ไขลานเวนคืน “ไฮสปีดเทรน” โคราช-หนองคาย เชือดเตะถ่วง แก้ที่ดินทับซ้อน ส.ป.ก.

- ครม. อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ฎ. เวนคืนที่ดิน 4 จังหวัด (นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย) เพื่อเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย
- กระทรวงเกษตรฯ ชี้ว่ามีพื้นที่โครงการทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายเวนคืนฯ และต้องดำเนินการเจรจากับเกษตรกรเพื่อขอใช้ที่ดินตามระเบียบเฉพาะ
- คณะกรรมการกฤษฎีกากำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดการสำรวจที่ดินให้เสร็จในเวลาที่กำหนด หากล่าช้าจนเกิดความเสียหายแก่รัฐ อาจต้องรับผิดทางละเมิดเพื่อป้องกันการถ่วงโครงการ
โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพมหานคร – หนองคาย ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ตามความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-จีน ล่าสุดมีความคืบหน้าโครงการในระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน 4 จังหวัด ครอบคลุมจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย โดยมีวงเงินลงทุนเบื้องต้น 256,403 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินโครงการต่อจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้กำหนดการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน ประกอบด้วย ที่ดินประมาณ 1,345 ไร่ จำนวน 1,991 แปลง และสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,428 รายการ รวมค่าทดแทนในการเวนคืนเป็นเงินประมาณ 12,418.61 ล้านบาท ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะรับผิดชอบดำเนินการทั้งการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน รวมทั้งการก่อสร้างงานโยธาทั้งหมด
เช็ครายละเอียดพื้นที่แนวเขตที่ดินถูกเวนคืน 4 จังหวัด
สำหรับการเวนคืนที่ดินนั้นมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ครอบคลุม 4 จังหวัด ดังนี้
1. ในท้องที่ต.หนองไผ่ล้อม ต.หัวทะเล ต.จอหอ ต.หนองไข่น้ำ อ.เมืองนครราชสีมา ต.ด่านคล้า ต.โนนสูง ต.มะค่า ต.พลสงคราม อ.โนนสูง ต.ดอนใหญ่ ต.เมืองคง อ.คง ต.โนนทองหลาง ต.บัวใหญ่ อ.บัวใหญ่ ต.บัวลาย ต.โนนจาน อ.บัวลาย จ.นครราชสีมา
2. ในท้องที่ต.หนองมะเขือ ต.โนนข่า ต.เก่างิ้ว ต.หนองแวงนางเบ้า อ.พล ต.โนนศิลา ต.โนนแดง อ.โนนศิลา ต.ในเมือง ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ ต.บ้านแฮด ต.โนนสนสมบูรณ์ อ.บ้านแฮด ต.ท่าพระ ต.เมืองเก่า ต.ในเมือง ต.ศิลา ต.สำราญ ต.โนนท่อน อ.เมืองขอนแก่น ต.ม่วงหวาน ต.หนองกุง ต.วังชัย ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง ต.คำม่วง ต.เขาสวนกวาง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น
3. ในท้องที่ต.ทมนางงาม ต.โคกกลาง ต.โนนสะอาด อ.โนนสะอาด ต.หนองหว้า ต.ปะโค ต.ห้วยเกิ้ง ต.ตูมใต้ ต.พันดอน ต.ผาสุก อ.กุมภวาปี ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม ต.หนองไผ่ ต.หนองขอนกว้าง ต.โนนสูง ต.หมากแข้ง ต.หนองบัว ต.นากว้าง ต.กุดสระ ต.บ้านขาว ต.นาข่า อ.เมืองอุดรธานี ต.นาพู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี
4. ในท้องที่ต.คอกช้าง ต.สระใคร อ.สระใคร ต.ค่ายบกหวาน ต.หนองกอมเกาะ ต.มีชัย อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย
กฤษฎีกาติงในครม. ห้ามเตะถ่วงโครงการ มีโทษ
อย่างไรก็ดีแม้ที่ประชุมครม.จะมีมติอนุมัติหลักการร่างพ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนฯ แต่ก็ได้มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่ต้องดำเนินการตราพ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 ถือปฏิบัติตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีข้อสังเกตว่า
มาตรา 10 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 บัญญัติให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสำรวจ เพื่อให้ทราบถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องได้มาโดยแน่ชัดและให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาการใช้บังคับพ.ร.ฎ. หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและยังประสงค์จะทำการสำรวจ เพื่อให้ทราบถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องได้มาโดยแน่ชัดต่อไป ให้เสนอต่อครม.ตราพ.ร.ฎ.ฉบับใหม่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันที่พ.ร.ฎ.นั้นจะสิ้นผลใช้บังคับ
ทั้งนี้หากการดำเนินการไม่แล้วเสร็จและมิได้มีการเสนอให้มีการตราพ.ร.ฎ.ขึ้นใหม่ภายในกำหนดเวลา ถ้าเกิดความเสียหายแก่รัฐเป็นจำนวนเท่าใด ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กรณีจึงเห็นควรที่กระทรวงคมนาคมจะได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามกฎหมายในการเสนอร่างพ.ร.ฎ.ในครั้งต่อไปด้วย
สั่งการให้เปิดรับฟังความเห็นต่อสาธารณะ
พร้อมกันนี้ในกระบวนการเวนคืนได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นไว้เป็นการเฉพาะในพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้ว หน่วยงานจึงไม่ต้องดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำพ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ตามมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และสามารถดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ ตามมาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบสมควรดำเนินการไปพร้อมกับการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 14 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ฯ โดยต้องดำเนินการตามพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายฯ ก่อนที่จะเสนอพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต่อไป
คณะกรรมการพัฒนากฎหมายมีข้อเสนอแนะว่า การรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 14 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ฯ ควรนำแนวทางการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบตามพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายฯ มาใช้ประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการที่เจ้าหน้าที่จะใช้รับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 14 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ฯ ด้วย
เกษตรฯ หวั่นทับซ้อน ส.ป.ก. ขอให้เคลียร์ก่อนสร้าง
ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าได้พิจารณาแล้วเห็นด้วยในหลักการร่างพ.ร.ฎ.ฉบับนี้ แต่เนื่องจากร่างพ.ร.ฎ.ดังกล่าวมีพื้นที่ทับซ้อนกับเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงไม่อยู่ในการใช้บังคับของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ฯ และในการดำเนินโครงการดังกล่าวในส่วนที่ทับซ้อนกับเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน กระทรวงคมนาคมจะต้องขอใช้ที่ดินตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2560
ทั้งนี้ต้องดำเนินการเจรจากับราษฎรทั้งในกรณีที่ได้รับการจัดที่ดินโดยออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) แล้ว รวมถึงเกษตรกรที่ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กรณีที่ยังไม่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้ได้ข้อยุติเพื่อให้สามารถดำเนินการตามกฎกระทรวงและระเบียบของการขออนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป
ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ได้พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องในหลักการต่อพ.ร.ฎ.ฉบับนี้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านต่าง ๆ ของประเทศ จึงมีความเห็นเพิ่มเติม โดยขอให้ รฟท. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการนี้ตามที่ระบุไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบอย่างเคร่งครัด และการดำเนินการใด ๆ ในเขตพื้นที่ป่าไม้ ขอให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมติครม.ที่เกี่ยวข้องด้วย
สภาพัฒน์ บี้งานก่อสร้างเฟสแรกให้เสร็จตามกำหนด
ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอว่าเห็นควรให้ รฟท. เร่งดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงทางด้านต้นทุนและเพื่อให้สามารถก่อสร้างโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นควรมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมกำกับติดตามให้ รฟท. เร่งปฏิบัติตามมติครม. โดยเฉพาะในส่วนของการก่อสร้างโครงการในระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
รวมถึงเร่งเสนอขออนุมัติรูปแบบการให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินงานในส่วนของการติดตั้งงานระบบการบริหารจัดการเดินรถ และการบำรุงรักษาโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ – หนองคาย และการดำเนิน โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าและย่านกองเก็บตู้สินค้าเพื่อรองรับการขนส่งทางราง จังหวัดหนองคาย โดยให้เอกชนร่วมลงทุนตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตามครม. ได้ให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สศช. รวมทั้งข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘สวนสยาม’ ลุยแผนฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เผยทุนไทย-ต่างชาติเกิน 10 รายรุมจีบซื้อที่ดิน-ซื้อกิจการ

‘วุฒิชัย’ ทายาท ‘สวนสยาม’ เปิดแผน 2 ทาง ลุยฟื้นฟูธุรกิจหลังวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯ พร้อมเปิดรับข้อเสนอทั้งซื้อที่ดิน-ซื้อกิจการ เผยมีทุนไทย-ต่างชาติเกิน 10 รายรุมจีบยื่นข้อเสนอ พร้อมถอดบทเรียนน้ำท่วม ชงรัฐทำแบบจำลอง Simulation เตือนภัยฝนตกรายเขต หนุนผู้ประกอบการและประชาชนวางแผนรับมือวิกฤติได้อย่างแม่นยำ
หลังจาก ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง “สวนสยาม” (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”) ประกาศผ่านสื่อมวลชนเมื่อต้นเดือน ต.ค. 2569 หลังประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่า หากมีผู้สนใจรับช่วงต่อธุรกิจ สวนสยามพร้อมเปิดทางขายที่ดิน 250 ไร่ในราคาประมาณ 10,000 ล้านบาท
วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามพาร์คซิตี้ จำกัด กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังจากคุณพ่อ (ดร.ไชยวัฒน์) ประกาศเรื่องขายที่ดินไป ก็ได้บอกว่าระหว่างนี้ให้วางแผนไว้ 2 ทาง ทางแรกคือการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาเปิดกิจการได้ตามปกติ และอีกทางคือการเปิดรับฟังข้อเสนอซื้อที่ดินสวนสยามขนาด 250 ไร่ ถ้าเป็นข้อเสนอที่รับได้ ก็ยินดีพิจารณาต่อ
โดยปัจจุบันมีติดต่อเข้ามาแล้วมากกว่า 10 ราย มีทั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ดีเวลลอปเปอร์) มีทั้งทุนในประเทศและทุนต่างชาติ ติดต่อผ่านทั้งตน พี่น้อง และคุณพ่อ ซึ่งมีทั้งข้อเสนอขอซื้อเฉพาะที่ดิน และข้อเสนอขอซื้อบริษัทเพื่อนำไปบริหารและพัฒนาต่อยอด
“หากสุดท้ายแล้วมีการบรรลุข้อตกลงซื้อขายเฉพาะที่ดิน บริษัทก็อยากนำเครื่องเล่นไปไว้ในพื้นที่ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องรอผู้เชี่ยวชาญมาประเมินว่าหลังน้ำท่วมจะต้องซ่อมแซม หรือย้าย หรือจัดซื้อใหม่ แบบใดมีความคุ้มค่ามากกว่ากัน โดยเครื่องเล่นทั้งหมดของสวนสยาม มีมูลค่าสะสมตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วรวมประมาณ 2,000–3,000 ล้านบาท”
วุฒิชัย กล่าวขยายความถึงแผนฟื้นฟูกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งว่า หลังผ่านสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ บริษัทได้เริ่มเข้าสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินความเสียหาย พบว่ามีความเสียหายไม่เท่ากันในแต่ละจุด หากพื้นที่ไหนสามารถดำเนินการซ่อมแซมฟื้นฟูได้เร็ว เราก็จะทำก่อน
สำหรับ “โซนสวนสนุก” คาดว่าจะยังคงไทม์ไลน์ปิดให้บริการราว 6 เดือนนับตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วม เนื่องจากต้องรอวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาตรวจเช็กระบบความปลอดภัยของเครื่องเล่นอย่างเป็นทางการ แต่โซนอื่นๆ ที่เราสามารถซ่อมแซมเองได้ เช่น ค่ายลูกเสือ ก็อาจจะกลับมาเปิดให้บริการได้เร็วกว่าที่คิด ส่วนอาคาร Bangkok World ข้างหน้า ไม่ได้รับความเสียหายมาก เนื่องจากตัวอาคารยกพื้นขึ้นสูง ขณะที่โซนสวนน้ำ ตอนนี้มีแผนซ่อมแซมทันทีหลังผ่านช่วงฝนตก
ทั้งนี้ บริษัทประเมิน “มูลค่าความเสียหาย” ทั้งหมดไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท เนื่องจากต้องนับรวมการเสียโอกาสทางธุรกิจจากการปิดให้บริการในช่วงปิดเทอมเดือน ต.ค. ต่อเนื่องไปถึงช่วงไฮซีซันในเดือน ธ.ค. และเทศกาลปีใหม่
ด้านงบสำหรับซ่อมแซมและฟื้นฟูอยู่ที่ราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งยังต้องรอปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ส่วนในบางพื้นที่เราประเมินว่าถ้ารื้อแล้วทำใหม่เลยอาจจะคุ้มค่ากว่า โดยได้ยื่นเสนอแผนขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน แบ่งเป็น 2 เฟส ซึ่งเฟสแรกคือการฟื้นฟูเบื้องต้นซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว และเฟสที่ 2 ฟื้นฟูส่วนที่เหลือ คาดว่าจะเข้าหารือเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือน ต.ค. หรือต้นเดือน พ.ย. 2569
ในส่วนของการดูแลบุคลากร ปัจจุบันสวนสยามมีพนักงานกว่า 300 คน ซึ่งระหว่างที่ปิดบริการ บริษัทได้สนับสนุนให้พนักงานไปหางานหารายได้ที่อื่นก่อน และเมื่อสวนสยามพร้อมเปิดให้บริการจะเรียกตัวกลับมาร่วมงานอีกครั้ง
นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) เข้ามาหมุนเวียนเสริมจากวงเงินกู้ธนาคาร บริษัทเตรียมแผนเปิดขายตั๋วบัตรรายปีล่วงหน้าในราคา 1,000 บาท โดยจะเริ่มนับอายุการใช้งานตั้งแต่วันที่สวนสยามกลับมาเปิดให้บริการจริง เพื่อตอบรับความต้องการของประชาชนที่อยากสนับสนุน โดยไม่ขอรับเงินบริจาค
วุฒิชัย เสนอความคิดเห็นถึงภาครัฐเกี่ยวกับ “การถอดบทเรียนวิกฤติน้ำท่วม” ว่า ควรนำเทคโนโลยีมาจัดทำระบบจำลอง (Simulation) การเตือนภัยน้ำท่วมที่มีความละเอียดลงลึกระดับเขตหรือแขวง ว่าจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใดบ้าง เนื่องจากข้อมูลพยากรณ์อากาศในปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดมากพอให้ผู้ประกอบการและประชาชนเข้าใจว่ามันคืออะไร เพื่อจะได้ตัดสินใจวางแผนรับมือหรือย้ายทรัพย์สินได้ทันท่วงที
“ด้วยกรุงเทพฯ มีพื้นที่ใหญ่มาก ถ้าไม่แยกการเตือนภัยน้ำท่วมออกเป็นเขตหรือแขวง ทำให้มองเป็นภาพรวมที่ใหญ่เกินไป เวลาเกิดปัญหาขึ้นทีก็ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คลัง-ธปท.จ่อคุมเพดานดอกเบี้ย ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ 15% จำกัดวงเงิน 2 หมื่นบาท

- กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (BNPL) เพื่อลดความเสี่ยงการก่อหนี้เกินตัวของผู้บริโภค
- กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ไว้ไม่เกิน 15% ต่อปี
- จำกัดวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ใช้บริการแต่ละรายไว้ไม่เกิน 20,000 บาท และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งข้อมูลให้เครดิตบูโร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) โตแรง จำนวนบัญชีพุ่งจาก 6.2 แสนบัญชีในปี 2564 เป็น 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 มูลค่าใช้สินเชื่อทะลุ 4 หมื่นล้านบาท คลัง-ธปท. เสนอคุมผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ กำหนดวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อราย ดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายไม่เกิน 15% ต่อปี หวังลดความเสี่ยงก่อหนี้เกินตัว
สินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later: BNPL) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล สะท้อนจากจำนวนบัญชีสินเชื่อที่ขยายตัวมากกว่า 10 เท่าภายใน 4 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการสะสมภาระหนี้ของผู้บริโภค และข้อจำกัดในการประเมินหนี้สินรวมจากข้อมูลเครดิตที่ยังไม่ครอบคลุมผู้ให้บริการบางส่วน
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จำนวนบัญชี BNPL เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6.2 แสนบัญชีในปี 2564 เป็น 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในช่วง 4 ปี โดยเฉพาะปี 2568 ที่จำนวนบัญชีเติบโต 28.3% สูงกว่าบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันที่เติบโต 3.9% และบัญชีบัตรเครดิตที่เติบโต 1.3%
ขณะที่มูลค่าการใช้สินเชื่อ BNPL เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า จาก 6,834 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 40,713 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนการขยายตัวของสินเชื่อประเภทนี้ตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์
BNPL สะดวก แต่เสี่ยงสะสมหนี้เกินกำลัง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จุดเด่นของ BNPL คือการเชื่อมโยงสินเชื่อเข้ากับการซื้อสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยตรง ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้สินเชื่อเป็นทางเลือกในการชำระเงินได้ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อรูปแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคให้น้ำหนักกับยอดผ่อนชำระในแต่ละรายการมากกว่าภาระหนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สินเชื่อพร้อมกันหลายรายการหรือหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญคือ ข้อมูลสินเชื่อ BNPL จากผู้ให้บริการบางส่วนยังไม่ครอบคลุมในระบบข้อมูลเครดิต ทำให้การประเมินภาระหนี้รวมและความเสี่ยงของผู้กู้ยังมีข้อจำกัด จึงจำเป็นต้องยกระดับการกำกับดูแลควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลสินเชื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น
คลัง-ธปท. เสนอคุมแพลตฟอร์มรายใหญ่ จำกัดวงเงิน 2 หมื่นบาท
กระทรวงการคลังและ ธปท. จึงเสนอให้นำธุรกิจ BNPL ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและมีนัยสำคัญต่อประชาชนในวงกว้างเข้าสู่ระบบกำกับดูแล โดยครอบคลุมแพลตฟอร์มประเภทตลาดสินค้า ซึ่งมีมูลค่าธุรกรรมในประเทศเกิน 100 ล้านบาทต่อปี หรือมีจำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อเดือนย้อนหลังเกิน 5% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ
หลักเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม-15 พฤศจิกายน 2569 โดยมีสาระสำคัญในการเพิ่มความคุ้มครองผู้บริโภคและควบคุมความเสี่ยงจากการก่อหนี้ ได้แก่
- ผู้ใช้บริการต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี
- วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อรายภายในกลุ่มธุรกิจ
- ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 6 เดือนต่อธุรกรรม
- เพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เกิน 15% ต่อปี
- ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับอนุญาตและนำส่งข้อมูลให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)
- ห้ามเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อเป็นเงินสด และต้องมีกลไกป้องกันการนำสินเชื่อประเภทอื่นมาชำระหนี้ BNPL
เพดานดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางกำกับดูแล BNPL มีความเข้มงวดในบางด้านมากกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น โดยเฉพาะการกำหนดเพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายไว้ที่ 15% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่กำหนดสำหรับสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น ได้แก่ บัตรเครดิต 16% สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน 25% สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน 24% และนาโนไฟแนนซ์ 33%
เมื่อเทียบกับสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ซึ่งมีเพดานวงเงินและระยะเวลาชำระคืนเท่ากัน BNPL ยังถูกจำกัดวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อให้เชื่อมโยงกับการซื้อสินค้าและบริการ สะท้อนแนวทางกำกับดูแลที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเกินความจำเป็น
เกณฑ์ใหม่ยังมีข้อจำกัด เสี่ยงกระทบผู้กู้บางกลุ่ม
แม้หลักเกณฑ์ใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เกินตัว แต่ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเพดานวงเงินครอบคลุมเฉพาะผู้ให้บริการภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน จึงไม่สามารถจำกัดการก่อหนี้ข้ามกลุ่มธุรกิจได้ทั้งหมด การนำส่งข้อมูลเครดิตจึงมีบทบาทสำคัญต่อการประเมินภาระหนี้รวมและความสามารถในการชำระคืนของผู้กู้
ในมุมผู้ประกอบธุรกิจ การกำหนดเพดานดอกเบี้ยที่ 15% ต่อปีอาจลดความยืดหยุ่นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับต้นทุนและความเสี่ยงของลูกหนี้ ขณะที่ยังต้องแบกรับต้นทุนเงินทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านเครดิต
ผู้ประกอบธุรกิจจึงอาจต้องปรับรูปแบบรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน หรือคัดกรองลูกหนี้เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีข้อมูลทางการเงินจำกัด
การยกระดับกำกับดูแล BNPL จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภค การป้องกันหนี้เกินตัว และการรักษาโอกาสเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุม เพื่อให้สามารถประเมินภาระหนี้ของผู้กู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
SKY ICT-AGIBOT ชูหุ่นยนต์ AI พลิกโฉมธุรกิจ ปั้นฮิวแมนนอยด์ไทยบุกตลาดโลก

- บริษัท สกาย ไอซีที (SKY ICT) ร่วมมือกับ AGIBOT ผู้พัฒนาหุ่นยนต์จากจีน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ AI ในประเทศไทย ตั้งเป้าสร้างองค์ความรู้และต่อยอดโซลูชันเพื่อบุกตลาดโลก
- ปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) จะเริ่มถูกนำมาใช้งานจริงในภาคธุรกิจ เช่น โรงงานและสนามบิน จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นการสาธิตความสามารถ
- SKY ICT วางแผนนำร่องใช้หุ่นยนต์ในสนามบินเพื่อบริการผู้โดยสาร เช่น การต้อนรับ ให้ข้อมูล และตั้งเป้าหมายระยะยาวในการฝึกให้หุ่นยนต์ทำงานซับซ้อนอย่างการขนย้ายกระเป๋าสัมภาระ
- โครงการความร่วมมือนี้มุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ในไทย ผ่านการจัดตั้ง “AI Factory” และ “AI Academy” เพื่อพัฒนาสมองกล AI และบุคลากรไทยสำหรับเทคโนโลยีหุ่นยนต์โดยเฉพาะ
- ข่าวชี้ว่าการนำหุ่นยนต์ AI มาใช้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจเพื่อเพิ่มผลิตภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยองค์กรที่ปรับตัวช้าอาจเผชิญกับช่องว่างทางธุรกิจที่ไล่ตามไม่ทัน
ปี 2569 จุดเปลี่ยนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จากเวทีสาธิตสู่การทำงานจริงในโรงงานและสนามบิน ขณะที่ ป้ญญาประดิษฐ์ AI และ Quantum กำลังเปิดฉากการแข่งขันเทคโนโลยีรอบใหม่ SKY ICT จับมือ AGIBOT สร้างสมอง AI และฝึกหุ่นยนต์ในไทย ตั้งเป้าต่อยอดโซลูชันสู่ตลาดโลก ชี้ธุรกิจที่ปรับตัวช้าเสี่ยงเผชิญช่องว่างการแข่งขันจนไล่ไม่ทัน
จากวันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำหน้าที่ตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล และช่วยร่างเอกสาร วันนี้เทคโนโลยีกำลังก้าวไปอีกขั้น เมื่อ AI เริ่มควบคุมหุ่นยนต์ให้ลงมือทำงานในโลกจริง ตั้งแต่สายการผลิตในโรงงาน การต้อนรับนักท่องเที่ยว ไปจนถึงการให้บริการผู้โดยสารในสนามบิน สัญญาณดังกล่าวกำลังบอกว่าโลกธุรกิจไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครมี AI แต่กำลังวัดกันว่าใครสามารถเปลี่ยน AI ให้เป็นผลิตภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ก่อน
บนเวที Nation Forum “The Intelligence Economy เปลี่ยนเทคโนโลยีสู่พลังเศรษฐกิจไทย” ในหัวข้อ AI ROBOTICS & QUANTUM นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ผ่านแผนความร่วมมือกับ AGIBOT ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากจีน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงนำเข้าหุ่นยนต์มาจำหน่าย แต่ต้องการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร และต่อยอดโซลูชันให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก
Physical AI จุดเปลี่ยนหุ่นยนต์ จากสาธิตสู่ทำเงินจริง
นายอาเบล เติ้ง President, Asia-Pacific & Middle East Region, AGIBOT กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า ปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Physical AI หรือ AI ที่สามารถรับรู้ ตัดสินใจ และควบคุมการทำงานทางกายภาพในโลกจริง โดยเฉพาะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการวิจัยและจัดแสดงความสามารถ เช่น เดิน วิ่ง หรือเต้น ไปสู่การทำงานที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ขณะที่ปี 2570 จะเป็นช่วงสำคัญที่ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง
ความก้าวหน้านี้เกิดจากเทคโนโลยี 3 ด้านที่พัฒนาควบคู่กัน ได้แก่ โมเดล AI ที่ฉลาดขึ้น ความสามารถของตัวหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้มั่นคงและทำงานต่อเนื่องได้นานขึ้น ตลอดจนการนำข้อมูลจากการใช้งานจริงกลับมาฝึก AI ให้แม่นยำยิ่งขึ้น โดย Generative AI ช่วยให้ระบบเข้าใจและสร้างเนื้อหา ขณะที่ Embodied AI เชื่อมความสามารถในการประมวลผลเข้ากับการรับรู้และลงมือปฏิบัติในสภาพแวดล้อมจริง
นอกจากนี้ การพัฒนาวัสดุ เซนเซอร์ ระบบสัมผัส และแบตเตอรี่ ยังช่วยลดข้อจำกัดของหุ่นยนต์รุ่นก่อน โดยปัจจุบันมีหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานต่อเนื่องได้ถึง 10 ชั่วโมง เมื่อหุ่นยนต์ถูกนำไปใช้งานมากขึ้น ข้อมูลจากการปฏิบัติงานจะย้อนกลับไปพัฒนาอัลกอริทึมและหุ่นยนต์รุ่นใหม่ เกิดเป็นวงจร Data Flywheel ที่เร่งให้เทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นตามการใช้งานจริง
หัวใจสำคัญของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จึงไม่ได้อยู่ที่การเคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์เท่านั้น แต่ต้องมีความสามารถ 3 ด้าน ได้แก่ Locomotion Intelligence สำหรับการเคลื่อนไหวและทรงตัว Interaction Intelligence สำหรับการมองเห็น รับฟัง สนทนาและตอบสนองต่อมนุษย์ และ Manipulation Intelligence สำหรับหยิบจับสิ่งของและปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นความสามารถสำคัญในการเปลี่ยนหุ่นยนต์จากสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กลายเป็นเครื่องมือทำงานจริง
AGIBOT ยกตัวอย่างการนำหุ่นยนต์เข้าทำงานในสายการผลิตโรงงาน โดยมีการถ่ายทอดสดการปฏิบัติงานต่อเนื่อง 6 วัน สามารถทำภารกิจได้มากกว่า 64,000 ครั้ง ด้วยอัตราความสำเร็จ 99.9% โดยยังมีมนุษย์ช่วยสนับสนุนในบางส่วน ส่วนสวนสนุก Chimelong ในเมืองจูไห่ ประเทศจีน มีหุ่นยนต์ทำงานแล้วมากกว่า 300 ตัว ทั้งต้อนรับนักท่องเที่ยว แนะนำเส้นทาง ให้ข้อมูล และจัดการแสดง โดยบริษัทคาดว่าในปี 2570 จำนวนอาจเพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัว ขึ้นอยู่กับแผนการขยายการใช้งาน
นอกเหนือจากโรงงานและสวนสนุก AGIBOT ยังมองโอกาสในโรงแรม ร้านค้าปลีก งานรักษาความปลอดภัย การตรวจสอบภายในนิคมอุตสาหกรรม และงานทำความสะอาด สะท้อนว่าตลาดหุ่นยนต์กำลังขยายจากการทดลองเฉพาะทางไปสู่การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น
ด้านการเติบโตทางธุรกิจ AGIBOT ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยบริษัทอ้างอิงรายงานของ IDC ว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกเกือบ 35% และมียอดจัดส่งประมาณ 8,600 ตัว ขณะที่รายได้เพิ่มจาก 65 ล้านหยวนในปี 2567 เป็น 1,000 ล้านหยวนในปี 2568 หรือเติบโตมากกว่า 15 เท่าภายในปีเดียว
SKY ICT ปั้นสมอง AI ไทย ฝึกหุ่นยนต์ยกกระเป๋า
การเปลี่ยนผ่านจากหุ่นยนต์ที่ทำงานตามโปรแกรม ไปสู่หุ่นยนต์ที่สามารถเรียนรู้และรับมือกับสถานการณ์จริง คือโจทย์ที่ SKY ICT ต้องการต่อยอดในธุรกิจสนามบิน โดยร่วมมือกับ AGIBOT พัฒนาแพลตฟอร์มและองค์ความรู้ในประเทศไทย พร้อมวางแนวทางสร้าง AI Factory และ AI Academy เพื่อพัฒนาระบบข้อมูล กระบวนการฝึก AI และทักษะบุคลากรไทย
นายสิทธิเดช ระบุว่า แผนการใช้งานระยะแรกครอบคลุมการให้หุ่นยนต์ต้อนรับผู้โดยสาร ให้ข้อมูลเที่ยวบิน แนะนำการใช้เครื่องเช็กอินอัตโนมัติ (Self Check-in Kiosk) และเครื่องโหลดกระเป๋าด้วยตนเอง (Self Bag Drop) รวมถึงแจ้งตำแหน่งร้านค้า ห้องน้ำ เส้นทางภายในอาคารผู้โดยสาร และข้อมูลระยะเวลาที่ต้องใช้ผ่านจุดตรวจความปลอดภัยหรือด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารวางแผนการเดินทางได้สะดวกขึ้น โดยหุ่นยนต์จะทำงานควบคู่กับเจ้าหน้าที่สนามบิน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การฝึกให้หุ่นยนต์ทำงานในพื้นที่ปฏิบัติการใต้สนามบิน เช่น ยกและเคลื่อนย้ายกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งซับซ้อนกว่าการให้ข้อมูล เพราะกระเป๋าแต่ละใบมีขนาด รูปทรง น้ำหนัก และตำแหน่งวางแตกต่างกัน หุ่นยนต์ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มือข้างใดจับ ยก หรือผลักไปในทิศทางใด ตลอดจนปรับการทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์
การพัฒนาความสามารถดังกล่าวอาจใช้เวลา 1–2 ปี ก่อนนำ Use Case ที่ผ่านการฝึกและทดสอบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยมีพันธมิตรต่างประเทศรายใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินประมาณ 2–3 ราย พร้อมนำรูปแบบการใช้งานไปทำตลาดเมื่อเทคโนโลยีพร้อม
นอกจากสนามบิน ยังมีโอกาสนำหุ่นยนต์ไปใช้ในงานลาดตระเวนชายแดน ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงวัตถุระเบิด หรือพื้นที่ที่อาจมีสารกัมมันตรังสี โดยหุ่นยนต์สามารถส่งภาพวิดีโอกลับมายังศูนย์ควบคุม พร้อมระบบแจ้งเตือนและติดตามความเคลื่อนไหว ช่วยลดความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปปฏิบัติงานด้วยตัวเอง
ทั้งนี้ SKY ICT ต้องพิจารณาการลงทุนอย่างเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะต้นทุนเทคโนโลยี การจัดเก็บข้อมูล และการฝึก AI เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงสาธิตความสามารถในระยะสั้น
AI ต้องฝังในธุรกิจ ไม่ใช่แค่มีไว้ใช้งาน
แม้หุ่นยนต์จะเป็นภาพที่จับต้องได้ของ AI ยุคใหม่ แต่นายสิทธิเดชมองว่า ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้วัดจากจำนวนเทคโนโลยีที่องค์กรลงทุน หากอยู่ที่ความเร็วในการเชื่อม AI เข้ากับธุรกิจหลัก และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยกระดับผลิตภาพ
ในอนาคตมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราลงทุนใน AI มากน้อยขนาดไหน แต่ต้องรู้ว่าลงทุนไปแล้วสามารถเชื่อม AI เข้ากับธุรกิจหลักได้มากน้อยแค่ไหน และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดต้นทุน และเพิ่มผลิตภาพ จากนั้นต้องขยายผลให้มากขึ้น
แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของนายอาเบลที่แบ่งการใช้ AI ในองค์กรออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่การช่วยงานทั่วไป เช่น ร่างเอกสารและค้นหาข้อมูล การใช้วิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการฝัง AI เข้าไปในกระบวนการสร้างมูลค่าและระบบการผลิตโดยตรง ซึ่งเป็นระดับที่มีโอกาสยกระดับผลิตภาพได้มากกว่า
นายอาเบลเตือนว่า ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ช่องว่างระหว่างองค์กรที่นำ AI ไปใช้จริงกับองค์กรที่ไม่ปรับตัวอาจขยายจากความแตกต่างด้านต้นทุนหรือประสิทธิภาพเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว แม้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา แต่การชะลอตัวเพราะรอความคุ้มค่าในระยะสั้นอาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสเรียนรู้และพัฒนาความสามารถก่อนคู่แข่ง
AI เปรียบเสมือนรถไฟความเร็วสูง สิ่งสำคัญที่สุดคือการขึ้นรถไฟให้ทัน เมื่อขึ้นไปแล้ว เราจึงสามารถกำหนดได้ว่าจะเดินทางไปที่ไหน จะบริหารต้นทุนในอนาคตอย่างไร และจะสร้างผลตอบแทนให้ดีขึ้นได้อย่างไร หากไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ช่องว่างที่เกิดขึ้นอาจใหญ่จนไม่สามารถไล่ตามได้ทัน
นายสิทธิเดช ยังอ้างถึงการประชุมธนาคารโลกเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ประเทศที่สามารถนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้จริง มีแนวโน้มได้เปรียบประเทศที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ โดยมองว่าไทยมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานเศรษฐกิจเดิมเป็นหลัก
เขาระบุว่า แม้ไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์ แต่กลับมีอัตราการเติบโตต่ำ โดยอ้างข้อมูลจากการประชุม IMF ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตประมาณ 2.1% อยู่ในอันดับ 9 ของอาเซียน ขณะที่เวียดนามเติบโตมากกว่า 6% หากไม่เร่งใช้เทคโนโลยียกระดับผลิตภาพ ไทยอาจเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี ตามมุมมองของเขา
AI Robot และ Quantum เกมเทคโนโลยีที่ไทยต้องมองให้ไกล
ขณะที่ Physical AI กำลังพาหุ่นยนต์ออกจากหน้าจอสู่โลกจริง อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองคือ Quantum ซึ่งเป็นแนวทางการประมวลผลที่อาศัยหลักกลศาสตร์ควอนตัม และมีศักยภาพสำหรับโจทย์เฉพาะด้านที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมอาจจัดการได้ยาก อย่างไรก็ตาม Quantum ยังมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาและการใช้งาน จึงไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทน AI หรือคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ทั้งหมดในทันที
ทิศทางของ AI Robot และ Quantum สะท้อนการแข่งขันเทคโนโลยีหลายระดับ ตั้งแต่ AI ที่ช่วยคิดและวิเคราะห์ หุ่นยนต์ที่นำความสามารถดังกล่าวไปลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงเทคโนโลยีประมวลผลขั้นสูงที่อาจขยายขีดความสามารถในอนาคต สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญคือการติดตามพัฒนาการและเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับปัญหาจริง ไม่ใช่ลงทุนตามกระแสเพียงอย่างเดียว
สำหรับ SKY ICT การเริ่มต้นจากสนามบินซึ่งมีทั้งข้อมูลผู้โดยสาร ระบบอัตโนมัติ และภารกิจที่ต้องอาศัยความแม่นยำ ถือเป็นโอกาสสร้างกรณีใช้งานจริง ก่อนขยายองค์ความรู้ไปสู่ธุรกิจอื่น ขณะเดียวกัน บริษัทมีเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric) เชื่อมโยงกระบวนการเดินทาง ตั้งแต่เช็กอิน ฝากกระเป๋า ตรวจสอบสิทธิ ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง พร้อมใช้ AI จำลองการเคลื่อนตัวและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้โดยสาร เพื่อช่วยบริหารพื้นที่และบริการให้มีประสิทธิภาพขึ้น
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่สนามบินสุวรรณภูมิพบว่า ผู้โดยสารสายการบินต้นทุนต่ำที่เดินทางไปประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย มีแนวโน้มใช้เวลาบริเวณชั้น 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าและร้านอาหาร โดยผู้โดยสารในกลุ่มที่ใช้พื้นที่ชั้น 3 มากกว่า 50% แวะร้านสะดวกซื้อ และใช้เวลาในร้านไม่น้อยกว่า 30 นาที ขณะที่ผู้โดยสารที่เดินทางไปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน บางส่วนใช้ห้องรับรองหลังเช็กอินประมาณ 1 ชั่วโมง และอีกราว 25% เลือกเดินซื้อสินค้าก่อนขึ้นเครื่อง
ข้อมูลทั้งรายสัปดาห์และแบบเรียลไทม์ช่วยให้สนามบินปรับการจัดการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้โดยสารแต่ละกลุ่ม และสนับสนุนเป้าหมายยกระดับสนามบินไทยสู่กลุ่ม 20 อันดับแรกของโลก
ท้ายที่สุด โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการซื้อหุ่นยนต์หรือเลือกใช้ AI รุ่นใหม่ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ข้อมูล บุคลากร และธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดเป็นรายได้ได้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
วิธีเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษอย่างละเอียด เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจริง

รูปแบบการเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษ
การเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษจะเรียงลำดับจากข้อมูล “เล็กไปหาใหญ่” โดยจะเรียงตามลำดับดังนี้:
- เลขที่บ้าน / อาคาร / ห้อง
- ชื่อถนน
- ชื่อหมู่บ้าน / ซอย / โครงการ (ถ้ามี)
- แขวง/ตำบล (Sub-district)
- เขต/อำเภอ (District)
- จังหวัด (Province)
- รหัสไปรษณีย์ (Postal Code)
- ประเทศ (Country)
เคล็ดลับ: หากเขียนที่อยู่เพื่อการติดต่อระหว่างประเทศ ควรใช้ภาษาอังกฤษทุกบรรทัด และใส่ชื่อประเทศด้วยเสมอ (Thailand)
อธิบายโครงสร้างการใช้งานแต่ละส่วนโดยละเอียด
| รายการ | คำอธิบาย | ตัวอย่างภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| เลขที่บ้าน/ห้อง | เป็นจุดเริ่มต้นของที่อยู่ | 123/45, Room B-507 |
| ถนน | ถนนหลักที่อยู่ของบ้านหรืออาคาร | Sukhumvit Road |
| ซอย/หมู่บ้าน | ใช้เพื่อระบุพื้นที่ย่อยลงไป | Soi Sukhumvit 77, Moo Baan Ladawan |
| แขวง/ตำบล | สำหรับกรุงเทพฯ ใช้ “Sub-district” | Prawet Sub-district |
| เขต/อำเภอ | ใช้ “District” สำหรับกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด | Prawet District |
| จังหวัด | ใช้ชื่อจังหวัดเต็ม ไม่มีคำว่า “จังหวัด” | Bangkok, Chiang Mai |
| รหัสไปรษณีย์ | ใช้ตัวเลข 5 หลัก | 10250 |
| ประเทศ | เขียนเป็น “Thailand” เสมอ | Thailand |
ตัวอย่างการเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่าง ๆ
1. ที่อยู่บ้านเดี่ยว
123/45 Sukhumvit 77 Road,
Prawet Sub-district, Prawet District,
Bangkok 10250
Thailand
2. ที่อยู่อพาร์ตเมนต์หรือคอนโด
Room A-709, The Garden Condo,
15 Ladprao 101 Road,
Klongchan Sub-district, Bangkapi District,
Bangkok 10240
Thailand
3. ที่อยู่สำหรับใช้ในพัสดุหรืออีคอมเมิร์ซ
Mr. Somchai Prasert
89/19 Moo 4, Soi Wat Phraeksa,
Phraeksa Sub-district, Mueang Samut Prakan District,
Samut Prakan 10270
Thailand
คำศัพท์และตัวย่อที่ใช้บ่อยในการเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษ
| คำเต็มภาษาอังกฤษ | ตัวย่อ | ความหมาย |
|---|---|---|
| Road | Rd. | ถนน |
| Soi | – | ซอย |
| Village | – | หมู่บ้าน |
| Sub-district | – | แขวง/ตำบล |
| District | – | เขต/อำเภอ |
| Province | – | จังหวัด |
| Postal Code | – | รหัสไปรษณีย์ |
| Building | Bldg. | อาคาร |
| Apartment | Apt. | ห้องพัก/คอนโด |
| Floor | Fl. | ชั้น |
| Thailand | – | ประเทศไทย |
สรุป การเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษ
การเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษอาจดูเหมือนเรื่องง่าย แต่หากจัดลำดับไม่ถูกหรือใช้คำผิด อาจทำให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะเมื่อต้องกรอกเอกสารทางการหรือจัดส่งพัสดุระหว่างประเทศ ดังนั้นการเข้าใจหลักการและลำดับที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
ดราม่าในโลกลูกยาง

กลายเป็นประเด็นดราม่าขึ้นมาจนได้ในวงการวอลเลย์บอลของไทย เมื่อ “น้องโมเม” ธนัชชา สุขสด นักวอลเลย์บอลหญิงของไทยร่ายยาวถึงความอัดอั้นตันใจที่ไม่ติดทีมชาติมายาวนานแรมปี นับตั้งแต่ซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปีที่แล้ว
ต้องย้อนกลับไปในช่วงนั้นซึ่ง “น้องโมเม” ไปเล่นในลีกของเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นว่าฝีมือไม่ธรรมดาไม่เช่นนั้นเกาหลีใต้คงไม่จ้างไปเล่นในลีกของตัวเองอย่างแน่นอน ซึ่งเจ้าตัวก็หวังเอาไว้มากว่าน่าจะมีโอกาสรับใช้ชาติในซีเกมส์ครั้งนี้
จากข่าวที่ออกมา “น้องโมเม” บอกว่าได้รับการติดต่อจากผู้จัดการทีมก็คือ “กิ๊ฟ” วิลาวัลย์ อภิญญาพงษ์ อดีตทีมชาติรุ่นพี่บอกว่าไม่ต้องกลับมาไทยเนื่องจากซีเกมส์ครั้งนี้ใช้รุ่นน้องลงทำการแข่งขัน
ซึ่งโมเมเองตอนนั้นอายุเพียง 25 ปีมองว่าไม่มากเกินไปแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
แต่ก็มีสื่อไปสอบถาม “โค้ชอ๊อด” เกียรติพงษ์ รัชตะเกรียงไกร ซึ่งดูแลทีมอยู่ในตอนนั้น ให้สัมภาษณ์ว่า น้องโมเม เหนื่อยล้ากับการเล่นในลีก จึงไม่เรียกตัวมาติดทีมชาติจึงใช้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน
ก็เลยกลายเป็นประเด็นที่อาจจะทำให้คนเป็นโค้ชมองข้ามแบบยาวๆไปเลยก็เป็นได้ เรื่องการทำทีมเป็นหน้าที่ของโค้ชโดยตรงว่าจะเรียกใครคนไหนมาติดทีมชาติ ต้องดูหลายๆอย่างนอกเหนือจากฝีมือแล้วยังจะต้องดูถึงเรื่องของมุมมองทัศนคติอีกด้วยเนื่องจากกีฬาวอลเลย์บอลเป็นกีฬาประเภททีม มันมีอะไรมากมายมากกว่ากีฬาประเภทบุคคล
น้องโมเมอยู่ในช่วงคาใจว่าทำไมไม่ติดทีมชาติทั้งที่มีความพร้อมแต่โค้ชไม่เรียก ซึ่งเชื่อได้ว่าโค้ชอ๊อดเองก็มีเหตุผลส่วนตัวของเขาในการจะเรียกนักกีฬาคนไหนมาติดทีมชาติ
ความรับผิดชอบในการทำทีมอยู่กับโค้ชอ๊อด ถ้าทำผลงานออกมาดีก็ได้รับคำชม แต่ถ้าผลงานออกมาไม่ดีก็ถูกด่าเช่นกัน ยิ่งบรรดาเกรียนคีย์บอร์ดในบ้านเราฝีปากยิ่งกว่าตะไกร
โดยส่วนตัวแล้วเคารพการตัดสินใจของโค้ชอ๊อด และเห็นใจน้องโมเม แต่ก็อยากจะเตือนสติน้องโมเมไว้หน่อยว่าไม่ต้องคิดมากขอให้ตั้งหน้าตั้งตาทำผลงานของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วสักวันโอกาสที่จะหวนกลับมาติดทีมชาติมันจะมาหาเราเอง
คุณอาจจะน้อยเนื้อต่ำใจ เซ็งในอารมณ์ ไม่ใช่ลูกรักของโค้ช ก็แล้วแต่จะคิดกัน แต่ไม่ใช่หันหลังให้กับทีมชาติไปเลย
กรณีแบบนี้เหมือนกับบรรดานักฟุตบอลเก่งๆที่ไม่ติดทีมชาติ มีเยอะแยะไป ฝีเท้าดีแต่โค้ชไม่เลือก เป็นเพราะอะไร ซึ่งต้องย้อนกลับไปทบทวนตัวเองว่าเราพลาดตรงไหน อีโก้สูงเกินไปหรือเปล่า
น้องโมเมอายุยังไม่มาก ยังมีโอกาสที่จะรับใช้ชาติได้อย่างสบาย เพียงแต่จังหวะชีวิตมันยังไม่ใช่เท่านั้นเอง ก็อย่าคิดมากเกินไป คุยกับนักจิตวิทยาบ้างก็ได้เพื่อผ่อนคลายสมอง
อย่าละทิ้งความพยายามของตัวเองนะน้องโมเม
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
‘สูบบุหรี่ไฟฟ้า’ ไม่ถึงปีเสี่ยง ‘ลมรั่วในปอด-ปอดรั่ว’

- “บุหรี่ไฟฟ้า” ทำให้เกิดภาวะปอดรั่วเฉียบพลันได้ ซึ่งยิ่งสูบมาก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง และต่อให้สูบไม่ถึงปี หรือ มีโรคประจำตัวมาก่อน “การสูบบุหรี่ไฟฟ้า 1 ครั้ง ส่งนิโคตินถึงสมองใน 10 วินาที มากกว่าที่สูบบุหรี่ 1 มวน”
- งานวิจัยและรายงานทางการแพทย์หลายแห่งชี้ว่า คนที่มีรูปร่างสูงผอม โดยเฉพาะวัยรุ่นชาย มีความเสี่ยงต่อ “ปอดรั่ว” สูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า
- อาการแน่นหน้าอกและเจ็บหน้าอก ไม่ได้หมายถึงโรคหัวใจเสมอไป หลายครั้งอาการเหล่านี้ คือสัญญาณเตือนของปอดรั่ว หากมีอาการ ควรรีบไปพบแพทย์
หลายคนยังเข้าใจผิดว่าสูบ “บุหรี่ไฟฟ้า” แล้วจะปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน แต่ความจริงอันตรายต่อสุขภาพไม่ได้แตกต่างกัน หรืออาจมากกว่า เพราะสูบมากกว่า อีกทั้ง ทำให้เกิด “ภาวะลมรั่วในปอด (Pneumothorax)” หรือ ที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ปอดรั่ว” มีสาเหตุไม่มากก็น้อยมาจากบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อได้ยินข่าวว่า มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าบางรายเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน แม้บางรายจะสูบยังไม่ถึงปี แต่พบว่ามีภาวะลมรั่วในปอด
“ภาวะปอดรั่ว” เกิดขึ้นเมื่ออากาศสะสมอยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอด ทำให้ปอดแฟบในระดับต่างๆ ถือเป็นความท้าทายอย่างมากต่อระบบการดูแลสุขภาพทั่วโลก โดยมีอัตราการเกิด 18–28 รายต่อ 100,000 คนต่อปีในผู้ชาย และ 1.2–6 รายต่อ 100,000 คนต่อปีในผู้หญิง
ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุพื้นฐานของภาวะปอดรั่วเองโดยธรรมชาติ (PSP) ได้แก่ อิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ความโน้มเอียงทางพันธุกรรม การสูบบุหรี่ การเป็นวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว รูปร่างผอม และการเป็นเพศชาย นอกจากนี้ ภาวะปอดรั่วเองโดยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำพบได้ใน 20–60% ของกรณี โดยปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ นิสัยการสูบบุหรี่ ขนาดของภาวะปอดรั่ว ดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำ และวิธีการรักษาที่เลือกใช้ เชื่อว่ามีอิทธิพลต่อโอกาสในการเกิดซ้ำแม้ว่ากา รสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รู้จักกันดีสำหรับภาวะปอดรั่วเองโดยธรรมชาติ แต่ยังมีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับบทบาทของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในการเกิดภาวะนี้
“บุหรี่ไฟฟ้า” ตัวเร่งให้เกิดภาวะปอดรั่ว
การใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว โดยมีนักเรียนมัธยมปลายประมาณ 20% และผู้ใหญ่อายุ 18-34 ปีประมาณ 5% ที่ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในปัจจุบัน บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทำงานโดยการให้ความร้อนแก่ของเหลวเพื่อสร้างละอองลอยที่สูดเข้าไปในปอด จุดเด่นสำคัญของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ความสามารถในการบรรจุสารเคมีต่างๆ รวมถึงนิโคติน เตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) และน้ำมันแคนนาบินอยด์ ซึ่งสามารถผสมกับสารเติมแต่งและรสชาติได้
ความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แม้ว่ารายงานกรณีศึกษาหลายฉบับจะเชื่อมโยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับผลกระทบด้านลบต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหาร น่าเสียดายที่ยังไม่ชัดเจนว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีส่วนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะปอดรั่วโดยฉับพลันหรือไม่
ภาวะปอดบาดเจ็บจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์ไอระเหย (EVALI) เป็นภาวะทางเดินหายใจที่เลียนแบบโรคปอดอื่นๆ และได้รับการวินิจฉัยโดยพิจารณาจากประวัติการสูบบุหรี่ไฟฟ้าล่าสุด การแทรกซึมของปอดจากการถ่ายภาพ และการยกเว้นสาเหตุอื่นๆ แม้ว่าการแตกของถุงลมจะเป็นสาเหตุที่ทราบกันดีของภาวะปอดรั่วโดยธรรมชาติ แต่กลไกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็อาจมีส่วนร่วมด้วย การสัมผัสกับละอองพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มี THC และวิตามินอีอะซิเตต มีความเชื่อมโยงกับความเสียหายของถุงลม การอักเสบของทางเดินหายใจ ความเครียดจากออกซิเดชัน และการซ่อมแซมปอดที่บกพร่อง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจทำให้เนื้อเยื่อปอดอ่อนแอลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะบาดเจ็บจากแรงดัน
เหมือนหรือต่าง “ลมรั่วในปอด ปอดรั่ว -ปอดทะลุ”
ภาวะที่เกิดขึ้นได้จากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ ลมรั่วในปอด, ปอดรั่ว และปอดทะลุ ซึ่งภาวะเหล่านี้มักใช้เรียกแทนกัน ซึ่งหมายถึง “ภาวะมีลมในโพรงเยื่อหุ้มปอด (Pneumothorax)” คือ ภาวะที่มีอากาศรั่วออกจากถุงลมเข้าไปในช่องเยื่อหุ้มปอด ไปสะสมอยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural Space) ระหว่างผนังทรวงอกกับผิวด้านนอกของปอด ทำให้เกิดแรงดันภายนอกมากดทับเนื้อปอด ส่งผลให้ปอดยุบลงและขยายตัวได้ไม่เต็มที่ หรือ เกิดปอดแฟบ (Collapsed Lung) นั่นเอง
สาเหตุปอดรั่ว
1. ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous Pneumothorax)
คือ การเกิดภาวะลมรั่ว หรือ การแตกของถุงลมเล็ก ๆ ที่ผิดปกติบริเวณผิวปอด (Blebs / Bullae) ในช่องเยื่อหุ้มปอด ที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่มีการกระทบกระเทือนจากภายนอกต่อทรวงอก แบ่งออกได้เป็น
Primary Spontaneous Pneumothorax : การเกิดภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดเกิดขึ้นเองในผู้ป่วยที่แข็งแรงดีมาก่อนและไม่เคยป่วยด้วยโรคทางปอด แต่อาจจะเกิดจากพฤติกรรม หรือ สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้น เช่น การสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศ การออกแรงในบางกิจกรรมมากเกินไป เช่น วิ่งมาราธอน ยกของหนัก การดำน้ำ แรงกดอากาศจากการขึ้นที่สูง ฯลฯ
Secondary Spontaneous Pneumothorax : การเกิดภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด ที่เกิดขึ้นในผู้ที่ป่วยด้วยโรคปอดมาก่อน เช่น โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD – Chronic Obstructive Pulmonary Disease) วัณโรคปอด (TB – Pulmonary Tuberculosis) โรคปอดอักเสบเรื้อรัง เนื้องอกปอด ฯลฯ
2. ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดที่เกิดจากการกระทบกระเทือน (Traumatic Pneumothorax)
คือ การเกิดภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด ที่มีสาเหตุมาจากการกระทบกระเทือน การบาดเจ็บจากภายนอก หรือ มีลมซึมผ่านจากนอกทรวงอก เช่น ซี่โครงหักแทงปอด การถูกแทง การทำหัตถการทางการแพทย์ ฯลฯ
อาการปอดรั่ว
- เจ็บแปลบหน้าอกฉับพลัน ปวดหน้าอกมากขึ้นเวลาหายใจเข้า โดยเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง
- หอบเหนื่อย เหนื่อยเฉียบพลัน เหมือนสูดอากาศไม่เต็มปอด
- แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจเข้าไม่สุด หายใจตื้น
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
- ไอแห้ง ๆ
“ถ้าปอดรั่วปริมาณมาก อาจเกิดภาวะหัวใจอันตรายถึงชีวิตได้”
การรักษาปอดรั่ว
สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษา คือ การกำจัดลมที่รั่วออกจากเยื่อหุ้มปอดเพื่อช่วยให้ปอดที่ยุบลงและขยายตัวไม่ได้ ให้สามารถกลับมาขยายตัวได้อย่างเต็มที่
- เฝ้าสังเกตอาการ : สำหรับกรณีเล็ก ที่อากาศไม่รั่วต่อเนื่อง อาจเฝ้าสังเกตอาการรอให้ร่างกายดูดซึมอากาศคืนเอง ต้องเฝ้าระวังสัญญาณชีพและให้ออกซิเจนเพื่อช่วยลดเวลาในการดูดซึมอากาศ
- เจาะดูดอากาศหรือใส่สายระบายลมออก : ถ้ารอยรั่วยังไม่ปิด หรือ เกิดซ้ำหลายครั้ง อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
- การผ่าตัด : มักใช้ในกรณีที่ลมรั่วมาก มีอาการรุนแรง หรือ เสี่ยงกลับเป็นซ้ำ เป็นการผ่าตัดเยื่อหุ้มปอด (Pleurectomy) บางส่วนออกไป
“ปอดรั่วสามารถรักษาหายได้ แต่มีโอกาสเป็นซ้ำสูง หากไม่เลิกสูบบุหรี่”
“คนผอมสูง” เสี่ยงปอดรั่วมากกว่าจริง ?
งานวิจัยและรายงานทางการแพทย์หลายแห่งชี้ว่า คนที่มีรูปร่างสูงผอม โดยเฉพาะวัยรุ่นชาย มีความเสี่ยงต่อ “ปอดรั่ว” สูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า เนื่องจาก
- การเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ทำให้ปอดและช่องอกขยายตัวไม่สัมพันธ์กัน ส่งผลให้เกิดถุงลมโป่งพองเฉพาะจุดที่ยอดปอด ทำให้เกิดการแตกของถุงลมบริเวณขอบปอดได้ง่ายขึ้น
- ช่องทรวงอกกว้าง ปอดยืดตัวได้มากกว่า
- มีถุงลมขนาดใหญ่ที่ยอดปอด เสี่ยงแตกง่าย
- แรงดันในปอดไม่สม่ำเสมอ
กลุ่มเสี่ยงสูงสุด
- ผู้ชายที่มีรูปร่างผอมสูง อายุระหว่าง 10 – 30 ปี
- ส่วนสูงเกิน 180 ซม.
- น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (BMI ต่ำกว่า 18.5)
- สูบบุหรี่ หรือ บุหรี่ไฟฟ้า
- มักเกิดเองโดยไม่มีโรคปอดนำมาก่อน
“กลุ่มความเสี่ยงสูง หากมีการสูบบุหรี่ร่วมด้วย ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นไปอีก”
ภัยเงียบที่ของผู้หญิง “ปอดรั่ว” ขณะมีรอบเดือน
“Catamenial Pneumothorax” คือ ภาวะปอดรั่วที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงมีประจำเดือน ซึ่งมักเกิดในช่วง 72 ชั่วโมงก่อน หรือ หลังมีประจำเดือน พบในผู้หญิงที่มีภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) โดยเซลล์เยื่อบุอาจฝังตัวในเยื่อหุ้มปอด ทำให้เกิดลมรั่วของลมในช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
“เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย แต่ต้องรักษาด้วยฮอร์โมนและการผ่าตัด”
สัญญาณเตือน “ภาวะปอดรั่ว” ในผู้หญิง
มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบากซ้ำ ๆ ในช่วงมีประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์ทันที
ความเสี่ยงใหม่ที่ไม่มีใครเตือนปอดรั่วจาก “บุหรี่ไฟฟ้า”
“บุหรี่ไฟฟ้า” ทำให้เกิดภาวะปอดรั่วเฉียบพลันได้ แม้ในกลุ่มวัยรุ่นและคนอายุน้อยที่ไม่มีอาการของโรคปอดมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากบุหรี่มวนที่ใช้เวลานานกว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะถูกมองว่า “ปลอดภัยกว่า” แต่การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป เพราะสารเคมีที่กลายเป็นไอระเหยล้วนทำลายระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ยิ่งใช้นาน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง อาจกระตุ้นภาวะ “ปอดรั่ว” ได้ แม้จะสูบไม่ถึงปี หรือ มีโรคประจำตัวมาก่อน“การสูบบุหรี่ไฟฟ้า 1 ครั้ง ส่งนิโคตินถึงสมองใน 10 วินาที มากกว่าที่สูบบุหรี่ 1 มวน”
ทำไมบุหรี่ไฟฟ้าถึงอันตรายต่อชีวิต
- โรคปอดอักเสบเฉียบพลัน : ผู้ป่วยทุกคนหลังจาก X-ray หรือ CT Scan ปอดมักจะมีความผิดปกติ เป็นฝ้าขาว และจะหายใจไม่ไหว ไม่สะดวกเท่าที่ผ่านมา
- ความร้อนสูง : ไอระเหยร้อนจัดทำลายเนื้อเยื่อปอด
- การสูดแรง : ดูดแรงกว่าบุหรี่มวน ทำให้แรงดันในปอดสูงขึ้น
- สารเคมี : เช่น โพรไพลีนไกลคอล กลีเซอรีน เมื่อสูดเข้าไปต่อเนื่อง อาจทำให้ปอด หรือ ถุงลมในปอดอักเสบและโป่งพอง
“พบผู้ป่วยปอดรั่วจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบางคนสูบไม่ถึง 1 ปี ก็มีอาการแล้ว”
ปอดรั่วแบบไม่รู้ตัว เมื่ออาการแน่นหน้าอกไม่ใช่แค่ “โรคหัวใจ”
อาการแน่นหน้าอกและเจ็บหน้าอก ไม่ได้หมายถึงโรคหัวใจเสมอไป หลายครั้งอาการเหล่านี้ คือสัญญาณเตือนของปอดรั่ว โดยเฉพาะในรายที่รูรั่วมีขนาดเล็ก หรือ ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยจนละเลย
หากมีอาการ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์ เพราะหากปล่อยให้ปอดแฟบลงเรื่อย ๆ จนเต็มช่องอก อาจเกิดภาวะแรงดันสูงในช่องอก (Tension Pneumothorax) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
นอนไม่หลับ อารมณ์เสีย? เช็กลิสต์ 5 เครื่องดื่มลดเครียด ช่วยหลับสบาย

ปัญหารายวัน ความเครียดสะสมมักส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย อารมณ์ขุ่นมัว และนอนหลับยากโดยไม่รู้ตัว การหาวิธีผ่อนคลายสมองอย่างง่ายๆ ใกล้ตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ และหนึ่งในตัวช่วยที่เห็นผลทันใจก็คือ “เครื่องดื่มลดเครียด”
การดื่มเครื่องดื่มที่มีสารอาหาร คุณประโยชน์ และวิตามินที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยเติมความสดชื่นแล้ว ยังมีส่วนช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน คลายความวิตกกังวล และช่วยให้สมองผ่อนคลายขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
5 เครื่องดื่มลดเครียด ปรับสมดุลอารมณ์
1. น้ำส้มคั้นสด
- ประโยชน์: อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด ในร่างกาย และช่วยให้ความดันโลหิตกลับสู่ระดับปกติได้อย่างรวดเร็วหลังจากเผชิญความเครียดหรือภาวะตื่นตระหนก
- ทริคแนะนำ: ควรเลือกดื่มน้ำส้มคั้นสด 100% ไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซีเต็มๆ
2. ดาร์กโกโก้
- ประโยชน์: มีสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟิน และ เซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาทันที ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
- ข้อควรระวัง: ดาร์กโกโก้มีคาเฟอีนเล็กน้อย ควรหลีกเลี่ยงการดื่มหลังเวลา 16:00 น. เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ
3. ชาคาโมมายล์
- ประโยชน์: มีสารอะพิจีนิน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล ความเครียดสะสม และช่วยให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพ หลับลึกขึ้น
- ทริคแนะนำ: จิบชาคาโมมายล์อุ่นๆ ก่อนนอนประมาณ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้ดีที่สุด
4. ชาเขียว / มัทฉะ
- ประโยชน์: มีสารแอล-ธีอะนีน ที่ช่วยให้สมาธินิ่ง รู้สึกสงบ แต่ไม่ทำให้ง่วงนอน และไม่ทำให้เกิดอาการใจสั่นเหมือนการดื่มกาแฟ
- ข้อมูลเพิ่มเติม: การดื่มมัทฉะจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าใบชาปกติถึง 10 เท่า
5. กล้วยปั่น
- คุณประโยชน์: อุดมด้วยโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยคลายความเครียดของกล้ามเนื้อและสมอง ช่วยลดความเหนื่อยล้าสะสมระหว่างวัน
- ทริคแนะนำ: หากใช้กล้วยสุกพอดีมาปั่น จะได้รับพรีไบโอติกส์ ที่ช่วยดูแลระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายไปพร้อมกันด้วย
การเลือกจิบ เครื่องดื่มลดเครียด ให้ถูกช่วงเวลา เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยกู้คืนอารมณ์และความสดชื่นในวันเครียดๆ ได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 21/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,450.00 | 65,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,231.00 | 64,141.96 | 66,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,807.90 | 57,727.76 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,384.80 | 51,313.57 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,903.95 | 28,863.88 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,480.85 | 22,449.69 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,384.46 | 66,468.41 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 21/10/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.04 | 42.04 | 42.54 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.67 | 41.67 | 42.17 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 51.03 | – | – | 50.61 | – | 51.53 | 51.18 | – | 51.03 |
| ดีเซล | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |







