สาระน่ารู้ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569

อสังหาฯปี69 ฟื้นจริงหรือแค่เด้งจากฐานต่ำจี้รัฐ-เอกชนรักษาการเติบโตเลี่ยง ‘นิว โลว์’

  • ตลาดอสังหาฯปี69 มีสัญญาณฟื้นตัว โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสแรกเติบโตขึ้น แต่ถูกมองว่าเป็นเพียงการดีดตัวขึ้นจากฐานที่ต่ำมากในปี 2568 ยังไม่ใช่การฟื้นตัวเต็มรูปแบบ
  • การฟื้นตัวครั้งนี้มีตลาดบ้านมือสองเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงถูกจำกัดจากปัญหารายได้ หนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยาก
  • แม้มีแนวโน้มดีขึ้น แต่คาดการณ์ยอดโอนฯ ทั้งปียังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
  • หากภาครัฐและเอกชนไม่ร่วมมือกันรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ตลาดอาจเผชิญกับภาวะจุดต่ำสุดใหม่ (New Low) ได้ในอนาคต

สัญญาณตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเริ่มกระเตื้อง หลังยอดโอนฯ ไตรมาสแรกปี 2569 โตทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะที่บ้านมือสองกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ “รายได้–หนี้ครัวเรือน–สินเชื่อ” ที่ยังฉุดกำลังซื้อ สะท้อนปี 2569 อาจเป็นจุดเปลี่ยนจาก “ขาลง” สู่การตั้งหลัก แต่ยังไม่ใช่การฟื้นตัวเต็มรูปแบบ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเดินมาถึงช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดช่วงหนึ่งในรอบหลายปี คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ตลาดจะฟื้นหรือไม่” แต่คือ ตลาดผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วจริงหรือ และหากคำตอบคือใช่ แต่การฟื้นตัวที่กำลังเกิดขึ้นนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ นักวิชาการอิสระด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมือง มองว่า สัญญาณจากตลาดในช่วงต้นปี 2569 เริ่มให้น้ำหนักกับคำตอบที่ชัดขึ้นว่า อสังหาฯ อาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2568 และกำลังเข้าสู่ปีแห่งการเปลี่ยนทิศในปี 2569

แต่คำว่า “ฟื้นตัว” ครั้งนี้อาจไม่ได้หมายความว่าโครงการบ้านใหม่จะกลับมาคึกคักทันที ตรงกันข้ามการฟื้นตัวอาจถูกขับเคลื่อนจากตลาดบ้านมือสอง และกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่ม

สัญญาณเริ่มชัดยอดโอนไตรมาสแรกโตสองหลัก

จุดตั้งต้นของการประเมินครั้งนี้มาจากตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยไตรมาส 1/2569 ที่จำนวนหน่วยขยายตัว 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มูลค่าเพิ่มขึ้น 3.1%C9Jตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่ใช่การกลับมาของตลาดแบบเต็มแรง แต่มีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่าแรงซื้อไม่ได้หดตัวลงต่อเนื่องเหมือนช่วงที่ผ่านมา ที่สำคัญเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 สัญญาณดังกล่าวไม่หายไป

โดยเดือนเม.ย.หน่วยโอนขยายตัว 20.9% มูลค่าเพิ่มขึ้น 17.2% และเดือน พ.ค.ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.7% และ 3.4% ตามลำดับ

“หากโมเมนตัมนี้ดำเนินต่อไป มีความเป็นไปได้ที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 2/2569 จะเติบโตกว่า 10% จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มุมมองต่อตลาดอสังหาฯ ปีนี้เปลี่ยนจากรอการฟื้นตัว มาเป็นเริ่มเห็นการฟื้นตัว”

ลุ้นทั้งปีแตะ 3.3 แสนหน่วยแต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย5ปี

จากแรงส่งในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งปีมีโอกาสมากกว่า 330,000 หน่วย เพิ่มขึ้น 4% มูลค่ากว่า 867,000 ล้านบาทเติบโต 0.5% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยัง “ไม่ใช่”ระดับที่เรียกได้ว่ากลับมาเป็นปกติเพราะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (2564–2568) ที่อยู่ระดับ 7-10% ดังนั้นการฟื้นตัวรอบนี้เป็นเพียงการ “ยกตัวขึ้นจากฐานต่ำ” มากกว่าจะเป็นการกลับเข้าสู่ภาวะรุ่งเรือง

“โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่กำลังซื้อของครัวเรือน รายได้ การจ้างงาน และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานาน ซึ่งยังเป็นแรงต้านสำคัญไม่ให้ตลาดฟื้นตัวได้เร็วอย่างที่ต้องการ”

4 แรงส่งตลาดอสังหาฯ

สำหรับเหตุผลที่ทำให้มองว่าตลาดอาจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ยังมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานหลายด้านที่เริ่มเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วย 1. ยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริงแต่ละปีไม่น้อยกว่า 140,000 – 150,000 หน่วย และคาดว่าจะมีผู้ต้องการซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังแรกสัดส่วน 55%  หลังที่ 2 เพิ่มขึ้น 25% และซื้อเพื่อการลงทุนหรือเก็บเป็นทรัพย์สิน 20% 

ทั้งนี้ บรรยากาศในช่วงครึ่งปีแรกหลายฝ่ายประเมินว่า อารมณ์ความรู้สึก (sentiment) การซื้อบ้านสำหรับกลุ่มที่ซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 และซื้อเพื่อการลงทุนหรือเก็บเป็นทรัพย์สินจะดีขึ้น

2.ภาครัฐยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาฯ ในฐานะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญโดยขยายเวลามาตรการกระตุ้นและการผ่อนปรน มาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV (Loan to Value) จนถึงเดือน มิ.ย.2570 รวมถึงเร่งการปล่อยสินเชื่อผ่านธนาคารของรัฐมากขึ้น ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุน

จุดเปลี่ยนสำคัญคือบ้านมือสอง

3. ตลาดบ้านมือสองขยายตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รองรับกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง กลุ่มที่ไม่สามารถซื้อบ้านใหม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ขณะที่ตลาดบ้านใหม่ก็มีกลุ่มราคามากกว่า 7 ล้านบาท ยังสามารถสร้างยอดขายต่อไปได้ แม้เริ่มชะลอตัวลงแล้วก็ตาม

4. อัตราส่วนหนี้ครัวเรือน ต่อGDP ที่เคยสูงกว่า 90% จนทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 50-70% เริ่มปรับลดลงเหลือ 86.7% น่าจะทำให้สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อเริ่มผ่อนคลาย และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ลดความรุนแรงลดเหลือประมาณ 45% ในไตรมาส 1/2569 จะส่งผลที่ดีต่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งกลุ่มผู้ต้องการซื้อบ้าน และสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวปีนี้ อาจมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ อาจจะยังไม่ได้เกิดจากการฟื้นตัวจากตลาดบ้านใหม่ แต่ถูกถ่ายโอนน้ำหนักไปยังตลาดบ้านมือสองมากขึ้นกว่าเดิม

โดยสัดส่วนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองอาจจะมีสัดส่วน 2 ใน 3 และมีสัดส่วนเชิงมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่ารวมทั้งตลาด เห็นได้จากยอดขายของบ้านใหม่ที่ชะลอตัวโดยลดลงประมาณ 10-30% ในช่วงไตรมาส 1/2566 – ไตรมาส 1/2569 และส่งผลให้เกิดการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ที่ลดลง 20- 60% ในช่วงไตรมาส 1/2567 -ไตรมาส 1/2569

“การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่เน้นเลือกทำเลที่เดินทางสะดวก และความสามารถเข้าถึงสินเชื่อต่ำลงที่ทำให้เกิดการเลือกซื้อบ้านราคาที่ต่ำลงด้วย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดบ้านใหม่ได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการซื้อบ้านน้อยลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บ้านมือสองกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและจำเป็น และทำหน้าที่เป็นปัจจัยฉุดลาก (Pull Factor) ตลาดให้เดินต่อไป”

ผ่านจุดต่ำสุดแต่มีโอกาสเกิด New Low

ดร.วิชัย มองว่า อสังหาฯ  ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเชื่อว่า ปี 2569 จะมีสถานการณ์ดีกว่าปี 2568 แต่ไม่ได้บอกว่า ปี 2570 จะไม่มีโอกาสเกิดสถานการณ์แย่ลงกว่าปี 2569 และ จุดต่ำสุดใหม่ (New Low) ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลที่จะสามารถความการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการสร้างเศรษฐกิจครัวเรือนของประชาชนให้ขยายตัวของรายได้ ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงต่อภาคอสังหาฯ ระยะยาว ประชาชนจะมีความเชื่อมั่น สถาบันการเงินคลายกังวล  และผู้ประกอบการจะปรับตัวตามพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ที่ดินภูเก็ตราคาพุ่ง บางเทาแตะ 60 ล้าน ดันอสังหาฯ รุกหาดใหม่

  • ราคาที่ดินในทำเลหลักของภูเก็ตอย่างหาดบางเทาพุ่งสูงถึง 50-60 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ผู้ประกอบการมองต้องพิจารณาถึงต้นทุนพัฒนาโครงการอย่างรอบคอบ
  • ผู้พัฒนารายใหญ่ เช่น แสนสิริ และ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ต้องปรับกลยุทธ์กระจายการลงทุนไปยังหาดและทำเลใหม่ๆ
  • ทำเลใหม่ที่กลายเป็นเป้าหมายการลงทุน ได้แก่ หาดราไวย์ กะตะ และสุรินทร์ ซึ่งราคาที่ดินยังเหมาะสมกว่าและมีดีมานด์จากต่างชาติเพิ่มขึ้น
  • แม้ราคาที่ดินจะสูงขึ้น แต่ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตยังเติบโตจากความต้องการของชาวต่างชาติที่ขยายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วเกาะ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง แม้การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นจากจำนวนซัพพลายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อชาวต่างชาติและคนไทย ส่งผลให้ราคาที่ดินในทำเลศักยภาพปรับตัวขึ้นอย่างมาก จนผู้ประกอบการเริ่มกระจายการลงทุนออกจากทำเลบางเทา ซึ่งมีราคาที่ดินพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 50-60 ล้านบาทต่อไร่ ไปสู่หาดและทำเลใหม่ที่ยังมีโอกาสพัฒนาโครงการในระดับราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้

แสนสิริชี้ “ดีมานด์ยังขยายตัว” แต่ต้องเลือกแลนด์แบงก์ให้แม่น

นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดภูเก็ตยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะดีมานด์จากต่างชาติที่กระจายตัวมากขึ้น ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะบางเทาเหมือนในอดีต

บริษัทมองว่าพฤติกรรมผู้ซื้อเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับ “คุณภาพทำเลและไลฟ์สไตล์” มากกว่าชื่อย่านเพียงอย่างเดียว ทำให้แสนสิริขยายการมองหาที่ดินไปเกือบทุกหาดบนเกาะ ทั้งโซนกะตะ ราไวย์ สุรินทร์ และพื้นที่ฝั่งใต้ที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ปัจจุบันแสนสิริมีที่ดินและโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมพัฒนาในภูเก็ตมากกว่า 10 แปลง และเตรียมเปิดโครงการต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5-6 โครงการในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยเน้นการคัดเลือกแลนด์แบงก์ล่วงหน้าเพื่อรองรับโครงการในอนาคต

นายภูมิชายระบุว่า ราคาที่ดินภูเก็ตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเคยปรับขึ้นแรง แต่ปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ช่วงที่สามารถเจรจาได้มากขึ้น โดยเฉพาะในบางแปลงที่เจ้าของที่ดินต้องปรับตัวตามความไม่แน่นอนของผังเมือง ทำให้ผู้พัฒนามีโอกาสต่อรองราคาได้ดีขึ้นราว 10-20% ในบางกรณี

“การซื้อที่ดินต้องย้อนดูดีมานด์ก่อนว่า ลูกค้าซื้อได้ที่ราคาเท่าไร แล้วค่อยคำนวณกลับมาว่าต้นทุนที่ดินควรอยู่ระดับไหน” นายภูมิชายกล่าว

ออริจิ้นชี้ “บางเทาแพงเกินจุดคุ้มค่า” เร่งหาทำเลใหม่

ด้านนายธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการบริหารธุรกิจตลาดต่างประเทศ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาดภูเก็ตมีซัพพลายสะสมระดับ 40,000-50,000 ยูนิต ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในทำเลหลักอย่างบางเทา

บริษัทมองว่าราคาที่ดินบางเทาปรับขึ้นเร็วมาก จากระดับประมาณ 10-15 ล้านบาทต่อไร่ในอดีต ขึ้นมาอยู่ที่ 50-60 ล้านบาทต่อไร่ในปัจจุบัน ขณะที่ที่ดินติดชายหาดบางแปลงแตะระดับกว่า 100 ล้านบาทต่อไร่แล้ว

“บางเทาวันนี้ราคาที่ดินไปไกลมากแล้ว” นายธนกรกล่าว พร้อมระบุว่า บริษัทจึงต้องกระจายการลงทุนไปยังหาดใหม่ เช่น สุรินทร์ ราไวย์ และกะตะ ซึ่งยังมีระดับราคาที่ดินเหมาะสมกว่า และเริ่มมีดีมานด์จากกลุ่ม Long Stay เพิ่มขึ้น

ออริจิ้นจึงตั้งเป้าราคาที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการไว้ที่ประมาณ 20-25 ล้านบาทต่อไร่ เพื่อให้สามารถพัฒนาโครงการในระดับราคาที่ตลาดรับได้ โดยปัจจุบันมีงบซื้อที่ดินเพิ่มเติมราว 500 ล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า และตั้งเป้าพอร์ตธุรกิจในภูเก็ตแตะ 30,000 ล้านบาท

ผังเมืองใหม่ดัน “ป่าตอง” แต่ราคาพุ่งสะท้อนอนาคตไปแล้ว

นายธนกรยังเปิดเผยว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงผังเมือง โดยเฉพาะ “ป่าตอง” ที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการปรับเพิ่มค่า FAR (Floor Area Ratio) ซึ่งหมายถึงการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้หนาแน่นขึ้น และพัฒนาอาคารในแนวสูงได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ที่ดินแปลงเดิมสามารถสร้างมูลค่าโครงการได้เพิ่มขึ้นทันที ทั้งในแง่จำนวนยูนิตและศักยภาพรายได้ต่อแปลงที่ดิน

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ดินได้สะท้อนอนาคตไปแล้ว โดยบางแปลงในป่าตองขยับขึ้นไปถึงระดับ 100 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ผู้ประกอบการต้องประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบคอบมากขึ้น

ราไวย์-กะตะ-สุรินทร์ กลายเป็น “สนามใหม่” ของทุนใหญ่

การกระจายตัวของการลงทุนเริ่มเห็นชัดในทำเลฝั่งใต้ของเกาะ โดยเฉพาะ “ราไวย์” และ “กะตะ” ที่เริ่มมีดีมานด์จากต่างชาติกลุ่มใหม่ เช่น โปแลนด์ อิสราเอล และอินเดีย เข้ามาเพิ่มขึ้น

แสนสิริเตรียมเปิดโครงการในราไวย์ที่มีจุดเด่นเป็นที่ดินติดชายหาด ระยะหน้าหาดกว่า 50 เมตร ขณะที่ออริจิ้นก็ขยายพอร์ตไปยังโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมในหลายโซน เพื่อรองรับดีมานด์ที่กระจายตัวมากขึ้น

แม้ราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการยังมองว่าภูเก็ตมีศักยภาพจากดีมานด์ต่างชาติและผลตอบแทนการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย Yield บางโครงการอยู่ที่ 7-10% และ Capital Gain ราว 15-20% ต่อปี

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ภูเก็ตยังเป็นตลาดที่เติบโต แต่ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์จากการไล่ซื้อทำเลพรีเมียม ไปสู่การหาทำเลใหม่ที่สมดุลระหว่าง “ต้นทุน ดีมานด์ และศักยภาพระยะยาว” มากขึ้นในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 ส.ค.69 ‘แข็งค่า’ ตามราคาทองรีบาวด์

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่หนุนการแข็งค่ามาจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.90-33.10 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาก แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.90-33.10 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.98-33.08 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรง (ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเข้าใกล้โซน 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาเปิดช่องแคบ Hormuz ที่อาจทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งได้ 

