เอกชน14 จังหวัดใต้เชียร์ ‘แลนด์บริดจ์’ ดันเศรษฐกิจโต ราคาที่ดิน’ระนอง-ชุมพร’พุ่งต่อเนื่อง20%

- ภาคเอกชน 14 จังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะเชื่อว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและภาคใต้ให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- การผลักดันโครงการส่งผลให้ราคาที่ดินในพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพร โดยเฉพาะบริเวณแนวโครงการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 20-30%
- ราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นดึงดูดนักลงทุนจากส่วนกลางให้เข้ามาซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรในพื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม
โครงการ “แลนด์บริดจ์” กำลังถูกจับตามองในฐานะเมกะโปรเจกต์ที่มีศักยภาพพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ของไทย ด้วยบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ลดระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของการพัฒนาก็เริ่มสะท้อนผ่าน “ราคาที่ดิน” ในพื้นที่เป้าหมายที่ขยับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรองรับกระแสการลงทุนที่คาดว่าจะหลั่งไหลเข้ามา
ท่ามกลางสัญญาณการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่แสดงท่าทีสนับสนุนโครงการ โดยมองเห็นโอกาสในการสร้างงาน ยกระดับรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลดล็อกศักยภาพของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
นายพรศักดิ์ แก้วถาวร ประธานอาวุโสหอการค้าจังหวัดระนอง และ เลขาธิการหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากกรณีรัฐบาล เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ส่งผลให้ในพื้นที่มีความคึกคักขึ้นตามกระแส และแม้ว่าในพื้นที่ขณะนี้ค่อนข้างเงียบตามสภาวะเศรษฐกิจ ท่ามกลางมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ทั้งนี้ในภาพรวมส่วนใหญ่คนในพื้นที่เห็นด้วยเพราะช่วยให้เศรษฐกิจภาคใต้เติบโต
ขณะคววามเคลื่อนไหวของราคาที่ดินขยับขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากช่วงขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ราคาที่ดินขยับขึ้นราว20-30% จากราคาไร่ละ5แสนบาท บริเวณใกล้แนวพัฒนาแลนด์บริดจ์ ตำบลงาว จังหวัดระนอง และการขับเคลื่อนต่อเนื่องในรัฐบาลนี้ก็เช่นกันราคาที่ดินจะขยับขึ้นต่อเนื่องและหากโครงการเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมชัดเจนราคาที่ดินจะขยับต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มองว่าในแง่การพัฒนาเป็นเรื่องที่ดีแต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต้องมีข้อมูลที่มากกว่านี้ ทั้งทำความเข้าใจคนในพื้นที่และคนลงทุนซึ่ง ไม่แน่ใจว่าใครจะร่วมลงทุนกับรัฐบาล ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐลงพื้นที่ชี้แจงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประชาชน และเอกชนโดยเฉพาะเห็นด้วยกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ศึกษาความเป็นไปได้ให้ชัดเจน ในทุกมิติ
“ราคาที่ดินกระเตื้องอยู่พัก มีคนบอกราคาขึ้น20-30 % ไร่จากไร่ละ 4- 5แสนบาท ช่วงตำบลงาว แต่ขณะนี้ไม่แน่ใจ แต่จะขยับต่อเนื่อง ส่วนกรณีให้ศึกษาใหม่ น่าจะดี ช่วงก่อนหน้าสนข.จ้างศึกษา ขณะในมิติของกระทรวงการคลังต้องดูว่าคุ้มค่าจริงหรืออย่างน้อยน่าจะตอบโจทย์ทั้งสองฝั่ง โดยมีกลุ่มคนเดือนร้อนอย่างประมงพื้นบ้าน จากการการถมทะเลที่จะกระทบวิถีชีวิต”
สอดคล้องกับนาย ไพบูลย์ ลิ้มเลิศวาที อดีตประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร และกรรมการหอการค้าไทย สะท้อนว่า 14จังหวัดภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์เพราะจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจประเทศและเศรษฐกิจภาคใต้เติบโตเป็นเท่าตัว ในขณะเดียวกันเอกชนและประชาชนในพื้นที่80%เห็นด้วย และจะมีเพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้นที่เห็นต่าง
“14จังหวัดภาคใต้ หนุนให้เกิด จะทำให้เศรษฐกิจโตดับเบิ้ล เราเห็นด้วย หาก กลุ่มคัดค้านไม่เห็นด้วยเพราะไม่มั่นใจ ว่าแลนด์บริดจ์ช่วยให้เศรษฐกิจภาคใต้เติบโตจริง ก็ทำท่าเรือฝั่งชุมพรก่อน แล้วเอารถไฟเชื่อมถ้าโครงการเกิดค่อยทำ อีกฝั่งก็ได้“
ขณะความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินมองว่าการกลับมาขยับโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลอนุทินราคาที่ดินเฉลี่ยปรับขึ้นทันที 10-20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาที่ดินอยู่ที่หลักแสนบาทไปจนถึงหลักล้านบาทต่อไร่ โดยเฉพาะ แนวเขตแลนด์บริดจ์ พระโต๊ะ หลังสวน ซึ่งที่ผ่านมาจะมีนักลงทุนจากกรุงเทพฯ เข้ามาซื้อดักเก็งกำไร
บางรายติดต่อมาว่าอยากได้ที่ดินแปลงใหญ่ บางคนซื้อเพื่อเก็งกำไร ซื้อเพราะลงทุนเอง เพราะสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)ได้กำหนดแนวเขตกำหนดโซนพัฒนาที่ชัดเจนไว้หมดแล้ว ทั้งเขต นิคมอุตสาหกรรม โรงกลั่น โกดัง มหาวิทยาลัยนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม หาก โครงการมีความชัดเจน อย่างน้อย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) บังคับใช้ มีการประมูล รูปแบบPPP จะส่งผลให้ราคาที่ดินขึ้น 100 %อย่างแน่นอน
ที่ผ่านมา ในพื้นที่ชุมพร มี คอนเทนเนอร์ ยาร์ด (Container Yard: CY) ซึ่งเป็น ลานตู้คอนเทนเนอร์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ทำไว้ เพื่อเป็นจุดรับ-ส่งมอบสินค้า และจุดเชื่อมต่อการขนส่งหลายรูปแบบ เช่น ทางเรือ ทางรถไฟ หรือทางรถบรรทุก ก่อนกระจายสินค้าไปยังปลายทาง โดยมีกลุ่มเอสซีจีได้ขนส่งสินค้า บริเวณนี้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย ไปประเทศในแถบยุโรป ซึ่งมองว่าหากแลนด์บริดจ์มีผลเป็นรูปธรรมจะทำให้เศรษฐกิจภาคใต้เติบโต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
สยามพิวรรธน์ x Huawei กาง Winning Strategy พลิกเกม Travel Retail ขยายฐานนักท่องเที่ยวทั่วโลก

สยามพิวรรธน์ x Huawei ปฎิวัติอุตสาหกรรม “Travel Retail” ผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย เปิดตัว “ONESIAM Global Visitor Card” บน Huawei Wearables กว่า 200 ล้านคนทั่วโลก ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยว
สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโกลบอลเดสติเนชั่น อันดับ 1 ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกสูงสุด ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ Huawei ผู้นำเทคโนโลยีและโทรคมนาคมระดับโลก ปฎิวัติอุตสาหกรรม “Travel Retail” ผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย เปิดตัว “ONESIAM Global Visitor Card” บน Huawei Wearables กว่า 200 ล้านคนทั่วโลก ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวสู่ความสะดวกแบบไร้รอยต่อ เสริมศักยภาพการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก ตอกย้ำบทบาท Game Changer ในการสร้าง “Global Experiential Destination” และมาตรฐานใหม่ของ “Retail Tech” ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างแท้จริง
ในยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและค้าปลีกทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวด้วยเทคโนโลยีจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” และ “ทางชนะ” ความร่วมมือระหว่าง สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโกลบอลเดสติเนชันชั้นนำ และ Huawei (หัวเว่ย) ผู้นำเทคโนโลยีและโทรคมนาคมระดับโลก เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม Travel Retail ด้วย Retail Tech นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่น่าจับตามองในฐานะ Game Changer ของสยามพิวรรธน์ที่มุ่งสร้าง “Global Experiential Destination” เสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับการท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก และสร้างมาตรฐานใหม่ของ Retail Tech
หัวใจสำคัญของพลังความร่วมมือครั้งนี้คือการเปิดตัว “ONESIAM Global Visitor Card” บน Huawei Wearables ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย กลยุทธ์นี้ช่วยให้สยามพิวรรธน์สามารถเข้าถึงฐานผู้ใช้งานอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะของหัวเว่ยที่มีมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดสำคัญ เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อัมพร โชติรัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ สยามพิวรรธน์ มุ่งต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรระดับโลก Huawei ผ่านการพัฒนาโซลูชันบน “Quick App ONESIAM” พร้อมเชื่อมต่อกับ Wearables, Skytone และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเพิ่ม engagement กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยการยกระดับประสบการณ์ผ่านนวัตกรรมของ Huawei เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมรีเทล สร้างคุณค่าให้ลูกค้า พันธมิตร และระบบนิเวศโดยรวม ควบคู่การขยาย Global Partner Ecosystem เพื่อส่งมอบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่
“Wearable Tech” เชื่อมโลก
Rachel Zhou, Director of HUAWEI Consumer Cloud Service APAC กล่าวว่า Huawei และ สยามพิวรรธน์ ผสานพลังระหว่างจุดหมายปลายทางรีเทลระดับโลกและเทคโนโลยีแห่งอนาคตก้าวหน้าไปอีกขั้น เพื่อสร้างคุณค่าที่โดดเด่นให้ “นักท่องเที่ยวชาวจีน” ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก “การเชื่อม ONESIAM Global Visitor Card ในระบบ HarmonyOS ด้วย Quick App ได้อย่างไร้รอยต่อ จะทำให้ Huawei มีส่วนร่วมกับนักท่องเที่ยวในทุกช่วงของการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหา วางแผนก่อนเดินทาง ไปจนถึงประสบการณ์เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง โดยมอบสิทธิประโยชน์สมาชิกแบบเฉพาะบุคคล และยกระดับประสบการณ์ด้านชอปปิงและไลฟ์สไตล์โดยรวม”
และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Huawei Wearables เข้ากับ ONESIAM Global Visitor Card ยังช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนสยามพารากอน และไอคอนสยาม เข้าถึงสิทธิประโยชน์พิเศษได้ทันที ทำให้ทุกช่วงเวลาของการชอปปิงล้ำสมัย และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ร่วมสร้างความสุข ความสะดวกสบาย และบริการระดับโลกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง
ตลาดทัวริสต์แกร่ง! ดึงดูดพันธมิตรเบอร์ 1 จีน “หัวเว่ย”
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์สมาร์ตโฟนอันดับ 1 ในจีนอย่าง “Huawei” ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานทั่วโลก เลือกยกระดับความร่วมมือกับ “สยามพิวรรธน์” คือ ความแข็งแกร่งของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้นำตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Tourist) และการเป็นเจ้าของ Global Destination อย่างสยามพารากอน และไอคอนสยาม
สยามพิวรรธน์ถือเป็น รีเทลไทยรายแรกและรายเดียว ที่ได้รับความไว้วางใจให้เชื่อมต่อ ONESIAM Global Visitor Card เข้ากับระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ของ Huawei เพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 400 ล้านอุปกรณ์ในประเทศจีน ซึ่งความร่วมมือนี้ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 ครอบคลุมตั้งแต่การใช้ Huawei Cloud ไปจนถึงการพัฒนา ONESIAM SuperApp เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ และอนาคตจะขยายฐานลูกค้าไปยังผู้ใช้ Huawei device ทั่วโลกอีกด้วย
Innovation เสริมจุดแข็ง-ต่อยอดสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า
หนึ่งในกลยุทธ์หลักขับเคลื่อนธุรกิจของ “สยามพิวรรธน์” นั่นคือ การนำ “นวัตกรรม” มาเสริมจุดแข็งเดิม! จุดหมายปลายทางระดับโลก โดยเน้นสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้นักท่องเที่ยวผ่านนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ด้วยการเปิดตัว ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables และการใช้ Quick App รองรับทุกระบบปฏิบัติการทั้ง iOS, Android และ HarmonyOS ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ทันทีเพียงคลิกเดียว (One-Tap Registration) ผ่านฟีเจอร์สำคัญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ ทั้งการสมัครสมาชิกแบบ One-Tap, E-Coupon และระบบแนะนำบริการภายในศูนย์การค้า พร้อมนำ Data-driven insights มาใช้ในการออกแบบและปรับแต่งประสบการณ์ในทุก touchpoint เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงใจและเหนือระดับในทุกการใช้งาน
เรียกว่า ครอบคลุมทุก Customer Journey ใช้เทคโนโลยีเข้าถึงนักท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงก่อนเดินทาง (Pre-trip) ผ่าน Huawei Ecosystem เช่น Skytone, Petal Search และ AI เพื่อนำเสนอคูปองและโปรโมชันที่ตรงใจ จนถึงระหว่างเดินทาง (During trip) และหลังเดินทาง (Post-trip)
พร้อมนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายและความชอบจากฐานข้อมูลของ Huawei หรือ “Data-Driven Insights” มาออกแบบ Customer Journey และสิทธิประโยชน์แบบเฉพาะบุคคล (Personalized) เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงใจนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงมากที่สุด

“Winning Strategy” ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ความร่วมมือนี้ คือ “Winning Strategy” ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ “ตลาดจีน” แต่คือกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าของทั้งของสยามพิวรรธน์ และ Huawei สู่ นักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลก ผ่านผู้ใช้งาน Huawei Wearables กว่า 200 ล้านคน มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตลาดสำคัญ เช่น ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้เครือข่ายพันธมิตรชั้นนำระดับโลก หรือ Global Partner Ecosystem กว่า 150 ราย ครอบคลุมทั้งสายการบิน โรงแรม และบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ
สยามพิวรรธน์ สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนได้ผ่านหลาย touchpoints บน Huawei Ecosystem เช่น Skytone, AI, Petal Map, Smart Assistant, Petal Search, แอปฯ Chujingyi ฯลฯ และ convert ให้เป็น ONESIAM Global Visitor Card Memberได้ทันทีในคลิกเดียว
พร้อมกันนี้ ได้มีการเปิด HUAWEI Experience Store แฟลกชิปสโตร์รูปแบบ One-Stop Service แห่งแรกในไทยและเอเชียแปซิฟิค (APAC) ที่สยามพารากอน เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการ ทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ และบริการหลังการขาย สำหรับลูกค้าทั่วโลกอีกด้วย
