ปลดล็อกเดินทางหัวหินจังหวะทองอสังหาฯ ที่ดินติดหาดพุ่งไร่ละ 160 ล้าน

- การเดินทางจากกรุงเทพฯ ที่สะดวกขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินให้กลับมาคึกคัก
- ราคาที่ดินติดชายหาดในหัวหินพุ่งสูงถึงไร่ละ 160 ล้านบาท เนื่องจากเป็นทำเลหายากและมีซัพพลายจำกัด
- หัวหินกำลังเปลี่ยนจากเมืองตากอากาศสู่เมืองสำหรับอยู่อาศัยและเป็นบ้านหลังที่สองของผู้มีกำลังซื้อสูง
ตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินเดินมาถึง “จุดเปลี่ยน” จากเมืองพักผ่อนสุดสัปดาห์ที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคย สู่เมืองที่มีศักยภาพรองรับการอยู่อาศัย และเป็นบ้านที่สองของผู้มีกำลังซื้อสูง ทว่าการกลับมาของตลาดรอบนี้อาจไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่ดินหายาก และกำลังซื้อที่แท้จริง
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ หัวหินมีสัญญาณฟื้นตัว หลังเผชิญภาวะชะลอตัวต่อเนื่องช่วงหลังโควิด-19 โดยการเดินทางเริ่มสะดวกขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนา เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
“โอกาสครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะกลับมาร้อนแรงพร้อมกันทุกระดับราคา เพราะการขยับตัวของตลาดยังมีทั้งความแตกต่างของกลุ่มผู้ซื้อ ต้นทุนที่ดินที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านสินเชื่อที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องจับตา”
หนึ่งในปัจจัยที่กดดันตลาดหัวหินในช่วงที่ผ่านมา คือความไม่สะดวกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยเฉพาะผลกระทบจากการก่อสร้างโครงข่ายถนนที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางสู่ภาคใต้ ทำให้การเดินทางใช้เวลามากขึ้น ความสะดวกในการเดินทางจึงมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจ นักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปเลือกจุดหมายที่เข้าถึงง่ายกว่า ขณะที่ผู้ซื้อบ้านหลังที่สองอาจชะลอการตัดสินใจออกไป
อุทัย มองว่า เมื่อการเดินทางเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อมมากขึ้น หัวหินมีโอกาสกลับมาดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ซื้ออสังหาฯ ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวจะยั่งยืนเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับถนนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการพัฒนาเมือง สิ่งอำนวยความสะดวก และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้คนได้ตลอดทั้งปี

เมืองตากอากาศสู่บ้านหลังหลักคนมีกำลังซื้อ
เสน่ห์ของหัวหินกำลังเปลี่ยนจากการเป็นจุดหมายสำหรับพักผ่อนชั่วคราว สู่เมืองที่ผู้คนเลือกใช้ชีวิตจริงมากขึ้น กลุ่มที่ย้ายมาอยู่อาศัยแบบเต็มเวลามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกที่พัฒนาต่อเนื่อง
ปัจจุบัน หัวหินมีทั้งศูนย์การค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลชั้นนำ รองรับตั้งแต่ครอบครัวที่ต้องการย้ายออกจากเมืองใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงวัยและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ
“ในอดีต ภาพของหัวหินผูกพันกับชนชั้นสูง ข้าราชการ และตระกูลเก่าแก่ที่มีบ้านพักใกล้พระราชวังไกลกังวล แต่วันนี้เมืองขยายตัวออกไปไกลกว่าใจกลางเดิม ครอบคลุมพื้นที่ข้ามทางรถไฟ ต่อเนื่องไปถึงเขาเต่า เชื่อมโยงชะอำ เปิดทางให้ผู้ซื้อระดับกลางเข้าถึงคอนโดและที่อยู่อาศัยได้หลากหลายขึ้น”
อีกแรงขับเคลื่อนคือการท่องเที่ยวที่มีฤดูกาลชัดเจน ช่วงฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวสแกนดิเนเวีย เข้ามาพำนักระยะยาว 1-3 เดือน ขณะที่ฤดูร้อนเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาพักผ่อนมากขึ้น
หัวหินมีนักท่องเที่ยวหมุนเวียน 17 ล้านคนต่อปี สะท้อนฐานความต้องการที่มีอยู่อาศัย แต่การเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวเป็นเมืองอยู่อาศัยเต็มรูปแบบยังต้องอาศัยความพร้อมของบริการสาธารณะและระบบเมืองในระยะยาว
หัวหินไม่ใช่พัทยา และยังมีช่องว่างจากภูเก็ต
เมื่อเปรียบเทียบกับพัทยา หัวหินอาจเสียเปรียบด้านระยะทางและความสะดวกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ขณะที่พัทยาใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่า และได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่หัวหินมีจุดขายอีกแบบ ทั้งบรรยากาศชายทะเล ความสงบ และความเหมาะสมกับการพักผ่อนของครอบครัว ไม่เน้นสีสันสถานบันเทิงยามค่ำคืนในระดับเดียวกับพัทยา ความแตกต่างนี้ทำให้หัวหินไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยความเร็วในการเดินทางเพียงอย่างเดียว
ส่วนภูเก็ตเป็นจุดหมายระดับนานาชาติที่ชาวต่างชาติรู้จักกว้างขวาง ราคาที่ดินและอสังหาฯ ติดทะเลอยู่ในระดับสูง บางแปลงราคามากกว่า 200 ล้านบาทต่อไร่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎหมายและผังเมืองที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
หัวหินจึงมีพื้นที่ให้เติบโตในฐานะบ้านพักตากอากาศของคนไทย และกำลังขยายการรับรู้ไปยังชาวต่างชาติที่มองหาทำเลริมทะเลซึ่งยังมีระดับราคาสมเหตุสมผลกว่าในบางจุดหมายสำคัญ โจทย์ของหัวหินจึงไม่ใช่การเดินตามพัทยาหรือภูเก็ต แต่คือการรักษาเอกลักษณ์ของเมือง พร้อมยกระดับคุณภาพโครงการให้สอดรับกับกำลังซื้อที่หลากหลาย
ซัพพลายหรูขาด ที่ดินติดหาด 160 ล้าน
อีกประเด็นที่ทำให้หัวหินน่าจับตาคือข้อจำกัดด้านซัพพลาย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่มีผู้พัฒนาอสังหาฯ เปิดตัวโครงการใหม่ส่งผลให้สินค้าที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิม โดยเฉพาะโครงการติดชายหาด
อุทัย ระบุว่า โครงการระดับบนอย่าง InterContinental Residences ปิดการขายไปแล้วหลายปี ที่ดินแปลงใหญ่ริมทะเลขนาด 5-9 ไร่ หาได้ยาก เพราะเจ้าของส่วนใหญ่เป็นตระกูลที่ถือครองที่ดินมายาวนานและไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขาย
“ที่ดินติดหาดหัวหินปัจจุบันราคา160 ล้านบาทต่อไร่ หรือราว 400,000 บาทต่อตารางวา เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี”
เมื่อที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด การพัฒนาโครงการใหม่จึงต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและข้อจำกัดในการหาทำเล ขณะเดียวกัน หากความต้องการกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงที่ซัพพลายใหม่ยังไม่มาก ราคาที่อยู่อาศัยระดับบนก็อาจได้รับแรงหนุนอย่างไรก็ตาม การขาดแคลนสินค้าไม่ได้รับประกันว่าโครงการทุกแห่งจะขายได้ดีเสมอไป เพราะความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับราคา ทำเล คุณภาพการออกแบบ และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้ซื้อจริง
The Standard Residences เจาะลักชัวรี
ท่ามกลางตลาดที่ยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว แสนสิริ เวางตำแหน่งสินค้าให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงตลาดลักชัวรี เพื่อลดการพึ่งพากำลังซื้อจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป
โครงการ “Hub Hua Hin” จับตลาดระดับราคาล้านกว่าบาท หลังเปิดขาย 1 เดือนมียอดขายแล้ว 60% ขณะที่ Cabanas ระดับราคา 2-3 ล้านบาท มียอดขายมากกว่า 80% ส่วนตลาดบน The Standard Residences ราคาขายเฉลี่ย 270,000 บาทต่อตร.ม. กลุ่มผู้ซื้อ 90% เป็นคนไทย ทั้งเจ้าของธุรกิจที่ต้องการบ้านพักตากอากาศและผู้ซื้อระดับบนในพื้นที่เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ส่วนชาวต่างชาติมีสัดส่วน 10%
“จุดที่น่าสนใจคือห้องขนาดใหญ่ได้รับความสนใจสูง พูลวิลล่า ราคามากกว่า 100 ล้านบาทต่อหลัง ขายหมดตั้งแต่รอบพรีเซล รวมถึงห้องขนาด 3 ห้องนอน วิวทะเล สะท้อนว่าผู้ซื้อบางกลุ่มยังพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์การพักผ่อนระดับพรีเมียม”
ปัจจุบัน The Standard Residences มียอดขายแล้ว 40% ตั้งเป้ายอดโอนปีนี้ 700 ล้านบาท ความท้าทายหลังจากนี้คือการเปลี่ยนยอดขายให้เป็นยอดโอนตามเป้าหมาย ท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่เข้มงวดและการตัดสินใจซื้อที่ใช้เวลานานขึ้น แม้กลุ่มลูกค้าระดับบนจะมีความสามารถในการซื้อสูงกว่าตลาดทั่วไปก็ตาม
ลุ้นปิดการขาย แต่เศรษฐกิจยังเป็นตัวแปร
อุทัย ประเมินว่า การฟื้นตัวของหัวหินจะชัดเจนขึ้นเมื่อการเดินทางสะดวกกว่าเดิม ควบคู่กับการพัฒนาสนามบินหัวหินเพื่อรองรับเที่ยวบินต่างชาติ เที่ยวบินเช่าเหมาลำ และเครื่องบินส่วนตัว หากดำเนินการได้ตามแผน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวและผู้ซื้อจากต่างประเทศ
อีกปัจจัยคือความต้องการบ้านพักแห่งที่สองของผู้มีกำลังซื้อสูง ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยจากน้ำท่วม ระบบสาธารณูปโภค และการบริหารจัดการโครงการมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ความต้องการดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติและความพร้อมของแต่ละทำเล คาดว่าทิศทางตลาดจะเริ่มเห็นภาพฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. ประเมินว่าจะปิดการขายโครงการทั้งหมดในปี 2571
แต่เส้นทางดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาระหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อที่อ่อนแรง และการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงปัจจัยทางการเมือง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้
การกลับมาของหัวหินจะไม่ใช่เพียงเรื่องของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหรือราคาที่ดินที่แพงขึ้น แต่คือบททดสอบว่าเมืองตากอากาศแห่งนี้จะยกระดับตัวเองเป็นเมืองอยู่อาศัยคุณภาพสูงได้มากเพียงใด สำหรับ “แสนสิริ” การวางสินค้าให้ครอบคลุมหลายระดับราคาและการรุกตลาดลักชัวรีคือการคว้าโอกาสก่อนตลาดกลับมาคึกคักเต็มตัว
ส่วนหัวหินจะก้าวสู่การเติบโตรอบใหม่ได้จริงหรือไม่ ยังคงขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน กำลังซื้อ และการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘ออฟฟิศ’ พื้นที่ว่างพุ่ง1.6 ล้านตร.ม.หวังปี 70 อุปทานใหม่ลดจุดเปลี่ยนตลาดฟื้น

