แสนสิริปักหัวหิน ดึง The Standard เปิด Branded Residences ติดหาดที่แรก

- แสนสิริร่วมมือกับ The Standard เปิดตัวโครงการ “The Standard Residences, Hua Hin” ซึ่งเป็นที่พักอาศัยติดชายหาดแห่งแรกของโลกภายใต้แบรนด์ The Standard
- โครงการมูลค่า 4,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดินกรรมสิทธิ์ Freehold ติดหาดหัวหินซึ่งเป็นทำเลหายาก ประกอบด้วย 251 ยูนิต
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับหัวหินสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการพักผ่อนระดับโลก (Global Resort Destination) ดึงดูดผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ
แสนสิริเดินหน้าเกมอสังหาริมทรัพย์ลักซ์ชัวรี ผนึก The Standard เปิดตัว “The Standard Residences, Hua Hin” มูลค่า 4,500 ล้านบาท โครงการที่อยู่อาศัยติดชายหาดแห่งแรกของโลกภายใต้แบรนด์ The Standard บนพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 251 ยูนิต ชูกรรมสิทธิ์ Freehold ทำเลหายาก พร้อมส่วนกลางขนาด 4 ไร่ และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ระดับโลก หวังผลักดันหัวหินสู่ Global Resort Destination โดยปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 40%
แสนสิริวางหมากหัวหิน ดันเมืองตากอากาศสู่ตลาดโลก
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หัวหินเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท ซึ่งมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจในพื้นที่มาเกือบ 4 ทศวรรษ โดยมองว่าตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะใจกลางเมืองใหญ่ระดับโลกอีกต่อไป แต่ยังขยายไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและความต้องการเฉพาะบุคคล หรือ Lifestyle Asset
เป้าหมายของแสนสิริจึงมากกว่าการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดหัวหิน แต่ต้องการมีส่วนร่วมยกระดับเมืองตากอากาศของไทยให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ผ่านการพัฒนาโครงการที่ผสานศักยภาพของทำเลเข้ากับแบรนด์ระดับโลกและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง
สำหรับ The Standard Residences, Hua Hin บริษัทเปิดเผยว่าปัจจุบันมียอดขายแล้วมากกว่า 40% จากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติที่มองหาประสบการณ์การอยู่อาศัยไม่เหมือนใคร โดยจุดแข็งสำคัญคือการเป็นที่อยู่อาศัยติดชายหาดที่ถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold ซึ่งหาได้ยาก รวมถึงการนำแบรนด์ระดับโลกเข้ามาสร้างความแตกต่างทั้งด้านการออกแบบ พื้นที่ส่วนกลาง กิจกรรมไลฟ์สไตล์ และสิทธิพิเศษจากแบรนด์
นายอุทัยกล่าวว่า หัวหินมีศักยภาพจากการเดินทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ประกอบกับเสน่ห์ด้านวัฒนธรรม อาหาร สุขภาพและการดูแลตัวเอง (Wellness) ตลอดจนความโดดเด่นด้านการบริการของไทย ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาเมืองให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนสามารถเดินทางมาพักผ่อนและเลือกใช้ชีวิตในระยะยาวได้

ผนึก The Standard สร้างมาตรฐาน Branded Residence
ทีนา เนคราสัน (Tina Necrason) Global Head Branded Residential at Hyatt กล่าวว่า ความสำเร็จของ The Standard Residences ในหลายเมืองทั่วโลกสะท้อนให้เห็นว่าหัวใจของโครงการประเภทนี้อยู่ที่การสร้างประสบการณ์เฉพาะตัวและเชื่อมโยงกับเอกลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง
การร่วมมือกับแสนสิริซึ่งมีความเชี่ยวชาญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีและเข้าใจศักยภาพของหัวหินอย่างลึกซึ้ง สอดคล้องกับแนวคิดของ The Standard ที่ให้ความสำคัญกับ Design, Culture, Community และ Lifestyle โดยเชื่อว่าโครงการจะสามารถนำประสบการณ์ของแบรนด์ระดับโลกมาผสานกับเสน่ห์ของหัวหินได้อย่างลงตัว และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด Beachfront Branded Residence ในภูมิภาค
The Standard Residences, Hua Hin พัฒนาภายใต้แนวคิด “The Place to Be is Now the Place to Live” ต่อยอดเอกลักษณ์ของแบรนด์ The Standard จากธุรกิจไลฟ์สไตล์และโรงแรมสู่ที่อยู่อาศัยที่สามารถใช้ชีวิตได้ทุกวัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเข้าพักเพื่อการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน แสนสิริยังนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีมาผสานกับบริการหลังการขายโดย PLUS Property เพื่อดูแลคุณภาพการอยู่อาศัยและสนับสนุนการรักษามูลค่าของโครงการในระยะยาว สร้างความแตกต่างจากคอนโดมิเนียมทั่วไปด้วยประสบการณ์และบริการที่เชื่อมโยงกับแบรนด์
Freehold ติดหาด 251 ยูนิต ราคาเริ่ม 10.99 ล้านบาท
The Standard Residences, Hua Hin มีมูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ บริเวณชายหาดที่มีความสงบและเป็นส่วนตัว ประกอบด้วยห้องชุดขนาด 1-3 ห้องนอน จำนวน 251 ยูนิต พร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดประมาณ 4 ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 10.99-49.99 ล้านบาท และพร้อมเข้าอยู่ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย
นอกจากนี้ ยังมีวิลล่าริมชายหาดระดับ Ultra-Rare Beachfront Pool Villa จำนวน 2 ยูนิต ราคาเกินกว่า 100 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งบริษัทระบุว่าขายหมดแล้วทั้ง 2 ยูนิต
ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก โครงการออกแบบให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของ The Standard โดยมีสนามพิกเคิลบอล (Pickleball Court) และลานโบว์ลิง (Bowling Alley) ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งสองประเภท รวมถึง The Mud Lounge ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์
ขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนและสุขภาพ ได้แก่ Salt Sauna และ Experience Shower ตลอดจนแนวคิด Pet-Friendly ที่เปิดให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้ พร้อมกิจกรรม Lifestyle Programming และสิทธิพิเศษจาก The Standard ตลอดทั้งปี ภายใต้เงื่อนไขของแบรนด์
บริษัทมองว่าการพัฒนาโครงการลักษณะนี้ไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องทำเล ขนาดห้องชุด หรือสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การอยู่อาศัยและบริการที่ผู้ซื้อจะได้รับเพิ่มเติมจากการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์
รับกระแส Branded Residences โตทั่วโลก ชู Price Premium 20%
