บุกพรมแดนใหม่ ‘ฮ่องกง’ จุดเชื่อมต่อธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

เปิดพรมแดนใหม่ “ฮ่องกง” สู่บทบาทศูนย์กลางเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับตลาดโลก ชูโอกาสการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่าย ต่อยอดศักยภาพธุรกิจไทยในเวทีสากล
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญและแข็งแกร่งของภูมิภาค ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอื่นๆ ที่ส่งออกสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก ไทยยังได้รับการขนามนามมาอย่างยาวนานในฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” และกำลังเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน
ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนี้มากกว่าประเทศใด แต่ความทะเยอทะยานของธุรกิจไทยในปัจจุบันได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นแค่โรงงานผลิต ไปสู่การยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ทั้งในด้านการออกแบบ การจัดหาเงินทุน และการขยายธุรกิจในระดับโลก
คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เอเชียยังเป็นภูมิภาคที่น่าขยายการลงทุนต่อไปหรือไม่” แต่คือจะต้องเลือกตั้งฐานธุรกิจ จัดหาเงินทุน และต่อยอดการเติบโตที่ใด และ “ฮ่องกง” กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่ว่า ผ่านโครงการ Northern Metropolis
พื้นที่สำหรับสร้างธุรกิจ และตลาดที่พร้อมเชื่อมต่อ
องค์กรที่ต้องการขยายธุรกิจในเอเชียต่างต้องการพื้นที่สำหรับสร้างธุรกิจและตลาดเพื่อเชื่อมต่อ ซึ่งฮ่องกงสามารถตอบโจทย์ทั้งสองข้อนี้ได้พร้อมกัน ในพื้นที่ Northern Metropolis มีพื้นที่ขนาด 30,000 เฮกตาร์ ตามแนวชายแดนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก
นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง มีเงินทุนหมุนเวียนมหาศาล และมีระบบการซื้อขายที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ที่พร้อมสนับสนุนกระแสเงินทุนแก่ภาคเศรษฐกิจจริงในภูมิภาคเอเชีย สำหรับบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทไทยสามารถจับคู่ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศ เข้ากับการวิจัยและพัฒนา การตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค และแหล่งเงินทุนระดับโลกในฮ่องกง เพื่อเปลี่ยนฐานการผลิตที่แข่งขันกันเรื่องต้นทุน ให้เป็นธุรกิจมูลค่าสูงระดับโลกอย่างแท้จริง
ความสนใจจากนักลงทุนเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยในครึ่งแรกของปี 2569 มีบริษัทจากอาเซียนเข้ามาจัดตั้งหรือขยายธุรกิจผ่าน InvestHK เพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ เมื่อเดือน มิ.ย. 2569 ยังมีการเปิดตัวหอการค้าอาเซียนในฮ่องกง ASEAN Chamber of Commerce (Hong Kong) โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจกว่า 100 คน เข้าร่วมเยี่ยมชม Northern Metropolis ในวันแรก สะท้อนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในฐานะที่อาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของฮ่องกงมานาน 16 ปีติดต่อกัน
ขณะเดียวกัน ทุนไทยได้เริ่มขยับตัวครั้งใหญ่ โดยเมื่อเดือน ก.ค. 2569 InvestHK ได้ต้อนรับกลุ่มบริษัทพลังงานชั้นนำอย่างบางจากคอร์ปอเรชัน ที่เริ่มดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงในฮ่องกง หลังจากการเข้าซื้อกิจการ Chevron ฮ่องกงในมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อวางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางเชิงพาณิชย์และการค้าระดับภูมิภาคของกลุ่มบริษัท
การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งจากประเทศไทยและอาเซียนที่เข้ามายังฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงกระแสการค้าและการลงทุนสองทางที่แข็งแกร่งระหว่างฮ่องกงและอาเซียน
เครื่องยนต์แห่งแดนเหนือ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
Northern Metropolis มีพื้นที่คลอบคลุมราว 1 ใน 3 ของฮ่องกงตามแนวชายแดนเซินเจิ้น เรียกได้ว่าเป็น “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนในแดนเหนือ” ของเศรษฐกิจแบบเครื่องยนต์คู่ แบ่งเป็น นวัตกรรมและอุตสาหกรรมในภาคเหนือ และการเงินและบริการระดับมืออาชีพในภาคใต้
ภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นกระแสที่การเปลี่ยนแปลง การวางผังเขตเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังปลี่ยนโฉมแผนที่เศรษฐกิจของเอเชีย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ ซึ่ง Northern Metropolis มีเป้าหมายเดียวกันและยังมีจุดแข็งหนึ่งที่แตกต่าง คือที่แห่งนี้เชื่อมต่อโดยตรงกับศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศนับตั้งแต่วันแรก ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน บริการระดับมืออาชีพ และการเชื่อมต่อระดับโลกได้ทันที
ปัจจุบันการพัฒนา Northern Metropolis ก้าวหน้าจากระดับการวางแผนสู่การลงมือปฏิบัติแล้ว โดยโครงการหลักกำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

San Tin Technopole ตั้งอยู่ใจกลาง Northern Metropolis มุ่งขยายขีดความสามารถในการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T) ควบคู่ไปกับการสร้างชุมชนที่น่าอยู่และยั่งยืน
พื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่นี้ถูกแบ่งสัดส่วนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างชัดเจน ได้แก่
- San Tin Technopole จัดสรรพื้นที่กว่า 200 เฮกตาร์ สำหรับ R&D และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาการหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสีเขียว
- Hong Kong–Shenzhen Innovation and Technology Park (HSITP) ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดสอบและเชื่อมโยงนวัตกรรมข้ามพรมแดน เพื่ออำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของบุคลากร เงินทุน ข้อมูล และสินค้าเข้าด้วยกัน
- Sandy Ridge ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่กว่า 110,000 ตารางเมตร เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลสำหรับงานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
- Hung Shui Kiu/Ha Tsuen เตรียมพื้นที่ 32 เฮกตาร์ สำหรับกลุ่มศูนย์กลางโลจิสติกส์สมัยใหม่ เพื่อเชื่อมโยงสินค้าไทยเข้าสู่สายการผลิตของจีนและตลาดโลก
กฎจัดสรรที่ดิน เน้น “วิสัยทัศน์” เหนือเม็ดเงิน
จุดดึงดูดที่น่าสนใจที่สุดของ Northern Metropolis คือเกณฑ์การจัดสรรที่ดิน ซึ่งพลิกโฉมจากเดิมที่ผู้ให้ราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะประมูล โดยฮ่องกงจะพิจารณาจาก “วิสัยทัศน์” เป็นหลัก ว่าผู้ลงทุนสามารถดึงดูดอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์เข้ามาได้หรือไม่ ความเร็วในการเริ่มดำเนินการ สร้างเม็ดเงินลงทุน และสร้างงานได้มากน้อยเพียงใด โดยปัจจัยด้านราคาประมูลที่ดินจะมีน้ำหนักในการพิจารณาน้อยกว่า 1 ใน 3 นโยบายนี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตหรือนักนวัตกรรมตัวจริงสามารถเข้าถึงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ได้ โดยเกณฑ์ดังกล่าวคาดหวังให้โครงการที่เหมาะสม สามารถครอบครองพื้นที่ “เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถซื้อได้”
ปัจจุบันเริ่มมีการเปิดประมูลที่ดินแปลงใหญ่แปลงแรกที่ Hung Shui Kiu/Ha Tsuen แล้ว โดยได้รับความสนใจจากบริษัทต่างชาติในกลุ่มการแพทย์ พลังงานใหม่ และบิ๊กดาต้า ขณะที่บริษัทยาชั้นนำอย่างไฟเซอร์ (Pfizer) ก็ได้จับมือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ HSITP เพื่อผลักดันการบ่มเพาะเทคโนโลยีชีวภาพและการทดลองทางคลินิก และการพัฒนาบุคลากร
นายอาร์โนลด์ เลา รองผู้อำนวยการใหญ่ กรมส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า พื้นที่อ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) เป็นหนึ่งในภูมิภาคเศรษฐกิจที่มีพลวัตสูงสุดในโลก ด้วยขนาดเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และฐานผู้บริโภค 88 ล้านคน และเพิ่งได้รับการจัดอันดับโดย WIPO ให้เป็นกลุ่มนวัตกรรมชั้นนำของโลก สำหรับภาคธุรกิจไทย Northern Metropolis ถือเป็นประตูสำคัญสู่ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจนี้ โดยสามารถอาศัยระบบกฎหมาย (Common Law) และการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างอิสระของฮ่องกง ผสานเข้ากับความแข็งแกร่งด้านการผลิตและการวิจัยของจีนแผ่นดินใหญ่ได้อย่างลงตัว ซึ่งบทบาทนี้กำลังยกระดับฮ่องกงจากการเป็นเพียงผู้เชื่อมโยง สู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มระดับสูง
ฐานที่มั่นขององค์กรในทศวรรษหน้าของเอเชีย
สำหรับธุรกิจไทย Northern Metropolis เป็นมากกว่าโครงการพัฒนาแห่งใหม่ของฮ่องกง แต่เป็นจุดเชื่อมต่อสู่ทศวรรษหน้าของการค้า เงินทุน และนวัตกรรมของเอเชีย InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงองค์กรเข้ากับสถานที่ ใบอนุญาต บุคลากร และเงินทุนที่เหมาะสม รวมถึงช่วยลดความซับซ้อนในทุกขั้นตอนของการเข้าสู่ตลาด
หากกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ในยุคแห่งการพัฒนาครั้งสำคัญของฮ่องกงสามารถติดต่อ InvestHK เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนได้ที่ enq@investhk.gov.hk
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ธุรกิจรับสร้างบ้านโต 5% บ้านหรูยังมาแรง ขณะที่ต้นทุน ‘ขึ้นแล้วลงยาก’

- ตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 4-5% โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 1 แสนล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อที่ยังคงแข็งแกร่ง
- บ้านหรูราคาเกิน 20 ล้านบาทกลายเป็นตลาดที่เติบโตและมีสัดส่วนสูงสุดถึง 26% ของยอดเซ็นสัญญาทั้งหมด แซงหน้าบ้านทุกระดับราคา
- แม้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างบางรายการจะเริ่มทรงตัว แต่ราคาบ้านที่ปรับขึ้นไปแล้วมีแนวโน้มไม่ลดลงตาม หรือที่เรียกว่า “ขึ้นแล้วลงยาก”
ตลาดรับสร้างบ้านส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ประเมินตลาดทั่วประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตประมาณ 4-5% จากมูลค่าตลาดปี 2568 ที่อยู่ราว 96,000 ล้านบาท ขยับขึ้นมาแตะประมาณ 100,000 ล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีความต้องการสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ยอดขายของบริษัทสมาชิกสมาคมฯในช่วงครึ่งปีแรก 2569 อยู่ที่ประมาณ 4,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 4,280 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะสามารถสร้างยอดขายรวมได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดรับสร้างบ้านมาจาก ต้นทุนวัสดุก่อสร้างบางรายการเริ่มทรงตัว หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรกของสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนที่ราคาจะเริ่มลดลงและเข้าสู่ภาวะทรงตัวในปัจจุบัน
นายอนันต์กรกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาต้นทุนก่อสร้างโดยรวมเคยเพิ่มขึ้นประมาณ 5% แต่ปัจจุบันแรงกดดันลดลงเหลือประมาณ 2-3% โดยเฉพาะวัสดุที่มีความผันผวนอย่างเหล็ก ขณะที่วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีแนวโน้มปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต้นทุนบางรายการจะเริ่มนิ่งแล้วก็ตาม
“ถึงแม้ราคาวัสดุส่วนใหญ่จะเริ่มปรับตัวลงและทรงตัว แตาราคาบ้านคงอาจจะไม่ลง คือขึ้นแล้วไม่ลง ลงน้อยมาก” นายอนันกรกล่าว

ทั้งนี้ การปรับขึ้นของต้นทุนที่ผ่านมาไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังราคาขายบ้านทั้งหมด โดยราคาบ้านของบริษัทรับสร้างบ้านส่วนใหญ่ปรับขึ้นประมาณ 3-5% และบางบริษัทเลือกตรึงราคาเพื่อรักษากำลังซื้อของลูกค้า ขณะที่บางรายใช้วิธี ลดส่วนลดแทนการขึ้นราคาหน้าบ้าน เพื่อรักษาระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้
นายอนันต์กรกล่าวว่า สำหรับตลาดระดับราคาสูง บริษัทสามารถบริหารต้นทุนผ่านส่วนลดที่ให้กับลูกค้าได้ แต่ในกลุ่มบ้านระดับราคาประมาณ 17,000-18,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคา ผู้ประกอบการอาจใช้วิธีปรับสเปกวัสดุบางรายการเพื่อควบคุมต้นทุน โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างและความแข็งแรงของตัวบ้าน
ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่มีราคาต่ำลง แต่ยังคงมาตรฐานด้านการใช้งานและคุณภาพโดยรวม เพื่อให้สามารถรักษาราคาขายบ้านให้อยู่ในระดับเดิม และไม่เพิ่มภาระให้กับผู้บริโภคมากเกินไป
บ้าน 20 ล้านขึ้นไปขึ้นแท่นตลาดแรงสุด
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ โครงสร้างตลาดรับสร้างบ้านระดับบนขยายตัวชัดเจน โดยข้อมูลยอดเซ็นสัญญาของสมาชิก HBA ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า บ้านราคา มากกว่า 20 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงสุด 26% ขยับขึ้นจาก 20% ในปี 2568
รองลงมาเป็นบ้านราคา 10.01-20 ล้านบาท สัดส่วน 25% บ้านราคา 5.01-10 ล้านบาท 23% และบ้านราคา 2.51-5 ล้านบาท 21%
ขณะที่ในปี 2568 บ้านราคา 10.01-20 ล้านบาทมีสัดส่วนสูงสุด 26% ตามด้วยกลุ่มราคา 2.51-5 ล้านบาท 25% บ้านราคา 5.01-10 ล้านบาท 23% และบ้านราคาเกิน 20 ล้านบาท 20%
นายอนันต์กรกล่าวว่า การขยับขึ้นของตลาดบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปสะท้อนว่ากำลังซื้อของลูกค้าระดับบนยังมีความแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ มากขึ้น เนื่องจากให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความมั่นใจในการให้บริการ
โดยยอดเซ็นสัญญาบ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปของสมาชิก HBA เพิ่มขึ้นประมาณ 53% จากมูลค่ากว่า 800 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เป็นประมาณ 1,200 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกปีนี้
ต่างจังหวัดยังเป็นฐานสำคัญ ดันตลาดภูมิภาค
สำหรับโครงสร้างตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนประมาณ 20% ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดคิดเป็นถึง 80% ทำให้ตลาดภูมิภาคยังเป็นฐานสำคัญของการเติบโต
นายสิปปภาส เครื่องกลาง อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ตลาดต่างจังหวัดยังมีความต้องการสร้างบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคม เช่น แนวเส้นทาง M6 รวมถึงการขยายตัวของเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคต่างจังหวัดเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาก่อสร้าง แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทรับสร้างบ้านที่มีระบบการทำงานชัดเจน ตั้งแต่การวิเคราะห์พื้นที่ การตรวจสอบสภาพดิน การรับประกันคุณภาพ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีอย่าง Smart Home เข้ามาเสริมการอยู่อาศัย มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
