เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าภูเก็ตทะลุ 2.1 แสนล้านพลิกเกาะสู่เมกะโปรเจกต์ฮับระดับโลก

- ภูเก็ตได้รับเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.14 แสนล้านบาทจากภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางการบริการและการท่องเที่ยวนานาชาติ
- การลงทุนมุ่งเน้นไปที่เมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบินแห่งใหม่ ระบบรถไฟฟ้ารางเบา รวมถึงการพัฒนาด้านการแพทย์ (Medical Hub) และศูนย์การค้า
- โครงการขนาดใหญ่ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มวิลล่าและคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและผู้พัฒนารายใหญ่
- เป้าหมายระยะยาวคือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาะให้มีความหลากหลาย ไม่ได้พึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างเมืองที่สามารถ “ใช้ชีวิต” ได้ ไม่ใช่แค่ “มาพัก” ชั่วคราว
จาก “เกาะท่องเที่ยว” สู่เดิมพันเมืองระดับโลก
ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซาวิลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพของภูเก็ตในอดีตอาจผูกติดอยู่กับชายหาด โรงแรม และนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่วันนี้สมการกำลังเปลี่ยนไป เม็ดเงินลงทุนกว่า 214,000 ล้านบาทจากโครงการขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังทยอยเข้ามาเติมโครงสร้างใหม่ให้กับเกาะ ตั้งแต่สนามบิน ระบบขนส่งมวลชน การแพทย์ ศูนย์การค้า ไปจนถึงโครงการ Mixed-use และ Destination ขนาดใหญ่
นี่จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อ “เปลี่ยนโครงสร้างเมือง” และยกระดับภูเก็ตจาก Tourism Destination ไปสู่ Integrated International Tourism and Service Hub เพราะเมื่อสนามบิน ระบบราง ถนน โรงพยาบาล รีเทล และที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีเดินหน้าไปพร้อมกัน ผลที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่จะส่งแรงกระเพื่อมต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งเกาะ

2.14 แสนล้าน ปักหมุดโครงสร้างพื้นฐานใหม่
หนึ่งในสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังขยับตัวNew Andaman Airport หรือท่าอากาศยานอันดามานแห่งใหม่ มีมูลค่าโครงการราว 80,000 ล้านบาท ขณะที่ Synthesis Ark Phuketมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท และ Light Rail System – Phase 1 กรอบวงเงินประมาณ 35,350 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน สนามบินภูเก็ตยังมีแผน Phuket International Airport Expansion Phase 2 มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร
หากมองตัวเลขเหล่านี้แยกเป็นรายโครงการ อาจเป็นเพียงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล แต่เมื่อมองรวมกันจะเห็นภาพใหญ่กว่า นั่นคือการพยายามแก้ “ข้อจำกัดของเมือง” ที่เติบโตเร็วกว่าความสามารถในการรองรับทั้งการจราจร ความหนาแน่นของการเดินทาง ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ
สนามบิน-รถไฟฟ้า จุดเปลี่ยน Connectivity ของภูเก็ต
การเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนห้องพักหรือชายหาด แต่ขึ้นอยู่กับว่า “คนและเงิน” สามารถเดินทางเข้าสู่เมืองและเคลื่อนตัวภายในเมืองได้ดีเพียงใด นั่นทำให้โครงการ Light Rail System – Phase 1 รวมถึงโครงการทางพิเศษป่าคลอก–บางกู มีความสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงระบบขนส่งใหม่ เพราะหากโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ได้ดีขึ้น จะช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล เพิ่ม Accessibility และเปิดพื้นที่ใหม่ให้สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น
ขณะที่แนวคิด Andaman Ring Ports สนามบินน้ำ Monorail และระบบรถไฟฟ้าภูเก็ตสะท้อนภาพการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่กำลังขยับจากระบบเดี่ยวไปสู่ระบบที่หลากหลายและเชื่อมต่อกันมากขึ้น
Medical Tourism พลิกเกม จากเมืองเที่ยวสู่เมืองสุขภาพ
อีกหมุดหมายสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจภูเก็ต คือ “Healthcare Economy” โครงการ Songklanagarind Phuket Advanced Medical Centerมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท และ Bumrungrad International Hospital Phuketมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาท กำลังเติมอุตสาหกรรมใหม่ให้กับเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้
ผลลัพธ์ที่คาดหวังจึงไม่ได้มีเพียงการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาล แต่คือการดึงดูดกลุ่ม Medical Tourists ผู้พำนักระยะยาว และผู้มีกำลังซื้อสูงเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ เมื่อการท่องเที่ยวเชื่อมเข้ากับการแพทย์ สุขภาพ และ Wellness ระยะเวลาพำนักของผู้มาเยือนอาจยาวขึ้น ขณะเดียวกันรูปแบบการใช้จ่ายก็มีแนวโน้มเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวระยะสั้นไปสู่การใช้บริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น
รีเทล-ไลฟ์สไตล์ เติมจิ๊กซอว์ใหม่ให้เกาะ
รีเทลก็เข้ามาเติมสีสันให้กับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจภูเก็ตICONPHUKETมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และ Siam Premium Outlets Phuket มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท จะเข้ามาเพิ่มองค์ประกอบด้าน Retail และ Lifestyle Destination ความน่าสนใจอยู่ที่การสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ผูกติดกับชายหาดหรือโรงแรมเพียงอย่างเดียว
เมื่อรีเทล ไลฟ์สไตล์ การแพทย์ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยวเชื่อมต่อกัน ภูเก็ตจึงมีโอกาสขยับจากเมืองที่นักท่องเที่ยว “เดินทางมาพัก” ไปสู่เมืองที่สามารถ “ใช้ชีวิต” ได้ในระยะยาว
อสังหาฯ รับแรงส่ง เปิดใหม่ 4,166 ยูนิต
แรงกระเพื่อมจากโครงสร้างพื้นฐานกำลังสะท้อนกลับมายังตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างชัดเจนข้อมูลจากซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในภูเก็ต 67 โครงการ รวม 4,166 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าการพัฒนารวมประมาณ 52,955 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อน การลงทุน และการอยู่อาศัยระยะยาว ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่น่าสนใจคือ ตลาดไม่ได้เติบโตเพียงในเชิงปริมาณ แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ “คุณภาพดีมานด์” ไปพร้อมกัน
