สาระน่ารู้ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569

เปิดพอร์ต ‘ปิยะสมบัติกุล’ ดีลที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 2หมื่นล้าน

  • ตระกูล “ปิยะสมบัติกุล” ถูกจับตามองในดีลซื้อขายที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ บนถนนวิทยุ ขนาดเกือบ 20 ไร่ ซึ่งมีมูลค่าประเมินหลายหมื่นล้านบาทและมีศักยภาพพัฒนาเป็นเมกะโปรเจกต์
  • กลุ่มปิยะสมบัติกุลมีรากฐานมาจากธุรกิจอุตสาหกรรมไม้แปรรูปและไม้อัด (กลุ่มเมโทร พลาย) ก่อนจะขยายพอร์ตการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
  • การเข้าลงทุนในบริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเมนท์ (NVD) เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่สะท้อนทิศทางการขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบ

จากที่ดินสถานทูต สู่เมกะโปรเจกต์ ใจกลางกรุง

ถนนวิทยุยังคงเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ดินแพงที่สุดของกรุงเทพฯ และเมื่อผืนดินขนาดเกือบ 20 ไร่ บริเวณถนนวิทยุ–ซอยต้นสน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถูกจับตามองในฐานะสินทรัพย์ที่อาจเปลี่ยนมือ ย่อมไม่ใช่เพียงเรื่องของ “การซื้อที่ดิน” หากแต่เป็นการขยับหมากครั้งสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนจุดเด่นของที่ดินแปลงนี้อยู่ที่สถานะกรรมสิทธิ์แบบ Freehold ซึ่งหาได้ไม่ง่ายในย่าน CBD ชั้นในของกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันยังรายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและมีอาคารเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ด้วยทำเลและขนาดที่ดิน ราคาตลาดจึงถูกประเมินในระดับประมาณ 2.8–3.5 ล้านบาทต่อตารางวา หากประเมินจากขนาดที่ดินเกือบ 20 ไร่ มูลค่ารวมย่อมขยับขึ้นไปแตะระดับ หลายหมื่นล้านบาท และทำให้แปลงนี้กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มทุนรายใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครซื้อ” เพียงอย่างเดียว แต่คือ ใครมีศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนที่ดินเกือบ 20 ไร่กลางถนนวิทยุ ให้กลายเป็นโครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทได้

ทำเลทอง FAR 10 เท่า เปิดประตูเมกะโปรเจกต์

 สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เผยว่าในมุมของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ความน่าสนใจของที่ดินไม่ได้จบอยู่ที่ทำเล เพราะข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและศักยภาพในการพัฒนาคือหัวใจของการตีมูลค่าพื้นที่ดังกล่าวถูกระบุว่าอยู่ในพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่พาณิชยกรรม โดยมี FAR 10:1 ซึ่งในทางหลักการหมายถึงสามารถพัฒนาพื้นที่อาคารรวมได้สูงสุดประมาณ 10 เท่าของพื้นที่ดิน ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมืองที่เกี่ยวข้องเมื่อประกอบกับพื้นที่ว่างตามเกณฑ์ OSR และถนนวิทยุที่มีขนาดกว้างกว่า 16 เมตร ศักยภาพของแปลงจึงเปิดกว้างตั้งแต่สำนักงานเกรดเอ โรงแรมระดับลักชัวรี คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ ไปจนถึงโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่

นี่คือเหตุผลที่ตลาดจับตาว่า ที่ดินผืนนี้อาจไม่ได้ถูกมองในฐานะ “แลนด์แบงก์” ธรรมดา แต่เป็น เพชรเม็ดใหญ่ที่สามารถต่อยอดเป็นอภิมหาโปรเจกต์ใจกลางกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม มูลค่าโครงการระดับแสนล้านบาทเป็นเพียงการประเมินศักยภาพในเชิงพัฒนา ไม่ใช่มูลค่าการซื้อขายที่ยืนยันแล้ว และการพัฒนาโครงการจริงยังต้องขึ้นอยู่กับผังเมือง กฎหมายอาคาร การออกแบบ ต้นทุนทางการเงิน รวมถึงภาวะตลาดในช่วงเวลาที่ลงทุน

รู้จัก “ปิยะสมบัติกุล” จากไม้อัด สู่พอร์ตอสังหาฯ

เบื้องหลังชื่อ “ปิยะสมบัติกุล” ไม่ได้เพิ่งปรากฏในสนามอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างฐานมาจากอุตสาหกรรมไม้แปรรูปและไม้อัด ก่อนขยายพอร์ตเข้าสู่อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม อาคารสำนักงาน และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ กลุ่มบริษัทในเครือ เมโทร พลาย กรุ๊ป มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตและแปรรูปไม้ ขณะที่ฝั่งอสังหาริมทรัพย์มีบริษัทในเครือ เช่น ปิยะสมบัติ พร็อพเพอร์ตี้ ปิยะสมบัติ แลนด์ และปิยะสมบัติ แอสเซท รวมถึงธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม

พอร์ตดังกล่าวสะท้อนแนวทางของตระกูลที่ค่อยๆ ขยับจากธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่ธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จาก “ทำเล” และ “สินทรัพย์” มากขึ้นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการเข้าไปลงทุนใน บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD ซึ่งเป็นการวางอีกหนึ่งจิ๊กซอว์เพื่อขยายธุรกิจสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ

NVD จิ๊กซอว์สู่ “Integrated Living Solution”

ดีล NVD เป็นอีกประเด็นที่สะท้อนทิศทางการลงทุนของกลุ่มปิยะสมบัติกุลอย่างชัดเจนกลุ่มปิยะสมบัติกุลเข้าซื้อหุ้นสามัญ NVD จากกลุ่มสมวัฒนา จำนวน 207.09 ล้านหุ้น คิดเป็น 15% ของทุนชำระแล้ว ในราคา 2.52 บาทต่อหุ้น ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลังรายการดังกล่าว กลุ่มสมวัฒนายังคงถือหุ้นรวม 51.26% ขณะที่ ฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล ถือหุ้น 25% และมีแผนดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ส่วนที่เหลือของ NVD ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการถือหุ้นเท่านั้น แต่คือการนำ “ประสบการณ์เดิม” ของกลุ่มปิยะสมบัติกุลมาผนวกกับแพลตฟอร์มของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ฉัตรชัยเคยอธิบายแนวคิดการลงทุนว่า การเข้าร่วมลงทุนใน NVD เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของการขยายธุรกิจไปสู่ Integrated Living Solution ซึ่งเป็นแนวคิดที่รวมที่อยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และกิจกรรมในชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกันแนวคิดดังกล่าวสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิด-19 ที่รูปแบบการใช้ชีวิตไม่ได้แยก “บ้าน–ที่ทำงาน–พื้นที่พักผ่อน” ออกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนในอดีต

สไตล์ Low Profile High Profit 

ชื่อของ ฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในการอ่านทิศทางของกลุ่มทุนนี้ ฉัตรชัยมีพื้นฐานการศึกษาด้านวิศวกรรมเคมีจาก Columbia University สหรัฐอเมริกา และผ่านหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 49 รวมถึงหลักสูตร Director Accreditation Program (DAP) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)ในภาคธุรกิจ เขาดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทจำนวนมากของเครือเมโทร พลาย และกลุ่มปิยะสมบัติ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมไม้ แผ่นไม้ และเคมีภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลที่เปิดเผยยังสะท้อนการกระจายตัวของธุรกิจผ่านบริษัทหลายแห่ง เช่น ปิยะสมบัติ พร็อพเพอร์ตี้, ปิยะสมบัติ แอสเซท, ปิยะสมบัติ แมนชั่น ,ปิยะสมบัติ ทองหล่อ ,ปิยะสมบัติ สีลม, ปิยะสมบัติ ดีเวลลอปเมนท์ ,ปิยะสมบัติ เรสซิเดนซ์ และปิยะสมบัติ ต้นสน โครงสร้างดังกล่าวทำให้เห็นว่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจเสริมของกลุ่ม แต่เป็นหนึ่งในเสาหลักที่ถูกวางรากฐานมาอย่างต่อเนื่อง

จาก “แลนด์แบงก์” สู่เกมสร้างมูลค่า

หากมองย้อนกลับไป เส้นทางของปิยะสมบัติกุลจึงมีภาพคล้ายการต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้นจากฐานธุรกิจอุตสาหกรรมไม้  สะสมสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ในทำเลสำคัญ  ขยายสู่โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์  เข้าลงทุนในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  

โจทย์ต่อจากนี้จึงน่าสนใจกว่าการเป็นเพียง “เจ้าของที่ดิน” เพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินทำเลดีคือจุดเริ่มต้น แต่ ความสามารถในการแปลงที่ดินให้เป็นกระแสเงินสดและมูลค่าเพิ่ม ต่างหากที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

สำหรับที่ดินเกือบ 20 ไร่บนถนนวิทยุ หากการเปลี่ยนมือและแผนพัฒนามีความชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่ใช่แค่โครงการใหม่อีกหนึ่งโครงการ แต่มีโอกาสกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ในยุคที่ “ที่ดินใจกลางเมือง” มีจำกัดลงทุกทีและนี่อาจเป็นบทต่อไปของ “ปิยะสมบัติกุล” จากเจ้าของธุรกิจไม้อัด สู่ผู้เล่นรายสำคัญในเกมอสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์โลเคชันของกรุงเทพฯ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


10,000 ล้านเดิมพัน’ สวนสยาม’ จุดเปลี่ยนสวนสนุก 46ปีคืนชีพหรือปิดฉาก

สวนสยาม จากสวนสนุกและสวนน้ำในความทรงจำของคนไทย สู่การประกาศขายมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ท่ามกลางบาดแผลจากน้ำท่วม รายได้ที่หดตัว จุดเปลี่ยนสวนสนุก 46ปี ฟื้นคืนชีพหรือปิดฉาก

จากสวนสนุกและสวนน้ำในความทรงจำของคนไทย สู่การประกาศขายมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ท่ามกลางบาดแผลจากน้ำท่วม รายได้ที่หดตัว และคำถามสำคัญว่า “สวนสยาม” ยังมีอนาคตในฐานะสวนสนุก หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนมือและพลิกโฉมครั้งใหญ่  กรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงตึกสูง รถไฟฟ้า และโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ที่กำลังผุดขึ้นทั่วเมือง หากยังมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในความทรงจำของคนไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ

 “สวนสยาม” สวนสนุกและสวนน้ำที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2523 ผ่านทั้งยุคเฟื่องฟูและวันที่ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 วิกฤตโควิด-19 จนถึงน้ำท่วมครั้งล่าสุดในปี 2569 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่โครงการราว 250 ไร่ วันนี้ภาพของสวนสยามกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประกาศขายกิจการและทรัพย์สินในราคามากกว่า 10,000 ล้านบาท
 ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังทำให้หลายคนหันกลับมามองสถานที่แห่งนี้ในฐานะ “ทรัพย์สินขนาดมหึมา” มากกว่าสวนสนุกในความทรงจำ

10,000 ล้าน กับที่ดิน 250 ไร่ ราคาแพงจริงหรือ?

หากคิดเฉพาะราคาที่ดิน ตัวเลขอาจดูสูง แต่เมื่อรวมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องเล่น มูลค่าทรัพย์สินอาจไม่ได้เกินจริง  สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย มองว่า หากนำราคาประกาศขาย 10,000 ล้านบาท มาคำนวณกับพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ จะอยู่ที่ราว 40 ล้านบาทต่อไร่ หรือประมาณ 100,000 บาทต่อตารางวาเมื่อมองเพียงตัวเลขอาจดูเหมือนเป็นราคาที่สูง แต่ต้องไม่ลืมว่า “สวนสยาม” ไม่ใช่ที่ดินเปล่า

พื้นที่แห่งนี้ประกอบด้วยทั้งอาคาร สวนน้ำ เครื่องเล่นสวนสนุก และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 โซน รวมถึงส่วนที่อยู่อาศัยซึ่งมีการขายออกไปแล้ว ดังนั้น การประเมินมูลค่าจึงไม่สามารถนำราคาที่ดินเปล่าในบริเวณโดยรอบมาคูณกับจำนวนไร่ได้โดยตรง  ข้อมูลราคาประกาศขายที่ดินบริเวณโดยรอบอยู่ประมาณ 60,000-80,000 บาทต่อตารางวา แต่ส่วนใหญ่เป็นแปลงขนาดเล็กประมาณ 74-1,088 ตารางวา ขณะที่สวนสยามถือครองที่ดินขนาดใหญ่กว่า 250 ไร่

ความแตกต่างของ “ขนาดแปลง” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินแปลงใหญ่ระดับนี้ไม่สามารถนำราคาต่อตารางวาของแปลงเล็กมาใช้ตรงๆ ได้ และโดยทั่วไปมักต้องมีส่วนลดจากราคาที่ดินแปลงเล็ก

แต่สวนสยามมีองค์ประกอบอื่นที่ต้องนำมาคิดรวมด้วย ทั้งอาคาร เครื่องเล่น และระบบต่างๆ ภายในโครงการ ด้วยเหตุนี้ มูลค่า 10,000 ล้านบาทจึงอาจไม่ได้สูงเกินจริงในมุม “ทรัพย์สิน” หากแต่คำถามสำคัญกว่าคือ ราคานี้สูงเกินไปหรือไม่ในมุมของการลงทุน

