สาระน่ารู้ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

เปิดมุมมองแสนสิริ อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

  • แสนสิริชี้ว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเปลี่ยนสถานะจากจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสู่การเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก” (Global Safe Asset) ในสายตากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
  • ปัจจัยดึงดูดสำคัญคือ “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต” ที่มีคุณภาพ เช่น ระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ และคุณภาพชีวิตที่ดีในต้นทุนที่แข่งขันได้
  • ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และมีฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้นจากทั้งรัสเซีย ไต้หวัน และยุโรป ไม่ได้พึ่งพาเพียงตลาดจีน

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาค “ประเทศไทย” กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ที่มองหาทั้งความมั่นคงในการลงทุน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

ของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียง “Destination” หรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อน สู่การเป็น “Global Safe Asset” หรือสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการรักษามูลค่าทรัพย์สินระยะยาว

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิยามของ “ความมั่งคั่ง” ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนระดับโลกไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนทางการเงินเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นควบคู่กัน

ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และอิสระในการใช้ชีวิตในหลายประเทศ แนวคิด “Wealth + Wellness + Mobility” จึงกลายเป็นแกนสำคัญของการตัดสินใจลงทุนและเลือกที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ ซึ่งประเทศไทยกำลังตอบโจทย์ได้ครบถ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข ไลฟ์สไตล์ และความสามารถในการรองรับการใช้ชีวิตระยะยาว

“ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก หรือ Global Wealth Ecosystem ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว” นายภูมิภักดิ์กล่าว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกยกระดับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือสิ่งที่แสนสิริเรียกว่า “Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ ความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเมืองสำคัญทั่วโลก

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือ “เสน่ห์ของความเป็นไทย” ทั้งเรื่องความเป็นมิตร ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ซึ่งกลายเป็น Soft Power ที่ช่วยดึงดูดผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับหลายสำนักวิเคราะห์ระดับโลกที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “The World’s Last Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยสุดท้ายของโลก ท่ามกลางภาวะโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ที่สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2563-2564 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ซื้อชาวต่างชาติก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อจากจีนเป็นหลัก สู่ฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรัสเซีย ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แสนสิริ มองว่า ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทจะสามารถเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้จริง เพราะคำว่า Safe Asset ในมุมของนักลงทุนระดับ UHNWIs ไม่ได้หมายถึงเพียงทำเลหรือราคา แต่รวมถึงคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริหารจัดการ และระบบนิเวศหลังการขายที่แข็งแกร่ง เพื่อซื้อความมั่นใจว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า สินทรัพย์ดังกล่าวจะยังคงรักษามูลค่า ได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ และพร้อมใช้งานได้ทันที

ด้วยเหตุนี้ อสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์ของไทย โดยเฉพาะโครงการที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีประวัติการพัฒนาโครงการที่ชัดเจน และสามารถรักษามาตรฐานระดับสากลได้ จึงยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

นายภูมิภักดิ์กล่าวเสริมว่า บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการเพื่อขายอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก

นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท

เมกะโปรเจกต์เหล่านี้กำลังถูกจับตาในฐานะปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านเส้นทางการขนส่งและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

ทั้งนี้ แสนสิริยังประเมินว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ประเทศที่สามารถผสานความมั่นคง เข้ากับคุณภาพชีวิตได้อย่างสมดุล จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยกำลังสะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่องในมุมมองของนักลงทุนโลก

“แสนสิริกำลังวางบทบาทตัวเองให้เป็น Benchmark ของอุตสาหกรรม ทั้งด้านคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริการ และการดูแลสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายระยะสั้น” นายภูมิภักดิ์กล่าว

ทั้งหมดสะท้อนว่า การที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “Global Safe Asset” อาจเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงทั้งปัจจัยมหภาค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทย

หากทั้งภาครัฐและเอกชนยังสามารถรักษาความเชื่อมั่น พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพชีวิต การลงทุน และระบบนิเวศของเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหม่ของการอยู่อาศัยและการลงทุนระดับโลกในระยะยาวได้จริง ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในทุกมิติ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


‘ไมเนอร์ โฮเทลส์’ เปิดตัวแบรนด์ ‘อนันตรา’ ปักหมุดทะเลแคริบเบียนเป็นครั้งแรก

‘ไมเนอร์ โฮเทลส์’ ประกาศเปิดตัวแบรนด์ ‘อนันตรา’ ในแคริบเบียนเป็นครั้งแรก บนหมู่เกาะเติกส์และเคคอส พร้อมเปิดให้บริการในปี 2029 สะท้อนกลยุทธ์ขยายแบรนด์สู่จุดหมายปลายทางระดับลักชัวรีทั่วโลก

“ไมเนอร์ โฮเทลส์” (Minor Hotels) กลุ่มบริษัทเจ้าของ ผู้บริหาร และนักลงทุนด้านโรงแรมระดับนานาชาติ เปิดเผยแผนการนำแบรนด์โรงแรมหรู “อนันตรา” (Anantara) เข้าสู่ภูมิภาคแคริบเบียนเป็นครั้งแรก โดยโครงการ อนันตรา เติกส์ แอนด์ เคคอส รีสอร์ท แอนด์ เรสซิเดนเซส (Anantara Turks and Caicos Resort & Residences) มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2029 ซึ่งการพัฒนาครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การขยายแบรนด์สู่จุดหมายปลายทางระดับลักชัวรีชั้นนำทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้ตั้งอยู่ริมชายฝั่งแซนดี้ พอย์ท (Sandy Point) ของเกาะนอร์ท เคคอส (North Caicos) เป็นการพัฒนาแบบ low density ที่มีความหนาแน่นน้อย ประกอบด้วยเรสซิเดนซ์จำนวน 78 ยูนิต รวมถึงวิลล่าริมชายหาด ซึ่งทุกยูนิตเปิดให้ถือครองกรรมสิทธิ์แบบส่วนบุคคล ออกแบบเพื่อนำเสนอสุนทรียะแบบร่วมสมัยที่ ผสานความสงบงามของธรรมชาติบนเกาะกับการใช้ชีวิตแบบเชื่อมต่อพื้นที่ภายในและภายนอกอย่างกลมกลืน โดยมีบริษัทสถาปัตยกรรมและออกแบบระดับรางวัลจากไมอามี RAD และ Meyer Davis ซึ่งมีผลงานในโครงการโรงแรมและที่อยู่อาศัยหรูระดับไอคอนทั่วโลก เป็นผู้รับหน้าที่ออกแบบ

