สาระน่ารู้ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

ถอดรหัส‘แสนสิริ’ภูเก็ตเดิมพัน8หมื่นล้านจากเกาะท่องเที่ยวสู่มหานครโลก

  • แสนสิริประกาศแผนลงทุน 5 ปีในภูเก็ต (2569-2573) ด้วยงบ 40,000 ล้านบาท เพื่อเปิด 30 โครงการใหม่ ดันมูลค่าพอร์ตสะสมในภูเก็ตแตะ 80,000 ล้านบาท
  • การลงทุนครั้งนี้เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยวสู่ “เมืองที่ผู้คนเลือกใช้ชีวิต” หรือมหานครโลก โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ
  • กลยุทธ์ใหม่ที่สำคัญคือการรุกเข้าสู่ตลาดลักชัวรีพูลวิลล่าเป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบนและชาวต่างชาติที่มองหาบ้านสำหรับอยู่อาศัยระยะยาว

ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา ภาพจำของภูเก็ตคือเกาะท่องเที่ยวระดับโลก แต่วันนี้กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจาก “เมืองพักผ่อน” สู่ “เมืองที่ผู้คนเลือกใช้ชีวิต” แรงผลักดันมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการขยายสนามบินภูเก็ตเฟส 2 เพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารเป็น 20 ล้านคนต่อปี ระบบคมนาคมมูลค่า 62,000 ล้านบาท ทางด่วนและอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง เชื่อมการเดินทางทั่วเกาะ 

ภูเก็ตกำลังพัฒนาเป็นเมืองที่รองรับการอยู่อาศัยระยะยาวได้ครบวงจร ทั้งระบบสาธารณสุข โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์การค้าระดับลักชัวรี ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมระดับโลก

“สิ่งที่ทำให้ภูเก็ตแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลายแห่ง คือการเริ่มมี ‘เศรษฐกิจของผู้อยู่อาศัย’ เป็นเมืองที่เศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว!”

ปัจจุบัน ภูเก็ต มีเที่ยวบินกว่า 290 เที่ยวต่อวัน เชื่อม 71 เมืองใน 36 ประเทศ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปีขณะที่ “เม็ดเงินลงทุนใหม่” ยังหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขยายโครงการเซ็นทรัล ภูเก็ต มูลค่ากว่า 137,000 ล้านบาท การลงทุนโรงพยาบาลระดับอินเตอร์ Bumrungrad Phuket โรงเรียนนานาชาติขยายตัวเพิ่มขึ้น 51% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่า ผู้คนไม่ได้เดินทางมาภูเก็ตเพื่อพักผ่อนเพียงไม่กี่วัน แต่เริ่มย้ายครอบครัว ย้ายธุรกิจ และใช้ชีวิตระยะยาวบนเกาะแห่งนี้

อสังหาฯ ภูเก็ต เติบโตจาก Real Demand

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตอยู่ระหว่างการขายสูงถึง 194,000 ล้านบาท เป็นตลาดใหญ่สุดอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ และอัตราการขายในหลายทำเลสูงกว่าย่าน Prime Area ของกรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า

ตลาดลักชัวรี วิลล่า เติบโตต่อเนื่อง 12.9% ดีมานด์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย ลงทุน และปล่อยเช่าจริงจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะทำเลบางเทา และเชิงทะเล สร้าง Net Rental Yield 6-8% สูงกว่าเมืองตากอากาศระดับโลกหลายแห่งในยุโรป

สำหรับ “แสนสิริ” ภูเก็ตไม่ใช่ตลาดใหม่ แต่เข้ามาพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2554 ตลอด 15 ปี ส่งมอบโครงการรวม 11,000 ยูนิต มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท จาก ดีคอนโด กะทู้ สู่บ้านไม้ขาว เดอะ เดค ป่าตอง จนถึงโครงการรุ่นใหม่อย่าง CANVAZ เชิงทะเล และ The Base เชิงทะเล ทำให้แสนสิริมองภูเก็ตในฐานะ “ยุทธศาสตร์หลัก” รองจากกรุงเทพฯ

เดิมพันใหม่ 5 ปี พอร์ตแตะ 80,000 ล้าน

แสนสิริ วางแผนลงทุน 5 ปี (2569-2573) เปิด 30 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท เป็นคอนโด 17 โครงการ แนวราบ 13 โครงการ ดันมูลค่าพอร์ตสะสมในภูเก็ตแตะ 80,000 ล้านบาท! เฉพาะครึ่งหลังปี 2569 เปิด 7 โครงการ ครอบคลุมป่าตอง ราไวย์ สามกอง เชิงทะเล ป่าสัก บางโจ และพรุจำปา รองรับดีมานด์รอบเกาะ

เกมใหม่ของแสนสิริ คือ ลักชัวรีพูลวิลล่า หนึ่งในไฮไลต์ของโรดแมปครั้งนี้ คือการเข้าสู่ตลาดลักชัวรีพูลวิลล่าในภูเก็ตครั้งแรก ผ่านโครงการ “เดอะ เทลส์ สตอรี่ วัน บางโจ” และ “เดอะ เทลส์ สตอรี่ ทู ป่าสัก”