น้ำท่วม 100% กับต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อคืนชีวิตสวนสยาม

ความเสียหายไม่จบแค่หลังน้ำลด เพราะการฟื้นฟูอาจต้องใช้เงินอีกหลายร้อยล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 46 ปี สวนสยามผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง แต่น้ำท่วมปี 2569 กลายเป็นอีกบททดสอบครั้งใหญ่

ครั้งนี้พื้นที่โครงการประมาณ 250 ไร่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเต็มพื้นที่ แตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ซึ่งอาจไม่ได้กระทบทุกโซนในลักษณะเดียวกันสิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงค่าเสียหายจากทรัพย์สิน แต่คือ “ต้นทุน”ในการกลับมาเปิดกิจการ ทั้งการทำความสะอาด ซ่อมแซมเครื่องเล่น ระบบสาธารณูปโภค อาคาร สวนน้ำ และพื้นที่ส่วนต่างๆ ล้วนต้องใช้ทั้งเงินและเวลา

ต้นทุนการฟื้นฟูอาจสูงถึงระดับหลายร้อยล้านบาท และอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่จะกลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบ สำหรับนักลงทุน นี่คือเงินลงทุนก้อนใหม่ที่ต้องบวกเพิ่มจากราคาซื้อกิจการ 10,000 ล้านบาท

พูดง่ายๆ คือ หากต้องการซื้อสวนสยามแล้วกลับมาเปิดดำเนินการต่อ ผู้ซื้อไม่ได้จ่ายเพียง “10,000 ล้านบาท” แต่ยังต้องเตรียมเงินสำหรับการฟื้นฟูและเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย

ซื้อสวนสนุก หรือซื้อ “แลนด์แบงก์” 250 ไร่?

ศักยภาพที่ดินยังมี แต่ราคาซื้ออาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ หากคิดจะเปลี่ยนเป็นโครงการอสังหาฯในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่ทำให้สวนสยามน่าสนใจอาจไม่ใช่เครื่องเล่น หากแต่คือ “ที่ดิน” ที่ดินผืนใหญ่แห่งนี้อยู่ภายใต้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปิดประกาศ 90 วัน ในพื้นที่สีส้ม ย.7 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ข้อกำหนดดังกล่าวเปิดทางให้สามารถพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้หลากหลายประเภท ทั้งบ้านจัดสรร อาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่พิเศษ โรงแรมมากกว่า 80 ห้อง และอาคารพาณิชยกรรมบางประเภท

 ขณะที่อัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน หรือ FAR อยู่ที่ 4 : 1 เมื่อคำนวณกับที่ดินขนาดประมาณ 250 ไร่ ศักยภาพการพัฒนาในเชิงพื้นที่จึงมีขนาดมหาศาล นอกจากนี้ยังอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพูประมาณ 1.5 กิโลเมตร ทำให้ทำเลยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านการเดินทางในอนาคต ในมุมศักยภาพของที่ดิน จึงอาจกล่าวได้ว่าสวนสยามไม่ได้เป็น “แลนด์แบงก์ที่ไร้อนาคต” แต่ปัญหาอยู่ที่ “ต้นทุนในการได้มาซึ่งแลนด์แบงก์”

หากซื้อในราคา 10,000 ล้านบาทแล้วรื้อสวนสนุกเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น ราคาที่ดินตั้งต้นอาจสูงเกินไปจนทำให้การพัฒนาโครงการต้องเผชิญโจทย์ด้านต้นทุนและความคุ้มค่าอย่างหนัก

ถ้ารักษาสวนสยามไว้ ก็ต้องเดิมพันอีกก้อนใหญ่

การฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมอาจไม่เพียงพอ นักลงทุนอาจต้องสร้าง “Destination” ใหม่ทั้งระบบ อีกทางเลือกหนึ่งคือการซื้อสวนสยามแล้วเดินหน้าธุรกิจเดิม แต่โจทย์ของนักลงทุนไม่ได้จบลงเมื่อซ่อมเครื่องเล่นเสร็จ เพราะตลาดสวนสนุกและสวนน้ำในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างมาก

สวนสยาม เคยเป็น “Manmade Destination” ที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อใช้เวลาทั้งวันกับครอบครัว แต่พฤติกรรมผู้บริโภคในวันนี้มีทางเลือกมากขึ้น ทั้งศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยวใหม่ สวนสนุกระดับนานาชาติ และกิจกรรมรูปแบบอื่น

ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการรักษาสวนสยามไว้ อาจไม่ใช่เพียงการซ่อมของเดิมแล้วเปิดประตูอีกครั้ง แต่อาจต้อง “พลิกโฉม” สวนสยามใหม่ทั้งหมด และนั่นหมายถึงเงินลงทุนก้อนใหม่ ระยะเวลาคืนทุนที่ยาวขึ้น และความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการในระยะยาว

 โจทย์จึงกลายเป็นว่า นักลงทุนจะสามารถสร้างเหตุผลใหม่ให้คนกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัด “อยากเดินทางมาสวนสยาม” ได้อีกครั้งหรือไม่

46 ปี ถึงทางแยกของสวนสยาม

จากความทรงจำของคนหลายรุ่น สู่คำถามว่าอนาคตจะเป็นสวนสนุกแห่งเดิม หรือพื้นที่รูปแบบใหม่ สวนสยามเดินทางมาไกลกว่า 46 ปี ผ่านยุคที่สวนน้ำและสวนสนุกเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของครอบครัวไทย แต่วันนี้ สินทรัพย์แห่งความทรงจำกำลังเผชิญโจทย์ที่แตกต่างจากอดีต รายได้ที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งล่าสุด ล้วนเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในการดูแลรักษาและพัฒนา

การประกาศขายจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “สวนสนุกเก่าแก่ที่กำลังจะเปลี่ยนมือ” แต่เป็นภาพสะท้อนของคำถามใหญ่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า ที่ดินผืนใหญ่ใจกลางเมืองที่มีประวัติศาสตร์และสิ่งปลูกสร้างเดิมจำนวนมาก ควรถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป สำหรับผู้ซื้อ หากมองสวนสยามเป็นธุรกิจสวนสนุก ก็ต้องรับภาระทั้งค่าฟื้นฟูและการลงทุนระยะยาว

หากมองเป็นที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ก็ต้องตอบโจทย์ราคาที่ดินและต้นทุนการพัฒนา และหากต้องการรักษาสวนสยามให้เป็น “สวนสยาม” ต่อไป ก็อาจต้องเดิมพันกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคอีกครั้งนี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสวนสยามจากสถานที่ที่เคยสร้างความทรงจำให้คนไทยหลายรุ่น วันนี้กำลังเข้าสู่ทางแยกว่าจะ ฟื้นคืนชีพ เปลี่ยนโฉม หรือปิดฉาก และไม่ว่าบทสรุปจะเป็นทางใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ “สวนสยาม” ในแบบที่คนไทยเคยรู้จัก อาจกำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดในรอบ 46 ปี

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 ต.ค.69 ‘แข็งค่า’ หลังตลาดลดการขึ้นดอกเบี้ยเฟด

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหนุนมาจากการที่ตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด
  • อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่หนุนราคาน้ำมันดิบ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันให้เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้
  • นักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.56 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.59 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์ และประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ 33.45-33.65 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร (แกว่งตัวในกรอบ 33.46-33.64 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการรีบาวด์ขึ้นบ้างของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในการประชุมเดือนตุลาคม ตามรายงาน ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนกันยายน เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง น้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ 89,000 ตำแหน่ง (ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ยอดจ้างงานฯ เพิ่มขึ้นราว 133,000 ตำแหน่ง)

อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ขยับสูงขึ้นเล็กน้อย สู่ระดับ 4.2% สูงกว่าที่ตลาดมอง 4.1% และอัตราการเติบโตค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ชะลอลงสู่ระดับ +3.0%y/y ต่ำกว่าที่ตลาดคาด +3.2% ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและหนุนให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ได้กลับมาสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงการปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ 

▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมนี้ ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดคาดหวัง FED ขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง ถึงสิ้นปีหน้า

▪ จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก

▪ ทิศทางเงินดอลลาร์จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ทั้งนี้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อาจสร้างความผันผวนต่อเงินดอลลาร์ได้ หลังเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงใกล้โซน 158 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดระมัดระวังต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทยังคงอ่อนไหวต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้น ทั้งนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลผลกระทบของน้ำท่วม รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทเช่นกัน

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ยังมีกำลังอยู่ เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ เราประเมินว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยบรรดาธนาคารกลางหลัก (กระทบทิศทางเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ระยะยาว และราคาทองคำ) และยังส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย ผ่านความผันผวนของราคาพลังงานและค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง

ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ไม่ว่าจะในปีนี้ หรือ ปีหน้า ซึ่งขึ้นกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED มากนัก แต่การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ และส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังเงินบาทได้ โดยในระยะหลัง บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนตามราคาพลังงาน ที่ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง (Correlation 30 วัน เฉลี่ยสูงกว่า 72% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา) ทำให้เงินบาทยังไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน 

ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในโซน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ อนึ่ง ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เคลื่อนไหวผันผวนสูงพอควรในช่วงที่ผ่านมา และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเป็นระยะๆ ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องไปมาก นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องติดตาม การเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควรเช่นกัน 

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI)เดือนกันยายน และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนตุลาคม ซึ่งผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจต่อ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะ 1 ปี และ 5-10 ปี ในรายงานดังกล่าว ทั้งนี้ ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 99% จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปี 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบยังคงทรงตัวที่ระดับสูง แม้ว่าโฟลว์น้ำมันจากตะวันออกกลางจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น จนเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 1 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีหน้า ส่วน BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ พร้อมกับเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ของยูโรโซน ในเดือนตุลาคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนสิงหาคม ของยูโรโซน เช่นกัน

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 93% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้นอีกราว 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ส่วนทางฝั่งธนาคารกลางอินเดีย (RBI) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า RBI อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 5.50% และมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังอัตราเงินเฟ้อของอินเดียยังคงอยู่ในระดับสูงและมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น ทะลุกรอบเป้าหมายของ RBI อีกทั้ง ในระยะหลัง เงินรูปี (INR) ได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ใกล้จุดอ่อนค่าสุดของปีอีกครั้ง และอาจยิ่งหนุนการปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อได้ 

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกันยายน โดยเรามองว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.17% (+0.6%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.60% ตามผลของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาอาหาร ทั้งในส่วนของเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน รวมถึง ราคาอาหารสำเร็จรูปตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการและอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทว่า การปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าจะช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อบ้าง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


NIA เผยผลดัชนีนวัตกรรมโลก 2569 (GII 2026) ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ตามหลังเวียดนาม 1 อันดับ

  • ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 44 ในดัชนีนวัตกรรมโลกปี 2569 (GII 2026) ขยับขึ้น 1 อันดับจากปีก่อน และเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง
  • ไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่นติดอันดับโลกหลายด้าน เช่น การยื่นขออนุสิทธิบัตร (อันดับ 5) การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (อันดับ 6) และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง (อันดับ 8)
  • จุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งอันดับของประเทศคือด้านสถาบันและกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรค รวมถึงงบประมาณด้านการศึกษาที่อยู่ในอันดับต่ำ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เผยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ประจำปี 2569 (Global Innovation Index: GII 2026) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569

ภาพรวมสวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 16 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 จาก 139 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นมา 1 อันดับจากปีก่อน (อันดับ 45) และรั้งอันดับที่ 3 จาก 35 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income Economies) รองจากจีนและมาเลเซีย

การจัดอันดับในปีนี้ ภายใต้แนวคิด ‘การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า’ มีตัวชี้วัดทั้งสิ้น 79 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นดัชนีย่อย 2 ด้าน คือ

1) ดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) 5 ปัจจัย ได้แก่ ด้านสถาบัน ด้านทุนมนุษย์และการวิจัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบตลาด และด้านระบบธุรกิจ 

2) ดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์

โดยจะคำนวณจากค่าเฉลี่ยของดัชนีย่อยปัจจัยเข้าทางนวัตกรรมและดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม

79 ตัวชี้วัดสะท้อนจุดแข็ง-จุดอ่อนของประเทศไทย

ปีนี้ WIPO ได้ทำการประเมินผ่าน 79 ตัวชี้วัด ได้สะท้อนจุดแข็งของประเทศไทยหลายด้าน โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านการยื่นขออนุสิทธิบัตรในประเทศ (Utility Models by Origin) มีความโดดเด่นที่สุดโดยครอง อันดับที่ 5 ของโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

สะท้อนถึงศักยภาพการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดจริง

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจุดแข็งเด่นอื่นๆ ที่สามารถทำอันดับติด Top 10 ของโลก ได้แก่ การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods Exports)  ครองอันดับ 6 ของโลก

การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Exports) ครองอันดับ 8 ของโลก บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (Research Talent) ครองอันดับ 7 ของโลก 

ขณะที่ตัวชี้วัดในเรื่อง การยื่นขอสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ (Industrial Designs by Origin) อันดับ 30 ของโลก (ขยับดีขึ้น 4 อันดับ) การลงทุนซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศ (IP Payments) อันดับ 20 ของโลก สะท้อนความตื่นตัวของภาคธุรกิจในการนำเข้าและถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับโลก

ระบบตลาดและการลงทุน การแข่งขันในตลาดดีขึ้นสู่อันดับ 23 (จากเดิมอันดับ 30) และมิติการลงทุนดีขึ้นสู่อันดับ 45 (จากเดิมอันดับ 50) มิติสิ่งแวดล้อม อันดับปรับตัวดีขึ้น ผลจากการตื่นตัวเรื่อง Green Technology, Zero/Climate และ Nature Positive 

การเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

สิงคโปร์: อันดับ 5 ของโลก

มาเลเซีย: อันดับ 34 ของโลก (คงที่)

เวียดนาม: อันดับ 43 ของโลก (ขยับขึ้น 1 อันดับจากอันดับ 44)

ไทย: อันดับ 44 ของโลก (ขยับขึ้น 1 อันดับจากอันดับ 45)

ฟิลิปปินส์: อันดับ 52 

อินโดนีเซีย: อันดับ 55

กัมพูชา: อันดับ 93

สำหรับประเทศเวียดนามยังคงนำหน้าไทยอยู่ 1 อันดับ (เวียดนาม อันดับ 43, ไทย อันดับ 44) แม้โครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามกับไทยจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่เวียดนามมีความโดดเด่นด้านแนวโน้มการลงทุน (Investment) ที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งมีเสถียรภาพทางการเมืองในรูปแบบเฉพาะ มีนโยบายที่ต่อเนื่อง มุ่งเน้นการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เวียดนามยังได้ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและการศึกษา (Reorganization) มาแล้วประมาณ 3–4 ปี ทั้งการยุบรวมมหาวิทยาลัยและปรับปรุงหลักสูตร เพื่อเร่งสร้างกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต 

สถาบันและกฎระเบียบ จุดเปราะบางที่สำคัญของไทย

ส่วนจุดอ่อนหรือจุดเปราะบางที่สำคัญของไทย ได้แก่ สถาบันและกฎระเบียบ (Institutions / Law & Regulation) ที่ยังคงเป็นจุดอ่อนหลักที่ฉุดรั้งคะแนนของประเทศ ข้อบังคับและกฎหมายบางประการยังเป็นพันธนาการต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ  

หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ควรมีภารกิจซ้ำซ้อน แต่ควรทำงานเสริมกัน เพราะความซ้ำซ้อนไม่เพียงทำให้ใช้งบประมาณสูงขึ้น แต่ยังทำให้การทำงานร่วมกันยากขึ้น โดยเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง

ขณะที่ประเด็นด้านกฎหมายและกฎระเบียบ แม้ไทยจะผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศอื่นๆ เดินหน้าได้เร็วกว่า การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ รวมถึงการปรับกฎหมายและกฎระเบียบ เป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้วัดความสามารถในการแข่งขันและระบบนวัตกรรมของประเทศ  การแก้ปัญหาในส่วนนี้จึงไม่ได้มีผลเฉพาะต่ออันดับ แต่ยังส่งผลต่อการทำธุรกิจ การลงทุน และผู้ประกอบการไทยด้วย

เราจึงกลายเป็น benchmark  หรือตัวเปรียบเทียบให้กับประเทศอื่น ๆ หากแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ ดัชนีนวัตกรรมโลกจะดีขึ้นทันที รวมถึงการวัดดัชนีด้านอื่น ๆ อีกด้วย

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างประเทศที่มีจุดแข็งของปัจจัยด้านสถาบัน  โดยมีแผนระดับประเทศที่ก้าวกระโดด และกล้าที่จะปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อลดความซ้ำซ้อน  ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ได้คะแนนต่ำคือ ทุนมนุษย์ ซึ่งสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP อยู่อันดับที่ 119 จาก 139 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าอยู่อันดับต่ำมาก

“หนึ่งในจุดที่ไทยต้องกลับมาดูอย่างจริงจังคือการศึกษา คำถามไม่ได้อยู่เพียงว่าประเทศจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาไว้เท่าไร แต่อยู่ที่เงินเหล่านั้นที่ใส่ลงไปสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา”

ตัวชี้วัดด้านสภาวะการเมืองปรับตัวลดลง สิทธิบัตรระหว่างประเทศ (PCT) หรือ สัดส่วนการยื่นจดสิทธิบัตรสากลผ่านระบบ PCT ยังไม่สูง ทำให้ขาดการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ในต่างประเทศ ความสามารถในการดูดซับเทคโนโลยี (Absorptive Capacity) และสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีภายในประเทศยังคงต้องได้รับการเร่งยกระดับ

“อันดับ 44 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ดีขึ้นจากปีก่อน แต่ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า ในวันที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้า สิ่งที่ไทยต้องเร่งคือเปลี่ยนสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำ ให้เกิดผลขึ้นจริง”

แนวทางการดำเนินงานต่อไปของ NIA

ดร.กริชผกา กล่าวถึงทิศทางและแนวทางการดำเนินงานต่อไปของ NIA เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศและผลักดันอันดับ GII ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้วางแนวทางขับเคลื่อนสำคัญดังนี้

1.ปรับบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” (From Grantor to Co-investor) เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างด้านเงินทุนโดยตรง ใน 3 รูปแบบ ได้แก่

Corporate Co-funding ร่วมสนับสนุนสตาร์ตอัป และเอสเอ็มอี ระยะ Seed ถึง Series A หรือมีรายได้ 0.5–20 ล้านบาท ร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA PE Trust

ร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในระยะ Series A ถึง Pre-IPO หรือมีรายได้ 20–100 ล้านบาท เพื่อเชื่อมสู่ตลาดทุน และ Holding Company

ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งของสถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน หรือผ่านกองทุนของกองทุน (Fund of Funds) ครอบคลุมธุรกิจเป้าหมาย 5 สาขา ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

2.สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบไร้รั้ว (Shared Space & Ecosystem) มุ่งลดอุปสรรคและสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่าง Startup, VC, CVC, Corporate Partner และ Global Investor

เร่งพัฒนาย่านนวัตกรรม เช่น ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธี (YMIC) เชื่อมโยงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย EECi และ กทม. ให้เป็นพื้นที่เปิด (Walking Street / Innovation Check-in) ในการแชร์เทคโนโลยีและพื้นที่ทำงานร่วมกัน 

