สาระน่ารู้ประจำวันที่ 13 พฤษภาคม 2569

AWC ตั้งรับเศรษฐกิจโลกผันผวน ทบทวนแผนเมกะโปรเจกต์ ‘ตึกสูง 100 ชั้น’ เอเชียทีค

“วัลลภา” แม่ทัพใหญ่แห่ง “AWC” อาณาจักรอสังหาฯ มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท ในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ทบทวนแผนลงทุนเมกะโปรเจค “ตึกสูง 100 ชั้น เอเชียทีค” กับ “อควอทีค พัทยา” สอดรับกับเศรษฐกิจโลกผันผวน ย้ำต้องดูความพร้อม “ถ้าตลาดยังไม่แข็งแรง ไม่รีบลงทุน” ลุยแผนพัฒนาโรงแรมหรูและโครงการที่มีศักยภาพ ทุ่ม 8,000 ล้านในปี 2569 หนุนกลยุทธ์ดันสินทรัพย์เติบโต มูลค่าทะลุ 3 แสนล้านบาทในปี 2573

แม้ผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จะได้แรงส่งไฮซีซันดีต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว หนุนโกยกำไรสุทธิเฉียด 2,000 ล้านบาทในไตรมาสแรก จากการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ แต่สถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยที่บิ๊กคอร์ปภาคการท่องเที่ยวในเครือตระกูลสิริวัฒนภักดี จำเป็นต้องทบทวนแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อรับแรงกดดันที่มาเร็วตั้งแต่ต้นปี ควบคู่กับการเดินหน้าพัฒนาโรงแรมหรูและโครงการที่มีศักยภาพฝ่าความท้าทายโลกป่วน

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า บริษัททบทวนแผนลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับเมกะโปรเจคแบบมิกซ์ยูส สร้างตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น ขนาดสูงสุดในประเทศไทยให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ในพื้นที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น บริษัทมองว่าโครงการนี้ต้องดูความพร้อมของตลาดก่อน

“ตัวโครงการสร้างตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น เราจะยังไม่ได้ทำ แต่ใส่ไว้ในแผน เว้นที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้สร้าง ซึ่งต้องดูความพร้อมของตลาด แล้วค่อยศึกษาและดึงกลับมาทำได้ในอนาคต เพราะเรามองว่าโครงการบางอัน ถ้าตลาดยังไม่แข็งแรง ก็อย่าเพิ่งรีบไปลงทุน จึงศึกษาบางโครงการที่อยู่ในแผนระหว่างพัฒนา (Pipeline) พร้อมมอนิเตอร์ตลาดอย่างใกล้ชิด และยกระดับโครงการที่มีอยู่ อย่างวันนี้เรามี 58 โครงการ ก็มีอยู่ 27 โครงการที่เราเห็นโอกาสในการเพิ่มคุณค่า ปรับกลยุทธ์ ปรับตำแหน่งการตลาดเพื่อดึงลูกค้าและสร้างรายได้เพิ่มก่อน”

โดยระหว่างนี้บริษัทได้ปรับแผนสร้างสถานที่ท่องเที่ยว (Attraction) แบบถาวรแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ “Asiatique’s Blue Dome from Osaka Expo” หลังจากซื้อโดมขนาดใหญ่ 2 หลังต่อจากงานโอซาก้า เอ็กซ์โป 2025 มาติดตั้งและพัฒนา มีพื้นที่ใช้สอย 1,600 ตารางเมตร ปัจจุบันเริ่มก่อสร้างแล้ว นอกจากนี้เตรียมพัฒนาพื้นที่เอเชียทีค เฟส 2.2 (ข้าง Jurassic World: The Experience Bangkok) เพื่อขยายร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เพิ่มเติม

ส่วนอีกโปรเจคใหญ่อย่างโครงการอควอทีค พัทยา (Aquatique Pattaya) หลังจากเมื่อปี 2568 ได้เปิดโรงแรมใหม่ 2 แห่งในพัทยา ได้แก่ โรงแรมมีเลีย พัทยา ซึ่งได้ทดสอบตลาดเกี่ยวกับการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลก และพอเปิดโรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ก็ร่วมกันบูสต์ตลาดเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ตอนนี้บริษัทอยู่ในขั้นตอนค่อยๆ ทำแผนโครงการอควอทีค พัทยา และร่วมกับพันธมิตรทำการตลาดเพื่อเตรียมความพร้อมในการเจาะตลาดแอคทีฟ เวลเนส (Active Wellness) ไปก่อน ควบคู่กับแผนเดินหน้าเปิดโรงแรมใหม่ บันยันทรี พัทยา

“โปรเจคใหญ่ๆ อย่างโครงการอควอทีค พัทยา น่าจะต้องค่อยๆ ดูไทม์มิ่งหรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม คาดอีก 5 ปีข้างหน้าถึงจะลอนช์ได้”

ทุ่มงบ 8,000 ล้านปี 69 หนุนกลยุทธ์ขยายสินทรัพย์โต

นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมและคอมเมอร์เชียลอย่างต่อเนื่อง สู่เป้าหมายสร้างการเติบโตของขนาดสินทรัพย์เพิ่มเป็น 300,000 ล้านบาทในปี 2573 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า และมีจำนวนห้องพักโรงแรมรวม 9,312 ห้อง จากโรงแรมทั้งหมด 21 แบรนด์ รวม 35 แห่ง

โดยปัจจุบันไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีขนาดสินทรัพย์รวมกว่า 221,357 ล้านบาท มีจำนวนห้องพักโรงแรมทั้งหมด 6,834 ห้อง

ในปี 2569 บริษัทจะใช้เงินลงทุนราว 8,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนา 4-5 โครงการทั้งโรงแรมและคอมเมอร์เชียล อาทิ โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท, โครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่, การขยายเฟส 2 ของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่, Asiatique’s Blue Dome from Osaka Expo สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น และโครงการเวิ้งนครเกษม มิกซ์ยูสในย่านไชน่าทาวน์

“ในสิ้นปี 2569 บริษัทจะมีขนาดสินทรัพย์เติบโตสู่ระดับ 230,000 ล้านบาท และมีจำนวนห้องพักโรงแรมเพิ่มเป็น 7,253 ห้อง จากโรงแรมทั้งหมด 17 แบรนด์ รวมทั้งหมด 25 แห่ง”

ชูโมเดล “AWC Growth Fund” มูลค่า 5 หมื่นล้าน

และหลังจากบริษัทจัดตั้ง “AWC Growth Fund” เพื่อเป็นโมเดลในการบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยปัจจุบันกองทุนนี้มีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บริษัท ไม่ต้องรับภาระในการถือครองสินทรัพย์ที่ยังไม่สร้างรายได้ (Asset Loading) เข้ามาในงบการเงินของบริษัทเร็วเกินไป

สำหรับ 4 โครงการที่อยู่ใน AWC Growth Fund ก่อนจะโอนเข้าสู่ AWC เพื่อพัฒนาต่อเมื่อมีความพร้อม ได้แก่ 1.โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช 2.โครงการลานนาทีค (Lannatique) โครงการระดับ Global Destination ในเชียงใหม่ 3.โรงแรมโฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก และ 4.โรงแรมโอกุระ ทองหล่อ