Growth Engine “สยามพิวรรธน์”
ผลลัพธ์จากการนำ Retail Tech มาใช้เห็นผลอย่างชัดเจนในปี 2569 โดยในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา Huawei กลายเป็นช่องทางหลักที่สร้างยอดลงทะเบียน ONESIAM Global Visitor Card สูงที่สุด acquisition ในเดือน ก.พ. เติบโตกว่า 400% (YoY) ยอดการใช้จ่าย (spending) เติบโตกว่า 100% (YoY)
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างสยามพิวรรธน์และ Huawei ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการผสานพลังระหว่าง “ศักยภาพของจุดหมายปลายทาง” กับ “อิทธิพลของนวัตกรรมและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก” ส่งมอบประสบการณ์ Smarter Travel ที่สมบูรณ์แบบให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Travel Retail ของไทยให้ก้าวไปสู่ Global Experiential Destination อย่างแท้จริง สนับสนุนเศรษฐกิจประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 7 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ เจรจาหยุดยิงไม่แน่นอน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 7 พ.ค. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.20 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินบาทจะยังคงผันผวนสูงในระยะสั้น โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของวันนี้ไว้ที่ 32.05-32.45 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.05-32.45 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังจากที่แข็งค่าขึ้น “เร็ว แรง” มากกว่าที่เราประเมินไว้ (เราประเมินกรอบล่างเพียง 32.30 บาทต่อดอลลาร์) จนเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงราว 18.00 น. (แกว่งตัวในกรอบ 32.03-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ตามการตอบสนองของตลาดการเงินต่อทั้งแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่หนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มีจังหวะแข็งค่าขึ้นใกล้โซน 155 เยนต่อดอลลาร์
รวมถึงกระแสข่าว ทางการสหรัฐฯ-อิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งทำให้ในช่วงแรก ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงหนักราว -10% ส่วนเงินดอลลาร์ ได้ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับมุมมองใหม่ว่า หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้จริง อาจทำให้ FED มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้

นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พุ่งสูงขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง จากท่าทีของทางฝั่งอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ขู่เพิ่มเติมว่า หากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง อาจนำไปสู่การโจมตีอิหร่านที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น (ส่วนผู้เล่นในตลาดได้กลับมาเชื่อว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้) ส่วนราคาทองคำได้ย่อตัวลงบ้าง และทำให้เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเช่นกัน
แนวโน้มค่าเงินบาท
การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มจำกัดลงได้ โดยการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดได้ตอบรับความคาดหวังต่อแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไปบ้างแล้ว
ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นอาจไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เพิ่มเติม ในช่วงนี้ ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ อาจยังพอได้อานิสงส์จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตราบใดที่ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ยังคงออกมาสดใสและดีกว่าคาด ทำให้
เรามีความกังวลว่า เงินบาทอาจเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงได้พอสมควร หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง หรือสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้ง ซึ่งควรจะเห็น การปรับตัวขึ้นเร็ว แรง ของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นพร้อมกับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (สอดคล้องกับการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED) ส่วนราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลง กดดันให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์)
นอกจากนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังคงดำเนินอยู่ตลอดเดือนพฤษภาคม (แต่โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลอาจทยอยลดลง หลังจบสัปดาห์นี้) กอปรกับ บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่เร่งรีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยมากนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากทั้งความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ FED ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ย หรืออย่างน้อยคงดอกเบี้ยได้ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง AMD +18.6% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน Exxon Mobil -4.0% ตามการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.46% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +2.02%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พุ่งขึ้นกว่า +2.22% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในช่วงนี้ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +6.2% และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มีความหวังต่อแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell -3.2% หลังราคาน้ำมันดิบดิ่งลงหนัก
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลง สู่โซน 4.35% ตอบรับกระแสข่าวการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลง ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ของตลาดการเงินโดยรวมได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งมีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยอ่อนค่าลงจากโซน 155.6 เยนต่อดอลลาร์ สู่โซน 156.5 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ลงบ้าง กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ที่ได้แรงหนุนในช่วงแรกจากกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง Challenger Job Cuts ในเดือนเมษายน รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่จัดทำโดย New York FED รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีโอกาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ในเดือนมีนาคม พร้อมกับรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่น (Wage Growth) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เดือดชิงยุโรป! อาร์เซน่อล ดวล เปแอสเช ลุ้นแชมป์ยุโรป 30 พ.ค.นี้ ใครจะครองบัลลังก์

เส้นทางสุดหินพาทั้งสองทีมมาถึงจุดตัดสิน อาร์เซน่อลหวังสร้างประวัติศาสตร์ ขณะที่เปแอสเชลุ้นแชมป์ต่อเนื่อง ศึกนี้มีถ้วยเดียวเท่านั้นที่จะถูกชูขึ้นฟ้า!
