรับรู้สถานะของตนเอง สะท้อนว่าปัญหาการเข้าถึงบริการไม่ได้เกิดจากการไม่มีโรงพยาบาลหรือไม่มียา แต่เกิดจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านค่าเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย เช่น ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมรายได้เพียงวันละ 200-300 บาท ทำให้การเดินทางเพื่อรับการรักษากลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ
“AHF ได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐกว่า 52 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนค่าเดินทาง การลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน และการช่วยเหลือผู้รับบริการในกรณีที่มีข้อจำกัด เพื่อเสริมช่องว่างที่ระบบบริการภาครัฐอาจไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมด แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “การไม่รู้สถานะของตัวเอง” เพราะหากไม่ตรวจ ก็ไม่รู้ว่าติดเชื้อ ไม่ได้เข้าสู่ระบบบริการ และควบคุมเชื้อไม่ได้”

โดยระบบรักษาของไทยถือมีความพร้อม มียาต้านไวรัสสูตรปัจจุบันอยู่ในมาตรฐานสากล และผู้มีสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมสามารถเข้าถึงยาได้ตามสิทธิ แต่ในทางปฏิบัติคนบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงบริการ สิ่งที่ต้องทำคือการตรวจเชิงรุกแบบกระจายพื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไป และเพิ่มการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องใช้แนวทาง Social Media และ Digital Platform เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายผ่านพฤติกรรมและความสนใจบนโลกออนไลน์ ก่อนสื่อสารด้วย Key Message ที่เหมาะสม ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น และส่งต่อไปตรวจที่โรงพยาบาลพันธมิตร
ปัจจุบัน AHF พบว่าอัตราการตรวจพบผลบวกของผู้ติดเชื้อ HIV เฉลี่ยประมาณ 30% ต่อเดือนในกลุ่มที่ถูกคัดกรองแบบเจาะจง แม้ปริมาณการตรวจจะไม่สูงเท่าการตรวจแบบ Mass Testing แต่มีข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและการลดภาระเจ้าหน้าที่

ส่วนต้นทุนการเข้าถึงผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ผ่าน Online Testing จะใช้งบประมาณ 600 กว่าบาทต่อราย เทียบกับงบประมาณในระดับประมาณ 1,800 บาทต่อรายในบางแนวทาง สะท้อนศักยภาพของ Digital Targeting ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ยังมีแคมเปญผ่าน Social Media ที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดและสอดคล้องกับกลุ่มเสี่ยงด้วย
นายกฤษสยาม กล่าวว่า ในมุมมองเชิงนโยบายของภาครัฐ ถือว่าไทยมีระบบบริการและสิทธิประโยชน์ด้าน HIV ที่ค่อนข้างแข็งแรง มีงบประมาณการรักษาในสัดส่วนที่สูง แต่สิ่งที่ควรเพิ่มน้ำหนักคือ “งบประมาณด้านการป้องกันและการตรวจ” ซึ่งยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ต้องอาศัยการทำงานที่เข้มข้นขึ้น การจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการปิดช่องว่างของระบบรวมถึงการเร่งสร้าง Awareness อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้ Digital Platform เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง ส่งเสริมการตรวจ และติดตามผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและประชากรที่เผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม แนวทางตามเป้าหมายของการยุติปัญหา HIV ในปี 2573 สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพ “ป้องกันก่อนป่วย” อย่างชัดเจน และทางเลือกการป้องกัน HIV สะท้อนวัตกรรมสุขภาพและบริการทางการแพทย์เชิงป้องกัน ที่กำลังขยายตัวสู่ Wellness Economy เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการอย่างครอบคลุม
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

“อวกาศ” ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และ “น่านฟ้าระดับต่ำ” กำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่
เวทีเสวนา IPX Venture Rise Thailand 2026 หัวข้อ From Space to Low Altitude Economy ฉายภาพ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (Low Altitude Economy) โอกาสใหม่จากโดรนกู้ภัยถึงแท็กซี่ลอยฟ้า ท่ามกลางต้นทุนดาวเทียมที่ดิ่งลงกว่า 100 เท่า หนุนเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์บูมทั่วโลก
กิจกรรมจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกันวิเคราะห์ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” แม้มีโอกาสที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ในอนาคตอันใกล้
แต่การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ เช่น โครงการโดรนส่งของ หรือแนวคิดแท็กซี่ลอยฟ้า หรือแท็กซี่บิน ยังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย (Air Traffic Control) ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาภายใต้กรอบแซนด์บ็อกซ์

ภาคย์ บุญยุบล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการดาวเทียม บมจ.ไทยคม ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนของเทคโนโลยีและการปล่อยดาวเทียมปรับตัวลดลงเกือบ 100 เท่าตัว ส่งผลให้โครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ขยับเข้าใกล้ระดับผู้บริโภคทั่วไปมากขึ้น เช่น ระบบ Starlink
“หากขึ้นไปที่ความสูงระดับวงโคจรสูง (High Altitude) แน่นอนว่าเรามองเห็นได้ครอบคลุมทั้งหมดแต่ไม่ชัดเจน แต่เมื่อลงมาที่น่านฟ้าระดับต่ำ (Low Altitude) เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นมาก และด้วยธรรมชาติของวงโคจรนี้ ดาวเทียมแต่ละดวงจะมีอายุการใช้งานสั้นลง
ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก หากเรามีดาวเทียมที่มีอายุการใช้งานนานถึง 15 ปีโดยไม่สามารถเปลี่ยนอะไรบนเครื่องได้เลย มันก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปในเวลา 5-10 ปี วงโคจรระดับต่ำจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ที่ทำให้เราปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีได้ทันท่วงที”
ในอนาคตอันใกล้ เครือข่ายภาคพื้นดินและนอกชายฝั่งจะหลอมรวมกันอย่างไร้รอยต่อ (Direct-to-Device) ทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถสลับไปรับสัญญาณดาวเทียมได้โดยอัตโนมัติเมื่อพ้นเขตสัญญาณมือถือปกติ เพื่อความปลอดภัยและการเข้าถึงบริการของผู้คน
นอกจากนี้ เทรนด์สำคัญคือการพัฒนาสู่ “Space AI” หรือระบบประมวลผลข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บนตัวดาวเทียม (Space Computing) ร่วมกับโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยืดหยุ่นและอัปเดตได้ตลอดเวลาผ่านเครือข่ายอวกาศ (Augmented Model)
ปีเตอร์ หวาง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศจาก Galaxy Space ผู้พัฒนาดาวเทียมเชิงพาณิชย์ชั้นนำของจีน กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจอวกาศได้ก้าวผ่านยุคโครงการรัฐเพื่อสวัสดิการสังคม เข้าสู่ “ยุคอวกาศเชิงพาณิชย์เต็มตัว”
โดยเทคโนโลยีอวกาศได้ฝังตัวอยู่ในแอปพลิเคชันชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทางของ Grab, Uber หรือแม้แต่ Tinder ซึ่งล้วนทำงานบนรากฐานโครงสร้างพื้นฐานจากอวกาศ
อุตสาหกรรมอวกาศในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เมกะเทรนด์หลัก ได้แก่ การสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วถึง (Ubiquitous Communication), การตรวจจับอัจฉริยะ (Super Sensing), การประมวลผลประสิทธิภาพสูงบนอวกาศ (Super Computing) และ พลังงานอัจฉริยะ (Super Energy)
ล่าสุด Galaxy Space ประสบความสำเร็จในการทดสอบดาวเทียมแบบ Direct-to-Device (D2D) ที่ส่งสัญญาณตรงสู่โทรศัพท์มือถือ โดยใช้เสาอากาศขนาด 4 ตารางเมตร ควบคู่กับแผงโซลาร์เซลล์แบบยืดหยุ่น (Flexible Solar Panel) ขนาด 25 ตารางเมตร ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรต่ำ (LEO) ได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ เทคโนโลยีการตรวจจับระยะไกล (Remote Sensing) ยังสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์มิติใหม่ เช่น นักวิเคราะห์ทางการเงินใช้ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมันที่แท้จริงในท่าเรือของบริษัทพลังงานเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน หรือบริษัทประกันภัยใช้ข้อมูลดังกล่าววิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินมูลค่าความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร
นาวาเอก ยศภาค โชติกพงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์กิจการอวกาศ กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ได้วิเคราะห์ศักยภาพด้านอวกาศของแต่ละประเทศออกเป็น 3 ระดับ
สำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทย โอกาสที่เหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุดในปัจจุบันคือการมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจระดับที่ 2 และธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) โดยเฉพาะการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม (ทั้งแบบออปติคัลและเรดาร์) มาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล
ตัวอย่างเช่น หน่วยงานความมั่นคงมีความต้องการซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมอัจฉริยะ ที่สามารถระบุประเภทของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งปลูกสร้างบริเวณแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ซอฟต์แวร์ต่างประเทศที่ให้บริการด้านนี้มีราคาแพงระดับหลายล้านดอลลาร์
“หากวิศวกรซอฟต์แวร์ไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Image Processing สามารถพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมาทดแทนได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตสูงมากและตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง” นาวาเอกยศภาค ระบุ
ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา สรุปข้อคิดเห็นจากเวทีเสวนาว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพยายามผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมหรือฮาร์ดแวร์เองทั้งหมด แต่หัวใจสำคัญคือการ “เชื่อมโยงจุดเด่น” (Connect the Dots) ของสามภาคส่วนหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่
1.ผู้ผลิตและวิจัยเทคโนโลยีระดับโลก (เช่น Galaxy Space)
2.ผู้ให้บริการและผู้บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ (เช่น ไทยคม และ GISTDA)
3.หน่วยงานภาครัฐและความมั่นคง ในฐานะผู้ใช้งานและผู้กำหนดนโยบาย
หากประเทศไทยสามารถสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานและการกำกับดูแลของประเทศ (National Governance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง
“เทคโนโลยีอวกาศและน่านฟ้าระดับต่ำ” จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (Next Growth Engine) ที่สร้างรายได้และยกระดับความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศไทยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ก่อนจะเริ่มแต่งประโยค เรามาทำความเข้าใจความแตกต่างของคำศัพท์หมวดอาการป่วยกันก่อน เพื่อให้เลือกใช้ได้ตรงกับความรุนแรงและบริบทครับ
| คำศัพท์ | ความหมาย | วิธีการใช้และบริบท |
|---|---|---|
| Sick | ป่วย, คลื่นไส้ | เป็นคำทั่วไปที่ใช้บ่อยที่สุด (โดยเฉพาะฝั่งอเมริกัน) บางครั้งใช้สื่อถึงอาการอยากอาเจียนได้ด้วย |
| Ill | ป่วย, ไม่สบาย | มีความเป็นทางการมากกว่า Sick (นิยมใช้ในฝั่งอังกฤษ) มักใช้กับอาการป่วยที่ค่อนข้างหนักหรือเรื้อรัง |
| Unwell | ไม่ค่อยสบาย | เป็นคำที่สุภาพและดูเป็นมืออาชีพมากที่สุด แนะนำให้ใช้คำนี้เวลาแจ้งลางานกับหัวหน้า |
| Under the weather | ครั่นเนื้อครั่นตัว | เป็นสำนวน (Idiom) แปลว่ารู้สึกป่วยนิดหน่อย เช่น เป็นหวัด เพลีย |
หากคุณแค่ต้องการบอกให้รู้ว่าสภาพร่างกายวันนี้ไม่เต็มร้อย สามารถใช้โครงสร้างประโยคเหล่านี้ได้เลย:
เวลาไปหาหมอหรือต้องอธิบายให้หัวหน้าฟังว่าทำไมถึงมาทำงานไม่ได้ การระบุอาการให้ชัดเจนจะช่วยได้มากครับ โครงสร้างที่ง่ายที่สุดคือ I have a + [อาการ] หรือ I’ve got a + [อาการ]
การใช้ Phrasal Verbs จะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
การขอ ลาป่วย ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่แจ้งให้กระชับ ชัดเจน ว่าคุณเป็นอะไร จะลาถึงเมื่อไหร่ และใครจะดูแลงานแทนระหว่างที่คุณไม่อยู่ (ถ้ามี)
ใช้ส่งทางแอปพลิเคชันแชทของบริษัท (Slack, LINE, Teams) หรืออีเมลแบบสั้นๆ
Subject: Sick Leave Today – [ชื่อของคุณ]
Dear [ชื่อหัวหน้า],
Please accept this email as formal notification that I will not be able to attend work today, [วันที่], due to a sudden illness. I am feeling extremely unwell and need to take the day off to recover.
I will check my emails periodically, but for urgent matters, please contact [ชื่อเพื่อนร่วมงาน].
Thank you for understanding.
Best regards, [ชื่อของคุณ]
คำแปล: เรียน [ชื่อหัวหน้า], ขอแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการว่าวันนี้ฉันไม่สามารถเข้าทำงานได้เนื่องจากอาการป่วยกะทันหัน ฉันรู้สึกไม่สบายมากและจำเป็นต้องหยุดพักผ่อน 1 วัน ฉันจะคอยเช็กอีเมลเป็นระยะ แต่หากมีเรื่องด่วน รบกวนติดต่อ [ชื่อเพื่อนร่วมงาน] ขอบคุณที่เข้าใจ
ใช้เมื่อคุณไม่ได้ป่วยหนัก แต่จำเป็นต้องลางานครึ่งวันหรือเต็มวันเพื่อไปพบแพทย์ตามนัด
Subject: Doctor’s Appointment – [ชื่อของคุณ]
Dear [ชื่อหัวหน้า],
I am writing to let you know that I have a doctor’s appointment tomorrow morning, [วันที่]. Therefore, I will be taking a half-day off and will be online by [เวลาที่คาดว่าจะเริ่มงาน].
I have already completed the urgent tasks for this week.
Best, [ชื่อของคุณ]
เมื่อมีเพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักไม่สบาย นอกจากการพิมพ์แค่ “Get well soon” เรายังสามารถใช้ประโยคเหล่านี้เพื่อแสดงความห่วงใยได้ครับ:
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

สำหรับคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ หลายคนอาจมีความเข้าใจว่า ยิ่งกาแฟมีสีเข้ม รสขม และรสชัดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีคาเฟอีนสูงมากเท่านั้น จึงเลือกกาแฟคั่วเข้มหรือสั่งกาแฟรสเข้มเพื่อหวังให้ตื่นตัวมากขึ้น
แต่ความจริงแล้ว “ความเข้มของรสชาติ” กับ “ปริมาณคาเฟอีน” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
กาแฟที่มีรสขมและเข้มมาก ไม่ได้หมายความว่าจะมีคาเฟอีนมากกว่ากาแฟที่รสอ่อนเสมอไป เพราะปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละแก้วยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ชนิดของเมล็ดกาแฟ ปริมาณกาแฟที่ใช้ ไปจนถึงวิธีการชงและขนาดของเครื่องดื่ม
ดังนั้น หากอยากรู้ว่ากาแฟแก้วหนึ่งมีคาเฟอีนมากแค่ไหน อย่าดูแค่สีหรือความขมของกาแฟ
คำว่า “กาแฟเข้ม” ที่คนทั่วไปใช้ อาจหมายถึงหลายอย่าง เช่น รสชาติที่เข้มข้น กลิ่นที่ชัด สีของกาแฟที่เข้ม หรือกาแฟที่มีรสขมมาก
โดยเฉพาะกาแฟที่ผ่านการคั่วเข้ม มักมีสีของเมล็ดเข้มขึ้นและมีรสชาติที่ออกไปทางเข้ม ขม และมีโน้ตของการคั่วชัดเจนกว่ากาแฟคั่วอ่อน
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัววัดปริมาณคาเฟอีนโดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ “ขมกว่า” ไม่ได้แปลว่า “คาเฟอีนมากกว่า”
ในระหว่างกระบวนการคั่ว เมล็ดกาแฟจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหลายอย่าง ยิ่งคั่วนานและอุณหภูมิสูงขึ้น ลักษณะของกลิ่นและรสชาติก็จะเปลี่ยนไป
กาแฟคั่วเข้มจึงมักมีรสชาติที่เข้มและขมมากขึ้น ขณะที่กาแฟคั่วอ่อนมักคงลักษณะเฉพาะของเมล็ดและให้รสชาติที่มีความเปรี้ยวหรือความสดใสมากกว่าในบางชนิด
ดังนั้น ระดับการคั่วส่งผลต่อรสชาติอย่างชัดเจน แต่ไม่ควรใช้รสชาติเป็นตัวแทนเพื่อบอกว่ากาแฟมีคาเฟอีนมากหรือน้อย
นี่เป็นอีกเรื่องที่คนดื่มกาแฟมักเข้าใจผิด
โดยทั่วไป ความแตกต่างของคาเฟอีนระหว่างระดับการคั่วไม่ได้มากพอที่จะใช้คำง่าย ๆ ว่า “คั่วเข้ม = คาเฟอีนน้อย” หรือ “คั่วอ่อน = คาเฟอีนมาก” แล้วใช้ได้กับกาแฟทุกแก้ว
สิ่งที่มีผลต่อคาเฟอีนที่ได้รับจริง ๆ คือ ปริมาณเมล็ดกาแฟที่ใช้และวิธีการชง รวมถึงชนิดของเมล็ดกาแฟ
ดังนั้น หากนำกาแฟคั่วอ่อนกับคั่วเข้มมาเปรียบเทียบ ต้องดูว่าชงด้วยปริมาณกาแฟเท่ากันหรือไม่ และใช้วิธีชงแบบเดียวกันหรือเปล่า
กาแฟไม่ได้มีคาเฟอีนในปริมาณเท่ากันทุกชนิด
ตัวอย่างเช่น เมล็ดกาแฟสายพันธุ์ Robusta โดยทั่วไปมีคาเฟอีนสูงกว่า Arabica อย่างชัดเจน
ดังนั้น กาแฟที่ดื่มแล้วรู้สึก “เข้ม” หรือ “ขม” ไม่ได้เป็นตัวบอกว่ามีคาเฟอีนมากเพียงใด เพราะต้องพิจารณาชนิดของเมล็ดด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกาแฟสองแก้วที่มีสีและรสชาติใกล้เคียงกัน อาจให้ปริมาณคาเฟอีนไม่เท่ากัน
นอกจากชนิดและระดับการคั่วแล้ว วิธีชง ก็มีบทบาทสำคัญ
กาแฟที่ใช้เมล็ดในปริมาณมากหรือมีการสกัดสารออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน อาจให้คาเฟอีนในแก้วไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น กาแฟที่ชงด้วยวิธีต่างกันอย่าง Espresso, Americano, Drip Coffee หรือ Cold Brew ไม่ควรตัดสินปริมาณคาเฟอีนจากความเข้มของสีเพียงอย่างเดียว
บางครั้งเครื่องดื่มที่รสชาตินุ่มและดื่มง่าย อาจมีคาเฟอีนไม่น้อยเลยก็ได้
Espresso ไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูงกว่าเสมอไป
หลายคนคิดว่า Espresso ต้องมีคาเฟอีนมากกว่า เพราะมีรสชาติเข้มข้นและเสิร์ฟในแก้วขนาดเล็ก
แต่การเปรียบเทียบคาเฟอีนควรดู ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ไม่ใช่ดูแค่ความเข้มข้นของรสชาติ
Espresso มีความเข้มข้นของกาแฟสูงและมีปริมาณเสิร์ฟค่อนข้างน้อย ขณะที่กาแฟดริปอาจมีปริมาณเครื่องดื่มมากกว่าและใช้กาแฟในปริมาณที่แตกต่างกัน
ดังนั้น รสชาติเข้มไม่ได้หมายความว่าคาเฟอีนต่อแก้วต้องสูงกว่าเสมอไป
แทนที่จะดูว่าสีกาแฟเข้มหรือขมแค่ไหน ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน
1. ชนิดของเมล็ดกาแฟ
Arabica และ Robusta มีปริมาณคาเฟอีนแตกต่างกัน
2. ปริมาณกาแฟที่ใช้
ยิ่งใช้กาแฟมาก ปริมาณคาเฟอีนที่สกัดออกมาโดยรวมก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น
3. วิธีการชง
วิธีชงและเงื่อนไขการสกัดมีผลต่อปริมาณคาเฟอีนที่อยู่ในเครื่องดื่ม
4. ขนาดของแก้ว
กาแฟแก้วใหญ่ไม่ได้หมายความว่ารสชาติต้องเข้มกว่า แต่หากมีการใช้กาแฟมากขึ้น ก็อาจได้รับคาเฟอีนมากขึ้นตามไปด้วย
5. สูตรของเครื่องดื่ม
กาแฟแต่ละร้านอาจใช้จำนวนช็อต ปริมาณเมล็ด และสูตรที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรคาดเดาคาเฟอีนจากชื่อเมนูเพียงอย่างเดียว
ดื่มกาแฟเข้ม ๆ เพื่อให้ตื่นมากขึ้น ดีหรือไม่?
หากต้องการความตื่นตัว สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกกาแฟที่ “ขมที่สุด” แต่ควรใส่ใจ ปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน
คาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความตื่นตัวและลดความรู้สึกง่วงได้ แต่หากได้รับมากเกินไป บางคนอาจมีอาการใจสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ได้
นอกจากนี้ ความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
คนหนึ่งอาจดื่มกาแฟช่วงบ่ายแล้วไม่มีปัญหา ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกว่านอนหลับยากแม้ดื่มในปริมาณไม่มาก
กาแฟรสอ่อนก็อาจมีคาเฟอีนไม่น้อย
นี่คืออีกเรื่องที่คอกาแฟควรรู้
กาแฟที่มีรสชาติอ่อน ดื่มง่าย หรือมีนมและส่วนผสมอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าคาเฟอีนต่ำเสมอไป
โดยเฉพาะเครื่องดื่มกาแฟที่ใช้ Espresso หลายช็อต แม้รสชาติจะถูกกลบด้วยนม น้ำ หรือส่วนผสมอื่น แต่ปริมาณคาเฟอีนจากช็อตกาแฟก็ยังคงอยู่
ดังนั้น หากกำลังควบคุมคาเฟอีน อย่าดูเฉพาะความขมหรือความเข้มของรสชาติ
สำหรับคนทั่วไป การดื่มกาแฟสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันที่สมดุลได้
เคล็ดลับง่าย ๆ คือ
กาแฟที่เข้ม ขม หรือมีสีเข้ม ไม่ได้หมายความว่าจะมีคาเฟอีนสูงเสมอไป
ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟหนึ่งแก้วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของเมล็ดกาแฟ ปริมาณกาแฟที่ใช้ ระดับการคั่ว วิธีการชง และขนาดของเครื่องดื่ม
ดังนั้น หากอยากเลือกกาแฟโดยคำนึงถึงคาเฟอีน อย่าใช้ความขมหรือสีเข้มเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว
ครั้งต่อไปที่สั่งกาแฟ ลองดูให้มากกว่าคำว่า “เข้ม” เพราะกาแฟที่รสชาติเข้มที่สุด อาจไม่ใช่กาแฟที่มีคาเฟอีนสูงที่สุดเสมอไป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,800.00 | 68,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,383.00 | 66,446.28 | 68,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,944.70 | 59,801.65 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,506.40 | 53,157.02 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,972.35 | 29,900.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,534.05 | 23,256.20 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,541.97 | 68,856.27 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมาเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2565 เรื่องโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอ
โดยสาระสำคัญคือจากที่ สกพอ.ได้ดำเนินการขับเคลื่อน โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) บริเวณตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุด คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงขอบเขตพื้นที่โครงการจากเดิมประมาณ 14,619 ไร่ ปรับเป็นพื้นที่ใหม่ประมาณ 14,586 ไร่
ทั้งนี้ สกพอ.ว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบขอบเขตพื้นที่โครงการในครั้งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ โดยได้มีการดำเนินการผ่านขั้นตอนต่างๆได้แก่
1.) การจัดสรรแปลงที่ดินให้เอื้อต่อกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำ โดยปรับรูปแปลงที่ดินให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ในการออกแบบ วางผังอาคาร และรองรับการขยายพื้นที่ในอนาคต
2.) เน้นการพัฒนาแบบกระจุกตัว โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่พัฒนาจากแนวยาว (Linear Development) มาเป็นกลุ่มกระจุกตัว เพื่อสร้างความคุ้มค่า ช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง (CAPEX) และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและบำรุงรักษา (O&M) ของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่
3.) การใช้ประโยชน์โครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับโครงข่ายเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ยังคงสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมให้การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งและระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยงกันได้อย่างสะดวกและกระชับมากขึ้น
4.) การพัฒนาพื้นที่ตอบโจทย์การรองรับกลุ่ม Bio-Circular-Green (BCG) ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ส่งเสริมให้มีการลงทุนใน EECiti ที่เน้นนวัตกรรมพลังงานสะอาด และส่งเสริมเป้าหมายสังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ โครงการเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EEC ถูกวางเป้าหมายให้เป็นเมืองธุรกิจคู่ขนานกับกรุงเทพมหานคร และมุ่งสู่การเป็น 1 ใน 10 เมืองอัจฉริยะน่าอยู่ของโลกภายในปี พ.ศ. 2580 โดยมีตัวเลขคาดการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่
1.) การลงทุนเมกะโปรเจกต์ 1.34 ล้านล้านบาท โดยคำนวณจากมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งโครงการตลอดระยะเวลา 10 ปี แบ่งเป็นสัดส่วนการลงทุนเน้นภาคเอกชน 87.5% การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) 9.7% และการลงทุนจากภาครัฐ 2.8%
โดยในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคอัจฉริยะส่วนกลางรวม 10 ระบบในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (PPP) เช่น พลังงานสะอาด, ประปา, บำบัดน้ำเสีย, ขยะ, ดิจิทัล, คมนาคมขนส่ง ฯลฯ) รวมวงเงินลงทุนในส่วนนี้ประมาณ 72,042 ล้านบาท เพื่อให้ EECiti มีความพร้อมในการรองรับการลงทุนของภาคธุรกิจ และการอยู่อาศัยของประชาชน
2.) การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า EECiti จะช่วยสร้างมูลค่า GDP ให้กับประเทศไทยรวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ภายในช่วง 10 ปีของการพัฒนาโครงการ
และ 3.) รองรับประชากรและการจ้างงาน โดย EECiti ได้มีการออกแบบและวางผังรองรับประชากรได้สูงสุด 350,000 คน และคาดว่าจะเกิดการสร้างงานทางตรงมากกว่า 200,000 ตำแหน่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เจาะ 5 สัญญาณจากผลสำรวจ SCB EIC Real Estate Survey 2569 เมื่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจ ราคาบ้านสูง และสินเชื่อเข้ม ผู้บริโภคหันลดงบฯ ชะลอซื้อ ดัน “มือสอง-เช่า” ขึ้นแท่นทางเลือกสำคัญ ขณะที่ตลาดปี 2569 มีโอกาสทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย แต่การฟื้นตัวระยะกลางยังต้องใช้เวลา
ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเดินเข้าสู่ช่วง “ฟื้นตัว” แบบจำกัดเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มศักยภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ภาระค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัยที่อยู่ในระดับสูง และมาตรฐานสินเชื่อที่ยังเข้มงวด ผลสำรวจ SCB EIC Real Estate Survey 2569 สะท้อนภาพชัดว่า ผู้บริโภคยังไม่พร้อมกลับเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง และมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจและประเมินความพร้อมทางการเงิน
แม้ในระยะสั้นตลาดยังมีแรงหนุนจากฐานที่ต่ำ การเร่งโอนก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง และการทำโปรโมชั่นของผู้ประกอบการ แต่ภาพระยะกลางถึงยาวยังไม่สดใสนัก โดย SCB EIC ประเมินตลาดปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวหรือขยายตัวเพียงเล็กน้อย และการฟื้นตัวอาจยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า
เจาะลึกผลสำรวจ พบ 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมการของตลาดที่อยู่อาศัยไทย
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ดันผู้บริโภค “เลื่อนบ้านในฝัน” รอความพร้อมทั้งเงินและเศรษฐกิจ สัญญาณแรกและสำคัญที่สุด คือ “ความต้องการซื้อ” ที่ยังไม่ฟื้น โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้บริโภคที่ ไม่มีแผนซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 56% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และสูงสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่มีการสำรวจ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้กระทบเพียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่กำลังลามขึ้นมาถึงกลุ่มกำลังซื้อระดับบน โดยสัดส่วนผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 100,000 บาทที่ชะลอการซื้อก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับผู้ที่ยังมีแผนซื้อ ส่วนใหญ่เลือก “ซื้อในอีก 3-5 ปีข้างหน้า” มากกว่าการเร่งตัดสินใจภายในปีนี้ สะท้อนพฤติกรรมแบบ Wait and See เพื่อรอประเมินทั้งภาวะเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีแรงประคองในระยะสั้นจากฐานที่ต่ำ รวมถึงการเร่งโอนที่อยู่อาศัยก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ขณะที่ตลาดมือสองมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ดังนั้น แม้ปี 2569 ตลาดอาจไม่ถึงขั้นหดตัวรุนแรง แต่การฟื้นตัวที่เห็นยังเป็นลักษณะ “ประคองตัว” มากกว่าการกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตเต็มกำลัง
สินเชื่อเข้ม-กลัวถูกปฏิเสธ ดึงกำลังซื้อระดับกลาง-ล่างออกจากตลาด ขณะความกังวลเรื่องผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น แม้ผู้บริโภคบางส่วนจะมีความต้องการซื้อ แต่ “ความสามารถในการกู้” กลายเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญ
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่มีความกังวลมากและค่อนข้างกังวลว่าจะถูกปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางลงมา หรือไม่เกิน 5 ล้านบาท
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังอยู่ในระดับเข้มงวด ท่ามกลางยอดคงค้างหนี้เสียของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
แม้ปัจจุบันผู้กู้ส่วนใหญ่ยังสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่ “ความกังวลต่อการผ่อนในอนาคต” กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนความระมัดระวังของครัวเรือนต่อรายได้และภาระทางการเงินในระยะข้างหน้าโจทย์ของตลาดจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “คนอยากซื้อบ้านหรือไม่” แต่กำลังกลายเป็นคำถามว่า “คนที่อยากซื้อ สามารถกู้ผ่านหรือไม่”
Real demand ยังอยู่ แต่ต้อง “ลดสเปก-ลดราคา” ขณะที่บ้านหลังที่สองและซื้อปล่อยเช่าถูกเลื่อนออกไป อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนกำลังซื้ออย่างชัดเจน คือ การขยับลงของงบประมาณซื้อที่อยู่อาศัย ผลสำรวจพบว่า ความต้องการส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่กลุ่มที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเผชิญความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูง
การลดงบประมาณดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคต้องการบ้านราคาถูกลงเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการ “ปรับความฝันให้เข้ากับกำลังซื้อ” หลังต้องเผชิญทั้งเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่และราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความต้องการซื้อส่วนใหญ่ยังเป็นReal demandหรือซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะบ้านหลังแรก ขณะที่การซื้อบ้านหลังที่สองขึ้นไป รวมถึงการซื้อเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า มีสัดส่วนลดลงหมายความว่า ในช่วงที่กำลังซื้อถูกจำกัด ผู้บริโภคจะเลือก “ความจำเป็น” ก่อน “การลงทุน” อย่างชัดเจน
ราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ดันมือสองได้รับความสนใจเพิ่มทุกประเภท-ทุกระดับราคา เมื่อราคาบ้านมือหนึ่งยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การขอสินเชื่อทำได้ยากขึ้น “ตลาดมือสอง” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ซื้อให้ความสนใจมากขึ้น
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าใน ทุกประเภทที่อยู่อาศัยและทุกระดับราคาโดยมีปัจจัยหลักจากราคาที่ต่ำกว่าที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง
กลุ่มที่โดดเด่นคือ “ทาวน์เฮาส์มือสอง” โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองที่ยังสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองได้สะดวก เนื่องจากระดับราคาสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าทาวน์เฮาส์มือหนึ่งในทำเลเดียวกันขณะเดียวกัน ฝั่งอุปทานมือสองก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
ทั้งคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงบ้านเดี่ยวในต่างจังหวัด ที่น่าสนใจคือ เจ้าของที่อยู่อาศัยในปัจจุบันราว 1 ใน 3 มีแผนขายบ้านภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยเหตุผลสำคัญมาจากต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล และเปลี่ยนไปถือเงินสดหรือลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น
ภาพนี้ทำให้ตลาดมือสองไม่ได้มีเพียง “ดีมานด์” ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมี “ซัพพลาย” รอเข้าสู่ตลาดมากขึ้นด้วย และอาจกลายเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป
ทำให้เช่ายังเป็นทางเลือก แต่ภาระค่าใช้จ่ายผลักบางส่วนกลับไปอยู่กับครอบครัว แม้ตลาดเช่าจะเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ไม่สามารถซื้อบ้านได้ แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังทำให้ตลาดเช่าเองต้องเผชิญแรงต้าน
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่กำลังเช่าที่อยู่อาศัยลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องจากช่วง 2 ปีก่อน โดยการลดลงมาจากกลุ่มผู้เช่าที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเองเป็นหลัก
ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากการ “เลิกเช่าแล้วกลับไปอยู่กับครอบครัว” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่อีกส่วนเปลี่ยนจากการเช่าไปสู่การซื้อ หลังผู้ประกอบการทยอยจัดโปรโมชั่นระบายสต๊อกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักของการเลือกเช่ายังคงเป็นเรื่อง “งบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการซื้อ”และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เช่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
ตลาดเช่าจึงมีลักษณะสองด้าน ด้านหนึ่งยังเป็นทางเลือกที่จำเป็นสำหรับผู้ซื้อที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ แต่อีกด้านหนึ่ง ค่าเช่าที่ปรับขึ้นในบางทำเล โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองและเส้นทางคมนาคมที่สะดวก กำลังกลายเป็นภารสู่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและปริมณฑลซึ่งมีค่าเช่าต่ำกว่า เพื่อแลกกับการรักษาสภาพคล่องของครตัวได้มากนักในระยะสั้น มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า
ในระยะกลางถึงยาว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์บนสมมติฐานว่า “โครงการใหม่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันสูงหรือมีหน่วยเหลือขายสะสมจำนวนมาก พร้อมเพียงพอ ระยะสั้นถือเป็นช่วงที่มีโอกาสในการตัดสินใจ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ยังมีผลไปถึงช่วงกลางปี 2570 เป็นอย่างน้อย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและโปรโมชั่นด้านราคาของผู้ประกอบการทางการเงิน
การเช่าหรือเช่าซื้อยังเป็นทางเลือกในการรักษาสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังโน้มปรับขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองหรือเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ผู้เช่าอาจจำเป็นต้องขยับออกไปยังกรุ
SCB EIC Real Estate Survey 2569 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงตลาดที่3 ล้านบาท จากมือหนึ่งสู่มือสอง จากการซื้อเพื่อการลงทุนสู่การซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และจากการเชเล็กน้อย” มากกว่าการฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ปี 2570 ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญใหม่
ผู้เช่าบางส่วนจึงอาจต้องขยับออกจากกรุงเทพฯ ชั้นใน ไปสู่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและปริมณฑล ซึ่งมีค่าเช่าต่ำกว่า เพื่อแลกกับการรักษาสภาพคล่องของครัวเรือน
SCB EIC ชี้ผู้ประกอบการต้องระวังเกมลงทุน ขณะที่ผู้ซื้อที่พร้อมทางการเงินมีจังหวะเลือกมากขึ้น จากทั้ง 5 สัญญาณ SCB EIC ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนักในระยะสั้น และมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในระยะกลางถึงยาว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์บนสมมติฐานว่า “กำลังซื้อยังมีจำกัด”
ผู้ประกอบการควรพิจารณาการเปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันสูงหรือมีหน่วยเหลือขายสะสมจำนวนมาก พร้อมเร่งบริหารสินค้าคงเหลือ
การพัฒนาโครงการใหม่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าต่อราคา” มากขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมทางการเงินจำกัด และรับมือกับการแข่งขันจากตลาดมือสองซึ่งมีราคาต่ำกว่า
สำหรับผู้ที่มีความต้องการซื้อและมีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ ระยะสั้นถือเป็นช่วงที่มีโอกาสในการตัดสินใจ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท แรงหนุนมาจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนฯ สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ยังมีผลไปถึงช่วงกลางปี 2570 เป็นอย่างน้อย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและโปรโมชั่นด้านราคาของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อควรเปิดทางเลือกไปยังตลาดมือสองด้วย เพราะอุปทานที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มทางเลือกและจำกัดแรงกดดันด้านราคา
ส่วนผู้ที่มีความต้องการซื้อแต่ยังไม่พร้อมทางการเงิน การเช่าหรือเช่าซื้อยังเป็นทางเลือกในการรักษาสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
แต่ต้องจับตาค่าเช่าในทำเลศักยภาพที่มีแนวโน้มปรับขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองหรือเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ผู้เช่าอาจจำเป็นต้องขยับออกไปยังกรุงเทพฯ ชั้นนอกหรือปริมณฑล เพื่อแลกกับค่าเช่าที่เหมาะสมกับรายได้มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 11 ก.ย.69 ร่วง 11.98 จุด หรือ 0.74% อยู่ที่ 1,603.09 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,274.22 ล้านบาท