แสนสิริ มองเห็นการเติบโตของกลุ่มผู้ซื้อระดับ High-Net-Worth และเศรษฐีโลกที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สอง หรือบ้านสำหรับใช้ชีวิตระยะยาวในภูเก็ตนอกจากนั้น ยังเตรียมโครงการใหม่ในพรุจำปา คอนโดหลายทำเล

หากมองย้อนกลับไป การเติบโตของเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลก มักเริ่มต้นจากนักท่องเที่ยว ก่อนพัฒนาเป็นเมืองที่ผู้คนเลือกใช้ชีวิต ภูเก็ตกำลังเดินบนเส้นทางเดียวกันหลังเมืองเริ่มเปลี่ยนจาก “Destination” เป็น “Home” และอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภูเก็ต จะไม่ได้แข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวในไทยเท่านั้น แต่แข่งขันกับเมืองชายฝั่งระดับโลก ในฐานะมหานครแห่งใหม่ของเอเชียที่ผู้คนจากทั่วโลกเลือกเข้ามาใช้ชีวิต ลงทุน และสร้างอนาคตร่วมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


จับตาตลาดบ้านมือสองเชียงใหม่ ‘อรสิริน’ ลุยซื้อทรัพย์ดีรีโนเวทขาย

  • อรสิริน (ORN) รุกตลาดบ้านมือสองในเชียงใหม่ โดยซื้อทรัพย์สินทำเลดีมาปรับปรุงใหม่เพื่อขายต่อ ท่ามกลางตลาดบ้านใหม่ที่ชะลอตัว
  • ชูโมเดลธุรกิจที่เน้นการซื้อ “ทำเล” ที่มีศักยภาพ แล้วรีโนเวทครั้งใหญ่ให้มีมาตรฐานและฟังก์ชันใกล้เคียงกับบ้านใหม่ในโครงการ
  • แม้ธุรกิจบ้านมือสองจะสร้างกำไรขั้นต้นได้สูงกว่าบ้านใหม่ (สูงถึง 50%) แต่มีความซับซ้อนและความท้าทายในการปรับปรุงบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกัน
  • อรสิรินเตรียมจัดหาทรัพย์เพิ่มในเชียงใหม่ ตั้งเป้าให้ธุรกิจบ้านมือสองสร้างสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10% ภายในปี 2572

ตลาดบ้านมือสองกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางภาวะที่ตลาดบ้านใหม่เผชิญความท้าทายทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยบริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN มองเห็นช่องว่างของตลาดบ้านมือสองในจังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มพัฒนาโมเดลธุรกิจด้วยการซื้อทรัพย์ที่มีศักยภาพด้านทำเลมารีโนเวทใหม่ ก่อนนำกลับมาจำหน่ายต่อ

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนหน่วยประกาศขาย 242,729 หน่วย เพิ่มขึ้น 34.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าประกาศขายอยู่ที่ 1.196 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 99.4% สะท้อนว่าตลาดรองมีทรัพย์เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในไตรมาสเดียวกันเพิ่มขึ้น 13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบ้านเดี่ยวเป็นประเภทที่มีการโอนมากที่สุด คิดเป็น 41.6% ของการโอนที่อยู่อาศัยมือสองทั้งหมด สะท้อนว่าตลาดมือสองยังมีความต้องการซื้ออยู่ แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

สำหรับบริษัท บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN เป็นอีกหนึ่งดีเวลลอปเปอร์ที่มองเห็นโอกาสของบ้านมือสองในจังหวัดหัวเมืองเหนืออย่างเชียงใหม่ โดยนายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทเริ่มมองเห็นโอกาสของตลาดบ้านมือสองในเชียงใหม่อย่างชัดเจน โดยใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจตลาดและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ามาต่อยอดธุรกิจ จากเดิมที่เน้นการพัฒนาโครงการใหม่ สู่การเข้าซื้อทรัพย์ที่มีทำเลและศักยภาพ ก่อนนำมาออกแบบและปรับปรุงใหม่ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับบ้านตัวอย่างของโครงการระดับราคาเดียวกัน

โมเดลของ ORN แตกต่างจากการปรับปรุงบ้านมือสองทั่วไปที่อาจเน้นเพียงการรีโนเวทเพื่อขายเท่านั้น โดยบริษัทมองว่าจุดสำคัญของธุรกิจอยู่ที่การซื้อ “ทำเล” และ “ความได้เปรียบของที่ตั้ง” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ง่าย โดยเฉพาะทำเลที่มีความเป็น Prime และมีข้อจำกัดด้านที่ดิน

“สิ่งที่เราซื้อคือทำเล เราซื้อ Location เราซื้อความ Prime ที่หาไม่ได้ในตลาด” เป็นแนวคิดสำคัญของ ORN ที่ใช้ในการทำธุรกิจบ้านมือสอง

โดยบริษัทจะนำทรัพย์ที่ได้มาเข้าสู่กระบวนการรีโนเวทครั้งใหญ่ ทั้งการปรับพื้นที่ การออกแบบ และการแก้ไขโครงสร้างบางส่วน เพื่อยกระดับบ้านมือสองให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านพร้อมอยู่ แต่ต้องการคุณภาพและฟังก์ชันในระดับใกล้เคียงกับบ้านใหม่

