สาระน่ารู้ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

‘แสนสิริ’อัดโปรคอนโด36โครงการปลุกดีมานด์ครึ่งปีหลังรับอานิสงส์มาตรการลดโอน- LTV

  • แสนสิริจัดแคมเปญ “โปรใหญ่…ได้อยู่” กระตุ้นกำลังซื้อคอนโดพร้อมอยู่ 36 โครงการ เพื่อตอบรับมาตรการลดค่าโอนและผ่อนคลาย LTV
  • มอบข้อเสนอพิเศษ อาทิ ส่วนลดสูงสุด 3 ล้านบาท ฟรีค่าส่วนกลางนานสูงสุด 10 ปี และสิทธิประโยชน์ด้านค่าใช้จ่ายวันโอน
  • เจาะกลุ่มลูกค้าหลากหลายทั้งผู้อยู่อาศัยจริงและนักลงทุน ครอบคลุมโครงการในกรุงเทพฯ เมืองเศรษฐกิจ และเมืองท่องเที่ยว

มาตรการผ่อนคลายสินเชื่อที่อยู่อาศัยและการลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองถึงปี 2570 กลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้ผู้ประกอบการเร่งกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงไตรมาส 3 เริ่มส่งสัญญาณคึกคักมากขึ้น หลังภาครัฐเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ควบคู่กับการขยายเวลาลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือ 0.01% ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเร่งออกแคมเปญการตลาดเพื่อดึงกำลังซื้อที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า

 แสนสิริ เปิดตัวแคมเปญ “โปรใหญ่…ได้อยู่” ครอบคลุมคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ 36 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ เมืองเศรษฐกิจ และเมืองท่องเที่ยว พร้อมข้อเสนอด้านราคาที่ลดสูงสุด 3 ล้านบาท ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านค่าโอนและเงินดาวน์ในบางโครงการ ระหว่างวันที่ 6 ก.ค.-31 ส.ค. 2569หวังเร่งการตัดสินใจซื้อของกลุ่มเรียลดีมานด์ควบคู่กับนักลงทุนที่กลับมาให้ความสนใจตลาดคอนโดอีกครั้ง

ชูทำเลหลากหลาย เจาะทั้งผู้ซื้ออยู่จริงและนักลงทุน

กลยุทธ์ของแสนสิริครั้งนี้สะท้อนการกระจายพอร์ตสินค้าตามกลุ่มลูกค้า (Product Segmentation) ตั้งแต่คอนโดมิเนียมระดับเริ่มต้นสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ ไปจนถึงโครงการระดับพรีเมียมในทำเลท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWI)

การออกแบบโปรโมชันเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด ค่าส่วนกลาง หรือค่าใช้จ่ายวันโอน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการถือครองและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ซื้อในช่วงเริ่มต้นของการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย

ผนึก SCB WEALTH เพิ่มมูลค่าลูกค้ากำลังซื้อสูง

นอกจากการแข่งขันด้านราคา แสนสิริยังจับมือกับ SCB WEALTH เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง การลงทุน และบริการทางการเงินสำหรับลูกค้าที่ซื้อโครงการที่ร่วมรายการ โดยเฉพาะโครงการแคนวาส เชิงทะเล สะท้อนทิศทางการทำตลาดที่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะตัวสินค้า แต่เพิ่มบริการทางการเงินเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับบน

มาตรการรัฐหนุนตลาด แต่กำลังซื้อยังเป็นตัวแปรสำคัญ

แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยลดต้นทุนการซื้อและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ แต่ทิศทางการฟื้นตัวของตลาดคอนโดมิเนียมยังขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ตลาดคอนโดมิเนียมยังมีศักยภาพจากความต้องการที่อยู่อาศัยในเมือง การขยายตัวของระบบขนส่งมวลชน และความต้องการซื้อเพื่อการลงทุนในทำเลท่องเที่ยว ทำให้ผู้ประกอบการยังคงให้น้ำหนักกับการระบายสต็อกพร้อมอยู่ผ่านแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมหลายระดับราคา อาทิ โฟล บาย แสนสิริ ใกล้ไอคอนสยาม, เซลฟ์ บาย แสนสิริ ย่านทองหล่อ, ดีคอนโด คีรี ใกล้ MRT บางขุนนนท์, ดีคอนโด แซนด์ หาดใหญ่, เดอะ เบส เชิงทะเล และเดอะ เบส ศรีจันทร์–ขอนแก่น ซึ่งล้วนเป็นโครงการพร้อมอยู่ในทำเลที่บริษัทมองว่ายังมีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


อสังหาฯประคองสภาพคล่อง หวั่นวิกฤติใหม่‘คนไม่ซื้อบ้าน’

  • ผู้ประกอบการอสังหาฯ ชะลอการลงทุนและเปิดโครงการใหม่เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน สะท้อนจากตัวเลขใบอนุญาตก่อสร้างที่ลดลงกว่า 50%
  • ตลาดเผชิญความกังวลเรื่องวิกฤติใหม่ที่เรียกว่า “Self-Rejection” ซึ่งผู้บริโภคเลือกที่จะไม่ซื้อบ้านเอง แม้จะมีความสามารถในการกู้สินเชื่อ เพราะขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต
  • สถานการณ์ “กบในน้ำเดือด” เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่องบริษัทต่างๆ หันมาบริหารจัดการสต็อกคงค้างและขายสินทรัพย์ เช่น ที่ดินหรือโครงการที่ผ่าน EIA เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด แทนการลงทุนในโครงการใหม่

จากข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั่วประเทศเลือก “แตะเบรก” การลงทุนใหม่ชัดเจน สังเกตได้จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเหลือเพียง 5,783 หน่วย ลดลง 45.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 50.2% เหลือ 27,870 หน่วย

โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบหนักที่สุด จำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 71.3% สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “ชะลอ” การเปิดโครงการแนวสูง หันไป “บริหารสต็อก” แทนลงทุนใหม่ แม้ตัวเลข REIC จะสะท้อนการหดตัวของฝั่งซัปพลายอย่างชัดเจน แต่ฝั่งดีมานด์ยังไม่ถึงกับหยุดนิ่ง โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังเติบโต 11.2% และสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 11.1%

การเติบโตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตลาดระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม “เรียลดีมานด์” ที่ยังคงเผชิญปัญหาปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ขณะที่ตลาดระดับบนตั้งแต่ 7.51 ล้านบาทขึ้นไป ส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” จำนวนหน่วยโอนลดลง 14.9% มูลค่าการโอนลดลง 16.4% ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือก “ชะลอ”ลงทุนเช่นกัน

นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนทางการเงินสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่อเนื่่องมานาน ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569-2570 ยังไม่กลับมาคึกคัก หรือ อยู่ในจุดที่ผู้ประกอบการทุกรายมีผลประกอบการที่ดี

“คอนโดเปิดขายใหม่ปีนี้ ราว 17,000-20,000 ยูนิต แต่ต้องดูทิศทางตลาดครึ่งปีหลัง ถ้าปัจจัยลบโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางหากไม่ดีขึ้นอาจมีผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวลดลง คนไทยอาจเลือกใช้เงินลดลง ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องลดเปิดขายโครงการใหม่ จำนวนคอนโดที่เปิดขายใหม่อาจอยู่ที่ 17,000 ยูนิต บ้านราคามากกว่า 30 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป อาจเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อ และขายได้เรื่อยๆ ขณะที่บ้านหรือคอนโดราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทอาจเจอปัญหาการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาก จนส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการบางรายได้ ”

ขายที่-โครงการผ่าน EIA กำเงินสด

นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ในภาวะปกติโครงการที่ผ่าน EIA (Environmental Impact Assessment) หรือ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เพราะผู้ประกอบการลงทุนทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมากกว่าจะพัฒนาโครงการมาถึงจุดนี้ หลายบริษัทเลือกนำสินทรัพย์ประเภทนี้ออกมาขาย ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการพอร์ตเพื่อสร้างสภาพคล่องให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ มากกว่าการขาดศักยภาพ

นช่วงที่ผ่านมา ทั้งบริษัทจดทะเบียนและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ทยอยปรับโครงสร้างการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการขายที่ดิน ขายโครงการ หรือหาพันธมิตรร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อแบ่งเบาภาระเงินลงทุน หลายบริษัทมีการปรับพอร์ตทั้งในส่วนของโครงการคอนโด โรงแรม และสินทรัพย์อื่น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า “เงินสด” กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่าการถือครองสินทรัพย์ในช่วงเวลานี้

เบรกลงทุนใบอนุญาตก่อสร้างวูบ50%

นอกจากนี้ “จำนวนใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน” และ “ใบอนุญาตก่อสร้าง” ที่ลดลงราว 50% ผู้ประกอบการจำนวนมากชะลอการเปิดโครงการใหม่ เพราะไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงในตลาดที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการเลือก รอจังหวะมากกว่า เร่งลงทุนการควบคุมอุปทานจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดและช่วยรักษาสมดุลของกระแสเงินสด

เศรษฐกิจผันผวนแผนธุรกิจต้องยืดหยุ่น

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ประเมินว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “Losing Ground” หรือการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน หลังเศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งพัฒนาและดึงดูดการลงทุนอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ วางยุทธศาสตร์ประเทศให้ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนรอบใหม่ที่ยั่งยืน

โลกธุรกิจปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงไม่ได้มาจากเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ภายใต้บริบทดังกล่าว ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จขององค์กร มากกว่าการวางแผนระยะยาวแบบเดิม ผู้ประกอบการที่บริหารธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด จะเป็นผู้ที่ยังยืนอยู่ในตลาด

วิกฤติใหม่ “Self-Rejection”

ผศ.ดร.เกษรา กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าปัญหาการถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ คือปรากฏการณ์ “Self-Rejection” หรือการที่ผู้บริโภคเลือกไม่ซื้อบ้าน แม้มีศักยภาพในการกู้ เนื่องจากไม่มั่นใจต่อรายได้และเศรษฐกิจในอนาคต 

“วิกฤติรอบนี้ซับซ้อนกว่าช่วงโควิด-19 เพราะในเวลานั้นทุกฝ่ายรู้ต้นเหตุและเห็นทางออกผ่านวัคซีน แต่ปัจจุบันปัจจัยลบเกิดขึ้นหลายด้านพร้อมกัน จนยากจะระบุว่าปัจจัยใดเป็นตัวฉุดกำลังซื้อที่แท้จริง ผลลัพธ์คือตลาดที่อยู่อาศัยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากความระมัดระวังของผู้บริโภค มากกว่าปัญหาด้านสินเชื่อเพียงอย่างเดียว”

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังบังคับให้ผู้ประกอบการต้องคิดโมเดลธุรกิจใหม่ “เสนา” เลือกพัฒนาแนวคิด “Rent-to-Own” หรือเช่าก่อนซื้อ เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมก่อหนี้ระยะยาวเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ ซึ่ง เทรนด์ Generation Rent หรือการเลือกเช่ามากกว่าซื้อเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนประชากรลดลง ทำให้ตลาดอสังหาฯ อาจไม่กลับไปเติบโตร้อนแรงเช่นเมื่อ 7-8 ปีก่อนได้อีก

“กบต้ม” วิกฤติที่กดดันเศรษฐกิจ

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งปีแรก แม้ภาคส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่มากพอจะชดเชยผลกระทบจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ซึ่งรัฐบาลประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 2% 

ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ยังคงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนก่อสร้าง ค่าขนส่ง และต้นทุนดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังมากขึ้น แสนสิริ จึงให้น้ำหนักกับการบริหารกระแสเงินสด การควบคุมต้นทุน การบริหารสต็อก และการเปิดโครงการใหม่เฉพาะทำเลที่มีอุปสงค์แท้จริงมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจ

นายอุทัย เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันว่าไม่ใช่วิกฤติที่เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เป็นเสมือน “กบในน้ำเดือด” (Boiled Frogที่แรงกดดันจากเศรษฐกิจเติบโตต่ำสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ผลที่ตามมา ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนและสภาพคล่องต่อไปได้ ต้องทยอยถอนตัวออกจากตลาด ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่งมีโอกาสรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ 

นโยบายต้นทุนต่ำ แต่ผลคูณทางเศรษฐกิจสูง

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.2570 เชื่อว่าสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูง เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการซื้อบ้านโดยตรง และกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ซื้อที่ชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ก่อนหน้านี้

จากก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อ Loan to Value (LTV) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นจากเดิมหมดอายุวันที่ 30 มิ.ย.2569 ขยายเป็นวันที่ 30 มิ.ย. 2570 เมื่อรวมกับการลดค่าโอนและค่าจดจำนอง จึงทำให้ต้นทุนการซื้อบ้านลดลงทั้งในมิติของ “การกู้” และ “ค่าใช้จ่ายวันโอน”

ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาฯ คิดเป็น 7-8% ของ GDP ไทย มี Multiplier Effect หรือผลคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทุกการซื้อขายบ้านหนึ่งหลัง จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกนับร้อยประเภท ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เหล็ก ปูนซีเมนต์ สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน ดังนั้นการกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัย คือการกระตุ้นห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งระบบ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 6 ก.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ ตามเยนอ่อนค่า

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อนหน้า
  • ปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าคือการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาท“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.18 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.14 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ 

นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sidways (แกว่งตัวในกรอบ 33.12-33.20 บาทต่อดอลลาร์) เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดในฝั่งตลาดการเงินสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ 

อย่างไรก็ดี เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยอ่อนค่าลงของ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่กลับมาอ่อนค่าเหนือโซน 161.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ที่แผ่วลงต่อเนื่อง ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จะจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงระยะสั้นนี้ไว้แถวโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทที่ยังมีอยู่ กอปรกับแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดบางส่วนแถวโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้เช่นกัน และที่สำคัญ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนกว่าจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาจยังคงช่วยหนุนเงินดอลลาร์อยู่ ทำให้โดยรวม เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม 

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 60% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 30 สตางค์) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.40 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทว่า หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด หรือตลาดอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานยอดการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด กอปรกับ ถ้อยแถลงของประธาน FED ที่มองความเสี่ยงเงินเฟ้อทยอยลดลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับ สัปดาห์นี้ รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ฝั่งสหรัฐฯ – สัปดาห์นี้อาจมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) และยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) ในเดือนมิถุนายน รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 20% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย ทยอยลดลงเพิ่มเติมจากช่วงก่อนหน้า หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสานในสัปดาห์ก่อน โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดไปมาก)
  • ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนพฤษภาคม รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนกรกฎาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 85% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม ลดลงจากช่วงก่อนหน้าหลังอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนชะลอตัวลงมากกว่าคาด
  • ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนพฤษภาคม ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 89% ที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 2.50% ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจเลือกคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75%  
  • ฝั่งไทย – เราประเมินว่า โมเมนตัมเงินเฟ้อไทยอาจแผ่วลง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลงต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน (ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยลดลงราว -5%m/m) ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายนจะชะลอลงสู่ระดับ 2.7% (-0.10%m/m) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจทรงตัวแถวระดับ 0.90%-0.95% นอกจากนี้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น อาจช่วยหนุนให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมิถุนายน ทยอยปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประกบคู่เรียบร้อย! โปรแกรมถ่ายทอดสด “สาวไทย U18” ชิงแชมป์เอเชีย รอบรองชนะเลิศ

โปรแกรมวอลเลย์บอลยุวชนหญิงชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี (Asian Girls’ U18 Volleyball Championship) ที่จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 1-7 กรกฎาคม 2569

โดยการแข่งขันดำเนินมาถึงรอบรองชนะเลิศ ทำให้ได้ 4 ทีม ที่ผ่านเข้ารอบเป็นที่เรียบร้อย ประกอบด้วย “แชมป์เก่า” จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และ ไทย เจ้าภาพในการแข่งขันครั้งนี้

ซึ่ง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะต้องพบกับ เกาหลีใต้ ทีมแกร่งที่คว้าชัยมารวดในทัวร์นาเมนต์นี้เช่นกัน โดยจะลงทำการแข่งขันในเวลา 19.00 น. ที่สนาม เทอร์มินอล 21 โคราช

สำหรับแฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดทาง True Sports 7 (ช่อง 686) และ Volleyball 1 หรือรับชมแบบฟรีๆ ทุกนัดที่ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ลงแข่งขัน ผ่าน LIVE EVENT บนแอปพลิเคชัน TrueVisions Now (ชมฟรี)

โปรแกรม วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569

รอบรองชนะเลิศ (สนาม เทอร์มินอล 21 โคราช)

เวลา 16.00 น. จีน พบ ญี่ปุ่น
เวลา 19.00 น. ไทย พบ เกาหลีใต้ (ถ่ายทอดสด : TrueVisions Now)

รอบจัดอันดับ 5-8 ทีม (สนาม เทอร์มินอล 21 โคราช)

เวลา 10.00 น. เวียดนาม พบ มองโกเลีย
เวลา 13.00 น. อินโดนีเซีย พบ คาซักสถาน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เร่งคลอดเกณฑ์ ‘คุมโซเดียม’ เริ่ม 8 กลุ่มอาหาร หลังคนไทยป่วย ‘โรคไต’ พุ่ง ค่ารักษากระฉูด

  • ภาครัฐเร่งออกมาตรการควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหาร หลังพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง
  • มีการจัดทำ “เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม” โดยมุ่งเป้าไปที่อาหาร 8 กลุ่มหลักที่เป็นแหล่งโซเดียมสำคัญของคนไทย เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส
  • การดำเนินการลดโซเดียมจะเป็นแบบภาคสมัครใจ โดยให้เวลาภาคเอกชน 5 ปีในการค่อยๆ ปรับลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ลงให้ไม่เกินเพดานที่กำหนด

แม้การบริโภคโซเดียมจำนวนมากจะไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่นำไปสู่การเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทั้งโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง  โดยเฉพาะ  ‘โรคไต’ (โรคไตวายเรื้อรัง)

ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) พบว่า คนไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป มีค่าเฉลี่ยบริโภคโซเดียมอยู่ที่ 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น2

ส่งผลให้แนวโน้ม ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากปี 2566 ที่มีจำนวน 1,046,072 คน เพิ่มเป็น 1,145,586 คนในปี 2568  

ปี 2568 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องใช้งบประมาณถึง 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กว่า 9 หมื่นคน ฉะนั้น หากปล่อยแบบนี้ต่อไปจะยิ่งกลายเป็นภาระงบประมาณของประเทศที่พุ่งขึ้นไปอีก

เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมของไทย

เป็นเหตุให้ประเทศไทยเริ่มขยับไปสู่ก้าวแรก ด้วยการจัดทำ “เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมในอาหาร” (Sodium Benchmark) “คุมโซเดียม” เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ให้เกิดการปรับลดปริมาณโซเดียม

รศ.ดร.นัฐพล ตั้งสุภูมิ  และคณะนักวิจัยจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเครือข่ายวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เรื่อง “ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย”

งานวิจัยดังกล่าวได้ทำการศึกษาในอาหาร 8 กลุ่ม รวมกว่า 40 ประเภทอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งโซเดียมหลักของคนไทย ได้แก่ 1) เนื้อสัตว์แปรรูป 2) สัตว์น้ำแปรรูป 3) เครื่องปรุงรส 4) ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม 5) ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ 6) ขนมปัง 7) อาหารพร้อมรับประทาน 8) อาหารกึ่งสำเร็จรูป โดยใช้ข้อมูลปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปริมาณโซเดียมของอาหารแต่ละประเภทที่ทางองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) จัดทำไว้

รวมถึง ข้อมูลปริมาณอาหารแต่ละชนิดที่คนไทยบริโภค เพื่อคำนวณปริมาณโซเดียมที่คนไทยได้รับจากการกินอาหารแต่ละประเภท (Sodium Exposure) และจัดลำดับประเภทอาหารที่ควรต้องดำเนินการปรับลดโซเดียมก่อนและหลัง

งานวิจัยกำหนดให้ถ้ามี Sodium Exposure มากกว่า 600 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ในกรณีอาหารพร้อมรับประทานและอาหารกึ่งสำเร็จรูป หรือ 200 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ในกรณีอาหารประเภทอื่นๆ รวมถึงผ่านเกณฑ์ของ WHO SEARO น้อยกว่า 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด ควรจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องดำเนินการ

ผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับลดโซเดียมเร่งด่วน

รศ.ดร.นัฐพล บอกว่า จากการศึกษามีการลำดับประเภทอาหารที่ควรต้องปรับลดก่อนหลังตามลำดับ ดังนี้

1) ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทั้งชิ้นหรือตัดแต่งแปรรูปโดยไม่ใช้ความร้อน เช่น ทำแห้ง หมักเกลือ ทำเค็ม

2) ผลิตภัณฑ์ปลาและอาหารทะเลแปรรูป เช่น บดขึ้นรูป หมักซอส ชุบเกล็ดขนมปัง อาหารทะเลเลียนแบบหรืออาหารทะเลเทียม

3) ซุปก้อนและซุปเข้มข้น

4) เครื่องจิ้มและซอสสำหรับจิ้ม

5) เครื่องปรุง เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสบาร์บีคิว ซอสสเต็ก

6) ซอสสไตล์เอเชียอื่นๆ เช่น ซอสเทริยากิ ซอสหอยนางรม ซอสสุกี้ ซอสผัดไทย ซอสเย็นตาโฟ น้ำยำ/น้ำส้มตำปรุงสำเร็จ ซอสผัดเอนกประสงค์

7) อาหารพร้อมรับประทานที่แช่เย็นและแช่เยือกแข็ง

8) บะหมี่ ข้าว และโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ส่วนปริมาณโซเดียมของอาหารแต่ละประเภทที่จะใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานให้มีการปรับลดนั้น ได้มีการนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลและทำเป็นแนวทางการพิจารณา จากนั้นจึงเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ และตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ผลสรุป คือ การดำเนินการให้ใช้แนวทางเพดานปริมาณโซเดียม กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์อาหารในท้องตลาดไม่ควรมีปริมาณโซเดียมเกินเพดานที่กำหนด โดยจะใช้ค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 70 ของผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดเป็นเพดานโซเดียมสูงสุด

เมื่อได้ตัวเลขค่าปริมาณโซเดียม และแนวทางในการดำเนินการลดปริมาณโซเดียม ทีมวิจัยได้จัดเวทีประชาพิจารณ์ โดยให้ภาคเอกชน ภาครัฐ สมาคมผู้ประกอบการต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิจากฝ่ายวิชาการ มาร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้แนวทางที่เกิดขึ้นนำไปสู่การใช้ได้จริง ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นร่วมกันให้ใช้แนวทางและตัวเลขปริมาณดังกล่าว

โดยมีแนวทางเพิ่มเติมสำหรับกรณีเฉพาะคือ หากค่าปริมาณโซเดียมตามเกณฑ์ที่จะกำหนดต่ำกว่าค่าของ WHO SEARO ให้ประยุกต์ใช้ค่าของ WHO SEARO และค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 70 ของผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูปให้พิจารณาจากปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ผลิตในประเทศไทย

ใช้เวลา 5 ปีผลิตภัณฑ์ปรับลดปริมาณโซเดียม

ขณะที่ระยะเวลาในการดำเนินการ ทางภาคเอกชนมองว่าจะใช้เวลา 5 ปี ในการปรับลดให้ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมสูงสุดไม่เกินค่าที่กำหนด ซึ่งมีความสมเหตุสมผล โดย รศ.ดร.นัฐพล อธิบายว่า ถ้านำผลิตภัณฑ์ในตลาดมากางข้อมูลดู จะมีตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ต้องลดปริมาณโซเดียม 10% และมากสุดไม่เกิน 20% สมมติว่าเดิมผลิตภัณฑ์มีโซเดียมอยู่ที่ 200 มิลลิกรัม ถ้าลดลง 20% โซเดียมก็จะเหลือ 160 มิลลิกรัม

ทว่าตามหลักแล้วไม่สามารถปรับลดรวดเดียว เนื่องจากรสชาติจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมจนเห็นได้ชัด จึงต้องค่อยๆ ทำ เพื่อให้ผู้บริโภคค่อยๆ คุ้นชินกับรสชาติ ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อการยอมรับของผู้บริโภค และยอดขายของผู้ประกอบการ

“ระยะ 5 ปีจึงไม่สั้นเกินไปที่จะทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงจนส่งผลต่อยอดขายของผู้ประกอบการ อีกทั้ง ระยะเวลานี้ยังช่วยปรับพฤติกรรมผู้บริโภคไปในตัวด้วย เนื่องจากการเปิดเวทีรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย เห็นตรงกันว่า ให้ใช้เป็นภาคสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ” รศ.ดร.นัฐพล กล่าว

แต่เมื่อเป็นภาคสมัครใจ ทาง ส.อ.ท. จำเป็นต้องรับเป็นเจ้าภาพในการนำผู้ประกอบการทั่วประเทศ ทั้งรายใหญ่ไปจนถึงรายย่อย มาร่วมกันทำในลักษณะเป็นกิจการค้าร่วม (Consortium) หรือจัดทำเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการ ซึ่งในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณโซเดียมในอาหารก็ดำเนินการในลักษณะนี้

“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการบางรายมีการปรับลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์แล้ว แต่เพราะรายอื่นๆ โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง ยังไม่ได้ปรับ จึงกังวลว่าจะทำให้รสชาติเกิดความแตกต่างจากความคุ้นชินของคนทั่วไป จึงนำเทคโนโลยีสารทดแทนเกลือและสารเสริมรสมาใช้ เพื่อให้ยังได้รสชาติใกล้เคียงเดิม ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้องนำเข้าสารเหล่านั้นจากต่างประเทศ”

เนื้อสัตว์แปรรูปต้องแสดงฉลากโภชนาการ

งานวิจัยยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึงหน่วยงานที่ควรต้องมาร่วมดำเนินการ ได้แก่

1) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ควรพิจารณาปรับแก้ไขข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับปริมาณเกลือขั้นต่ำในผลิตภัณฑ์บางประเภทให้สอดคล้องกับ Sodium Benchmark ที่กำหนด

2) อย. ควรพิจารณาให้เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการแบบจีดีเอ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมที่คนได้รับในปริมาณมาก แต่มีข้อมูลปริมาณโซเดียมไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนที่ครอบคลุมสำหรับการกำหนด Sodium Benchmark

3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ควรดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ เพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค เกี่ยวกับการลดปริมาณการบริโภคโซเดียม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารรสเค็ม ควบคู่กับการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร

4) กรมอนามัย ควรดำเนินการร่วมกับหน่วยงาน สมาคมและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมโรงแรมไทย สมาคมร้านอาหาร ฯลฯ เพื่อลดปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทานนอกบ้าน เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร ควบคู่กับการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร

5) คณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรค NCDs ระดับชาติ ควรมอบหมายให้ อย. ดำเนินการร่วมกับสถาบันการศึกษา/หน่วยงานวิจัย เพื่อตรวจติดตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร ตามระยะเวลาที่สอดคล้องกับการดำเนินงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประเมินผลสำเร็จของการดำเนินงานและการพิจารณากำหนด Sodium Benchmark ในระยะต่อไป

6) กรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ควรพิจารณามาตรการลดหย่อน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อเป็นการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจ แก่ผู้ประกอบการผลิตอาหารที่ดำเนินการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์

7) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ควรส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในเรื่องการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทย

8) สถาบันการศึกษา/หน่วยงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงต่างๆ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมประมง สถาบันอาหาร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ฯลฯ ควรดำเนินการและสนับสนุนการวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ตลอจนวิสาหกิจรายย่อย

รศ.ดร.นัฐพล ย้ำว่า หากมีการดำเนินการเหล่านี้ได้จริง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การลดปริมาณโซเดียม และมีส่วนช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรค NCDs ได้ในอนาคต ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงด้านการคลังสุขภาพของประเทศที่มาจากความเจ็บป่วยของประชาชน และฝั่งประชาชนต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย โดยอาจใช้หลักการเดียวกับการนับแคลอรี่หรือโปรตีนต่อวัน โดยเพิ่มการนับปริมาณโซเดียมต่อวันไปด้วย อาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าทำได้ ท้ายที่สุดประชาชนจะตระหนักไปเองในการเลือกอาหารรับประทาน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


60 คำคมครอบครัว ภาษาอังกฤษ ความหมายดี แคปชั่นครอบครัวซึ้งๆ

คำคมครอบครัว แคปชั่นครอบครัว ภาษาอังกฤษ

  • Family time is quality time.

ช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดคือช่วงเวลาที่ได้ใช้กับครอบครัว

  • Family is not an important thing. It’s everything.

ครอบครัวไม่ใช่แค่สิ่งสำคัญ มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง

  • In time of test, family is best.

ในช่วงเวลาของการทดสอบ ครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุด

  • A happy family is but an earlier heaven.

การมีครอบครัวที่มีความสุขก็เหมือนการได้อยู่บนสวรรค์ก่อนใครล่ะ

  • Where there is family, there is love.

ที่ใดมีครอบครัว ที่นั่นมีความรัก

  • Family is the heart of a home.

ครอบครัวคือหัวใจของบ้าน

  • There’s no comfort like family.

ไม่มีความสะดวกสบายไหนดีเหมือนครอบครัวอีกแล้ว

  • Happiness is seeing your family happy.

ความสุขคือการเห็นครอบครัวมีความสุข

  • Home sweet home.

บ้านที่แสนอบอุ่น

  • Love starts with family.

ความรักเริ่มจากครอบครัว

  • A hug from family lasts a lifetime.

อ้อมกอดจากครอบครัวจะคงอยู่ชั่วชีวิต

  • The love of family is like no other.

ความรักของครอบครัวไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

  • There is no love greater than the love shared within a family.

ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักที่มีร่วมกันภายในครอบครัว

  • No one knows you better than your family does.

ไม่มีใครรู้จักคุณดีไปกว่าครอบครัวของคุณ

  • The river of love in families flows deep.

สายธารแห่งความรักในครอบครัวไหลลึก

  • The love of family can never be shattered.

ความรักของครอบครัวไม่มีวันพังทลาย

  • Happiness is made at home.

ความสุขเกิดขึ้นได้ที่บ้าน

  • Love, chaos, and hugs make our family complete.

ความรัก ความวุ่นวาย และการกอดทำให้ครอบครัวของเราสมบูรณ์

  • No other success can compensate for failure in the home.

ไม่มีความสำเร็จอื่นใดที่สามารถชดเชยความล้มเหลวในบ้านได้

  • Family makes a house a home.

ครอบครัวทำให้บ้านเป็นบ้าน

  • Your little family is the best team you’ll ever have.

ครอบครัวเล็กๆ ของคุณคือทีมที่ดีที่สุดที่คุณเคยมีมา

  • A family doesn’t need to be perfect. It just needs to be united.

ครอบครัวไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้นก็พอ

  • Family… where life begins and love never ends.

ครอบครัว…ที่ซึ่งชีวิตเริ่มต้นและความรักไม่มีวันสิ้นสุด

  • Family. A little bit of crazy, a little bit of loud and a whole lot of love.

ครอบครัว ที่ที่มีความบ้านิดหน่อย เสียงดังนิดหน่อย และความรักมากมาย

  • Life is better with family.

ชีวิตจะดีขึ้นเมื่ออยู่กับครอบครัว

  • Family might know all your flaws, but they choose to love you anyway.

ครอบครัวอาจรู้ข้อบกพร่องทั้งหมดของคุณ แต่พวกเขาเลือกที่จะรักคุณอยู่ดี

  • Love starts with family.

ความรักเริ่มจากครอบครัว

  • Love your family as you love yourself.

รักครอบครัวให้เหมือนรักตัวเอง

  • People come and go in your life. But family always stays.

ผู้คนเข้ามาในชีวิตของคุณแล้วก็ไป แต่ครอบครัวจะยังคงอยู่เสมอ

  • No one knows you better than your family.

ไม่มีใครรู้จักคุณดีไปกว่าครอบครัวของคุณ

  • Time spent with family is worth every second.

เวลาที่ได้ใช้กับครอบครัวมีค่าทุกวินาที

  • Memories made together last a lifetime.

ความทรงจำที่ทำร่วมกันจะคงอยู่ไปชั่วชีวิต

  • Together is a wonderful place to be.

การได้อยู่ด้วยกันเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมที่สุด

  • When two families become one, choose a seat, not a side.

เมื่อสองครอบครัวเป็นหนึ่งเดียวกัน จงเลือกที่นั่ง ไม่ใช่เลือกข้าง

  • All you need is the love of your family.

สิ่งที่คุณต้องมีคือความรักของครอบครัว

  • Blood doesn’t make a family — love does.

สายเลือดไม่ได้สร้างครอบครัว ความรักต่างหาก

  • Family makes it all possible.

ครอบครัวทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้

  • Blood is thicker than water.

เลือดข้นกว่าน้ำ

  • The older you get, the more important family is.

ยิ่งคุณอายุมากขึ้น ครอบครัวก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

  • Family love knows no boundaries.

ความรักในครอบครัวไม่มีขอบเขต

แคปชั่นครอบครัว สั้นๆ สำหรับลงรูปครอบครัว

  • Rooted and grounded in love.

หยั่งรากลึกในความรัก

  • Home sweet home.

บ้านที่แสนอบอุ่น

  • There’s no other place I’d rather be.

ไม่มีที่อื่นที่ฉันอยากจะอยู่ นอกจากที่นี่

  • Home is people. Not a place.

บ้านคือคน ไม่ใช่สถานที่

  • Home is where the heart is.

บ้านคือที่ที่หัวใจอยู่

  • Keep the real ones close.

เก็บตัวจริงไว้ใกล้ๆ ครอบครัวไงจะใครล่ะ

  • The best things in life aren’t things.

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไม่ใช่สิ่งของ แต่คือครอบครัวนี่ล่ะ

  • Happiness is homemade.

ความสุขของฉันเป็นแบบโฮมเมด

  • Time spent together creates memories.

เวลาที่ใช้ร่วมกัน ช่วยสร้างความทรงจำ

  • A family is there for each other- Always!

ครอบครัวอยู่เคียงข้างกันเสมอ!

  • Collect moments, not things.

จงสะสมประสบการณ์หรือความทรงจำกับคนที่คุณรัก ไม่ใช่สิ่งของ

  • Connected with a bond of belonging.

เราเกี่ยวพันกันด้วยความผูกพัน

  • Small moments. Big memories.

ช่วงเวลาเล็กๆ แต่เป็นความทรงจำที่ยิ่งใหญ่

  • Family makes a house a home.

ครอบครัวทำให้บ้านเป็นบ้าน

  • A hug from family lasts a lifetime.

อ้อมกอดจากครอบครัวคงอยู่ชั่วชีวิต

  • The heart of our home.

หัวใจของบ้านเรา

  • Happiness is homemade.

ความสุขคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองได้

  • Time spent together creates memories.

เวลาที่ใช้ร่วมกันสร้างความทรงจำดีๆ มากมาย

  • Family time is quality time.

เวลาของครอบครัวเป็นเวลาที่มีคุณภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net


จากเครื่องมือสู่ ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ AMD เจาะเทรนด์ AI นิยามใหม่ของการใช้งานพีซี

  • เทรนด์ AI PC กำลังเปลี่ยนจากการสาธิตสู่การใช้งานจริง โดยเน้นการประมวลผล AI บนอุปกรณ์ (On-device AI) เป็นหลัก 
  • AI PC มอบประโยชน์ให้ผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศที่ใช้สรุปเอกสารและจัดการข้อมูล ไปจนถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใช้เร่งกระบวนการผลิตสื่อ และเกมเมอร์ที่ได้ภาพคมชัดและเฟรมเรตสูงขึ้น
  • การขับเคลื่อน AI PC ต้องอาศัยฮาร์ดแวร์ที่ผสานการทำงานของ CPU, GPU และ NPU
  • เอเอ็มดีมองว่า AI PC จะเปลี่ยนบทบาทคอมพิวเตอร์จากเครื่องมือประมวลผลไปสู่ “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ทำงานร่วมกับผู้ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในอนาคต

กระแส AI บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (AI PC) กำลังขยายตัวจากการสาธิตเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริงมากขึ้น โดยมีการประมวลผล AI บนอุปกรณ์เป็นแกนหลักของการพัฒนา ทั้งในภาคการทำงาน การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และความบันเทิง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการประมวลผล AI บนอุปกรณ์จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของพีซีรุ่นใหม่ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความเป็นส่วนตัว และการพัฒนาระบบนิเวศซอฟต์แวร์

อเล็กเซย์ นาโวโลคิน ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เอเอ็มดี กล่าวว่า เทคโนโลยี AI ได้ก้าวจากการเป็นแนวคิดหรือคำมั่นสัญญา มาสู่การใช้งานจริงบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ส่งผลให้รูปแบบการทำงาน การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการใช้งานด้านความบันเทิงเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงความสามารถของ AI ได้โดยตรงผ่านอุปกรณ์ของตนเอง

นอกจากกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศแล้ว การใช้งาน AI บนพีซีเริ่มครอบคลุมผู้ใช้หลายกลุ่มมากขึ้น ตั้งแต่การสรุปเอกสารจำนวนมาก การแปลภาษา การสร้างบันทึกการประชุม ไปจนถึงการช่วยจัดการข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องส่งข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอก ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงานและการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ขณะที่กลุ่มนักสร้างสรรค์คอนเทนต์สามารถใช้ AI เพื่อลดขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การสร้างสื่อการตลาด การออกแบบกราฟิกสำหรับโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการปรับรูปแบบเนื้อหาให้เหมาะกับหลายแพลตฟอร์มผ่านระบบอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านการออกแบบสามารถผลิตผลงานได้รวดเร็วขึ้น

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถลดเวลาในการตัดต่อและตกแต่งผลงาน ผ่านการอัปสเกลภาพและวิดีโอ เพิ่มความลื่นไหลของการตัดต่อ และรองรับการประมวลผลเอฟเฟกต์แบบเรียลไทม์

ด้านเกม เทคโนโลยี FSR “Redstone” ถูกพัฒนาเพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพและอัตราเฟรม โดยยังคงคุณภาพของภาพไว้ ขณะที่ผู้ผลิตมองว่าการยกระดับประสบการณ์ลักษณะดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของ AI PC รุ่นใหม่

AI หนุนประสิทธิภาพการทำงาน

เอเอ็มดี ระบุว่า เครื่องมือด้าน AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้ใช้ระดับมืออาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องมือที่เชื่อมต่อกับอีเมล ปฏิทิน และระบบบริหารโครงการ ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลงานที่สำคัญและสรุปข้อมูลที่นำไปใช้ต่อได้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดการสลับใช้งานหลายแอปพลิเคชัน และสนับสนุนการจัดลำดับความสำคัญของงานในแต่ละวัน

สำหรับผู้จัดการโครงการที่ต้องดูแลลูกค้าหลายรายและกำหนดส่งงานจำนวนมาก ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะลักษณะดังกล่าวมีบทบาทในการช่วยจัดระเบียบขั้นตอนการทำงานและติดตามภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ในกลุ่มครีเอเตอร์ AI ถูกนำมาใช้เพื่อเร่งกระบวนการผลิตสื่อดิจิทัล ตั้งแต่การอัปสเกลภาพและวิดีโอ การสร้างกราฟิก ไปจนถึงการปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะกับหลายแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่รองรับการทำงาน ได้แก่ CyberLink Promeo ซึ่งใช้สร้างสื่อการตลาดและกราฟิกสำหรับโซเชียลมีเดีย ขณะที่ Adobe Photoshop Elements และ Premiere Elements เพิ่มฟีเจอร์อัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยลดขั้นตอนการตัดต่อภาพและวิดีโอ

ส่วนงานด้านวิชวลเอฟเฟกต์ มีเครื่องมืออย่าง RenderFX และ VectorFX จาก Distinct AI ช่วยให้ผู้ใช้นำเอฟเฟกต์ระดับภาพยนตร์และการสร้างภาพด้วย AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตได้ง่ายขึ้น

เสริมพลังประมวลผล AI PC

อเล็กเซย์กล่าวว่า หนึ่งในทิศทางสำคัญของ AI PC คือการประมวลผล AI ภายในเครื่อง (Local AI Execution) ซึ่งนอกจากช่วยลดเวลาในการตอบสนองแล้ว ยังช่วยให้ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนถูกประมวลผลบนอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยตรง ลดการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ภายนอก และเพิ่มการควบคุมข้อมูลของผู้ใช้งาน

แนวทางดังกล่าวยังช่วยให้การทำงานของระบบ AI สามารถตอบสนองได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ที่ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่ต้องพึ่งพาความเสถียรของบริการคลาวด์ อีกทั้งเมื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนาน ก็ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานนอกสถานที่

อย่างไรก็ดี การพัฒนาแพลตฟอร์ม AI PC จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหน่วยประมวลผลหลัก (CPU) หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และหน่วยเร่งการประมวลผล AI หรือ NPU เพื่อรองรับภาระงาน AI ที่เพิ่มขึ้น

เอเอ็มดี ยกตัวอย่างโปรเซสเซอร์ Ryzen AI 400 Series และ Ryzen AI Max+ ซึ่งออกแบบให้รวม CPU, GPU และ NPU ไว้บนชิปเดียว เพื่อรองรับงาน AI โดยเฉพาะ

นอกจากฮาร์ดแวร์แล้ว สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือระบบนิเวศซอฟต์แวร์แบบเปิด ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน AI อย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถสร้างซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีข้อผูกมัดกับระบบปิด

สำหรับการแข่งขันของ AI PC ในระยะต่อไป เอเอ็มดีมองว่าจะไม่ได้วัดกันเฉพาะสมรรถนะของฮาร์ดแวร์ แต่รวมถึงระบบนิเวศซอฟต์แวร์ที่เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนา ซึ่งจะมีบทบาทต่อการขยายการใช้งาน AI บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในอนาคต

อเล็กเซย์ ทิ้งท้ายว่า ทิศทางของ AI PC กำลังเปลี่ยนบทบาทของคอมพิวเตอร์จากเครื่องมือสำหรับประมวลผลข้อมูล ไปสู่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับผู้ใช้

โดยมองว่า AI มีบทบาทในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ใช้งาน มากกว่าการเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ และ AI PC จะก้าวสู่การเป็นมาตรฐานใหม่ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เพิ่งรู้! ฝรั่งห้ามกินกับอะไร? จับคู่ผิดน้ำตาลในเลือดพุ่ง

ฝรั่ง ถือเป็นหนึ่งในผลไม้ยอดฮิตของคนรักสุขภาพและคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ เคี้ยวเพลิน แถวยังอุดมไปด้วยวิตามินซีสูงปรี๊ดที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง หลายคนสงสัยว่า “ฝรั่งห้ามกินกับอะไร?”

ฝรั่งห้ามกินกับอะไร

1. อาหารที่มีแก๊สสูง (น้ำอัดลม,ถั่ว,นมเปรี้ยว)

  • เหตุผล: ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีสารแทนนิน และมีใยอาหาร ชนิดไม่ละลายน้ำค่อนข้างสูง หากเราทานฝรั่งร่วมกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น น้ำอัดลม หรือผลิตภัณฑ์จากนมปริมาณมาก สารแทนนินจะไปทำให้ระบบย่อยทำงานช้าลง ประกอบกับแก๊สในกระเพาะ ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และปวดมวนท้องได้ง่าย
  • วิธีแก้: ควรทานฝรั่งห่างจากมื้ออาหารหลัก หรือห่างจากเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

2. อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง สำหรับ ผู้ป่วยโรคไต

  • เหตุผล: ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีแร่ธาตุ โพแทสเซียม อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง สำหรับคนปกติ โพแทสเซียมจะช่วยควบคุมความดันโลหิต แต่สำหรับ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรษ ที่ไตไม่สามารถขับแร่ธาตุส่วนเกินออกได้ การกินฝรั่งร่วมกับผลไม้โพแทสเซียมสูงชนิดอื่น (เช่น กล้วย ทุเรียน หรือน้ำมะพร้าว) ในมื้อเดียวกัน อาจทำให้เกิดภาวะ “โพแทสเซียมในเลือดสูง”  ส่งผลให้ใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอันตรายมาก
  • วิธีแก้: ผู้ป่วยโรคไตควรจำกัดปริมาณการทานฝรั่ง ไม่ทานถี่เกินไป และเลี่ยงการจับคู่กับผลไม้โพแทสเซียมสูง

3. พริกเกลือหวาน 

  • เหตุผล: ข้อนี้เป็นเรื่องของพฤติกรรมการกินที่ทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ฝรั่งรสชาติจืดและอมเปรี้ยวเล็กน้อย ทำให้นิยมทานคู่กับพริกเกลือ แต่อย่าลืมว่าในพริกเกลือมีทั้ง น้ำตาลและโซเดียม ปริมาณมหาศาล การกินฝรั่งเพื่อลดน้ำหนักแต่จิ้มพริกเกลือแบบจัดเต็ม จะเปลี่ยนจากผลไม้เฮลตี้เป็นตัวการทำให้ตัวบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง และน้ำหนักพุ่งแทน
  • วิธีแก้: ทานฝรั่งสดแบบไม่จิ้มเลยดีที่สุด หรือหากต้องการจิ้ม ให้แตะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทิ้งท้าย “ฝรั่งห้ามกินกับอะไร” แท้จริงแล้วไม่ได้มีข้อห้ามร้ายแรงกับคนสุขภาพปกติครับ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือผู้ที่มีระบบลำไส้อ่อนแอ การหลีกเลี่ยงการทานเมล็ดฝรั่ง และการระวังไม่ทานคู่กับอาหารที่ย่อยยากหรือโพแทสเซียมสูง ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเซฟร่างกายของคุณไม่ให้ทำงานหนักเกินไป

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 6/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,400.0065,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,228.0064,096.4866,400.00
ทองรูปพรรณ 90%3,805.2057,686.83n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,382.4051,277.18n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,902.6028,843.42n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,479.8022,433.77n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,381.3566,421.27n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 6/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9537.4537.4537.9537.4537.4537.4537.4537.4537.45
แก๊สโซฮอล์ 9137.0837.0837.5837.0837.0837.0837.0837.0837.08
แก๊สโซฮอล์ E2032.4532.4532.6532.4532.4532.4532.4532.45
แก๊สโซฮอล์ E8528.3928.3928.39
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9546.4448.4146.9446.5946.44
ดีเซล37.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.50
ดีเซล B2032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.50
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า