สาระน่ารู้ประจำวันที่ 30 กันยายน 2569

โซลาร์ไทยโตแรง รับค่าไฟ-รัฐหนุน เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ เดินชิงแชร์ตลาดบ้าน-SME

ตลาดโซลาร์ไทยเร่งตัว รับแรงหนุนค่าไฟและนโยบายรัฐ “เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่” เร่งขยายฐานลูกค้าบ้าน และ SME เดินเกมชิงโอกาสในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังเติบโต

ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “โซลาร์” กำลังกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในประเทศไทย จากเดิมที่การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มักจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ปัจจุบันตลาดเริ่มขยายตัวเข้าสู่บ้านพักอาศัย ร้านค้า สำนักงาน และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

ปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนไม่ได้มีเพียงความต้องการลดค่าไฟ แต่ยังรวมถึงต้นทุนระบบที่มีแนวโน้มเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านสินเชื่อและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ภาพดังกล่าวทำให้ตลาดโซลาร์ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นตลาดที่มีผู้เล่นจากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาแข่งขัน

ค่าไฟ-มาตรการรัฐ จุดเร่งตลาดโซลาร์

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ตลาดโซลาร์ ในปัจจุบันอยู่ในภาวะตลาดเปิดและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากปัจจัยภายนอก หรือ Catalysts ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งสินเชื่อและมาตรการทางภาษี มาตรการบางส่วนเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำค่าใช้จ่ายไปใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท รวมถึงโครงการช่วยเหลือเงินดาวน์ 50,000 บาท ซึ่งมีส่วนช่วยลดภาระต้นทุนเริ่มต้นของผู้ที่สนใจติดตั้งระบบโซลาร์

“ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เนื่องจากมีปริมาณแสงแดดในระดับที่เหมาะสมต่อการผลิตไฟฟ้า ทำให้การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มีศักยภาพด้านความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โซลาร์มีโอกาสขยายจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่ตลาดผู้บริโภควงกว้างมากขึ้น”

ตลาดบ้านชะลอ แต่โซลาร์ยังมีช่องว่าง

ความน่าสนใจของธุรกิจโซลาร์ยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตลาดบ้านจัดสรรได้รับผลกระทบจากต้นทุนก่อสร้างที่อยู่ในระดับสูง จำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลง รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กำลังซื้อและการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบมูลค่าธุรกรรมระหว่างบ้านกับโซลาร์ ความแตกต่างค่อนข้างชัดเจน

“บ้านหนึ่งยูนิตมีมูลค่าตั้งแต่หลักล้านบาท ขณะที่แพ็กเกจโซลาร์สำหรับบ้านพักอาศัยขนาดประมาณ 3–5 กิโลวัตต์ มีราคาอยู่ที่ประมาณ 114,000 – 142,000 บาท และระบบขนาด 10 กิโลวัตต์พร้อมแบตเตอรี่มีราคาประมาณ 393,000 บาท”

อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทอสังหาริมทรัพย์จะหันมาให้ความสนใจ ธุรกิจโซลาร์ มากขึ้น แต่รายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมูลค่าต่อรายการของบ้านสูงกว่าธุรกิจโซลาร์อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือโซลาร์กำลังถูกนำมาใช้เป็นทั้งสินค้าเสริมและช่องทางสร้างรายได้ใหม่

“เสนา” ขยายโซลาร์ จากบ้านสู่ธุรกิจ

สำหรับ เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ประสบการณ์ในธุรกิจโซลาร์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทฯ ดำเนินการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มานานกว่า 17 ปี ในช่วงแรกการติดตั้งโซลาร์มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ลูกบ้านเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับโครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทฯ มากกว่าการทำตลาดกับบุคคลภายนอก เหตุผลสำคัญในเวลานั้นมาจากต้นทุนระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสถาบันการเงินยังไม่ได้สนับสนุนสินเชื่อสำหรับการลงทุนระบบโซลาร์อย่างแพร่หลาย

“เมื่อโครงสร้างตลาดเปลี่ยน ทั้งต้นทุน เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค บริษัทฯ จึงขยายธุรกิจออกไปยังลูกค้าภายนอกมากขึ้น”

ปัจจุบันตลาดของ เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มบ้านพักอาศัย หรือ Residential (B2C) และกลุ่มลูกค้าองค์กรและอุตสาหกรรม หรือ Commercial & Industrial (CNI/B2B) ที่น่าสนใจ คือสัดส่วนลูกค้าทั้งสองกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 50:50 สะท้อนว่าโอกาสของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้บริโภครายย่อย แต่กำลังขยายไปยังภาคธุรกิจด้วย

CNI เปลี่ยนฐานจากโรงงานใหญ่สู่ SME

อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาด คือโครงสร้างลูกค้ากลุ่ม CNI ในอดีต ลูกค้าธุรกิจของโซลาร์มักเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า หรือองค์กรที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูง ปัจจุบันฐานลูกค้าเริ่มขยายลงมาสู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารแบบ Standalone สำนักงาน และโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับประมาณ 50–300 กิโลวัตต์

“การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า โซลาร์กำลังเปลี่ยนจากตลาดที่มีลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่เป็นหลัก ไปสู่ตลาดที่มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น”

สำหรับ ผู้ประกอบการ SME ค่าไฟถือเป็นต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง ดังนั้นการลงทุนติดตั้งโซลาร์จึงสามารถถูกพิจารณาในมุมของการบริหารต้นทุน มากกว่าการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว

Barrier to Entry ต่ำ เกมแข่งขันจึงเข้มข้น

แม้ตลาดโซลาร์จะมีแนวโน้มเติบโต แต่ความท้าทายสำคัญ คือการแข่งขัน เนื่องจากธุรกิจนี้มี Barrier to Entry หรืออุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้เล่นในตลาดมีตั้งแต่ช่างไฟฟ้า ผู้รับเหมารายย่อย ไปจนถึงอดีตพนักงานที่ออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก การตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะ TikTok และ Reels ยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงลูกค้าโดยตรงได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายใหญ่จากอุตสาหกรรมอื่นก็เข้ามาแข่งขัน โดยอาศัยแบรนด์ ฐานลูกค้า และเครือข่ายเดิมเป็นข้อได้เปรียบ โครงสร้างตลาดจึงสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ประกอบการรายใหญ่จากธุรกิจเดิม บริษัทที่เชี่ยวชาญธุรกิจโซลาร์โดยเฉพาะ และผู้ประกอบการรายย่อยที่แข่งขันด้านราคาและความคล่องตัว

ตลาดใหม่เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นหน้าใหม่

เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจบ้านจัดสรร ตลาดโซลาร์ยังอยู่ในช่วงที่โครงสร้างอุตสาหกรรมกำลังพัฒนา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีผู้เล่นรายใหญ่ที่สะสมประสบการณ์และส่วนแบ่งตลาดมาเป็นเวลานานกว่า 45 ปี ขณะที่ตลาดโซลาร์ยังมีผู้เล่นจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาแข่งขัน และหลายรายไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างแบรนด์ การพัฒนาบริการ และการขยายฐานลูกค้า

โจทย์สำคัญของผู้ประกอบการจึงไม่ได้อยู่ที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างความน่าเชื่อถือ บริการหลังการขาย การออกแบบระบบให้เหมาะกับการใช้ไฟ และการทำให้ผู้บริโภคเห็นความคุ้มค่าของเงินลงทุนท้ายที่สุด

การเติบโตของตลาดโซลาร์ไทยจึงไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนแผงที่เพิ่มขึ้นบนหลังคาบ้านหรือโรงงานแต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดพลังงาน เมื่อ “ค่าไฟ” กลายเป็นต้นทุนที่ทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องบริหารจัดการ และ “แสงแดด” กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า

วันนี้โซลาร์กำลังขยายฐานจากตลาดเฉพาะกลุ่มในอดีต ไปสู่บ้าน ร้านค้า สำนักงาน โรงงาน และ SME แน่นอนว่า เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการรับรู้ ท่ามกลางตลาดที่กำลังเปิดกว้างและมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สภาผู้บริโภค เตือนกทม.เสี่ยงจม ผังเมืองใหม่ “พื้นที่รับน้ำ” หาย

สภาผู้บริโภคเตือน กทม.เสี่ยงจม ทั้งน้ำเหนือ น้ำเขื่อน ฝนสะสม และน้ำทะเลหนุน ขณะที่ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ใหม่ ฉบับนายทุน ลด พื้นที่รับน้ำ ชัดเจน ทั้งฝั่งตะวันออก – ตะวันตก เพิ่มพื้นที่ให้บ้านจัดสรร คอนโดฯ ขึ้น เตรียมรณรงค์คนกรุงเทพฯ รู้เท่าทันร่างผังเมืองก่อนหมดเวลายื่นคำร้อง 9 พ.ย.นี้

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยากำลังเป็นอีกบททดสอบสำคัญของกรุงเทพมหานคร เมื่อปริมาณน้ำจากตอนบนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกรมชลประทานรายงานว่า วันที่ 26 กันยายน 2569 ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์เพิ่มเป็น 1,827 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ก่อนเพิ่มการระบายเป็น 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 27 กันยายน เพื่อรองรับน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเฝ้าระวังจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ทั้งน้ำเดิมที่ท่วมรอการระบาย น้ำเหนือที่ระบายหลากลงมา รวมถึงน้ำทะเลที่กำลังหนุนย้อนดันกลับมา ทำกรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำอีกระลอก

 พื้นที่รับน้ำกำลังหายเพิ่มขึ้น


ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค มองว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสถานการณ์น้ำในระยะสั้น คือ ทิศทางการพัฒนาเมืองตามร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการรองรับน้ำของกรุงเทพฯ ลดลงในระยะยาว

“ถ้าเทียบกับผังเมืองรวม กทม. ฉบับปัจจุบันปี 2556 จะเห็นว่า ฝั่งตะวันตกมี “พื้นที่สีเขียวลายทแยง” ซึ่งเป็นที่ี่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ที่ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ และทำหน้าที่เหมือนแก้มลิง แต่ในร่างผังเมืองฯ ฉบับใหม่ที่กำลังถูกคัดค้านอยู่ในขณะนี้ พื้นที่ลักษณะนี้ทางฝั่งตะวันตกกลับหายไปทั้งหมด และถูกแทนที่ด้วยพื้นที่สีเหลือง สีส้ม ที่เปิดโอกาสให้มีการสร้างที่อยู่อาศัยประเภทหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดฯ เพิ่มขึ้น คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนมาบรรจบพร้อมกัน กรุงเทพฯ จะเอาพื้นที่ตรงไหนรับน้ำ” ก้องศักดิ์ กล่าว

ก้องศักดิ์ กล่าวว่า ความกังวลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่งตะวันตก แต่ตามร่างผังเมืองฯ ฉบับใหม่ พื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการรองรับและระบายน้ำของกรุงเทพฯ ก็ถูกลดพื้นที่ส่วนที่เป็น “สีเขียวลายทะแยง” หรือพื้นที่รับน้ำลงเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณหนองจอก มีนบุรี คันนายาว สายไหม และลาดกระบัง โดยพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่รับน้ำเดิม

รวมถึง “โครงการแก้มลิง” จำนวนมาก ถูกยกเลิก และปรับเปลี่ยนไปใช้ในการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นมากขึ้น ทั้งที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเป็นจุดเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วม ส่งผลให้ต้องเกิดภาระที่ต้องลงทุนจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลไปที่ เรื่อง ระบบระบายน้ำ ทั้งการขุดตัด ขยายคูคลอง วางแนวอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ และ เพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ช่วยได้แค่บรรเทาภาวะน้ำท่วม และยังแสดงให้เห็นชัดว่าแก้ไขไม่ได้ เอาไม่อยู่เมื่อเจอปริมาณน้ำจำนวนมาก ๆ สร้างปัญหาเกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก จากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นเพิ่งเกิดขึ้นมา ที่ย้ำให้เห็นเป็นหลักฐานตอกย้ำถึงการวางผังเมืองที่ผิด

“เรากำลังเห็นพื้นที่โล่ง ที่ว่าง พื้นดินที่ให้น้ำซึมผ่าน และพื้นที่รับน้ำ ค่อย ๆ หายไป เอาพื้นที่ไปสร้างเป็นบ้าน เป็นอาคาร เพื่ออยู่อาศัย เพื่อขายหาประโยชน์ค้ากำไรกัน แล้วหวังว่าจะทดแทนการรับและระบายน้ำได้ด้วยการขุดขยายคูคลอง สร้างอุโมงค์น้ำยักษ์ และระบบปั๊มสูบ เพื่อระบายน้ำออกไปได้ทัน แต่วันนี้สถานการณ์น้ำกำลังบอกเราแล้วว่า ระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด ถ้ายิ่งทำให้ “พื้นที่ที่เคยรับน้ำ” หายไปอีก ความเสียหายวันข้างหน้าจะหนักขึ้น นี่คือ สิ่งที่ประชาชนต้องรู้ก่อนที่จะปล่อยให้ผังเมืองฉบับนี้ ที่ได้ประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม แต่จะสร้างความเสียหายต่อคนจำนวนมาก ผ่านไป” ก้องศักดิ์ ระบุ

น้ำเหนือมา – ทะเลหนุนซ้ำ “เวลาระบายน้ำ” ยิ่งสำคัญ


ความกังวลดังกล่าวสอดคล้องกับการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำล่าสุดของ ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ซึ่งเตือนว่า กรุงเทพฯ ต้องเร่งระบายน้ำในช่วงที่ระดับทะเลเอื้ออำนวย เพราะน้ำเหนือกำลังทยอยลงมา ขณะที่ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมมีความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนกลับเข้ามาสมทบ หากน้ำในระบบเดิมยังระบายออกไม่ทัน การระบายน้ำจากกรุงเทพฯ จะทำได้ยากขึ้น

ข้อมูลของกรมชลประทานยืนยันภาพน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ C.2 นครสวรรค์อาจเพิ่มถึงประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนตัวเลขจริงวันที่ 26 กันยายนขึ้นไปอยู่ที่ 1,827 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาถูกทยอยเพิ่มตามสถานการณ์

ดร.สิตางศุ์ยังเตือนถึงความสำคัญของการบริหารเขื่อนตามหลักวิศวกรรม โดยเฉพาะเขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูง ไม่ควรชะลอการระบายเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะสั้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงของเขื่อน ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดเร่งพร่องน้ำในคลองและระบบระบายน้ำ เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับทั้งฝนและน้ำเหนือระลอกใหม่