- ตลาดอาคารสำนักงานกรุงเทพฯ เผชิญภาวะพื้นที่ว่างสะสมสูงถึง 1.6 ล้านตารางเมตร จากอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
- คาดการณ์ว่าปี 2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด เนื่องจากปริมาณอุปทานใหม่จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การลดลงของอุปทานใหม่ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จะช่วยลดแรงกดดันและเปิดโอกาสให้ตลาดสามารถทยอยดูดซับพื้นที่ว่างและฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
จับสัญญาณตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ “อุปทานใหม่” จ่อเติมตลาดอีกกว่า 119,000 ตารางเมตรในไตรมาสสุดท้าย! ก่อนชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2570
ปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ หุ้นส่วนและกรรมการบริหาร หัวหน้าฝ่ายพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดอาคารสำนักงานกรุงเทพฯ ไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณของเสถียรภาพ หลังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า ทว่าเสถียรภาพที่เกิดขึ้นยังห่างไกลจากการฟื้นตัวเต็มรูปแบบ เพราะแม้ผู้เช่าจะยังเดินหน้าหาพื้นที่สำนักงาน แต่ความต้องการกลับกระจุกตัวอยู่ในอาคารที่ตอบโจทย์ด้านคุณภาพและมาตรฐานการใช้งานมากขึ้น
อัตราการเช่าพื้นที่สำนักงานโดยรวมขยับขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 76.4% ขณะที่ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยทรงตัวที่ 858 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน สะท้อนว่าตลาดเริ่มประคองตัวได้ แต่ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะผลักดันค่าเช่าให้ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอัตราการเช่าในรอบ 10 ปี ซึ่งอยู่ที่ 83% ตลาดยังมีช่องว่างให้ฟื้นตัวอีกมาก ปัจจุบันมีพื้นที่สำนักงานว่างสะสม 1.6 ล้านตร.ม. ทำให้การแข่งขันระหว่างเจ้าของอาคารยังคงเข้มข้น และเปิดโอกาสให้ผู้เช่ามีอำนาจต่อรองสูงกว่า
โจทย์ของตลาดในเวลานี้จึง“ไม่ใช่”เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เช่า แต่เป็นการทำให้อาคารแต่ละแห่งแตกต่างและมีความน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดองค์กรที่กำลังทบทวนต้นทุนและรูปแบบการใช้พื้นที่สำนักงาน
เศรษฐกิจโตแผ่ว กดดันตัดสินใจเช่าพื้นที่
แรงกดดันต่อตลาดสำนักงานไม่ได้เกิดจากอุปทานเพียงด้านเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง โดย GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และหดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหลังปรับฤดูกาล
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การตัดสินใจเช่าสำนักงานจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการขยายพื้นที่เพื่อรองรับการเติบโต ไปสู่การควบคุมค่าใช้จ่าย การย้ายสำนักงาน และการควบรวมพื้นที่ให้เหมาะสมกับการดำเนินงานมากขึ้น แม้ดัชนีความเชื่อมั่นที่คาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะขยับขึ้นเป็น 50.8 จากความหวังต่อฤดูกาลท่องเที่ยวและมาตรการภาครัฐ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นการขยายพื้นที่เช่าในวงกว้าง