North Caicos ตั้งอยู่ไม่ไกลจากไมอามี โดยใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินไม่นาน และเป็นที่รู้จักในนาม “Garden Island” ด้วยลักษณะธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ความเป็นส่วนตัว วิถีชีวิตของผู้คน และชายหาดอันสวยงามไร้การรบกวน บรรยากาศอันเงียบสงบที่ขับเคลื่อนด้วยธรรมชาตินี้ ให้ความรู้สึกถึงพื้นที่อันกว้างขวาง ความเป็นส่วนตัว และความงามตามธรรมชาติที่หาได้ยากตลอดแนวชายฝั่งที่ทอดยาวของเกาะ โครงการดังกล่าวพัฒนาอาศัยข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึงที่สะดวก เสน่ห์ระดับโลกของชายหาด และตลาดลักชัวรีที่แข็งแกร่งของจุดหมายปลายทาง เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัยในทำเลรีสอร์ทระดับไฮเอนด์

หมู่เกาะเติกส์และเคคอสซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของแคริบเบียน ตั้งอยู่ห่างจากไมอามีไปทางตะวันออกเฉียงใต้เพียง 575 ไมล์ และมีเที่ยวบินตรงจากเมืองหลักในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาหลายแห่ง ทำให้เป็นตลาดสำคัญสำหรับนักเดินทางและเจ้าของบ้านระดับลักชัวรี โครงการนี้ยังจะมีท่าจอดเรือส่วนตัว ทำให้สามารถเชื่อมต่อไปยังเกาะเล็กๆ โดยรอบ รวมถึงหมู่เกาะอื่นๆ

อนันตราให้ความสำคัญต่อจังหวะชีวิตอันเนิบช้าของ North Caicos จึงสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ยึดโยงกับความเป็นส่วนตัว ความแท้จริง และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง พร้อมแนวคิดด้านสุขภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากภูมิทัศน์ของเกาะ พันธุ์ไม้ท้องถิ่น สมุนไพรทางยา และพืชดอกในสวนของรีสอร์ต ยังจะถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทรีตเมนต์ของ อนันตรา สปา (Anantara Spa) แบบครบวงจร ภายใต้ท้องฟ้าที่แทบไร้มลภาวะทางแสง หอดูดาวภายในโครงการจะเพิ่มมิติแห่งจักรวาลให้กับกิจกรรมสันทนาการ ผ่านโปรแกรมที่สอดคล้องกับวัฏจักรของดวงจันทร์ การจัดเรียงตัวของดาวเคราะห์ และฤดูกาลต่างๆ ควบคู่กับกิจกรรมผ่อนคลายในยามค่ำ กิจกรรมเพื่อการนอนที่มีคุณภาพ และกิจกรรมรับอรุณ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฟิตเนสและสตูดิโอโยคะ สนามเทนนิส พาเดล และพิกเคิลบอล ศูนย์กีฬาทางน้ำ และสระว่ายน้ำหลายจุดที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนในบรรยากาศรีสอร์ท

การเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติและสุขภาวะที่ดีแบบองค์รวมยังสะท้อนต่อเนื่องไปถึงประสบการณ์อาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของรีสอร์ทที่เน้นการใช้สมุนไพรและวัตถุดิบจากสวนและแปลงปลูกภายในโครงการ สถานที่รับประทานอาหารริมชายหาดแบบสบาย ๆ ห้องเก็บไวน์ และบาร์บนดาดฟ้าชมพระอาทิตย์ตก ล้วนช่วยเติมเต็มประสบการณ์โดยรวมของรีสอร์ท ซึ่งการออกแบบทั้งหมดถ่ายทอดภาพของสถานที่พักผ่อนบนเกาะที่และเชื่อมโยงกับบริบททางธรรมชาติโดยรอบอย่างลึกซึ้ง

ดิลิป ราชากาเรีย (Dillip Rajakarier) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทแม่ของ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวว่า “การนำแบรนด์อนันตราเข้าสู่แคริบเบียนนับเป็นหมุดหมายสำคัญของกลุ่มเรา หมู่เกาะเติกส์และเคคอสเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของโลก และเกาะ North Caicos เป็นทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์และความยั่งยืนของเรา โครงการนี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของเราในทวีปอเมริกา และยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายสู่จุดหมายปลายทางที่ส่งเสริมการเดินทางอย่างมีความหมาย พร้อมกับการขยายฐานโรงแรมหรูในอเมริกาเหนือให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตในภูมิภาคของเรา”

คาโรลีน โดมางจ์ (Caroline Domange) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Octans และผู้ร่วมก่อตั้ง Cheval Blanc ภายใต้ LVMH ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมเจ้าของโครงการ กล่าวว่า “มีเพียงจุดหมายปลายทางไม่กี่แห่งที่สามารถมอบทั้งการเข้าถึงที่สะดวกสบาย ควบคู่กับความสงบ ชายหาด น้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์ และความงดงามทางธรรมชาติอันโดดเด่น ซึ่งทำให้เกาะ Providenciales เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ชายฝั่งซึ่งได้รับการอนุรักษ์ของ North Caicos และผู้คนบนเกาะยิ่งเติมเต็มความรู้สึกของความสงบและความสุขให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ด้วยความร่วมมือกับอนันตราและทีมงานที่มีประสบการณ์ซึ่งพิสูจน์จากความสำเร็จในโครงการสำคัญอื่น ๆ เรากำลังสร้างโอกาสการลงทุนที่เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับวิถีชีวิตที่เปี่ยมคุณค่าในแบบที่เราทุกคนใฝ่หา”

ด้าน ร็อบ เอเยอร์ (Rob Ayer) นักพัฒนาโครงการท้องถิ่นและหนึ่งในทีมเจ้าของโครงการ กล่าวเสริมว่า “ตั้งแต่เริ่มต้น วิสัยทัศน์ของเราคือการต่อยอดจากทุกสิ่งที่ทำให้หมู่เกาะเติกส์และเคคอสมีเสน่ห์อย่างไม่เสื่อมคลาย พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่เป็นแก่นแท้ของจุดหมายปลายทางแห่งนี้”

ขณะที่ ฯพณฯ ชาร์ลส์ วอชิงตัน มิซซิก (Charles Washington Misick) นายกรัฐมนตรีแห่งหมู่เกาะเติกส์และเคคอส แสดงความคิดเห็นว่า “อนันตราเป็นแบรนด์โรงแรมที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ซึ่งความใส่ใจในรายละเอียดรวมถึงการเน้นประสบการณ์แบบองค์รวมถือเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมทั่วโลกของแบรนด์ และสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรมด้านสุขภาวะที่หยั่งรากลึกใน North Caicos นี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่สำหรับไลฟ์สไตล์ลักชัวรีในหมู่เกาะเติกส์และเคคอส”