การเปิดตัวโครงการสอดรับกับแนวโน้ม Branded Residences หรือที่อยู่อาศัยที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โรงแรมและไลฟ์สไตล์ ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก โดยข้อมูลที่บริษัทนำเสนอระบุว่าตลาดดังกล่าวเติบโตเกือบ 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในทำเลเมืองชายฝั่ง เกาะ และเมืองตากอากาศที่มีความโดดเด่นด้านไลฟ์สไตล์
สำหรับ The Standard Residences, Hua Hin บริษัทระบุว่าการผสานแบรนด์ระดับโลกเข้ากับทำเลติดชายหาดที่มีกรรมสิทธิ์ Freehold เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ พร้อมประเมินว่าการมีแบรนด์เข้ามาสนับสนุนสามารถสร้างส่วนเพิ่มด้านราคา (Price Premium) ได้ประมาณ 20% ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินที่บริษัทนำเสนอ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนหรือการเพิ่มขึ้นของราคาทรัพย์สินแก่ผู้ซื้อ

นายอุทัยกล่าวสรุปว่า โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางหมุดหมายใหม่ให้กับตลาด Luxury Beachfront Residence ของไทย โดยต้องการเพิ่มศักยภาพของหัวหินในการดึงดูดผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงกลุ่มที่ต้องการพำนักระยะยาว (Long-stay) ในเมืองตากอากาศที่มีความพร้อมรองรับการใช้ชีวิต
โดยแสนสิริมองว่าการเชื่อมโยงศักยภาพของทำเลเข้ากับแบรนด์ระดับโลกและประสบการณ์ที่แตกต่าง จะช่วยผลักดันหัวหินจากเมืองที่ผู้คนเดินทางมาเยือนเพื่อพักผ่อน ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนจากทั่วโลกต้องการเข้ามาใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงเดินทางมาท่องเที่ยวเท่านั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘สุนทร สถาพร’ มอง ตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว ต้องแก้หนี้ครัวเรือน-อัดสินเชื่อใหม่

- นายสุนทร สถาพร มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 4 ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเป็นการฟื้นตัวที่กระจุกอยู่ในกลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการจริง (Real Demand) และสินค้าราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ
- การฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ จะยั่งยืนได้ต้องอาศัยการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ควบคู่ไปกับการเพิ่มโอกาสให้ผู้ซื้อที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้
- แม้มาตรการภาครัฐ เช่น การผ่อนคลาย LTV และการลดค่าโอน-จำนอง จะเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น แต่ไม่เพียงพอหากไม่แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเพิ่มการปล่อยสินเชื่อใหม่ไปพร้อมกัน
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของปี เมื่อผู้ประกอบการต่างเร่งเครื่องทำตลาด หลากหลายกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย และจัดแคมเปญกระตุ้นการตัดสินใจหวังช่วงชิงกำลังซื้อที่มีอยู่อย่างจำกัด พร้อมเร่งปิดการขายและระบายสินค้าคงเหลือในมือให้ได้มากที่สุดก่อนสิ้นปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่กลับมาแข็งแกร่งเต็มที่
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 4 ดีมานด์ฟื้นในลักษณะเลือกซื้อ โดยตลาดมีแนวโน้มดีขึ้นจากฐานที่ต่ำ แต่การฟื้นตัวจะกระจุกตัวใน เรียล ดีมานด์ และสินค้าที่ราคาเหมาะสมกับกำลังซื้อ ขณะที่ผู้ประกอบการจะระมัดระวังซัพพลายมากขึ้น
ตลาดเริ่มฟื้นกำลังซื้อยังเปราะบาง
ย้อนข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาสแรกปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้น โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% ขณะที่ ซัพพลาย ใหม่ยังหดตัว สะท้อนว่าผู้ประกอบการระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 แรงส่งชัดขึ้น ทำให้ครึ่งแรกปี 2569 มียอดโอน 167,665 หน่วย เพิ่ม 17.6% มูลค่า 429,839 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% แต่ต้องระวังว่าการเติบโตส่วนหนึ่งเกิดจากการเร่งโอนก่อนมาตรการเดิมสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ดังนั้นไตรมาส3และไตรมาส4จะเป็นบททดสอบว่าตลาดมี เรียล ดีมานด์ มากน้อยเพียงใดนั้นมองว่าไตรมาส4จะเป็นตลาด “ฟื้นแบบประคองตัว” มากกว่าฟื้นแบบก้าวกระโดด
กลุ่มกลาง-ล่างคือหัวใจ ลักชัวรี ฟื้นแบบ Selective
ตลาดที่น่าจะฟื้นก่อนคือ กลุ่มราคาจับต้องได้ โดยเฉพาะประมาณ 2-5 ล้านบาท เพราะสอดคล้องกับกำลังซื้อจริงข้อมูล ครึ่งปีแรก2569บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 63% ของตลาด เทียบกับบ้านใหม่ 37% และกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาทมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 24% สะท้อนว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ความคุ้มค่าและราคาที่สามารถเข้าถึงได้ ส่วนลักชัวรี ยังมีดีมานด์แต่เป็นตลาดที่เลือกมากขึ้น ต้องเป็นทำเลดี โปรดักส์ดีและมีความแตกต่าง ไม่ใช่ตลาดที่ทุกโครงการจะเติบโตพร้อมกัน
มองบ้านจัดสรร-คอนโด-ต่างชาติ
ในครึ่งปีแรก 2569 บ้านจัดสรรยังเป็นตลาดหลัก คิดเป็น 70% ของมูลค่าการโอน มีจำนวนโอน 111,624 หน่วย +14.6% และมูลค่า 299,432 ล้านบาท +6.1% ขณะที่คอนโดมิเนียมมีจำนวนโอน 56,041 หน่วย +24.1% และมูลค่า 130,407 ล้านบาท +19.3% สำหรับต่างชาติยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต แต่ต้องเปลี่ยนจากการมอง “ปริมาณ” เป็น “คุณภาพ” เพราะ ครึ่งปีแรกการโอนคอนโดมิเนียม ต่างชาติอยู่ที่ 6,533 หน่วย ลดลง 8.8% มูลค่า 28,267 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.5% โดยจีนยังเป็นผู้ซื้อหลัก แต่ลดลง ขณะที่รัสเซียเติบโตเด่น
แรงหนุนภาครัฐ ทำอย่างไรให้การฟื้นตัว “ไปต่อ”
มองว่าภาครัฐกำลังส่งสัญญาณถูกทิศทาง ทั้ง LTV (Loan-to-Value ratio) หรือ อัตราส่วนวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ค่าโอน-จำนอง การแก้หนี้ครัวเรือน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ SMEs และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม หากมาตรการเหล่านี้ส่งผ่านถึงประชาชนจริง จะเป็นฐานสำคัญให้ตลาดฟื้นต่อในปี 2570 อย่างไรก็ตาม LTV และ ลดค่าธรรมเนียมการโอน-จำนอง 0.01% เป็นแรงส่งที่ตรงจุด 2มาตรการนี้เป็น Positive Factor ที่สำคัญที่สุดต่ออสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้น LTV ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านเงินดาวน์ ขณะที่การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ช่วยลดต้นทุน Transaction Cost โดยตรง และที่สำคัญคือมาตรการค่าโอน–จำนองได้รับการต่ออายุถึง 30 มิถุนายน 2570 ทำให้ตลาดมีแรงประคองต่อเนื่องจาก ไตรมาส3ไปถึงปี2570