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยเปิดเช้านี้ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังนักลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวังมากขึ้น
ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดมาจากทิศทางเงินเฟ้อ หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่จะประกาศในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ก่อนการประชุมในสัปดาห์หน้า
ด้านตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้ปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ลดลงราว 2.6% ขณะที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นลดลงประมาณ 2.7% สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลต่อ Bond Yield และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,600 จุด โดยกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารมีโอกาสเข้ามาช่วยพยุงตลาดได้บางส่วน ขณะที่หุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ DELTA เผชิญแรงขายกดดันตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก
“ตลาดยังมีความผันผวนสูงจากการรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตลาดยังต้องติดตามถ้อยแถลงและสัญญาณจากการประชุม Fed ในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด”
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง แนะนำเน้นหุ้นกลุ่มปลอดภัย หรือ Defensive โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ได้แก่ BH และ BDMS หลังราคาหุ้นปรับตัวได้ดีในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาลยังได้รับปัจจัยหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสนับสนุนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ และทำให้กลุ่มดังกล่าวมีความน่าสนใจในภาวะที่ตลาดโดยรวมยังเผชิญความผันผวน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 37 ซึ่งทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมาเป็นรายการ แบดมินตัน ไชน่า มาสเตอร์ส 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 750 ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน
ล่าสุด จากการประกาศอันดับคะแนนใหม่ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) สัปดาห์ที่ 37 เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมาปรากฏว่า “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 โลก ด้วยการมี 74,606 คะแนน จากผลงานทะลุเข้าถึงรอบ 16 คนสุดท้าย
ขณะที่ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ หล่นไปอยู่อันดับ 9 ของโลก ส่วน “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี ยังคงยึดอันดับ 19 ของโลก ได้เหมือนเดิม
1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 121,287 คะแนน
2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 103,989 คะแนน
3. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 102,576 คะแนน
4. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 86,651คะแนน
5. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 74,606 คะแนน
6. ฮั่น หยู (จีน) 72,488 คะแนน
7. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 72,023 คะแนน
8. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 71,456 คะแนน
9. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 69,027 คะแนน
10. โนโซมิ โอกุฮาระ (ญี่ปุ่น) 64,160 คะแนน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
19. พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ (ไทย) 50,018 คะแนน
23. บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) 47,407 คะแนน
25. ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) 46,672 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คนวัยทำงาน กว่า 27 % ‘ฝืนไปทำงาน’ แม้มีปัญหาสุขภาพจิต “เร่งโค้ชกลุ่มเสี่ยง” ในสถานประกอบการทั่วไทย ช่วยฟื้นสุขภาพจิตดีขึ้น 99.98% ปรับพฤติกรรมเสี่ยงทางกายดีขึ้น 91.96% สุขภาพการเงินดี 70%
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่10 ก.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Advisor : HHA) ภายใต้แนวคิด “Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations” “เชื่อมพลังคน สร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งอนาคต”
โดยมีผู้บริหาร บุคลากรกรมสุขภาพจิต เครือข่ายสถานประกอบการ องค์กรและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิตจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 150 คน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนการดำเนินงาน และยกระดับขีดความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงานในสถานประกอบกิจการและองค์กรทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ
นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานกว่า 38.66 ล้านคน ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ และปัญหาสุขภาพจิต
กรมสุขภาพจิตได้ร่วมกับสสส.พัฒนา Holistic Health Advisor (HHA) ขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรภายในองค์กรให้ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด ดูแลใจ” ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรอง และเชื่อมโยงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถขยายเครือข่ายสถานประกอบกิจการและองค์กรได้ถึง 222 แห่ง และดูแลประชาชนวัยทำงานรวมแล้วกว่า 1.2 ล้านคน
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสนับสนุนการสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า กลุ่มโรคด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะสูงถึง 13% ของความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด อีกทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ ในปี 2565 WHO ระบุว่าภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไป 12,000 ล้านวัน
สำหรับสถานการณ์ในไทย ข้อมูลการประเมินตนเองในระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 พบประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปี เผชิญกับความเครียดในระดับสูง กว่า 11% โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานตอนต้น อายุ 20-29 ปี สูงถึง 28% ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS พบคนวัยทำงานฝืนไปทำงาน (Presenteeism) แม้มีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 27%
“การดูแลเชิงรุกพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตในสถานประกอบการหรือองค์กร จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่บั่นทอนสุขภาพ รวมทั้งศักยภาพขององค์กรในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”นพ.พงศ์เทพกล่าว
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. กำหนดให้ประเด็นสุขภาพจิตเป็น 1 ใน 7 เป้าหมายยุทธศาสตร์การทำงาน สอดคล้องกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติฉบับที่ 1 มุ่งเน้นการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ก่อนที่จะเจ็บป่วย โดยดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ การส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต พร้อมร่วมกับกรมสุขภาพจิตและภาคีเครือข่ายพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คัดกรองภาวะซึมเศร้า “DMind” และเว็บแอปพลิเคชัน “ต่อ-เติม-ใจ” เพื่อดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นและเชื่อมระบบส่งต่อการรักษา
สสส. ได้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร HHA ทดลองรูปแบบในสถานประกอบการ พัฒนาวิทยากรและโค้ชเพื่ออบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตองค์รวมให้แก่สถานประกอบการ ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบันประกอบการ 222 แห่ง มีผู้เข้าร่วม 358,560 คน
“พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98% ที่เหลือได้รับการส่งต่อและอยู่ระหว่างการรักษา ส่วนกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน ได้รับความรู้เรื่องสุขภาวะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการดูแลช่วยเหลือ 70%” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การเลือก คำกล่าวต้อนรับ ภาษาอังกฤษ ควรพิจารณาจากบริบท สถานที่ และระดับความเป็นทางการ เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจและเป็นกันเองมากที่สุด
เหมาะสำหรับร้านกาแฟ, คาเฟ่, ร้านปลีก (Retail), หรืองานอีเวนต์ที่เป็นกันเอง
(ยินดีต้อนรับสู่ [ชื่อร้าน/บริษัท] ครับ/ค่ะ)
(สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีต้อนรับ)
(พวกเราดีใจมากที่คุณมาที่นี่)
(ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมเราในวันนี้นะครับ/คะ)
เหมาะสำหรับโรงแรมระดับ 4-5 ดาว, การประชุมระดับองค์กร, หรือการต้อนรับลูกค้าระดับ VIP
(อรุณสวัสดิ์/สวัสดีตอนบ่าย ยินดีต้อนรับสู่ [ชื่อโรงแรม/บริษัท] ครับ/ค่ะ)
(เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคุณครับ/ค่ะ)
(พวกเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ดูแลคุณในฐานะแขกของเรา)
(ในนามของทีมงาน ฉันขอต้อนรับคุณครับ/ค่ะ)
หลังจากกล่าวทักทายเรียบร้อยแล้ว สเตปต่อไปคือการแสดงความกระตือรือร้นและบอกลูกค้าว่าเรา พร้อมให้บริการ ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าพวกเขาสามารถขอความช่วยเหลือจากเราได้ตลอดเวลา
(วันนี้มีอะไรให้ฉันช่วยเหลือไหมครับ/คะ? – สุภาพมาก นิยมใช้ในโรงแรม)
(มีอะไรให้ฉันช่วยไหมครับ/คะ? – ใช้ได้ทั่วไป)
(มีสิ่งใดที่ฉันสามารถทำให้คุณได้บ้างครับ/คะ?)
(พวกเราพร้อมให้บริการคุณครับ/ค่ะ)
(ฉันพร้อมช่วยเหลือคุณในทุกสิ่งที่คุณต้องการครับ/ค่ะ)
(หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม แจ้งได้ตลอดเลยนะครับ/คะ)
(ทีมงานและตัวฉันพร้อมให้บริการคุณอย่างเต็มที่ครับ/ค่ะ – สุภาพและเป็นทางการมาก)
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเพื่อพิสูจน์ว่าสามารถทำให้เทคโนโลยีนิวเคลียร์มีขนาดเล็กลงได้ ไปสู่การแข่งขันว่าใครจะสามารถทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ด้านการเงิน ผ่านการอนุมัติด้านกฎระเบียบ และนำไปใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่การรวมตัว
ความเคลื่อนไหวของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์เปลี่ยนแปลงเร็ว ปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนการจองพื้นที่ การทำข้อตกลงด้านซัพพลายจากภาครัฐ และข้อผูกพันในการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ไตรมาสแทนที่จะเป็นหลายทศวรรษ ผู้ซื้อที่เดินหน้าเป็นกลุ่มแรกไม่ใช่บริษัทสาธารณูปโภค แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยี หน่วยงานด้านกลาโหม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าซึ่งพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้
เบื้องหลังการประกาศโครงการต่าง ๆ นั่นคือกำลังการผลิตของโรงงานที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับการผลิตชิ้นส่วนกำลังถูกจองล่วงหน้าหลายปีก่อนที่จะได้รับอนุมัติด้านกฎระเบียบ และคิวการผลิตกำลังรวมตัวอยู่รอบแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติจำนวนไม่มาก องค์กรที่ยังมอง SMR เป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ กำลังเจรจาแข่งขันกับคู่สัญญาที่มอง SMR เป็นคำถามด้านการจัดซื้อจัดจ้างในระยะใกล้ ความไม่สมดุลนี้กำลังกลายเป็นลักษณะสำคัญของตลาด
ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์
ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 11.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2033
ตลาดขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 9.2% ระหว่างปี 2026-2033 จากมูลค่าเริ่มต้น 6.3 พันล้านดอลลาร์
ความต้องการจากศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีรายใหญ่กลายเป็นกลุ่มผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความต้องการรุนแรงที่สุด
ต้นทุนที่สูงเกินคาดของโครงการแรก หรือ FOAK ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการนำไปใช้เชิงพาณิชย์
โมดูลที่ผลิตจากโรงงานและสามารถขนส่งได้กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์ของโครงการเมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบดั้งเดิม
การประสานกฎระเบียบระหว่างประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา กำลังช่วยลดระยะเวลาการออกใบอนุญาตอย่างมีนัยสำคัญ
การจัดหาเชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง หรือ HALEU สำหรับแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดนี้ เป็นคอขวดที่ถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมากที่สุด
เปลี่ยนจากการตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีไปสู่ระดับอุตสาหกรรม
ฝ่ายวิจัยจาก Market Minds Advisory รายงานว่า ประเด็น SMR เปลี่ยนจากการตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีไปสู่การดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรม และบริษัทที่จะล็อกกำลังการผลิตและการจัดหาเชื้อเพลิงได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จะเป็นผู้กำหนดเส้นต้นทุนสำหรับการใช้งานในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า ผู้ที่เข้ามาช้าจะต้องแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบอย่างเป็นโครงสร้างเมื่อเทียบกับเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัจจุบัน
กำลังการผลิตกำลังถูกจองเป็นการส่วนตัวจากโรงงานที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับการผลิตภาชนะรับความดันและชิ้นส่วนภายในเครื่องปฏิกรณ์ SMR มีอยู่ทั่วโลกในจำนวนจำกัด การจองกำลังผลิตสำหรับการส่งมอบในช่วงต้นทศวรรษ 2030 กำลังปิดลงแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศต่อสาธารณะเสียอีก
การจัดหาเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยจำกัด โดยกำลังการผลิต HALEU ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโรงงานเพียงไม่กี่แห่ง แบบเครื่องปฏิกรณ์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดนี้กำลังแข่งขันกันเพื่อจัดสรรปริมาณเชื้อเพลิง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าโครงการใดจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้
แนวทางด้านกฎระเบียบกำลังแยกออกเป็นหลายทิศทาง เนื่องจากประเทศที่เดินหน้าไปสู่การยอมรับร่วมกันด้านการรับรองแบบเครื่องปฏิกรณ์ กำลังดึงดูดเงินทุนและโครงการเข้าสู่ประเทศเหล่านั้น ช่องว่างระหว่างประเทศที่มีระบบออกใบอนุญาตแบบเร่งรัดกับประเทศที่ใช้กระบวนการแบบเดิมกำลังกว้างขึ้นในทุกไตรมาส
โครงสร้างผู้ซื้อกำลังการผลิต SMR แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากที่การคาดการณ์ซึ่งมีบริษัทสาธารณูปโภคเป็นผู้นำเคยคาดการณ์ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ผู้ใช้ความร้อนในภาคอุตสาหกรรม และการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม กำลังมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของความตั้งใจรับซื้อไฟฟ้าที่ประกาศออกมา
การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของโครงการ โดยผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center กำลังลงนามในข้อผูกพันซื้อไฟฟ้าที่มีคุณภาพด้านเครดิต ซึ่งเปลี่ยนแปลงสมการด้านการจัดหาเงินทุน สัญญาเหล่านี้ช่วยให้โครงการแรก หรือ FOAK สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งการรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้
การลดคาร์บอนจากความร้อนในภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดไปสู่การจัดซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการเคมี เหล็ก และการกลั่น กำลังประเมิน SMR ในฐานะทางเลือกที่น่าเชื่อถือเพียงทางเดียวสำหรับการจัดหาความร้อนอุณหภูมิสูงในระดับขนาดใหญ่ กิจกรรมขอข้อเสนอ หรือ RFP เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มอุตสาหกรรมของยุโรปและอเมริกาเหนือ
ข้อผูกพันจากภาครัฐกำลังกลับเข้าสู่ตลาด เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศกำลังให้หลักประกันด้านการจัดซื้อโดยตรงหรือเข้าร่วมถือหุ้น เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างด้านเงินทุนของโครงการแรก หรือ FOAK ซึ่งเคยทำให้การใช้งาน SMR ชะงักในรอบก่อน
รายงานทางวิจัยระบุว่า โครงการ SMR ที่ประกาศส่วนใหญ่จะไม่สามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2032 จำนวนโครงการที่อยู่ในแผนการประกาศมีมากกว่าศักยภาพที่เป็นจริงของกำลังการผลิตโรงงาน แรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และเชื้อเพลิง HALEU อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การระบุว่าโครงการใดมีห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับการจัดหาไว้แล้ว จึงกลายเป็นคำถามเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญกว่าการนับจำนวนบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU
เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก หรือ Microreactor จะเข้าสู่เชิงพาณิชย์ก่อน SMR ขนาดกลางในแง่ของรายได้ การใช้งานในเหมืองนอกระบบไฟฟ้า การใช้งานด้านกลาโหม และอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล มีความเต็มใจจ่ายสูงกว่าและมีความซับซ้อนด้านกฎระเบียบต่ำกว่า มุมมองแบบเดิมที่ว่าเศรษฐศาสตร์จากขนาดเอื้อประโยชน์ต่อหน่วยขนาดใหญ่กว่า ประเมินต่ำเกินไปว่าความเร็วในการนำไปใช้งานมีความสำคัญเพียงใด
เทคโนโลยี 2-3 กลุ่มจะครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่ไม่สมดุลภายในปี 2030 เงินทุนกำลังรวมตัวอยู่รอบแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติจำนวนแคบลงกว่าความหลากหลายของโครงการในปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็น ผู้พัฒนาที่อยู่ในช่วงท้ายของการแข่งขันแต่ยังไม่มีพันธมิตรด้านการผลิตที่ได้รับการจัดหาไว้ จะเผชิญกับข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่เงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้
การเปลี่ยนจากการก่อสร้างแบบประกอบขึ้น ณ สถานที่ก่อสร้าง ไปสู่โมดูลที่ผลิตจากโรงงาน กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเสี่ยงที่ในอดีตเป็นปัจจัยลงโทษโครงการนิวเคลียร์ ความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุนเงินลงทุน ความแน่นอนของกำหนดการ และเส้นการเรียนรู้จากการผลิตแบบต่อเนื่อง กำลังสร้างตรรกะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิม บริษัทที่สามารถจัดหากำลังการผลิตจากโรงงานได้ กำลังวางตำแหน่งเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในแต่ละหน่วยที่ส่งมอบ
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระดับที่การก่อสร้างพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถรองรับได้ทันตามกรอบเวลาของผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ SMR มีคุณสมบัติทั้งการผลิตไฟฟ้าพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การติดตั้งในพื้นที่หลังมิเตอร์ และคุณสมบัติด้านพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การจัดซื้อของผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างแม่นยำ กลุ่มผู้ซื้อประเภทนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในการคาดการณ์อย่างจริงจังในปี 2022 แต่ปัจจุบันกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์ของโครงการแรก
การจัดหา HALEU การผลิต และการจัดการปลายทางของเชื้อเพลิง กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่แยกออกจากการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ ผู้เล่นที่มีสถานะการจัดหาเชื้อเพลิงแบบบูรณาการในแนวดิ่ง หรือมีความสัมพันธ์ด้านการจัดหาเชื้อเพลิงกับภาครัฐ กำลังได้รับผลตอบแทนในระดับพิเศษ ลูกค้าเต็มใจจ่ายส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเพื่อความแน่นอนด้านการจัดหาเชื้อเพลิง เนื่องจากมีผู้จัดหาที่ผ่านคุณสมบัติทั่วโลกในจำนวนจำกัด วงจรเชื้อเพลิงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงประเด็นด้านการดำเนินงาน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดความสามารถของโครงการในการได้รับเงินทุน
โรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังปลดระวางและพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมมีข้อได้เปรียบด้านการเชื่อมต่อระบบส่งไฟฟ้า สิทธิในการใช้น้ำ และการยอมรับของชุมชน ซึ่งโครงการในพื้นที่ใหม่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว การแข่งขันเพื่อรักษาพื้นที่เดิมที่มีศักยภาพกำลังดำเนินไปอย่างมาก และจำนวนพื้นที่ที่เหมาะสมมีจำกัด การควบคุมพื้นที่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าโครงการใดมีความสามารถในการดำเนินการจริง
ผลการดำเนินงานด้านต้นทุนของโครงการแรก โดยโครงการแรกยังเผชิญกับความเสี่ยงจากงบประมาณและกำหนดการที่เกินเป้าหมาย ซึ่งอาจกระทบความน่าเชื่อถือของภาคอุตสาหกรรม หากโครงการแรก ๆ มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าที่คาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ
การกระจุกตัวของการจัดหา HALEU กำลังการเพิ่มสมรรถนะที่จำกัดสร้างจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียวสำหรับแบบเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงที่พึ่งพาเชื้อเพลิงประเภทนี้
ความไม่สมดุลของความเร็วด้านกฎระเบียบ โดยประเทศที่มีขั้นตอนการออกใบอนุญาตช้ากว่าเสี่ยงสูญเสียเงินทุนของโครงการ ผู้จัดหาที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และแรงงานที่มีทักษะให้แก่ภูมิภาคคู่แข่งที่เคลื่อนตัวเร็วกว่าในระยะกลาง
การยอมรับของสาธารณชนที่อาจกลับทิศ หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่โรงงานนิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งทั่วโลก อาจทำให้การสนับสนุนทางการเมืองลดลงและชะลอกระบวนการอนุญาตในหลายประเทศพร้อมกัน
การขาดแคลนแรงงานและบุคลากรทักษะสูง บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการก่อสร้างและการดำเนินงานด้านนิวเคลียร์มีจำนวนจำกัด ขณะที่การพัฒนากำลังคนยังไม่ทันกับจำนวนโครงการที่ประกาศ
ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียนที่มีระบบกักเก็บ ต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจของ SMR ในการใช้งานกับระบบไฟฟ้าบางประเภทแคบลง
เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนการปรับตัวให้สอดคล้องกับระเบียบโลกใหม่ด้านพลังงาน SMR ถือเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่ช่วยแก้ไขข้อจำกัดเรื่องความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลจากกลุ่ม AI Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า
การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จะถูกแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก โดยระยะที่หนึ่งซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2569-2580 จะเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตที่ 300 เมกะวัตต์ ก่อนจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในระยะที่สองระหว่างปี 2581-2593 ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 8,700 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2593 ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รวมทั้งสิ้น 9,000 เมกะวัตต์ กระจายการก่อสร้างโรงไฟฟ้าออกไปยัง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยไทยยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมด้านนโยบาย กฎระเบียบ และเทคโนโลยี ต้องใช้เวลาเตรียมการยาวนานกว่า 10 ปีตามเกณฑ์ของ IAEA
ดังนั้น หากไทยเดินหน้าตามเป้าหมายดังกล่าว การเลือกเทคโนโลยีอาจไม่ใช่โจทย์เดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของผู้ผลิตชิ้นส่วน เชื้อเพลิง ห่วงโซ่อุปทาน เงินทุน และระยะเวลาการออกใบอนุญาต ซึ่งเป็นปัจจัยที่งานวิจัยมองว่าจะเป็นตัวกำหนดว่าโครงการ SMR ใดจะสามารถเกิดขึ้นจริง
เมษายน 2026 NuScale Power Corporation เดินหน้าการพัฒนาด้านวิศวกรรมสำหรับรูปแบบโรงไฟฟ้า VOYGR โดยประสานงานกับพันธมิตรด้านสาธารณูปโภค ซึ่งตั้งเป้าหมายการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายทศวรรษ
กุมภาพันธ์ 2026 X-energy เดินหน้ากิจกรรมการพัฒนาแบบเครื่องปฏิกรณ์อุณหภูมิสูง Xe-100 โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านการรับซื้อจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังมุ่งเน้นการใช้งานด้านความร้อนสำหรับกระบวนการผลิต
มีนาคม 2026 Rolls-Royce เดินหน้าการพัฒนาแบบ SMR ของสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง ผ่านหมุดหมายสำคัญของกระบวนการประเมินแบบทั่วไปกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ของประเทศ
มกราคม 2026 Oklo ขยายโครงการเชิงพาณิชย์และข้อตกลงกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ากิจกรรมสำรวจและประเมินพื้นที่สำหรับการติดตั้งโรงไฟฟ้า Aurora
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

เมื่อเปิดตู้เครื่องเทศ หลายคนอาจสะดุดตากับสีสันหลากหลายของวัตถุดิบเหล่านี้ แต่เบื้องหลังสีสวย ๆ ไม่ได้มีเพียงกลิ่นหอมและรสชาติเท่านั้น เพราะเครื่องเทศหลายชนิดยังอุดมไปด้วยสารประกอบจากพืช สารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม รวมถึง สุขภาพตับ ด้วย
ตับเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่ช่วยเปลี่ยนแปลงสารอาหาร ผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน ไปจนถึงช่วยกำจัดและประมวลผลสารต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ตับก็สามารถได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและภาวะสุขภาพต่าง ๆ โดยหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยคือ โรคไขมันพอกตับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสะสมไขมันในเซลล์ตับ
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจึงแนะนำว่า การเพิ่มเครื่องเทศบางชนิดในมื้ออาหาร อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มสารอาหารจากพืช โดยมีเครื่องเทศที่น่าสนใจดังนี้
ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสีเหลืองสดและคุณสมบัติด้านการต้านการอักเสบ โดยสารสำคัญที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ เคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานขมิ้นชันหรือเคอร์คูมินในรูปแบบอาหารเสริม อาจช่วยปรับปรุงค่าการทำงานของเอนไซม์ตับ เช่น AST และ ALT ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ประเมินสุขภาพของตับ
อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้สารสกัดหรือปริมาณที่เข้มข้นกว่าปริมาณขมิ้นชันที่ใช้ปรุงอาหารทั่วไป จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการใช้ขมิ้นชันเพียงเล็กน้อยในอาหารจะให้ผลเหมือนกัน
สำหรับการรับประทานในชีวิตประจำวัน สามารถเพิ่มขมิ้นชันในเมนูต่าง ๆ เช่น ข้าว แกง น้ำหมักเนื้อสัตว์ ซุป หรือเครื่องดื่มอย่างนมขมิ้น
อบเชยเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมทั้งในขนม เครื่องดื่ม และอาหารคาว โดยมีสารประกอบจากพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ
นักโภชนาการระบุว่า สุขภาพตับมีความเชื่อมโยงกับระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลิน
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานอบเชยในรูปแบบอาหารเสริมอาจมีส่วนช่วยปรับปรุงค่าเอนไซม์ตับบางชนิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีเบาหวานชนิดที่ 2
สามารถเพิ่มอบเชยในอาหารง่าย ๆ เช่น โรยบนข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต สมูทตี กาแฟ หรือใช้เพิ่มกลิ่นหอมในเมนูอบและอาหารตุ๋น
ขิงเป็นสมุนไพรที่มีเอกลักษณ์ด้วยรสเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยมีสารออกฤทธิ์สำคัญ เช่น จินเจอรอล (Gingerol) และ โชกาออล (Shogaol)
สารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย โดยงานวิจัยบางส่วนพบว่า ขิงอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตับในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ
นอกจากนี้ ขิงยังอาจมีส่วนช่วยเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพตับ
สามารถใช้ขิงสดในอาหาร เช่น ซุป เมนูผัด สลัด น้ำจิ้ม หรือชงเป็นชาขิงเพื่อดื่มได้
หญ้าฝรั่นถือเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีราคาสูงที่สุดในโลก ผลิตจากส่วนยอดเกสรสีแดงของดอก Crocus sativus
หญ้าฝรั่นมีสารประกอบจากพืช เช่น โครซิน (Crocin) และ โครเซติน (Crocetin) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ
งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การรับประทานหญ้าฝรั่นในรูปแบบอาหารเสริมอาจช่วยปรับค่าการทำงานของเอนไซม์ตับ เช่น ALT และ AST ได้ในระดับหนึ่ง
แม้ใช้เพียงเล็กน้อย แต่หญ้าฝรั่นสามารถเพิ่มสี กลิ่น และรสชาติให้อาหารได้ดี เช่น ข้าว ซุป อาหารทะเล เมนูไก่ หรือเครื่องดื่มนมอุ่น
แม้กระเทียมจะจัดเป็นผักมากกว่าเครื่องเทศ แต่ถูกใช้ในลักษณะเดียวกับเครื่องปรุงรสเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้อาหารหลากหลายประเภท
กระเทียมมีสารประกอบกำมะถัน ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ความเครียดจากอนุมูลอิสระ และระบบเผาผลาญของร่างกาย
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานกระเทียมในรูปแบบอาหารเสริม อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตับ เช่น ช่วยปรับปรุงค่าเอนไซม์ตับ และลดปริมาณไขมันสะสมในตับ
กระเทียมสามารถเพิ่มในอาหารได้ง่าย ทั้งแบบสดหรือผ่านความร้อน เช่น เมนูผัด อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักอบ และอาหารประเภทถั่ว
ขมิ้นชัน อบเชย ขิง หญ้าฝรั่น และกระเทียม เป็นวัตถุดิบที่มีสารประกอบจากพืช ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม รวมถึงการดูแลสุขภาพตับ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากยังศึกษาจากสารสกัดหรือปริมาณเข้มข้นในรูปแบบอาหารเสริม ไม่ใช่ปริมาณเล็กน้อยจากการปรุงอาหารทั่วไป ดังนั้นเครื่องเทศเหล่านี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารที่สมดุล ไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,550.00 | 67,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,367.00 | 66,203.72 | 68,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,930.30 | 59,583.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,493.60 | 52,962.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,965.15 | 29,791.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,528.45 | 23,171.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,525.39 | 68,604.91 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

จากวันที่พนักงานต้องมี “โต๊ะประจำ” สู่วันที่คนส่วนใหญ่เลือกเข้าออฟฟิศเท่าที่จำเป็น กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของตลาดสำนักงาน เมื่อโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่ให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ “ทุกตารางเมตรมีคุณค่ามากที่สุด” และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดสำนักงานไทยสู่ยุค “Premium Pivot”
อายุธพร บูรณะกุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์พื้นที่สำนักงานและการบริหารโครงการ บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า หากย้อนไปก่อนปี 2563 การมีสำนักงานขนาดใหญ่ในทำเลดี เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จขององค์กร
แต่หลังจากนั้นภาพเปลี่ยนไป! วิกฤติโควิด-19 ทำให้บริษัททั่วโลกได้ทดลองสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ นั่นคือ การให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้จาก “Work from Office” กลายเป็น “Hybrid Work” และเมื่อพนักงานค้นพบว่า งานจำนวนมากไม่จำเป็นต้องทำจากโต๊ะประจำ ออฟฟิศจึงเริ่มถูกตั้งคำถามว่า ถ้าพนักงานไม่ได้เข้าทุกวัน แล้วเรายังต้องมีพื้นที่เท่าเดิมหรือไม่?
คำถามนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ
โดยตลอดช่วงปี 2563-2569 มีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาด ตั้งแต่ Hybrid Work การเปลี่ยนผ่านของแรงงานจาก Gen X สู่ Gen Y การเกิดขึ้นของ Generative AI วิกฤติสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงแรงกดดันด้าน ESG และ Net Zero ขณะเดียวกัน การเปิดตัวอาคารสำนักงานอย่าง Park Silom และ One Bangkok ก็ยกระดับมาตรฐานใหม่ของคำว่า “สำนักงาน” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Flight to Quality ใช้พื้นที่สำนักงานที่เหลืออยู่ดีขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Premium Pivot”
อายุธพร ระบุว่า Premium Pivot ไม่ได้หมายความว่า ทุกบริษัทต้องย้ายไปอยู่ในอาคารที่แพงที่สุด แต่หมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิดว่า สำนักงานไม่ควรถูกมองเป็นเพียง Fixed Cost อีกต่อไป เนื่องจากสำนักงานยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ People ดึงดูดและรักษาคนเก่ง Business เพิ่ม Productivity และความคล่องตัวของธุรกิจ Sustainability สนับสนุน ESG และเป้าหมาย Net Zero
จากการศึกษาของไนท์แฟรงค์ อ้างอิงการใช้งานพื้นที่สำนักงานกว่า 57,000 ตารางเมตร สัมภาษณ์ผู้บริหารกว่า 55 คน เวิร์กช็อปร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน 382 คน และแบบสำรวจพนักงานในกรุงเทพฯ 3,174 คน สะท้อนภาพเดียวกันว่าโจทย์ของสำนักงานยุคใหม่ ไม่ใช่ “มีพื้นที่เท่าไร” แต่คือ “พื้นที่ถูกใช้เพื่ออะไร” เป็นเหตุผลที่แนวคิด Activity-Based Workplace หรือ ABW กำลังเข้ามาแทนที่การวางพื้นที่แบบ Headcount-Based
“จากเดิมที่คิดว่ามีพนักงาน 1,000 คน ก็ต้องมีโต๊ะ 1,000 ตัว กำลังเปลี่ยนเป็นพนักงาน 1,000 คน ต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง และแต่ละกิจกรรมต้องใช้พื้นที่แบบไหน”
ตัวเลข Desk Utilization ในกรุงเทพฯ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจนโต๊ะทำงานของพนักงานมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง 35% และช่วงที่มีการใช้งานสูงสุดอยู่ที่ 55%ขณะที่ห้องทำงานผู้บริหารแบบปิด มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง17%และสูงสุด 34%เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2020 ซึ่งโต๊ะพนักงานมีอัตราการใช้งานเฉลี่ย 39% และสูงสุด 67% ยิ่งเห็นได้ชัดว่า Hybrid Work ไม่ใช่แค่พฤติกรรมชั่วคราวในช่วงโควิด แต่กำลังเปลี่ยนวิธีใช้สำนักงานอย่างถาวร
“ที่น่าสนใจ พนักงานกรุงเทพฯ 57% มองว่าโต๊ะทำงานส่วนตัวไม่จำเป็นหากองค์กรเดินหน้าสู่ Agile Working ขณะที่ 43% มองว่าโต๊ะประจำมีความจำเป็น เมื่อแยกตามเจเนอเรชันก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง”

Gen X และ Gen Y ส่วนใหญ่เปิดรับความยืดหยุ่นมากกว่า Gen Z ให้คุณค่ากับโต๊ะทำงานประจำมากกว่า เพราะคนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพยังต้องการ “จุดยึด” สำหรับการเรียนรู้ การโค้ชชิง และการสร้างความสัมพันธ์กับคนในองค์กร ดังนั้น ออฟฟิศแห่งอนาคตจึงไม่ใช่การบอกว่า “ทุกคนไม่ต้องมีโต๊ะ”แต่คือการออกแบบให้แต่ละคนมีพื้นที่ที่เหมาะกับสิ่งที่กำลังทำ
หนึ่งในความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดของสำนักงานยุคใหม่ คือ “ห้องประชุม” หลายองค์กรรู้สึกว่าห้องประชุมไม่เคยพอ เพราะช่วงเวลายอดนิยมมักถูกจองเต็มแต่เมื่อดูข้อมูลการใช้งานจริง ห้องประชุมกลับมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง 36% ช่วงพีกอยู่ที่ 72% ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ห้องไม่พอ” แต่อยู่ที่ห้องที่มีอยู่ไม่ตรงกับพฤติกรรมของคน
“กว่า 50.98% เป็นการประชุมขนาดเล็ก 2-4 คน อีก13.62% ใช้งานคนเดียว เช่น ประชุมออนไลน์หรือ Virtual Call ส่วนห้องประชุมขนาดใหญ่สำหรับ 9 คนขึ้นไป ใช้งานเพียง 9.27% ห้องสำหรับ 25 คนขึ้นไปมีสัดส่วนเพียง 1.44%”
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ “ห้องประชุมใหญ่” แต่ต้องการ “พื้นที่ที่เหมาะกับงาน” ดังนั้น การลดห้องประชุมขนาดใหญ่ แล้วเปลี่ยนเป็น Huddle Room, Meeting Pod, Phone Booth หรือ Focus Area อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่านี่คือแนวคิด Value over Volume ไม่ใช่การมีพื้นที่มากที่สุดแต่คือการทำให้พื้นที่ทุกตารางเมตรตอบโจทย์ที่สุด
อีกตัวเลขที่สะท้อนความย้อนแย้งของโลกการทำงานยุคใหม่คือในปี 2568 พนักงานกรุงเทพฯ 97% ต้องการทำงานแบบ Hybrid มีเพียง 3% ที่ต้องการเข้าสำนักงานทุกวันแต่ไม่ได้หมายความว่าออฟฟิศกำลังจะหายไป ตรงกันข้าม ออฟฟิศกำลังเปลี่ยนบทบาทจากสถานที่ที่ใช้ “นั่งทำงาน” เป็นสถานที่สำหรับการทำงานร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กร แก้ปัญหา และสร้างความสัมพันธ์
เพราะเหตุผลหลักที่คนยังอยากเข้าสำนักงาน คือการลดอุปสรรคของการทำงานระยะไกล
อีกส่วนหนึ่งต้องการสร้างความสัมพันธ์ในทีมและช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ออฟฟิศในอนาคตจึงอาจไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนต้องมาแต่เป็นสถานที่ที่คนอยากมา เมื่อการมาที่ออฟฟิศสร้างคุณค่ามากกว่าการอยู่บ้าน
โจทย์ของสำนักงานยุคใหม่ไม่ได้จบที่โต๊ะ เก้าอี้ และห้องประชุม สิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “Energy Recovery & Well-being” ตั้งแต่ห้องพัก ห้องงีบ เก้าอี้นวด ฟิตเนส ห้องอาบน้ำ ไปจนถึงอาหารเพื่อสุขภาพ
ถัดมาคือพื้นที่ที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Co-working Space, Focus Area และ Phone Booth ตามด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร พื้นที่สีเขียว และสิ่งแวดล้อมที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิต
ในอนาคต พื้นที่สำนักงานอาจต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้ง Child-friendly, Pet-friendly และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของพนักงานเพราะเส้นแบ่งระหว่าง “สถานที่ทำงาน” กับ “คุณภาพชีวิต” กำลังลดลงเรื่อย ๆ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ได้แก่ 1.People ต้องออกแบบพื้นที่โดยยึด Employee Experience เป็นศูนย์กลาง 2.Place มีพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและส่งเสริม 3.Collaboration Technology มีระบบจองพื้นที่ เซนเซอร์ และ Workplace Data เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ถูกใช้งานจริงอย่างไร 4.Process รองรับ Work Anywhere และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น 5.Planet เชื่อมโยงกับ ESG, Energy Efficiency, Circular Economy และการลดคาร์บอนทั้งหมดนี้ทำให้ “สำนักงาน” กลายเป็นระบบนิเวศมากกว่าสถานที่
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เรื่องของอสังหาริมทรัพย์แต่คือการเปลี่ยนแปลง “วิธีทำงาน” องค์กรที่ยังวัดความคุ้มค่าของสำนักงานจากจำนวนโต๊ะหรือจำนวนตารางเมตร อาจกำลังใช้ตัวชี้วัดของโลกใบเก่าเพราะในโลกใหม่
“สำคัญกว่าคือพื้นที่นั้นช่วยให้คนเก่งขึ้นหรือไม่ ช่วยให้ธุรกิจเร็วขึ้นหรือไม่ และช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่การย้ายหรือปรับปรุงสำนักงานครั้งหนึ่งอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่ทำงาน แต่เป็นโอกาสในการออกแบบอนาคตขององค์กรใหม่ทั้งระบบ”
เพราะออฟฟิศที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ออฟฟิศที่มีพื้นที่มากที่สุด แต่อาจเป็นออฟฟิศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าถ้าจะมาทำงานวันนี้ มาที่นี่แล้วคุ้มกว่าอยู่ที่ไหน นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า Premium Pivot จากการลงทุนใน “พื้นที่” ไปสู่การลงทุนใน“คุณค่า”พื้นที่สร้างให้กับธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

“เซ็นทรัล บางนา” โครงการมิกซ์ยูสบนที่ดิน 50 ไร่ ครบองค์ประกอบทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และที่พักอาศัย อวดโฉม New Look เฟสแรก ในส่วนของศูนย์การค้า บนพื้นที่ GBA ขนาด 330,000 ตารางเมตร ชวนสายคอนเทนต์ปักหมุดเช็คอิน เซ็นทรัล บางนา สำรวจมุมมองใหม่ อัปเดทฟีด เก็บทุกดีเทล
เซ็นทรัล บางนา โฉมใหม่ ทำหน้าที่เสมือน “Living Gallery” หรือ แกลเลอรีขนาดใหญ่ที่มีชีวิต เรียบง่ายแต่โดดเด่น ถ่ายทอดงานออกแบบที่ผสานงานอาร์ต ฟีเจอร์ และองค์ประกอบดีไซน์ที่สะท้อนคาแรกเตอร์ไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นของย่านบางนา ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Place for all” พื้นที่ที่มากกว่าการใช้ชีวิต
เซ็นทรัล บางนา เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Transformation ครั้งใหญ่ของบิ๊กคอร์ป บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ซึ่งเดินหน้าพลิกโฉมโครงการศูนย์การค้าในโลเคชั่นสำคัญ หรือ Landmark Masterplans เพื่อตอบโจทย์ Affluent Demographic ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น ด้วย Magnet Destinations ใหม่ๆ ทั้ง Fashion, Food Hub, Family & Edutainment
ข้อมูล The 1 ระบุว่า เซ็นทรัล บางนา คือ Top 5 ของศูนย์การค้าที่มีลูกค้า “Wealthy Family” สูงกว่า 85% มี Spending Power ในแบรนด์ระดับลักชัวรี ที่สำคัญมี Loyalty! และกลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในระหว่างปรับโฉม สะท้อนศักยภาพในการคัดสรร Tenant Mix ใหม่ทั้งด้าน Food, Fashion และ Lifestyle
ในส่วนศูนย์การค้าโฉมใหม่กำหนดเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบภายในไตรมาส 4/2569 เตรียมพบกับแบรนด์ใหม่ๆ ทั้ง Food เช่น SUSHIRO, SOLSOT, YONNY, CRUMBS, NEO RAMEN แบรนด์ Fashion เช่น VICTORIA’S SECRET, BATH & BODY WORKS, DARKS, SUNNIES WORLD และครั้งแรกกับแบรนด์ “NO Brand” แบบ Stand Alone แห่งแรกในประเทศไทย

A Living Gallery of Experiences “ดีไซน์ใหม่ โดดเด่นทุกมุม”
เซ็นทรัล บางนา ถูกออกแบบเป็น Living Gallery ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ Façade ภายนอกศูนย์การค้าฯ ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรม จัดวางองค์ประกอบแบบ Repetition เพิ่มมิติใหม่ให้มุมมองภายนอก
โดยผิวสัมผัสได้แรงบันดาลใจจากหินทราเวอร์ทีน (Travertine Stone) เป็นหินธรรมชาติสุดคลาสสิก ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแรง และเรียบหรู ในช่วงกลางวันและกลางคืน Façade ภายนอกอาคาร จะมองเห็นสีสันและ Movement ที่แตกต่างกัน สร้างประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของ เซ็นทรัล บางนาที่โดดเด่น แต่ยังกลมกลืนกับบริบทในพื้นที่ย่านบางนา
Invitation to Experience : สร้างมุมมองใหม่ เปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นประสบการณ์
ภายในศูนย์การค้า จัดวาง Flow การเดินใหม่ สร้าง Customer Journey ที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นและโซนต่างๆ ให้เดินได้สะดวกและน่าสนใจ แต่ละชั้นออกแบบให้มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เปรียบเสมือนห้องจัดแสดงในแกลเลอรีที่มีเรื่องราวต่างกัน ตั้งแต่ชั้น B1 – ชั้น 6 ทำให้การเดินภายในศูนย์การค้าเป็นเหมือนการเดินชมงานนิทรรศการ เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่
โดยมีมุมไฮไลต์ อาทิ

Intersecting Escalators (บันไดเลื่อนที่วางตัดกัน) หนึ่งใน Signature Landmark ที่ยกระดับการดีไซน์ให้กลับมาโดดเด่นและพรีเมียม

Interactive Digital Art Gallery ขนาดใหญ่บริเวณโถงกลาง เปิดรับแสงธรรมชาติ เกิดมิติแสงเงาตลอดวัน

โดดเด่นด้วย “Water Feature” เพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับพื้นที่ บริเวณชั้น 4-5
งานออกแบบแต่ละโซน สะท้อนคาแรกเตอร์ อาทิ โซน Showcase รวมเสื้อผ้าแฟชั่น, โซน Techspace สินค้าไอที, โซนเครื่องประดับ และโซนอื่นๆ

โฉมใหม่ “เซ็นทรัล บางนา” Living Gallery แห่งกรุงเทพฯ ตะวันออก ยังเป็นรับมือการแข่งขันในสมรภูมิค้าปลีกทะเลแดงเดือดของย่านบางนาที่นับวันยิ่งร้อนระอุ ด้วยศักยภาพของทำเลยุทธศาสตร์ ก้าวสู่ย่านเศรษฐกิจใหม่ (New CBD) แห่งอนาคตที่มีการขยายตัวของเมือง การลงทุน และเศรษฐกิจ มีประชากรกำลังซื้อสูง เป็นเป้าหมายหลักของบรรดาบิ๊กเพลย์เยอร์ธุรกิจทุกๆ แขนง
ย่านบางนา กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ดาวโจนส์ร่วง 400 จุดเมื่อคืน ทำสถิติลดลง 3 วันติด ขณะบอนด์ยีลด์พุ่งและน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสงครามอิหร่าน สหรัฐทวีความรุนแรง และลุกลาม
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงในวันพุธ (9 ก.ย. 69) เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อนักลงทุน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ลดลง 405.41 จุด หรือ 0.77% ปิดที่ 52,380.66 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.48% ปิดที่ 7,636.36 จุด และ แนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ลดลง 0.64% ปิดที่ 26,253.34 จุด ทั้งสามดัชนีปรับลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน
ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นในวันพุธ หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าจะเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากขึ้นเป็นสามเท่า การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากประกาศของกระทรวงการคลังเมื่อเดือนที่แล้วที่ระบุว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอย่างน้อยเป็นสองเท่า
หลังการประกาศดังกล่าว ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นไปที่ 4.857% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 โดยก่อนหน้านี้ในวันอังคาร ยีลด์ได้ทะลุระดับ 4.8% ชั่วครู่ จากแรงกังวลเงินเฟ้อที่มากขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
แม้จะมีแผนซื้อคืนที่เพิ่มขึ้น แต่ยีลด์ก็ยังปรับขึ้น เพราะบางฝ่ายในตลาดวอลล์สตรีทคาดว่ากระทรวงการคลังภายใต้การนำของสก็อตต์ เบสเซนต์จะซื้อคืนมากกว่านี้ ปีเตอร์ บุควาร์ จาก The Boock Report ระบุว่าบางคนคิดว่าการซื้อคืนอาจสูงถึง 7,000 ล้านหรือ 8,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่หุ้นยังถูกกดดันในวันพุธ โธมัส มาร์ติน จาก Globalt Investments ชี้ว่าตลาดยัง “ทรงตัวได้” แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยเสริมว่าตลาดยังไม่เผชิญการปรับฐาน (correction) นับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
“เมื่อดูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น มันอยู่ในระดับสุดโต่ง ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้นก็อยู่ในระดับสุดโต่งเช่นกัน” เขากล่าว “สองสิ่งนี้ไม่ควรอยู่ร่วมกันได้นานนัก”
อีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนคือราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าการส่งพลังงานจากตะวันออกกลางอาจถูกรบกวนมากขึ้น ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ปิดบวก 3.36% ที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐ ปรับขึ้น 3.25% ปิดที่ 96.05 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมทั้งคู่
มาร์ตินยังกล่าวด้วยว่า หากราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล “ตลาดจะต้องหันมาสนใจอย่างแน่นอน”
การพุ่งขึ้นล่าสุดของราคาน้ำมันต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า ซึ่งกดดันดัชนีหลักทั้งสามในวันแรกของสัปดาห์การซื้อขายที่สั้นลงเพราะวันหยุด โดยเฉพาะดาวโจนส์ที่เผชิญวันที่แย่ที่สุดในรอบเกือบสามสัปดาห์
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางชายไทย” ทีมอันดับ 47 โลก จะลงสนามเกมแรก พบกับ ออสเตรเลีย ทีมอันดับ 42 โลก ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น. แฟนๆ สามารถชมแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29
สำหรับ แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 คู่นี้ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 แบบฟรีๆ ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น. หรือรับชมแบบทุกคู่ทาง MONOMAX แบบเป็นสมาชิกชำระเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คนยุคดิจิทัลเสี่ยง “ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอต่อเนื่อง “บำรุงราษฎร์” ระบุ พบความชุกเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก และสูงถึง 52.4% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พน้อมยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง” ด้วยแนวคิด Precision Diagnosis ค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี IDRA และ Precision Treatment ออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาผ่านคลินิกตาแห้งภายใต้ศูนย์จักษุ โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานระดับสากล
ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจาก Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และด้านการผ่าตัดต้อกระจก เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบประสบการณ์การรักษาที่เป็นเลิศ
พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์จักษุ และจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรจำนวนมากเผชิญปัญหาการมองเห็น และมากกว่า 50% ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาหรือมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและบั่นทอนคุณภาพชีวิต
โดยศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์และเทคโนโลยีในการรักษา ตั้งแต่การตรวจตาทั่วไปจนถึงเคสซับซ้อนและกรณีฉุกเฉินทางตา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม โดยมีห้องตรวจ 13 ห้อง พร้อมเทคโนโลยี เช่น OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา ORA System สำหรับช่วยวางแผนการผ่าตัด และ VERION Image Guided System เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดข้อผิดพลาดในการผ่าตัด
“ตาแห้ง” ไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ คนจ้องจอก็เสี่ยง
ขณะที่ ศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าคลินิกตาแห้ง และจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคตาแห้งพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะความถี่ในการกะพริบตาสามารถลดลงถึง 50–60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดีและน้ำตาระเหยเร็วขึ้น
อาการเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว
ทำความเข้าใจ “ตาแห้ง” ไม่ใช่เพราะ “น้ำตาน้อย”
นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า น้ำตาประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง และ ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ การวินิจฉัยจึงต้องประเมินทั้งระบบน้ำตา ผิวดวงตา เปลือกตา และการทำงานของต่อมน้ำมันร่วมกัน
อีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตาแห้งคือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตายังปกติ ซึ่งนอกจากการใช้หน้าจอนานแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์นาน การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา สภาพอากาศแห้ง แดดและลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s Disease) โรครูมาตอยด์(Rheumatoid Arthritis) และพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน
IDRA เจาะลึกระบบน้ำตา หา “ต้นเหตุ” ก่อนรักษา
นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในอดีตการตรวจตาแห้งมักพิจารณาปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอในการระบุสาเหตุ ปัจจุบัน เทคโนโลยี IDRA ช่วยวิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งคุณภาพชั้นน้ำมัน ภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา โดยเป็นการตรวจแบบไม่สัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการตาแห้งไม่มาก สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น พักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ หากพบว่าปัญหาเกิดจาก MGD การรักษาจะมุ่งฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy) ส่วนผู้ป่วยตาแห้งรุนแรงบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงตามข้อบ่งชี้ เช่น Autologous Serum Eye Drops หรือ Platelet-Rich Plasma (PRP)
อย่างไรก็ตาม โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบ Personalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนของพันธมิตรต่างชาติในธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งที่ผ่านมาได้สื่อสารต่อนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงในการประชุมผู้ถือหุ้นว่า การแสวงหา พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี เป็นหนึ่งในแนวทางที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจดังกล่าวในระยะยาว
เป้าหมายของการหาพันธมิตรครอบคลุมทั้งการเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ การเข้าถึงตลาด การพัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรองรับความท้าทายจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม ปตท. ย้ำว่า หากมีการแสวงหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะดำเนินการภายใต้โครงสร้างที่ ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอำนาจควบคุม ในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ปตท.
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือและประเมินโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพหลายราย แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับคู่เจรจารายใด
ทั้งนี้ การดำเนินการใด ๆ จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของธุรกิจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ รวมถึงต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติที่เกี่ยวข้อง
ปตท. ระบุอีกว่า หากมีความคืบหน้าที่มีสาระสำคัญ บริษัทจะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| FYI (For Your Information) | แจ้งไว้เพื่อทราบ (มักใช้ในอีเมลเพื่อส่งข้อมูลให้เฉยๆ ไม่ต้องตอบกลับ) |
| Update | แจ้งความคืบหน้าของงานให้ทีมหรือหัวหน้ารับทราบ |
| Discussion | การพูดคุย, การหารือเพื่อหาข้อสรุป |
| Meeting | การประชุม |
| Recap | สรุปประเด็นสำคัญที่คุยกันไปแล้ว เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน |
| Follow up | การติดตามงาน หรือตามความคืบหน้าจากผู้รับผิดชอบ |
| TBC (To Be Confirmed) | รอยืนยัน (เช่น รอยืนยันเวลา สถานที่ หรือข้อมูลที่แน่ชัด) |
| TBA (To Be Announced) | รอประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการ |
| Agenda | วาระการประชุม, หัวข้อหลักที่จะพูดคุยกันในห้องประชุม |
| CC (Carbon Copy) | สำเนาอีเมลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รับทราบข้อมูลด้วย |
| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| Brief | ข้อมูลรายละเอียด ขอบเขต และเป้าหมายเบื้องต้นของงาน |
| Draft | ฉบับร่าง (งาน ทิศทาง หรือเอกสารที่ยังทำไม่สมบูรณ์) |
| Task / Assignment | งานหรือภารกิจย่อยที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ |
| Timeline | กรอบเวลาหรือแผนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นจนจบ |
| Deadline | กำหนดส่งงานวันสุดท้าย ห้ามเลทกว่านี้ |
| Priority | ลำดับความสำคัญของงาน (งานไหนต้องทำก่อน-หลัง) |
| Feedback | ข้อเสนอแนะ, คำติชมจากลูกค้าหรือหัวหน้าเพื่อนำไปปรับปรุง |
| Pending | รอดำเนินการ, ค้างไว้ก่อน (อาจติดปัญหาบางอย่างทำให้ไปต่อไม่ได้) |
| Workflow | ขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ |
| Brainstorm | การระดมสมองออกไอเดียร่วมกันในทีม |
| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| Overview | ภาพรวมทั้งหมดของงานหรือโปรเจกต์แบบกว้างๆ |
| Analyze | การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาเจาะลึกหรือหาแนวทางแก้ไข |
| Customer / Client | ลูกค้า (Client มักใช้กับลูกค้าองค์กรหรือผู้ว่าจ้างโปรเจกต์) |
| Quote / Quotation | ใบเสนอราคา |
| Profit | กำไรจากการดำเนินธุรกิจ |
| Target / Goal | เป้าหมายที่ต้องการไปถึง |
| Objective | วัตถุประสงค์ของการทำงานหรือแคมเปญนั้นๆ |
| KPI (Key Performance Indicator) | ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน เพื่อดูว่าทำงานบรรลุเป้าหมายหรือไม่ |
| Invoice | ใบแจ้งหนี้ที่ส่งให้ลูกค้าเพื่อเรียกเก็บเงิน |
| Budget | งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับโปรเจกต์ |
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรักสุขภาพ แต่เนื่องจากมัทฉะทำจากใบชาเขียว จึงมีคาเฟอีนอยู่ด้วย สำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน ไม่ว่าจะเพราะดื่มแล้วใจสั่น นอนหลับยาก หรืออยากลดการได้รับคาเฟอีนในแต่ละวัน อาจลองเปลี่ยนมาดื่ม ชาใบหม่อน แทนในบางโอกาส
ใบหม่อนเป็นอีกหนึ่งพืชที่นำมาทำเป็นชาได้ โดยมีสารสำคัญที่น่าสนใจอย่าง 1-deoxynojirimycin (DNJ) รวมถึงสารกลุ่มโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์
อย่างไรก็ตาม ใบหม่อนไม่ได้มีสารเหมือนมัทฉะทั้งหมด จึงควรมองว่าเป็น ทางเลือกคนละแบบ มากกว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์เหมือนกันทุกด้าน
สิ่งแรกที่ควรรู้คือ ใบหม่อนกับมัทฉะมาจากพืชคนละชนิด
ความแตกต่างนี้ทำให้สารสำคัญที่ได้รับไม่เหมือนกัน
มัทฉะมีสารอย่าง คาเฟอีน คาเทชิน และ L-theanine ขณะที่ใบหม่อนมีสารที่น่าสนใจอย่าง DNJ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่นำมาศึกษาเกี่ยวกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตและระดับน้ำตาลหลังอาหาร
หนึ่งในสารที่ทำให้ใบหม่อนแตกต่างจากเครื่องดื่มชาเขียวทั่วไปคือ DNJ
สารชนิดนี้มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต เช่น α-glucosidase จึงมีการศึกษาว่าอาจช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลหลังรับประทานอาหารได้
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ใบหม่อนถูกนำมาศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับ การควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหาร
แต่ไม่ควรตีความว่า ดื่มชาใบหม่อนแล้วจะรักษาเบาหวานได้ เพราะชาใบหม่อนไม่สามารถใช้แทนยา หรือการควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์ได้
นี่คือจุดที่สามารถเชื่อมกับชื่อบทความได้โดยตรง
เนื่องจากใบหม่อนไม่ใช่ใบชาจาก Camellia sinensis จึงไม่ได้มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบมัทฉะ
ดังนั้น คนที่ต้องการลดคาเฟอีนอาจเลือก ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล เป็นเครื่องดื่มสลับกับมัทฉะได้
โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น การเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีนอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า
นอกจาก DNJ แล้ว ใบหม่อนยังมีสารประกอบจากพืชหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์
สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ใบหม่อนได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ
แต่ควรระวังการใช้คำว่า “ล้างสารพิษ” หรือ “ดีท็อกซ์ร่างกาย” เพราะเป็นคำที่กว้างและอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
สามารถทำเป็นตารางเปรียบเทียบสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
| เรื่องที่เปรียบเทียบ | ใบหม่อน | มัทฉะ |
|---|---|---|
| คาเฟอีน | ไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา | มีคาเฟอีน |
| สารเด่น | DNJ, โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์ | คาเทชิน, EGCG, L-theanine |
| จุดเด่น | เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน | ให้ทั้งคาเฟอีนและสารสำคัญจากชา |
| รสชาติ | หอมอ่อน ๆ ดื่มง่าย | กลิ่นและรสชาเขียวชัด มีความอูมามิ |
| ช่วงเวลาที่เหมาะ | สามารถเลือกดื่มช่วงเย็นได้ | ควรคำนึงถึงคาเฟอีน โดยเฉพาะช่วงใกล้เข้านอน |
เหมาะสำหรับการนำเสนอเป็นกลุ่มคน เช่น
คนที่อยากลดคาเฟอีน
จากที่เคยดื่มมัทฉะทุกวัน อาจสลับเป็นชาใบหม่อนในวันที่ไม่ต้องการคาเฟอีน
คนที่ดื่มเครื่องดื่มสีเขียวเพราะชอบรสชาติ
ชาใบหม่อนเป็นอีกตัวเลือกที่ให้ประสบการณ์แตกต่างจากชาเขียว
คนที่อยากลดเครื่องดื่มหวาน
เลือกชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาลแทนน้ำหวานหรือชานมได้
คนที่อยากดื่มเครื่องดื่มช่วงเย็น
หากต้องการหลีกเลี่ยงคาเฟอีน ชาใบหม่อนก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้บทความดูน่าเชื่อถือ
หากจุดประสงค์ของการดื่มมัทฉะคือ ต้องการคาเฟอีนเพื่อช่วยให้ตื่นตัว ใบหม่อนก็ไม่สามารถให้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันได้
ขณะเดียวกัน หากสนใจสารสำคัญเฉพาะของชาเขียว เช่น EGCG และ L-theanine การเปลี่ยนมาเป็นใบหม่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณเดียวกัน
ดังนั้น แนวคิดที่เหมาะที่สุดคือ “สลับดื่ม” มากกว่า “ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”
วิธีง่ายที่สุดคือชง ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล หรือเติมความหวานให้น้อยที่สุด
สิ่งที่ควรระวังคือเมนูสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีน้ำตาล นมข้น หรือไซรัปในปริมาณมาก หากเลือกดื่มเพราะต้องการดูแลสุขภาพ ก็ควรดูส่วนผสมและปริมาณน้ำตาลควบคู่กันไป
ใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล กับ เครื่องดื่มใบหม่อนที่หวานจัด จึงให้ภาพทางโภชนาการที่แตกต่างกันอย่างมาก
แม้ใบหม่อนจะเป็นพืชที่นำมาบริโภคได้ แต่หากเป็น สารสกัดใบหม่อนหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูง ควรระมัดระวังมากกว่าการดื่มชาใบหม่อนทั่วไป
โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะสารจากใบหม่อนอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลได้
และที่สำคัญ ไม่ควรนำใบหม่อนมาใช้แทนยารักษาโรค
หากเป็นคนที่ชอบมัทฉะแต่กำลังมองหาเครื่องดื่มสำหรับวันที่ “ไม่อยากได้คาเฟอีน” ชาใบหม่อนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา และยังมีสารจากพืชอย่าง DNJ โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ ที่ได้รับความสนใจในงานวิจัย
แต่ใบหม่อนไม่ได้มีสารสำคัญเหมือนมัทฉะทุกอย่าง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมองว่าอะไร “ดีกว่า” กัน
อยากได้คาเฟอีนและสารจากชาเขียว → เลือกมัทฉะ
อยากพักคาเฟอีนและลองเครื่องดื่มจากใบไม้ที่มีสารสำคัญเฉพาะตัว → ลองใบหม่อน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,500.00 | 68,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,428.00 | 67,128.48 | 69,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,985.20 | 60,415.63 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,542.40 | 53,702.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,992.60 | 30,207.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,549.80 | 23,494.97 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,588.60 | 69,563.18 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.89 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