3.ผลักดัน Startup ไทยขยายสู่ตลาดโลก (Global Scaling & Cross-Border Collaboration)  แก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบ (Law & Regulation) พร้อมเชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่ (Corporate Validation) ให้มาใช้ Solution ของ Startup และนำพา Startup ไทยขยายสเกลไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในเอเชียและระดับโลก

4.นำเทคโนโลยี AI มาช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการ  ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI Agent และแชตบอต (เช่น BOTNOI  หรือเครื่องมือแปลภาษาอัตโนมัติ) เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยในการทำธุรกิจ ออกบูธต่างประเทศ และเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ

พัฒนา Data Platform ติดตาม Journey ของผู้ประกอบการ บูรณาการข้อมูลร่วมกับ WIPO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเปิดตัว Data Platform ในอีก 3–4 เดือนข้างหน้า เพื่อติดตาม Journey ของผู้ประกอบการนวัตกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 

5.ผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อน IP เชิงพาณิชย์ ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ WIPO ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยื่นจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศ (PCT) เพื่อต่อยอดผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมไปสู่การคุ้มครองและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม.

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สรุปเหรียญเอเชียนเกมส์ 2026 ชาติอาเซียน “ทัพนักกีฬาไทย” ยืน 1 เหมือนเดิม

ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 (Asian Games 2026) ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569

โดยหลังจบการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ชิงชัยทองกันทั้งหมด 469 เหรียญ จาก 43 ชนิดกีฬา ทีมชาติจีน เป็นผู้นำตารางเหรียญ หลังเก็บทองไปได้มากถึง 169 เหรียญ ทิ้งห่างนานาชาติแบบไม่เห็นฝุ่น

ขณะที่ “ทัพนักกีฬาไทย” หนนี้สามารถเก็บไปได้ 18 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน และ 21 เหรียญทองแดง รวม 52 เหรียญ จบอันดับ 7 ของตารางเหรียญรวม ถือเป็นชาติจากภูมิภาคอาเซียน ที่คว้าเหรียญรางวัลได้มากที่สุดจากทั้งหมด 11 ชาติ

สรุปเหรียญชาติอาเซียน ในศึกเอเชียนเกมส์ 2026

อันดับ 7 : ไทย 18 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 21 เหรียญทองแดง รวม 52 เหรียญ

อันดับ 11 : มาเลเซีย 9 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 16 เหรียญทองแดง รวม 32 เหรียญ

อันดับ 15 : อินโดนีเซีย 5 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน 23 เหรียญทองแดง รวม 39 เหรียญ

อันดับ 17 : ฟิลิปปินส์ 4 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 16 เหรียญทองแดง รวม 29 เหรียญ

อันดับ 19 : เวียดนาม 3 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 19 เหรียญทองแดง รวม 25 เหรียญ

อันดับ 21 : สิงคโปร์ 2 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 7 เหรียญทองแดง รวม 18 เหรียญ

อันดับ 24 : เมียนมา 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 5 เหรียญ

อันดับ 35 : กัมพูชา 0 เหรียญทอง 0 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง รวม 4 เหรียญ

อันดับ 37 : บรูไน 0 เหรียญทอง 0 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 1 เหรียญ

อันดับ 37 : ลาว 0 เหรียญทอง 0 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 1 เหรียญ

– : ติมอร์ เลสเต 0 เหรียญทอง 0 เหรียญเงิน 0 เหรียญทองแดง รวม 0 เหรียญ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


‘สารพิษ’ มากับ ‘น้ำท่วม’ เสี่ยงสารก่อมะเร็ง – ทำลายประสาท แนะวิธีเลี่ยง

กรมอนามัยเฝ้าระวังมวลน้ำที่มีขยะอุตสาหกรรม ปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมีอันตรายเข้าสู่แหล่งน้ำ เสี่ยงสารก่อมะเร็ง – ทำลายประสาท พร้อมเตือนประชาชนงดลุยน้ำ และดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ 

นพ.ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วม พื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของสถานประกอบการคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุ
ที่ไม่ใช้แล้ว หลังพบน้ำท่วมขังส่งกลิ่นเหม็นและมีคราบสีรุ้งลอยบนผิวน้ำ คาดว่าเป็นมวลน้ำที่ชะล้างจากพื้นที่โรงงานรีไซเคิล คัดแยก หรือฝังกลบกากอุตสาหกรรม

สารปนเปื้อนที่มากับน้ำกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงมาก สามารถปนเปื้อนเข้าสู่ระบบน้ำอุปโภค บริโภค ดิน และอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทั้งระยะเฉียบพลันและระยะยาว ซึ่งสารอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

1) น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วและสารทำละลาย ต้นเหตุคราบสีรุ้งและกลิ่นฉุน มักปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่าย 
เช่น เบนซิน และโทลูอีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาทส่วนกลาง

2) โลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท และโครเมียม จากกากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะสะสมในดิน ระบบน้ำ และห่วงโซ่อาหาร

3) กรด-ด่าง สารเคมีกัดกร่อน ทำอันตรายต่อผิวหนัง ระบบนิเวศทางน้ำ และทำลายพืชผลทางการเกษตร

4) สารอินทรีย์ระเหยง่ายและสารพิษตกค้าง ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ตับและไต

กรมอนามัย ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เชิงรุกเพื่อคัดกรองและรักษาโรคเฉียบพลันทันที โดยเฉพาะอาการผิวหนังอักเสบจากสารเคมี และอาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ พร้อมให้การดูแลเป็นพิเศษในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับประชาชน ประกอบด้วย

1) งดสัมผัสน้ำท่วมขังโดยตรง หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ต้องสวมรองเท้าบูทยางหนา และเมื่อขึ้นจากน้ำให้รีบฟอกสบู่ล้างร่างกายทันที

2) ห้ามนำน้ำธรรมชาติมาใช้ ห้ามนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำบาดาล หรือน้ำท่วมขัง มาใช้อาบ ซักล้าง หรือทำการเกษตร จนกว่าจะมีผลยืนยันความปลอดภัยจากห้องปฏิบัติการ

3) การป้องกันทางเดินหายใจ หากได้กลิ่นสารเคมีฉุน ควรสวมหน้ากากอนามัยชนิดกรองคาร์บอน และอพยพไปอยู่ในพื้นที่อากาศถ่ายเท หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคันแดง ผิวหนังพอง แสบตา เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือหายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์ทันที 

“การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันอย่างใกล้ชิด  ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม 
ในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมดูแลโรงงาน กรมควบคุมมลพิษ ในการตรวจสอบระดับการปนเปื้อนและมลพิษในแหล่งน้ำ หน่วยงานด้านสาธารณสุข เฝ้าระวังการปนเปื้อนสารพิษในน้ำประปาหรืออุปโภค บริโภค ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ควรจัดเตรียมน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาดแก่ประชาชนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด” นพ.ธิติกล่าว    