“อยากเน้นว่า LTV ที่ผ่อนคลายไม่ได้แปลว่าธนาคารจะปล่อยกู้ทุกคน เพราะความสามารถในการชำระหนี้และเครดิตยังเป็นปัจจัยสำคัญ”ทั้งนี้ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ครึ่งปีแรกสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ 289,315 ล้านบาท เพิ่ม 12.2% และเฉพาะ ไตรมาสสองเพิ่มถึง 18.4% สอดคล้องกับการฟื้นตัวของยอดโอน
ต้องแก้ทั้ง “หนี้ครัวเรือน” และ “สินเชื่อใหม่”
ในมุมสะท้อนของนายสุนทร มองว่า การฟื้นอสังหาริมทรัพย์จะยั่งยืนไม่ได้ ถ้าแก้เฉพาะเรื่อง LTV แต่ไม่แก้ หนี้ครัวเรือนดังนั้นแนวทางของกระทรวงการคลังในการแก้หนี้ ต้องเดินคู่กับการเปิดโอกาสให้ ผู้ที่มีรายได้และความสามารถในการชำระหนี้จริง สามารถเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ พร้อมกันนั้น การแก้ปัญหาของ ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องทุนเทาและ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ เรื่องนอมินีต่างชาติ ของระบบการเงิน ก็มีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้ตลาดแข่งขันกันบนพื้นฐานของเงินทุนที่โปร่งใสและมีคุณภาพ
มองว่าไตรมาส 4 ตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มฟื้นตัว แต่เป็นการฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและเลือกซื้อ โดยเฉพาะ เรียลดีมานด์และกลุ่มราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ ข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ( REIC) ครึ่งปีแรก มียอดโอนเพิ่ม 17.6% แต่มูลค่าเพิ่ม 9.8% ขณะที่ ซัพพลายใหม่ยังระมัดระวัง จึงยังไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดไปต่อคือมาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลาย LTV การลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ต่อถึงกลางปี 2570 รวมถึงการแก้หนี้ครัวเรือน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ SMEs การแก้ปัญหาทุนเทาและนอมินี และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
ทั้งหมดจะช่วยสร้างกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาว อสังหาริมทรัพย์ต้องเปลี่ยนจาก Quantity ไปสู่ Quality of Living เพราะประชากรไทยลดลง เราต้องใช้ Technology พัฒนาบ้านให้ปลอดภัย สุขภาพดี ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดัน Greener Thai Home และ Electronic Filing เพื่อให้ตลาดไทยมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และผู้ประกอบการทุกขนาดแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม
สมาคมฯ ต้องการผลักดันแนวคิด “Greener Thai Home” ให้ Green Living ไม่ใช่เรื่องของบ้าน ลักชัวรี เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เพราะบ้านประหยัดพลังงานช่วยทั้ง ลดคาร์บอน และลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน
Electronic Filing : Digital Transformation ลดเหลื่อมล้ำ
ทั้งนี้ปี 2570 เป็นต้นไป สมาคมฯ จะผลักดัน Electronic Filing ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ความร่วมมือกับภาครัฐเร็วขึ้นโปร่งใสขึ้นลดต้นทุนลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งไม่ควรเสียเปรียบผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงเพราะมีทรัพยากรมากกว่าDigital Transformation จึงไม่ใช่เพียงการทำงานให้เร็วขึ้น แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 ต.ค.69 ‘ทรงตัว’ ดอลลาร์รับแรงหนุน

- ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 33.58 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า
- คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้จะอยู่ที่ 33.45-33.70 บาทต่อดอลลาร์
- เงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความวุ่นวายทางการเมืองในยุโรป
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.58 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.45-33.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.54-33.60 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการทยอยปรับตัวลงของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง สะท้อนผ่านการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงดังกล่าว กลับลดทอนความน่าสนใจถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้าง
อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ ยังพอได้แรงหนุนจากทั้ง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความวุ่นวายของประเด็นการเมืองยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ที่ยังคงสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ฝั่งยุโรป รวมถึงเงินยูโร (EUR)
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ท่ามกลางแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดที่คงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI และแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าว โดยเฉพาะหลังมีข่าวการลงทุนใน Cloud Computing ระหว่าง Nscale กับ Anthropic ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงกลุ่ม Healthcare ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อลง -0.07% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.4% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +1.1%
▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -0.8% ท่ามกลางแรงขายหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ในตลาดหุ้นฝรั่งเศส อาทิ หุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองของฝรั่งเศสที่เกิดการประท้วงรุนแรงในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรป พอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อย่าง ASML +1.3%
▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.15% อีกครั้ง ท่ามกลาง ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เข้าซื้อตอนบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน)หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลงเช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความวุ่นวายการเมืองฝรั่งเศสที่กดดันเงินยูโร (EUR) แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 101.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.7-102.0 จุด)
▪ ทองคำ – ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดบ้านสหรัฐฯ อาทิ ยอด Housing Starts และ ยอด Pending Home Sales รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP
▪ ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ โดยเฉพาะ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนตุลาคม
▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงประเด็นการเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอสมควร
แนวโน้มค่าเงินบาท
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม แม้ว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้าง หากราคาทองคำยังคงปรับตัวลดลงเพิ่มเติม อีกทั้ง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทอยู่ แต่ เรามองว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากเงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (สัปดาห์นี้จะขาดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ)นอกจากนี้ ในช่วงราว 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เงินบาทอาจได้แรงหนุนเพิ่มเติมบ้าง หากเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง กดดันเงินดอลลาร์ ในกรณีที่ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ไม่ได้ชะลอตัวลงมาก ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับสูงและอาจหนุนเงินเฟ้อเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้
อนึ่ง เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านในช่วง 33.70 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวรับจะอยู่แถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยโซน 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นแนวรับถัดไป ก่อนโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ปลดล็อกกติกา ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ รับเม็ดเงินล้านล้าน บอร์ดใหญ่ถก 21 ต.ค.นี้

- คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ชุดใหญ่จะประชุมในวันที่ 21 ต.ค. เพื่อเร่งรัดการออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจน หวังปลดล็อกการลงทุนมูลค่ากว่าล้านล้านบาทที่กำลังรอความชัดเจน
- ประเด็นสำคัญที่ต้องหาข้อสรุปคือการกำหนดประเภทอุตสาหกรรมเพื่อวางผังเมือง การแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน (ไฟฟ้า, น้ำ, อินเทอร์เน็ต) ที่ไม่เพียงพอ และการวางเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับชุมชน
- ความล่าช้าในการออกกติกาอาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานไปประเทศอื่น โดยปัจจุบันมีโครงการ 3 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มที่เปิดแล้ว, กลุ่มที่กำลังสร้างแต่ติดใบอนุญาต, และกลุ่มที่รอลงทุน
เมื่อวันที่ 19 ต.ค.69 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า การจัดทำร่างหลักเกณฑ์กำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย คาดหวังว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมภายในไตรมาส 1 ปี 2570 แต่ยังไม่สามารถยืนยันกรอบเวลาได้ เนื่องจากต้องหาข้อสรุปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จัดเป็นอุตสาหกรรมประเภทใด เพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้ที่ดิน ผังเมือง และพื้นที่ตั้งโครงการ โดยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ชุดใหญ่มีกำหนดประชุมวันที่ 21 ต.ค.69 เพื่อพิจารณาความคืบหน้าจากคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุด
สำหรับการประชุมดังกล่าว กระทรวงดีอีมีหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบ TH-DC Dashboard เพื่อแสดงภาพรวมความต้องการของโครงการลงทุนและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ขณะที่คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและบูรณาการข้อมูลและระบบนิเวศ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพื้นที่ ผังเมือง การใช้ที่ดินและอาคาร และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกัน
ปัญหาสำคัญอยู่ที่บางพื้นที่อาจก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้ตามกฎหมายผังเมือง แต่กลับมีไฟฟ้า น้ำ หรือโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีโรงงานเดิมใช้งานอยู่แล้ว จึงยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้สีผังเมืองเป็นเกณฑ์กำหนดพื้นที่ตั้ง หรือให้โครงการลงทุนอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหลัก
หากจะส่งเสริมให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดเข้าไปลงทุนในพื้นที่ EEC แม้จะมีความพร้อมด้านไฟฟ้า แต่ยังต้องพิจารณาว่าปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ ทั้งสำหรับภาคอุตสาหกรรมและการใช้อุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังมีลักษณะแตกต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป เพราะต้องใช้พลังงานและสาธารณูปโภคจำนวนมาก แต่มีการจ้างงานในพื้นที่ค่อนข้างน้อย โดยหนึ่งโครงการอาจมีพนักงานไม่ถึง 50 คน จึงต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กัน
ส่วนมาตรการความปลอดภัยของชุมชน ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจและบูรณาการข้อมูลและระบบนิเวศ ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างเกณฑ์ขั้นต่ำในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Minimum Requirements) โดยมีข้อเสนอให้โครงการที่มีน้ำมันสำรองมากกว่า 90,000 ถึง 180,000 ลิตร ต้องอยู่ห่างจากบ้านพักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และวัดอย่างน้อย 100 เมตร ส่วนปริมาณมากกว่า 180,000 ถึง 500,000 ลิตร ต้องเว้นระยะอย่างน้อย 200 เมตร ยกเว้นกรณีอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เงื่อนไขดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณา และการผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาตให้จัดตั้งกิจการทันที เพราะยังต้องผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์คะแนนสำหรับการอนุญาตอีกขั้นตอนหนึ่ง
น.ส.แนน กล่าวว่า การเร่งออกหลักเกณฑ์มีความสำคัญต่อการรักษาโอกาสลงทุนของประเทศไทย เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีข้อมูลแผนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าระดับล้านล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายเริ่มก่อสร้างและมีลูกค้าจองใช้บริการแล้ว
แรงกดดันสำคัญมาจากนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและกำลังรอความชัดเจน เราไม่ต้องการให้ความล่าช้าทำให้นักลงทุนตัดสินใจย้ายไปลงทุนในประเทศอื่น
สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก โครงการที่ก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว กลุ่มที่สอง โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีลูกค้าจองใช้บริการ แต่ยังได้รับใบอนุญาตไม่ครบ โดยเฉพาะการขอใช้ไฟฟ้า ทำให้ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ และกลุ่มที่สาม โครงการที่เพิ่งยื่นขอส่งเสริมการลงทุนหรือแสดงความจำนงต่อบีโอไอ แต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ซึ่งต้องชะลอไว้ก่อนระหว่างรอความชัดเจนของหลักเกณฑ์ใหม่