การเปิดทดลองใช้ M82 ช่วงบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว กำลังเพิ่มอีกหนึ่งแรงส่งให้การเดินทางลงใต้สะดวกขึ้น เมื่อโครงสร้างพื้นฐานมาบรรจบกับ Demand บ้านหลังที่สอง หัวหินจึงไม่ได้มีดีแค่ทะเล แต่กำลังมี “Connectivity” เป็นอีกแต้มต่อสำคัญ
เมื่อคนซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มองแค่ “บ้าน” แต่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่ใช้พักผ่อนได้จริง และถือครองได้ในระยะยาว หัวหินจึงยังเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตา โดยเฉพาะที่ดินติดทะเลที่มี Supply จำกัด ขณะที่ดีมานด์จากกลุ่มกำลังซื้อระดับบนยังคงมีอยู่
ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด กล่าวว่าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว อาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ กลับเป็นคำถามว่าทำเลแบบไหนที่สร้างเพิ่มไม่ได้อีก?
หัวหินเป็นหนึ่งในเมืองที่คำถามนี้มีความหมาย เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียง Destination สำหรับการท่องเที่ยว แต่ยังพัฒนาไปสู่การเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางถึงบน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ ที่ไม่ไกลเกินไป บรรยากาศการพักผ่อน สิ่งอำนวยความสะดวก และรูปแบบการใช้ชีวิตที่สามารถต่อยอดจาก “บ้านพักตากอากาศ” ไปสู่ “บ้านสำหรับอยู่อาศัยระยะยาว” ได้ และเมื่อความต้องการดังกล่าวมาเจอกับข้อจำกัดของที่ดินริมทะเลอสังหาริมทรัพย์ประเภท Beachfrontจึงกลายเป็นตลาดที่มีโจทย์แตกต่างจากคอนโดมิเนียมทั่วไป
ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินยังมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบนและบ้านพักตากอากาศ เหตุผลสำคัญคือหัวหินมีฐานลูกค้าที่ไม่ได้มองอสังหาริมทรัพย์เพียงเพื่อการลงทุน แต่ต้องการ “Utility” หรือประโยชน์จากการใช้งานจริง
บางคนซื้อเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดบางคนใช้เป็นบ้านหลังที่สอง ขณะที่บางคนมองไปถึงการถือครองในระยะยาวโจทย์ของตลาดจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอสังหาริมทรัพย์จะสร้างผลตอบแทนได้เท่าไรเพียงอย่างเดียว แต่คือ สินทรัพย์นั้นมีคุณค่ามากพอที่จะอยากถือไว้ในระยะยาวหรือไม่
“ที่ดินริมทะเล” เป็น Supply ที่เพิ่มไม่ได้ง่าย ๆหากมองอสังหาริมทรัพย์ผ่านหลัก Demand และ Supply จุดที่น่าสนใจที่สุดของ Beachfront คือฝั่ง Supply ที่ดินติดชายหาดมีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว และไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เหมือนพื้นที่ในทำเลทั่วไป ยิ่งเป็นทำเลที่ต้องการทั้งวิวทะเล การเข้าถึงชายหาด ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อกับเมือง ยิ่งทำให้ที่ดินลักษณะนี้มีข้อจำกัดมากขึ้น
ในมุมของผู้ซื้อระดับบน นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “วิวทะเล” แต่เป็นเรื่องของ Scarcity เพราะเมื่อ Supply มีข้อจำกัด อสังหาริมทรัพย์ที่มี Location แตกต่างอย่างชัดเจน ย่อมมี Positioning ที่ไม่เหมือนสินทรัพย์ทั่วไปในตลาดและหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัด คือ เขาตะเกียบ
เขาตะเกียบมีจุดแข็งจากการอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเชื่อมต่อกับตัวเมืองหัวหิน ร้านอาหาร แหล่งไลฟ์สไตล์ สถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้ขณะเดียวกันก็ยังรักษาบรรยากาศของเมืองพักผ่อน ทั้งความเป็นส่วนตัวและธรรมชาติ
จากโจทย์นี้ “SASARA Hua Hin” จึงวางตัวเองเป็น Luxury Beachfront Residence บนชายหาดเขาตะเกียบ โดยพัฒนาบนที่ดินกว่า 5 ไร่ เป็นอาคาร Low Rise 4 ชั้น จำนวน 5 อาคาร รวม 110 ยูนิต และมีพื้นที่หน้าหาดประมาณ 46 เมตร
ความเป็นส่วนตัวไม่ได้เกิดจากพื้นที่ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “จำนวนคนที่ต้องแชร์” ในตลาด Luxury Residence อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญคือ Privacy SASARA Hua Hin เลือกพัฒนาเป็น Low Rise Residence จำนวน 110 ยูนิต พร้อมห้องพัก 3 รูปแบบ ตั้งแต่ 1 Bedroom ขนาด 37–42 ตารางเมตร, 2 Bedroom ขนาด 74–92 ตารางเมตร และ 3 Bedroom ขนาด 155–160 ตารางเมตร
ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบให้รองรับทั้งการพักผ่อนและ Active Lifestyle ตั้งแต่ 5 สระว่ายน้ำ, Beach Club, Pool Club, Fitness ไปจนถึง Sport Pavilion รวมถึงกิจกรรมริมชายหาด เช่น Surf, Kayak และ Paddle Board สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดว่า บ้านพักตากอากาศในยุคนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็น “ที่นอนในวันหยุด” แต่ต้องสามารถเป็นพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตได้จริง และอีกปัจจัยที่น่าสนใจคือ โครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเริ่มต้นใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้ทันที
สินทรัพย์ที่ดี อาจต้องตอบโจทย์ทั้งใช้เอง และ ถือยาวเมื่อพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว คำว่า “Investment” มักถูกผูกกับเรื่องผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าแต่สำหรับ Luxury Beachfront Residence สมการอาจกว้างกว่านั้น เพราะผู้ซื้อกลุ่มนี้อาจไม่ได้ต้องการสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสินทรัพย์ที่สามารถใช้พักผ่อน เป็นบ้านหลังที่สอง และถือครองได้ในระยะยาว
SASARA Hua Hin จึงวางแนวคิด “Rare Items” ไว้ 3 ด้าน ได้แก่
แนวคิดนี้จึงไม่ใช่การมองอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงตัวเลขผลตอบแทนแต่คือการมองว่า เรากำลังถือครองอะไร เพราะหากสินทรัพย์หนึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีทำเลที่หาได้ยาก และมีข้อจำกัดด้าน Supply สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าระยะยาวของสินทรัพย์
Connectivity เป็นอีกตัวแปรที่อาจเปลี่ยนภาพของหัวหินในระยะยาวนอกจากปัจจัยด้าน Lifestyle แล้ว อีกเรื่องที่น่าจับตาคือโครงสร้างพื้นฐาน ล่าสุด มอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร เปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ทำให้สามารถใช้ทางยกระดับ M82 ต่อเนื่องตั้งแต่บางขุนเทียน ผ่านเอกชัย ไปจนถึงบ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยเปิดให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงทดลองใช้
แม้ M82 จะไม่ได้ทำให้หัวหินเดินทางใกล้กรุงเทพฯ ในทันที แต่การเพิ่มทางเลือกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลลงสู่ภาคใต้ ย่อมเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุน Connectivity ของพื้นที่ และสำหรับอสังหาริมทรัพย์ เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น เมืองก็มีโอกาสขยายฐานทั้งผู้มาเยือนและผู้พักอาศัยในระยะยาว โดยเฉพาะเมืองที่มีฐาน Demand ด้านการท่องเที่ยวและบ้านหลังที่สองอยู่แล้ว
จากประสบการณ์ในพื้นที่ อาจเป็นแต้มต่อเมื่อเกมอสังหาฯ เปลี่ยนจาก “ขายยูนิต” เป็น “ขายคุณค่า” กลุ่มชาญอิสสระมีประสบการณ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ชะอำ–หัวหินมายาวนานกว่า 40 ปความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่เพียงการรู้จักทำเล แต่รวมถึงความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ซื้อบ้านพักตากอากาศ และทิศทางของตลาดในพื้นที่
การพัฒนา SASARA Hua Hin จึงเป็นการนำประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตลาด Luxury Beachfront Residence โดยให้น้ำหนักกับ 2 เรื่องเป็นหลัก“ทำเล” และ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” มากกว่าการแข่งขันด้วยจำนวนยูนิตเพราะในตลาดที่ดินริมทะเล สิ่งที่สร้างเพิ่มได้คืออาคารแต่สิ่งที่สร้างเพิ่มไม่ได้ง่าย ๆ คือ ทำเลที่ติดทะเล และความหายากของที่ดินผืนนั้น
จุดแข็งของ SASARA Hua Hin จึงอยู่ที่การรวม 3 คุณค่าไว้ในสินทรัพย์เดียวหากมองตลาดหัวหินผ่านเลนส์ของการลงทุน สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงราคาของอสังหาริมทรัพย์ แต่คือการมองไปถึง Demand + Utility + Scarcity หัวหินมีฐาน Demand จากบ้านหลังที่สองและบ้านพักตากอากาศ
ขอบคุณข้อมูลจาก .bangkokbiznews.com

ที่ดินใจกลางเมืองย่านราชดำริแนวรถไฟฟ้ายังคงเป็นทำเลทองที่ได้รับความสนใจจากบรรดาดีเวลลอปเปอร์และนักลงทุนรายใหญ่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านซัพพลายที่ดินซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ความต้องการพัฒนาโครงการในพื้นที่ยังอยู่ในระดับสูง ด้วยศักยภาพการเป็นหนึ่งในย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานครและเป็นทำเลที่นักลงทุนต่างชาติคุ้นเคยและให้ความสนใจ ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแตะระดับกว่า 3 ล้านบาทต่อตารางวา
สะท้อนการแข่งขันแย่งชิงที่ดินแปลงศักยภาพในทำเลใจกลางเมืองที่ยังคงร้อนแรง โดยเฉพาะที่ดิน ของวชิราวุธวิทยาลัย ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สิน วชิราวุธวิทยาลัยที่มีที่ดินหลายแปลงทยอยหมดสัญญา

แปลงที่ดินศักยภาพติดสถานีราชดำริ
เช่นเดียวกับที่ดินของ บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ) หนึ่งในแปลงที่ดินศักยภาพ ติดสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ โดยมีแผนพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่กว่า 1 แสนตารางเมตรบนที่ดินเดิม ให้เกิดความทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเมือง หลังหมดสัญญาเก่า และประมูลสิทธิ์เช่าได้ 50ปี รวมเนื้อที่ 6 ไร่ประกอบด้วยที่ดินอาคารนันทวัน ประมาณ 3 ไร่ 70 ตารางวา อาคารสำนักงานสูง 18 ชั้นเดิม และที่ดินบ้านสมถวิล ซึ่งเป็นเชอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา และได้รับการส่งมอบในปี 2564 และปี 2568 ตามลำดับ
ไทยโอบายาชิเดินหน้ามิกซ์ยูส8,000ล้าน
โดยที่ผ่านมา บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ)ได้ทุบอาคารหลังเดิมเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างทำฐานรากพัฒนาโครงการขึ้นใหม่ ที่จะมีความทันสมัยและมีพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น พร้อมทั้ง จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการภายใต้ชื่อ “O-MESH Ratchadamri Project” (โอ-เมช ราชดำริ) โครงการโดยมิกซ์ยูส มูลค่าการก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ

ประกอบด้วยอาคารสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ โดยโครงการมีความพร้อมด้านการออกแบบและวิศวกรรมในระดับสูงก่อนเข้าสู่การก่อสร้าง พร้อมนำ LRV (Left-Right-Vertical) Technology มาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง ควบคุมคุณภาพและระยะเวลา รวมถึงลดแรงงาน กิจกรรมภายในหน้างาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ
โดยพิธีวางศิลาฤกษ์ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนสำคัญเข้าร่วมพิธี ได้แก่ นายมาซาโตะ โอตากะ (H.E. Mr. Masato Otaka) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายทาเคโอะ โอบายาชิ (Mr. Takeo Obayashi) ประธานกรรมการ Obayashi Corporation, นายโทชิมิ ซาโตะ (Mr. Toshimi Sato) ประธานและกรรมการผู้แทน Obayashi Corporation, นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์, นายวิชัย กุลสมภพ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ร่วมเป็นสักขีพยานในการเริ่มต้นก้าวสำคัญของโครงการ
นายพรชัย สิทธิยากรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด เปิดเผยว่า O-MESH Ratchadamri เกิดจากความผูกพันกับพื้นที่ราชดำริ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของบริษัทมานานประมาณ 30 ปี และเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตของไทยโอบายาชิ บริษัทจึงต้องการรักษาพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของธุรกิจไว้ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ด้านการบริหารพื้นที่ให้เช่าสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แนวคิด “แข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา”
“พิธีวางศิลาฤกษ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่เป็น Milestone ที่สะท้อนความพร้อมของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการออกแบบ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม เราให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การก่อสร้าง เพื่อให้ทุกองค์ประกอบสามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้”
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ O-MESH Ratchadamri คือการนำ LRV (Left-Right-Vertical) Technology มาประยุกต์ใช้ร่วมกับโครงสร้าง Steel Framing และ Reinforced Concrete โดยเตรียมชิ้นส่วนให้พร้อมก่อนประกอบในพื้นที่จริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการก่อสร้าง พร้อมลดกิจกรรมและแรงงาน Construction Waste ฝุ่น และเสียงรบกวนในหน้างาน โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Art of Engineering for Tomorrow” และความมุ่งมั่นด้านความแม่นยำ คุณภาพ และการก่อสร้างเพื่ออนาคต
ไทยโอบายาชิตั้งเป้าให้ O-MESH เป็นทั้ง Technology Showcase และ Knowledge Showcase เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการออกแบบและการก่อสร้างแก่สถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
โดยชื่อ “O-MESH” สะท้อนเรื่องราวและแนวคิดของโครงการ โดยตัวอักษร “O-” สืบทอดมาจาก O-NES และ OBAYASHI เพื่อรักษารากฐานและคุณค่าที่สั่งสมมา พร้อมสะท้อนการก้าวสู่บทใหม่ของโครงการ ขณะที่คำว่า “MESH” หมายถึงการประสานกันขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งการผสานหลากหลายฟังก์ชันภายในโครงการ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกัน
ภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” O-MESH Ratchadamri สะท้อน DNA ของ Obayashi ผ่านงานฝีมือ ความประณีตแม่นยำ และการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานหลักการออกแบบร่วมสมัยเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ของโครงการ โดยอาคารสำนักงานนำแนวคิดจากงานจักสานไทยและญี่ปุ่นมาตีความผ่านเปลือกอาคาร (Building Façade) ขณะที่ส่วนของโรงแรมสร้างเอกลักษณ์ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่โดยรอบ ผ่านแนวคิด “Garden in the Sky” เพื่อผสานธรรมชาติเข้ากับอาคารสูง
ด้านการใช้งาน โครงการมุ่งตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการพักผ่อนตามแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” พร้อมพัฒนาระบบ Smart Building และ Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้าน Sustainability และ ESG โดยนำแนวคิดและหลักเกณฑ์ของ LEED และ WELL มาใช้เป็นแนวทางตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมนำแนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” มาตีความผ่านสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาเอกลักษณ์ความร่มรื่นของย่านและเติมคุณค่าใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเมือง
ทั้งนี้ O-MESH Ratchadamri มีพื้นที่อาคารรวม (GFA) กว่า 117,000 ตารางเมตร สูง 36 ชั้น หรือประมาณ 177 เมตร ประกอบด้วยสำนักงานเกรด A, โรงแรม 203 ห้อง ภายใต้การบริหารของ Seibu Prince Hotels Worldwide และพื้นที่ค้าปลีก พร้อมที่จอดรถประมาณ 900 คัน โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จและคาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนธันวาคมปี 2572
ไทยโอบายาชิผนึกเครือสหพัฒน์พัฒนาส่วนของโรงแรม
การพัฒนา O-MESH Ratchadamri เป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยโอบายาชิและ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรมโดยผสานความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการของเครือสหพัฒน์ กับความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการของไทยโอบายาชิ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology นับเป็นการขยายความสัมพันธ์จากคู่ค้าสู่ Strategic Partners และร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับโครงการและพื้นที่ราชดำริในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยเงินบาทเช้านี้แข็งค่าเล็กน้อยแตะ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงหนุนเงินเยนและการคาดการณ์ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ความตึงเครียดตะวันออกกลางดัน Brent จ่อ 100 ดอลลาร์ กดดันเงินบาท ด้านกรุงไทยมองเงินบาทยังแกว่ง Sideways ประเมินกรอบ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง
บาทได้แรงหนุนจากเยน แต่แรงกดดันยังรุมเร้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า เงินบาทเช้าวันนี้ (8.50 น.) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางเงินเยน ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการปรับโพสิชันด้วยการซื้อคืนเงินเยน จากความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงตลาด รวมถึงการคาดการณ์ว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทระหว่างวันอาจมีกรอบจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังมีสัญญาณขายสุทธิพันธบัตรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ที่ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางเงินเยน ราคาทองคำ ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคมของจีน
กรุงไทยชี้บาทยัง Sideways จับตาราคาน้ำมัน-เยน
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์
ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่ระดับ 32.87-32.95 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนราคาน้ำมันดิบ Brent เข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก
ปัจจัยดังกล่าวกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลง โดยทองคำ XAUUSD ลดลงสู่บริเวณ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2026 ลดลงมากกว่า 1% มาอยู่บริเวณ 4,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เยนแข็งเร็ว เสี่ยง Unwind JPY-Carry Trade
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินเยน โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดเอเชีย หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงว่า “I am the house now” ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณให้ผู้เล่นระมัดระวังการท้าทายความพยายามของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในการสนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน
ล่าสุด เงินเยนแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้ระดับ 153 เยนต่อดอลลาร์ จากประมาณ 154.50 เยนต่อดอลลาร์ก่อนรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงจากการ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งอาจนำไปสู่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิด Risk-Off หวั่นตะวันออกกลาง
บรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินเยนที่อาจกระตุ้นให้ผู้ลงทุนลดสถานะ Carry Trade ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ลดลง 1.18% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.58% และ Nasdaq Composite ลดลง 0.32%
ส่วนตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX 600 ทรงตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และพลังงานตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่หุ้น Healthcare กดดันตลาด โดยเฉพาะ Novartis ที่ร่วง 10.9% หลังผลการทดลองยาของบริษัทออกมาน่าผิดหวัง
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีแตะ 4.79% ลุ้น FED
ตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวบริเวณ 4.79% โดยนักลงทุนยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย FED ขณะที่ภาวะ Risk-Off ช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์จากความกังวลเงินเฟ้อ แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น
กรุงไทยยังมองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวในปัจจุบันเปิดโอกาสให้ทยอยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวทั้งสหรัฐฯ และไทยแบบ Buy on Dip เนื่องจากสามารถรองรับความเสี่ยงกรณี FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ มีโอกาสทดสอบระดับ 5.00% ก่อนจะมีโอกาสทยอยปรับลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอตัว รวมถึงโอกาสที่ FED จะกลับมาลดดอกเบี้ยในปีหน้า
จับตา ADP-EIA และเงินเฟ้อจีน
สำหรับปัจจัยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะติดตามรายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP เพื่อประเมินทิศทางตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงรายงาน Short-Term Energy Outlook ของ EIA ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางราคาพลังงาน
ส่วนตลาดเอเชีย นักลงทุนจับตาตัวเลข CPI และ PPI เดือนสิงหาคมของจีน เพื่อประเมินภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศตลาดการเงิน
กรุงไทยมองเงินบาทมี Two-way Risk
นายพูนระบุว่า แนวโน้มเงินบาทระยะสั้นยังมีความเสี่ยงได้ทั้งสองด้าน หรือ Two-way Risk ขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
สำหรับระหว่างวัน เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways ขณะที่ตลาดรอปัจจัยใหม่ โดยประเมินแนวรับที่ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้าน 32.95-33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังร้อนแรงและราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทต่อไป
ในเชิงเทคนิค กรุงไทยมองว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” หากไม่หลุดแนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากกลับมาอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าวอย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ในกรอบรายสัปดาห์
ทั้งนี้ กรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงไว้ที่ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังต้องจับตาความผันผวนของเงินเยนอย่างใกล้ชิด หากเยนแข็งค่าเร็วและแรง อาจกระตุ้นการปิดสถานะ Short JPY และนำไปสู่การ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งจะเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินในระยะสั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางชายไทย” ทีมอันดับ 49 โลก จะลงสนามเกมแรก พบกับ ไต้หวัน ทีมอันดับ 53 โลก ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น. แฟนๆ สามารถชมแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29
สำหรับ แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 คู่นี้ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 แบบฟรีๆ ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น. หรือรับชมแบบทุกคู่ทาง MONOMAX แบบเป็นสมาชิกชำระเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เคยไหม? แค่ล้างมือ เช็ดมือ หรือเผลอไปเกี่ยวอะไรเล็กน้อย หนังบริเวณข้างเล็บก็ฉีกจนเจ็บ บางครั้งมีเลือดออกหรือกลายเป็นแผลอักเสบตามมา หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ หรือเกิดจากผิวแห้งเท่านั้น
แต่จริง ๆ แล้ว หนังรอบเล็บฉีกง่ายมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ผิวแห้ง การสัมผัสน้ำและสารเคมี ไปจนถึงการทำเล็บและการอักเสบของผิวรอบเล็บ
ที่สำคัญคือ อาการนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหรือขาดวิตามินเสมอไป การดูว่าหนังฉีกง่ายแค่ไหน มีอาการเจ็บ บวม แดง หรือมีหนองร่วมด้วยหรือไม่ จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น
สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “หนังข้างเล็บ” หรือ “หนังฉีกข้างเล็บ” มักเป็นชิ้นส่วนของผิวหนังบริเวณรอบเล็บที่แห้ง แตก และแยกออกจากผิว
ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Hangnail
สิ่งสำคัญคือมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเล็บโดยตรง แต่เป็นผิวหนังรอบ ๆ เล็บที่เกิดการฉีกขาด
แม้จะเป็นแผลเล็ก ๆ แต่บริเวณนี้มีโอกาสเจ็บและติดเชื้อได้ เพราะอยู่ใกล้กับมือที่ต้องสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ผิวบริเวณรอบเล็บขาดความชุ่มชื้น
การล้างมือบ่อย การใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงสภาพอากาศที่แห้ง สามารถทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เมื่อผิวแห้งมากขึ้นก็อาจเกิดการแตกและฉีกได้ง่าย
คนที่ต้องล้างมือหรือสัมผัสน้ำบ่อย ๆ จึงอาจพบปัญหานี้ได้มากกว่าปกติ
วิธีดูแลง่าย ๆ: หลังล้างมือควรซับให้แห้งและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณมือ รวมถึงรอบเล็บเป็นประจำ
นอกจากน้ำแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มือสัมผัสเป็นประจำก็มีส่วนทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้ เช่น
หากสังเกตว่าหนังรอบเล็บแห้ง ลอก หรือฉีกบ่อยในช่วงที่ต้องสัมผัสผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากขึ้น อาจลองลดการสัมผัสโดยตรงและดูแลความชุ่มชื้นของผิวให้มากขึ้น
พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว เช่น แกะหนังข้างเล็บ กัดเล็บ ดึงหนังที่กำลังลอก หรือใช้กรรไกรตัดหนังลึกเกินไป สามารถทำให้เกิดบาดแผลได้
เมื่อผิวได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ บริเวณเดิมก็อาจฉีกง่ายและเกิดการอักเสบได้
หากมีหนังที่ยื่นออกมา ไม่ควรดึงออกด้วยมือ เพราะอาจทำให้แผลฉีกลึกกว่าเดิม
คนที่ทำเล็บเป็นประจำควรใส่ใจผิวรอบเล็บเป็นพิเศษ
การตัดหนังกำพร้าออกมากเกินไป การดันหนังแรง ๆ หรือการใช้อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ อาจทำให้บริเวณรอบเล็บระคายเคืองหรือเกิดแผลเล็ก ๆ
ดังนั้นการทำเล็บที่ดีไม่ใช่เพียงเลือกสีหรือรูปทรงที่สวย แต่ควรให้ความสำคัญกับ ความสะอาดของอุปกรณ์และการดูแลผิวรอบเล็บ ด้วย
หากไม่ได้มีเพียงหนังฉีก แต่ยังพบว่า ผิวรอบเล็บแห้งมาก แดง คัน ลอก หรือเป็นซ้ำ ๆ อาจมีปัญหาผิวหนังร่วมด้วย เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบหรือผิวหนังอักเสบบริเวณมือ
กรณีนี้การทาครีมอย่างเดียวอาจช่วยได้ไม่เต็มที่ หากยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอยู่
หากอาการเป็นเรื้อรังหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม
จุดนี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียว
หากหลังจากหนังรอบเล็บฉีกแล้วพบว่า
อาจเป็นสัญญาณของ การอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณรอบเล็บ
ไม่ควรแกะ บีบ หรือเจาะแผลด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบแย่ลง
นี่เป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด
เมื่อเห็นหนังข้างเล็บฉีกบ่อย บางคนอาจรีบหาซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมมากิน เพราะคิดว่าเป็นสัญญาณว่าร่างกายขาดสารอาหาร
แต่ในความเป็นจริง หนังรอบเล็บฉีกง่ายไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าขาดวิตามินชนิดใด
สาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าคือผิวแห้ง การระคายเคือง การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง และการบาดเจ็บจากการทำเล็บ
หากสงสัยว่ามีภาวะขาดสารอาหารจริง ควรพิจารณาจากอาหารที่รับประทาน สุขภาพโดยรวม และอาการอื่น ๆ ร่วมกัน
ก่อนจะกังวลว่าเป็นโรค ลองสังเกตตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้
หากต้องล้างมือบ่อยหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นประจำ ผิวรอบเล็บอาจแห้งและแตกง่ายขึ้น
ถ้าเริ่มฉีกหลังทำเล็บ อาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือการบาดเจ็บบริเวณนั้น
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ และทำให้หนังฉีกซ้ำได้
หากมือแห้ง ลอก และเป็นขุยร่วมด้วย การเพิ่มความชุ่มชื้นอาจช่วยลดปัญหาได้
หากมีอาการเหล่านี้ ต้องระวังการติดเชื้อและควรประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ
หากเป็นเพียงหนังชิ้นเล็ก ๆ ที่ฉีกออกมาและยังไม่มีสัญญาณติดเชื้อ สามารถดูแลเบื้องต้นได้
อย่าดึงหนังออกด้วยมือ
หากมีส่วนของหนังที่ยื่นออกมาและรำคาญ ควรใช้กรรไกรหรือคีมตัดเล็บที่สะอาดตัดเฉพาะส่วนที่หลุดออกอย่างระมัดระวัง ไม่ควรตัดลึกเข้าไปในผิวที่ยังติดอยู่
จากนั้นรักษาความสะอาดและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณรอบเล็บเพื่อลดความแห้ง
อย่าดูแลเฉพาะเล็บ แต่ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ให้ทั่วมือและบริเวณรอบเล็บด้วย
โดยเฉพาะเวลาล้างจานหรือทำความสะอาดบ้านเป็นเวลานาน
หากเห็นหนังลอก อย่าดึง เพราะอาจทำให้เกิดแผลลึกกว่าเดิม
การดูแลเล็บควรหลีกเลี่ยงการทำให้ผิวรอบเล็บได้รับบาดเจ็บ
เล็บที่แข็งแรงควรดูแลควบคู่กับผิวหนังรอบเล็บ เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวข้องกันในการปกป้องปลายนิ้ว
หนังฉีกเล็ก ๆ ครั้งคราวอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ควรพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น
หนังรอบเล็บบวม แดง ร้อน และปวดมากขึ้น
มีหนองหรือของเหลวไหลออกจากบริเวณรอบเล็บ
แผลไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย
เล็บเริ่มเปลี่ยนสี รูปร่าง หรือแยกออกจากผิว
มีผื่น คัน หรือลอกบริเวณมือและรอบเล็บอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรใส่ใจกับแผลบริเวณมือและเล็บเป็นพิเศษ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ
หนังรอบเล็บฉีกง่ายส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลังมีโรคร้าย สาเหตุใกล้ตัวอย่างผิวแห้ง การล้างมือบ่อย การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง รวมถึงการทำเล็บ ล้วนเป็นปัจจัยที่พบได้
สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียวคือ มีอาการบวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือการเปลี่ยนแปลงของเล็บร่วมด้วยหรือไม่
เพราะหนังที่ฉีกอาจเป็นแผลเล็ก ๆ แต่ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี ก็สามารถนำไปสู่การอักเสบหรือติดเชื้อได้
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เห็นหนังข้างเล็บฉีก อย่าเพิ่งดึงออกทันที ลองหยุดสังเกตสักนิดว่าเกิดจากผิวแห้ง พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่ การรู้สาเหตุและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้มือและเล็บสุขภาพดีได้ในระยะยาวค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คำศัพท์การตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูล (Marketing & Data Analytics)
| คำศัพท์การตลาด | ความหมายทางเทคนิค | วิธีอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| 1. Organic Traffic | ยอดเข้าชมเว็บไซต์จาก Search Engine โดยไม่ต้องเสียเงินยิงโฆษณา | “Our recent technical optimization brought in more organic traffic, significantly lowering our overall customer acquisition costs.” |
| 2. Engagement Rate | อัตราส่วนผู้ใช้งานที่เข้ามาแล้วมีส่วนร่วมกับเว็บ (อ่าน, เลื่อนจอ, คลิก) | “Instead of focusing on bounce rate, our high engagement rate proves that users find our content highly relevant.” |
| 3. Conversion Rate | สัดส่วนผู้ใช้งานที่ตัดสินใจทำตามเป้าหมาย (เช่น ซื้อสินค้า, กรอกฟอร์ม) | “Improving page speed directly increased our conversion rate by preventing users from abandoning their carts.” |
| 4. Search Intent | จุดประสงค์ที่แท้จริงเบื้องหลังคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานค้นหา | “By aligning our content with the user’s search intent, we are attracting higher-quality leads who are ready to purchase.” |
| 5. Core Web Vitals | ชุดมาตรวัดประสิทธิภาพและความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของ Google | “Enhancing our Core Web Vitals is crucial because a smooth user experience directly impacts our search rankings.” |
| 6. Crawlability | ความสามารถที่บอทของ Search Engine จะเข้ามาอ่านข้อมูลบนเว็บ | “Improving the site architecture ensures better crawlability so Google can easily discover our new product pages.” |
| 7. Indexability | การที่หน้าเว็บถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลของ Search Engine | “Resolving indexability issues in Search Console led to a 20% growth in overall site visibility.” |
| 8. Keyword Tracking | การติดตามอันดับคีย์เวิร์ดบนหน้าผลลัพธ์การค้นหา | “Using tools like Semrush for keyword tracking allows us to monitor our market share against competitors.” |
| 9. Generative Engine Optimization (GEO) | การปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาผ่านเทคโนโลยี AI | “Adapting to GEO ensures our brand remains visible and trustworthy as AI-driven search engines evolve.” |
| 10. Prompt Engineering | การออกแบบคำสั่งเพื่อให้เครื่องมือ AI ทำงานได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุด | “Effective prompt engineering accelerates our content creation process and data analysis workflow.” |
| 11. Automated Reporting | การสร้างรายงานผลอัตโนมัติด้วยเครื่องมือและ AI | “Implementing automated reporting frees up the team to focus on strategic planning rather than manual data entry.” |
| 12. Traffic Acquisition | แหล่งที่มาของการดึงดูดผู้ใช้งานเข้าสู่เว็บไซต์ | “Analyzing our traffic acquisition reports in GA4 helps us allocate our marketing budget more effectively.” |
| 13. Key Events | การกระทำสำคัญของผู้ใช้บนเว็บ (คำศัพท์ใหม่ใน GA4 ที่ใช้แทน Goals) | “We configured form submissions as Key Events to precisely track our lead generation success.” |
| 14. Bounce Rate | อัตราการตีกลับเมื่อผู้ใช้เข้ามาแล้วออกไปทันทีโดยไม่ทำอะไรต่อ | “A high bounce rate indicates that our landing page design might not match the ad copy.” |
| 15. Attribution Model | โมเดลการให้เครดิตช่องทางต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดยอดขาย | “Switching our attribution model gave us a clearer picture of the complete customer journey.” |
| 16. Return on Investment (ROI) | ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาจากการลงทุนทางการตลาด | “To maximize our ROI, we need to focus on optimizing the high-converting landing pages first.” |
| 17. Customer Acquisition Cost (CAC) | ต้นทุนเฉลี่ยในการหาลูกค้าใหม่ 1 ราย | “Building a strong SEO foundation fundamentally lowers our CAC over the long term.” |
| 18. Call to Action (CTA) | ปุ่มหรือข้อความที่กระตุ้นให้ผู้ใช้งานตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง | “Placing a clear CTA above the fold significantly boosted our newsletter sign-ups.” |
| 19. A/B Testing | การทดสอบเปรียบเทียบชิ้นงานสองรูปแบบเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด | “Running A/B testing on our meta titles improved our organic click-through rate by 15%.” |
| 20. Backlinks | ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ | “Earning high-quality backlinks is essential for building our domain authority in this competitive niche.” |
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนลดลง 1% ในไตรมาส 2 ปี 2026 เนื่องจากการบริโภคน้ำมันลดลงอย่างมาก ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่การใช้น้ำมันของจีนลดลงโดยรวม 9% และลดลง 16% ในภาคขนส่ง หลังเกิดการหยุดชะงักของอุปทานจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของจีนลดลง แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่การลดลงของการบริโภคน้ำมันมีส่วนทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมลดลง โดยในทุกกรณีก่อนหน้านี้ การบริโภคถ่านหินเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการลดลงดังกล่าว
ข้อค้นพบสำคัญอื่น ๆ ในไตรมาส 2 ปี 2026
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งสาธารณะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต้องการใช้น้ำมันของจีน ทำให้ระดับการเดินทางเพิ่มขึ้น แม้การใช้เชื้อเพลิงจะลดลงอย่างมาก
ผลกระทบของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการใช้น้ำมันมีขนาดเกือบ 2 เท่าของที่คาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ปริมาณการใช้น้ำมันในจีนที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 สูงกว่าการใช้น้ำมันทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วง 6 เดือน
ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายขนาดของการลดลงของการใช้น้ำมัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นคำอธิบายอีกประการหนึ่ง
การลดทอนการผลิตของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ชะลอตัวลง
การเพิ่มขึ้นอย่างมากของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และตลาดไฟฟ้าที่เอื้อประโยชน์ต่อถ่านหินอย่างต่อเนื่อง จำกัดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่ถูกทดแทนด้วยกำลังการผลิตใหม่จากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์
การเติบโตของการใช้ถ่านหินต่อปีสำหรับการผลิตสารเคมีชะลอลงเหลือ 8% จาก 15% ในปี 2025 และ 19% ในไตรมาสแรก
แผน 5 ปีด้านพลังงาน
ไตรมาส 2 ปี 2026 เป็นช่วงเวลาที่ผู้วางแผนนโยบายของจีนมีภารกิจจำนวนมาก โดยมีการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผน 5 ปีด้านพลังงานจำนวนมาก
แผนดังกล่าวระบุมาตรการใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการลดทอนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มเกณฑ์ในการอนุมัติโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ แต่มีการเพิ่มเป้าหมายเชิงปริมาณใหม่เพียงเล็กน้อย
หลังจากการเพิ่มขึ้น 2% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และการลดลง 1% ในไตรมาส 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในปี 2023-24
นอกจากนี้ จีนยังอยู่บนเส้นทางที่จะเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ และพลังน้ำได้เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในปีนี้ แม้การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่จะชะลอตัวลง
ทั้งนี้ จากแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อความต้องการใช้น้ำมัน การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของการผลิตสารเคมีจากถ่านหินที่ชะลอตัว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนอาจยังลดลงในปีนี้ แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเป็นการแข่งขันระหว่างการเติบโตของความต้องการพลังงานกับการเติบโตของพลังงานสะอาด ซึ่งทั้งสองด้านต่างชะลอตัวลงในปีนี้
ขณะนี้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลและปูนซีเมนต์ของจีนอยู่ในภาวะทรงตัวมานานกว่า 2 ปี หลังจากแตะระดับสูงสุดในเดือนมีนาคม 2024
การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ Carbon Brief อธิบายแนวโน้มดังกล่าวว่าทรงตัวหรือลดลงซึ่งดำเนินต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2025 จากนั้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสแรกของปี 2026 อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกทิ้ง
การวิเคราะห์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า หลังจากนั้นเกิดการลดลงอีกครั้งในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนลดลง 1% สิ่งที่น่าสังเกตคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนลดลงในไตรมาส 2 แม้การใช้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้น นับเป็นครั้งแรกที่การลดลงของการใช้น้ำมันมีมากเพียงพอที่จะผลักดันให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลดลง
ภายใต้การลดลงโดยรวม 1% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนในไตรมาส 2 ปี 2026 มีแนวโน้มที่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายภาคส่วนและรายเชื้อเพลิง
การลดลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากที่สุดมาจากการบริโภคน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงเครื่องบิน ขณะที่การบริโภคน้ำมันในภาคอุตสาหกรรมก็ลดลงเช่นกัน
ปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบลดลง 11% ในไตรมาส 2 แต่การลดลงบางส่วนถูกชดเชยด้วยการนำผลิตภัณฑ์น้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้ โดยยอดขายของ Sinopec ลดลง 9%
โดยรวมแล้ว จีนลดการนำเข้าน้ำมันลง 32% ในไตรมาส 2 ประเด็นสำคัญคือ การลดลงดังกล่าวเกิดจากการลดการบริโภคน้ำมันจริงมากเพียงใด และเกิดจากการนำสต็อกน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลของประเทศออกมาใช้มากเพียงใด
ข้อมูลที่รายงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า การบริโภคน้ำมันลดลง 3% ในช่วงครึ่งแรกของปี และลดลงประมาณ 9% ในไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่าการบริโภคที่ลดลงมีบทบาทอย่างมาก ขณะเดียวกันยังหมายความว่า 60% ของการลดลงของการนำเข้าเกิดจากการเปลี่ยนจากการสะสมสต็อกมาเป็นการนำสต็อกออกมาใช้
ภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาส 2 คือภาคไฟฟ้า โดยการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น 2.4% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลดลง 1.2% ทั้งที่กำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีก่อนหน้า การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าชะลอตัวลง
คำอธิบายสำหรับการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่นเดียวกับไตรมาสแรกของปี 2026 คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถูกทิ้ง เนื่องจากตลาดไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่สามารถปรับตัวให้รองรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนเพิ่มขึ้นได้
ในภาคส่วนอื่น ๆ การผลิตปูนซีเมนต์ลดลงจากปริมาณการก่อสร้างที่ลดลง โดยการลดลงเร่งตัวขึ้นเป็น 9% ในไตรมาส 2 จาก 8% ในไตรมาสแรก การผลิตเหล็กดิบลดลง 1% และการผลิตเหล็กดิบจากเตาถลุงลดลง 3% ในไตรมาส 2
การเติบโตของการใช้ถ่านหินสำหรับการผลิตสารเคมีชะลอลงในไตรมาส 2 ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อนหน้า
อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานแปรรูปถ่านหินที่ติดตั้งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วก่อนเกิดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันครั้งล่าสุด จึงไม่มีศักยภาพเหลือเพียงพอที่จะเพิ่มการผลิต แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้การผลิตสารเคมีจากถ่านหินมีความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น การผลิตสารเคมีจากน้ำมันยังคงเติบโต โดยการผลิตเอทิลีนเพิ่มขึ้น 17% ขณะที่การผลิตพลาสติกขั้นต้นทรงตัว
การใช้ถ่านหินเพื่อให้ความร้อนยังคงเพิ่มขึ้น โดยการใช้ถ่านหินในภาคส่วนนี้ในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการความร้อนในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากในช่วงเวลานี้ของปีมีความต้องการทำความร้อนในอาคารน้อย การเติบโตยังคงดำเนินต่อไปแม้รัฐบาลจะผลักดันนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างจริงจัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าวในการจัดการกับการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม
การลดลงอย่างมากของความต้องการนำเข้าน้ำมันของจีนในช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาตลาดน้ำมันโลก
ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงเชิงโครงสร้างของความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่ง ซึ่งเกิดจากการใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิง Sinopec คาดการณ์ก่อนสงครามอิหร่านว่าการบริโภคน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินจะลดลง 6% และ 5% ในปีนี้ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายจริงลดลง 9% ในช่วงครึ่งแรกของปี
ระดับการขนส่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตชะลอตัวลง แต่ไม่ได้ลดลงอย่างแท้จริง จำนวนการเดินทางของผู้โดยสารข้ามภูมิภาคเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ขณะที่การเดินทางของผู้โดยสารในเขตเมืองเพิ่มขึ้น 2.9% ปริมาณการขนส่งสินค้าทางพาณิชย์เพิ่มขึ้น 2.4%
ข้อยกเว้นคือการเดินทางทางอากาศ ซึ่งจำนวนผู้โดยสารลดลง 7% ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หลังจากเพิ่มขึ้น 7% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้มีบทบาทค่อนข้างน้อยต่อการบริโภคน้ำมันในภาคขนส่งโดยรวมของจีน
ระดับการขนส่งที่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า รถไฟ ระบบขนส่งสาธารณะ และระบบขนส่งสะอาดรูปแบบอื่น ๆ มากกว่าการเดินทางที่ลดลง เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการใช้น้ำมัน
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซเพียงแต่เร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านการขนส่งที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว
ยอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 77% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยยอดขายในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และส่วนแบ่งตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าเกิน 45% ของยอดขายใหม่ทั้งหมด
จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ณ สิ้นไตรมาสเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 12.1 ล้านคัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่เต็มรูปแบบ 8.1 ล้านคัน
การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น ปริมาณการชาร์จไฟเพิ่มขึ้น 60% ในไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่บนท้องถนนถูกนำมาใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ขณะที่ผู้ขับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดมีแนวโน้มเลือกใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันมากขึ้น
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นคือการใช้แท็กซี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงในภาคส่วนนี้ผลักดันให้ราคาลดลง ขณะเดียวกันการใช้รถยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
การใช้รถไฟใต้ดินและรถไฟที่เพิ่มขึ้นยังมีส่วนช่วยด้วย ปริมาณผู้โดยสารรถไฟเพิ่มขึ้น 5% ในช่วงครึ่งแรกของปี
ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลลดลงอย่างเด่นชัดในภาคก่อสร้างและเหมืองแร่ เครื่องจักรกลหนักในภาคส่วนเหล่านี้เหมาะสมอย่างมากกับการเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับการก่อสร้างก็ลดลงด้วย
จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการชาร์จที่รายงาน รถยนต์ไฟฟ้าช่วยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันประมาณ 19 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นเป็น 36 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วง 6 เดือนอย่างมาก สิ่งที่น่าสังเกตคือ รถบรรทุกเป็นแหล่งที่มีการทดแทนการใช้น้ำมันเติบโตเร็วที่สุด โดยปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่หลีกเลี่ยงได้เพิ่มขึ้น 90% เมื่อเทียบกับปีก่อนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
การเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมันที่หลีกเลี่ยงได้จากรถยนต์ไฟฟ้าเท่ากับ 4.5% ของการนำเข้าน้ำมันของจีนในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 หากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและปริมาณการชาร์จยังคงเติบโตในอัตราเดียวกันในช่วงครึ่งหลังของปี การใช้น้ำมันที่หลีกเลี่ยงได้จะเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านตัน เทียบเท่ากับการบริโภคของเม็กซิโก
ขณะที่ประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้อยู่ที่ 35 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ 1.3% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของจีนในไตรมาส 2 หลังจากคำนึงถึงการปล่อยก๊าซจากการผลิตไฟฟ้าสำหรับการชาร์จรถยนต์แล้ว
แม้ว่าปริมาณน้ำมันที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจะมีนัยสำคัญและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเพิ่มขึ้นของน้ำมันที่ถูกทดแทนเมื่อเทียบกับปีก่อนยังคิดเป็นเพียงหนึ่งในสามของการลดลงของการบริโภคน้ำมันของจีนในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่การลดลงของการบริโภคน้ำมันคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการลดลงของการนำเข้า ส่วนที่เหลือเกิดจากการเปลี่ยนจากการสะสมสต็อกมาเป็นการนำสต็อกออกมาใช้ การเติบโตของผลผลิตในอุตสาหกรรมเคมีที่ชะลอตัว รวมถึงการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคและการปรับการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

เมื่อพูดถึงอาหารไฟเบอร์สูง “ถั่ว” มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง และนั่นก็มีเหตุผลที่สมควร เพราะถั่วดำต้มสุกครึ่งถ้วยให้ใยอาหารสูงถึง 7.7 กรัม ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำยอดใยอาหารให้ครบตามที่ร่างกายต้องการ โดยปกติแล้วผู้หญิงควรได้รับไฟเบอร์อย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน ส่วนผู้ชายควรได้รับ 38 กรัมต่อวัน (หรือคิดง่ายๆ คือไฟเบอร์ 14 กรัมต่อทุกๆ 1,000 แคลอรีที่บริโภค)
แต่ถ้าคุณไม่ใช่สายชอบกินถั่วล่ะ? ไม่ต้องกังวลไป! ยังมีอาหารไฟเบอร์สูงอีกหลายชนิดที่ให้ใยอาหารต่อเสิร์ฟในปริมาณที่น่าทึ่ง ไม่แพ้หรืออาจจะมากกว่าถั่วด้วยซ้ำ เหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร โดยไม่ต้องง้อถั่วอีกต่อไป
ปริมาณไฟเบอร์: 9.75 กรัม ต่อ 1 ออนซ์ (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)
แม้จะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่เมล็ดเชียกลับอุดมไปด้วยสารอาหารอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่ 2 ช้อนโต๊ะ ก็ให้ไฟเบอร์สูงถึง 9.75 กรัม แถมยังแน่นไปด้วยโอเมก้า 3 จากพืชและโปรตีน ช่วยให้อิ่มนาน บำรุงหัวใจ และลดการอักเสบในร่างกาย เมื่อดูดซับน้ำ เมล็ดเชียจะพองตัวมีลักษณะคล้ายเจล จึงเหมาะมากสำหรับใส่ในสมูทตี้ ข้าวโอ๊ต หรือพุดดิ้ง
*ทริกแนะนำ:* ลองผสมลงใน Overnight Oats ทาบนขนมปังเนยถั่ว หรือทำพุดดิ้งเบอร์รี่เมล็ดเชีย
ปริมาณไฟเบอร์: 9.25 กรัม ต่อ 1 ผล (หรือประมาณ 5 กรัม ต่อครึ่งผล)
ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและไขมันดีบำรุงหัวใจ แต่อะโวคาโดก็มีปริมาณไฟเบอร์ที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน แถมยังนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายและง่ายดาย
*ทริกแนะนำ:* นำไปทำเป็นดิปปิ้ง น้าสลัด ทาบนขนมปังปิ้ง ใส่ในสมูทตี้ หรือหั่นเต๋าโรยหน้าสลัดเพื่อเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในมื้ออาหาร
ปริมาณไฟเบอร์: 8.8 กรัม ต่อ 1 ถ้วย (ต้มสุก)
การเพิ่มถั่วลันเตาลงในมื้ออาหารเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดในการเพิ่มไฟเบอร์ โดยถั่วลันเตาต้มสุก 1 ถ้วย ให้ไฟเบอร์มากกว่าถั่วดำครึ่งถ้วยเสียอีก แถมยังให้โปรตีนจากพืชสูงถึง 9 กรัม มีทั้งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยสนับสนุนแบคทีเรียชนิดดีและสร้างความหลากหลายให้กับไมโครไบโอมในลำไส้
*ทริกแนะนำ:* นำไปปั่นทำซอสเพสโต้รสหวานนุ่มนวล หรือปั่นรวมกับถั่วลูกไก่และสมุนไพรทำเป็นดิปปิ้งแสนอร่อย
ปริมาณไฟเบอร์: 8.75 กรัม ต่อ 1 หัว
อาร์ติโชกเป็นหนึ่งในผักที่มีไฟเบอร์สูงที่สุด แต่กลับมักถูกมองข้าม ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับการเตรียมอาร์ติโชกสด เพราะการเลือกใช้อาร์ติโชกกระป๋องก็ช่วยให้คุณนำมาปรุงอาหารได้สะดวกและรวดเร็ว รสชาติกลมกล่อมเข้ากันได้ดีกับหลายเมนู
*ทริกแนะนำ:* หั่นแกนอาร์ติโชกโรยหน้าพิซซ่า ใส่ในชามธัญพืช (Grain Bowl) ผัดกับพาสต้า หรือนำไปอบเป็นเครื่องเคียงง่ายๆ
ปริมาณไฟเบอร์: 8 กรัม ต่อ 1 ถ้วย
ราสเบอร์รี่คือหนึ่งในผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงที่สุด มาพร้อมรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว นำไปทำได้ทั้งเมนูอาหารเช้าและของหวาน ไม่เพียงแต่มีไฟเบอร์สูงเท่านั้น แต่ยังแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของระบบประสาท
*ทริกแนะนำ:* โรยหน้าถ้วยโยเกิร์ต ทานเล่นเป็นของว่าง หรือนำราสเบอร์รี่สดไปเคี่ยวทำแยมโฮมเมด
ปริมาณไฟเบอร์: 7.8 กรัม ต่อ ½ ถ้วย (ต้มสุก)
ถั่วเลนทิลเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้ไฟเบอร์สูงมาก และข้อดีคือสุกเร็วกว่าถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่น จึงสะดวกในการมีติดตู้เย็นไว้ ถั่วเลนทิลต้มสุกเพียงครึ่งถ้วยให้ไฟเบอร์เกือบ 8 กรัม พร้อมโปรตีนและธาตุเหล็ก รสชาติที่หอมมันนุ่มนวลเข้ากันได้ดีกับเครื่องเทศและผักนานาชนิด
ไฟเบอร์ไม่จำเป็นต้องมาจากถั่วเพียงอย่างเดียว ตั้งแต่เมล็ดเชีย ราสเบอร์รี่ ไปจนถึงถั่วลันเตาและอะโวคาโด มีทางเลือกแสนอร่อยมากมายที่จะช่วยเพิ่มไฟเบอร์ลงในจานของคุณ อาหารเหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่ไฟเบอร์สูงเท่านั้น แต่ยังปรับเปลี่ยนทำเมนูได้หลากหลาย เตรียมง่าย และอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม
การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใส่ถั่วเลนทิลลงในซุป หรือการใส่ถั่วลันเตาลงในพาสต้า สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับร่างกายได้ หัวใจสำคัญคือการเลือกอาหารไฟเบอร์สูงที่คุณชื่นชอบจริงๆ แล้วนำมาปรับใช้กับเมนูที่คุณรับประทานอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,950.00 | 68,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,393.00 | 66,597.88 | 68,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,953.70 | 59,938.09 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,514.40 | 53,278.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,976.85 | 29,969.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,537.55 | 23,309.26 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,552.33 | 69,013.32 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.89 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ไทย–ฮ่องกง เร่งเครื่องลงทุนสองทิศทาง เปิดประตูธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก ผ่านเงินทุน โอกาส และเครือข่ายภายใต้ BRI
ไทยและฮ่องกงกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดโลก ภายใต้ข้อตกลงข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งส่งเสริมการเติบโตทางการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทาง
ไม่นานมานี้ หนึ่งในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทยอย่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีการดำเนินธุรกิจอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นเจ้าของโรงกลั่นระดับโลก 2 แห่ง และดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การกลั่น การตลาดเชื้อเพลิง การค้า และพลังงานใหม่ ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งกำหนดให้เมืองฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ระดับภูมิภาคของบริษัท
ปัจจุบันบริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong โดยดำเนินกิจการในฮ่องกง เป็นผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน Caltex ควบคู่ไปกับคลังเก็บน้ำมัน รวมถึงเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม การขนส่งทางเรือ และการพาณิชย์ และมีแผนที่จะสำรวจโซลูชันด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ (bio-based) และโซลูชันคาร์บอนต่ำเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวของเมืองฮ่องกง
การลงทุนดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง เนื่องจากบางจากไม่ได้เพียงเข้าซื้อกิจการในฮ่องกงเพียงเพื่อขายในตลาดนี้เท่านั้น แต่จะใช้เมืองฮ่องกงเป็นสปริงบอร์ดสู่ภูมิภาคเอเชียเหนือและออกสู่ตลาดโลก
เช่นเดียวกับเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างไทยและฮ่องกงที่ไม่ได้เป็นเพียงการค้าแบบทางเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง โดยบริษัทไทยสามารถเข้าถึงพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) และพื้นที่อื่นๆ ผ่านฮ่องกง ในขณะที่วิสาหกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงก็สามารถออกไปลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซีย
ทั้งนี้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงในฮ่องกงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวต่อเมืองฮ่องกง และการวางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์ระดับภูมิภาค
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)”การลงทุนในฮ่องกงเป็นความมุ่งมั่นระยะยาวในตลาดพลังงานชั้นนำระดับนานาชาติ โดยฮ่องกงทำหน้าที่เป็นประตูสู่เอเชียเหนือ รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์สำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีก การพาณิชย์ การขนส่งทางเรือ การบิน และการค้าไปทั่วโลก”
การดำเนินงานของบางจากได้พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจระดับโลกสามารถสร้างขึ้นได้โดยการใช้ประเทศไทยและฮ่องกงร่วมกัน
ความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองฝ่ายกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคยมีมา โดยมูลค่าการค้าสินค้าระหว่างไทยและฮ่องกงสูงถึงประมาณ 2.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งมีความสมดุลระหว่างสองทิศทาง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของฮ่องกงในภูมิภาคอาเซียน และเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของฮ่องกงในกลุ่มอาเซียน
เมื่อพิจารณาในภาพรวมระดับภูมิภาค พบว่าอาเซียนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 2 ของฮ่องกงติดต่อกันยาวนานถึง 16 ปี โดยฮ่องกงเองกำลังปรับโครงสร้างตนเองอย่างตั้งใจเพื่อรองรับอัตราการเติบโตและการค้าการลงทุนทั้งสองทิศทางให้มากยิ่งขึ้น
ความมุ่งมั่นของฮ่องกงที่มีต่อประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นมาอย่างยาวนานและเป็นรูปธรรม โดยฮ่องกงได้จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้า (Economic and Trade Office) ประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สำนักงานของฮ่องกงในอาเซียน ร่วมกับทีมงานของ InvestHK ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR Government)
การมีบทบาทดังกล่าวเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นในทั้งสองทิศทางโดยเมื่อปีที่แล้ว InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025 ซึ่งเป็นงานเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจับคู่สตาร์ทอัพฮ่องกงกับภาคเอกชนไทย นักลงทุน และผู้นำเทคโนโลยี ครอบคลุมด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (fintech) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโซลูชันเมืองอัจฉริยะ
ในขณะเดียวกัน ภารกิจประจำวันของทีมงาน InvestHK คือการให้คำแนะนำและสนับสนุนบริษัทไทยในการเข้าสู่ฮ่องกง โดยเชื่อมโยงบริษัทไทยเข้ากับแหล่งเงินทุน พื้นที่สำหรับการดำเนินธุรกิจ การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่มีความสามารถ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการจัดตั้งธุรกิจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่ยั่งยืนตั้งอยู่ตรงกลางของเส้นทางการจราจรทางการค้า โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่ในการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน
InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025
สำหรับบริษัทไทยที่พิจารณาขยายการลงทุน สิ่งแรกที่ฮ่องกงนำเสนอคือโอกาสการเข้าถึงเงินทุนในขนาดที่หาได้ยาก โดยฮ่องกงเป็นศูนย์กลางกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund Centre) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการความมั่งคั่งข้ามแดน (Cross-Border Wealth Management Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี
นอกจากนี้ สภานิติบัญญัติของฮ่องกงกำลังพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่จะยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับรายได้ที่ผูกกับผลการดำเนินงาน (performance-linked income) ให้แก่ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคล (private equity) กองทุนร่วมลงทุน (venture capital) และกองทุนอื่นๆ รวมถึงยกเว้นภาษีเงินเดือนสำหรับโบนัสที่ผูกกับผลงานของผู้จัดการกองทุน ซึ่งส่งผลให้ฮ่องกงเป็นเมืองแรกในโลกที่กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในลักษณะนี้
นอกจากนี้ เรื่องราวของเงินทุนยังเชื่อมโยงกับธุรกิจครอบครัว โดยไม่นานมานี้ ทีมงาน FamilyOfficeHK ของ InvestHK ได้เดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมหารือกับตระกูลที่มีความมั่งคั่งสูง (ultra-high-net-worth families) รุ่นใหม่ของประเทศไทย โดยมีการหารือประเด็นเรื่องมรดก การสืบทอดธุรกิจ และการดูแลรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว เนื่องจากเบื้องหลังของธุรกิจไทยที่กำลังขยายตัวคือครอบครัวที่กำลังตัดสินใจเลือกสถานที่ปักหลักความมั่งคั่งสำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งฮ่องกงได้กลายตัวเลือกนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้านการเปิดประตูสู่ตลาด ในปีนี้ InvestHK ได้ให้การต้อนรับการเปิดตัวสภาการค้าอาเซียน (ฮ่องกง) หรือ ASEAN Chamber of Commerce (Hong Kong: ACCHK) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทางระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และอาเซียน
ทั้งนี้ พื้นที่ Northern Metropolis ครอบคลุมที่ดินประมาณ 1 ใน 3 ของฮ่องกงตามแนวชายแดนเซินเจิ้น โดยทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์ทางทิศเหนือ” ของระบบเศรษฐกิจแบบสองเครื่องยนต์ (dual-engine economy) ซึ่งเน้นนวัตกรรมและอุตสาหกรรม ในขณะที่การเงินและงานบริการอยู่ทางทิศใต้
Northern Metropolis ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางมหานครเซินเจิ้น และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T hub) หลักของฮ่องกง เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า การตั้งฐานในพื้นที่นี้ช่วยเปิดประตูสู่อสังหาริมทรัพย์เพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) อุตสาหกรรมใหม่ พื้นที่ทดสอบนวัตกรรมข้ามแดนร่วมกับเซินเจิ้น รวมถึงเข้าถึงเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊าที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้บริโภคจำนวน 88 ล้านคน ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที
ทั้งนี้ เกณฑ์การจัดสรรที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวพิจารณาจากสาระสำคัญของแผนงาน ได้แก่ สิ่งที่จะสร้าง ความเร็วในการดำเนินงาน มูลค่าเงินลงทุน และจำนวนการจ้างงาน มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของเม็ดเงินจากการประมูลเพียงอย่างเดียว