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


รวมคำศัพท์ งานอดิเรกภาษาอังกฤษ พร้อมคำแปล และไอเดียเขียนลงเรซูเม่ให้ได้งาน 

รวมคำศัพท์ งานอดิเรกภาษาอังกฤษ พร้อมคำแปล 

คำศัพท์ภาษาอังกฤษคำแปลภาษาไทย
Reading การอ่านหนังสือ 
Writing การเขียน
Drawing การวาดภาพ
Painting การระบายสี 
Cooking การทำอาหาร 
Baking การอบขนม 
Gardening การทำสวน 
Playing guitar การเล่นกีตาร์ 
Playing piano การเล่นเปียโน 
Listening to music การฟังเพลง 
Watching movies การดูหนัง 
Traveling การท่องเที่ยว 
Photography การถ่ายภาพ 
Playing sports การเล่นกีฬา 
Swimming การว่ายน้ำ 
Running การวิ่ง 
Hiking การเดินป่า 
Crafting งานประดิษฐ์ 
Dancing การเต้นรำ 
Volunteering การเป็นอาสาสมัคร 

ตัวอย่างประโยคแนะนำงานอดิเรกภาษาอังกฤษ พร้อมคำแปล 

  • My hobbies are reading novels and listening to music. 

งานอดิเรกของฉันคือการอ่านนิยายและฟังเพลง 

  • I enjoy cooking and trying new recipes in my free time. 

ฉันสนุกกับการทำอาหารและลองสูตรใหม่ ๆ ในเวลาว่าง 

  • Playing guitar helps me relax after a long day. 

การเล่นกีตาร์ช่วยให้ฉันผ่อนคลายหลังจากวันที่เหน็ดเหนื่อย 

  • On weekends, I love hiking and exploring nature. 

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันชอบการเดินป่าและสำรวจธรรมชาติ 

  • I often volunteer at local animal shelters. 

ฉันมักจะไปเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์พักพิงสัตว์ใกล้บ้าน 

เขียนงานอดิเรกลงในเรซูเม่ยังไงให้ได้งาน 

การใส่งานอดิเรกลงในเรซูเม่ ไม่ควรเป็นเพียงแค่ลิสต์กิจกรรมเท่านั้น แต่ควรเลือกกิจกรรมที่สะท้อนบุคลิกภาพ ทักษะ หรือความสนใจที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร

ตัวอย่างการเขียนใน Resume  

  • Traveling and learning about new cultures (แสดงถึงความเปิดใจและปรับตัวเก่ง) 
  • Photography and visual storytelling (แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์) 
  • Volunteering at community events (สะท้อนความร่วมมือและความเห็นอกเห็นใจ) 
  • Playing sports, especially football (แสดงถึงการมีน้ำใจนักกีฬาและมีวินัย) 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


แนะ 10 เครื่องดื่ม “ลดพุง” ชนิดแรกนั้นฟรี ทุกบ้านต้องมีติดไว้!

10 เครื่องดื่มช่วยดูแลรูปร่าง น้ำเปล่าอันดับ 1 ดื่มง่าย แถมไม่ต้องเสียเงินซื้อ

อยากลดพุงหรือควบคุมน้ำหนัก นอกจากอาหารและการออกกำลังกายแล้ว “เครื่องดื่ม” ที่เลือกดื่มในแต่ละวันก็มีส่วนสำคัญ เพราะเครื่องดื่มบางชนิดช่วยเพิ่มปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ ช่วยให้อิ่มนานขึ้น หรือช่วยลดการบริโภคน้ำตาลและพลังงานส่วนเกินได้ ขณะที่บางชนิดอาจช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ทำให้หน้าท้องดูยุบลงชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเผาผลาญไขมันหน้าท้องได้โดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมองว่า หากต้องการควบคุมน้ำหนัก สิ่งสำคัญคือการเลือกเครื่องดื่มที่ไม่เพิ่มพลังงานโดยไม่จำเป็น และใช้เครื่องดื่มเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม มาดูกันว่า 10 เครื่องดื่มที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

1. น้ำเปล่า ตัวเลือกง่ายที่สุดและแทบไม่เพิ่มแคลอรี

น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะไม่มีน้ำตาลและให้พลังงานน้อยมาก การดื่มน้ำอย่างเพียงพอยังช่วยให้ร่างกายทำงานตามปกติ และสำหรับบางคน การดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารอาจช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและรับประทานอาหารน้อยลง

อีกข้อดีคือสามารถใช้แทนน้ำอัดลม ชานม เครื่องดื่มหวาน หรือเครื่องดื่มปรุงแต่งต่างๆ ซึ่งช่วยลดพลังงานส่วนเกินที่สะสมจากเครื่องดื่มได้ หากกำลังลดน้ำหนักและไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน การเปลี่ยนเครื่องดื่มหวานเป็นน้ำเปล่าถือเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและเห็นผลในแง่การลดน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวัน

2. ชาเขียวไม่ใส่น้ำตาล

ชาเขียวมีสารกลุ่มคาเทชิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีคาเฟอีนในปริมาณหนึ่ง งานวิจัยบางส่วนศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสารในชาเขียวกับการเผาผลาญพลังงานและการออกซิเดชันของไขมัน แต่ผลที่ได้ไม่ได้หมายความว่าการดื่มชาเขียวจะทำให้ไขมันหน้าท้องหายไปโดยตรง

หากเลือกดื่มชาเขียวไม่ใส่น้ำตาลแทนน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มหวาน ก็สามารถช่วยลดพลังงานที่ได้รับในแต่ละวันได้ อย่างไรก็ตาม หากเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือน้ำเชื่อมในปริมาณมาก ประโยชน์ด้านการควบคุมพลังงานก็อาจลดลง

3. น้ำมะนาวไม่ใส่น้ำตาล

น้ำมะนาวเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า เพราะรสเปรี้ยวช่วยให้ดื่มน้ำได้ง่ายขึ้น และมะนาวมีวิตามินซี หากไม่เติมน้ำตาลหรือไซรัป ก็แทบไม่เพิ่มพลังงานมากนัก

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่าน้ำมะนาวสามารถ “ละลายไขมันหน้าท้อง” หรือเร่งการลดน้ำหนักได้โดยตรง ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดกว่าคือช่วยให้เราดื่มน้ำมากขึ้นและใช้แทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลได้

4. ชาขิง

ขิงเป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมาอย่างยาวนาน และมีงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขิงกับอาการคลื่นไส้ แน่นท้อง และความไม่สบายในระบบทางเดินอาหารบางประเภท

สำหรับคนที่มีหน้าท้องป่องจากแก๊สหรืออาการท้องอืดชั่วคราว การดื่มชาขิงอาจช่วยให้รู้สึกสบายท้องขึ้นได้ในบางคน แต่ควรแยกให้ออกระหว่าง “หน้าท้องยุบเพราะอาการท้องอืดลดลง” กับ “ไขมันหน้าท้องลดลง” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

5. น้ำแตงกวา

แตงกวามีน้ำเป็นองค์ประกอบในปริมาณสูง จึงสามารถนำมาหั่นแช่ในน้ำเพื่อเพิ่มรสชาติและทำให้ดื่มน้ำได้ง่ายขึ้น โดยแทบไม่เพิ่มพลังงาน หากไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม

จุดเด่นของน้ำแตงกวาจึงอยู่ที่การเป็นเครื่องดื่มให้ความสดชื่นและช่วยเพิ่มปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน มากกว่าการคาดหวังว่าจะช่วยเผาผลาญไขมันโดยตรง หากต้องการควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกสูตรที่ไม่เติมน้ำตาล

6. ชาเปปเปอร์มินต์

ชาเปปเปอร์มินต์มักถูกใช้เป็นเครื่องดื่มหลังอาหาร และอาจช่วยให้บางคนรู้สึกสบายท้องมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการแน่นท้องหรือมีแก๊สในระบบทางเดินอาหาร

ดังนั้น หากหน้าท้องดูป่องจากอาการท้องอืด ชาเปปเปอร์มินต์อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาชนิดนี้จะช่วยกำจัดไขมันหน้าท้องโดยตรง และควรเลือกแบบไม่เติมน้ำตาลเพื่อไม่เพิ่มพลังงานโดยไม่จำเป็น

7. น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลเจือจาง

น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล หรือ Apple Cider Vinegar เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดและความรู้สึกอิ่ม แต่งานวิจัยยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับ “เผาผลาญไขมันหน้าท้อง” โดยตรง

หากต้องการดื่ม ควรเจือจางด้วยน้ำและไม่ควรดื่มน้ำส้มสายชูเข้มข้นโดยตรง เพราะความเป็นกรดอาจระคายเคืองช่องปาก คอ และกระเพาะอาหาร รวมถึงอาจส่งผลต่อเคลือบฟันได้ การดื่มในปริมาณมากไม่ได้หมายความว่าจะลดน้ำหนักได้มากขึ้น

8. ชาสมุนไพรไม่ใส่น้ำตาล

ชาสมุนไพรหลายชนิดไม่มีคาเฟอีนและสามารถใช้เป็นทางเลือกแทนเครื่องดื่มหวานได้ โดยประโยชน์ของแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไปตามสมุนไพรที่นำมาใช้ บางชนิดอาจเหมาะสำหรับดื่มเพื่อความผ่อนคลาย ขณะที่บางชนิดนิยมใช้หลังอาหารเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายท้อง

สิ่งสำคัญคือควรเลือกสูตรไม่เติมน้ำตาล เพราะแม้จะเป็นชาสมุนไพร แต่หากเติมน้ำผึ้ง น้ำตาล หรือไซรัปในปริมาณมาก ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้กับเครื่องดื่มได้เช่นกัน

9. เครื่องดื่มโปรตีน น้ำตาลต่ำ

โปรตีนมีส่วนช่วยให้อิ่มท้องและมีความสำคัญต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ควบคุมอาหาร หากเลือกเครื่องดื่มโปรตีนที่มีน้ำตาลและพลังงานไม่สูงเกินไป ก็สามารถใช้เป็นของว่างหรือเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่เหมาะสมได้

อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มโปรตีนไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน และไม่ควรใช้แทนอาหารที่มีความหลากหลายเป็นประจำ การควบคุมน้ำหนักยังควรได้รับโปรตีนจากอาหาร เช่น ไข่ ปลา เนื้อไม่ติดมัน ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากนม ควบคู่กับผัก ผลไม้ และแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม

10. น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าวมีน้ำและแร่ธาตุบางชนิด โดยเฉพาะโพแทสเซียม จึงเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเติมน้ำและอิเล็กโทรไลต์ได้ในระดับหนึ่ง เหมาะกับการดื่มเพื่อความสดชื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำมะพร้าวจะช่วยลดไขมันหน้าท้องโดยตรง

สิ่งที่ต้องระวังคือน้ำมะพร้าวมีน้ำตาลและพลังงานตามธรรมชาติ หากกำลังควบคุมน้ำหนักจึงไม่ควรดื่มในปริมาณมาก โดยเฉพาะน้ำมะพร้าวบรรจุขวดที่อาจมีการเติมน้ำตาลเพิ่มเติม ควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อ

ไม่มีเครื่องดื่มชนิดไหน “เผาผลาญไขมันหน้าท้อง” ได้แบบทันใจ

แม้เครื่องดื่มทั้ง 10 ชนิดจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน แต่ไม่มีเครื่องดื่มชนิดใดที่สามารถทำให้ไขมันหน้าท้องหายไปอย่างรวดเร็วด้วยตัวเอง น้ำเปล่าช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ชาไม่หวานช่วยลดการบริโภคน้ำตาล และเครื่องดื่มบางชนิดอาจช่วยเรื่องความอิ่มหรืออาการท้องอืด แต่การลดไขมันจริงๆ ต้องอาศัยการควบคุมพลังงานที่ได้รับร่วมกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น หากอยากให้รูปร่างกระชับขึ้น ไม่จำเป็นต้องมองหาเครื่องดื่ม “สูตรลับ” เพียงเลือกเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาล ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดเครื่องดื่มที่มีพลังงานสูง และดูแลอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับไปพร้อมกัน วิธีนี้มีเหตุผลและยั่งยืนกว่าการหวังพึ่งเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 5/10/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,800.0066,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,254.0064,490.6466,800.00
ทองรูปพรรณ 90%3,828.6058,041.58n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,403.2051,592.51n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,914.3029,020.79n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,488.9022,571.72n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,408.2966,829.68n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 5/10/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9540.6940.6941.1940.6940.6940.6940.6940.6940.69
แก๊สโซฮอล์ 9140.3240.3240.8240.3240.3240.3240.3240.3240.32
แก๊สโซฮอล์ E2035.6935.6935.8935.69–35.6935.6935.6935.69
แก๊สโซฮอล์ E8531.6331.63––––––31.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9549.68––49.26–50.1849.83–49.68
ดีเซล42.1942.1942.1942.1942.1942.1942.1942.1942.19
ดีเซล B2037.1937.1937.1937.19–37.1937.1937.1937.19
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า