อุปทานใหม่ยังไหลเข้า ส่อชะลอตัวระยะยาว
ไตรมาส 3 ปีนี้ ตลาดมีพื้นที่สำนักงานรวมเพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 6.82 ล้านตร.ม. หลังอาคาร AIA Connect ซึ่งมีพื้นที่สำนักงาน 53,500 ตร.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยไม่มีอาคารสำนักงานถูกถอนออกจากตลาดในช่วงเดียวกัน ส่วนพื้นที่สำนักงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 1.8% มาอยู่ที่ 3.03 ล้านตร.ม. คิดเป็น 44% ของอุปทานทั้งหมด สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอาคารสีเขียวในตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ
แต่ความท้าทายยังอยู่ที่อาคารใหม่ซึ่งกำลังทยอยเข้าสู่ตลาด โดยไตรมาส 4 ปี 2569 คาดมีพื้นที่สำนักงานก่อสร้างแล้วเสร็จอีก 119,000 ตร.ม. จากโครงการ One Bangkok Tower 2 และ Summit Tower ขณะที่ Boonmitr Silom และ Project O เลื่อนกำหนดแล้วเสร็จเป็นปีถัดไป เพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเช่า เพราะพื้นที่ใหม่ต้องใช้เวลาในการหาผู้เช่า และต้องแข่งขันกับอาคารเดิมที่ยังมีพื้นที่ว่างอยู่มาก
“ภาพระยะยาวเริ่มมีปัจจัยบวกเมื่ออุปทานสำนักงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดจนถึงปี 2574 ลดลงเหลือ 530,000 ตร.ม. ราว 54% เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หลังปี 2569 คาดมีอาคารใหม่แล้วเสร็จเฉลี่ย 82,000 ตร.ม.ต่อปี ส่วนปี 2570 มีอุปทานใหม่ 50,000 ตร.ม. และปัจจุบันยังไม่มีโครงการที่แล้วเสร็จในปี 2571”
การชะลอตัวของอุปทานจึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ตลาดทยอยระบายพื้นที่ว่างสะสม แต่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นเร็วเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เช่าในการขยายธุรกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
ดีมานด์ไม่ได้หาย แต่เลือกอาคารมากขึ้น
ตัวเลขการเช่าในไตรมาส 3 สะท้อนว่าความต้องการยังมีอยู่ โดยปริมาณเช่าพื้นที่รวม 109,000 ตร.ม. พื้นที่ที่ผู้เช่าย้ายออก 59,000 ตร.ม. ส่งผลให้การดูดซับพื้นที่สุทธิอยู่ที่ 51,000 ตร.ม. ลดลงจาก 69,000 ตร.ม. ในไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ดี ตัวเลขสุทธิดังกล่าวซ่อนความแตกต่างที่สำคัญระหว่างอาคารแต่ละกลุ่ม เพราะ BTS Visionary Park, Cloud 11, One Origin และ AIA Connect ซึ่งเป็นอาคารใหม่ มีพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้นรวม 66,000 ตร.ม. อาคารสำนักงานส่วนที่เหลือของตลาดกลับมีพื้นที่เช่าสุทธิลดลงราว 16,000 ตร.ม.
“ตลาดไม่ได้ขาดความต้องการทั้งหมด แต่ผู้เช่ากำลังเลือกสรรมากขึ้น และอาคารใหม่ที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการสามารถดึงดูดผู้เช่าได้มากกว่าอาคารเดิม”
เมื่อจำแนกตามทำเล พื้นที่นอกย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Non-CBD) ดูดซับพื้นที่สุทธิ 49,000 ตร.ม. ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) เพิ่มขึ้นเพียง 2,000 ตร.ม. สะท้อนบทบาทของโครงการใหม่ในทำเลนอก CBD ที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดในไตรมาสนี้
ค่าเช่ายังนิ่ง ผู้เช่าถือไพ่เหนือกว่า
แม้ความต้องการเช่าจะช่วยให้อัตราการเช่ารวมขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่มากพอที่จะสร้างแรงส่งให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นในภาพรวม โดยค่าเช่าเสนอเฉลี่ย 858 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน
หากแยก อาคารเกรด A อัตราเช่าเพิ่มขึ้น 1.6% มาอยู่ที่ 79% ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.3% เป็น 1,271 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน อาคารเกรด B อัตราเช่าลดลง 0.6 % มาอยู่ที่ 73% แม้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น 0.7% เป็น 869 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน อาคารเกรด C อัตราเช่าเพิ่มขึ้น 0.4% เป็น 80% และค่าเช่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% เป็น 545 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน
ในทางปฏิบัติ ผู้เช่ายังคงมีโอกาสเจรจาเงื่อนไขได้หลากหลาย ตั้งแต่ส่วนลดค่าเช่า ระยะเวลาปลอดค่าเช่า สิทธิประโยชน์เพิ่ม ไปจนถึงเงินสนับสนุนค่าตกแต่งพื้นที่สำนักงาน (Fit-out Support) กลยุทธ์เหล่านี้อาจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าราคาค่าเช่าที่ประกาศไว้ เพราะต้นทุนรวมตลอดอายุสัญญาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจขององค์กร
สำหรับเจ้าของอาคาร การรักษาอัตราการเช่าและลดความเสี่ยงจากพื้นที่ว่างจึงอาจสำคัญกว่าการเร่งปรับค่าเช่าขึ้นในระยะสั้น
Non-CBD มาแรง CBD แข่งราคาเดือด
ความแตกต่างระหว่างทำเลยังเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของตลาดที่ผู้เช่ามีทางเลือกมากขึ้น พื้นที่ CBD ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยลดลง 0.4% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 976 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน อัตราเช่าทรงตัวราว 75%
ในกลุ่ม “เพลินจิต-ชิดลม-วิทยุ” ค่าเช่าเฉลี่ยลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 1,063 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน แต่อัตราการเช่าเพิ่มขึ้น 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 76% ย่าน “นานา-อโศก-พร้อมพงษ์” ค่าเช่าทรงตัวที่ 903 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน อัตราเช่าลดลงเล็กน้อยเหลือ 79% “สีลม-สาทร-พระราม 4” ค่าเช่าทรงตัวที่ 1,017 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน แต่อัตราการเช่าลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 74%
ตรงกันข้าม พื้นที่ Non-CBD ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 699 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน อัตราเช่าเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 78% โดยมีอาคารใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
“พหลโยธิน-วิภาวดี” อัตราเช่าเพิ่มขึ้น 5.1 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 80% ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.6% เป็น 724 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน “บางนา-ศรีนครินทร์” อัตราเช่าเพิ่มขึ้น 3.5 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 69% และค่าเช่าเพิ่มขึ้น 0.3% เป็น 690 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน
ขณะที่ “เพชรบุรี-พระราม 9-รัชดา” ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.7% เป็น 733 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน แต่อัตราเช่าลดลง 3.7 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 78% ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก AIA Connect เพิ่งเข้าสู่ตลาดและมีอัตราเช่าเริ่มต้น 30%
“Non-CBD ดึงดูดความต้องการได้จากอาคารใหม่และระดับค่าเช่าที่แข่งขันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกทำเลจะเติบโตเท่ากัน เพราะอาคารใหม่แต่ละแห่งยังต้องใช้เวลาในการสร้างฐานผู้เช่า”
ปี 2570 จุดเปลี่ยนสำคัญ
ปัญญา ประเมินว่า ตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ เริ่มส่งสัญญาณทรงตัวหลังอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มรูปแบบ เพราะความต้องการเช่ายังคงกระจุกตัวอยู่ในอาคารใหม่ ขณะที่อาคารเดิมยังเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันในระยะต่อไป การชะลอตัวของอุปทานใหม่ตั้งแต่ปี 2570 จะช่วยลดแรงกดดันได้บางส่วน แต่ด้วยพื้นที่ว่างสะสม 1.6 ล้านตร.ม. การฟื้นตัวจำเป็นต้องอาศัยเวลาและการดูดซับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ต้องจับตาใกล้ที่สุดคือพื้นที่สำนักงานใหม่ประมาณ 119,000 ตารางเมตรที่จะเข้าสู่ตลาดในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งอาจกดดันอัตราการเช่าโดยรวมในระยะสั้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึงมีแนวโน้มทำให้ผู้เช่าเลือกย้ายหรือควบรวมพื้นที่ มากกว่าขยายสำนักงานเพิ่มอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เมื่ออุปทานใหม่ลดลงในปี 2570 และไม่มีโครงการใหม่ที่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 ตามแผนปัจจุบัน ตลาดอาจมีโอกาสทยอยระบายพื้นที่ว่างและฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากนั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 22 ต.ค.69 ‘แข็งค่า’ เกาะติดตะวันออกกลาง-ดอกเบี้ยเฟด