การเข้าถึงเงินทุนและตลาดผ่าน “ฮ่องกง” ที่เป็นสะพานเชื่อม สร้างผลลัพธ์ที่สะท้อนชัดจากการเติบโตของธุรกิจไทยและอาเซียน โดยในครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนบริษัทในอาเซียนที่ InvestHK ได้ช่วยจัดตั้งหรือขยายกิจการในฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ลอเรตตา ลี (Loretta Lee) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการลงทุนของ InvestHK ได้ร่วมโปรโมตฮ่องกงในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนสองทางสำหรับธุรกิจในอาเซียนและจีนแผ่นดินใหญ่ ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2569
“สำหรับบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยและอาเซียน ฮ่องกงเป็นมากกว่าตลาดสำหรับการทำธุรกิจ เพราะฮ่องกงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมโยงบริษัทเหล่านี้เข้ากับแหล่งเงินทุน บุคลากรที่มีความสามารถ และโอกาสในการเติบโตในเขตกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) จีนแผ่นดินใหญ่ และตลาดโลก” ลอเรตตา ลี กล่าวไว้
“โดยการลงทุนแบบสองทางที่จับคู่จุดแข็งทางการเงินและวิชาชีพของฮ่องกงเข้ากับความมุ่งมั่นของวิสาหกิจอาเซียน จะเกิดการทำงานร่วมกัน (synergy) ที่ยกระดับการดำเนินงานจากระดับภูมิภาคไปสู่ระดับโลก”
นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยควรถูกมองในฐานะ ‘จุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง โดยไทยถือเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของเครือข่ายที่ฮ่องกงกำลังเร่งขยายให้กว้างขึ้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมบริษัทไทยไปสู่อาเซียนผ่านฮ่องกงนี้ ก็เป็นระบบเดียวกันกับที่กำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่ไกลกว่าเดิมในปัจจุบัน”
ฮ่องกงได้นำคณะผู้แทนธุรกิจระดับสูงเดินทางไปเยือนเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆ และสร้างพันธมิตรทางการค้าตลอดเส้นทาง ซึ่งการเดินทางไปเยือนในแต่ละครั้งต่างตอกย้ำคำมั่นสัญญาเดียวกันว่า ธุรกิจที่ปักหลักในฮ่องกงจะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายระดับโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เครือข่ายระดับภูมิภาคเท่านั้น
บทต่อไปของความร่วมมือนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใน เดือนกันยายนนี้ โดยฮ่องกงเตรียมเป็นเจ้าภาพจัด งานประชุมสุดยอด Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ในวันที่ 9–10 กันยายน 2026 ซึ่งจะรวบรวมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้นำทางธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน งานนี้จึงเป็นโอกาสดีที่สุดในการรับฟังข้อมูลอัปเดตล่าสุดและเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้โดยตรงก่อนใคร
กรณีของ “บางจาก” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การสร้างธุรกิจระดับโลกสามารถทำได้ด้วยการผสานจุดเด่นของประเทศไทยและฮ่องกงเข้าด้วยกัน แทนที่จะเลือกพึ่งพาเพียงที่ใดที่หนึ่ง และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในตอนนี้คือ เส้นทางดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนสวนกันได้ทั้งสองทิศทางพร้อมๆ กัน
โดยฮ่องกงกำลังรุกเข้าสู่ประเทศไทยผ่านเครือข่ายพันธมิตรและการเข้ามาตั้งรากฐาน ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยก็กำลังก้าวออกไปสู่ระดับโลกโดยอาศัยแหล่งเงินทุน โอกาส และความเชี่ยวชาญของฮ่องกง ดังนั้น บริษัทที่เริ่มเคลื่อนไหวเร็วกว่าย่อมเป็นผู้กำหนดทิศทางและกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่เพื่อช่วยเชื่อมโยงคุณเข้ากับแหล่งเงินทุน ทำเลที่ตั้ง การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่เหมาะสม พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนให้เป็นไปอย่างราบรื่น
กระแสการค้าการลงทุนสองทิศทางยังสะท้อนผ่านสินค้าและบริการของไทย โดย PAÑPURI (ปัญญ์ปุริ) แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศ แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมจากผลิตภัณฑ์เครื่องหอมจากพืชพรรณและศาสตร์แห่งการดูแลความงาม ได้เลือกฮ่องกงเป็นก้าวแรกในการขยายธุรกิจนอกประเทศไทย และได้เติบโตจนมีบูติกหลายแห่งทั่วฮ่องกง โดยใช้ฮ่องกงเป็นฐานสำนักงานภูมิภาคในการกำกับดูแลการดำเนินงานครอบคลุมจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า นอกจากนี้ แบรนด์เจลาโต้ชื่อดังอย่าง Blendies ก็ได้เลือกฮ่องกงเป็นสถานที่ตั้งสาขาแรกนอกประเทศไทยเช่นเดียวกัน
วันนี้คนในฮ่องกงจึงสามารถสัมผัสทั้งความผ่อนคลายและรสชาติความอร่อยจากกรุงเทพได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เองที่ย้ำเตือนว่าเส้นทางเชื่อมโยงนี้ไม่ได้เคลื่อนย้ายแค่เงินทุนหรือข้อตกลงธุรกิจ แต่ยังส่งต่อความสุขและกลิ่นอายจากบ้านเกิดอีกด้วย
สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในฮ่องกง สามารถติดต่อ “นายพนากร เดชธำรงวัฒน์” (Mr Panakorn Dejthumrongwat) Head of Business and Talent Attraction / Investment Promotion ประจำ InvestHK ได้ทางอีเมล panakorn@hketobangkok.gov.hk
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

อดีตนายกสมาคมอสังหาฯ เปิดภาพ EEC จากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด พลิกชลบุรี-ระยองจากเมืองเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ฐานอุตสาหกรรม ดึงคนทั่วประเทศย้ายถิ่นฐาน แต่ความสำเร็จวันนี้กำลังเผชิญคำถามใหญ่ เมื่อโลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมอาจตกยุค ชี้รัฐต้องคิดไกลกว่า “ดึงลงทุน” เร่งวางผังเมือง สร้างคุณภาพชีวิต และเปิดทางคนในพื้นที่ร่วมออกแบบ EEC เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเมืองอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองแต่กลายเป็นเมืองร้างในอนาคต
นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยในวงเสวนา “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดยเนชั่นกรุ๊ปว่า ในฐานะคนท้องถิ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด มองว่าการลงทุนและการวางโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของชลบุรี ระยอง และพัทยา
ครั้งหนึ่งพื้นที่เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพัทยาที่มีภาพจำในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ แต่เมื่อรัฐเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน ภาคตะวันออกก็เปลี่ยนสถานะอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหนึ่งในหัวใจการผลิตและอุตสาหกรรมของประเทศ
ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนผ่านรายได้ต่อหัว การลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเมือง ทว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต เมืองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วโรงงาน
การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมกลายเป็นแรงดึงดูดแรงงานจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่เดินทางเข้าสู่ชลบุรีและระยองเพื่อหางานทำ
“ลูกหลานจากภาคอีสาน ภาคเหนือ เข้ามาอยู่ระยอง ชลบุรี เพื่อทำงาน และสิ่งที่ตามมาคือการย้ายถิ่นฐาน” นายมีศักดิ์กล่าว
การเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยน ขณะเดียวกันเมืองและชุมชนก็ขยายตัวตามแรงงานและการลงทุ โจทย์จึงเริ่มเปลี่ยนจาก “จะสร้างโรงงานอย่างไร” เป็น “จะสร้างเมืองอย่างไรให้คนอยู่ได้”เพราะเมื่อคนเข้ามาทำงาน ย่อมต้องการบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า ระบบขนส่ง พื้นที่พักผ่อน และสาธารณูปโภค หากเมืองเติบโตโดยไม่มีแผนรองรับ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ภายในพื้นที่อุตสาหกรรม แต่จะแผ่ขยายไปสู่ชุมชนโดยรอบ
นายมีศักดิ์มองว่า ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม สามารถวางระบบภายในพื้นที่ได้ค่อนข้างดี ทั้งสาธารณูปโภค การจัดการพื้นที่ และการรองรับโรงงาน แต่ “โจทย์ใหญ่” กลับอยู่ด้านนอกนิคม
เมื่อโรงงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัย ร้านค้า ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล และบริการต่างๆ ย่อมเพิ่มตาม หากการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย โดยไม่มีผังเมืองรองรับ ก็อาจกลายเป็นต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
“รัฐต้องเข้ามาควบคุมและวางแผน เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในรั้วนิคมอุตสาหกรรม แต่กระทบพื้นที่โดยรวม”
นี่จึงเป็นจุดที่ EEC ต้องก้าวข้ามแนวคิด “เขตลงทุน” ไปสู่การเป็น “เขตสร้างเมือง”
นายมีศักดิ์ชี้ว่า การมองอนาคต EEC ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างพื้นที่รองรับโรงงานหรือการลงทุน แต่ต้องมองในฐานะ “การสร้างเมือง” ที่คนสามารถเข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และตั้งรกรากได้ในระยะยาว นั่นหมายถึงการออกแบบเมืองให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ระบบขนส่ง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นที่สำหรับคนทุกช่วงวัยเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้คน “มาทำงาน” แต่ต้องทำให้คนอยาก “อยู่ต่อ”
“ไม่ควรเป็นพื้นที่ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คนสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต”
แนวคิดนี้ยังเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ของ EEC ในการดึงดูดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองในประเทศไทย หากรัฐสามารถทำให้พื้นที่มีคุณภาพชีวิตและระบบเมืองที่น่าอยู่ ที่อยู่อาศัยก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน “แม่เหล็ก” ดึงทั้งคนและเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่
เมื่อเมืองเปลี่ยน บทบาทของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องเปลี่ยนตามนายมีศักดิ์มองว่า การพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรใน EEC ไม่ควรจบอยู่ที่การสร้างบ้านแล้วขาย แต่ต้องคิดต่อไปถึง “ชุมชน” และระบบเมืองที่โครงการจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งทำเลจึงไม่ควรถูกพิจารณาเพียงจากศักยภาพในการขาย แต่ต้องมองความเชื่อมโยงกับการเดินทาง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะ และเศรษฐกิจโดยรอบ
“ เพราะบ้านหนึ่งหลังอาจขายได้ในวันนี้ แต่ชุมชนที่ดีต้องสามารถดำรงอยู่ได้อีกหลายสิบปี โจทย์ใหญ่คือการมองชุมชนเมืองทุกมิติ ให้มีคุณภาพและสามารถอยู่ต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน”
เหนือกว่าปัญหาผังเมือง ยังมีความเสี่ยงที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “อนาคตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ”นายมีศักดิ์ตั้งคำถามว่า ไม่มีหลักประกันว่าอุตสาหกรรมที่เป็นเครื่องยนต์หลักของ EEC ในวันนี้ จะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน และการแข่งขันของโลกเปลี่ยนตาม
หากอุตสาหกรรมบางประเภทไม่สามารถปรับตัวได้ วันหนึ่งอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ “ตกยุค” และเมื่อเครื่องยนต์หลักหยุดเดิน ผลกระทบก็อาจลุกลามจากโรงงานไปสู่เมือง
“ถ้าอุตสาหกรรมตกยุค และไม่มีการปรับตัว ก็อาจเกิดการล่มสลายได้”
บทเรียนจากหลายเมืองอุตสาหกรรมและเมืองท่าในยุโรปจึงเป็นสัญญาณเตือนว่า เมืองที่เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมไม่ได้หมายความว่าจะรุ่งเรืองตลอดไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้จะดึงใครมาลงทุน” แต่คือ “อีก 30 ปีข้างหน้า EEC จะเป็นอะไร” หากอุตสาหกรรมเดิมเปลี่ยนแปลง เมืองจะอยู่ได้หรือไม่? หากเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนอย่างไร? หากโรงงานบางส่วนลดบทบาทลง พื้นที่โดยรอบจะปรับตัวอย่างไร? และที่สำคัญ หากคนไม่ได้เข้ามาเพียงทำงาน แต่เข้ามาใช้ชีวิต EEC จะมีเมืองที่รองรับพวกเขาหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ทำให้การวางผังเมืองกลายเป็นหัวใจของ EEC ไม่แพ้การวางแผนอุตสาหกรรม
นายมีศักดิ์ย้ำว่า การวางผังเมืองต้องมองระยะยาว และไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าเมืองจะเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดไป
“ผังเมืองนับตั้งแต่ช่วงอีสเทิร์นซีบอร์ด เราเติบโตทางเศรษฐกิจมาก และต่อมาเปลี่ยนกลยุทธ์เป็น EEC การเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม แต่ผังเมืองต้องคำนึงถึงชุมชน อย่ายึดติดว่าเมืองเราจะโตเรื่อยๆ แต่ความจริงไม่ใช่ ต้องวางผังเมืองที่ดีในระยะยาว”
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง “เมืองน่าอยู่” และ “ชุมชนเมือง” มากกว่าการเร่งขยายพื้นที่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวพร้อมกันนั้น คนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต เพราะ EEC ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ลงทุนของนักธุรกิจหรือพื้นที่ทำงานของแรงงาน แต่คือบ้านของผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อีสเทิร์นซีบอร์ดพิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างมหาศาล ก่อนต่อยอดมาสู่ EEC ในวันนี้แต่บทต่อไปอาจยากกว่าเดิม
เพราะโจทย์ไม่ใช่เพียงการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ใหม่ แต่คือการสร้างเมืองที่อยู่รอดได้ แม้เครื่องยนต์นั้นจะเปลี่ยนไป EEC จึงต้องคิดพร้อมกันทั้ง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย การเดินทาง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
หากทำได้ EEC จะไม่ใช่เพียงฐานอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศ แต่จะกลายเป็นเมืองที่คนอยากมาเที่ยว อยากทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในระยะยาวแต่หากยังมองการเติบโตผ่านตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว ความสำเร็จของ EEC วันนี้อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวันข้างหน้า เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่วันที่โรงงานหยุดเดิน แต่คือวันที่ “เมือง” ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักหมดบทบาทลง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เงินเยนแข็งค่าไม่หยุด ล่าสุดพุ่งทะลุระดับสำคัญ 155 เยนต่อดอลลาร์ จ่อลุ้นทดสอบจุดสูงสุดของปี 2026 ตลาดคาดธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ค่าเงินเยนกำลังเข้าใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดของปีนี้ หลังการทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 155 เยนต่อดอลลาร์ไปกระตุ้นคำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) จำนวนมาก ทำให้โซน 152 กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในสายตานักเทรด
เมื่อวันอังคาร (8 ก.ย. 69) เงินเยนแข็งค่าขึ้นมากสุด 0.4% มาที่ระดับ 153.80 เยนต่อดอลลาร์ หลังจากพุ่งขึ้น 1.2% ในคืนก่อนหน้า ส่งผลให้การแข็งค่าตลอดเดือนนี้รวมเกือบ 4% และทำให้เยนเป็นสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในกลุ่มประเทศ G10
การเคลื่อนไหวรอบล่าสุดนี้ไม่ได้มีปัจจัยกระตุ้นเพียงตัวเดียว นักค้าบางส่วนชี้ไปที่สภาพคล่องบางลงเนื่องจากวันหยุดในสหรัฐ ขณะที่บางรายระบุว่าการหลุดระดับ 155 เป็นตัวเร่งให้แรงซื้อที่เป็นบวกอยู่แล้วรุนแรงขึ้น เยนเริ่มดีดตัวขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยเริ่มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มุมมองของตลาดพลิกกลับอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การคาดเดาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญภาครัฐของญี่ปุ่น (GPIF) จะปรับโครงสร้างการจัดสรรสินทรัพย์ก็เป็นอีกแรงหนุนค่าเงินเยน
การหลุดแนว 155 ลงมาทำให้เกิดคำสั่ง stop-loss จำนวนมาก และบีบให้ดีลเลอร์ออปชันต้องขายดอลลาร์ ตามข้อมูลจากเทรดเดอร์รายหนึ่งที่คุ้นเคยกับดีลดังกล่าวซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ
“การหลุดโซนแนวรับในคืนที่ผ่านมา ‘เปิดประตูอย่างชัดเจน’ ให้การเคลื่อนไหวต่อไปได้ไกลขึ้น” โรดริโก แคทริล นักกลยุทธ์จาก National Australia Bank Ltd. กล่าว “คู่เงินดอลลาร์–เยน (USD/JPY) ดูพร้อมจะทดสอบระดับใกล้จุดต่ำเดิมที่ 152.27 และ 152.10”
โซน 152.10 เป็นระดับที่เยนแข็งค่าที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ และกำลังถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโมเมนตัมฝั่งเยนเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัดทางเทคนิคหลายตัวก็ชี้ว่าโซน 152 เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ หลังการหลุดแนวรับบริเวณ 155
“เทรดเดอร์ในตลาดเงินกำลังหันมาจับตาแนวถัดไปของคู่ USD/JPY โดยมีโซน 152 เป็นตัวเต็ง ขณะที่แรงกดดันด้านการอ่อนค่าของดอลลาร์ต่อเยนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อเยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเห็นได้ชัดในตลาดออปชัน แม้วันจันทร์จะเป็นวันหยุดสหรัฐ แต่ปริมาณการซื้อขายในสัญญา FX ทั่วโลกยังคงในระดับ “ค่อนข้างหนาแน่น” โดยมีคู่เงินที่เกี่ยวกับเยนเป็นตัวนำ การพุ่งขึ้นของสัญญาฟอร์เวิร์ดเงินเยนระยะ 1 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการปิดสถานะขายเยน (short covering) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยูโร ปอนด์ และฟรังก์สวิส ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้คู่ดอลลาร์–เยนปรับตัวลง”
มาร์ก แครนฟิลด์ นักกลยุทธ์ตลาดของ Markets Live กล่าว
ความเร็วของการเคลื่อนไหวรอบนี้ทำให้ตลาดเริ่มมองความเป็นไปได้ที่จะเกิดการ “ถอยกลับ” ในการทำแคร์รี่เทรดที่ใช้เงินเยนเป็นแหล่งเงินทุนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในต่างประเทศ
“มุมมองพื้นฐานของเราคือ หากหลุดระดับ 154 ลงไป อาจจุดให้เกิดการปิดสถานะแคร์รี่เทรดที่ใช้เงินเยน (yen carry trades) เพิ่มเติม และกระตุ้นคำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) รอบใหม่ เปิดช่องให้เงินเยนมีโอกาสแข็งค่าได้อีก” รินโต มารุยามะ หัวหน้านักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินของ SMBC Nikko Securities กล่าว พร้อมเสริมว่า ในทางกลับกัน การที่สถานะในตลาดเบาบางลงก็หมายความว่ายังมี “พื้นที่” ให้นักลงทุนกลับเข้าไปเปิดสถานะขายชอร์ตเงินเยน (short yen) รอบใหม่ได้เช่นกัน
ขณะนี้ความสนใจของตลาดหันไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐซึ่งมีกำหนดประกาศในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ในญี่ปุ่น นักลงทุนจะจับตาสุนทรพจน์ของคาซุยูกิ มาสุ กรรมการบอร์ด BOJ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับความเร็วของการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
บททดสอบที่ใหญ่กว่าจะอยู่ที่การประชุมนโยบายการเงินของ BOJ สัปดาห์หน้า โดยข้อมูลจากตลาดสวอประยะข้ามคืน (overnight index swaps) ชี้ว่าตลาดกำลังกำหนดราคาสะท้อนโอกาสราว 97% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งยิ่งยกระดับความคาดหวังว่าผู้กำหนดนโยบายต้องส่งสัญญาณ “เข้มงวด” เพียงพอเพื่อหนุนให้เงินเยนแข็งค่าต่อไป
“ตอนนี้เงินเยนอยู่ทางแยก” แคทริล จาก NAB กล่าว “การขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้าเป็นเงื่อนไข ‘จำเป็น’ ก็จริง แต่ถ้าจะให้เยนรักษาการแข็งค่าที่เกิดขึ้นล่าสุดได้ BOJ จะต้องส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) และยืนยันมุมมองของตลาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี ‘มีแนวโน้มมากกว่าจะไม่เกิดขึ้น’”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569
วันนี้แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ ได้ในคู่ของ ญี่ปุ่น พบ ออสเตรเลีย ได้ในเวลา 17:30 น. ทาง Monomax Sports ช่อง 29
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569
เวลา 08:00 น. อินเดีย พบ นิวซีแลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 11:30 น. กาตาร์ พบ เกาหลีใต้ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 17:30 น. ญี่ปุ่น พบ ออสเตรเลีย (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

“ภาวะสมองเสื่อม” เป็นภาวะที่เกิดจากโรคทางสมองและส่งผลกระทบต่อความจำ การคิด และความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 57 ล้านคน และมีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี “โรคอัลไซเมอร์” เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด และคาดว่าคิดเป็น 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด
แม้จะไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อม แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การแยกตัวทางสังคม การขาดการออกกำลังกาย มลภาวะทางอากาศ และโรคไม่ติดต่อ (NCDs) รวมถึงความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ล้วนเป็นสาเหตุของความเสี่ยงถึง 45% นอกจากด้านสุขภาพแล้ว ภาวะสมองเสื่อมยังส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระ ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของบุคคล
ทั้งนี้ ในอดีต “อายุ” จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อม แต่ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการชราตามปกติ แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดสารเสพติด ผู้ป่วย HIV และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์หลายร้อยตัวในจีนถูกนำมาแข่งขันทั้งวิ่ง ชกมวย เต้น และทำกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เพียงสองวันหลังการแข่งขัน World Humanoid Robot Games จบลง หนังสือพิมพ์ทางการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA Daily กลับมองการแข่งขันดังกล่าวในอีกมุมหนึ่ง โดยเรียกร้องให้นักวิจัยเร่งนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่พัฒนาจากห้องทดลองไปใช้ในการฝึกทางทหาร เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับการรบ
จากการตรวจสอบเอกสารมากกว่า 100 รายการของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ทั้งประกาศจัดซื้อจัดจ้างทางทหาร งานวิจัยทางวิชาการ สิทธิบัตร สิ่งพิมพ์ของทางการ เอกสารรัฐบาล และข้อมูลจากบริษัทด้านกลาโหม พบว่า จีนกำลังเร่งศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในทางทหาร และกำลังวางแนวทางสำหรับการนำระบบเหล่านี้ไปใช้งานในสนามรบในอนาคต
เอกสารที่พบระบุว่า สถาบันทางทหารของจีนกำลังทดสอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กับความต้องการที่เกิดขึ้นจริงในสนามรบ พยายามจัดซื้อหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสำหรับฝึกระบบเหล่านี้ รวมถึงศึกษาว่าหุ่นยนต์จะทำงานร่วมกับทหารได้อย่างไร งานดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นในช่วง 2568-2569 โดยเน้นไปที่ความสามารถสำคัญของหุ่นยนต์ เช่น การรับรู้สภาพแวดล้อม การหยิบจับ และควบคุมวัตถุ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ฝึกระบบ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกลายเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุดของโลก BofA Global Research ประเมินว่า ผู้ผลิตจีนมีสัดส่วนประมาณ 95% ของจำนวนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ส่งมอบทั่วโลกในปี 2568 ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์จึงทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนสามารถเข้าถึงระบบหุ่นยนต์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาต่อยอดเพื่อการทหาร
ความสนใจเรื่องหุ่นยนต์ในสนามรบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน แต่เป็นแนวโน้มที่กองทัพทั่วโลกกำลังจับตามอง โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนแสดงให้เห็นว่าระบบไร้คนขับ และระบบอัตโนมัติสามารถเปลี่ยนวิธีการทำสงครามได้อย่างไร
ในสงครามยูเครน โดรนกึ่งอัตโนมัติที่ใช้เอไอช่วยนำทาง และค้นหาเป้าหมายถูกนำมาใช้ทั้งในการลาดตระเวน และโจมตี ขณะเดียวกัน หุ่นยนต์ยังถูกนำมาใช้ขนส่งเสบียง และนำผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่การสู้รบ
รอยเตอร์สรายงานว่า กองทัพจีนกำลังศึกษาบทเรียนจากสงครามในยูเครน ซึ่งเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการใช้โดรน และระบบไร้คนขับในสนามรบ
เดนนิส ฮง (Dennis Hong) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลและอวกาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์คือ การส่งมันเข้าไปในพื้นที่ ที่มนุษย์ไม่ต้องการหรือไม่ควรเข้าไป
“การส่งหุ่นยนต์ไปในที่ ที่เราไม่ต้องการให้มนุษย์เข้าไปเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดของการพัฒนาหุ่นยนต์ตั้งแต่แรก หากการเสียหายหรือสูญเสียหุ่นยนต์ช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องเสียชีวิต หุ่นยนต์ก็สามารถถูกใช้แทนมนุษย์ในภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงได้” ฮง กล่าว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทางทหารของจีนยังไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ถูกนำไปใช้รบจริง แล้วรอยเตอร์สไม่พบหลักฐานว่า จีนส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ติดอาวุธไปประจำการกับหน่วยปฏิบัติการของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ในทางเทคนิค หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งใช้พลังงานสูง และยังทำงานได้ไม่เสถียรเมื่ออยู่นอกสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม
แอรอน จอห์นสัน (Aaron Johnson) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กล่าวว่า สนามรบมีตัวแปรมากมาย และมีสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับหุ่นยนต์
หนึ่งในพื้นที่ ที่จีนมองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจเข้ามามีบทบาทคือ สงครามในเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีทั้งอาคาร ห้อง ทางเดิน และสิ่งกีดขวางจำนวนมาก
งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยนักวิจัยจากศูนย์ทดสอบของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีการป้องกันประเทศแห่งชาติของจีน ในนครซีอาน ได้จำลองสถานการณ์การรบในเมือง โดยให้หุ่นยนต์ 6 ตัว ซึ่งอาจเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์สุนัข หรือยานพาหนะไร้คนขับ แบ่งเป็น 2 ทีม และทำงานร่วมกับทหารภาคพื้นดิน
ภารกิจของหุ่นยนต์คือ เข้าไปในอาคารที่ฝ่ายตรงข้ามยึดครอง แล้วตรวจค้นพื้นที่ทีละชั้น และทีละห้อง งานวิจัยดังกล่าวประเมินว่า อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในสถานการณ์นี้อาจมีความพร้อมภายใน 5-10 ปี แต่ไม่ได้ระบุว่าหุ่นยนต์จะได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธอย่างไร จะติดอาวุธประเภทใด หรือจะรับมือกับพลเรือนที่อยู่ในพื้นที่อย่างไร
จัว-มิน โจว (Juo-Min Chou) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านการป้องกันประเทศ และความมั่นคงแห่งไต้หวัน กล่าวว่า หากหุ่นยนต์พัฒนาความสามารถด้านการทรงตัว การรับรู้ และการทำงานต่อเนื่องได้ดีขึ้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจมีประโยชน์ในพื้นที่อย่างอาคาร อุโมงค์ หรือภายในเรือ
เหตุผลคือ หุ่นยนต์ประเภทนี้มีแขนสองข้าง และขาสองข้าง ทำให้ในทางทฤษฎีสามารถเคลื่อนที่ ปีนป่าย และหยิบจับสิ่งของได้ด้วยตนเอง แต่หากเป็นภารกิจง่ายกว่า เช่น การลาดตระเวนหรือขนส่ง จัว-มินมองว่า หุ่นยนต์สี่ขา หุ่นยนต์แบบสายพาน หรือหุ่นยนต์แบบล้อจะมีต้นทุนต่ำกว่า และนำไปใช้งานจำนวนมากได้ง่ายกว่า
แนวคิดของกองทัพจีนต่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังไปไกลกว่าการเป็นผู้ช่วยทหาร บทความที่เผยแพร่ใน PLA Daily เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า ภารกิจของหุ่นยนต์อาจพัฒนาจาก “การสนับสนุนการรบไปสู่การเป็นกำลังหลักในการรบ”
บทความดังกล่าวยังพูดถึงความเป็นไปได้ที่หุ่นยนต์จะได้รับอนุญาตให้ยิงเป้าหมายที่เป็นมนุษย์ หลังจากมนุษย์ตรวจสอบ และยืนยันเป้าหมายแล้ว
เมื่อเดือนธันวาคม 2568 กองบัญชาการยุทธบริเวณตะวันออกของกองทัพจีนยังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยเอไอ แสดงภาพหุ่นยนต์ทางทหารหลายประเภท ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขา เข้าทำลายแนวป้องกันของไต้หวันในสถานการณ์ความขัดแย้งสมมติในอนาคต
ความสนใจของจีนต่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในทางทหารเริ่มเห็นชัดขึ้นตั้งแต่ 2567 โดยในปีนั้น NUDT และสถาบันวิทยาศาสตร์การทหารของจีนจัดเวทีด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ซึ่งมีการพูดถึงการนำระบบฮิวแมนนอยด์มาใช้ทางทหาร
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 จีนจัดการแข่งขันที่จำลองภารกิจแทรกซึมหลังแนวข้าศึกให้หุ่นยนต์เข้าไปในพื้นที่ ทำแผนที่ และค้นหาเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีการจำลองภารกิจตรวจสอบตัวตน ตรวจสอบระเบียบวินัย และลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยภายในฐานทัพ ซึ่งการแข่งขันส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยี เพื่อให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานในสนามรบได้ในอนาคต
เอกสารจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพจีนในช่วงเดียวกันก็สะท้อนทิศทางนี้เช่นกัน เดือนพฤษภาคม 2568 กองทัพปลดปล่อยประชาชนประกาศจัดซื้อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พร้อมบริการติดตั้ง และฝึกอบรมด้านเทคนิค
อีกสี่เดือนต่อมา มีประกาศจัดซื้อจัดจ้างอีกฉบับ ซึ่งใช้อีเมลของ NUDT เป็นช่องทางติดต่อ ระบุความต้องการระบบสำหรับ “การรับรู้สภาพแวดล้อมอัจฉริยะ และการปฏิบัติการอย่างคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีร่างกายจริง”
เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ให้รายละเอียดมากพอที่จะทราบว่าการจัดซื้อทั้งสองโครงการเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้น บริษัทใดเป็นผู้ชนะการจัดซื้อ หรือหุ่นยนต์รุ่นใดถูกนำไปใช้งาน
ในเดือนมิถุนายน 2569 กองทัพจีนตั้งงบประมาณ 300,000 ดอลลาร์ สำหรับระบบที่ใช้เก็บ และติดป้ายกำกับข้อมูลจากกล้อง เรดาร์ และข้อมูลการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศที่หุ่นยนต์สามารถเดินทางผ่านได้
การจัดซื้อครั้งนี้สะท้อนว่า การพัฒนาหุ่นยนต์ของกองทัพจีนไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างตัวหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพัฒนาระบบที่อยู่เบื้องหลังด้วย ทั้งการเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์ การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม และการฝึกให้หุ่นยนต์สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองได้
ภายใน 2569 การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มขยายจากสถาบันวิจัยทางทหารไปสู่บริษัทในอุตสาหกรรมกลาโหมของจีน หนึ่งในตัวอย่างคือ “ฟู่ซี” (Fuxi) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดเต็มตัวที่ผลิตโดย Norinco บริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมของรัฐบาลจีน
ข้อมูลของบริษัทที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม ระบุว่า ฟู่ซีถูกออกแบบให้สามารถทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ ลาดตระเวนในทุกสภาพอากาศ ตรวจตราพื้นที่ด้วยระบบอัจฉริยะ และทำงานในพื้นที่อันตราย หุ่นยนต์ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบควบคุมระยะไกลของ Norinco ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นั่นคือ การปล่อยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะปัจจุบันการทำให้หุ่นยนต์เข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อน และตัดสินใจได้อย่างน่าเชื่อถือยังเป็นเรื่องยาก
มัลคอล์ม เดวิส (Malcolm Davis) นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า ปัจจุบันเขายังไม่มองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นระบบที่ใช้งานได้จริงในสนามรบ “แต่ในอีก 5-10 ปี พวกมันอาจเป็นเช่นนั้นได้” เดวิส กล่าว
จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในสนามรบ ปี 2568 กองทัพบกสหรัฐเปิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาความสามารถของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทางทหาร โดยมีเป้าหมายให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับทหารได้ในอนาคต
ภารกิจที่กองทัพสหรัฐระบุไว้มีตั้งแต่การลาดตระเวน การรักษาความปลอดภัย การเคลียร์สิ่งกีดขวาง การทำงานในพื้นที่ ที่มีวัตถุอันตราย ไปจนถึงภารกิจเชิงรุก และเชิงรับในพื้นที่เมือง มีผู้เข้ารอบสุดท้ายมากถึง 10 ทีมที่มีกำหนดทดสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของกองทัพสหรัฐในปี 2569 โดยมีงบประมาณสำหรับสัญญาต่อยอดสูงสุด 1.25 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในด้านอุตสาหกรรม จีนยังมีความได้เปรียบอย่างมากในการพัฒนาหุ่นยนต์สองขา และสี่ขา รอยเตอร์สรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า Unitree บริษัทจีนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขารายใหญ่ของโลก พัฒนาหุ่นยนต์สุนัขรุ่นที่ขายดีที่สุดโดยอาศัยนวัตกรรมด้านการออกแบบที่ได้รับเงินทุนจากกองทัพสหรัฐ
แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่สนามรบยังมีข้อจำกัดทั้งด้านเทคนิค และกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อหุ่นยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขนของหรือลาดตระเวน แต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังต่อมนุษย์
หากในอนาคตหุ่นยนต์สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ ระบบจะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การแยกแยะว่าบุคคลตรงหน้าเป็นทหารหรือพลเรือน หรือบุคคลนั้นกำลังต่อสู้ ยอมจำนน หรือได้รับบาดเจ็บ กฎหมายว่าด้วยการทำสงครามกำหนดให้กองกำลังต้องแยกแยะระหว่างนักรบกับพลเรือน และห้ามโจมตีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือยอมจำนน
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเตือนว่า อาวุธอัตโนมัติอาจมีปัญหาในการตีความสัญญาณการยอมจำนน เพราะการตัดสินว่าบุคคลหนึ่งยอมจำนนหรือไม่อาจต้องพิจารณาทั้งบริบท พฤติกรรม และเจตนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติอาจตีความได้ไม่ถูกต้อง
กองทัพสหรัฐกำหนดให้ระบบอาวุธอัตโนมัติต้องผ่านการตรวจสอบด้านกฎหมาย และการทดสอบในสถานการณ์ที่สมจริง รวมถึงกำหนดให้ผู้บังคับบัญชา และผู้ปฏิบัติงานใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมในการใช้กำลัง ส่วนกระทรวงกลาโหมจีนระบุเมื่อเดือนมีนาคม ว่า อาวุธที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ ถึงอย่างนั้น จีนยังคงเดินหน้าศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในทางทหาร
หวัง ยงหัว (Wang Yonghua) นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การทหารของจีน เขียนบทความเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกมาก ทั้งเรื่องการเคลื่อนไหว การรับรู้ และความสามารถด้านสติปัญญา
เขาระบุว่า การทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กลายเป็นระบบทางทหารที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย จำเป็นต้องมีความก้าวหน้าทางเทคนิค ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และการผลิตในระดับอุตสาหกรรม หากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้นได้ หวังเขียนว่า “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะหลั่งไหลเข้าสู่สนามรบ”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เมื่อพูดถึงตำแหน่ง Project Manager หลายคนอาจนึกถึงคนที่คอยวางแผนงาน จัดการ Timeline ประสานงานกับทีม และดูแลให้โปรเจกต์ส่งมอบได้ตามเป้าหมาย แต่เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในหลายองค์กร บทบาทของ Project Manager ก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน
ทุกวันนี้องค์กรไม่ได้ต้องการแค่คนที่บริหารโปรเจกต์ให้เสร็จตามแผน แต่ต้องการคนที่สามารถพาโปรเจกต์ AI จากไอเดียไปสู่การใช้งานจริง และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ นี่จึงเป็นที่มาของบทบาท AI Project Manager (AI PM) ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่หลายองค์กรต้องการมากขึ้น
AI Project Manager คือผู้ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ การวางแผนโปรเจกต์ การประสานงานระหว่างทีมต่าง ๆ ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กร แม้ AI PM จะมีพื้นฐานด้าน Project Management เหมือนกับ Project Manager ทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างคือ AI PM ต้องเข้าใจทั้งฝั่ง Business และ Technology เพื่อให้สามารถเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันได้
AI PM ไม่จำเป็นต้องเป็น Developer หรือ Data Scientist แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีมากพอที่จะทำงานร่วมกับทีม Tech และสามารถแปลความต้องการของธุรกิจให้กลายเป็น Solution ที่ใช้งานได้จริง
Project Manager ทั่วไปมักโฟกัสที่การส่งมอบโปรเจกต์ให้สำเร็จตาม Scope, Budget และ Timeline ที่กำหนด คำถามที่ PM ทั่วไปมักให้ความสำคัญคือ
ในขณะที่ AI Project Manager ต้องมองไกลกว่านั้น นอกจากการบริหารโปรเจกต์แล้ว ยังต้องตอบคำถามเพิ่มเติม เช่น
พูดง่าย ๆ คือ Project Manager ดูแล “การส่งมอบโปรเจกต์” ในขณะที่ AI Project Manager ดูแล “ผลลัพธ์จากการใช้ AI”
สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์ AI แตกต่างจากโปรเจกต์ทั่วไป คือเรื่องของเทคโนโลยี AI PM ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดได้ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีมากพอที่จะทำงานร่วมกับทีม Tech ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น
หากขาดความเข้าใจด้าน Technology AI PM อาจวางแผนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือสื่อสารกับทีมพัฒนาได้ไม่ครบถ้วน บทบาทสำคัญของ AI PM คือการแปลความต้องการจากฝั่ง Business ไปสู่ทีม Tech และแปลข้อจำกัดจากทีม Tech กลับมาให้ฝั่ง Business เข้าใจ
1. AI Literacy เข้าใจความสามารถ ข้อจำกัด และแนวทางการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจ
2. Technology Literacy เข้าใจระบบ การเชื่อมต่อ และการทำงานร่วมกับทีม Tech
3. Business Thinking เชื่อม AI เข้ากับเป้าหมายและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
4. Project Management บริหาร Scope, Timeline, Resource และการส่งมอบงาน
5. Stakeholder Communication สื่อสารและประสานงานระหว่าง Business, Tech และผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. Change & Risk Management บริหารความเสี่ยงและผลักดันการนำ AI ไปใช้จริงในองค์กร
หลายคนเข้าใจว่า AI Project Manager คือ Project Manager ที่รู้จักใช้ ChatGPT หรือเครื่องมือ AI ต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง บทบาทนี้คือคนที่สามารถเชื่อม Business และ Technology เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียด้าน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
ในวันที่องค์กรต่างเร่งนำ AI มาใช้งาน ความสามารถในการบริหารโปรเจกต์ AI และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นทักษะสำคัญที่ตลาดต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากคุณสนใจสายงาน AI Project Manager และอยากเรียนรู้การบริหารโปรเจกต์ AI แบบ End-to-End สามารถดูรายละเอียด Career Track: AI Project Manager ได้ที่ https://www.career-spark.co/career-tracks/ai-project-manager
ขอบคุณข้อมูลจาก career-spark.co

เคยไหม? เพิ่งกินมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันไปไม่นาน แต่กลับรู้สึกหิวอีกแล้ว จนต้องหยิบขนมหรือเครื่องดื่มหวานมากินระหว่างวัน ปัญหานี้ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของมื้ออาหาร เพราะหากมื้อหนึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก แต่มีโปรตีน ใยอาหาร และไขมันน้อย ก็อาจทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้นได้
หนึ่งในวัตถุดิบที่นำมาเพิ่มความหลากหลายให้มื้ออาหารได้ง่ายคือ “เนยถั่ว” เพราะมีทั้งโปรตีน ไขมัน และใยอาหารในปริมาณหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาจับคู่กับอาหารชนิดอื่นเพื่อทำให้มื้ออาหารมีสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนยถั่วไม่ได้เป็นอาหารที่ทำให้ผอมโดยตรง และให้พลังงานค่อนข้างสูง ดังนั้นเคล็ดลับสำคัญคือ เลือกชนิดให้เหมาะสมและกินในปริมาณพอดี
เหตุผลสำคัญคือ เนยถั่วไม่ได้มีเพียงสารอาหารชนิดเดียว แต่ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน และใยอาหาร
โปรตีนและใยอาหารมีบทบาทต่อความรู้สึกอิ่ม ขณะที่ไขมันช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานและมีส่วนทำให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้าลง
เมื่อนำเนยถั่วไปกินคู่กับอาหารที่มีใยอาหารหรือโปรตีนเพิ่มเติม จึงสามารถช่วยให้มื้ออาหารมีองค์ประกอบที่สมดุลขึ้น และอาจช่วยลดการกินจุบจิบระหว่างมื้อได้
เมนูง่าย ๆ ที่เหมาะกับมื้อเช้า โดยเลือกขนมปังโฮลเกรนหรือขนมปังที่มีธัญพืชไม่ขัดสี ทาด้วยเนยถั่วในปริมาณพอเหมาะ แล้วเพิ่มกล้วยหั่นเป็นชิ้น
เมนูนี้มีทั้งคาร์โบไฮเดรตจากขนมปังและผลไม้ รวมถึงโปรตีน ไขมัน และใยอาหารจากเนยถั่วและส่วนประกอบอื่น
ความหวานจากกล้วยยังช่วยเพิ่มรสชาติโดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลหรือแยมหวานเพิ่ม
เคล็ดลับ: หากกำลังควบคุมน้ำหนัก ควรระวังการทาเนยถั่วหนาเกินไป เพราะปริมาณที่เพิ่มขึ้นทำให้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้าวโอ๊ตเป็นอีกหนึ่งอาหารที่เหมาะกับการนำมาจับคู่กับเนยถั่ว เพราะมีใยอาหาร โดยเฉพาะเบตา-กลูแคน ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ
ลองทำข้าวโอ๊ตใส่นม แล้วเติมเนยถั่วเล็กน้อย จากนั้นเพิ่มผลไม้สด เช่น กล้วย แอปเปิล หรือเบอร์รี
แทนที่จะเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มความหวาน การใช้ผลไม้สดจะช่วยเพิ่มทั้งรสชาติและสารอาหารให้กับมื้ออาหาร
สำหรับคนที่ไม่ชอบกินขนมปังหรือข้าวโอ๊ต สามารถเปลี่ยนมาเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติแทนได้
เลือกโยเกิร์ตที่ไม่เติมน้ำตาลหรือมีน้ำตาลต่ำ แล้วเติมเนยถั่วปริมาณเล็กน้อย พร้อมผลไม้สด
โยเกิร์ตช่วยเพิ่มโปรตีนให้กับมื้ออาหาร ส่วนเนยถั่วช่วยเพิ่มไขมันและโปรตีน ขณะที่ผลไม้ช่วยเพิ่มใยอาหารและสารอาหารจากพืช
หากต้องการให้มื้ออาหารอยู่ท้องมากขึ้น อาจเติมเมล็ดธัญพืชในปริมาณเหมาะสม แต่ควรคำนึงถึงพลังงานรวมด้วย
ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่หลายคนมักหิวและเผลอกินขนมหวานหรือขนมกรุบกรอบโดยไม่รู้ตัว
ลองเปลี่ยนเป็นแอปเปิลหั่นชิ้นคู่กับเนยถั่วปริมาณเล็กน้อยแทน
แอปเปิลให้ใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตจากผลไม้ ส่วนเนยถั่วช่วยเพิ่มโปรตีนและไขมัน ทำให้ของว่างมีองค์ประกอบหลากหลายกว่าการกินผลไม้หรือขนมเพียงอย่างเดียว
แต่จำไว้ว่า: ของว่างที่มีประโยชน์ก็ยังให้พลังงาน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกินเนยถั่วหลายช้อนเพื่อให้รู้สึกอิ่ม
อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือใช้กล้วยสุกบดแทนแยม แล้วทาบนขนมปังโฮลเกรน จากนั้นเพิ่มเนยถั่วเล็กน้อย
วิธีนี้ช่วยลดการพึ่งพาแยมที่มีน้ำตาลเติม และได้ความหวานจากกล้วยตามธรรมชาติ
หากต้องการเพิ่มโปรตีนให้มื้อเช้า สามารถรับประทานคู่กับไข่ต้มหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติได้
แม้เนยถั่วจะมีสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนความอิ่ม แต่การควบคุมความหิวควรมองอาหารทั้งมื้อ
มื้ออาหารที่ช่วยให้อิ่มได้ดีควรมีองค์ประกอบที่หลากหลาย เช่น
ดังนั้น แทนที่จะคิดว่า “กินเนยถั่วแล้วจะไม่หิว” ให้คิดว่า “เพิ่มเนยถั่วเพื่อทำให้มื้ออาหารมีสารอาหารที่หลากหลายขึ้น” จะเหมาะสมกว่า
เวลาเลือกซื้ออย่าดูแค่คำว่า “เนยถั่ว” บนฉลาก เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีส่วนผสมแตกต่างกัน
ควรเปรียบเทียบฉลากในเรื่อง
น้ำตาล: เลือกสูตรที่ไม่มีการเติมน้ำตาลมากเกินไป
โซเดียม: หากกินเป็นประจำ ควรพิจารณาปริมาณโซเดียมด้วย
ไขมันอิ่มตัว: ตรวจสอบปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
พลังงาน: เพราะเนยถั่วมีพลังงานค่อนข้างสูง
ส่วนประกอบ: สูตรที่มีถั่วลิสงเป็นส่วนประกอบหลักและมีส่วนผสมเพิ่มเติมไม่มาก อาจเป็นตัวเลือกที่เรียบง่ายกว่า
ไม่จริงเสมอไป
เนยถั่วอาจช่วยเพิ่มความอิ่มเมื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุล แต่การเพิ่มปริมาณมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะได้ประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย
เนื่องจากเนยถั่วให้พลังงานค่อนข้างสูง การกินจากกระปุกโดยไม่ตวงปริมาณอาจทำให้เผลอกินเกินได้ง่าย
วิธีที่เหมาะกว่าคือ ตวงปริมาณก่อนรับประทาน และนับเนยถั่วเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือของว่าง ไม่ใช่กินเพิ่มจากอาหารมื้อหลักโดยไม่ปรับส่วนอื่น
กินได้ หากนำมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารโดยรวมที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดเนยถั่วออกทั้งหมด แต่คือการควบคุมพลังงานรวมและเลือกอาหารที่ทำให้อิ่มอย่างมีคุณภาพ
ตัวอย่างเช่น หากเปลี่ยนจากขนมหวานหรือขนมขบเคี้ยวที่กินเล่นระหว่างวัน มาเป็นผลไม้คู่กับเนยถั่วในปริมาณเหมาะสม ก็อาจเป็นทางเลือกของว่างที่มีสารอาหารหลากหลายขึ้น
แต่หากกินเนยถั่วเพิ่มจากอาหารเดิมทั้งหมด โดยไม่ได้ลดหรือปรับอาหารส่วนอื่น ก็อาจทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผู้ที่มีประวัติแพ้ถั่วลิสงควรหลีกเลี่ยงเนยถั่วที่ทำจากถั่วลิสง และอ่านฉลากอย่างละเอียด
หากเคยมีอาการแพ้รุนแรง ควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่อาจมีการปนเปื้อนจากถั่วด้วย
เนยถั่วสามารถนำมาใช้เป็นตัวช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหารได้ เพราะมีทั้ง โปรตีน ไขมัน และใยอาหาร และสามารถจับคู่กับอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ขนมปังโฮลเกรน ข้าวโอ๊ต และผลไม้
5 คู่ที่ทำได้ง่าย ได้แก่ ขนมปังโฮลเกรนกับเนยถั่วและกล้วย, ข้าวโอ๊ตกับเนยถั่วและผลไม้, โยเกิร์ตกับเนยถั่วและผลไม้, แอปเปิลกับเนยถั่ว และขนมปังโฮลเกรนกับกล้วยบดและเนยถั่ว
อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับสำคัญไม่ได้อยู่ที่การกินเนยถั่วให้มาก แต่คือ เลือกสูตรที่เหมาะสม ตวงปริมาณ และจัดคู่กับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะการคุมหิวที่ดีควรทำให้เรา “อิ่มอย่างมีคุณภาพ” มากกว่าการอดอาหารหรือพยายามกินให้น้อยที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,750.00 | 68,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,444.00 | 67,371.04 | 69,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,999.60 | 60,633.94 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,555.20 | 53,896.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,999.80 | 30,316.97 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,555.40 | 23,579.86 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,605.18 | 69,814.53 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

เมื่อคอนโดไม่ได้ถูกซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แอสเซทไวส์ทดลองเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของโครงการ ให้กลายเป็น “Business Unit” ที่ทำได้ทั้งพักอาศัย ทำงาน และประกอบธุรกิจ สะท้อนเกม อสังหาฯ ยุคใหม่ ที่ผู้ประกอบการต้องขาย “โอกาสสร้างรายได้” ไปพร้อมกับการขายห้อง
ในวันที่การซื้อคอนโดสักห้องหมายถึงการผูกเงินก้อนใหญ่ไว้กับสินทรัพย์ระยะยาว คำถามของคนซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงอาจไม่ได้มีเพียงว่า “ห้องนี้น่าอยู่ไหม?” แต่กำลังเปลี่ยนเป็น“ห้องนี้สร้างรายได้อะไรให้เราได้บ้าง?” นี่คือโจทย์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดคอนโดมิเนียมไทย ซึ่งกำลังซื้อยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อยังเป็นกำแพงสำคัญของผู้ซื้อ
สำหรับผู้ประกอบการ การแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงการหาทำเลใหม่หรือทำส่วนกลางให้โดดเด่นขึ้น แต่คือการสร้าง “เหตุผลใหม่” ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อแอสเซทไวส์ กำลังทดลองหนึ่งในคำตอบนั้นด้วยการนำพื้นที่สำหรับ “ทำธุรกิจ” เข้ามาอยู่ในอาคารเดียวกับพื้นที่พักอาศัย
โมเดลนี้ถูกทดลองครั้งแรกที่ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ คอนโด สูง 37 ชั้น จำนวน 813 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาทสิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากคอนโดทั่วไป คือการแบ่งพื้นที่บางส่วนออกมาเป็น Business Unit จำนวน 116 ยูนิต รวม 4 ชั้น บริเวณชั้น 10-11แนวคิดไม่ได้ต้องการเปลี่ยนคอนโดให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน หรือ Shophouse แนวตั้ง
แต่กำลังสร้างพื้นที่กึ่งกลางระหว่าง “บ้าน” กับ “สถานที่ทำงาน”ผู้ซื้อสามารถใช้ห้องเป็นทั้ง Home Office สตูดิโอ งานออกแบบ Personal Tailor หรือธุรกิจที่มีลูกค้าเข้ามาพบตามนัดหมายพูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ห้องหนึ่งมีหน้าที่หลักคือ “อยู่อาศัย” แอสเซทไวส์กำลังเพิ่มอีกหนึ่งฟังก์ชันเข้าไป นั่นคือ “สร้างรายได้”
Business Unit มีขนาดประมาณ 24.6-35 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นราว 2.99 ล้านบาท สูงกว่าห้อง Residential ที่เริ่มต้นประมาณ 2.39 ล้านบาทแต่สิ่งที่บริษัทขายไม่ใช่เพียงพื้นที่เพิ่มขึ้น
ห้องถูกออกแบบให้เป็น Extra Wide มีหน้ากว้างสูงสุด 7.6 เมตร ทำให้พื้นที่ด้านหน้าสามารถจัดเป็นสำนักงานหรือพื้นที่รับลูกค้า ขณะที่ด้านในยังคงใช้เป็นพื้นที่พักอาศัยได้นั่นทำให้พื้นที่ 1 ห้องสามารถรองรับคน 1 คนได้หลายบทบาท
ตอนเช้าอาจเป็นออฟฟิศ ตอนบ่ายเป็นพื้นที่รับลูกค้าและตอนกลางคืนก็ยังเป็นบ้านนี่คือเหตุผลที่ Business Unit มีความน่าสนใจในเชิงอสังหาริมทรัพย์ เพราะมันไม่ได้เพิ่มเพียง “ฟังก์ชัน” แต่เพิ่ม ความสามารถในการสร้างมูลค่าจากพื้นที่ 1 ตารางเมตรไม่ใช่ Shophouse แต่คือธุรกิจที่ไม่ต้อง Walk-in
โจทย์ใหญ่ของการนำธุรกิจเข้ามาอยู่ในคอนโดคือ แล้วคนอยู่อาศัยจะยอมรับหรือไม่เพราะสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยกลัวที่สุดอาจไม่ใช่การมีธุรกิจอยู่ในอาคาร แต่คือ “คนแปลกหน้า” ที่เดินเข้าออกตลอดทั้งวันแอสเซทไวส์จึงไม่ได้ออกแบบ Business Unit ให้เป็นร้านค้าแบบ Walk-in
เน้นธุรกิจที่มีลูกค้าอยู่แล้วและใช้ระบบนัดหมาย เช่น Personal Color Studio งานออกแบบ หรือ Home Officeระบบ Lobby, Access Control, ลิฟต์ และชั้นพักอาศัยจึงถูกแยกออกจากกันตั้งแต่ต้นมี Concierge คอยดูแลผู้มาติดต่อ และมีระบบบริหารจัดการบุคคลภายนอก
แนวคิดนี้สะท้อนเรื่องสำคัญว่า การทำ Hybrid Space ไม่ได้จบแค่การ “แบ่งห้อง”แต่ต้องออกแบบ ระบบบริหารอาคาร ใหม่ทั้งชุด เพื่อให้ “ธุรกิจ” และ “การอยู่อาศัย” อยู่ร่วมกันได้ต่างชาติไม่ได้ซื้อแค่ห้อง แต่ซื้อ ‘โอกาสลงทุน’
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ Business Unit กลับได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญปัจจุบัน Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายประมาณ 60% โดยลูกค้าต่างชาติคิดเป็นราว 20% ของยอดขาย
กลุ่มที่เข้ามาสนใจมีทั้งเมียนมาและโปแลนด์ ขณะที่บางกลุ่มเลือกซื้อ Business Unit เพื่อการลงทุนและปล่อยเช่าโดยเฉพาะลูกค้าจากเมียนมา ซึ่งมีการซื้อในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท และบางรายซื้อ 1-2 ยูนิต
สิ่งที่น่าสนใจคือการขยายตัวของฐานลูกค้ากลุ่มนี้เกิดผ่าน “เครือข่าย” เมื่อผู้ซื้อเดิมแนะนำเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักเข้ามาซื้อเพิ่มเติมในมุมของ แอสเซทไวส์ นี่อาจสะท้อนว่า Product ใหม่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว หากสามารถสร้าง “เหตุผลในการลงทุน” ขึ้นมาได้
โมเดล Business Unit ยังไม่ได้จบลงวันที่โอนกรรมสิทธิแอสเซทไวส์ ใช้บริษัทในเครือ Asset A Plus เข้ามาช่วยบริหารจัดการลูกค้าที่ซื้อเพื่อการลงทุนตั้งแต่แนะนำการตกแต่ง หาผู้เช่า บริหารผู้เช่า ไปจนถึงดูแลทรัพย์สินหลังผู้เช่าย้ายออกทำให้
โมเดลธุรกิจเปลี่ยนจาก ขายห้อง แล้วจบ เป็นขายห้อง บริหารสินทรัพย์ สร้างรายได้ต่อเนื่องนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะเมื่อผู้ซื้อไม่ได้มองคอนโดเป็นเพียง “บ้าน” แต่เป็น “สินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด” ผู้พัฒนาโครงการที่ดูแลต่อหลังการขายได้ ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน Value Chain ที่ยาวขึ้น
สำหรับ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ บริษัทประเมินค่าเช่าเบื้องต้นของห้อง 1 Bedroom ไว้ราว 10,000 บาทต่อเดือน และ One Plus ราว 15,000 บาทต่อเดือนแต่ แอสเซทไวส์เลือกที่จะไม่ใช้กลยุทธ์การันตี Rental Yield
เหตุผลหนึ่งคือ นักลงทุนบางรายอาจไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่ถูกล็อกตายตัวหากค่าเช่าในอนาคตปรับตัวขึ้น การล็อก Yield ไว้ตั้งแต่ต้นอาจกลายเป็นข้อจำกัดสิ่งที่ลูกค้าบางส่วนต้องการจึงอาจไม่ใช่ “ผลตอบแทนที่แน่นอน”
แต่เป็น คนช่วยบริหารสินทรัพย์ให้สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดตามสภาพตลาดเป็นการเปลี่ยนมุมมองจาก “ขาย Yield” มาเป็น “ขายระบบบริหารการลงทุน”
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ Product น่าสนใจเพียงใด ปัญหาใหญ่ของตลาดคอนโดไทยก็ยังคงอยู่นั่นคือ “กำลังซื้อ”โดยเฉพาะกลุ่มราคา 2 ล้านบาทต้น ๆ ซึ่งยังเผชิญกับปัญหาการขอสินเชื่อ
แอสเซทไวส์ ระบุว่า Rejection Rate อยู่ที่ประมาณ 30% แม้จะลดลงจากช่วงก่อนหน้า หลังบริษัทเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองลูกค้าก่อนรับจองสิ่งที่เปลี่ยนไปคือทีมขายไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ปิดการขาย”แต่ต้องประเมินรายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการกู้ตั้งแต่ต้นเพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคนี้ลูกค้าที่อยากซื้อ กับลูกค้าที่ซื้อได้จริง อาจเป็นคนละคนกันเมื่อเงินก้อนใหญ่คือกำแพง แอสเซทไวส์ จึงให้ ‘เวลา’ แทน
หนึ่งในเครื่องมือที่บริษัทนำมาใช้คือ Lease to Own ลูกค้าสามารถชำระเงินประมาณ 50% ก่อน และแบ่งชำระส่วนที่เหลือกับบริษัทภายในระยะเวลา 3 ปี
โมเดลนี้มีความน่าสนใจโดยเฉพาะกับลูกค้าต่างชาติที่ต้องการซื้อคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ แต่ไม่ต้องการหรือไม่สามารถจ่ายเงินก้อนทั้งหมดในครั้งเดียวส่วนลูกค้าไทย มีโปรแกรม “ชีวิตดี๊ดี” ที่ทำร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์เปิดทางให้ลูกค้าที่วันนี้ยังไม่พร้อมกู้ สามารถเข้าอยู่อาศัยและสร้างวินัยทางการเงินก่อน จากนั้นจึงกลับเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี
พูดอีกแบบคือเมื่อ “สินเชื่อ” กลายเป็นคอขวด ผู้ประกอบการกำลังพยายามเพิ่ม “เวลา” เข้าไปเป็นตัวช่วย
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัว Business Unit อาจอยู่ที่ทิศทางถัดไปของ แอสเซทไวส์ ที่กำลังศึกษาแนวคิดการพัฒนาโครงการที่รองรับลูกค้าหลายช่วงวัย ตั้งแต่การอยู่อาศัย การทำธุรกิจ ไปจนถึงการรองรับสังคมสูงวัย
ลองจินตนาการว่า คนหนึ่งซื้อคอนโดตอนเริ่มทำงานเมื่อธุรกิจเติบโต เขาอาจซื้อ Unit เพิ่มเพื่อทำงานเมื่ออายุมากขึ้น ก็อาจย้ายไปยัง Unit ที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้สูงอายุทั้งหมดเกิดขึ้นภายในโครงการเดียวกัน หากโมเดลนี้เกิดขึ้นจริง คอนโดจะไม่ได้ถูกออกแบบตาม “ประเภทห้อง” เพียงอย่างเดียวแต่จะถูกออกแบบตาม ช่วงชีวิตของลูกค้า
ภาพใหญ่ของตลาดคอนโดในปี 2569 ยังไม่ได้ฟื้นแบบก้าวกระโดดแอสเซทไวส์ มองว่าตลาดอาจใกล้เคียงกับปี 2568 เพียงแต่ผู้ประกอบการจะระมัดระวังมากขึ้นแทนที่จะเปิดโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก บริษัทจะให้ความสำคัญกับทำเลที่มี Demand ชัดเจน และมีข้อมูลรองรับ
โดยเฉพาะตลาดราคา 2-3 ล้านบาท ซึ่งยังเป็น Segment ที่มีโอกาสเข้าถึงได้มากกว่าคำว่า Proof of Success จึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญถ้าทำเลหนึ่งขายได้ถ้ากลุ่มลูกค้าหนึ่งตอบรับถ้า Product หนึ่งพิสูจน์ตัวเองได้จึงค่อยขยายต่อ
นี่อาจเป็นวิธีคิดที่เหมาะกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ ความผิดพลาดมีต้นทุนสูงขึ้น
Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายแล้วประมาณ 60% จากทั้งหมด 813 ยูนิต ขณะที่ Business Unit จำนวน 116 ยูนิตก็มียอดขายใกล้เคียงกับยอดขายรวมบริษัทตั้งเป้าขายยูนิตที่เหลือประมาณ 40% ให้ได้ภายในปี 2570และเตรียมเปิด Soft Opening วันที่ 5-6 ก.ย. 2569
การเปิดอาคารจริงจึงมีความหมายมากกว่าการเปิดให้ลูกค้ามาดูห้องเพราะนี่คือช่วงเวลาที่ลูกค้าจะได้เห็นว่าBusiness Unit ที่ถูกออกแบบไว้บนกระดาษ สามารถทำงานในชีวิตจริงได้หรือไม่เพราะอนาคตของคอนโด อาจไม่ได้ขายแค่ ‘ที่อยู่’
Modiz Voyage ศรีนครินทร์ อาจเป็นเพียงการทดลองเล็ก ๆ ของ แอสเซทไวส์แต่โจทย์ที่ซ่อนอยู่มีขนาดใหญ่กว่านั้นเพราะในวันที่ตลาดคอนโดไม่สามารถพึ่งพาเพียง “ทำเลดี-ส่วนกลางสวย-ราคาถูก” ได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ 1 ห้องมีมูลค่ามากกว่าการเป็นที่อยู่อาศัย
การออกแบบโครงการให้รองรับหลายช่วงชีวิต อาจเป็นคำตอบสำหรับโจทย์ระยะยาวท้ายที่สุดแล้ว เกมอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่อาจไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครสร้างคอนโดได้น่าอยู่ที่สุดแต่อาจกลายเป็นว่าใครสร้างพื้นที่ที่ทำให้ลูกค้าใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างรายได้จากพื้นที่เดียวกันได้ดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ราชดำริกำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ “พื้นที่เดิม” ไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะทำเลทอง แต่กลายเป็นต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่สามารถต่อยอดสู่โครงการแห่งอนาคตได้
นี่คือโจทย์ที่บริษัท นันทวัน จำกัด หรือ “ไทยโอบายาชิ” นำมาใช้เป็นจุดตั้งต้นของ “O-MESH Ratchadamri” โครงการมิกซ์ยูสมูลค่าการก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่ราว 6 ไร่ บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ
โครงการประกอบด้วยสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก บนพื้นที่อาคารรวมกว่า 117,000 ตารางเมตร อาคารสูง 36 ชั้น หรือประมาณ 177 เมตร พร้อมโรงแรม 203 ห้อง ที่บริหารโดย Seibu Prince Hotels Worldwide และที่จอดรถราว 900 คัน โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2572
แต่สิ่งที่ทำให้ O-MESH น่าสนใจกว่าการเป็น “มิกซ์ยูส 8 พันล้านบาท” คือการวางโครงการให้เป็นทั้งพื้นที่ธุรกิจ โชว์เคสเทคโนโลยี และบทพิสูจน์ว่า “วิศวกรรม” สามารถกลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ได้อย่างไร
ไทยโอบายาชิไม่ได้มองราชดำริเป็นเพียงทำเล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ต้องการส่งต่อสู่อนาคต พรชัย สิทธิยากรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด ระบุว่า O-MESH Ratchadamri มีจุดเริ่มต้นจากความผูกพันของไทยโอบายาชิกับพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของบริษัทมายาวนานประมาณ 30 ปี และเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สะท้อนพัฒนาการขององค์กร
การนำพื้นที่เดิมกลับมาพัฒนาใหม่จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารขึ้นมาแทนที่ แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการบริหารพื้นที่เช่ามาต่อยอดสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านปรัชญา “แข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา” ซึ่งกำลังกลายเป็นทิศทางสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยับจากบทบาทผู้รับเหมาก่อสร้างไปสู่ผู้พัฒนาโครงการที่สามารถสร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
พิธีวางศิลาฤกษ์จึงถูกวางความหมายให้มากกว่าพิธีมงคล แต่เป็น “Milestone” ที่สะท้อนความพร้อมของโครงการทั้งด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และวิศวกรรม ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริง
เปลี่ยนวิธีคิดจาก “ก่อสร้างที่หน้างาน” สู่การเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดก่อนชิ้นส่วนเข้าสู่ไซต์ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ O-MESH คือการนำ LRV หรือ Left-Right-Vertical Technology มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับโครงสร้าง Steel Framing และ Reinforced Concrete
หัวใจของเทคโนโลยีอยู่ที่การเตรียมชิ้นส่วนต่างๆ ให้มีความพร้อมก่อนนำเข้ามาประกอบในพื้นที่ก่อสร้างจริง ช่วยให้กระบวนการทำงานมีความเป็นระบบมากขึ้น ทั้งในมิติของคุณภาพ ความแม่นยำ และการควบคุมระยะเวลา ในมุมธุรกิจ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เทคโนโลยีการก่อสร้าง” แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่
เพราะทุกวันที่ล่าช้า ทุกกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน และทุกความผิดพลาดในไซต์ ล้วนมีต้นทุนLRV จึงเข้ามาตอบโจทย์การลดกิจกรรมภายในหน้างาน ลดการพึ่งพาแรงงาน ลด Construction Waste รวมถึงลดฝุ่นและเสียงรบกวน ซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในย่านเมืองที่มีความหนาแน่นสูง
ทั้งหมดนี้ถูกวางอยู่ภายใต้แนวคิด “Art of Engineering for Tomorrow” ที่ต้องการยกระดับวิศวกรรมจากเบื้องหลังการก่อสร้าง ให้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ
ชื่อโครงการสะท้อนแนวคิดการนำอดีต ผู้คน เมือง และฟังก์ชันใหม่มาถักทอเป็นระบบเดียวกัน ชื่อ “O-MESH” ถูกออกแบบให้มีความหมายมากกว่าชื่อแบรนด์ตัวอักษร “O-” เชื่อมโยงกับ O-NES และ Obayashi สื่อถึงรากฐานและคุณค่าที่สั่งสมมา ขณะที่ “MESH” หมายถึงการประสานและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การผสมผสานสำนักงาน โรงแรม และค้าปลีก ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกันจึงเป็นเหตุผลที่ O-MESH ถูกวางให้เป็นมากกว่าอาคารมิกซ์ยูส แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ผู้ใช้อาคารแต่ละกลุ่มสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน

งานออกแบบไม่เพียงสร้างภาพจำ แต่ต้องเชื่อมโยงอัตลักษณ์ญี่ปุ่น ไทย และบริบทของราชดำริภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” โครงการนำ DNA ของ Obayashi มาถ่ายทอดผ่านงานฝีมือ ความประณีต และความแม่นยำ ผสมผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยอาคารสำนักงานหยิบแรงบันดาลใจจาก “งานจักสานไทยและญี่ปุ่น” มาตีความผ่าน Building Façade สร้างเปลือกอาคารที่สะท้อนแนวคิดการนำวัฒนธรรมสองฝั่งมาประสานกัน
ขณะที่โรงแรมเลือกใช้แนวคิด “Garden in the Sky” เชื่อมโยงอาคารสูงเข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของราชดำรินี่คือความพยายามที่จะไม่สร้างอาคารที่ “ตัดขาด” จากบริบทเดิม แต่ให้สถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์และเรื่องราวของย่าน
O-MESH วาง Sustainability และ ESG ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงเติมเข้ามาในช่วงท้ายของโครงการอีกหนึ่งแกนสำคัญของโครงการคือการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Green & Smart โดยนำแนวทางของ LEED และ WELL มาใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้านระบบอาคารมีทั้ง Smart Building, Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ขณะเดียวกัน แนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” ถูกนำมาเป็นโจทย์ด้านสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาภาพจำของราชดำริในฐานะย่านที่มีความร่มรื่น พร้อมเติมฟังก์ชันใหม่ให้สอดรับกับการเติบโตของเมือง
เมื่อสำนักงานและโรงแรมไม่ได้แยกส่วน แต่ถูกออกแบบให้สร้างประโยชน์ร่วมกัน
O-MESH วางรูปแบบการใช้งานผ่านแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” ซึ่งสะท้อนการออกแบบพื้นที่ให้สองฟังก์ชันสามารถสนับสนุนกันได้ สำนักงานเกรด A ทำหน้าที่รองรับผู้ใช้งานกลุ่มธุรกิจ ขณะที่โรงแรมเข้ามาเติมมิติของการพักอาศัย การเดินทาง และกิจกรรมทางธุรกิจ ส่วนพื้นที่ค้าปลีกช่วยสร้างความต่อเนื่องของการใช้งานตลอดทั้งวัน
โมเดลดังกล่าวสอดรับกับธรรมชาติของราชดำริ ซึ่งเป็นทั้งย่านสำนักงาน โรงแรม แหล่งชอปปิง และพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน ดังนั้น ความได้เปรียบของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียง “ทำเล” แต่เป็นการนำฟังก์ชันต่างๆ มาสร้าง Ecosystem ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้พื้นที่
ความร่วมมือครั้งนี้ขยับจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจสู่การร่วมสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่การพัฒนา O-MESH Ratchadamri ยังเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยโอบายาชิและ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ ที่พัฒนาไปอีกขั้น ทั้งสองฝ่ายต่อยอดจากความสัมพันธ์ในฐานะคู่ค้า สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรม โดยนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาประกอบกัน
ฝั่งเครือสหพัฒน์มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการ ขณะที่ไทยโอบายาชิมีฐานความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการ ความร่วมมือจึงครอบคลุมตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology
ในมุมยุทธศาสตร์ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยายบทบาทจาก “ผู้สร้าง” ไปสู่ “ผู้ร่วมสร้างมูลค่า” ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ไม่ได้สร้างเพียงอาคาร แต่ต้องการสร้างต้นแบบและองค์ความรู้สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ไทยโอบายาชิตั้งเป้าให้ O-MESH ทำหน้าที่เป็นทั้ง “Technology Showcase” และ “Knowledge Showcase” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีการก่อสร้างไปยังสถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
หากเป้าหมายนี้เกิดขึ้นได้จริง คุณค่าของโครงการอาจไม่ได้จบลงเมื่ออาคารเปิดให้บริการในปี 2572เพราะ O-MESH กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ทดลองจริงของแนวคิดที่เชื่อม “เทคโนโลยี–สถาปัตยกรรม–ความยั่งยืน–ธุรกิจ” เข้าด้วยกัน
เพราะการกลับมาของไทยโอบายาชิบนพื้นที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กร ไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารใหม่เพียงหลังหนึ่ง แต่คือการนำ “Legacy” จากอดีตมาผสานกับเทคโนโลยีของอนาคต เพื่อสร้างบทใหม่ให้กับราชดำริในวันที่เมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

บลูมเบิร์ก รายงานว่า จีนกำลังอัดฉีดเงินทุนหลายแสนล้านหยวนเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่สุด ในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเคลื่อนไหวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบการเงินและประคองการเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
สถาบันการเงินอย่างน้อย 8 แห่งกำลังระดมทุนใหม่รวม 360,000 ล้านหยวน (ประมาณ 53,600 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.8 ล้านล้านบาท) โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนมากกว่า 80% ตามรายงานจากเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์และรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัว
ธนาคารพาณิชย์รัฐวิสาหกิจชั้นนำของจีนมีเงินกองทุนสำรองที่เพียงพออยู่แล้ว แต่การที่รัฐบาลปักกิ่งผลักดันให้ปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นการเติบโตได้บั่นทอนความสามารถในการทำกำไร การอัดฉีดเงินทุนรอบใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ขยายความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ และเสริมสร้างเงินสำรองเพื่อรองรับหนี้เสียที่อาจเกิดขึ้น
กระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 300,000 ล้านหยวนเพื่อระดมทุนตามแผนงาน ดังกล่าวตามรายงานแยกต่างหากของสำนักข่าวซินหัว
ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันอาทิตย์ ธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China Ltd.) กำลังแสวงหาเงินทุนสูงสุด 160,000 ล้านหยวน ขณะที่ธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Industrial & Commercial Bank of China Ltd. หรือ ICBC) ตั้งเป้าระดมทุน 100,000 ล้านหยวนจากการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) โดยทั้งสองธนาคารระบุว่าจะนำเงินทุนทั้งหมดไปใช้ในการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น (Core Tier-1 Capital)
กระทรวงการคลังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีนมูลค่า 130,000 ล้านหยวน และซื้อหุ้นของ ICBC มูลค่า 70,000 ล้านหยวน ขณะที่ บริษัท ยาสูบแห่งชาติจีน (China National Tobacco Corp.) ก็เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่เข้าซื้อหุ้นของทั้งสองธนาคารเช่นกัน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดมูลค่า 15,000 ล้านหยวนของบริษัท พีเพิลส์ อินชัวรันส์ กรุ๊ป ออฟ ไชน่า (People’s Insurance Company (Group) of China Ltd.) รวมทั้งสนับสนุนเงินทุน 30,000 ล้านหยวนให้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน (Export–Import Bank of China), 35,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า ไลฟ์ อินชัวรันส์ (China Life Insurance), 7,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า ไท่ผิง อินชัวรันส์ กรุ๊ป (China Taiping Insurance Group), 3,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า รีอินชัวรันส์ กรุ๊ป (China Reinsurance (Group) Corp.) และ 10,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ประกันภัยการส่งออกและการเครดิตแห่งประเทศจีน (China Export & Credit Insurance Corp.)
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เฉลี่ยของภาคธนาคารร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งข้อจำกัดนี้บั่นทอนความสามารถของธนาคารในการสะสมเงินทุนผ่านกำไรสะสม ณ เดือนมิถุนายน ธนาคารจีนรายงานอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) เฉลี่ยที่ 15.26% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 10.72%
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การระดมทุนครั้งล่าสุดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่ออุดช่องว่างเงินทุนที่ขาดแคลนในทันที แต่มุ่งเน้นไปที่การเสริมศักยภาพให้ธนาคารรายใหญ่มีความสามารถมากขึ้นในการรองรับแรงกดดันและขยายงบการเงิน
ในรายงานการทำงานของรัฐบาลประจำปีนี้ จีนได้กำหนดแผนการที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษมูลค่า 300,000 ล้านหยวน เพื่อเพิ่มเงินกองทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์ของรัฐขนาดใหญ่ นอกจากนี้ รายงานยังรับปากว่าจะเพิ่มทรัพยากรในการรับมือกับความเสี่ยงทางการเงิน และระบุว่าเจ้าหน้าที่จะใช้หลากหลายช่องทางเพื่อส่งเสริมการเพิ่มเงินกองทุนในสถาบันการเงินต่างๆ
การระดมทุนรอบนี้เป็นการสานต่อโมเมนตัมจากช่วงปลายปี 2024 โดยในช่วงต้นปี 2025 ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China Ltd.) และธนาคารออมสินไปรษณีย์แห่งประเทศจีน (Postal Savings Bank of China Co.) เป็นหนึ่งในสี่ธนาคารที่ได้รับเงินอัดฉีดรวมกัน 69,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านการระดมทุนด้วยพันธบัตรรัฐบาล
การสร้างหลักประกันเสถียรภาพทางการเงินยังคงเป็นวาระสำคัญหลักของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่จีนกำลังรับมือกับการแข่งขันด้านการค้าและเทคโนโลยีที่ยืดเยื้อกับสหรัฐ รัฐบาลปักกิ่งได้พยายามอย่างหนักในการจำกัดความเสี่ยงที่เกิดจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาและหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูงขึ้น
“ICBC และ AgBank อาจเผชิญกับการปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS dilution) รายปีราว 3.5% และ 6.3% จากแผนการระดมทุนเพื่อเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 (core Tier 1 capital) ผ่านการออกหุ้นเพิ่มทุน A-share มูลค่า 100,000 ล้านหยวน และ 160,000 ล้านหยวน ตามลำดับ” สองนักวิเคราะห์ ฟรานซิส ชาน (Francis Chan) และ นิโคลัส อึ้ง (Nicholas Ng) กล่าว
ข้อมูลอย่างเป็นทางการบ่งชี้ว่า มาตรการ “ลดความเสี่ยง” เหล่านี้เริ่มเห็นผล โดยจำนวนสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูงในจีนลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุด โดยลดลงเหลือ 312 แห่ง ณ กลางปี 2025
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของจีนได้เพิ่มกระแสเรียกร้องให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ผู้นำของประเทศได้เสนอเพียงมาตรการย่อยค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ได้แสดงความเร่งด่วนที่จะออกมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้ โดยนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เพิ่งกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ “พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุ” เป้าหมายการเติบโตประจำปี ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายกำลังพิจารณาการอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อและความช่วยเหลือทางการเงินอื่นๆ ให้แก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028 (Volleyball Olympics 2028) ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 15-30 กรกฎาคม 2028
โดยครั้งนี้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการคัดเลือกหาทีมเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย โดยให้สิทธิ์ทีมที่เป็นแชมป์ทวีปได้สิทธิ์อัตโนมัติ 5 ทีม (ทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปเอเชีย, ทวีปแอฟริกา, ทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกาใต้)
ล่าสุดได้ทีมที่สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้าเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2028 เพิ่มอีก 2 ชาติ คือ อียิปต์ (แชมป์แอฟริกา) และ ตุรกี (แชมป์ยุโรป) ทำให้ถึงตอนนี้ได้แล้ว 5 ทีม ประกอบด้วย
นอกจากนี้ยังให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-3 ในศึกชิงแชมป์โลก 2027 บวกกับ ทีมที่มีอันดับโลกดีที่สุด (FIVB World Ranking) และยังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก อีก 3 ทีม รวมทั้งหมด 12 ทีม (รวม สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพ)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation (AF) กำลังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยประเทศไทยมีผู้เผชิญภาวะดังกล่าวมากกว่า 1.6 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกระบุว่า จำนวนผู้มีภาวะ AF อาจเพิ่มจากมากกว่า 16 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 72 ล้านคนภายในปี 2050
“AF เกิดจากหัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ ทำให้ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดลดลง และมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือด”
อาการมาเป็นช่วง ทำให้การตรวจครั้งเดียวอาจไม่พบ
ความท้าทายของ AF อยู่ที่อาการไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ป่วยบางรายอาจมีเพียงใจสั่น หัวใจเต้นรัวหรือสะดุด เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือแน่นหน้าอก ขณะที่บางรายแทบไม่มีอาการ
เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจในช่วงที่จังหวะหัวใจกลับมาเป็นปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG เพียงครั้งเดียวจึงอาจไม่พบความผิดปกติ แพทย์อาจต้องอาศัยการซักประวัติ ประเมินปัจจัยเสี่ยง และเลือกใช้เครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจ เช่น Holter Monitor หรือเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติ
นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เนื่องจากอาการเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ และเมื่อมาพบแพทย์จังหวะหัวใจอาจกลับมาเป็นปกติแล้ว การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาทั้งประวัติ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และเครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจที่เหมาะสม
จากการใช้ยา สู่การจี้หัวใจด้วยเทคโนโลยี
สำหรับแนวทางรักษา AF มีตั้งแต่การใช้ยาควบคุมอัตราหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ รวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามข้อบ่งชี้ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ไปจนถึงการทำหัตถการจี้หัวใจในผู้ป่วยที่เหมาะสม
การจี้หัวใจมีทั้ง Radiofrequency Ablation ซึ่งใช้พลังงานความร้อน และ Cryoablation ซึ่งใช้ความเย็นจัด ขณะที่ Pulsed Field Ablation หรือ PFA ใช้หลักการที่แตกต่างออกไป โดยส่งสนามไฟฟ้าพลังงานสูงในช่วงเวลาสั้นไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย ทำให้เกิดกระบวนการ electroporation และนำไปสู่การสลายตัวของเซลล์ที่ต้องการรักษา โดยไม่ได้ใช้ความร้อนหรือความเย็นเป็นกลไกหลัก
การใช้ PFA เพิ่มทางเลือก แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
“จุดที่ทำให้ PFA แตกต่างคือการตอบสนองต่อสนามไฟฟ้าของเนื้อเยื่อแต่ละชนิด ซึ่งเปิดโอกาสให้มุ่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อหัวใจเป้าหมาย และอาจลดผลกระทบต่อโครงสร้างใกล้เคียงบางส่วน เช่น หลอดอาหารและเส้นประสาทกะบังลม ซึ่งการเลือกใช้ PFA ยังคงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งชนิดของ AF อาการ โรคร่วม และประวัติการรักษา ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาแทนที่การประเมินทางการแพทย์”
นพ.สุวาณิช กล่าวว่า PFA เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ป่วย AF ที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ทีมพยาบาล บุคลากรในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และทีมดูแลผู้ป่วยหลังทำหัตถการ
ผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้น ต้องรับมือให้ตรงจุด
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสังคมสูงวัย กำลังทำให้ความต้องการบริการสุขภาพขยับจากการตรวจรักษาทั่วไปไปสู่การดูแลโรคเฉพาะทางมากขึ้น และภาวะ AF การรักษาจึงไม่ได้จบอยู่ที่การตรวจพบหรือการทำหัตถการ แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การประเมินและวินิจฉัย การติดตามจังหวะหัวใจ การเลือกแนวทางรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า การรับมือกับโรคหัวใจในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบวินิจฉัย บุคลากรเฉพาะทาง และกระบวนการดูแลต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้การรักษาสอดคล้องกับความเสี่ยงและสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

กรมการข้าวส่งเสริมเกษตรกรปรับวิถีทำนาสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชู 4 แนวทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิ พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวคาร์บอนต่ำ เป็นแนวทางการทำนายุคใหม่ที่มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อยกระดับศักยภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ชาวนาไทยควรเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวแบบเดิมให้เป็นข้าวคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเพิ่มภาระให้เกษตรกร แต่เป็นการปรับวิธีการผลิตให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากขึ้น โดยมุ่งลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร โดยแนวทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่
การจัดการฟางข้าวโดยไม่เผา การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืชและสภาพดิน และการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอนในคราวเดียว แต่สามารถค่อย ๆ ปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของแต่ละครัวเรือน โดยกรมการข้าวพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแปลงนาของตนเองได้อย่างมั่นใจ”
ปัจจุบันหลายประเทศและตลาดผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม ดังนั้นการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำจึงเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตข้าวของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว
ข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้ใช้ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเตรียมความพร้อมของข้าวไทยต่อการแข่งขันและเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ทำไมคนส่วนใหญ่นิยมซื้อเต้าหู้ตอนเช้า? เปิดเหตุผล พร้อมเคล็ดลับเลือกเต้าหู้สดใหม่ เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่น เลือกอย่างไรให้ได้ของดีจากตลาด
เต้าหู้เป็นวัตถุดิบคู่ครัวของหลายครอบครัว เพราะราคาไม่แพง ทำอาหารได้หลากหลาย ทั้งต้ม ผัด ทอด ตุ๋น หรือใส่ในเมนูสุขภาพต่าง ๆ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ช่วงเวลาที่เลือกซื้อเต้าหู้ก็มีผลต่อความสดและคุณภาพของเต้าหู้
คนที่ไปตลาดเป็นประจำมักเลือกซื้อเต้าหู้ในช่วงเช้า เพราะมีโอกาสได้เต้าหู้ที่เพิ่งผลิตใหม่ เนื้อสัมผัสดี กลิ่นหอม และยังคงรสชาติจากถั่วเหลืองได้มากกว่า
โดยทั่วไป เต้าหู้เป็นอาหารสดที่มักผลิตและนำมาจำหน่ายภายในวันนั้น การไปตลาดช่วงเช้าจึงเพิ่มโอกาสที่จะได้เต้าหู้จากรอบผลิตใหม่ ซึ่งมักมีความนุ่ม สด และมีรสชาติของถั่วเหลืองที่ชัดเจน
เต้าหู้สดมักมีลักษณะผิวเรียบเนียน สีขาวนวลอมเหลืองเล็กน้อย เนื้อสัมผัสนุ่มแต่ไม่เละ เมื่อปรุงอาหารจะยังคงรูปทรงได้ดีและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของถั่วเหลือง
ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ตลาดสดเริ่มนำวัตถุดิบใหม่มาวางขาย ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสเลือกเต้าหู้ที่มีคุณภาพมากกว่า ทั้งในเรื่องของขนาด ความสด และความสมบูรณ์ของชิ้นเต้าหู้
หากไปซื้อช่วงสายหรือช่วงเย็น เต้าหู้บางส่วนอาจถูกเลือกซื้อไปแล้ว เหลือเพียงสินค้าที่วางไว้นานกว่า ซึ่งอาจมีความสดลดลงตามระยะเวลาเก็บรักษา
เต้าหู้ที่สดใหม่จะสามารถดูได้ง่ายจากสี กลิ่น และลักษณะของเนื้อสัมผัส ผู้ซื้อสามารถเลือกเปรียบเทียบหลายชิ้น เพื่อหาเต้าหู้ที่มีผิวสวย เนื้อแน่น และไม่มีความผิดปกติ
เต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลืองโดยทั่วไปมักมีสีขาวนวลหรือออกเหลืองอ่อนเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องมีสีขาวจัด หากพบว่าเต้าหู้ขาวผิดปกติ ควรพิจารณาร่วมกับกลิ่นและลักษณะเนื้อเต้าหู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
เต้าหู้สดควรมีผิวสัมผัสเรียบ มีความชุ่มชื้นเล็กน้อย แต่ไม่ควรมีลักษณะลื่นเหนียวหรือมีเมือก หากเต้าหู้แห้ง แตก มีรอยเสียรูป หรือมีลักษณะผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเก็บไว้นานเกินไป
เต้าหู้ใหม่มักมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติจากถั่วเหลือง แต่หากมีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหมัก กลิ่นเหม็น หรือกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเต้าหู้เริ่มเสื่อมหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสม
เมื่อลองสัมผัสเบา ๆ เต้าหู้คุณภาพดีควรมีความนุ่ม แต่ยังจับตัวเป็นก้อน ไม่แข็งกระด้างหรือเหนียวผิดธรรมชาติ หากจับแล้วแตกง่ายเกินไป หรือแข็งผิดปกติ ควรเลือกชิ้นอื่นแทน
แม้เต้าหู้สดจะมีความชื้นตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรมีชั้นเมือกเหนียวบนผิว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของอาหาร
นอกจากเลือกซื้อช่วงเช้าแล้ว ควรเลือกซื้อจากร้านที่มีลูกค้าประจำ มีการเก็บรักษาสะอาด และมีการหมุนเวียนสินค้าอยู่เสมอ เพราะเต้าหู้เป็นอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง จึงเสียได้ง่ายหากเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม
เมื่อซื้อกลับมาแล้ว ควรนำไปประกอบอาหารโดยเร็วที่สุด หากยังไม่ใช้ทันที ควรเก็บในภาชนะสะอาดและแช่เย็น พร้อมตรวจสอบกลิ่น สี และลักษณะของเต้าหู้อีกครั้งก่อนนำมาปรุงอาหาร
การซื้อเต้าหู้ในช่วงเช้าช่วยเพิ่มโอกาสได้เต้าหู้ที่สดใหม่ มีตัวเลือกมากกว่า และเลือกคุณภาพได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสังเกตลักษณะของเต้าหู้ ทั้งสี กลิ่น ผิวสัมผัส และความสดก่อนซื้อ
เพียงใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ ก็สามารถเลือกเต้าหู้นุ่ม อร่อย และเหมาะสำหรับนำไปทำเมนูโปรดให้คนในครอบครัวได้ง่ายขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,450.00 | 68,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,425.00 | 67,083.00 | 69,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,982.50 | 60,374.70 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,540.00 | 53,666.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,991.25 | 30,187.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,548.75 | 23,479.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,585.49 | 69,516.03 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า