ที่ผ่านมา ORN ได้เริ่มดำเนินธุรกิจดังกล่าวด้วยการซื้อทรัพย์จากแบรนด์อื่นรวม 10 แปลง แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 4 ยูนิต และบ้าน 6 หลัง โดยในส่วนของคอนโดมิเนียมสามารถโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว 3 ยูนิต และอยู่ระหว่างเตรียมโอนอีก 1 ยูนิต ขณะที่ธุรกิจบ้านมือสองอยู่ระหว่างการพัฒนาและจำหน่ายทรัพย์ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่

หนึ่งในตัวอย่างสะท้อนโมเดลธุรกิจของบริษัท คือ บ้านที่ซื้อมาในราคา 3.9 ล้านบาท ก่อนใช้งบประมาณรีโนเวทในระดับสูง โดยค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้านสูงกว่าราคาซื้อทรัพย์เดิม และนำกลับมาจำหน่ายในราคา 12 ล้านบาท เนื่องจากเป็นบ้านที่ผ่านการออกแบบและปรับปรุงใหม่ให้มีระดับใกล้เคียงกับบ้านในกลุ่มราคา 15-20 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ORN ยอมรับว่า การทำธุรกิจบ้านมือสองมีความซับซ้อนกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก แม้ในเชิงตัวเลขธุรกิจจะมีโอกาสสร้างอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าการพัฒนาโครงการบ้านใหม่จากเดิมบ้านมือหนึ่งอยู่ที่ 30% ในขณะที่บ้านมือสองรีโนเวทพร้อมอยู่สามารถทำกำไรได้ถึง 50% แต่การรีโนเวทบ้านแต่ละหลังต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เนื่องจากบ้านมือสองแต่ละหลังมีแบบแปลน โครงสร้าง และสภาพอาคารไม่เหมือนกัน

ซึ่งแตกต่างจากการพัฒนาโครงการใหม่ที่สามารถออกแบบและควบคุมการก่อสร้างบ้านจำนวนมากให้มีมาตรฐานเดียวกัน การรีโนเวทบ้านมือสองอาจพบปัญหาเฉพาะหน้า เช่น โครงสร้างเดิมที่ไม่เป็นไปตามแบบ การปรับปรุงที่กระทบกับเสาหรือคาน รวมถึงระบบน้ำและไฟฟ้าที่ต้องตรวจสอบเป็นรายหลัง จึงต้องใช้ทีมออกแบบและทีมวิศกรผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการ จึงเป็นกลยุทธ์หลักของอรสิรินที่นอกจากจะขายบ้านแล้วยังขายความน่าเชื่อถือและคุณภาพ

ด้วยเหตุนี้ ORN จึงเลือกโฟกัสธุรกิจบ้านมือสองในจังหวัดเชียงใหม่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีทีมงานอยู่ในพื้นที่ สามารถดูแลทั้งกระบวนการซื้อ การรีโนเวท และการบริการหลังการขายได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อบ้านถูกส่งมอบให้ลูกค้าแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจบ้านมือสองที่ผู้ประกอบการต้องสามารถเข้าไปดูแลปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการขายได้

นายอรรคเดชกล่าวว่า บริษัทเตรียมจัดหาทรัพย์คุณภาพเพิ่มเติมประมาณ 10 ยูนิต แบ่งเป็นบ้าน 30% และคอนโดมิเนียม 70% มูลค่ารวมประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อนำมารีโนเวทและจำหน่ายต่อ สะท้อนการทดลองขยายธุรกิจจากการพัฒนาโครงการใหม่เข้าสู่ตลาดมือสองที่บริษัทมองว่ายังมีช่องว่างให้เติบโต โดยปัจจุบันบ้านมือสองทีสัดส่วนรายได้ในบริษัทอยู่ราว 2-3% และในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายให้ก้าวไปถึง 10% ภายในปี 2572

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 22 ก.ค.69 ‘อ่อนค่า’ ตลาดหวังเฟดขึ้นดอกเบี้ย

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.73 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.64 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตลาดเพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • สถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่หนุนให้ราคาพลังงานสูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.65-33.80 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.65-33.80 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.75 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.63-33.74 บาทต่อดอลลาร์) ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุดให้โอกาสราว 54% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อ่อนค่าทะลุโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ที่กว้างมากขึ้น ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเข้าใกล้โซนแนวต้าน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจกลับมาเจรจาหยุดยิงกันได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังเลือกเข้าทยอย Buy on Dip ทองคำเพิ่มเติม ในช่วงตลาดกำลังทยอยรับรู้รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยเงินบาทจะมีโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ได้ 

ในช่วงระหว่างวัน โดยเฉพาะช่วงราว 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เรามองว่า ควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจผันผวนอ่อนค่าลง หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษชะลอตัวลง ต่ำกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE ซึ่งจะกดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) เสี่ยงอ่อนค่าลง หนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ทว่า แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทจากเงินดอลลาร์นั้น อาจถูกชะลอลงได้ หากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นต่อ หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ตามการปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง BOE นอกจากนี้ เราคงมองว่า ควรระวังความผันผวนของตลาดค่าเงินที่อาจมาจาก การเคลื่อนไหวผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงที่จะเห็นการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท หรือช่วยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้าง 

และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง อีกทั้งควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา) จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง (ทว่า เราประเมิน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน จนทำให้ โฟลว์น้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงเหลือ 0 บาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อ แต่ไม่น่าจะเกิดระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ซึ่งเรามองว่า ในภาวะดังกล่าวผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำ และแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

เรายังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor นำโดย Micron +12.2% และ Intel +8.6% ท่ามกลางความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า หุ้นกลุ่มดังกล่าวอาจรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งอยู่ (ตลาดรอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Intel ในสัปดาห์นี้) นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet -1.4% ซึ่งอาจเป็นการลดความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้รายงานผลประกอบการของ Alphabet ในวันพุธนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.74% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.89% ขณะที่ดัชนีหุ้น Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +1.29% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.56% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อย่าง ASML +4.8% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานและราคาแร่โลหะ อย่าง ทองคำ (หลังจากช่วงก่อนหน้า ราคาพลังงานและราคาทองคำ มักเคลื่อนไหวสวนทางกัน) 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.63% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ (ให้โอกาสราว 54% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ยังหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ตามการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จนทะลุโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 101.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า กระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง กอปรกับแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ในเดือนมิถุนายน ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นเพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาสราว 63% ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ 

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างมีมุมมองว่า BI อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 25bps สู่ระดับ 6.00% 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet และ Tesla และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 ประจำวันที่ 22 ก.ค. 69

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชั่นส์ลีก 2026 รายการใหญ่สุดแห่งปีของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) จะแข่งขันรอบไฟนอล กันที่มาเก๊า เขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569

โดยหลังจากทุกทีมแข่งขันกันครบ 12 เกมในรอบแรกทั้ง 3 สนาม ทำให้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้สรุปทีม 8 อันดับแรกที่ดีที่สุด ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย

โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ลีก 2026 วันนี้

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569

เวลา 15:00 น. อิตาลี พบ เนเธอร์แลนด์ (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 18:30 น. บราซิล พบ ญี่ปุ่น (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คนรุ่นใหม่ ‘เล่นกีฬาหนัก- วิ่งมาราธอน-HYROX’ บาดเจ็บพุ่ง 20-30%

  • คนรุ่นใหม่มักบาดเจ็บจากการกีฬาหนักๆ อย่าง วิ่งมาราธอน HYROX มากมากขึ้น 20-30% และจากการใช้งานซ้ำๆ 
  • การเล่นกีฬาในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะขาดการเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ และการประเมินตัวเองว่าเล่นได้ในระดับไหน
  • หลายๆ คนให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ ภาพลักษณ์ในโซเชียลมีเดียมากกว่าความพร้อมทางกายภาพ
  • การเตรียมตัวที่ดีก่อนออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาหนักๆ ต้องเริ่มจากการยอมรับสภาพร่างกายตัวเองและเล่นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยให้เราออกกำลังกายได้อย่างยั่งยืนและไม่ “ข้อเสื่อม” ก่อนวัย

ในยุคที่เราเห็นรูปเหรียญมาราธอนเต็มหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย หรือการเช็กอินเข้ายิมกลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ดูเท่และน่าชื่นชม หลายคนอาจเข้าใจว่านี่คือยุคที่คนรุ่นใหม่สุขภาพดีที่สุด แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังภาพถ่าย “Finish Line” ที่สวยหรู คือ คิวหน้าห้องตรวจแผนกกระดูกและข้อที่ยาวเหยียด พร้อมสถิติที่น่าตกใจว่า “โรคคนแก่  อย่าง โรคกระดูกและข้อ” กำลังลุกลามเข้าหาคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ

“สุขภาพ” ถูกยกระดับให้เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ และความแข็งแรงกลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคม  เรากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญทางสาธารณสุข เมื่อปรากฏการณ์ “Young Injury” หรือการบาดเจ็บในคนรุ่นใหม่ กำลังทวีความรุนแรงจนกลายเป็นภาวะ “หนี้สินทางสุขภาพ” (Health Liability) ที่คุกคามผลิตภาพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประชากรวัยทำงาน

‘HYROX -วิ่งมาราธอน’ คนรุ่นใหม่บาดเจ็บจากกีฬาเพิ่ม20-30%

นพ.ณัฐวุฒิ ไพสินสมบูรณ์ หัวหน้าศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลพระรามเก้า ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแนวโน้มการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาในคนรุ่นใหม่ว่าการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มอายุผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อที่น่าตกใจ คือ อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 5-10 ปี โดยกลุ่มผู้ป่วยหลักที่ต้องเฝ้าระวัง จะอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายจนถึงวัย 20 ต้นๆ ที่เริ่มเข้าสู่สนามกีฬาอย่างจริงจังเกินพิกัด สัดส่วนการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเพิ่มขึ้นมา 20-30 % และเด็กน้อยที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อายุเพียง 5 ขวบมารักษาโรคกระดูกและข้อจากการเล่นฟุตบอล

“คนรุ่นใหม่มักบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำๆ หรือที่เรียกว่า Overuse รวมถึงการเล่นกีฬาตามเทรนด์ยอดนิยม เช่น การวิ่งมาราธอน หรือกีฬาที่กำลังมาแรงอย่าง Hyrox  ซึ่งจริงๆ การเล่นกีฬาเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ปัญหาในตอนนี้ คือ หลายคนเล่นตามเพื่อน ตามอินฟลูเอนเซอร์ ตามดารา โดยที่ร่างกายยังไม่มีความพร้อม หรือพื้นฐานกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอ แต่ฝืนเล่นหนักเพื่อให้ทันกระแสสังคม ทำให้เกิดการใช้งานหนักเกินขีดจำกัด เกิดอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา และนำมาซึ่งความเสื่อมก่อนวัย”

นอกจากนั้นพฤติกรรม “Weekend Warrior” อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่ากังวล โดยกลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศจันทร์-ศุกร์ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ออกกำลัง หรือเคลื่อนไหวร่างกาย แต่จะไปโหมเล่นกีฬาอย่างหนักในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อชดเชยเวลา และการอัดการออกกำลังกายหนักๆ ในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากที่ร่างกายพักมานาน ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่ายกว่าปกติ

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย

นพ. ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าลักษณะการบาดเจ็บที่รุนแรงและนำไปสู่โรคก่อนวัย นอกจากอาการเอ็นอักเสบหรือกล้ามเนื้อปวดทั่วไปแล้ว ยังพบภาวะ Stress Fracture หรือกระดูกล้า จากการกระแทกซ้ำๆ ในกลุ่มผู้วิ่งทางไกล หรือเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเกิดจากการเล่นกีฬาที่หนักเกินพิกัด หรือเล่นผิดวิธี

โดยผู้ชายมีแนวโน้มบาดเจ็บจากการเล่นกีฬามากกว่าผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายชอบลักษณะการเล่นกีฬาที่ออกแรงมากๆ และหลายคนเมื่อเห็นคนใกล้ตัว อินฟลู ดารา เล่นกีฬาหนักๆ ก็จะพยายามเล่นให้ได้เหมือนคนรอบตัว หรือเล่นให้หนักกว่าปกติเพื่อความท้าทาย แต่พฤติกรรมดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลเสียต่อกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อได้

“หากออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา แล้วมีอาการบาดเจ็บในกลุ่มคนรุ่นใหม่มักเริ่มจากอาการเจ็บเรื้อรังหรือเจ็บซ้ำๆ ในจุดเดิม และปวดเป็นเวลานานเกิน 3-5 วัน มีอาการบวม งอเข่าไม่สุด และมีเสียงในข้อ  อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มเสียหายและควรพบผู้เชี่ยวชาญ พบแพทย์ทันที”

คนรุ่นใหม่ยังขาดการเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ และการประเมินตัวเองว่าเล่นได้ในระดับไหน หลายๆ คนให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ ภาพลักษณ์ในโซเชียลมีเดียมากกว่าความพร้อมทางกายภาพ

เตรียมความพร้อมก่อนเล่นกีฬา

การเตรียมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อเล่นกีฬาตามเทรนด์ให้ปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ  “นพ.ณัฐวุฒิ” เน้นย้ำว่าพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ต้องทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง และสะโพกแข็งแรงก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬา เพราะหากพื้นฐานไม่ดีพอ แล้วไปฝืนเล่นตามเทรนด์ หรือมีอาการปวดแต่ยังเล่นซ้ำต่อไป อาจนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นได้

“การเตรียมความพร้อมร่างกาย ขึ้นอยู่กับการประเมินร่างกายแต่ละคน และลักษณะกีฬาที่เล่น เช่น วิ่งมาราธอน ควรเทรนกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อสะโพกให้พร้อมก่อน ขณะที่กีฬา Hyrox มีหลายท่าและต้องใช้กล้ามเนื้อหลายมัดร่วมกัน จึงต้องเตรียมทั้งกล้ามเนื้อท้อง หลัง สะโพก และหัวไหล่ให้แข็งแรง รวมถึงฝึกการทรงตัวและความสมดุล เพราะการฝึกความสมดุลของร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากห้ามละเลย เพื่อช่วยให้ร่างกายรับมือกับแรงกระแทกหรือการเปลี่ยนทิศทางได้ดีขึ้น และที่สำคัญ ต้องเริ่มจากน้อยไปมาก ไม่ควรเร่งอัพเลเวลตามกระแสสังคมหรือความกดดันจากเพื่อน”

นอกจากนั้น ควรคุมน้ำหนักตัว เนื่องจากน้ำหนักที่เกินเกณฑ์จะส่งผลโดยตรงต่อแรงกระแทกที่ข้อเข่าและข้อเท้า ดังนั้น การคุมน้ำหนักควบคู่ไปกับการออกกำลังกายจะช่วยลดภาระของข้อต่อได้ พร้อมด้วยการศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาว่ากีฬาที่จะเล่นต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนบ้าง เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมได้ถูกจุด และมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลจะทำให้จัดท่าทาง ได้ถูกต้องตามหลักการ ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บจากการเล่นผิดวิธีได้ดีกว่าการเล่นเองโดยชะล่าใจ

นวัตกรรม-หุ่นยนต์ผ่าตัด ฟื้นตัวไว เจ็บน้อย

“รพ.พระรามเก้า” มีแนวทางในการดูแล รักษาครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนการบาดเจ็บไปจนถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมขั้นสูง โดยเป็นการทำงานร่วมกันของทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์กระดูกและข้อ และแผนกกายภาพ Fix and Fit  ซึ่งเมื่อคนไข้มาด้วยอาการบาดเจ็บหรือปวดเรื้อรัง รพ.จะประเมินและตรวจเช็กร่างกาย โดยตรวจจุดอ่อนของร่างกาย ตรวจมวลกล้ามเนื้อและไขมัน รวมถึงการตรวจสมรรถภาพทางกายเบื้องต้น