ปัจจุบัน HBA มีสมาชิก 85 บริษัท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 42 บริษัท และภูมิภาค 43 บริษัท โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิกเป็น 100 บริษัทภายในสิ้นปี 2569 พร้อมขยายกิจกรรมและการจัดงานในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
ทั้งนี้ ตลาดรับสร้างบ้านยังมีปัจจัยสนับสนุนจากลักษณะของลูกค้าที่เป็น Real Demand เนื่องจากส่วนใหญ่มีที่ดินและเงินออม รวมถึงมีความพร้อมในการสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้ตลาดมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดที่อยู่อาศัยบางประเภท
นอกจากนี้ การเข้าถึงสินเชื่อยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยสมาคมฯ มองว่าผู้บริโภคที่มีที่ดินและต้องการสร้างบ้านเองมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายกว่าผู้ซื้อบ้านจัดสรรบางกลุ่ม ซึ่งจะเป็นแรงหนุนตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
GULF จ่อรับดีมานด์ Direct PPA 3,000 MW โบรกชี้ Data Center ดันกำไรโตต่อ

- GULF ประเมินว่ามีความต้องการไฟฟ้าภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ราว 2,000-3,000 MW จากกลุ่มลูกค้า Data Center, Semiconductor และ AI
- บริษัทมีพื้นที่พร้อมสำหรับพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) เพื่อรองรับดีมานด์ Direct PPA ดังกล่าวในปริมาณ 2,000-3,000 MW
- โบรกเกอร์มองว่าธุรกิจ Data Center เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต โดยมีผู้พัฒนา Data Center กว่า 10 รายเข้ามาเจรจากับ GULF แล้ว
- การขยายธุรกิจสู่ Direct PPA เพื่อรองรับกลุ่ม Data Center คาดว่าจะสร้าง Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2571 ราว 4-6%
- นักวิเคราะห์คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่ากำไรของ GULF จะเติบโตต่อเนื่องใน 1-3 ปีข้างหน้า จากการขยายธุรกิจสู่ Direct PPA และ Data Center
โบรกประเมิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีโอกาสขยายธุรกิจจากความต้องการไฟฟ้าสะอาดของกลุ่ม Data Center, Semiconductor และ AI หลังเกณฑ์ Direct PPA เปิดให้ยื่นขอได้แบบไม่จำกัด ขณะที่บริษัทมีพื้นที่พร้อมพัฒนาโครงการ Solar รองรับราว 2,000-3,000 MW ด้านนักวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมมองกำไรเติบโตต่อเนื่องในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า
ปัญจพล แท่นศรีเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง เปิดเผยว่า ผู้บริหาร GULF ระบุว่า กติกา Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) ปัจจุบันไม่มีเพดาน 2,000 MW อีกต่อไป และเปลี่ยนเป็นระบบไม่จำกัด (Unlimited) โดยผู้ที่มีความพร้อมสามารถยื่นขอได้
ทั้งนี้ GULF ประเมินว่าปัจจุบันมีความต้องการในมือราว 2,000-3,000 MW จากกลุ่มลูกค้า Data Center, Semiconductor และ Hard Disk ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าปริมาณดังกล่าวอาจสร้าง Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2571 ราว 4-6% จากประมาณการปัจจุบัน
ปัจจุบันมีผู้พัฒนา Data Center เข้ามาหารือกับ GULF แล้วมากกว่า 10 ราย ขนาดโครงการตั้งแต่ 100-500 MW ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Pure Data Center และกลุ่ม GPU/AI Compute โดยฝ่ายบริหารมองว่าการที่ภาครัฐจัดตั้งคณะกรรมการ Data Center ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ เป็นปัจจัยบวก เนื่องจากจะช่วยคัดกรองผู้เล่นที่เข้ามาลงทุนให้มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ
นอกจากนี้ ต้นทุนค่าไฟภายใต้อัตรา Tier ที่กำลังจะจัดสรร หรือ Tier 9 คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับต้นทุน GPU ของ NVIDIA ทำให้ผู้ประกอบการ Data Center ยังมีความสามารถและความเต็มใจที่จะจ่ายค่าไฟในระดับสูง
สำหรับแผน PDP 2569 วางเป้าหมายกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนราว 20,000-30,000 MW และก๊าซธรรมชาติราว 20,000 MW ภายในปี 2573 โดย GULF ถือเป็นผู้เล่นที่มีความพร้อมด้าน Supply ในระดับสูง จากทั้งพอร์ตโรงไฟฟ้าที่มีอยู่และ Pipeline โครงการใหม่ที่ได้มีการ Commit ไว้แล้ว
ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ GULF และให้เป็น Top Pick ของกลุ่มโรงไฟฟ้า จากงบดุลที่แข็งแกร่งและมีวินัยทางการเงิน โดย Net IBD/E ยังต่ำกว่า Covenant ค่อนข้างมาก มองว่า GULF จะมีการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจไฟฟ้าหลัก การขยายสู่ Direct PPA และ Data Center รวมถึง Upside จากพอร์ตโครงการใหม่ โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 82 บาท
ด้าน ธัญญา อุดม นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์ GULF ภาพรวมการดำเนินงานยังเป็นไปตามแผน ทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงการพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนการลงทุนต่ำกว่าประมาณการค่อนข้างมาก จากการประหยัดต่อขนาดในการจัดซื้ออุปกรณ์ ส่งผลให้ผลตอบแทนของโครงการมีแนวโน้มดีกว่าเป้าหมายเดิม ขณะที่ยังมีโครงการในต่างประเทศอีกหลายโครงการอยู่ระหว่างการศึกษา
สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) GULF มีพื้นที่พร้อมพัฒนาโครงการ Solar เพื่อรองรับ Direct PPA ราว 2,000-3,000 MW และได้รับความสนใจจากลูกค้ารายใหญ่หลายราย ขณะที่แผน PDP 2026 คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ Renewable และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในระยะยาว
ส่วนธุรกิจ Data Center บริษัทมีแผนพัฒนามากกว่า 10 โครงการ โดยจะพัฒนาเป็นพื้นที่แบบรวมศูนย์ที่สามารถจัดระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ AI โดย GULF มองว่าความชัดเจนของกฎเกณฑ์ภาครัฐจะช่วยให้ธุรกิจดังกล่าวดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจพลังงานสีเขียวในอนาคต
ฝ่ายวิจัยมองว่า การเติบโตของ GULF ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะมาจากทั้งธุรกิจไฟฟ้าและการต่อยอดไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากขึ้น โดย Direct PPA จะช่วยขยายฐานลูกค้าไฟฟ้ารายใหญ่และรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาด ขณะที่ธุรกิจ Data Center จะช่วยสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศให้เติบโต โดยเฉพาะความต้องการพลังงานสีเขียว ส่งผลให้ GULF ยังมีโอกาสขยายธุรกิจพลังงานทดแทนได้อีกมาก
สำหรับปี 2569 คาดกำไรเติบโต 32% YoY มาอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ทยอยรับรู้โครงการใหม่ รวมถึงธุรกิจดิจิทัลจากส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เติบโต YoY และการรับรู้เงินปันผลจาก KBANK ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งวด 3Q69 คาดกำไรปกติอ่อนตัว QoQ จากเงินปันผลรับที่ลดลง รวมถึงปริมาณการขายไฟฟ้าโดยรวมที่คาดว่าจะอ่อนตัวตามฤดูกาล