คอนโดครองยูนิต วิลล่าครองมูลค่า
หากแยกตลาดออกเป็น2เซ็กเมนต์ จะเห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตลาดคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ 16 โครงการ 3,466 ยูนิต คิดเป็นกว่า 83% ของยูนิตเปิดใหม่ทั้งหมด มูลค่าราว 20,450 ล้านบาท โดยยังคงกระจุกตัวในทำเลท่องเที่ยวฝั่งตะวันตก สุรินทร์ ครองตำแหน่งทำเลเปิดตัวคอนโดสูงสุด 672 ยูนิต จาก 3 โครงการ มูลค่าราว 4,050 ล้านบาท ตามด้วย เชิงทะเล397 ยูนิต และ กมลา363 ยูนิต
ขณะที่โครงการ Aceller Hotel & Residence ในฉลอง มีจำนวน 688 ยูนิต ถือเป็นหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ของตลาดในช่วงดังกล่าว แต่ถ้ามองในแง่ “มูลค่า” วิลล่ากลับสูงกว่าอย่างชัดเจน
700 วิลล่างมูลค่ากว่า 3.25 หมื่นล้าน
ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีวิลล่าเปิดตัวใหม่ 51 โครงการ 700 ยูนิต แต่มูลค่าการพัฒนารวมสูงถึงประมาณ 32,505 ล้านบาทหรือกว่า 61% ของมูลค่าโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ทั้งหมดช่องว่างระหว่างจำนวนยูนิตกับมูลค่าการลงทุนสะท้อนชัดว่า ตลาดวิลล่าภูเก็ตกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสินค้าระดับ Luxury และ Ultra Luxury
ฐานลูกค้าหลักยังเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรป รัสเซีย และเอเชีย ที่มองภูเก็ตทั้งในฐานะบ้านพักตากอากาศและสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว นี่คือเหตุผลที่ตลาดวิลล่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง แม้จำนวนยูนิตจะน้อยกว่าคอนโดมิเนียมอย่างมาก
ฝั่งตะวันตกยังร้อนแรง ทำเลทองของทุนใหม่
เมื่อซูมลงไปในระดับทำเล “ฝั่งตะวันตก” ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญของตลาดศรีสุนทร เป็นพื้นที่ที่มีการเปิดตัววิลล่ามากที่สุด ราว 120 ยูนิต มูลค่าประมาณ 3,675 ล้านบาท ตามด้วย เชิงทะเล 84 ยูนิต มูลค่าประมาณ 3,425 ล้านบาท และ กมลา 67 ยูนิต มูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท
ทำเลเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญ คือเป็นพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อน การลงทุน และการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ขณะเดียวกันยังได้รับแรงหนุนจากฐานลูกค้าต่างชาติที่แข็งแกร่ง จึงไม่น่าแปลกที่บางเทา เชิงทะเล สุรินทร์ กมลา และลายัน ยังคงเป็นสนามแข่งขันหลักของผู้พัฒนาโครงการระดับบน
บิ๊กเนมกรุงเทพฯ บุกภูเก็ต สัญญาณทุนยังเชื่อมั่น
อีกปรากฏการณ์ที่สะท้อนความร้อนแรงของตลาด คือการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯแสนสิริ เปิดตัว RHEA by Sansiriบริเวณหาดสุรินทร์ มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท และเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 4 โครงการในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ขณะที่ TITLE เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในบางเทา เชิงทะเล และกมลา เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างชาติ
ด้าน ศุภาลัย ยังคงศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนเข้าสู่ภูเก็ต การขยับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า ภูเก็ตไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Strategic Market ที่ผู้ประกอบการระดับประเทศต้องจับตา
Multiplier Effect ลงทุนไม่ได้หยุดแค่โครงการ
สิ่งที่น่าจับตากว่ามูลค่าการลงทุน 2.14 แสนล้านบาท คือ “ผลคูณทางเศรษฐกิจ” (Multiplier Effect)ที่จะตามมา เมื่อสนามบินขยาย ระบบรางเกิดขึ้น โรงพยาบาลขนาดใหญ่เปิดให้บริการ และ Destination ใหม่เข้ามาในตลาด ผลกระทบย่อมขยายออกไปยังธุรกิจโดยรอบ
ทั้งโรงแรม Serviced Apartments ร้านอาหาร รีเทล สำนักงาน ที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบน ตลอดจน Luxury Residential และ Mixed-use Development
โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้ประโยชน์จาก Connectivity ที่ดีขึ้น มีโอกาสกลายเป็น “พื้นที่ใหม่” ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้เพียงทำให้เดินทางสะดวกขึ้น แต่กำลัง “สร้างมูลค่าที่ดินและสร้างทำเลใหม่” ไปพร้อมกัน
เดิมพันครึ่งหลังปี 2569 ตลาดหรูยังนำเกม
สำหรับทิศทางตลาดในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ปัจจัยสนับสนุนยังคงมีหลายด้าน ทั้งการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่ ตลาดจึงมีแนวโน้มเห็นโครงการเปิดตัวใหม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Luxury Condominium และ Luxury Villa อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องจับตาคือการเติบโตในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดเพียง “จำนวนยูนิต” แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการตอบโจทย์ผู้ซื้อคุณภาพสูง และการเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจใหม่ของภูเก็ต
คำถามใหญ่ภูเก็ตจะโตแบบไหน?
เม็ดเงินกว่า 2.1 แสนล้านบาทอาจไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการลงทุนก้อนใหญ่ แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของภูเก็ต จากเมืองที่เคยขับเคลื่อนด้วย “การท่องเที่ยว” เป็นหลัก กำลังขยับไปสู่เมืองที่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลากหลาย ทั้งการบิน การแพทย์ การค้า การขนส่ง ที่อยู่อาศัย และบริการระดับนานาชาติ
สนามบินใหม่อาจเพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่อ ระบบรางอาจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง โรงพยาบาลอาจดึงดูดผู้พำนักระยะยาว ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีกำลังดึงดูดทุนและกำลังซื้อจากทั่วโลก
ทั้งหมดกำลังประกอบกันเป็นภาพเดียว ภูเก็ตไม่ได้กำลังสร้าง “เมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่ขึ้น” แต่กำลังสร้างเมืองนานาชาติที่มีการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักและหากโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้เดินหน้าได้ตามแผน เม็ดเงิน 2.14 แสนล้านบาทในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภูเก็ตตลอดหลายทศวรรษข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศปี 2569 มาแรงจ่อทะลุ 16 ล้านคน เอกชนประเมินฮิต ‘เที่ยวจีน’ แตะ 4 ล้าน คาดโตพุ่ง 30% ยอดรวมใกล้เคียงตลาด ‘คนจีนเที่ยวไทย’ ราว 5 ล้านคนในปีนี้ตามคาดการณ์ของ ททท.