การรักษามีทั้งแบบไม่ผ่าตัด เช่น การฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ การฉีดเกล็ดเลือดพลาสม่า (PRP) เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า (HA) หรือคอลลาเจน เพื่อบำรุงผิวข้อในกรณีที่เริ่มมีอาการข้อเสื่อม และการให้คำแนะนำเรื่องอาหารเสริม เช่น กลูโคซามีน หรือเวย์โปรตีน ตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล

“รพ.พระรามเก้า มีนวัตกรรมการผ่าตัดที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วและแม่นยำขึ้น ทั้งการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic Surgery): ถือเป็นมาตรฐานการรักษาในปัจจุบันสำหรับอาการเอ็นเข่าขาด หรือการบาดเจ็บในข้อ ซึ่งมีข้อดีคือแผลเล็กและฟื้นตัวเร็ว และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery): นำมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เช่น ข้อเข่าเทียมสำหรับผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อย่างไรก็ตาม ยังคงสนับสนุนให้ทุกคนออกกำลังกายและเล่นกีฬา แต่หากเล่นกีฬาหนักๆ ควรปรึกษาทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยประเมินและวางแผนในการออกกำลัง การรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง”นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


อนาคต AI ไทยวัดที่ ‘คน’ ถอดรหัส ‘4R’ ปรับยุทธศาสตร์องค์กรรับยุค Agentic AI

  • อนาคตของ AI ในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการพัฒนา “คน” และปรับโครงสร้างองค์กรให้พร้อมรับมือกับยุค Agentic AI
  • เสนอใช้กรอบการดำเนินงาน “4R” เพื่อปรับยุทธศาสตร์องค์กร ประกอบด้วย Redesign, Reskill, Redeploy, และ Rebalance
  • การทำงานร่วมกับ AI ต้องยึดหลักการสำคัญ 2 ข้อ คือ มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล และ AI มีบทบาทเป็นผู้ช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์ในงานที่ต้องทำซ้ำและรวดเร็ว ไม่ใช่การเข้ามาทดแทน
  • บทบาทของ “ผู้นำ” มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 

องค์กรไทยกำลังก้าวพ้นช่วงทดลองใช้ AI สู่การประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานจริงมากขึ้น พร้อมกับการมาถึงของ AI Agent ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กร ทำให้โจทย์สำคัญของผู้นำธุรกิจไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากรให้พร้อมทำงานร่วมกับ AI

อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เซลส์ฟอร์ซ กล่าวว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานแบบ Agentic AI มักมีลักษณะร่วมกัน คือ ลงทุนเชิงรุกในการปรับโครงสร้างการทำงานของบุคลากร ส่งผลให้สร้างผลตอบแทนได้ทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่ส่งมอบให้ลูกค้า

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเริ่มต้นจากหลักการพื้นฐาน 2 ประการ และกรอบการดำเนินงาน 4 ขั้นตอนที่ช่วยให้องค์กรนำไปปฏิบัติได้จริง

หลักการแรกคือ มนุษย์ต้องเป็นผู้กำกับการทำงานของ AI Agent แม้ AI Agent จะสามารถทำงานอัตโนมัติในระดับองค์กรและรองรับงานจำนวนมากได้ แต่การทำงานดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมนุษย์ หากละเลยหลักการนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดและกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งพนักงานและลูกค้า

หลักการที่สองคือ AI Agent มีบทบาทเสริม ไม่ใช่ทดแทนมนุษย์ โดย AI เหมาะกับงานที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและทำซ้ำในปริมาณมาก เช่น การจัดการคำขอรับบริการ การค้นหาข้อมูล หรือการติดตามการสอบถามเบื้องต้น

ขณะที่มนุษย์ควรใช้เวลาไปกับงานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจบริบท เช่น การดูแลลูกค้าในสถานการณ์ที่ซับซ้อน หรือการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติยังไม่สามารถทดแทนได้

กรอบ 4R เปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI

เมื่อมีหลักการพื้นฐานแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการออกแบบรูปแบบการทำงานใหม่ โดยเซลส์ฟอร์ซเสนอกรอบการดำเนินงาน 4R ประกอบด้วย

  • ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign) : เริ่มจากการพิจารณางานในระดับย่อย เปลี่ยนจากการทำงานตามขั้นตอนตายตัวไปสู่การทำงานที่ยึดผลลัพธ์เป็นหลัก กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนนำ AI เข้ามาใช้งาน พร้อมระบุขั้นตอนที่ยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์
  • ยกระดับทักษะ (Reskill) : อ้างอิงข้อมูลจาก สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่คาดการณ์ว่า 39% ของทักษะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงหรือล้าสมัยภายในปี 2030 ทำให้องค์กรควรเร่งพัฒนาความรู้ด้าน AI (AI Fluency) ความเข้าใจด้านข้อมูล (Data Literacy) และทักษะการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) โดยบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของเวลาทำงานปกติ
  • ปรับโครงสร้างบทบาทหน้าที่ (Redeploy) : ประเมินศักยภาพของบุคลากรเพื่อโยกย้ายไปสู่บทบาทใหม่ก่อนเปิดรับพนักงานเพิ่ม โดยทักษะสำคัญในยุค AI ได้แก่ ความสามารถในการรับมือกับความซับซ้อน การทำงานภายใต้แรงกดดัน และการแก้ปัญหาแม้ข้อมูลไม่ครบถ้วน
  • ปรับสมดุลใหม่ (Rebalance ) : กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบระหว่างมนุษย์และ AI Agent ให้ชัดเจน พร้อมทบทวนอย่างต่อเนื่องตามพัฒนาการของเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงาน เพื่อให้การแบ่งบทบาทสอดคล้องกับศักยภาพของทั้งสองฝ่าย

‘ผู้นำ’ ปัจจัยสำคัญการทรานส์ฟอร์ม

อภิสิทธิ์กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะเดินหน้าลงทุนตามแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพลิกโฉมองค์กรได้ หากไม่มีการพัฒนาบุคลากรควบคู่กัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้ทักษะใหม่ การสร้างความมั่นใจในการทำงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และการทำให้พนักงานเห็นว่าความเชี่ยวชาญเดิมยังมีบทบาทในอนาคต

ผลสำรวจล่าสุดของ เซลส์ฟอร์ซ พบว่า คนทำงานสายความรู้ในประเทศไทย 39% ต้องการเข้าใจว่าควรพัฒนาทักษะใดเพื่อรองรับยุค AI แต่มีเพียง 30% ที่ระบุว่าองค์กรของตนกำลังฝึกอบรมการใช้งาน AI Agent ให้กับพนักงาน

ในสถานการณ์ดังกล่าว บทบาทของผู้นำจึงมีความสำคัญ ทั้งการสื่อสารทิศทางขององค์กร การจัดสรรเวลาสำหรับการฝึกอบรม การสนับสนุนจากผู้จัดการ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของบุคลากร

การรักษาบุคลากรที่มีองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญไว้กับองค์กร มีต้นทุนต่ำกว่าการสูญเสียบุคลากรและต้องสร้างคนใหม่ในระยะยาว

ดังนั้นการลงทุนในการพัฒนาคนควรดำเนินควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้อย่างเป็นรูปธรรมและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งธุรกิจและบุคลากร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


แคปชั่นหวานซึ้งใช้บอก คิดถึง มากกว่าแค่ I MISS YOU

สายอ้อน สายหวาน ที่อยากบอก ‘คิดถึง’ คนสนิท คนรู้ใจ แต่ไม่อยากใช้แค่คำว่า I MISS YOU ตามมาดูทางนี้เลย เพราะจริง ๆ แล้วการจะบอกใครสักคนว่าคิดถึง ยังมีอีกหลายคำหลายประโยคที่สามารถหยิบมาใช้แทนใจได้อีกเพียบ ไต่ระดับตั้งแต่คิดถึง คิดถึงมากกกก ไปจนถึงคิดถึงจนจะขาดใจตายอยู่แล้วววววว รับรองว่าหวานซึ้งจนมดไต่ คนได้รับต้องแอบยิ้มหวานแน่นอน >,<

  1. I miss you so badly. = ฉันคิดถึงคุณมาก ๆ
  2. I miss you madly. = ฉันคิดถึงคุณจนแทบบ้า
  3. I miss you more than words can say. = ฉันคิดถึงคุณจนบรรยายไม่ถูก
  4. I wish you were here. = ฉันปรารถนาให้คุณอยู่ตรงนี้
  5. All I do is thinking of you. = สิ่งเดียวที่ฉันทำคือคิดถึงคุณ
  6. I can’t get you out of my mind. = ฉันไม่สามารถลบคุณออกจากความคิดได้เลย
  7. I think of you day and night. = ฉันคิดถึงคุณทั้งวันทั้งคืน
  8. I hope I see you again soon. = หวังว่าจะได้เจอเธออีกเร็ว ๆ นี้
  9. I can’t stop thinking about you. = ฉันหยุดคิดถึงคุณไม่ได้เลย
  10. I can’t wait to see you again. = ฉันอยากเจอเธอจนรอแทบไม่ไหว
  11. I only miss you when I’m breathing. = ฉันคิดถึงคุณทุกลมหายใจ
  12. I’m counting the days until I talk to you again. = ฉันนับวันรอที่จะได้คุยกับเธออีกครั้ง
  13. Without you here, the sun forgets to shine. = พระอาทิตย์ลืมส่องแสงเมื่อปราศจากคุณ
  14. I was thinking about you and it’s made me smile. = การคิดถึงคุณทำให้ฉันยิ้มได้
  15. My first thought in the morning is always you. = ความคิดแรกในตอนเช้าของฉันคือคุณ
  16. You have been running through my head all time. = เธอวิ่งวนอยู่ในความคิดฉันตลอดเวลา
  17. Things are not the same when you are not around. = สิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนเดิมเมื่อไม่มีคุณอยู่ใกล้ ๆ
  18. I will stop missing you when we are together again. = ฉันจะหยุดคิดถึงคุณได้ต่อเมื่อเราได้อยู่ด้วยกัน
  19. My heart never knew loneliness until you went away. = หัวใจฉันไม่เคยรู้สึกเหงา จนกระทั่งคุณจากไป
  20. When I close my eyes, I see you. When I open my eyes, I miss you. = เวลาหลับตาฉันเห็นหน้าคุณ เวลาลืมตาฉันคิดถึงคุณ