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2570 ที่ 80 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มกำไรที่เติบโตต่อเนื่องในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า รวมถึงความได้เปรียบในการเข้าสู่รอบการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แบดมินตันไทยบินลัดฟ้าสู่อินเดีย ลุยศึกชิงแชมป์โลก 2026 ตั้งเป้ากวาด 2 เหรียญ

สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ ส่งนักกีฬา 19 ชีวิตครบทุกประเภท ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อลุยศึกแบดมินตันชิงแชมป์โลก 2026 BWF ระหว่างวันที่ 17–23 สิงหาคมนี้ ด้าน “วิว-กุลวุฒิ” เผยร่างกายฟิตสมบูรณ์เต็มที่หลังเร่งฟิตซ้อมความเร็วและความคล่องตัว ขณะที่นายกสมาคมฯ ตั้งเป้าหมายกวาดไม่ต่ำกว่า 2 เหรียญ
สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ ส่งนักกีฬา 19 ชีวิตครบทุกประเภท ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อลุยศึก แบดมินตันชิงแชมป์โลก 2026 ระหว่างวันที่ 17–23 สิงหาคมนี้ ด้าน “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ เผยร่างกายฟิตสมบูรณ์เต็มที่หลังเร่งฟิตซ้อมความเร็วและความคล่องตัว ขณะที่นายกสมาคมฯ ตั้งเป้าหมายกวาดไม่ต่ำกว่า 2 เหรียญ
เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 ทัพนักแบดมินตันไทย ได้เดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ไปยังกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG323 เพื่อทำการแข่งขัน แบดมินตันชิงแชมป์โลก 2026 โดยมี พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ เดินทางมาส่งและให้กำลังใจนักกีฬาทั้ง 19 คน
ในส่วนของทัพนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย คว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 19 คน ชิงชัยครบทั้ง 5 ประเภท ประกอบไปด้วย:
- ประเภทชายเดี่ยว (2 คน): “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ อดีตแชมป์โลกปี 2023 และรองแชมป์โลกปี 2025 พร้อมด้วย “อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล
- ประเภทหญิงเดี่ยว (3 คน): “เมย์” รัชนก อินทนนท์ อดีตแชมป์โลกปี 2013, “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ และ “เม” ศุภนิดา เกตุทอง
- ประเภทชายคู่ (2 คู่): “โอ๊ต” เฉลิมพล เจริญกิจอมร กับ “ทีม” วรพล ทองสง่า และ “โอโม่” พรรคพล ธีระรัตน์สกุล กับ “พี” พีรัชชัย สุขพันธ์
- ประเภทหญิงคู่ (2 คู่): “แพท” หทัยทิพย์ มิจาด กับ “กัสจัง” ณปภากร ตุงคะสถาน และ “ธารา” พัทธรินทร์ เอี่ยมวารีศรีสกุล กับ “น้ำว้า” ศาริสา จันทร์แพง
- ประเภทคู่ผสม (3 คู่): “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน, “ไตเติ้ล” รุษฐนภัค อูปทอง กับ “เจน” เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ และ “โอโม่” พรรคพล ธีระรัตน์สกุล กับ “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย
พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า นักกีฬาที่จะเดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกันกับที่จะไปแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ในเดือนกันยายนนี้ การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการลงทดสอบฝีมือ เนื่องจากนักกีฬาหลายคนเคยครองตำแหน่งมืออันดับ 1 ของโลกมาแล้ว พร้อมฝากให้แฟนกีฬาชาวไทยช่วยกันส่งกำลังใจและร่วมเชียร์นักกีฬาทุกคน โดยเป้าหมายหลักคือการทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด กำชับให้นักกีฬาทุกคนมีความตั้งใจและห้ามประมาทคู่แข่งขันเด็ดขาด เนื่องจากต้องพบกับนักกีฬาที่มีอันดับโลกสูง
สำหรับการแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งที่ผ่านมา ไทยเคยคว้ามาได้ 1 เหรียญเงินจาก “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และจากการพูดคุยล่วงหน้า นักกีฬาเองก็มีความหวังว่าจะสามารถคว้าเหรียญรางวัลกลับมาได้เช่นกัน ทำให้สมาคมกีฬาแบดมินตันฯ ตั้งความหวังว่าทัพนักกีฬาไทยในครั้งนี้น่าจะคว้าเหรียญรางวัลกลับมาได้ไม่น้อยกว่า 2 เหรียญ
ด้าน “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ชายเดี่ยวมือ 2 ของโลก และอดีตแชมป์โลกปี 2023 รวมถึงรองแชมป์เก่าปีที่ผ่านมา เผยว่า ตอนนี้โดยรวมสภาพร่างกายค่อนข้างสมบูรณ์ ปีที่แล้วได้เป็นรองแชมป์ ปีนี้ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด สำหรับการเตรียมความพร้อมในช่วงที่ผ่านมา ได้เน้นการฝึกซ้อมเรื่องความเร็วและความคล่องตัวเป็นพิเศษ ซึ่งปัจจุบันทำได้ค่อนข้างดี พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความทนทานเพิ่มเติม เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับมือกับโปรแกรมการแข่งขันที่หนักหน่วง
เมื่อพูดถึงสายการแข่งขันและคู่แข่งในรายการนี้ วิว กุลวุฒิ มองว่าทุกคนที่ผ่านเข้ามาแข่งขันล้วนมีฝีมือและมาตรฐานสูงทั้งสิ้น เชื่อว่าตั้งแต่รอบแรกจะเป็นงานที่หนักและมีความท้าทายแน่นอน แต่ตัวเองจะพยายามทำผลงานออกมาให้ดีที่สุดในทุกรอบสนาม
ในช่วงท้าย “วิว” กุลวุฒิ ได้ฝากข้อความถึงแฟนกีฬาชาวไทยทุกคน ช่วยส่งกำลังใจและร่วมสนับสนุนการแข่งขันในรายการสำคัญนี้ โดยสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายและแรงใจเพื่อทำผลงานให้ดีที่สุดอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
สธ. เฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่-โควิด เน้นจับตา ‘โรงเรียน-เรือนจำ-บ้านพักผู้สูงอายุ’

- กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค เน้นย้ำการเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
- มุ่งเน้นการจับตาเป็นพิเศษในสถานที่ที่มีคนรวมกันจำนวนมากและมีความเสี่ยงสูง เช่น โรงเรียน เรือนจำ และสถานดูแลผู้สูงอายุ
- แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” และสังเกตอาการตนเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง
13 สิงหาคม 2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายจากการสัมผัสใกล้ชิดหรืออยู่ในสถานที่ที่มีคนรวมกันจำนวนมาก พร้อมส่งเสริมให้สถานที่ต่าง ๆ มีระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่เหมาะสม เพื่อค้นหาผู้มีอาการได้รวดเร็ว ลดโอกาสการแพร่เชื้อในวงกว้าง และป้องกันการเกิดผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ประชาชนควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานประกอบการ สถานดูแลผู้สูงอายุ เรือนจำ สถานพยาบาล รวมถึงสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เนื่องจากการอยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานานหรืออยู่ในพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก อาจเพิ่มโอกาสการแพร่เชื้อได้
การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนและไกลตัว ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยกันป้องกันได้ หากมีอาการป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น และพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีคนรวมกันจำนวนมากควรให้ความสำคัญกับระบบระบายอากาศที่เหมาะสม และให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
การทำความสะอาดพื้นที่และจุดสัมผัสร่วม รวมถึงการสังเกตอาการและแยกผู้ป่วยตามความเหมาะสม หากพบผู้มีอาการเพิ่มขึ้นผิดปกติ ควรประสานหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินมาตรการที่เหมาะสม” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด 19
เบื้องต้นอาจมีลักษณะคล้ายกัน ได้แก่ มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูก ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย หรือหายใจลำบาก
สำหรับโควิด 19 บางรายมีอาการเฉพาะเพิ่มเติม เช่น อาการสูญเสียการรับกลิ่นหรือรสชาติอาหาร ประชาชนจึงควรสังเกตอาการของตนเอง หากเจ็บป่วยควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อไปยังกลุ่มที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรง
นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ได้แก่
ปิด ปิดปากและจมูกเมื่อมีอาการไอ จาม สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือสถานที่ที่มีกลุ่มคนจำนวนมาก
ล้าง หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ
เลี่ยง หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย
หยุด หากประชาชนมีอาการป่วย ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องออกจากบ้าน และรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหรือพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต นอกจากนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรพิจารณารับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนตระหนักถึงการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 โดยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพียงหมั่นสังเกตอาการ ดูแลสุขอนามัย และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมเมื่อเจ็บป่วยหรือต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนรวมกันจำนวนมาก และเน้นย้ำหน่วยงานต่าง ๆ ควรมีระบบการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันลดการแพร่เชื้อและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
30 วลี ให้กำลังใจภาษาอังกฤษ ถ้อยคำสั้น ๆ แต่ทรงพลัง

ถ้าหากพูดถึงวลี (Phrase) ในภาษาอังกฤษแล้ว เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ แต่ถูกนิยมนำมาใช้ Quote หรือคำคมกันอย่างมากมาย เพื่อให้กำลังใจที่แม้เป็นคำสั้น ๆ แต่ทรงพลังแบบสุด ๆ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับวลีสักเล็กน้อย พร้อมแบ่งปันวลี ให้กำลังใจภาษาอังกฤษ ให้กับทุกคนในวันที่เหนื่อยล้า พร้อมสู้กับวันต่อ ๆ ไปด้วยกันเลย
วลี ให้กําลังใจภาษาอังกฤษ สั้น ๆ เป็นแบบไหน
วลีในภาษาอังกฤษ หรือ Phrase กลุ่มคำเล็ก ๆ ในภาษาอังกฤษที่ประกอบด้วยคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป โดยปราศจากประธานแท้และกริยาแท้ โดยมักจะเริ่มต้นหรือประกอบด้วยประเภทคำอย่าง คำบุพบท (Preposition) คำคุณศัพท์ (Adjective) Gerund หรือ Present Participle (กริยา -ing) และ Past Participle (V-ed, กริยาช่อง 3) เพราะโดยปกติแล้ว ประโยคที่ถูกต้องสมบูรณ์ในภาษาอังกฤษจะต้องประกอบด้วย ประธาน (subject) + กริยา (verb) + กรรม (object) เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูกันจากรูปแบบของวลี ให้กําลังใจ ภาษาอังกฤษ สั้น ๆ ไปพร้อมกันเลย
ตัวอย่างข้อความ ให้กําลังใจภาษาอังกฤษ พร้อมคำแปล
มาดูกลุ่มคำสั้น ๆ หรือ วลี (Phrase) ในคำคม เป็น ข้อความให้กําลังใจ ภาษาอังกฤษ กัน เรามาพร้อมกับคำแปลเพื่อให้ทุกคนอ่านและเรียนรู้วลีไปด้วยกัน ซึ่งบางคำคมอาจไม่ได้ขึ้นต้นด้วยวลี แต่เสริมด้วยวลีเพื่อขยายความหมายของประโยคนั้น ๆ โดยเราได้คัดเลือกวลีมาบูสต์กำลังใจให้กับทุกคนดังนี้
- Do one thing every day that scares you. – Eleanor Roosevelt
= ให้ทำสิ่งที่คุณกลัววันละอย่างในทุก ๆ วัน (กล้าที่จะทำในสิ่งที่กลัว)
- If you can dream it, you can do it. – Walt Disney
= หากคุณฝันได้ คุณก็ทำมันได้เช่นกัน
- Earn your leadership every day. – Michael Jordan
= หาความเป็นผู้นำในตัวคุณให้ได้ทุกวัน
- Try to be a rainbow in someone’s cloud. – Maya Angelou
= ลองเป็นสายรุ้งในกลุ่มก้อนเมฆของใครบางคนดูสิ (จงโดดเด่นในผู้คน)
- Strive not to be a success, but rather to be of value. – Albert Einstein
= อย่าพยายามเพื่อความสำเร็จ แต่เพื่อให้มีคุณค่ามากกว่า (สำเร็จอย่างมีความหมาย)
- Don’t count the days, make the days count. – Muhammad Ali
= อย่านับวันรอ แต่ทำทุกวันให้มีความหมายดีกว่า
- Remember why you started. – Unknown
= โปรดจำไว้ว่า ทำไมคุณถึงเริ่มทำสิ่งนั้น (อย่าลืมเป้าหมายที่วางไว้)
- The more I read, the more I acquire, the more certain I am that I know nothing. – Voltaire
= ยิ่งฉันได้อ่านมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้นว่าฉันไม่รู้อะไรมาก่อนเลย (คนเราย่อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ)
- “You make a life out of what you have, not what you’re missing.” – Kate Morton, The Forgotten Garden
= คุณสร้างชีวิตขึ้นมาจากสิ่งที่คุณมี ไม่ใช่สิ่งที่คุณกำลังขาดหายไป
- Think different. – Apple
= ลองคิดให้แตกต่างสิ
- My mission in life is not merely to survive, but to thrive. – Maya Angelou
ภารกิจในชีวิตของฉันไม่ใช่แค่เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังต้องเติบโตอีกด้วย
- View your life with gentle hindsight. – Unknow
มองย้อนชีวิตของคุณกลับไปด้วยความอ่อนโยน
- It is never too late to be what you might have been. – George Eliot
ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นอย่างที่คุณเคยเป็นตลอด (จงภูมิใจที่เป็นตัวเอง)
- Happiness is not by chance, but by choice. – Jim Rohn
ความสุขไม่ได้มาเพราะโอกาส แต่มาจากสิ่งที่เราเลือก
- The bad news is time flies. The good news is you’re the pilot. – Michael Altshuler
= ข่าวร้ายคือเวลานั้นมักผ่านไปเร็ว แต่ข่าวดีคือเราเป็นนักบิน (ที่สามารถบินผ่านไปพร้อมกับเวลาได้นั่นเอง)
- There are years that ask questions and years that answer. – Zora Neale Hurston, Their Eyes Were Watching God
= มีหลายปีที่มีคำถามและก็มีหลายปีที่ได้คำตอบมาเช่นกัน
- You can go as far as your mind lets you. What you believe, remember, you can achieve.” —Mary Kay Ash
= คุณสามารถไปไกลได้ตามที่ใจปรารถนา สิ่งที่คุณเชื่อ โปรดจำไว้ คุณทำได้
- Each of us is more than the worst thing we’ve ever done. – Bryan Stevenson, Just Mercy
= เราแต่ละคนมีค่ามากกว่าสิ่งที่แย่ที่สุดที่เราเคยได้ทำ
- A winner is a dreamer who never gives up. – Nelson Mandela
= ผู้ชนะคือนักฝันที่ไม่เคยยอมแพ้
- Pay attention to the present, you can improve upon it. – Paulo Coelho, The Alchemist
= ให้ความสำคัญกับปัจจุบัน คุณสามารถทำให้มันดีขึ้นได้
- You cannot change what you are, only what you do.” – Philip Pullman, The Golden Compass
= คุณไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่คุณเป็นได้ มีเพียงแต่การกระทำของคุณเท่านั้น
- If you spend too much time thinking about a thing, you’ll never get it done. – Bruce Lee
= หากคุณใช้เวลาคิดถึงสิ่งใดมากไป คุณจะไม่มีวันทำมันได้สำเร็จ
- Success is going from failure to failure without losing your enthusiasm. – Winston Churchill
= ความสำเร็จเกิดขึ้นจากความล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก โดยไม่สูญเสียความศรัทธาอย่างแรงกล้าในตัวไป
- Goal setting is the secret to a compelling future.
= การตั้งเป้าหมายคือความลับสู่อนาคตที่น่าดึงดูดใจ
- You are braver than you believe, stronger than you seem and smarter than you think.” —A.A. Milne, Winnie the Pooh
= คุณกล้าหาญมากกว่าที่คุณเชื่อ แข็งแกร่งกว่าที่คุณเห็น และฉลาดกว่าที่คุณคิด
- Attitude is a little thing that makes a big difference. – Winston Churchill
= ทัศนคติคือสิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ (ทัศนคติที่ดีสร้างชีวิตที่ดีได้)
- Before anything else, preparation is the key to success.” – Alexander Graham Bell
= ก่อนเริ่มสิ่งอื่นใด การเตรียมตัวคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
- You are never too old to set another goal or to dream a new dream. – C.S. Lewis
เราไม่เคยแก่เกินไปที่จะตั้งเป้าหมายหรือเริ่มฝันใหม่อีกครั้ง
- There is nothing impossible to they who will try. – Alexander the Great
= ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้กับคนที่จะพยายามทำ (พยายามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากเท่านั้น)
- Where there’s hope, there’s life. It fills us with fresh courage and makes us strong again. – Anne Frank in The Diary of a Young Girl
ที่ใดมีหวัง ที่นั่นมีชีวิต มันเติมเต็มเราด้วยความกล้าหาญอันสดใหม่และทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง
คำศัพท์ทิ้งท้ายเกี่ยวกับการ ให้กำลังใจภาษาอังกฤษ
จากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวคำวลีก็สามารถเก็บไปทำเป็นแคปชั่นบนโซเชียลได้เลย แต่เท่านั้นไม่พอ เรายังมีคำศัพท์ทิ้งท้ายเกี่ยวกับการ ให้กำลังใจภาษาอังกฤษ เพิ่มเติมให้ทุกคนได้รู้เรียนกันอีกด้วย โดยมาถึง 20 คำด้วยกัน นอกจากเกี่ยวกับการให้กำลังใจแล้ว เรายังสามารถพบคำเหล่านี้ได้ในบริบทอื่นอีกด้วย
- Mission (n.) = ภารกิจ, สิ่งที่ต้องทำ
- Improve (v.) = พัฒนา, ปรับปรุง, ทำให้ดีขึ้น
- Chance (n.) = โอกาส, ความเสี่ยง, บังเอิญ
- Choice (n.) = ทางเลือก, ตัวเลือก
- Motivation (n.) = แรงจูงใจ
- Inspiration (n.) = แรงบันดาลใจ
- Brave (adj.) = ซึ่งกล้าหาญ
- Bravery (n.) = ความกล้าหาญ
- Courage (n.) = ความกล้าหาญ
- Discouragement (n.) = ความท้อแท้ใจ
- Encouragement (n.) = การให้กำลังใจ, การส่งเสริม, การให้การสนับสนุน
- Encourage (v.) = ให้กำลังใจ, ส่งเสริม, สนับสนุน
- Support (n., v.) = การให้ความช่วยเหลือ, การให้การสนับสนุน / ช่วยเหลือ, สนับสนุน
- Belief (n.) = ความเชื่อ, ความศรัทธา
- Believe (v.) = เชื่อ, ศรัทธา
- Present (n.) = ปัจจุบัน
- Happiness (n.) = ความสุข, ความปิติยินดี
- Thrive (v.) = เจริญเติบโตดี, ประสบความสำเร็จ
- Survive (v.) = ดำรงอยู่, มีชีวิตรอด
- Worth (n., adj.) = คุณค่าทางจิตใจ, ซึ่งมีคุณค่า
สรุป
โดยสรุปแล้ว เราก็ได้ Phrase หรือวลีดี ๆ เกี่ยวกับการ ให้กําลังใจภาษาอังกฤษ พร้อมเรียนรู้ถึงประเภทคำที่ใช้ในวลี โครงสร้างเล็กน้อยอีกด้วย ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ของวลีก็คือการเป็นกลุ่มคำเล็ก ๆ ไปเสริมใจความให้ประโยคหลักนั่นเอง เพราะฉะนั้นเราเองก็สามารถสร้างประโยคสวย ๆ ขึ้นมาเสริมด้วยวลี ให้กำลังใจภาษาอังกฤษ และนำไปใช้ได้จริงทั้งการให้กำลังใจเพื่อน ๆ และตัวเราเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
บริษัทญี่ปุ่นยังไม่กล้าให้ AI ทำงานแทนคน เพราะกลัวความผิดพลาด ระบบไอทีเก่า คนขาดทักษะ

- วัฒนธรรมองค์กรแบบอนุรักษนิยมและกลัวความผิดพลาด ทำให้บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงนำเอไอใช้ในงานสำคัญ
- ปัญหาเชิงโครงสร้างจากระบบไอทีที่เก่า ประกอบกับการที่แรงงานญี่ปุ่นยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลที่เพียงพอ
- แม้รัฐบาลจะพยายามส่งเสริม แต่ในความเป็นจริงมีแรงงานญี่ปุ่นเพียง 8.4% ที่ใช้เอไอทำงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น และผลิตภาพการทำงานที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว รายงานของบีบีซี “Why Japanese firms are being so slow to use AI” ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ญี่ปุ่นควรเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแรงจูงใจสูงในการนำเอไอเข้ามาช่วยทำงาน แต่ในทางปฏิบัติ การใช้เอไอในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นยังเป็นไปอย่างช้าๆ และระมัดระวัง เมื่อเทียบกับสหรัฐและสหราชอาณาจักร
“ท่าทีของญี่ปุ่นต่อเอไอในเวลานี้มีลักษณะคล้ายการแสดงโนห์ ซึ่งเป็นศิลปะการละครดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ดำเนินเรื่องอย่างช้าๆ ตัวละครบนเวทีต่างเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องลงมือทำ แต่การเคลื่อนไหวยังคงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ” บีบีซีกล่าว
รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่เผยแพร่ช่วงปลายปี 2568 ระบุว่า มีแรงงานญี่ปุ่นเพียง 8.4% ที่ใช้เอไอเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าหลายประเทศอย่างมาก
สถิติอีกชุดหนึ่งระบุว่า สหรัฐมีแรงงานที่ใช้เอไอในการทำงานอยู่ที่ 50% ขณะที่สหราชอาณาจักรอยู่ที่ 32% ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นประเทศที่มีการนำเอไอมาใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมากที่สุดในเอเชีย มีแรงงาน 56% ที่ใช้เอไอหลายครั้งต่อสัปดาห์
วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความรอบคอบและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ออสติน ซู (Austin Xu) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติอเมริกัน Kuse AI ซึ่งเพิ่งเปิดสำนักงานในญี่ปุ่นเพื่อขายระบบเอไอให้กับบริษัทท้องถิ่น ให้ความเห็นว่าสาเหตุหลักมาจากวัฒนธรรมองค์กรของญี่ปุ่นที่ยึดถือความอนุรักษนิยมและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเป็นสำคัญ
“ในบางองค์กร การตัดสินใจต้องผ่านหลายขั้นตอนและต้องได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ช้า โดยเฉพาะงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้า บริษัทแทบไม่ยอมรับความผิดพลาดจากเอไอ บางแห่งจึงยอมปล่อยให้ตำแหน่งงานว่าง มากกว่าที่จะให้เอไอเข้ามาทำงานแทนคน” ซูกล่าว
ซูเปรียบเทียบว่าสถานการณ์ในสหรัฐนั้นแตกต่างมาก เพราะบางบริษัทเปิดโอกาสให้ระบบเอไอที่ทำงานได้อย่างอิสระมีบทบาทมากขึ้นเพื่อเพิ่มผลิตภาพ โดยแนวคิดของผู้บริหารในสหรัฐมักจะเป็นลักษณะ “ให้ลองทำไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขทีหลัง” ซึ่งต่างจากญี่ปุ่นที่ต้องการหลักฐานยืนยันความน่าเชื่อถือของเอไอมากกว่าจะกล้าเริ่มใช้งานจริง
พาริซา ฮากีเรียน (Parrisa Haghirian) ศาสตราจารย์ด้านการบริหารจัดการระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเกียวโตด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เห็นสอดคล้องกันว่าบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงระมัดระวังเกินไปเมื่อต้องพิจารณานำเอไอมาใช้
เธอชี้ว่า ความท้าทายในการนำเอไอมาปรับใช้นั้นไม่ต่างจากความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในบริษัทญี่ปุ่นโดยทั่วไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่การใช้เอไอในที่ทำงานยังคงถูกจำกัดขอบเขตและดำเนินไปอย่างระมัดระวังอย่างมาก
ฮากีเรียนยังเปรียบเทียบเพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมของสหรัฐมีความกล้าได้กล้าเสียในเชิงธุรกิจมากกว่า ขณะที่บริษัทญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวสูงต่อความผิดพลาด ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กร เนื่องจากเอไอยังไม่มีความน่าเชื่อถือที่สมบูรณ์แบบ
ในญี่ปุ่นจึงมักนำไปใช้กับงานที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การเขียนเอกสาร การสรุปความ หรือการรวบรวมข้อมูล มากกว่าจะนำไปใช้กับงานหลักขององค์กรหรือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยรวม
แม้แต่โรงพยาบาลบางแห่งยังใช้เอกสารกระดาษ
ความแตกต่างด้านความพร้อมทางดิจิทัลยิ่งเห็นได้ชัดในภาคสาธารณสุขของญี่ปุ่น ซึ่งบีบีซีระบุว่าเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่นำเอไอมาใช้ช้าที่สุด
โรงพยาบาลบางแห่งยังไม่ได้เปลี่ยนแฟ้มข้อมูลผู้ป่วยไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ทำให้ข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในรูปเอกสารกระดาษ พนักงานโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวถึงปริมาณเอกสารที่สะสมอยู่ในระบบว่า “เอกสารกระดาษสะสมในปริมาณที่น่าตกใจ มันเหมือนกับยุคหิน”
รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามเร่งการนำเอไอมาใช้
รัฐบาลญี่ปุ่นรับรู้ถึงปัญหาการนำเอไอมาใช้ในระดับต่ำ และพยายามผลักดันให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้มากขึ้น
เมื่อปี 2568 รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านกฎหมายส่งเสริมเอไอ หรือ AI Promotion Act ซึ่งมีแนวทางใช้การกำกับดูแลที่ไม่เข้มงวดเกินไป เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจลงทุนและพัฒนาเอไอมากขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเป้าหมายให้ประเทศกลายเป็น “ประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลกสำหรับการพัฒนาและการใช้เอไอ”
เหตุผลคือ รัฐบาลมองว่า การเพิ่มการใช้เอไอสามารถช่วยแก้ปัญหาผลิตภาพของญี่ปุ่นได้ ปัจจุบันญี่ปุ่นยังมีระดับผลิตภาพที่แย่ที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นให้ภาพที่แตกต่างออกไป โดยระบุว่า ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่น 75% ใช้เทคโนโลยีเอไอแล้ว เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 11% เมื่อ 5 ปีก่อน
ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนว่าบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มใช้เอไอแล้ว แต่เสียงวิจารณ์ต่อข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า การนับว่าบริษัทใช้เอไอไม่ได้หมายความว่าพนักงานส่วนใหญ่ในบริษัทกำลังใช้เอไอ หรือบริษัทนำเอไอเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานหลัก
นักวิจารณ์มองว่า ในบริษัทจำนวนมาก มีพนักงานเพียงสัดส่วนเล็กๆ ที่ใช้เอไอ และการใช้งานก็อยู่ในระดับจำกัด
ความแตกต่างระหว่าง “บริษัทที่มีการใช้เอไอ” กับ “แรงงานที่ใช้เอไอเป็นส่วนหนึ่งของงาน” จึงเป็นประเด็นสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ของญี่ปุ่น ตัวเลข 75% สะท้อนว่าบริษัทจำนวนมากเริ่มแตะเทคโนโลยีแล้ว แต่ตัวเลข 8.4% ของแรงงานที่ใช้เอไอในการทำงานสะท้อนว่าการใช้งานในระดับบุคคลยังไม่ได้แพร่หลายเท่ากัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เอไออย่างเดียว แต่อยู่ที่คนและระบบเดิม
ศาสตราจารย์ยาซูชิ โอกาซาวาระ (Yasushi Ogasawara) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสังคมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยเมจิ ให้ความเห็นว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการที่กำลังแรงงานของญี่ปุ่นยังมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีไม่เพียงพอ
เขาระบุว่า แม้คนญี่ปุ่นจะชื่นชอบการเล่นอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างสมาร์ตโฟน แต่ระดับความรู้ด้านดิจิทัลโดยรวมของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ
ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานฉบับหนึ่งเมื่อต้นปี 2569 ซึ่งระบุว่า ญี่ปุ่นจะเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีเกือบ 800,000 คน ภายในปี 2573 นอกจากนี้ หลายบริษัทยังต้องต่อสู้กับปัญหาระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้าสมัย โดยราวร้อยละ 60 ของระบบที่ใช้งานอยู่มีอายุมากกว่า 20 ปีแล้ว
โอกาซาวาระยังชี้อีกว่า บริษัทญี่ปุ่นอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานมากกว่าจะเร่งพัฒนาเอไอที่อาจนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงาน เขาอธิบายว่าแม้รัฐบาลจะพูดถึงเรื่องเอไอ การฝึกทักษะใหม่ และทักษะดิจิทัลอยู่เสมอ แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเรื่องยากที่จะปรับทรัพยากรบุคคลให้เข้ากับทักษะดิจิทัลได้ เนื่องจากเป้าหมายอันดับแรกของนโยบายคือการรักษาระดับการจ้างงานเต็มรูปแบบเอาไว้
สัญญาณการเปลี่ยนแปลงในหมู่บริษัทรุ่นใหม่
แม้ภาพรวมจะยังเชื่องช้า แต่ก็เริ่มมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในด้านการสรรหาบุคลากร โดยบางบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับความรู้ด้านเอไอ เป็นเกณฑ์หนึ่งในการรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน
ตัวอย่างในภาคเอกชน บริษัทการค้าขนาดใหญ่อย่าง คาเนมัตสึ (Kanematsu) ได้ว่าจ้างบัณฑิตที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี อย่าง อุตะ ยามางูจิ (Uta Yamaguchi) ซึ่งเข้าร่วมงานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ยามางูจิเล่าว่า ตนเองใช้เอไอในการทำงานค่อนข้างบ่อย และเพื่อนร่วมงานหลายคนก็ใช้งานกันมากเช่นกัน โดยนำมาใช้สำหรับการเขียนอีเมลให้หัวหน้างาน การสรุปเอกสารที่มีความซับซ้อน รวมถึงการบันทึกและสรุปเนื้อหาการประชุม
อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า เมื่อเทียบกับสหรัฐแล้ว เอไอที่สามารถจัดการงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเองอย่างอิสระนั้น แทบไม่เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นเลย ทั้งนี้ บริษัทของเธอซึ่งขึ้นชื่อว่ามีแนวคิดก้าวหน้า ได้เริ่มนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้งานแล้ว
โอกาซาวาระให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงในสังคมญี่ปุ่นนั้นมีขอบเขตที่จำกัด สังคมญี่ปุ่นคาดหวังการปฏิรูปที่ไม่สร้างความเจ็บปวดหรือแรงเสียดทานให้ใคร ดังนั้น การปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคนจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดขึ้นได้
บีบีซีรายงานว่า แม้คำว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” หรือ disruption อาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการต้อนรับในสังคมธุรกิจญี่ปุ่น แต่หากการเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้น การเพิ่มผลิตภาพที่ญี่ปุ่นต้องการก็อาจยังเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไม่ต้องจ่ายแพง! แพทย์แนะ 4 อาหารใกล้ตัว ช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้ายได้อย่างยอดเยี่ยม

ภาวะคอเลสเตอรอลสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงออกมาเผย 4 กลุ่มอาหารใกล้ตัวที่ช่วยควบคุมค่าคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
ภาวะคอเลสเตอรอลสูงกำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่แพร่หลายในหลายประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ประมาณ 2 ใน 5 ของผู้ใหญ่อาจกำลังเผชิญกับภาวะคอเลสเตอรอลสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน
คอเลสเตอรอลคือสารไขมันลักษณะคล้ายขี้ผึ้งที่พบในเลือด แม้ร่างกายจะจำเป็นต้องใช้คอเลสเตอรอลจำนวนหนึ่งในการทำงานตามปกติ แต่หากมีมากเกินไป ไขมันนี้จะไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ก่อตัวเป็นคราบพลัค (Plaque) ที่ทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้
ซึ่งนี่คือหนึ่งในปัจจัยหลักที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต)
นอกจากการออกกำลังกายและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแล้ว “อาหาร” ถือเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
ล่าสุด นพ. คารัน แรจ (Karan Raj) แพทย์ชื่อดังบนโลกออนไลน์ (รู้จักกันในชื่อ Dr Raj) ได้แชร์ 4 วัตถุดิบติดครัวที่เขาต้องมีไว้เสมอ หากตรวจพบว่าตนเองมีภาวะคอเลสเตอรอลสูง ดังนี้
1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
นพ. แรจ เผยว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี และราสเบอร์รี อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่ทำให้ผลไม้เหล่านี้มีสีสันสดใส
เขากล่าวว่า สารโพลีฟีนอลมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างกรดน้ำดี ซึ่งส่งผลให้ร่างกายขับคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกไปได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ สารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ตระกูลเบอร์รียังช่วยปกป้องผนังหลอดเลือด และลดกระบวนการออกซิเดชันของ LDL (หรือที่มักเรียกกันว่า “คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี”) เพราะเมื่อ LDL เกิดการออกซิเดชัน มันจะเข้าไปเกาะตัวและก่อให้เกิดคราบไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มสูงตามไปด้วย
2. ธัญพืชและเมล็ดพืชต่างๆ
อาหารกลุ่มที่สองที่ นพ. แรจ แนะนำ คือ เมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง และเมล็ดทานตะวัน
เขาอธิบายว่า เมล็ดพืชเหล่านี้อุดมไปด้วยไขมันดี (Healthy Fats) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ และช่วยยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์ไขมันที่ตับ
ไม่เพียงแต่เพียบพร้อมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเท่านั้น เมล็ดพืชส่วนใหญ่ยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์และแร่ธาตุหลากชนิด ช่วยให้มื้ออาหารมีความสมดุลและได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนยิ่งขึ้น
3. พืชตระกูลถั่ว
ถั่วเขียว ถั่วดำ รวมถึงถั่วชนิดอื่นๆ ล้วนติดโผอาหารที่แพทย์ให้การยอมรับและแนะนำ
ถั่วเหล่านี้มีใยอาหารสูง ซึ่งสามารถเกิดกระบวนการหมักในลำไส้ได้ เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลายใยอาหารเหล่านี้ จะเกิดเป็น “กรดไขมันสายสั้น” (Short-chain fatty acids) ซึ่งเป็นสารประกอบที่เชื่อกันว่ามีส่วนช่วยควบคุมการผลิตคอเลสเตอรอลที่ตับ
นอกจากนี้ ถั่วยังเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี โดย นพ. แรจ ระบุว่า โปรตีนจากพืชสามารถช่วยเพิ่มการทำงานของตัวรับ LDL (LDL receptors) ทำให้ร่างกายขับคอเลสเตอรอลตัวร้ายออกจากกระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. ข้าวโอ๊ต
อาหารชนิดสุดท้ายที่ นพ. แรจ กล่าวถึงคือ ข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตขึ้นชื่อว่ามีสาร “เบต้ากลูแคน” (Beta-glucan) สูง ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางว่ามีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล
เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เบต้ากลูแคนจะฟอร์มตัวเป็นเนื้อเจลในระบบทางเดินอาหาร เข้าไปจับกับกรดน้ำดีและขับถ่ายออกมา เมื่อปริมาณกรดน้ำดีลดลง ร่างกายจึงจำเป็นต้องดึงคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) จากในเลือดมาใช้สร้างกรดน้ำดีขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงในที่สุด
อาหารที่ควรทานเพิ่ม VS อาหารที่ควรเลี่ยง
ข้อมูลจากสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ระบุว่า เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมคอเลสเตอรอล เราควรหันมาเพิ่มการรับประทานอาหารกลุ่มเหล่านี้:
- ปลาที่มีไขมันดี: แซลมอน, แมกเคอเรล
- น้ำมันเพื่อสุขภาพ: น้ำมันมะกอก, น้ำมันคาโนลา
- คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีต
- ผักผลไม้: ธัญพืช เมล็ดพืชต่างๆ ผลไม้ และผักใบเขียว
ในทางกลับกัน ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ได้แก่: ไส้กรอก, เนื้อสัตว์ติดมัน, เนย, ไขมันสัตว์, ครีม, ชีส, เค้ก รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ไม่มีอาหารมหัศจรรย์เพียงชนิดเดียวที่จะสามารถ “ลบล้าง” ภาวะคอเลสเตอรอลสูงได้ทันตาเห็น แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละเล็กทีละน้อยในชีวิตประจำวัน จะส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 14/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,800.00 | 68,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,383.00 | 66,446.28 | 68,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,944.70 | 59,801.65 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,506.40 | 53,157.02 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,972.35 | 29,900.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,534.05 | 23,256.20 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,541.97 | 68,856.27 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 14/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 36.84 | 36.84 | 37.34 | 36.84 | 36.84 | 36.84 | 36.84 | 36.84 | 36.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 36.47 | 36.47 | 36.97 | 36.47 | 36.47 | 36.47 | 36.47 | 36.47 | 36.47 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 31.84 | 31.84 | 32.04 | 31.84 | – | 31.84 | 31.84 | 31.84 | 31.84 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.78 | 27.78 | – | – | – | – | – | – | 27.78 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 45.83 | – | – | 49.26 | – | 46.33 | 45.98 | – | 45.83 |
| ดีเซล | 37.54 | 37.54 | 37.54 | 37.54 | 37.54 | 37.54 | 37.54 | 37.54 | 37.54 |
| ดีเซล B20 | 32.54 | 32.54 | 32.54 | 32.54 | – | 32.54 | 32.54 | 32.54 | 32.54 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