กางไทม์ไลน์เปิดโรงแรมหรู 5 ปีข้างหน้า

สำหรับไทม์ไลน์การเปิดโครงการโรงแรมใหม่ ในปี 2569 จะมีโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุทวิท ส่วนในปี 2570 จะเปิดโรงแรม เดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา แบงคอก และโรงแรม โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก

ในปี 2571 จะเปิดโรงแรม โนบุ แบงคอก โฮเทล, โรงแรม คิมป์ตัน หัวหิน บีชคลับ โฮเทล, โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ สุขุมวิท แบงคอก โฮเทล แอนด์ สปา และโรงแรม เดอะริทซ์-คาร์ลตัน แบงคอก, เดอะ ริเวอร์ไซด์ ขณะที่ปี 2572-2573 จะเปิดโรงแรม โอกุระ รีสอร์ต เชียงใหม่, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงคอก ไชน่าทาวน์, โรงแรม คิมป์ตัน แบงคอก ไชน่าทาวน์ และการขยายโครงการลานนาทีค เชียงใหม่

AWC ไตรมาสแรกปี 69 โกยกำไรเฉียด 2 พันล้าน

ทั้งนี้บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก

โดยบริษัทมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% เทียบไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% โดยทั้งสามรายการทำระดับสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ

เฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการเติบโต 12.0% จากดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางหลัก โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) ทำระดับสูงสุดใหม่ที่อัตรา 5,230 บาทต่อคืน ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโต 10.3% จากการขับเคลื่อนโมเดล AWC’s Lifestyle Destination และการเติบโตต่อเนื่องของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เทรนด์อสังหาฯเพื่อสุขภาวะ หนุนตลาดลิฟต์บ้านโตต่อเนื่อง

  • เทรนด์อสังหาริมทรัพย์ที่เน้นสุขภาวะ (Wellness Architecture) เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ตลาดลิฟต์บ้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • ผู้ประกอบการปรับตัวโดยพัฒนานวัตกรรมลิฟต์บ้านที่ผสานแนวคิด Universal Design เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม
  • ลิฟต์บ้านรุ่นใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย โดยเน้นทั้งความสะดวกสบายทางร่างกาย และเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดเสียงรบกวน

นายปฐมฤกษ์ พงษ์ชัยไกรกิติ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของ NPS PLUS เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับนวัตกรรมเกี่ยวกับลิฟต์ให้สอดรับกับการเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน และอาคารตั้งแต่ขั้นตอนแรก

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทาง Universal Design ความปลอดภัย และ Wellness Architecture โดยเป็นการผสานระบบวิศวกรรมเข้ากับงานสถาปัตยกรรม 

“มองว่าลิฟต์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรที่พาคนจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง แต่เป็นระบบสำคัญของบ้านและอาคารที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย คุณภาพชีวิต การใช้งานระยะยาว และภาพรวมของงานออกแบบ“

สำหรับแนวคิด Universal Design นั้น มีความสำคัญต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ ผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว รวมถึงผู้อยู่อาศัยทุกช่วงวัย โดยบริษัทให้คำปรึกษากับหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง ทั้งเจ้าของบ้าน สถาปนิก ผู้รับเหมา ผู้พัฒนาโครงการ และเจ้าของอาคาร

นายปฐมฤกษ์ กล่าวอีกว่า เจ้าของบ้าน มีประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงหลายอย่าง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ ความสะดวกในการใช้งาน ระบบความปลอดภัย และการดูแลหลังการติดตั้ง ขณะที่สถาปนิกสามารถนำข้อมูลด้านการจัดวางโครงสร้างและการออกแบบพื้นที่ไปประกอบการวางแผน เพื่อให้ลิฟต์สอดคล้องกับภาพรวมของบ้านหรืออาคาร

ส่วนผู้รับเหมาและผู้พัฒนาโครงการสามารถใช้ข้อมูลด้านโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และการบำรุงรักษาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารโครงการในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังได้นำเสนอ UP by NPS PLUS หรือ UP Homelift ลิฟต์บ้านพรีเมียมที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Lift UP Your Life โดยเป็นลิฟต์บ้านมาตรฐานยุโรป EN 81 ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของคนไทย โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และดีไซน์ที่เข้ากับบ้านยุคใหม่

โดย UP Homelift จะเชื่อมโยงกับแนวคิด Wellness Architecture หรือการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยด้วย โดยให้ความสำคัญกับ 2 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้าน Biomedical ซึ่งมุ่งตอบโจทย์สังคมสูงวัย ลดภาระทางร่างกายของผู้ใช้งาน เพิ่มความสะดวกในการอยู่อาศัย 

และมิติด้าน Building Science ที่เกี่ยวข้องกับระบบมอเตอร์ เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน การลดเสียงรบกวน และการระบายอากาศภายในลิฟต์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของอาคารยุคใหม่ รวมถึงโครงการที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังราคาทองรีบาวด์

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 13 พ.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.37 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการที่ราคาทองคำสามารถดีดตัวสูงขึ้น (รีบาวด์)
  • การแข็งค่าของเงินบาทถูกจำกัดจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์
  • นักวิเคราะห์คาดว่าเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีความผันผวนสูง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.37 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ระหว่างโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.35-32.48 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) 

หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.8% สูงกว่าที่ตลาดคาด เช่นเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI (ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน) ที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2.8% สูงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาสที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เป็น 40% 

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง โดยเงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง ส่วนราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นการเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงปลายสัปดาห์ ที่อาจทำให้ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้ามากขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน เพื่อรอลุ้น การเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ขณะเดียวกัน ตลาดได้รับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินสูง อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ไปแล้ว ทำให้ โดยรวมเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปก่อนได้ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม 

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดอยู่แถวโซนแนวต้าน เว้นแต่ว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงมากขึ้น (ซึ่งเราประเมินว่า ถ้าจะเกิดขึ้น ควรจะต้องเกิดขึ้น หลังการเจรจา Trump-Xi summit) ซึ่งอาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันโดยความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น การเจรจา Trump-Xi summit ที่อาจช่วยทำให้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare การเงิน รวมถึงกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.16% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.71% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.01% ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งกดดันบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากความวุ่นวายทางการเมืองของอังกฤษ หลังมีการเรียกร้องให้ นายกฯ Sir Keir Starmer ลาออกจากตำแหน่ง จากความพ่ายแพ้หนักของพรรคแรงงาน (Labor Party) ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่ม Healthcare 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น เข้าใกล้โซน 4.47% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวสูงขึ้น มากกว่าคาด อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ถูกชะลอลงบ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ตามรายงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอลุ้นการประชุม Trump-Xi summit ซึ่งอาจช่วยให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงได้นั้น ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ที่หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอลุ้นการเจรจา Trump-Xi summit และมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ กลับสู่โซน 4,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนเมษายน พร้อมกับ รอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด ได้เร่งตัวสูงขึ้น กว่าคาด และนอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานสต็อกน้ำมันจากทาง EIA ที่อาจกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ อย่าง WTI ในระยะสั้นได้ 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมีนาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้ง ในปีนี้  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ไล่กดดันมือหนึ่ง! อันดับโลกล่าสุด "วิว กุลวุฒิ" ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF)

“วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชาวไทย ยังคงเกาะกลุ่มผู้นำใน แบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 หลังการแข่งขันเดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 20

โดย นักตบลูกขนไก่ไทยวัย 25 ปี ยังคงรั้งอันดับ 2 ของโลก จากการประกาศอันดับคะแนนใหม่จาก สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ขณะที่ ฉี ยู่ฉี นักแบดมินตันจีน ยังครองมือ 1 โลกได้อย่างเหนียวแน่น เป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน ด้วยการมี 106,805 คะแนน ส่วน “วิว กุลวุฒิ” มี 98,265 คะแนน อย่างไรก็ตามทั้งคู่จะลงเล่นในสัปดาห์นี้ที่ประเทศไทย เพื่อลุ้นเก็บคะแนนสะสมโลกต่อไป

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทชายเดี่ยว

1. ฉี ยู่ฉี (จีน) 106,805 คะแนน
2. กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) 98,265 คะแนน
3. แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก) 94,055 คะแนน
4. คริสโต โปปอฟ (ฝรั่งเศส) 85,962 คะแนน
5. โจนาธาน คริสตี้ (อินโดนีเซีย) 83,631 คะแนน
6. โจว เทียน เฉิน (ไต้หวัน) 82,080 คะแนน
7. หลี่ ชื่อเฟิง (จีน) 74,783 คะแนน
8. หลิน ชุนยี่ (ไต้หวัน) 73,414 คะแนน
9. โคได นาราโอกะ (ญี่ปุ่น) 69,400 คะแนน
10. อเล็กซ์ ลาเนียร์ (ฝรั่งเศส) 68,565 คะแนน
27. พณิชพล ธีระรัตน์สกุล (ไทย) 45,255 คะแนน

สำหรับรายการต่อไป “ทัพแบดมินตันไทย” จะลงแข่งขันในบ้านในศึก “โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2026” รายการ ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 12-17 พ.ค.69 ที่อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


สิ่งต้องรู้ ‘ไวรัสฮันตา’ที่โลกกำลังหวั่น  ‘5 เรื่อง’(อาจ)ยากจะซ้ำรอย ‘โควิด-19’

  • สรุปรวมสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ “ไวรัสฮันตา”ที่กำลังเขย่าความวิตกคนทั่วโลก เตรียมพร้อมรับมือไวรัสจากสัตว์ฟันแทะ  ช่องทางติดต่อ  อาการ และวิธีป้องกัน  เพราะยังไม่มียาเฉพาะรักษาและวัคซีนป้องกัน 
  • เทียบเคียงไวรัสฮันตา กับโรคโควิด-19 กางข้อมูล 5 เหตุผลสำคัญที่อาจไม่ระบาดใหญ่ซ้ำรอยโควิด เมื่อผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก(WHO) ระบุว่า ไวรัสฮันตา แอนดีส ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของโรคระบาดใหญ่ และต่างจากโควิด-19
  • ต้องจับตา “ไวรัสกลายพันธุ์” หรือไม่  วิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมของไวรัสฮันตา สายพันธุ์แอนดีส ที่ระบาดบนเรือสำราญ เปรียบเทียบสายพันธุ์นี้ที่แพร่ระบาดเป็นประจำอยู่ในอาร์เจนตินา ชิลี และอุรุกวัย

ขณะที่การสอบสวนโรค “ไวรัสฮันตา” เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยรายแรกบนเรือสำราญ MV Hondius ของเนเธอร์แลนด์จะได้รับเชื้อและแหล่งที่มาของการระบาด รวมถึง การสอบสวนทางระบาดวิทยาอย่างละเอียด การแยกผู้ป่วยและการจัดการทางคลินิก การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางการแพทย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการติดตามและตรวจสอบผู้สัมผัสในระดับนานาชาติ ยังคงดำเนินการอยู่

และแม้ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่าผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาบนเรือสำราญลำนั้น ทั้งหมดเป็นสายพันธุ์แอนดีส (Andes) ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวที่มีรายงานในตอนนี้ว่า “ติดจากคนสู่คน” และเจอในแถบอเมริกาใต้

อย่างไรก็ตาม การระบาดของ “คลัสเตอร์เรือสำราญ” กำลังสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลก “จะกลายเป็นการระบาดใหญ่ซ้ำรอยโรคโควิด-19”  

ทว่า มีอย่างน้อย 5 เรื่องจากข้อมูลที่รู้เกี่ยวกับไวรัสนี้และข้อมูลคลัสเตอร์เรือสำราญ ณ วันที่ 8 พ.ค.2569 อาจจะทำให้ “ไวรัสฮันตา” ไม่ระบาดเฉกเช่นโควิด ซึ่งการรู้ข้อมูลของ “ไวรัส”ตัวนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันและรับมือโรค

ช่องการติดเชื้อ-ระยะฟักตัว

เมื่อ 8 พ.ค.2569 กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า  ฮันตาไวรัส (Hantavirus) เป็น “โรคที่มาจากหนู” เป็นเชื้อไวรัสที่อาศัยอยู่ในตัวหนูตามธรรมชาติ แล้วเชื้อจะปะปนออกมากับ ฉี่ อึ และน้ำลายของหนู (ตัวหนูเองจะไม่ป่วย แต่เป็นตัวนำพาโรค)

เป็นไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรครุนแรงและเสียชีวิตได้ พบได้ทั่วโลก โดยมีสัตว์รังโรค คือ สัตว์ฟันแทะ เช่น หนู เป็นพาหะนำโรค โดยช่องทางการติดต่อมาสู่คน 

  • จากสัตว์ฟันแทะสู่คน (ช่องทางหลัก)  คนสามารถรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้จากการสูดละอองของปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำาลายของสัตว์ฟันแทะ/หนูที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
  • จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติด เชื้อแล้วมาสัมผัสบาดแผลบนผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกาย เช่น ตา จมูก ปาก
  • อาจติดเชื้อได้จาก การถูกหนูกัดแต่พบได้น้อย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสหนู เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ปิดที่ระบาย อากาศไม่ดี การทำเกษตร ทำฟาร์ม การทำงานป่าไม้ การอาศัยในแหล่งที่มีหนูชุกชุม เป็นต้น
  • จากคนสู่คน การแพร่เชื้อไวรัสฮันตาจากคนสู่คนพบได้น้อย และมีรายงานเฉพาะในเชื้อชนิด Andes virus เท่านั้น โดยมีรายงานในทวีปอเมริกา การแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนมีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดเป็น เวลานาน โดยเฉพาะในสมาชิกครอบครัวหรือคู่ครอง และมักเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นของการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก

โรคนี้แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีอัตราป่วยตายสูง แตกต่างกันตาม พื้นที่ซึ่งบางพื้นที่อัตราป่วยตายอาจสูงถึง 30–50 % ระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไป 1–8 สัปดาห์ หลังสัมผัสเชื้อไวรัส

อาการแสดง-การรักษาโรค

ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไข้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาการทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไอ หายใจล าบาก ความดันโลหิตต ่า ไต วาย หรือมีเลือดออกร่วมด้วย โดยแบ่งอาการได้เป็น 2 กลุ่ม 

1.Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS): ไตวาย/เลือดออก พบในยุโรปและ เอเชีย ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาจมีความดันต่ำ เลือดออก และไตวายเฉียบพลัน อัตราป่วยตายแตกต่างกันตามสายพันธุ์ของไวรัส ประมาณ 1 – 15 %

2.Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS/HCPS): โรคปอดรุนแรง พบในทวีปอเมริกา ผู้ป่วยอาการเริ่มต้น คือ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาประมาณ 4–10 วัน มีอาการไอ หายใจล าบาก แน่นหน้าอก อัตราป่วยตายสูง 20-40 %

การรักษาโรค ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ เน้นการรักษาตามอาการ การเข้ารับการรักษาเร็วช่วยลดอัตราการ เสียชีวิตได้

วิธีป้องกันและควบคุมโรค

1.ลดโอกาสการสัมผัสระหว่างคนและสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก

2.รักษาความสะอาดของบ้านและสถานที่ทำงาน ปิดช่องหรือรอยเปิดที่อาจทำให้สัตว์ฟันแทะเข้าสู่ อาคารได้

3. เก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิดและปลอดภัยจากสัตว์ฟันแทะ

4. ใช้วิธีทำความสะอาดอย่างปลอดภัยในพื้นที่ที่ปนเปื้อนจากสัตว์ฟันแทะ โดยหลีกเลี่ยงการกวาดแห้ง หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดมูลสัตว์ฟันแทะ ทำให้บริเวณที่ปนเปื้อนชื้นก่อนทำความสะอาด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ

5.ใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือยาง แล้วใช้ “น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ น้ำผสมน้ำยาซักผ้าขาว (ไฮเตอร์)” ฉีดพรมให้เปียกชุ่มก่อน ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้าชุบน้ำเช็ดเก็บทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งเข้าจมูก

6. เสริมสร้างสุขอนามัย ด้วยการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ

7.ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหรือเมื่อพบผู้ป่วยสงสัย ควรมีการตรวจและแยกผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว พร้อมติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด และดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามมาตรฐาน เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของโรค

สถานการณ์ในไทย

  • สถานการณ์ในไทย “ยังไม่มีการระบาดในประเทศ” และที่ผ่านมาไม่เคยพบผู้ติดเชื้อแบบรุนแรงใน ประชาชนจึงยังไม่ต้องตื่นตระหนก เพียงแต่ต้องเฝ้าระวังผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง
  • การพบไวรัสฮันตาในไทยที่ผ่านมา เป็นคนละสายพันธุ์กับที่เกิดการระบาดบนเรือสำราญ
  • การเฝ้าระวัง คัดกรอง  ผู้ที่เดินทางมาจาก 13 ประเทศแถบอเมริการใต้ ในช่วง 6 สัปดาห์ก่อนเข้าไทย ณ ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศตั้งแต่ 9 -11 พ.ค.2569 “ยังไม่พบผู้ป่วยต้องสงสัย”

5 เรื่องแตกต่างจาก ‘โรคโควิด-19’

1. ไวรัสฮันตา ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่

โควิด-19 ก่อนที่จะระบาดใหญ่นั้น เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ทั่วโลกไม่เคยรู้จักมาก่อน ทำให้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ ทั้งการติดต่อ การก่อโรค อาการ วิธีการรักษา วัคซีน  ทำให้รับมือกับสถานการณ์ยาก

ส่วนไวรัสฮันตา ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี  2521 หรือ 48 ปีที่แล้ว ในประเทศเกาหลีใต้ และต้อมามีรายงานในหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ยุโรปตะวันออก และหรัฐอเมริกา โดยสหรัฐเริ่มมีระบบเฝ้าระวังตั้งแต่ปี 2536  ทำให้มีข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสนี้ แม้ไม่มียาเฉพาะ ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่การดูแลรักษาแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่นๆ และการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีห้องไอซียูครบครันโดยทันที สามารถช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้

2.โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน แต่ไวรัสฮันตายังจัดเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

3.ช่องทางการติดต่อ

โควิด-19 ติดง่ายกว่า โดยสามารถติดได้จากการหายใจเอาละอองฝอยของผู้ติดเชื้อ

ไวรัสฮันตา ช่องทางหลักยังเป็นจากสัตว์ฟันแทะ จากการ “การสูดดมฝุ่นอึหรือฉี่หนูแห้ง” หรือจากการสัมผัส เอามือไปจับสิ่งของที่เปื้อนฉี่หรืออึหนู แล้วลืมล้างมือ หยิบจับอาหารเข้าปาก หรือมาขยี้ตา แคะจมูก

มีเพียงสายพันธุ์เดียวที่พบหลักฐานยืนยันว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ คือ สายพันธุ์แอนดีส (Andes virus) ซึ่งสายพันธฺที่พบบนเรือสำราญ และพบในแถบประเทศอาร์เจนตินาและชิลี (อเมริกาใต้) เท่านั้น  แต่ก็แพร่เชื้อจากคนสู่คนในวงจำกัด มักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดและภายในครัวเรือน ซึ่งโดยทั่วไปต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน
ส่วนสายพันธุ์ที่พบในเอเชียหรืออเมริกาเหนือ รวมถึงไทย ยังไม่มีรายงานการติดต่อคนสู่คน

4.ความสามารถในการแพร่เชื้อ
โควิด-19 ผู้ที่ติดเชื้อแต่ยังไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้ ทำให้ไวรัสกระจายไปโดยไม่รู้ตัว

ไวรัสฮันตา การแพร่เชื้อพบมากที่สุดในช่วงเริ่มต้นของอาการป่วย แต่เมื่อเริ่มมีอาการจะรุนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน (HPS) ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที ลดโอกาสที่จะออกไปแพร่เชื้อในที่สาธารณะ
5.อัตราป่วยตาย ไวรัสฮันตาระบาดไม่ง่ายเท่าโควิด-19 แต่อันตรายกว่ามากในแง่ของความรุนแรงของโรค

โควิด-19 อัตราการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 1-3% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการฉีดวัคซีน แปลว่าคนที่ติดเชื้อจำนวนมาก อาการไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นต้องนอนรักษาตัวในรพ. โอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะปะปนในสังคมและแพร่เชื้อต่อเกิดขึ้นได้ง่าย

ส่วนไวรัสฮันตา  ตัวที่ก่อให้เกิดกลุ่มอาการทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดบยเรือสำราญและติดคนสู่คน มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 35-40% ส่วนตัวที่โจมตีพุ่งเป้าไปที่ไต  อัตราป่วยตาย 1-15 %
ทางระบาดวิทยานั้น  มักมีการกล่าวว่าโรคที่มีมีอัตราป่วยตายสูง จะมีโอกาสแพร่เชื้อต่อได้น้อยกว่าโรคที่อัตราป่วยตายต่ำ เพราะเมื่อคนป่วยมีอาการจะเข้ารับรักษาในรพ. หรือเสียชีวิต ไม่ได้ปะปนในสังคม

สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

1.จำนวนผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์เรือสำราญ มีเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากมีการเฝ้าระวัง และดำเนินมาตรการในการป้องกันควบคุมโรค และผู้โดยสารเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาแล้ว ซึ่งต้องระวังอย่างน้อย 6 สัปดาห์ตามระยะฟักตัวโรค
2.การกลายพันธุ์ของไวรัสฮันตา สายพันธุ์ แอนดีส  ต้องดูการวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมของไวรัสสายพันธุ์แอนดีส ที่ระบาดบนเรือสำราญ เพื่อเปรียบเทียบสายพันธุ์นี้ที่แพร่ระบาดเป็นประจำอยู่ในอาร์เจนตินา ชิลี และอุรุกวัย ว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังดำเนินการ  
หากไม่เปลี่ยนแปลง มาตรการหลักก็อาจมุ่งเน้นที่คลัสเตอร์เรือสำราญนี้  แต่ถ้าเปลี่ยนแปลง ก็ต้องดูว่าการติดต่อคนสู่คนง่ายขึ้นหรือไม่ ช่วงที่ยังไม่มีอาการป่วยสามารถแพร่เชื้อต่อได้หรือไม่  การก่อโรครุนแรงขึ้นหรือไม่  มาตรการรับมือต่างๆก็อาจเปลี่ยนไป  

ไวรัสฮันตา ‘แอนดีส’ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นโรคระบาดใหญ่

ณ 8 พ.ค.2569 เทดรอส อัดฮานอม เกรเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ( WHO) ระบุว่า ความเสี่ยงติดเชื้อของสาธารณะในภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เนื่องจากระยะฟักตัวของไวรัสอาจนานถึง 6 สัปดาห์ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

“ไวรัสฮันตาสายพันธุ์ Andes นี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของโรคระบาดใหญ่ และต่างจากโควิด-19 เพราะไม่ได้ติดต่อทางอากาศ แต่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดอย่างแนบแน่น” ดร. มาเรีย ฟาน เคอร์โคฟ ผู้อำนวยการด้านการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตัวเลขภาษาอังกฤษ พื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารเป๊ะทุกสถานการณ์

ลองจินตนาการดูนะครับว่าถ้าเราต้องไปสั่งกาแฟในต่างประเทศ หรือต้องเข้าประชุมเพื่อสรุปยอดขายรายไตรมาส แต่เรากลับไม่มั่นใจว่าจะพูดจำนวนเงินหรือปริมาณสินค้าออกมาเป็นภาษาอังกฤษอย่างไรดี เรื่องของ ตัวเลขภาษาอังกฤษ จึงไม่ใช่แค่การนับหนึ่งถึงสิบแบบที่เราเคยเรียนตอนอนุบาลครับ แต่มันคือทักษะการใช้ชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน

การสื่อสารเรื่องจำนวนและลำดับที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คุณคิด เช่น การนัดหมายผิดเวลา การจองที่นั่งผิดลำดับ หรือแม้แต่การโอนเงินผิดจำนวน วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการใช้เลขในภาษาอังกฤษให้เหมือนเจ้าของภาษา เพื่อให้คุณสามารถสื่อสารเรื่องปริมาณและลำดับได้อย่างแม่นยำและเป็นมืออาชีพที่สุดครับ

ความสำคัญของการนับเลขในโลกของการสื่อสารระดับสากล

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ? เพราะตัวเลขคือภาษาสากลที่ใช้ขับเคลื่อนทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นการบอกราคาสินค้า การระบุวันเวลาในปฏิทิน หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติในระดับโครงสร้างธุรกิจ หากคุณสามารถสื่อสารเรื่องจำนวนได้คล่องแคล่ว มันจะช่วยลดความประหม่าและเพิ่มความลื่นไหลในบทสนทนาได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ การรู้เทคนิคการอ่านเลขที่ซับซ้อนยังช่วยสะท้อนถึงระดับการศึกษาและความละเอียดรอบคอบของคุณด้วยครับ ในปี 2026 ที่การติดต่อสื่อสารทำได้เพียงปลายนิ้ว การสะกดคำและการออกเสียงตัวเลขที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลจะช่วยให้คุณดูโดดเด่นและน่าเชื่อถือในสายตาเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติอย่างแน่นอนครับ

รู้จักเลขจำนวนนับหรือ Cardinal Numbers สำหรับการบอกปริมาณ

เลขจำนวนนับคือตัวเลขที่เราใช้บอกจำนวนสิ่งของหรือปริมาณทั่วไปครับ เช่น มีแมว 3 ตัว มีเงิน 100 บาท หรือมีพนักงาน 50 คน สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่สุดที่เราต้องแม่นยำทั้งการสะกดคำและการออกเสียง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างจำนวนที่ฟังดูคล้ายกันครับ

พื้นฐานเลข 1-10 ที่เป็นรากฐานของทุกจำนวน

เลขหนึ่งถึงสิบคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดครับ แม้จะดูง่ายแต่การออกเสียงท้ายคำ (ending sounds) เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เช่น เสียง t ในคำว่า eight หรือเสียง x ในคำว่า six หากออกเสียงไม่ชัดเจนอาจทำให้คู่สนทนาฟังเป็นเลขอื่นได้ การฝึกฝนพื้นฐานนี้ให้แน่นจะช่วยให้การนับเลขในหลักที่สูงขึ้นทำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วยครับ

การนับเลข 11-20 และจุดที่คนมักสับสนบ่อยที่สุด

เลขกลุ่มวัยรุ่นหรือที่เรียกว่า teens เป็นจุดที่คนไทยมักจะสับสนกับเลขหลักสิบครับ เช่น คำว่า thirteen (สิบสาม) กับ thirty (สามสิบ) จุดสำคัญคือการลงน้ำหนักพยางค์ (stress) ครับ เลขกลุ่มนี้ต้องเน้นหนักที่พยางค์หลังเสมอเพื่อให้สื่อความหมายได้ชัดเจนว่าเรากำลังพูดถึงเลขสิบกว่าๆ ไม่ใช่หลักสิบถ้วนครับ

เทคนิคการจำเลขหลักสิบ 20-90 ที่ลงท้ายด้วย ty

สำหรับเลขหลักสิบอย่าง twenty, forty, fifty หรือ ninety เทคนิคการออกเสียงคือการเน้นหนักที่พยางค์แรกและออกเสียง ty แบบสั้นและเบาครับ การแยกแยะความแตกต่างระหว่าง teen และ ty ให้ได้จะช่วยให้การบอกปริมาณในบทสนทนาจริงทำได้อย่างราบรื่นและไม่ต้องพูดซ้ำหลายรอบครับ

เลขลำดับที่หรือ Ordinal Numbers บอกตำแหน่งให้ชัดเจนไม่มีพลาด

นอกจากการบอกปริมาณแล้ว การบอก “ลำดับ” ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันครับ เลขลำดับที่ถูกนำมาใช้ในหลายบริบท เช่น การบอกวันที่ การบอกลำดับที่ของชั้นในอาคาร หรือการบอกตำแหน่งในการแข่งขัน ซึ่งมีการเติมส่วนท้ายที่แตกต่างจากเลขจำนวนนับทั่วไปครับ

การใช้ st nd rd th ในเลขลำดับที่ 1-10

นี่คือจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษครับ เพราะลำดับที่หนึ่ง สอง และสาม จะมีรูปคำที่เปลี่ยนไปเลยคือ first, second, third และใช้ตัวย่อเป็น 1st, 2nd, 3rd ตามลำดับ ส่วนลำดับที่เหลือจะลงท้ายด้วย th เช่น fourth, fifth ซึ่งต้องฝึกการออกเสียงลมผ่านฟันเพื่อให้ได้สำเนียงที่เป็นธรรมชาติครับ

กฎการเปลี่ยนเลขจำนวนนับเป็นลำดับที่สำหรับตัวเลขขนาดใหญ่

เมื่อตัวเลขเริ่มเยอะขึ้น เช่น ลำดับที่ยี่สิบเอ็ด เราจะเปลี่ยนเฉพาะตัวสุดท้ายให้เป็นเลขลำดับที่ครับ เช่น twenty-first (21st) ไม่ใช่ twentieth-first กฎนี้ใช้ครอบคลุมไปจนถึงเลขหลักร้อยหลักพัน ช่วยให้คุณสามารถระบุตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างถูกต้องแม่นยำครับ

วิธีการอ่านตัวเลขหลักร้อยหลักพันแบบเจ้าของภาษา

การอ่านเลขหลักร้อย (hundred) และหลักพัน (thousand) ในภาษาอังกฤษมักจะมีการใช้คำว่า and เข้ามาเชื่อมระหว่างหลักร้อยและหลักสิบในบางสำเนียงครับ เช่น 150 อ่านว่า one hundred and fifty นอกจากนี้การใช้เครื่องหมาย comma ในการคั่นหลักพันยังช่วยให้เราอ่านจำนวนที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้นมากครับ

การอ่านเลขหลักหมื่นหลักแสนและหลักล้านในเชิงธุรกิจ

ในเชิงธุรกิจ การอ่านตัวเลขปริมาณมหาศาลต้องอาศัยสมาธิครับ ภาษาอังกฤษจะนับเลขหลักหมื่นเป็น “สิบพัน” (ten thousand) และหลักแสนเป็น “ร้อยพัน” (one hundred thousand) การฝึกคิดตัวเลขในรูปแบบนี้จะช่วยให้คุณสามารถรายงานตัวเลขทางการเงินหรือยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็วและเป็นมืออาชีพครับ

เทคนิคการอ่านปีพุทธศักราชและคริสต์ศักราชให้ดูเป็นมืออาชีพ

การบอกปีเป็นอีกหนึ่งบริบทที่ใช้บ่อยครับ โดยทั่วไปเรามักจะแบ่งอ่านทีละสองหลัก เช่น ปี 1995 อ่านว่า nineteen ninety-five แต่สำหรับปีที่ขึ้นต้นด้วยเลขสองพัน เช่น 2026 เราสามารถอ่านว่า twenty twenty-six หรือ two thousand and twenty-six ก็ได้ครับ การรู้เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้การนัดหมายกำหนดการต่าง ๆ ดูมีความเป็นสากลมากขึ้นครับ

การสื่อสารเรื่องตัวเลขทศนิยมและเศษส่วนที่ต้องระวัง

ในงานวิจัยหรืองานด้านบัญชี ทศนิยม (decimals) และเศษส่วน (fractions) คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ การอ่านทศนิยมเราจะใช้คำว่า point แล้วตามด้วยตัวเลขทีละตัว เช่น 3.14 อ่านว่า three point one four ส่วนเศษส่วนจะใช้เลขจำนวนนับผสมกับเลขลำดับที่ เช่น two-thirds ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่บ่งบอกถึงความรอบรู้ในภาษาของคุณครับ

มารยาทการเขียนตัวเลขในอีเมลและรายงานที่เป็นทางการ

กฎทั่วไปในการเขียนคือ ตัวเลข 1-9 เรามักจะเขียนเป็นตัวอักษร (one, two, three) แต่ตัวเลขตั้งแต่ 10 ขึ้นไปเรามักจะใช้ตัวเลข (10, 11, 12) ครับ อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขนั้นอยู่ต้นประโยค มารยาทสากลคือต้องเขียนเป็นตัวอักษรเสมอเพื่อให้งานเขียนของคุณดูสะอาดตาและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ครับ

วิธีฝึกฝนการฟังตัวเลขเพื่อให้โต้ตอบได้ทันท่วงที

ทักษะที่ยากที่สุดคือการฟังตัวเลขในบทสนทนาที่รวดเร็วครับ วิธีฝึกที่ดีที่สุดคือการลองฟังข่าวเศรษฐกิจหรือดูช่องยูทูบที่สอนเรื่องการเงิน แล้วจดตัวเลขที่ได้ยินทันที การฝึกประสาทสัมผัสระหว่างการฟังและการแปลผลจะช่วยให้คุณสามารถโต้ตอบเรื่องปริมาณได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลในใจครับ

ตารางสรุปรูปแบบตัวเลขภาษาอังกฤษและการใช้งาน

เพื่อให้คุณเห็นความแตกต่างและนำไปใช้ได้ถูกต้อง ลองดูตารางเปรียบเทียบประเภทของตัวเลขด้านล่างนี้ครับ

จำนวน/ลำดับเลขจำนวนนับ (Cardinal)เลขลำดับที่ (Ordinal)การนำไปใช้งานจริง
1onefirst (1st)บอกปริมาณของ / บอกวันที่วันที่ 1
2twosecond (2nd)บอกจำนวนคน / บอกลำดับที่ 2
3threethird (3rd)บอกความยาว 3 เมตร / บอกชั้นที่ 3
12twelvetwelfth (12th)บอกจำนวน 1 โหล / บอกศตวรรษที่ 12
20twentytwentieth (20th)บอกราคา 20 บาท / บอกลำดับที่ 20
100one hundredone hundredth (100th)บอกคะแนนเต็ม / บอกโอกาสครบรอบ 100 ปี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตัวเลขภาษาอังกฤษ

เลข 0 ในภาษาอังกฤษอ่านว่าอย่างไรได้บ้าง?
สามารถอ่านว่า zero ในเชิงคณิตศาสตร์ หรืออ่านว่า oh เหมือนตัวอักษร O ในการบอกเบอร์โทรศัพท์และหมายเลขห้องครับ นอกจากนี้ยังมีคำว่า nil ที่ใช้ในการรายงานผลการแข่งขันกีฬาบางประเภทด้วย

การอ่านเบอร์โทรศัพท์ควรบอกทีละตัวหรือบอกเป็นคู่?
มาตรฐานสากลคือนิยมบอกทีละตัวครับ เพื่อความแม่นยำและป้องกันความสับสน แต่ในบางกรณีหากตัวเลขซ้ำกันสองตัวอาจใช้คำว่า double นำหน้าได้ครับ

เลข 1,000,000,000 อ่านว่าอย่างไร?
อ่านว่า one billion (หนึ่งพันล้าน) ครับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่พบบ่อยในการรายงานข่าวเศรษฐกิจหรือจำนวนประชากรโลกครับ

การใช้ hyphen ในการเขียนตัวเลขต้องทำเมื่อไหร่?
เราจะใช้ hyphen เมื่อเขียนตัวเลขที่เป็นคำประสมตั้งแต่ 21 ไปจนถึง 99 ครับ เช่น twenty-one, thirty-five เพื่อเชื่อมคำให้เป็นหนึ่งเดียวกันตามหลักการสะกดคำครับ

คำว่า score ในภาษาอังกฤษแปลว่า 20 จริงไหม?
ใช่ครับ เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นทางการหรือโบราณนิดหน่อย มักเจอในบทประพันธ์หรือสุนทรพจน์ที่โด่งดังในอดีต แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ในการสนทนาทั่วไปครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


Saab ชี้ระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ ต้องรับมือโดรนด้วยเทคโนโลยสุดล้ำ

ปฏิเสธไม่ได้แล้วสำหรับเรื่อง ภัยคุกคามทางอากาศในยุคใหม่ไม่ได้มีแค่เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธอีกต่อไป เพราะ โดรน หรือ Uncrewed Aerial Systems: UAS กลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายขึ้น ต้นทุนต่ำลง แต่มีขีดความสามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติทางทหารและความมั่นคงพลเรือน