อย่างไรก็ดี เงินบาท ได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเรามองว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำมาจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดอย่าง ฝั่ง CTA Trend-Following รวมถึงผู้เล่นที่มีสถานะ Short ทองคำในช่วงที่ผ่านมา (ส่วนหนึ่งอาจเตรียมปรับสถานะ ก่อนรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในวันพุธนี้) มากกว่าจะเป็นการปรับตัวขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงพื้นฐาน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอยู่ จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาระมัดระวังตัวอีกครั้ง และเลือกทยอยขายทำกำไรหุ้นธีม AI/Semiconductor ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มมีความเสี่ยงกลับมาร้อนแรงขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +4.4% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare นำโดย Eli Lilly +3.9% ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.11% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.06% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.32% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันบรรยากาศโดยรวมของตลาดหุ้นยุโรป ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานจากสถานการณ์ดังกล่าวได้หนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวสูงขึ้น อาทิ Total Energies +2.0% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของยูโรโซนและอังกฤษ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาระมัดระวังตัวอีกครั้ง และเลือกทยอยขายทำกำไรหุ้นธีม AI/Semiconductor ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มมีความเสี่ยงกลับมาร้อนแรงขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +4.4% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare นำโดย Eli Lilly +3.9% ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.11% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.06% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.32% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันบรรยากาศโดยรวมของตลาดหุ้นยุโรป ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานจากสถานการณ์ดังกล่าวได้หนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวสูงขึ้น อาทิ Total Energies +2.0% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของยูโรโซนและอังกฤษ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.70% อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประมูลบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงวันพฤหัสฯ นี้ อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาดบางส่วน เช่น การ Cover Short ก่อนรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันพุธนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-99.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาหนุนทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะสร้างกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่ง CTA Trend-Following หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำทะลุโซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานรายสัปดาห์ โดย ADP (Weekly Employment) ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ในส่วนของดัชนีการจ้างงานของภาคธุรกิจขนาดเล็ก ที่จะช่วยสะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง ข้อมูลตลาดบ้าน อย่าง ยอดขายบ้าน Existing Home Sales 

ส่วนทางฝั่งเอเชีย เราและบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% หลังอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ได้ชะลอลงกว่าที่ RBA ประเมิน กอปรกับภาพเศรษฐกิจออสเตรเลียโดยรวมที่ชะลอตัวลง ทั้ง การจ้างงานและตลาดอสังหาฯ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้างทดสอบโซนแนวต้าน 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จนอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินเอเชียเพิ่มเติม ไม่ต่างกับฝั่งตลาดการเงินสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฝั่งประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ หลังราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ แรงหนุนฝั่งแข็งค่าของเงินบาทอย่าง การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอาจเริ่มชะลอลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก จนกว่าจะรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ อีกทั้ง ยังคงต้องระวัง จังหวะปรับตัวลงของราคาทองคำ หลังเราประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมา นั้นมาจากแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดฝั่ง CTA Trend-Following และการปรับสถานะ Short ของผู้เล่นบางส่วน มากกว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนปัจจัยเชิงพื้นฐาน ที่ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสบรรดาธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 

ทั้งนี้ หากเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เรามองว่า การแข็งค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัดมาก โดยอาจติดแถวโซนแนวรับ 32.85-32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยโซนดังกล่าวเป็นแนวรับเชิงเทคนิคัลที่ผู้เล่นในตลาดต่างจับตามอง และยังเป็นโซนที่เรามองว่า ผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์เพิ่มเติม 

อนึ่ง ตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันหยุด 12 สิงหาคม นี้ ทำให้ ปริมาณการทำธุรกรรมในวันนี้ อาจเบาบางลงกว่าปกติได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ ค่าเงินบาทเสี่ยงผันผวนพอควร หากมีโฟลว์ธุรกรรมขนาดใหญ่เข้ามากระทบตลาด เช่น ผู้เล่นในตลาด ฟไฟอย่าง ฝั่งๆนักลงทุนต่างชาติอาจต้องการปรับสถานะถือครอง ก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เป็นต้น 

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตารางคะแนน วอลเลย์บอลหญิง U17 ชิงแชมป์โลก 2026 วันที่ 11 ส.ค. 69

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่เมืองซานติอาโก, ประเทศชิลี รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 7-17 สิงหาคม 2569

โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ลงสนามในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ นัดที่สี่ เป็นฝ่ายแพ้ให้กับ สหรัฐอเมริกา ไปแบบขาดลอย 0-3 เซต (11-25, 21-25 และ 16-25)

ทำให้หลังทุกทีมแข่งขันครบตามโปรแกรมนัดที่สี่ “ทีมสาวไทย” ยังคงรั้งอันดับ 4 ของกลุ่ม ตามเดิมร่วมกับ ชิลี เจ้าภาพ ด้วยการมี 3 คะแนน และทำให้ต้องไปลุ้นแย่งกันเข้ารอบในเกมสุดท้าย

ตารางคะแนน วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก U17 กลุ่มเอ

อันดับ 1 : สหรัฐอเมริกา แข่ง 4 ชนะ 4 แพ้ 0 นัด 12 คะแนน
อันดับ 2 : ตุรกี แข่ง 4 ชนะ 3 แพ้ 1 นัด 9 คะแนน
อันดับ 3 : สาธารณรัฐเช็ก แข่ง 4 ชนะ 3 แพ้ 1 นัด 9 คะแนน
อันดับ 4 : ชิลี แข่ง 4 ชนะ 1 แพ้ 3 นัด 3 คะแนน
อันดับ 4 : ไทย แข่ง 4 ชนะ 1 แพ้ 3 นัด 3 คะแนน
อันดับ 6 : อียิปต์ แข่ง 4 ชนะ 0 แพ้ 4 นัด 0 คะแนน

สำหรับ “ทีมสาวไทย” ยังเหลือโปรแกรมให้ลงสนามอีก 1 เกม ในรอบแรก เพื่อทำอันดับให้เป็น 1-4 ของกลุ่ม เพื่อที่จะได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งหากไม่สามารถทำได้จะต้องหล่นไปเล่นในรอบจัดอันดับแทน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


กรุ๊ปเลือดใดมีแนวโน้ม “อายุสั้น” และ “อายุยืน” ที่สุด? ใช่กรุ๊ปของคุณมั้ย?

thestandard นำเสนอเรื่องราว เชื่อเรื่องโชคชะตากันหรือไม่? บางทีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยอาจซ่อนอยู่ในกรุ๊ปเลือดของเรา
นอกจากความเชื่อที่ว่ากรุ๊ปเลือดอาจบอกลักษณะนิสัยแล้ว งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นยังพบความเชื่อมโยงระหว่างกรุ๊ปเลือดกับความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด รวมถึงอายุขัยโดยเฉลี่ย

กรุ๊ปเลือดไหนอายุยืนที่สุด?

ข้อมูลจากหนังสือ The Answer is in Your Bloodtype ซึ่งเขียนโดยแพทย์ชาวอเมริกัน สตีเวน เอ็ม. ไวส์เบิร์ก และ โจเซฟ คริสเตียโน ตีพิมพ์ในปี 1990 ระบุข้อมูลการศึกษาที่เปรียบเทียบอายุขัยเฉลี่ยของผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดแตกต่างกัน โดยพบความแตกต่างมากถึง 25 ปี

  • อันดับ 1 กรุ๊ป O อายุขัยเฉลี่ย 87 ปี
  • อันดับ 2 กรุ๊ป B อายุขัยเฉลี่ย 77 ปี
  • อันดับ 3 กรุ๊ป AB อายุขัยเฉลี่ย 70 ปี
  • อันดับ 4 กรุ๊ป A อายุขัยเฉลี่ย 62 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้มาจากหนังสือที่ตีพิมพ์มานานแล้ว และไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้สรุปว่า กรุ๊ปเลือดใดจะมีอายุยืนหรือสั้นกว่ากรุ๊ปอื่นอย่างแน่นอน

งานวิจัยสมัยใหม่พบอะไร?

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine เมื่อปี 2020 ซึ่งศึกษาประชากรในอิตาลีและสเปน พบความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือดกับความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 โดยผู้ที่มี กรุ๊ป A มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงกว่า ขณะที่ผู้มี กรุ๊ป O มีแนวโน้มได้รับผลป้องกันมากกว่า

ขณะเดียวกัน งานวิจัยจากเดนมาร์กที่ตีพิมพ์ในวารสาร Blood Advances ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้ารับการตรวจโควิด-19 จำนวน 473,000 คน พบผู้ติดเชื้อ 7,422 ราย โดยผู้ที่มีกรุ๊ป O คิดเป็นประมาณ 38.4% ขณะที่กรุ๊ป A อยู่ที่ 44.4%

นอกจากนี้ งานศึกษาจากแคนาดายังพบความแตกต่างในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง โดยผู้ป่วยกรุ๊ป A และ AB มีสัดส่วนการใช้เครื่องช่วยหายใจสูงกว่ากรุ๊ป O และมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลโดยเฉลี่ยนานกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือดกับความเสี่ยงของโรคบางชนิด ไม่ได้หมายความว่ากรุ๊ปเลือด O จะทำให้อายุยืนกว่า หรือกรุ๊ปเลือด A จะทำให้อายุสั้นกว่าโดยตรง

ทำไมกรุ๊ป O จึงถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคบางชนิดที่ต่ำกว่า?

กรุ๊ปเลือดถูกจำแนกจากแอนติเจน A และ B ที่อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยกรุ๊ป AB มีแอนติเจนทั้งสองชนิด ขณะที่กรุ๊ป O ไม่มีแอนติเจนดังกล่าว และมีแอนติบอดีต่อต้าน A และ B อยู่ในพลาสมา

นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่มีกรุ๊ป O มีความเสี่ยงต่อ ภาวะลิ่มเลือดบางประเภท ต่ำกว่าผู้ที่มีกรุ๊ป A, B หรือ AB ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พบความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือดกับโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด

แต่การมีกรุ๊ปเลือด O ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดหรือมีภูมิคุ้มกันดีกว่าทุกด้าน เนื่องจากสุขภาพและอายุขัยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมาก ทั้งพันธุกรรม อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหาร การออกกำลังกาย และโรคประจำตัว

4 วิธีเช็กการไหลเวียนเลือดด้วยตัวเอง

เนื้อหาต้นฉบับยังนำเสนอวิธีทดสอบการไหลเวียนเลือดด้วยตัวเอง เช่น การกำมือแล้วสังเกตสีของฝ่ามือ การกดเล็บ การสังเกตหลอดเลือดบริเวณผิวหนัง และการติดตามนิ้วด้วยสายตา

อย่างไรก็ตาม การทดสอบเหล่านี้ไม่สามารถใช้ยืนยันว่ามีปัญหาการไหลเวียนเลือดหรือโรคหัวใจ สมอง หรือตับได้ด้วยตัวเอง หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก แขนขาชา อ่อนแรง เวียนศีรษะรุนแรง หรือมีอาการที่น่ากังวล ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

ดังนั้น แม้จะมีงานวิจัยที่พบความเชื่อมโยงระหว่างกรุ๊ปเลือดกับความเสี่ยงของโรคบางชนิด แต่ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่ากรุ๊ปเลือดใดเป็น “กรุ๊ปเลือดอายุยืน” หรือกรุ๊ปเลือดใดเป็น “กรุ๊ปเลือดอายุสั้น” การดูแลสุขภาพโดยรวมยังเป็นปัจจัยสำคัญต่ออายุขัยมากกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับสั่งอาหาร

การสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการใช้ภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้นะ ใครที่ยังงงๆ เข้าร้านอาหารแล้วไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน มาทางนี้เลย เพราะวันนี้เรามีคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสั่งอาหารแบบง่ายๆ มาฝากกันแล้ว

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในการสั่งอาหาร

MenuรายการอาหารDishอาหารเป็นจาน
Orderการสั่งอาหารDelicious อร่อย
Appetizer / Starterอาหารเรียกน้ำย่อยMain courseอาหารจานหลัก
Drinkเครื่องดื่มDessertของหวาน
Regional dishอาหารพื้นบ้าน Vegetarian มังสวิรัติ
Medium สุกปานกลาง Medium rareกึ่งสุกกึ่งดิบ
Well doneเนื้อสุกRare  ด้านนอกสุก ด้านในดิบ
Raw ดิบReservationการจองโต๊ะ/สำรองที่
Reservedจองแล้วBook a table จองโต๊ะล่วงหน้า
Service includedรวมค่าบริการService not includedไม่รวมค่าบริการ
I’m allergic to…..   ฉันแพ้….Dairy products ผลิตภัณฑ์จากนม 

ประโยคภาษาอังกฤษในการสั่งอาหาร

Could I see the menu, please?  

ขอดูเมนูหน่อยครับ/ค่ะ  

What are your specials today?

เมนูพิเศษวันนี้คืออะไรคะ

What do you recommend?  

คุณมีอะไรจะแนะนำไหม

What should I order?   

ฉันควรสั่งอะไรดี 

What do you want to eat?    

คุณอยากกินอะไร

I’d like to have a pork steak.   

ฉันขอสเต็กหมู (ในการสั่งอาหารเราสามารถพูดว่า I’d like to have…หรือ I want… แล้วตามด้วยอาหารที่เราต้องการได้เลย)

How much rice do you want?

ต้องการข้าวเยอะแค่ไหน

Just one ladle.

แค่ทัพพีเดียว

Do you want some more?  

ต้องการเพิ่มอีกไหม? 

Excuse me. I’ve been waiting for a long time already.   

ขอโทษนะคะ ฉันรออาหารมาสักพักนึงแล้ว 

Be careful. It’s hot.

ระวังนะ มันร้อน

Do you want any desserts or fruit?

คุณต้องการของหวาน หรือผลไม้ไหม?

Excuse me. Can you please pack it for taking home?   

ขอโทษนะคะ ช่วยห่ออันนี้กลับบ้านหน่อยได้ไหม?

Do you have a take-away menu?   

มีเมนูสำหรับสั่งกลับบ้านไหมคะ 

Bill please.

เก็บเงินด้วยค่ะ

Do you accept credit cards?

รับบัตรเครดิตไหม?

Cash only.   

รับเฉพาะเงินสด

Credit cards accepted.

รับบัตรเครดิต

Can I have the receipt please?   

ขอใบเสร็จด้วยนะคะ 

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


Google เปิด WeatherNext AI พยากรณ์ไซโคลนล่วงหน้าเพิ่ม 1 วัน

  • Google DeepMind เปิดตัว WeatherNext AI โมเดลปัญญาประดิษฐ์สำหรับพยากรณ์ไซโคลนเขตร้อนโดยเฉพาะ
  • เพิ่มความสามารถในการพยากรณ์เส้นทาง ความรุนแรง และโครงสร้างลมของพายุล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 1 วัน
  • ใช้ AI โมเดลเดียวแทนที่โมเดลหลายประเภทในอดีต และถูกนำไปใช้งานจริงแล้วเพื่อช่วยเตือนภัยเฮอริเคน
  • Google เปิดเป็นโอเพนซอร์สเพื่อให้หน่วยงานทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานและต่อยอดเพื่อรับมือภัยพิบัติได้

Google DeepMind เดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่การพยากรณ์สภาพอากาศ เปิดเผยความสำเร็จของ WeatherNext Cyclones โมเดล AI สำหรับพยากรณ์ไซโคลนเขตร้อน ซึ่งสามารถคาดการณ์ทั้งเส้นทาง ความรุนแรง และโครงสร้างลมของพายุได้อย่างแม่นยำในระดับแนวหน้าของวงการ

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Nature โดยระบุว่า WeatherNext สามารถเพิ่มระยะเวลาการพยากรณ์ที่มีความแม่นยำให้กับนักพยากรณ์ได้เฉลี่ย มากกว่า 1 วัน หรือกว่า 24 ชั่วโมง โดยการพยากรณ์ล่วงหน้า 3 วันของโมเดลให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับความสามารถของโมเดลรุ่นก่อนที่พยากรณ์ได้เพียง 2 วัน

Google ระบุว่า การพัฒนาดังกล่าวเทียบเท่ากับความก้าวหน้าทางอุตุนิยมวิทยาประมาณ 1 ทศวรรษ สะท้อนบทบาทของ AI ที่เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการคาดการณ์สภาพอากาศรุนแรง ซึ่งทุกชั่วโมงของการเตือนภัยมีความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมของประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ

WeatherNext พิสูจน์ใช้งานจริง เตือน Hurricane Melissa

เทคโนโลยี WeatherNext ถูกนำไปใช้งานจริงแล้ว โดยในฤดูเฮอริเคนปี 2025 โมเดลช่วย National Hurricane Center (NHC) ของสหรัฐฯ จัดทำการพยากรณ์ Hurricane Melissa ซึ่งสามารถคาดการณ์การทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วของพายุ และการขึ้นฝั่งในประเทศจาเมกาได้ล่วงหน้า

ผลการพยากรณ์ดังกล่าวช่วยให้ NHC สามารถออกประกาศเตือนภัยล่วงหน้า เปิดโอกาสให้หน่วยงานและทีมปฏิบัติการในพื้นที่มีเวลาสำคัญในการเตรียมรับมือ

สำหรับฤดูพายุปีนี้ ระบบได้รับการยกระดับให้สามารถสร้าง 1,000 สถานการณ์ที่เป็นไปได้สำหรับไซโคลนแต่ละลูก เพื่อให้นักพยากรณ์ประเมินความน่าจะเป็นของสถานการณ์ต่างๆ และประกอบการตัดสินใจได้ละเอียดมากขึ้น

AI โมเดลเดียว พยากรณ์ทั้งเส้นทาง-ความรุนแรง

จุดเด่นของ WeatherNext Cyclones คือการรวมความสามารถที่เดิมต้องอาศัยโมเดลหลายประเภทไว้ใน AI โมเดลเดียว

ที่ผ่านมา การพยากรณ์ เส้นทางพายุ จำเป็นต้องอาศัยโมเดลสภาพอากาศระดับโลกที่สามารถวิเคราะห์กระแสลมและสภาพบรรยากาศในวงกว้าง ขณะที่การคาดการณ์ ความรุนแรงของพายุ ต้องใช้โมเดลความละเอียดสูงเพื่อวิเคราะห์กระบวนการทางกายภาพและอุณหพลศาสตร์บริเวณศูนย์กลางพายุ

WeatherNext เข้ามาเชื่อมข้อจำกัดดังกล่าว โดยสามารถพยากรณ์ทั้งเส้นทาง ความรุนแรง และโครงสร้างลมของไซโคลนเขตร้อนด้วยโมเดล AI เดียว ขณะที่ยังสามารถพยากรณ์สภาพอากาศระดับโลกได้ด้วย

จากการทดสอบข้อมูลไซโคลนในช่วงปี 2023-2024 WeatherNext Cyclones สามารถเพิ่มระยะเวลาการเตือนล่วงหน้าได้เฉลี่ย มากกว่า 24 ชั่วโมง ทั้งด้านเส้นทาง ความรุนแรง และโครงสร้างลม เมื่อเทียบกับโมเดลสภาพอากาศชั้นนำ

ฝึก AI ด้วยข้อมูลเกือบ 20 เทราไบต์

เบื้องหลังความสามารถของ WeatherNext มาจากการฝึก AI ด้วยข้อมูล 2 รูปแบบ ได้แก่ ข้อมูลพลวัตของสภาพอากาศทั่วโลก และข้อมูลสังเกตการณ์ไซโคลนในอดีตที่ผ่านการคัดกรองโดยผู้เชี่ยวชาญ

โมเดลได้รับการฝึกจากข้อมูลชั้นบรรยากาศทั่วโลกเกือบ 20 เทราไบต์ และฐานข้อมูล IBTrACS ซึ่งครอบคลุมไซโคลนในอดีตเกือบ 5,000 ลูก ทำให้ AI สามารถเรียนรู้รูปแบบความสัมพันธ์ของบรรยากาศและพฤติกรรมของสภาพอากาศสุดขั้ว

Google ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับพัฒนาการของการพยากรณ์ไซโคลนตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพของ WeatherNext แสดงให้เห็นการพัฒนาครั้งใหญ่ที่เทียบเท่าความก้าวหน้าประมาณ 10 ปี ทั้งในด้านการพยากรณ์เส้นทางและความรุนแรงของพายุ

สร้าง 1,000 ฉากทัศน์ ลุ้นความเสี่ยงพายุรุนแรง

WeatherNext ใช้เทคโนโลยี Functional Generative Networks (FGNs) เพื่อสร้างชุดการพยากรณ์หลายรูปแบบและสะท้อนความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ

ระบบสามารถสร้างการพยากรณ์ล่วงหน้า 15 วันได้ภายใน ไม่ถึง 1 นาทีบน TPU ทำให้นักพยากรณ์สามารถประเมินความน่าจะเป็นของสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

จากเดิมในปีที่ผ่านมา WeatherNext สามารถสร้างผลการพยากรณ์พร้อมกัน 50 รูปแบบ ล่าสุดเพิ่มเป็น 1,000 รูปแบบ เพื่อให้สามารถจับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่สร้างความเสียหายรุนแรง เช่น การทวีความรุนแรงของพายุอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งจุดที่สร้างความสนใจคือ WeatherNext Cyclones ใช้ข้อมูลความละเอียดเพียง 28×28 กิโลเมตร ซึ่งหยาบกว่าโมเดลแบบดั้งเดิมถึง 100 เท่า แต่ยังสามารถพยากรณ์ความรุนแรงของพายุได้อย่างแม่นยำ

ขณะที่ WeatherNext 2-mini ซึ่งเป็นโมเดลขนาดเล็ก ใช้ข้อมูลความละเอียด 111×111 กิโลเมตร ก็ยังให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน โดยประเด็นดังกล่าวยังเป็นโจทย์วิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ต้องศึกษาต่อว่าเหตุใด AI จึงสามารถสร้างผลการพยากรณ์ที่แม่นยำได้แม้ใช้ข้อมูลความละเอียดต่ำ

Google เปิดซอร์ส WeatherNext ดัน AI สู่การรับมือภัยพิบัติ

พร้อมกับการเผยแพร่งานวิจัยใน Nature Google ยังเปิดซอร์ส โค้ดและ Model Weights ของ WeatherNext เพื่อให้ทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานและต่อยอดได้ ทั้งในงานวิจัย การพยากรณ์อากาศเชิงปฏิบัติการ รวมถึงการพัฒนาโมเดลเฉพาะทางสำหรับแต่ละพื้นที่

โมเดลที่เปิดให้ใช้งานประกอบด้วย WeatherNext Cyclones ซึ่งใช้ในช่วงฤดูเฮอริเคน, WeatherNext 2 รุ่นอัปเดตที่นำไปใช้งานจริงตั้งแต่เดือนตุลาคม และ WeatherNext 2-mini โมเดลขนาดกะทัดรัดที่สามารถทำงานบน TPU เพียงเครื่องเดียว และทดลองใช้งานผ่าน Google Colab ได้

นอกจากนี้ Google ยังเปิดให้ผู้สนใจสำรวจการพยากรณ์ไซโคลนผ่าน Weather Lab ซึ่งได้รับการปรับปรุงอินเทอร์เฟซและเพิ่มการพยากรณ์สภาพอากาศทั่วโลก ทั้งอุณหภูมิ ปริมาณฝน ความเร็วลม และข้อมูลอื่นๆ ไว้ในมุมมองเดียว

Google ระบุว่า การเปิดเทคโนโลยี WeatherNext สู่สาธารณะมีเป้าหมายเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศทั่วโลก และเพิ่มศักยภาพให้หน่วยงานอุตุนิยมวิทยา นักวิจัย และองค์กรไม่แสวงหากำไร สามารถคาดการณ์เหตุการณ์สภาพอากาศและวางแผนรับมือได้ดีขึ้น

นอกจากการเตือนภัยพิบัติแล้ว เทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถต่อยอดไปสู่การวางแผนพลังงานหมุนเวียน การบริหารโครงสร้างพื้นฐาน และการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


กิน “ผักโขม” แบบไหนดีที่สุด? 4 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้ได้ประโยชน์เต็มที่

ผักโขม จะให้คุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันตามวิธีปรุง เพราะการนึ่ง ผัด ลวก หรือกินสด ล้วนส่งผลต่อปริมาณวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย

มาดูกันว่า 4 วิธีกินผักโขมแบบไหนเหมาะกับเป้าหมายด้านสุขภาพของคุณ ทั้งการนึ่ง ผัด ลวก และกินสด พร้อมเคล็ดลับเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร

4 วิธีกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยใยอาหาร โปรตีน วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างกระดูกและฟัน กระตุ้นการขับถ่าย บำรุงเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ผักโขมมีสารออกซาเลตค่อนข้างสูง ผู้ที่มีโรคนิ่ว โรคไต หรือรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

1. นึ่ง ช่วยรักษาวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ

การนึ่งเป็นวิธีที่ช่วยรักษาวิตามินซี วิตามินบี และเบตาแคโรทีนได้ดีกว่าการต้ม เพราะผักไม่ต้องแช่อยู่ในน้ำ ทำให้สารอาหารละลายออกมาน้อยกว่า

งานวิจัยยังพบว่า ผักโขมที่ผ่านการนึ่งสามารถคงปริมาณสารฟลาโวนอยด์และเบตาแคโรทีนได้มากกว่าวิธีต้ม จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเต็มที่

2. ผัดด้วยน้ำมันมะกอก ช่วยให้ดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น

การผัดผักโขมด้วยไฟอ่อนและใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Extra Virgin Olive Oil) เป็นอีกวิธีที่ช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการได้ดี เพราะใช้เวลาไม่นานและมีไขมันดีช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน

โดยเฉพาะสารแคโรทีนอยด์ ลูทีน และวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตาและปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

3. ลวก ลดออกซาเลต เหมาะกับคนเสี่ยงนิ่วในไต

การลวกผักโขมแล้วนำไปแช่น้ำเย็นทันที แม้อาจสูญเสียวิตามินที่ละลายในน้ำบางส่วน แต่ช่วยลดปริมาณออกซาเลต (Oxalate) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ออกซาเลตเป็นสารธรรมชาติที่อาจจับกับแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตในบางคน งานวิจัยพบว่าการต้มหรือลวกสามารถลดปริมาณออกซาเลตได้สูงถึงประมาณ 80% หากต้องการรักษาสารอาหารไว้ สามารถนำน้ำต้มไปใช้ทำซุปต่อได้

4. กินสด ได้วิตามินซีและโฟเลตมากกว่า

ผักโขมสดยังคงมีวิตามินซีและโฟเลตในปริมาณสูง เนื่องจากไม่ผ่านความร้อน จึงเหมาะสำหรับนำไปทำสลัด แซนด์วิช สมูทตี้ หรือแรปผัก

อย่างไรก็ตาม ผักโขมที่ผ่านการปรุงสุกจะมีความเข้มข้นของสารอาหารหลายชนิดมากกว่า เพราะปริมาณน้ำลดลง จึงควรสลับกินทั้งแบบสดและแบบสุกเพื่อให้ได้รับประโยชน์ครบถ้วน

ผักโขม เอาไปทำเมนูอะไรได้บ้าง

  1. ผักโขมอบชีส
  2. ซุปผักโขม
  3. สปาเก็ตตี้ผักโขมเบคอนกรอบ
  4. ไข่เจียวผักโขม
  5. เกี๊ยวทอดไส้หมูผักโขมชีส
  6. พิซซ่าหน้าผักโขมและชีส
  7. แซนด์วิชอบร้อนผักโขมชีส
  8. ยำผักโขมกุ้งสด
  9. ผัดผักโขมน้ำมันหอยกระเทียมโทน
  10. ข้าวผัดผักโขมเบคอน

เคล็ดลับเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของผักโขม

  • เลือกผักโขมสด สีเขียวเข้ม ใบไม่เหี่ยว
  • กินคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือพริกหวาน เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • ผัดด้วยน้ำมันมะกอกหรือไขมันดีในปริมาณพอเหมาะ เพื่อช่วยดูดซึมวิตามินเอและสารแคโรทีนอยด์
  • นำไปใส่เมนูต่าง ๆ เช่น ซุป พาสต้า แกงจืด ไข่เจียว สมูทตี้ หรือสลัด เพื่อเพิ่มปริมาณผักในแต่ละวัน
  • หากใช้ผักโขมบรรจุถุง ควรเก็บรักษาและล้างตามคำแนะนำบนฉลาก

วิธีกินผักโขมที่ดีที่สุดไม่มีเพียงวิธีเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายด้านสุขภาพ หากต้องการรักษาวิตามินให้มากที่สุด การนึ่งและกินสดเป็นตัวเลือกที่ดี ส่วนการผัดด้วยน้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร ขณะที่การลวกเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดปริมาณออกซาเลต การสลับกินทั้งแบบสดและสุกจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากผักโขมได้อย่างครบถ้วน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 11/8/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a68,800.0069,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,447.0067,416.5269,800.00
ทองรูปพรรณ 90%4,002.3060,674.87n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,557.6053,933.22n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,001.1530,337.43n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,556.4523,595.78n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,608.2969,861.68n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 11/8/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9535.9935.9936.4935.9935.9935.9935.9935.9935.99
แก๊สโซฮอล์ 9135.6235.6236.1235.6235.6235.6235.6235.6235.62
แก๊สโซฮอล์ E2030.9930.9931.1930.9930.9930.9930.9930.99
แก๊สโซฮอล์ E8526.9326.9326.93
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9544.9848.4145.4845.1344.98
ดีเซล36.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.69
ดีเซล B2031.6931.6931.6931.6931.6931.6931.6931.69
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า