เอกชนท่องเที่ยวประเมินภาพรวมตลาดคนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศปี 2569 มีแนวโน้มคึกคัก เติบโตดี ทำนิวไฮต่อเนื่องจากปี 2568
ล่าสุดทีมวิจัย Bnomics ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยเมื่อปลายเดือน ก.ย. เกี่ยวกับสถิติคนไทยเที่ยวต่างประเทศปีที่แล้ว ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในแง่จำนวนการเดินทาง 13.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.4% เทียบกับปี 2567 และใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.5% ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป 42,790 บาท เพิ่มขึ้น 16.2%
สำหรับ 5 อันดับแรกของจุดหมายปลายทางที่มีคนไทยไปเที่ยวมากที่สุดในปี 2568 พบว่า “จีน” ขึ้นเป็นอันดับ 1 มีจำนวนคนไทยไปเยือนกว่า 3.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 46.2% เทียบปี 2567 หลังมาตรการฟรีวีซ่าช่วยลดอุปสรรคการเดินทาง มีข้อได้เปรียบจากความคุ้มค่า โครงสร้างพื้นฐาน และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว
อันดับ 2 มาเลเซีย มีคนไทยไปเที่ยว 1.72 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% จากข้อได้เปรียบเรื่องความใกล้ สะดวก พรมแดนติดกัน
อันดับ 3 ลาว มีจำนวน 1.44 ล้านคน เพิ่มขึ้น 18.6% ได้เปรียบจากความใกล้ ค่าใช้จ่ายไม่สูง มีความเชื่อมโยงกับไทยอยู่แล้ว และโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟลาว-จีน เปิดโอกาสใหม่ในการเดินทาง
อันดับ 4 ญี่ปุ่น มีคนไทยไปเที่ยว 1.23 ล้านคน เพิ่มขึ้น 15.7% ด้วยธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม แหล่งชอปปิง ความสะอาด ความปลอดภัย และระบบขนส่งที่เดินทางด้วยตัวเองได้ง่าย ทำให้นักท่องเที่ยวไทยยอมจ่ายมากขึ้นต่อหนึ่งทริป
และอันดับ 5 สหราชอาณาจักร 4.92 แสนคน เพิ่มขึ้น 39.7% เป็นจุดหมายระยะไกลที่กลับมาคึกคักจากการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว การศึกษา และเยี่ยมญาติ

เอกชนคาดปี 69 คนไทยฮิตเที่ยวต่างประเทศทะลุ 15-16 ล้านคน
ธนพล ชีวรัตนพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เอ็กซ์เพรส จำกัด บริษัททัวร์ชั้นนำ ในฐานะนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศปี 2569 มีแนวโน้มทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องจากปี 2568 โดยคาดว่าจะมีจำนวนราว 15.6 – 16.3 ล้านคน เติบโต 20-25% จากปี 2568 ตามที่ทีมวิจัย Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ ระบุว่ามีจำนวนการเดินทางกว่า 13.06 ล้านคน
แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวมาจากนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) เพิ่มขึ้น 15% และนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางกับบริษัททัวร์เพิ่มขึ้น 10% โดยโครงสร้างตลาดคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศในปัจจุบันเป็น FIT มากกว่า 40% ส่วนกรุ๊ปทัวร์มีราว 50-60%
คนไทย “เที่ยวจีน” มาแรง ลุ้นแตะ 4 ล้านคนปีนี้
“ประเมินว่าปี 2569 คนไทยจะนิยมไปเที่ยวจีนมากเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว คาดเติบโต 30% จากตัวเลข 3.06 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 4 ล้านคน ใกล้เคียงกับตลาดคนจีนเที่ยวไทยในปีนี้ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจะมีจำนวนราว 5 ล้านคน”
สำหรับ “ปัจจัยบวก” ที่ทำให้ตลาดคนไทยเที่ยวจีนเติบโต นอกเหนือจากมาตรการฟรีวีซ่าระหว่างไทย-จีนแล้ว มองว่าประเทศจีนมีความปลอดภัยสูงมาก สถานที่ท่องเที่ยวน่าไปเยือน มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงเที่ยวควบ 2 มณฑลในแพ็กเกจทัวร์เดียวได้ อาหารการกินถูกปากคนไทย และคนจีนดูแลนักท่องเที่ยวอย่างดีเยี่ยม
โดย 5 อันดับแรกของเมืองในจีนที่มีคนไทยไปเที่ยวมากที่สุด ประเมินว่าอันดับ 1 คือ “ฉงชิ่ง” ซึ่งล่าสุดนำร่องให้บริการประกาศเสียงตามสายเป็นภาษาไทยที่สถานีรถไฟฟ้ายอดนิยม 3 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนไทย รองลงมาได้แก่ เฉิงตู ชิงเต่า ซินเจียง และเซี่ยงไฮ้
เยนอ่อนค่าหนุน “เที่ยวญี่ปุ่น” ยังโตดี 6-7%
ธนพล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากจีนแล้ว มองว่าจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในปี 2569 มี “ญี่ปุ่น” ที่คาดว่าจะเติบโต 6-7% เทียบกับปีก่อนซึ่งมีคนไทยไปเที่ยวกว่า 1.23 ล้านคน ส่วนประเทศอื่นๆ ใน “ยุโรป” เช่น สหราชอาณาจักร อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ มีแนวโน้มไปเที่ยวมากขึ้น
ขณะที่ “เกาหลีใต้” เริ่มฟื้นตัวดี แม้สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพิ่งประกาศยกเลิกเที่ยวบินตรงเส้นทาง กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – โซล (อินชอน) มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป หลังให้บริการมานาน 12 ปี แต่ก็ยังมีสายการบินอื่นๆ ให้บริการ
“ไทยเที่ยวไทย” ปาดเหงื่อ น้ำท่วมกรุงฯ ซ้ำเติมรอยต่อไฮซีซัน
การขยายตัวอันโดดเด่นของตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศส่งผลกระทบต่อตลาด “ไทยเที่ยวไทย” โดยมองว่าปี 2569 จะเหนื่อยมาก ไม่ได้เติบโตหวือหวา ยิ่งในช่วงรอยต่อเข้าไฮซีซันปลายปีมีสถานการณ์ “น้ำท่วม” เข้ามาซ้ำเติม ทำให้คนไทยกังวลเกี่ยวกับบ้าน และต้องประหยัดเงินมากขึ้นในภาวะแบบนี้
“สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศด้วยเช่นกัน คนเป็นห่วงบ้าน ประกอบกับบางสายการบินมีปัญหาเรื่องยกเลิกเที่ยวบินและให้บริการไม่ตรงต่อเวลา จึงรอดูสถานการณ์น้ำอีกทีจนถึงกลางเดือน ต.ค. ว่าเป็นอย่างไร หากไม่เกิดน้ำท่วมซ้ำ ก็น่าจะรักษาแรงส่งการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในไฮซีซันปลายปี”
“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” เตรียมเพิ่มเที่ยวบินสู่ “นาริตะ” เป็น 2 เที่ยวต่อวัน
วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “ญี่ปุ่น” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากคนไทย ด้วยปัจจัยเงินเยนอ่อนค่าเอื้อต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ทำให้ “เวียตเจ็ทไทยแลนด์” เตรียมขยายความถี่เที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โตเกียว (นาริตะ) ในช่วงตารางบินฤดูหนาวนี้ จาก 1 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน
ด้าน “เกาหลีใต้” เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกเส้นทางบินนี้แต่อย่างใด ยังคงให้บริการต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) อยู่ในระดับที่ดี 84% แต่ปัญหาในปัจจุบันคือ “ราคาตั๋วเครื่องบิน” เนื่องจากฝั่งเกาหลีเองก็ให้บริการหลายสายการบิน ส่วนฝั่งไทยให้บริการอีก 3-4 สายการบิน มีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก พอมีรายหนึ่งยกเลิกเส้นทางบินนี้ไป ก็น่าจะทำให้เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้อานิสงส์ มีลูกค้าบางส่วนมาใช้บริการด้วย
“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาความนิยมของคนไทยที่มีต่อเกาหลีใต้ลดลง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้รับความนิยมจากคนเกาหลีลดลงเช่นกัน หันไปเที่ยวเวียดนามแทน”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ดาวโจนส์ปิดตลาดบวก 90 จุด Nasdaq ทำนิวไฮ หุ้น AI พุ่งรับน้ำมันโลกขาลง

- ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดบวกกว่า 90 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ
- หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น Nvidia และ Microsoft ปรับตัวขึ้นแรง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ดัชนี Nasdaq
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (5 ต.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง
ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับการพุ่งขึ้นของหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)
ซึ่งรวมถึงหุ้น Nvidia และ Microsoft ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และรายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED)
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 51,267.90 จุด เพิ่มขึ้น 90.94 จุด หรือ +0.18%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,773.95 จุด เพิ่มขึ้น 51.23 จุด หรือ +0.66%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,477.31 จุด เพิ่มขึ้น 286.45 จุด หรือ +1.05%
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดได้รับแรงหนุนหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ต่างก็ปรับตัวลงกว่า 1.8% หลังมีรายงานว่าการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้น และประเทศกลุ่ม G7 มีมติระบายน้ำมันจากคลังสำรองออกสู่ตลาด ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์จากบริษัท B. Riley Wealth ให้ความเห็นว่า เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ค่อนข้างน้อย และเหลืออีกประมาณหนึ่งสัปดาห์จึงจะเข้าสู่ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ นักลงทุนจึงให้น้ำหนักกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ฤดูกาลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 3 จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ประเดิมด้วยผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P500 จะเพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบรายปี โดยได้ปัจจัยหนุนจากหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI
บจ.หนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ
มุมมองบวกเกี่ยวกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนช่วยให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็ตาม
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุปรับตัวขึ้น 1.22% และหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารดีดตัวขึ้น 1.14% ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 0.44%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI พุ่งขึ้นและเป็นปัจจัยหนุนดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยหุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 2.1% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.76 ล้านล้านดอลลาร์
หุ้น Microsoft บวก 1.5% ส่วนหุ้น Meta Platforms และ Tesla ต่างปรับตัวขึ้นราว 2% ขณะที่หุ้น SpaceX ทะยานขึ้นกว่า 7%
หุ้น PTC ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ พุ่งขึ้น 33% หลังจากบริษัท Schneider Electric ของฝรั่งเศสได้ตกลงเข้าซื้อกิจการ PTC ด้วยเงินสดมูลค่า 2.26 หมื่นล้านดอลลาร์
หุ้น RXO ซึ่งเป็นบริษัทขนส่ง พุ่งขึ้นกว่า 22% หลังจากบริษัท C.H. Robinson Worldwide ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ ตกลงเข้าซื้อกิจการ RXO ในรูปของหุ้นและเงินสด คิดเป็นมูลค่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ แต่ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้น C.H. Robinson Worldwide ร่วงลงเกือบ 11%
นักลงทุนจับตารายงานประชุมเฟดเดือน ก.ย.
นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของเฟดในวันพุธนี้ (7 ต.ค.) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามการคาดการณ์ของตลาด
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 24% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. ลดลงจากระดับ 70% ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.ที่ต่ำกว่าคาด
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ความแตกต่างระหว่าง Adjective และ Adverb ในภาษาอังกฤษ พร้อมวิธีใช้ที่ถูกต้องและตัวอย่างเข้าใจง่าย

ความสำคัญของ Adjective และ Adverb ในการเรียนภาษาอังกฤษ
คำคุณศัพท์ (Adjective) ใช้เพื่อบรรยายคำนามหรือคำสรรพนาม โดยให้รายละเอียดเช่น ขนาด, สี, อารมณ์ความรู้สึก เช่น “A black cat” ที่บอกว่าแมวตัวนั้นเป็นสีดำ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างประโยคที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น เช่น “The cake smells good” แปลว่าเค้กมีกลิ่นหอม
ในขณะเดียวกัน คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) จะใช้เพื่ออธิบายคำกริยาหรือคำคุณศัพท์ รวมถึงการบอกลักษณะการกระทำ เช่น “She walks slowly” แปลว่าเธอเดินอย่างช้าๆ หรือใช้บอกความบ่อยของการกระทำ เช่น “He always smiles” แปลว่าเขายิ้มเสมอ
ประโยชน์ของ Adjective และ Adverb ในการสื่อสาร
การใช้ Adjective และ Adverb ทำให้การสื่อสารในภาษาอังกฤษดูมีชีวิตชีวาและละเอียดมากขึ้น ช่วยให้ผู้ฟังรับสารได้อย่างแม่นยำ เช่นในตัวอย่างต่อไปนี้:
- ประโยคที่ไม่มี Adjective และ Adverb:
A cat is sitting under the tree.
(แมวตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้) - ประโยคที่มี Adjective และ Adverb:
A black cat is comfortably sitting under the tree.
(แมวสีดำกำลังนั่งอย่างสบายๆ อยู่ใต้ต้นไม้)
ประโยคที่มีการใช้ Adjective และ Adverb ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนและครบถ้วนยิ่งขึ้น เรารู้ว่าแมวมีสีดำและนั่งสบายๆ ใต้ต้นไม้ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้ผู้รับสารเข้าใจมากขึ้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียด
เรียนภาษาอังกฤษง่ายๆ เริ่มจากการเข้าใจ Adjective และ Adverb
Adjective คือ คำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายและบอกรายละเอียดเพิ่มเติมกับคำนาม (Noun) หรือ คำสรรพนาม (Pronoun) โดยสามารถบอกคุณสมบัติ คุณภาพ และ ลักษณะเฉพาะ ของสิ่งนั้นๆ ได้ เช่น สี, ขนาด, รูปร่าง, อารมณ์ความรู้สึก เป็นต้น
ตัวอย่างคำคุณศัพท์ (Adjective)
- ขนาดและรูปร่าง: small, skinny, large, cubby, narrow, tiny, giant, wide, heavy
- อารมณ์ความรู้สึก: shy, angry, tired, excited, comfortable, clam, happy, gloomy
- คุณภาพและคุณลักษณะ: modern, old, fresh, dirty, ancient, unique
วิธีการใช้ Adjective นั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่ วางไว้ข้างหน้าคำนาม หรือ วางไว้หลัง verb to be (is,am,are) และ คำจำพวก sensory verbs (look, seem, taste, feel, smell, and sound) อย่างเช่น
- She is a cute girl. เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารัก
- The bag is heavy. กระเป๋าใบนี้หนัก
- The cake smells good. เค้กก้อนนี้มีกลิ่นหอมดี
ส่วน Adverb ก็สำคัญไม่แพ้กันในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะ Adverb คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่ใช้อธิบายคำกริยา (Verb) ทำให้ผู้รับสารเข้าใจการกระทำนั้นๆ มากขึ้น รวมถึงยังใช้ขยายคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือคำกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเองก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บอกว่าคำกริยาหรือการกระทำนั้นๆ ถูกกระทำแบบไหน วิธีการใด เมื่อไหร่ เป็นต้น
ตัวอย่างคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)
- อธิบายลักษณะของการกระทำ: comfortably, carelessly, carefully, loudly, quietly
- อธิบายความบ่อยของการกระทำ: always, dalily, often, never, frequently
- อธิบายตำแหน่งของการกระทำ: outside, inside, somewhere, everywhere
ส่วนวิธีการใช้ Adverb นั้น จริงๆ แล้วเราสามารถวาง Adverb ได้ในหลายๆ ตำแหน่งของประโยคขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจะเน้นอะไร จะแบ่งออกได้ 3 แบบ คือ
- เน้นคำกริยา (Verb) สามารถวางไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังคำกริยาก็ได้
She is slowly walking through the bridge. เธอเดินข้ามสะพานอย่างช้าๆ
He sits comfortably. เขานั่งอย่างสบายๆ - เน้นคำคุณศัพท์ (Adjective) สามารถวางไว้ข้างหน้าคำคุณศัพท์
She is really adorable. เธอน่ารักจริงๆ
The room is very clean ห้องสะอาดมากๆ - เน้นคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) สามารถวางไว้ข้างหน้า
He runs incredibly fast. เขาวิ่งเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
เรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง ต้องเริ่มจากเข้าใจโครงสร้างภาษาอังกฤษเบื้องต้น
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
ทรูเปิด Data Insight วิกฤตน้ำท่วม ดันยอดโทรออกพุ่ง 632% ประชาชนเลือกสื่อสารยามฉุกเฉิน

เมื่อวิกฤตฝนตกหนักและน้ำท่วมสูงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในหลายพื้นที่ สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีเพียงการใช้ชีวิตประจำวันหรือการเดินทาง แต่รวมถึง “พฤติกรรมการสื่อสาร” ของผู้คนที่ประสบภัยพิบัติ ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิด True Data Insight วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานบนเครือข่าย TRUE 5G และ True Online ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมหนักช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน 2569 พบรูปแบบการสื่อสารที่น่าสนใจหลายด้าน
โดยเฉพาะการกลับมาใช้ “การโทรด้วยเสียง (Voice Call)” ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงวิกฤต แม้ในภาวะปกติผู้คนจะนิยมสื่อสารและใช้งานผ่านดาต้าเป็นหลัก รวมถึงการส่งข้อมูลจากพื้นที่น้ำท่วมออกสู่โลกออนไลน์ ตลอดจนการใช้งานแอปสื่อสารและอินเทอร์เน็ตบ้านที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า เมื่อชีวิตต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด การสื่อสารไม่ได้ลดความสำคัญลง แต่กลับยิ่งมีบทบาทและมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ทรูจึงนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาศึกษาและทำความเข้าใจรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อประกอบการพัฒนาและบริหารเครือข่ายให้สามารถรองรับความต้องการด้านการสื่อสารของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เมื่อเกิดวิกฤต “การโทรด้วยเสียง (Voice Call)” กลับมาใช้งานเพิ่มทันที
ข้อมูลการใช้งานโทรด้วยเสียง หรือ Voice Traffic วันที่ 26 กันยายน 2569 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน พบการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยปทุมธานีเพิ่มขึ้น 60% กรุงเทพฯ 58% สมุทรปราการ 58% และนนทบุรี 51% ขณะที่ชลบุรีเพิ่มขึ้น 29%
ภาพดังกล่าวยิ่งชัดเมื่อซูมเข้าไปในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดย เคหะร่มเกล้ามี Voice Traffic เพิ่มขึ้น 222% และเคหะคลองจั่นเพิ่มขึ้น 169%
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุด ระหว่าง 09.00–10.00 น. วันที่ 26 กันยายน เมื่อ Voice Traffic ใน เคหะร่มเกล้าพุ่งถึง 632% และเคหะคลองจั่นเพิ่มขึ้น 311% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสัปดาห์ก่อน
Upload พุ่งแรงกว่า Download เมื่อคนในพื้นที่ “ส่งข้อมูลออก” มากขึ้น
อีกหนึ่งสัญญาณที่โดดเด่นอยู่ที่ Mobile Data เพราะสิ่งที่พุ่งสูงของการใช้ data บน TRUE 5G ไม่ได้อยู่ที่การรับข้อมูล หรือ Download เพียงอย่างเดียว แต่คือ Upload หรือการส่งข้อมูลจากมือถือได้เพิ่มสูงขึ้นต่างจากการใช้งานปกติ
ข้อมูลเฉลี่ยวันที่ 25–26 กันยายน 2569 พบว่าเคหะร่มเกล้ามี Upload เพิ่มขึ้น 61% เทียบกับ Download ที่เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่เคหะคลองจั่นมี Upload เพิ่มขึ้น 44% เทียบกับ Download 6%
เมื่อเจาะช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุด ความแตกต่างยิ่งชัดเจน โดยเคหะร่มเกล้าช่วง18.00–19.00 น. มี Upload เพิ่มขึ้นถึง 178% ขณะที่ Download เพิ่มขึ้น 28% ส่วนเคหะคลองจั่นช่วง 20.00–21.00 น. มี Upload เพิ่มขึ้น 94% เทียบกับ Download 30%
ตัวเลขนี้เป็นอีกมุมที่น่าจับตา เพราะ Upload เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผู้ใช้ “ส่ง” ข้อมูลออกจากอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งภาพ วิดีโอ ไฟล์ การวิดีโอคอล หรือการโพสต์และแชร์ข้อมูล ข้อมูลจึงสะท้อนว่าในช่วงวิกฤต โทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับข่าวสาร แต่ยังเป็นอุปกรณ์สำคัญในการส่งภาพและคลิปของสถานการณ์จากพื้นที่จริงออกไปสู่คนรอบตัวและโลกออนไลน์ รวมถึงใช้รายงานสถานการณ์ ประสานงาน และขอความช่วยเหลือในยามจำเป็น
LINE ครองอันดับหนึ่ง แอปสื่อสารยอดนิยมในสัปดาห์น้ำท่วม
เมื่อวิเคราะห์ Mobile App Traffic พบว่าLINE เพิ่มขึ้นสูงสุด 22% ตามด้วย Messenger 13%, Facebook 10%, Netflix 9% และ FaceTime 8%
ไม่เพียงแต่เน็ตมือถือที่เพิ่มขึ้น “เน็ตบ้าน” มีการใช้งานเพิ่มขึ้นชัดเจนในพื้นที่น้ำท่วม
ข้อมูลจาก True Online สะท้อนอีกด้านของพฤติกรรมดิจิทัลในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม โดยเมื่อพิจารณาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ พบว่า ภาคตะวันออกมีปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% สูงสุด ในภาพรวมของภูมิภาค และเมื่อเจาะระดับจังหวัดพบว่า ตราดเพิ่มขึ้นถึง 21% ขณะที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5%โดยกรุงเทพฯ เพิ่มสูงสุดในกลุ่มที่ 5% และ ภาคกลาง-ตะวันตกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% โดยราชบุรีเพิ่มขึ้นสูงสุด 6%
เมื่อขยายการวิเคราะห์ไปยังภูมิภาคอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบหลักจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ พบว่าปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตบ้านยังเพิ่มขึ้นแต่มีระดับเติบโตน้อยกว่า ทั้งนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1% โดย จ.อุบลราชธานีเพิ่มสูงสุด6% ภาคใต้เพิ่มขึ้น 0.6% โดย จ. นราธิวาสเพิ่มสูงสุด 2% และ ภาคเหนืออัตราเฉลี่ยคงที่ 0% โดยจ.พิษณุโลกเพิ่มสูงสุด 1%
เมื่อมองสองกลุ่มพื้นที่ควบคู่กัน จะเห็นความแตกต่างของพฤติกรรมการใช้งานที่น่าสนใจ โดย ภูมิภาคที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบหลักจากน้ำท่วมมีการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตบ้านในภาพรวมสูงกว่าภูมิภาคอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคกลาง-ตะวันตก
สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดิจิทัลในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบน Mobile Network แต่ยังปรากฏบนการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลTrue Online ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 เทียบกับช่วงเวลาอ้างอิงของสัปดาห์ก่อน
เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน True Data Insight สะท้อนพฤติกรรมการสื่อสารที่น่าสนใจ
การโทรด้วยเสียง (Voice Call) ถูกเลือกใช้งานสื่อสารในช่วงฉุกเฉิน เห็นได้จาก Voice Traffic ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ผู้ใช้งานไม่ได้เพียงรับข้อมูล แต่กำลังส่งข้อมูลออกจากพื้นที่ เห็นได้จาก Upload ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่า Download หลายเท่าในพื้นที่ร่มเกล้าและคลองจั่น สะท้อนบทบาทของ 5G และ 4G ในการส่งภาพ วิดีโอ ข้อความ และข้อมูลจากสถานการณ์จริง
ผู้ที่ใช้งานมือถือมีปริมาณการใช้งานแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น โดย Traffic ของแอปสื่อสารอย่าง LINE และ Messengerเพิ่มขึ้น โดยแอปพลิเคชันได้รองรับการโทรด้วยเสียง (Voice Call) เพื่อติดต่อสื่อสาร
เมื่อมองทุกมิติของ Data Insight พบว่าการสื่อสารในสถานการณ์ภัยพิบัติ ไม่ได้อยู่เพียงที่ปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบพฤติกรรมการสื่อสารที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายบริการ
ทั้ง Voice ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่น้ำท่วม รวมทั้งการใช้งาน Upload ที่เติบโตสูงกว่า Download แอปสื่อสารที่มี Traffic เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ตบ้านที่เพิ่มขึ้นเด่นชัดในพื้นที่ได้รับผลกระทบหลัก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ติดท็อปไฟฟ์! “ทัพนักกีฬาไทย” ผลงานแจ่ม สรุปเหรียญรางวัล กรีฑาเอเชียนเกมส์ 2026

การแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 (Asian Games 2026) ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อย
โดยไฮไลต์สำคัญที่แฟนๆ จับตามองก็คือ การแข่งขันกรีฑา ที่มีการชิงชัยเหรียญทองมากถึง 50 เหรียญ จากทั้งหมด 50 อีเวนต์ ในศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งนี้
ซึ่ง “ทัพนักกรีฑาไทย” หนนี้สามารถเก็บไปได้ถึง 6 เหรียญรางวัล แบ่งเป็น 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง รั้งอันดับ 4 ในเอเชียนเกมส์ 2026
ขณะที่อันดับ 1 เป็นของ ทัพกรีฑาจีน ที่กวาดไปได้มากถึง 17 เหรียญทอง 14 เหรียญเงิน และ 8 เหรียญทองแดง รวม 39 เหรียญ ตามมาด้วย “เจ้าภาพ” ญี่ปุ่น อันดับ 2 ที่คว้า 10 เหรียญทอง 12 เหรียญเงิน 10 เหรียญทองแดง รวม 32 เหรียญ
สรุปเหรียญ กรีฑา ในศึกเอเชียนเกมส์ 2026
อันดับ 1 : จีน 17 เหรียญทอง 14 เหรียญเงิน 8 เหรียญทองแดง รวม 39 เหรียญ
อันดับ 2 : ญี่ปุ่น 10 เหรียญทอง 12 เหรียญเงิน 10 เหรียญทองแดง รวม 32 เหรียญ
อันดับ 3 : บาห์เรน 9 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 13 เหรียญ
อันดับ 4 : ไทย 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 6 เหรียญ
อันดับ 5 : อุซเบกิสถาน 3 เหรียญทอง 0 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 4 เหรียญ
อันดับ 6 : อินเดีย 1 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 14 เหรียญทองแดง รวม 24 เหรียญ
อันดับ 7 : อิหร่าน 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 4 เหรียญ
อันดับ 8 : ไต้หวัน 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 3 เหรียญ
อันดับ 8 : กาตาร์ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 3 เหรียญ
อันดับ 10 : สิงคโปร์ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 0 เหรียญทองแดง รวม 2 เหรียญ
ผลงานของ นักกรีฑาไทย ในศึกเอเชียนเกมส์ 2026
เหรียญทอง : ภูริพล บุญสอน (วิ่ง 100 เมตร ชาย)
เหรียญทอง : ภูริพล บุญสอน (วิ่ง 200 เมตร ชาย)
เหรียญทอง : จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน (วิ่ง 400 เมตร ชาย)
เหรียญเงิน : ทีมวิ่งผลัด 4×100 ม. หญิง
เหรียญเงิน : ทีมวิ่งผลัด 4×100 ม. ทีมผสม
เหรียญทองแดง : สุเบญรัตน์ อินแสง (ขว้างจักร หญิง)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
5 สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย

อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชา หรือแขนขาอ่อนแรง เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” หลายคนมักเข้าใจว่าทางออกสุดท้ายคือการผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม นพ.ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังข้อ ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกรายเพราะแนวทางการรักษาต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งตำแหน่งของหมอนรองกระดูก ระดับการกดทับเส้นประสาท ลักษณะอาการ รวมถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ในผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรง ไม่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน และยังไม่มีสัญญาณของความเสียหายทางระบบประสาท แพทย์อาจพิจารณาเริ่มต้นด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด หรือ “การรักษาแบบอนุรักษ์นิยม” ก่อน
5 ลักษณะอาการที่อาจยังรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดร้าวลงแขนและขา แต่ยังสามารถเดินและใช้งานแขนขาได้ตามปกติ ไม่มีอาการอ่อนแรงชัดเจน อาจเริ่มต้นรักษาด้วยยา กายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรมได้
เช่นเดียวกับผู้ที่มีอาการชาเพียงเล็กน้อยหรือเป็น ๆ หาย ๆ และยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเดิน การหยิบจับสิ่งของ หรือการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก รวมถึงผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการและยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ผู้ป่วยต้องยังไม่มีปัญหาเรื่องการควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระ และไม่มีอาการชาบริเวณรอบก้นหรืออวัยวะเพศ เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะกดทับเส้นประสาทที่รุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
ผลตรวจ MRI ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้แพทย์ประเมินตำแหน่งและระดับการกดทับเส้นประสาทได้ชัดเจนขึ้น แต่การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาไม่ควรพิจารณาจากภาพ MRI เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องประเมินร่วมกับอาการและการตรวจร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
รักษาแบบไม่ผ่าตัด มีทางเลือกอะไรบ้าง?
แนวทางการรักษาแบบไม่ผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวดและการอักเสบรอบเส้นประสาท ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยแพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ การทำกายภาพบำบัด การปรับท่าทางและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงการฉีดยาลดการอักเสบรอบเส้นประสาทในผู้ป่วยบางราย
ขณะเดียวกัน การควบคุมน้ำหนักและการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวก็มีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงกระดูกสันหลังและลดแรงกดที่เกิดขึ้นซ้ำ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ไม่ควรรอ?
แม้ผู้ป่วยหลายรายสามารถเริ่มต้นรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากพบว่าอาการปวดรุนแรงและไม่ดีขึ้น อาการชาเพิ่มขึ้น แขนหรือขาอ่อนแรง เดินลำบาก เดินสะดุด ปลายเท้าตก กล้ามเนื้อลีบ หรือแรงของมือและขาลดลง ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ
โดยเฉพาะกรณีที่เริ่มไม่สามารถควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระ หรือมีอาการชาบริเวณรอบก้นและอวัยวะเพศ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรได้รับการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน
นพ.ฐปนัตว์ ระบุว่า การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุให้ชัดเจน เนื่องจากอาการปวดหลังร้าวลงขาหรือปวดคอร้าวลงแขนไม่ได้เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเพียงสาเหตุเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม ช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบ กระดูกงอก ข้อต่อหรือกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคอื่น ๆ
ดังนั้น การประเมินประวัติอาการ ตรวจร่างกาย และตรวจภาพวินิจฉัย เช่น X-ray หรือ MRI ในกรณีที่แพทย์เห็นว่าจำเป็น จะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้ตรงกับสาเหตุและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย
“หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องผ่าตัด สิ่งสำคัญคือการประเมินให้ชัดว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยเพียงใด มีอาการทางระบบประสาทหรือไม่ และอาการส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากแค่ไหน เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย”
ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการปวดหลังหรือปวดคอร่วมกับอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง ไม่ควรปล่อยอาการไว้นานหรือวินิจฉัยด้วยตนเอง โดยเฉพาะเมื่ออาการมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เช็กลิสต์ 10 ผลไม้น้ำตาลน้อย ไฟเบอร์สูง กินแล้วไม่อ้วน อิ่มนาน

แม้ผลไม้จะอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ แต่ผลไม้หลายชนิดก็แฝงไปด้วยน้ำตาลฟรุกโตสสูงปริศนา ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว
เพียงแค่เลือกทาน “ผลไม้น้ำตาลน้อย ไฟเบอร์สูง” ที่นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องนาน ดักจับไขมันและน้ำตาลแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม
10 ผลไม้น้ำตาลน้อย ไฟเบอร์สูง
1. อะโวคาโด (Avocado)
- น้ำตาล: แทบไม่มี (ประมาณ 0.7 กรัม ต่อ 100 กรัม)
- ไฟเบอร์: สูงถึง 6.7 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: สุดยอดซูเปอร์ฟู้ดอุดมด้วยกรดไขมันดี (MUFA) และไฟเบอร์สูงมาก ช่วยลดคอเลสเตอรอลเลว (LDL) และทำให้อิ่มท้องได้นานที่สุด
2. ฝรั่ง (Guava)
- น้ำตาล: ประมาณ 89 กรัม ต่อ 100 กรัม (ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับความอิ่ม)
- ไฟเบอร์: 5.4 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: วิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 4 เท่า! ไฟเบอร์สูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เคี้ยวเพลิน และช่วยให้ผิวพรรณสดใส
3. แก้วมังกรเนื้อขาว (Dragon Fruit)
- น้ำตาล: ประมาณ 7.6 กรัม ต่อ 100 กรัม
- ไฟเบอร์: 2.9 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: มีปริมาณน้ำสูง เมล็ดเล็กๆ สีดำในแก้วมังกรอุดมด้วยกรดไขมันดีและไฟเบอร์ที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
4. สตรอว์เบอร์รี (Strawberry)
- น้ำตาล: เพียง 4.9 กรัม ต่อ 100 กรัม
- ไฟเบอร์: 2.0 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: ผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่หาทานง่าย แคลอรีต่ำ ให้รสหวานเปรี้ยวกำลังดี อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง
5. แอปเปิลเขียว (Green Apple)
- น้ำตาล: ประมาณ 9.6 กรัม ต่อ 100 กรัม (ต่ำกว่าแอปเปิลแดง)
- ไฟเบอร์: 2.8 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: มีเปลือกที่อุดมด้วย “เพกทิน” (Pectin) ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ช่วยดักจับไขมันและคอเลสเตอรอลในระบบย่อยอาหาร
6. กีวีสีเขียว (Green Kiwifruit)
- น้ำตาล: ประมาณ 8.9 กรัม ต่อ 100 กรัม
- ไฟเบอร์: 3.0 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: มีเอนไซม์แอกทินิดิน (Actinidin) ช่วยย่อยโปรตีน และมีไฟเบอร์สูงมาก ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ราสเบอร์รี (Raspberry)
- น้ำตาล: เพียง 4.4 – 4.9 กรัม ต่อ 100 กรัม
- ไฟเบอร์: สูงถึง 5.3 – 6.5 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: ตระกูลเบอร์รีที่มีสัดส่วนไฟเบอร์ต่อน้ำตาลสูงที่สุด เหมาะสำหรับคนที่เล่นกล้าม ลดน้ำหนัก หรือคีโตเจนิค
8. มะละกอสุก (Papaya)
- น้ำตาล: ประมาณ 7.8 กรัม ต่อ 100 กรัม
- ไฟเบอร์: 1.7 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: แม้รสชาติจะหวาน แต่น้ำตาลจริงไม่สูง มีเอนไซม์ปาเปน (Papain) ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องอืดและช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัว
9. ชมพู่ (Wax Apple)
- น้ำตาล: ประมาณ 4.5 กรัม ต่อ 100 กรัม
- ไฟเบอร์: 1.5 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: ปริมาณน้ำสูง แคลอรีต่ำมาก (กินได้เยอะโดยไม่ต้องกลัวอ้วน) ช่วยแก้กระหายและเพิ่มความสดชื่นระหว่างวัน
10. แคนตาลูป (Cantaloupe)
- น้ำตาล: ประมาณ 7.8 กรัม ต่อ 100 กรัม
- ไฟเบอร์: 0.9 กรัม ต่อ 100 กรัม
- จุดเด่น: มีโพแทสเซียมสูง ช่วยขับโซเดียม ลดอาการตัวบวม รสชาติหวานเย็นฉ่ำ เหมาะสำหรับเป็นของว่างยามบ่าย
สรุป การเลือกกิน ผลไม้น้ำตาลน้อย ไฟเบอร์สูง เป็นวิธีดูแลสุขภาพที่ทำได้ง่ายและเห็นผลจริง รับรองว่าจะช่วยให้คุณมีหุ่นสวย สุขภาพดี และไกลห่างจากโรคเรื้อรังได้อย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 6/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,650.00 | 65,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,244.00 | 64,339.04 | 66,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,819.60 | 57,905.14 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,395.20 | 51,471.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,909.80 | 28,952.57 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,485.40 | 22,518.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,397.93 | 66,672.62 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 6/10/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 40.69 | 40.69 | 41.19 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 40.32 | 40.32 | 40.82 | 40.32 | 40.32 | 40.32 | 40.32 | 40.32 | 40.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 49.68 | – | – | 49.26 | – | 50.18 | 49.83 | – | 49.68 |
| ดีเซล | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