ขณะที่ 2569 ในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ปรับปรุงครั้งที่ 4 มีการยกเลิก “พื้นที่พักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม” อีก 5 แห่ง ที่กทม. ระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า ได้แก่ บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน บึงหมู่บ้านมณียา บึงสวนสยาม บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ บึงหมู่บ้านเคซีเลควิว รวมทั้งแก้มลิงฝั่งตะวันออก – คู้บอน ที่ถูกยกเลิกไปจากผังเมืองกทม.แล้ว

สร้างเมืองหนาแน่นขึ้น แต่พื้นที่รับน้ำลดลง เสี่ยงหนัก


สำหรับปัญหาสำคัญของการพัฒนาเมืองในช่วงที่ผ่านมา ก้องศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มความหนาแน่นของสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่บึง คลอง พื้นที่โล่ง และพื้นที่รองรับน้ำกลับลดลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก เมืองจึงต้องพึ่งพาระบบระบายน้ำเชิงวิศวกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีต บึงถูกถม คลองลดลง พื้นที่รับน้ำลดลง แต่เรากลับฝากความหวังทั้งหมดไว้กับอุโมงค์และเครื่องสูบน้ำ คำถามง่าย ๆ คือ ถ้าน้ำมาพร้อมกันทั้งน้ำเหนือ ฝน และน้ำทะเลหนุน ระบบเหล่านี้จะระบายทันหรือไม่ ซึ่งเราคงได้คำตอบกันแล้วจากชีวิตจริง สิ่งที่ต้องประสบ และร่วมเผชิญกันมาในรอบหลายวันมานี้” ก้องศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ก้องศักดิ์ มองว่า สถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นควรถูกใช้เป็น “สัญญาณเตือน” ก่อนตัดสินใจเรื่องร่างผังเมืองฯ เพราะการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ใช่เพียงเรื่องว่าบริเวณใดสร้างบ้านหรืออาคารได้ แต่หมายถึงการกำหนดว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเหลือพื้นที่สำหรับรองรับน้ำมากน้อยเพียงใด

ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ยังอยู่ในกระบวนขั้นตอนการปิดประกาศ 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม – 9 พฤศจิกายน 2569 โดยผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562

ก้องศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่คือประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงในร่างผังเมืองจะส่งผลต่อชีวิตของตนเองอย่างไร ทั้งเรื่องน้ำท่วม การจราจร ความหนาแน่นของอาคารดาต้า เซนเตอร์ (Data Center) สถานบริการ อาคารที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนคุณภาพชีวิตของชุมชน

“คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าผังเมืองฉบับนี้เกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา เพราะสิ่งที่อยู่ในแผนที่และข้อกำหนดไม่ได้ถูกอธิบายออกมาให้เห็นง่าย ๆ ว่า ถ้าเปลี่ยนสีตรงนี้ ถ้าเพิ่มความหนาแน่นตรงนั้น หรือถ้าพื้นที่รับน้ำลดลง สุดท้ายใครเป็นคนรับผลกระทบ” ก้องศักดิ์ กล่าว

อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ของสภาผู้บริโภค จึงเตรียมผลักดันการสื่อสารและรณรงค์ให้ประชาชนได้ รับรู้ เข้าถึง และเข้าใจ ถึงเนื้อหา ข้อมูลของร่างผังเมืองมากขึ้น โดยการเชื่อมโยงให้เห็นว่า ปัญหาที่ดูเหมือนแยกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำท่วม การลดลงของพื้นที่รับน้ำ อาคารสูงผิดกฎหมายกว่า 100 โครงการ การปล่อยให้เกิดอาคารประเภทดาต้าเซนเตอร์ และ สถานบริการผิดกฎหมาย รวมถึงการเพิ่มความหนาแน่นของเมืองด้วยอาคารหลากประเภท หลายขนาด ที่สามารถแทรกสร้างประชิดกันได้มากขึ้น จนรบกวนกันเองในที่สุด ล้วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดอนาคตของกรุงเทพฯ ผ่านผังเมือง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทวันนี้(30 ก.ย.69) เงินบาทเปิด 33.55 บาท/ดอลลาร์ ‘ทรงตัว’ จากวันก่อน

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 30 ก.ย. ที่ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ทรงตัวจากวันก่อนหน้า
  • คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-33.65 บาทต่อดอลลาร์ในรอบ 24 ชั่วโมง
  • ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าเงินในระยะสั้นคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • ตลาดกำลังจับตาข้อมูลเงินเฟ้อ (PCE) และตัวเลขการจ้างงาน (ADP) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของเฟด

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากวันก่อนหน้า หลังแกว่งในกรอบ 33.50-33.62 บาทต่อดอลลาร์ คาด 24 ชั่วโมงเคลื่อนไหว 33.40-33.65 บาท ขณะที่ระยะสั้นยังเผชิญ Two-way risk จากมุมมองดอกเบี้ยเฟดและสถานการณ์ตะวันออกกลาง แนะจับตา PCE-ADP และใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะ Options

วันที่ 30 กันยายน 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ Sideways ที่ 33.50-33.62 บาทต่อดอลลาร์

ช่วงแรกเงินบาทและราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยลดลง และช่วยพยุงเงินบาทรวมถึงราคาทองคำ

ก่อนที่เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดลดโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม จากเกือบ 70% เหลือราว 47% ตามถ้อยแถลงของ John Williams เจ้าหน้าที่เฟดสาขานิวยอร์ก ที่ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้งในช่วงปลายปีอาจเหมาะสมต่อการควบคุมเงินเฟ้อ

Krungthai มองกรอบเงินบาท 24 ชั่วโมง 33.40-33.65 บาท

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า กรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 33.40-33.65 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างวันเงินบาทยังมีปัจจัยต้องติดตามทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ราคาพลังงาน ทองคำ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผู้เล่นยังไม่เร่งเปิดรับความเสี่ยง แม้ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดจะทำให้ตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ราคาพลังงานทยอยลดลง โดย Dow Jones ลดลง 0.3% S&P 500 ลดลง 0.2% และ Nasdaq Composite ลดลง 0.1% เนื่องจากตลาดยังรอติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ยอดการจ้างงาน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ลดลง 0.09% แม้ราคาพลังงานที่ลดลงและความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงจะช่วยพยุงตลาดบางส่วน ขณะที่หุ้นธีม AI และ Semiconductor อย่าง ASML รีบาวด์ 4.2%

บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ แกว่ง 5.20-5.30% จับตาทิศทางเฟด

ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ บอนด์ยีลด์ 10 ปีเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 5.20-5.30% โดยมุมมองของตลาดที่ลดโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ประกอบกับราคาพลังงานที่ลดลง ช่วยให้บอนด์ยีลด์ย่อตัวลงบ้าง

Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว โดยเน้น Buy on Dip ในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีปรับขึ้นเหนือ 5.20% และทำให้ Break-even yield ที่จะทำให้การถือครองบอนด์ระยะยาวเกิดผลขาดทุนบน Total Return อยู่ในระดับ 5.70-5.80%

ดอลลาร์ยัง Sideways ทองคำรีบาวด์แตะ 4,200 ดอลลาร์

ตลาดค่าเงิน ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยช่วงแรกได้รับแรงหนุนจากบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ก่อนอ่อนค่าลงตามการปรับลดโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย โดยดัชนีดอลลาร์ DXY เคลื่อนไหวบริเวณ 101.2-101.6 จุด หรือแถว 101.4 จุด

ส่วนราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ประกอบกับการลดลงของโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาทองคำสัญญา COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 รีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง

จับตา PCE-ADP ตัวแปรเปลี่ยนมุมมองดอกเบี้ยเฟด

สำหรับปัจจัยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดให้น้ำหนักกับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม และยอดการจ้างงานภาคเอกชน ADP เดือนกันยายน รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ย

ล่าสุดผู้เล่นในตลาดคาดว่าเฟดมีโอกาสราว 32% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปีหน้า

ฝั่งยุโรป ตลาดรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB และตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษในไตรมาส 2 ส่วนเอเชีย จับตาดัชนี Manufacturing และ Services PMIs ของจีนเดือนกันยายน รวมถึงผลสำรวจ BOJ Tankan ในไตรมาส 3

Krungthai ชี้เงินบาทยังมี Two-way risk แนวรับ 33.50 แนวต้าน 33.70-33.85

Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงแนะนำให้ผู้เล่นในตลาดใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในระหว่างวัน ความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจช่วยหนุนบรรยากาศตลาดการเงินเอเชียและชะลอการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียได้ แต่เงินบาทอาจยังไม่แข็งค่าชัดเจนจนกว่าการเจรจาจะมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม โดยมองแนวรับเงินบาทบริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 33.70 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวต้านสำคัญที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์

Krungthai GLOBAL MARKETS ยังแนะนำให้ติดตามเงินเยนญี่ปุ่นและราคาทองคำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งสองสินทรัพย์มีการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา และความผันผวนของทั้งสองสินทรัพย์สามารถส่งผลต่อเงินบาทได้

นอกจากนี้ ตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงรับรู้ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ในช่วงประมาณ 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

มุมมองระยะกลาง-ยาว เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง

สำหรับระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมองว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนคงดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 และจึงทยอยลดดอกเบี้ยลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วและมากกว่าที่ประเมินไว้เพิ่มขึ้น หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงหรือยืดเยื้อกว่าคาด

ด้านเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งในกรอบเวลารายวันและรายสัปดาห์ โดยเงินบาทจะต้องแข็งค่าทะลุระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ จึงจะเปลี่ยนแนวโน้มดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


“วิว” กุลวุฒิ ความผิดหวัง แพ้นัดชิงฯ “โอลิมปิก 2024” สู่เหรียญทองประวัติศาสตร์ “เอเชียนเกมส์ 2026”

ย้อนรอยเส้นทาง “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ความผิดหวังแพ้นัดชิงฯ “โอลิมปิก 2024” ที่ฝรั่งเศส สู่เหรียญทองประวัติศาสตร์ “เอเชียนเกมส์ 2026” ที่ญี่ปุ่น

โอลิมปิก 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ สามารถกรุยทางเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ ประเภท แบดมินตัน ชายเดี่ยว ได้สำเร็จ ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของตัวเขาในวงการลูกขนไก่ และ วงการแบดมินตันของประเทศไทย ซึ่งคู่แข่งในนัดชิงฯคือ วิกเตอร์ แอ็กเซลเซน มือเก๋าจากเดนมาร์ก คู่แข่งตัวเขามักมีสถิติเป็นรอง และ ดูเหมือนจะแพ้ทางอยู่พอสมควร

ซึ่งนัดชิงชนะเลิศ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ พยายามสู้เต็มที่สุดความสามารถแล้ว แต่ทว่าไม่อาจต้านทานความแข็งแกร่งของ วิกเตอร์ แอ็กเซลเซน ได้ไหว ก่อนที่จะพ่ายไป 0-2 เกม ด้วยคะแนน 11-21, 11-21 และแม้จะเข้าป้ายรองแชมป์ แต่นี่คือการคว้าเหรียญเงินประวัติศาสตร์มาครอง แถมเหรียญรางวัลแรกของวงการแบดมินตันไทย ในโอลิมปิกเกมส์ อีกด้วย แม้ความพ่ายแพ้นี้จะเป็นความชอกช้ำ แต่ก็ทำให้กลายเป็นแรงผลักดันครั้งสำคัญให้เขามุ่งมั่นที่จะยกระดับและพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก

หลังจากจบโอลิมปิกเกมส์ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ มีผลงานที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาพร่างกาย แต่ตัวเขาก็ยังคงมุ่งมั่นฝึกซ้อมและทำผลงานในเวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถขยับขึ้นมาเป็น มืออันดับ 2 ของโลกได้สำเร็จ และรักษามาตรฐานการเล่นได้ดีขึ้นตามลำดับ

“เอเชียนเกมส์ 2026” ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นมหกรรมที่ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ หมายมั่นปั้นมือที่จะไปให้ได้ไกลที่สุด ซึ่งตอนแรกนั้นตัวเขาเหมือนจะยังไม่ค่อยแน่ใจนักเนื่องจากมองว่าตัวเขาเองยังไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดี อย่างที่ควรจะเป็นในมุมมองของตัวเอง โดยตอนที่ตัวเขาเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ จากการเอาชนะ อัลวี่ ฟาร์ฮาน มืออันดับ 10 ของโลกจากอินโดนีเซีย มาได้ ก็ยังบอกเองไม่คิดว่าตัวเองจะมาได้ไกลขนาดนี้

29 กันยายน 2569 คือวันที่ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่ก่อนแข่งเพิ่งได้รับข่าวดีกลับขึ้นมือ 1 ของโลก อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการกลับขึ้นไปรั้งมือวางอันดับ 1 ของโลก ประเภทชายเดี่ยว แบดมินตัน ครั้งที่สาม หลังจากที่เคยขึ้นมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 หลังคว้าแชมป์ สิงคโปร์ โอเพ่น 2025 พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นชายเดี่ยวไทยคนแรก ที่ขึ้นมือ 1 โลกได้สำเร็จ ก่อนครั้งที่ 2 คือเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 หลังทะลุเข้ารอบตัดเชือก ออล อิงแลนด์ โอเพ่น 2026

ซึ่งผลการแข่งขันใน รอบชิงชนะเลิศ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ลงสนามพบกับ โลห์ เคียนยิว มืออันดับ 13 ของโลกจากสิงคโปร์ ที่ก่อนตัวเขาจะเอาชนะไป 2-0 เกม ด้วยคะแนน 21-12, 21-16 ผงาดคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026 ได้สำเร็จ และเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้วงการแบดมินตันไทย ในรอบ 60 ปี จากการเป็นนักกีฬาชายไทยคนแรก ที่คว้าเหรียญทองประเภทบุคคล นับตั้งแต่มีการบรรจุแบดมินตันใน เอเชียนเกมส์ เมื่อปี 1962

และยังเป็นการสิ้นสุดการรอคอยเหรียญรางวัล ในประเภทชายเดี่ยวของไทย ที่ยาวนานถึง 56 ปี หรือ นับตั้งแต่ปี 1970 นับจากครั้งล่าสุดเมื่อ สงบ รัตตนุสสรณ์ คว้าเหรียญทองแดงในเอเชียนเกมส์ 1970 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งทาง ระบุว่า “จริง ๆ แทบอยากตบหน้าตัวเองเลย ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า คือมันเหมือนกับว่าเราฝันไปหรือเปล่า มันเป็นอะไรที่ผมพูดไม่ออกเหมือนกัน ก่อนหน้าจะมาแข่ง ฟอร์มของผมก็ไม่ได้ดีมาก แถมคู่แข่งทุกคนที่มาแข่งในรายการนี้ ก็เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี แต่วันนี้มันดีใจมากๆ จนเหมือนผมฝันไปเลย มันรู้สึกดีใจมากๆ เลยครับ”

“เหรียญรางวัลนี้ ผมขอมอบให้คนไทยทุกคน ที่ตอนนี้กำลังเจออุทกภัยน้ำท่วมอยู่ตอนนี้ ผมคิดว่าคนไทยสู้และต่อสู้มากกว่าผมอีก ตัวผมเองมีหน้าที่แค่ลงไปต่อสู้ในสนามแข่งขัน แต่บางคนต้องเดินลุยน้ำท่วมออกไปซื้อของ ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เหนื่อยและลำบากกว่าผมเยอะมาก สุดท้ายนี้ผมอยากขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคน ผู้สนับสนุน ครอบครัว รวมถึง โค้ช ผมอยากมอบเหรียญทองนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ”

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


แพทย์เตือน 5 โรคระบาดหน้าฝน-น้ำท่วม เด็กและผู้สูงอายุเสี่ยงสูง

  • แพทย์เตือนให้เฝ้าระวัง 5 โรคสำคัญที่มากับฤดูฝนและน้ำท่วม ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่, ไข้เลือดออก, ไข้ฉี่หนู, อุจจาระร่วง และโรคผิวหนังหรือแผลติดเชื้อ
  • กลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือเด็กและผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากมีความเสี่ยงติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงได้ง่าย
  • สาเหตุหลักของการระบาดมาจากน้ำท่วมขังที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย, การสัมผัสน้ำสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรค และการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม

“ฝนตกหนักและน้ำท่วม” เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลายชนิด ทั้งโรคทางเดินหายใจ โรคจากยุงพาหะ โรคจากน้ำและอาหารปนเปื้อน รวมถึงโรคผิวหนังและแผลติดเชื้อ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ต้องลุยน้ำเป็นเวลานาน

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า ในช่วงที่หลายพื้นที่ยังเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ต้องระวังโรคจากน้ำและอาหารปนเปื้อน โรคที่มียุงเป็นพาหะ และการติดเชื้อจากการสัมผัสน้ำสกปรก หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการตรวจและรักษา ไม่ควรรอจนมีอาการรุนแรง แนะเฝ้าระวัง 5 โรคสำคัญ ได้แก่

  • ไข้หวัดใหญ่
  • ไข้เลือดออก
  • ไข้ฉี่หนู
  • อุจจาระร่วง และ
  • โรคผิวหนังหรือแผลติดเชื้อ

ไข้หวัดใหญ่-โรคทางเดินหายใจ

ข้อมูลกรมควบคุมโรคระหว่างวันที่ 1 มกราคม-8 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 213,621 ราย เสียชีวิต 22 ราย เด็กอายุ 5-9 ปีเป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ซึ่งฝนตกหนักและน้ำท่วมทำให้ประชาชนต้องอยู่รวมกันในพื้นที่ปิด เช่น บ้าน ศูนย์พักพิง หรือสถานที่ทำงาน ก็เพิ่มโอกาสแพร่เชื้อทางเดินหายใจและไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อผ่านละอองจากการไอ จาม พูดคุย รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ไอ เจ็บคอ น้ำมูก และอ่อนเพลีย หากมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ซึม หรืออาการทรุดลงเร็ว ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคเรื้อรัง

การป้องกันควรล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วยหรืออยู่ในพื้นที่แออัด หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน และพักผ่อนให้เพียงพอ

ไข้เลือดออก-น้ำขังเพิ่มแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

น้ำที่ขังในจานรองกระถาง ถังน้ำ ภาชนะ หรือขยะรอบบ้าน สามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ โดยข้อมูลกรมควบคุมโรคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-22 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสม 16,094 ราย เสียชีวิต 26 ราย และพบผู้ป่วยมากในกลุ่มอายุ 10-19 ปี

อาการมักเริ่มจากไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่น โดยช่วงที่ไข้เริ่มลดต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากมีอาการปวดท้องมาก อาเจียนบ่อย ซึม มือเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาล

หากสงสัยไข้เลือดออก ไม่ควรซื้อยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนกรับประทานเอง พร้อมกำจัดน้ำขังรอบบ้านและปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด

ไข้ฉี่หนู-ลุยน้ำย่ำโคลนเสี่ยงติดเชื้อ

สำหรับผู้ที่ต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ต้องระวังโรคเลปโตสไปโรสิส หรือไข้ฉี่หนู ซึ่งเชื้อแบคทีเรียสามารถปนเปื้อนมากับปัสสาวะของสัตว์และกระจายลงสู่ดิน น้ำ และโคลน เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุต่าง ๆ ได้

ข้อมูลกรมควบคุมโรคระหว่างวันที่ 1 มกราคม-21 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วย 2,190 ราย เสียชีวิต 30 รายหลังสัมผัสน้ำ หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ตาแดง คลื่นไส้ หรืออาเจียน ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วมหรือโคลน

หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูตและถุงมือ ปิดบาดแผลให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า และล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลังขึ้นจากน้ำ

อุจจาระร่วง-อาหารเป็นพิษ

น้ำท่วมสามารถพาสิ่งปฏิกูลและเชื้อโรคเข้าสู่แหล่งน้ำ วัตถุดิบ ภาชนะ และอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลได้รับผลกระทบ ข้อมูลกรมควบคุมโรคระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน-9 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าโรคอุจจาระร่วงเป็นโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วงดังกล่าว ขณะที่อาหารเป็นพิษเป็นอีกโรคที่พบมากในฤดูฝน

หากมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ ควรป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการจิบน้ำและสารละลายเกลือแร่ ORS หากถ่ายบ่อยมาก ถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือด อาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย อ่อนเพลียมาก หรือซึมลง ควรพบแพทย์

ช่วงน้ำท่วมควรรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และทิ้งอาหารหรือวัตถุดิบที่สัมผัสน้ำท่วมโดยตรง

โรคผิวหนัง-แผลติดเชื้อ

การลุยน้ำเป็นเวลานานทำให้เกราะป้องกันผิวหนังอ่อนแอลง โดยเฉพาะบริเวณเท้าและซอกนิ้ว หากสัมผัสน้ำเสียหรือสิ่งสกปรกเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผื่นคัน เชื้อรา น้ำกัดเท้า และแผลติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลเดิม

หากหลังลุยน้ำมีอาการคัน แสบ ผิวลอก แดง มีตุ่ม หรือมีแผลบริเวณเท้าและซอกนิ้ว ควรล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เช็ดให้แห้ง และเปลี่ยนรองเท้าหรือถุงเท้าที่เปียก หากแผลบวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เมืองฟองน้ำ 4 ประเทศ เปิดโมเดลจัดการน้ำ รับมือฝนหนัก-น้ำท่วม

  • นำเสนอแนวคิด “เมืองฟองน้ำ” ซึ่งเป็นการออกแบบเมืองให้สามารถดูดซับ กักเก็บ และชะลอน้ำฝน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกหนัก
  • เปิดโมเดลการจัดการน้ำจาก 4 ประเทศ ได้แก่ จีน (สวนฟองน้ำ), เยอรมนี (จัดการน้ำฝนในพื้นที่), เนเธอร์แลนด์ (จัตุรัสน้ำ) และสิงคโปร์ (เปลี่ยนคลองเป็นพื้นที่ธรรมชาติ)
  • ชี้ให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวเป็นทางเลือกสำหรับกรุงเทพฯ ในการเพิ่มพื้นที่รับน้ำ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบระบายน้ำเดิม

เมืองฟองน้ำ (Sponge City) เป็นแนวทางจัดการน้ำที่ออกแบบเมืองให้สามารถดูดซับ กักเก็บ ชะลอ กรอง และนำน้ำฝนกลับมาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมจากฝนตกหนัก พาไปรู้จัก 4 โมเดลจากจีน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ซึ่งนำแนวคิดเมืองฟองน้ำมาปรับใช้แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ แนวทางดังกล่าวสะท้อนทางเลือกในการจัดการน้ำของเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ของประเทศไทย

สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร สะท้อนโจทย์การบริหารจัดการน้ำของเมืองที่ต้องรับมือทั้งน้ำฝน น้ำท่วมขัง และมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน ขณะที่การระบายน้ำยังเป็นประเด็นสำคัญในการลดผลกระทบต่อประชาชน สำหรับกรุงเทพมหานคร ก่อนหน้านี้มีฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ส่งผลให้หลายพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร และเกิดน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แนวคิดการจัดการน้ำของเมืองถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยเฉพาะการออกแบบพื้นที่เมืองให้สามารถรองรับน้ำฝนได้มากกว่าการพึ่งพาระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว

เมืองขยายตัว พื้นที่ซึมน้ำลด ระบบระบายน้ำรับภาระมากขึ้น

การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพื้นที่ปิดทับที่ไม่ซึมน้ำ เช่น คอนกรีตและลาดยาง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวัฏจักรทางอุทกวิทยาตามธรรมชาติ

ระบบการจัดการน้ำในอดีตซึ่งพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทาเป็นหลัก เช่น คลองคอนกรีต ท่อระบายน้ำใต้ดิน และสถานีสูบน้ำ มุ่งเน้นการระบายน้ำฝนออกจากพื้นที่เมืองให้เร็วที่สุด

แนวทางดังกล่าวนอกจากจะสร้างภาระทางงบประมาณอย่างมหาศาลแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ปลายน้ำ และทำให้เมืองขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุนในสภาวะแห้งแล้ง

“เมืองฟองน้ำ” เปลี่ยนจากระบายน้ำเร็ว สู่การเก็บน้ำไว้ในเมือง

เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นวัตกรรม “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกระบวนทัศน์ใหม่ของการวางผังและออกแบบเมืองที่เน้นการทำงานร่วมกับธรรมชาติ

แนวคิดนี้มุ่งใช้โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว-ฟ้า ร่วมกับการออกแบบเมืองที่ไวต่อวิถีน้ำ เพื่อเพิ่มความสามารถของเมืองในการ ดูดซับ กักเก็บ ชะลอ กรอง และนำน้ำฝนกลับมาใช้ใหม่ ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับโจทย์ของกรุงเทพฯ แนวคิดดังกล่าวจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่เมือง เพราะแทนที่จะมองน้ำฝนเป็นเพียงน้ำที่ต้องรีบระบายออกจากเมือง แนวคิดเมืองฟองน้ำให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่ที่สามารถรับและกักเก็บน้ำไว้ก่อน

4 กลไกเมืองฟองน้ำ รับมือทั้งน้ำท่วมและสภาพอากาศเมือง

กลไกทางอุทกวิทยาของเมืองฟองน้ำตั้งอยู่บน 4 เสาหลัก ได้แก่ การดูดซับและเพิ่มความหนาแน่นของพื้นผิวซึมน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำท่าที่ไหลบนผิวดิน การกักเก็บและชะลอการไหล เพื่อลดยอดคลื่นน้ำท่วมในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก การบำบัดน้ำตามธรรมชาติ ผ่านกระบวนการทางชีวภาพของดินและพืชพรรณ การคายระเหยของน้ำ เพื่อบรรเทาปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง และปรับปรุงสภาวะอากาศจุลภาค

ทั้ง 4 กลไกทำให้พื้นที่เมืองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการน้ำได้

จีนใช้เมืองฟองน้ำเป็นนโยบายระดับชาติ

สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ผลักดันแนวคิดเมืองฟองน้ำอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง โดยเริ่มต้นขึ้นหลังจากกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบทประกาศแนวทางการก่อสร้างเทคนิคเมืองฟองน้ำในปี ค.ศ. 2014

รัฐบาลกลางจีนคัดเลือกเมืองนำร่องรวม 30 เมือง เช่น อู่ฮั่น เซินเจิ้น และเซี่ยงไฮ้ เพื่อรับเงินอุดหนุนโดยตรงระหว่าง 700-1,100 ล้านหยวนต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี

กลยุทธ์ของจีนเน้นการแปลงพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ให้เป็นสวนฟองน้ำ การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และการปรับเปลี่ยนทางเท้าเป็นบล็อกประสานซึมน้ำ

นครเซี่ยงไฮ้จัดสร้างสวนฟองน้ำ Starry Sky เพื่อแก้ปัญหาแผ่นดินทรุดและการจัดการน้ำฝน ขณะที่เมืองอู่ฮั่นบูรณาการสวนน้ำฝนและพื้นที่ชุ่มน้ำซึมน้ำทั่วเมือง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในจีนยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากเมืองใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งประสบปัญหาแผ่นดินทรุดจากการสูบน้ำใต้ดินในอดีต รวมถึงปัญหาความเชื่องช้าในการประสานงานข้ามกระทรวงและขอบเขตการปกครองท้องถิ่น

เยอรมนีออกแบบเมืองให้เก็บและคายน้ำ

สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเมืองฟองน้ำในยุโรปภายใต้ชื่อ “Schwammstadt” โดยมีเมืองเบอร์ลิน ฮัมบูร์ก และเดรสเดนเป็นต้นแบบสำคัญ

ความโดดเด่นของโมเดลเยอรมนีคือการให้ความสำคัญกับ การระเหยและการคายน้ำของพืชพรรณ เนื่องจากงานวิจัยทางอุทกวิทยาพบว่า พื้นที่เมืองส่วนใหญ่สูญเสียอัตราการระเหยน้ำตามธรรมชาติไปอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในอาคาร

ภายหลังเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในกรุงเบอร์ลินเมื่อปี ค.ศ. 2017 รัฐบาลท้องถิ่นได้ออกกฎหมายบังคับให้โครงการก่อสร้างและพัฒนาเมืองใหม่ทั้งหมดต้องจัดการน้ำฝนให้อยู่ภายในแปลงที่ดินของตนเอง โดยห้ามปล่อยลงสู่ระบบท่อระบายน้ำรวม

โครงการพัฒนาพื้นที่อดีตสนามบินเทเกล (Tegel Airport) ถูกออกแบบให้เป็นย่านเมืองฟองน้ำที่กักเก็บและระเหยน้ำฝนในพื้นที่แบบกระจายตัวทั้งหมด

เนเธอร์แลนด์ใช้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่รับน้ำ

ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการสร้างคันกั้นน้ำมาสู่แนวคิด “การอยู่ร่วมกับน้ำ” ผ่านโปรแกรมบริหารจัดการน้ำระดับชาติ หรือ Dutch Delta Programme ซึ่งจัดสรรงบประมาณเกือบ 1,000 ล้านยูโรต่อปี

เมืองร็อตเตอร์ดัมพัฒนานวัตกรรมพื้นที่สาธารณะพหุประโยชน์ เช่น “จัตุรัสน้ำ” Benthemplein ซึ่งในสภาวะอากาศปกติทำหน้าที่เป็นลานกิจกรรมและสนามบาสเกตบอล แต่เมื่อเกิดพายุฝนตกหนัก ลานแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแอ่งกักเก็บน้ำฝนชั่วคราว เพื่อชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ระบบท่อระบายน้ำหลักของเมือง

สิงคโปร์เปลี่ยนคลองระบายน้ำเป็นพื้นที่ธรรมชาติ

สาธารณรัฐสิงคโปร์ประยุกต์ใช้แนวคิดเมืองฟองน้ำผ่านนโยบาย Active, Beautiful, Clean Waters (ABC Waters) เพื่อแปลงโครงสร้างระบายน้ำคอนกรีตให้กลายเป็นลำน้ำและสวนสาธารณะตามธรรมชาติ

โครงการ Bishan-Ang Mo Kio Park เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยมีการเปลี่ยนคลองระบายน้ำคอนกรีตความยาว 2.7 กิโลเมตร ให้กลายเป็นแม่น้ำธรรมชาติเลี้ยวลดคดเคี้ยว ล้อมรอบด้วยพืชพรรณที่ช่วยซึมน้ำและกรองมลพิษ

สิงคโปร์ยังใช้กลไกการให้ทุนอุดหนุน Skyrise Greenery Incentive Scheme (SGIS) เพื่อส่งเสริมการทำหลังคาเขียวและสวนแนวตั้งในอาคารเอกชน

โจทย์กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ “ระบายน้ำให้เร็ว” แต่ต้องเพิ่มพื้นที่รับน้ำ

สถานการณ์น้ำในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้เห็นโจทย์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่พื้นที่ตอนบนจนถึงกรุงเทพมหานคร โดยหน่วยงานด้านน้ำยังต้องบริหารทั้งน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบน น้ำในลุ่มน้ำ และน้ำฝนในพื้นที่เมือง ขณะที่กรุงเทพฯ ต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

หากนำแนวคิดเมืองฟองน้ำมาพิจารณาในบริบทของกรุงเทพฯ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแทนที่คลอง ท่อ หรือสถานีสูบน้ำทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มระบบที่ช่วย ดูดซับ กักเก็บ ชะลอ กรอง และนำน้ำกลับมาใช้ ให้เกิดขึ้นภายในเมืองควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานเดิม

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ น้ำท่วม พายุ ฝนตกหนัก พร้อมวิธีใช้สื่อสารในที่ทำงาน 

หมวดคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ “ฝนตก”

ระดับความแรงของฝนในภาษาอังกฤษมีคำเรียกที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพสถานการณ์ที่ชัดเจนขึ้น 

  • Drizzle (n./v.): ฝนตกปรอยๆ, ฝนตกหยิมๆ 
  • Shower (n.): ฝนที่ตกลงมาซู่เดียวแล้วหยุด (มักกินเวลาไม่นาน) 
  • Heavy rain (n.): ฝนตกหนัก 
  • Downpour (n.): ฝนตกหนักมาก, ฝนเทลงมาอย่างหนัก 
  • Torrential rain (n.): ฝนตกหนักแบบพายุฝน, ฝนที่ตกหนักรุนแรงและต่อเนื่อง 

ตัวอย่างประโยคสำหรับคนทำงาน: 

  • I will be a bit late for the morning meeting due to the downpour. (ฉันจะเข้าประชุมเช้าสายหน่อยนะครับ เนื่องจากฝนตกหนักมาก) 
  • The torrential rain is causing severe traffic jams on my way to the office. (ฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรงทำให้รถติดหนักมากระหว่างทางไปออฟฟิศ) 

หมวดคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ “พายุ”

เมื่อฝนมาพร้อมกับลมและสภาพอากาศที่เลวร้าย นี่คือคำศัพท์ที่คุณควรหยิบมาใช้ 

  • Storm (n.): พายุ (คำเรียกโดยรวม) 
  • Thunderstorm (n.): พายุฝนฟ้าคะนอง 
  • Typhoon (n.): พายุไต้ฝุ่น (พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก) 
  • Gust (n.): ลมกระโชกแรง 
  • Power outage / Blackout (n.): ไฟดับ (มักเป็นผลพวงจากพายุ) 

ตัวอย่างประโยคสำหรับคนทำงาน: 

  • My internet connection is unstable right now because of the thunderstorm. (ตอนนี้สัญญาณอินเทอร์เน็ตของฉันไม่ค่อยเสถียรเพราะพายุฝนฟ้าคะนอง) 
  • There is a power outage in my area due to the storm, so I might drop off the call. (แถวบ้านฉันไฟดับเพราะพายุ ฉันอาจจะหลุดจากการคอลนะครับ) 

หมวดคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ “น้ำท่วม”

สถานการณ์น้ำท่วมมีหลายระดับ ตั้งแต่น้ำรอการระบายไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ 

  • Flood (n./v.): น้ำท่วม (คำศัพท์พื้นฐาน) 
  • Flash flood (n.): น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก 
  • Waterlogging (n.): น้ำท่วมขัง, น้ำรอการระบาย (พบบ่อยบนถนนในกรุงเทพฯ) 
  • Inundation (n.): การอุทกภัย, น้ำท่วมเป็นวงกว้าง (คำศัพท์ทางการ มักใช้ในข่าวหรือรายงาน) 
  • Impassable (adj.): (ถนน) ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 

ตัวอย่างประโยคสำหรับคนทำงาน: 

  • The road to the office is completely flooded and impassable. (ถนนทางไปออฟฟิศน้ำท่วมเต็มพื้นที่และไม่สามารถสัญจรผ่านได้เลย) 
  • Severe waterlogging has disrupted public transportation today. (น้ำท่วมขังอย่างหนักทำให้ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงักในวันนี้) 

ประโยคภาษาอังกฤษใช้แจ้งหัวหน้าหรือทีมงานเมื่อเจอภัยพิบัติ

เพื่อความเป็นมืออาชีพ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย ควรแจ้งให้ทีมทราบทันทีพร้อมเสนอทางออก (เช่น การขอ Work From Home)

  • ขออนุญาตทำงานจากบ้าน:  

“Due to the severe flash floods in my area, I would like to request to work from home today to avoid any travel delays.” 

(เนื่องจากเกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างหนักในพื้นที่ของฉัน วันนี้ฉันขออนุญาตทำงานจากบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในการเดินทาง) 

  • แจ้งความล่าช้าในการเดินทาง: 

“Please start the meeting without me. I’m currently stuck in traffic caused by heavy waterlogging.” 

(รบกวนเริ่มการประชุมไปก่อนได้เลยครับ ตอนนี้ฉันติดแหง็กอยู่บนถนนเพราะน้ำท่วมขังหนักมาก) 

  • แจ้งปัญหาการดำเนินงาน (สำหรับสายงานขนส่ง/Supply Chain): 

“Please be informed that there might be a slight delay in our delivery schedule due to the typhoon warning.” 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


แตงโม vs มะละกอ ผลไม้ชนิดไหน “เป็นมิตร” กับน้ำตาลในเลือดมากกว่า?

แตงโม vs มะละกอ ผลไม้ไหนเป็นมิตรกับคนน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่า?

แตงโมกับมะละกอ เป็นผลไม้รสหวานที่หลายคน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน อาจกังวลว่ากินแล้วน้ำตาลในเลือดจะพุ่งหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้วความหวานของผลไม้ไม่ได้เหมือนกับการกินขนม ลูกอม หรือน้ำอัดลม เพราะผลไม้ยังมีน้ำ ใยอาหาร และสารอาหารอื่น ๆ อยู่ด้วย

หากกินในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งแตงโมและมะละกอสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ แต่ผลไม้ทั้งสองชนิดมีจุดเด่นต่างกัน จึงไม่สามารถบอกได้ง่าย ๆ ว่าชนิดไหน “ดีกว่า” สำหรับทุกคน

แตงโมกับมะละกอ แบบไหนน้ำตาลน้อยกว่ากัน?

หากเทียบในปริมาณประมาณ 1 ถ้วย แตงโม 155 กรัม มีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 11.7 กรัม น้ำตาล 9.6 กรัม และใยอาหาร 0.6 กรัม ส่วน มะละกอ 165 กรัม มีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 18 กรัม น้ำตาล 13 กรัม และใยอาหารประมาณ 3 กรัม

พูดง่าย ๆ คือ แตงโมมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่อหนึ่งถ้วยน้อยกว่า แต่มะละกอมีใยอาหารมากกว่า ซึ่งใยอาหารมีส่วนช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด

ทำไมแตงโมหวาน แต่ค่า GL กลับต่ำ?

แตงโมมี ค่าดัชนีน้ำตาล Glycemic Index หรือ GI ประมาณ 75 ซึ่งจัดว่าสูง ส่วนมะละกอมีค่า GI ประมาณ 60 อยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อดูค่า Glycemic Load หรือ GL ซึ่งคำนึงถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กินจริงด้วย ทั้งคู่กลับมีค่าใกล้เคียงกันและค่อนข้างต่ำ โดยแตงโมอยู่ที่ประมาณ 5.6 และมะละกอประมาณ 5.5

อธิบายง่าย ๆ คือ GI บอกว่าน้ำตาลจากอาหารขึ้นเร็วแค่ไหน ส่วน GL บอกว่าการกินอาหารนั้นในปริมาณจริงจะกระทบน้ำตาลมากแค่ไหน ดังนั้น แม้แตงโมจะมี GI สูง แต่เพราะในหนึ่งหน่วยบริโภคมีคาร์โบไฮเดรตไม่มาก ค่า GL จึงยังต่ำได้

อย่างไรก็ตาม ค่า GI และ GL ไม่ได้ตายตัวเสมอไป เพราะยังขึ้นอยู่กับความสุกของผลไม้ ปริมาณที่กิน และอาหารชนิดอื่นที่รับประทานร่วมกันด้วย

คนเป็นเบาหวานกินแตงโมหรือมะละกอได้ไหม?

โดยทั่วไป ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินผลไม้ได้ ไม่จำเป็นต้องงดผลไม้ทุกชนิด เพียงแต่ควรควบคุมปริมาณและดูปริมาณคาร์โบไฮเดรตโดยรวมในแต่ละมื้อ

ทั้งแตงโมและมะละกอจึงสามารถกินได้ หากไม่กินมากเกินไป และควรสังเกตด้วยว่าหลังรับประทานแล้วระดับน้ำตาลในเลือดของตัวเองเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะร่างกายของแต่ละคนตอบสนองต่ออาหารไม่เหมือนกัน

กินผลไม้อย่างไร ให้น้ำตาลขึ้นช้าลง?

อีกวิธีหนึ่งคือ กินผลไม้ร่วมกับอาหารที่มีโปรตีน ไขมันดี หรือใยอาหาร ซึ่งช่วยให้การย่อยช้าลง และลดโอกาสที่ระดับน้ำตาลจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป

อาหารที่สามารถกินคู่กับผลไม้ได้ เช่น

  • กรีกโยเกิร์ตไขมันต่ำ
  • ถั่วและเมล็ดพืช
  • เนยถั่ว
  • ชีสไขมันต่ำ
  • ธัญพืชไม่ขัดสี

3 เรื่องที่ควรจำก่อนกินผลไม้

1. อย่ากินมากเพราะคิดว่าเป็นผลไม้

แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตตามธรรมชาติ หากกินปริมาณมาก น้ำตาลในเลือดก็สามารถสูงขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น “ปริมาณ” จึงสำคัญไม่แพ้ชนิดของผลไม้

2. ผลไม้ทั้งผล ดีกว่าน้ำผลไม้

ควรเลือกกินผลไม้สดหรือผลไม้แช่แข็งแบบทั้งผลมากกว่าน้ำผลไม้ เพราะยังมีใยอาหารอยู่ ส่วนผลไม้กระป๋องควรเลือกแบบที่ไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม

3. ดูน้ำตาลของตัวเองหลังอาหาร

คนสองคนอาจกินผลไม้ชนิดเดียวกันในปริมาณเท่ากัน แต่ระดับน้ำตาลหลังอาหารไม่เท่ากัน ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรสังเกตหรือวัดระดับน้ำตาลตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อดูว่าผลไม้แต่ละชนิดเหมาะกับตัวเองแค่ไหน

สรุป แตงโมหรือมะละกอ แบบไหนดีกว่า?

หากมองจากตัวเลข แตงโมมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่อหนึ่งถ้วยน้อยกว่า ส่วนมะละกอมีใยอาหารมากกว่า ขณะที่ค่า GL ของทั้งสองชนิดใกล้เคียงกัน จึงไม่มีผลไม้ชนิดไหนที่ “ชนะ” แบบชัดเจนสำหรับทุกคน

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำตาล คือกินในปริมาณพอเหมาะ เลือกผลไม้ทั้งผลมากกว่าน้ำผลไม้ และดูว่าร่างกายของตัวเองตอบสนองอย่างไร เพราะการควบคุมน้ำตาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลไม้ชนิดเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภาพรวมของอาหารทั้งมื้อด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 30/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a66,200.0066,400.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,279.0064,869.6467,200.00
ทองรูปพรรณ 90%3,851.1058,382.68n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,423.2051,895.71n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,925.5529,191.34n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,497.6522,704.37n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,434.2067,222.47n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 30/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.9439.9440.4439.9439.9439.9439.9439.9439.94
แก๊สโซฮอล์ 9139.5739.5740.0739.5739.5739.5739.5739.5739.57
แก๊สโซฮอล์ E2034.9434.9435.1434.94–34.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ E8530.8830.88––––––30.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9548.93––49.26–49.4349.08–48.93
ดีเซล41.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.44
ดีเซล B2036.4436.4436.4436.44–36.4436.4436.4436.44
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า