ล่าสุด Saab บริษัทด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและความมั่นคงจากสวีเดน ได้เผยแนวคิดเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยทางอากาศสำหรับประเทศไทย โดยระบุว่า การรับมือภัยคุกคามยุคโดรนจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบ หลายชั้น ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงการทำงานของระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่ใช่พึ่งพาอาวุธหรือระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว รายละเอียดเป็นอย่างไร Sanook Hitech ได้พูดคุยกับผู้บริหารได้มีเรื่องที่น่าสนใจดังนี้

โดรนเปลี่ยนสมการความมั่นคงทางอากาศ

Saab ระบุว่า โดรนในปัจจุบันสามารถปฏิบัติการได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งบินสูง บินต่ำ เคลื่อนที่เร็วหรือช้า และบางประเภทมีสัญญาณที่ตรวจจับได้ยาก อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติการแบบเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม รวมถึงอาจถูกปล่อยจากพื้นที่ใกล้เป้าหมายโดยตรง

ความหลากหลายนี้ทำให้การรับมือโดรนไม่สามารถใช้วิธีเดียวแก้ได้ทุกสถานการณ์ เพราะแต่ละกรณีต้องการกระบวนการที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การตรวจจับ การระบุตัวตน การประเมินภัยคุกคาม ไปจนถึงการรบกวนหรือทำลายเป้าหมาย 

แนวคิด “Drone Equation” ต้องเลือกวิธีรับมือให้เหมาะกับภัยคุกคาม

ประเด็นที่ Saab หยิบขึ้นมาคือสิ่งที่เรียกว่า “สมการของโดรน” หรือ Drone Equation ซึ่งหมายถึงการเลือกใช้ระบบตอบสนองให้เหมาะสมกับระดับภัยคุกคาม ไม่ใช่ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงราคาแพงกับโดรนต้นทุนต่ำทุกกรณี

แนวทางนี้มีความสำคัญทั้งในแง่ประสิทธิภาพการปฏิบัติการ ต้นทุนด้านลอจิสติกส์ และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรด้านความมั่นคง เพราะบางสถานการณ์อาจเหมาะกับการใช้สงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรบกวนสัญญาณ ขณะที่บางกรณีอาจต้องใช้การตอบสนองแบบกายภาพที่แม่นยำกว่า

ระบบป้องกันแบบหลายชั้นคือหัวใจสำคัญ

Saab มองว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ควรมีโครงสร้างแบบหลายชั้น ตั้งแต่เซนเซอร์ตรวจจับระยะไกล เรดาร์ ระบบตรวจจับด้วยแสง ระบบบัญชาการและควบคุม ไปจนถึงระบบตอบสนองต่อภัยคุกคาม

ในระบบลักษณะนี้ เซนเซอร์หลายประเภทจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพสถานการณ์ที่ครบถ้วน ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ Command and Control เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติการเลือกวิธีรับมือที่เหมาะสมกับสถานการณ์จริงได้มากขึ้น 

สงครามอิเล็กทรอนิกส์และ AI จะมีบทบาทมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจในมุมเทคโนโลยีคือ Saab ให้ความสำคัญกับการบูรณาการระบบเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ากับระบบตรวจการณ์และระบบบัญชาการ โดยเฉพาะในกลุ่มโซลูชัน C5ISR ที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อช่วยตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

ในเอกสารข้อมูลของ Saab ระบุว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านเซนเซอร์มากกว่า 70 ปี และมีประสบการณ์ด้านระบบเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ หรือ AEW&C มากกว่า 30 ปี โดยมีผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น เรดาร์ตระกูล Giraffe และระบบ GlobalEye AEW&C 

Saab กับบทบาทในประเทศไทย

Saab ระบุว่า บริษัทมีความร่วมมือกับประเทศไทยมายาวนานกว่า 40 ปี โดยสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศและระบบเฝ้าระวังแบบบูรณาการให้กับกองทัพไทย

ในประเทศไทย Saab มีบทบาทตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 ผ่านการจัดหาอุปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศ เช่น Carl-Gustaf, เรดาร์ Giraffe และระบบขีปนาวุธ RBS70 ก่อนจะมีการจัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ในปี 2543 เพื่อรองรับแผนยกระดับระบบป้องกันภัยทางอากาศของไทย

Gripen, Erieye และระบบดาต้าลิงก์ของไทย

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือโครงการ Peace Suvarnabhumi ที่กองทัพอากาศไทยจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen, ระบบตรวจการณ์ทางอากาศ Saab 340 Erieye AEW และระบบบัญชาการและควบคุมแบบบูรณาการ

ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องบิน Gripen C/D จำนวน 12 เครื่อง พร้อมระบบ Saab 340 Erieye AEW และระบบบัญชาการและควบคุมที่เชื่อมโยงผ่านดาต้าลิงก์ความเร็วสูงที่มีความปลอดภัย ช่วยให้เกิดการรับรู้สถานการณ์ครอบคลุมทั้งมิติทางอากาศ ภาคพื้นดิน และทางทะเล

เทคโนโลยีของ Saab ไม่ได้มีแค่เครื่องบินรบ

แม้คนจำนวนมากอาจรู้จัก Saab จากเครื่องบินรบ Gripen แต่พอร์ตโฟลิโอของบริษัทกว้างกว่านั้นมาก โดยครอบคลุมอากาศยาน ระบบอาวุธ ระบบบัญชาการและควบคุม เซนเซอร์ ระบบใต้น้ำ และโซลูชันดิจิทัลด้านความมั่นคง

Saab ระบุว่าในปี 2568 บริษัทมียอดขาย 79,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือประมาณ 2.75 แสนล้านบาท มีพนักงานประมาณ 28,000 คน ดำเนินธุรกิจใน 30 ประเทศ และให้บริการครอบคลุม 100 ประเทศทั่วโลก พร้อมลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา 12,600 ล้านโครนาสวีเดน หรือประมาณ 43,000 ล้านบาท 

จากที่เห็นตเองบอกว่า ประเด็นของ Saab ไม่ได้เป็นแค่ข่าวด้านยุทโธปกรณ์ แต่สะท้อนทิศทางเทคโนโลยีความมั่นคงยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนจากระบบเดี่ยวราคาแพง ไปสู่ระบบที่เชื่อมโยงหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งเรดาร์ เซนเซอร์ AI ระบบบัญชาการ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และโซลูชันต่อต้านโดรน

ในโลกที่โดรนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในสนามรบและพื้นที่พลเรือน ระบบป้องกันภัยทางอากาศจึงต้องไม่ใช่แค่ “ยิงได้ไกล” หรือ “แรงกว่าเดิม” แต่ต้องรู้ว่าอะไรคือภัยคุกคาม ควรตอบสนองอย่างไร และใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด

สรุปปิดท้าย

จากภาพรวมที่ผ่านมานั้น Saab ชี้ว่า การป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ต้องรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะโดรนที่มีต้นทุนต่ำ เข้าถึงง่าย และปรับใช้ได้หลากหลาย การพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

แนวทางที่ Saab เสนอคือระบบป้องกันแบบหลายชั้น เชื่อมโยงเซนเซอร์ เรดาร์ ระบบบัญชาการ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และระบบตอบสนองเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเลือกวิธีรับมือได้เหมาะสมกับระดับภัยคุกคาม

สำหรับประเทศไทย Saab มองว่าประเทศไทยมีรากฐานด้านระบบเฝ้าระวังและบัญชาการที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยโอกาสสำคัญในระยะต่อไปคือการต่อยอดระบบเหล่านี้ให้ยืดหยุ่น เชื่อมโยง และพร้อมรับภัยคุกคามทางอากาศรูปแบบใหม่มากขึ้น 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


6 ผลไม้ยอดฮิต ฤดูร้อนระวัง “กินไข่พยาธิ” เข้าไปเต็มๆ มักซ่อนปรสิตไว้มากที่สุด!!

ฤดูร้อนระวัง! เปิดโผ 6 ผลไม้ “เสี่ยงพยาธิสูงสุด” เตือนขั้วดำ-เนื้อช้ำอย่าฝืนกิน พร้อมวิธีล้างให้คลีน

หน้าร้อนคือช่วงเวลาที่ผลไม้พากันออกผลดกเต็มต้น ทั้งหวานฉ่ำและราคาถูก แต่ทราบไหมครับว่า อากาศที่ร้อนชื้นแบบนี้คือ “นาทีทอง” ของเหล่าปรสิต แมลงวันผลไม้ และไข่แมลงต่างๆ ที่มักจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ตามผลไม้ที่มีลักษณะพิเศษ หากล้างแค่ผ่านๆ น้ำเปล่า คุณอาจจะกำลังกลืน “รังโรค” ลงท้องไปโดยไม่รู้ตัว!

นี่คือ 6 ผลไม้ตัวจี๊ดที่เสี่ยงพบปรสิตมากที่สุด และคุณควรพิถีพิถันในการล้างเป็นพิเศษ

1. ลูกหม่อน 

ด้วยพื้นผิวที่ขรุขระ มีซอกเล็กซอกน้อยนับไม่ถ้วน ทำให้เป็นที่ซ่อนไข่แมลงชั้นดีที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แถมกลิ่นหอมเฉพาะตัวของลูกหม่อนตอนสุกยังดึงดูดแมลงวันผลไม้ให้มาวางไข่ทิ้งไว้ในร่องเล็กๆ เหล่านั้นด้วย

2. ลูกไหน 

ผลไม้ชนิดนี้ไม่มีเปลือกแข็งหุ้ม มีเพียงเนื้อที่เป็นเส้นใยเล็กๆ เรียงชิดกัน ซึ่งเป็นสวรรค์ของตัวอ่อนแมลงวันผลไม้ที่สามารถชอนไชเข้าไปได้ลึก หากเด็ดกินสดๆ จากต้นโดยไม่ล้างให้ดี โอกาส “กลืนปรสิต” มีสูงมาก

3. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีมักปลูกเรี่ยดิน ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นสูงและเต็มไปด้วยแบคทีเรียหรือพยาธิในดิน พื้นผิวที่มีรูพรุนเล็กๆ ทั่วทั้งลูกทำให้พวกไรและไข่แมลงยึดเกาะได้แน่นหนา การเห็นผลสีแดงสวยไม่ได้แปลว่าสะอาดเสมอไปครับ

4. เชอร์รี่

ในแวดวงคนทำสวนมีคำกล่าวว่า “เชอร์รี่ 10 ลูก อาจมีหนอนถึง 9 ลูก” เพราะแมลงวันผลไม้มักจะเจาะเปลือกบางๆ เข้าไปวางไข่ข้างในเนื้อ เมื่อตัวอ่อนฟักออกมาก็จะใช้ชีวิตอยู่กลางลูกเชอร์รี่ แม้กรดในกระเพาะเราจะกำจัดมันได้ แต่การกินหนอนเข้าไปก็คงไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขอนามัยนัก

5. ลิ้นจี่

“หนอนเจาะขั้ว” คือศัตรูตัวฉกาจของลิ้นจี่ พวกมันจะวางไข่ที่ขั้วผล พอฟักตัวก็จะชอนไชไปอยู่ใกล้ๆ เมล็ด วิธีเช็กง่ายๆ คือถ้าปอกออกมาแล้วเห็น “ผงสีน้ำตาลดำ” ที่ขั้ว หรือขั้วดูช้ำผิดปกติ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญอยู่ข้างใน

6. มะเดื่อ 

มะเดื่อมีโครงสร้างทางชีวภาพที่แปลก คือดอกจะอยู่ “ข้างใน” ลูก การจะผสมเกสรได้ต้องมีตัวต่อหรือแมลงขนาดเล็กมุดผ่านรูใต้ก้นลูกเข้าไป ซึ่งแมลงเหล่านั้นอาจเข้าไปติดตายหรือวางไข่ทิ้งไว้ในใจกลางผลที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก

เคล็ดลับล้างผลไม้ “ไล่ปรสิต” ให้สิ้นซาก

การล้างผ่านก๊อกน้ำอย่างเดียวไม่พอครับ หากอยากทานให้สบายใจ ลองทำตามสูตรนี้:

  1. ล้างน้ำเปล่ารอบแรก: เพื่อเอาฝุ่นและเศษดินออกก่อน
  2. แช่น้ำเกลือ: นำผลไม้ลงแช่ในน้ำเกลือเจือจางประมาณ 20 นาที ความเค็มจะทำให้ปรสิตและแมลงตัวเล็กๆ เกิดอาการระคายเคืองและคลานออกมาจากซอกหลืบ
  3. สูตรลับ “แป้งหมี่”: นำแป้งหมี่หรือแป้งอเนกประสงค์ผสมลงในน้ำสะอาดเล็กน้อย แป้งมีความหนืดและช่วยดูดซับคราบสกปรก ไข่แมลง หรือไรตัวเล็กๆ ที่ติดแน่นให้หลุดออกมาได้ดีขึ้น
  4. ล้างน้ำเปล่าปิดท้าย: ล้างผ่านน้ำสะอาดอีก 2 รอบจนมั่นใจ

ผลไม้หน้าร้อนให้วิตามินและช่วยให้ร่างกายสดชื่นก็จริง แต่ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การเสียเวลาเพิ่มอีกไม่กี่นาทีในการแช่น้ำเกลือหรือน้ำแป้งหมี่ คือการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อไม่ให้เราต้องมานั่งรักษาโรคพยาธิหรือท้องร่วงในภายหลัง จำไว้ว่าถ้าเห็นสิ่งผิดปกติข้างในผลไม้ อย่าเสียดาย ทิ้งได้ทิ้งเลย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 13/5/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,700.0071,900.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,635.0070,266.6072,700.00
ทองรูปพรรณ 90%4,171.5063,239.94n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,708.0056,213.28n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,085.7531,619.97n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,622.2524,593.31n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,803.1172,815.15n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 13/5/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9543.3543.3543.8543.3543.3543.3543.3543.3543.35
แก๊สโซฮอล์ 9142.9842.9843.4842.9842.9842.9842.9842.9842.98
แก๊สโซฮอล์ E2036.3536.3536.8536.3536.3536.3536.3536.35
แก๊สโซฮอล์ E8532.2932.2932.29
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม51.5455.0949.8451.54
เบนซิน 9552.9455.0653.4453.0952.94
ดีเซล40.7540.7540.7540.7540.7540.7540.7540.7540.75
ดีเซลพรีเมี่ยม61.2561.2549.8461.2561.25
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า