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ที่จะออกมาไม่มีผลย้อนหลังต่อโครงการเดิม แต่ผู้ประกอบการยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ และตรวจสอบความครบถ้วนของใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการจัดเก็บน้ำมัน การใช้ไฟฟ้า และการเชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสาร
ทั้งนี้ การจัดทำหลักเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นต้นแบบการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว และสนับสนุนเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI (AI Supply Chain) ซึ่งสอดรับกับแนวทางที่รัฐบาลประกาศบนเวทีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่ผ่านมา
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รวม 20 สำนวนภาษาอังกฤษยอดนิยม ที่ช่วยอัพเกรดทักษะการสื่อสารของคุณให้โปรขั้นสุด

สำนวนภาษาอังกฤษที่ทุกคนควรรู้
As Right As Rain หมายถึง ยอดเยี่ยม ไร้ที่ติ
- สำนวนนี้แม้จะเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ แต่กลับมีความหมายในเชิงบวก “As right as rain” ใช้พูดถึงอะไรสักอย่างที่สมบูรณ์แบบ ทำงานได้อย่างราบรื่น
Beat Around the Bush หมายถึง พูดอ้อมค้อม เลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องสำคัญ
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงการพูดจาอ้อมค้อม เลี่ยงที่จะพูดถึงประเด็นสำคัญ อาจจะเพราะกลัว หรือไม่อยากสร้างความลำบากใจ
Break a leg หมายถึง อวยพรโชคดี
- เป็นสำนวนให้กำลังใจและอวยพรโชคดี ที่มาที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด เช่น นักแสดงมักเป็นคนที่ค่อนข้างงมงาย การพูดว่า “โชคดี” อาจจะถูกมองว่าเป็นการพูดไปแล้วร้าย ดังนั้น “Break a leg” จึงกลายเป็นสำนวนอีกแบบที่เบาใจกว่าในการอวยพร
By the skin of your teeth หมายถึง หวุดหวิด รอดไปได้อย่างฉิวเฉียด
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงสถานการณ์ที่เกือบจะล้มเหลว แต่รอดไปได้อย่างหวุดหวิด เหมือนกับเหลือรอดแค่ผิวหนังบนฟัน
Come Rain or Shine หมายถึง ไม่ว่าอะไรก็ตาม
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงการยืนยันว่าคุณจะทำอะไรสักอย่าง แม้ว่าจะมีอุปสรรค หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่แน่นอน เหมือนกับ สภาพอากาศ ฝนตกหรือแดดออก คุณก็จะทำตามสัญญา
Go Down in Flames หมายถึง ล้มเหลวอย่างย่อยยับ
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงความล้มเหลวที่รุนแรง น่าอับอาย และมักจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง “Go down in flames” มักจะใช้กับสถานการณ์ที่ยิ่งใหญ่ เดิมพันสูง
Hit the sack หมายถึง ไปนอน
- สำนวนนี้ใช้ง่าย นิยมใช้แบบสบายๆ “Hit the sack” แปลว่า ไปนอน พักผ่อน
It’s the best thing since sliced bread หมายถึง มันดีจริงๆ
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงอะไรสักอย่างที่มันดีเยี่ยม ยอดเยี่ยม วิเศษ จนเหมือนกับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เหมือนกับขนมปังที่หั่นมาให้เสร็จ สะดวกสบาย
Jump on the bandwagon หมายถึง ตามเทรนด์ ตามกระแส ทำตามคนอื่น
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงคนที่ทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่เพราะชอบจริงๆ แต่เพราะมันเป็นกระแส หรือเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม
Miss the boat หมายถึง สายเกินไป หมดโอกาส
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงการพลาดโอกาสอะไรสักอย่าง เพราะปล่อยให้มันผ่านไป หรือไม่ทันเวลา
Once in a Blue Moon หมายถึง ไม่ค่อยเกิดขึ้น
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง “Once in a blue moon” มักใช้แบบขำๆ ความเชื่อโบราณว่า พระจันทร์เต็มดวงจะปรากฏได้แค่ 1 ครั้งต่อเดือน แต่จริงๆ แล้ว พระจันทร์เต็มดวงอาจจะปรากฏได้ 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน แต่น้อยมาก สำนวนนี้จึงถูกนำมาใช้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง
Pull someone’s leg หมายถึง การแซว , หยอกเย้า หรือ หลอกแบบเล่นๆ
- สำนวนนี้ใช้พูดเวลาที่เราแกล้งพูดอะไรให้ใครตกใจ หรือ พูดอะไรที่ไม่จริง แต่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขาโกรธ คล้ายกับสำนวนไทย “แซว”
Sat on the fence หมายถึง “ลังเล” หรือ “ยังตัดสินใจไม่ได้”
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงสถานการณ์ที่คุณยังไม่สามารถตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างได้ เหมือนกับคนที่นั่งอยู่บนรั้ว ไม่รู้ว่าจะลงไปทางไหนด
See eye to eye หมายถึง เห็นตรงกัน เห็นด้วยกันอย่างสมบูรณ์
- สำนวนนี้ไม่ได้แปลว่า การจ้องมองตา แต่แปลว่า การเห็นด้วยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับว่ามองเห็นสิ่งเดียวกัน
Spill the beans หมายถึง เปิดเผยความลับ
- สำนวนนี้ใช้บอกว่า คุณไปบอกความลับของใครสักคน เหมือนกับสำนวนไทย “สาวไส้ให้กากิน”
Take it with a pinch of salt หมายถึง อย่าเชื่อทั้งหมด ฟังหูไว้หู
- สำนวนนี้ใช้พูดถึงสถานการณ์ที่คุณไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นความจริงทั้งหมด คุณควรฟังหูไว้หู หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนที่จะเชื่อ
The ball is in your court หมายถึง มันขึ้นอยู่กับคุณ
- สำนวนนี้ให้คุณคิดภาพตามถึงสนามเทนนิส โดยลูกบอลอยู่ฝั่งของคุณ คุณมีสิทธิ์ที่จะตีลูกต่อไปหรือจะไม่ตีก็ได้ ซึ่งถ้ามีใครสักคนบอกว่า “The ball is in your court” มันหมายความว่า มันขึ้นอยู่กับคุณและอีกฝ่ายกำลังรอฟังคำตอบจากคุณ
Through Thick and Thin หมายถึง อยู่เคียงข้างกันเสมอ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์
- สำนวนนี้มักใช้พูดถึงความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ว่าจะกับครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนรัก “Through thick and thin” สื่อว่า คุณจะอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเสมอ ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
Under the weather หมายถึง รู้สึกไม่สบาย
- ในอังกฤษ เราชอบที่จะพูดคำว่า “Under the weather” บ่อยๆ แต่อย่าหลงกลกับสำนวนนี้ ถ้ามีใครพูดกับคุณว่า “Under the weather” คุณควรตอบว่า “I hope you feel better! ” (หวังว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้น!)
You can say that again หมายถึง เห็นด้วยอย่างยิ่ง
- สำนวนนี้ใช้แสดงความเห็นด้วยกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด มักจะพูดด้วยความเห็นด้วยอย่างสนิทใจ
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
คว้าทองสำเร็จ! “อุ้ม ศศิราวรรณ” โขว์สปีดเข้าที่ 1 วิ่ง 200 ม. เอเชียนพาราเกมส์ 2026

การแข่งขัน กรีฑา เอเชียนพาราเกมส์ 2026 (Athletics Asian Para Games 2026) ที่สนามนาโกยา ซิตี้ มิซุโฮ พาร์ค, นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569
ประเภทวิ่ง 200 ม. หญิง คลาส T47 รอบชิงชนะเลิศ “อุ้ม” ศศิราวรรณ อินทโชติ ลมกรดสาวไทยวัย 23 ปี แชมป์เก่าเมื่อปี 2022 ที่เมืองหางโจว ลงแข่งขันอีกครั้ง
ผลการแข่งขันปรากฏว่า นักวิ่งสาวทีมชาติไทย โชว์สปีดสับเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ด้วยเวลา 25.23 วินาที ทำลายสถิติเอเชียนพาราเกมส์ คว้าเหรียญทองมาครองเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันได้สำเร็จ
ส่วนเหรียญเงินเป็นของนักกีฬาจากศรีลังกา ที่ทำเวลาได้ 25.80 วินาที และเหรียญทองแดง นักกีฬาอินโดนีเซีย ทำเวลา 25.93 วินาที
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
อายุน้อยก็เสี่ยง ‘ปวดเข่า’ ได้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะผู้สูงอายุ

แพทย์เตือน “ปวดเข่า” ไม่ใช่เรื่องของคนสูงวัย เปิด 6 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน ,ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกและใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ ,เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ,ผู้ที่ต้องยืน เดิน ขึ้นลงบันได หรือคุกเข่าเป็นเวลานาน ,ผู้ที่มีโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์หรือเกาต์ และผู้สูงอายุ
“ปวดเข่า” เป็นอาการที่พบได้บ่อยและไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในผู้สูงอายุ โดยคนวัยทำงานหรือวัยหนุ่มสาวก็สามารถมีอาการได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน เล่นกีฬาที่ใช้ข้อเข่าหนัก เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณเข่า หรือมีพฤติกรรมใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ หากปล่อยให้อาการเรื้อรังโดยไม่ตรวจหาสาเหตุ อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
นพ.นฤฌาน์ จิรสิริสุข แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) กล่าวว่า อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้งานข้อเข่ามากเกินไป การบาดเจ็บของเอ็นและหมอนรองกระดูก ไปจนถึงข้ออักเสบและข้อเข่าเสื่อม จึงไม่ควรสรุปว่าอาการปวดเข่าเกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว
ข้อเข่าเป็นข้อต่อสำคัญที่เชื่อมระหว่างกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและช่วยในการเดิน วิ่ง ยืน นั่ง รวมถึงขึ้นลงบันได ภายในข้อยังมีหมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อช่วยรับแรงกระแทกและรักษาความมั่นคงของข้อ
เปิด 6 สาเหตุ “ปวดเข่า” ที่พบบ่อย
แพทย์ระบุว่า อาการปวดเข่าอาจเกิดจากหลายปัจจัย โดยสาเหตุสำคัญ ได้แก่
1. ข้อเข่าเสื่อม
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยโครงสร้างภายในข้อเข่าเสื่อมสภาพจากอายุและการใช้งาน ทำให้มีอาการปวดขณะเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกนั่ง ทั้งนี้ข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะน้ำหนักตัวและประวัติการบาดเจ็บก็เป็นปัจจัยร่วมได้
2. เอ็นหรือหมอนรองกระดูกข้อเข่าบาดเจ็บ
มักพบหลังอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือการบิดหมุนข้อเข่าอย่างรุนแรง อาจมีอาการปวด เข่าบวม เข่าไม่มั่นคง หรือมีอาการเข่าล็อก
3. น้ำหนักตัวเกิน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงมากขึ้นขณะเคลื่อนไหว เพิ่มภาระต่อโครงสร้างของข้อและอาจทำให้เกิดอาการปวดหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของข้อ
4. ข้อเข่าอักเสบจากการติดเชื้อ
เป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดรุนแรง เข่าบวม แดง ร้อน เคลื่อนไหวลำบาก และอาจมีไข้หรือหนาวสั่นร่วมด้วย
5. โรคข้ออักเสบ
โรคอย่างรูมาตอยด์ เกาต์ และโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด สามารถทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณข้อเข่าได้
6. การใช้งานข้อเข่าซ้ำๆ
การคุกเข่า นั่งยอง ขึ้นลงบันไดบ่อย ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบสะสม
“ปวดเข่า” แบบไหนควรพบแพทย์?
อาการปวดเข่ามีความรุนแรงแตกต่างกัน หากปวดเพียงเล็กน้อยหลังทำกิจกรรมและอาการดีขึ้นเมื่อพัก อาจลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและสังเกตอาการต่อได้
“หากมี เข่าบวม ข้อฝืด งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด เข่าทรุด เข่าล็อก หรือปวดแม้ขณะพัก ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่ออาการเป็นต่อเนื่องหรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้ที่มี อาการปวดรุนแรง เข่าบวมมาก ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมกับข้อเข่าบวม แดง ร้อน ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน”
6 กลุ่มเสี่ยง “ปวดเข่า” แม้อายุยังไม่มาก
แพทย์ระบุว่า กลุ่มที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน
- ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกและใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ
- ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า
- ผู้ที่ต้องยืน เดิน ขึ้นลงบันได หรือคุกเข่าเป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์หรือเกาต์
- ผู้สูงอายุที่มีการเสื่อมของโครงสร้างภายในข้อ
แม้อายุยังไม่มาก แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็สามารถเกิดอาการปวดเข่าได้
วินิจฉัยตรงสาเหตุ ช่วยวางแผนรักษา
การตรวจวินิจฉัยจะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ CT Scan หรือ MRI รวมถึงการตรวจเลือดหรือเจาะน้ำในข้อในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อหรือโรคข้ออักเสบ
แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุและความรุนแรงของอาการ จึงไม่ควรซื้อยารับประทานหรือรักษาด้วยตนเองเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุของอาการ
แพทย์แนะดูแลเข่า ลดเสี่ยงปวดซ้ำ
การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสภาพร่างกาย และวอร์มร่างกายก่อนเล่นกีฬา เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลข้อเข่า
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ หรืออยู่ในท่าที่เพิ่มแรงกดบริเวณเข่าเป็นเวลานาน และหากมีอาการปวดเข่าต่อเนื่องหรือมีสัญญาณผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุแต่เนิ่น ๆ
เพราะ “ปวดเข่า” ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องของอายุเสมอไป การรู้ทันปัจจัยเสี่ยงและไม่ปล่อยให้อาการเรื้อรัง อาจช่วยลดปัญหาข้อเข่าในระยะยาวได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ชาเขียว ชาอู่หลง ชาดำ ต่างกันอย่างไร? รู้จัก 3 ชายอดนิยม เลือกดื่มให้เหมาะกับตัวเอง

ชาเขียว ชาอู่หลง และชาดำ เป็นเครื่องดื่มที่หลายคนคุ้นเคยและนิยมดื่มในชีวิตประจำวัน แต่รู้หรือไม่ว่า ชาทั้ง 3 ชนิดมีจุดเริ่มต้นจากใบชาของต้นชาเหมือนกัน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิตและระดับการเกิดออกซิเดชันของใบชา จึงทำให้แต่ละชนิดมีสี กลิ่น รสชาติ และลักษณะการดื่มที่แตกต่างกัน
สำหรับคนที่กำลังเลือกว่าจะดื่มชาแบบไหนดี การรู้จักความแตกต่างของชาแต่ละชนิดจะช่วยให้เลือกได้เหมาะกับความชอบและพฤติกรรมการดื่มของตัวเองมากขึ้น
ชาเขียว ชาอู่หลง และชาดำ มาจากไหน?
ชาเขียว ชาอู่หลง และชาดำ โดยทั่วไปผลิตจากใบของต้นชา Camellia sinensis เช่นเดียวกัน ไม่ได้เป็นพืชคนละชนิดอย่างที่หลายคนเข้าใจ ความแตกต่างเกิดขึ้นในขั้นตอนหลังการเก็บใบชา โดยเฉพาะการควบคุมกระบวนการออกซิเดชัน ซึ่งส่งผลต่อสี กลิ่น และรสชาติของชา
พูดง่าย ๆ คือ ใบชาที่นำไปผ่านกระบวนการแตกต่างกัน สามารถกลายเป็นชาคนละประเภทได้ ดังนั้นสีของชาและรสชาติที่เราได้รับจึงไม่ได้เกิดจากชนิดของต้นชาเพียงอย่างเดียว
ชาเขียว คืออะไร?
ชาเขียวเป็นชาที่ผ่านกระบวนการผลิตโดยพยายามยับยั้งการเกิดออกซิเดชันของใบชาให้มากที่สุดหลังการเก็บเกี่ยว จึงช่วยรักษาสีเขียวและลักษณะเฉพาะของใบชาเอาไว้ กระบวนการผลิตอาจแตกต่างกันตามแหล่งผลิตและสูตรของชา
โดยทั่วไปชาเขียวจะมีสีตั้งแต่เหลืองอ่อนจนถึงเขียว และมีกลิ่นหอมสดชื่น รสชาติอาจมีทั้งความนุ่ม ความฝาด หรือรสคล้ายพืชและหญ้า ขึ้นอยู่กับชนิดของชาและวิธีการชง
จุดเด่นของชาเขียว
- สีของน้ำชามักอยู่ในโทนเหลืองอ่อนถึงเขียว
- มีกลิ่นหอมสดชื่นและรสชาติค่อนข้างเบาถึงปานกลาง
- เหมาะกับคนที่ชอบรสชาติสะอาดและไม่หนักจนเกินไป
- มีคาเฟอีน แต่ปริมาณแตกต่างกันตามชนิดใบชา ปริมาณที่ใช้ และวิธีชง
ชาอู่หลง คืออะไร?
ชาอู่หลงเป็นชาที่อยู่ระหว่างชาเขียวและชาดำในแง่ของกระบวนการผลิต โดยใบชาจะผ่านการออกซิเดชันในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะหยุดกระบวนการตามระดับที่ผู้ผลิตต้องการ ทำให้ชาอู่หลงมีความหลากหลายมาก ทั้งสี กลิ่น และรสชาติ
ชาอู่หลงบางชนิดมีสีอ่อนและมีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ ขณะที่บางชนิดมีสีเข้มและให้กลิ่นหอมคั่วที่ชัดเจน จึงเป็นชาที่มีความหลากหลายและสามารถเลือกตามรสนิยมของผู้ดื่มได้ค่อนข้างมาก
จุดเด่นของชาอู่หลง
- มีระดับการออกซิเดชันอยู่ระหว่างชาเขียวกับชาดำโดยทั่วไป
- มีรสชาติหลากหลาย ตั้งแต่สดชื่น หอมดอกไม้ ไปจนถึงหอมคั่ว
- เหมาะกับคนที่ต้องการลองชาที่มีรสชาติซับซ้อนมากขึ้น
- มีคาเฟอีน โดยปริมาณขึ้นอยู่กับชนิดชาและวิธีการชง
ชาดำ คืออะไร?
ชาดำเป็นชาที่ผ่านกระบวนการออกซิเดชันมากกว่าชาเขียวและชาอู่หลงโดยทั่วไป ทำให้ใบชามีสีเข้มขึ้น และเมื่อชงแล้วจะได้น้ำชาที่มีสีตั้งแต่แดงอำพันไปจนถึงน้ำตาลเข้ม
รสชาติของชาดำมักเข้มและมีความฝาดชัดกว่าชาเขียว แต่ก็มีความแตกต่างกันตามสายพันธุ์ แหล่งปลูก และวิธีผลิต บางชนิดมีกลิ่นหอมคล้ายผลไม้ ดอกไม้ หรือเครื่องเทศ จึงสามารถนำไปดื่มได้ทั้งแบบร้อนและเย็น
จุดเด่นของชาดำ
- มีสีเข้มกว่าชาเขียวและชาอู่หลงหลายชนิด
- รสชาติมักเข้มและมีความฝาดชัด
- เหมาะกับคนที่ชอบชารสหนักและมีกลิ่นหอมชัดเจน
- มีคาเฟอีน และปริมาณอาจแตกต่างกันตามชนิดและวิธีชง
เปรียบเทียบชาเขียว ชาอู่หลง และชาดำ
| ประเภทชา | กระบวนการโดยทั่วไป | สีของน้ำชา | ลักษณะรสชาติ |
|---|---|---|---|
| ชาเขียว | ยับยั้งการออกซิเดชันอย่างรวดเร็ว | เหลืองอ่อนถึงเขียว | สดชื่น เบา มีความฝาดได้ |
| ชาอู่หลง | เกิดออกซิเดชันบางส่วน | เหลืองทองถึงน้ำตาล | หลากหลาย ตั้งแต่หอมดอกไม้ถึงหอมคั่ว |
| ชาดำ | เกิดออกซิเดชันมากกว่าโดยทั่วไป | แดงอำพันถึงน้ำตาลเข้ม | เข้ม หอม และมีความฝาดชัด |
ชา 3 ชนิดนี้ คาเฟอีนต่างกันหรือไม่?
หลายคนเข้าใจว่าชาเขียวต้องมีคาเฟอีนน้อยที่สุด และชาดำต้องมีคาเฟอีนมากที่สุดเสมอ แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถตัดสินปริมาณคาเฟอีนจากประเภทชาเพียงอย่างเดียวได้
ปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มหนึ่งแก้วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดและส่วนของใบชา ปริมาณใบชาที่ใช้ ขนาดของเครื่องดื่ม อุณหภูมิน้ำ และระยะเวลาในการชง ดังนั้นชาเขียวบางชนิดอาจมีคาเฟอีนมากกว่าชาอีกชนิดได้
หากเป็นคนไวต่อคาเฟอีน ควรอ่านข้อมูลบนฉลากของผลิตภัณฑ์และสังเกตปริมาณที่ดื่ม รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มชาเข้มข้นในช่วงใกล้เข้านอน หากพบว่าทำให้นอนหลับยาก
เลือกชาแบบไหนดีให้เหมาะกับตัวเอง?
การเลือกชาไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าชนิดใดดีที่สุด เพราะแต่ละชนิดมีรสชาติและลักษณะที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือเลือกให้เหมาะกับความชอบและพฤติกรรมการดื่มของตัวเอง
ถ้าชอบรสเบาและความสดชื่น ลองชาเขียว
ชาเขียวเหมาะกับคนที่ชอบรสชาติค่อนข้างเบาและมีกลิ่นสดชื่น หากไม่คุ้นกับรสฝาด ควรเริ่มจากชาที่มีรสอ่อนและหลีกเลี่ยงการชงด้วยน้ำร้อนจัดหรือแช่ใบชานานเกินไป เพราะอาจทำให้รสชาติฝาดขึ้น
ถ้าชอบกลิ่นหอมและรสชาติหลากหลาย ลองชาอู่หลง
ชาอู่หลงเหมาะกับคนที่อยากได้รสชาติที่อยู่ตรงกลางระหว่างความสดชื่นของชาเขียวกับความเข้มของชาดำ แต่เนื่องจากชาอู่หลงมีหลายรูปแบบ จึงควรเลือกจากกลิ่นและระดับการคั่วที่ตัวเองชอบ
ถ้าชอบชารสเข้ม ลองชาดำ
ชาดำเหมาะกับคนที่ชอบรสชาติเข้มและมีกลิ่นหอมชัด สามารถดื่มแบบร้อนได้ หรือใช้เป็นพื้นฐานของเครื่องดื่มอย่างชานมและชามะนาว อย่างไรก็ตาม หากเติมน้ำตาล นม หรือส่วนผสมอื่น ควรคำนึงถึงพลังงานและปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นด้วย
ดื่มชาอย่างไรให้เหมาะกับสุขภาพ?
แม้ชาจะเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนดื่มเป็นประจำ แต่ควรใส่ใจกับวิธีการดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มชาที่เติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือน้ำเชื่อม เพราะส่วนผสมเหล่านี้สามารถเพิ่มน้ำตาลและพลังงานให้กับเครื่องดื่มได้มาก
สำหรับคนที่ต้องการดื่มชาเป็นประจำ การเลือกชาที่ไม่เติมน้ำตาลหรือเติมในปริมาณน้อย และดื่มในปริมาณที่เหมาะสม อาจเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าสำหรับการควบคุมปริมาณน้ำตาลในแต่ละวัน
นอกจากนี้ หากเป็นคนที่ไวต่อคาเฟอีน ควรสังเกตปฏิกิริยาของร่างกาย เช่น ใจสั่น กระสับกระส่าย หรือหลับยาก และปรับปริมาณหรือช่วงเวลาการดื่มให้เหมาะสม
สรุป ชาเขียว ชาอู่หลง หรือชาดำ เลือกอะไรดี?
ชาเขียว ชาอู่หลง และชาดำมีจุดเริ่มต้นจากใบชาของต้นชาเหมือนกัน แต่ผ่านกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดความแตกต่างด้านสี กลิ่น และรสชาติ ชาเขียวโดยทั่วไปมีลักษณะสดชื่นและเบา ชาอู่หลงมีรสชาติหลากหลาย ส่วนชาดำมักมีรสเข้มและกลิ่นชัด
ดังนั้นไม่มีคำตอบว่าชาชนิดไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน หากชอบรสเบาและสดชื่นอาจเลือกชาเขียว หากชอบความหอมและรสชาติที่มีหลายมิติอาจลองชาอู่หลง ส่วนคนที่ชอบรสเข้มอาจถูกใจกับชาดำ ที่สำคัญควรเลือกสูตรที่มีน้ำตาลไม่สูงและควบคุมปริมาณคาเฟอีนให้เหมาะกับตัวเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 20/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,700.00 | 65,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,247.00 | 64,384.52 | 66,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,822.30 | 57,946.07 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,397.60 | 51,507.62 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,911.15 | 28,973.03 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,486.45 | 22,534.58 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,401.04 | 66,719.77 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 20/10/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 41.44 | 41.44 | 41.94 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.07 | 41.07 | 41.57 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 50.43 | – | – | 50.01 | – | 50.93 | 50.58 | – | 50.43 |
| ดีเซล | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |