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2024/25 ได้ 2 ทีมลุยรอบชิงฯ เป็นทางการ! อาร์เซน่อล ปะทะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์เก่า โดยวันเสาร์ที่ 30 พ.ค.นี้จะได้รู้กันว่า “ปืนใหญ่” จะที่ผงาดคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรก หรือ “เปแอสเช” จะคว้าแชมป์ 2 ซีซั่นติดต่อกัน
ในที่สุดศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025/26 ได้เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่เสร็จสิ้นการแข่งขันรอบตัดเชือกทั้งสองคู่ และก็เป็น อาร์เซน่อล ยอดทีมจากอังกฤษ กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส และเป็นแชมป์เก่า ที่ผ่านเข้ามาถึงวันสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งจะฟาดแข้งกันที่สนามปุสกัส อารีน่า ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ และนี่คือเส้นทางของทั้งสองทีม ที่เตรียมห้ำหั่นกันเพื่อความเป็นหนึ่งของเวทียุโรป
อาร์เซน่อล (อังกฤษ)
รอบ ลีก เฟส (อันดับ 1 : 24 แต้ม ชนะ 8 , เสมอ 0 , แพ้ 0 )
– ชนะ แอธเลติก บิลเบา 2-0 (เยือน)
– ชนะ โอลิมเปียกอส 2-0 (เหย้า)
– ชนะ แอตเลติโก มาดริด 4-0 (เหย้า)
– ชนะ สลาเวีย ปราก 3-0 (เยือน)
– ชนะ บาเยิร์น มิวนิค 3-1 (เหย้า)
– ชนะ คลับ บรุช 3-0 (เยือน)
– ชนะ อินเตอร์ มิลาน 3-1 (เยือน)
– ชนะ ไครัต 3-2 (เหย้า)
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
– เสมอ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 1-1 (เยือน)
– ชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-0 (เหย้า)
(รวมสองนัด ชนะ 3-1)
รอบ 8 ทีมสุดท้าย
– ชนะ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 1-0 (เยือน)
– เสมอ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 0-0 (เหย้า)
(รวมสองนัด ชนะ 1-0)
รอบรองชนะเลิศ
– เสมอ แอตเลติโก มาดริด 1-1 (เยือน)
– ชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 (เหย้า)
(รวมสองนัด ชนะ 2-1)
ผลงานของ อาร์เซน่อล โดดเด่นมากๆ ในรอบ ลีก เฟส เมื่อสะกดคำว่าเสมอ และแพ้ไม่เป็นเลย แม้ในรอบน็อกเอาต์ฟอร์มการถล่มประตูอาจจะแผ่วไปบ้าง แต่สุดเด่นก็คือเกมรับที่แข็งแกร่ง โดยตั้งแต่รอบ ลีก เฟส จนถึงรอบตัดเชือก ทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า เสียไปแค่ 6 ประตูเท่านั้น ที่สำคัญนี่คือการเข้าสู่รอบชิงครั้งที่สองในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร นับตั้งแต่เคยทำได้ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2006 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ดังนั้นนักเตะ “ปืนใหญ่” มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะนำโทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” ใบแรกไปประดับในตู้โชว์ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ให้ได้
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)
รอบ ลีก เฟส (อันดับ 11 : 14 แต้ม, ชนะ 4, เสมอ 2, แพ้ 2)
– ชนะ อตาลันต้า 4-0 (เหย้า)
– ชนะ บาร์เซโลน่า 2-1 (เยือน)
– ชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 7-2 (เยือน)
– แพ้ บาเยิร์น มิวนิค 1-2 (เหย้า)
– ชนะ สเปอร์ส 5-3 (เหย้า)
– เสมอ แอธเลติก บิลเบา 0-0 (เยือน)
– แพ้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 1-2 (เยือน)
– เสมอ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-1 (เหย้า)
รอบเพลย์ออฟ
– ชนะ โมนาโก 2-3 (เยือน)
– เสมอ โมนาโก 2-2 (เหย้า)
(รวมสองนัด ชนะ 5-4)
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
– ชนะ เชลซี 5-2 (เหย้า)
– ชนะ เชลซี 3-0 (เยือน)
(รวมสองนัด ชนะ 8-2)
รอบ 8 ทีมสุดท้าย
– ชนะ ลิเวอร์พูล 2-0 (เหย้า)
– ชนะ ลิเวอร์พูล 2-0 (เยือน)
(รวมสองนัด ชนะ 4-0)
รอบรองชนะเลิศ
– ชนะ บาเยิร์น มิวนิค 5-4 (เหย้า)
– เสมอ บาเยิร์น มิวนิค 1-1 (เยือน)
(รวมสองนัด ชนะ 6-5)
แม้ผลงานไม่ค่อยดีในรอบ ลีก เฟส จนต้องอาศัยการเตะเพลย์ออฟในการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ แต่หลังจากนั้นทีมของกุนซือ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ก็เล่นได้อย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง และสามารถทะลุเข้าไปป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ โดยเป็นสโมสรฝรั่งเศสทีมแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ/ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ถึง 3 ครั้ง และยังเป็นทีมแรกที่เข้าชิง 2 ฤดูกาลติดต่อกันอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
วิกฤตสุขภาพคนรุ่นใหม่ โรคหัวใจพุ่ง เหตุไลฟ์สไตล์-ความเครียดสะสม

- โรคหัวใจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่พบในกลุ่มคนวัยทำงานและคนอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เช่น ความเครียดสะสม การพักผ่อนน้อย และพฤติกรรมการบริโภค
- กลุ่มโรค CKM (Cardiovascular-Kidney-Metabolic) Syndrome ที่เชื่อมโยงการทำงานของหัวใจ ไต และระบบเผาผลาญ เป็นอีกสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยง
นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการดูแลโรคหัวใจ สู่การเป็น CVT Hospital of Asia Pacific ภายใต้แนวคิด BEYOND HEART CARE – ยกระดับการดูแลโรคหัวใจ
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรคหัวใจไม่ใช่โรคของผู้สูงวัย แต่พบในกลุ่มวัยทำงานและคนอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ เช่น ความเครียด การนอนน้อย พฤติกรรมการกิน รวมถึงกลุ่มโรค Cardiovascular-Kidney-Metabolic (CKM) Syndrome ที่เชื่อมโยงหัวใจ ไต และเมตาบอลิกเข้าด้วยกัน
การรักษาโรคหัวใจต้องดูแลทั้งระบบหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด ปัจจุบันโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยทั้งคนไทยและต่างชาติมากกว่า 800,000 รายกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็น 45 – 50% จากประเทศหลัก เช่น เมียนมา กาตาร์ UAE สหรัฐอเมริกา และบังกลาเทศ
สำหรับการยกระดับดังกล่าวขับเคลื่อนผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย
- Beyond Cardiac Surgical Precision ยกระดับการผ่าตัดหัวใจสู่ยุคหัวใจแผลเล็ก ฟื้นตัวไว พัฒนาเทคนิคการผ่าตัดหัวใจสู่ Minimally Invasive Cardiac Surgery (MICS) การผ่าตัดแผลเล็กโดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก ลดความเจ็บปวด ลดการเสียเลือด ลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ครอบคลุมการรักษาหลากหลาย สะท้อนการพัฒนาจากการรักษาแบบผ่าตัดใหญ่ ไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ควบคู่การลดผลกระทบต่อร่างกายของผู้ป่วย เช่น Minimally Invasive Cardiac Surgery Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก ไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก ลดการเสียเลือด เจ็บน้อย กลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น เป็นต้น
- Beyond Advanced Intervention ทางเลือกใหม่รักษาหัวใจผ่านสายสวน ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบขั้นรุนแรงหรือซับซ้อน โดยใช้โปรแกรม Complex High-risk Indicated PCI (CHIP PCI) รวมเทคโนโลยีทันสมัยช่วยตรวจและขยายหลอดเลือดที่ตีบแข็งได้มากขึ้นผ่านสายสวนหัวใจ (ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก) เหมาะสำหรับผู้ป่วยเสี่ยงสูงหรือหลอดเลือดอุดตันรุนแรง รวมถึงการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ด้วยเทคโนโลยีจี้ไฟฟ้าหัวใจ PFA (Pulsed Field Ablation) ใช้คลื่นไฟฟ้าความถี่สูงผ่านสายสวนเข้าไปทำลายเซลล์ที่เป็นตัวการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง
- Beyond Cardiogenic Shock Program ยกระดับการดูแลภาวะหัวใจวิกฤต ด้วยเทคโนโลยีช่วยชีวิตระดับสูง ซึ่งภาวะ Cardiogenic Shock เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง การรักษาต้องอาศัยทั้งความเร็วแบบ Real-time และความชำนาญเฉพาะทางของทีมแพทย์โดยทีมดูแลภาวะหัวใจวิกฤต พร้อมเทคโนโลยีช่วยชีวิตขั้นสูง
- Beyond Aortic Aneurysm Care ความชำนาญเฉพาะทางด้านหลอดเลือดแดงใหญ่ โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) เป็นภาวะที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตแบบเฉียบพลันหากไม่ได้รับการรักษา เราให้การดูแลด้วยเทคนิค Endovascular Repair (EVAR / TEVAR) ซึ่งเป็นการรักษาผ่านสายสวนแบบแผลเล็ก ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคร่วมซับซ้อนหรือผู้สูงอายุ
- Beyond Intelligent Diagnostics จากการรักษาสู่การป้องกันก่อนเกิดโรคหัวใจ หนึ่งในแกนสำคัญของ CVT Hospital คือ เปลี่ยนจากการดูแลแบบตั้งรับเป็นการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) ผ่านระบบ Advanced Cardiac Diagnostics ที่ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น EKG / Echocardiogram, Stress Test, CT Coronary Calcium Score, Genetic Risk Assessment เพื่อให้ผู้ป่วย รู้ทันความเสี่ยง และสามารถป้องกันโรคก่อนเกิดอาการ
“5 องค์ประกอบหลักดังกล่าว คือการออกแบบระบบการดูแลหัวใจแบบครบทุกมิติตั้งแต่การป้องกัน (Preventive) การวินิจฉัย (Diagnosis) การรักษา (Intervention) การผ่าตัด (Surgery) ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต (Critical Care)”
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
รวม คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ที่ใช้บ่อยที่สุด พร้อมเทคนิคเก่งไวแบบธรรมชาติ

การเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษที่ได้ผลดีที่สุดไม่ใช่การท่องตำราเล่มหนา แต่คือการเริ่มจากสิ่งรอบตัว การแม่นยำใน คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน จะช่วยเปลี่ยนโลกการสื่อสารของคุณให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร การเดินทาง หรือการทักทายเพื่อนใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาในอนาคต
ทำไม คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ถึงสำคัญกว่าการท่องศัพท์ยากๆ
หลายคนพยายามท่องศัพท์วิชาการ แต่กลับติดขัดเมื่อต้องสื่อสารเรื่องพื้นฐาน การโฟกัสที่ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ช่วยให้คุณสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ และที่สำคัญคือกลุ่มคำเหล่านี้ถูกใช้งานซ้ำๆ จนทำให้สมองจดจำได้โดยอัตโนมัติ (Automated Recall) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพูดคล่อง
จุดเริ่มต้นของการสะสม คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน จากที่บ้าน
เราสามารถเริ่มฝึก คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ได้ทันทีเพียงแค่หันมองไปรอบห้อง ตั้งแต่ตื่นนอน (Wake up) ล้างหน้า (Wash your face) ไปจนถึงการเตรียมมื้อเช้า การเปลี่ยนชื่อเรียกสิ่งของรอบตัวให้เป็นภาษาอังกฤษเป็นวิธีฝึกที่ทรงพลังและเห็นผลเร็วที่สุด
คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หมวดการเดินทางและการใช้ขนส่งสาธารณะ
ในยุคดิจิทัลปี 2026 การเดินทางมีความหลากหลายมากขึ้น การรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ที่เกี่ยวกับแอปพลิเคชันเรียกรถ (Ride-hailing), สถานีรถไฟฟ้า (Skytrain station) หรือการถามเส้นทาง จะช่วยลดความประหม่าเมื่อต้องเดินทางในต่างแดนหรือสื่อสารกับชาวต่างชาติที่มาขอความช่วยเหลือ
ยกระดับการสนทนาด้วย คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หมวดอาหารและเครื่องดื่ม
การสั่งกาแฟหรืออาหารจะไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอีกต่อไปหากคุณมีคลัง คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ที่เพียงพอ การเข้าใจคำระบุประเภทเนื้อสัตว์ ระดับความสุก หรือแม้แต่การแจ้งเรื่องการแพ้อาหาร (Food allergy) เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้ในทุกๆ วัน
ฝึกใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
แม้จะเป็นในออฟฟิศ แต่การสื่อสารส่วนใหญ่ก็ยังใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เป็นหลัก เช่น การนัดหมาย (Appointment), การส่งต่องาน (Handover) หรือการขอบคุณความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งคำเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในทีมงานระดับสากล
เทคนิคการเรียนรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ผ่านความบันเทิง
ลองเปลี่ยนมาดู Vlog หรือซีรีส์แนว Sitcom ที่เล่าเรื่องชีวิตปกติ คุณจะได้ยิน คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ที่เป็นธรรมชาติและมีการใช้ Slang หรือสำนวน (Idioms) ที่เจ้าของภาษาใช้จริง ซึ่งจะทำให้การพูดของคุณดู Professional และเป็นกันเองมากขึ้น
คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ในยุคดิจิทัลและการใช้โซเชียลมีเดีย
การอัปเดตสเตตัสหรือการคอมเมนต์ในสื่อสังคมออนไลน์ล้วนประกอบไปด้วย คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เช่น การแชร์ประสบการณ์ (Experience), การติดตาม (Following) หรือการแสดงความคิดเห็น (Feedback) ซึ่งคำเหล่านี้แทรกซึมอยู่ในชีวิตเราตลอด 24 ชั่วโมง
การฝึกออกเสียง คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ให้เป๊ะเหมือน Native
ความลับของการพูดชัดไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์ยากๆ แต่อยู่ที่การลงน้ำหนัก (Stress) ใน คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ให้ถูกต้อง การฝึกเลียนแบบเสียงจากสื่อต่างๆ จะช่วยให้หูของคุณชินกับสำเนียงและจังหวะการพูดที่แท้จริง
สร้างความมั่นใจด้วยการใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ในสถานการณ์จริง
อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การนำ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ที่เรียนมาใช้พูดจริงๆ แม้เพียงประโยคสั้นๆ จะช่วยให้สมองสร้างเครือข่ายความจำที่แข็งแกร่งกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียวหลายเท่าตัว
สรุปกุญแจสำคัญในการพิชิต คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
ความเรียบง่ายคือความยั่งยืน การสะสม คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน อย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่สม่ำเสมอ คือกลยุทธ์ที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษมานักต่อนัก เตรียมตัวให้พร้อมแล้วคุณจะพบว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ตารางสรุปหมวดหมู่คำศัพท์ที่ใช้บ่อยในแต่ละช่วงเวลาของวัน
| ช่วงเวลา / สถานการณ์ | กิจกรรมหลัก | ตัวอย่าง คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน |
| Morning (เช้า) | การเตรียมตัวเริ่มต้นวัน | Routine, Breakfast, Commute, Prepare |
| Working Hours (สาย-บ่าย) | การทำงานและการสื่อสาร | Collaboration, Meeting, Deadline, Task |
| Socializing (เย็น-ค่ำ) | การพบปะและพักผ่อน | Relax, Dinner, Conversation, Hang out |
| Emergency (สถานการณ์ฉุกเฉิน) | การขอความช่วยเหลือ | Assistance, Urgent, Immediate, Contact |
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
เริ่มเรียนจาก คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หมวดไหนดีที่สุด?
แนะนำเริ่มจากหมวด “กิจวัตรประจำวัน” (Daily Routine) ครับ เพราะเป็นสิ่งที่เราทำทุกวัน ทำให้มีโอกาสนึกถึงศัพท์คำนั้นและฝึกฝนได้บ่อยที่สุด
ถ้าไม่รู้แกรมม่าเลย จะใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สื่อสารได้ไหม?
ได้ในระดับหนึ่งครับ การสื่อสารด้วยคำศัพท์โดดๆ (Keyword communication) สามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจใจความสำคัญได้ แต่การเรียนรู้คู่กับโครงสร้างประโยคพื้นฐานจะช่วยให้คุณดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ควรท่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน วันละกี่คำ?
เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณครับ แนะนำวันละ 5-10 คำ แต่ต้องรู้วิธีใช้และลองแต่งประโยคให้ได้ จะเห็นผลดีกว่าการท่องวันละ 100 คำแต่ไม่ได้ใช้เลย
เด็กเล็กควรเริ่มฝึก คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน อย่างไร?
เน้นการเรียนผ่านภาพและกิจกรรมครับ เช่น การเรียกชื่อของเล่นหรืออาหารเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็กซึมซับคำศัพท์เหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
‘ภัยไซเบอร์’ ลุกลามเขย่าความมั่นคงไทย ดัน ‘อสม.ไซเบอร์’ สกัดกลโกงยุค AI

อาชญากรรมไซเบอร์ทวีความรุนแรง กระทบเศรษฐกิจฐานราก-ความมั่นคงประเทศ รัฐเร่งปั้น “อสม.ไซเบอร์” เป็นด่านหน้า เตือนภัยใหม่ ซัพพลายเชน เอไอ ควอนตัม อาจเกิดวิกฤติรอบใหม่ จาก “เคาะประตูบ้าน” สู่ “เกราะคุ้มกันชุมชนบนโลกไซเบอร์” นับเป็นการถอดรหัสปรากฏการณ์ อสม. ยุคใหม่ กับภารกิจปกป้องชุมชนในโลก AI
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ “อสม.” คือกลุ่มคนสำคัญที่เดินเคาะประตูบ้านเพื่อดูแลความเป็นอยู่และสุขภาพของคนในชุมชน แต่ในปี 2569 เมื่อภัยคุกคามไม่ได้มาในรูปแบบของโรคระบาดเพียงอย่างเดียว แต่แฝงมากับคลื่นดิจิทัลและกลโกงบนหน้าจอมือถือ โลกของ อสม. จึงต้องยกระดับครั้งใหญ่
พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (สกมช.) กล่าวว่า จากภาพจำของ อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน “อสม.” ที่เคยเดินเคาะประตูบ้าน กำลังถูกแทนที่ด้วยบทบาทใหม่ในโลกดิจิทัล เมื่อภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรคระบาด แต่แฝงตัวมากับ “อาชญากรรมไซเบอร์” ที่รุกล้ำชีวิตคนไทยผ่านหน้าจอมือถือ
ปี 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกลโกงออนไลน์พัฒนาไปพร้อมเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง ตั้งแต่การปลอมเสียง หลอกโอนเงิน ไปจนถึงข่าวปลอมด้านสุขภาพ กระทบทั้งเศรษฐกิจครัวเรือนและสุขภาพจิตอย่างรุนแรง
โครงการ “อสม. ไซเบอร์” กำลังสร้างนิยามใหม่ของการดูแลชุมชน นี่ไม่ใช่แค่การอบรมออนไลน์ทั่วไป แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” (Intellectual Infrastructure) และการวาง “เกราะคุ้มกันดิจิทัลระดับฐานราก” (Grassroots Digital Shield) ที่จะเปลี่ยนให้ อสม. กลายเป็นด่านหน้าผู้เชี่ยวชาญในการรับมือกับวิกฤตไซเบอร์ที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด เพียง อสม. เข้าเรียนผ่านแอปพลิเคชัน “Smart อสม.”
พลังแห่งการตื่นตัว=ตื่นรู้ทางดิจิทัล
หากพิจารณาจากข้อมูลสถิติเราจะพบปรากฏการณ์การเติบโตแบบก้าวกระโดดที่น่าทึ่ง จากจุดเริ่มต้นในวันที่ 20 มีนาคม 2569 กับหมวดวิชาที่ 1 เริ่มเปิดเรียน เพียงเวลาเดือนเศษจนถึงวันที่ 5 พ.ค.2569 ตัวเลขพุ่งสูงถึง 57,658 ราย
และตัวเลขที่สะท้อน “คุณภาพของการมีส่วนร่วม” คือ มีผู้เรียนจบหลักสูตรพุ่งสูงถึง 51,223 ราย หรือคิดเป็นเกือบ 90% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือหลักฐานความตั้งใจจริง อสม. ทั่วประเทศ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีความพร้อมและกระตือรือร้นที่จะติดอาวุธทางปัญญา เพื่อกลับไปดูแลหมู่บ้านของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
จากผู้ดูแลสุขภาพสู่ด่านหน้าไซเบอร์
เลขาธิการ สกมช.กล่าวเสริมว่า ยุคปัจจุบัน เราไม่สามารถแยกสุขภาพกายออกจากความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลได้อีกต่อไป เพราะความเสียหายจากการถูกโกงออนไลน์นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและวิกฤตการเงินในครอบครัวอย่างรุนแรง หรือ “Digital Health” คือ “Public Health”
รวมไปถึงข้อมูลสุขภาพปลอมหรือข้อมูลสุขภาพลวงบนโลกดิจิทัลอีกมากมาย ที่แม้วิวัฒนาการแพทย์จะเติบโตแค่ไหน คนก็หลงเชื่อการหลอกลวงด้วยจิตวิทยาหมู่

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนบทบาท อสม. ให้เป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์เพื่อชุมชนไทย จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การใช้คนใกล้ตัวที่มีความสัมพันธ์อันดีและได้รับความไว้วางใจสูงสุดในพื้นที่มาเป็นผู้ให้ความรู้ คือหัวใจสำคัญของการสร้างความปลอดภัยที่ยั่งยืน เมื่อ อสม. เข้าใจทักษะเหล่านี้ พวกเขาจะกลายเป็น “เรดาร์” ที่คอยแจ้งเตือนภัยและหยุดยั้งกลโกงก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริง
ปรากฏการณ์ AI ทำลายกำแพงความรู้
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือความสนใจในเรื่อง “การใช้งาน AI อย่างปลอดภัย” ซึ่งเริ่มเปิดเรียนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เนื้อหาที่ดูเหมือนจะล้ำสมัยเกินกว่าระดับชุมชน กลับได้รับความสนใจอย่างถล่มทลาย
ทั้งนี้ จากสถิติ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 พบว่ามีผู้ลงทะเบียนเรียนหมวด AI แล้วถึง 5,138 ราย และมีผู้เรียนจบผ่านเกณฑ์ไปแล้วกว่า 4,170 ราย ภายในเวลาเพียง 5 วัน! สิ่งนี้สะท้อนว่าช่องว่างดิจิทัลกำลังถูกถมให้เต็มด้วยความสามารถของ อสม. ที่ต้องการเรียนรู้ว่า AI คืออะไร มีข้อจำกัดอย่างไร และจะใช้งานอย่างไรให้ปลอดภัย นี่คือการกระจายอำนาจทางเทคโนโลยีสู่ระดับฐานรากอย่างแท้จริง
ปรากฏการณ์ “อสม. ไซเบอร์” คือสัญญาณที่บอกว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีระดับสูงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในเมืองใหญ่หรือในมือของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เมื่ออาสาสมัครที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งหัวใจได้รับการเสริมพลังด้วยทักษะดิจิทัล ที่ถูกต้อง พวกเขาจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวผ่านความเสี่ยงในโลกออนไลน์ไปได้อย่างมั่นคง
เตือนถูกเจาะสะท้อนโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อภัยไซเบอร์ไม่ได้จำกัดแค่ระดับชุมชน แต่กำลังขยายสู่ระดับโครงสร้างประเทศ พลอากาศตรีอมร กล่าวอีกว่า แนวโน้มของภัยคุกคาม จะมีการโจมตีแบบซัพพลาย เชน สามารถใช้จุดเล็ก เจาะระบบใหญ่ ขณะที่ Quantum Computing กำลังสั่นคลอนระบบเข้ารหัส และ AI เปิดช่องให้เกิดทั้งผู้โจมตีและผู้ป้องกันในเวลาเดียวกัน
ภัยไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือความท้าทายของวันนี้ การโจมตีไม่ได้เกิดเฉพาะจุด แต่สามารถขยายผลกระทบเป็นวงกว้าง และกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศได้โดยตรง
ดังนั้น สกมช. จึงมีการจัดฝึก Thailand National Cyber Exercise 2026 (NCX2026) จึงถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อทดสอบความพร้อมของหน่วยงานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ผ่านสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ตั้งแต่การเปิด War Room การสื่อสารในภาวะวิกฤติ ไปจนถึงการฟื้นฟูระบบหลังถูกโจมตี
เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันไซเบอร์ระดับชาติ” ให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพราะภัยไซเบอร์ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
4 ผักพื้นบ้านช่วย “ลดน้ำตาลในเลือด” เก็บง่ายริมรั้ว ดีต่อคนเสี่ยงเบาหวาน งานวิจัยรองรับ

4 ผักพื้นบ้านช่วยคุมน้ำตาลในเลือด ตัวช่วยดีๆ สำหรับผู้เสี่ยงเบาหวานและผู้ป่วยเบาหวาน
โรคเบาหวาน ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่คนไทยเผชิญมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะ “น้ำตาลในเลือดสูง” หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน ซึ่งมักมีระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงอยู่ที่ 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลแบบสุ่มอยู่ระหว่าง 140-199 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
แม้ว่าการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และรับประทานยาตามแพทย์สั่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลโรคเบาหวาน แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่พบว่า “ผักพื้นบ้านไทย” บางชนิดมีสารสำคัญที่อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทั้งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และช่วยเสริมการทำงานของร่างกายในการเผาผลาญกลูโคส
มาดูกันว่า 4 ผักพื้นบ้านช่วยคุมน้ำตาลในเลือด ที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีอะไรบ้าง
1. ตำลึง ผักริมรั้วสารอาหารสูง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
ตำลึง เป็นผักพื้นบ้านที่นิยมนำมาลวก ต้ม แกง หรือกินคู่กับน้ำพริก จุดเด่นคือมีสารอาหารสูง ทั้งเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และใยอาหาร ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
จากข้อมูลของกรมอนามัย ระบุว่า ใบและยอดตำลึง 100 กรัม ให้พลังงานต่ำ แต่มีสารอาหารสำคัญจำนวนมาก โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
งานวิจัยเกี่ยวกับตำลึงพบว่า สารสกัดจากลำต้นและใบมีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยช่วยกระตุ้นการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เพิ่มระดับอินซูลิน และลดการเปลี่ยนไกลโคเจนกลับเป็นน้ำตาล จึงมีแนวโน้มช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี นอกจากนี้ยังอาจช่วยลดไขมันในเลือดร่วมด้วย
ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพสามารถนำตำลึงมาปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น แกงจืดตำลึง ไข่เจียวตำลึง หรือต้มจิ้มน้ำพริก ซึ่งเป็นวิธีเพิ่มผักและใยอาหารในแต่ละมื้อได้ง่ายๆ
2. มะระขี้นก สมุนไพรขึ้นชื่อเรื่องลดน้ำตาล
มะระขี้นก เป็นสมุนไพรที่ใช้กันมายาวนานในหลายประเทศ ทั้งเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยเฉพาะในตำรายาอายุรเวทที่ใช้มะระช่วยดูแลผู้ป่วยเบาหวานมานานหลายร้อยปี
จุดเด่นของมะระขี้นกคือมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น charantin, polypeptide-p และกลุ่มสารขมคิวเคอร์บิตาซิน ซึ่งมีรายงานว่าสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผ่านหลายกลไก ทั้งเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น และชะลอการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่า น้ำคั้นมะระขี้นกอาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน เช่น ปัญหาไต เส้นประสาทเสื่อม และต้อกระจก จากภาวะน้ำตาลสูงสะสมเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม แม้มะระขี้นกจะมีประโยชน์ แต่ไม่ควรดื่มน้ำคั้นในปริมาณมากเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาลดน้ำตาลอยู่แล้ว เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำได้ ทางที่ดีควรรับประทานในรูปอาหาร เช่น แกงจืดมะระ ผัดไข่มะระ หรือมะระลวกจิ้มน้ำพริก จะปลอดภัยกว่า
3. ชะพลู ผักกลิ่นหอมที่อาจช่วยควบคุมน้ำตาล
ชะพลู หรือที่บางพื้นที่เรียกว่า “ช้าพลู” เป็นผักพื้นบ้านที่นิยมนำมาห่อเมี่ยงคำ หรือกินเป็นผักสด มีรสเผ็ดอ่อนๆ และกลิ่นหอมเฉพาะตัว
มีงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศที่พบว่า ชะพลูอาจมีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในสัตว์ทดลองที่มีภาวะเบาหวาน แต่ไม่ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดของสัตว์ปกติ จึงเป็นอีกหนึ่งผักที่ถูกพูดถึงในกลุ่มผู้รักสุขภาพ
แม้ว่าการกินชะพลูในรูปอาหารจะค่อนข้างปลอดภัย แต่หากรับประทานในรูปสมุนไพรหรือใช้ต่อเนื่องเพื่อหวังผลทางยา ควรระวังภาวะน้ำตาลต่ำ โดยสังเกตอาการ เช่น ใจสั่น เหงื่อออก หน้ามืด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตควรระวังการกินชะพลูในปริมาณมาก เพราะใบชะพลูมีสารแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งอาจสะสมและเพิ่มภาระการทำงานของไตได้
4. ผักเชียงดา ผักพื้นบ้านดาวเด่นของคนคุมน้ำตาล
ผักเชียงดา หรือ “ผักจินดา” เป็นผักพื้นบ้านทางภาคเหนือที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีงานศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับฤทธิ์ในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
สารสำคัญในผักเชียงดาคือ gymnemic acid ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็ก ลดการขนส่งน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ และอาจช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เบต้าในตับอ่อนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอินซูลิน
มีการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและมนุษย์ที่พบว่า การดื่มชาเชียงดาหลังอาหารอาจช่วยลดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในผู้ป่วยเบาหวานบางส่วนยังให้ผลไม่ชัดเจน จึงยังไม่สามารถใช้แทนยารักษาโรคเบาหวานได้
ถึงแม้ผักเชียงดาจะถูกมองว่าเป็น “ผู้ฆ่าน้ำตาล” ตามความหมายของชื่อในภาษาฮินดู แต่ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานยาอยู่แล้วควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเสริมฤทธิ์ยาและทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
กินผักช่วยคุมน้ำตาลอย่างไรให้ได้ผล?
แม้ผักพื้นบ้านช่วยคุมน้ำตาลในเลือดจะมีประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญคือควรกินควบคู่กับการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหาร ลดหวาน ลดมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรหยุดยาเองหรือใช้สมุนไพรแทนการรักษาหลัก เพราะอาจทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว หากต้องการใช้สมุนไพรหรือผักพื้นบ้านในปริมาณมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
สรุป
4 ผักพื้นบ้านช่วยคุมน้ำตาลในเลือด ได้แก่ ตำลึง มะระขี้นก ชะพลู และผักเชียงดา ต่างมีสารสำคัญที่อาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและสนับสนุนการทำงานของอินซูลินได้ในระดับหนึ่ง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน
อย่างไรก็ตาม การกินผักเหล่านี้ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และใช้เป็นเพียงตัวช่วยเสริมในการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การรักษาหลัก โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานยาอยู่แล้วควรระมัดระวังเรื่องภาวะน้ำตาลต่ำร่วมด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 07/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,650.00 | 71,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,632.00 | 70,221.12 | 72,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,168.80 | 63,199.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,705.60 | 56,176.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,084.40 | 31,599.50 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,621.20 | 24,577.39 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,800.00 | 72,768.00 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 07/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.30 | 43.30 | 43.80 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.93 | 42.93 | 43.18 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 36.30 | 36.30 | 36.80 | 36.30 | – | 36.30 | 36.30 | 36.30 | 36.30 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 32.24 | 32.24 | – | – | – | – | – | – | 32.24 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 56.04 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 52.89 | – | – | 56.01 | – | 53.39 | 53.04 | – | 52.89 |
| ดีเซล | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 62.10 | 62.10 | 49.84 | 62.10 | – | – | – | – | 62.10 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