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้าที่ 33.62 บาทต่อดอลลาร์
- การแข็งค่าของเงินบาทถูกจำกัดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันก็ได้รับแรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (22 ต.ค.) ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ 33.50-33.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาททยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down กรอบ 33.56-33.65 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางปัจจัยหักล้างระหว่างแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น กับแรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากความเสี่ยงในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังกลุ่ม Houthis ใช้โดรนโจมตีแหล่งน้ำมัน Shaybah ของบริษัทอารามโก (Aramco) ในซาอุดีอาระเบีย
ขณะที่อิหร่านยังคงปฏิบัติการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ดังกล่าวประกอบกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบไร้ทิศทางชัดเจนเหนือโซน 4,130 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และกดดันเงินบาทในระยะสั้น

บรรยากาศตลาดการเงินโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ หลังผลประกอบการออกมาสดใสกว่าคาด แม้จะมีความกังวลจากตะวันออกกลางเข้ามาบดบังบรรยากาศ โดยดัชนี Dow Jones ปิดบวก 0.7%, S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.6% และ Nasdaq Composite ทะยานขึ้น 1.1%
ตลาดหุ้นยุโรป: ดัชนี STOXX 600 พลิกกลับมาบวก 0.9% นำโดยหุ้นกลุ่ม AI เช่น ASML ที่พุ่งขึ้น 2.6% สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน แต่ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศสและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ตลาดบอนด์: บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ 5.08%-5.16% โดยตลาดยังคงเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เมื่อยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางมุมมองว่าหากเฟด (FED) เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องตามคาด จะเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทยอยปรับตัวลดลงได้ในระยะถัดไปตามภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอลง
ตลาดค่าเงิน: ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่โซน 101.7 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 101.6-101.9 จุด) หลังบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงลดความน่าสนใจในการถือครองดอลลาร์ ประกอบกับการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปช่วยหนุนให้เงินยูโรและเงินปอนด์แข็งค่าขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
ในระยะ 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะรอลุ้นรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ของสหรัฐฯ และดัชนีภาคธุรกิจจากเฟดสาขาต่างๆ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซน
นอกจากนี้ ตลาดจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อย่างใกล้ชิด หลังธนาคารกรุงไทยปรับมุมมองใหม่ว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 25 bps) ในการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้และเดือนกุมภาพันธ์หน้า สู่ระดับ 4.25% ก่อนจะทยอยปรับลดลงเหลือ 3.25% ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2027 ส่วนในภูมิภาคเอเชีย ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ถูกคาดหมายว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 5.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.00% และรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายนของญี่ปุ่นเพื่อประเมินท่าทีธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อไป
มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนค่าเงินบาท
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ Two-way risk ในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟดและพัฒนาการในตะวันออกกลาง แนะนำให้ผู้เล่นในตลาดใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือ Options
ในภาพระยะกลางถึงยาว ธนาคารยังคงมุมมองเดิมว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนจะคงดอกเบี้ยยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2027 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น ประกอบกับแรงหนุนตามฤดูกาลจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ปีหน้า อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อจนทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ความเสี่ยงที่เฟดอาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาดก็อาจเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ในเชิงเทคนิค กลยุทธ์ Trend-Following ระบุว่า เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งในกรอบเวลารายวันและรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะสามารถกลับมาแข็งค่าทะลุแนวโซน 33.40 บาท และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดแผนโซลาร์ล้านหลังคา กฟภ.ชงเงินอุดหนุน 5 หมื่นบาทต่อบ้าน เริ่มลงทะเบียนต้น พ.ย.

- กฟภ. เตรียมเปิดโครงการ “โซลาร์ล้านหลังคา” โดยจะเริ่มให้ประชาชนลงทะเบียนได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
- ภาครัฐจะมอบเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง โดยจะจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมาโดยตรงหลังการติดตั้งและตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
- ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองในตอนกลางวันเพื่อลดค่าไฟ และขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย
นายประดิษฐ์ เฟื่องฟู รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นความคืบหน้าโครงการโซลาร์รูฟท็อปล้านหลังคาเรือนว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของแบบฟอร์มลงทะเบียนสำหรับประชาชน ขั้นตอนการดำเนินงาน และระบบสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมรับงานติดตั้งระบบ (Vender) โดยจะเริ่มดำเนินโครงการได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
สำหรับขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ จะจัดให้มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ผ่าน 2 หน่วยงาน คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยทั้งสองหน่วยงานจะทำระบบเพื่อให้บริการเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ประชาชนสามารถลงทะเบียน กรอกข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด รวมถึงเลือกว่าจะลงทุนติดตั้งด้วยเงินทุนตนเอง หรือใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารที่ร่วมโครงการ
ส่วนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. ได้ โดยจะมีการตรวจสอบตามระบบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอยู่ในรายชื่อมากกว่า 1,000 ราย แต่รายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขต่าง ๆ ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องมีความรู้และความชำนาญในการติดตั้ง เพื่อให้การติดตั้งมีคุณภาพและปลอดภัย
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการของ กฟภ. ปัจจุบันสามารถลดระยะเวลาดำเนินการในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้ โดยหากติดตั้งเสร็จและดำเนินการตามเงื่อนไขครบถ้วน ก็สามารถเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งรายละเอียดกรอบเวลาของโครงการจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม
รับเงินอุดหนุน 50,000 บาท
ขณะที่เงินสนับสนุนจากภาครัฐจำนวน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือนนั้น แนวทางเบื้องต้นคือ เมื่อประชาชนติดตั้งระบบแล้วเสร็จ การไฟฟ้าตรวจสอบและเห็นชอบว่าสามารถเปิดใช้งานได้ จะมีหน่วยงานเข้าตรวจสอบก่อนโอนเงินสนับสนุนให้แก่ผู้ประกอบการที่รับงานติดตั้ง ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 140,000 บาท เมื่อได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท จะทำให้ประชาชนมีภาระเงินลงทุนส่วนที่เหลือ 90,000 บาทซึ่งช่วยลดภาระเงินลงทุนลงได้มาก ในส่วนของเงินอุดหนุนทางภาครัฐจะจ่ายให้กับผู้ติดตั้งระบบโดยตรง

ด้านระบบรองรับการซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป กฟภ.จำเป็นต้องเตรียมระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ไว้ให้ เนื่องจากเมื่อบ้านติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว กระแสไฟฟ้าสามารถไหลเข้าและออกจากระบบได้ทั้งสองทิศทาง แตกต่างจากการใช้มิเตอร์จานหมุนแบบเดิม จึงต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจวัดและบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในขั้นตอนของโครงการนี้ประชาชนไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอเปลี่ยนมิเตอร์ เพราะ กฟภ.จะเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยข้อมูลจะเชื่อมโยงกับการลงทะเบียนติดตั้งโซลาร์ของประชาชนอยู่แล้ว
อีกทั้ง กฟภ. ยังเตรียมแพลตฟอร์ม Energy Trading เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างบ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งในอนาคต แต่การเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันยังต้องอาศัย Smart Meter และองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบที่เกี่ยวข้องให้พร้อมก่อน
ส่วนการปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้รองรับไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์และจ่ายกลับเข้าสู่โครงข่าย เพราะหากมีไฟฟ้าไหลเข้าระบบมากเกินไปในบางพื้นที่ อาจทำให้เกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าเกิน กฟภ.จึงต้องประเมินและปรับขนาดหม้อแปลงหรือปรับปรุงระบบให้เหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพไฟฟ้า และป้องกันความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าของประชาชน รวมถึงอุปกรณ์ของผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วย
ปริมาณไฟฟ้าส่วนเกินจากโครงการที่อาจไหลกลับเข้าสู่ระบบเท่าไหร่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจอยู่ที่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการไฟฟ้าฯ สามารถบริหารจัดการได้ เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่ให้บริการของ กฟภ. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น หากมีไฟฟ้าจากโซลาร์เข้ามาก็จะช่วยลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากแหล่งผลิตขนาดใหญ่ลง
การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน ลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบ ขณะที่ไฟฟ้าส่วนที่ผลิตได้เกินความต้องการสามารถส่งกลับเข้าสู่ระบบได้ตามเงื่อนไขของโครงการ โดยอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ดี ความคุ้มค่าของการติดตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดระบบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือนด้วย
บ้านใช้ไฟกลางวันคุ้มค่าที่สุด
โดยบ้านที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมากจะมีโอกาสประหยัดค่าไฟได้โดยตรง เพราะสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้แทนการซื้อไฟฟ้าจากระบบ ในทางกลับกันบ้านที่ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันน้อยและมีไฟฟ้าเหลือส่งกลับเข้าสู่ระบบเป็นส่วนใหญ่ ต้องพิจารณาความคุ้มค่าจากต้นทุนติดตั้ง ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เองและรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินประกอบกัน จึงไม่สามารถสรุประยะเวลาคืนทุนจากยอดค่าไฟรายเดือนเพียงอย่างเดียวได้
สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลาการใช้งานจริง (TOU) ซึ่งคิดค่าไฟแตกต่างกันตามช่วงเวลา การผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวันที่มีค่าไฟสูงกว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
และหากได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท ก็จะช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสให้คืนทุนเร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ แม้ครัวเรือนจะมีค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 3,000 บาท ก็ยังต้องพิจารณาว่าใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันหรือกลางคืนมากกว่ากัน รวมถึงรูปแบบการใช้ไฟฟ้าในวันหยุด เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อปริมาณไฟฟ้าที่สามารถผลิตและใช้เองได้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
สรุปหลักการใช้งาน Adverb “Enough” และ “Too”

คำว่า “Enough” และ “Too” เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่ใช้บอกระดับ (Adverb of Degree) เพื่ออธิบายปริมาณหรือระดับของการกระทำ โดยจะช่วยให้เราทราบว่าเหตุการณ์นั้นมีความเพียงพอหรือมากเกินไป ในบทความนี้เราจะพูดถึงความแตกต่างและการใช้งานของ “Too” และ “Enough” ในภาษาอังกฤษ
Too ใช้งานอย่างไร?
“Too” เป็นคำกริยาวิเศษณ์ในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่ออธิบายการกระทำที่มากเกินไปหรือเกินสมควร ใช้เมื่อเราต้องการบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีปริมาณหรือระดับที่ไม่เหมาะสม มากเกินกว่าที่ต้องการ โดยเรามักใช้คำว่า “Too” ในตำแหน่งหน้าคำวิเศษณ์ (Adjective) เพื่อเน้นถึงขีดจำกัดของเหตุการณ์ ตัวอย่างประโยคที่มีการใช้ “Too” เช่น:
- “The suitcase is too heavy for me to lift.” (กระเป๋าเดินทางนั้นหนักเกินกว่าที่ฉันจะยกขึ้นได้)
- “He eats too much junk food, which is not healthy.” (เขากินอาหารมากเกินไปซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ)
- “The music is too loud; it’s hurting my ears.” (เสียงเพลงดังเกินไปจนทำให้ฉันปวดหู)
Enough ใช้งานอย่างไร?
“Enough” คือคำกริยาวิเศษณ์ในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อแสดงความเพียงพอ พอดีเหมาะสม ซึ่งมักใช้เมื่อเราต้องการบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีปริมาณหรือระดับที่เพียงพอสำหรับการกระทำที่จะเกิดขึ้นต่อไป “Enough” สามารถใช้ในประโยคที่แสดงปริมาณ, จำนวน, ความเร็ว, ความเข้มข้น, หรือความเพียงพอของสิ่งที่เราต้องการอ้างถึง ตัวอย่างประโยคที่มีการใช้ “Enough” เช่น:
- “I have enough money to buy a new phone.” (ฉันมีเงินเพียงพอที่จะซื้อโทรศัพท์ใหม่)
- “She is old enough to start school.” (เธอโตพอที่จะเริ่มเข้าโรงเรียนได้)
- “Please add enough sugar to the tea to make it sweet.” (กรุณาเติมน้ำตาลให้พอดีกับชาจนเกิดรสหวาน)
“Too” และ “Enough” ใช้งานต่างกันอย่างไร
จากคำอธิบายข้างต้นน่าจะพอทำให้เข้าใจหลักการใช้งานเบื้องต้นของ “Too” และ “Enough” ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้ง 2 คำมีความใกล้เคียงกันที่อาจทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสนได้ เรามาเจาะลึกการใช้งาน “Too” และ “Enough” ให้ละเอียดมากขึ้นกันต่อในหัวข้อนี้ โดยสามารถสรุปวิธีการใช้แบบเข้าใจง่าย ๆ ไว้ ดังนี้
หลักการใช้ “Enough”
- “Enough” ใช้เพื่อแสดงปริมาณหรือระดับที่เพียงพอ พอดีของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง . เช่น “I have enough money to buy a new car.” (ฉันมีเงินเพียงพอที่จะซื้อรถใหม่)
- “Enough” มักอยู่หน้าบุพบทวลี เช่น “Are you old enough to drive a car?” (คุณอายุมากพอที่จะขับรถหรือยัง?)
- สามารถใช้ “enough” เพื่อย้ำเตือนให้เกิดความระมัดระวังในเหตุการณ์ เช่น “You should study hard enough to pass the exam.” (คุณควรเรียนให้หนักเพื่อที่จะได้สอบผ่าน)
หลักการใช้ “Too”
- “Too” ใช้เพื่อแสดงปริมาณหรือระดับของการกระทำที่เกินไป มากเกินพอดี เช่น “The coffee is too hot to drink.” (กาแฟร้อนเกินไปที่จะดื่มได้)
- “Too” มักอยู่หน้าคำวิเศษณ์ เช่น “She is too young to watch that movie.” (หล่อนยังเด็กเกินไปที่จะดูหนังเรื่องนั้น)
- เราสามารถใช้ “too” เพื่อเสริมความความคิดเห็นหรือความรู้สึกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น “I am too tired to go out tonight.” (ฉันเหนื่อยเหลือเกินที่จะออกไปข้างนอกคืนนี้)
สรุปหลักการใช้ “Enough” และ “Too”
เมื่อใช้ “Enough” และ “Too” ควรพิจารณาบริบทของเหตุการณ์ให้ดี หากต้องการใช้ “Enough” ต้องมีคำหรือกลุ่มคำที่ช่วยเสริมความหมาย เช่น “enough money” หรือ “enough time” ส่วน “Too” มักใช้เสริมความรู้สึกของผู้พูดเกี่ยวกับการกระทำหนึ่ง ๆ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในแง่บวกและลบ การใช้ Adverb “Enough” และ “Too” อย่างถูกต้องจะทำให้การสื่อสารและการเขียนในภาษาอังกฤษมีความน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพมากขึ้น หากคุณต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษมากขึ้น สามารถหาคอร์สเรียนออนไลน์ที่สอนโดยครูเจ้าของภาษาตัวจริงเพื่อเพิ่มพูนความรู้ได้!
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
สรุปเหรียญเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ล่าสุด วันที่ 22 ต.ค. 69 “ทัพไทย” เดินหน้าคว้าเหรียญ