สำหรับการเดินทางมายัง อนันตรา เติกส์ แอนด์ เคคอส รีสอร์ท แอนด์ เรสซิเดนเซส สามารถเดินทางได้สะดวกผ่านสนามบินนานาชาติ Providenciales (PLS) ต่อด้วยเรือส่วนตัวระยะสั้นสู่ท่าจอดเรือของรีสอร์ทโดยตรง หรือผ่านสนามบิน North Caicos ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อยกระดับการรองรับเที่ยวบินส่วนบุคคล

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 11 พ.ค. อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 32.19 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์การเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่าต่อ โดยต้องจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.30 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.19 บาทต่อดอลลาร์ 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.85- 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.15-32.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.15-32.32 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นพอควรของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน 

ขณะเดียวกัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังคงอยู่ในภาวะหยุดยิง แต่ยังคงมีการเผชิญหน้ากันและมีการปะทะกันบ้างในพื้นที่บริเวณช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดตึงตัวมากขึ้น สะท้อนผ่านการปรับตัวลงอีกครั้งของ ราคาทองคำ(XAUUSD) ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเช่นกัน  

แนวโน้มเงินบาท 

เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) จะอ่อนกำลังลงบ้างในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นยังคงมีกำลังอยู่ กอปรกับ ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่หากส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดจะยังคงช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ ขณะเดียวกัน การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นอาจเริ่มชะลอลง หลังการเข้าแทรกแซงในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งเก็งกำไร (Speculators) ได้ปรับลดสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) ไปพอสมควรแล้ว ซึ่งจะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่อาจเกิดขึ้นในจังหวะมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น 

เรามองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้าง นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์นี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงราว 4 พันล้านบาท ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไม่ได้มาก

ทำให้สุดท้าย ทิศทางของเงินบาทอาจขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยเรายังคงประเมินและขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

เราประเมินว่า แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจมีความชัดเจนมากขึ้น หลัง Trump-Xi Summit ได้ เนื่องจากทางการสหรัฐฯ อาจต้องการให้ทางการจีนเป็นอีกหนึ่งตัวกลางที่ช่วยเจรจากับฝั่งอิหร่าน ผ่านความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิหร่านกับจีน โดยอาจแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงบางอย่างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เช่น ลดความรุนแรงของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หรือทยอยปรับลดการจำกัดการส่งออก High Performance Chip/Semiconductors จากสหรัฐฯ ไปยังจีน เป็นต้น

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลักลงบ้าง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ Trump-Xi summit อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ  

ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งอาจมีการพูดถึงประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) ได้มากขึ้น ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนเมษายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และอย่างน้อยอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมิน FED มีโอกาส % ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED พร้อมกับรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจากการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยุโรป อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Survey) เดือนพฤษภาคม รวมถึง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของยูโรโซนและอังกฤษ ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมกับ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของทั้งยูโรโซนและอังกฤษ ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวมของฝั่งยุโรป รวมถึงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรป ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ 

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนเมษายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งเอเชีย ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้     

▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนเมษายน มีแนวโน้มปรับตัวลงต่อเนื่อง ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่วนในสัปดาห์นี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงราว 4 พันล้านบาท ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไม่ได้มาก โดยเฉพาะในกรณีที่ เงินบาทได้แรงหนุนด้านแข็งค่า หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่อาจมีความชัดเจนมากขึ้น หลัง Trump-Xi Summit ได้

ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของเดือนพฤษภาคม โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงสูงราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง อนึ่ง เราขอเน้นย้ำ ว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 ประจำวันที่ 11 พ.ค. 69

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 กลับมาแข่งขันกันในสัปดาห์ที่ 36 ภาพรวมของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระหว่างวันเสาร์ที่ 9 – วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569

โดยหลังจากแข่งขันกันไป 9 คู่ในสัปดาห์นี้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เดินหน้าคว้าชัยต่อเนื่อง นำเป็นจ่าฝูงด้วยการมี 79 คะแนน หนีห่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ อันดับ 2 ออกไปเป็น 5 คะแนน แต่แข่งมากกว่าอยู่ 1 เกม

ขณะที่ “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ยึดอันดับ 3 ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยการมี 65 คะแนน ส่วน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล อันดับ 4 มี 59 คะแนน

สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษล่าสุด

อันดับที่ 1 : อาร์เซนอล ชนะ 24 เสมอ 7 แพ้ 5 นัด 79 คะแนน ประตูได้ +42
อันดับที่ 2 : แมนฯ ซิตี้ ชนะ 22 เสมอ 8 แพ้ 5 นัด 74 คะแนน ประตูได้ +40
อันดับที่ 3 : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 18 เสมอ 11 แพ้ 7 นัด 65 คะแนน ประตูได้ +15
อันดับที่ 4 : ลิเวอร์พูล ชนะ 17 เสมอ 8 แพ้ 11 นัด 59 คะแนน ประตูได้ +12
อันดับที่ 5 : แอสตัน วิลลา ชนะ 17 เสมอ 8 แพ้ 11 นัด 59 คะแนน ประตูได้ +4
อันดับที่ 6 : บอร์นมัธ ชนะ 13 เสมอ 16 แพ้ 7 นัด 55 คะแนน ประตูได้ +4
อันดับที่ 7 : ไบร์ทตันฯ ชนะ 14 เสมอ 11 แพ้ 11 นัด 53 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 8 : เบรนท์ฟอร์ด ชนะ 14 เสมอ 9 แพ้ 13 นัด 51 คะแนน ประตูได้ +3
อันดับที่ 9 : เชลซี ชนะ 13 เสมอ 10 แพ้ 13 นัด 49 คะแนน ประตูได้ +6
อันดับที่ 10 : เอฟเวอร์ตัน ชนะ 13 เสมอ 10 แพ้ 13 นัด 49 คะแนน ประตูได้ 0

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


วิจัยพบ ยีนต้นเหตุ ‘2 โรค’ ทำ ‘ใหลตาย’ เตรียมชงเป็นสิทธิประโยชน์ ‘บัตรทอง’

  • 2 โรคต้นเหตุ ‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ (ใหลตาย) ที่เกิดจากยีน หากพ่อหรือแม่เป็นโรค ก็มีโอกาสที่จะถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ถึง 50% เป็นเหตุผลว่า ทำไมสามารถพบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในเด็กที่ดูแข็งแรงได้
  • ผลวิจัย ชี้ว่าการตรวจยีนช่วยให้ผู้ป่วยอายุยืนยาวขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และใช้จ่ายรวมน้อยกว่าการรักษาตามอาการแบบเดิม เตรียมเสนอเป็นสิทธิประโยชน์บัตรทอง ให้กลุ่มเสี่ยงตรวจยีนได้ฟรี
  • อนาคตโครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 2 เร่งขยายผลสู่โรคใหลตายและโรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ซับซ้อน เพื่อวางแผนการรักษาในระดับดีเอ็นเออย่างยั่งยืน

‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ หนึ่งในภัยร้ายไร้สุ้มเสียงที่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากในแต่ละปี สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยจอนแก่น ระบุว่า  ในทุกๆชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตด้วยภาวะดังกล่าวประมาณ 6 คน หรือรวมแล้วราว 5.4 หมื่นคนต่อปี

ความน่ากลัวของ ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเพศไหน ช่วงวัยอะไร หรือสภาพร่างกายเป็นอย่างไร เพราะแม้แต่คนที่ภายนอกดูมีความแข็งแรงมาก ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะนี้ได้  อีกทั้ง ยังเกิดขึ้นได้แบบกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว และไม่มีสัญญาณเตือน ซึ่งผู้เสียชีวิตจากภาวะนี้จำนวนไม่น้อย เสียชีวิตขณะนอนหลับ หรือที่เคยได้ยินกันว่าเป็น ‘โรคใหลตาย’

ในทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ทัน ส่งผลให้ผู้ป่วยหมดสติ หยุดหายใจหรือหายใจเฮือก และในบางรายอาจมีอาการเกร็งกระตุกจากการที่สมองขาดออกซิเจนร่วมด้วย

ที่สำคัญล่าสุดยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยที่ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงอย่างการถอดรหัสดีเอ็นเอมาใช้ในการศึกษา และพบการกลายพันธุ์ของยีนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในคนไทย ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกัน หรือการวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำและเฉพาะเจาะจง (Precision Medicine) เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต

2 โรคต้นเหตุ ‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ที่เกิดจากยีน

ศ.นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการวิจัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าคณะวิจัย กล่าวถึงงานวิจัยเรื่อง”‘ประโยชน์ของการศึกษาพันธุกรรมเชิงโมเลกุลและการคัดกรองสมาชิกครอบครัวสำหรับการวินิจฉัยโรค การตรวจคัดกรองในครอบครัว และค้นหายีนใหม่ของการเกิดโรคหัวใจที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดแบบยีนเดี่ยว หรือคล้ายคลึงกับยีนเดี่ยวในประชากรไทย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)ว่า

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งทำความเข้าใจกลไกของการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะที่เกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จากการศึกษา พบว่า มีการกลายพันธุ์ของยีนที่ก่อให้เกิดโรคในกลุ่มโรคหัวใจที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนเดี่ยว อย่างน้อย 2 โรคสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือ โรค Long QT syndrome (LQTS) และ โรค CPVT (Catecholaminergic Polymorphic Ventricular Tachycardia)

1.โรค Long QT เป็นความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ที่ทำให้การฟื้นตัวของประจุไฟฟ้าในเซลล์หัวใจหลังการใช้งานเพื่อบีบตัวแต่ละครั้งใช้เวลานานขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดที่เรียกว่า Torsade de Pointes ส่งผลทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการเป็นลมหมดสติ หรือเสียชีวิตกะทันหันได้

โดยเฉพาะในเด็กและวัยหนุ่มสาว แต่ความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดย่อย โดยชนิดที่ 1 มักมีอาการไม่รุนแรง เช่น เป็นลมแล้วฟื้นได้เอง ส่วนชนิดที่ 2 และ 3 มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จำเป็นต้องได้รับการช่วยชีวิตอย่างทันท่วงที

“เด็กไทยที่ป่วยด้วยโรคนี้ (Long QT) มีความเกี่ยวข้องกับยีนที่ผิดปกติถึงประมาณ 70% และอาจเกิดอาการโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน ขณะที่ในผู้ใหญ่ มักแสดงอาการเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การใช้ยาบางชนิด”  

2.โรค CPVT เป็นโรคหายากที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง โดยมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีความตื่นเต้นเช่น ขณะเล่นวีดีโอเกม หรือมีการออกกำลังกาย ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ และเร็วผิดปกติ ส่วนอาการที่พบได้บ่อยคือ หน้ามืด หรือเป็นลมขณะออกกำลังกาย และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น

ศ.นพ.อภิชัย ให้ข้อมูลต่อไปว่า ทั้ง 2 โรคนี้ จัดอยู่ในกลุ่มโรคพันธุกรรมแบบยีนเดี่ยว หากมียีนผิดปกติเพียงหนึ่งตำแหน่งก็สามารถก่อโรคได้ ฉะนั้น หากพ่อหรือแม่เป็นสองโรคดังกล่าว ก็มีโอกาสที่จะถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ถึง 50% ซึ่งเป็นเหตุผลด้วยว่า ทำไมสามารถพบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในเด็กที่ดูแข็งแรงได้

“สมัยก่อนเราอาจไม่รู้ว่าผู้ป่วยมาด้วยโรคชนิดไหน มียีนอะไรเป็นสาเหตุ จึงไม่สามารถรักษาได้อย่างตรงจุด แต่จากการศึกษานี้ทำให้สามารถพบยีนที่เป็นสาเหตุได้แล้ว ซึ่งช่วยให้การดูแลรักษาทำได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อทราบข้อมูลทางพันธุกรรมของผู้ป่วย ทำให้เราแกะรอยตามหาโรคไปต่อได้ โดยการตรวจคัดกรองญาติได้ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยง และวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมากขึ้น” ศ.นพ.อภิชัย กล่าว

ตรวจยีนคัดกรองโรค Long QT มีความคุ้มค่า

ศ.นพ.อภิชัย กล่าวด้วยว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้ศึกษาความคุ้มค่าในการตรวจยีนเพื่อวินิจฉัยและคัดกรองโรค Long QT เพื่อนำไปสู่การรักษา โดยใช้การเทียบค่าใช้จ่ายตลอดช่วงชีวิตของผู้ป่วย ระหว่างการตรวจยีนเพื่อคัดกรองโรคและทำการรักษา กับการรักษาตามระบบเดิม

พบว่า การตรวจยีนเพื่อคัดกรองโรคและทำการรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า อายุยืนยาวกว่า รวมถึงค่าใช้จ่ายในภาพรวมของการดูแลรักษาน้อยกว่า และราคาของการตรวจทางพันธุกรรมมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการตรวจทางพันธุกรรมในโรคดังกล่าวอยู่ในระดับที่มีความคุ้มค่า

“ข้อมูลชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การตรวจยีนเพื่อคัดกรองโรค Long QT มีความคุ้มค่า ทั้งการรักษาแบบอิงพันธุกรรม และการคัดกรองที่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

จ่อชงเข้าสิทธิประโยชน์ ‘บัตรทอง’

ทีมวิจัยจึงมีแผนที่จะเสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พิจารณาบรรจุการตรวจดังกล่าวเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนกลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยที่หัวใจหยุดเต้นอย่างกะทันหันโดยโดยไม่ทราบสาเหตุ มีญาติสายตรงที่มีสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุและมีลักษณะเข้าข่ายโรคกลุ่มนี้
หรือมีประวัติเป็นลมในสถานการณ์ที่โดยปกติไม่ควรเกิดอาการหมดสติเช่น ขณะออกกำลังกาย นอกจากนี้ ในกรณีที่พบความผิดปกติในยีนที่ทำให้เกิดโรคนี้ก็สามารถทำการตรวจคัดกรองในกลุ่มญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เนื่องจากการตรวจในกลุ่มญาติของผู้ป่วยมีโอกาสตรวจพบโรคได้สูงกว่าการตรวจในประชากรทั่วไปหลายเท่า

“ส่วนในระหว่างนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มการสื่อสารและกระจายองค์ความรู้ไปสู่ประชาชน เพื่อให้เห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตกะทันหันได้ในระยะยาว เพราะปัจจุบันการตรวจคัดกรองในญาติหรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวยังมีจำนวนไม่มากนัก ทั้งการพาญาติมาตรวจตามคำแนะนำของแพทย์ และการที่ประชาชนตระหนักและเข้ามาตรวจด้วยตัวเอง ทั้งที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการป้องกันและดูแลรักษา” ศ.นพ.อภิชัย กล่าวเสริม

ลุยศึกษา ‘โรคซับซ้อนมากขึ้น’ ในจีโนมิกส์ เฟส 2

สำหรับแผนการศึกษาวิจัยในระยะต่อไปว่า ถ้าสามารถผลักดันให้การตรวจ Long QT เข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองแล้ว ทีมวิจัยจะขยายการศึกษาไปสู่โรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อย่างโรคใหลตาย ซึ่งมีความหลากหลายของตัวแปรทางพันธุกรรม เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งยีนเดี่ยวและหลายยีนร่วมกัน และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ยังขาดการตรวจคัดกรองในครอบครัว เพื่อช่วยให้การวางแผนการตรวจได้อย่างเป็นระบบและสามารถขยายการตรวจให้ครอบคลุมได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะศึกษาในกลุ่มโรคกล้ามเนื้อหัวใจที่อาจจะนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ที่มีความซับซ้อนทางพันธุกรรมสูง ซึ่งผู้ป่วยมักมีคุณภาพชีวิตต่ำ และบางรายต้องได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ โดยการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอาจช่วยให้สามารถรักษาได้ทันท่วงที ลดความรุนแรงของโรค หรืออาจหลีกเลี่ยงการปลูกถ่ายหัวใจได้ในอนาคต โดยการรักษาด้วยพันธุกรรม ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะศึกษาต่อไปภายใต้แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย พ.ศ. 2569-2572 (Genomics Thailand) ระยะที่ 2

ศ.นพ.อภิชัย ย้ำว่า องค์ความรู้ปัจจุบันยังไม่เข้าใจหน้าที่ของ DNA และยีนทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ ที่มีอยู่ราว 2 หมื่นยีน และ 3,000 ล้านคู่เบส ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ 100% ว่าแต่ละยีนทำหน้าที่อย่างไร องค์ความรู้ด้านพันธุกรรมจึงยังมีอีกมากที่ต้องศึกษาและต่อยอด และยังมีเรื่องที่เรายังไม่เคยค้นพบ

ซึ่งโครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 2 จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประชากรไทยเพิ่มขึ้น จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคทำได้ลึกมากยิ่งขึ้น และสามารถหาสาเหตุโรคที่แท้จริงและให้การรักษาที่เหมาะสมกับโรค

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คำสันธานภาษาอังกฤษ สรุปครบทุกประเภท พร้อมวิธีใช้ให้ดูเหมือนเจ้าของภาษา

คุณเคยรู้สึกไหมครับว่าเวลาเราพูดภาษาอังกฤษ แล้วประโยคมันดูขาด ๆ เกิน ๆ เหมือนชิ้นส่วนจิกซอว์ที่ต่อกันไม่สนิท นั่นเป็นเพราะเราอาจจะยังขาดตัวเชื่อมที่เรียกว่า คำสันธานภาษาอังกฤษ หรือ Conjunctions นั่นเองครับ คำเหล่านี้เปรียบเสมือนกาวลาเท็กซ์ชั้นดีที่ช่วยยึดประโยคย่อย ๆ ให้กลายเป็นใจความที่สมบูรณ์และลื่นไหล ช่วยให้เราสื่อสารความคิดที่ซับซ้อนออกมาได้เหมือนกับเจ้าของภาษาจริงๆ

การใช้คำสันธานที่ถูกต้องไม่ได้แค่ช่วยเรื่องไวยากรณ์เท่านั้นครับ แต่มันยังช่วยยกระดับเสน่ห์ในการสื่อสารของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการคุยเล่นกับเพื่อนชาวต่างชาติ หรือการพรีเซนต์งานในที่ประชุมระดับสากล วันนี้สถาบัน EngDuo Thailand จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเหล่าคำสันธานที่ใช้บ่อยที่สุด พร้อมเทคนิคการเลือกใช้ให้ตรงจุดและดูเป็นมืออาชีพที่สุดในปี 2026 นี้ครับ

ความสำคัญของ คำสันธานภาษาอังกฤษ ในการสร้างประโยค

ในทางภาษาศาสตร์ คำสันธานภาษาอังกฤษ จัดเป็นหนึ่งใน parts of speech ที่สำคัญมากครับ เพราะหากไม่มีคำเหล่านี้ ประโยคของเราจะกลายเป็นประโยคสั้นๆ ที่เรียกว่า choppy sentences ซึ่งทำให้คนฟังรู้สึกเหนื่อยในการปะติดปะต่อเรื่องราว การใช้คำสันธานช่วยสร้าง sentence structure ที่มีความหลากหลาย ทำให้งานเขียนและการพูดของคุณมีจังหวะจะโคนและน่าติดตามมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้คำสันธานที่แม่นยำยังช่วยสะท้อนถึง English proficiency ของผู้พูดได้อย่างดีเยี่ยม ในการสอบวัดระดับภาษาอย่าง IELTS หรือ TOEIC การรู้จักเลือกใช้คำเชื่อมที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มคะแนนในส่วนของ Coherence and Cohesion ได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียวครับ ดังนั้นการฝึกใช้ conjunctions list จึงเป็นพื้นฐานที่ข้ามไม่ได้เลยครับ

ประเภทของ คำสันธานภาษาอังกฤษ ที่คุณต้องรู้

เพื่อให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น เรามาแบ่งกลุ่มคำสันธานออกเป็น 3 ประเภทหลักตามหน้าที่และกฎเกณฑ์ทาง grammar rules ครับ การแยกแยะประเภทได้จะช่วยให้คุณวางตำแหน่งคำในประโยคได้ถูกต้องและเลิกสับสนเวลาแต่งประโยคใหม่ๆ ครับ

กลุ่มที่ 1 Coordinating Conjunctions

กลุ่มนี้เป็นคำสันธานพื้นฐานที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคที่มีน้ำหนักเท่ากันครับ เรามักจะจำกลุ่มนี้ได้ง่ายๆ ผ่านเทคนิค FANBOYS ซึ่งเป็นคำเชื่อมที่ใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบอกความขัดแย้ง การเพิ่มข้อมูล หรือการให้ทางเลือกครับ

กลุ่มที่ 2 Subordinating Conjunctions

กลุ่มนี้มีหน้าที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยครับ คือใช้เชื่อมประโยคหลัก (Main Clause) กับประโยคย่อย (Subordinate Clause) เพื่อสร้าง complex sentences คำกลุ่มนี้จะบอกความสัมพันธ์ในเชิงเงื่อนไข เวลา หรือเหตุผล เช่น because, although, while ซึ่งช่วยให้ประโยคมีความลึกซึ้งและชัดเจนมากขึ้นครับ

กลุ่มที่ 3 Correlative Conjunctions

กลุ่มนี้มีความน่ารักตรงที่เขาชอบมาเป็นคู่ครับ (paired conjunctions) เช่น both…and, either…or, neither…nor การใช้คำกลุ่มนี้ต้องระวังเรื่องความสมดุลของประโยคหรือ parallelism เพื่อให้ประโยคดูสละสลวยและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ระดับสูงครับ

เจาะลึกการใช้ Coordinating Conjunctions ด้วยกฎ FANBOYS

เทคนิค FANBOYS ประกอบไปด้วย For, And, Nor, But, Or, Yet, So ครับ แต่ละคำทำหน้าที่ต่างกัน เช่น but และ yet ใช้บอกความขัดแย้ง ในขณะที่ so ใช้บอกผลลัพธ์ จุดที่ต้องระวังในการใช้ คำสันธานภาษาอังกฤษ กลุ่มนี้คือการใส่เครื่องหมาย comma หน้าคำเชื่อมเมื่อเราเชื่อมประโยคสมบูรณ์สองประโยคเข้าด้วยกัน เพื่อให้งานเขียนของคุณดูสะอาดตาและเป็นมืออาชีพครับ

วิธีใช้ Subordinating Conjunctions เพื่อเชื่อมใจความสำคัญ

คำกลุ่มนี้เป็นหัวใจของ academic writing เลยครับ เช่นการใช้ although หรือ even though เพื่อบอกความขัดแย้งที่ดูนุ่มนวลกว่าการใช้ but หรือการใช้ since และ as เพื่อให้เหตุผลแทนคำว่า because บ้างเพื่อลดความซ้ำซาก การเริ่มต้นประโยคด้วยคำสันธานกลุ่มนี้จะช่วยให้คุณสามารถเน้นย้ำใจความสำคัญได้ดีขึ้น แต่ต้องระวังเรื่องการใส่ comma คั่นระหว่างประโยคย่อยกับประโยคหลักด้วยนะครับ

ทำความรู้จัก Correlative Conjunctions คำสันธานที่มาเป็นคู่

การใช้คำอย่าง not only…but also เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ประโยคของคุณดูทรงพลังมากครับ เช่น Not only is she smart, but she is also very kind. สังเกตว่าโครงสร้างหลังคำเชื่อมทั้งสองจุดควรจะเป็นประเภทเดียวกัน (Parallelism) หากจุดแรกเป็น adjective จุดที่สองก็ควรเป็น adjective เพื่อให้ประโยคมีความสมมาตรและน่าฟังครับ

ความแตกต่างระหว่างคำเชื่อมและ คำสันธานภาษาอังกฤษ

หลายคนมักสับสนระหว่าง conjunctions กับ transition words หรือ connectors อื่นๆ ครับ แม้ว่าความหมายจะคล้ายกันแต่หน้าที่ในประโยคต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หน้าที่ทางไวยากรณ์

คำสันธานภาษาอังกฤษ มีหน้าที่เชื่อมภายในประโยคเดียวกัน เพื่อให้ประโยคยาวขึ้นและมีความสัมพันธ์กันภายในตัวมันเอง ในขณะที่คำเชื่อมประเภท transitions มักใช้เชื่อมระหว่างประโยคใหญ่หนึ่งไปสู่อีกประโยคหนึ่งเพื่อแสดงความต่อเนื่องของความคิดครับ

การวางตำแหน่งในประโยค

คำสันธานมักจะวางอยู่ระหว่างคำหรือประโยคที่ต้องการเชื่อม หรือวางไว้หน้าประโยคย่อย แต่ connectors มักจะวางไว้ต้นประโยคใหม่ตามด้วย comma การเข้าใจตำแหน่งที่ถูกต้องจะช่วยให้ writing skills ของคุณพัฒนาไปอีกขั้น และลดข้อผิดพลาดในการทำข้อสอบแกรมม่าครับ

เทคนิคการใช้คำสันธานเพื่อเพิ่มคะแนนสอบ IELTS และ TOEIC

ในการสอบเขียนและพูด การใช้ คำสันธานภาษาอังกฤษ ที่หลากหลาย (lexical resource) เป็นเกณฑ์การให้คะแนนที่สำคัญครับ แทนที่จะใช้ and หรือ but ซ้ำๆ ลองเปลี่ยนมาใช้ moreover, furthermore หรือ however ดูครับ นอกจากจะช่วยให้คุณดูมีความรู้กว้างขวางแล้ว ยังช่วยให้โครงสร้างคำตอบของคุณเป็นระบบระเบียบและอ่านง่ายขึ้น ซึ่งเป็นที่ประทับใจของผู้ตรวจข้อสอบครับ

ข้อควรระวังในการใช้เครื่องหมายวรรคตอนคู่กับคำสันธาน

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ run-on sentences หรือประโยคที่ยาวพรืดโดยไม่มีจุดพักครับ การใช้ คำสันธานภาษาอังกฤษ ต้องมาคู่กับการใช้ comma และ period ที่ถูกต้อง เช่น ห้ามใช้ comma เชื่อมสองประโยคอิสระโดยไม่มีคำสันธาน (Comma Splice) การใส่ใจเรื่องเล็กน้อยนี้จะช่วยให้งานเขียนของคุณดูสะอาดและมีความน่าเชื่อถือสูงมากในบริบทของ business English ครับ

ตัวอย่างการใช้คำสันธานในอีเมลธุรกิจระดับมืออาชีพ

ในการติดต่อประสานงาน การเลือกใช้คำเชื่อมที่บอกผลลัพธ์อย่าง consequently หรือ therefore จะช่วยให้อีเมลของคุณดูเป็นทางการและมีตรรกะที่ชัดเจนครับ หรือการใช้ in addition เพื่อเสริมข้อมูลใหม่เข้าไปในรายงาน จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถแยกแยะประเด็นสำคัญได้ง่ายขึ้น ทำให้การสื่อสารในออฟฟิศของคุณมีประสิทธิภาพและรวดเร็วลดการเข้าใจผิดได้ดีเยี่ยมครับ

ตารางสรุป คำสันธานภาษาอังกฤษ ยอดนิยมและหน้าที่การใช้งาน

เพื่อให้คุณนำไปเลือกใช้ได้ทันที ผมได้รวบรวมคำสันธานที่ใช้บ่อยที่สุดแยกตามหน้าที่มาไว้ให้ในตารางนี้แล้วครับ

ประเภทของคำสันธานคำศัพท์ที่แนะนำหน้าที่การสื่อสารตัวอย่างประโยคใช้งาน
Coordinatingand, but, or, soเชื่อมประโยคที่มีน้ำหนักเท่ากันI like tea, but she likes coffee.
Subordinatingalthough, since, unlessเชื่อมใจความหลักกับใจความรองUnless it rains, we will go out.
Correlativeboth…and, either…orเชื่อมคำที่ทำหน้าที่คู่ขนานกันEither you stay or you leave.
บอกเหตุผลbecause, as, sinceใช้แจ้งที่มาหรือสาเหตุSince you are late, we will start.
บอกผลลัพธ์so, thus, thereforeใช้แจ้งบทสรุปหรือผลที่ตามมาIt was cold, so I wore a jacket.
บอกความขัดแย้งyet, even though, whereasใช้เปรียบเทียบสิ่งที่ต่างกันHe is poor yet he is happy.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ คำสันธานภาษาอังกฤษ

เราสามารถขึ้นต้นประโยคด้วย and หรือ but ได้หรือไม่?

ในภาษาพูดทั่วไปหรือการเขียนที่เป็นกันเองสามารถทำได้ครับ แต่สำหรับการเขียนที่เป็นทางการ แนะนำให้เลี่ยงไปใช้ In addition หรือ However แทนเพื่อความเป็นมืออาชีพครับ

although กับ even though ต่างกันอย่างไร?

ความหมายเหมือนกันคือ “แม้ว่า” ครับ แต่อันหลังจะให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและเน้นย้ำความขัดแย้งได้แรงกว่าครับ

คำสันธานกลุ่ม FANBOYS จำเป็นต้องมี comma นำหน้าเสมอไหม?

จำเป็นเฉพาะเมื่อเชื่อม independent clauses (ประโยคที่มีประธานและกริยาสมบูรณ์) สองประโยคเข้าด้วยกันครับ หากเชื่อมแค่คำนามสองคำไม่ต้องใส่ครับ

because กับ as ใช้แทนกันได้ในความหมาย “เพราะว่า” จริงไหม?

จริงครับ แต่ as มักใช้เมื่อผู้ฟังทราบสาเหตุนั้นอยู่แล้วบางส่วน หรือใช้เพื่อลดความเป็นทางการของประโยคลงเล็กน้อยครับ

neither…nor ใช้กับประธานอย่างไรให้ถูกไวยากรณ์?

กริยาจะผันตามประธานตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดครับ เช่น Neither my friends nor my brother is coming. (ใช้ is เพราะตามหลัง brother)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


นาข้าว 60 ล้านไร่ ขุมทรัพย์คาร์บอน 200 ล้านบาทที่ไทยไม่เคยนับ

  • นาข้าวไทย 60 ล้านไร่ มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้ 20-50 ล้านตันต่อปี สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ถึง 200 ล้านบาทต่อปี
  • การทำให้นาข้าวเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนสุทธิต้องอาศัยการจัดการที่เหมาะสม เช่น งดเผาตอซัง ทำนาเปียกสลับแห้ง
  • ไบโอเทค สวทช.พัฒนาพันธุ์ข้าวคาร์บอนต่ำ “ไบโอเทค 1” ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนา

นาข้าวไทย 60 ล้านไร่มีศักยภาพกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 20–50 ล้านตันต่อปี

หากไทยสามารถรายงานการกักเก็บคาร์บอนของนาข้าวได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ นาข้าวซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ที่ปล่อยก๊าซมีเทนจะกลายเป็น “พระเอก” ที่สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ถึง 200 ล้านบาทต่อปีภายใต้ระบบการซื้อขายที่เหมาะสม”

ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวบรรยายเรื่อง การกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture)ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช.(NAC 2026)

กิจกรรมสัมมนาวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) และการนำ วทน. ไปใช้ขับเคลื่อนประเทศ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

นาข้าว: ศักยภาพที่ถูกมองข้าม

งานวิจัยโดยใช้ระบบ Eddy Covariance ซึ่งเป็นการวัดการไหลเวียนของอากาศและปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่รับและปล่อยออกจากพื้นนาตลอดทั้งปี

พบว่าในหนึ่งฤดูกาลเพาะปลูก นาข้าวสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิได้ 2-3 ตันต่อไร่ โดยข้าวนาปรังกักเก็บได้ประมาณ 2 ตัน และข้าวนาปีประมาณ 3 ตันต่อไร่ต่อฤดูกาล

เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการเกษตรจากการปลูกข้าว ซึ่งอยู่ที่ 39.5 ล้านตันต่อปีในปี 2565 หากนำอัตราการกักเก็บคาร์บอนในดินแม้เพียง 0.2 ตันต่อไร่มาคำนวณกับพื้นที่นาข้าว 60 ล้านไร่ทั่วประเทศ จะได้ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บถึง 12 ล้านตันต่อปี

และหากใช้ค่าที่ศึกษาได้จริงที่ 0.38 ตันต่อไร่ จะได้ถึงกว่า 20 ล้านตันต่อปี ในกรณีที่ดีที่สุดอาจสูงถึง 50 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ภาคนาข้าวปล่อยออกมาทั้งหมด นั่นหมายความว่านาข้าวมีศักยภาพเป็น Net Negative Emission ได้จริง

ทั้งนี้ การกักเก็บคาร์บอนในดินต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ยาวนาน 5-10 ปีขึ้นไป งานวิจัยในต่างประเทศที่ดำเนินการนาน 10 ปี แสดงให้เห็นว่าการทำเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) สามารถเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดินได้ 3.5-8.6 ตันต่อไร่ต่อปี ขึ้นอยู่กับความลึกของดินและวิธีการจัดการแปลง

ขณะที่การที่นาข้าวจะเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนสุทธิได้นั้น มีเงื่อนไขสำคัญที่เกษตรกรต้องปฏิบัติตาม ได้แก่ การงดเผาตอซัง การจัดการน้ำในนาอย่างเหมาะสม หรือการทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD)

การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณที่ถูกต้องเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ และการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินผ่านเกษตรกรรมฟื้นฟู

นักวิจัยย้ำว่าฟางข้าวไม่จำเป็นต้องถูกเผา สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือไถกลบเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้

ระบบตรวจวัดด้วยดาวเทียม

อุปสรรคสำคัญของการรายงานการกักเก็บคาร์บอนในระดับชาติคือ ต้นทุนและความครอบคลุมของการตรวจวัด การส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจวัดในแต่ละแปลงนาทั่วประเทศไทยที่มีกว่า 60 ล้านไร่นั้นเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

ทางออกที่นักวิจัยเสนอคือระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) ที่ใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล หรือ Earth Observation ผ่านดาวเทียม

ซึ่งองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้พัฒนาและนำมาใช้ประเมินการกักเก็บคาร์บอนในดินและต้นไม้ รวมถึงติดตามการปลูกพืชหลังนา และการเผาตอซังในทุกแปลงทั่วยุโรปแล้ว

สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กำลังพัฒนาระบบดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าภายในปลายปีนี้จะสามารถใช้ข้อมูลดาวเทียมระบุได้ว่าแปลงนาใดมีการระบายน้ำกลางฤดู

ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวได้ทันที ระบบนี้จะทำให้การตรวจสอบรวดเร็ว ครอบคลุม โปร่งใส และน่าเชื่อถือในระดับสากล

พันธุ์ข้าวมีเทนต่ำ

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ใหม่ “ข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1” ซึ่งมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น และให้ผลผลิตสูง

พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรปลูกโดยทั่วไปมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 110-120 วัน ซึ่งอายุการอยู่ในนาของข้าวมีผลต่อการปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนา ฉะนั้น ถ้าลดอายุการเก็บเกี่ยวข้าวได้ การปล่อยมีเทนก็จะน้อยลง

ขณะเดียวกันถ้าผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นก็จะทำให้คาร์บอนฟุตพรินต์ต่อกิโลกรัมผลผลิตลดลงด้วย เมื่อเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นและให้ผลผลิตสูง ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดก๊าซมีเทนได้

การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดก๊าซมีเทนจากแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลดได้ไม่ต่ำกว่า 30%

และจากการทดสอบในแปลงวิจัยกับพันธุ์ข้าวไบโอเทค 1 พบว่าลดก๊าซมีเทนได้มากถึง 48% แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดทำได้เฉพาะเขตนาชลประทานเท่านั้น

ทีมวิจัยกำลังดำเนินการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ของกระบวนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในทุกขั้นตอน เพื่อใช้เป็นข้อมูลรับรองทางวิทยาศาสตร์

พร้อมทั้งเดินหน้าปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนและข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและรองรับกับทิศทางของตลาดโลกที่มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


“เม็ดขนุน” กับ 3 ประโยชน์ดีๆ ต่อสุขภาพ พร้อมข้อควรระวัง

Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของ เมล็ดขนุน หรือที่หลายๆ คนเรียกติดปากกันว่า เม็ดขนุน กัน ซึ่งคุณประโยชน์ของเม็ดขนุนนั้นมีมากมายไม่แพ้เม็ดหรือเมล็ดจากพืชผักผลไม้ชนิดไหนๆ เลย นอกจากนี้ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกหลากหลายเมนู เรามาดูประโยชน์ของเม็ดขนุนไปพร้อมกันเลย

ทำความรู้จักเม็ดขนุน (Jackfruit Seed)  

เม็ดขนุน หรือ เมล็ดขนุน มีคุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็นต่อสุขภาพสูงไม่แพ้เนื้อขนุนเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถนำมาประกอบอาหารทั้งคาว-หวานได้อีกหลากหลายเมนู เช่น แกงไตปลาเม็ดขนุน แกงเขียวหวานเม็ดขนุน แกงบวดเม็ดขนุนมะพร้าวอ่อน เม็ดขนุนต้ม เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการ

เม็ดขนุน ปริมาณ 28 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังต่อไปนี้

  • พลังงาน 53 แคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 11 กรัม
  • โปรตีน 2 กรัม
  • ไฟเบอร์ 0.5 กรัม
  • วิตามินบี 2 8% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน
  • ไทอามีน 7% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน
  • แมกนีเซียม 5% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน
  • ฟอสฟอรัส 4 % ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน  

3 คุณประโยชน์ดีๆ ที่ได้จากเม็ดขนุน

เม็ดขนุนมีคุณค่าทางสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ดังต่อไปนี้

  • ต้านมะเร็ง
    เม็ดขนุนอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซาโปนิน (Saponin) และฟีนอลิก (Phenolic) สารประกอบเหล่านี้ สามารถต่อต้านการอักเสบ ปรับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของดีเอ็นเอได้ จากการศึกษาพบว่าสารสกัดจากเม็ดขนุนช่วยลดการก่อมะเร็งในเส้นเลือดได้ถึง 61% (เฉพาะการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์)
  • ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร
    เม็ดขนุนมีไฟเบอร์สูง ช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องผูก บรรเทาอาการริดสีดวง และป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ยิ่งไปกว่านี้ ไฟเบอร์ยังถือว่าเป็นพรีไบโอติก (Prebiotics) ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้
  • ต้านเชื้อแบคทีเรีย
    เม็ดขนุนมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย สามารถป้องกันโรคเจ็บป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารได้ เช่น อาการท้องร่วง

ข้อควรระวังในการรับประทานเม็ดขนุน

ถึงแม้ว่าเม็ดขนุน หรือ เมล็ดขนุน จะมีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพมากเพียงใด แต่การรับประทานเม็ดขนุนนั้นก็มีข้อควรระวังอยู่บ้าง เช่น การรับประทานเม็ดขนุนร่วมกับยาบางชนิด อาจทำให้เสี่ยงต่อการตกเลือด หากคุณรับประทานยาที่เสี่ยงต่อการตกเลือดควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเม็ดขนุน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 11/5/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,700.0071,900.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,635.0070,266.6072,700.00
ทองรูปพรรณ 90%4,171.5063,239.94n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,708.0056,213.28n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,085.7531,619.97n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,622.2524,593.31n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,803.1172,815.15n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 11/5/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9542.4542.4542.9542.4542.4542.4542.4542.4542.45
แก๊สโซฮอล์ 9142.0842.0842.5842.0842.0842.0842.0842.0842.08
แก๊สโซฮอล์ E2035.4535.4535.9535.4535.4535.4535.4535.45
แก๊สโซฮอล์ E8531.3931.3931.39
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม51.5455.0949.8451.54
เบนซิน 9552.0455.0652.5452.1952.04
ดีเซล39.9539.9539.9539.9539.9539.9539.9539.9539.95
ดีเซลพรีเมี่ยม61.2561.2549.8461.2561.25
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า