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


ผักทุกชนิดไม่ได้มีประโยชน์ ถ้ากินแบบนี้! หลายคนทำทุกวันโดยไม่รู้ตัว

หลายคนตั้งเป้าดูแลสุขภาพด้วยการเพิ่มผักในทุกมื้ออาหาร เพราะเชื่อว่า “กินผักเยอะไม่มีโทษ” แต่ในความเป็นจริง นักโภชนาการมองว่า อาหารทุกชนิด แม้จะมีประโยชน์ หากรับประทานไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

การกินผักอย่างถูกวิธี ไม่ได้หมายถึงการกินให้มากที่สุด แต่คือการกินให้ “หลากหลาย” และเหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน

1. กินผักชนิดเดิมซ้ำทุกวัน

ผักแต่ละชนิดมีสารอาหารเด่นแตกต่างกัน

บางชนิดให้วิตามินเอสูง

บางชนิดมีโฟเลตมาก

บางชนิดอุดมด้วยแคลเซียม

บางชนิดมีสารออกซาเลตในระดับค่อนข้างสูง

หากเลือกกินเพียงชนิดเดียวซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายอาจได้รับสารบางชนิดมากเกินความจำเป็น ขณะที่ขาดสารอาหารอื่นที่สำคัญ

หลักง่าย ๆ คือ

“กินผักให้หลากสี หลากชนิด ดีกว่ากินชนิดเดิมทุกวัน”

2. กินผักแทนอาหารทุกอย่าง

หลายคนลดน้ำหนักด้วยการกินแต่ผัก

แม้ผักจะให้ใยอาหารสูง แต่ร่างกายยังต้องการ

  • โปรตีน
  • ไขมันดี
  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
  • วิตามินและแร่ธาตุจากอาหารหลายกลุ่ม

การกินผักเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอในระยะยาว

3. ไม่ล้างผักให้สะอาด

ผักสดอาจมี

  • ดิน
  • ฝุ่น
  • สารเคมีตกค้าง
  • เชื้อจุลินทรีย์

ก่อนรับประทานควรล้างด้วยน้ำสะอาดหลายครั้ง หรือแช่น้ำก่อนล้าง เพื่อลดสิ่งปนเปื้อน

4. กินผักดิบทุกมื้อ

ผักดิบช่วยคงวิตามินบางชนิดไว้ได้ดี

แต่ผักบางชนิดเมื่อผ่านความร้อนกลับทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น เช่น

  • มะเขือเทศ
  • แครอท
  • ฟักทอง

ดังนั้นควรสลับระหว่างผักสดและผักปรุงสุก เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลาย

5. มีโรคประจำตัว แต่ไม่เลือกชนิดของผัก

ผู้ที่มีโรคบางชนิดควรได้รับคำแนะนำเรื่องอาหารเฉพาะบุคคล เช่น

  • โรคไต
  • นิ่วในไต
  • เบาหวาน
  • ผู้ป่วยที่ต้องควบคุมโพแทสเซียม

ไม่ได้หมายความว่าห้ามกินผัก แต่ควรเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

ผักบางชนิดมีสารธรรมชาติที่ควรรู้

ผักมีสารจากธรรมชาติหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

แต่สารบางชนิด หากได้รับมากเกินไป ก็อาจไม่เหมาะกับบางคน เช่น

  • ออกซาเลต
  • โพแทสเซียม
  • กอยโตรเจนในผักตระกูลกะหล่ำ
  • พิวรีนในผักบางชนิด

สำหรับคนสุขภาพดี การรับประทานในปริมาณปกติไม่ได้เป็นปัญหา แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรได้รับคำแนะนำเป็นรายบุคคล

กินผักอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

นักโภชนาการแนะนำว่า

✅ กินผักให้ได้หลายสีในแต่ละสัปดาห์

✅ เปลี่ยนชนิดของผักอยู่เสมอ

✅ รับประทานทั้งผักสดและผักสุก

✅ กินร่วมกับโปรตีนและธัญพืช

✅ ดื่มน้ำให้เพียงพอ

✅ เลี่ยงการกินผักชนิดเดิมในปริมาณมากทุกวัน

ผัก 5 สี ช่วยให้ได้รับสารอาหารครบกว่า

ลองแบ่งผักในแต่ละสัปดาห์ให้มี

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 22/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,900.0066,100.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,260.0064,581.6066,900.00
ทองรูปพรรณ 90%3,834.0058,123.44n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,408.0051,665.28n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,917.0029,061.72n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,491.0022,603.56n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,414.5166,923.97n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9534.9434.9435.4434.9434.9434.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ 9134.5734.5735.0734.5734.5734.5734.5734.5734.57
แก๊สโซฮอล์ E2029.9429.9430.1429.9429.9429.9429.9429.94
แก๊สโซฮอล์ E8525.8825.8825.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9543.9348.4144.4344.0843.93
ดีเซล34.9434.9434.9434.9434.9434.9434.9434.9434.94
ดีเซล B2029.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า