กีฬาเอเชียนพาราเกมส์ 2026 (Asian Para Games 2026) ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 18 – 24 ตุลาคม 2569
การแข่งขันดำเนินเข้าสู่วันที่สาม “ทัพนักกีฬาไทย” ทำผลงานได้ดีต่อเนื่องคว้า 14 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน 29 และ เหรียญทองแดง รวม 62 เหรียญ
ขณะที่ ทัพนักกีฬาจีน ยังเดินหน้าโกยเหรียญรางวัลทิ้งห่างนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำได้ 108 เหรียญทอง 62 เหรียญเงิน 57 เหรียญทองแดง รวม 227 เหรียญ

สรุปเหรียญเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ล่าสุด วันที่ 22 ตุลาคม 2569
อันดับ 1 : จีน 108 เหรียญทอง 62 เหรียญเงิน 57 เหรียญทองแดง รวม 227 เหรียญ
อันดับ 2 : อุซเบกิสถาน 30 เหรียญทอง 30 เหรียญเงิน 30 เหรียญทองแดง รวม 90 เหรียญ
อันดับ 3 : ญี่ปุ่น 29 เหรียญทอง 36 เหรียญเงิน 35 เหรียญทองแดง รวม 100 เหรียญ
อันดับ 4 : เกาหลีใต้ 15 เหรียญทอง 14 เหรียญเงิน 18 เหรียญทองแดง รวม 47 เหรียญ
อันดับ 5 : อินเดีย 14 เหรียญทอง 22 เหรียญเงิน 27 เหรียญทองแดง รวม 63 เหรียญ
อันดับ 6 : ไทย 14 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน 29 เหรียญทองแดง รวม 62 เหรียญ
อันดับ 7 : อิหร่าน 14 เหรียญทอง 18 เหรียญเงิน 26 เหรียญทองแดง รวม 58 เหรียญ
อันดับ 8 : คาซัคสถาน 10 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน 17 เหรียญทองแดง รวม 38 เหรียญ
อันดับ 9 : อินโดนีเซีย 8 เหรียญทอง 8 เหรียญเงิน 22 เหรียญทองแดง รวม 38 เหรียญ
อันดับ 10 : อิรัก 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง รวม 12 เหรียญ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘อะโครเมกาลี’ โรคหายากเจอน้อยกว่า 5 ใน 10,000 ราย ในเด็กเรียก ‘ภาวะยักษ์’

- กระดาษโน๊ตสั้นๆที่คนไปดูคอนเสิร์ตส่งถึง มือเบสงวงดนตรี ทำให้คนได้รับโน๊ตไปตรวจร่างกาย จนพบว่าป่วยเป็น “ภาวะอะโครเมกาลี” และเข้ารับการรักษา
- ทำความรู้จัก ‘โรคอะโครเมกาลี’ ภาวะหลั่งโกรทฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายโตผิดปกติ เป็นโรคหายากเนื่องจากเจอได้น้อยกว่า 5 ใน 10,000 ราย หากเป็นในเด็กเรียก ‘ภาวะยักษ์’
- อาการ ‘โรคอะโครเมกาลี’ เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายค่อยๆ เจริญเติบโตอย่างผิดปกติ เช่น มือเท้าใหญ่หยาบกร้านขึ้น ลิ้นคับปาก จมูกใหญ่ขึ้น คางยื่นขึ้น ปากใหญ่ขึ้น ฟันห่าง เป็นต้น อัตราเสียชีวิตสูงเป็น 2-4 เท่าของคนปกติ
‘ฟอร์ด เอซ โซ่’ โพสต์โซเชียลตามหาแพทย์ผู้มีพระคุณที่เขียนโน้ตเตือนกลางงานคอนเสิร์ตให้เขาไปตรวจภาวะ ‘อะโครเมกาลี’ (Acromegaly) จนสามารถเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกต่อมใต้สมองได้อย่างปลอดภัยแม้ตนเองจะไม่มีอาการเตือน ทั้งนี้ โรคอะโครเมกาลีจัดเป็นโรคหายาก เจอน้อยกว่า 5 ใน 10,000 ราย ที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนปกติ 2–4 เท่า เกิดจากเนื้องอกต่อมใต้สมองสร้างโกรทฮอร์โมนมากเกินไป จนทำให้เนื้อเยื่อ มือ เท้า ลิ้น ใบหน้า รวมถึงอวัยวะภายในโตผิดปกติ จะเกิดในผู้ใหญ่ หากเกิดในเด็กเรียก “ภาวะยักษ์”
กระดาษโน๊ตสั้นๆ ทำให้ตรวจเจอโรค
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ฟอร์ด เอซ โซ่ ได้โพสต์โซเชียลมีเดียทั้งในเฟซบุ๊ก ฟอร์ด เอซ โซ่ และอินสตาแกรม ford_esso ระบว่า อัพเดท ผมได้ขอบคุณหมอเป็นการส่วนตัวแล้วครับ
ขออนุญาติตามหาหมอที่เขียนกระดาษแผ่นนี้มาให้ผม ที่งาน cat 7 มิถุนา ตอนนี้ผมเข้ารักษาผ่าตัดผ่านไปด้วยดี กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้วครับ อยากจะขอบคุณหมอเป็นการส่วนตัวจริงๆ ถ้าหมอไม่ทักคงไม่รู้จักโรคนี้และอาจไม่ได้รักษาจนเกิดอันตราย เพราะตัวผมไม่มีอาการเลย ขอให้ผมได้เจอหมอผู้มีพระคุณท่านนี้ด้วยครับ
ทั้งนี้ ในกระดาษแผ่นนั้น ส่วนหนึ่งระบุว่า อยากให้ตรวจเพิ่ม “ภาวะ Acromegaly”

โรคหายากเจอน้อยกว่า 5 ใน 10,000 ราย
ข้อมูลจาก สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย และสาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า โรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) เป็นหนึ่งในโรคหายาก (Rare Disease)
ความชุกของโรคอะโครเมกาลี ในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีรายงานประมาณ 50 ราย ต่อประชากร 1 ล้านคน ถือว่าเป็นหนึ่งในโรคหายาก เนื่องจากมีอัตราการพบผู้ป่วยจำนวนน้อยกว่า 5 รายในประชากร 10,000 คน
ส่วนประเทศไทยนั้น ยังไม่มีข้อมูลที่ทำการศึกษาชัดเจน แต่คาดการณ์ว่าอาจจะมีผู้ป่วยโรคนี้ทั่วประเทศเกือบ 3,000 ราย
เป็นโรคที่มีความรุนแรงต่อชีวิต สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอัตราเสียชีวิตสูงเป็น 2-4 เท่าของคนปกติ
อาการ โรคอะโครเมกาลี
สาเหตุมาจากเนื้องอกของต่อมใต้สมอง ที่ส่งผลให้ร่างกายผู้ป่วยสร้างโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) มากกว่าคนปกติทั่วไป
อาการ เมื่อมีภาวะดังกล่าวในช่วงวัยผู้ใหญ่ก็ส่งผลให้เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายค่อยๆ เจริญเติบโตอย่างผิดปกติ เช่น มือเท้าใหญ่หยาบกร้านขึ้น เสียงเปลี่ยน ลิ้นคับปาก หน้าตาเปลี่ยน คิ้วโหนกขึ้น จมูกใหญ่ขึ้น คางยื่นขึ้น ปากใหญ่ขึ้น ฟันห่าง เป็นต้น
นอกจาก โกรทฮอร์โมนยังสามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้ อาทิ หัวใจและตับจะโตมากขึ้น ข้อจะเสื่อมเร็ว หลังโก่ง รวมถึงมีโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจโต
วิธีการรักษา โรคอะโครเมกาลี
ในการรักษานั้น การผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกเป็นทางเลือกแรกของการรักษา เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่มากอาจไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือผ่าตัดออกได้ไม่หมด แพทย์จะพิจารณาการรักษาถัดไป ได้แก่ การฉายแสงและการใช้ยาเพื่อลดและควบคุมระดับฮอร์โมน หรืออาจใช้การฉายแสงควบคู่ไปกับการให้ยาด้วย เป็นต้น
ในปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยโรคอะโครเมกาลีจำนวนมากยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงยารักษาโรค แม้ว่าจะมีอาการของโรคที่รุนแรงมากแล้วก็ตาม เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับโรคอะโครเมกาลีในสังคมไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด ถือได้ว่าเป็นอีกสาเหตุสำคัญจนทำให้ผู้ป่วยละเลยการตรวจสอบตนเองเบื้องต้น ส่งผลให้ได้รับการวินิจฉัยที่ล่าช้าและเมื่อมาพบแพทย์ก็มักมีอาการที่รุนแรงเป็นอย่างมาก

ในเด็ก คือ ภาวะยักษ์ใหญ่
ขณะที่ข้อมูลเพิ่มเติมจาก acromegalycommunity ซึ่งเป็นชุมชนของผู้ป่วยโรคอะโครเมกาลี ระบุว่า โรคอะโครเมกาลี เป็นโรคหายากที่เกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มประชากร แต่ความรุนแรง อายุที่เริ่มเป็นโรค และเพศอาจแตกต่างกันไป
เมื่อเกิดขึ้นในเด็กหรือวัยรุ่น จะทำให้เกิดภาวะยักษ์ใหญ่(gigantism) จากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gigantism) โรคอะโครเมกาลี/ภาวะยักษ์ใหญ่จากต่อมใต้สมอง เกิดจากเนื้องอกของต่อมใต้สมองที่อยู่บริเวณฐานของสมอง ซึ่งผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโต หรือโกรทฮอร์โมนมากเกินไป
ทั้งภาวะอะโครเมกาลี) และภาวะร่างกายใหญ่โตผิดปกติ (gigantism) มีลักษณะร่วมกัน คือ การมีฮอร์โมนการเจริญเติบโตในกระแสเลือดมากเกินไป
- ภาวะอะโครเมกาลีจะเกิดขึ้นในผู้ใหญ่หลังจากที่กระดูกหยุดการเจริญเติบโตแล้วในช่วงวัยรุ่น
- ภาวะร่างกายใหญ่โตผิดปกติ จะเกิดขึ้นในเด็กก่อนที่กระดูกจะหยุดการเจริญเติบโต
อาการภาวะยักษ์
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายถึงโรค Gigantism หรือ ภาวะยักษ์ว่า ผู้ป่วยจะมีอาการตัวสูงใหญ่กว่าคนปกติ แต่สัดส่วนของร่างกาย เท่าเดิมทุกอย่าง มักจะเกิดตั้งแต่เด็ก โดยผู้ป่วยส่วนมากจะมีความสูงเกิน 200 เซนติเมตร ถ้าเกิดโรคในวัยเด็กหรือในช่วงวัยรุ่น เป็นวัยที่กระดูกยังมีการเจริญเติบโตอยู่ จะส่งผลให้กระดูกและกล้ามเนื้อเจริญเกินปกติ ผู้ป่วยจึงไม่หยุดสูง จะสูงได้มากๆ และตัวใหญ่
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ กระดูกยาว กว้าง หนา โดยเฉพาะ กะโหลก และกราม กระดูกเปราะกว่าปกติส่งผลให้กระดูกหักง่าย มีปุ่มกระดูกงอกตามข้อต่างๆ ส่งผลให้ ข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ปวดข้อ นิ้วมือ นิ้วมือ นิ้วเท้า ใหญ่ ห่าง จากการหนาตัวของเนื้อเยื่อรอบๆ นิ้ว และโรคกระดูกพรุน

ผิวหนังจะหนา แข็ง กว่าปกติ ผิวหยาบ แห้ง แต่ต่อมเหงื่อโตกว่าปกติจึงมีเหงื่อออกมาก
กล้ามเนื้อมัดโตแต่กล้ามเนื้ออ่อนแรงกว่าปกติ ลิ้นใหญ่ผิดปกติ ส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบ มักเกิดโรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ
กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อหลอดเลือดหนาผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ก้อนเนื้องอกที่ศีรษะโตจะส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรัง
และก้อนอาจโตจนกดประสาทตา ส่งผลให้การเห็นภาพผิดปกติ มีฮอร์โมนเพศผิดปกติ ส่งผลต่อรูปร่างของอวัยวะเพศ ความรู้สึกทางเพศ การเจริญพันธุ์ และประจำเดือนผิดปกติ
โรคนี้จะมีผลต่อต่อมไร้ท่อต่างๆ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ส่งผลให้การทำงานของต่อมเหล่านี้ผิดปกติ เช่น ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ภาวะต่อมหมวกไตทำงานลดลง หรือทำให้เกิดโรคเบาหวาน
การวินิจฉัยภาวะยักษ์
การวินิจฉัยของแพทย์ คือ ซักประวัติ อาการ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดดูระดับ Growth Hormone และระดับฮอร์โมนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เอกซเรย์กระดูก โดยเฉพาะ กะโหลก กราม มือ เท้า และตรวจภาพต่อมใต้สมองด้วยคอมพิวเตอร์เอกซเรย์ หรือ MRI เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการรักษาผู้ป่วย
3 วิธีการรักษาที่สำคัญได้แก่ การใช้ยาลดหรือต้านการทำงานของฮอร์โมน GH การผ่าตัดเนื้องอกต่อมใต้สมอง หรือการฉายรังสีรักษาที่ต่อมใต้สมอง ทั้งนี้ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เร็วก่อนจะเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ผู้ป่วยมักมีอายุได้ยืนยาวเช่นเดียวกับคนทั่วไป
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
9 ผักและผลไม้ ที่มีโพแทสเซียม “สูงกว่ากล้วย” ช่วยบำรุงหัวใจและสุขภาพ

9 ผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงกว่า “กล้วย” ช่วยบำรุงหัวใจและสุขภาพ
โพแทสเซียมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของหัวใจ สมอง กล้ามเนื้อ และไต กล้วยถือเป็นผลไม้ขึ้นชื่อเรื่องปริมาณโพแทสเซียมที่ช่วยบำรุงสุขภาพเหล่านี้ โดยกล้วยขนาดกลาง 1 ลูกให้โพแทสเซียมประมาณ 422 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตาม ยังมีผักและผลไม้อร่อยๆ อีกหลายชนิดที่มีปริมาณโพแทสเซียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคสูงกว่ากล้วยเสียอีก เช่น ผักใบเขียว สควอช ฝรั่ง และอะโวคาโด
9 ผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงกว่ากล้วย
1. อะโวคาโด (Avocado)
โพแทสเซียม: 975 มิลลิกรัม (ต่อ 1 ลูก)
นอกเหนือจากไขมันดีและสารอาหารอื่นๆ แล้ว อะโวคาโดขนาดกลางโดยเฉลี่ยยังให้โพแทสเซียมคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ การรับประทานผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำยังช่วยให้ร่างกายได้รับแมกนีเซียม กรดโฟลิก และไฟเบอร์ในปริมาณมากอีกด้วย
2. สวิสชาร์ด (Swiss Chard)
โพแทสเซียม: 961 มิลลิกรัม (ต่อ 1 ถ้วยแบบปรุงสุก)
สวิสชาร์ดไม่เพียงแต่มีโพแทสเซียมมากกว่ากล้วยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังบางชนิด นอกจากนี้ยังมีผักใบเขียวอื่นๆ ที่มีโพแทสเซียมสูงกว่ากล้วย เช่น ใบผักกาดบีท (1,309 มิลลิกรัม) และผักโขม (830 มิลลิกรัม)
3. มันฝรั่งอบ (Baked Potato)
โพแทสเซียม: 952 มิลลิกรัม (ต่อมันฝรั่งอบขนาดกลาง 1 ลูก)
ด้วยปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่สูงกว่า มันฝรั่งจึงสามารถให้พลังงานที่จำเป็นแก่ร่างกาย การรับประทานทั้งเนื้อมันฝรั่งและเปลือกจะให้พลังงาน 164 แคลอรี่ พร้อมด้วยแมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
4. ฟักทองสควอช (Acorn Squash)
โพแทสเซียม: 896 มิลลิกรัม (ต่อ 1 ถ้วยแบบปรุงสุก)
สควอชเป็นพืชตระกูลฟักทองยอดนิยมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แม้บางครั้งจะถูกมองข้ามเพราะมีคาร์โบไฮเดรต แต่สควอชอุดมไปด้วยโพแทสเซียมสูง พร้อมทั้งวิตามินซี ไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และเบตาแคโรทีน
5. มันเทศ (Sweet Potato)
โพแทสเซียม: 855 มิลลิกรัม (ต่อมันเทศอบขนาดใหญ่ 1 หัว)
มันเทศอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินเอและซี สังกะสี และโพแทสเซียม นอกจากนี้ยังมีระดับเบตาแคโรทีนสูง ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพดวงตาและผิวหนัง
6. แอปริคอทแห้ง (Dried Apricots)
โพแทสเซียม: 755 มิลลิกรัม (ต่อ 1/2 ถ้วย)
ผลไม้แห้งมักจะมีปริมาณแคลอรี่และน้ำตาลสูงกว่าผลไม้สดทั่วไป แต่คุ้มค่ากับคุณประโยชน์เนื่องจากให้โพแทสเซียมสูงถึงประมาณ 25% ของปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่
7. ฝรั่ง (Guava)
โพแทสเซียม: 688 มิลลิกรัม (ต่อ 1 ถ้วย)
นอกจากโพแทสเซียมแล้ว ฝรั่งยังมีวิตามินซีในปริมาณที่สูงน่าประทับใจ ผลไม้ชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งอาจช่วยป้องกันและจัดการกับโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
8. ลูกพรุน (Prunes)
โพแทสเซียม: 635 มิลลิกรัม (ต่อ 1/2 ถ้วยแบบแห้ง)
ลูกพรุนช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารด้วยปริมาณไฟเบอร์สูง พร้อมทั้งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น วิตามินเค และสารต้านอนุมูลอิสระ
9. ฟักทอง (Pumpkin)
โพแทสเซียม: 564 มิลลิกรัม (ต่อ 1 ถ้วยแบบปรุงสุก)
แม้ฟักทองจะเป็นพืชตามฤดูกาล แต่ก็สามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี สามารถนำฟักทองมาบดทำเป็นเครื่องเคียง ใส่ในซุป พาสต้า หรือพาย เพื่อเพิ่มโพแทสเซียม รวมถึงวิตามินเอและอี
ร่างกายต้องการโพแทสเซียมมากแค่ไหน?
ปริมาณโพแทสเซียมที่คุณต้องการต่อวันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุและเพศ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำโดยทั่วไปดังนี้:
- 3,400 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้ชาย
- 2,600 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้หญิง
- ประมาณ 2,800 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับคุณแม่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากการสูญเสียแร่ธาตุผ่านทางน้ำนม
ประโยชน์ของการได้รับโพแทสเซียมเพิ่มขึ้น
การรับประทานโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอต่อวันช่วยส่งเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้:
- ช่วยลดความดันโลหิตและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
- สนับสนุนการทำงานของไต โดยลดโอกาสการเกิดนิ่วในไต
- ปรับปรุงสุขภาพกระดูกด้วยการเพิ่มความหนาแน่นมวลกระดูก
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจช่วยป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวาน
ข้อควรระวังสำหรับบางกลุ่มคน
ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังหรือกำลังรับประทานยาลดความดันโลหิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะพยายามเพิ่มปริมาณการรับประทานโพแทสเซียม เนื่องจากอาจทำให้ระดับแร่ธาตุในเลือดสูงจนเป็นอันตรายได้ (ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ Hyperkalemia)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 22/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,100.00 | 65,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,208.00 | 63,793.28 | 66,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,787.20 | 57,413.95 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,366.40 | 51,034.62 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,893.60 | 28,706.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,472.80 | 22,327.65 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,360.62 | 66,107.00 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/10/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.04 | 42.04 | 42.54 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.67 | 41.67 | 42.17 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 51.03 | – | – | 50.61 | – | 51.53 | 51.18 | – | 51.03 |
| ดีเซล | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |







