สาระน่ารู้ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

คอนโดปี69เปิดใหม่ต่ำกว่าก่อนโควิดบิ๊กคอร์ปครองตลาดลุยลักชัวรีลงทุนภูเก็ต-พัทยา

  • ตลาดคอนโดปี 2569 คาดว่าจะมีโครงการเปิดใหม่น้อยกว่าช่วงก่อนโควิด-19 โดยการลงทุนจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้พัฒนารายใหญ่เป็นหลัก
  • ผู้ประกอบการรายใหญ่หันมาเน้นพัฒนาโครงการระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง สวนทางกับตลาดระดับกลาง-ล่างที่ชะลอตัว
  • เกิดการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจอย่างภูเก็ตและพัทยามากขึ้น เพื่อตอบรับการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและดีมานด์จากชาวต่างชาติ

ประภาพร บุญขจรกุล รองกรรมการผู้จัดการ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯในปี 2569 ไม่ได้เผชิญเพียงภาวะชะลอตัว แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันครั้งใหญ่ เมื่อผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กทยอยถอนตัวจากการเปิดโครงการใหม่ หันไปรักษาสภาพคล่องและเร่งระบายสต็อก

ขณะที่เวทีการลงทุนเหลือเพียงผู้พัฒนารายใหญ่ที่มีเงินทุนแข็งแกร่งและพร้อมรับความเสี่ยงตลาดอยู่ในช่วง Market Rebalancing หรือการปรับสมดุลครั้งใหม่ ผู้ประกอบการไม่ได้แข่งขันกันว่า “ใครเปิดมากกว่า” แต่แข่งขันกันว่า “ใครเปิดแล้วขายได้”

เปิดใหม่ทั้งปีเหลือ 16,000 ยูนิต ต่ำกว่าก่อนโควิด

ซาวิลส์ประเมินว่า ตลอดปี 2569 จะมีคอนโดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ ราว16,000 ยูนิต ลดลง 6%จากปี 2568 และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้พัฒนาเลือกลงทุนแบบ “ยิงนัดเดียวต้องเข้าเป้า” เปิดเฉพาะโครงการที่มั่นใจว่ามีดีมานด์รองรับจริง มากกว่าการเร่งเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดเหมือนในอดีต

แม้ครึ่งแรกปี 2569 จะมีคอนโดเปิดใหม่ 15 โครงการ รวม 12,248 ยูนิต เพิ่มขึ้นถึง 72.52%จากปีก่อน แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าตลาดกลับมาคึกคักการเติบโตเกิดจากการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่เพียงไม่กี่โครงการ

ขณะที่จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าสู่ตลาดกลับลดลงอย่างชัดเจน สะท้อนว่าการลงทุนยังกระจุกตัวอยู่ในมือผู้เล่นรายใหญ่เฉพาะไตรมาส 2 มีโครงการเปิดใหม่เพียง 5 โครงการ รวม 2,260 ยูนิต มูลค่า 15,600 ล้านบาท และทั้งหมดมาจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เพียง 2 ราย คือ แสนสิริ และเอพี

ลักชัวรีขายดี ตลาดแมสยังเหนื่อย

ภาพของตลาดปีนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งคอนโดระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรียังเดินหน้าสร้างยอดขายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพนท์เฮ้าส์ ห้องขนาดใหญ่ และโครงการระดับพรีเมียมในย่านสุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย ชิดลม หลังสวน และลุมพินี ลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อสูง ให้ความสำคัญกับคุณภาพโครงการ ความเป็นส่วนตัว การออกแบบ และทำเล มากกว่าราคา

ตรงกันข้าม ตลาดระดับกลางและล่างยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง และการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคายิ่งรุนแรง หลายโครงการยอมตั้งราคาใกล้เคียงระดับเมื่อกว่า 10 ปีก่อน เพื่อเร่งปิดการขาย

คอนโดทำเลหายากขายดี คนแห่จองก่อนเปิดขาย

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่กลับมาอีกครั้ง คือ การเข้าคิวจองโครงการลักชัวรีก่อนวันเปิดขายอย่างเป็นทางการ ซาวิลส์มองว่า ความสำเร็จของโครงการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากทำเลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความหายาก (Scarcity) จำนวนยูนิตที่จำกัด การสร้างมูลค่าในระยะยาว และศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน รวมถึงผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าจึงยังเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ซื้ออยู่จริง นักลงทุน และผู้ซื้อชาวต่างชาติ

CBD เปิดน้อย แต่ราคายังทะยาน

ในไตรมาส 2 มีอุปทานใหม่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) เพียง 4.51%ของตลาด หรือ 102 ยูนิตเท่านั้นแต่ราคายังเฉลี่ยสูงถึง 237,080 บาทต่อตารางเมตรขณะที่อุปทานใหม่กว่า 87.92% ย้ายไปยังโซนรอบเมืองฝั่งตะวันออก ซึ่งมีราคาเฉลี่ย 134,086 บาทต่อตารางเมตร ส่วนพื้นที่รอบเมืองฝั่งเหนือมีสัดส่วน 7.57% ราคาเฉลี่ย 86,500 บาทต่อตารางเมตรสะท้อนว่าผู้ประกอบการเลือกพัฒนาโครงการในพื้นที่ที่ต้นทุนที่ดินยังแข่งขันได้ แต่ยังคงรักษาโครงการแฟลกชิปใน CBD สำหรับตลาดกำลังซื้อสูง

Branded Residence ดาวเด่นแห่งปี

เซกเมนต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดช่วงครึ่งหลังปี 2569 คือBranded Residenceโครงการที่พัฒนาโดยร่วมกับแบรนด์โรงแรมระดับโลกยังได้รับความสนใจจากผู้ซื้อฐานะดีและนักลงทุนต่างชาติ เพราะตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการสร้างมูลค่าในระยะยาวผู้พัฒนาหลายรายจึงเลือกใช้โมเดลนี้เป็นหัวหอกในการแข่งขัน แทนการขยายโครงการแมสที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

ริมเจ้าพระยา-แคมปัสคอนโด ดาวรุ่งรอบใหม่

อีก2 เซกเมนต์ที่กำลังได้รับความสนใจคือ คอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ยังมีเสน่ห์ด้านวิว ความหายากของที่ดิน และศักยภาพการเติบโตของราคารวมถึง แคมปัสคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยชั้นนำและศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีฐานลูกค้าชัดเจน ทั้งนักลงทุน ผู้ปกครอง และผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่าหลายเซกเมนต์ของตลาด

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ การโยกเม็ดเงินลงทุนออกจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจอย่างภูเก็ต และ พัทยาแรงหนุนมาจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การกลับมาของผู้ซื้อชาวต่างชาติ และความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนและบ้านพักตากอากาศ ส่งผลให้ทั้งสองจังหวัดมีศักยภาพเติบโตเหนือกว่าตลาดกรุงเทพฯ ในระยะสั้นถึงระยะกลาง

ลดค่าโอน แต่ยังไม่ใช่คำตอบ

แม้รัฐบาลจะขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นตลาดได้เพียงบางส่วนเพราะโจทย์ใหญ่ของตลาดยังอยู่ที่กำลังซื้อที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการปล่อยสินเชื่อที่ยังเข้มงวด

ภาพรวมตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ตลอดปี 2569 จึงยังเป็นBuyer’s Marketผู้ประกอบการจะเดินเกมด้วยความระมัดระวัง เน้นบริหารกระแสเงินสด ระบายสต็อก และลงทุนเฉพาะโครงการที่มีอุปสงค์รองรับชัดเจนขณะที่ผู้ชนะของตลาดอาจไม่ใช่ผู้ที่เปิดโครงการมากที่สุด แต่คือผู้ที่เข้าใจว่าความต้องการของผู้ซื้อเปลี่ยนไป และสามารถพัฒนาโครงการที่ “ใช่” ในจังหวะที่ตลาดกำลังคัดเลือกผู้เล่นอย่างเข้มข้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ ครึ่งแรก69 อุปทานใหม่ยังจำกัด ดีมานด์ระดับบนแข็งแกร่ง

  • อุปทานคอนโดเปิดใหม่ในครึ่งแรกของปี 2569 ยังมีจำกัดและกระจุกตัวในกลุ่มผู้พัฒนารายใหญ่ เนื่องจากความระมัดระวังในการลงทุน
  • ความต้องการซื้อคอนโดระดับ Luxury และ Super Luxury ในทำเลใจกลางเมืองยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง
  • ตลาดระดับกลางถึงล่างยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้าและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการเน้นระบายสต็อกคงค้าง

ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครในช่วงครึ่งแรกของปีพ.ศ.  2569 ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า  ยังคงอยู่ในช่วงของการปรับฐาน (Market Rebalancing) โดยผู้พัฒนาโครงการยังคงใช้ความระมัดระวังในการลงทุน ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่ยังคงจำกัดและกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้พัฒนารายใหญ่ ขณะที่ผู้พัฒนารายกลางและรายเล็กยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและการระบายสินค้าคงเหลือมากกว่าการเปิดตัวโครงการใหม่

ในด้านอุปสงค์ ตลาดยังคงมีความแตกต่างระหว่างแต่ละเซกเมนต์อย่างชัดเจน โดยคอนโดมิเนียมระดับ Luxury ในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจยังคงมีการดูดซับของตลาดในระดับที่น่าพอใจ สะท้อนว่าความต้องการซื้อในกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงินสูงยังคงมีเสถียรภาพ ขณะที่ตลาดระดับกลางถึงระดับล่างยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างจำกัดและความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังคงใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปีพ.ศ.  2569 การฟื้นตัวของตลาดจะยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการเติบโตจะกระจุกตัวอยู่ในโครงการที่มีศักยภาพด้านทำเล ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และการกำหนดราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของผู้พัฒนาภายใต้สภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทาย

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปีพ.ศ.  2569 ยังคงอยู่ในภาวะที่ผู้พัฒนาใช้ความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาวะการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย และต้นทุนการพัฒนาโครงการที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพียงแค่ 5 โครงการเท่านั้น ด้วยยูนิตรวมทั้งหมด 2,260 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าการพัฒนารวมประมาณ 15,600 ล้านบาท

โดยโครงการทั้งหมดเป็นการลงทุนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพียง 2 ราย ได้แก่ บมจ. แสนสิริ และ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) ขณะที่ไม่พบการเปิดตัวโครงการใหม่จากผู้พัฒนารายกลางและรายย่อยในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าผู้พัฒนาขนาดเล็กยังคงชะลอการลงทุนและให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและการระบายสินค้าคงเหลือมากกว่าการขยายโครงการใหม่

เมื่อพิจารณาภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ทั้งสิ้น 15 โครงการ รวมจำนวน 12,248 ยูนิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year: YoY) อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจากการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่เพียงบางโครงการ และยังไม่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของตลาดโดยรวม เนื่องจากจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าสู่ตลาดใหม่ยังอยู่ในระดับจำกัด อีกทั้งอุปทานใหม่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้พัฒนารายใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและสามารถบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและสภาพคล่องได้ดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่น

ในด้านอุปสงค์ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับ Luxury และ Super Luxury ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะยูนิต ประเภท Penthouse และห้องชุดขนาดใหญ่ในโครงการระดับพรีเมียม ซึ่งยังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงินสูง ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (End-user) นักลงทุนระยะยาว และผู้ซื้อชาวต่างชาติบางส่วน สะท้อนว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด และให้ความสำคัญกับคุณภาพโครงการ ความเป็นส่วนตัว การออกแบบ และทำเลมากกว่าปัจจัยด้านราคา

ทำเลที่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ย่านสุขุมวิทตอนกลาง ทองหล่อ และเอกมัย ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของที่อยู่อาศัยระดับบน เนื่องจากมีความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก การเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน แหล่งไลฟ์สไตล์ และสถานศึกษานานาชาติ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีอุปทานที่ดินใหม่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้โครงการที่เปิดขายในทำเลดังกล่าวยังสามารถรักษาระดับราคาและสร้างยอดขายได้ดีกว่าตลาดโดยรวม ในทางกลับกัน ตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงระดับล่างยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนตัว อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Rejection Rate) ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการเร่งระบายสต็อกคงค้าง โดยเฉพาะโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแต่ยังมียูนิตเหลือขาย ผ่านการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย การปรับลดราคา และการนำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคและเร่งการรับรู้รายได้

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ตลอดปีพ.ศ.  2569 จะมีอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครประมาณ 16,000 ยูนิต ลดลงประมาณร้อยละ 6.0 จากปีพ.ศ.  2568 ซึ่งถือเป็นระดับการเปิดตัวโครงการที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนให้เห็นว่าผู้พัฒนาส่วนใหญ่ยังคงใช้กลยุทธ์ลงทุนอย่างระมัดระวัง และเลือกเปิดตัวเฉพาะโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างยอดขายสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้พัฒนารายใหญ่หลายรายเริ่มปรับสัดส่วนการลงทุนออกจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจสำคัญมากขึ้น เช่น ภูเก็ต และพัทยา ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเพิ่มขึ้นของผู้ซื้อชาวต่างชาติ และความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนและการพักผ่อน ส่งผลให้จังหวัดดังกล่าวมีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่าตลาดกรุงเทพมหานครในระยะสั้นถึงระยะกลาง

แม้ว่าช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดทะเบียนจำนองสำหรับที่อยู่อาศัย โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนจากอัตราปกติร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 และลดค่าจดทะเบียนจำนองจากร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01 ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยและกระตุ้นกิจกรรมในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยสนับสนุนตลาดได้เพียงบางส่วน เนื่องจากข้อจำกัดสำคัญของตลาดในปัจจุบันยังอยู่ที่กำลังซื้อที่ชะลอตัว ภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงเข้มงวด

จากปัจจัยข้างต้น ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะยังคงเป็นตลาดของผู้ซื้อ (Buyer’s Market) โดยการแข่งขันจะเน้นไปที่การระบายสต็อกมากกว่าการเพิ่มอุปทานใหม่ ผู้พัฒนาจะยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด การเลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำ และการพัฒนาโครงการในเซกเมนต์ที่มีอุปสงค์รองรับอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ผู้พัฒนาหลายรายยังมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ภาวะตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของธุรกิจในรอบหลายทศวรรษ ทั้งจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ต้นทุนการพัฒนา และสภาพการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้การฟื้นตัวของตลาดโดยรวมมีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในแต่ละระดับราคาและแต่ละทำเล

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า จากอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ทั้งหมด 5 โครงการ รวม 2,260 ยูนิต ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2569 มีเพียง 2 โครงการ รวมจำนวน 102 ยูนิต หรือคิดเป็นร้อยละ 4.51 ของอุปทานเปิดขายใหม่ทั้งหมด ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District: CBD) โดยมีราคาเสนอขายเฉลี่ยประมาณ 237,080 บาทต่อตารางเมตร ขณะที่อุปทานส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 87.92 ตั้งอยู่ในพื้นที่รอบเมืองด้านทิศตะวันออก ซึ่งมีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 134,086 บาทต่อตารางเมตร และอีกร้อยละ 7.57 ตั้งอยู่ในพื้นที่รอบเมืองด้านทิศเหนือ โดยมีราคาเสนอขายเฉลี่ยประมาณ 86,500 บาทต่อตารางเมตร

การกระจายตัวของอุปทานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้พัฒนาโครงการยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาในพื้นที่รอบเมืองมากกว่าพื้นที่ใจกลางเมือง เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเขต CBD รวมถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงการให้มีระดับราคาที่สามารถตอบสนองกำลังซื้อของตลาดได้ อย่างไรก็ตาม แม้อุปทานใหม่ในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจจะมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ แต่ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อในระดับสูง โดยเฉพาะโครงการที่มีความโดดเด่นด้านทำเล แนวคิดการพัฒนา คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และจำนวนยูนิตที่จำกัด

ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ตลาดยังเห็นปรากฏการณ์ที่ผู้สนใจซื้อบางโครงการในพื้นที่ใจกลางเมืองเข้าคิวเพื่อจองสิทธิ์ตั้งแต่ก่อนวันเปิดขายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ปรากฏให้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าตลาดคอนโดมิเนียมระดับ Luxury และ Super Luxury ที่มีความโดดเด่นและมีความหายาก (Scarcity) ยังคงสามารถสร้างความต้องการซื้อได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม ซาวิลส์ (ประเทศไทย) มองว่า ความสำเร็จของโครงการในกลุ่มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากทำเลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการกำหนดระดับราคาที่เหมาะสม ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว และศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้งในรูปแบบของการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สิน (Capital Appreciation) และรายได้จากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและนักลงทุน

ข้อมูลยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คอนโดมิเนียมระดับ Luxury ในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง เช่น สุขุมวิท ชิดลม หลังสวน และลุมพินี ยังคงมีอัตราการตอบรับที่แข็งแกร่ง และสามารถรักษาระดับยอดขายได้ดีกว่าเซกเมนต์อื่นของตลาด สะท้อนถึงกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้สูงซึ่งยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด แตกต่างจากตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลางและระดับล่างที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อภายในประเทศและข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม ในตลาดคอนโดมิเนียมพื้นที่รอบเมือง ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า หลายโครงการสามารถสร้างยอดขายได้ในระดับที่น่าพอใจเช่นกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนยอดขายไม่ได้มาจากการเติบโตของอุปสงค์เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการกำหนดราคาเปิดขายที่สามารถแข่งขันได้ โดยผู้พัฒนาหลายรายเลือกเปิดตัวโครงการด้วยระดับราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในทำเลเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงของผู้ซื้อและเร่งการตัดสินใจซื้อ ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรงขึ้น และในบางทำเลพบว่าระดับราคาเสนอขายใหม่ใกล้เคียงกับระดับราคาที่เคยปรากฏในตลาดเมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากปรับด้วยกลยุทธ์ด้านราคาและโปรโมชั่นต่าง ๆ

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับ Luxury จะยังคงเป็นเซกเมนต์ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะโครงการ Branded Residence ในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง ซึ่งยังได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการของกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงินสูงและผู้ซื้อชาวต่างชาติ ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาจะยังคงให้ความสำคัญกับการเปิดตัวโครงการที่มีการกำหนดราคาอย่างเหมาะสมและสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตั้งแต่วันเปิดขาย

นอกจากนี้ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดว่า คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการประเภท Campus Condominium ซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยชั้นนำและศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ จะยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีฐานอุปสงค์ที่ชัดเจน ทั้งจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย นักลงทุน และผู้ปกครองที่ต้องการซื้อที่พักอาศัยให้บุตรหลาน ส่งผลให้ตลาดทั้งสองกลุ่มยังมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการใหม่ในระยะต่อไป แม้ว่าภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครจะยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 7 ก.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ตามดอลลาร์อ่อนค่า

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังตลาดลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
  • การฟื้นตัวของราคาทองคำและภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติมให้เงินบาทแข็งค่า
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.20-33.45 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.45 บาทต่อ ดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.27-33.36 บาทต่อดอลลาร์) โดยได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามจังหวะการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงเล็กน้อย 

ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้ทยอยกลับสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ลดทอนความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้าง นอกจากนี้ การรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่ระดับเหนือโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังเงินดอลลาร์ย่อตัวลง มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ตามเดิมได้ หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง FED อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง หากราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันและไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจเริ่มมีการขายทำกำไรสินทรัพย์ไทยบ้าง อาทิ บอนด์ไทย หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้ทยอยปรับตัวลงมาพอควรในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นหนึ่งในแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ 

และที่สำคัญ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง และอาจมีความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ โดยอาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด มากกว่าที่จะเป็นการเข้าแทรกแซงจากฝั่งทางการญี่ปุ่น (รวมถึงฝั่งทางการสหรัฐฯ) ได้ โดยเรามองว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง หากธีม Macro อย่างแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนเป็น FED คงดอกเบี้ย แต่เงินเยนญี่ปุ่นยังคงอ่อนค่าแถวโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จนกว่าตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ 

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้) 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Tesla +6.7%, Broadcom +3.7% ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ถูกจำกัดลงบ้าง ตามแรงขายหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ หุ้นกลุ่ม Healthcare และหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.72% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.12% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.35% กดดันโดยแรงขายหุ้นกลุ่ม Defensive ทั้งกลุ่ม Healthcare และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ต่างกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึง บรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน อย่าง Rheinmetall +3.4% ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ หลังยูเครนเปิดฉากใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซียในหลายจุด 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 4.45%-4.50% หลังบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ขณะที่ บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ลงบ้าง โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Down ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ได้พอช่วยหนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลักที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำไว้ไม่เกินโซน 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์   

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาทิ ผู้ว่าฯ BOE และ รายงานการประชุม BOE ล่าสุด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาสราว % ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ 

ทางฝั่งสหรัฐฯ แม้จะขาดรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาส 2 โดย Atlanta FED (GDPNow) และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดย NY FED

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 เมื่อคืน ประจำวันที่ 7 ก.ค. 69 เช็กผลทุกคู่

สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ ประจำวันที่ 7 ก.ค. 69 เกาะติดผลการแข่งขันรอบ 16 ทีม เกาะติดผลการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อคืน ส่องสกอร์บิ๊กแมตช์ และอัปเดตสถานการณ์รอบน็อกเอาต์ล่าสุด

“กระทิงดุ” สเปน ลุ้นเหนื่อยก่อนเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะ โปรตุเกส ไปได้แบบหวุดหวิด 1-0 โดยได้ประตูชัยจาก มิเกล เมริโน ตัวสำรองที่ซัดประตูชัยในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+1 ส่งผลให้ทีมเดินหน้าผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีม

  • โปรตุเกส 0-1 สเปน
  • สหรัฐอเมริกา 1-4 เบลเยียม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


หลายคนกินผิดไม่รู้ตัว! หมอแนะอาหารที่ควร-ไม่ควรกิน เมื่อมีอาการท้องเสีย

ท้องเสียควรกินอะไร? รวมอาหารที่ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัว พร้อมของที่ควรเลี่ยง

อาการท้องเสียเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเกิดจากอาหารเป็นพิษ การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด สิ่งสำคัญนอกจากการพักผ่อนแล้ว คือ การเลือกอาหารให้เหมาะสม เพราะอาหารบางชนิดช่วยให้ระบบทางเดินอาหารฟื้นตัวเร็วขึ้น ขณะที่บางอย่างอาจทำให้อาการแย่ลง

อาหารที่ควรกินเมื่อท้องเสีย

1. ข้าวต้ม หรือโจ๊ก

อาหารอ่อน ย่อยง่าย ช่วยลดภาระของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานโดยไม่กระตุ้นการขับถ่ายมากเกินไป

2. กล้วยหอม

กล้วยมีโพแทสเซียมสูง ช่วยทดแทนแร่ธาตุที่สูญเสียจากการถ่ายเหลว อีกทั้งยังมีเพกติน (Pectin) ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ช่วยให้อุจจาระจับตัวดีขึ้น

3. ข้าวสวย

ข้าวขาวเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย ให้พลังงาน และไม่ระคายเคืองลำไส้

4. มันฝรั่งต้ม

ให้คาร์โบไฮเดรตและโพแทสเซียม โดยควรรับประทานแบบต้ม ไม่ปรุงรสจัด

5. แอปเปิลบด หรือซอสแอปเปิล

มีเพกติน ช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ ทำให้อุจจาระเป็นก้อนมากขึ้น

6. เนื้อไก่ต้ม หรือปลา

เป็นแหล่งโปรตีนไขมันต่ำ ช่วยซ่อมแซมร่างกาย โดยควรปรุงแบบต้ม นึ่ง หรืออบ

7. น้ำเกลือแร่ ORS

แม้ไม่ใช่อาหาร แต่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะช่วยทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียจากการถ่ายเหลว ลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

1. อาหารมัน ของทอด

ไขมันย่อยยาก อาจทำให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น และกระตุ้นให้ถ่ายมากกว่าเดิม

2. อาหารรสจัด

ทั้งเผ็ด เปรี้ยว หรือเค็มจัด อาจระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหาร

3. นมและผลิตภัณฑ์จากนม

ในช่วงที่ลำไส้อักเสบ ร่างกายบางคนจะย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ลดลง ส่งผลให้ท้องอืด ปวดท้อง และถ่ายมากขึ้น

4. เครื่องดื่มคาเฟอีน

กาแฟ ชาเข้ม เครื่องดื่มชูกำลัง อาจกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ถ่ายบ่อยขึ้น

5. แอลกอฮอล์

ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ

6. น้ำอัดลม

มีน้ำตาลสูงและแก๊ส อาจทำให้ท้องอืดและระคายเคืองทางเดินอาหาร

7. ผักดิบและผลไม้ที่มีกากใยสูง

แม้จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ในช่วงท้องเสีย ใยอาหารที่มากเกินไปอาจกระตุ้นการขับถ่าย

ดื่มน้ำอย่างไรเมื่อท้องเสีย

ผู้ที่มีอาการท้องเสียควรดื่มน้ำสะอาดทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หากถ่ายหลายครั้ง ควรดื่มสารละลายเกลือแร่ ORS ตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์

ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • ถ่ายเป็นเลือด
  • มีไข้สูง
  • ปวดท้องรุนแรง
  • อาเจียนจนกินน้ำไม่ได้
  • ท้องเสียนานเกิน 2-3 วันโดยไม่ดีขึ้น
  • มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ
  • เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการถ่ายเหลวหลายครั้ง

สรุป

เมื่อมีอาการท้องเสีย การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยควรเน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย ดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่ให้เพียงพอ พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณอันตราย ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ต้อนรับเดือนใหม่! แคปชั่นเริ่มต้นเดือนใหม่ ภาษาอังกฤษ เริ่มเดือนใหม่อย่างมั่นใจ

แคปชั่นเริ่มต้นเดือนใหม่ แคปชั่นเดือนใหม่ ภาษาอังกฤษ

  • Live, love, laugh. Happy new month!

ใช้ชีวิต, มีความรัก, หัวเราะให้เยอะ สวัสดีเดือนใหม่!

  • Every moment is a fresh beginning.

ทุกช่วงเวลาคือการเริ่มต้นใหม่

  • New month, new challenges, new hopes, new goals.

เดือนใหม่ ความท้าทายใหม่ ความหวังใหม่ เป้าหมายใหม่

  • The beginning is always today.

การเริ่มต้น มักจะเป็นวันนี้เสมอ

  • Happy new month. Dream big, live large, stay true, have faith.

สวัสดีเดือนใหม่ ฝันให้ใหญ่ ใช้ชีวิตให้ใหญ่ อยู่กับความจริง มีศรัทธา

  • Be willing to be a beginner every single morning.

จงเต็มใจที่จะเริ่มต้นใหม่ในทุกๆ เช้า

  • A new month marks a new beginning and a fresh start.

เดือนใหม่ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่และการเริ่มต้นที่สดใส

  • Let go of the past. Embrace the new month.

ปล่อยวางอดีต ต้อนรับเดือนใหม่

  • A new month, a new week, a new day… The opportunities are endless.

เดือนใหม่ สัปดาห์ใหม่ วันใหม่… โอกาสไม่มีที่สิ้นสุด

  • A new month is here. I’am ready.

เดือนใหม่มาถึงแล้ว ฉันพร้อมแล้ว!

  • Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow.

เรียนรู้จากเมื่อวาน อยู่เพื่อวันนี้ มีความหวังในวันพรุ่งนี้

  • New month, new intentions, new goals, new love, and new beginnings.

เดือนใหม่ ความตั้งใจใหม่ เป้าหมายใหม่ ความรักใหม่ และการเริ่มต้นใหม่

  • No matter what happens, it will be better tomorrow.

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พรุ่งนี้มันจะดีขึ้น

  • Make every minute of this month count.

ทำทุกนาทีของเดือนนี้ให้มีค่า

  • If last month was amazing, this month will be better.

ถ้าเดือนที่แล้วมันดี เดือนนี้ก็คงจะดีมากขึ้นไปอีก

  • Don’t worry about yesterday or last month. Today is a new day. Be positive and start fresh.

อย่ากังวลกับเมื่อวานหรือเดือนที่แล้ว วันนี้คือวันใหม่ คิดบวกและเริ่มต้นใหม่

  • Consider the new month an invitation to new habits.

คิดซะว่าเดือนใหม่ก็เหมือนการเชื้อเชิญให้เราได้ทำอะไรใหม่ๆ

  • New month. Same kickass mentality. Still successful.

เดือนใหม่ แต่ความคิดยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม ยังไงก็ประสบความสำเร็จ

  • Another month has passed, another month has come.

ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน และอีกหนึ่งเดือนกำลังมา

  • Every new month is an invitation to 30 days of greatness.

ทุกๆ เดือนใหม่ มันคือ 30 วันแห่งความยิ่งใหญ่

ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net


หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่ยุคเชิงพาณิชย์ ธุรกิจ-บ้านจ่อใช้จริง จีนเร่งสเกลผลิต

  • อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังเปลี่ยนจากการสาธิตเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการผลิตในระดับอุตสาหกรรมและลดต้นทุน
  • ตลาดเป้าหมายหลักที่เตรียมนำหุ่นยนต์ไปใช้งานจริงคือภาคธุรกิจ เช่น โรงงาน คลังสินค้า และการใช้งานในบ้าน เช่น การดูแลผู้สูงอายุ
  • จีนกำลังเร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อลดราคาและสร้างตลาด ขณะที่สหรัฐฯ เน้นการพัฒนา AI ให้หุ่นยนต์สามารถตัดสินใจและทำงานได้ซับซ้อนขึ้น

อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ของโชว์เทคโนโลยี” ไปสู่ “เครื่องมือใช้งานจริง” หลังผู้เล่นรายใหญ่เริ่มขยับเป้าหมายจากการแสดงศักยภาพด้านการเคลื่อนไหว หรือความล้ำหน้าของ AI ไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม การลดต้นทุน และการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ในวงกว้าง

Counterpoint Research ระบุในรายงานอุตสาหกรรมล่าสุดว่า การแข่งขันของตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังเข้าสู่ระยะใหม่ โดยจุดชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่การสาธิตว่า หุ่นยนต์เดิน วิ่ง หรือโต้ตอบได้ดีเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำไปใช้งานจริง การขยายการติดตั้ง และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจรองรับ Embodied AI หรือ AI ที่ทำงานผ่านร่างกายของหุ่นยนต์ในโลกจริง

ธุรกิจ-บ้าน จ่อเป็นตลาดใช้งานจริง

ทิศทางดังกล่าวทำให้ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มถูกจับตาใน 2 กลุ่มหลัก คือ ภาคธุรกิจและการใช้งานในบ้าน โดยในภาคธุรกิจ หุ่นยนต์อาจถูกนำไปใช้ในงานโรงงาน คลังสินค้า โลจิสติกส์ งานบริการ และงานที่ต้องทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดบ้านพักอาศัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ถือเป็นอีกพื้นที่ที่ผู้ผลิตให้ความสนใจ โดยเฉพาะงานช่วยเหลือในบ้าน การดูแลผู้สูงอายุ งานบริการพื้นฐาน และการเชื่อมต่อกับระบบบ้านอัจฉริยะ หากต้นทุนลดลงและความสามารถของ AI ดีขึ้น ตลาดกลุ่มนี้อาจกลายเป็นโอกาสระยะยาวของอุตสาหกรรม

จีนเร่งสเกลผลิต ลดต้นทุน

ฝั่งจีนกำลังเดินเกมด้วยจุดแข็งด้านการผลิตและซัพพลายเชน โดยมีบริษัทอย่าง Unitree เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่เร่งขยายกำลังการผลิต ลดต้นทุน และผลักดันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่ตลาดเร็วขึ้น

แนวทางของจีนสะท้อนยุทธศาสตร์การใช้การผลิตระดับสเกลเป็นตัวเร่งตลาด หากสามารถทำให้ราคาหุ่นยนต์ลดลงและผลิตได้ในปริมาณมาก จะช่วยเปิดทางให้ภาคธุรกิจเริ่มทดลองใช้งานจริงได้เร็วขึ้น และอาจทำให้จีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เชิงอุตสาหกรรม

สหรัฐฯ ดัน AI ให้หุ่นยนต์คิดเองได้

ขณะที่สหรัฐฯ ยังเน้นการพัฒนาความสามารถด้าน AI โดยเฉพาะการตัดสินใจอัตโนมัติ การให้เหตุผล และการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม วิเคราะห์สถานการณ์ และทำงานได้เองมากขึ้น

จุดแข็งของสหรัฐฯ จึงอยู่ที่ “สมอง” ของหุ่นยนต์ หรือระบบ AI ที่ทำให้หุ่นยนต์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวตามคำสั่ง แต่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมจริงได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา Embodied AI ในระยะต่อไป

ซัพพลายเชนเทคโนโลยีรับอานิสงส์

Counterpoint Research มองว่า การแข่งขันในตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระยะต่อไป จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเดล AI เพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ การผลิต การบูรณาการซัพพลายเชน และการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม

หากการใช้งานเชิงพาณิชย์เดินหน้าได้ต่อเนื่อง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะกระตุ้นความต้องการเทคโนโลยีสำคัญหลายด้าน ทั้งชิปประมวลผล AI เซมิคอนดักเตอร์ประสิทธิภาพสูง แพ็กเกจจิงขั้นสูง เซ็นเซอร์ ระบบควบคุมมอเตอร์ และแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์

ดังนั้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จึงไม่ใช่เพียงสินค้าเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งสนามแข่งขันสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก โดยมีจีนและสหรัฐฯ เป็นผู้เล่นหลักที่เดินเกมคนละด้าน ฝั่งหนึ่งเร่งผลิตให้เกิดตลาดจริง อีกฝั่งเร่งพัฒนา AI ให้หุ่นยนต์ทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


อย่าเพิ่งทิ้ง! 7 ประโยชน์ของ “เปลือกมะนาว” ช่วยเคลียร์งานบ้านได้สารพัด

ประโยชน์ของเปลือกมะนาว รวม 7 ทริกงานบ้านสุดเจ๋ง ของเหลือใช้ในครัวที่ช่วยเคลียร์งานบ้านได้เพียบ

มะนาว เป็นวัตถุดิบติดครัวที่หลายบ้านใช้ทั้งปรุงอาหาร ทำเครื่องดื่ม และเพิ่มรสเปรี้ยวให้เมนูต่าง ๆ แต่หลังจากบีบน้ำมะนาวแล้ว หลายคนมักโยนเปลือกทิ้งทันที ทั้งที่จริงแล้ว เปลือกมะนาว ยังนำไปใช้ประโยชน์ในงานบ้านได้อีกหลายอย่าง

ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นและความเป็นกรดอ่อน ๆ เปลือกมะนาวจึงช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ขัดคราบบางชนิด และเพิ่มความหอมให้ห้องครัวได้แบบง่าย ๆ

ต่อไปนี้คือ 7 วิธีใช้เปลือกมะนาว ที่ทำได้จริงในบ้าน

1. ช่วยลดคราบชาและกาแฟในแก้ว

แก้วที่ใช้ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มสีเข้มเป็นประจำ มักเกิดคราบติดอยู่ด้านในจนดูหมองและล้างออกยาก วิธีง่าย ๆ คือใส่เปลือกมะนาวลงในแก้ว จากนั้นเทน้ำร้อนตามลงไป แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

เมื่อครบเวลา ให้เทน้ำทิ้งแล้วล้างทำความสะอาดตามปกติ คราบที่ติดอยู่จะหลุดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้แก้วดูสะอาดและน่าใช้อีกครั้ง

2. ทำความสะอาดไมโครเวฟ

ไมโครเวฟที่ใช้อุ่นอาหารบ่อย ๆ มักมีกลิ่นอาหารและคราบกระเด็นติดอยู่ด้านใน เปลือกมะนาวสามารถช่วยให้เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น โดยเติมน้ำลงในถ้วยที่ใช้กับไมโครเวฟได้ บีบน้ำมะนาวเล็กน้อย แล้วใส่เปลือกมะนาวลงไป

นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาที ไอน้ำที่มีกลิ่นมะนาวจะช่วยให้คราบอ่อนตัวลง หลังจากเครื่องเย็นลงเล็กน้อยจึงเปิดฝาออก แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบด้านใน ควรระวังความร้อนจากถ้วยและไอน้ำขณะนำออกจากเครื่อง

3. ลดกลิ่นฉุนของน้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูเป็นของใช้สารพัดประโยชน์ในครัว แต่หลายคนไม่ชอบกลิ่นฉุนที่ค่อนข้างแรง หากต้องการลดกลิ่น สามารถใส่เปลือกมะนาวลงไปแช่ในน้ำส้มสายชู แล้วปิดฝาทิ้งไว้สักระยะ

กลิ่นหอมของเปลือกมะนาวจะช่วยให้กลิ่นน้ำส้มสายชูนุ่มลง เหมาะสำหรับนำไปใช้เช็ดคราบทั่วไปในบ้าน แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้กับพื้นผิวที่ไม่ทนกรด เช่น หินธรรมชาติหรือวัสดุที่อาจเสียหายจากน้ำส้มสายชู

4. ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในถังขยะ

ถังขยะในครัวมักมีกลิ่นจากเศษอาหาร โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน วิธีง่าย ๆ คือใส่เปลือกมะนาวลงไปในถังขยะเล็กน้อย เพื่อช่วยลดกลิ่นอับและเพิ่มกลิ่นสดชื่น

อย่างไรก็ตาม ควรเปลี่ยนถุงขยะเป็นประจำ และไม่ควรปล่อยเปลือกมะนาวหรือเศษอาหารค้างไว้นาน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อรา กลิ่นหมัก หรือดึงดูดแมลงได้

5. ขัดสแตนเลสให้เงาขึ้น

เครื่องใช้หรือภาชนะสแตนเลสที่ผ่านการใช้งานไปนาน ๆ อาจเริ่มหมองหรือมีคราบติดอยู่ สามารถโรยเกลือเล็กน้อยบนพื้นผิว แล้วใช้เปลือกมะนาวถูเบา ๆ บริเวณที่มีคราบ จากนั้นล้างออกและเช็ดให้แห้ง

วิธีนี้เหมาะกับคราบทั่วไปบนสแตนเลส แต่ไม่ควรขัดแรงเกินไป เพราะเกลืออาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนพื้นผิวบางชนิดได้ ควรทดลองกับบริเวณเล็ก ๆ ก่อนใช้งานจริง

6. ทำน้ำหมักเปลือกมะนาว

เปลือกมะนาวสามารถนำมาทำน้ำหมักสำหรับงานบ้านหรือดูแลต้นไม้ได้ โดยใช้เปลือกมะนาวประมาณ 3 กิโลกรัม น้ำตาล 1 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 10 ลิตร ใส่รวมกันในภาชนะที่สะอาด แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน

ระหว่างหมักควรเปิดฝาระบายแก๊สเป็นระยะ และไม่ควรปิดฝาแน่นจนเกินไป เพราะกระบวนการหมักอาจเกิดแรงดันได้ เมื่อน้ำหมักได้ที่แล้ว สามารถนำไปผสมน้ำใช้ในงานทำความสะอาดบางอย่าง หรือเจือจางสำหรับรดต้นไม้ตามความเหมาะสม

7. ทำให้ห้องครัวมีกลิ่นหอมสดชื่น

หลังทำอาหาร ห้องครัวมักมีกลิ่นติดอยู่ตามอากาศ ผนัง หรือมุมต่าง ๆ วิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมได้คือ นำเปลือกมะนาวไปอบด้วยไฟอ่อน ประมาณ 200-300 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 90-150 องศาเซลเซียส ประมาณ 3-4 นาที

เมื่อได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ให้ปิดเตาอบและเปิดฝาเตาเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นเปลือกมะนาวกระจายออกมาในครัว ควรเฝ้าดูระหว่างอบและไม่ทิ้งเตาไว้โดยไม่มีคนดูแล เพื่อความปลอดภัย

สรุป

เปลือกมะนาวที่หลายคนคิดว่าเป็นของเหลือทิ้ง จริง ๆ แล้วสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในบ้านได้หลายอย่าง ทั้งช่วยลดคราบชาและกาแฟ ทำความสะอาดไมโครเวฟ ลดกลิ่นถังขยะ ขัดสแตนเลส ทำให้น้ำส้มสายชูกลิ่นอ่อนลง ทำน้ำหมัก และเพิ่มความหอมให้ห้องครัว

ครั้งหน้าหลังบีบน้ำมะนาวแล้ว อย่าเพิ่งรีบทิ้งเปลือก ลองเก็บไว้ใช้กับงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจช่วยประหยัด ลดขยะ และทำให้บ้านสะอาดสดชื่นขึ้นได้แบบง่าย ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 7/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,050.0065,250.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,205.0063,747.8066,050.00
ทองรูปพรรณ 90%3,784.5057,373.02n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,364.0050,998.24n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,892.2528,686.51n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,471.7522,311.73n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,357.5166,059.85n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 7/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9537.4537.4537.9537.4537.4537.4537.4537.4537.45
แก๊สโซฮอล์ 9137.0837.0837.5837.0837.0837.0837.0837.0837.08
แก๊สโซฮอล์ E2032.4532.4532.6532.4532.4532.4532.4532.45
แก๊สโซฮอล์ E8528.3928.3928.39
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9546.4448.4146.9446.5946.44
ดีเซล37.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.50
ดีเซล B2032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.50
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า