
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมาเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2565 เรื่องโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอ
โดยสาระสำคัญคือจากที่ สกพอ.ได้ดำเนินการขับเคลื่อน โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) บริเวณตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุด คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงขอบเขตพื้นที่โครงการจากเดิมประมาณ 14,619 ไร่ ปรับเป็นพื้นที่ใหม่ประมาณ 14,586 ไร่
ทั้งนี้ สกพอ.ว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบขอบเขตพื้นที่โครงการในครั้งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ โดยได้มีการดำเนินการผ่านขั้นตอนต่างๆได้แก่
1.) การจัดสรรแปลงที่ดินให้เอื้อต่อกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำ โดยปรับรูปแปลงที่ดินให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ในการออกแบบ วางผังอาคาร และรองรับการขยายพื้นที่ในอนาคต
2.) เน้นการพัฒนาแบบกระจุกตัว โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่พัฒนาจากแนวยาว (Linear Development) มาเป็นกลุ่มกระจุกตัว เพื่อสร้างความคุ้มค่า ช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง (CAPEX) และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและบำรุงรักษา (O&M) ของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่
3.) การใช้ประโยชน์โครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับโครงข่ายเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ยังคงสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมให้การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งและระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยงกันได้อย่างสะดวกและกระชับมากขึ้น
4.) การพัฒนาพื้นที่ตอบโจทย์การรองรับกลุ่ม Bio-Circular-Green (BCG) ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ส่งเสริมให้มีการลงทุนใน EECiti ที่เน้นนวัตกรรมพลังงานสะอาด และส่งเสริมเป้าหมายสังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ โครงการเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EEC ถูกวางเป้าหมายให้เป็นเมืองธุรกิจคู่ขนานกับกรุงเทพมหานคร และมุ่งสู่การเป็น 1 ใน 10 เมืองอัจฉริยะน่าอยู่ของโลกภายในปี พ.ศ. 2580 โดยมีตัวเลขคาดการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่
1.) การลงทุนเมกะโปรเจกต์ 1.34 ล้านล้านบาท โดยคำนวณจากมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งโครงการตลอดระยะเวลา 10 ปี แบ่งเป็นสัดส่วนการลงทุนเน้นภาคเอกชน 87.5% การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) 9.7% และการลงทุนจากภาครัฐ 2.8%
โดยในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคอัจฉริยะส่วนกลางรวม 10 ระบบในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (PPP) เช่น พลังงานสะอาด, ประปา, บำบัดน้ำเสีย, ขยะ, ดิจิทัล, คมนาคมขนส่ง ฯลฯ) รวมวงเงินลงทุนในส่วนนี้ประมาณ 72,042 ล้านบาท เพื่อให้ EECiti มีความพร้อมในการรองรับการลงทุนของภาคธุรกิจ และการอยู่อาศัยของประชาชน
2.) การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า EECiti จะช่วยสร้างมูลค่า GDP ให้กับประเทศไทยรวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ภายในช่วง 10 ปีของการพัฒนาโครงการ
และ 3.) รองรับประชากรและการจ้างงาน โดย EECiti ได้มีการออกแบบและวางผังรองรับประชากรได้สูงสุด 350,000 คน และคาดว่าจะเกิดการสร้างงานทางตรงมากกว่า 200,000 ตำแหน่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เจาะ 5 สัญญาณจากผลสำรวจ SCB EIC Real Estate Survey 2569 เมื่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจ ราคาบ้านสูง และสินเชื่อเข้ม ผู้บริโภคหันลดงบฯ ชะลอซื้อ ดัน “มือสอง-เช่า” ขึ้นแท่นทางเลือกสำคัญ ขณะที่ตลาดปี 2569 มีโอกาสทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย แต่การฟื้นตัวระยะกลางยังต้องใช้เวลา
ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเดินเข้าสู่ช่วง “ฟื้นตัว” แบบจำกัดเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มศักยภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ภาระค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัยที่อยู่ในระดับสูง และมาตรฐานสินเชื่อที่ยังเข้มงวด ผลสำรวจ SCB EIC Real Estate Survey 2569 สะท้อนภาพชัดว่า ผู้บริโภคยังไม่พร้อมกลับเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง และมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจและประเมินความพร้อมทางการเงิน
แม้ในระยะสั้นตลาดยังมีแรงหนุนจากฐานที่ต่ำ การเร่งโอนก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง และการทำโปรโมชั่นของผู้ประกอบการ แต่ภาพระยะกลางถึงยาวยังไม่สดใสนัก โดย SCB EIC ประเมินตลาดปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวหรือขยายตัวเพียงเล็กน้อย และการฟื้นตัวอาจยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า
เจาะลึกผลสำรวจ พบ 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมการของตลาดที่อยู่อาศัยไทย
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ดันผู้บริโภค “เลื่อนบ้านในฝัน” รอความพร้อมทั้งเงินและเศรษฐกิจ สัญญาณแรกและสำคัญที่สุด คือ “ความต้องการซื้อ” ที่ยังไม่ฟื้น โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้บริโภคที่ ไม่มีแผนซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 56% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และสูงสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่มีการสำรวจ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้กระทบเพียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่กำลังลามขึ้นมาถึงกลุ่มกำลังซื้อระดับบน โดยสัดส่วนผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 100,000 บาทที่ชะลอการซื้อก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับผู้ที่ยังมีแผนซื้อ ส่วนใหญ่เลือก “ซื้อในอีก 3-5 ปีข้างหน้า” มากกว่าการเร่งตัดสินใจภายในปีนี้ สะท้อนพฤติกรรมแบบ Wait and See เพื่อรอประเมินทั้งภาวะเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีแรงประคองในระยะสั้นจากฐานที่ต่ำ รวมถึงการเร่งโอนที่อยู่อาศัยก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ขณะที่ตลาดมือสองมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ดังนั้น แม้ปี 2569 ตลาดอาจไม่ถึงขั้นหดตัวรุนแรง แต่การฟื้นตัวที่เห็นยังเป็นลักษณะ “ประคองตัว” มากกว่าการกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตเต็มกำลัง
สินเชื่อเข้ม-กลัวถูกปฏิเสธ ดึงกำลังซื้อระดับกลาง-ล่างออกจากตลาด ขณะความกังวลเรื่องผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น แม้ผู้บริโภคบางส่วนจะมีความต้องการซื้อ แต่ “ความสามารถในการกู้” กลายเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญ
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่มีความกังวลมากและค่อนข้างกังวลว่าจะถูกปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางลงมา หรือไม่เกิน 5 ล้านบาท
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังอยู่ในระดับเข้มงวด ท่ามกลางยอดคงค้างหนี้เสียของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
แม้ปัจจุบันผู้กู้ส่วนใหญ่ยังสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่ “ความกังวลต่อการผ่อนในอนาคต” กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนความระมัดระวังของครัวเรือนต่อรายได้และภาระทางการเงินในระยะข้างหน้าโจทย์ของตลาดจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “คนอยากซื้อบ้านหรือไม่” แต่กำลังกลายเป็นคำถามว่า “คนที่อยากซื้อ สามารถกู้ผ่านหรือไม่”
Real demand ยังอยู่ แต่ต้อง “ลดสเปก-ลดราคา” ขณะที่บ้านหลังที่สองและซื้อปล่อยเช่าถูกเลื่อนออกไป อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนกำลังซื้ออย่างชัดเจน คือ การขยับลงของงบประมาณซื้อที่อยู่อาศัย ผลสำรวจพบว่า ความต้องการส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่กลุ่มที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเผชิญความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูง
การลดงบประมาณดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคต้องการบ้านราคาถูกลงเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการ “ปรับความฝันให้เข้ากับกำลังซื้อ” หลังต้องเผชิญทั้งเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่และราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความต้องการซื้อส่วนใหญ่ยังเป็นReal demandหรือซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะบ้านหลังแรก ขณะที่การซื้อบ้านหลังที่สองขึ้นไป รวมถึงการซื้อเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า มีสัดส่วนลดลงหมายความว่า ในช่วงที่กำลังซื้อถูกจำกัด ผู้บริโภคจะเลือก “ความจำเป็น” ก่อน “การลงทุน” อย่างชัดเจน
ราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ดันมือสองได้รับความสนใจเพิ่มทุกประเภท-ทุกระดับราคา เมื่อราคาบ้านมือหนึ่งยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การขอสินเชื่อทำได้ยากขึ้น “ตลาดมือสอง” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ซื้อให้ความสนใจมากขึ้น
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าใน ทุกประเภทที่อยู่อาศัยและทุกระดับราคาโดยมีปัจจัยหลักจากราคาที่ต่ำกว่าที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง
กลุ่มที่โดดเด่นคือ “ทาวน์เฮาส์มือสอง” โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองที่ยังสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองได้สะดวก เนื่องจากระดับราคาสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าทาวน์เฮาส์มือหนึ่งในทำเลเดียวกันขณะเดียวกัน ฝั่งอุปทานมือสองก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
ทั้งคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงบ้านเดี่ยวในต่างจังหวัด ที่น่าสนใจคือ เจ้าของที่อยู่อาศัยในปัจจุบันราว 1 ใน 3 มีแผนขายบ้านภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยเหตุผลสำคัญมาจากต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล และเปลี่ยนไปถือเงินสดหรือลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น
ภาพนี้ทำให้ตลาดมือสองไม่ได้มีเพียง “ดีมานด์” ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมี “ซัพพลาย” รอเข้าสู่ตลาดมากขึ้นด้วย และอาจกลายเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป
ทำให้เช่ายังเป็นทางเลือก แต่ภาระค่าใช้จ่ายผลักบางส่วนกลับไปอยู่กับครอบครัว แม้ตลาดเช่าจะเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ไม่สามารถซื้อบ้านได้ แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังทำให้ตลาดเช่าเองต้องเผชิญแรงต้าน
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่กำลังเช่าที่อยู่อาศัยลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องจากช่วง 2 ปีก่อน โดยการลดลงมาจากกลุ่มผู้เช่าที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเองเป็นหลัก
ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากการ “เลิกเช่าแล้วกลับไปอยู่กับครอบครัว” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่อีกส่วนเปลี่ยนจากการเช่าไปสู่การซื้อ หลังผู้ประกอบการทยอยจัดโปรโมชั่นระบายสต๊อกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักของการเลือกเช่ายังคงเป็นเรื่อง “งบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการซื้อ”และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เช่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
ตลาดเช่าจึงมีลักษณะสองด้าน ด้านหนึ่งยังเป็นทางเลือกที่จำเป็นสำหรับผู้ซื้อที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ แต่อีกด้านหนึ่ง ค่าเช่าที่ปรับขึ้นในบางทำเล โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองและเส้นทางคมนาคมที่สะดวก กำลังกลายเป็นภารสู่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและปริมณฑลซึ่งมีค่าเช่าต่ำกว่า เพื่อแลกกับการรักษาสภาพคล่องของครตัวได้มากนักในระยะสั้น มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า
ในระยะกลางถึงยาว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์บนสมมติฐานว่า “โครงการใหม่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันสูงหรือมีหน่วยเหลือขายสะสมจำนวนมาก พร้อมเพียงพอ ระยะสั้นถือเป็นช่วงที่มีโอกาสในการตัดสินใจ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ยังมีผลไปถึงช่วงกลางปี 2570 เป็นอย่างน้อย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและโปรโมชั่นด้านราคาของผู้ประกอบการทางการเงิน
การเช่าหรือเช่าซื้อยังเป็นทางเลือกในการรักษาสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังโน้มปรับขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองหรือเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ผู้เช่าอาจจำเป็นต้องขยับออกไปยังกรุ
SCB EIC Real Estate Survey 2569 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงตลาดที่3 ล้านบาท จากมือหนึ่งสู่มือสอง จากการซื้อเพื่อการลงทุนสู่การซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และจากการเชเล็กน้อย” มากกว่าการฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ปี 2570 ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญใหม่
ผู้เช่าบางส่วนจึงอาจต้องขยับออกจากกรุงเทพฯ ชั้นใน ไปสู่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและปริมณฑล ซึ่งมีค่าเช่าต่ำกว่า เพื่อแลกกับการรักษาสภาพคล่องของครัวเรือน
SCB EIC ชี้ผู้ประกอบการต้องระวังเกมลงทุน ขณะที่ผู้ซื้อที่พร้อมทางการเงินมีจังหวะเลือกมากขึ้น จากทั้ง 5 สัญญาณ SCB EIC ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนักในระยะสั้น และมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในระยะกลางถึงยาว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์บนสมมติฐานว่า “กำลังซื้อยังมีจำกัด”
ผู้ประกอบการควรพิจารณาการเปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันสูงหรือมีหน่วยเหลือขายสะสมจำนวนมาก พร้อมเร่งบริหารสินค้าคงเหลือ
การพัฒนาโครงการใหม่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าต่อราคา” มากขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมทางการเงินจำกัด และรับมือกับการแข่งขันจากตลาดมือสองซึ่งมีราคาต่ำกว่า
สำหรับผู้ที่มีความต้องการซื้อและมีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ ระยะสั้นถือเป็นช่วงที่มีโอกาสในการตัดสินใจ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท แรงหนุนมาจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนฯ สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ยังมีผลไปถึงช่วงกลางปี 2570 เป็นอย่างน้อย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและโปรโมชั่นด้านราคาของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อควรเปิดทางเลือกไปยังตลาดมือสองด้วย เพราะอุปทานที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มทางเลือกและจำกัดแรงกดดันด้านราคา
ส่วนผู้ที่มีความต้องการซื้อแต่ยังไม่พร้อมทางการเงิน การเช่าหรือเช่าซื้อยังเป็นทางเลือกในการรักษาสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
แต่ต้องจับตาค่าเช่าในทำเลศักยภาพที่มีแนวโน้มปรับขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองหรือเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ผู้เช่าอาจจำเป็นต้องขยับออกไปยังกรุงเทพฯ ชั้นนอกหรือปริมณฑล เพื่อแลกกับค่าเช่าที่เหมาะสมกับรายได้มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 11 ก.ย.69 ร่วง 11.98 จุด หรือ 0.74% อยู่ที่ 1,603.09 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,274.22 ล้านบาท

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยเปิดเช้านี้ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังนักลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวังมากขึ้น
ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดมาจากทิศทางเงินเฟ้อ หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่จะประกาศในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ก่อนการประชุมในสัปดาห์หน้า
ด้านตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้ปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ลดลงราว 2.6% ขณะที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นลดลงประมาณ 2.7% สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลต่อ Bond Yield และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,600 จุด โดยกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารมีโอกาสเข้ามาช่วยพยุงตลาดได้บางส่วน ขณะที่หุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ DELTA เผชิญแรงขายกดดันตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก
“ตลาดยังมีความผันผวนสูงจากการรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตลาดยังต้องติดตามถ้อยแถลงและสัญญาณจากการประชุม Fed ในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด”
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง แนะนำเน้นหุ้นกลุ่มปลอดภัย หรือ Defensive โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ได้แก่ BH และ BDMS หลังราคาหุ้นปรับตัวได้ดีในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาลยังได้รับปัจจัยหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสนับสนุนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ และทำให้กลุ่มดังกล่าวมีความน่าสนใจในภาวะที่ตลาดโดยรวมยังเผชิญความผันผวน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 37 ซึ่งทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมาเป็นรายการ แบดมินตัน ไชน่า มาสเตอร์ส 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 750 ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน
ล่าสุด จากการประกาศอันดับคะแนนใหม่ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) สัปดาห์ที่ 37 เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมาปรากฏว่า “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 โลก ด้วยการมี 74,606 คะแนน จากผลงานทะลุเข้าถึงรอบ 16 คนสุดท้าย
ขณะที่ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ หล่นไปอยู่อันดับ 9 ของโลก ส่วน “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี ยังคงยึดอันดับ 19 ของโลก ได้เหมือนเดิม
1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 121,287 คะแนน
2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 103,989 คะแนน
3. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 102,576 คะแนน
4. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 86,651คะแนน
5. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 74,606 คะแนน
6. ฮั่น หยู (จีน) 72,488 คะแนน
7. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 72,023 คะแนน
8. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 71,456 คะแนน
9. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 69,027 คะแนน
10. โนโซมิ โอกุฮาระ (ญี่ปุ่น) 64,160 คะแนน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
19. พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ (ไทย) 50,018 คะแนน
23. บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) 47,407 คะแนน
25. ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) 46,672 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คนวัยทำงาน กว่า 27 % ‘ฝืนไปทำงาน’ แม้มีปัญหาสุขภาพจิต “เร่งโค้ชกลุ่มเสี่ยง” ในสถานประกอบการทั่วไทย ช่วยฟื้นสุขภาพจิตดีขึ้น 99.98% ปรับพฤติกรรมเสี่ยงทางกายดีขึ้น 91.96% สุขภาพการเงินดี 70%
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่10 ก.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Advisor : HHA) ภายใต้แนวคิด “Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations” “เชื่อมพลังคน สร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งอนาคต”
โดยมีผู้บริหาร บุคลากรกรมสุขภาพจิต เครือข่ายสถานประกอบการ องค์กรและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิตจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 150 คน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนการดำเนินงาน และยกระดับขีดความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงานในสถานประกอบกิจการและองค์กรทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ
นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานกว่า 38.66 ล้านคน ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ และปัญหาสุขภาพจิต
กรมสุขภาพจิตได้ร่วมกับสสส.พัฒนา Holistic Health Advisor (HHA) ขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรภายในองค์กรให้ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด ดูแลใจ” ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรอง และเชื่อมโยงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถขยายเครือข่ายสถานประกอบกิจการและองค์กรได้ถึง 222 แห่ง และดูแลประชาชนวัยทำงานรวมแล้วกว่า 1.2 ล้านคน
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสนับสนุนการสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า กลุ่มโรคด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะสูงถึง 13% ของความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด อีกทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ ในปี 2565 WHO ระบุว่าภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไป 12,000 ล้านวัน
สำหรับสถานการณ์ในไทย ข้อมูลการประเมินตนเองในระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 พบประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปี เผชิญกับความเครียดในระดับสูง กว่า 11% โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานตอนต้น อายุ 20-29 ปี สูงถึง 28% ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS พบคนวัยทำงานฝืนไปทำงาน (Presenteeism) แม้มีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 27%
“การดูแลเชิงรุกพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตในสถานประกอบการหรือองค์กร จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่บั่นทอนสุขภาพ รวมทั้งศักยภาพขององค์กรในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”นพ.พงศ์เทพกล่าว
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. กำหนดให้ประเด็นสุขภาพจิตเป็น 1 ใน 7 เป้าหมายยุทธศาสตร์การทำงาน สอดคล้องกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติฉบับที่ 1 มุ่งเน้นการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ก่อนที่จะเจ็บป่วย โดยดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ การส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต พร้อมร่วมกับกรมสุขภาพจิตและภาคีเครือข่ายพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คัดกรองภาวะซึมเศร้า “DMind” และเว็บแอปพลิเคชัน “ต่อ-เติม-ใจ” เพื่อดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นและเชื่อมระบบส่งต่อการรักษา
สสส. ได้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร HHA ทดลองรูปแบบในสถานประกอบการ พัฒนาวิทยากรและโค้ชเพื่ออบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตองค์รวมให้แก่สถานประกอบการ ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบันประกอบการ 222 แห่ง มีผู้เข้าร่วม 358,560 คน
“พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98% ที่เหลือได้รับการส่งต่อและอยู่ระหว่างการรักษา ส่วนกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน ได้รับความรู้เรื่องสุขภาวะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการดูแลช่วยเหลือ 70%” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การเลือก คำกล่าวต้อนรับ ภาษาอังกฤษ ควรพิจารณาจากบริบท สถานที่ และระดับความเป็นทางการ เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจและเป็นกันเองมากที่สุด
เหมาะสำหรับร้านกาแฟ, คาเฟ่, ร้านปลีก (Retail), หรืองานอีเวนต์ที่เป็นกันเอง
(ยินดีต้อนรับสู่ [ชื่อร้าน/บริษัท] ครับ/ค่ะ)
(สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีต้อนรับ)
(พวกเราดีใจมากที่คุณมาที่นี่)
(ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมเราในวันนี้นะครับ/คะ)
เหมาะสำหรับโรงแรมระดับ 4-5 ดาว, การประชุมระดับองค์กร, หรือการต้อนรับลูกค้าระดับ VIP
(อรุณสวัสดิ์/สวัสดีตอนบ่าย ยินดีต้อนรับสู่ [ชื่อโรงแรม/บริษัท] ครับ/ค่ะ)
(เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคุณครับ/ค่ะ)
(พวกเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ดูแลคุณในฐานะแขกของเรา)
(ในนามของทีมงาน ฉันขอต้อนรับคุณครับ/ค่ะ)
หลังจากกล่าวทักทายเรียบร้อยแล้ว สเตปต่อไปคือการแสดงความกระตือรือร้นและบอกลูกค้าว่าเรา พร้อมให้บริการ ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าพวกเขาสามารถขอความช่วยเหลือจากเราได้ตลอดเวลา
(วันนี้มีอะไรให้ฉันช่วยเหลือไหมครับ/คะ? – สุภาพมาก นิยมใช้ในโรงแรม)
(มีอะไรให้ฉันช่วยไหมครับ/คะ? – ใช้ได้ทั่วไป)
(มีสิ่งใดที่ฉันสามารถทำให้คุณได้บ้างครับ/คะ?)
(พวกเราพร้อมให้บริการคุณครับ/ค่ะ)
(ฉันพร้อมช่วยเหลือคุณในทุกสิ่งที่คุณต้องการครับ/ค่ะ)
(หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม แจ้งได้ตลอดเลยนะครับ/คะ)
(ทีมงานและตัวฉันพร้อมให้บริการคุณอย่างเต็มที่ครับ/ค่ะ – สุภาพและเป็นทางการมาก)
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเพื่อพิสูจน์ว่าสามารถทำให้เทคโนโลยีนิวเคลียร์มีขนาดเล็กลงได้ ไปสู่การแข่งขันว่าใครจะสามารถทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ด้านการเงิน ผ่านการอนุมัติด้านกฎระเบียบ และนำไปใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่การรวมตัว
ความเคลื่อนไหวของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์เปลี่ยนแปลงเร็ว ปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนการจองพื้นที่ การทำข้อตกลงด้านซัพพลายจากภาครัฐ และข้อผูกพันในการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ไตรมาสแทนที่จะเป็นหลายทศวรรษ ผู้ซื้อที่เดินหน้าเป็นกลุ่มแรกไม่ใช่บริษัทสาธารณูปโภค แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยี หน่วยงานด้านกลาโหม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าซึ่งพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้
เบื้องหลังการประกาศโครงการต่าง ๆ นั่นคือกำลังการผลิตของโรงงานที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับการผลิตชิ้นส่วนกำลังถูกจองล่วงหน้าหลายปีก่อนที่จะได้รับอนุมัติด้านกฎระเบียบ และคิวการผลิตกำลังรวมตัวอยู่รอบแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติจำนวนไม่มาก องค์กรที่ยังมอง SMR เป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ กำลังเจรจาแข่งขันกับคู่สัญญาที่มอง SMR เป็นคำถามด้านการจัดซื้อจัดจ้างในระยะใกล้ ความไม่สมดุลนี้กำลังกลายเป็นลักษณะสำคัญของตลาด
ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์
ตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 11.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2033
ตลาดขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 9.2% ระหว่างปี 2026-2033 จากมูลค่าเริ่มต้น 6.3 พันล้านดอลลาร์
ความต้องการจากศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีรายใหญ่กลายเป็นกลุ่มผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความต้องการรุนแรงที่สุด
ต้นทุนที่สูงเกินคาดของโครงการแรก หรือ FOAK ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการนำไปใช้เชิงพาณิชย์
โมดูลที่ผลิตจากโรงงานและสามารถขนส่งได้กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์ของโครงการเมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบดั้งเดิม
การประสานกฎระเบียบระหว่างประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา กำลังช่วยลดระยะเวลาการออกใบอนุญาตอย่างมีนัยสำคัญ
การจัดหาเชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง หรือ HALEU สำหรับแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดนี้ เป็นคอขวดที่ถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมากที่สุด
เปลี่ยนจากการตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีไปสู่ระดับอุตสาหกรรม
ฝ่ายวิจัยจาก Market Minds Advisory รายงานว่า ประเด็น SMR เปลี่ยนจากการตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีไปสู่การดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรม และบริษัทที่จะล็อกกำลังการผลิตและการจัดหาเชื้อเพลิงได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จะเป็นผู้กำหนดเส้นต้นทุนสำหรับการใช้งานในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า ผู้ที่เข้ามาช้าจะต้องแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบอย่างเป็นโครงสร้างเมื่อเทียบกับเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัจจุบัน
กำลังการผลิตกำลังถูกจองเป็นการส่วนตัวจากโรงงานที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับการผลิตภาชนะรับความดันและชิ้นส่วนภายในเครื่องปฏิกรณ์ SMR มีอยู่ทั่วโลกในจำนวนจำกัด การจองกำลังผลิตสำหรับการส่งมอบในช่วงต้นทศวรรษ 2030 กำลังปิดลงแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศต่อสาธารณะเสียอีก
การจัดหาเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยจำกัด โดยกำลังการผลิต HALEU ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโรงงานเพียงไม่กี่แห่ง แบบเครื่องปฏิกรณ์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดนี้กำลังแข่งขันกันเพื่อจัดสรรปริมาณเชื้อเพลิง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าโครงการใดจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้
แนวทางด้านกฎระเบียบกำลังแยกออกเป็นหลายทิศทาง เนื่องจากประเทศที่เดินหน้าไปสู่การยอมรับร่วมกันด้านการรับรองแบบเครื่องปฏิกรณ์ กำลังดึงดูดเงินทุนและโครงการเข้าสู่ประเทศเหล่านั้น ช่องว่างระหว่างประเทศที่มีระบบออกใบอนุญาตแบบเร่งรัดกับประเทศที่ใช้กระบวนการแบบเดิมกำลังกว้างขึ้นในทุกไตรมาส
โครงสร้างผู้ซื้อกำลังการผลิต SMR แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากที่การคาดการณ์ซึ่งมีบริษัทสาธารณูปโภคเป็นผู้นำเคยคาดการณ์ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ผู้ใช้ความร้อนในภาคอุตสาหกรรม และการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม กำลังมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของความตั้งใจรับซื้อไฟฟ้าที่ประกาศออกมา
การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของโครงการ โดยผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center กำลังลงนามในข้อผูกพันซื้อไฟฟ้าที่มีคุณภาพด้านเครดิต ซึ่งเปลี่ยนแปลงสมการด้านการจัดหาเงินทุน สัญญาเหล่านี้ช่วยให้โครงการแรก หรือ FOAK สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งการรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้
การลดคาร์บอนจากความร้อนในภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดไปสู่การจัดซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการเคมี เหล็ก และการกลั่น กำลังประเมิน SMR ในฐานะทางเลือกที่น่าเชื่อถือเพียงทางเดียวสำหรับการจัดหาความร้อนอุณหภูมิสูงในระดับขนาดใหญ่ กิจกรรมขอข้อเสนอ หรือ RFP เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มอุตสาหกรรมของยุโรปและอเมริกาเหนือ
ข้อผูกพันจากภาครัฐกำลังกลับเข้าสู่ตลาด เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศกำลังให้หลักประกันด้านการจัดซื้อโดยตรงหรือเข้าร่วมถือหุ้น เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างด้านเงินทุนของโครงการแรก หรือ FOAK ซึ่งเคยทำให้การใช้งาน SMR ชะงักในรอบก่อน
รายงานทางวิจัยระบุว่า โครงการ SMR ที่ประกาศส่วนใหญ่จะไม่สามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2032 จำนวนโครงการที่อยู่ในแผนการประกาศมีมากกว่าศักยภาพที่เป็นจริงของกำลังการผลิตโรงงาน แรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และเชื้อเพลิง HALEU อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การระบุว่าโครงการใดมีห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับการจัดหาไว้แล้ว จึงกลายเป็นคำถามเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญกว่าการนับจำนวนบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU
เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก หรือ Microreactor จะเข้าสู่เชิงพาณิชย์ก่อน SMR ขนาดกลางในแง่ของรายได้ การใช้งานในเหมืองนอกระบบไฟฟ้า การใช้งานด้านกลาโหม และอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล มีความเต็มใจจ่ายสูงกว่าและมีความซับซ้อนด้านกฎระเบียบต่ำกว่า มุมมองแบบเดิมที่ว่าเศรษฐศาสตร์จากขนาดเอื้อประโยชน์ต่อหน่วยขนาดใหญ่กว่า ประเมินต่ำเกินไปว่าความเร็วในการนำไปใช้งานมีความสำคัญเพียงใด
เทคโนโลยี 2-3 กลุ่มจะครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่ไม่สมดุลภายในปี 2030 เงินทุนกำลังรวมตัวอยู่รอบแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติจำนวนแคบลงกว่าความหลากหลายของโครงการในปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็น ผู้พัฒนาที่อยู่ในช่วงท้ายของการแข่งขันแต่ยังไม่มีพันธมิตรด้านการผลิตที่ได้รับการจัดหาไว้ จะเผชิญกับข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่เงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้
การเปลี่ยนจากการก่อสร้างแบบประกอบขึ้น ณ สถานที่ก่อสร้าง ไปสู่โมดูลที่ผลิตจากโรงงาน กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเสี่ยงที่ในอดีตเป็นปัจจัยลงโทษโครงการนิวเคลียร์ ความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุนเงินลงทุน ความแน่นอนของกำหนดการ และเส้นการเรียนรู้จากการผลิตแบบต่อเนื่อง กำลังสร้างตรรกะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิม บริษัทที่สามารถจัดหากำลังการผลิตจากโรงงานได้ กำลังวางตำแหน่งเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในแต่ละหน่วยที่ส่งมอบ
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระดับที่การก่อสร้างพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถรองรับได้ทันตามกรอบเวลาของผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ SMR มีคุณสมบัติทั้งการผลิตไฟฟ้าพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การติดตั้งในพื้นที่หลังมิเตอร์ และคุณสมบัติด้านพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การจัดซื้อของผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างแม่นยำ กลุ่มผู้ซื้อประเภทนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในการคาดการณ์อย่างจริงจังในปี 2022 แต่ปัจจุบันกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์ของโครงการแรก
การจัดหา HALEU การผลิต และการจัดการปลายทางของเชื้อเพลิง กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่แยกออกจากการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ ผู้เล่นที่มีสถานะการจัดหาเชื้อเพลิงแบบบูรณาการในแนวดิ่ง หรือมีความสัมพันธ์ด้านการจัดหาเชื้อเพลิงกับภาครัฐ กำลังได้รับผลตอบแทนในระดับพิเศษ ลูกค้าเต็มใจจ่ายส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเพื่อความแน่นอนด้านการจัดหาเชื้อเพลิง เนื่องจากมีผู้จัดหาที่ผ่านคุณสมบัติทั่วโลกในจำนวนจำกัด วงจรเชื้อเพลิงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงประเด็นด้านการดำเนินงาน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดความสามารถของโครงการในการได้รับเงินทุน
โรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังปลดระวางและพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมมีข้อได้เปรียบด้านการเชื่อมต่อระบบส่งไฟฟ้า สิทธิในการใช้น้ำ และการยอมรับของชุมชน ซึ่งโครงการในพื้นที่ใหม่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว การแข่งขันเพื่อรักษาพื้นที่เดิมที่มีศักยภาพกำลังดำเนินไปอย่างมาก และจำนวนพื้นที่ที่เหมาะสมมีจำกัด การควบคุมพื้นที่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าโครงการใดมีความสามารถในการดำเนินการจริง
ผลการดำเนินงานด้านต้นทุนของโครงการแรก โดยโครงการแรกยังเผชิญกับความเสี่ยงจากงบประมาณและกำหนดการที่เกินเป้าหมาย ซึ่งอาจกระทบความน่าเชื่อถือของภาคอุตสาหกรรม หากโครงการแรก ๆ มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าที่คาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ
การกระจุกตัวของการจัดหา HALEU กำลังการเพิ่มสมรรถนะที่จำกัดสร้างจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียวสำหรับแบบเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงที่พึ่งพาเชื้อเพลิงประเภทนี้
ความไม่สมดุลของความเร็วด้านกฎระเบียบ โดยประเทศที่มีขั้นตอนการออกใบอนุญาตช้ากว่าเสี่ยงสูญเสียเงินทุนของโครงการ ผู้จัดหาที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และแรงงานที่มีทักษะให้แก่ภูมิภาคคู่แข่งที่เคลื่อนตัวเร็วกว่าในระยะกลาง
การยอมรับของสาธารณชนที่อาจกลับทิศ หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่โรงงานนิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งทั่วโลก อาจทำให้การสนับสนุนทางการเมืองลดลงและชะลอกระบวนการอนุญาตในหลายประเทศพร้อมกัน
การขาดแคลนแรงงานและบุคลากรทักษะสูง บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการก่อสร้างและการดำเนินงานด้านนิวเคลียร์มีจำนวนจำกัด ขณะที่การพัฒนากำลังคนยังไม่ทันกับจำนวนโครงการที่ประกาศ
ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียนที่มีระบบกักเก็บ ต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจของ SMR ในการใช้งานกับระบบไฟฟ้าบางประเภทแคบลง
เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนการปรับตัวให้สอดคล้องกับระเบียบโลกใหม่ด้านพลังงาน SMR ถือเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่ช่วยแก้ไขข้อจำกัดเรื่องความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลจากกลุ่ม AI Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า
การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จะถูกแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก โดยระยะที่หนึ่งซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2569-2580 จะเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตที่ 300 เมกะวัตต์ ก่อนจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในระยะที่สองระหว่างปี 2581-2593 ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 8,700 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2593 ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รวมทั้งสิ้น 9,000 เมกะวัตต์ กระจายการก่อสร้างโรงไฟฟ้าออกไปยัง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยไทยยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมด้านนโยบาย กฎระเบียบ และเทคโนโลยี ต้องใช้เวลาเตรียมการยาวนานกว่า 10 ปีตามเกณฑ์ของ IAEA
ดังนั้น หากไทยเดินหน้าตามเป้าหมายดังกล่าว การเลือกเทคโนโลยีอาจไม่ใช่โจทย์เดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของผู้ผลิตชิ้นส่วน เชื้อเพลิง ห่วงโซ่อุปทาน เงินทุน และระยะเวลาการออกใบอนุญาต ซึ่งเป็นปัจจัยที่งานวิจัยมองว่าจะเป็นตัวกำหนดว่าโครงการ SMR ใดจะสามารถเกิดขึ้นจริง
เมษายน 2026 NuScale Power Corporation เดินหน้าการพัฒนาด้านวิศวกรรมสำหรับรูปแบบโรงไฟฟ้า VOYGR โดยประสานงานกับพันธมิตรด้านสาธารณูปโภค ซึ่งตั้งเป้าหมายการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายทศวรรษ
กุมภาพันธ์ 2026 X-energy เดินหน้ากิจกรรมการพัฒนาแบบเครื่องปฏิกรณ์อุณหภูมิสูง Xe-100 โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านการรับซื้อจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังมุ่งเน้นการใช้งานด้านความร้อนสำหรับกระบวนการผลิต
มีนาคม 2026 Rolls-Royce เดินหน้าการพัฒนาแบบ SMR ของสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง ผ่านหมุดหมายสำคัญของกระบวนการประเมินแบบทั่วไปกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ของประเทศ
มกราคม 2026 Oklo ขยายโครงการเชิงพาณิชย์และข้อตกลงกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ากิจกรรมสำรวจและประเมินพื้นที่สำหรับการติดตั้งโรงไฟฟ้า Aurora
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

เมื่อเปิดตู้เครื่องเทศ หลายคนอาจสะดุดตากับสีสันหลากหลายของวัตถุดิบเหล่านี้ แต่เบื้องหลังสีสวย ๆ ไม่ได้มีเพียงกลิ่นหอมและรสชาติเท่านั้น เพราะเครื่องเทศหลายชนิดยังอุดมไปด้วยสารประกอบจากพืช สารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม รวมถึง สุขภาพตับ ด้วย
ตับเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่ช่วยเปลี่ยนแปลงสารอาหาร ผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน ไปจนถึงช่วยกำจัดและประมวลผลสารต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ตับก็สามารถได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและภาวะสุขภาพต่าง ๆ โดยหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยคือ โรคไขมันพอกตับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสะสมไขมันในเซลล์ตับ
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจึงแนะนำว่า การเพิ่มเครื่องเทศบางชนิดในมื้ออาหาร อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มสารอาหารจากพืช โดยมีเครื่องเทศที่น่าสนใจดังนี้
ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสีเหลืองสดและคุณสมบัติด้านการต้านการอักเสบ โดยสารสำคัญที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ เคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานขมิ้นชันหรือเคอร์คูมินในรูปแบบอาหารเสริม อาจช่วยปรับปรุงค่าการทำงานของเอนไซม์ตับ เช่น AST และ ALT ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ประเมินสุขภาพของตับ
อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้สารสกัดหรือปริมาณที่เข้มข้นกว่าปริมาณขมิ้นชันที่ใช้ปรุงอาหารทั่วไป จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการใช้ขมิ้นชันเพียงเล็กน้อยในอาหารจะให้ผลเหมือนกัน
สำหรับการรับประทานในชีวิตประจำวัน สามารถเพิ่มขมิ้นชันในเมนูต่าง ๆ เช่น ข้าว แกง น้ำหมักเนื้อสัตว์ ซุป หรือเครื่องดื่มอย่างนมขมิ้น
อบเชยเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมทั้งในขนม เครื่องดื่ม และอาหารคาว โดยมีสารประกอบจากพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ
นักโภชนาการระบุว่า สุขภาพตับมีความเชื่อมโยงกับระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลิน
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานอบเชยในรูปแบบอาหารเสริมอาจมีส่วนช่วยปรับปรุงค่าเอนไซม์ตับบางชนิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีเบาหวานชนิดที่ 2
สามารถเพิ่มอบเชยในอาหารง่าย ๆ เช่น โรยบนข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต สมูทตี กาแฟ หรือใช้เพิ่มกลิ่นหอมในเมนูอบและอาหารตุ๋น
ขิงเป็นสมุนไพรที่มีเอกลักษณ์ด้วยรสเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยมีสารออกฤทธิ์สำคัญ เช่น จินเจอรอล (Gingerol) และ โชกาออล (Shogaol)
สารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย โดยงานวิจัยบางส่วนพบว่า ขิงอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตับในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ
นอกจากนี้ ขิงยังอาจมีส่วนช่วยเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพตับ
สามารถใช้ขิงสดในอาหาร เช่น ซุป เมนูผัด สลัด น้ำจิ้ม หรือชงเป็นชาขิงเพื่อดื่มได้
หญ้าฝรั่นถือเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีราคาสูงที่สุดในโลก ผลิตจากส่วนยอดเกสรสีแดงของดอก Crocus sativus
หญ้าฝรั่นมีสารประกอบจากพืช เช่น โครซิน (Crocin) และ โครเซติน (Crocetin) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ
งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การรับประทานหญ้าฝรั่นในรูปแบบอาหารเสริมอาจช่วยปรับค่าการทำงานของเอนไซม์ตับ เช่น ALT และ AST ได้ในระดับหนึ่ง
แม้ใช้เพียงเล็กน้อย แต่หญ้าฝรั่นสามารถเพิ่มสี กลิ่น และรสชาติให้อาหารได้ดี เช่น ข้าว ซุป อาหารทะเล เมนูไก่ หรือเครื่องดื่มนมอุ่น
แม้กระเทียมจะจัดเป็นผักมากกว่าเครื่องเทศ แต่ถูกใช้ในลักษณะเดียวกับเครื่องปรุงรสเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้อาหารหลากหลายประเภท
กระเทียมมีสารประกอบกำมะถัน ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ความเครียดจากอนุมูลอิสระ และระบบเผาผลาญของร่างกาย
งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานกระเทียมในรูปแบบอาหารเสริม อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตับ เช่น ช่วยปรับปรุงค่าเอนไซม์ตับ และลดปริมาณไขมันสะสมในตับ
กระเทียมสามารถเพิ่มในอาหารได้ง่าย ทั้งแบบสดหรือผ่านความร้อน เช่น เมนูผัด อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักอบ และอาหารประเภทถั่ว
ขมิ้นชัน อบเชย ขิง หญ้าฝรั่น และกระเทียม เป็นวัตถุดิบที่มีสารประกอบจากพืช ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม รวมถึงการดูแลสุขภาพตับ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากยังศึกษาจากสารสกัดหรือปริมาณเข้มข้นในรูปแบบอาหารเสริม ไม่ใช่ปริมาณเล็กน้อยจากการปรุงอาหารทั่วไป ดังนั้นเครื่องเทศเหล่านี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารที่สมดุล ไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,550.00 | 67,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,367.00 | 66,203.72 | 68,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,930.30 | 59,583.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,493.60 | 52,962.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,965.15 | 29,791.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,528.45 | 23,171.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,525.39 | 68,604.91 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

จากวันที่พนักงานต้องมี “โต๊ะประจำ” สู่วันที่คนส่วนใหญ่เลือกเข้าออฟฟิศเท่าที่จำเป็น กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของตลาดสำนักงาน เมื่อโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่ให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ “ทุกตารางเมตรมีคุณค่ามากที่สุด” และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดสำนักงานไทยสู่ยุค “Premium Pivot”
อายุธพร บูรณะกุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์พื้นที่สำนักงานและการบริหารโครงการ บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า หากย้อนไปก่อนปี 2563 การมีสำนักงานขนาดใหญ่ในทำเลดี เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จขององค์กร
แต่หลังจากนั้นภาพเปลี่ยนไป! วิกฤติโควิด-19 ทำให้บริษัททั่วโลกได้ทดลองสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ นั่นคือ การให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้จาก “Work from Office” กลายเป็น “Hybrid Work” และเมื่อพนักงานค้นพบว่า งานจำนวนมากไม่จำเป็นต้องทำจากโต๊ะประจำ ออฟฟิศจึงเริ่มถูกตั้งคำถามว่า ถ้าพนักงานไม่ได้เข้าทุกวัน แล้วเรายังต้องมีพื้นที่เท่าเดิมหรือไม่?
คำถามนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ
โดยตลอดช่วงปี 2563-2569 มีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาด ตั้งแต่ Hybrid Work การเปลี่ยนผ่านของแรงงานจาก Gen X สู่ Gen Y การเกิดขึ้นของ Generative AI วิกฤติสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงแรงกดดันด้าน ESG และ Net Zero ขณะเดียวกัน การเปิดตัวอาคารสำนักงานอย่าง Park Silom และ One Bangkok ก็ยกระดับมาตรฐานใหม่ของคำว่า “สำนักงาน” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Flight to Quality ใช้พื้นที่สำนักงานที่เหลืออยู่ดีขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Premium Pivot”
อายุธพร ระบุว่า Premium Pivot ไม่ได้หมายความว่า ทุกบริษัทต้องย้ายไปอยู่ในอาคารที่แพงที่สุด แต่หมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิดว่า สำนักงานไม่ควรถูกมองเป็นเพียง Fixed Cost อีกต่อไป เนื่องจากสำนักงานยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ People ดึงดูดและรักษาคนเก่ง Business เพิ่ม Productivity และความคล่องตัวของธุรกิจ Sustainability สนับสนุน ESG และเป้าหมาย Net Zero
จากการศึกษาของไนท์แฟรงค์ อ้างอิงการใช้งานพื้นที่สำนักงานกว่า 57,000 ตารางเมตร สัมภาษณ์ผู้บริหารกว่า 55 คน เวิร์กช็อปร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน 382 คน และแบบสำรวจพนักงานในกรุงเทพฯ 3,174 คน สะท้อนภาพเดียวกันว่าโจทย์ของสำนักงานยุคใหม่ ไม่ใช่ “มีพื้นที่เท่าไร” แต่คือ “พื้นที่ถูกใช้เพื่ออะไร” เป็นเหตุผลที่แนวคิด Activity-Based Workplace หรือ ABW กำลังเข้ามาแทนที่การวางพื้นที่แบบ Headcount-Based
“จากเดิมที่คิดว่ามีพนักงาน 1,000 คน ก็ต้องมีโต๊ะ 1,000 ตัว กำลังเปลี่ยนเป็นพนักงาน 1,000 คน ต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง และแต่ละกิจกรรมต้องใช้พื้นที่แบบไหน”
ตัวเลข Desk Utilization ในกรุงเทพฯ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจนโต๊ะทำงานของพนักงานมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง 35% และช่วงที่มีการใช้งานสูงสุดอยู่ที่ 55%ขณะที่ห้องทำงานผู้บริหารแบบปิด มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง17%และสูงสุด 34%เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2020 ซึ่งโต๊ะพนักงานมีอัตราการใช้งานเฉลี่ย 39% และสูงสุด 67% ยิ่งเห็นได้ชัดว่า Hybrid Work ไม่ใช่แค่พฤติกรรมชั่วคราวในช่วงโควิด แต่กำลังเปลี่ยนวิธีใช้สำนักงานอย่างถาวร
“ที่น่าสนใจ พนักงานกรุงเทพฯ 57% มองว่าโต๊ะทำงานส่วนตัวไม่จำเป็นหากองค์กรเดินหน้าสู่ Agile Working ขณะที่ 43% มองว่าโต๊ะประจำมีความจำเป็น เมื่อแยกตามเจเนอเรชันก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง”

Gen X และ Gen Y ส่วนใหญ่เปิดรับความยืดหยุ่นมากกว่า Gen Z ให้คุณค่ากับโต๊ะทำงานประจำมากกว่า เพราะคนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพยังต้องการ “จุดยึด” สำหรับการเรียนรู้ การโค้ชชิง และการสร้างความสัมพันธ์กับคนในองค์กร ดังนั้น ออฟฟิศแห่งอนาคตจึงไม่ใช่การบอกว่า “ทุกคนไม่ต้องมีโต๊ะ”แต่คือการออกแบบให้แต่ละคนมีพื้นที่ที่เหมาะกับสิ่งที่กำลังทำ
หนึ่งในความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดของสำนักงานยุคใหม่ คือ “ห้องประชุม” หลายองค์กรรู้สึกว่าห้องประชุมไม่เคยพอ เพราะช่วงเวลายอดนิยมมักถูกจองเต็มแต่เมื่อดูข้อมูลการใช้งานจริง ห้องประชุมกลับมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง 36% ช่วงพีกอยู่ที่ 72% ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ห้องไม่พอ” แต่อยู่ที่ห้องที่มีอยู่ไม่ตรงกับพฤติกรรมของคน
“กว่า 50.98% เป็นการประชุมขนาดเล็ก 2-4 คน อีก13.62% ใช้งานคนเดียว เช่น ประชุมออนไลน์หรือ Virtual Call ส่วนห้องประชุมขนาดใหญ่สำหรับ 9 คนขึ้นไป ใช้งานเพียง 9.27% ห้องสำหรับ 25 คนขึ้นไปมีสัดส่วนเพียง 1.44%”
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ “ห้องประชุมใหญ่” แต่ต้องการ “พื้นที่ที่เหมาะกับงาน” ดังนั้น การลดห้องประชุมขนาดใหญ่ แล้วเปลี่ยนเป็น Huddle Room, Meeting Pod, Phone Booth หรือ Focus Area อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่านี่คือแนวคิด Value over Volume ไม่ใช่การมีพื้นที่มากที่สุดแต่คือการทำให้พื้นที่ทุกตารางเมตรตอบโจทย์ที่สุด
อีกตัวเลขที่สะท้อนความย้อนแย้งของโลกการทำงานยุคใหม่คือในปี 2568 พนักงานกรุงเทพฯ 97% ต้องการทำงานแบบ Hybrid มีเพียง 3% ที่ต้องการเข้าสำนักงานทุกวันแต่ไม่ได้หมายความว่าออฟฟิศกำลังจะหายไป ตรงกันข้าม ออฟฟิศกำลังเปลี่ยนบทบาทจากสถานที่ที่ใช้ “นั่งทำงาน” เป็นสถานที่สำหรับการทำงานร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กร แก้ปัญหา และสร้างความสัมพันธ์
เพราะเหตุผลหลักที่คนยังอยากเข้าสำนักงาน คือการลดอุปสรรคของการทำงานระยะไกล
อีกส่วนหนึ่งต้องการสร้างความสัมพันธ์ในทีมและช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ออฟฟิศในอนาคตจึงอาจไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนต้องมาแต่เป็นสถานที่ที่คนอยากมา เมื่อการมาที่ออฟฟิศสร้างคุณค่ามากกว่าการอยู่บ้าน
โจทย์ของสำนักงานยุคใหม่ไม่ได้จบที่โต๊ะ เก้าอี้ และห้องประชุม สิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “Energy Recovery & Well-being” ตั้งแต่ห้องพัก ห้องงีบ เก้าอี้นวด ฟิตเนส ห้องอาบน้ำ ไปจนถึงอาหารเพื่อสุขภาพ
ถัดมาคือพื้นที่ที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Co-working Space, Focus Area และ Phone Booth ตามด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร พื้นที่สีเขียว และสิ่งแวดล้อมที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิต
ในอนาคต พื้นที่สำนักงานอาจต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้ง Child-friendly, Pet-friendly และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของพนักงานเพราะเส้นแบ่งระหว่าง “สถานที่ทำงาน” กับ “คุณภาพชีวิต” กำลังลดลงเรื่อย ๆ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ได้แก่ 1.People ต้องออกแบบพื้นที่โดยยึด Employee Experience เป็นศูนย์กลาง 2.Place มีพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและส่งเสริม 3.Collaboration Technology มีระบบจองพื้นที่ เซนเซอร์ และ Workplace Data เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ถูกใช้งานจริงอย่างไร 4.Process รองรับ Work Anywhere และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น 5.Planet เชื่อมโยงกับ ESG, Energy Efficiency, Circular Economy และการลดคาร์บอนทั้งหมดนี้ทำให้ “สำนักงาน” กลายเป็นระบบนิเวศมากกว่าสถานที่
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เรื่องของอสังหาริมทรัพย์แต่คือการเปลี่ยนแปลง “วิธีทำงาน” องค์กรที่ยังวัดความคุ้มค่าของสำนักงานจากจำนวนโต๊ะหรือจำนวนตารางเมตร อาจกำลังใช้ตัวชี้วัดของโลกใบเก่าเพราะในโลกใหม่
“สำคัญกว่าคือพื้นที่นั้นช่วยให้คนเก่งขึ้นหรือไม่ ช่วยให้ธุรกิจเร็วขึ้นหรือไม่ และช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่การย้ายหรือปรับปรุงสำนักงานครั้งหนึ่งอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่ทำงาน แต่เป็นโอกาสในการออกแบบอนาคตขององค์กรใหม่ทั้งระบบ”
เพราะออฟฟิศที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ออฟฟิศที่มีพื้นที่มากที่สุด แต่อาจเป็นออฟฟิศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าถ้าจะมาทำงานวันนี้ มาที่นี่แล้วคุ้มกว่าอยู่ที่ไหน นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า Premium Pivot จากการลงทุนใน “พื้นที่” ไปสู่การลงทุนใน“คุณค่า”พื้นที่สร้างให้กับธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

“เซ็นทรัล บางนา” โครงการมิกซ์ยูสบนที่ดิน 50 ไร่ ครบองค์ประกอบทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และที่พักอาศัย อวดโฉม New Look เฟสแรก ในส่วนของศูนย์การค้า บนพื้นที่ GBA ขนาด 330,000 ตารางเมตร ชวนสายคอนเทนต์ปักหมุดเช็คอิน เซ็นทรัล บางนา สำรวจมุมมองใหม่ อัปเดทฟีด เก็บทุกดีเทล
เซ็นทรัล บางนา โฉมใหม่ ทำหน้าที่เสมือน “Living Gallery” หรือ แกลเลอรีขนาดใหญ่ที่มีชีวิต เรียบง่ายแต่โดดเด่น ถ่ายทอดงานออกแบบที่ผสานงานอาร์ต ฟีเจอร์ และองค์ประกอบดีไซน์ที่สะท้อนคาแรกเตอร์ไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นของย่านบางนา ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Place for all” พื้นที่ที่มากกว่าการใช้ชีวิต
เซ็นทรัล บางนา เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Transformation ครั้งใหญ่ของบิ๊กคอร์ป บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ซึ่งเดินหน้าพลิกโฉมโครงการศูนย์การค้าในโลเคชั่นสำคัญ หรือ Landmark Masterplans เพื่อตอบโจทย์ Affluent Demographic ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น ด้วย Magnet Destinations ใหม่ๆ ทั้ง Fashion, Food Hub, Family & Edutainment
ข้อมูล The 1 ระบุว่า เซ็นทรัล บางนา คือ Top 5 ของศูนย์การค้าที่มีลูกค้า “Wealthy Family” สูงกว่า 85% มี Spending Power ในแบรนด์ระดับลักชัวรี ที่สำคัญมี Loyalty! และกลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในระหว่างปรับโฉม สะท้อนศักยภาพในการคัดสรร Tenant Mix ใหม่ทั้งด้าน Food, Fashion และ Lifestyle
ในส่วนศูนย์การค้าโฉมใหม่กำหนดเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบภายในไตรมาส 4/2569 เตรียมพบกับแบรนด์ใหม่ๆ ทั้ง Food เช่น SUSHIRO, SOLSOT, YONNY, CRUMBS, NEO RAMEN แบรนด์ Fashion เช่น VICTORIA’S SECRET, BATH & BODY WORKS, DARKS, SUNNIES WORLD และครั้งแรกกับแบรนด์ “NO Brand” แบบ Stand Alone แห่งแรกในประเทศไทย

A Living Gallery of Experiences “ดีไซน์ใหม่ โดดเด่นทุกมุม”
เซ็นทรัล บางนา ถูกออกแบบเป็น Living Gallery ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ Façade ภายนอกศูนย์การค้าฯ ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรม จัดวางองค์ประกอบแบบ Repetition เพิ่มมิติใหม่ให้มุมมองภายนอก
โดยผิวสัมผัสได้แรงบันดาลใจจากหินทราเวอร์ทีน (Travertine Stone) เป็นหินธรรมชาติสุดคลาสสิก ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแรง และเรียบหรู ในช่วงกลางวันและกลางคืน Façade ภายนอกอาคาร จะมองเห็นสีสันและ Movement ที่แตกต่างกัน สร้างประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของ เซ็นทรัล บางนาที่โดดเด่น แต่ยังกลมกลืนกับบริบทในพื้นที่ย่านบางนา
Invitation to Experience : สร้างมุมมองใหม่ เปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นประสบการณ์
ภายในศูนย์การค้า จัดวาง Flow การเดินใหม่ สร้าง Customer Journey ที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นและโซนต่างๆ ให้เดินได้สะดวกและน่าสนใจ แต่ละชั้นออกแบบให้มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เปรียบเสมือนห้องจัดแสดงในแกลเลอรีที่มีเรื่องราวต่างกัน ตั้งแต่ชั้น B1 – ชั้น 6 ทำให้การเดินภายในศูนย์การค้าเป็นเหมือนการเดินชมงานนิทรรศการ เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่
โดยมีมุมไฮไลต์ อาทิ

Intersecting Escalators (บันไดเลื่อนที่วางตัดกัน) หนึ่งใน Signature Landmark ที่ยกระดับการดีไซน์ให้กลับมาโดดเด่นและพรีเมียม

Interactive Digital Art Gallery ขนาดใหญ่บริเวณโถงกลาง เปิดรับแสงธรรมชาติ เกิดมิติแสงเงาตลอดวัน

โดดเด่นด้วย “Water Feature” เพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับพื้นที่ บริเวณชั้น 4-5
งานออกแบบแต่ละโซน สะท้อนคาแรกเตอร์ อาทิ โซน Showcase รวมเสื้อผ้าแฟชั่น, โซน Techspace สินค้าไอที, โซนเครื่องประดับ และโซนอื่นๆ

โฉมใหม่ “เซ็นทรัล บางนา” Living Gallery แห่งกรุงเทพฯ ตะวันออก ยังเป็นรับมือการแข่งขันในสมรภูมิค้าปลีกทะเลแดงเดือดของย่านบางนาที่นับวันยิ่งร้อนระอุ ด้วยศักยภาพของทำเลยุทธศาสตร์ ก้าวสู่ย่านเศรษฐกิจใหม่ (New CBD) แห่งอนาคตที่มีการขยายตัวของเมือง การลงทุน และเศรษฐกิจ มีประชากรกำลังซื้อสูง เป็นเป้าหมายหลักของบรรดาบิ๊กเพลย์เยอร์ธุรกิจทุกๆ แขนง
ย่านบางนา กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ดาวโจนส์ร่วง 400 จุดเมื่อคืน ทำสถิติลดลง 3 วันติด ขณะบอนด์ยีลด์พุ่งและน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสงครามอิหร่าน สหรัฐทวีความรุนแรง และลุกลาม
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงในวันพุธ (9 ก.ย. 69) เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อนักลงทุน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ลดลง 405.41 จุด หรือ 0.77% ปิดที่ 52,380.66 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.48% ปิดที่ 7,636.36 จุด และ แนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ลดลง 0.64% ปิดที่ 26,253.34 จุด ทั้งสามดัชนีปรับลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน
ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นในวันพุธ หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าจะเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากขึ้นเป็นสามเท่า การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากประกาศของกระทรวงการคลังเมื่อเดือนที่แล้วที่ระบุว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอย่างน้อยเป็นสองเท่า
หลังการประกาศดังกล่าว ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นไปที่ 4.857% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 โดยก่อนหน้านี้ในวันอังคาร ยีลด์ได้ทะลุระดับ 4.8% ชั่วครู่ จากแรงกังวลเงินเฟ้อที่มากขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
แม้จะมีแผนซื้อคืนที่เพิ่มขึ้น แต่ยีลด์ก็ยังปรับขึ้น เพราะบางฝ่ายในตลาดวอลล์สตรีทคาดว่ากระทรวงการคลังภายใต้การนำของสก็อตต์ เบสเซนต์จะซื้อคืนมากกว่านี้ ปีเตอร์ บุควาร์ จาก The Boock Report ระบุว่าบางคนคิดว่าการซื้อคืนอาจสูงถึง 7,000 ล้านหรือ 8,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่หุ้นยังถูกกดดันในวันพุธ โธมัส มาร์ติน จาก Globalt Investments ชี้ว่าตลาดยัง “ทรงตัวได้” แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยเสริมว่าตลาดยังไม่เผชิญการปรับฐาน (correction) นับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
“เมื่อดูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น มันอยู่ในระดับสุดโต่ง ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้นก็อยู่ในระดับสุดโต่งเช่นกัน” เขากล่าว “สองสิ่งนี้ไม่ควรอยู่ร่วมกันได้นานนัก”
อีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนคือราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าการส่งพลังงานจากตะวันออกกลางอาจถูกรบกวนมากขึ้น ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ปิดบวก 3.36% ที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐ ปรับขึ้น 3.25% ปิดที่ 96.05 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมทั้งคู่
มาร์ตินยังกล่าวด้วยว่า หากราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล “ตลาดจะต้องหันมาสนใจอย่างแน่นอน”
การพุ่งขึ้นล่าสุดของราคาน้ำมันต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า ซึ่งกดดันดัชนีหลักทั้งสามในวันแรกของสัปดาห์การซื้อขายที่สั้นลงเพราะวันหยุด โดยเฉพาะดาวโจนส์ที่เผชิญวันที่แย่ที่สุดในรอบเกือบสามสัปดาห์
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางชายไทย” ทีมอันดับ 47 โลก จะลงสนามเกมแรก พบกับ ออสเตรเลีย ทีมอันดับ 42 โลก ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น. แฟนๆ สามารถชมแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29
สำหรับ แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 คู่นี้ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 แบบฟรีๆ ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น. หรือรับชมแบบทุกคู่ทาง MONOMAX แบบเป็นสมาชิกชำระเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คนยุคดิจิทัลเสี่ยง “ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอต่อเนื่อง “บำรุงราษฎร์” ระบุ พบความชุกเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก และสูงถึง 52.4% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พน้อมยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง” ด้วยแนวคิด Precision Diagnosis ค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี IDRA และ Precision Treatment ออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาผ่านคลินิกตาแห้งภายใต้ศูนย์จักษุ โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานระดับสากล
ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจาก Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และด้านการผ่าตัดต้อกระจก เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบประสบการณ์การรักษาที่เป็นเลิศ
พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์จักษุ และจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรจำนวนมากเผชิญปัญหาการมองเห็น และมากกว่า 50% ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาหรือมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและบั่นทอนคุณภาพชีวิต
โดยศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์และเทคโนโลยีในการรักษา ตั้งแต่การตรวจตาทั่วไปจนถึงเคสซับซ้อนและกรณีฉุกเฉินทางตา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม โดยมีห้องตรวจ 13 ห้อง พร้อมเทคโนโลยี เช่น OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา ORA System สำหรับช่วยวางแผนการผ่าตัด และ VERION Image Guided System เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดข้อผิดพลาดในการผ่าตัด
“ตาแห้ง” ไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ คนจ้องจอก็เสี่ยง
ขณะที่ ศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าคลินิกตาแห้ง และจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคตาแห้งพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะความถี่ในการกะพริบตาสามารถลดลงถึง 50–60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดีและน้ำตาระเหยเร็วขึ้น
อาการเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว
ทำความเข้าใจ “ตาแห้ง” ไม่ใช่เพราะ “น้ำตาน้อย”
นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า น้ำตาประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง และ ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ การวินิจฉัยจึงต้องประเมินทั้งระบบน้ำตา ผิวดวงตา เปลือกตา และการทำงานของต่อมน้ำมันร่วมกัน
อีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตาแห้งคือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตายังปกติ ซึ่งนอกจากการใช้หน้าจอนานแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์นาน การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา สภาพอากาศแห้ง แดดและลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s Disease) โรครูมาตอยด์(Rheumatoid Arthritis) และพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน
IDRA เจาะลึกระบบน้ำตา หา “ต้นเหตุ” ก่อนรักษา
นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในอดีตการตรวจตาแห้งมักพิจารณาปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอในการระบุสาเหตุ ปัจจุบัน เทคโนโลยี IDRA ช่วยวิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งคุณภาพชั้นน้ำมัน ภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา โดยเป็นการตรวจแบบไม่สัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการตาแห้งไม่มาก สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น พักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ หากพบว่าปัญหาเกิดจาก MGD การรักษาจะมุ่งฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy) ส่วนผู้ป่วยตาแห้งรุนแรงบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงตามข้อบ่งชี้ เช่น Autologous Serum Eye Drops หรือ Platelet-Rich Plasma (PRP)
อย่างไรก็ตาม โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบ Personalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนของพันธมิตรต่างชาติในธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งที่ผ่านมาได้สื่อสารต่อนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงในการประชุมผู้ถือหุ้นว่า การแสวงหา พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี เป็นหนึ่งในแนวทางที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจดังกล่าวในระยะยาว
เป้าหมายของการหาพันธมิตรครอบคลุมทั้งการเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ การเข้าถึงตลาด การพัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรองรับความท้าทายจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม ปตท. ย้ำว่า หากมีการแสวงหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะดำเนินการภายใต้โครงสร้างที่ ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอำนาจควบคุม ในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ปตท.
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือและประเมินโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพหลายราย แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับคู่เจรจารายใด
ทั้งนี้ การดำเนินการใด ๆ จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของธุรกิจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ รวมถึงต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติที่เกี่ยวข้อง
ปตท. ระบุอีกว่า หากมีความคืบหน้าที่มีสาระสำคัญ บริษัทจะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| FYI (For Your Information) | แจ้งไว้เพื่อทราบ (มักใช้ในอีเมลเพื่อส่งข้อมูลให้เฉยๆ ไม่ต้องตอบกลับ) |
| Update | แจ้งความคืบหน้าของงานให้ทีมหรือหัวหน้ารับทราบ |
| Discussion | การพูดคุย, การหารือเพื่อหาข้อสรุป |
| Meeting | การประชุม |
| Recap | สรุปประเด็นสำคัญที่คุยกันไปแล้ว เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน |
| Follow up | การติดตามงาน หรือตามความคืบหน้าจากผู้รับผิดชอบ |
| TBC (To Be Confirmed) | รอยืนยัน (เช่น รอยืนยันเวลา สถานที่ หรือข้อมูลที่แน่ชัด) |
| TBA (To Be Announced) | รอประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการ |
| Agenda | วาระการประชุม, หัวข้อหลักที่จะพูดคุยกันในห้องประชุม |
| CC (Carbon Copy) | สำเนาอีเมลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รับทราบข้อมูลด้วย |
| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| Brief | ข้อมูลรายละเอียด ขอบเขต และเป้าหมายเบื้องต้นของงาน |
| Draft | ฉบับร่าง (งาน ทิศทาง หรือเอกสารที่ยังทำไม่สมบูรณ์) |
| Task / Assignment | งานหรือภารกิจย่อยที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ |
| Timeline | กรอบเวลาหรือแผนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นจนจบ |
| Deadline | กำหนดส่งงานวันสุดท้าย ห้ามเลทกว่านี้ |
| Priority | ลำดับความสำคัญของงาน (งานไหนต้องทำก่อน-หลัง) |
| Feedback | ข้อเสนอแนะ, คำติชมจากลูกค้าหรือหัวหน้าเพื่อนำไปปรับปรุง |
| Pending | รอดำเนินการ, ค้างไว้ก่อน (อาจติดปัญหาบางอย่างทำให้ไปต่อไม่ได้) |
| Workflow | ขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ |
| Brainstorm | การระดมสมองออกไอเดียร่วมกันในทีม |
| คำศัพท์ / ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|
| Overview | ภาพรวมทั้งหมดของงานหรือโปรเจกต์แบบกว้างๆ |
| Analyze | การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาเจาะลึกหรือหาแนวทางแก้ไข |
| Customer / Client | ลูกค้า (Client มักใช้กับลูกค้าองค์กรหรือผู้ว่าจ้างโปรเจกต์) |
| Quote / Quotation | ใบเสนอราคา |
| Profit | กำไรจากการดำเนินธุรกิจ |
| Target / Goal | เป้าหมายที่ต้องการไปถึง |
| Objective | วัตถุประสงค์ของการทำงานหรือแคมเปญนั้นๆ |
| KPI (Key Performance Indicator) | ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน เพื่อดูว่าทำงานบรรลุเป้าหมายหรือไม่ |
| Invoice | ใบแจ้งหนี้ที่ส่งให้ลูกค้าเพื่อเรียกเก็บเงิน |
| Budget | งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับโปรเจกต์ |
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรักสุขภาพ แต่เนื่องจากมัทฉะทำจากใบชาเขียว จึงมีคาเฟอีนอยู่ด้วย สำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน ไม่ว่าจะเพราะดื่มแล้วใจสั่น นอนหลับยาก หรืออยากลดการได้รับคาเฟอีนในแต่ละวัน อาจลองเปลี่ยนมาดื่ม ชาใบหม่อน แทนในบางโอกาส
ใบหม่อนเป็นอีกหนึ่งพืชที่นำมาทำเป็นชาได้ โดยมีสารสำคัญที่น่าสนใจอย่าง 1-deoxynojirimycin (DNJ) รวมถึงสารกลุ่มโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์
อย่างไรก็ตาม ใบหม่อนไม่ได้มีสารเหมือนมัทฉะทั้งหมด จึงควรมองว่าเป็น ทางเลือกคนละแบบ มากกว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์เหมือนกันทุกด้าน
สิ่งแรกที่ควรรู้คือ ใบหม่อนกับมัทฉะมาจากพืชคนละชนิด
ความแตกต่างนี้ทำให้สารสำคัญที่ได้รับไม่เหมือนกัน
มัทฉะมีสารอย่าง คาเฟอีน คาเทชิน และ L-theanine ขณะที่ใบหม่อนมีสารที่น่าสนใจอย่าง DNJ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่นำมาศึกษาเกี่ยวกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตและระดับน้ำตาลหลังอาหาร
หนึ่งในสารที่ทำให้ใบหม่อนแตกต่างจากเครื่องดื่มชาเขียวทั่วไปคือ DNJ
สารชนิดนี้มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต เช่น α-glucosidase จึงมีการศึกษาว่าอาจช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลหลังรับประทานอาหารได้
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ใบหม่อนถูกนำมาศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับ การควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหาร
แต่ไม่ควรตีความว่า ดื่มชาใบหม่อนแล้วจะรักษาเบาหวานได้ เพราะชาใบหม่อนไม่สามารถใช้แทนยา หรือการควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์ได้
นี่คือจุดที่สามารถเชื่อมกับชื่อบทความได้โดยตรง
เนื่องจากใบหม่อนไม่ใช่ใบชาจาก Camellia sinensis จึงไม่ได้มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบมัทฉะ
ดังนั้น คนที่ต้องการลดคาเฟอีนอาจเลือก ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล เป็นเครื่องดื่มสลับกับมัทฉะได้
โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น การเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีนอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า
นอกจาก DNJ แล้ว ใบหม่อนยังมีสารประกอบจากพืชหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์
สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ใบหม่อนได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ
แต่ควรระวังการใช้คำว่า “ล้างสารพิษ” หรือ “ดีท็อกซ์ร่างกาย” เพราะเป็นคำที่กว้างและอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
สามารถทำเป็นตารางเปรียบเทียบสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
| เรื่องที่เปรียบเทียบ | ใบหม่อน | มัทฉะ |
|---|---|---|
| คาเฟอีน | ไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา | มีคาเฟอีน |
| สารเด่น | DNJ, โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์ | คาเทชิน, EGCG, L-theanine |
| จุดเด่น | เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน | ให้ทั้งคาเฟอีนและสารสำคัญจากชา |
| รสชาติ | หอมอ่อน ๆ ดื่มง่าย | กลิ่นและรสชาเขียวชัด มีความอูมามิ |
| ช่วงเวลาที่เหมาะ | สามารถเลือกดื่มช่วงเย็นได้ | ควรคำนึงถึงคาเฟอีน โดยเฉพาะช่วงใกล้เข้านอน |
เหมาะสำหรับการนำเสนอเป็นกลุ่มคน เช่น
คนที่อยากลดคาเฟอีน
จากที่เคยดื่มมัทฉะทุกวัน อาจสลับเป็นชาใบหม่อนในวันที่ไม่ต้องการคาเฟอีน
คนที่ดื่มเครื่องดื่มสีเขียวเพราะชอบรสชาติ
ชาใบหม่อนเป็นอีกตัวเลือกที่ให้ประสบการณ์แตกต่างจากชาเขียว
คนที่อยากลดเครื่องดื่มหวาน
เลือกชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาลแทนน้ำหวานหรือชานมได้
คนที่อยากดื่มเครื่องดื่มช่วงเย็น
หากต้องการหลีกเลี่ยงคาเฟอีน ชาใบหม่อนก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้บทความดูน่าเชื่อถือ
หากจุดประสงค์ของการดื่มมัทฉะคือ ต้องการคาเฟอีนเพื่อช่วยให้ตื่นตัว ใบหม่อนก็ไม่สามารถให้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันได้
ขณะเดียวกัน หากสนใจสารสำคัญเฉพาะของชาเขียว เช่น EGCG และ L-theanine การเปลี่ยนมาเป็นใบหม่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณเดียวกัน
ดังนั้น แนวคิดที่เหมาะที่สุดคือ “สลับดื่ม” มากกว่า “ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”
วิธีง่ายที่สุดคือชง ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล หรือเติมความหวานให้น้อยที่สุด
สิ่งที่ควรระวังคือเมนูสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีน้ำตาล นมข้น หรือไซรัปในปริมาณมาก หากเลือกดื่มเพราะต้องการดูแลสุขภาพ ก็ควรดูส่วนผสมและปริมาณน้ำตาลควบคู่กันไป
ใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล กับ เครื่องดื่มใบหม่อนที่หวานจัด จึงให้ภาพทางโภชนาการที่แตกต่างกันอย่างมาก
แม้ใบหม่อนจะเป็นพืชที่นำมาบริโภคได้ แต่หากเป็น สารสกัดใบหม่อนหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูง ควรระมัดระวังมากกว่าการดื่มชาใบหม่อนทั่วไป
โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะสารจากใบหม่อนอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลได้
และที่สำคัญ ไม่ควรนำใบหม่อนมาใช้แทนยารักษาโรค
หากเป็นคนที่ชอบมัทฉะแต่กำลังมองหาเครื่องดื่มสำหรับวันที่ “ไม่อยากได้คาเฟอีน” ชาใบหม่อนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา และยังมีสารจากพืชอย่าง DNJ โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ ที่ได้รับความสนใจในงานวิจัย
แต่ใบหม่อนไม่ได้มีสารสำคัญเหมือนมัทฉะทุกอย่าง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมองว่าอะไร “ดีกว่า” กัน
อยากได้คาเฟอีนและสารจากชาเขียว → เลือกมัทฉะ
อยากพักคาเฟอีนและลองเครื่องดื่มจากใบไม้ที่มีสารสำคัญเฉพาะตัว → ลองใบหม่อน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,500.00 | 68,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,428.00 | 67,128.48 | 69,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,985.20 | 60,415.63 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,542.40 | 53,702.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,992.60 | 30,207.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,549.80 | 23,494.97 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,588.60 | 69,563.18 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.89 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

การเปิดทดลองใช้ M82 ช่วงบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว กำลังเพิ่มอีกหนึ่งแรงส่งให้การเดินทางลงใต้สะดวกขึ้น เมื่อโครงสร้างพื้นฐานมาบรรจบกับ Demand บ้านหลังที่สอง หัวหินจึงไม่ได้มีดีแค่ทะเล แต่กำลังมี “Connectivity” เป็นอีกแต้มต่อสำคัญ
เมื่อคนซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มองแค่ “บ้าน” แต่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่ใช้พักผ่อนได้จริง และถือครองได้ในระยะยาว หัวหินจึงยังเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตา โดยเฉพาะที่ดินติดทะเลที่มี Supply จำกัด ขณะที่ดีมานด์จากกลุ่มกำลังซื้อระดับบนยังคงมีอยู่
ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด กล่าวว่าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว อาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ กลับเป็นคำถามว่าทำเลแบบไหนที่สร้างเพิ่มไม่ได้อีก?
หัวหินเป็นหนึ่งในเมืองที่คำถามนี้มีความหมาย เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียง Destination สำหรับการท่องเที่ยว แต่ยังพัฒนาไปสู่การเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางถึงบน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ ที่ไม่ไกลเกินไป บรรยากาศการพักผ่อน สิ่งอำนวยความสะดวก และรูปแบบการใช้ชีวิตที่สามารถต่อยอดจาก “บ้านพักตากอากาศ” ไปสู่ “บ้านสำหรับอยู่อาศัยระยะยาว” ได้ และเมื่อความต้องการดังกล่าวมาเจอกับข้อจำกัดของที่ดินริมทะเลอสังหาริมทรัพย์ประเภท Beachfrontจึงกลายเป็นตลาดที่มีโจทย์แตกต่างจากคอนโดมิเนียมทั่วไป
ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินยังมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบนและบ้านพักตากอากาศ เหตุผลสำคัญคือหัวหินมีฐานลูกค้าที่ไม่ได้มองอสังหาริมทรัพย์เพียงเพื่อการลงทุน แต่ต้องการ “Utility” หรือประโยชน์จากการใช้งานจริง
บางคนซื้อเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดบางคนใช้เป็นบ้านหลังที่สอง ขณะที่บางคนมองไปถึงการถือครองในระยะยาวโจทย์ของตลาดจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอสังหาริมทรัพย์จะสร้างผลตอบแทนได้เท่าไรเพียงอย่างเดียว แต่คือ สินทรัพย์นั้นมีคุณค่ามากพอที่จะอยากถือไว้ในระยะยาวหรือไม่
“ที่ดินริมทะเล” เป็น Supply ที่เพิ่มไม่ได้ง่าย ๆหากมองอสังหาริมทรัพย์ผ่านหลัก Demand และ Supply จุดที่น่าสนใจที่สุดของ Beachfront คือฝั่ง Supply ที่ดินติดชายหาดมีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว และไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เหมือนพื้นที่ในทำเลทั่วไป ยิ่งเป็นทำเลที่ต้องการทั้งวิวทะเล การเข้าถึงชายหาด ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อกับเมือง ยิ่งทำให้ที่ดินลักษณะนี้มีข้อจำกัดมากขึ้น
ในมุมของผู้ซื้อระดับบน นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “วิวทะเล” แต่เป็นเรื่องของ Scarcity เพราะเมื่อ Supply มีข้อจำกัด อสังหาริมทรัพย์ที่มี Location แตกต่างอย่างชัดเจน ย่อมมี Positioning ที่ไม่เหมือนสินทรัพย์ทั่วไปในตลาดและหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัด คือ เขาตะเกียบ
เขาตะเกียบมีจุดแข็งจากการอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเชื่อมต่อกับตัวเมืองหัวหิน ร้านอาหาร แหล่งไลฟ์สไตล์ สถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้ขณะเดียวกันก็ยังรักษาบรรยากาศของเมืองพักผ่อน ทั้งความเป็นส่วนตัวและธรรมชาติ
จากโจทย์นี้ “SASARA Hua Hin” จึงวางตัวเองเป็น Luxury Beachfront Residence บนชายหาดเขาตะเกียบ โดยพัฒนาบนที่ดินกว่า 5 ไร่ เป็นอาคาร Low Rise 4 ชั้น จำนวน 5 อาคาร รวม 110 ยูนิต และมีพื้นที่หน้าหาดประมาณ 46 เมตร
ความเป็นส่วนตัวไม่ได้เกิดจากพื้นที่ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “จำนวนคนที่ต้องแชร์” ในตลาด Luxury Residence อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญคือ Privacy SASARA Hua Hin เลือกพัฒนาเป็น Low Rise Residence จำนวน 110 ยูนิต พร้อมห้องพัก 3 รูปแบบ ตั้งแต่ 1 Bedroom ขนาด 37–42 ตารางเมตร, 2 Bedroom ขนาด 74–92 ตารางเมตร และ 3 Bedroom ขนาด 155–160 ตารางเมตร
ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบให้รองรับทั้งการพักผ่อนและ Active Lifestyle ตั้งแต่ 5 สระว่ายน้ำ, Beach Club, Pool Club, Fitness ไปจนถึง Sport Pavilion รวมถึงกิจกรรมริมชายหาด เช่น Surf, Kayak และ Paddle Board สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดว่า บ้านพักตากอากาศในยุคนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็น “ที่นอนในวันหยุด” แต่ต้องสามารถเป็นพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตได้จริง และอีกปัจจัยที่น่าสนใจคือ โครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเริ่มต้นใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้ทันที
สินทรัพย์ที่ดี อาจต้องตอบโจทย์ทั้งใช้เอง และ ถือยาวเมื่อพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว คำว่า “Investment” มักถูกผูกกับเรื่องผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าแต่สำหรับ Luxury Beachfront Residence สมการอาจกว้างกว่านั้น เพราะผู้ซื้อกลุ่มนี้อาจไม่ได้ต้องการสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสินทรัพย์ที่สามารถใช้พักผ่อน เป็นบ้านหลังที่สอง และถือครองได้ในระยะยาว
SASARA Hua Hin จึงวางแนวคิด “Rare Items” ไว้ 3 ด้าน ได้แก่
แนวคิดนี้จึงไม่ใช่การมองอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงตัวเลขผลตอบแทนแต่คือการมองว่า เรากำลังถือครองอะไร เพราะหากสินทรัพย์หนึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีทำเลที่หาได้ยาก และมีข้อจำกัดด้าน Supply สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าระยะยาวของสินทรัพย์
Connectivity เป็นอีกตัวแปรที่อาจเปลี่ยนภาพของหัวหินในระยะยาวนอกจากปัจจัยด้าน Lifestyle แล้ว อีกเรื่องที่น่าจับตาคือโครงสร้างพื้นฐาน ล่าสุด มอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร เปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ทำให้สามารถใช้ทางยกระดับ M82 ต่อเนื่องตั้งแต่บางขุนเทียน ผ่านเอกชัย ไปจนถึงบ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยเปิดให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงทดลองใช้
แม้ M82 จะไม่ได้ทำให้หัวหินเดินทางใกล้กรุงเทพฯ ในทันที แต่การเพิ่มทางเลือกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลลงสู่ภาคใต้ ย่อมเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุน Connectivity ของพื้นที่ และสำหรับอสังหาริมทรัพย์ เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น เมืองก็มีโอกาสขยายฐานทั้งผู้มาเยือนและผู้พักอาศัยในระยะยาว โดยเฉพาะเมืองที่มีฐาน Demand ด้านการท่องเที่ยวและบ้านหลังที่สองอยู่แล้ว
จากประสบการณ์ในพื้นที่ อาจเป็นแต้มต่อเมื่อเกมอสังหาฯ เปลี่ยนจาก “ขายยูนิต” เป็น “ขายคุณค่า” กลุ่มชาญอิสสระมีประสบการณ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ชะอำ–หัวหินมายาวนานกว่า 40 ปความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่เพียงการรู้จักทำเล แต่รวมถึงความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ซื้อบ้านพักตากอากาศ และทิศทางของตลาดในพื้นที่
การพัฒนา SASARA Hua Hin จึงเป็นการนำประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตลาด Luxury Beachfront Residence โดยให้น้ำหนักกับ 2 เรื่องเป็นหลัก“ทำเล” และ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” มากกว่าการแข่งขันด้วยจำนวนยูนิตเพราะในตลาดที่ดินริมทะเล สิ่งที่สร้างเพิ่มได้คืออาคารแต่สิ่งที่สร้างเพิ่มไม่ได้ง่าย ๆ คือ ทำเลที่ติดทะเล และความหายากของที่ดินผืนนั้น
จุดแข็งของ SASARA Hua Hin จึงอยู่ที่การรวม 3 คุณค่าไว้ในสินทรัพย์เดียวหากมองตลาดหัวหินผ่านเลนส์ของการลงทุน สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงราคาของอสังหาริมทรัพย์ แต่คือการมองไปถึง Demand + Utility + Scarcity หัวหินมีฐาน Demand จากบ้านหลังที่สองและบ้านพักตากอากาศ
ขอบคุณข้อมูลจาก .bangkokbiznews.com

ที่ดินใจกลางเมืองย่านราชดำริแนวรถไฟฟ้ายังคงเป็นทำเลทองที่ได้รับความสนใจจากบรรดาดีเวลลอปเปอร์และนักลงทุนรายใหญ่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านซัพพลายที่ดินซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ความต้องการพัฒนาโครงการในพื้นที่ยังอยู่ในระดับสูง ด้วยศักยภาพการเป็นหนึ่งในย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานครและเป็นทำเลที่นักลงทุนต่างชาติคุ้นเคยและให้ความสนใจ ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแตะระดับกว่า 3 ล้านบาทต่อตารางวา
สะท้อนการแข่งขันแย่งชิงที่ดินแปลงศักยภาพในทำเลใจกลางเมืองที่ยังคงร้อนแรง โดยเฉพาะที่ดิน ของวชิราวุธวิทยาลัย ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สิน วชิราวุธวิทยาลัยที่มีที่ดินหลายแปลงทยอยหมดสัญญา

แปลงที่ดินศักยภาพติดสถานีราชดำริ
เช่นเดียวกับที่ดินของ บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ) หนึ่งในแปลงที่ดินศักยภาพ ติดสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ โดยมีแผนพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่กว่า 1 แสนตารางเมตรบนที่ดินเดิม ให้เกิดความทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเมือง หลังหมดสัญญาเก่า และประมูลสิทธิ์เช่าได้ 50ปี รวมเนื้อที่ 6 ไร่ประกอบด้วยที่ดินอาคารนันทวัน ประมาณ 3 ไร่ 70 ตารางวา อาคารสำนักงานสูง 18 ชั้นเดิม และที่ดินบ้านสมถวิล ซึ่งเป็นเชอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา และได้รับการส่งมอบในปี 2564 และปี 2568 ตามลำดับ
ไทยโอบายาชิเดินหน้ามิกซ์ยูส8,000ล้าน
โดยที่ผ่านมา บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ)ได้ทุบอาคารหลังเดิมเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างทำฐานรากพัฒนาโครงการขึ้นใหม่ ที่จะมีความทันสมัยและมีพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น พร้อมทั้ง จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการภายใต้ชื่อ “O-MESH Ratchadamri Project” (โอ-เมช ราชดำริ) โครงการโดยมิกซ์ยูส มูลค่าการก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ

ประกอบด้วยอาคารสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ โดยโครงการมีความพร้อมด้านการออกแบบและวิศวกรรมในระดับสูงก่อนเข้าสู่การก่อสร้าง พร้อมนำ LRV (Left-Right-Vertical) Technology มาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง ควบคุมคุณภาพและระยะเวลา รวมถึงลดแรงงาน กิจกรรมภายในหน้างาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ
โดยพิธีวางศิลาฤกษ์ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนสำคัญเข้าร่วมพิธี ได้แก่ นายมาซาโตะ โอตากะ (H.E. Mr. Masato Otaka) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายทาเคโอะ โอบายาชิ (Mr. Takeo Obayashi) ประธานกรรมการ Obayashi Corporation, นายโทชิมิ ซาโตะ (Mr. Toshimi Sato) ประธานและกรรมการผู้แทน Obayashi Corporation, นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์, นายวิชัย กุลสมภพ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ร่วมเป็นสักขีพยานในการเริ่มต้นก้าวสำคัญของโครงการ
นายพรชัย สิทธิยากรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด เปิดเผยว่า O-MESH Ratchadamri เกิดจากความผูกพันกับพื้นที่ราชดำริ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของบริษัทมานานประมาณ 30 ปี และเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตของไทยโอบายาชิ บริษัทจึงต้องการรักษาพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของธุรกิจไว้ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ด้านการบริหารพื้นที่ให้เช่าสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แนวคิด “แข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา”
“พิธีวางศิลาฤกษ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่เป็น Milestone ที่สะท้อนความพร้อมของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการออกแบบ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม เราให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การก่อสร้าง เพื่อให้ทุกองค์ประกอบสามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้”
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ O-MESH Ratchadamri คือการนำ LRV (Left-Right-Vertical) Technology มาประยุกต์ใช้ร่วมกับโครงสร้าง Steel Framing และ Reinforced Concrete โดยเตรียมชิ้นส่วนให้พร้อมก่อนประกอบในพื้นที่จริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการก่อสร้าง พร้อมลดกิจกรรมและแรงงาน Construction Waste ฝุ่น และเสียงรบกวนในหน้างาน โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Art of Engineering for Tomorrow” และความมุ่งมั่นด้านความแม่นยำ คุณภาพ และการก่อสร้างเพื่ออนาคต
ไทยโอบายาชิตั้งเป้าให้ O-MESH เป็นทั้ง Technology Showcase และ Knowledge Showcase เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการออกแบบและการก่อสร้างแก่สถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
โดยชื่อ “O-MESH” สะท้อนเรื่องราวและแนวคิดของโครงการ โดยตัวอักษร “O-” สืบทอดมาจาก O-NES และ OBAYASHI เพื่อรักษารากฐานและคุณค่าที่สั่งสมมา พร้อมสะท้อนการก้าวสู่บทใหม่ของโครงการ ขณะที่คำว่า “MESH” หมายถึงการประสานกันขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งการผสานหลากหลายฟังก์ชันภายในโครงการ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกัน
ภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” O-MESH Ratchadamri สะท้อน DNA ของ Obayashi ผ่านงานฝีมือ ความประณีตแม่นยำ และการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานหลักการออกแบบร่วมสมัยเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ของโครงการ โดยอาคารสำนักงานนำแนวคิดจากงานจักสานไทยและญี่ปุ่นมาตีความผ่านเปลือกอาคาร (Building Façade) ขณะที่ส่วนของโรงแรมสร้างเอกลักษณ์ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่โดยรอบ ผ่านแนวคิด “Garden in the Sky” เพื่อผสานธรรมชาติเข้ากับอาคารสูง
ด้านการใช้งาน โครงการมุ่งตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการพักผ่อนตามแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” พร้อมพัฒนาระบบ Smart Building และ Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้าน Sustainability และ ESG โดยนำแนวคิดและหลักเกณฑ์ของ LEED และ WELL มาใช้เป็นแนวทางตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมนำแนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” มาตีความผ่านสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาเอกลักษณ์ความร่มรื่นของย่านและเติมคุณค่าใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเมือง
ทั้งนี้ O-MESH Ratchadamri มีพื้นที่อาคารรวม (GFA) กว่า 117,000 ตารางเมตร สูง 36 ชั้น หรือประมาณ 177 เมตร ประกอบด้วยสำนักงานเกรด A, โรงแรม 203 ห้อง ภายใต้การบริหารของ Seibu Prince Hotels Worldwide และพื้นที่ค้าปลีก พร้อมที่จอดรถประมาณ 900 คัน โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จและคาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนธันวาคมปี 2572
ไทยโอบายาชิผนึกเครือสหพัฒน์พัฒนาส่วนของโรงแรม
การพัฒนา O-MESH Ratchadamri เป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยโอบายาชิและ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรมโดยผสานความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการของเครือสหพัฒน์ กับความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการของไทยโอบายาชิ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology นับเป็นการขยายความสัมพันธ์จากคู่ค้าสู่ Strategic Partners และร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับโครงการและพื้นที่ราชดำริในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยเงินบาทเช้านี้แข็งค่าเล็กน้อยแตะ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงหนุนเงินเยนและการคาดการณ์ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ความตึงเครียดตะวันออกกลางดัน Brent จ่อ 100 ดอลลาร์ กดดันเงินบาท ด้านกรุงไทยมองเงินบาทยังแกว่ง Sideways ประเมินกรอบ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง
บาทได้แรงหนุนจากเยน แต่แรงกดดันยังรุมเร้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า เงินบาทเช้าวันนี้ (8.50 น.) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางเงินเยน ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการปรับโพสิชันด้วยการซื้อคืนเงินเยน จากความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงตลาด รวมถึงการคาดการณ์ว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทระหว่างวันอาจมีกรอบจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังมีสัญญาณขายสุทธิพันธบัตรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ที่ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางเงินเยน ราคาทองคำ ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคมของจีน
กรุงไทยชี้บาทยัง Sideways จับตาราคาน้ำมัน-เยน
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์
ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่ระดับ 32.87-32.95 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนราคาน้ำมันดิบ Brent เข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก
ปัจจัยดังกล่าวกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลง โดยทองคำ XAUUSD ลดลงสู่บริเวณ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2026 ลดลงมากกว่า 1% มาอยู่บริเวณ 4,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เยนแข็งเร็ว เสี่ยง Unwind JPY-Carry Trade
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินเยน โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดเอเชีย หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงว่า “I am the house now” ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณให้ผู้เล่นระมัดระวังการท้าทายความพยายามของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในการสนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน
ล่าสุด เงินเยนแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้ระดับ 153 เยนต่อดอลลาร์ จากประมาณ 154.50 เยนต่อดอลลาร์ก่อนรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงจากการ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งอาจนำไปสู่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิด Risk-Off หวั่นตะวันออกกลาง
บรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินเยนที่อาจกระตุ้นให้ผู้ลงทุนลดสถานะ Carry Trade ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ลดลง 1.18% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.58% และ Nasdaq Composite ลดลง 0.32%
ส่วนตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX 600 ทรงตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และพลังงานตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่หุ้น Healthcare กดดันตลาด โดยเฉพาะ Novartis ที่ร่วง 10.9% หลังผลการทดลองยาของบริษัทออกมาน่าผิดหวัง
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีแตะ 4.79% ลุ้น FED
ตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวบริเวณ 4.79% โดยนักลงทุนยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย FED ขณะที่ภาวะ Risk-Off ช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์จากความกังวลเงินเฟ้อ แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น
กรุงไทยยังมองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวในปัจจุบันเปิดโอกาสให้ทยอยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวทั้งสหรัฐฯ และไทยแบบ Buy on Dip เนื่องจากสามารถรองรับความเสี่ยงกรณี FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ มีโอกาสทดสอบระดับ 5.00% ก่อนจะมีโอกาสทยอยปรับลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอตัว รวมถึงโอกาสที่ FED จะกลับมาลดดอกเบี้ยในปีหน้า
จับตา ADP-EIA และเงินเฟ้อจีน
สำหรับปัจจัยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะติดตามรายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP เพื่อประเมินทิศทางตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงรายงาน Short-Term Energy Outlook ของ EIA ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางราคาพลังงาน
ส่วนตลาดเอเชีย นักลงทุนจับตาตัวเลข CPI และ PPI เดือนสิงหาคมของจีน เพื่อประเมินภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศตลาดการเงิน
กรุงไทยมองเงินบาทมี Two-way Risk
นายพูนระบุว่า แนวโน้มเงินบาทระยะสั้นยังมีความเสี่ยงได้ทั้งสองด้าน หรือ Two-way Risk ขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
สำหรับระหว่างวัน เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways ขณะที่ตลาดรอปัจจัยใหม่ โดยประเมินแนวรับที่ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้าน 32.95-33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังร้อนแรงและราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทต่อไป
ในเชิงเทคนิค กรุงไทยมองว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” หากไม่หลุดแนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากกลับมาอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าวอย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ในกรอบรายสัปดาห์
ทั้งนี้ กรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงไว้ที่ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังต้องจับตาความผันผวนของเงินเยนอย่างใกล้ชิด หากเยนแข็งค่าเร็วและแรง อาจกระตุ้นการปิดสถานะ Short JPY และนำไปสู่การ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งจะเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินในระยะสั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางชายไทย” ทีมอันดับ 49 โลก จะลงสนามเกมแรก พบกับ ไต้หวัน ทีมอันดับ 53 โลก ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น. แฟนๆ สามารถชมแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29
สำหรับ แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 คู่นี้ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 แบบฟรีๆ ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น. หรือรับชมแบบทุกคู่ทาง MONOMAX แบบเป็นสมาชิกชำระเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เคยไหม? แค่ล้างมือ เช็ดมือ หรือเผลอไปเกี่ยวอะไรเล็กน้อย หนังบริเวณข้างเล็บก็ฉีกจนเจ็บ บางครั้งมีเลือดออกหรือกลายเป็นแผลอักเสบตามมา หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ หรือเกิดจากผิวแห้งเท่านั้น
แต่จริง ๆ แล้ว หนังรอบเล็บฉีกง่ายมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ผิวแห้ง การสัมผัสน้ำและสารเคมี ไปจนถึงการทำเล็บและการอักเสบของผิวรอบเล็บ
ที่สำคัญคือ อาการนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหรือขาดวิตามินเสมอไป การดูว่าหนังฉีกง่ายแค่ไหน มีอาการเจ็บ บวม แดง หรือมีหนองร่วมด้วยหรือไม่ จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น
สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “หนังข้างเล็บ” หรือ “หนังฉีกข้างเล็บ” มักเป็นชิ้นส่วนของผิวหนังบริเวณรอบเล็บที่แห้ง แตก และแยกออกจากผิว
ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Hangnail
สิ่งสำคัญคือมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเล็บโดยตรง แต่เป็นผิวหนังรอบ ๆ เล็บที่เกิดการฉีกขาด
แม้จะเป็นแผลเล็ก ๆ แต่บริเวณนี้มีโอกาสเจ็บและติดเชื้อได้ เพราะอยู่ใกล้กับมือที่ต้องสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ผิวบริเวณรอบเล็บขาดความชุ่มชื้น
การล้างมือบ่อย การใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงสภาพอากาศที่แห้ง สามารถทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เมื่อผิวแห้งมากขึ้นก็อาจเกิดการแตกและฉีกได้ง่าย
คนที่ต้องล้างมือหรือสัมผัสน้ำบ่อย ๆ จึงอาจพบปัญหานี้ได้มากกว่าปกติ
วิธีดูแลง่าย ๆ: หลังล้างมือควรซับให้แห้งและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณมือ รวมถึงรอบเล็บเป็นประจำ
นอกจากน้ำแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มือสัมผัสเป็นประจำก็มีส่วนทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้ เช่น
หากสังเกตว่าหนังรอบเล็บแห้ง ลอก หรือฉีกบ่อยในช่วงที่ต้องสัมผัสผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากขึ้น อาจลองลดการสัมผัสโดยตรงและดูแลความชุ่มชื้นของผิวให้มากขึ้น
พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว เช่น แกะหนังข้างเล็บ กัดเล็บ ดึงหนังที่กำลังลอก หรือใช้กรรไกรตัดหนังลึกเกินไป สามารถทำให้เกิดบาดแผลได้
เมื่อผิวได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ บริเวณเดิมก็อาจฉีกง่ายและเกิดการอักเสบได้
หากมีหนังที่ยื่นออกมา ไม่ควรดึงออกด้วยมือ เพราะอาจทำให้แผลฉีกลึกกว่าเดิม
คนที่ทำเล็บเป็นประจำควรใส่ใจผิวรอบเล็บเป็นพิเศษ
การตัดหนังกำพร้าออกมากเกินไป การดันหนังแรง ๆ หรือการใช้อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ อาจทำให้บริเวณรอบเล็บระคายเคืองหรือเกิดแผลเล็ก ๆ
ดังนั้นการทำเล็บที่ดีไม่ใช่เพียงเลือกสีหรือรูปทรงที่สวย แต่ควรให้ความสำคัญกับ ความสะอาดของอุปกรณ์และการดูแลผิวรอบเล็บ ด้วย
หากไม่ได้มีเพียงหนังฉีก แต่ยังพบว่า ผิวรอบเล็บแห้งมาก แดง คัน ลอก หรือเป็นซ้ำ ๆ อาจมีปัญหาผิวหนังร่วมด้วย เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบหรือผิวหนังอักเสบบริเวณมือ
กรณีนี้การทาครีมอย่างเดียวอาจช่วยได้ไม่เต็มที่ หากยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอยู่
หากอาการเป็นเรื้อรังหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม
จุดนี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียว
หากหลังจากหนังรอบเล็บฉีกแล้วพบว่า
อาจเป็นสัญญาณของ การอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณรอบเล็บ
ไม่ควรแกะ บีบ หรือเจาะแผลด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบแย่ลง
นี่เป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด
เมื่อเห็นหนังข้างเล็บฉีกบ่อย บางคนอาจรีบหาซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมมากิน เพราะคิดว่าเป็นสัญญาณว่าร่างกายขาดสารอาหาร
แต่ในความเป็นจริง หนังรอบเล็บฉีกง่ายไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าขาดวิตามินชนิดใด
สาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าคือผิวแห้ง การระคายเคือง การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง และการบาดเจ็บจากการทำเล็บ
หากสงสัยว่ามีภาวะขาดสารอาหารจริง ควรพิจารณาจากอาหารที่รับประทาน สุขภาพโดยรวม และอาการอื่น ๆ ร่วมกัน
ก่อนจะกังวลว่าเป็นโรค ลองสังเกตตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้
หากต้องล้างมือบ่อยหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นประจำ ผิวรอบเล็บอาจแห้งและแตกง่ายขึ้น
ถ้าเริ่มฉีกหลังทำเล็บ อาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือการบาดเจ็บบริเวณนั้น
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ และทำให้หนังฉีกซ้ำได้
หากมือแห้ง ลอก และเป็นขุยร่วมด้วย การเพิ่มความชุ่มชื้นอาจช่วยลดปัญหาได้
หากมีอาการเหล่านี้ ต้องระวังการติดเชื้อและควรประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ
หากเป็นเพียงหนังชิ้นเล็ก ๆ ที่ฉีกออกมาและยังไม่มีสัญญาณติดเชื้อ สามารถดูแลเบื้องต้นได้
อย่าดึงหนังออกด้วยมือ
หากมีส่วนของหนังที่ยื่นออกมาและรำคาญ ควรใช้กรรไกรหรือคีมตัดเล็บที่สะอาดตัดเฉพาะส่วนที่หลุดออกอย่างระมัดระวัง ไม่ควรตัดลึกเข้าไปในผิวที่ยังติดอยู่
จากนั้นรักษาความสะอาดและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณรอบเล็บเพื่อลดความแห้ง
อย่าดูแลเฉพาะเล็บ แต่ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ให้ทั่วมือและบริเวณรอบเล็บด้วย
โดยเฉพาะเวลาล้างจานหรือทำความสะอาดบ้านเป็นเวลานาน
หากเห็นหนังลอก อย่าดึง เพราะอาจทำให้เกิดแผลลึกกว่าเดิม
การดูแลเล็บควรหลีกเลี่ยงการทำให้ผิวรอบเล็บได้รับบาดเจ็บ
เล็บที่แข็งแรงควรดูแลควบคู่กับผิวหนังรอบเล็บ เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวข้องกันในการปกป้องปลายนิ้ว
หนังฉีกเล็ก ๆ ครั้งคราวอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ควรพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น
หนังรอบเล็บบวม แดง ร้อน และปวดมากขึ้น
มีหนองหรือของเหลวไหลออกจากบริเวณรอบเล็บ
แผลไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย
เล็บเริ่มเปลี่ยนสี รูปร่าง หรือแยกออกจากผิว
มีผื่น คัน หรือลอกบริเวณมือและรอบเล็บอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรใส่ใจกับแผลบริเวณมือและเล็บเป็นพิเศษ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ
หนังรอบเล็บฉีกง่ายส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลังมีโรคร้าย สาเหตุใกล้ตัวอย่างผิวแห้ง การล้างมือบ่อย การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง รวมถึงการทำเล็บ ล้วนเป็นปัจจัยที่พบได้
สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียวคือ มีอาการบวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือการเปลี่ยนแปลงของเล็บร่วมด้วยหรือไม่
เพราะหนังที่ฉีกอาจเป็นแผลเล็ก ๆ แต่ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี ก็สามารถนำไปสู่การอักเสบหรือติดเชื้อได้
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เห็นหนังข้างเล็บฉีก อย่าเพิ่งดึงออกทันที ลองหยุดสังเกตสักนิดว่าเกิดจากผิวแห้ง พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่ การรู้สาเหตุและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้มือและเล็บสุขภาพดีได้ในระยะยาวค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

คำศัพท์การตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูล (Marketing & Data Analytics)
| คำศัพท์การตลาด | ความหมายทางเทคนิค | วิธีอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| 1. Organic Traffic | ยอดเข้าชมเว็บไซต์จาก Search Engine โดยไม่ต้องเสียเงินยิงโฆษณา | “Our recent technical optimization brought in more organic traffic, significantly lowering our overall customer acquisition costs.” |
| 2. Engagement Rate | อัตราส่วนผู้ใช้งานที่เข้ามาแล้วมีส่วนร่วมกับเว็บ (อ่าน, เลื่อนจอ, คลิก) | “Instead of focusing on bounce rate, our high engagement rate proves that users find our content highly relevant.” |
| 3. Conversion Rate | สัดส่วนผู้ใช้งานที่ตัดสินใจทำตามเป้าหมาย (เช่น ซื้อสินค้า, กรอกฟอร์ม) | “Improving page speed directly increased our conversion rate by preventing users from abandoning their carts.” |
| 4. Search Intent | จุดประสงค์ที่แท้จริงเบื้องหลังคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานค้นหา | “By aligning our content with the user’s search intent, we are attracting higher-quality leads who are ready to purchase.” |
| 5. Core Web Vitals | ชุดมาตรวัดประสิทธิภาพและความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของ Google | “Enhancing our Core Web Vitals is crucial because a smooth user experience directly impacts our search rankings.” |
| 6. Crawlability | ความสามารถที่บอทของ Search Engine จะเข้ามาอ่านข้อมูลบนเว็บ | “Improving the site architecture ensures better crawlability so Google can easily discover our new product pages.” |
| 7. Indexability | การที่หน้าเว็บถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลของ Search Engine | “Resolving indexability issues in Search Console led to a 20% growth in overall site visibility.” |
| 8. Keyword Tracking | การติดตามอันดับคีย์เวิร์ดบนหน้าผลลัพธ์การค้นหา | “Using tools like Semrush for keyword tracking allows us to monitor our market share against competitors.” |
| 9. Generative Engine Optimization (GEO) | การปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาผ่านเทคโนโลยี AI | “Adapting to GEO ensures our brand remains visible and trustworthy as AI-driven search engines evolve.” |
| 10. Prompt Engineering | การออกแบบคำสั่งเพื่อให้เครื่องมือ AI ทำงานได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุด | “Effective prompt engineering accelerates our content creation process and data analysis workflow.” |
| 11. Automated Reporting | การสร้างรายงานผลอัตโนมัติด้วยเครื่องมือและ AI | “Implementing automated reporting frees up the team to focus on strategic planning rather than manual data entry.” |
| 12. Traffic Acquisition | แหล่งที่มาของการดึงดูดผู้ใช้งานเข้าสู่เว็บไซต์ | “Analyzing our traffic acquisition reports in GA4 helps us allocate our marketing budget more effectively.” |
| 13. Key Events | การกระทำสำคัญของผู้ใช้บนเว็บ (คำศัพท์ใหม่ใน GA4 ที่ใช้แทน Goals) | “We configured form submissions as Key Events to precisely track our lead generation success.” |
| 14. Bounce Rate | อัตราการตีกลับเมื่อผู้ใช้เข้ามาแล้วออกไปทันทีโดยไม่ทำอะไรต่อ | “A high bounce rate indicates that our landing page design might not match the ad copy.” |
| 15. Attribution Model | โมเดลการให้เครดิตช่องทางต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดยอดขาย | “Switching our attribution model gave us a clearer picture of the complete customer journey.” |
| 16. Return on Investment (ROI) | ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาจากการลงทุนทางการตลาด | “To maximize our ROI, we need to focus on optimizing the high-converting landing pages first.” |
| 17. Customer Acquisition Cost (CAC) | ต้นทุนเฉลี่ยในการหาลูกค้าใหม่ 1 ราย | “Building a strong SEO foundation fundamentally lowers our CAC over the long term.” |
| 18. Call to Action (CTA) | ปุ่มหรือข้อความที่กระตุ้นให้ผู้ใช้งานตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง | “Placing a clear CTA above the fold significantly boosted our newsletter sign-ups.” |
| 19. A/B Testing | การทดสอบเปรียบเทียบชิ้นงานสองรูปแบบเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด | “Running A/B testing on our meta titles improved our organic click-through rate by 15%.” |
| 20. Backlinks | ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ | “Earning high-quality backlinks is essential for building our domain authority in this competitive niche.” |
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนลดลง 1% ในไตรมาส 2 ปี 2026 เนื่องจากการบริโภคน้ำมันลดลงอย่างมาก ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่การใช้น้ำมันของจีนลดลงโดยรวม 9% และลดลง 16% ในภาคขนส่ง หลังเกิดการหยุดชะงักของอุปทานจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของจีนลดลง แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่การลดลงของการบริโภคน้ำมันมีส่วนทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมลดลง โดยในทุกกรณีก่อนหน้านี้ การบริโภคถ่านหินเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการลดลงดังกล่าว
ข้อค้นพบสำคัญอื่น ๆ ในไตรมาส 2 ปี 2026
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งสาธารณะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต้องการใช้น้ำมันของจีน ทำให้ระดับการเดินทางเพิ่มขึ้น แม้การใช้เชื้อเพลิงจะลดลงอย่างมาก
ผลกระทบของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการใช้น้ำมันมีขนาดเกือบ 2 เท่าของที่คาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ปริมาณการใช้น้ำมันในจีนที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 สูงกว่าการใช้น้ำมันทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วง 6 เดือน
ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายขนาดของการลดลงของการใช้น้ำมัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นคำอธิบายอีกประการหนึ่ง
การลดทอนการผลิตของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ชะลอตัวลง
การเพิ่มขึ้นอย่างมากของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และตลาดไฟฟ้าที่เอื้อประโยชน์ต่อถ่านหินอย่างต่อเนื่อง จำกัดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่ถูกทดแทนด้วยกำลังการผลิตใหม่จากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์
การเติบโตของการใช้ถ่านหินต่อปีสำหรับการผลิตสารเคมีชะลอลงเหลือ 8% จาก 15% ในปี 2025 และ 19% ในไตรมาสแรก
แผน 5 ปีด้านพลังงาน
ไตรมาส 2 ปี 2026 เป็นช่วงเวลาที่ผู้วางแผนนโยบายของจีนมีภารกิจจำนวนมาก โดยมีการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผน 5 ปีด้านพลังงานจำนวนมาก
แผนดังกล่าวระบุมาตรการใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการลดทอนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มเกณฑ์ในการอนุมัติโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ แต่มีการเพิ่มเป้าหมายเชิงปริมาณใหม่เพียงเล็กน้อย
หลังจากการเพิ่มขึ้น 2% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และการลดลง 1% ในไตรมาส 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในปี 2023-24
นอกจากนี้ จีนยังอยู่บนเส้นทางที่จะเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ และพลังน้ำได้เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในปีนี้ แม้การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่จะชะลอตัวลง
ทั้งนี้ จากแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อความต้องการใช้น้ำมัน การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของการผลิตสารเคมีจากถ่านหินที่ชะลอตัว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนอาจยังลดลงในปีนี้ แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเป็นการแข่งขันระหว่างการเติบโตของความต้องการพลังงานกับการเติบโตของพลังงานสะอาด ซึ่งทั้งสองด้านต่างชะลอตัวลงในปีนี้
ขณะนี้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลและปูนซีเมนต์ของจีนอยู่ในภาวะทรงตัวมานานกว่า 2 ปี หลังจากแตะระดับสูงสุดในเดือนมีนาคม 2024
การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ Carbon Brief อธิบายแนวโน้มดังกล่าวว่าทรงตัวหรือลดลงซึ่งดำเนินต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2025 จากนั้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสแรกของปี 2026 อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกทิ้ง
การวิเคราะห์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า หลังจากนั้นเกิดการลดลงอีกครั้งในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนลดลง 1% สิ่งที่น่าสังเกตคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนลดลงในไตรมาส 2 แม้การใช้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้น นับเป็นครั้งแรกที่การลดลงของการใช้น้ำมันมีมากเพียงพอที่จะผลักดันให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลดลง
ภายใต้การลดลงโดยรวม 1% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนในไตรมาส 2 ปี 2026 มีแนวโน้มที่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายภาคส่วนและรายเชื้อเพลิง
การลดลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากที่สุดมาจากการบริโภคน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงเครื่องบิน ขณะที่การบริโภคน้ำมันในภาคอุตสาหกรรมก็ลดลงเช่นกัน
ปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบลดลง 11% ในไตรมาส 2 แต่การลดลงบางส่วนถูกชดเชยด้วยการนำผลิตภัณฑ์น้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้ โดยยอดขายของ Sinopec ลดลง 9%
โดยรวมแล้ว จีนลดการนำเข้าน้ำมันลง 32% ในไตรมาส 2 ประเด็นสำคัญคือ การลดลงดังกล่าวเกิดจากการลดการบริโภคน้ำมันจริงมากเพียงใด และเกิดจากการนำสต็อกน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลของประเทศออกมาใช้มากเพียงใด
ข้อมูลที่รายงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า การบริโภคน้ำมันลดลง 3% ในช่วงครึ่งแรกของปี และลดลงประมาณ 9% ในไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่าการบริโภคที่ลดลงมีบทบาทอย่างมาก ขณะเดียวกันยังหมายความว่า 60% ของการลดลงของการนำเข้าเกิดจากการเปลี่ยนจากการสะสมสต็อกมาเป็นการนำสต็อกออกมาใช้
ภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาส 2 คือภาคไฟฟ้า โดยการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น 2.4% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลดลง 1.2% ทั้งที่กำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีก่อนหน้า การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าชะลอตัวลง
คำอธิบายสำหรับการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่นเดียวกับไตรมาสแรกของปี 2026 คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถูกทิ้ง เนื่องจากตลาดไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่สามารถปรับตัวให้รองรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนเพิ่มขึ้นได้
ในภาคส่วนอื่น ๆ การผลิตปูนซีเมนต์ลดลงจากปริมาณการก่อสร้างที่ลดลง โดยการลดลงเร่งตัวขึ้นเป็น 9% ในไตรมาส 2 จาก 8% ในไตรมาสแรก การผลิตเหล็กดิบลดลง 1% และการผลิตเหล็กดิบจากเตาถลุงลดลง 3% ในไตรมาส 2
การเติบโตของการใช้ถ่านหินสำหรับการผลิตสารเคมีชะลอลงในไตรมาส 2 ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อนหน้า
อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานแปรรูปถ่านหินที่ติดตั้งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วก่อนเกิดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันครั้งล่าสุด จึงไม่มีศักยภาพเหลือเพียงพอที่จะเพิ่มการผลิต แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้การผลิตสารเคมีจากถ่านหินมีความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น การผลิตสารเคมีจากน้ำมันยังคงเติบโต โดยการผลิตเอทิลีนเพิ่มขึ้น 17% ขณะที่การผลิตพลาสติกขั้นต้นทรงตัว
การใช้ถ่านหินเพื่อให้ความร้อนยังคงเพิ่มขึ้น โดยการใช้ถ่านหินในภาคส่วนนี้ในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการความร้อนในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากในช่วงเวลานี้ของปีมีความต้องการทำความร้อนในอาคารน้อย การเติบโตยังคงดำเนินต่อไปแม้รัฐบาลจะผลักดันนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างจริงจัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าวในการจัดการกับการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม
การลดลงอย่างมากของความต้องการนำเข้าน้ำมันของจีนในช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาตลาดน้ำมันโลก
ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงเชิงโครงสร้างของความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่ง ซึ่งเกิดจากการใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิง Sinopec คาดการณ์ก่อนสงครามอิหร่านว่าการบริโภคน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินจะลดลง 6% และ 5% ในปีนี้ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายจริงลดลง 9% ในช่วงครึ่งแรกของปี
ระดับการขนส่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตชะลอตัวลง แต่ไม่ได้ลดลงอย่างแท้จริง จำนวนการเดินทางของผู้โดยสารข้ามภูมิภาคเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ขณะที่การเดินทางของผู้โดยสารในเขตเมืองเพิ่มขึ้น 2.9% ปริมาณการขนส่งสินค้าทางพาณิชย์เพิ่มขึ้น 2.4%
ข้อยกเว้นคือการเดินทางทางอากาศ ซึ่งจำนวนผู้โดยสารลดลง 7% ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หลังจากเพิ่มขึ้น 7% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้มีบทบาทค่อนข้างน้อยต่อการบริโภคน้ำมันในภาคขนส่งโดยรวมของจีน
ระดับการขนส่งที่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า รถไฟ ระบบขนส่งสาธารณะ และระบบขนส่งสะอาดรูปแบบอื่น ๆ มากกว่าการเดินทางที่ลดลง เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการใช้น้ำมัน
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซเพียงแต่เร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านการขนส่งที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว
ยอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 77% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยยอดขายในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และส่วนแบ่งตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าเกิน 45% ของยอดขายใหม่ทั้งหมด
จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ณ สิ้นไตรมาสเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 12.1 ล้านคัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่เต็มรูปแบบ 8.1 ล้านคัน
การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น ปริมาณการชาร์จไฟเพิ่มขึ้น 60% ในไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่บนท้องถนนถูกนำมาใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ขณะที่ผู้ขับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดมีแนวโน้มเลือกใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันมากขึ้น
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นคือการใช้แท็กซี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงในภาคส่วนนี้ผลักดันให้ราคาลดลง ขณะเดียวกันการใช้รถยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
การใช้รถไฟใต้ดินและรถไฟที่เพิ่มขึ้นยังมีส่วนช่วยด้วย ปริมาณผู้โดยสารรถไฟเพิ่มขึ้น 5% ในช่วงครึ่งแรกของปี
ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลลดลงอย่างเด่นชัดในภาคก่อสร้างและเหมืองแร่ เครื่องจักรกลหนักในภาคส่วนเหล่านี้เหมาะสมอย่างมากกับการเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับการก่อสร้างก็ลดลงด้วย
จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการชาร์จที่รายงาน รถยนต์ไฟฟ้าช่วยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันประมาณ 19 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นเป็น 36 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วง 6 เดือนอย่างมาก สิ่งที่น่าสังเกตคือ รถบรรทุกเป็นแหล่งที่มีการทดแทนการใช้น้ำมันเติบโตเร็วที่สุด โดยปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่หลีกเลี่ยงได้เพิ่มขึ้น 90% เมื่อเทียบกับปีก่อนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
การเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมันที่หลีกเลี่ยงได้จากรถยนต์ไฟฟ้าเท่ากับ 4.5% ของการนำเข้าน้ำมันของจีนในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 หากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและปริมาณการชาร์จยังคงเติบโตในอัตราเดียวกันในช่วงครึ่งหลังของปี การใช้น้ำมันที่หลีกเลี่ยงได้จะเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านตัน เทียบเท่ากับการบริโภคของเม็กซิโก
ขณะที่ประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้อยู่ที่ 35 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ 1.3% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของจีนในไตรมาส 2 หลังจากคำนึงถึงการปล่อยก๊าซจากการผลิตไฟฟ้าสำหรับการชาร์จรถยนต์แล้ว
แม้ว่าปริมาณน้ำมันที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจะมีนัยสำคัญและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเพิ่มขึ้นของน้ำมันที่ถูกทดแทนเมื่อเทียบกับปีก่อนยังคิดเป็นเพียงหนึ่งในสามของการลดลงของการบริโภคน้ำมันของจีนในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่การลดลงของการบริโภคน้ำมันคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการลดลงของการนำเข้า ส่วนที่เหลือเกิดจากการเปลี่ยนจากการสะสมสต็อกมาเป็นการนำสต็อกออกมาใช้ การเติบโตของผลผลิตในอุตสาหกรรมเคมีที่ชะลอตัว รวมถึงการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคและการปรับการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

เมื่อพูดถึงอาหารไฟเบอร์สูง “ถั่ว” มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง และนั่นก็มีเหตุผลที่สมควร เพราะถั่วดำต้มสุกครึ่งถ้วยให้ใยอาหารสูงถึง 7.7 กรัม ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำยอดใยอาหารให้ครบตามที่ร่างกายต้องการ โดยปกติแล้วผู้หญิงควรได้รับไฟเบอร์อย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน ส่วนผู้ชายควรได้รับ 38 กรัมต่อวัน (หรือคิดง่ายๆ คือไฟเบอร์ 14 กรัมต่อทุกๆ 1,000 แคลอรีที่บริโภค)
แต่ถ้าคุณไม่ใช่สายชอบกินถั่วล่ะ? ไม่ต้องกังวลไป! ยังมีอาหารไฟเบอร์สูงอีกหลายชนิดที่ให้ใยอาหารต่อเสิร์ฟในปริมาณที่น่าทึ่ง ไม่แพ้หรืออาจจะมากกว่าถั่วด้วยซ้ำ เหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร โดยไม่ต้องง้อถั่วอีกต่อไป
ปริมาณไฟเบอร์: 9.75 กรัม ต่อ 1 ออนซ์ (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)
แม้จะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่เมล็ดเชียกลับอุดมไปด้วยสารอาหารอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่ 2 ช้อนโต๊ะ ก็ให้ไฟเบอร์สูงถึง 9.75 กรัม แถมยังแน่นไปด้วยโอเมก้า 3 จากพืชและโปรตีน ช่วยให้อิ่มนาน บำรุงหัวใจ และลดการอักเสบในร่างกาย เมื่อดูดซับน้ำ เมล็ดเชียจะพองตัวมีลักษณะคล้ายเจล จึงเหมาะมากสำหรับใส่ในสมูทตี้ ข้าวโอ๊ต หรือพุดดิ้ง
*ทริกแนะนำ:* ลองผสมลงใน Overnight Oats ทาบนขนมปังเนยถั่ว หรือทำพุดดิ้งเบอร์รี่เมล็ดเชีย
ปริมาณไฟเบอร์: 9.25 กรัม ต่อ 1 ผล (หรือประมาณ 5 กรัม ต่อครึ่งผล)
ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและไขมันดีบำรุงหัวใจ แต่อะโวคาโดก็มีปริมาณไฟเบอร์ที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน แถมยังนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายและง่ายดาย
*ทริกแนะนำ:* นำไปทำเป็นดิปปิ้ง น้าสลัด ทาบนขนมปังปิ้ง ใส่ในสมูทตี้ หรือหั่นเต๋าโรยหน้าสลัดเพื่อเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในมื้ออาหาร
ปริมาณไฟเบอร์: 8.8 กรัม ต่อ 1 ถ้วย (ต้มสุก)
การเพิ่มถั่วลันเตาลงในมื้ออาหารเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดในการเพิ่มไฟเบอร์ โดยถั่วลันเตาต้มสุก 1 ถ้วย ให้ไฟเบอร์มากกว่าถั่วดำครึ่งถ้วยเสียอีก แถมยังให้โปรตีนจากพืชสูงถึง 9 กรัม มีทั้งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยสนับสนุนแบคทีเรียชนิดดีและสร้างความหลากหลายให้กับไมโครไบโอมในลำไส้
*ทริกแนะนำ:* นำไปปั่นทำซอสเพสโต้รสหวานนุ่มนวล หรือปั่นรวมกับถั่วลูกไก่และสมุนไพรทำเป็นดิปปิ้งแสนอร่อย
ปริมาณไฟเบอร์: 8.75 กรัม ต่อ 1 หัว
อาร์ติโชกเป็นหนึ่งในผักที่มีไฟเบอร์สูงที่สุด แต่กลับมักถูกมองข้าม ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับการเตรียมอาร์ติโชกสด เพราะการเลือกใช้อาร์ติโชกกระป๋องก็ช่วยให้คุณนำมาปรุงอาหารได้สะดวกและรวดเร็ว รสชาติกลมกล่อมเข้ากันได้ดีกับหลายเมนู
*ทริกแนะนำ:* หั่นแกนอาร์ติโชกโรยหน้าพิซซ่า ใส่ในชามธัญพืช (Grain Bowl) ผัดกับพาสต้า หรือนำไปอบเป็นเครื่องเคียงง่ายๆ
ปริมาณไฟเบอร์: 8 กรัม ต่อ 1 ถ้วย
ราสเบอร์รี่คือหนึ่งในผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงที่สุด มาพร้อมรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว นำไปทำได้ทั้งเมนูอาหารเช้าและของหวาน ไม่เพียงแต่มีไฟเบอร์สูงเท่านั้น แต่ยังแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของระบบประสาท
*ทริกแนะนำ:* โรยหน้าถ้วยโยเกิร์ต ทานเล่นเป็นของว่าง หรือนำราสเบอร์รี่สดไปเคี่ยวทำแยมโฮมเมด
ปริมาณไฟเบอร์: 7.8 กรัม ต่อ ½ ถ้วย (ต้มสุก)
ถั่วเลนทิลเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้ไฟเบอร์สูงมาก และข้อดีคือสุกเร็วกว่าถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่น จึงสะดวกในการมีติดตู้เย็นไว้ ถั่วเลนทิลต้มสุกเพียงครึ่งถ้วยให้ไฟเบอร์เกือบ 8 กรัม พร้อมโปรตีนและธาตุเหล็ก รสชาติที่หอมมันนุ่มนวลเข้ากันได้ดีกับเครื่องเทศและผักนานาชนิด
ไฟเบอร์ไม่จำเป็นต้องมาจากถั่วเพียงอย่างเดียว ตั้งแต่เมล็ดเชีย ราสเบอร์รี่ ไปจนถึงถั่วลันเตาและอะโวคาโด มีทางเลือกแสนอร่อยมากมายที่จะช่วยเพิ่มไฟเบอร์ลงในจานของคุณ อาหารเหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่ไฟเบอร์สูงเท่านั้น แต่ยังปรับเปลี่ยนทำเมนูได้หลากหลาย เตรียมง่าย และอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม
การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใส่ถั่วเลนทิลลงในซุป หรือการใส่ถั่วลันเตาลงในพาสต้า สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับร่างกายได้ หัวใจสำคัญคือการเลือกอาหารไฟเบอร์สูงที่คุณชื่นชอบจริงๆ แล้วนำมาปรับใช้กับเมนูที่คุณรับประทานอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,950.00 | 68,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,393.00 | 66,597.88 | 68,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,953.70 | 59,938.09 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,514.40 | 53,278.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,976.85 | 29,969.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,537.55 | 23,309.26 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,552.33 | 69,013.32 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.89 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ไทย–ฮ่องกง เร่งเครื่องลงทุนสองทิศทาง เปิดประตูธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก ผ่านเงินทุน โอกาส และเครือข่ายภายใต้ BRI
ไทยและฮ่องกงกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดโลก ภายใต้ข้อตกลงข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งส่งเสริมการเติบโตทางการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทาง
ไม่นานมานี้ หนึ่งในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทยอย่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีการดำเนินธุรกิจอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นเจ้าของโรงกลั่นระดับโลก 2 แห่ง และดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การกลั่น การตลาดเชื้อเพลิง การค้า และพลังงานใหม่ ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งกำหนดให้เมืองฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ระดับภูมิภาคของบริษัท
ปัจจุบันบริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong โดยดำเนินกิจการในฮ่องกง เป็นผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน Caltex ควบคู่ไปกับคลังเก็บน้ำมัน รวมถึงเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม การขนส่งทางเรือ และการพาณิชย์ และมีแผนที่จะสำรวจโซลูชันด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ (bio-based) และโซลูชันคาร์บอนต่ำเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวของเมืองฮ่องกง
การลงทุนดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง เนื่องจากบางจากไม่ได้เพียงเข้าซื้อกิจการในฮ่องกงเพียงเพื่อขายในตลาดนี้เท่านั้น แต่จะใช้เมืองฮ่องกงเป็นสปริงบอร์ดสู่ภูมิภาคเอเชียเหนือและออกสู่ตลาดโลก
เช่นเดียวกับเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างไทยและฮ่องกงที่ไม่ได้เป็นเพียงการค้าแบบทางเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง โดยบริษัทไทยสามารถเข้าถึงพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) และพื้นที่อื่นๆ ผ่านฮ่องกง ในขณะที่วิสาหกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงก็สามารถออกไปลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซีย
ทั้งนี้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงในฮ่องกงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวต่อเมืองฮ่องกง และการวางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์ระดับภูมิภาค
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)”การลงทุนในฮ่องกงเป็นความมุ่งมั่นระยะยาวในตลาดพลังงานชั้นนำระดับนานาชาติ โดยฮ่องกงทำหน้าที่เป็นประตูสู่เอเชียเหนือ รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์สำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีก การพาณิชย์ การขนส่งทางเรือ การบิน และการค้าไปทั่วโลก”
การดำเนินงานของบางจากได้พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจระดับโลกสามารถสร้างขึ้นได้โดยการใช้ประเทศไทยและฮ่องกงร่วมกัน
ความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองฝ่ายกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคยมีมา โดยมูลค่าการค้าสินค้าระหว่างไทยและฮ่องกงสูงถึงประมาณ 2.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งมีความสมดุลระหว่างสองทิศทาง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของฮ่องกงในภูมิภาคอาเซียน และเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของฮ่องกงในกลุ่มอาเซียน
เมื่อพิจารณาในภาพรวมระดับภูมิภาค พบว่าอาเซียนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 2 ของฮ่องกงติดต่อกันยาวนานถึง 16 ปี โดยฮ่องกงเองกำลังปรับโครงสร้างตนเองอย่างตั้งใจเพื่อรองรับอัตราการเติบโตและการค้าการลงทุนทั้งสองทิศทางให้มากยิ่งขึ้น
ความมุ่งมั่นของฮ่องกงที่มีต่อประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นมาอย่างยาวนานและเป็นรูปธรรม โดยฮ่องกงได้จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้า (Economic and Trade Office) ประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สำนักงานของฮ่องกงในอาเซียน ร่วมกับทีมงานของ InvestHK ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR Government)
การมีบทบาทดังกล่าวเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นในทั้งสองทิศทางโดยเมื่อปีที่แล้ว InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025 ซึ่งเป็นงานเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจับคู่สตาร์ทอัพฮ่องกงกับภาคเอกชนไทย นักลงทุน และผู้นำเทคโนโลยี ครอบคลุมด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (fintech) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโซลูชันเมืองอัจฉริยะ
ในขณะเดียวกัน ภารกิจประจำวันของทีมงาน InvestHK คือการให้คำแนะนำและสนับสนุนบริษัทไทยในการเข้าสู่ฮ่องกง โดยเชื่อมโยงบริษัทไทยเข้ากับแหล่งเงินทุน พื้นที่สำหรับการดำเนินธุรกิจ การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่มีความสามารถ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการจัดตั้งธุรกิจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่ยั่งยืนตั้งอยู่ตรงกลางของเส้นทางการจราจรทางการค้า โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่ในการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน
InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025
สำหรับบริษัทไทยที่พิจารณาขยายการลงทุน สิ่งแรกที่ฮ่องกงนำเสนอคือโอกาสการเข้าถึงเงินทุนในขนาดที่หาได้ยาก โดยฮ่องกงเป็นศูนย์กลางกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund Centre) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการความมั่งคั่งข้ามแดน (Cross-Border Wealth Management Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี
นอกจากนี้ สภานิติบัญญัติของฮ่องกงกำลังพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่จะยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับรายได้ที่ผูกกับผลการดำเนินงาน (performance-linked income) ให้แก่ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคล (private equity) กองทุนร่วมลงทุน (venture capital) และกองทุนอื่นๆ รวมถึงยกเว้นภาษีเงินเดือนสำหรับโบนัสที่ผูกกับผลงานของผู้จัดการกองทุน ซึ่งส่งผลให้ฮ่องกงเป็นเมืองแรกในโลกที่กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในลักษณะนี้
นอกจากนี้ เรื่องราวของเงินทุนยังเชื่อมโยงกับธุรกิจครอบครัว โดยไม่นานมานี้ ทีมงาน FamilyOfficeHK ของ InvestHK ได้เดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมหารือกับตระกูลที่มีความมั่งคั่งสูง (ultra-high-net-worth families) รุ่นใหม่ของประเทศไทย โดยมีการหารือประเด็นเรื่องมรดก การสืบทอดธุรกิจ และการดูแลรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว เนื่องจากเบื้องหลังของธุรกิจไทยที่กำลังขยายตัวคือครอบครัวที่กำลังตัดสินใจเลือกสถานที่ปักหลักความมั่งคั่งสำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งฮ่องกงได้กลายตัวเลือกนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้านการเปิดประตูสู่ตลาด ในปีนี้ InvestHK ได้ให้การต้อนรับการเปิดตัวสภาการค้าอาเซียน (ฮ่องกง) หรือ ASEAN Chamber of Commerce (Hong Kong: ACCHK) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทางระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และอาเซียน
ทั้งนี้ พื้นที่ Northern Metropolis ครอบคลุมที่ดินประมาณ 1 ใน 3 ของฮ่องกงตามแนวชายแดนเซินเจิ้น โดยทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์ทางทิศเหนือ” ของระบบเศรษฐกิจแบบสองเครื่องยนต์ (dual-engine economy) ซึ่งเน้นนวัตกรรมและอุตสาหกรรม ในขณะที่การเงินและงานบริการอยู่ทางทิศใต้
Northern Metropolis ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางมหานครเซินเจิ้น และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T hub) หลักของฮ่องกง เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า การตั้งฐานในพื้นที่นี้ช่วยเปิดประตูสู่อสังหาริมทรัพย์เพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) อุตสาหกรรมใหม่ พื้นที่ทดสอบนวัตกรรมข้ามแดนร่วมกับเซินเจิ้น รวมถึงเข้าถึงเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊าที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้บริโภคจำนวน 88 ล้านคน ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที
ทั้งนี้ เกณฑ์การจัดสรรที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวพิจารณาจากสาระสำคัญของแผนงาน ได้แก่ สิ่งที่จะสร้าง ความเร็วในการดำเนินงาน มูลค่าเงินลงทุน และจำนวนการจ้างงาน มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของเม็ดเงินจากการประมูลเพียงอย่างเดียว

การเข้าถึงเงินทุนและตลาดผ่าน “ฮ่องกง” ที่เป็นสะพานเชื่อม สร้างผลลัพธ์ที่สะท้อนชัดจากการเติบโตของธุรกิจไทยและอาเซียน โดยในครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนบริษัทในอาเซียนที่ InvestHK ได้ช่วยจัดตั้งหรือขยายกิจการในฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ลอเรตตา ลี (Loretta Lee) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการลงทุนของ InvestHK ได้ร่วมโปรโมตฮ่องกงในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนสองทางสำหรับธุรกิจในอาเซียนและจีนแผ่นดินใหญ่ ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2569
“สำหรับบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยและอาเซียน ฮ่องกงเป็นมากกว่าตลาดสำหรับการทำธุรกิจ เพราะฮ่องกงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมโยงบริษัทเหล่านี้เข้ากับแหล่งเงินทุน บุคลากรที่มีความสามารถ และโอกาสในการเติบโตในเขตกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) จีนแผ่นดินใหญ่ และตลาดโลก” ลอเรตตา ลี กล่าวไว้
“โดยการลงทุนแบบสองทางที่จับคู่จุดแข็งทางการเงินและวิชาชีพของฮ่องกงเข้ากับความมุ่งมั่นของวิสาหกิจอาเซียน จะเกิดการทำงานร่วมกัน (synergy) ที่ยกระดับการดำเนินงานจากระดับภูมิภาคไปสู่ระดับโลก”
นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยควรถูกมองในฐานะ ‘จุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง โดยไทยถือเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของเครือข่ายที่ฮ่องกงกำลังเร่งขยายให้กว้างขึ้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมบริษัทไทยไปสู่อาเซียนผ่านฮ่องกงนี้ ก็เป็นระบบเดียวกันกับที่กำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่ไกลกว่าเดิมในปัจจุบัน”
ฮ่องกงได้นำคณะผู้แทนธุรกิจระดับสูงเดินทางไปเยือนเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆ และสร้างพันธมิตรทางการค้าตลอดเส้นทาง ซึ่งการเดินทางไปเยือนในแต่ละครั้งต่างตอกย้ำคำมั่นสัญญาเดียวกันว่า ธุรกิจที่ปักหลักในฮ่องกงจะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายระดับโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เครือข่ายระดับภูมิภาคเท่านั้น
บทต่อไปของความร่วมมือนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใน เดือนกันยายนนี้ โดยฮ่องกงเตรียมเป็นเจ้าภาพจัด งานประชุมสุดยอด Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ในวันที่ 9–10 กันยายน 2026 ซึ่งจะรวบรวมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้นำทางธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน งานนี้จึงเป็นโอกาสดีที่สุดในการรับฟังข้อมูลอัปเดตล่าสุดและเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้โดยตรงก่อนใคร
กรณีของ “บางจาก” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การสร้างธุรกิจระดับโลกสามารถทำได้ด้วยการผสานจุดเด่นของประเทศไทยและฮ่องกงเข้าด้วยกัน แทนที่จะเลือกพึ่งพาเพียงที่ใดที่หนึ่ง และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในตอนนี้คือ เส้นทางดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนสวนกันได้ทั้งสองทิศทางพร้อมๆ กัน
โดยฮ่องกงกำลังรุกเข้าสู่ประเทศไทยผ่านเครือข่ายพันธมิตรและการเข้ามาตั้งรากฐาน ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยก็กำลังก้าวออกไปสู่ระดับโลกโดยอาศัยแหล่งเงินทุน โอกาส และความเชี่ยวชาญของฮ่องกง ดังนั้น บริษัทที่เริ่มเคลื่อนไหวเร็วกว่าย่อมเป็นผู้กำหนดทิศทางและกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่เพื่อช่วยเชื่อมโยงคุณเข้ากับแหล่งเงินทุน ทำเลที่ตั้ง การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่เหมาะสม พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนให้เป็นไปอย่างราบรื่น
กระแสการค้าการลงทุนสองทิศทางยังสะท้อนผ่านสินค้าและบริการของไทย โดย PAÑPURI (ปัญญ์ปุริ) แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศ แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมจากผลิตภัณฑ์เครื่องหอมจากพืชพรรณและศาสตร์แห่งการดูแลความงาม ได้เลือกฮ่องกงเป็นก้าวแรกในการขยายธุรกิจนอกประเทศไทย และได้เติบโตจนมีบูติกหลายแห่งทั่วฮ่องกง โดยใช้ฮ่องกงเป็นฐานสำนักงานภูมิภาคในการกำกับดูแลการดำเนินงานครอบคลุมจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า นอกจากนี้ แบรนด์เจลาโต้ชื่อดังอย่าง Blendies ก็ได้เลือกฮ่องกงเป็นสถานที่ตั้งสาขาแรกนอกประเทศไทยเช่นเดียวกัน
วันนี้คนในฮ่องกงจึงสามารถสัมผัสทั้งความผ่อนคลายและรสชาติความอร่อยจากกรุงเทพได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เองที่ย้ำเตือนว่าเส้นทางเชื่อมโยงนี้ไม่ได้เคลื่อนย้ายแค่เงินทุนหรือข้อตกลงธุรกิจ แต่ยังส่งต่อความสุขและกลิ่นอายจากบ้านเกิดอีกด้วย
สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในฮ่องกง สามารถติดต่อ “นายพนากร เดชธำรงวัฒน์” (Mr Panakorn Dejthumrongwat) Head of Business and Talent Attraction / Investment Promotion ประจำ InvestHK ได้ทางอีเมล panakorn@hketobangkok.gov.hk
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

อดีตนายกสมาคมอสังหาฯ เปิดภาพ EEC จากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด พลิกชลบุรี-ระยองจากเมืองเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ฐานอุตสาหกรรม ดึงคนทั่วประเทศย้ายถิ่นฐาน แต่ความสำเร็จวันนี้กำลังเผชิญคำถามใหญ่ เมื่อโลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมอาจตกยุค ชี้รัฐต้องคิดไกลกว่า “ดึงลงทุน” เร่งวางผังเมือง สร้างคุณภาพชีวิต และเปิดทางคนในพื้นที่ร่วมออกแบบ EEC เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเมืองอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองแต่กลายเป็นเมืองร้างในอนาคต
นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยในวงเสวนา “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดยเนชั่นกรุ๊ปว่า ในฐานะคนท้องถิ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด มองว่าการลงทุนและการวางโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของชลบุรี ระยอง และพัทยา
ครั้งหนึ่งพื้นที่เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพัทยาที่มีภาพจำในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ แต่เมื่อรัฐเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน ภาคตะวันออกก็เปลี่ยนสถานะอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหนึ่งในหัวใจการผลิตและอุตสาหกรรมของประเทศ
ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนผ่านรายได้ต่อหัว การลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเมือง ทว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต เมืองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วโรงงาน
การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมกลายเป็นแรงดึงดูดแรงงานจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่เดินทางเข้าสู่ชลบุรีและระยองเพื่อหางานทำ
“ลูกหลานจากภาคอีสาน ภาคเหนือ เข้ามาอยู่ระยอง ชลบุรี เพื่อทำงาน และสิ่งที่ตามมาคือการย้ายถิ่นฐาน” นายมีศักดิ์กล่าว
การเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยน ขณะเดียวกันเมืองและชุมชนก็ขยายตัวตามแรงงานและการลงทุ โจทย์จึงเริ่มเปลี่ยนจาก “จะสร้างโรงงานอย่างไร” เป็น “จะสร้างเมืองอย่างไรให้คนอยู่ได้”เพราะเมื่อคนเข้ามาทำงาน ย่อมต้องการบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า ระบบขนส่ง พื้นที่พักผ่อน และสาธารณูปโภค หากเมืองเติบโตโดยไม่มีแผนรองรับ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ภายในพื้นที่อุตสาหกรรม แต่จะแผ่ขยายไปสู่ชุมชนโดยรอบ
นายมีศักดิ์มองว่า ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม สามารถวางระบบภายในพื้นที่ได้ค่อนข้างดี ทั้งสาธารณูปโภค การจัดการพื้นที่ และการรองรับโรงงาน แต่ “โจทย์ใหญ่” กลับอยู่ด้านนอกนิคม
เมื่อโรงงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัย ร้านค้า ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล และบริการต่างๆ ย่อมเพิ่มตาม หากการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย โดยไม่มีผังเมืองรองรับ ก็อาจกลายเป็นต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
“รัฐต้องเข้ามาควบคุมและวางแผน เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในรั้วนิคมอุตสาหกรรม แต่กระทบพื้นที่โดยรวม”
นี่จึงเป็นจุดที่ EEC ต้องก้าวข้ามแนวคิด “เขตลงทุน” ไปสู่การเป็น “เขตสร้างเมือง”
นายมีศักดิ์ชี้ว่า การมองอนาคต EEC ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างพื้นที่รองรับโรงงานหรือการลงทุน แต่ต้องมองในฐานะ “การสร้างเมือง” ที่คนสามารถเข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และตั้งรกรากได้ในระยะยาว นั่นหมายถึงการออกแบบเมืองให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ระบบขนส่ง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นที่สำหรับคนทุกช่วงวัยเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้คน “มาทำงาน” แต่ต้องทำให้คนอยาก “อยู่ต่อ”
“ไม่ควรเป็นพื้นที่ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คนสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต”
แนวคิดนี้ยังเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ของ EEC ในการดึงดูดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองในประเทศไทย หากรัฐสามารถทำให้พื้นที่มีคุณภาพชีวิตและระบบเมืองที่น่าอยู่ ที่อยู่อาศัยก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน “แม่เหล็ก” ดึงทั้งคนและเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่
เมื่อเมืองเปลี่ยน บทบาทของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องเปลี่ยนตามนายมีศักดิ์มองว่า การพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรใน EEC ไม่ควรจบอยู่ที่การสร้างบ้านแล้วขาย แต่ต้องคิดต่อไปถึง “ชุมชน” และระบบเมืองที่โครงการจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งทำเลจึงไม่ควรถูกพิจารณาเพียงจากศักยภาพในการขาย แต่ต้องมองความเชื่อมโยงกับการเดินทาง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะ และเศรษฐกิจโดยรอบ
“ เพราะบ้านหนึ่งหลังอาจขายได้ในวันนี้ แต่ชุมชนที่ดีต้องสามารถดำรงอยู่ได้อีกหลายสิบปี โจทย์ใหญ่คือการมองชุมชนเมืองทุกมิติ ให้มีคุณภาพและสามารถอยู่ต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน”
เหนือกว่าปัญหาผังเมือง ยังมีความเสี่ยงที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “อนาคตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ”นายมีศักดิ์ตั้งคำถามว่า ไม่มีหลักประกันว่าอุตสาหกรรมที่เป็นเครื่องยนต์หลักของ EEC ในวันนี้ จะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน และการแข่งขันของโลกเปลี่ยนตาม
หากอุตสาหกรรมบางประเภทไม่สามารถปรับตัวได้ วันหนึ่งอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ “ตกยุค” และเมื่อเครื่องยนต์หลักหยุดเดิน ผลกระทบก็อาจลุกลามจากโรงงานไปสู่เมือง
“ถ้าอุตสาหกรรมตกยุค และไม่มีการปรับตัว ก็อาจเกิดการล่มสลายได้”
บทเรียนจากหลายเมืองอุตสาหกรรมและเมืองท่าในยุโรปจึงเป็นสัญญาณเตือนว่า เมืองที่เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมไม่ได้หมายความว่าจะรุ่งเรืองตลอดไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้จะดึงใครมาลงทุน” แต่คือ “อีก 30 ปีข้างหน้า EEC จะเป็นอะไร” หากอุตสาหกรรมเดิมเปลี่ยนแปลง เมืองจะอยู่ได้หรือไม่? หากเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนอย่างไร? หากโรงงานบางส่วนลดบทบาทลง พื้นที่โดยรอบจะปรับตัวอย่างไร? และที่สำคัญ หากคนไม่ได้เข้ามาเพียงทำงาน แต่เข้ามาใช้ชีวิต EEC จะมีเมืองที่รองรับพวกเขาหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ทำให้การวางผังเมืองกลายเป็นหัวใจของ EEC ไม่แพ้การวางแผนอุตสาหกรรม
นายมีศักดิ์ย้ำว่า การวางผังเมืองต้องมองระยะยาว และไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าเมืองจะเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดไป
“ผังเมืองนับตั้งแต่ช่วงอีสเทิร์นซีบอร์ด เราเติบโตทางเศรษฐกิจมาก และต่อมาเปลี่ยนกลยุทธ์เป็น EEC การเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม แต่ผังเมืองต้องคำนึงถึงชุมชน อย่ายึดติดว่าเมืองเราจะโตเรื่อยๆ แต่ความจริงไม่ใช่ ต้องวางผังเมืองที่ดีในระยะยาว”
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง “เมืองน่าอยู่” และ “ชุมชนเมือง” มากกว่าการเร่งขยายพื้นที่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวพร้อมกันนั้น คนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต เพราะ EEC ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ลงทุนของนักธุรกิจหรือพื้นที่ทำงานของแรงงาน แต่คือบ้านของผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อีสเทิร์นซีบอร์ดพิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างมหาศาล ก่อนต่อยอดมาสู่ EEC ในวันนี้แต่บทต่อไปอาจยากกว่าเดิม
เพราะโจทย์ไม่ใช่เพียงการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ใหม่ แต่คือการสร้างเมืองที่อยู่รอดได้ แม้เครื่องยนต์นั้นจะเปลี่ยนไป EEC จึงต้องคิดพร้อมกันทั้ง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย การเดินทาง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
หากทำได้ EEC จะไม่ใช่เพียงฐานอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศ แต่จะกลายเป็นเมืองที่คนอยากมาเที่ยว อยากทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในระยะยาวแต่หากยังมองการเติบโตผ่านตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว ความสำเร็จของ EEC วันนี้อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวันข้างหน้า เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่วันที่โรงงานหยุดเดิน แต่คือวันที่ “เมือง” ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักหมดบทบาทลง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เงินเยนแข็งค่าไม่หยุด ล่าสุดพุ่งทะลุระดับสำคัญ 155 เยนต่อดอลลาร์ จ่อลุ้นทดสอบจุดสูงสุดของปี 2026 ตลาดคาดธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ค่าเงินเยนกำลังเข้าใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดของปีนี้ หลังการทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 155 เยนต่อดอลลาร์ไปกระตุ้นคำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) จำนวนมาก ทำให้โซน 152 กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในสายตานักเทรด
เมื่อวันอังคาร (8 ก.ย. 69) เงินเยนแข็งค่าขึ้นมากสุด 0.4% มาที่ระดับ 153.80 เยนต่อดอลลาร์ หลังจากพุ่งขึ้น 1.2% ในคืนก่อนหน้า ส่งผลให้การแข็งค่าตลอดเดือนนี้รวมเกือบ 4% และทำให้เยนเป็นสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในกลุ่มประเทศ G10
การเคลื่อนไหวรอบล่าสุดนี้ไม่ได้มีปัจจัยกระตุ้นเพียงตัวเดียว นักค้าบางส่วนชี้ไปที่สภาพคล่องบางลงเนื่องจากวันหยุดในสหรัฐ ขณะที่บางรายระบุว่าการหลุดระดับ 155 เป็นตัวเร่งให้แรงซื้อที่เป็นบวกอยู่แล้วรุนแรงขึ้น เยนเริ่มดีดตัวขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยเริ่มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มุมมองของตลาดพลิกกลับอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การคาดเดาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญภาครัฐของญี่ปุ่น (GPIF) จะปรับโครงสร้างการจัดสรรสินทรัพย์ก็เป็นอีกแรงหนุนค่าเงินเยน
การหลุดแนว 155 ลงมาทำให้เกิดคำสั่ง stop-loss จำนวนมาก และบีบให้ดีลเลอร์ออปชันต้องขายดอลลาร์ ตามข้อมูลจากเทรดเดอร์รายหนึ่งที่คุ้นเคยกับดีลดังกล่าวซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ
“การหลุดโซนแนวรับในคืนที่ผ่านมา ‘เปิดประตูอย่างชัดเจน’ ให้การเคลื่อนไหวต่อไปได้ไกลขึ้น” โรดริโก แคทริล นักกลยุทธ์จาก National Australia Bank Ltd. กล่าว “คู่เงินดอลลาร์–เยน (USD/JPY) ดูพร้อมจะทดสอบระดับใกล้จุดต่ำเดิมที่ 152.27 และ 152.10”
โซน 152.10 เป็นระดับที่เยนแข็งค่าที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ และกำลังถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโมเมนตัมฝั่งเยนเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัดทางเทคนิคหลายตัวก็ชี้ว่าโซน 152 เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ หลังการหลุดแนวรับบริเวณ 155
“เทรดเดอร์ในตลาดเงินกำลังหันมาจับตาแนวถัดไปของคู่ USD/JPY โดยมีโซน 152 เป็นตัวเต็ง ขณะที่แรงกดดันด้านการอ่อนค่าของดอลลาร์ต่อเยนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อเยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเห็นได้ชัดในตลาดออปชัน แม้วันจันทร์จะเป็นวันหยุดสหรัฐ แต่ปริมาณการซื้อขายในสัญญา FX ทั่วโลกยังคงในระดับ “ค่อนข้างหนาแน่น” โดยมีคู่เงินที่เกี่ยวกับเยนเป็นตัวนำ การพุ่งขึ้นของสัญญาฟอร์เวิร์ดเงินเยนระยะ 1 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการปิดสถานะขายเยน (short covering) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยูโร ปอนด์ และฟรังก์สวิส ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้คู่ดอลลาร์–เยนปรับตัวลง”
มาร์ก แครนฟิลด์ นักกลยุทธ์ตลาดของ Markets Live กล่าว
ความเร็วของการเคลื่อนไหวรอบนี้ทำให้ตลาดเริ่มมองความเป็นไปได้ที่จะเกิดการ “ถอยกลับ” ในการทำแคร์รี่เทรดที่ใช้เงินเยนเป็นแหล่งเงินทุนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในต่างประเทศ
“มุมมองพื้นฐานของเราคือ หากหลุดระดับ 154 ลงไป อาจจุดให้เกิดการปิดสถานะแคร์รี่เทรดที่ใช้เงินเยน (yen carry trades) เพิ่มเติม และกระตุ้นคำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) รอบใหม่ เปิดช่องให้เงินเยนมีโอกาสแข็งค่าได้อีก” รินโต มารุยามะ หัวหน้านักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินของ SMBC Nikko Securities กล่าว พร้อมเสริมว่า ในทางกลับกัน การที่สถานะในตลาดเบาบางลงก็หมายความว่ายังมี “พื้นที่” ให้นักลงทุนกลับเข้าไปเปิดสถานะขายชอร์ตเงินเยน (short yen) รอบใหม่ได้เช่นกัน
ขณะนี้ความสนใจของตลาดหันไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐซึ่งมีกำหนดประกาศในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ในญี่ปุ่น นักลงทุนจะจับตาสุนทรพจน์ของคาซุยูกิ มาสุ กรรมการบอร์ด BOJ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับความเร็วของการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
บททดสอบที่ใหญ่กว่าจะอยู่ที่การประชุมนโยบายการเงินของ BOJ สัปดาห์หน้า โดยข้อมูลจากตลาดสวอประยะข้ามคืน (overnight index swaps) ชี้ว่าตลาดกำลังกำหนดราคาสะท้อนโอกาสราว 97% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งยิ่งยกระดับความคาดหวังว่าผู้กำหนดนโยบายต้องส่งสัญญาณ “เข้มงวด” เพียงพอเพื่อหนุนให้เงินเยนแข็งค่าต่อไป
“ตอนนี้เงินเยนอยู่ทางแยก” แคทริล จาก NAB กล่าว “การขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้าเป็นเงื่อนไข ‘จำเป็น’ ก็จริง แต่ถ้าจะให้เยนรักษาการแข็งค่าที่เกิดขึ้นล่าสุดได้ BOJ จะต้องส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) และยืนยันมุมมองของตลาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี ‘มีแนวโน้มมากกว่าจะไม่เกิดขึ้น’”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569
วันนี้แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ ได้ในคู่ของ ญี่ปุ่น พบ ออสเตรเลีย ได้ในเวลา 17:30 น. ทาง Monomax Sports ช่อง 29
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569
เวลา 08:00 น. อินเดีย พบ นิวซีแลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 11:30 น. กาตาร์ พบ เกาหลีใต้ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 17:30 น. ญี่ปุ่น พบ ออสเตรเลีย (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

“ภาวะสมองเสื่อม” เป็นภาวะที่เกิดจากโรคทางสมองและส่งผลกระทบต่อความจำ การคิด และความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 57 ล้านคน และมีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี “โรคอัลไซเมอร์” เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด และคาดว่าคิดเป็น 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด
แม้จะไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อม แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การแยกตัวทางสังคม การขาดการออกกำลังกาย มลภาวะทางอากาศ และโรคไม่ติดต่อ (NCDs) รวมถึงความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ล้วนเป็นสาเหตุของความเสี่ยงถึง 45% นอกจากด้านสุขภาพแล้ว ภาวะสมองเสื่อมยังส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระ ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของบุคคล
ทั้งนี้ ในอดีต “อายุ” จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อม แต่ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการชราตามปกติ แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดสารเสพติด ผู้ป่วย HIV และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์หลายร้อยตัวในจีนถูกนำมาแข่งขันทั้งวิ่ง ชกมวย เต้น และทำกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เพียงสองวันหลังการแข่งขัน World Humanoid Robot Games จบลง หนังสือพิมพ์ทางการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA Daily กลับมองการแข่งขันดังกล่าวในอีกมุมหนึ่ง โดยเรียกร้องให้นักวิจัยเร่งนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่พัฒนาจากห้องทดลองไปใช้ในการฝึกทางทหาร เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับการรบ
จากการตรวจสอบเอกสารมากกว่า 100 รายการของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ทั้งประกาศจัดซื้อจัดจ้างทางทหาร งานวิจัยทางวิชาการ สิทธิบัตร สิ่งพิมพ์ของทางการ เอกสารรัฐบาล และข้อมูลจากบริษัทด้านกลาโหม พบว่า จีนกำลังเร่งศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในทางทหาร และกำลังวางแนวทางสำหรับการนำระบบเหล่านี้ไปใช้งานในสนามรบในอนาคต
เอกสารที่พบระบุว่า สถาบันทางทหารของจีนกำลังทดสอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กับความต้องการที่เกิดขึ้นจริงในสนามรบ พยายามจัดซื้อหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสำหรับฝึกระบบเหล่านี้ รวมถึงศึกษาว่าหุ่นยนต์จะทำงานร่วมกับทหารได้อย่างไร งานดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นในช่วง 2568-2569 โดยเน้นไปที่ความสามารถสำคัญของหุ่นยนต์ เช่น การรับรู้สภาพแวดล้อม การหยิบจับ และควบคุมวัตถุ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ฝึกระบบ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกลายเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุดของโลก BofA Global Research ประเมินว่า ผู้ผลิตจีนมีสัดส่วนประมาณ 95% ของจำนวนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ส่งมอบทั่วโลกในปี 2568 ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์จึงทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนสามารถเข้าถึงระบบหุ่นยนต์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาต่อยอดเพื่อการทหาร
ความสนใจเรื่องหุ่นยนต์ในสนามรบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน แต่เป็นแนวโน้มที่กองทัพทั่วโลกกำลังจับตามอง โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนแสดงให้เห็นว่าระบบไร้คนขับ และระบบอัตโนมัติสามารถเปลี่ยนวิธีการทำสงครามได้อย่างไร
ในสงครามยูเครน โดรนกึ่งอัตโนมัติที่ใช้เอไอช่วยนำทาง และค้นหาเป้าหมายถูกนำมาใช้ทั้งในการลาดตระเวน และโจมตี ขณะเดียวกัน หุ่นยนต์ยังถูกนำมาใช้ขนส่งเสบียง และนำผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่การสู้รบ
รอยเตอร์สรายงานว่า กองทัพจีนกำลังศึกษาบทเรียนจากสงครามในยูเครน ซึ่งเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการใช้โดรน และระบบไร้คนขับในสนามรบ
เดนนิส ฮง (Dennis Hong) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลและอวกาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์คือ การส่งมันเข้าไปในพื้นที่ ที่มนุษย์ไม่ต้องการหรือไม่ควรเข้าไป
“การส่งหุ่นยนต์ไปในที่ ที่เราไม่ต้องการให้มนุษย์เข้าไปเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดของการพัฒนาหุ่นยนต์ตั้งแต่แรก หากการเสียหายหรือสูญเสียหุ่นยนต์ช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องเสียชีวิต หุ่นยนต์ก็สามารถถูกใช้แทนมนุษย์ในภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงได้” ฮง กล่าว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทางทหารของจีนยังไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ถูกนำไปใช้รบจริง แล้วรอยเตอร์สไม่พบหลักฐานว่า จีนส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ติดอาวุธไปประจำการกับหน่วยปฏิบัติการของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ในทางเทคนิค หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งใช้พลังงานสูง และยังทำงานได้ไม่เสถียรเมื่ออยู่นอกสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม
แอรอน จอห์นสัน (Aaron Johnson) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กล่าวว่า สนามรบมีตัวแปรมากมาย และมีสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับหุ่นยนต์
หนึ่งในพื้นที่ ที่จีนมองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจเข้ามามีบทบาทคือ สงครามในเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีทั้งอาคาร ห้อง ทางเดิน และสิ่งกีดขวางจำนวนมาก
งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยนักวิจัยจากศูนย์ทดสอบของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีการป้องกันประเทศแห่งชาติของจีน ในนครซีอาน ได้จำลองสถานการณ์การรบในเมือง โดยให้หุ่นยนต์ 6 ตัว ซึ่งอาจเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์สุนัข หรือยานพาหนะไร้คนขับ แบ่งเป็น 2 ทีม และทำงานร่วมกับทหารภาคพื้นดิน
ภารกิจของหุ่นยนต์คือ เข้าไปในอาคารที่ฝ่ายตรงข้ามยึดครอง แล้วตรวจค้นพื้นที่ทีละชั้น และทีละห้อง งานวิจัยดังกล่าวประเมินว่า อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในสถานการณ์นี้อาจมีความพร้อมภายใน 5-10 ปี แต่ไม่ได้ระบุว่าหุ่นยนต์จะได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธอย่างไร จะติดอาวุธประเภทใด หรือจะรับมือกับพลเรือนที่อยู่ในพื้นที่อย่างไร
จัว-มิน โจว (Juo-Min Chou) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านการป้องกันประเทศ และความมั่นคงแห่งไต้หวัน กล่าวว่า หากหุ่นยนต์พัฒนาความสามารถด้านการทรงตัว การรับรู้ และการทำงานต่อเนื่องได้ดีขึ้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจมีประโยชน์ในพื้นที่อย่างอาคาร อุโมงค์ หรือภายในเรือ
เหตุผลคือ หุ่นยนต์ประเภทนี้มีแขนสองข้าง และขาสองข้าง ทำให้ในทางทฤษฎีสามารถเคลื่อนที่ ปีนป่าย และหยิบจับสิ่งของได้ด้วยตนเอง แต่หากเป็นภารกิจง่ายกว่า เช่น การลาดตระเวนหรือขนส่ง จัว-มินมองว่า หุ่นยนต์สี่ขา หุ่นยนต์แบบสายพาน หรือหุ่นยนต์แบบล้อจะมีต้นทุนต่ำกว่า และนำไปใช้งานจำนวนมากได้ง่ายกว่า
แนวคิดของกองทัพจีนต่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังไปไกลกว่าการเป็นผู้ช่วยทหาร บทความที่เผยแพร่ใน PLA Daily เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า ภารกิจของหุ่นยนต์อาจพัฒนาจาก “การสนับสนุนการรบไปสู่การเป็นกำลังหลักในการรบ”
บทความดังกล่าวยังพูดถึงความเป็นไปได้ที่หุ่นยนต์จะได้รับอนุญาตให้ยิงเป้าหมายที่เป็นมนุษย์ หลังจากมนุษย์ตรวจสอบ และยืนยันเป้าหมายแล้ว
เมื่อเดือนธันวาคม 2568 กองบัญชาการยุทธบริเวณตะวันออกของกองทัพจีนยังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยเอไอ แสดงภาพหุ่นยนต์ทางทหารหลายประเภท ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขา เข้าทำลายแนวป้องกันของไต้หวันในสถานการณ์ความขัดแย้งสมมติในอนาคต
ความสนใจของจีนต่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในทางทหารเริ่มเห็นชัดขึ้นตั้งแต่ 2567 โดยในปีนั้น NUDT และสถาบันวิทยาศาสตร์การทหารของจีนจัดเวทีด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ซึ่งมีการพูดถึงการนำระบบฮิวแมนนอยด์มาใช้ทางทหาร
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 จีนจัดการแข่งขันที่จำลองภารกิจแทรกซึมหลังแนวข้าศึกให้หุ่นยนต์เข้าไปในพื้นที่ ทำแผนที่ และค้นหาเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีการจำลองภารกิจตรวจสอบตัวตน ตรวจสอบระเบียบวินัย และลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยภายในฐานทัพ ซึ่งการแข่งขันส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยี เพื่อให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานในสนามรบได้ในอนาคต
เอกสารจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพจีนในช่วงเดียวกันก็สะท้อนทิศทางนี้เช่นกัน เดือนพฤษภาคม 2568 กองทัพปลดปล่อยประชาชนประกาศจัดซื้อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พร้อมบริการติดตั้ง และฝึกอบรมด้านเทคนิค
อีกสี่เดือนต่อมา มีประกาศจัดซื้อจัดจ้างอีกฉบับ ซึ่งใช้อีเมลของ NUDT เป็นช่องทางติดต่อ ระบุความต้องการระบบสำหรับ “การรับรู้สภาพแวดล้อมอัจฉริยะ และการปฏิบัติการอย่างคล่องแคล่วของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีร่างกายจริง”
เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ให้รายละเอียดมากพอที่จะทราบว่าการจัดซื้อทั้งสองโครงการเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้น บริษัทใดเป็นผู้ชนะการจัดซื้อ หรือหุ่นยนต์รุ่นใดถูกนำไปใช้งาน
ในเดือนมิถุนายน 2569 กองทัพจีนตั้งงบประมาณ 300,000 ดอลลาร์ สำหรับระบบที่ใช้เก็บ และติดป้ายกำกับข้อมูลจากกล้อง เรดาร์ และข้อมูลการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศที่หุ่นยนต์สามารถเดินทางผ่านได้
การจัดซื้อครั้งนี้สะท้อนว่า การพัฒนาหุ่นยนต์ของกองทัพจีนไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างตัวหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพัฒนาระบบที่อยู่เบื้องหลังด้วย ทั้งการเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์ การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม และการฝึกให้หุ่นยนต์สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองได้
ภายใน 2569 การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มขยายจากสถาบันวิจัยทางทหารไปสู่บริษัทในอุตสาหกรรมกลาโหมของจีน หนึ่งในตัวอย่างคือ “ฟู่ซี” (Fuxi) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดเต็มตัวที่ผลิตโดย Norinco บริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมของรัฐบาลจีน
ข้อมูลของบริษัทที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม ระบุว่า ฟู่ซีถูกออกแบบให้สามารถทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ ลาดตระเวนในทุกสภาพอากาศ ตรวจตราพื้นที่ด้วยระบบอัจฉริยะ และทำงานในพื้นที่อันตราย หุ่นยนต์ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบควบคุมระยะไกลของ Norinco ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นั่นคือ การปล่อยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะปัจจุบันการทำให้หุ่นยนต์เข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อน และตัดสินใจได้อย่างน่าเชื่อถือยังเป็นเรื่องยาก
มัลคอล์ม เดวิส (Malcolm Davis) นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า ปัจจุบันเขายังไม่มองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นระบบที่ใช้งานได้จริงในสนามรบ “แต่ในอีก 5-10 ปี พวกมันอาจเป็นเช่นนั้นได้” เดวิส กล่าว
จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในสนามรบ ปี 2568 กองทัพบกสหรัฐเปิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาความสามารถของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทางทหาร โดยมีเป้าหมายให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับทหารได้ในอนาคต
ภารกิจที่กองทัพสหรัฐระบุไว้มีตั้งแต่การลาดตระเวน การรักษาความปลอดภัย การเคลียร์สิ่งกีดขวาง การทำงานในพื้นที่ ที่มีวัตถุอันตราย ไปจนถึงภารกิจเชิงรุก และเชิงรับในพื้นที่เมือง มีผู้เข้ารอบสุดท้ายมากถึง 10 ทีมที่มีกำหนดทดสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของกองทัพสหรัฐในปี 2569 โดยมีงบประมาณสำหรับสัญญาต่อยอดสูงสุด 1.25 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในด้านอุตสาหกรรม จีนยังมีความได้เปรียบอย่างมากในการพัฒนาหุ่นยนต์สองขา และสี่ขา รอยเตอร์สรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า Unitree บริษัทจีนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขารายใหญ่ของโลก พัฒนาหุ่นยนต์สุนัขรุ่นที่ขายดีที่สุดโดยอาศัยนวัตกรรมด้านการออกแบบที่ได้รับเงินทุนจากกองทัพสหรัฐ
แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่สนามรบยังมีข้อจำกัดทั้งด้านเทคนิค และกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อหุ่นยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขนของหรือลาดตระเวน แต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังต่อมนุษย์
หากในอนาคตหุ่นยนต์สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ ระบบจะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การแยกแยะว่าบุคคลตรงหน้าเป็นทหารหรือพลเรือน หรือบุคคลนั้นกำลังต่อสู้ ยอมจำนน หรือได้รับบาดเจ็บ กฎหมายว่าด้วยการทำสงครามกำหนดให้กองกำลังต้องแยกแยะระหว่างนักรบกับพลเรือน และห้ามโจมตีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือยอมจำนน
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเตือนว่า อาวุธอัตโนมัติอาจมีปัญหาในการตีความสัญญาณการยอมจำนน เพราะการตัดสินว่าบุคคลหนึ่งยอมจำนนหรือไม่อาจต้องพิจารณาทั้งบริบท พฤติกรรม และเจตนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติอาจตีความได้ไม่ถูกต้อง
กองทัพสหรัฐกำหนดให้ระบบอาวุธอัตโนมัติต้องผ่านการตรวจสอบด้านกฎหมาย และการทดสอบในสถานการณ์ที่สมจริง รวมถึงกำหนดให้ผู้บังคับบัญชา และผู้ปฏิบัติงานใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมในการใช้กำลัง ส่วนกระทรวงกลาโหมจีนระบุเมื่อเดือนมีนาคม ว่า อาวุธที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ ถึงอย่างนั้น จีนยังคงเดินหน้าศึกษาการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในทางทหาร
หวัง ยงหัว (Wang Yonghua) นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การทหารของจีน เขียนบทความเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกมาก ทั้งเรื่องการเคลื่อนไหว การรับรู้ และความสามารถด้านสติปัญญา
เขาระบุว่า การทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กลายเป็นระบบทางทหารที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย จำเป็นต้องมีความก้าวหน้าทางเทคนิค ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และการผลิตในระดับอุตสาหกรรม หากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้นได้ หวังเขียนว่า “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะหลั่งไหลเข้าสู่สนามรบ”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เมื่อพูดถึงตำแหน่ง Project Manager หลายคนอาจนึกถึงคนที่คอยวางแผนงาน จัดการ Timeline ประสานงานกับทีม และดูแลให้โปรเจกต์ส่งมอบได้ตามเป้าหมาย แต่เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในหลายองค์กร บทบาทของ Project Manager ก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน
ทุกวันนี้องค์กรไม่ได้ต้องการแค่คนที่บริหารโปรเจกต์ให้เสร็จตามแผน แต่ต้องการคนที่สามารถพาโปรเจกต์ AI จากไอเดียไปสู่การใช้งานจริง และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ นี่จึงเป็นที่มาของบทบาท AI Project Manager (AI PM) ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่หลายองค์กรต้องการมากขึ้น
AI Project Manager คือผู้ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ การวางแผนโปรเจกต์ การประสานงานระหว่างทีมต่าง ๆ ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กร แม้ AI PM จะมีพื้นฐานด้าน Project Management เหมือนกับ Project Manager ทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างคือ AI PM ต้องเข้าใจทั้งฝั่ง Business และ Technology เพื่อให้สามารถเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันได้
AI PM ไม่จำเป็นต้องเป็น Developer หรือ Data Scientist แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีมากพอที่จะทำงานร่วมกับทีม Tech และสามารถแปลความต้องการของธุรกิจให้กลายเป็น Solution ที่ใช้งานได้จริง
Project Manager ทั่วไปมักโฟกัสที่การส่งมอบโปรเจกต์ให้สำเร็จตาม Scope, Budget และ Timeline ที่กำหนด คำถามที่ PM ทั่วไปมักให้ความสำคัญคือ
ในขณะที่ AI Project Manager ต้องมองไกลกว่านั้น นอกจากการบริหารโปรเจกต์แล้ว ยังต้องตอบคำถามเพิ่มเติม เช่น
พูดง่าย ๆ คือ Project Manager ดูแล “การส่งมอบโปรเจกต์” ในขณะที่ AI Project Manager ดูแล “ผลลัพธ์จากการใช้ AI”
สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์ AI แตกต่างจากโปรเจกต์ทั่วไป คือเรื่องของเทคโนโลยี AI PM ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดได้ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีมากพอที่จะทำงานร่วมกับทีม Tech ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น
หากขาดความเข้าใจด้าน Technology AI PM อาจวางแผนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือสื่อสารกับทีมพัฒนาได้ไม่ครบถ้วน บทบาทสำคัญของ AI PM คือการแปลความต้องการจากฝั่ง Business ไปสู่ทีม Tech และแปลข้อจำกัดจากทีม Tech กลับมาให้ฝั่ง Business เข้าใจ
1. AI Literacy เข้าใจความสามารถ ข้อจำกัด และแนวทางการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจ
2. Technology Literacy เข้าใจระบบ การเชื่อมต่อ และการทำงานร่วมกับทีม Tech
3. Business Thinking เชื่อม AI เข้ากับเป้าหมายและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
4. Project Management บริหาร Scope, Timeline, Resource และการส่งมอบงาน
5. Stakeholder Communication สื่อสารและประสานงานระหว่าง Business, Tech และผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. Change & Risk Management บริหารความเสี่ยงและผลักดันการนำ AI ไปใช้จริงในองค์กร
หลายคนเข้าใจว่า AI Project Manager คือ Project Manager ที่รู้จักใช้ ChatGPT หรือเครื่องมือ AI ต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง บทบาทนี้คือคนที่สามารถเชื่อม Business และ Technology เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียด้าน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
ในวันที่องค์กรต่างเร่งนำ AI มาใช้งาน ความสามารถในการบริหารโปรเจกต์ AI และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นทักษะสำคัญที่ตลาดต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากคุณสนใจสายงาน AI Project Manager และอยากเรียนรู้การบริหารโปรเจกต์ AI แบบ End-to-End สามารถดูรายละเอียด Career Track: AI Project Manager ได้ที่ https://www.career-spark.co/career-tracks/ai-project-manager
ขอบคุณข้อมูลจาก career-spark.co

เคยไหม? เพิ่งกินมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันไปไม่นาน แต่กลับรู้สึกหิวอีกแล้ว จนต้องหยิบขนมหรือเครื่องดื่มหวานมากินระหว่างวัน ปัญหานี้ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของมื้ออาหาร เพราะหากมื้อหนึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก แต่มีโปรตีน ใยอาหาร และไขมันน้อย ก็อาจทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้นได้
หนึ่งในวัตถุดิบที่นำมาเพิ่มความหลากหลายให้มื้ออาหารได้ง่ายคือ “เนยถั่ว” เพราะมีทั้งโปรตีน ไขมัน และใยอาหารในปริมาณหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาจับคู่กับอาหารชนิดอื่นเพื่อทำให้มื้ออาหารมีสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนยถั่วไม่ได้เป็นอาหารที่ทำให้ผอมโดยตรง และให้พลังงานค่อนข้างสูง ดังนั้นเคล็ดลับสำคัญคือ เลือกชนิดให้เหมาะสมและกินในปริมาณพอดี
เหตุผลสำคัญคือ เนยถั่วไม่ได้มีเพียงสารอาหารชนิดเดียว แต่ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน และใยอาหาร
โปรตีนและใยอาหารมีบทบาทต่อความรู้สึกอิ่ม ขณะที่ไขมันช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานและมีส่วนทำให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้าลง
เมื่อนำเนยถั่วไปกินคู่กับอาหารที่มีใยอาหารหรือโปรตีนเพิ่มเติม จึงสามารถช่วยให้มื้ออาหารมีองค์ประกอบที่สมดุลขึ้น และอาจช่วยลดการกินจุบจิบระหว่างมื้อได้
เมนูง่าย ๆ ที่เหมาะกับมื้อเช้า โดยเลือกขนมปังโฮลเกรนหรือขนมปังที่มีธัญพืชไม่ขัดสี ทาด้วยเนยถั่วในปริมาณพอเหมาะ แล้วเพิ่มกล้วยหั่นเป็นชิ้น
เมนูนี้มีทั้งคาร์โบไฮเดรตจากขนมปังและผลไม้ รวมถึงโปรตีน ไขมัน และใยอาหารจากเนยถั่วและส่วนประกอบอื่น
ความหวานจากกล้วยยังช่วยเพิ่มรสชาติโดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลหรือแยมหวานเพิ่ม
เคล็ดลับ: หากกำลังควบคุมน้ำหนัก ควรระวังการทาเนยถั่วหนาเกินไป เพราะปริมาณที่เพิ่มขึ้นทำให้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้าวโอ๊ตเป็นอีกหนึ่งอาหารที่เหมาะกับการนำมาจับคู่กับเนยถั่ว เพราะมีใยอาหาร โดยเฉพาะเบตา-กลูแคน ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ
ลองทำข้าวโอ๊ตใส่นม แล้วเติมเนยถั่วเล็กน้อย จากนั้นเพิ่มผลไม้สด เช่น กล้วย แอปเปิล หรือเบอร์รี
แทนที่จะเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มความหวาน การใช้ผลไม้สดจะช่วยเพิ่มทั้งรสชาติและสารอาหารให้กับมื้ออาหาร
สำหรับคนที่ไม่ชอบกินขนมปังหรือข้าวโอ๊ต สามารถเปลี่ยนมาเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติแทนได้
เลือกโยเกิร์ตที่ไม่เติมน้ำตาลหรือมีน้ำตาลต่ำ แล้วเติมเนยถั่วปริมาณเล็กน้อย พร้อมผลไม้สด
โยเกิร์ตช่วยเพิ่มโปรตีนให้กับมื้ออาหาร ส่วนเนยถั่วช่วยเพิ่มไขมันและโปรตีน ขณะที่ผลไม้ช่วยเพิ่มใยอาหารและสารอาหารจากพืช
หากต้องการให้มื้ออาหารอยู่ท้องมากขึ้น อาจเติมเมล็ดธัญพืชในปริมาณเหมาะสม แต่ควรคำนึงถึงพลังงานรวมด้วย
ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่หลายคนมักหิวและเผลอกินขนมหวานหรือขนมกรุบกรอบโดยไม่รู้ตัว
ลองเปลี่ยนเป็นแอปเปิลหั่นชิ้นคู่กับเนยถั่วปริมาณเล็กน้อยแทน
แอปเปิลให้ใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตจากผลไม้ ส่วนเนยถั่วช่วยเพิ่มโปรตีนและไขมัน ทำให้ของว่างมีองค์ประกอบหลากหลายกว่าการกินผลไม้หรือขนมเพียงอย่างเดียว
แต่จำไว้ว่า: ของว่างที่มีประโยชน์ก็ยังให้พลังงาน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกินเนยถั่วหลายช้อนเพื่อให้รู้สึกอิ่ม
อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือใช้กล้วยสุกบดแทนแยม แล้วทาบนขนมปังโฮลเกรน จากนั้นเพิ่มเนยถั่วเล็กน้อย
วิธีนี้ช่วยลดการพึ่งพาแยมที่มีน้ำตาลเติม และได้ความหวานจากกล้วยตามธรรมชาติ
หากต้องการเพิ่มโปรตีนให้มื้อเช้า สามารถรับประทานคู่กับไข่ต้มหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติได้
แม้เนยถั่วจะมีสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนความอิ่ม แต่การควบคุมความหิวควรมองอาหารทั้งมื้อ
มื้ออาหารที่ช่วยให้อิ่มได้ดีควรมีองค์ประกอบที่หลากหลาย เช่น
ดังนั้น แทนที่จะคิดว่า “กินเนยถั่วแล้วจะไม่หิว” ให้คิดว่า “เพิ่มเนยถั่วเพื่อทำให้มื้ออาหารมีสารอาหารที่หลากหลายขึ้น” จะเหมาะสมกว่า
เวลาเลือกซื้ออย่าดูแค่คำว่า “เนยถั่ว” บนฉลาก เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีส่วนผสมแตกต่างกัน
ควรเปรียบเทียบฉลากในเรื่อง
น้ำตาล: เลือกสูตรที่ไม่มีการเติมน้ำตาลมากเกินไป
โซเดียม: หากกินเป็นประจำ ควรพิจารณาปริมาณโซเดียมด้วย
ไขมันอิ่มตัว: ตรวจสอบปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
พลังงาน: เพราะเนยถั่วมีพลังงานค่อนข้างสูง
ส่วนประกอบ: สูตรที่มีถั่วลิสงเป็นส่วนประกอบหลักและมีส่วนผสมเพิ่มเติมไม่มาก อาจเป็นตัวเลือกที่เรียบง่ายกว่า
ไม่จริงเสมอไป
เนยถั่วอาจช่วยเพิ่มความอิ่มเมื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุล แต่การเพิ่มปริมาณมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะได้ประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย
เนื่องจากเนยถั่วให้พลังงานค่อนข้างสูง การกินจากกระปุกโดยไม่ตวงปริมาณอาจทำให้เผลอกินเกินได้ง่าย
วิธีที่เหมาะกว่าคือ ตวงปริมาณก่อนรับประทาน และนับเนยถั่วเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือของว่าง ไม่ใช่กินเพิ่มจากอาหารมื้อหลักโดยไม่ปรับส่วนอื่น
กินได้ หากนำมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารโดยรวมที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดเนยถั่วออกทั้งหมด แต่คือการควบคุมพลังงานรวมและเลือกอาหารที่ทำให้อิ่มอย่างมีคุณภาพ
ตัวอย่างเช่น หากเปลี่ยนจากขนมหวานหรือขนมขบเคี้ยวที่กินเล่นระหว่างวัน มาเป็นผลไม้คู่กับเนยถั่วในปริมาณเหมาะสม ก็อาจเป็นทางเลือกของว่างที่มีสารอาหารหลากหลายขึ้น
แต่หากกินเนยถั่วเพิ่มจากอาหารเดิมทั้งหมด โดยไม่ได้ลดหรือปรับอาหารส่วนอื่น ก็อาจทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผู้ที่มีประวัติแพ้ถั่วลิสงควรหลีกเลี่ยงเนยถั่วที่ทำจากถั่วลิสง และอ่านฉลากอย่างละเอียด
หากเคยมีอาการแพ้รุนแรง ควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่อาจมีการปนเปื้อนจากถั่วด้วย
เนยถั่วสามารถนำมาใช้เป็นตัวช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหารได้ เพราะมีทั้ง โปรตีน ไขมัน และใยอาหาร และสามารถจับคู่กับอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ขนมปังโฮลเกรน ข้าวโอ๊ต และผลไม้
5 คู่ที่ทำได้ง่าย ได้แก่ ขนมปังโฮลเกรนกับเนยถั่วและกล้วย, ข้าวโอ๊ตกับเนยถั่วและผลไม้, โยเกิร์ตกับเนยถั่วและผลไม้, แอปเปิลกับเนยถั่ว และขนมปังโฮลเกรนกับกล้วยบดและเนยถั่ว
อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับสำคัญไม่ได้อยู่ที่การกินเนยถั่วให้มาก แต่คือ เลือกสูตรที่เหมาะสม ตวงปริมาณ และจัดคู่กับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะการคุมหิวที่ดีควรทำให้เรา “อิ่มอย่างมีคุณภาพ” มากกว่าการอดอาหารหรือพยายามกินให้น้อยที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,750.00 | 68,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,444.00 | 67,371.04 | 69,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,999.60 | 60,633.94 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,555.20 | 53,896.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,999.80 | 30,316.97 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,555.40 | 23,579.86 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,605.18 | 69,814.53 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

เมื่อคอนโดไม่ได้ถูกซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แอสเซทไวส์ทดลองเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของโครงการ ให้กลายเป็น “Business Unit” ที่ทำได้ทั้งพักอาศัย ทำงาน และประกอบธุรกิจ สะท้อนเกม อสังหาฯ ยุคใหม่ ที่ผู้ประกอบการต้องขาย “โอกาสสร้างรายได้” ไปพร้อมกับการขายห้อง
ในวันที่การซื้อคอนโดสักห้องหมายถึงการผูกเงินก้อนใหญ่ไว้กับสินทรัพย์ระยะยาว คำถามของคนซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงอาจไม่ได้มีเพียงว่า “ห้องนี้น่าอยู่ไหม?” แต่กำลังเปลี่ยนเป็น“ห้องนี้สร้างรายได้อะไรให้เราได้บ้าง?” นี่คือโจทย์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดคอนโดมิเนียมไทย ซึ่งกำลังซื้อยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อยังเป็นกำแพงสำคัญของผู้ซื้อ
สำหรับผู้ประกอบการ การแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงการหาทำเลใหม่หรือทำส่วนกลางให้โดดเด่นขึ้น แต่คือการสร้าง “เหตุผลใหม่” ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อแอสเซทไวส์ กำลังทดลองหนึ่งในคำตอบนั้นด้วยการนำพื้นที่สำหรับ “ทำธุรกิจ” เข้ามาอยู่ในอาคารเดียวกับพื้นที่พักอาศัย
โมเดลนี้ถูกทดลองครั้งแรกที่ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ คอนโด สูง 37 ชั้น จำนวน 813 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาทสิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากคอนโดทั่วไป คือการแบ่งพื้นที่บางส่วนออกมาเป็น Business Unit จำนวน 116 ยูนิต รวม 4 ชั้น บริเวณชั้น 10-11แนวคิดไม่ได้ต้องการเปลี่ยนคอนโดให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน หรือ Shophouse แนวตั้ง
แต่กำลังสร้างพื้นที่กึ่งกลางระหว่าง “บ้าน” กับ “สถานที่ทำงาน”ผู้ซื้อสามารถใช้ห้องเป็นทั้ง Home Office สตูดิโอ งานออกแบบ Personal Tailor หรือธุรกิจที่มีลูกค้าเข้ามาพบตามนัดหมายพูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ห้องหนึ่งมีหน้าที่หลักคือ “อยู่อาศัย” แอสเซทไวส์กำลังเพิ่มอีกหนึ่งฟังก์ชันเข้าไป นั่นคือ “สร้างรายได้”
Business Unit มีขนาดประมาณ 24.6-35 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นราว 2.99 ล้านบาท สูงกว่าห้อง Residential ที่เริ่มต้นประมาณ 2.39 ล้านบาทแต่สิ่งที่บริษัทขายไม่ใช่เพียงพื้นที่เพิ่มขึ้น
ห้องถูกออกแบบให้เป็น Extra Wide มีหน้ากว้างสูงสุด 7.6 เมตร ทำให้พื้นที่ด้านหน้าสามารถจัดเป็นสำนักงานหรือพื้นที่รับลูกค้า ขณะที่ด้านในยังคงใช้เป็นพื้นที่พักอาศัยได้นั่นทำให้พื้นที่ 1 ห้องสามารถรองรับคน 1 คนได้หลายบทบาท
ตอนเช้าอาจเป็นออฟฟิศ ตอนบ่ายเป็นพื้นที่รับลูกค้าและตอนกลางคืนก็ยังเป็นบ้านนี่คือเหตุผลที่ Business Unit มีความน่าสนใจในเชิงอสังหาริมทรัพย์ เพราะมันไม่ได้เพิ่มเพียง “ฟังก์ชัน” แต่เพิ่ม ความสามารถในการสร้างมูลค่าจากพื้นที่ 1 ตารางเมตรไม่ใช่ Shophouse แต่คือธุรกิจที่ไม่ต้อง Walk-in
โจทย์ใหญ่ของการนำธุรกิจเข้ามาอยู่ในคอนโดคือ แล้วคนอยู่อาศัยจะยอมรับหรือไม่เพราะสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยกลัวที่สุดอาจไม่ใช่การมีธุรกิจอยู่ในอาคาร แต่คือ “คนแปลกหน้า” ที่เดินเข้าออกตลอดทั้งวันแอสเซทไวส์จึงไม่ได้ออกแบบ Business Unit ให้เป็นร้านค้าแบบ Walk-in
เน้นธุรกิจที่มีลูกค้าอยู่แล้วและใช้ระบบนัดหมาย เช่น Personal Color Studio งานออกแบบ หรือ Home Officeระบบ Lobby, Access Control, ลิฟต์ และชั้นพักอาศัยจึงถูกแยกออกจากกันตั้งแต่ต้นมี Concierge คอยดูแลผู้มาติดต่อ และมีระบบบริหารจัดการบุคคลภายนอก
แนวคิดนี้สะท้อนเรื่องสำคัญว่า การทำ Hybrid Space ไม่ได้จบแค่การ “แบ่งห้อง”แต่ต้องออกแบบ ระบบบริหารอาคาร ใหม่ทั้งชุด เพื่อให้ “ธุรกิจ” และ “การอยู่อาศัย” อยู่ร่วมกันได้ต่างชาติไม่ได้ซื้อแค่ห้อง แต่ซื้อ ‘โอกาสลงทุน’
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ Business Unit กลับได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญปัจจุบัน Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายประมาณ 60% โดยลูกค้าต่างชาติคิดเป็นราว 20% ของยอดขาย
กลุ่มที่เข้ามาสนใจมีทั้งเมียนมาและโปแลนด์ ขณะที่บางกลุ่มเลือกซื้อ Business Unit เพื่อการลงทุนและปล่อยเช่าโดยเฉพาะลูกค้าจากเมียนมา ซึ่งมีการซื้อในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท และบางรายซื้อ 1-2 ยูนิต
สิ่งที่น่าสนใจคือการขยายตัวของฐานลูกค้ากลุ่มนี้เกิดผ่าน “เครือข่าย” เมื่อผู้ซื้อเดิมแนะนำเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักเข้ามาซื้อเพิ่มเติมในมุมของ แอสเซทไวส์ นี่อาจสะท้อนว่า Product ใหม่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว หากสามารถสร้าง “เหตุผลในการลงทุน” ขึ้นมาได้
โมเดล Business Unit ยังไม่ได้จบลงวันที่โอนกรรมสิทธิแอสเซทไวส์ ใช้บริษัทในเครือ Asset A Plus เข้ามาช่วยบริหารจัดการลูกค้าที่ซื้อเพื่อการลงทุนตั้งแต่แนะนำการตกแต่ง หาผู้เช่า บริหารผู้เช่า ไปจนถึงดูแลทรัพย์สินหลังผู้เช่าย้ายออกทำให้
โมเดลธุรกิจเปลี่ยนจาก ขายห้อง แล้วจบ เป็นขายห้อง บริหารสินทรัพย์ สร้างรายได้ต่อเนื่องนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะเมื่อผู้ซื้อไม่ได้มองคอนโดเป็นเพียง “บ้าน” แต่เป็น “สินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด” ผู้พัฒนาโครงการที่ดูแลต่อหลังการขายได้ ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน Value Chain ที่ยาวขึ้น
สำหรับ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ บริษัทประเมินค่าเช่าเบื้องต้นของห้อง 1 Bedroom ไว้ราว 10,000 บาทต่อเดือน และ One Plus ราว 15,000 บาทต่อเดือนแต่ แอสเซทไวส์เลือกที่จะไม่ใช้กลยุทธ์การันตี Rental Yield
เหตุผลหนึ่งคือ นักลงทุนบางรายอาจไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่ถูกล็อกตายตัวหากค่าเช่าในอนาคตปรับตัวขึ้น การล็อก Yield ไว้ตั้งแต่ต้นอาจกลายเป็นข้อจำกัดสิ่งที่ลูกค้าบางส่วนต้องการจึงอาจไม่ใช่ “ผลตอบแทนที่แน่นอน”
แต่เป็น คนช่วยบริหารสินทรัพย์ให้สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดตามสภาพตลาดเป็นการเปลี่ยนมุมมองจาก “ขาย Yield” มาเป็น “ขายระบบบริหารการลงทุน”
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ Product น่าสนใจเพียงใด ปัญหาใหญ่ของตลาดคอนโดไทยก็ยังคงอยู่นั่นคือ “กำลังซื้อ”โดยเฉพาะกลุ่มราคา 2 ล้านบาทต้น ๆ ซึ่งยังเผชิญกับปัญหาการขอสินเชื่อ
แอสเซทไวส์ ระบุว่า Rejection Rate อยู่ที่ประมาณ 30% แม้จะลดลงจากช่วงก่อนหน้า หลังบริษัทเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองลูกค้าก่อนรับจองสิ่งที่เปลี่ยนไปคือทีมขายไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ปิดการขาย”แต่ต้องประเมินรายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการกู้ตั้งแต่ต้นเพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคนี้ลูกค้าที่อยากซื้อ กับลูกค้าที่ซื้อได้จริง อาจเป็นคนละคนกันเมื่อเงินก้อนใหญ่คือกำแพง แอสเซทไวส์ จึงให้ ‘เวลา’ แทน
หนึ่งในเครื่องมือที่บริษัทนำมาใช้คือ Lease to Own ลูกค้าสามารถชำระเงินประมาณ 50% ก่อน และแบ่งชำระส่วนที่เหลือกับบริษัทภายในระยะเวลา 3 ปี
โมเดลนี้มีความน่าสนใจโดยเฉพาะกับลูกค้าต่างชาติที่ต้องการซื้อคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ แต่ไม่ต้องการหรือไม่สามารถจ่ายเงินก้อนทั้งหมดในครั้งเดียวส่วนลูกค้าไทย มีโปรแกรม “ชีวิตดี๊ดี” ที่ทำร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์เปิดทางให้ลูกค้าที่วันนี้ยังไม่พร้อมกู้ สามารถเข้าอยู่อาศัยและสร้างวินัยทางการเงินก่อน จากนั้นจึงกลับเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี
พูดอีกแบบคือเมื่อ “สินเชื่อ” กลายเป็นคอขวด ผู้ประกอบการกำลังพยายามเพิ่ม “เวลา” เข้าไปเป็นตัวช่วย
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัว Business Unit อาจอยู่ที่ทิศทางถัดไปของ แอสเซทไวส์ ที่กำลังศึกษาแนวคิดการพัฒนาโครงการที่รองรับลูกค้าหลายช่วงวัย ตั้งแต่การอยู่อาศัย การทำธุรกิจ ไปจนถึงการรองรับสังคมสูงวัย
ลองจินตนาการว่า คนหนึ่งซื้อคอนโดตอนเริ่มทำงานเมื่อธุรกิจเติบโต เขาอาจซื้อ Unit เพิ่มเพื่อทำงานเมื่ออายุมากขึ้น ก็อาจย้ายไปยัง Unit ที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้สูงอายุทั้งหมดเกิดขึ้นภายในโครงการเดียวกัน หากโมเดลนี้เกิดขึ้นจริง คอนโดจะไม่ได้ถูกออกแบบตาม “ประเภทห้อง” เพียงอย่างเดียวแต่จะถูกออกแบบตาม ช่วงชีวิตของลูกค้า
ภาพใหญ่ของตลาดคอนโดในปี 2569 ยังไม่ได้ฟื้นแบบก้าวกระโดดแอสเซทไวส์ มองว่าตลาดอาจใกล้เคียงกับปี 2568 เพียงแต่ผู้ประกอบการจะระมัดระวังมากขึ้นแทนที่จะเปิดโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก บริษัทจะให้ความสำคัญกับทำเลที่มี Demand ชัดเจน และมีข้อมูลรองรับ
โดยเฉพาะตลาดราคา 2-3 ล้านบาท ซึ่งยังเป็น Segment ที่มีโอกาสเข้าถึงได้มากกว่าคำว่า Proof of Success จึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญถ้าทำเลหนึ่งขายได้ถ้ากลุ่มลูกค้าหนึ่งตอบรับถ้า Product หนึ่งพิสูจน์ตัวเองได้จึงค่อยขยายต่อ
นี่อาจเป็นวิธีคิดที่เหมาะกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ ความผิดพลาดมีต้นทุนสูงขึ้น
Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายแล้วประมาณ 60% จากทั้งหมด 813 ยูนิต ขณะที่ Business Unit จำนวน 116 ยูนิตก็มียอดขายใกล้เคียงกับยอดขายรวมบริษัทตั้งเป้าขายยูนิตที่เหลือประมาณ 40% ให้ได้ภายในปี 2570และเตรียมเปิด Soft Opening วันที่ 5-6 ก.ย. 2569
การเปิดอาคารจริงจึงมีความหมายมากกว่าการเปิดให้ลูกค้ามาดูห้องเพราะนี่คือช่วงเวลาที่ลูกค้าจะได้เห็นว่าBusiness Unit ที่ถูกออกแบบไว้บนกระดาษ สามารถทำงานในชีวิตจริงได้หรือไม่เพราะอนาคตของคอนโด อาจไม่ได้ขายแค่ ‘ที่อยู่’
Modiz Voyage ศรีนครินทร์ อาจเป็นเพียงการทดลองเล็ก ๆ ของ แอสเซทไวส์แต่โจทย์ที่ซ่อนอยู่มีขนาดใหญ่กว่านั้นเพราะในวันที่ตลาดคอนโดไม่สามารถพึ่งพาเพียง “ทำเลดี-ส่วนกลางสวย-ราคาถูก” ได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ 1 ห้องมีมูลค่ามากกว่าการเป็นที่อยู่อาศัย
การออกแบบโครงการให้รองรับหลายช่วงชีวิต อาจเป็นคำตอบสำหรับโจทย์ระยะยาวท้ายที่สุดแล้ว เกมอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่อาจไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครสร้างคอนโดได้น่าอยู่ที่สุดแต่อาจกลายเป็นว่าใครสร้างพื้นที่ที่ทำให้ลูกค้าใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างรายได้จากพื้นที่เดียวกันได้ดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ราชดำริกำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ “พื้นที่เดิม” ไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะทำเลทอง แต่กลายเป็นต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่สามารถต่อยอดสู่โครงการแห่งอนาคตได้
นี่คือโจทย์ที่บริษัท นันทวัน จำกัด หรือ “ไทยโอบายาชิ” นำมาใช้เป็นจุดตั้งต้นของ “O-MESH Ratchadamri” โครงการมิกซ์ยูสมูลค่าการก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่ราว 6 ไร่ บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ
โครงการประกอบด้วยสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก บนพื้นที่อาคารรวมกว่า 117,000 ตารางเมตร อาคารสูง 36 ชั้น หรือประมาณ 177 เมตร พร้อมโรงแรม 203 ห้อง ที่บริหารโดย Seibu Prince Hotels Worldwide และที่จอดรถราว 900 คัน โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2572
แต่สิ่งที่ทำให้ O-MESH น่าสนใจกว่าการเป็น “มิกซ์ยูส 8 พันล้านบาท” คือการวางโครงการให้เป็นทั้งพื้นที่ธุรกิจ โชว์เคสเทคโนโลยี และบทพิสูจน์ว่า “วิศวกรรม” สามารถกลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ได้อย่างไร
ไทยโอบายาชิไม่ได้มองราชดำริเป็นเพียงทำเล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ต้องการส่งต่อสู่อนาคต พรชัย สิทธิยากรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด ระบุว่า O-MESH Ratchadamri มีจุดเริ่มต้นจากความผูกพันของไทยโอบายาชิกับพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของบริษัทมายาวนานประมาณ 30 ปี และเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สะท้อนพัฒนาการขององค์กร
การนำพื้นที่เดิมกลับมาพัฒนาใหม่จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารขึ้นมาแทนที่ แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการบริหารพื้นที่เช่ามาต่อยอดสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านปรัชญา “แข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา” ซึ่งกำลังกลายเป็นทิศทางสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยับจากบทบาทผู้รับเหมาก่อสร้างไปสู่ผู้พัฒนาโครงการที่สามารถสร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
พิธีวางศิลาฤกษ์จึงถูกวางความหมายให้มากกว่าพิธีมงคล แต่เป็น “Milestone” ที่สะท้อนความพร้อมของโครงการทั้งด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และวิศวกรรม ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริง
เปลี่ยนวิธีคิดจาก “ก่อสร้างที่หน้างาน” สู่การเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดก่อนชิ้นส่วนเข้าสู่ไซต์ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ O-MESH คือการนำ LRV หรือ Left-Right-Vertical Technology มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับโครงสร้าง Steel Framing และ Reinforced Concrete
หัวใจของเทคโนโลยีอยู่ที่การเตรียมชิ้นส่วนต่างๆ ให้มีความพร้อมก่อนนำเข้ามาประกอบในพื้นที่ก่อสร้างจริง ช่วยให้กระบวนการทำงานมีความเป็นระบบมากขึ้น ทั้งในมิติของคุณภาพ ความแม่นยำ และการควบคุมระยะเวลา ในมุมธุรกิจ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เทคโนโลยีการก่อสร้าง” แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่
เพราะทุกวันที่ล่าช้า ทุกกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน และทุกความผิดพลาดในไซต์ ล้วนมีต้นทุนLRV จึงเข้ามาตอบโจทย์การลดกิจกรรมภายในหน้างาน ลดการพึ่งพาแรงงาน ลด Construction Waste รวมถึงลดฝุ่นและเสียงรบกวน ซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในย่านเมืองที่มีความหนาแน่นสูง
ทั้งหมดนี้ถูกวางอยู่ภายใต้แนวคิด “Art of Engineering for Tomorrow” ที่ต้องการยกระดับวิศวกรรมจากเบื้องหลังการก่อสร้าง ให้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ
ชื่อโครงการสะท้อนแนวคิดการนำอดีต ผู้คน เมือง และฟังก์ชันใหม่มาถักทอเป็นระบบเดียวกัน ชื่อ “O-MESH” ถูกออกแบบให้มีความหมายมากกว่าชื่อแบรนด์ตัวอักษร “O-” เชื่อมโยงกับ O-NES และ Obayashi สื่อถึงรากฐานและคุณค่าที่สั่งสมมา ขณะที่ “MESH” หมายถึงการประสานและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การผสมผสานสำนักงาน โรงแรม และค้าปลีก ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกันจึงเป็นเหตุผลที่ O-MESH ถูกวางให้เป็นมากกว่าอาคารมิกซ์ยูส แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ผู้ใช้อาคารแต่ละกลุ่มสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน

งานออกแบบไม่เพียงสร้างภาพจำ แต่ต้องเชื่อมโยงอัตลักษณ์ญี่ปุ่น ไทย และบริบทของราชดำริภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” โครงการนำ DNA ของ Obayashi มาถ่ายทอดผ่านงานฝีมือ ความประณีต และความแม่นยำ ผสมผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยอาคารสำนักงานหยิบแรงบันดาลใจจาก “งานจักสานไทยและญี่ปุ่น” มาตีความผ่าน Building Façade สร้างเปลือกอาคารที่สะท้อนแนวคิดการนำวัฒนธรรมสองฝั่งมาประสานกัน
ขณะที่โรงแรมเลือกใช้แนวคิด “Garden in the Sky” เชื่อมโยงอาคารสูงเข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของราชดำรินี่คือความพยายามที่จะไม่สร้างอาคารที่ “ตัดขาด” จากบริบทเดิม แต่ให้สถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์และเรื่องราวของย่าน
O-MESH วาง Sustainability และ ESG ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงเติมเข้ามาในช่วงท้ายของโครงการอีกหนึ่งแกนสำคัญของโครงการคือการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Green & Smart โดยนำแนวทางของ LEED และ WELL มาใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้านระบบอาคารมีทั้ง Smart Building, Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ขณะเดียวกัน แนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” ถูกนำมาเป็นโจทย์ด้านสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาภาพจำของราชดำริในฐานะย่านที่มีความร่มรื่น พร้อมเติมฟังก์ชันใหม่ให้สอดรับกับการเติบโตของเมือง
เมื่อสำนักงานและโรงแรมไม่ได้แยกส่วน แต่ถูกออกแบบให้สร้างประโยชน์ร่วมกัน
O-MESH วางรูปแบบการใช้งานผ่านแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” ซึ่งสะท้อนการออกแบบพื้นที่ให้สองฟังก์ชันสามารถสนับสนุนกันได้ สำนักงานเกรด A ทำหน้าที่รองรับผู้ใช้งานกลุ่มธุรกิจ ขณะที่โรงแรมเข้ามาเติมมิติของการพักอาศัย การเดินทาง และกิจกรรมทางธุรกิจ ส่วนพื้นที่ค้าปลีกช่วยสร้างความต่อเนื่องของการใช้งานตลอดทั้งวัน
โมเดลดังกล่าวสอดรับกับธรรมชาติของราชดำริ ซึ่งเป็นทั้งย่านสำนักงาน โรงแรม แหล่งชอปปิง และพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน ดังนั้น ความได้เปรียบของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียง “ทำเล” แต่เป็นการนำฟังก์ชันต่างๆ มาสร้าง Ecosystem ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้พื้นที่
ความร่วมมือครั้งนี้ขยับจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจสู่การร่วมสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่การพัฒนา O-MESH Ratchadamri ยังเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยโอบายาชิและ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ ที่พัฒนาไปอีกขั้น ทั้งสองฝ่ายต่อยอดจากความสัมพันธ์ในฐานะคู่ค้า สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรม โดยนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาประกอบกัน
ฝั่งเครือสหพัฒน์มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการ ขณะที่ไทยโอบายาชิมีฐานความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการ ความร่วมมือจึงครอบคลุมตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology
ในมุมยุทธศาสตร์ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยายบทบาทจาก “ผู้สร้าง” ไปสู่ “ผู้ร่วมสร้างมูลค่า” ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ไม่ได้สร้างเพียงอาคาร แต่ต้องการสร้างต้นแบบและองค์ความรู้สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ไทยโอบายาชิตั้งเป้าให้ O-MESH ทำหน้าที่เป็นทั้ง “Technology Showcase” และ “Knowledge Showcase” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีการก่อสร้างไปยังสถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
หากเป้าหมายนี้เกิดขึ้นได้จริง คุณค่าของโครงการอาจไม่ได้จบลงเมื่ออาคารเปิดให้บริการในปี 2572เพราะ O-MESH กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ทดลองจริงของแนวคิดที่เชื่อม “เทคโนโลยี–สถาปัตยกรรม–ความยั่งยืน–ธุรกิจ” เข้าด้วยกัน
เพราะการกลับมาของไทยโอบายาชิบนพื้นที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กร ไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารใหม่เพียงหลังหนึ่ง แต่คือการนำ “Legacy” จากอดีตมาผสานกับเทคโนโลยีของอนาคต เพื่อสร้างบทใหม่ให้กับราชดำริในวันที่เมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

บลูมเบิร์ก รายงานว่า จีนกำลังอัดฉีดเงินทุนหลายแสนล้านหยวนเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่สุด ในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเคลื่อนไหวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบการเงินและประคองการเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
สถาบันการเงินอย่างน้อย 8 แห่งกำลังระดมทุนใหม่รวม 360,000 ล้านหยวน (ประมาณ 53,600 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.8 ล้านล้านบาท) โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนมากกว่า 80% ตามรายงานจากเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์และรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัว
ธนาคารพาณิชย์รัฐวิสาหกิจชั้นนำของจีนมีเงินกองทุนสำรองที่เพียงพออยู่แล้ว แต่การที่รัฐบาลปักกิ่งผลักดันให้ปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นการเติบโตได้บั่นทอนความสามารถในการทำกำไร การอัดฉีดเงินทุนรอบใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ขยายความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ และเสริมสร้างเงินสำรองเพื่อรองรับหนี้เสียที่อาจเกิดขึ้น
กระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 300,000 ล้านหยวนเพื่อระดมทุนตามแผนงาน ดังกล่าวตามรายงานแยกต่างหากของสำนักข่าวซินหัว
ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันอาทิตย์ ธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China Ltd.) กำลังแสวงหาเงินทุนสูงสุด 160,000 ล้านหยวน ขณะที่ธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Industrial & Commercial Bank of China Ltd. หรือ ICBC) ตั้งเป้าระดมทุน 100,000 ล้านหยวนจากการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) โดยทั้งสองธนาคารระบุว่าจะนำเงินทุนทั้งหมดไปใช้ในการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น (Core Tier-1 Capital)
กระทรวงการคลังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีนมูลค่า 130,000 ล้านหยวน และซื้อหุ้นของ ICBC มูลค่า 70,000 ล้านหยวน ขณะที่ บริษัท ยาสูบแห่งชาติจีน (China National Tobacco Corp.) ก็เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่เข้าซื้อหุ้นของทั้งสองธนาคารเช่นกัน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดมูลค่า 15,000 ล้านหยวนของบริษัท พีเพิลส์ อินชัวรันส์ กรุ๊ป ออฟ ไชน่า (People’s Insurance Company (Group) of China Ltd.) รวมทั้งสนับสนุนเงินทุน 30,000 ล้านหยวนให้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน (Export–Import Bank of China), 35,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า ไลฟ์ อินชัวรันส์ (China Life Insurance), 7,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า ไท่ผิง อินชัวรันส์ กรุ๊ป (China Taiping Insurance Group), 3,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ไชน่า รีอินชัวรันส์ กรุ๊ป (China Reinsurance (Group) Corp.) และ 10,000 ล้านหยวนให้กับบริษัท ประกันภัยการส่งออกและการเครดิตแห่งประเทศจีน (China Export & Credit Insurance Corp.)
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เฉลี่ยของภาคธนาคารร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งข้อจำกัดนี้บั่นทอนความสามารถของธนาคารในการสะสมเงินทุนผ่านกำไรสะสม ณ เดือนมิถุนายน ธนาคารจีนรายงานอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) เฉลี่ยที่ 15.26% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 10.72%
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การระดมทุนครั้งล่าสุดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่ออุดช่องว่างเงินทุนที่ขาดแคลนในทันที แต่มุ่งเน้นไปที่การเสริมศักยภาพให้ธนาคารรายใหญ่มีความสามารถมากขึ้นในการรองรับแรงกดดันและขยายงบการเงิน
ในรายงานการทำงานของรัฐบาลประจำปีนี้ จีนได้กำหนดแผนการที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษมูลค่า 300,000 ล้านหยวน เพื่อเพิ่มเงินกองทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์ของรัฐขนาดใหญ่ นอกจากนี้ รายงานยังรับปากว่าจะเพิ่มทรัพยากรในการรับมือกับความเสี่ยงทางการเงิน และระบุว่าเจ้าหน้าที่จะใช้หลากหลายช่องทางเพื่อส่งเสริมการเพิ่มเงินกองทุนในสถาบันการเงินต่างๆ
การระดมทุนรอบนี้เป็นการสานต่อโมเมนตัมจากช่วงปลายปี 2024 โดยในช่วงต้นปี 2025 ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China Ltd.) และธนาคารออมสินไปรษณีย์แห่งประเทศจีน (Postal Savings Bank of China Co.) เป็นหนึ่งในสี่ธนาคารที่ได้รับเงินอัดฉีดรวมกัน 69,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านการระดมทุนด้วยพันธบัตรรัฐบาล
การสร้างหลักประกันเสถียรภาพทางการเงินยังคงเป็นวาระสำคัญหลักของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่จีนกำลังรับมือกับการแข่งขันด้านการค้าและเทคโนโลยีที่ยืดเยื้อกับสหรัฐ รัฐบาลปักกิ่งได้พยายามอย่างหนักในการจำกัดความเสี่ยงที่เกิดจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาและหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูงขึ้น
“ICBC และ AgBank อาจเผชิญกับการปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS dilution) รายปีราว 3.5% และ 6.3% จากแผนการระดมทุนเพื่อเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 (core Tier 1 capital) ผ่านการออกหุ้นเพิ่มทุน A-share มูลค่า 100,000 ล้านหยวน และ 160,000 ล้านหยวน ตามลำดับ” สองนักวิเคราะห์ ฟรานซิส ชาน (Francis Chan) และ นิโคลัส อึ้ง (Nicholas Ng) กล่าว
ข้อมูลอย่างเป็นทางการบ่งชี้ว่า มาตรการ “ลดความเสี่ยง” เหล่านี้เริ่มเห็นผล โดยจำนวนสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูงในจีนลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุด โดยลดลงเหลือ 312 แห่ง ณ กลางปี 2025
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของจีนได้เพิ่มกระแสเรียกร้องให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ผู้นำของประเทศได้เสนอเพียงมาตรการย่อยค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ได้แสดงความเร่งด่วนที่จะออกมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้ โดยนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เพิ่งกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ “พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุ” เป้าหมายการเติบโตประจำปี ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายกำลังพิจารณาการอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อและความช่วยเหลือทางการเงินอื่นๆ ให้แก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028 (Volleyball Olympics 2028) ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 15-30 กรกฎาคม 2028
โดยครั้งนี้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการคัดเลือกหาทีมเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย โดยให้สิทธิ์ทีมที่เป็นแชมป์ทวีปได้สิทธิ์อัตโนมัติ 5 ทีม (ทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปเอเชีย, ทวีปแอฟริกา, ทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกาใต้)
ล่าสุดได้ทีมที่สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้าเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2028 เพิ่มอีก 2 ชาติ คือ อียิปต์ (แชมป์แอฟริกา) และ ตุรกี (แชมป์ยุโรป) ทำให้ถึงตอนนี้ได้แล้ว 5 ทีม ประกอบด้วย
นอกจากนี้ยังให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-3 ในศึกชิงแชมป์โลก 2027 บวกกับ ทีมที่มีอันดับโลกดีที่สุด (FIVB World Ranking) และยังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก อีก 3 ทีม รวมทั้งหมด 12 ทีม (รวม สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพ)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation (AF) กำลังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยประเทศไทยมีผู้เผชิญภาวะดังกล่าวมากกว่า 1.6 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกระบุว่า จำนวนผู้มีภาวะ AF อาจเพิ่มจากมากกว่า 16 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 72 ล้านคนภายในปี 2050
“AF เกิดจากหัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ ทำให้ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดลดลง และมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือด”
อาการมาเป็นช่วง ทำให้การตรวจครั้งเดียวอาจไม่พบ
ความท้าทายของ AF อยู่ที่อาการไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ป่วยบางรายอาจมีเพียงใจสั่น หัวใจเต้นรัวหรือสะดุด เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือแน่นหน้าอก ขณะที่บางรายแทบไม่มีอาการ
เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจในช่วงที่จังหวะหัวใจกลับมาเป็นปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG เพียงครั้งเดียวจึงอาจไม่พบความผิดปกติ แพทย์อาจต้องอาศัยการซักประวัติ ประเมินปัจจัยเสี่ยง และเลือกใช้เครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจ เช่น Holter Monitor หรือเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติ
นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เนื่องจากอาการเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ และเมื่อมาพบแพทย์จังหวะหัวใจอาจกลับมาเป็นปกติแล้ว การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาทั้งประวัติ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และเครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจที่เหมาะสม
จากการใช้ยา สู่การจี้หัวใจด้วยเทคโนโลยี
สำหรับแนวทางรักษา AF มีตั้งแต่การใช้ยาควบคุมอัตราหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ รวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามข้อบ่งชี้ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ไปจนถึงการทำหัตถการจี้หัวใจในผู้ป่วยที่เหมาะสม
การจี้หัวใจมีทั้ง Radiofrequency Ablation ซึ่งใช้พลังงานความร้อน และ Cryoablation ซึ่งใช้ความเย็นจัด ขณะที่ Pulsed Field Ablation หรือ PFA ใช้หลักการที่แตกต่างออกไป โดยส่งสนามไฟฟ้าพลังงานสูงในช่วงเวลาสั้นไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย ทำให้เกิดกระบวนการ electroporation และนำไปสู่การสลายตัวของเซลล์ที่ต้องการรักษา โดยไม่ได้ใช้ความร้อนหรือความเย็นเป็นกลไกหลัก
การใช้ PFA เพิ่มทางเลือก แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
“จุดที่ทำให้ PFA แตกต่างคือการตอบสนองต่อสนามไฟฟ้าของเนื้อเยื่อแต่ละชนิด ซึ่งเปิดโอกาสให้มุ่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อหัวใจเป้าหมาย และอาจลดผลกระทบต่อโครงสร้างใกล้เคียงบางส่วน เช่น หลอดอาหารและเส้นประสาทกะบังลม ซึ่งการเลือกใช้ PFA ยังคงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งชนิดของ AF อาการ โรคร่วม และประวัติการรักษา ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาแทนที่การประเมินทางการแพทย์”
นพ.สุวาณิช กล่าวว่า PFA เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ป่วย AF ที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ทีมพยาบาล บุคลากรในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และทีมดูแลผู้ป่วยหลังทำหัตถการ
ผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้น ต้องรับมือให้ตรงจุด
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสังคมสูงวัย กำลังทำให้ความต้องการบริการสุขภาพขยับจากการตรวจรักษาทั่วไปไปสู่การดูแลโรคเฉพาะทางมากขึ้น และภาวะ AF การรักษาจึงไม่ได้จบอยู่ที่การตรวจพบหรือการทำหัตถการ แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การประเมินและวินิจฉัย การติดตามจังหวะหัวใจ การเลือกแนวทางรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า การรับมือกับโรคหัวใจในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบวินิจฉัย บุคลากรเฉพาะทาง และกระบวนการดูแลต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้การรักษาสอดคล้องกับความเสี่ยงและสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

กรมการข้าวส่งเสริมเกษตรกรปรับวิถีทำนาสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชู 4 แนวทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิ พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวคาร์บอนต่ำ เป็นแนวทางการทำนายุคใหม่ที่มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อยกระดับศักยภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ชาวนาไทยควรเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวแบบเดิมให้เป็นข้าวคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเพิ่มภาระให้เกษตรกร แต่เป็นการปรับวิธีการผลิตให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากขึ้น โดยมุ่งลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร โดยแนวทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่
การจัดการฟางข้าวโดยไม่เผา การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืชและสภาพดิน และการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอนในคราวเดียว แต่สามารถค่อย ๆ ปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของแต่ละครัวเรือน โดยกรมการข้าวพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแปลงนาของตนเองได้อย่างมั่นใจ”
ปัจจุบันหลายประเทศและตลาดผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม ดังนั้นการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำจึงเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตข้าวของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว
ข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้ใช้ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเตรียมความพร้อมของข้าวไทยต่อการแข่งขันและเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ทำไมคนส่วนใหญ่นิยมซื้อเต้าหู้ตอนเช้า? เปิดเหตุผล พร้อมเคล็ดลับเลือกเต้าหู้สดใหม่ เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่น เลือกอย่างไรให้ได้ของดีจากตลาด
เต้าหู้เป็นวัตถุดิบคู่ครัวของหลายครอบครัว เพราะราคาไม่แพง ทำอาหารได้หลากหลาย ทั้งต้ม ผัด ทอด ตุ๋น หรือใส่ในเมนูสุขภาพต่าง ๆ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ช่วงเวลาที่เลือกซื้อเต้าหู้ก็มีผลต่อความสดและคุณภาพของเต้าหู้
คนที่ไปตลาดเป็นประจำมักเลือกซื้อเต้าหู้ในช่วงเช้า เพราะมีโอกาสได้เต้าหู้ที่เพิ่งผลิตใหม่ เนื้อสัมผัสดี กลิ่นหอม และยังคงรสชาติจากถั่วเหลืองได้มากกว่า
โดยทั่วไป เต้าหู้เป็นอาหารสดที่มักผลิตและนำมาจำหน่ายภายในวันนั้น การไปตลาดช่วงเช้าจึงเพิ่มโอกาสที่จะได้เต้าหู้จากรอบผลิตใหม่ ซึ่งมักมีความนุ่ม สด และมีรสชาติของถั่วเหลืองที่ชัดเจน
เต้าหู้สดมักมีลักษณะผิวเรียบเนียน สีขาวนวลอมเหลืองเล็กน้อย เนื้อสัมผัสนุ่มแต่ไม่เละ เมื่อปรุงอาหารจะยังคงรูปทรงได้ดีและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของถั่วเหลือง
ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ตลาดสดเริ่มนำวัตถุดิบใหม่มาวางขาย ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสเลือกเต้าหู้ที่มีคุณภาพมากกว่า ทั้งในเรื่องของขนาด ความสด และความสมบูรณ์ของชิ้นเต้าหู้
หากไปซื้อช่วงสายหรือช่วงเย็น เต้าหู้บางส่วนอาจถูกเลือกซื้อไปแล้ว เหลือเพียงสินค้าที่วางไว้นานกว่า ซึ่งอาจมีความสดลดลงตามระยะเวลาเก็บรักษา
เต้าหู้ที่สดใหม่จะสามารถดูได้ง่ายจากสี กลิ่น และลักษณะของเนื้อสัมผัส ผู้ซื้อสามารถเลือกเปรียบเทียบหลายชิ้น เพื่อหาเต้าหู้ที่มีผิวสวย เนื้อแน่น และไม่มีความผิดปกติ
เต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลืองโดยทั่วไปมักมีสีขาวนวลหรือออกเหลืองอ่อนเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องมีสีขาวจัด หากพบว่าเต้าหู้ขาวผิดปกติ ควรพิจารณาร่วมกับกลิ่นและลักษณะเนื้อเต้าหู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
เต้าหู้สดควรมีผิวสัมผัสเรียบ มีความชุ่มชื้นเล็กน้อย แต่ไม่ควรมีลักษณะลื่นเหนียวหรือมีเมือก หากเต้าหู้แห้ง แตก มีรอยเสียรูป หรือมีลักษณะผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเก็บไว้นานเกินไป
เต้าหู้ใหม่มักมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติจากถั่วเหลือง แต่หากมีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหมัก กลิ่นเหม็น หรือกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเต้าหู้เริ่มเสื่อมหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสม
เมื่อลองสัมผัสเบา ๆ เต้าหู้คุณภาพดีควรมีความนุ่ม แต่ยังจับตัวเป็นก้อน ไม่แข็งกระด้างหรือเหนียวผิดธรรมชาติ หากจับแล้วแตกง่ายเกินไป หรือแข็งผิดปกติ ควรเลือกชิ้นอื่นแทน
แม้เต้าหู้สดจะมีความชื้นตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรมีชั้นเมือกเหนียวบนผิว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของอาหาร
นอกจากเลือกซื้อช่วงเช้าแล้ว ควรเลือกซื้อจากร้านที่มีลูกค้าประจำ มีการเก็บรักษาสะอาด และมีการหมุนเวียนสินค้าอยู่เสมอ เพราะเต้าหู้เป็นอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง จึงเสียได้ง่ายหากเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม
เมื่อซื้อกลับมาแล้ว ควรนำไปประกอบอาหารโดยเร็วที่สุด หากยังไม่ใช้ทันที ควรเก็บในภาชนะสะอาดและแช่เย็น พร้อมตรวจสอบกลิ่น สี และลักษณะของเต้าหู้อีกครั้งก่อนนำมาปรุงอาหาร
การซื้อเต้าหู้ในช่วงเช้าช่วยเพิ่มโอกาสได้เต้าหู้ที่สดใหม่ มีตัวเลือกมากกว่า และเลือกคุณภาพได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสังเกตลักษณะของเต้าหู้ ทั้งสี กลิ่น ผิวสัมผัส และความสดก่อนซื้อ
เพียงใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ ก็สามารถเลือกเต้าหู้นุ่ม อร่อย และเหมาะสำหรับนำไปทำเมนูโปรดให้คนในครอบครัวได้ง่ายขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,450.00 | 68,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,425.00 | 67,083.00 | 69,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,982.50 | 60,374.70 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,540.00 | 53,666.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,991.25 | 30,187.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,548.75 | 23,479.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,585.49 | 69,516.03 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

หลัง “แสนสิริ แคปปิตอล” เดินหน้าปิดดีลถือครอง 100% ของ The Lake Como EDITION มูลค่ากว่า 200 ล้านยูโร โพสต์ของเศรษฐา ทวีสิน บน X ไม่ได้พูดถึงเพียงความสวยของโรงแรม แต่กำลังชี้ให้เห็น 3 สิ่งที่ทำให้สินทรัพย์แห่งนี้น่าสนใจในมุมลงทุน ตั้งแต่ทำเลที่สร้างเพิ่มไม่ได้ ไปจนถึงพลังของ Lake Como และโอกาสสร้างมูลค่าในระยะยาว
“บางครั้ง” อสังหาฯ ไม่ได้ซื้อด้วยตัวเลขอย่างเดียว
เมื่อปี 2017 เศรษฐา ทวีสิน ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมจากประสบการณ์ของเขา สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เวลาต้องตัดสินใจลงทุนใน Property คือ เมื่อได้ไปเห็นสถานที่จริง นักลงทุนมักจะสัมผัสได้ถึง “ความรู้สึกบางอย่าง”
ความรู้สึกนั้นอาจอธิบายเป็นตัวเลขได้ไม่หมดแต่บางครั้งมันกำลังบอกว่า
“สินทรัพย์แห่งนี้มีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น”
ล่าสุด เมื่อ Sansiri Capital เดินหน้าลงทุนใน The Lake Como EDITION โรงแรม Ultra-Luxury ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี เศรษฐาก็ได้เห็นสินทรัพย์แห่งนี้ด้วยตัวเองและสิ่งที่เขามองเห็นไม่ได้มีเพียงวิวทะเลสาบ
แต่คือ Potential ของสินทรัพย์
สิ่งแรกที่เศรษฐามองเห็น คือ “ทำเลที่สร้างเพิ่มไม่ได้”
The Lake Como EDITION ตั้งอยู่บริเวณ Cadenabbia ในเมือง Griante บนฝั่งตะวันตกของ Lake Comoจุดที่โรงแรมตั้งอยู่หันตรงไปยัง Bellagio Promontoryจากห้องพักสามารถมองเห็นทั้งเมืองเก่าสีพาสเทล ผืนน้ำของทะเลสาบ และแนวเทือกเขาแอลป์ที่โอบล้อมอยู่ด้านหลัง
แต่ในมุมการลงทุน วิวสวยอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งที่มีค่ากว่าคือ “การมีที่ดินตรงจุดนั้น”เพราะ Lake Como เป็นพื้นที่ที่การพัฒนาใหม่มีข้อจำกัดสูง และที่ดินริมน้ำในทำเลระดับ Prime ไม่ได้มีให้เลือกอย่างไม่จำกัด
พูดอีกแบบคือโรงแรมสามารถสร้างใหม่ได้แต่ ทำเลที่ดีที่สุด ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้
นี่คือคุณสมบัติสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า Trophy Asset สินทรัพย์ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวน Supply แต่แข่งขันด้วย “ความหายาก”Lake Como ไม่ได้ขายแค่ห้องพัก แต่ขาย “จุดหมายปลายทาง”หากมอง The Lake Como EDITION เป็นเพียงโรงแรม 5 ดาว ก็อาจมองข้าม Value ที่แท้จริงของสินทรัพย์
เพราะสิ่งที่แขกไม่ได้ซื้อคือ “ห้อง 1 ห้อง”แต่กำลังซื้อประสบการณ์ของการได้มาอยู่ที่ Lake Como
ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งใน Luxury Leisure Destination ระดับโลกของอิตาลี และเป็นสถานที่ที่มีทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ระดับ Luxury รวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ดังนั้น Demand ของโรงแรมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงแรมเพียงอย่างเดียวแต่มี “Destination” เป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ข้างหลังนี่คือข้อได้เปรียบที่โรงแรมในทำเลทั่วไปเลียนแบบได้ยาก
เพราะต่อให้สร้างโรงแรมใหม่ให้สวยกว่าเดิมได้ ก็ไม่สามารถสร้าง Lake Como ขึ้นมาใหม่ได้สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ “โรงแรมใหม่” แต่คือ “Operating Asset”The Lake Como EDITION เพิ่งเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้แบรนด์ EDITION ของ Marriott International
อาคารเดิมเป็น Palazzo จากศตวรรษที่ 19 ก่อนถูกนำมาปรับโฉมใหม่ให้เป็นโรงแรม Luxury ร่วมสมัยมีห้องพักและห้องสวีท 148 ห้อง พร้อม Spa & Wellness ร้านอาหาร บาร์ Floating Pool และ Beach Club
แต่ในมุมของ Sansiri Capital จุดที่น่าสนใจกว่านั้นคือสินทรัพย์แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในขั้นตอน “รอสร้าง”แต่เป็น Operating Asset ที่เปิดให้บริการแล้ว
หมายความว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงแบบโครงการที่ยังอยู่บนกระดาษ ตั้งแต่ต้นทุนก่อสร้าง ความล่าช้า ไปจนถึงความเสี่ยงว่าตลาดจะตอบรับหรือไม่และที่สำคัญ
สินทรัพย์สามารถสร้างรายได้ได้ทันทีตัวเลขที่ทำให้ “วิวสวย” กลายเป็นเรื่องการลงทุนในช่วง High Season เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 The Lake Como EDITION มีอัตราการเข้าพักมากกว่า 70%ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ย หรือ ADR แตะระดับมากกว่า 1,500 ยูโรต่อคืน
ลองคิดง่าย ๆ
ถ้าสินทรัพย์หนึ่งแห่งสามารถขายห้องในราคาหลักพันยูโรต่อคืนได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่นักลงทุนกำลังซื้อจึงไม่ใช่เพียง Real Estateแต่คือ ความสามารถในการสร้าง Cash Flowและนี่เป็นเหตุผลที่ Sansiri Capital เลือกวางตำแหน่งการลงทุนในโรงแรมแห่งนี้ในฐานะ Ultra-Luxury Trophy Asset
เพราะ Value ของสินทรัพย์ระดับนี้ไม่ได้มาจาก “ราคาที่ดิน” เพียงอย่างเดียวแต่มาจากLocation + Brand + Destination + Operating Performanceที่ทำงานร่วมกัน
200 ล้านยูโร กับการเดิมพันว่า “ของหายาก” จะยิ่งมีค่า
Sansiri Capital ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าถือครอง The Lake Como EDITION 100% จาก Bain Capital และ Omnam Groupมูลค่าสินทรัพย์รวมมากกว่า 200 ล้านยูโร หรือราว8,000 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ฟังดูใหญ่แต่ในโลกของ Luxury Real Estate สิ่งสำคัญกว่าคำถามว่า “ซื้อแพงหรือไม่” อาจเป็น“สิ่งที่ซื้อ มีโอกาสหาใหม่ได้หรือไม่?”
เพราะถ้าโรงแรมหนึ่งแห่งอยู่บนทำเลที่สามารถสร้างโรงแรมใหม่เพิ่มได้อีกหลายแห่ง Supply ก็สามารถเพิ่มขึ้นมาแข่งขันกันได้แต่หากเป็นสินทรัพย์ริมทะเลสาบในทำเล Prime ที่แทบไม่มีที่ดินใหม่ให้พัฒนา
ข้อจำกัดด้าน Supply กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าและยิ่ง Demand ของ Luxury Travellers เติบโตขึ้นสินทรัพย์ที่ “มีไม่ได้อีกแล้ว” ก็ยิ่งมีโอกาสถูกให้มูลค่าสูงขึ้น
เศรษฐามองเกมนี้ผ่านคำว่า “Potential”
ประเด็นที่น่าสนใจจากโพสต์ของเศรษฐาคือ เขาไม่ได้พูดถึงดีลนี้ด้วยมุมของ “โรงแรมสวย”แต่ใช้คำว่า Potential
3คำนี้สะท้อนวิธีคิดของการลงทุนใน Trophy Asset ได้ค่อนข้างชัดเพราะการลงทุนในสินทรัพย์ Luxury ระดับโลก ไม่ได้หวังเพียงรายได้จากการขายห้องพักในวันนี้แต่ต้องมองไปถึงว่าอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า สินทรัพย์นี้ยังเป็นสิ่งที่คนอยากครอบครองอยู่หรือไม่
ถ้าคำตอบคือ “ใช่”มูลค่าที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ Cash Flow เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ Scarcity Value ของสินทรัพย์ด้วย
ดีลนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของ Sansiri Capitalจากเดิมที่แสนสิริเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทย วันนี้บริษัทกำลังพยายามขยับตัวเองไปอีกขั้นนั่นคือการเป็น Global Real Estate & Lifestyle Investment Platform
ก่อนหน้านี้ แสนสิริมีประสบการณ์ในตลาดโรงแรมระดับ Luxury ผ่าน The Manner SoHo ในมหานครนิวยอร์ก รวมถึงการลงทุนใน Standard International ซึ่งต่อมาถูก Hyatt Hotels Corporation เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่ารวม 355 ล้านดอลลาร์
ดังนั้น Lake Como จึงไม่ได้เป็นดีลที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวแต่เป็นอีกหนึ่งหมากในกลยุทธ์การกระจายพอร์ตออกจากตลาดไทยเมื่อรายได้ไม่ได้ผูกอยู่กับประเทศไทยเพียงแห่งเดียว
การถือสินทรัพย์ในต่างประเทศไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มจำนวนโรงแรมแต่ยังเป็นการกระจายแหล่งรายได้จากรายได้ที่ผูกกับเศรษฐกิจไทย ไปสู่รายได้จากสกุลเงินหลักในตลาดโลก
โดยเฉพาะเมื่อสินทรัพย์อยู่ใน Global Leisure Destination ที่มีฐานลูกค้าจากหลายประเทศความเสี่ยงจึงไม่ได้กระจุกอยู่กับตลาดใดตลาดหนึ่ง
ในมุม Capital Allocation นี่คือการสร้าง Portfolio ที่มีความหลากหลายมากขึ้นและหากบริหารได้ดีอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ต้องรอให้ราคาขึ้นแต่สามารถเป็นเครื่องจักรสร้างกระแสเงินสดไปพร้อมกัน
เกมต่อไป อาจไม่ใช่ “สร้างโรงแรม” แต่คือ “สะสม Trophy Asset”
สิ่งที่น่าจับตาจากกลยุทธ์ของ Sansiri Capital คือการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะไม่ว่าจะเป็น Prime Gateway Cities หรือ Global Leisure Destinationsเพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การมีโรงแรมจำนวนมากแต่อยู่ที่การมี โรงแรมที่คู่แข่งสร้างตามได้ยาก
ทำเลใน SoHoทำเลใน Lake Comoหรือทำเลระดับ Prime อื่น ๆ ทั่วโลกจึงมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ Scarcityเมื่อของดีมีจำกัด ขณะที่คนที่ต้องการของดีมีจำนวนมากขึ้น มูลค่าของสินทรัพย์ก็มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับ Demand
แล้วดีลนี้กำลังบอกอะไรกับตลาดอสังหาฯ ไทย?
ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือน และต้นทุนทางการเงินการออกไปลงทุนใน Trophy Asset ระดับโลก อาจเป็นมากกว่าการหาตลาดใหม่
แต่มันคือการเปลี่ยนคำถามจากเราจะสร้างอะไรขาย?ไปเป็นเราจะถือครองสินทรัพย์อะไร ที่คนทั่วโลกอยากเข้ามาใช้?
The Lake Como EDITION จึงน่าสนใจไม่ใช่เพราะเป็นโรงแรมใหม่ริมทะเลสาบที่สวยงามแต่เพราะมันกำลังรวมองค์ประกอบสำคัญหลายอย่างไว้ด้วยกันทำเลหายาก + Destination ระดับโลก + แบรนด์ Luxury + กระแสเงินสด + Supply ที่จำกัด
และทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เศรษฐามองว่าสิ่งที่ Sansiri Capital กำลังซื้อ อาจไม่ได้มีมูลค่าแค่ 200 ล้านยูโรในวันนี้แต่กำลังเดิมพันกับคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าอีกหลายปีข้างหน้า ของที่หาไม่ได้แล้ว จะมีราคาเท่าไร?
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

หากพูดถึง เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือEEC ต้องนึกถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน(ดอนเมือง -สุวรรณภูมิ -อู่ตะเภา) อย่างไรก็ตามมีหลายคนตั้งคำถาม หากไม่มีโครงการถไฟความเร็วสูงเชื่อมพื้นที่ จะกระทบการขยายตัวของภาคธุรกิจ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรม หรือไม่
อสังหาริมทรัพย์ ในEEC จะ เปลี่ยนรูป
คำตอบคือ การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ ในEEC จะ เปลี่ยนรูป และกระจายไม่เท่ากัน ไม่ได้แปลว่าตลาดจะหยุดโตทั้งหมด ทั้งนี้ในปัจจุบันภาพใหญ่ของ EEC ยังมีแรงขับจาก อุตสาหกรรมใหม่, Data Center, EV, อิเล็กทรอนิกส์, โลจิสติกส์, สนามบินอู่ตะเภา และท่าเรือ
ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน เองก็ยังไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECO แต่ แน่นอนว่าทุกอย่างจะจบลง โดยไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบินอย่างแน่นอน
จับชีพจร3จังหวัดEEC
ลองมาดูกันว่า 3จังหวัดในEEE ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะเป็นอย่างไรบ้าง เริ่มจากจังหวัดระยอง ยังมีโอกาสโตสูง เพราะพึ่งพาการจ้างงานจากนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคอุตสาหกรรมมากกว่าอานิสงส์จากรถไฟความเร็วสูง โดยตรง โดยเฉพาะโซน ปลวกแดง–อมตะซิตี้–มาบตาพุด–บ้านฉาง–อู่ตะเภา
จากการยืนยันนายบุญยืน เลาหวิทยะรัตน์ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดระยอง ที่ระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงไม่มีอิทธิพลต่อจังหวัดระยองมากนักเนื่องจาก เชื่อมต่อมาที่ สนามบินอู่ตะเภา เพื่อรองรับการเดินทางของนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว เพื่อลงในพื้นที่ชลบุรีและเข้ากรุงเทพมหานคร ในขณะที่ระยอง เป็นเมืองอุตสาหกรรมการขยายตัวธุรกิจจะเกาะไปตามเขตนิคมอุตสาหกรรม เช่นที่อยู่อาศัย ส่วนการเดินทางจะใช้รถยนต์มากกว่า
ชลบุรี ยังโต แต่ต้องเลือกทำเล
ศรีราชา–แหลมฉบัง–พานทอง–พนัสนิคม มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์รองรับอยู่แล้ว ส่วนทำเลที่ราคาที่ดินถูกดันขึ้นเพราะ “ความหวัง โครงการรถไฟความเร็งสูงเชื่อม3 สนามบินและการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี ของนักลงทุน อาจต้องระวัง เพราะหลายคนอาจตุนที่ดินไว้หรือ พัฒนาดักรอก่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงมาถึง
ส่วนที่น่าจับตา จังหวัดฉะเชิงเทราประเมินว่า น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการศึกษา การลงทุนตั้งอยู่บนการเป็นเมืองเดินทาง เชื่อมกรุงเทพฯ ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน หากไม่มี รถไฟ ความต้องการคอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัยบางประเภทจะไม่แรงเท่าที่เคยคาด
ประเด็นสำคัญคือ โครงการรถไฟความเร็งสูงไม่ใช่เครื่องยนต์เดียวของ EEC ตัวอย่างชัดคือ อู่ตะเภา ล่าสุดภาครัฐกับ UTA เดินหน้าพัฒนา Airport Terminal, Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก แม้มีการผ่อนเงื่อนไขบางส่วนที่ผูกกับ HSR เพื่อให้สามารถเริ่มงานบางส่วนได้ก่อน
ดังนั้น หากสมมติว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน ล่าช้าไปอีกหลายปี มองว่าจะไม่ตีความว่า EEC ล่ม แต่จะตีความว่า EEC ยังโต แต่จากเดิมที่คาดว่าจะโตด้วย อินฟราสตรักเจอร์ แต่จะกลายเป็น การเติบโตโดยอุตสาหกรรม มากขึ้น และนี่สำคัญมากสำหรับการลงทุนอสังหาฯ
เลือกทำเลลงทุน
มองว่าจะไม่ใช้คำว่า EEC เป็นเหตุผลในการซื้อ แต่จะถามว่าอสังหาฯ นั้นอยู่ใกล้ แหล่งงานจริง หรือไม่
เหตุผลที่ให้น้ำหนัก บ้านฉาง–อู่ตะเภา น่าสนใจ คือการพัฒนาอู่ตะเภากำลังเดินหน้าแยกบางส่วนจาก โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน โดยตรง และโครงการตั้งเป้ายกระดับอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศ
ทั้งนี้ ถ้ารถไฟความเร็วสูง หายไป EEC ไม่หยุดโต แต่ราคาที่ดิน/อสังหาฯ ที่เคยถูกประเมินจาก อนาคตของสถานี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน จะมีความเสี่ยงมากกว่าอสังหาฯ ที่มี ผู้เช่าและผู้ซื้อจากนิคมอุตสาหกรรมและสนามบินจริงในวันนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 4 ก.ย.69 ปรับขึ้น 5.43 จุด หรือ 0.34% อยู่ที่ 1,582.35 จุด มูลค่าการซื้อขาย 11,399.83 ล้านบาท

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากกรรมการเฟดออกมาสนับสนุนให้นโยบายการเงินผ่อนคลายด้วยการคงอัตราดอกเบี้ย เป็นปัจจัยบวกหลักที่เข้ามาช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้
อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดจะยังคงเผชิญความผันผวนจากการปรับมุมมองเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งความผันผวนดังกล่าวคาดว่าจะยังคงกดดันตลาดไปจนถึงช่วงกลางเดือนนี้
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซนเตอร์) นัดแรก ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าในการกำหนดนโยบาย วางกรอบและกฎเกณฑ์ของภาครัฐในการสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับ 1,570 จุด และแนวต้าน 1,590 จุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Men’s Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 4-13 กันยายน 2569
วันนี้จะเป็นวันแรกของการแข่งขัน “แชมป์เก่า” ญี่ปุ่น จะประเดิมสนามพบกับ โอมาน แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ ได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 ในเวลา 17:30 น.
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569
เวลา 10:30 น. อิหร่าน พบ นิวซีแลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 14:00 น. เกาหลีใต้ พบ ไต้หวัน (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 17:30 น. ญี่ปุ่น พบ โอมาน (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

สัญญาณเตือนของ โรคไต อาจไม่ได้แสดงออกด้วยอาการปวดเอวหรือปวดหลังเสมอไป แต่อาจซ่อนอยู่ในสิ่งที่เราเห็นทุกวันอย่าง “ขาและเท้า” โดยแพทย์เตือนว่า โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่เจ็บบริเวณเอวก็แปลว่าไตยังแข็งแรง
แต่ในความเป็นจริง เมื่อการทำงานของไตเริ่มผิดปกติ ร่างกายอาจส่งสัญญาณผ่านอาการต่าง ๆ เช่น ขาบวม รอยถุงเท้ารัดลึก น่องเป็นตะคริว ขาคัน หรือเท้าชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
แพทย์แนะนำว่า เพียงใช้เวลาไม่กี่วินาทีลองกดบริเวณหน้าแข้ง ก็สามารถสังเกตเบื้องต้นได้ว่ามีภาวะบวมน้ำหรือไม่ แต่การทดสอบนี้ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้
แพทย์หยาง จิ่งตวน (楊景端) เล่าประสบการณ์จากการตรวจผู้ป่วยผ่านช่อง YouTube “四維健康頻道” ว่า เคยพบชายวัยประมาณ 50 ปี ซึ่งมีโรคความดันโลหิตสูงและมีปัญหานอนไม่หลับ โดยมักมีอาการน่องเป็นตะคริวบ่อยในช่วงกลางคืน รวมถึงรู้สึกขากระสับกระส่าย
ในตอนแรกผู้ป่วยคิดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากความเครียดและการทำงานหนัก แต่เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายและให้ดึงขากางเกงขึ้น กลับพบว่าบริเวณข้อเท้ามี รอยถุงเท้ารัดลึกและหายช้าผิดปกติ
รายละเอียดเล็ก ๆ นี้กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้แพทย์เตือนว่า อย่าดูแค่เพียงอาการปวดเอว เพราะบางครั้งความผิดปกติของไตอาจแสดงออกผ่านขาและเท้าก่อน
หลายคนเข้าใจว่า หากไตมีปัญหาจะต้องมีอาการปวดเอว แต่แพทย์ระบุว่า ความน่ากังวลของโรคไตเรื้อรังคือ ในระยะเริ่มต้นมักแทบไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน
ไตที่ค่อย ๆ เสื่อมจากโรคเรื้อรังมักไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดโดยตรง อาการปวดที่ชัดเจนอาจเกิดจากภาวะเฉียบพลัน เช่น นิ่วในไต การติดเชื้อ หรือการอักเสบที่รุนแรง
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสังเกต “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” ของร่างกาย เช่น อาการบวม ความผิดปกติของผิวหนัง หรืออาการที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
หากมีอาการผิดปกติต่อไปนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ควรเพิ่มความระมัดระวังและเข้ารับการตรวจเมื่อมีความผิดปกติ
1. รอยถุงเท้ารัดลึก หายไปช้า
หลังถอดถุงเท้าแล้วพบว่ามีรอยกดลึกบริเวณข้อเท้า และใช้เวลานานกว่าจะหาย หรือช่วงบ่ายรู้สึกว่ารองเท้าเริ่มแน่นขึ้น เท้าบวมขึ้น อาจเป็นสัญญาณของภาวะบวมน้ำบริเวณขาส่วนล่าง
2. น่องเป็นตะคริวบ่อยในช่วงกลางคืน
อาการน่องเป็นตะคริวตอนกลางคืนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเหนื่อยล้า การออกกำลังกาย หรือความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่
อย่างไรก็ตาม หากเกิดขึ้นบ่อย อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของไตที่ผิดปกติ เพราะไตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย
3. ขารู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ หรือภาวะขาอยู่ไม่สุข
บางคนเมื่อเอนตัวลงนอนจะรู้สึกขาเมื่อย ชา คัน หรือเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนัง จนต้องลุกขึ้นเดินเพื่อให้อาการดีขึ้น
อาการดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการทำงานของไตที่ลดลง เช่น ความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดแดง การควบคุมธาตุเหล็ก และการสะสมของเสียในร่างกาย
4. น่องแห้งและคันโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากมีอาการผิวแห้ง คันเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน และใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตบางรายอาจเกิดอาการคันจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญ แต่จำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด
5. เท้าเย็น ชา หรือแผลหายช้า
อาการเท้าเย็น ชา หรือแผลที่ใช้เวลานานกว่าจะหาย อาจเกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ
หากเกิดอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจ ไม่ควรวินิจฉัยหรือรักษาด้วยตัวเอง
สามารถสังเกตภาวะบวมน้ำเบื้องต้นได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
หากผิวกลับคืนอย่างรวดเร็ว อาจไม่มีภาวะบวมชัดเจน แต่หากยังมี รอยบุ๋มค้างอยู่และใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะกลับคืน อาจเรียกว่า “ภาวะบวมน้ำแบบกดบุ๋ม (Pitting Edema)”
อย่างไรก็ตาม ขาบวมไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตเสมอไป เพราะโรคหัวใจ โรคตับ ปัญหาเส้นเลือดดำ หรือยาบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการบวมได้เช่นกัน
หากพบว่าขาบวมซ้ำ ๆ ร่วมกับอาการ เช่น ปัสสาวะเป็นฟองผิดปกติ เหนื่อยง่าย หรือควบคุมความดันได้ยากขึ้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพไต
การตรวจการทำงานของไตสามารถทำได้จากการตรวจเลือด เช่น ค่า eGFR (อัตราการกรองของไต) และการตรวจปัสสาวะเพื่อดูโปรตีนหรือค่าอัลบูมินต่อครีอะตินีน (UACR)
การตรวจพบความผิดปกติเร็ว ช่วยให้สามารถวางแผนดูแลและชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น
แพทย์แนะนำว่า ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดบางชนิดเป็นเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น รวมถึงควรระวังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพไต
นอกจากนี้ ความเชื่อที่ว่า “ดื่มน้ำมากเท่าไร ไตก็ยิ่งดีขึ้น” ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เพราะปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละคน
ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียอย่างเงียบ ๆ แม้จะไม่ส่งสัญญาณด้วยความเจ็บปวด แต่ร่างกายอาจเตือนผ่านความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ครั้งต่อไปหลังถอดถุงเท้า ลองใช้เวลาสักไม่กี่วินาทีสังเกตข้อเท้าและขาของตัวเอง เพราะบางครั้งสัญญาณสุขภาพที่สำคัญ อาจซ่อนอยู่ในจุดที่เรามองข้าม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC-ACE 2026 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน”
เวทีดังกล่าวนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Tech) ที่ไทยควรเตรียมความพร้อม ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตในอนาคต
อว.เร่ง 4 เทคโนโลยี รับการเปลี่ยนแปลง 10–20 ปี
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Power up Thailand with Frontier Technologies” ว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมต่อเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดย อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตร เดินหน้าใน 4 ทิศทางสำคัญ
ประกอบด้วย ด้านแรก Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบ Siam Silica เพื่อพัฒนาระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบ การบรรจุขั้นสูง และการทดสอบ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ด้านที่ 2 คือ Quantum Technology ซึ่งต้องเตรียมทั้งบุคลากร พื้นที่ทดลองใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการเข้ารหัสข้อมูลที่รองรับยุคควอนตัม หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC)
ด้านที่ 3 คือ เศรษฐกิจสุขภาพ ที่ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยไปสู่บริการและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และด้านที่สี่คือ Space Economy ตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียม การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ไทยขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาและผู้สร้างเทคโนโลยี
40 ปีเนคเทค ต่อยอด Deep Tech สู่การใช้งานจริง
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เนคเทค สวทช. มีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางรากฐานด้านมาตรฐานและระบบนิเวศนวัตกรรม รวมถึงผลักดันงานวิจัยเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และดิจิทัลขั้นสูง ภารกิจของ สวทช. ในฐานะกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยของประเทศ คือการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ Frontier Technology สามารถนำมาต่อยอดและตอบโจทย์ประเทศได้จริง
เนคเทคจับตา Quantum–Space–Physical AI
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 40 ปี เนคเทคได้ทบทวนบทบาทด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานดิจิทัล การสนับสนุนแผนไอทีระดับประเทศ ตลอดจนงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง เช่น Thai School Lunch, KidBright, DentiiScan และ TPMAP สำหรับทิศทางในระยะต่อไป เนคเทคเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีที่ไทยควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า 3 ด้าน
1. Quantum Technology เน้นการวิจัยด้านการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม หรือ PQC รวมถึง Quantum Sensing ในบางประเภท เพื่อรองรับผลกระทบจากเทคโนโลยีควอนตัมที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
2. Space Communication โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามาใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและองค์ความรู้ เช่นเดียวกับการเตรียมตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคคอมพิวเตอร์และ IoT
และ 3. Physical AI ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมจริงได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลต่อภาคการผลิตและบริการในอนาคต
ดร.ชัย กล่าวว่า การศึกษาทั้ง 3 เทคโนโลยีตั้งแต่ระยะนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยมีองค์ความรู้และความพร้อมก่อนเทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานจริง ขณะที่งานวิจัยของเนคเทคต้องเดินหน้าจากการทดลองไปสู่การใช้งานและส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชน
สำหรับ NECTEC-ACE 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 18 โดยมีหน่วยงานภาครัฐร่วมสนับสนุนมากกว่า 30 หน่วยงาน และมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน ภายในงานมีการนำเสนอผลงานและโซลูชันด้าน AI ควอนตัม นวัตกรรมการเกษตร การแพทย์ และเทคโนโลยีสำหรับภาคการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

คุณเคยรู้สึกไหมว่าการ พูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องยาก? ทุกครั้งที่ต้องเอ่ยปากกลับนึกประโยคไม่ออก ไม่กล้าพูด หรือกลัวออกเสียงผิดจนถอยหลัง บทความนี้รวบรวม 50 ประโยคภาษาอังกฤษพื้นฐาน ที่ใช้ได้จริง แบ่งเป็นหมวดหมู่ให้คุณ ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้ง่ายๆ วันละนิดครบ 30 วัน พร้อมเทคนิคการออกเสียงและเคล็ดลับสร้างนิสัยพูดคล่อง เหมาะสำหรับมือใหม่ ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มได้ ตามแบบฉบับ Champ EngRish ที่เน้นการสอนภาษาอังกฤษให้ “เรียนง่าย พูดได้จริง” ติดตามและฝึกไปพร้อมกัน แล้วคุณจะค้นพบว่าการสื่อสารกับชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
เทคนิคอ่าน: เน้น “โทนเสียง” และ “ลมหายใจ” ให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องออกเสียงทุกคำชัดเท่าพจนานุกรม
| สัปดาห์ | เป้า | เทคนิค |
|---|---|---|
| 1 | ประโยค 1-15 | ฟังออกเสียงจากเสียง / วิดีโอ วันละ 5 ประโยค แล้วพูดตามการออก |
| 2 | ประโยค 16-30 | จับคู่คำถาม-คำตอบกับเพื่อน/แอปสอนภาษา วันละ 10 นาที |
| 3 | ประโยค 31-45 | ใช้บทสนทนาจริง: สั่งอาหาร แชทกับครูออนไลน์ ถ่ายวิดีโอรีวิวตัวเอง |
| 4 | ประโยค 46-50 + ทบทวนทั้งหมด | เล่น “One-Minute Talk”: พูดรวดเดียว 1 นาที ใช้ให้ได้ ≥ 25 ประโยคต่อคลิป |
เคล็ดลับเสริม:
ขอบคุณข้อมูลจาก champengrish.com

พฤติกรรมเลือกทานอาหารของหลายคนอาจทำให้พลาดประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผักหลายชนิดที่มีรสชาติหรือกลิ่นเฉพาะตัวจนได้ชื่อว่าเป็น “ผักเกลียดของคนเลือกกิน” ทว่าในมุมมองของแพทย์เฉพาะทางโรคไต ผักเหล่านี้กลับเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยปกป้องและบำรุงสุขภาพไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ. หง หย่งเสียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต จากไต้หวัน ได้เปิดเผยผ่านแฟนเพจส่วนตัว จัดอันดับ 5 ผักที่คนมักปฏิเสธ แต่มีคุณสมบัติบำรุงไตชั้นยอด เรียงจากอันดับ 5 ถึงอันดับ 1 ดังนี้:
หมอหง ย้ำเตือนว่าการบำรุงไตไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ซูเปอร์ฟู้ด” เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่คือรูปแบบการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ร่วมทดสอบกว่า 1.2 แสนคน พบว่าการรับประทานอาหารเน้นพืชธรรมชาติสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรคไตเรื้อรัง (CKD) ที่ลดลง
ดังนั้นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพไตที่ดีคือการยึดหลัก “ทานผักให้หลากหลาย + เลือกอาหารธรรมชาติ + ลดเค็ม + ลดอาหารแปรรูปสูง” เพื่อช่วยถนอมไตให้อยู่กับเราไปได้นานที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,550.00 | 69,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,496.00 | 68,159.36 | 70,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,046.40 | 61,343.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,596.80 | 54,527.49 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,023.20 | 30,671.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,573.60 | 23,855.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,659.07 | 70,631.50 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญภาพที่ย้อนแย้ง ด้านหนึ่งผู้ประกอบการยังพบลูกค้าที่เดินเข้ามาพร้อมความต้องการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมทุกวัน! อีกด้านหนึ่ง ตัวเลข “ยอดโอนกรรมสิทธิ์” กลับไม่เป็นไปตามยอดขายที่เกิดขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนปัญหาของตลาดอสังหาริมทรัพย์เวลานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีคนอยากซื้อ” แต่เป็นเรื่องของ “ซื้อแล้วไม่สามารถไปต่อจนถึงวันโอน”
เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า นี่คือโจทย์เร่งด่วนที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญ และต้นตอสำคัญยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ มากกว่าปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรที่แม้จะเป็นความเสี่ยงใหญ่ซึ่งจะส่งผลชัดเจนในระยะข้างหน้า
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ตลาดจะฟื้นเมื่อไร แต่กำลังขยับสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยจะยังสร้างบ้านใหม่ขายได้เหมือนเดิมหรือไม่
“ยอดขายยังมี แต่ยอดโอนหาย กลายเป็นกับดักใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนภาวะตลาดได้ชัดเจน คือการเคลื่อนไหวที่สวนทางกันระหว่างยอดขาย กับยอดโอนกรรมสิทธิ์”
กรณีของเสนาเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด สร้างยอดขายหรือยอดจองได้สูงกว่าเป้าหมาย แต่เมื่อถึงขั้นตอนโอนกรรมสิทธิ์ ตัวเลขกลับต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ
ปรากฏการณ์นี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขผลประกอบการ เพราะสะท้อนว่า ความต้องการซื้อยังมีอยู่ แต่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจซื้อให้เป็นธุรกรรมที่เสร็จสมบูรณ์ได้ เหตุผลสำคัญคือภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ
เมื่อผู้ซื้อไม่สามารถโอนได้ ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถรับรู้รายได้ตามคาดหวัง สำคัญกว่านั้น เมื่อกระแสเงินสดจากการโอนไม่เข้ามาตามแผน การเดินหน้าโครงการใหม่ก็ทำได้ยากขึ้น เป็นวงจรกดดันทั้งผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทาน ยอดขายชะลอ การโอนสะดุด การก่อสร้างโครงการใหม่ลดลง กระทบ “ผู้รับเหมาก่อสร้าง” ด่านแรกที่รับแรงกระแทก
ข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนการหดตัวของภาคการก่อสร้างต่อเนื่องหลายไตรมาส ขณะที่ผู้รับเหมาหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพางานก่อสร้างคอนโดมิเนียม ต้องเผชิญกับปริมาณงานที่ลดลงตามโครงการเปิดใหม่ลดลง งานก่อสร้างย่อมลดลงตามกลไกห่วงโซ่ธุรกิจ
“ผู้รับเหมาบางรายจึงต้องปรับตัวด้วยการหันไปรับงานประเภทอื่น เช่น งานก่อสร้างโรงพยาบาล หรือปรับรูปแบบธุรกิจจากการรับเหมาทั้งโครงการมาเป็นผู้รับจ้างเฉพาะค่าแรง”
จะเห็นว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่เชื่อมโยงไปยังแรงงาน ผู้รับเหมา วัสดุก่อสร้าง คอนกรีต เหล็ก และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ดังนั้น หากโครงการใหม่ลดลงเป็นเวลานาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจย่อมขยายวงกว้างกว่าตัวเลขยอดขายของดีเวลลอปเปอร์อย่างเดียว

หวั่นปัญหาอนาคต “ไม่มีคนซื้อ”
“วันนี้ เศรษฐกิจ คือปัญหา แต่วันหน้าอาจเผชิญปัญหาไม่มีคนซื้อ”
หากโจทย์ของตลาดในวันนี้คือกำลังซื้อ สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นอาจเป็นโจทย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นคือ โครงสร้างประชากร
เกษรา มองว่า วันนี้ยังมีผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้านอยู่ แต่ในอนาคตภาพอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ตลาดที่อยู่อาศัยย่อมเผชิญกับคำถามด้าน “จำนวนผู้ซื้อ” จากวันนี้ “มีคนอยากซื้อ แต่ซื้อไม่ไหว” เป็นอนาคตที่ต้องเผชิญกับ “ไม่มีคนซื้อเพียงพอ”
“ความแตกต่างของ 2 สถานการณ์นี้มีนัยสำคัญต่อโมเดลธุรกิจ เพราะปัญหากำลังซื้อยังแก้ด้วยมาตรการเศรษฐกิจ สินเชื่อ หรือการปรับราคา แต่หากฐานประชากรและจำนวนครัวเรือนลดลง การสร้างอุปสงค์ขึ้นใหม่เป็นโจทย์ที่ยากกว่าอย่างมาก”
อนาคตตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจไม่เหมือนเดิม บทเรียนจากบางประเทศในยุโรปที่มีขนาดตลาดไม่ใหญ่มากและมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจจำกัด สะท้อนภาพอนาคตที่น่าสนใจเมื่อจำนวนประชากรลดลง และผู้คนกระจุก อยู่ในบางพื้นที่ ตลาดที่อยู่อาศัยอาจค่อยๆ เปลี่ยนจากการพัฒนาโครงการใหม่ไปสู่การซื้อขายและปรับปรุง “บ้านมือสอง”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อมีบ้านเดิมอยู่ในระบบมากเพียงพอ และจำนวนผู้ซื้อใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความจำเป็นในการสร้างบ้านใหม่ทุกปีจะลดลงบ้านที่มีอยู่จึงถูกนำกลับมาหมุนเวียน เปลี่ยนมือ รีโนเวต และเพิ่มมูลค่าแทน
สัญญาณดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นในไทย จากความสนใจบ้านมือสองและธุรกิจรีโนเวตที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยหนึ่งมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ NPA ที่มีซัพพลายบ้านมือสองอยู่ในตลาดจำนวนมาก อีกปัจจัยสำคัญคือ “ทำเลทอง” ดันบ้านมือสองแซงบ้านใหม่ เมื่อที่ดินแพงจนสร้างไม่ไหว
ในเมืองใหญ่ บ้านมือสองในทำเลศักยภาพเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะต้นทุนที่ดินทำให้การพัฒนาโครงการใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ในหลายพื้นที่เห็นได้ชัด คือ ทำเลใจกลางเมืองอย่างทองหล่อ บ้านหรืออาคารเดิมอาจมีราคาในระดับที่ผู้ซื้อบางกลุ่มเข้าถึงได้ ขณะที่การสร้างโครงการใหม่ในทำเลเดียวกันต้องแบกรับต้นทุนที่ดินมหาศาล ย่อมตั้งราคาขายสูงขึ้นตามไปด้วย
ส่วนทำเลอย่างรามอินทรา หรือ วัชรพล ซึ่งราคาที่ดินสูง เมื่อบวกต้นทุนพัฒนาและกำไรของโครงการ บ้านเดี่ยวโครงการใหม่อาจมีราคาแตะ 20 ล้านบาท แต่หากผู้บริโภคมีงบ 5-6 ล้านบาท ต้องการบ้านไม่ไกลจากเมือง ทางเลือกที่สมเหตุสมผลอาจเป็น “บ้านมือสอง” ซึ่งไม่ได้เติบโตเพราะราคาถูกกว่าอย่างเดียว แต่เติบโตจากข้อจำกัดด้านที่ดินและโครงสร้างราคาบ้านใหม่
ประเด็นที่น่าจับตา หากประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่ตลาดบ้านมือหนึ่งหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างการลงทุนและการจ้างงานต้นน้ำถึงปลายน้ำจำนวนมาก
“หากโครงการใหม่ลดลงต่อเนื่อง ผู้รับเหมาก่อสร้างจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบ ก่อนส่งต่อไปยังผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุ ก่อสร้าง คอนกรีต เหล็ก ฯลฯ ต่างจากธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า หรือโรงพยาบาล ที่สร้างรายได้จากสินทรัพย์เดิมได้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่ทุกปี”
อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย จึงมีบทบาทพิเศษในระบบเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่มีโครงการใหม่เกิดขึ้น จะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ตามมา หากกิจกรรมดังกล่าวหายไป ผลต่อ Economic Growth จึงอาจมากกว่าที่เห็นจากตัวเลขยอดโอนเพียงอย่างเดียว
เมื่อธุรกิจหลักกำลังเผชิญทั้งวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงและแรงกดดันจากโครงสร้างประชากร การปรับตัวจึง “ไม่ใช่” ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของ “การอยู่รอด” ผู้ประกอบการแต่ละรายอาจเลือกเส้นทางแตกต่างกัน บางรายขยายการลงทุนไปต่างประเทศ บางรายนำความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ไปพัฒนาธุรกิจในพื้นที่ใหม่ ขณะที่อีกหลายบริษัทเลือกใช้ศักยภาพเดิมต่อยอดไปยังธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ เป็น S-Curve ใหม่
เสนา เดินเกมผ่านการกระจายพอร์ตออกจากการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว หนึ่งในนั้นคือการขยายสู่ ธุรกิจให้เช่า เพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอมากขึ้น พร้อมขยายไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการจำหน่ายโซลาร์เซลล์ รวมถึงขยายพอร์ตไปยังธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ สิ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจสีเขียวและพลังงานสะอาดเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อโครงสร้างรายได้ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ไตรมาสล่าสุดมีสัดส่วนรายได้ 30% ของรายได้ทั้งหมด
“การกระจายพอร์ตไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจใหม่เพื่อความหวือหวา แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพียงด้านเดียว”
นั่นเพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โจทย์ระยะสั้น คือ เศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ขายได้แต่โอนไม่ได้” แต่โจทย์ระยะยาวและใหญ่กว่านั้น คือจำนวนประชากรที่ลดลงและโครงสร้างสังคมสูงวัย ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการจาก “ขายยาก” ไปสู่ “คนซื้อไม่พอ”
พร้อมกันนั้น บ้านมือสองและการรีโนเวตมีโอกาสเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลที่ต้นทุนที่ดินสูงจนการสร้างบ้านใหม่ไม่สามารถตอบโจทย์กำลังซื้อได้
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนจากยุคที่ใคร “สร้างและขายบ้านได้มากกว่า” ไปสู่ยุคที่ต้องตอบคำถามว่า ใครสามารถสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้ยาวนานกว่า
เพราะในวันที่ “บ้านใหม่” อาจไม่ได้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เติบโตได้เหมือนในอดีต การสร้าง S-Curve ใหม่ การมีรายได้ประจำ และการกระจายความเสี่ยง จึงเป็นเกราะสำคัญของผู้ประกอบการ และในวันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

AssetWise ทดลองโมเดลใหม่ในตลาดคอนโด เปิด Business Unit ผสมพื้นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจในอาคาร High-Rise เดียวกัน ประเดิม “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” 116 ยูนิต หลังยอดขายแตะ 60% ต่างชาติถือสัดส่วนราว 20% ของยอดขาย
ท่ามกลางตลาดคอนโดมิเนียมที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อหากลุ่มลูกค้าใหม่ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เลือกทดลองโมเดลการพัฒนาคอนโดมิเนียมรูปแบบใหม่ ด้วยการนำ “Business Unit” เข้ามาอยู่ภายในอาคารพักอาศัย
โมเดลดังกล่าวถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับโครงการ “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” คอนโดมิเนียม High-Rise สูง 37 ชั้น จำนวน 813 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,600 ล้านบาท ซึ่งบริษัทออกแบบพื้นที่บางส่วนให้สามารถรองรับการจดทะเบียนประกอบธุรกิจได้ แตกต่างจากคอนโดมิเนียมทั่วไปที่ถูกพัฒนาเพื่อการอยู่อาศัยเป็นหลัก
นางสาวพชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายแล้วประมาณ 60% โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นลูกค้าต่างชาติประมาณ 20%
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โครงการได้รับความสนใจ คือการพัฒนา Business Unit ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถขยายฐานลูกค้าออกจากตลาดคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว
เปิดโมเดล Business Unit ครั้งแรก
Business Unit ของ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มีจำนวน 116 ยูนิต หรือคิดเป็นพื้นที่รวม 4 ชั้นของอาคาร โดยตั้งอยู่บริเวณชั้น 10-11 และมีการออกแบบระบบการใช้งานแยกออกจากส่วน Residential อย่างชัดเจน ทั้งพื้นที่ล็อบบี้ ระบบควบคุมการเข้าออก ลิฟต์ และชั้นพักอาศัย ถูกแยกออกจากส่วน Residential เพื่อลดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย
นอกจากนี้ พื้นที่ Business Unit ยังมี Concierge รองรับผู้มาติดต่อ และมีระบบบริหารจัดการสำหรับบุคคลภายนอกที่เข้ามาใช้งานภายในอาคาร แนวคิดสำคัญของโมเดลนี้ คือการสร้างพื้นที่ที่สามารถเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการขนาดเล็ก โดยบริษัทไม่ได้วางตำแหน่งให้เป็นพื้นที่ค้าปลีกหรือร้านค้าที่มีผู้คนเดินเข้าออกจำนวนมากเหมือน Shophouse
แต่เน้นธุรกิจที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และใช้ระบบนัดหมาย เช่น Personal Tailor, Personal Color Studio, งานออกแบบ หรือ Home Office
“เรามองว่าเมื่อเป็นอาคารสูง หากพัฒนาเป็น Residential เพียงอย่างเดียว ก็จะตอบลูกค้าได้เพียงกลุ่มเดียว แต่เมื่อสามารถแยกลิฟต์หลัก และระบบการใช้งานได้ จึงสามารถเพิ่ม Business Unit เข้ามา เพื่อขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น”
นางสาวพชรกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา Business Unit มาจากฐานลูกค้าของ AssetWise ซึ่งมีกลุ่มนักลงทุนอยู่จำนวนมาก และพบว่าลูกค้าบางส่วนมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจ
จึงกลายเป็นโจทย์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถตอบทั้งความต้องการด้านการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจ
ไม่ใช่ Shophouse แต่เป็น Hybrid Space
ความแตกต่างสำคัญของ Business Unit กับพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วไป คือบริษัทไม่ได้ออกแบบให้เกิดการใช้งานแบบ Walk-in จำนวนมาก
ผู้มาติดต่อส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่นัดหมายล่วงหน้า ขณะที่ระบบ Concierge และการควบคุมการเข้าออกจะทำหน้าที่บริหารจัดการการใช้งานของบุคคลภายนอก
บริษัทมองว่าโมเดลนี้สามารถลดปัญหาความกังวลของผู้อยู่อาศัยในส่วน Residential ได้ เนื่องจากมีการแยกระบบตั้งแต่การออกแบบโครงการ
ทั้งลิฟต์ ระบบ Access และชั้นพักอาศัยถูกแบ่งออกจากกันอย่างชัดเจน
“เราไม่ได้มองว่า Business Unit จะเป็นพื้นที่ที่มีทราฟฟิกเหมือนห้างสรรพสินค้า หรือ Shophouse เพราะธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่มีการนัดหมายลูกค้าอยู่แล้ว”
สำหรับ Business Unit ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2.99 ล้านบาท ขณะที่ Residential Unit เริ่มต้น 2.39 ล้านบาท
พื้นที่ Business Unit มีขนาดประมาณ 24.6-35 ตารางเมตร รองรับรูปแบบห้อง 1 Bedroom และ One Plus ขณะที่จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบห้องแบบ Extra Wide มีหน้ากว้างสูงสุด 7.6 เมตร
ทำให้ผู้ซื้อสามารถปรับพื้นที่ด้านหน้าเป็นสำนักงานหรือพื้นที่รับลูกค้า และใช้พื้นที่ด้านในสำหรับพักอาศัยได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้กำหนดตายตัวว่าผู้ซื้อ Business Unit จะต้องใช้เพื่อธุรกิจเท่านั้น เนื่องจากบางยูนิตสามารถจัดวางเพื่อการอยู่อาศัยได้เช่นกัน
ต่างชาติซื้อ Business Unit เพื่อการลงทุน
ข้อมูลการขายในช่วงที่ผ่านมา พบว่าลูกค้าต่างชาติเป็นอีกกลุ่มที่เข้ามาสนใจ Business Unit โดยเฉพาะนักลงทุนจากเมียนมาและโปแลนด์
นางสาวพชรกล่าวว่า ปัจจุบันยอดขายโครงการอยู่ที่ประมาณ 60% และลูกค้าต่างชาติคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมดกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาซื้อส่วนใหญ่เลือก Business Unit เพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า
กลุ่มเมียนมาถือเป็นกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาซื้อจำนวนมากในปัจจุบัน โดยราคาห้องที่ได้รับความสนใจอยู่ในช่วงประมาณ 3-5 ล้านบาท และผู้ซื้อหนึ่งรายอาจซื้อ 1-2 ยูนิต ลักษณะการขยายตัวของลูกค้ากลุ่มนี้ยังเป็นแบบเครือข่าย เนื่องจากผู้ซื้อเดิมแนะนำเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักเข้ามาซื้อเพิ่มเติม
ขณะที่กลุ่มโปแลนด์เป็นอีกตลาดที่เริ่มเข้ามา โดยบริษัทมองว่าปัจจัยด้านสถานการณ์ในยุโรปอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มกระจายการลงทุนมายังประเทศไทยส่วนกลุ่มไต้หวันและจีน มีแนวโน้มซื้อเพื่ออยู่อาศัยมากกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับประเทศไทยอยู่แล้ว
“Business Unit ที่นี่กลายเป็นสินค้าที่ต่างชาติสนใจมาก เพราะสามารถซื้อเพื่อการลงทุนและให้ทีมของบริษัทช่วยบริหารจัดการการปล่อยเช่าได้”
ดึงบริษัทลูกดูแลปล่อยเช่า
อีกส่วนหนึ่งของโมเดล Business Unit คือการต่อยอดธุรกิจหลังการขาย โดย AssetWise ใช้บริษัทในเครือ “Asset A Plus” เข้ามาดูแลลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุน
บริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำแนะนำเรื่องการตกแต่งห้อง การหาผู้เช่า การบริหารจัดการผู้เช่า ตลอดจนการดูแลทรัพย์สินหลังผู้เช่าย้ายออก
บริษัทเลือกใช้โมเดล Property Management แทนการให้ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Rental Yield แบบการันตี
เหตุผลสำคัญคือผู้ลงทุนบางส่วนมองว่าการล็อกผลตอบแทนอาจทำให้เสียโอกาส หากตลาดค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต
สำหรับโครงการ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ บริษัทประเมินค่าเช่าเบื้องต้นของห้อง 1 Bedroom ว่าอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ห้อง One Plus อาจมีค่าเช่าเฉลี่ยประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ประกาศการันตีผลตอบแทนการลงทุน
“ลูกค้าบางส่วนไม่ได้ต้องการ Yield ที่ล็อกไว้ เพราะมองว่าหากตลาดค่าเช่ามี Upside ในอนาคต การล็อกผลตอบแทนอาจทำให้เสียโอกาส ลูกค้าจึงให้ความสำคัญกับการมีทีม Property Management ดูแลมากกว่า”
Business Unit ขายแล้วราว 60%
Business Unit จำนวน 116 ยูนิต มียอดขายในสัดส่วนใกล้เคียงกับยอดขายรวมของโครงการ หรือประมาณ 60%
บริษัทมองว่าการที่โครงการสร้างเสร็จและลูกค้าสามารถเข้ามาเห็นพื้นที่จริง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งยอดขายในช่วงที่ผ่านมา
ยอดขายส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ 6 เดือนหลัง หลังอาคารเริ่มก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้เอเจนต์ รวมถึงลูกค้าเข้ามาชมโครงการได้
โดยเฉพาะ Business Unit ที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาด ทำให้เอเจนต์ให้ความสนใจในการเข้ามาศึกษารูปแบบการใช้งาน รวมถึงขั้นตอนการจดทะเบียนประกอบธุรกิจ
บริษัทตั้งเป้าปิดการขายยูนิตที่เหลือประมาณ 40% ภายในปี 2570
แยกพื้นที่ ลดผลกระทบคนอยู่อาศัย
โจทย์สำคัญของการนำพื้นที่ธุรกิจเข้ามาอยู่ภายในคอนโดมิเนียม คือการบริหารความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย
AssetWise แก้ปัญหาด้วยการแยกพื้นที่ Business Unit และ Residential ตั้งแต่ต้นน้ำของการออกแบบ
Business Unit มีชั้นใช้งานเฉพาะ ระบบคีย์การ์ดเฉพาะ และลิฟต์แยกออกจากผู้อยู่อาศัย
สำหรับที่จอดรถ โครงการมีที่จอดรถประมาณ 40% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงสำหรับโครงการที่อยู่ใกล้ระบบรถไฟฟ้า
ผู้มาติดต่อ Business Unit สามารถใช้พื้นที่จอดรถร่วมกันได้ แต่ต้องผ่านระบบลงทะเบียนและการบริหารจัดการของนิติบุคคล
บริษัทเตรียมใช้ระบบบริหารเวลาการจอดรถ เพื่อไม่ให้ผู้มาติดต่อธุรกิจใช้พื้นที่จอดรถเป็นเวลานานจนกระทบกับผู้อยู่อาศัย โดยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหากจอดเกินระยะเวลาที่กำหนด
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า Business Unit ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนประเภทห้อง แต่ต้องออกแบบระบบบริหารอาคารใหม่ เพื่อให้กิจกรรมเชิงธุรกิจและการอยู่อาศัยสามารถอยู่ร่วมกันได้
ตลาดคอนโดเปลี่ยน ผู้ประกอบการต้องหาโมเดลใหม่
การเปิดตัว Business Unit เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคอนโดมิเนียมเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อและการเข้มงวดของสินเชื่อ
นางสาวพชรยอมรับว่า กลุ่มลูกค้าราคาประมาณ 2 ล้านบาทต้น ๆ ยังเผชิญปัญหาการถูกปฏิเสธสินเชื่อ
สำหรับ AssetWise อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Rejection Rate อยู่ที่ประมาณ 30%
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าอัตราดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองลูกค้าก่อนรับจอง
ทีมขายต้องประเมินรายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการกู้ของลูกค้าตั้งแต่ต้น รวมถึงทำงานร่วมกับธนาคารเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสินเชื่อเป็นรายกรณี
ปัจจัยสำคัญที่บริษัทพบคือ ภาระหนี้ครัวเรือนของผู้ซื้อบางราย แม้จะมีรายได้อยู่ในระดับสูง แต่มีภาระหนี้ส่วนบุคคลจำนวนมาก
บริษัทจึงต้องปรับบทบาทของทีมขายจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้คำแนะนำด้านความสามารถในการซื้อและการขอสินเชื่อมากขึ้น
ใช้ Lease to Own ดึงต่างชาติ
นอกจากการพัฒนา Product ใหม่ AssetWise ยังนำโมเดลการเงินเข้ามาช่วยแก้ปัญหากำลังซื้อ
หนึ่งในโปรแกรมคือ “Lease to Own” สำหรับลูกค้าที่มีเงินบางส่วน แต่ไม่สามารถชำระเงินเต็มจำนวนในช่วงเวลาการโอน
รูปแบบของโปรแกรมเปิดให้ผู้ซื้อชำระเงินประมาณ 50% ก่อน และแบ่งชำระส่วนที่เหลือกับบริษัทภายในระยะเวลา 3 ปี
โมเดลดังกล่าวได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติ เนื่องจากการซื้อคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติ ต้องมีเงินชำระในสัดส่วนสูงในช่วงก่อนโอน
Lease to Own จึงกลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการเข้าอยู่อาศัยทันที แต่ไม่ต้องการใช้เงินก้อนเต็มจำนวนในครั้งเดียว
ขณะที่ลูกค้าคนไทย บริษัทมีโปรแกรม “ชีวิตดี๊ดี” ที่ทำร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส.
กลุ่มเป้าหมายคือผู้ซื้อที่ยังไม่พร้อมได้รับสินเชื่อในปัจจุบัน แต่ธนาคารประเมินว่ามีศักยภาพในการปรับสถานะทางการเงินและสามารถขอสินเชื่อได้ในระยะ 6 เดือนถึง 1 ปี
ลูกค้าสามารถเข้าอยู่อาศัยก่อน โดยชำระเงินในลักษณะใกล้เคียงกับค่าเช่า และเมื่อผ่านระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจะประเมินวินัยทางการเงินอีกครั้ง
หากผ่านเกณฑ์ ลูกค้าสามารถเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง
จาก Business Unit สู่โมเดลอสังหาฯ หลายเจเนอเรชัน
ความน่าสนใจของโครงการ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ ไม่ได้อยู่เพียงการทดลอง Business Unit แต่เป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังมองหาโมเดลการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่าหนึ่งช่วงชีวิต
หลังจากนี้ AssetWise อยู่ระหว่างศึกษาแนวคิดการนำ Business Unit ไปใช้ในโครงการขนาดใหญ่อื่น รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้สูงอายุ หรือ Aging Society ภายในโครงการเดียวกัน
แนวคิดดังกล่าวอาจทำให้การพัฒนาโครงการในอนาคตเปลี่ยนจากการแบ่งเพียง Residential กับ Commercial มาเป็นการสร้างพื้นที่หลายรูปแบบภายในอาคารเดียวกัน
ลูกค้ารายหนึ่งอาจซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่ในช่วงแรกของชีวิต ก่อนจะซื้อพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับทำธุรกิจ หรือเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ก็สามารถย้ายไปใช้ Unit ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยยังอยู่ภายในโครงการเดียวกัน
“เรากำลัง Explore เรื่องนี้มากขึ้น เพราะมองว่าบางโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตอาจตอบโจทย์ลูกค้าได้ตั้งแต่เรื่องการอยู่อาศัย การทำธุรกิจ ไปจนถึงการรองรับ Aging Society”
ตลาดปี 69 ยังทรงตัว เลือกเปิดโครงการให้แม่นขึ้น
สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงที่เหลือของปี 2569 AssetWise ประเมินว่าตลาดมีแนวโน้มกลับมาคึกคักขึ้นจากการทยอยเปิดโครงการของผู้ประกอบการหลายราย
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดอาจไม่ได้แตกต่างจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่เปลี่ยนไป คือผู้ประกอบการต้องเลือกโครงการและทำเลให้แม่นยำมากขึ้น
แทนที่จะเปิดโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มเลือกเปิดโครงการในทำเลที่มีฐานลูกค้าชัดเจน และมีข้อมูลรองรับว่ามีความต้องการจริง
กลุ่มราคาที่บริษัทมองว่ายังมีโอกาส คือคอนโดมิเนียมระดับประมาณ 2-3 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้ซื้อยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าโครงการระดับราคาสูง
นางสาวพชรกล่าวว่า AssetWise จะเลือกเปิดโครงการใหม่บนพื้นฐานของ “Proof of Success” มากขึ้น โดยนำประสบการณ์จากโครงการเดิมที่ประสบความสำเร็จมาใช้ในการตัดสินใจ
หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการในย่านบางมด ซึ่งบริษัทมองเห็นความต้องการของตลาดนักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ก่อนต่อยอดการพัฒนาโครงการในเฟสใหม่
เปิดตึกจริง ลุ้นเร่งยอดขาย 40% สุดท้าย
สำหรับ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ บริษัทเตรียมเปิดให้ลูกค้าเข้าชมโครงการอย่างเป็นทางการในช่วง Soft Opening วันที่ 5-6 กันยายน 2569
จุดสำคัญของการเปิดอาคารสร้างเสร็จ คือการให้ลูกค้าเห็นห้องจริง วิวจริง รวมถึงรูปแบบการใช้งานของ Business Unit ที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของตลาด
โครงการตั้งอยู่ใกล้ MRT สายสีเหลือง สถานีศรีกรีฑา ประมาณ 300 เมตร และเชื่อมต่อพื้นที่ศรีนครินทร์ ลำสาลี พระราม 9 และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
แม้ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ จะเป็นเพียงโครงการแรกที่ AssetWise นำ Business Unit เข้ามาทดลองใช้ แต่หากสามารถปิดการขายได้ตามเป้าหมายและโมเดลการบริหารจัดการสามารถอยู่ร่วมกับ Residential ได้จริง
Business Unit อาจกลายเป็นอีกหนึ่งสูตรใหม่ที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำไปต่อยอดในอนาคต
โดยเฉพาะในวันที่ตลาดคอนโดมิเนียมไม่สามารถแข่งขันด้วยเพียงทำเล ส่วนกลาง หรือราคาขาย แต่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์รายได้ การลงทุน การทำงาน และการอยู่อาศัยของลูกค้าได้พร้อมกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.05-33.30 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.10-33.34 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงแรงของเงินดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็วและแรง จากที่ใกล้โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 158.22 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลง กลับสู่บริเวณล่าสุดแถว 159 เยนต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น

รวมถึงโอกาสที่ทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ BOJ บางท่านยังได้สะท้อนถึงโอกาสที่ BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย +50bps ได้ นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่ระดับ 4,388 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีส่วนช่วยหนุนเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา
ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงถูกจำกัดอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่และยังไม่มีแนวโน้มที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ ราคาพลังงาน ทั้ง ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจใช้จังหวะที่เงินเยนญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในการทยอยเพิ่มสถานะ Short JPY (มองเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง) ดังจะเห็นได้จากมุมมองและคำแนะนำในการ Short JPY ของบรรดานักวิเคราะห์ในต่างประเทศ ที่ต่างมองว่า ในช่วงปลายปี เงินเยนญี่ปุ่นยังมีโอกาสอ่อนค่าลง เหนือโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ โดยภาพดังกล่าว กอปรกับ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะช่วยชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ หากตลาดการเงินเอเชียอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงบ้าง ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพอช่วยหนุนบรรดาสกุลเงินเอเชียได้ แต่เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ( แนวรับถัดไปจะอยู่ในช่วง 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดไว้แถวบริเวณโซนแนวต้านแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าเพิ่มเติมนั้น ยังคงมีอยู่ หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น โดยจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐน ที่จะทยอยรับรู้เพิ่มเติม รวมถึง ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อย่าง Christopher Waller
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้ม อ่อนค่าลง ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์)
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมได้แรงหนุนบ้างจากการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ยังคงออกมาสดใส ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.56% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.46 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.45%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.24% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งหนุนให้ราคาแก๊สธรรมชาติในยุโรปปรับตัวสูงขึ้น สร้างความกังวลเพิ่มเติมต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและโอกาสที่บรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป อย่าง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่ยังคงปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 4.78% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาผสมผสาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ไว้ราว 52% ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรงอยู่ รวมถึงประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงจำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง ซึ่ง FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ โดยระดับดังกล่าวต่ำกว่า จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่นและโอกาสที่ BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัดไว้แถว 4,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ ยอด Challenger’s Job Cuts และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อย่าง Christopher Waller อย่างใกล้ชิด (ทยอยรับรู้ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED โดยเฉพาะ โอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายน นี้
ในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ทยอยชะลอตัวลง อยู่ในกรอบเป้าหมายของ BNM พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม รวมถึง รอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของเวียดนาม อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนาม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

สุนัขอาจเป็นมากกว่าเพื่อนสี่ขาที่อยู่เคียงข้างมนุษย์ เพราะการที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกันกับเรา กินอาหาร ออกไปเดินเล่น และสัมผัสสภาพแวดล้อมเดียวกันทุกวัน กำลังทำให้สุนัขกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการ “แก่ชรา” ของร่างกายได้มากขึ้น
ล่าสุด งานวิจัยจากโครงการศึกษาความชราของสุนัข (Dog Aging Project) พบเบาะแสที่น่าสนใจว่า สัญญาณทางชีวภาพบางอย่างในเลือดที่สัมพันธ์กับการมีอายุสั้นหรือยืนยาวของสุนัข มีรูปแบบคล้ายกับที่พบในมนุษย์ สะท้อนว่า คนและสุนัขอาจมีกลไกบางอย่างของความชราร่วมกันมากกว่าที่คิด
ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Journals of Gerontology: Series A เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่า ภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเมื่ออายุมากขึ้น และทำไมสิ่งมีชีวิตบางตัวจึงมีอายุยืนกว่าอีกตัว
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไรในเลือดของสุนัข ทำไมสัญญาณเหล่านี้จึงคล้ายกับที่พบในมนุษย์ และเพื่อนสี่ขาที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างเรา อาจช่วยไขความลับเรื่อง “ความชราและอายุยืน” ของมนุษย์ได้อย่างไร
หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่ เมแทบอไลต์ (Metabolites) หรือโมเลกุลขนาดเล็กที่เกิดขึ้นจากกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น การเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน การสลายโปรตีนและไขมัน รวมถึงการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ระดับของสารเหล่านี้ในเลือดจึงช่วยสะท้อนว่า ภายในร่างกายกำลังเกิดอะไรขึ้น
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากสุนัข 937 ตัว ในโครงการ Dog Aging Project โดยตรวจเมแทบอไลต์ในพลาสมา 133 ชนิด พร้อมติดตามสุขภาพเฉลี่ยประมาณ 2.6 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีสุนัขเสียชีวิต 104 ตัว
เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก และพันธุกรรม นักวิจัยพบว่า เมแทบอไลต์ประมาณ 17% ที่ศึกษา มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และในจำนวนนี้มี 23 ชนิดที่พบความสัมพันธ์อย่างชัดเจนตามเกณฑ์ทางสถิติ
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการค้นหาไม่ใช่แค่ว่า สุนัขตัวไหนมีอายุสั้นหรือยืนยาวกว่า แต่ต้องการมองลึกลงไปว่า ก่อนหน้านั้นมีสัญญาณอะไรเกิดขึ้นภายในร่างกายบ้าง และสัญญาณเหล่านี้อาจบอกอะไรเกี่ยวกับกระบวนการแก่ชราและอายุขัยได้บ้าง
แทนที่จะวิเคราะห์สารเพียงชนิดเดียว นักวิจัยมอง รูปแบบของเมแทบอไลต์หลายชนิดร่วมกัน เพื่อค้นหาสัญญาณที่อาจเชื่อมโยงกับสุขภาพและอายุขัย เปรียบเสมือน “ลายนิ้วมือ” ทางชีวภาพที่สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในร่างกาย
รูปแบบเหล่านี้สามารถใช้เป็น ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อช่วยประเมินการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและความเสี่ยงด้านสุขภาพบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม การพบว่าเมแทบอไลต์บางชนิดสัมพันธ์กับการมีอายุสั้นหรือยืนยาว ไม่ได้หมายความว่า สารเหล่านั้นเป็นสาเหตุโดยตรง แต่เป็นเบาะแสที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหาต่อว่า มีกลไกอะไรอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ดังกล่าว
ศาสตราจารย์เคต ครีวี (Kate Creevy) สัตวแพทย์อาวุโสประจำ Dog Aging Project อธิบายว่า “การพบตัวบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตเร็วหรือช้า ไม่ได้หมายความว่า ตัวบ่งชี้นั้นเป็นต้นเหตุ แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าทำไมสัญญาณดังกล่าวจึงเกิดขึ้น ก็อาจช่วยให้ค้นพบกลไกที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นั้นได้”
หลังจากพบรูปแบบของเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับอายุขัยในสุนัข นักวิจัยได้นำผลไปเปรียบเทียบกับงานวิจัยขนาดใหญ่ในมนุษย์ 5 การศึกษา ซึ่งใช้วิธีวิเคราะห์ใกล้เคียงกัน
สัญญาณที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตเร็วหรือช้าในสุนัข มีรูปแบบคล้ายกับที่พบในมนุษย์ สะท้อนว่า ทั้งสองสายพันธุ์อาจมีกระบวนการทางชีวภาพบางอย่างของความชราร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น เมแทบอไลต์บางชนิด ได้แก่ Pseudouridine, N2,N2-dimethylguanosine และ Homocitrulline ถ้าหากว่าถูกพบในระดับสูง จะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่สูงขึ้นทั้งในสุนัขและมนุษย์ ขณะที่ Deoxycarnitine และ Homoarginine ในระดับต่ำก็พบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน
เมแทบอไลต์หลายชนิดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงของไตเมื่ออายุมากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงกับความชราของทั้งสุนัขและมนุษย์
ข้อสังเกตนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นจาก Dog Aging Project ที่พบว่า อายุสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของเมแทบอไลต์ในเลือดสุนัขประมาณ 40% ของสารที่ตรวจวัด โดยบางส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายโปรตีนและการทำงานของไต
ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นอีกเบาะแสว่า กระบวนการเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะที่เปลี่ยนไปตามวัย อาจมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการแก่ของร่างกาย และเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาต่อเพื่อทำความเข้าใจเรื่องอายุขัยได้มากขึ้น
ที่ผ่านมา งานวิจัยเรื่องความชราจำนวนมากอาศัยสัตว์ทดลอง เช่น หนู แมลงวัน หรือหนอน ซึ่งมีข้อดีตรงที่นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพันธุกรรม อาหาร และสภาพแวดล้อมได้อย่างละเอียด
แต่ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องทดลอง
แต่ละคนมีพันธุกรรมแตกต่างกัน กินอาหารต่างกัน ออกกำลังกายไม่เหมือนกัน เจอมลพิษ ความเครียด เชื้อโรค และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันตลอดชีวิต
สุนัขก็เช่นกัน พวกเขามีความหลากหลายทางพันธุกรรม มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันมาก และยังใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกับมนุษย์ หลายตัวกินอาหารตามกิจวัตรที่เจ้าของกำหนด ออกไปเดินหรือออกกำลังกายพร้อมเจ้าของ และสัมผัสสภาพแวดล้อมภายในบ้านและชุมชนเดียวกัน
ที่สำคัญ สุนัขยังเกิดโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอายุหลายชนิด และได้รับการดูแลจากระบบสัตวแพทย์ ทำให้นักวิจัยสามารถติดตามทั้งข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรม โรค และการรักษาไปพร้อมกันได้
อีกเหตุผลที่ทำให้สุนัขน่าสนใจสำหรับการศึกษาความแก่ชราคือ อายุขัยที่สั้นกว่ามนุษย์มาก
การติดตามว่าปัจจัยบางอย่างในวัยกลางคนสัมพันธ์กับการเสียชีวิตหรือโรคในวัยชราของมนุษย์อย่างไร อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี
แต่ในสุนัข กระบวนการเดียวกันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นกว่า นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิตและเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วกว่า
งานวิจัยครั้งนี้สะท้อนข้อได้เปรียบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เพราะสุนัขถูกติดตามเฉลี่ยเพียง 2.6 ปี ขณะที่งานวิจัยในมนุษย์ที่นำมาเปรียบเทียบมีระยะติดตามเฉลี่ยประมาณ 8 – 22.5 ปี แต่กลับพบรูปแบบของเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตคล้ายกัน
ถ้ารูปแบบเหล่านี้ได้รับการยืนยันในงานวิจัยระยะยาวมากขึ้น สุนัขจึงอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษากลไกของความชราได้รวดเร็วกว่าการรอผลจากมนุษย์เพียงอย่างเดียว
เบื้องหลังงานวิจัยนี้คือ Dog Aging Project โครงการศึกษาระยะยาวที่เริ่มรับสุนัขเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2020 และปัจจุบันมีสุนัขในสหรัฐเข้าร่วมมากกว่า 50,000 ตัว
แทนที่จะนำสุนัขทั้งหมดมาเลี้ยงในห้องทดลอง โครงการติดตามสุนัขที่ใช้ชีวิตตามปกติอยู่กับเจ้าของทั่วสหรัฐ
เจ้าของช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร สภาพแวดล้อม พฤติกรรม และวิถีชีวิตของสุนัข ขณะที่สุนัขบางกลุ่มได้รับการเก็บตัวอย่างทางชีวภาพ ตรวจสารเคมีในเลือด วิเคราะห์จีโนม รวมถึงติดตามข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมอย่างละเอียด
ฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาความชราในสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านพันธุกรรม อาหาร พื้นที่อยู่อาศัย และรูปแบบการใช้ชีวิต
และเพราะสุนัขเหล่านี้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ สิ่งที่ค้นพบจึงอาจช่วยตอบคำถามได้ทั้งสองทาง คือ เราจะช่วยให้สุนัขมีชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้นได้อย่างไร และสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุนัขสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับการแก่ชราของมนุษย์ได้บ้าง
แม้งานวิจัยนี้จะค้นพบสัญญาณทางชีวภาพที่ซับซ้อนในระดับโมเลกุล แต่สิ่งที่นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันกลับไม่ได้ซับซ้อนตามไปด้วย
ศาสตราจารย์ครีวี มองว่า หลักการหลายอย่างที่เราใช้ดูแลสุขภาพของมนุษย์สามารถนำมาใช้กับสุนัขได้เช่นกัน ตั้งแต่การรับประทานอาหารที่เหมาะสม รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี ไปจนถึงการรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวและสุขภาพของสมองเมื่ออายุมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การพบว่าเมแทบอไลต์บางชนิดสัมพันธ์กับอายุขัยไม่ได้หมายความว่า การเพิ่มหรือลดสารเหล่านั้นจะช่วยให้มนุษย์หรือสุนัขมีอายุยืนขึ้นโดยตรง นักวิทยาศาสตร์ยังต้องติดตามต่อว่า สัญญาณเหล่านี้เกิดจากกระบวนการอะไร และกระบวนการเหล่านั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่
สุนัขใช้ชีวิตใกล้ชิดกับมนุษย์มานาน และความใกล้ชิดนั้นอาจช่วยไขคำตอบเรื่อง “ความชรา” ได้มากขึ้น เพราะการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายสุนัข อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการแก่ชราของมนุษย์ รวมถึงค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ทั้งคนและสุนัข มีชีวิตที่แข็งแรงและยาวนานขึ้นได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

การสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการใช้ภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้นะ ใครที่ยังงงๆ เข้าร้านอาหารแล้วไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน มาทางนี้เลย เพราะวันนี้เรามีคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสั่งอาหารแบบง่ายๆ มาฝากกันแล้ว
| Menu | รายการอาหาร | Dish | อาหารเป็นจาน |
| Order | การสั่งอาหาร | Delicious | อร่อย |
| Appetizer / Starter | อาหารเรียกน้ำย่อย | Main course | อาหารจานหลัก |
| Drink | เครื่องดื่ม | Dessert | ของหวาน |
| Regional dish | อาหารพื้นบ้าน | Vegetarian | มังสวิรัติ |
| Medium | สุกปานกลาง | Medium rare | กึ่งสุกกึ่งดิบ |
| Well done | เนื้อสุก | Rare | ด้านนอกสุก ด้านในดิบ |
| Raw | ดิบ | Reservation | การจองโต๊ะ/สำรองที่ |
| Reserved | จองแล้ว | Book a table | จองโต๊ะล่วงหน้า |
| Service included | รวมค่าบริการ | Service not included | ไม่รวมค่าบริการ |
| I’m allergic to….. | ฉันแพ้…. | Dairy products | ผลิตภัณฑ์จากนม |
ขอดูเมนูหน่อยครับ/ค่ะ
เมนูพิเศษวันนี้คืออะไรคะ
คุณมีอะไรจะแนะนำไหม
ฉันควรสั่งอะไรดี
คุณอยากกินอะไร
ฉันขอสเต็กหมู (ในการสั่งอาหารเราสามารถพูดว่า I’d like to have…หรือ I want… แล้วตามด้วยอาหารที่เราต้องการได้เลย)
ต้องการข้าวเยอะแค่ไหน
แค่ทัพพีเดียว
ต้องการเพิ่มอีกไหม?
ขอโทษนะคะ ฉันรออาหารมาสักพักนึงแล้ว
ระวังนะ มันร้อน
คุณต้องการของหวาน หรือผลไม้ไหม?
ขอโทษนะคะ ช่วยห่ออันนี้กลับบ้านหน่อยได้ไหม?
มีเมนูสำหรับสั่งกลับบ้านไหมคะ
เก็บเงินด้วยค่ะ
รับบัตรเครดิตไหม?
รับเฉพาะเงินสด
รับบัตรเครดิต
ขอใบเสร็จด้วยนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th

เอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) บริษัทด้านการลงทุนในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technology) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) เปิด 6 แนวคิดสำคัญจาก “AI-VOLUTION The Series 2026” ซีรีส์เนื้อหาออนไลน์ที่รวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ AI ที่กำลังส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ โมเดลธุรกิจ และรูปแบบการทำงานขององค์กร
AI-VOLUTION The Series 2026 ต่อยอดจาก “AI-VOLUTION Virtual Summit 2025” ซึ่งจัดขึ้นในปีที่ผ่านมาและมีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน จาก 88 ประเทศทั่วโลก พร้อมยอดรับชมสะสมมากกว่า 700,000 ครั้ง
สำหรับปี 2569 SCB 10X ปรับรูปแบบจากงานสัมมนาประจำปีมาเป็นซีรีส์ออนไลน์รายเดือนตลอดทั้งปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมติดตามเทรนด์ AI และผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดย 6 ตอนแรกมียอดรับชมรวมมากกว่า 100,000 ครั้ง สะท้อนความสนใจต่อการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริง
จากบทสนทนาและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในซีรีส์ ทีม Tech Intelligence ของ SCB 10X ได้ตกผลึกเป็น 6 แนวคิดสำคัญที่องค์กรควรจับตาในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI
AI ลดต้นทุนการสร้าง แต่เพิ่มค่าของ “วิจารณญาณ”

แนวคิดแรกมองว่า เมื่อ AI เข้ามาช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ รายงาน งานออกแบบ และคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้น ต้นทุนในการสร้างผลงานพื้นฐานจะลดลง ทำให้ความได้เปรียบทางการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการผลิตเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง รวมถึง “วิจารณญาณ” ในการประเมินว่าสิ่งใดมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และสามารถสร้างคุณค่าได้จริง
เมื่อ AI ทำให้ทุกองค์กรสามารถผลิตงานได้รวดเร็วขึ้น ความสามารถในการแยกแยะคุณภาพและตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมจึงอาจกลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างที่สำคัญกว่า “ความเร็วในการผลิต”
ใช้ AI รายบุคคล ยังไม่เท่ากับสร้าง “ความทรงจำองค์กร”
อีกประเด็นสำคัญคือ แม้ AI จะช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลและสนับสนุนการทำงานได้มากขึ้น แต่ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับบุคคลอาจสูญหายไปพร้อมกับพนักงานเมื่อออกจากองค์กร
แนวคิดเรื่อง “Institutional Memory” หรือความทรงจำขององค์กร จึงเข้ามามีบทบาท โดยระบบ Enterprise AI สามารถช่วยจัดเก็บไม่เพียงผลลัพธ์ของงาน แต่รวมถึงเหตุผลและกระบวนการคิดเบื้องหลังการตัดสินใจ
ตัวอย่างที่ถูกนำมาพูดถึงในซีรีส์คือแนวทางของระบบ AI ของบริษัทอย่าง Ema ซึ่งสะท้อนถึงการนำ AI มาช่วยเก็บองค์ความรู้จากกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาเชื่อมโยงและค้นหารูปแบบหรืออินไซต์ใหม่ที่อาจไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน
ซอฟต์แวร์เปลี่ยนจาก “กดใช้” สู่ “บอกผลลัพธ์ที่ต้องการ”
รูปแบบการใช้งานซอฟต์แวร์กำลังเปลี่ยนจากการที่ผู้ใช้ต้องเรียนรู้เมนู Dashboard และขั้นตอนต่างๆ ไปสู่การสื่อสารกับ AI Agents และระบุเพียงผลลัพธ์ที่ต้องการ จากนั้นให้ระบบเป็นผู้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะประสบการณ์ใช้งาน แต่ยังอาจเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์ จากเดิมที่คิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานหรือ Software Seats ไปสู่การประเมินมูลค่าจากผลลัพธ์ที่ระบบสามารถส่งมอบได้จริง
ทีม Venture Capital ของ SCB 10X จึงให้ความสนใจกับบริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่กำลังพัฒนารูปแบบประสบการณ์ผู้ใช้และโมเดลการคิดค่าบริการที่แตกต่างจากซอฟต์แวร์ในรูปแบบเดิม
AI Agent อาจกลายเป็น “ลูกค้า” รายใหม่ของธุรกิจ
การเติบโตของการซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังสร้างโจทย์ใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เพราะในอนาคต AI Agent อาจเข้ามาทำหน้าที่ค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจแทนมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ดิจิทัลของธุรกิจส่วนใหญ่ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์เป็นผู้ใช้งาน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ AI Agent โดยตรง
เมื่อเส้นทางการใช้งานหรือช่องทางที่ออกแบบไว้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของ AI ได้ ระบบอาจต้องหาวิธีอื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น ธุรกิจจึงจำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและประสบการณ์ดิจิทัลให้พร้อมรองรับ “ลูกค้าที่เป็น AI” ตั้งแต่ต้น
Pilot สำเร็จ ไม่ได้แปลว่า AI พร้อมใช้งานจริง
การพิสูจน์ว่า AI สามารถทำงานเฉพาะด้านได้สำเร็จในระดับโครงการทดลอง หรือ Pilot เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเมื่อขยายการใช้งานไปในระดับองค์กร ระบบจะต้องรับมือกับปริมาณงานที่แตกต่าง ข้อมูลที่ไม่แน่นอน สถานการณ์ที่ซับซ้อน และข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
ความพร้อมของ AI จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการกำหนดความรับผิดชอบในการตัดสินใจอย่างชัดเจน ระบบติดตามตรวจสอบการทำงาน รวมถึงกระบวนการรับมือและส่งต่อเมื่อ AI ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่คาดหวัง
ต้นทุน AI อาจต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่ผลประหยัดอาจสูงเกินคาด
อีกโจทย์ที่องค์กรต้องระวังคือการประเมินต้นทุน AI ต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่คาดหวังผลประหยัดจากเทคโนโลยีสูงเกินไป
ข้อมูลจาก MIT Project NANDA ที่ถูกหยิบยกในซีรีส์ระบุว่า 95% ของโครงการนำร่อง Generative AI ในองค์กรไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้อย่างชัดเจน โดยความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายของ AI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุนและความซับซ้อนในการเชื่อมต่อ AI เข้ากับระบบเดิม รวมถึงการปรับกระบวนการทำงานขององค์กร
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลที่สะท้อนว่า ตำแหน่งงานประมาณหนึ่งในสามที่ถูกลดลงด้วยเหตุผลเกี่ยวกับ AI ในช่วงปีที่ผ่านมา ถูกกลับมาจ้างใหม่ในภายหลัง สะท้อนความเสี่ยงที่องค์กรอาจลดทอนความเชี่ยวชาญของบุคลากรเร็วกว่าความสามารถในการสร้างหรือทดแทนทักษะดังกล่าว
การประเมิน AI ROI จึงไม่ควรมองเฉพาะต้นทุนการนำเทคโนโลยีมาใช้เทียบกับผลลัพธ์ทางธุรกิจ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าองค์กรยังสามารถรักษาความรู้ ประสบการณ์ และวิจารณญาณที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจไว้ได้หรือไม่
จาก “AI ทำอะไรได้” สู่ “องค์กรจะทำงานร่วมกับ AI อย่างไร”
ทั้ง 6 แนวคิดสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโจทย์สำหรับองค์กรในยุค AI จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับคำถามว่า “AI สามารถทำงานอะไรได้บ้าง” ไปสู่คำถามว่าองค์กรจะออกแบบวิธีการทำงาน กระบวนการตัดสินใจ การจัดเก็บองค์ความรู้ และโมเดลธุรกิจ เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างไร
สำหรับ “AI-VOLUTION The Series 2026” SCB 10X จะยังนำเสนอบทสนทนาและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เล่นในระบบนิเวศ AI ระดับโลกอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อให้ภาคธุรกิจติดตามทิศทางเทคโนโลยีและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นที่หลายคนรู้จักกันดี โดยเฉพาะจากปลาทะเลอย่างแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาซาร์ดีน แต่ความจริงแล้ว โอเมก้า 3 ไม่ได้มีอยู่แค่ในอาหารจากสัตว์เท่านั้น
อาหารจากพืชบางชนิดก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในรูปแบบ ALA (Alpha-Linolenic Acid) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของโอเมก้า 3 ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ และเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่รับประทานปลาหรืออยากเพิ่มความหลากหลายทางโภชนาการ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โอเมก้า 3 มีหลายรูปแบบ โดยชนิดที่พบมากในปลาและอาหารทะเล ได้แก่ EPA และ DHA ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง ดวงตา และระบบหัวใจ
ขณะที่อาหารจากพืชส่วนใหญ่จะให้โอเมก้า 3 ในรูปแบบ ALA ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น EPA และ DHA ได้ แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้มีประสิทธิภาพค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการรับประทานอาหารให้หลากหลายจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เมล็ดแฟลกซ์ถือเป็นหนึ่งในอาหารจากพืชที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิด ALA สูง สามารถนำไปเพิ่มในอาหารได้ง่าย เช่น สมูทตี้ โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต หรือสลัด
โดยทั่วไปเมล็ดแฟลกซ์แบบบดจะรับประทานง่ายกว่าแบบเมล็ดเต็ม เพราะช่วยให้ร่างกายเข้าถึงสารอาหารได้ดีขึ้น นอกจากโอเมก้า 3 แล้ว ยังมีใยอาหารและสารประกอบจากพืชที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
วอลนัทเป็นถั่วอีกชนิดที่มีโอเมก้า 3 รูปแบบ ALA สามารถรับประทานเป็นของว่าง หรือเพิ่มลงในเมนูต่าง ๆ เช่น สลัด ข้าวโอ๊ต และอาหารเช้า
อย่างไรก็ตาม วอลนัทเป็นอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์โดยไม่เพิ่มพลังงานเกินความจำเป็น
เมล็ดเจียเป็นอีกหนึ่งแหล่งโอเมก้า 3 จากพืชที่ได้รับความนิยม เพราะนอกจากมี ALA แล้ว ยังมีใยอาหาร โปรตีน และแร่ธาตุบางชนิด
สามารถนำไปแช่น้ำหรือนมเพื่อทำพุดดิ้งเมล็ดเจีย หรือโรยในโยเกิร์ต สมูทตี้ และข้าวโอ๊ต เป็นวัตถุดิบที่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มื้ออาหารได้ง่าย
เมล็ดกัญชงมีทั้งโอเมก้า 3 ชนิด ALA โปรตีนจากพืช และแร่ธาตุต่าง ๆ ด้วยรสชาติที่ออกมันเล็กน้อย จึงสามารถนำไปใส่ในสมูทตี้ สลัด ซุป โยเกิร์ต หรือเมนูอาหารเช้าได้
การเพิ่มเมล็ดกัญชงในอาหารช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งไขมันดีและโปรตีน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์
ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ และถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame) ก็เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ชนิด ALA เช่นกัน
จุดเด่นของถั่วเหลืองคือไม่ได้มีเพียงไขมันดี แต่ยังเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่สำคัญ เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายของโปรตีนในแต่ละวัน
แม้โอเมก้า 3 จากพืชจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่ควรพึ่งพาอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว การรับประทานอาหารที่หลากหลายจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น
แม้ปลาและอาหารทะเลจะเป็นแหล่งโอเมก้า 3 ที่สำคัญ แต่เมล็ดพืชและถั่วบางชนิดก็สามารถช่วยเพิ่มโอเมก้า 3 ให้กับร่างกายได้ โดยเฉพาะในรูปแบบ ALA
การเลือกอาหารที่หลากหลาย ทั้งจากปลา ถั่ว เมล็ดพืช และอาหารจากธรรมชาติอื่น ๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันดีอย่างสมดุลและเหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,100.00 | 69,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,467.00 | 67,719.72 | 70,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,020.30 | 60,947.75 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,573.60 | 54,175.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,010.15 | 30,473.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,563.45 | 23,701.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,629.02 | 70,175.94 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

‘LHMH’ ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เล็งผุดโรงแรมใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หลังเตรียมเปิดตัวโรงแรม ‘แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา’ เต็มรูปแบบ ต.ค. 2569 มูลค่าลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาท และอยู่ระหว่างพัฒนา ‘แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ’ มูลค่าลงทุน 3,600 ล้าน คาดเปิดไตรมาส 2 ปี 2571 พร้อมประเมินทิศทางตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ และพัทยา คาด 4 เดือนสุดท้ายปีนี้ได้อานิสงส์ 2 บิ๊กอีเวนต์เต็มๆ รับไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 รวมถึงเทศกาลดนตรี ‘Tomorrowland’ ชี้ราคาห้องพักของทุกโรงแรมใน ‘พัทยา’ ช่วงจัดงาน กระโดดขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า
หลังจากบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดตัวโรงแรม “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา” (Grande Centre Point Voyage Pattaya) โรงแรมลำดับที่ 10 ของกลุ่มแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เตรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือน ต.ค. 2569 ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 4,300 ล้านบาท พัฒนาบนที่ดินกว่า 22 ไร่ ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวม 110,000 ตารางเมตร
นับเป็นธีมโฮเทลขนาดใหญ่ มีห้องพักจำนวน 494 ห้อง ถูกวางตำแหน่งเป็น “Integrated Destination Hotel” ภายใต้แนวคิด “The Borderless Journey” ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน ที่มองหาการพักผ่อนระดับพรีเมียม รวมถึงตลาดไมซ์ (MICE: ประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) ระดับสากล โดยรวมการพักผ่อน สวนน้ำ “Time Traveller Water Park” ขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซน Lost World (โลกการผจญภัยยุคดึกดำบรรพ์) และ Tomorrow Land (โลกแห่งอนาคต) รวมถึงความบันเทิง ร้านอาหาร เทคโนโลยี และพื้นที่จัดประชุมและอีเวนต์ไว้ในจุดหมายเดียว
โดยเป็นการขยายโครงการต่อเนื่องจากความสำเร็จของ 3 โครงการแรกในพัทยา ได้แก่ ศูนย์การค้า เทอร์มินอล 21 พัทยา โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา และโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา (ธีมอวกาศ) ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในเชิงชื่อเสียงและกำไร
กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมหรูภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์” (Grande Centre Point) ในกรุงเทพฯ และพัทยา เปิดให้บริการรวมแล้ว 10 แห่ง เปิดเผยว่า “บริการของเราก้าวข้ามผ่านตัวพื้นฐานของการทำโรงแรม 5 ดาวไปนานแล้ว แอร์เย็นมากทุกห้อง เตียงใหญ่ 8 ฟุตน่านอน น้ำร้อนจัดภายใน 5 วินาที ตอนนี้เราจึงไม่ได้ขายแค่ห้องพัก แต่เราขายประสบการณ์ เราไปไกลกว่านั้น ไม่ใช่แค่กินอิ่ม นอนหลับสบาย แต่เราต้องการให้ลูกค้าใจฟูกลับไป จากการสัมผัสประสบการณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) ภายในโรงแรมที่มารอบเดียว อาจเก็บกลับไปได้ไม่หมด”
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโรงแรมแห่งใหม่ลำดับที่ 11 ภายใต้ชื่อ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ” ปักหมุดย่านเยาวราช มูลค่าการลงทุน 3,600 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดินเช่าระยะยาว เนื้อที่เกือบ 4 ไร่ ติดถนนทั้ง 4 ด้าน ขนาด 351 ห้องพัก ความสูง 11 ชั้นบนดิน และมีชั้นใต้ดินลึกอีก 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 40,000 ตารางเมตร คาดเปิดให้บริการไตรมาส 2 ปี 2571 จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญในการย่านเศรษฐกิจและท่องเที่ยวของกรุงเทพฯหลังได้บริษัทสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง “Palmer & Turner” (P&T) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบอาคารประวัติศาสตร์ในย่าน “เดอะ บันด์” (The Bund) นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาร่วมดีไซน์สถาปัตยกรรมสไตล์ตะวันตกผสมกลิ่นอายจีนร่วมสมัย
นอกจากนี้ยังออกแบบลานจอดรถมาตรฐานใต้ดิน 4 ชั้น รองรับรถยนต์ได้หลายร้อยคัน พร้อมระบบไฟนำจอดอัจฉริยะ มีความสูงเพดานชั้นใต้ดินที่คำนวณมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับรถตู้ครอบครัว สอดรับกับเทรนด์การเดินทางกลุ่มเล็ก โดยรถตู้บริการนำเที่ยวสามารถเข้า-ออกและจอดรับส่งนักท่องเที่ยวได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยแก้เพนพอยต์ (Pain Point) ของเยาวราชซึ่งไม่ค่อยมีจุดจอดรถ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือจะติดตั้งจอ LED ขนาดยักษ์ 2 จอ ให้เป็นจุดเช็กอินใหม่เหมือนย่านท่องเที่ยวชื่อดังในต่างประเทศ ป้ายแรกจะหันหน้าเข้าถนนเยาวราช และอีกป้ายเป็นแนวตั้งเหมือนในไทม์สแควร์ สหรัฐ อยู่ฝั่งถนนเจริญกรุง
ขณะเดียวกัน ยังจัดเตรียมพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยรอบสำหรับร้านค้าระดับท็อปและร้านอาหารมิชลินไกด์รวมประมาณ 20 ร้านค้า ทุกร้านมีทางเข้าออกติดถนน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางกลุ่มชอบกินชอบเที่ยว สามารถลงมากินสตรีทฟู้ดได้ตลอดทั้งวัน ตอนนี้มีบรรดาแบรนด์ต่างๆ ติดต่อเข้ามามาก จึงต้องพิถีพิถันว่าจะดึงแบรนด์ไหนมาเพื่อให้โครงการออกมาสมบูรณ์ที่สุด ยิ่งโครงการนี้มีที่จอดรถเพอร์เฟกต์ ลุคของสถาปัตยกรรมเพอร์เฟกต์ สวยทั้งกลางวันกลางคืน ยิ่งทำให้หลายๆ แบรนด์ต้องการมาเปิดร้านในโครงการนี้
“เราพยายามหาโลเกชันที่ไม่เหมือนเดิม เพราะในกรุงเทพฯ เรามีตรงถนนสุขุมวิท ย่านราชประสงค์ และย่านสีลมกับสาทรแล้ว จึงไปหาโลเกชันใหม่ๆ เช่น ย่านเยาวราช ที่ไม่ค่อยมีคู่แข่ง เราอยากไปสร้างความว้าวให้กับที่นี่ นอกจากนี้ยังมองการพัฒนาโรงแรมใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย ถ้าเลือกได้ เราอยากสร้างตึกใหม่ด้วยรูปแบบใหม่มากกว่าการรีโนเวตตึกเก่า และยึดนโยบายชัดเจนว่าจะไม่รับจ้างบริหารโรงแรมให้ใคร แม้ในช่วงหลังๆ จะมีคนเข้ามาเสนอให้เราไปร่วมทุนหรือเข้าไปบริหารโรงแรมก็ตาม”
กิตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมของไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้าย (ก.ย.-ธ.ค.) ปี 2569 บริษัทประเมินว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นจากปัจจัยการจัด “อีเวนต์ใหญ่” ในช่วงปลายปี ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพประชุม “IMF-World Bank 2026” ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ คาดมีนักธุรกิจและผู้แทนนานาชาติเดินทางเข้ามาร่วมหลักหมื่นคน ส่งผลให้ความต้องการห้องพัก “โรงแรมระดับ 5 ดาว” ใจกลางกรุงพุ่งสูงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ และไม่ใช่พักแค่ 1-2 คืน แต่มีช่วงก่อนประชุม ระหว่างประชุม และหลังประชุม
“ทำให้โรงแรมในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ซึ่งมีทำเลตั้งอยู่รายรอบศูนย์การประชุมแห่งชาติฯ ได้อานิสงส์อย่างเต็มที่ มียอดจองเข้ามาต่อเนื่อง หนุนอัตราการเข้าพักดีมากในไฮซีซันนี้”
ฝั่งพัทยา ในช่วงจัดงานเทศกาลดนตรีระดับโลก “ทูมอร์โรว์แลนด์” (Tomorrowland) ระหว่างวันที่ 11-13 ธ.ค. 2569 ณ วิสดอม วัลเลย์ จ.ชลบุรี พบว่าภาพรวมราคาห้องพักของทุกโรงแรมใน “พัทยา” กระโดดขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า ขณะเดียวกันยังมีงานเทศกาล “พลุนานาชาติเมืองพัทยา” จะจัดขึ้นในวันที่ 27-28 พ.ย. 2569 ซึ่งจัดขึ้นทุกปีอย่างดีเยี่ยม ลูกค้ามาจองห้องพักล่วงหน้าเป็นเรื่องเป็นราว และไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น ต่างชาติก็สนใจจองเข้ามาจำนวนมากเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

‘วัลลภา’ ทายาทเจ้าสัวเจริญ แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักร AWC ผนึกความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences เตรียมเปิดตัวโรงแรมธีม DreamWorks Animation แห่งแรกของไทย ที่โครงการแฟลกชิป Aquatique พัทยา มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2576
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เดินหน้าสร้างสรรค์โรงแรมธีม DreamWorks Animation แห่งแรกของประเทศไทย ที่ Aquatique Pattaya สานต่อความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Universal Destinations & Experiences อย่างต่อเนื่อง
โครงการนี้จะนำเรื่องราวและตัวละครอันเป็นที่รักของ DreamWorks Animation มาสู่การเข้าพักและการบริการระดับโลก พร้อมเติมเต็มความหลากหลายของบริการและการท่องเที่ยวของ Aquatique หนึ่งในจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์เรือธงของ AWC และสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่สำหรับกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เสริมศักยภาพพัทยาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงสำหรับครอบครัวในระดับโลก
โรงแรมระดับลักชัวรีแห่งใหม่มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2576 โดยมีแผนพัฒนาห้องพักประมาณ 300 ห้อง พร้อมแนวคิดการถ่ายทอดเรื่องราวของ DreamWorks Animation ผ่านประสบการณ์ตลอดการเข้าพัก ตั้งแต่พื้นที่ภายในโรงแรมไปจนถึงกิจกรรมและองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และความบันเทิงสำหรับครอบครัวที่โดดเด่นและแตกต่างในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาสวนน้ำแบบในร่มและกลางแจ้ง เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนและความบันเทิงริมหาด พร้อมนำเสนอประสบการณ์สันทนาการทางน้ำรูปแบบใหม่บนชายฝั่งของพัทยาอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา โดยเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Aquatique ที่จะช่วยสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ให้กับจุดหมายปลายทางแห่งนี้
โรงแรมแห่งใหม่นี้ได้รับการวางแนวคิดภายใต้ AWC’s destination-led development model เพื่อเติมเต็มความหลากหลายของประสบการณ์ด้านการบริการและไลฟ์สไตล์ภายใน Aquatique โดยเชื่อมโยงที่พักระดับพรีเมียมเข้ากับความบันเทิง ร้านค้าปลีก ร้านอาหารริมชายหาด ประสบการณ์พักผ่อน และเวลเนสระดับลักชัวรีอย่างลงตัว สร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวในประเทศและ
นักเดินทางจากทั่วโลก พร้อมเสริมศักยภาพของ Aquatique ในการก้าวสู่จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์และความบันเทิงระดับโลกของพัทยา
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า จาก Jurassic World ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่ Aquatique ที่ AWC ร่วมกับ Universal Destinations & Experiences เตรียมนำเรื่องราวและประสบการณ์ระดับโลกที่ผู้คนชื่นชอบมาสร้างจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของประเทศ ที่ Aquatique ด้วยการนำโรงแรมธีม DreamWorks Animation แห่งแรกของประเทศไทยเข้ามาเติมเต็มจุดหมายปลายทางแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรวมองค์ประกอบพิเศษไว้ด้วยกัน แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่สวนน้ำเชื่อมต่อจากห้องพัก ด้วยธีม DreamWorks ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน สู่ร้านอาหารริมชายหาด เวลเนส และพื้นที่กิจกรรมความประทับใจตลอดการเข้าพัก
ความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences จะต่อเนื่องในการนำโรงแรมรูปแบบ DreamWorks Animation Themed Hotel เชื่อมต่อสวนน้ำที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น พาประสบการณ์ความสนุกทั้งโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว (DreamWorks Water Play Experience) ดึงดูดกลุ่มครอบครัวจากทั่วโลกมาสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เชื่อมโยงเส้นทาง AWC Riverside Journey จากแม่น้ำสู่ทะเล
สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับกรุงเทพฯ พัทยา และโครงการ AWC Lifestyle Destinations เพื่อนำประสบการณ์ความบันเทิงสำหรับครอบครัวระดับโลกมาสู่ประเทศไทย พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำสำหรับกลุ่มครอบครัวจากทั่วโลก
นายเจอรัลด์ เรนส์ รองผู้อำนวยการ ฝ่าย Global Location Based Entertainment ของ Universal Destinations & Experiences กล่าวว่า “เรื่องราวและตัวละครจาก DreamWorks Animation เป็นที่ชื่นชอบของครอบครัวทั่วโลก ผ่านความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับ AWC เรากำลังร่วมกันค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการนำเรื่องราวเหล่านี้มาสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ความสนุกและความตื่นเต้นของธีมสวนน้ำ ไปจนถึงโรงแรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างต่อเนื่องตลอดประสบการณ์การเข้าพัก เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสและใกล้ชิดกับโลกแห่ง DreamWorks Animation”
สำหรับวิสัยทัศน์ของโครงการ Aquatique พัทยา ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Destination-led” ที่มุ่งผสานความเชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์และการบริการระดับโลกจาก Universal Destinations & Experiences เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ของ AWC เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์แบบ 360 องศา ที่ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ ความบันเทิงสำหรับครอบครัวที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และการบริการระดับอัลตร้าลักชัวรีริมชายหาด
ด้วยทำเลใจกลางเมืองพัทยา ภายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โครงการ Aquatique มีศักยภาพในการเชื่อมโยงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศที่สำคัญ ทั้งรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมสามสนามบิน และสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา พร้อมร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับพัทยา ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและนานาชาติ ควบคู่กับการร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น และสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ชุมชน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ถือเป็นสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยมของ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” หลังจากที่หยิบแชมป์วอลเลย์บอลหญิงเอเชีย 2026 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน มาครองได้แบบยิ่งใหญ่ พร้อมสร้างประวัตศาสตร์คว้าตั๋วลุยศึกโอลิมปิก 2028
จากความสำเร็จดังกล่าวที่ “ทัพลูกยางสาวไทย” เดินหน้าคว้าชัยรวดทุกนัดในทัวร์นาเมนต์ ทำให้ภายหลังจบรายการสามารถเก็บคะแนนสะสมโลกได้มากถึง 41.41 คะแนน ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14 ของโลก จากการประกาศของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ทันที
อย่างไรก็ตามล่าสุดมีความเคลื่อนไหวอันดับโลกอีกครั้งโดย ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 13 โลก แม้จะมี 230.67 คะแนนเท่าเดิม สาเหตุเกิดจากการที่ ทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก ที่กำลังลงเล่นในศึกชิงแชมป์ยุโรปเกิดแพ้ และทำให้อันดับหล่นไปอยู่ที่ 16 โลก
ขณะที่ในระดับทวีป วอลเลย์บอลหญิงไทย ยังคงรั้งอันดับ 3 ของเอเชีย เป็นรอง ญี่ปุ่น เบอร์ 1 ที่มี 323.69 คะแนน และ จีน อันดับ 2 ของเอเชีย ที่มี 311.83 คะแนน ขณะที่อันดับ 4 เกาหลีใต้ มี 142.73 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์โรคโควิด 19 ช่วงผู้ป่วยพุ่ง แต่ความรุนแรงไม่เพิ่ม อัตราป่วยตายลดลงอยู่ที่ 0.02 % ต่ำกว่า 3 ปีก่อนหน้า ส่วน 10 จังหวัดพบมากสุด กลุ่มเด็กเล็กป่วยสุด แต่สูงอายุเสียชีวิตมากสุด
เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่กรมควบคุมโรค มีการแถลงข่าว สถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกรมควบคุมโรค ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค.2569 พบผู้ป่วยสะสม 99,691 ราย อัตราป่วย 151.34 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตาย 0.02 %และเมื่อดูย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566 -2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยในปี 2569 ยังน้อยกว่ามาก
“สถานการณ์ตอนนี้ผู้ป่วยโควิด 19 กำลังเพิ่มขึ้นและยังมีแนวโน้มที่จะยังเพิ่มขึ้นอยู่ เพราะเป็นช่วงของการเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้โรคติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยยังน้อยกว่าเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาและความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น และดูเหมือนจะลดลงเห็นจากอัตราป่วยตายที่อยู่ที่ 0.02 %”พญ.จุไรกล่าว
1.กรุงเทพ 643.65 ต่อประชากรแสนคน
2.ชลบุรี 530.52 ต่อประชากรแสนคน
3.ภูเก็ต 514.85 ต่อประชากรแสนคน
4.ลำพูน 345.10 ต่อประชากรแสนคน
5.นนทบุรี 304.06 ต่อประชากรแสนคน
6.นครปฐม 301.07 ต่อประชากรแสนคน
7.ระยอง 236.68 ต่อประชากรแสนคน
8.สระบุรี 227.90 ต่อประชากรแสนคน
9.เชียงใหม่ 216.75 ต่อประชากรแสนคน
10.อ่างทอง 215.01 ต่อประชากรแสนคน
เมื่อจำแนกตามช่วงอายุจะเจอผู้ป่วยทุกช่วงอายุ แต่ที่พบจำนวนป่วยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มากที่สุด 686.33 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาเป็นอายุ 1-4 ปี ,30-39 ปี และ20-29 ปี ตรงนี้สะท้อนว่า การระบาดเป็นในลักษณะที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ออกไปทำงานอาจจะมีการติดเชื้อจากในชุมชนแต่อาการไม่มาก หรือพี่ที่ไปโรงเรียนแล้วนำเชี้อเข้ามาสู่ในบ้าน ส่งผลให้กลุ่มเด็กเล็กที่ไม่ค่อยได้ออกไปนอกบ้านมีการป่วย
ทว่า กรณีผู้เสียชีวิต 15 ราย มากสุดที่จ.นครราชสีมา 3 ราย พิษณุโลก,กรุงเทพฯ จังหวัด 2 ราย ส่วนแพร่ นครนายก สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กระบี่ สุราษฎร์ธานีและตรัง จังหวัดละ 1 ราย โดยพบว่า 14 ราย เป็นผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป รวมถึง ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคมะเร็ง
ในปี 2569 กรมควบคุมโรค ได้รับรายงานการระบาดแบบกลุ่มก้อน จำนวน 20 คลัสเตอร์ ในเดือนมิ.ย. 1 เหตุการณ์ ก.ค. 7 เหตุการณ์ และส.ค. 12 เหตุการณ์ แยกเป็น
ถามว่าเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ไม่มีภูมิคุ้มกันจะทำอย่างไร พญ.จุไร กล่าวว่า ทารกทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกันใน 6 เดือนแรกจากแม่ โดยหากแม่มีภูมิคุ้มกันจากการเคยป่วยหรือฉีดวัคซีน ก็จะมีภูมิคุ้มกันถ่ายทอดไปยังลูกได้ ช่วง 6 เดือนแรกจะไม่มีปัญหา แต่หาก 4 เดือน 6 เดือน พ่อแม่ไม่เคยเป็นก็ป่วยได้ เมื่อเด็กมารักษาที่ รพ. ก็จะพบว่า รุนแรงไม่มาก จริงๆ อาร์เอสวี รุนแรงสำหรับเด็กเล็กมากกว่า
เมื่อเด็กเล็กป่วยมารพ. จะมียาฟาวิพิราเวียร์ ให้ตลอด 5 วัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ต้องอยู่ครบ 5 วัน อาการดีขึ้นก็กลับบ้าน ไปพักฟื้นที่บ้านได้ ซึ่งไม่พบเด็กเล็กเสียชีวิตจากโควิด สิ่งสำคัญ คือ โรคระบบทางเดินหายใจที่มียารักษา ณ ปัจจุบัน คือ โควิด และไข้หวัดใหญ่ ยังมีไวรัสอีกมากที่ไม่มียา แต่รักษาตามอาการ
“ขอย้ำว่าจากกระแสข่าวที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์ระบุว่าโควิด-19 กลับมาระบาดหนักนั้น พบว่าเป็นข้อมูลเก่า ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก และปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัย” พญ.จุไรกล่าว
ขณะที่ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกรมควบคุมโรค กล่าวว่า อัตราป่วยตายอยู่ที่ 0.02 % เมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อนหน้าจะเห็นได้ว่าลดลง สะท้อนถึงความรุนแรงของโรคว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วยสายพันธุ์ในปัจจุบัน โดยได้มีการติดตามรหัสพันธุกรรมของไวรัส ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568- 21 ส.ค.2569 พบว่า ตั้งแต่ 21 ก.ค.-21 ส.ค.2569 ประมาณ 50 % เป็นสายพันธุ์โอมิครอน NB.1.8.1 ที่เริ่มมีการระบาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568

รองลงมาเป็น JN.1 และBA.3.2 ที่เป็นสายพันธุ์เดิม และสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังต่อ คือ PQ.16.1.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกหลานของโอมิครอน โดยไทยพบ 1 ราย แต่ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลัก ขณะที่ภาพรวมทั่วโลก ระหว่าง 24 พ.ค.- 21 มี.ค.2569 พบ NB.1.8.1 และ JN.1 เป็นสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น
“สายพันธุ์ NB.1.8.1นี้ อาจจะทำให้มีการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากอัตราการเสียชีวิต ”นพ.วีรวัฒน์กล่าว
ส่วนอาการก็ยังคล้ายคลึงกับที่ผ่านมา แต่ในส่วนของจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส อาจจะลดน้อย แต่ยังเป็นอาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไข้ต่ำๆ อาการเหมือนกับไข้หวัดทั่วไป หรือไข้หวัดใหญ่ในบางคน โดยแต่ละคนอาการจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสุขภาพ ระยะฟักตัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 วันเป็นหลัก ทั้งนี้ ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
ถามถึงผลข้างเคียงหลังป่วยโควิด 19 ที่น่ากังวล นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ไวรัสมีความรุนแรงน้อยลง ภาวะแทรกซ้อนจึงน้อย ทำให้ภาวะปอดอักเสบรุนแรงน้อยลงไปด้วย แต่ภาวะที่กลัวตามมา คือ ลิ่มเลือดอุดตันในปอด จึงต้องระวัง แต่ปัจจุบันเหตุการณ์นี้พบน้อยลง ส่วนภาวะลองโควิด เจอไม่บ่อย แต่ก่อนเจอ 30-50% ขณะนี้น้อยลงมาก
“ภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น อย่างระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตันน้อยลง ส่วนภาวะแทรกซ้อนระยะปานกลางหรือยาว หลังป่วย 3 เดือนไปแล้วก็พบน้อยลงเช่นกัน”นพ.วีรวัฒน์กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนยังมีอีก 2 เชื้อที่ตีคู่กันมา คือ โรคไข้หวัดใหญ่ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสม 333,032 ราย เสียชีวิต 48 ราย อัตราป่วยตาย0.014 % มีแนวโน้มการพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมถึง ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ในปี 2569 พบผู้ป่วย 7,020 ราย ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุ 0-4 ปีมากที่สุด และ5-9 ปี ไม่พบผู้เสียชีวิต ในจำนวนนี้ต้องรักษาตัวในรพ. 2,762 ราย หรือ 39.34 % แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังต่ำกว่าปี 2568 ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

จริงอยู่ว่าเวลาที่เราทำงาน การติดต่อด้วยทางอีเมลนับว่าเป็นวิธีหลักที่หลายๆ บริษัทยังคงใช้งานกันอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเราจะมีโปรแกรมแชทที่รวดเร็วอยู่แล้วก็ตาม แต่วิธีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการติดต่อหลายๆ แห่งยังนิยมใช้อยู่ เนื่องจากรวดเร็ว ตอบโต้ได้ทันที ทันใจ เอ๋ แบบนี้มีภาษาอังกฤษอะไรบ้างนะ ที่เราควรเรียนรู้ไว้บ้างถ้าต้องใช้ติดต่อระหว่างการสนทนาผ่านโทรศัพท์บ้าง ? มาดูกันดีกว่า!
หากคุณเป็นคนที่ต้องโทรไปตามติดต่อ การเริ่มต้นทักทายควรเริ่มต้นด้วยการบอกว่าตนเองเป็นใคร มาจากที่ไหน บางคนอาจจะแนะนำเสริมเข้าไปด้วยก็ได้ว่ามีตำแหน่งอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้รับสายเราได้ข้อมูลเบื้องต้น จะได้ให้ความช่วยเหลือ หรือตอบโต้บทสนทนาได้ถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน ในกรณีที่คุณต้องรับสาย และเป็นผู้แนะนำตัวก่อน อาจจะใช้ประโยคที่คล้ายคลึงกัน อย่างเปลี่ยนตอนเริ่มต้นด้วยชื่อบริษัท หรือหน่วยงานของคุณ แล้วใช้ may I help you? ต่อท้ายประโยคก็เป็นอันเรียบร้อย
ตัวอย่าง :
ABC Company, may I help you? (บริษัทเอบีซี มีอะไรให้ช่วยเหลือบ้าง ครับ / คะ )
Hello, ABC Travel, Somying speaking. How can I help you? (สวัสดีค่ะ เอบีซีทราทราเวล ดิฉันสมหญิงรับสาย มีอะไรให้ช่วยเหลือคะ)
แหม โทรศัพท์มาแบบนี้ ยังไงก็ต้องการต่อสายถึงคนที่ต้องการจะพูดคุย ติดต่องานด้วยแน่นอน และสำหรับสูตรการขอสายถึงบุคคลที่ต้องการ เพียงแต่เติม Could / May ขึ้นหน้าประโยค ก็ดูสุภาพมากขึ้นแล้ว และสำหรับใครที่อยากให้ดูสุภาพมากขึ้นไปอีก ก็สามารถต่อ please ท้ายประโยคก็ได้เช่นกัน หรือใครที่อยากจะลองใช้ประโยคอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน
ตัวอย่าง :
I’d like to speak to (ชื่อผู้ที่ต้องการจะติดต่อ) , please. (ฉันขอพูดสายกับ …… ได้รึเปล่า?)
Could you put me through to ชื่อผู้ที่ต้องการจะติดต่อ) , please? (รบกวนต่อสายถึง……..ได้ไหม?)
Hello, This is Amorn from DFG Company. May I speak to Tony? (สวัสดีครับ นี่อมร จากบริษัทดีเอฟจีนะครับ ผมขอสายคุณโทนี่ได้รึเปล่า?)
(ขอโทษ ค่ะ/ครับ ภาษาอังกฤษของฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รบกวนพูดช้าๆ ได้ไหม คะ / ครับ?) ระหว่างที่คุยเกิดติดขัดปัญหา อาจจะด้วยภาษาอังกฤษที่ไม่ชำนาญนัก อย่าอายที่จะบอกอีกฝ่ายให้ทราบ เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณฟังจับใจความได้ครบถ้วนแล้ว ยังป้องกันการได้รับข้อมูลผิดๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหากับเนื้องานได้ นอกจากปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษแล้ว คุณอาจจะเจอปัญหาที่ยังไม่เข้าใจ ต้องการให้อธิบายทวนซ้ำ หรือ อธิบายเพิ่มเติม รวมถึงรบกวนให้คู่สนทนาพูดเสียงให้ดังขึน ก็อาจจะใช้ประโยคด้านล่างต่อไปนี้ควบคู่ได้เช่นกัน
ตัวอย่าง :
I’m sorry, Could you repeat that, please? (ขอโทษ ครับ / ค่ะ รบกวนอธิบายอีกครั้งได้ไหม ครับ / คะ?)
Could you speak up a little, please? (รบกวนคุณพูดดังขึ้นอีกนิดได้ไหม?)
(ตอนนี้เขาไม่ว่างเลย ค่ะ/ครับ ) ในกรณีที่คนที่ผู้สนทนาขอสายไม่ว่าง คุณสามารถบอกคู่สนทนาได้ง่ายๆ ตามประโยคข้างบนได้เลย ส่วนใครที่อยากจะให้สุภาพ เป็นทางการมากขึ้น ลองใช้คำว่า I’m afraid / I’m sorry ขึ้นหน้าประโยค ก็จะช่วยให้ประโยคดูสุภาพมากขึ้น
ตัวอย่าง :
I’m sorry , she/he’s in a meeting at the moment. (ขอโทษ ค่ะ/ครับ ตอนนี้เขากำลังประชุมค่ะ/ครับ)
I’m afraid she/he’s on another line at the moment. (ฉันเกรงว่าตอนนี้เขากำลังติดสายอื่นอยู่ ค่ะ/ครับ)
(กรุณาบอกให้เขาโทรกลับหาฉันด้วยได้ไหม ครับ/คะ ) ในกรณีที่อีกฝ่ายไม่ว่าง และเราต้องการให้คนที่เราต้องการติดต่อโทกลับ คุณสามารถใช้ประโยคเหล่านี้เพื่อแจ้งจุดประสงค์ต่างๆ ได้ และถ้าหากต้องการบอกเวลาด้วย ก็เติม call at + เวลา ต่อท้ายประโยค เพื่อบอกว่าถึงเวลาที่สะดวกรับสาย หรือเวลาที่ต้องการให้อีกฝ่ายติดต่อกลับ สำหรับใครที่กลัวว่าจะจำประโยคยาวๆ ไม่ได้ อาจจะใช้ please ตามด้วยการแจ้งให้อีกฝ่ายโทรกลับก็ได้เช่นกัน
ตัวอย่าง : Please tell him /her to call me back later. (รบกวนบอกเขาหน่อยว่าฉันโทรมา ช่วยโทรกลับด้วยนะ ครับ/ค่ะ)จะสังเกตได้ว่าในบทสนทนาหลักๆ จะเน้นการใช้ Could I …. หรือ May I ….. ตามท้ายด้วย please ในประโยคเยอะเป็นพิเศษ เพราะการติดต่อทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะเรื่องงานต้องการลักษณะประโยคที่เป็นทางการ แสดงความนอบน้อมเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราต้องการขอร้องให้ใครช่วยเหลือ ศัพท์เหล่านี้นับว่าจำเป็นมากๆ และใช้ได้แทบทุกโอกาส
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th

เคยสงสัยกันไหมว่า ถ้าเราลองเอา “แผ่นฟอยล์อลูมิเนียม” ที่ใช้ห่ออาหารในครัว มาห่อสมาร์ทโฟนไว้ทั้งเครื่อง จะเกิดอะไรขึ้น? สัญญาณมือถือจะขาดหายไปเลยจริงหรือไม่ และมันมีประโยชน์ในแง่ความปลอดภัยหรือการป้องกันรังสีอย่างที่มีคนพูดกันจริงหรือเปล่า?
ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีจาก How-To Geek ได้ลงมือทดสอบทฤษฎีนี้ด้วยตัวเอง เพื่อหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ว่าฟอยล์อลูมิเนียมส่งผลต่อการทำงานของมือถืออย่างไรบ้าง
Highlight: การห่อฟอยล์สามารถบล็อกสัญญาณ Wi-Fi, 5G, และ Bluetooth ได้จริงตามหลักกลศาสตร์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Faraday Cage) แต่ในชีวิตประจำวันแทบไม่มีประโยชน์ในการป้องกันการแฮกหรืออันตรายจากรังสี ควรเก็บฟอยล์ไว้ใช้ห่ออาหารตามเดิมดีที่สุด!
สัญญาณไร้สายทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi, สัญญาณมือถือ 5G, Bluetooth หรือ GPS แท้จริงแล้วคือ “คลื่นวิทยุ” (Radio Waves) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
เนื่องจากโลหะอย่างอลูมิเนียมมีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้า เมื่อคลื่นวิทยุมาตกกระทบ ผิวโลหะจะทำการดูดซับหรือสะท้อนคลื่นเหล่านั้นออกไป ส่งผลให้คลื่นไม่สามารถทะลุผ่านเข้าไปหาเสาอากาศภายในตัวเครื่องได้นั่นเอง
| ประเภทการทดสอบ | สถานะการเชื่อมต่อ | ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น |
|---|---|---|
| โทรเข้าผ่าน WhatsApp (Wi-Fi/Data) | ถูกบล็อกตัดขาด | เครื่องไม่ติด ไม่มีเสียงเรียกเข้า |
| โทรเข้าผ่านเครือข่ายมือถือปกติ | ถูกบล็อกตัดขาด | ไม่สามารถติดต่อได้ ติดสัญญาณฝากข้อความ |
| การรับข้อความ SMS / การแจ้งเตือน | ถูกบล็อกตัดขาด | ไม่มีข้อความเข้า จนกว่าจะแกะฟอยล์ออก |
คำตอบคือ: ไม่จำเป็นเลย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่พบว่าคลื่น 5G หรือ Wi-Fi ในระดับใช้งานทั่วไปส่งผลเสียต่อสุขภาพ อีกทั้งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็มีอยู่ทุกที่ในธรรมชาติ ทั้งจากแสงอาทิตย์ เสาวิทยุ และเสาโทรทัศน์ ดังนั้นการห่อมือถือเพื่อกันรังสีจึงไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ
แม้การห่อฟอยล์จะตัดการเชื่อมต่อไร้สายชั่วคราว ทำให้แฮกเกอร์เจาะข้อมูลระยะไกลไม่ได้ในขณะนั้น แต่มัน ไม่ใช่แนวทางที่สมเหตุสมผลในการใช้งานจริง และหากเครื่องติดไวรัสหรือมัลแวร์อยู่ก่อนแล้ว การห่อฟอยล์ก็ไม่ได้ช่วยลบล้างข้อมูลฉ้อโกงใดๆ ออกไปได้
วิธีป้องกันมัลแวร์ที่ถูกต้อง: ตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย, เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA), หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการ Android/iOS ให้เป็นปัจจุบัน และหลีกเลี่ยงการกดลิงก์สงสัยในอีเมล
เทคนิคการใช้โลหะบล็อกสัญญาณนี้ มีการใช้งานจริงในทางกฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะนำสมาร์ทโฟนของกลางใส่ไว้ใน “ถุงฟาราเดย์” (Faraday Bag) หรือซองบุฟอยล์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาแอบสั่งลบข้อมูลระยะไกล (Remote Wipe) ผ่านอินเทอร์เน็ตได้
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ “เตาไมโครเวฟ” ในบ้านก็มีหลักการทำงานแบบกรงฟาราเดย์เช่นกัน (ตะแกรงโลหะที่กระจกหน้าตู้มีไว้เพื่อกันไม่ให้คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมา) นอกจากนี้ กระเป๋าตังค์หรือซองใส่บัตร ATM ที่กันการโจรกรรมข้อมูล RFID ก็ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์แบบเดียวกันนี้เช่นกัน

แหล่งอ้างอิง (References):
• บทความทดสอบและเรียบเรียงโดย Lucas Gouveia / How-To Geek
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ใครจะคิดว่าเครื่องดื่มใกล้ตัวที่หาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อ อาจมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ได้มากกว่าที่คิด เพราะนอกจากการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การเลือกอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
นพ.หวง หยู่ชุน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จากไต้หวัน แนะนำว่า มีเครื่องดื่ม 3 ชนิดที่พบได้ทั่วไปและมีข้อมูลจากงานวิจัยว่าสารอาหารบางชนิดอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ เมื่อรับประทานอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่ยาป้องกันหรือรักษามะเร็ง แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม ซึ่งควรทำควบคู่กับการรับประทานอาหารสมดุล ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพตามช่วงวัย
เครื่องดื่มชนิดแรกคือ “นม” ซึ่งจุดสำคัญไม่ได้อยู่แค่ตัวนม แต่เป็นสารอาหารอย่างแคลเซียมที่มีบทบาทต่อสุขภาพลำไส้
งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่า การได้รับแคลเซียมจากอาหารในปริมาณที่เหมาะสม มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ลดลง โดยนักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า แคลเซียมอาจช่วยจับกับกรดน้ำดีและกรดไขมันบางชนิดในลำไส้ ทำให้ลดโอกาสที่สารเหล่านี้จะก่อความเสียหายต่อเซลล์เยื่อบุลำไส้
นอกจากนมสดแล้ว ผลิตภัณฑ์จากนมอย่างโยเกิร์ตก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีทั้งแคลเซียมและจุลินทรีย์ที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร
แต่ควรเลือกสูตรที่มีน้ำตาลไม่สูงเกินไป เพราะเครื่องดื่มรสหวานจัดอาจเพิ่มปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในร่างกาย ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว
สำหรับคอกาแฟ ข่าวดีคือ กาแฟก็เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์กับสุขภาพลำไส้ โดยเฉพาะสารประกอบธรรมชาติในเมล็ดกาแฟ เช่น กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acid) และสารกลุ่มโพลีฟีนอล
งานวิจัยบางส่วนพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำอาจมีความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง รวมถึงมีข้อมูลเกี่ยวกับการกลับเป็นซ้ำของโรคในผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากาแฟสามารถป้องกันโรคได้โดยตรง
สำหรับผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน อาจเลือกกาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน (Decaf) หรือจำกัดปริมาณให้เหมาะสม เพราะการดื่มกาแฟมากเกินไปอาจส่งผลต่อการนอนหลับและระบบประสาทได้
น้ำผักและน้ำผลไม้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มสารอาหารจากพืช โดยเฉพาะวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารประกอบจากพืชหลายชนิด
อย่างไรก็ตาม หากเลือกซื้อแบบบรรจุขวด ควรอ่านฉลากให้ละเอียด โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนของน้ำผักผลไม้สูง และมีน้ำตาลเติมแต่งต่ำ
แม้น้ำผลไม้จะสะดวก แต่ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า การรับประทานผลไม้ทั้งลูกเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะร่างกายจะได้รับใยอาหารครบถ้วน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้
ใยอาหารจากผักและผลไม้สามารถถูกแบคทีเรียดีในลำไส้นำไปสร้างเป็นกรดไขมันสายสั้น (Short-chain fatty acids) ซึ่งมีบทบาทต่อสมดุลของระบบทางเดินอาหาร
แม้เครื่องดื่มบางชนิดจะมีสารอาหารที่อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพลำไส้ แต่การลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารหรือเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เน้นการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ลดอาหารแปรรูป เนื้อแดง และอาหารที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตามคำแนะนำของแพทย์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะโรคนี้ในระยะแรกอาจไม่มีอาการชัดเจน การตรวจพบความผิดปกติเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การดูแลสุขภาพไม่ได้เกิดจากอาหารชนิดเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำต่อเนื่องในทุกวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,700.00 | 67,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,376.00 | 66,340.16 | 68,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,938.40 | 59,706.14 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,500.80 | 53,072.13 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,969.20 | 29,853.07 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,531.60 | 23,219.06 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,534.72 | 68,746.36 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.29 | 38.29 | 38.79 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 | 38.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.92 | 37.92 | 38.42 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 | 37.92 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.29 | 33.29 | 33.49 | 33.29 | – | 33.29 | 33.29 | 33.29 | 33.29 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.23 | 29.23 | – | – | – | – | – | – | 29.23 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 47.28 | – | – | 49.26 | – | 47.78 | 47.43 | – | 47.28 |
| ดีเซล | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 | 39.14 |
| ดีเซล B20 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 | – | 34.14 | 34.14 | 34.14 | 34.14 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า แผนการพัฒนาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการ “โรงแรมบัดเจ็ท” แบรนด์ “ฮ็อป อินน์” (HOP INN) ในประเทศไทยเพิ่มเติมอีก 6 โรงแรม
โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในประเทศไทยและต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 14 โรงแรม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโรงแรมระดับกลางถึงระดับประหยัดบริเวณแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์และสถานีอโศก ที่บริษัทฯ ได้เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าปรับปรุงโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงระดับประหยัด เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การลงทุนในโรงแรมระดับกลางถึงระดับประหยัด รวมถึงโรงแรมระดับบัดเจ็ท ยังคงเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้และกำไรที่เกิดจากฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ อันเป็นการสนับสนุนการเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาว
อภิญญา งามอภิชน รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน ERW รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยว่า สำหรับผลการดำเนินงานเฉพาะโรงแรมในเครือฮ็อป อินน์ ในไตรมาส 2/69 เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว มีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น 1% เมื่อไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ค่าห้องพักเฉลี่ยและรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเพิ่มขึ้น 1% และ 2% ตามลำดับ สะท้อนถึงดีมานด์พื้นฐานที่ยังคงอยู่ในระดับที่ดีของกลุ่มโรงแรม อย่างไรก็ตาม ค่าห้องพักเฉลี่ยและรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักตามที่รายงานปรับลดลง 3% และ 2% ตามลำดับ อันเป็นผลจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินท้องถิ่น
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการเดินทางภายในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ขณะที่ดีมานด์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในเกาหลีใต้ยังคงแข็งแกร่ง และช่วยสนับสนุนให้โรงแรมฮ็อป อินน์ เกาหลีใต้ มีผลการดำเนินงานดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 1 ที่เปิดให้บริการเต็มไตรมาส
เมื่อเจาะแต่ละจุดหมายปลายทาง พบว่ากลุ่มโรงแรม ฮ็อป อินน์ ใน “ประเทศไทย” ไตรมาส 2/69 เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว มีอัตราการเข้าพักทรงตัว ขณะที่ค่าห้องพักเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโตในระหว่างไตรมาส โดยภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุด และเติบโตในทุกตัวชี้วัดหลัก
ทั้งนี้โรงแรมที่เปิดให้บริการใหม่ยังคงมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมีอัตราการเข้าพักอยู่ในระดับใกล้เคียงกับโรงแรมที่เปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบแล้ว แม้อัตราการเข้าพักจะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์” ในเดือน เม.ย. แต่ความต้องการเดินทางได้ทยอยฟื้นตัวขึ้นตลอดช่วงที่เหลือของไตรมาส
กลุ่มโรงแรม ฮ็อป อินน์ ในประเทศ “ฟิลิปปินส์” ไตรมาส 2/69 มีอัตราการเข้าพักอยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่ ค่าห้องพักเฉลี่ยในสกุลเงินท้องถิ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเดินทางภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ซึ่งช่วยชดเชยความต้องการที่อ่อนตัวลงจากกลุ่มลูกค้าองค์กร และกลุ่ม MICE (ประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า)
ภาคการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ยังคงปรับตัวได้ดีในระหว่างไตรมาส โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มโรงแรมได้รับประโยชน์จากการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ความต้องการเดินทางเริ่มชะลอตัวลงในช่วงปลายไตรมาส จากค่าโดยสารเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันบรรยากาศการท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในเดือน มิ.ย. อ่อนตัวลง เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. และ พ.ค. ขณะที่ค่าห้องพักเฉลี่ยและรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่รายงานได้รับผลกระทบเชิงลบจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเปโซฟิลิปปินส์
ด้านกลุ่มโรงแรม ฮ็อป อินน์ ใน “ญี่ปุ่น” ไตรมาส 2/69 มีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าห้องพักเฉลี่ยปรับตัวลดลง ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักลดลง แม้เมื่อพิจารณาในสกุลเงินท้องถิ่น ทั้งนี้ค่าห้องพักเฉลี่ยและรายได้เฉลี่ยต่อ ห้องพักที่รายงานปรับลดลงเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินบาท การเพิ่มขึ้นของอัตราการเข้าพักได้รับแรงสนับสนุนจากกลยุทธ์การสร้างดีมานด์อย่างมีประสิทธิภาพของบริษัทฯ ซึ่งมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศมากขึ้น ขณะที่ความต้องการจากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอ่อนตัวลง โดยเฉพาะจากประเทศไทย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ แต่ความต้องการในเดือน เม.ย. กลับอ่อนตัวลงจากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การมุ่งเน้นลูกค้าภายในประเทศช่วยสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้อัตราการเข้าพักโดยรวมเติบโตในระหว่างไตรมาส นอกจากนี้การอ่อนตัวอย่างต่อเนื่องของจำนวน “นักท่องเที่ยวจีน” ยังส่งผลให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้นและจำกัดการเติบโตของค่าห้องพักเฉลี่ย
ขณะที่กลุ่มโรงแรม ฮ็อป อินน์ ใน “เกาหลีใต้” ไตรมาส 2/69 ได้เปิดดำเนินงานเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก และมีอัตราการเข้าพักและค่าห้องพักเฉลี่ยสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของความต้องการเข้าพัก และมี “นักท่องเที่ยวจีน” เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน
จากผลการดำเนินงานสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของประเทศเกาหลีใต้ โดยมีแรงหนุนจากการขยายระยะเวลาการยกเว้น K-ETA ไปจนถึงสิ้นปี 2569 การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มจากประเทศจีนและตลาดหลักในเอเชีย รวมถึงความนิยมของกระแสวัฒนธรรมเกาหลี “K-Culture” ที่ยังคงต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้โรงแรมมีผลการดำเนินงานดีกว่าที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีกำลังขยับจากการแข่งขันด้วย “ตัวบ้าน” ไปสู่การแข่งขันด้วย “ประสบการณ์และบริการหลังการขาย” โดยเฉพาะในวันที่ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งไม่ได้มองบ้านเพียงในฐานะสินทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตความมั่งคั่งและแผนชีวิตในระยะยาว
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านความร่วมมือระหว่าง สิงห์ เอสเตท และ ธนาคารยูโอบี ที่เปิดตัวแคมเปญ “Singha Estate x UOB Wealth: Legacy Wealth Edition” ภายใต้แนวคิด “Elevating Wealth. Defining Legacy.” โดยนำจุดแข็งของธุรกิจที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีมาผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Management
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขายบ้าน แต่คือการเปลี่ยน “ลูกค้าซื้อบ้าน” ให้กลายเป็น “ลูกค้าระยะยาว” ที่ได้รับการดูแลทั้งด้านการอยู่อาศัย การเงิน การลงทุน และการส่งต่อความมั่งคั่ง
ณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยสู่ “Wealth & Legacy Experience” เปิดโอกาสให้ลูกค้าของทั้งสององค์กรเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงทั้งการอยู่อาศัยและการบริหารความมั่งคั่งกลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ซื้อบ้านรายใหม่ แต่ครอบคลุมลูกบ้านปัจจุบันของสิงห์ เอสเตท รวมถึงลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของ UOB
นัยสำคัญจึงอยู่ที่การขยายเส้นทาง Customer Journey จากเดิมที่ความสัมพันธ์อาจสิ้นสุดลงหลังการโอนกรรมสิทธิ์ ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ลูกค้าเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับบน โมเดลนี้สะท้อนการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้วัดกันเพียงทำเล ดีไซน์ หรือคุณภาพโครงการ แต่รวมถึงความสามารถในการสร้าง Ecosystem ที่ตอบโจทย์ “ชีวิตและความมั่งคั่ง” ของลูกค้าไปพร้อมกัน
แคมเปญ “Legacy Wealth Edition” ถูกวางผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Wealth Access, Beyond Living และ Legacy Community ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ากับบริการทางการเงินอย่างเป็นระบบ
แกนแรกมุ่งทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการบริหารความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น โดยลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือสินเชื่อรีไฟแนนซ์กับ UOB และมีสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหาร (AUM) ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด สามารถรับสิทธิ์ยกระดับเป็นสมาชิก UOB Privilege Banking หรือ UOB Wealth Banking
มิติที่น่าสนใจคือ การนำ “สินเชื่อบ้าน” ซึ่งเป็นธุรกรรมขนาดใหญ่ของลูกค้า มาต่อยอดสู่ความสัมพันธ์ด้านการบริหารสินทรัพย์ ทำให้การซื้อบ้านไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงธุรกรรมครั้งเดียว แต่เป็นประตูไปสู่บริการทางการเงินในระดับที่ลึกขึ้น
อีกแกนสำคัญคือการเชื่อมสิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อเข้ากับการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย
ลูกค้า UOB Privilege Banking ที่ซื้อบ้านหรือรีไฟแนนซ์กับสิงห์ เอสเตท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเฉลี่ย 3 ปีแรก 1.90% ต่อปีครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยของสิงห์ เอสเตท พร้อมสิทธิ์สมัครบัตรเครดิต UOB Infinite เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อซื้อบ้านหรือรีไฟแนนซ์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของ UOB ที่เลือกซื้อโครงการของสิงห์ เอสเตท จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เครดิตเงินคืนสูงสุด 500,000 บาท และฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 3 ปี รวมถึงการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุนส่วนบุคคล
สิทธิประโยชน์เหล่านี้สะท้อนแนวคิด “Beyond Living” ที่ต้องการขยายคุณค่าจากตัวสินค้าไปสู่บริการและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในมิติการเงิน
แกนสุดท้ายคือการวางฐานความสัมพันธ์ในระยะยาว ตั้งแต่สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านสำหรับลูกค้าใหม่ ไปจนถึงโอกาสในการรีไฟแนนซ์สำหรับลูกบ้านเดิมพร้อมเชื่อมต่อบริการ Wealth Management ทั้งทีมที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล โซลูชันทางการเงินระดับสากล และเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของ UOB
เมื่อมองในมุมธุรกิจ “Legacy Community” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงชุมชนของลูกบ้าน แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่สามารถดูแลลูกค้าได้ต่อเนื่อง และมีโอกาสขยายความสัมพันธ์ไปสู่การบริหารความมั่งคั่งและการส่งต่อทรัพย์สินในอนาคต
นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวทางการดูแลลูกค้าแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตกับการบริหารความมั่งคั่งในมุมของธนาคาร ที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สินสำคัญของชีวิต แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนความมั่งคั่งระยะยาว โดย UOB ต้องการสนับสนุนลูกค้าในทุกช่วงชีวิตผ่านโซลูชันทางการเงินและการบริหารสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล
แนวคิดนี้ทำให้ความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความหมายมากกว่าการจับคู่เพื่อทำสินเชื่อบ้าน เพราะสามารถเชื่อมตั้งแต่การ “สร้างความมั่งคั่ง” ไปจนถึง “รักษาและส่งต่อความมั่งคั่ง”
สำหรับสิงห์ เอสเตท การขยับครั้งนี้สะท้อนทิศทางการขยายบทบาทจาก “ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ไปสู่การเป็นผู้สร้างประสบการณ์ตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของบ้านโดยเฉพาะในตลาดลักชัวรีที่ฐานลูกค้ามีศักยภาพทางการเงินสูง การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวอาจมีมูลค่ามากกว่าการปิดการขายโครงการหนึ่งครั้ง
ความร่วมมือกับ UOB จึงเป็นการนำฐานลูกค้าของสององค์กรมาเชื่อมต่อกัน ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้สิงห์ เอสเตท ดูแลลูกบ้านเดิมต่อเนื่อง และสร้างโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งของธนาคาร
เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ “Home Ownership” ไม่ใช่ปลายทางของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ยาวกว่าเดิม ตั้งแต่การอยู่อาศัย การจัดการสินทรัพย์ ไปจนถึงการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง
สำหรับแคมเปญ “Singha Estate x UOB Wealth: Legacy Wealth Edition” ลูกค้าสามารถติดต่อรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษและสิทธิประโยชน์จากโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธันวาคม 2569 และจดจำนองภายใน 29 มกราคม 2570 โดยสิทธิประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทกำหนด
ทั้งนี้ ผู้กู้ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญาปัจจุบันอยู่ระหว่าง 4.614%-4.696% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืม ขณะที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพาลูกค้าไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับการให้บริการสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิง (Digital Asset Derivatives) หรือ “DA derivatives” ให้เหมาะสมกับลักษณะของผลิตภัณฑ์และคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเพียงพอ
ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดให้สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล เป็นสินค้าและตัวแปรอ้างอิงเพิ่มเติมภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546* เพื่อยกระดับการพัฒนาตลาดอนุพันธ์ของไทย และผู้ประกอบธุรกิจให้บริการภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม
โดย ก.ล.ต. อยู่ระหว่างหารือร่วมกับบริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดของสัญญา (contract specifications) สำหรับ DA derivatives ให้เหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ และเพื่อรองรับการพาลูกค้าไปลงทุน DA derivatives ในต่างประเทศ
ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจสามารถพาลูกค้า ได้แก่ ผู้ลงทุนทั่วไป (retail investor) และผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth : HNW) ไปลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศได้เฉพาะกรณีที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะและเงื่อนไขทำนองเดียวกับที่สามารถซื้อขายในประเทศไทยได้
อย่างไรก็ดี DA derivatives ในต่างประเทศมีรูปแบบที่หลากหลายและมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน ก.ล.ต. จึงเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การพาลูกค้าไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับ DA derivatives เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของผลิตภัณฑ์และคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเพียงพอ
โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) กำหนดลักษณะและเงื่อนไขสำหรับการให้บริการ DA derivatives ต่างประเทศแก่ผู้ลงทุนทั่วไป ผู้ลงทุนรายใหญ่ และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth : UHNW) โดยผลิตภัณฑ์ต้องมีลักษณะและเงื่อนไขสำคัญสอดคล้องกับ DA derivatives ที่ซื้อขายในประเทศไทย เช่น สินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้อ้างอิง อายุสัญญา อัตราทด (leverage) และวิธีการส่งมอบหรือชำระราคา
รวมทั้งต้องซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายสัญญาฯ ที่มีการชำระหนี้ผ่านสำนักหักบัญชีกลาง (Central Counterparty : CCP) และศูนย์ซื้อขายสัญญาฯ ดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นสมาชิกของ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) โดยต้องเป็นพหุภาคีประเภท Signatory A หรือเป็นสมาชิกของ World Federation of Exchanges (WFE)
(2) กรณี DA derivatives ต่างประเทศที่มีลักษณะนอกเหนือจากข้อ (1) ให้ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการได้เฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน (Institutional Investor : II) เท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้ลงทุนที่มีศักยภาพในการประเมินและบริหารความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนหรือมีความเสี่ยงสูงได้มากกว่า
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการดังกล่าวไว้บนเว็บไซต์ ก.ล.ต. และระบบกลางทางกฎหมาย โดยผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail : sukritta@sec.or.th หรือ ekarit@sec.or.th จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
หมายเหตุ : * ประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กธ. 2/2569 เรื่อง การกำหนดประเภทสินค้าและตัวแปรเพิ่มเติม ลงวันที่ 5 มีนาคม 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ถือเป็นเกมที่สร้างความสั่นสะเทือนในวงการลูกยางแดนมังกรทีเดียวกับความพ่ายแพ้ของ ทีมวอลเลย์บอลหญิงจีน ที่มีให้กับ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” 2-3 เซต พลาดคว้าแชมป์เอเชีย 2026 ทั้งที่ลงเล่นในบ้านตัวเอง
จากความพ่ายแพ้ในเกมดังกล่าวยังทำให้ “ทัพนักตบลูกยางสาวจีน” พลาดคว้าตั๋วเข้าแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 แบบอัตโนมัติ ถือเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ของแฟนทั่วประเทศ
ภายหลังจบเกม ฮุย รั่วฉี อดีตนักวอลเลย์บอลสาวทีมชาติจีน ได้ออกมาวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ พร้อมทั้งชี้ว่า ทีมสาวไทยชุดนี้แข็งแกร่งมาก พร้อมทั้งชี้ถึงจุดเด่นที่ทำให้เอาชนะทีมชาติของพวกเขาได้
“ทีมไทย เตรียมตัวมาอย่างดีโดยมีเป้าหมายเพื่อคว้าตั๋วโอลิมปิก พวกเขาทำผลงานได้ดีตลอดทัวร์นาเมนต์ พวกเขาต่อสู้อย่างดุเดือด และแข็งแกร่งกว่าเราชัดเจน”
“จุดเด่นของทีมไทยชุดนี้คือมีการเล่นที่หลากหลาย โจมตีหลายทิศทางเพื่อเจาะบล็อกเรา ทำให้ ทีมจีน เสียเปรียบบริเวณหน้าเน็ต การเล่นแรลลี่ที่ยาวนานของพวกเขา ทำให้ทีมจีนนั้นเหนื่อยล้ามาก พวกเขาวางแผนทางยุทธวิธีได้เหนือกว่าเรา”
พร้อมกันนี้ อดีตลูกยางสาววัย 35 ปี ชี้ว่าเกมนี้ถือเป็นบทเรียนให้กับวงการวอลเลย์บอลจีน ที่จะต้องมีการปรับปรุงในเรื่องของการฝึกซ้อม และการสร้างทีมในอนาคตวอลเลย์บอลหญิงจีนวอลเลย์บอลหญิงจีน
“เกมนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่าง ทั้งทางด้านเทคนิค และความแข็งแกร่ง ต่อจากนี้่เราต้องปรับโครงสร้างทีม การฝึกซ้อมในอนาคตจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้น และการตอบสนอของการแข่งขันจริง” อดีตกัปตันลูกยางเปิดใจกับ เทนเซนต์ สปอร์ตส์
สำหรับ ฮุย รั่วฉี อดีตกัปตันทีมชาติจีน ได้รับการยกย่องให้เป็นนางฟ้าลูกยางของประเทศ ถือเป็นผู้เล่นประวัติศาสตร์พาทีมคว้าแชมป์เอเชีย 2 สมัย และคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ เมื่อปี 2016 ก่อนประกาศเลิกเล่นแบบช็อกวงการในปีเดียวกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 2.6 แสนคน และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับกรมอนามัย รายงานว่า กลุ่มคนอายุ 18-34 ปีมีความชุกของโรคความดันโลหิตสูง โดยมีปัจจัยสำคัญจากพฤติกรรม “กินเกิน-นอนน้อย-เนือยนิ่ง” รวมถึงภาวะอ้วนและการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
นายแพทย์รัตนพันธุ์ อินเจริญศักดิ์ แพทย์ทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด Longa Heart Health Medical Center (ลองกา อาร์ต เฮลท์ เมดิคัล เซ็นเตอร์) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถิติโรคหลอดเลือดและหัวใจ (ส่วนหนึ่งของโรค NCDs) ในปัจจุบันคือวิกฤตการณ์ในประเทศไทย อัตราการเกิดโรคเป็นอันดับ 1 แต่อัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยโรคนี้ไม่จำกัดอยู่แค่ในผู้สูงอายุ แต่คนหนุ่มสาวก็ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความเสี่ยงของเพศชายจะสูงกว่าเพศหญิง เพราะภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ตกลงไปตามอายุในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของหลอดเลือดฝอย
ปัจจัยกระตุ้นหลักคือ “ตัวกระตุ้นโรค”
ตัวการร้ายอันดับหนึ่ง (หัวแถว) ในการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ คือบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า นับได้ว่ามีความรุนแรงและสม่ำเสมอมากกว่าฝุ่น PM 2.5 ถัดมาคือไขมันทรานส์และอาหารแปรรูป (Processed Food) แม้เป็นเพียงส่วนย่อย แต่เรื่อง “การกินเกิน” (ปริมาณอาหาร) และกระบวนการปรุงอาหารล้วนมีส่วนสำคัญ
“โรคนี้หลายคนหลงประเด็น ทั้งสังคมและนโยบายสาธารณะส่วนใหญ่ไปเพ่งเล็งเรื่องคอเลสเตอรอลและไขมัน จนละเลยภาพใหญ่และสาเหตุหลักอย่างบุรี่ ที่ส่งผลต่อคนสูบและคนสูดดม ตลอดจนพฤติกรรมต่างๆ ของคนยุคใหม่ก็พังทลายของระบบซ่อมแซมตัวเอง ยังมี “ความเครียด” ในฐานะตัวการร้ายเงียบที่ทำลายและปิดกั้นการซ่อมแซมร่างกายด้วย”
ออกกำลังกายสุดโต่ง ทำลายรากฐานที่มองไม่เห็น
นายแพทย์รัตนพันธุ์ กล่าวว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า “ยิ่งออกกำลังกายเยอะยิ่งแข็งแรง” ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ ในปัจจุบันอาจตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า อดีตนักกีฬาดังและผู้ที่ซ้อมกีฬาหนักเกินไป เช่น มาราธอน หรือกีฬาที่หนักเกินขีดจำกัดของมนุษย์ อาจมีผลกระทบถึงขั้นเสียชีวิต
เพราะบางคนหากมองกายภาพภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ระบบซ่อมแซมภายในพังทลายจากการซ้อมที่ฝืนธรรมชาติทำให้ระบบเส้นเลือดฝอย ซึ่งเป็นรากฐานที่มองไม่เห็นขาดการป้องกันและฟื้นฟู กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรค NCDs ทั้งหมด เช่น เส้นเลือดสมองตีบ หัวใจตีบ เบาหวาน ความดัน ที่มีจุดเริ่มต้นจากความเสียหายสะสมในระดับ “เส้นเลือดฝอย” ก่อนจะแสดงอาการในเส้นเลือดใหญ่
ทั้งนี้ ระบบเส้นเลือดฝอยสามารถสร้างใหม่ งอกใหม่ และซ่อมแซมได้ หากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอแต่ข้อบกพร่องของการตรวจคัดกรองโรคในปัจจุบันตามมาตรฐานโรงพยาบาลทั่วไปยังไม่สามารถตรวจเชิงลึกได้ ผู้ป่วยที่ดูภายนอกสมบูรณ์แข็งแรงจะไม่แสดงอาการ ดังนั้น ทางเดียวที่จะป้องกันได้ต้องตรวจเฉพาะทาง และหากสงสัยหรือมีพฤติกรรมตามความเสี่ยงควรเร่งตรวจคัดกรองให้เร็วที่สุด เพราะปล่อยไว้และตรวจไม่พบโรคอาจสายเกินไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

ยุคที่น้ำมันมีราคาแพง และผันผวน หลายภาคส่วนมีความพยายามผลักดันให้ลดการใช้พลังงาน รวมถึงการหาพลังงานใหม่ ๆ มาทดแทน รวมถึงไบโอดีเซล B20
ในแวดวงยานยนต์ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ดำเนินการกันมากคือ การเน้นการใช้งานรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) ซึ่งก็เป็นหนึ่งในแนวนโบายภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมการใช้งานมากขึ้นด้วยเช่นกัน
แต่ก็ทำให้หลายส่วนออกมาติงอยู่บ้างเหมือนกันว่า จริง ๆ แล้ว การประหยัดพลังงาน การลดการพึ่งพาการนำเข้า ไม่จำเป็นต้องเป็น อีวี เสมอไป แต่รถยนต์ระบบเดิม ๆ ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ก็มีความสามารถในการสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน
เพราะเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น และลดการปล่อยมลพิษลง
รวมถึงยังสามารถสนับสนุนการใช้พลังงานในประเทศ และเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ผ่านการใช้แก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอล หรือว่าไบโอดีเซล ที่มาจากผลผลิตภาคการเกษตร
จริง ๆ แล้ว บ้านเราใช้ทั้ง 2 พลังงานนี้มายาวนาน และมีหลายสูตร แต่ช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวในฝั่งของไบโอดีเซลมากกว่า จากทั้งภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนการใช้งานดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลมากขึ้น ปัจจุบันสูงสุดคือ 20% หรือสูตร B20
โดยฝั่งผู้จำหน่ายน้ำมันก็มีสถานีที่ให้บริการแล้ว 1,259 สถานี จากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน
ขณะที่ภาคเอกชนก็ขานรับ เห็นได้จากการประกาศรับรองความสามารถในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ของกลุ่มรถเครื่องยนต์ดีเซล
ด้านอีซูซุ ก็อออกมาประกาศรับรองทั้งรถปิกอัพ พีพีวี และรถบรรทุก มีทั้งที่ใช้ได้เลย และบางรุ่นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนบางรายการ
โดยปิกอัพ ดีแมคซ์ รุ่นปี 2024 ถึงปัจจุบัน ที่เป็นรถมาตรฐานยูโร 5 (Euro 5) สามารถเติมได้ทันที ไม่ต้องทำอะไร
ส่วนใครที่ใช้รถรุ่นปี 2012-2024 มาตรฐานยูโร 3 และ 4 ให้ดูว่ามีสติกเกอร์ดีเซล B20 หรือไม่ ถ้าไม่มีให้จัดการกับ 3 ชิ้นส่วนคือ
แต่ถ้ามีสติกเกอร์ ไม่ต้องเปลี่ยนท่อไหลกลับที่ถังน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนรุ่นก่อนปี 2012 ที่เป็นยูโร 1-3 ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันครับ ใช้ B20 ไม่ได้
พีพีวี มิว-เซเว่น (MU7) ไม่สามารถใช้ได้ ส่วน มิว-เอ็กซ์ (MU-X) รุ่นปี 2014-2024 ที่เครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 4 ไม่ว่าจะมีสติกเกอร์หรือไม่ ให้เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง และตรวจสภาพท่องยางน้ำมันเชื้อเพลิง และเปลี่ยนถ้าจำเป็น
รุ่นปี 2025 ขึ้นไปที่เป็นมาตรฐานยูโร 5 สามารถใช้งานได้ทันที
ทั้งนี้ปัจจุบัน ราคา B20 ที่ถูกกว่า B7 ลิตรละ 5 บาท (ราคาวันที่ 28 สิงหาคม) น่าจะเป็นสิ่งที่จูงใจผู้ใช้รถดีเซลไม่น้อย และคงไม่เฉพาะกับผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่แต่ละวันใช้งานระยะทางไกล ซึ่งจะประหยัดแบบเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเท่านั้น แต่ผู้ที่ใช้รถในชีวิตประจำวันที่อาจจะใช้งานแต่ละวันไม่มากนัก ก็คงมองอย่างสนใจเช่นกัน
แต่เข้าใจว่าก็น่าจะมีอยู่ไม่น้อยที่ยังลังเล ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพและสุขภาพของเครื่องยนต์ ซึ่งอันหลังนี้น่าจะมีผลต่อการลังเลมากกว่า
เพื่อจัดการกับความลังเลนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ก็ออกมาให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ และในส่วนของอีซูซุ ล่าสุดจัดกิจกรรมทดลองใช้งาน โดยจะวัดความแตกต่างกันทั้งการจับด้วยความรู้สึก และด้วยเครื่องมือ ที่มีชื่อว่า “G-IDSS” ซึ่งเป็นเครื่องมือเฉพาะของอีซูซุที่ใช้สำหรับตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงานของเครื่องยนต์ในภาพรวม โดยสามารถตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ได้อย่างละเอียด
การทดลองมีทั้ง ดีแมคซ์ และ มิว-เอ็กซ์ ในส่วนของผมขับ มิว-เอ็กซ์ อาร์เอส ขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE
มาพร้อมโหมด Rev Tronic และระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย ค่าตัว 1,624,000 บาท (สีเมทัลลิค) และ 1,636,000 บาท (สีขาวมุก)
เส้นทาง “กรุงเทพฯ-แก่งกระจาน เพชรบุรี-กรุงเทพฯ” รวมแล้วกว่า 560 กม. เพราะซอกแซกแถวแก่งกระจาน และรอบ ๆ ซึ่งก็ทำให้ได้เส้นทางที่หลากหลาย ทั้งในเมือง ทางด่วนระหว่างเมือง M81 จากบางใหญ่ไปออกนครปฐม และเส้นทางผ่านป่า ทางเขา ทางโค้ง ทางเนิน ให้เหมือนกับการใช้งานจริง

จากความรู้สึกในการขับขี่นะครับ ผมว่ามันไม่รู้สึกแตกต่างกับการใช้ B7 โดยเฉพาะเมื่อต้องการพละกำลัง อัตราเร่ง เรียกมาได้แบบไม่มีจังหวะหน่วง คิดช้าทำช้าแต่อย่างใด ยังตอบสนองกับแป้นคันเร่ง และเท้าขวาได้ดี
ดังนั้นจังหวะเร่งแซงก็เป็นไปตามธรรมชาติ และมื่อขับเส้นทางภูเขาก็เช่นกัน การเรียกกำลังหรือเพิ่มความเร็วช่วงปีนไต่ ก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างหรือหน่วงแต่อย่างใด ยังไล่ความเร็วได้เนียน
ขณะที่ความรู้สึกจากการขับขี่ทั่วไประยะ 560 กม.ทั้งความเร็วสูง ความเร็วต่ำ หรือ ช่วงคลาน ๆ ในสภาพจราจรหนาแน่น และการจอดหยุดนิ่ง เครื่องยนต์ก็เดินได้เรียบร้อยดี ไม่มีอะไร
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองที่ได้ อยู่ที่ 14 กม./ลิตร ถือว่าโอเคครับ
G-IDSS ที่ตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงานของเครื่องยนต์ในภาพรวม โดยอีซูซุ ระบุว่าการทำงานของเครื่องยนต์เป็นปกติ
โดยเครื่องมือนี้สามารถตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ สามารถดูได้จากส่วนหลัก คือ ความดันน้ำมันเชื้อเพลิงในท่อเรล (FRP) และแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงในท่อเรลที่ต้องการ หากใกล้เคียงกันหมายความว่าการกรองเชื้อเพลิงปกติดี ไม่เกิดการอุดตัน การชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 4 กระบอกสูบ เพื่อแสดงการชดเชยการทำงานหัวฉีดขณะรอบเดินเบาจังหวะการฉีดน้ำมัน ปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง และปริมาณการฉีดน้ำมันของหัวฉีดสถานะของพารามิเตอร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ DPD เช่นความดันส่วนต่างของไอเสีย สถานะการกักเก็บ PM อุณหภูมิไอเสีย เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดไม่ผิกปกติแต่อย่างใด
และนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่อีซูซุจะสื่อสารไปยังลูกค้าเพื่อเปิดใจให้กับทางเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก แต่ก็มีข้อแนะนำสองสามข้อ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

เมื่อคุณรู้สึกหดหู่ ให้กินบราวนี่
ฉันไม่ได้แปลก ก็แค่ลิมิเต็ดอิดิชั่นเท่านั้นเอ๊งงง
อาหารอร่อย = อารมณ์ดี
ระดับความมั่นใจ: เซลฟี่แบบไม่มีฟิลเตอร์
ชีวิตสั้นเกินไปสำหรับผมที่น่าเบื่อ เปลี่ยนทรงผมใหม่ดีกว่า!
การไปช้อปปิ้งถูกกว่าไปหาหมอบำบัดความเครียดอีกจ่ะ
ผมสั้นอย่าได้แคร์
เมื่อไหร่ที่รู้สึกกังวล ทาปากแดงไปเลย
ผมยุ่งๆ และความสนุกสนาน
อาหารมาก่อนเพื่อนจ่ะ
ราชินีแห่งวงการคาเฟอีน
แค่ทำใจให้สบาย
อายุเป็นเพียงแฮชแท็ก
ชีวิตไม่เพอร์เฟ็กต์แบบได้ แต่ผมฉันต้องเพอร์เฟ็กต์!
กังวลน้อยลง ยิ้มให้มากขึ้น
ยิ้มเข้าไว้!
สถานะปัจจุบัน: โสด. กิน. หิว
เชื่อมั่นใน #เซลฟี่ ของคุณ
เต้นก่อน คิดทีหลัง
ไม่ต้องกังวล มีความสุข (กับการกินโดนัท) เถอะ เลียนเสียง Donut กับ Don’t
ฉันคือครึ่งกาแฟ ครึ่งคน
นี่มันเกมของไอศครีมโคน (ช่วงเวลาของไอศครีม!)
อยู่ในอารมณ์ที่อยากกินก๋วยเตี๋ยว
เลียนเสียงมาจาก Don’t kill my vibe ใช้ลงกับรูปโดนัทได้เลย!
ฉันรักเจ้าขนมปังนี้มาก เลียนเสียง loaf กับ love
วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด
ฉันเชื่อในสีชมพู
สุนัขคือคนที่ฉันชอบ
ชื่อเค้าสะกดว่า คิ้ – ว – ท์
ทำใจร่มๆ และปาร์ตี้ต่อไป!
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และฉันคือคนนั้นแหละ!
พร้อมสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์แล้วจ้า
รูปที่สมบูรณ์แบบ
อีกหนึ่งวันที่ขี้เกียจ
โหมดวันหยุด: เปิดใช้งาน
ทุกที่ที่มีอาหารคือบ้าน
วันหยุดสุดสัปดาห์ ได้โปรดอย่าทิ้งฉันไป
ความสุขก็คือลิปสติกแท่งใหม่นั่นล่ะ
ชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ชุดของคุณเป๊ะได้
ผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดมักจะมีเล็บที่สวยที่สุดเสมอ
บ้านคือที่ที่มีที่รักอยู่ไง
คุณทำให้ฉันมีความสุข
คุณมีความสำคัญกับฉัน
ทุกช่วงเวลามีความสำคัญ
อยู่ด้วยกันดีกว่าเสมอ
ฉันรักคุณมาก (เลียนเสียงคำว่า a lot เป็น a latte)
ฉันรักคุณแม้ว่าฉันจะหิวแค่ไหนก็ตาม
คุณทำให้หัวใจฉันเต้นรัว
ตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีอะไรมาแทนที่คุณได้!
เราจะก้าวไปด้วยกัน เหมือนการก้อปและวางนั่นล่ะ
สถานที่โปรดของฉันอยู่ในอ้อมกอดของคุณ
หนึ่งวิญญาณ สองร่าง
50% อาจจะดุหน่อย แต่อีก 50% ก็รักน้า
เธอคือแฟนที่น่ารักของฉัน (Cutie pie ใช้เรียกแทนที่รัก น่ารัก)
เราเป็นของกันและกัน (We belong together)
คุณคือสิ่งอันเป็นที่รัก แก้วตาดวงใจของฉัน (The apple of my eyes)
ฉันรักเธอมาก เท่ากับระยะทางจากตรงนี้ไปดวงจันทร์แล้วก็กลับมาอีกรอบเลยล่ะ (I love you to the moon and back)
คุณทำให้ชีวิตฉันสดใส (You light up my life)
ฉันรักทุกอณู ทุกชิ้นส่วนของเธอเลย (Every part of me loves every piece of you)
ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net

เวลาพูดถึงการลดน้ำหนัก หลายคนมักให้ความสำคัญกับอาหารจานหลัก แต่สิ่งหนึ่งที่อาจทำให้พลังงานรวมในแต่ละวันเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ “เครื่องดื่ม”
น้ำหวาน ชานม กาแฟใส่น้ำตาล น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่เติมไซรัป อาจมีน้ำตาลและพลังงานไม่น้อย แม้จะไม่ได้ทำให้รู้สึกอิ่มเท่ากับการกินอาหารเป็นมื้อ
ดังนั้น หากกำลังลดน้ำหนัก การเปลี่ยนจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไปเป็น เครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาลหรือมีพลังงานต่ำ เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องตัดอาหารทุกอย่างออกจากชีวิต
แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่มีเครื่องดื่มชนิดใดที่ดื่มแล้วทำให้น้ำหนักลดได้เองโดยไม่เกี่ยวกับพลังงานรวมและพฤติกรรมการกิน เป้าหมายสำคัญคือเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานได้ง่ายขึ้น
ถ้าถามว่า “ลดน้ำหนักควรดื่มอะไร?” คำตอบที่เรียบง่ายที่สุดคือน้ำเปล่า
น้ำเปล่าไม่มีพลังงาน และช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอโดยไม่เพิ่มน้ำตาลหรือแคลอรีจากเครื่องดื่ม
ที่สำคัญ หากเคยดื่มน้ำหวานเป็นประจำ การเปลี่ยนบางแก้วในแต่ละวันเป็นน้ำเปล่า สามารถช่วยลดพลังงานส่วนเกินได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนอาหารมื้อหลักทั้งหมด
เคล็ดลับ: หากไม่ชอบน้ำเปล่า ลองดื่มแบบเย็น หรือเพิ่มกลิ่นรสจากมะนาวหรือสมุนไพรโดยไม่เติมน้ำตาล
ชาเขียว ชาดำ หรือชาสมุนไพรที่ ไม่เติมน้ำตาลและครีม สามารถเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก
จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชาเป็น “เครื่องดื่มเผาผลาญไขมัน” แต่เป็นเพราะเมื่อไม่เติมน้ำตาล เครื่องดื่มเหล่านี้มีพลังงานต่ำมากหรือแทบไม่มีพลังงาน
ดังนั้น หากปกติดื่มชาหวาน การเปลี่ยนเป็นชาไม่หวานจึงเป็นวิธีลดแคลอรีที่ทำได้ง่าย
จำไว้ว่า “ชาเขียว” ไม่เท่ากับ “ชาเขียวหวาน”
ชื่อเครื่องดื่มเหมือนกัน แต่ปริมาณน้ำตาลและพลังงานอาจแตกต่างกันมาก
คนที่ดื่มกาแฟทุกวันไม่จำเป็นต้องเลิกกาแฟเพียงเพราะกำลังลดน้ำหนัก
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ สิ่งที่เติมลงไปในกาแฟ
กาแฟดำไม่เติมน้ำตาลและครีมมีพลังงานต่ำมากเมื่อเทียบกับกาแฟที่ใส่น้ำตาล นมข้นหวาน ครีม หรือไซรัปหลายชนิด
ดังนั้น การเปลี่ยนจากกาแฟหวานเป็นกาแฟดำ หรือค่อย ๆ ลดความหวานลง อาจช่วยลดพลังงานจากเครื่องดื่มในแต่ละวันได้
อย่างไรก็ตาม คาเฟอีนอาจไม่เหมาะกับทุกคน และไม่ควรใช้กาแฟแทนน้ำหรือใช้เพื่อฝืนไม่กินอาหาร
สำหรับคนที่เบื่อน้ำเปล่า โซดาเปล่าหรือ sparkling water ที่ไม่มีน้ำตาล อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
ความซ่าช่วยให้รู้สึกแตกต่างจากการดื่มน้ำธรรมดา โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำตาลและพลังงาน
แต่ควรอ่านฉลากให้ดี เพราะเครื่องดื่มที่มีคำว่า “โซดา” หรือ “sparkling” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีน้ำตาลทุกชนิด
น้ำมะนาวเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนเข้าใจผิดว่า ช่วยสลายไขมันโดยตรง
ความจริงคือ หากนำน้ำมะนาวมาเติมน้ำเปล่าโดยไม่ใส่น้ำตาล ก็เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่ำและช่วยเพิ่มรสชาติให้น้ำดื่มง่ายขึ้น
ประโยชน์สำหรับคนลดน้ำหนักจึงอยู่ที่ การใช้แทนเครื่องดื่มหวาน มากกว่าการคาดหวังว่าจะช่วยเผาผลาญไขมัน
และถ้าเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมจำนวนมาก เครื่องดื่มที่ดูเหมือนสุขภาพดีก็สามารถเพิ่มแคลอรีได้เช่นกัน
นมมีสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีนและแคลเซียม แต่สำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักควรพิจารณา พลังงานและน้ำตาลที่เติมเพิ่ม
นมรสหวานหรือนมปรุงแต่งบางชนิดอาจมีน้ำตาลมากกว่าที่คิด
ส่วนเครื่องดื่มจากพืช เช่น นมถั่วเหลืองหรือนมอัลมอนด์ ควรเลือกสูตร ไม่เติมน้ำตาล และดูข้อมูลโภชนาการประกอบ เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบและพลังงานแตกต่างกัน
นี่เป็นจุดที่คนลดน้ำหนักควรระวัง
แม้น้ำผลไม้จะมาจากผลไม้ แต่เมื่อผ่านการคั้นหรือแปรรูปแล้ว เราอาจได้รับน้ำตาลจากผลไม้ในปริมาณมากโดยดื่มได้ง่าย และมักได้รับใยอาหารน้อยกว่าการกินผลไม้ทั้งผล
ถ้าเป้าหมายคือควบคุมพลังงานและเพิ่มความอิ่ม การกินผลไม้ทั้งผลมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการดื่มน้ำผลไม้ในปริมาณมาก
โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล ยิ่งควรจำกัดปริมาณ
เครื่องดื่มที่ระบุว่า 0 แคลอรีหรือไม่มีน้ำตาล อาจเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการลดการบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่ม
หากกำลังลดน้ำหนัก เครื่องดื่มที่ดีที่สุดไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเครื่องดื่มที่โฆษณาว่าช่วยเผาผลาญไขมัน แต่ควรเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ได้รับน้ำเพียงพอและไม่เพิ่มพลังงานโดยไม่จำเป็น
น้ำเปล่า ชาไม่หวาน กาแฟดำ และเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาล จึงเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ควบคุมแคลอรีได้ง่าย
ส่วนเครื่องดื่มหวานไม่จำเป็นต้องงดตลอดไป แต่ควรลดความถี่ ลดขนาด และดูปริมาณน้ำตาลให้เป็นนิสัย
เพราะบางครั้งการลดน้ำหนักอาจไม่ต้องเริ่มจากการ “อดอาหาร” แต่อาจเริ่มง่าย ๆ จากการเปลี่ยนว่า “วันนี้เราดื่มอะไร” แทนค่ะ
แต่ไม่ควรเข้าใจว่า “0 แคลอรี = ดื่มได้ไม่จำกัด”
สิ่งสำคัญคือดูภาพรวมของอาหารทั้งวัน และไม่ใช้เครื่องดื่มเหล่านี้เป็นข้ออ้างในการกินอาหารพลังงานสูงมากขึ้น
น้ำเปล่ายังคงเป็นตัวเลือกพื้นฐานที่ดีที่สุดสำหรับการดื่มน้ำ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,550.00 | 69,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,496.00 | 68,159.36 | 70,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,046.40 | 61,343.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,596.80 | 54,527.49 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,023.20 | 30,671.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,573.60 | 23,855.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,659.07 | 70,631.50 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 37.69 | 37.69 | 38.19 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.32 | 37.32 | 37.82 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 32.69 | 32.69 | 32.89 | 32.69 | – | 32.69 | 32.69 | 32.69 | 32.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.63 | 28.63 | – | – | – | – | – | – | 28.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 46.68 | – | – | 49.26 | – | 47.18 | 46.83 | – | 46.68 |
| ดีเซล | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 |
| ดีเซล B20 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | – | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |

LHMH ทุ่ม 4,300 ล้านบาท เปิดตัวธีมโฮเทลแห่งใหม่ ‘แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา’ ชูคอนเซ็ปต์ ‘The Borderless Journey’ จัดเต็มไฮไลต์ สวนน้ำขนาดใหญ่ 20,000 ตารางเมตร สนามโกคาร์ทไฟฟ้า เกมรูม ปักหมุด Integrated Destination หนุนยกระดับ ‘พัทยา’ สู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก
บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ขยายพอร์ตโฟลิโอ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศเปิดตัว โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา (Grande Centre Point Voyage Pattaya) โรงแรมลำดับที่ 10 ของกลุ่มแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ซึ่งเป็นโรงแรมในกลุ่ม Limited Collection ที่เป็น Themed Hotel และเป็นแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ แห่งที่ 3 ในพัทยา ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 4,300 ล้านบาท
และเป็นการขยายโครงการต่อเนื่องมาจากความสำเร็จของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา และแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา โดยมุ่งยกระดับเมืองพัทยาจากจุดหมายปลายทางชายทะเล สู่การเป็น “World-Class Family & MICE Destination” รองรับการเติบโตของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงและกลุ่ม MICE จากทั่วโลก เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเดือนตุลาคม 2569 คาดการณ์เป็นกำลังขับเคลื่อนหลัก ดันรายได้รวมปี 2569 ของกลุ่มโรงแรมฯ สู่ 8,000 ล้านบาท
สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดการพัฒนาแบรนด์แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ คือการสร้าง ‘จุดหมายปลายทางที่ผู้คนอยากกลับมา’ ผ่านหลักการ 4 ประการ ได้แก่ Quality First ลงทุนกับคุณภาพของอาคาร พื้นที่ส่วนกลาง และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้โรงแรมมีคุณค่าในระยะยาว, Experience-driven ออกแบบประสบการณ์มากกว่าการออกแบบห้องพัก ให้แขกมีเหตุผลในการใช้เวลาอยู่ในโรงแรมตลอดทั้งวัน, Thai Hospitality นำความอบอุ่นและการบริการแบบไทยมาผสานกับมาตรฐานสากล และ Continuous Innovation พัฒนาแนวคิดใหม่ในทุกโครงการ ให้แต่ละโรงแรมมีคาแรกเตอร์และเรื่องราวของตัวเอง

สำหรับแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา เป็นภาพสะท้อนของการถอดรหัสความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่ เราไม่ได้สร้างเพียงแค่โรงแรมเพื่อการพักผ่อน แต่เป็นการนำเสนอประสบการณ์ที่ครอบคลุม ทั้งความบันเทิง เวลเนส กิจกรรมครอบครัว และการประชุมระดับสากลไว้ในจุดหมายปลายทางเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยสามารถแข่งขันกับเชนระดับโลกได้อย่างแข็งแกร่ง เข้าใจนักเดินทาง เข้าใจบริบทของจุดหมายปลายทาง และกล้าที่จะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง
การเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา จึงไม่เพียงเป็นการขยายขอบเขตธุรกิจของ LHMH ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่คือการร่วมยกระดับพัทยาจากเมืองท่องเที่ยวชายทะเล สู่ “World-Class Family & MICE Destination” พร้อมสร้างงานในท้องถิ่นมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยอย่างยั่งยืน

กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินงานว่า แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา เป็นโครงการในกลุ่ม Limited Collection ของเรา พัฒนาบนพื้นที่กว่า 111,100 ตารางเมตร และเป็นอีกก้าวสำคัญที่ต่อยอดจากความสำเร็จของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ในพัทยา โดยในปีนี้ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา และ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่า 90% สิ่งที่เราตั้งใจคือ โรงแรมทั้ง 3 แห่งในพัทยาต้องมี Positioning ที่ชัดเจนและเสริมกัน
แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา เหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการความสะดวกสบาย ด้วยทำเลที่เชื่อมต่อกับ เทอร์มินอล 21 พัทยา ขณะที่ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา เน้นประสบการณ์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวและเด็กเล็ก
ส่วน แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา เราพัฒนาให้ก้าวไปอีกระดับในรูปแบบ Integrated Destination ที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน รวมถึงตลาด MICE ระดับสากล โดยรวมการพักผ่อน สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร เทคโนโลยี และพื้นที่จัดประชุมและอีเวนต์ไว้ในจุดหมายเดียว
ด้วย Positioning ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของทั้ง 3 โรงแรม ทำให้เรามั่นใจในการเปิดตัว Voyage และมองว่าทั้งสามโครงการจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ในตลาดพัทยาได้ในระยะยาว ทำให้บริษัทฯ มั่นใจอย่างยิ่งในการเปิดตัวโครงการนี้ ซึ่งเราตั้งเป้าอัตราเข้าพักปีแรกที่ 75 – 80% และมั่นใจว่าจะพุ่งสูงถึง 90 – 95% ในช่วงไฮซีซัน และด้วย Positioning ที่เป็น Integrated Destination คุณภาพสูง คาดว่าจะทำราคาห้องพักเฉลี่ยได้สูงกว่าโรงแรม 5 ดาวทั่วไปในพื้นที่ประมาณ 15 – 20%
โดยตั้งเป้ารายได้ปีแรกไว้ที่ 1,300 ล้านบาท คาดการณ์ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ราว 7 ปี ด้วยปัจจัยหนุนจากสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ห้องพัก (Non-Room Revenue) ที่คาดว่าจะสูงถึง 30% ซึ่งจะช่วยสร้าง Cash Flow ต่อเนื่องแม้ในช่วงโลว์ซีซัน อีกทั้งการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคมนี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการดันรายได้รวมปี 2569 ของกลุ่มโรงแรม LHMH สู่ระดับ 8,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นราว 35% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนั้น ยังเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอด้วยโครงการถัดไปคือ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ ที่จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญในย่านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว ที่มีมูลค่าลงทุน 3,600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการไตรมาส 2 ปี 2571”
เมสินี แก้วราตรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวเสริมถึงกลยุทธ์การตลาดและกลุ่มเป้าหมายว่า “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา ถูกวางตำแหน่งเป็น Integrated Destination Hotel ภายใต้แนวคิด The Borderless Journey เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวแบบ Multi-Generational Travel ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูง (High-Value International Travelers) ทั้งกลุ่มครอบครัว คู่รัก และกลุ่มเพื่อน ที่มองหาการพักผ่อนระดับพรีเมียม พร้อมประสบการณ์ที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป กลุ่มสัมมนาและท่องเที่ยวพักผ่อน (Bleisure & MICE) และกลุ่ม Staycation & Long-Stay
เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงการพักผ่อน ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ในด้านการตลาดเราจึงไม่ได้สร้างแค่แคมเปญ แต่เราสร้างโลกที่แขกสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว เป็นจุดมุ่งหมายที่อยากกลับมาอีกครั้ง

และต้องการสร้างแบรนด์ที่เติบโตได้ในระยะยาว ผ่าน Storytelling, Brand IP และ Experience Marketing ทั้งในด้าน Brand Loyalty และ Non-Room Revenue โดยได้ออกแบบตัวละคร 12 Guardians และจักรวาล Xentier เพื่อเชื่อมโยงทุกประสบการณ์ของแขกเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การต้อนรับในห้องพักด้วยเทคโนโลยี Hologram กิจกรรม Find the Guardians ภาพยนตร์แอนิเมชันที่ The Sand Theatre ไปจนถึง Merchandise และของสะสมพิเศษที่ Mustard Shop
อีกทั้งยังส่งเสริมการจองผ่านช่องทางออนไลน์ของโรงแรมโดยตรง ซึ่งจะได้รับ Voyage Tokens เพื่อใช้กับกิจกรรม ห้องอาหาร ความบันเทิง และแลกของสะสม รวมถึงพัฒนาVoyage Member ที่มอบสิทธิประโยชน์ทั้งด้านการเข้าพักและการสะสมของที่ระลึกเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว
ทั้งนี้ ตั้งเป้าสัดส่วนลูกค้าในปีแรกเป็นนักท่องเที่ยวไทย 65% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35% จากตลาดเอเชีย ยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย และตะวันออกกลาง ซึ่งการกระจายตลาดในลักษณะนี้จะช่วยสร้างความสมดุล และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดท่องเที่ยวในระยะยาว”
กิตติพงษ์ วงค์วาร ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา กล่าวถึงไฮไลต์และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการว่า “ความโดดเด่นของโรงแรมคือความหลากหลายของประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทุกวัยในโรงแรมเดียว โดยแต่ละพื้นที่มีคาแรกเตอร์ มีเรื่องราว และตอบโจทย์คนแต่ละวัยแตกต่างกัน ประกอบด้วย Time Traveller Water Park สวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซน Lost World (โลกการผจญภัยยุคดึกดำบรรพ์) และ Tomorrow Land (โลกแห่งอนาคต) ซึ่งทั้งสองโลกเชื่อมถึงกันผ่าน Lazy River, Cave Trail, Skywalk และ Time Tunnel ระหว่างทางยังมี Crystal Cave, Stalactite Cave, Ice Cave, Lava Cave และ Lava Pool บ่อน้ำอุ่นกลางแจ้ง ทำให้แม้แต่การเดินทางจากโซนหนึ่งไปอีกโซนหนึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์
รวมถึงกิจกรรมความบันเทิงหลากหลาย ทั้ง สนามแข่งรถโกคาร์ทไฟฟ้า Voyage Circuit, เกมรูม Midnight Nebula ขนาดเกือบ 1,000 ตารางเมตร ที่มี ไฮไลต์สำคัญคือ Voyage Shooting Games เกม Interactive ที่พัฒนาขึ้นสำหรับที่นี่โดยเฉพาะ, Rainbow Ville Kids Club ที่มีเครื่องเล่นสำหรับเด็กและหมู่บ้านแห่งจินตนาการ ให้เด็กๆ สามารถสวมบทบาทในอาชีพที่ชอบได้ และ The Sand Theatre ที่จะจัดฉายภาพยนต์แอนิเมชันให้เด็กและครอบครัวได้รู้จักตัวละครและจักรวาลของวอยาจมากขึ้น
สำหรับสายสุขภาพและเวลเนสยังมี Crimson Canyon Wellness พื้นที่กว่า 1,400 ตารางเมตร ครบครันด้วยอุปกรณ์ Technogym, Hybrid Training Zone, หน้าผาจำลอง, มวยไทย, ห้องสตรีม, ซาวน่า และ จากุซซี่ วิวทะเล พร้อมพื้นที่จัดอีเวนต์ครบวงจร Halo Convention Centre ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่แบบ Pillarless เพดานสูง 8 เมตร ที่มาพร้อมจอ LED ขนาดใหญ่ถึง 28.5 x 5.5 เมตร และห้องประชุม Boardroom, Business Lounge, VIP Room และ Time Traveller Terrace สำหรับงาน Outdoor รองรับการจัดงานได้สูงสุดเกือบ 1,600 คน
ในส่วนของห้องพักและห้องสวีท จำนวน 494 ห้อง ทุกห้องมีวิวทะเล 100% ออกแบบรองรับตั้งแต่ผู้เข้าพักทั่วไปจนถึงครอบครัวใหญ่ และยังเอาใจสายกินดื่มและสายชิล ด้วย 9 ห้องอาหารและบาร์
โดยมี ไฮไลต์คือ Chef Man Seafood ร้านอาหารจีนกวางตุ้งจากเชฟแมนที่นำมาพัฒนาเป็นคอนเซ็ปต์ Seafood สำหรับพัทยาและเป็นสาขาแรกนอกกรุงเทพฯ, Blue Atlantis Rooftop Restaurant ชั้น 33 พร้อมวิวทะเลและเมืองพัทยาแบบพาโนรามา
The Portrait of Voyage Sky Bar ซึ่งเป็น Open-Air Sky Bar ที่ใช้เส้นขอบฟ้าและพระอาทิตย์ตกของพัทยาเป็นไฮไลต์, Brooks Brunch & Bar ร้านอาหารที่ใช้เวลาได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ Breakfast ไปจนถึง Late Night รวมถึงห้องอาหารคอนเซ็ปต์พิเศษในโซนต่างๆ ที่จะสร้างประสบการณ์ด้านอาหารในบรรยากาศที่แตกต่างกันตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมองมาตรการดอกเบี้ยของ กนง. และการกำกับ Credit Term ของ กขค. แม้เป็นคนละเรื่อง แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้สภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 26 สิงหาคม ไม่ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% หรือคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์มีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องพิจารณา โดยไม่ควรมองว่าการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวจะเป็นยาวิเศษที่ทำให้ตลาดฟื้นทันที เพราะปัญหาของตลาดปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องดอกเบี้ย
หาก กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ถือเป็นผลดี เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ ลดภาระดอกเบี้ยของผู้ซื้อบ้าน และสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ เพราะหัวใจสำคัญอีกเรื่องคือการส่งผ่านของดอกเบี้ย (Transmission) ว่าจะส่งผ่านไปถึงต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและผู้ซื้อบ้านได้มากน้อยเพียงใด
นายสุนทรระบุว่า ปัญหาของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้อยู่ที่ลูกค้าไม่ต้องการซื้อบ้าน แต่มีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่มีความต้องการซื้อและมีรายได้ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ (Credit Accessibility) เพราะมีภาระหนี้เดิมสูง รายได้ไม่แน่นอน หรือธนาคารยังต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้อย่างระมัดระวัง
ดังนั้น ต่อให้ดอกเบี้ยลดลง แต่ถ้าลูกค้ายังขอสินเชื่อไม่ได้ ผลต่อยอดโอนก็จะมีจำกัด ในทางกลับกัน หาก กนง.คงดอกเบี้ยก็ไม่ใช่ข่าวลบ เพราะดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำแล้ว
นายสุนทรกล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องมองให้กว้างกว่าตัวเลขยอดโอน เพราะมี Economic Multiplier ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหลายภาคส่วน ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เหล็ก ปูนซีเมนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้รับเหมา การจ้างงาน ไปจนถึงภาคการเงิน หากตลาดกลับมาหมุนได้ เงินจะไหลต่อไปยังผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ SME โรงงานผลิตวัสดุ และแรงงาน
สำหรับประเด็น Credit Term นายสุนทรเห็นด้วยกับหลักการอย่างชัดเจน เพราะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กคือ Cash Flow และ Working Capital โดยยกตัวอย่างว่า หาก SME ส่งสินค้าและบริการให้บริษัทใหญ่มูลค่า 10 ล้านบาท แต่ต้องรอเงิน 120 วัน เงินจำนวนนี้คือ Working Capital ที่หายไปจากระบบเป็นเวลา 120 วัน และผู้ประกอบการอาจต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ดังนั้น การดูแล Credit Term ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วย SME แต่ช่วยให้ Supply Chain ทั้งระบบมีสภาพคล่องและแข็งแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายสุนทรเห็นว่าการกำหนด Credit Term ต้องมีความยืดหยุ่นและคำนึงถึงธรรมชาติของแต่ละอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธุรกิจมี Production Cycle และ Payment Cycle ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่มีขั้นตอนตั้งแต่สั่งซื้อ ผลิต ส่งมอบ ติดตั้ง ตรวจรับงาน ออกใบแจ้งหนี้ จนถึงการชำระเงิน จึงไม่ควรใช้กฎเดียวกันกับทุกอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึง Business Cycle
ทั้งนี้ เห็นด้วยกับหลักการที่ว่าไม่ควรใช้บริษัทเล็กเป็นแหล่งเงินทุนให้บริษัทใหญ่โดยการยืด Credit Term ออกไปนานเกินสมควร เพราะอำนาจต่อรองของทั้งสองฝ่ายไม่เท่ากัน
นายสุนทรกล่าวว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่จะได้รับผลกระทบบ้างในระยะสั้น เพราะเมื่อ Credit Term สั้นลง ต้องบริหาร Working Capital มากขึ้น และอาจมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวก็มีประโยชน์ เพราะหากซัพพลายเออร์และผู้รับเหมารายเล็กมีฐานะการเงินแข็งแรงขึ้น Supply Chain ก็จะมั่นคงมากขึ้น ลดความเสี่ยงที่ซัพพลายเออร์จะขาดสภาพคล่องหรือส่งมอบงานไม่ได้
“เรื่องดอกเบี้ยกับเรื่อง Credit Term มีหัวใจเดียวกันคือ สภาพคล่องและการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ เรื่องดอกเบี้ยเราต้องการให้เงินจากระบบการเงินส่งผ่านไปถึงผู้ซื้อบ้านและผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะที่เรื่อง Credit Term เราต้องการให้เงินจากบริษัทขนาดใหญ่หมุนกลับไปถึงซัพพลายเออร์และ SME ได้เร็วขึ้น” นายสุนทรกล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงลงหนัก”
จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.05-33.30 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.89-33.19 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ว่ามีความ Hawkish ขึ้นมาก จากช่วงก่อนหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดพร้อมใจกันปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้า ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเฉพาะ โอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงหนัก สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทพอสมควร
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง หรือ อย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงแล้ว ภายใต้การประเมินโดยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน) โดยในระยะสั้น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้
อย่างไรก็ดี เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาท ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
โดยหาก รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง กดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลง พร้อมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่โดยรวม เงินบาทอาจมีโซนแนวรับสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หลังอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูงและเผชิญ Two-way risk หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในเดือนกันยายนและในปีนี้ พอสมควร ทำให้ เงินดอลลาร์เสี่ยงอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ที่ย้ำว่า FED พร้อมคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้พอสมควร
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และ ถ้อยแถลงของบรรเจ้าหน้าที่ FED
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนสิงหาคม ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาในส่วนของรายงานดัชนีด้านราคา (Prices Index) โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ราว 56% โดยให้โอกาสถึง 61% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ (FED’s Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ของตลาดการเงินเอเชีย
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนสิงหาคม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยให้โอกาสถึง 95% ที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายนนี้
▪ ฝั่งเอเชีย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 2.75% ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% โดย RBNZ ยังมีโอกาสทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วน BNM อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ หลังอัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1.5%-2.5% (ค่อนไปทางกรอบล่าง) ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสกว่า 88% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนสิงหาคม ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ตามกระแส AI Boom รวมถึงอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน
โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” สามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้สำเร็จหลังคว้าชัยรวดทุกเกม ถือเป็นแชมป์เอเชียสมัยที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 4 อีกด้วย
นอกจากนี้ความพิเศษในปีนี้ก็คือ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้ประกาศให้ทีมที่สามารถคว้าแชมป์ทวีปจะได้สิทธิ์เล่นโอลิมปิกโดยอัตโนมัติทันที
ทำให้ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย สร้างประวัติศาสตร์คว้าตั๋วเข้าแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028 ได้เป็นครั้งแรก รวมถึงจะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันรายการ ชิงแชมป์โลก 2027 อีกด้วย
แชมป์ : ไทย (คว้าตั๋วโอลิมปิก 2028 และได้สิทธิ์เล่นชิงแชมป์โลก 2027)
รองแชมป์ : จีน (ได้สิทธิ์เล่นชิงแชมป์โลก 2027)
อันดับ 3 : ญี่ปุ่น (ได้สิทธิ์เล่นชิงแชมป์โลก 2027)
อันดับ 4 : อิหร่าน
อันดับ 5 : อินโดนีเซีย
อันดับ 6 : เกาหลีใต้
อันดับ 7 : เวียดนาม
อันดับ 8 : ไต้หวัน
อันดับ 9 : คาซัคสถาน
อันดับ 10 : ฮ่องกง
อันดับ 11 : ออสเตรเลีย
อันดับ 12 : อิรัก
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับโครงการถอดรหัสพันธุกรรมแห่งชาติ หรือ “Genomic Thailand” ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(โรค NCDs )โรคติดเชื้อ และเภสัชพันธุศาสตร์ ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล 41 แห่งทั่วประเทศ มีการ “ค้นพบเรื่องสำคัญจำนวนมาก” จนได้เป็น “ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย” และกำลังเปิดให้นักวิจัยที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการเข้าใช้ประโยชน์เพื่อต่อยอดการวิจัย และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเดินหน้าต่อในระยะที่ 2 อีก 2 แสนราย ภายใต้การขับเคลื่อนหลักของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.)และภาคีวิจัย
ภายใต้ “Genomic Thailand เฟสที่ 1” มีงานวิจัยที่นำไปสู่ข้อค้นพบที่สำคัญของคนไทยในหลายประเด็น และบางเรื่องสามารถขับเคลื่อนไปจนถึงการบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว รวมถึง อยู่ระหว่างการผลักดันด้วย
นับเป็นหลักหมุดสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยจากการรักษาแบบ “เหมารวมมาตรฐานเดียว” ไปสู่ “การแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ(Precision Medicine)” ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค คาดการณ์ความเสี่ยง และวางแผนการรักษาโรคหายาก โรคเรื้อรัง และโรคมะเร็งได้อย่างตรงจุดตามพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ช่วยชีวิตคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิต
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการระยะเวลา 5 ปี จากงบประมาณที่ได้รับ 4,000 ล้านบาท ใช้จริงเพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากค่าตรวจวิจัยที่ถูกลงกว่าเป้าหมายเดิมอย่างมาก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้สร้างผลตอบแทนทางสังคมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (SROI) สูงถึง 6.5 เท่า ทุก ๆ 1 บาทที่รัฐบาลลงทุนไปจะได้รับประโยชน์กลับคืนมาถึง 6.5 บาท ส่วนหนึ่งของข้อค้นพบ คือ ตำแหน่งพันธุกรรมที่จำเพาะในคนไทยกว่า 122 ล้านตำแหน่งที่ไม่พบในกลุ่มประชากรอื่นของโลก
โครงการนี้ส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรมในระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลของไทย โดยช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น อาทิ มีการค้นพบยีน SCN5A ที่เกี่ยวข้องกับโรคใหลตายในคนไทย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการให้ความรู้และการวินิจฉัยเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิต
การตรวจยีนแพ้ยาบางตัวที่มีโอกาสแพ้รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต และการตรวจยีนความเสี่ยงมะเร็งเต้านม (BRCA1 และ BRCA2) ในกลุ่มผู้หญิงไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยได้มีการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่าของการตรวจยีนเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนไทย ซึ่งจะช่วยคัดกรองเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20-30 เท่าให้ไปส่องกล้อง ช่วยลดความยุ่งยากและความแออัดในโรงพยาบาลลงได้มาก
ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยพันธุกรรมยังช่วยชีวิตและป้องกันความพิการในเด็กได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น กรณีการตรวจพบเด็กที่มีอาการชักรุนแรงรักษาไม่หาย แต่เมื่อตรวจยีนภายใต้โครงการนี้แล้ว พบว่าเกิดจากการขาดวิตามินบี 6 (B6) เพียงแค่ได้รับวิตามินบี 6 เด็กก็หายชักทันที
หรือกรณีของเด็กผู้ชายในภูมิภาคที่หากไม่ได้รับการตรวจยีนเพื่อวางแผนรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะต้องกลายเป็นคนพิการขาลีบและนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันเด็กคนนี้สามารถเดินได้ รวมถึงการช่วยตรวจยืนยันความปลอดภัยในครรภ์ให้แก่ครอบครัวที่มีประวัติตาสองข้างบอดจากพันธุกรรม ให้สามารถตั้งครรภ์ลูกคนที่สามได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องยุติการตั้งครรภ์เพราะความกลัว
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมทำให้แพทย์มองเห็นลึกถึงระดับสารพันธุกรรมและเชื่อมโยงเข้ากับสถานะสุขภาพได้อย่างแม่นยำ อย่างกรณีของทารกวัย 2 ขวบรายหนึ่งที่กินนมแม่ได้ตามปกติ แต่เมื่อเริ่มรับประทานอาหารอื่นกลับเกิดอาการป่วยหนักรุนแรงเฉียบพลัน จนต้องเข้ารักษาตัวในห้องอภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ถึง 4 รอบ
ในรอบที่ 4 อาการวิกฤติจนเกือบเสียชีวิตและถูกส่งตัวมายังรพ.จุฬาลงกรณ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมและฐานข้อมูลอ้างอิงระดับประเทศของ Genomic Thailand ทำให้แพทย์สามารถกรองและวินิจฉัยพบโรคทางพันธุกรรมชนิดหายากอย่างยิ่งที่ทีมแพทย์ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักมาก่อน
“พบว่าเด็กมีความผิดปกติของยีนที่ไม่สามารถย่อยสลายน้ำตาลทรายที่ใช้ทั่วไปในอาหารได้ การค้นพบนี้ช่วยให้แพทย์ปรับเปลี่ยนการรักษาได้ทันเวลาและรักษาชีวิตเด็กไว้ได้สำเร็จ”ศ.นพ.วรศักดิ์กล่าว
รวมถึง ยังช่วยแก้ปัญหาในผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่าง “โรคเบาหวาน” ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยราว 10% ที่ได้รับการรักษาตามแนวทางมาตรฐานสากลแล้วแต่ผลการรักษาไม่ดี สาเหตุเกิดจา
กการที่ประเมินระดับน้ำตาลโดยใช้ค่าฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1c) ในเม็ดเลือดแดงเป็นตัวแทนมาตรฐาน แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD (G6PD deficiency) เม็ดเลือดแดงจะมีอายุสั้นกว่าคนปกติ ทำให้ค่า HbA1c ที่ตรวจได้ต่ำกว่าระดับน้ำตาลในเลือดที่แท้จริง หากแพทย์ไม่ทราบข้อมูลพันธุกรรมนี้และรักษาไปตามเกณฑ์ปกติ จะทำให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลสูงสะสมจนเกิดภาวะแทรกซ้อนจนไตวายและสูญเสียอวัยวะ
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การทำความเข้าใจโครงสร้างทางพันธุกรรมของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละรายจึงช่วยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ ,การเลือกใช้ “ยามุ่งเป้า” (Targeted Therapy) และการระบุมะเร็งชนิดถ่ายทอดในครอบครัว เนื่องจากมะเร็งหลายชนิดเกิดจากการกลายพันธุ์ที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านสารพันธุกรรม หากตรวจพบว่าผู้ป่วยมะเร็งคนใดมีการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดได้ สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ยังไม่ป่วยก็สามารถเข้ารับการคัดกรอง เพื่อเฝ้าระวังหรือทำหัตถการป้องกันล่วงหน้าได้
จากข้อมูลของโครงการ Genomic Thailand ยืนยันว่า ผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งเต้านมตรวจพบยีนกลายพันธุ์ BRCA สูงถึง 1 ใน 7 ราย ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่บรรจุการตรวจยีน BRCA เข้าสู่นโยบายสิทธิประโยชน์เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงการตรวจได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังอยู่ระหว่างการผลักดันการตรวจยีนมะเร็งลำไส้ใหญ่เข้าสู่สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้วย
ด้าน ผศ.นพ.กุณฑล วิชาจารย์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์แม่นยำ และหัวหน้าสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้คนไข้ในพื้นที่ภูมิภาคเข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้อย่างเท่าเทียม โดยผู้ป่วยกลุ่มโรคหายากที่เข้าร่วมโครงการเกือบ 40% ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของโรคและนำไปสู่แนวทางการรักษาที่เหมาะสม
ที่สำคัญ คณะแพทยศาสตร์ มข.ค้นพบ “ความแปรผันทางพันธุกรรมเฉพาะถิ่นของคนอีสาน” เช่น ภาวะทารกบวมน้ำ เดิมมักเข้าใจว่าเป็นผลมาจากโรคธาลัสซีเมียเพียงอย่างเดียว แต่จากการถอดรหัสพันธุกรรมพบยีนเด่นที่ทำให้เกิด “โรคเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงแตกง่าย” ซึ่งพบในอัตราที่สูงมากในภาคอีสานเมื่อเทียบกับภาคอื่น
องค์ความรู้นี้ถูกนำไปพัฒนาเป็นระบบคัดกรอง วินิจฉัย และป้องกันแบบครบวงจร เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดทารกบวมน้ำซ้ำในครอบครัวเดิม ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเลือดจางเรื้อรังระยะยาว และเตรียมขยายโมเดลการดูแลเฉพาะถิ่นนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ
ศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร รองคณบดีด้านวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) กล่าวว่า มช.ได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากรใน 2 มิติหลัก คือ 1.การ Upskill บุคลากรเดิม ได้แก่ กลุ่มแพทย์ ซึ่งต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับการใช้ “แว่นขยายทางพันธุกรรม” ในการวิเคราะห์โรคอย่างลึกซึ้งและทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมสหสาขาวิชาชีพ ,กลุ่มนักวิจัยที่ต้องเรียนรู้แนวคิดการวิจัยแบบโอมิกส์ (Omics Research) รวมถึงคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยและผู้ควบคุมระบบที่ต้องเข้าใจหลักเกณฑ์การจัดเก็บสิ่งส่งตรวจและข้อมูลในระยะยาว และ2.การสร้างกลุ่มคนทำงานสายอาชีพใหม่ เช่น นักชีวสารสนเทศศาสตร์, วิศวกรข้อมูล (Data Engineer) และผู้ดูแลระบบข้อมูล (Data Administrator) เป็นต้น
ขณะที่ ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส.กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า จากที่ทีมวิจัยไทยได้ค้นพบตำแหน่งรหัสพันธุกรรมของคนไทยที่ไม่เคยปรากฏรายงานในฐานข้อมูลนานาชาติมาก่อนถึง 122 ล้านตำแหน่งนั้น คาดว่าเป็นรหัสพันธุกรรมจำเพาะที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ เช่น ลักษณะสีผมหรือสีตาของประชากรไทย รวมถึง ข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ
อย่างเช่น โครงการวิจัยที่ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชาวไทยประมาณ 8,000 คน มาศึกษาเปรียบเทียบ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ยีนที่ส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในคนไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะยีนยอดนิยมในตะวันตกอย่าง BRCA1 หรือ BRCA2 เท่านั้น แต่ค้นพบยีนเสี่ยงจำเพาะตัวอื่นที่พบในคนไทยบ่อยมาก เช่น มียีนตัวหนึ่งที่พบในผู้ป่วยไทยสูงถึง 16% ทั้งที่เป็นยีนที่พบได้ยากมากในกลุ่มประชากรฝรั่ง
“นัยสำคัญ คือ หากใช้มาตรฐานการตรวจแบบตะวันตกที่เจาะจงตรวจเพียงยีน BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยคัดกรองครอบคลุมความเสี่ยงให้ฝรั่งได้ถึง 70% แต่มาตรฐานเดียวกันนี้จะคัดกรองความเสี่ยงในคนไทยได้เพียง 30 กว่า%เท่านั้น”ดร.นุสรากล่าว
จากจุดอ่อนนี้ ทีมวิจัยจากศิริราชจึงได้นำข้อมูลมาออกแบบชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนมะเร็งเต้านมเฉพาะประชากรไทย โดยเพิ่มขอบเขตการตรวจเป็น 20 ยีน ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงสูงถึง 95% ของผู้หญิงไทย และยีนเหล่านี้ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคมะเร็งประเภทอื่นด้วย
นวัตกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า “ชุดตรวจยีนเสี่ยงมะเร็ง 29 ยีน” ซึ่งครอบคลุมยีนเสี่ยงโรคมะเร็งสำคัญ ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งรังไข่ ปัจจุบันให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปแล้วในโรงพยาบาลศูนย์มะเร็ง 29 แห่งทั่วประเทศ หรือหากรักษาในสถานพยาบาลอื่นก็นอกเหนือจากนี้ ก็สามารถดำเนินการส่งตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมที่โรงพยาบาลศิริราชได้เช่นกัน
การค้นพบตำแหน่งความต่างของยีนเสี่ยงในประชากรไทย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการป้องกันและดูแลรักษาผู้ป่วย หากตรวจพบความเสี่ยงล่วงหน้า แพทย์จะปรับแผนดูแลเชิงรุก เช่น การนัดตรวจคัดกรองให้ถี่ขึ้น หรือในกลุ่มผู้ที่มีอายุเหมาะสมและไม่มีความต้องการมีบุตรแล้ว อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมหรือรังไข่ เพื่อตัดวงจรการเกิดโรค
ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยตรวจพบมะเร็งแล้ว จะช่วยให้แพทย์นำชิ้นเนื้อมะเร็งมาตรวจหาจุดกลายพันธุ์เป้าหมาย เพื่อเลือกใช้ “ยามุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยแก้ปัญหากลุ่มคนไข้ในอดีตที่ได้รับยามุ่งเป้าผิดตำแหน่ง จนทำให้อาการมะเร็งลุกลาม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

กระทรวงดีอี ลุยเต็มสูบ! เปิดใช้ “TH-AI Passport” หรือ AiPASS อย่างเป็นทางการวันนี้ หวังยกระดับ AI Literacy และ Adoption ทั่วประเทศ ดันยอดลงทะเบียนพุ่งทะลุ 1.3 ล้านคนในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ตอกย้ำความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประกาศเปิดให้บริการแพลตฟอร์ม “AiPASS” ภายใต้โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) อย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบแล้ววันนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันเป้าหมายยกระดับความรู้ความเข้าใจด้าน AI (AI Literacy) ควบคู่กับการส่งเสริมการนำ AI ไปใช้งานจริง (AI Adoption) เพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว
โดยกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ครอบคลุมตั้งแต่ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป ไปจนถึงผู้ประกอบการ ซึ่งประชาชนที่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ aipass.go.th เพื่อเข้าถึงเครื่องมือ AI จากผู้พัฒนาชั้นนำกว่า 14 ราย รวมมากกว่า 30 โมเดลได้ทันที
โดยตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการที่พุ่งสูงกว่า 1,349,825 คนภายในระยะเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ ถือเป็นเครื่องสะท้อนความตื่นตัวและความต้องการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของคนไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด
แพลตฟอร์ม AiPASS ถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์รวมโมเดล AI จากผู้พัฒนาชั้นนำกว่า 14 ราย มากกว่า 30 โมเดล ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสมกับงานได้โดยไม่ต้องสมัครใช้บริการจากผู้ให้บริการหลายรายแยกกัน
โดยโมเดลภายในแพลตฟอร์มครอบคลุมทั้งงานด้านการสนทนา การเขียนโปรแกรม และการค้นคว้าเชิงลึก อาทิ GPT-5.6 Sol, o3 Deep Research, Claude Opus 5, Gemini Pro, Nano Banana Pro, Lyria 3 Pro, Sonar Reasoning Pro, Seedream 4.0 และ Seedance 2.0 ซึ่งผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์สามารถเริ่มต้นจากการใช้งานทั่วไป เช่น การค้นคว้าข้อมูล สรุปเอกสาร ร่างข้อความ คิดแนวทางการทำงาน หรือสร้างภาพประกอบ ก่อนจะขยับไปทดลองใช้โมเดลและรูปแบบการใช้งานที่ซับซ้อนขึ้น
นอกจากนี้ AiPASS ยังเชื่อมโยงการเข้าถึงเครื่องมือเข้ากับการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบผ่านแนวคิด “Learn • Earn • Plern” ผสานความร่วมมือด้านองค์ความรู้และหลักสูตรจากพันธมิตรระดับโลก ทั้ง Google for Education, Microsoft Elevate, OpenAI และ NVIDIA Deep Learning Institute ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้ผ่านหลักสูตรภายในระบบ นำความรู้ไปทดลองใช้จริง สะสมคะแนนเพื่อปลดล็อกสิทธิ์เข้าถึงโมเดลระดับ Pro และพัฒนาสู่ระดับผู้สร้างสรรค์ (Innovator) พร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อสำเร็จการเรียนรู้ตามเงื่อนไข
สำหรับขั้นตอนการใช้งาน ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ aipass.go.th หรือสแกน QR Code โดยใช้บัญชี Google, Microsoft หรือ Apple และยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือ “ThaiD” (หมายเหตุ: ผู้สมัครต้องเข้าเว็บไซต์ผ่านเบราว์เซอร์ในโหมดปกติเท่านั้น ระบบไม่รองรับการลงทะเบียนผ่านโหมดไม่บันทึกประวัติการใช้งานหรือ Incognito/Private Window)
ทั้งนี้ สำหรับผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับการอัปเกรดเป็นผู้ใช้งานระดับผู้สร้างสรรค์ (Innovator) เป็นเวลา 30 วันนับจากวันที่เปิดใช้งานสิทธิ์ เพื่อเข้าถึงโมเดลและเครื่องมือระดับสูงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาโครงการถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2570 โดยมีเงื่อนไขเพียงต้องเข้าเรียนและสะสมคะแนนให้ได้อย่างน้อย 100 คะแนนต่อเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net

โมโรเฮยะ (Moroheiya) อาจเป็นชื่อผักที่หลายคนยังไม่คุ้นหู แต่ในญี่ปุ่นและตะวันออกกลางถือเป็นหนึ่งในผักมากคุณค่าที่ได้รับความนิยมมายาวนาน ด้วยคุณสมบัติที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ จนได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาวิตามิน”
ผักชนิดนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศอียิปต์ และมีเรื่องเล่าถึงความสำคัญมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ โดยเชื่อกันว่าเคยเป็นผักที่ชนชั้นสูงรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ ปัจจุบันโมโรเฮยะไม่ได้มีเพียงในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังสามารถหาซื้อได้ในประเทศไทย ทั้งแบบสดและแบบแปรรูป
โมโรเฮยะ (Moroheiya) เป็นผักใบเขียวในกลุ่มปอ (Corchorus olitorius) มีลักษณะใบเล็ก สีเขียวเข้ม เมื่อนำไปปรุงอาหารจะมีความเหนียวเล็กน้อยคล้ายเมือก ซึ่งเกิดจากใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ โดยลักษณะนี้เองทำให้โมโรเฮยะมีความโดดเด่นด้านการช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร
ชื่อของโมโรเฮยะมีที่มาจากภาษาอาหรับคำว่า “มาลัค” (Malak) ซึ่งมีความหมายเกี่ยวข้องกับผู้ปกครองหรือนักปกครอง จึงมีการเรียกกันว่าเป็น “ผักของราชา” จากเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์อียิปต์
แม้โมโรเฮยะจะให้พลังงานต่ำ แต่กลับอัดแน่นด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยในโมโรเฮยะ 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญ เช่น
ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้โมโรเฮยะเป็นผักที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสารอาหารจากพืชในมื้ออาหารประจำวัน
โมโรเฮยะมีใยอาหารสูง โดยเฉพาะใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นการทำงานของลำไส้ และช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติมากขึ้น
ด้วยพลังงานต่ำแต่มีใยอาหาร ทำให้โมโรเฮยะช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่มนาน ลดการรับประทานอาหารเกินความจำเป็น จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระในโมโรเฮยะ โดยเฉพาะวิตามินเอและวิตามินซี มีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
โมโรเฮยะมีสารตั้งต้นของวิตามินเอ เช่น เบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อการทำงานของดวงตา และช่วยดูแลสุขภาพสายตา
ใยอาหารในโมโรเฮยะมีส่วนช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ขณะที่แร่ธาตุบางชนิด เช่น โพแทสเซียม มีบทบาทต่อสมดุลของความดันโลหิต
โมโรเฮยะมีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ช่วยให้ร่างกายสามารถลำเลียงออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สารต้านอนุมูลอิสระในโมโรเฮยะช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสื่อมของเซลล์และโรคเรื้อรังหลายชนิด
แคลเซียม แมกนีเซียม และแร่ธาตุที่พบในผักใบเขียวชนิดนี้ มีส่วนช่วยสนับสนุนการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูก
สารประกอบจากพืชและวิตามินบางชนิดในโมโรเฮยะ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย
วิตามินและสารอาหารในโมโรเฮยะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ ช่วยดูแลสุขภาพผิว และสนับสนุนการทำงานของร่างกายในระดับเซลล์
โมโรเฮยะสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารตะวันออกกลางหรือเมนูสุขภาพทั่วไป เช่น
แม้โมโรเฮยะจะเป็นผักที่มีประโยชน์ แต่การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพควรเน้นความหลากหลาย ไม่ควรรับประทานผักชนิดเดียวเป็นประจำทุกวัน ควรสลับกับผักชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือจำกัดอาหารบางประเภท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเพิ่มอาหารชนิดใหม่ในปริมาณมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,200.00 | 69,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,473.00 | 67,810.68 | 70,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,025.70 | 61,029.61 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,578.40 | 54,248.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,012.85 | 30,514.81 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,565.55 | 23,733.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,635.23 | 70,270.09 | n/a |
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 37.69 | 37.69 | 38.19 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.32 | 37.32 | 37.82 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 32.69 | 32.69 | 32.89 | 32.69 | – | 32.69 | 32.69 | 32.69 | 32.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.63 | 28.63 | – | – | – | – | – | – | 28.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 46.68 | – | – | 49.26 | – | 47.18 | 46.83 | – | 46.68 |
| ดีเซล | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 |
| ดีเซล B20 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | – | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า