สาระน่ารู้ประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2569

‘วัลลภา’ ทายาทเจ้าสัวเจริญ ผ่าโรดแมปลงทุน ‘AWC’ บูม 11 โครงการริมน้ำเจ้าพระยา

‘วัลลภา’ ทายาทเจ้าสัวเจริญ ผ่าแผนลงทุน ‘AWC’ พัฒนา 11 โครงการริมน้ำเจ้าพระยา เฉพาะโรงแรมแห่งใหม่ภายใต้แบรนด์ Plaza Athénée แบรนด์โรงแรมอัลตร้าลักชัวรีระดับโลก ปักหมุดอีกหนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทุ่มงบ 2,900 ล้านบาท มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอจุดหมายปลายทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่ ต่อยอดแนวคิด “AWC Riverside Journey” ที่รวบรวมและเชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและประสบการณ์หลากหลายรูปแบบตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯครอบคลุมตั้งแต่ย่านประวัติศาสตร์และแลนด์มาร์กสำคัญ ไปจนถึงประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

โดยแต่ละจุดหมายปลายทาง มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว สะท้อนเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนกรุงเทพฯ และผู้มาเยือนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบคุณค่าของเมืองในมิติใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ล่าสุดของ “AWC Riverside Journey” คืออสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า River Garden ตั้งอยู่ ณ หนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดย AWC มีแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้สู่โรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี และมีแผนให้โรงแรมดำเนินงานภายใต้ Plaza Athénée (พลาซ่า แอทธินี) แบรนด์โรงแรมระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 2,900 ล้านบาท โรงแรมสูง 18 ชั้น จำนวน 146 ห้อง พื้นที่อาคารรวมกว่า 20,000 ตารางเมตร มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571 พร้อมนำเสนอประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรี สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน

มากกว่าการรังสรรค์ประสบการณ์ในหลากหลายจุดหมายปลายทาง “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองแม่น้ำเจ้าพระยาในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณของกรุงเทพฯ สายน้ำที่เชื่อมโยงชุมชน การค้า และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน โดยจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ทั้ง 11 แห่งของ AWC ร่วมกันร้อยเรียงเรื่องราวของกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิต เข้ากับประสบการณ์ร่วมสมัย พร้อมแนวคิด “Co-living” lobby ที่จะช่วยเชื่อมโยงแต่ละจุดหมายปลายทางให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเดียวกัน ผ่านพื้นที่ที่เปิดให้ผู้มาเยือนได้พบปะ พักผ่อน และสัมผัสทัศนียภาพและประสบการณ์อันโดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

และเมื่อ “AWC Riverside Journey” เติบโตอย่างต่อเนื่อง AWC จะร่วมสานต่อคุณค่าของแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่เฉลิมฉลองเรื่องราวในอดีต พร้อมส่งต่อเสน่ห์และจิตวิญญาณของสายน้ำแห่งนี้สู่คนรุ่นต่อไป

การเดินทางที่ร้อยเรียงเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ

ปัจจุบัน “AWC Riverside Journey” เชื่อมโยงประสบการณ์อันโดดเด่นหลากหลายรูปแบบตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมต่อยอดสู่จุดหมายปลายทางและประสบการณ์ใหม่ ๆ ในอนาคต โดยแต่ละจุดหมายปลายทางล้วนมีเอกลักษณ์และเติมเต็มเรื่องราวของการเดินทางในมิติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โรงแรมและการบริการ อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงชุมชน เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์การค้นพบกรุงเทพฯ ในมิติที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผ่านสายน้ำที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและวิถีชีวิตของเมืองมาอย่างยาวนาน

ตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา AWC Riverside Journey เชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและโครงการต่างๆ ของ AWC เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรม สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ เส้นทางนี้ทอดยาวตั้งแต่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, The Hotel Plaza Athénée Bangkok และ The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ทรงวาด เยาวราช ไปจนถึงเวิ้งนครเกษม พร้อมเชื่อมโยงแลนด์มาร์กสำคัญที่สะท้อนเรื่องราวและอัตลักษณ์ของเมือง อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปากคลองตลาด และไชน่าทาวน์ เปิดมุมมองให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตร่วมสมัย ผ่านการเดินทางที่เชื่อมโยงจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งตลอดแม่น้ำเจ้าพระยา

จุดหมายปลายทางเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แต่ละแห่งสำหรับการมาเยือน หากแต่ร่วมกันร้อยเรียงเป็น เส้นทางที่รังสรรค์ประสบการณ์ตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา ชวนให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในหลากหลายมิติ ทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมสมัย ชุมชนดั้งเดิมและย่านสร้างสรรค์แห่งใหม่ ตลอดจนเอกลักษณ์เฉพาะของแม่น้ำเจ้าพระยาที่แตกต่างกันไปในแต่ละย่าน

โดยหัวใจสำคัญของ “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองเรื่องราวและคุณค่าของเจ้าพระยาในอดีต พร้อมส่งต่อจิตวิญญาณของสายน้ำสู่อนาคตผ่านประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ยังคงเชื่อมโยงกับผู้คน สถานที่ และชุมชนที่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในอนาคต AWC จะต่อยอดมิติใหม่ให้กับ “AWC Riverside Journey” ผ่าน MONA Bangkok จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม ควบคู่กับแผนพัฒนาโครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเปิดมิติใหม่ของการเดินทาง การเชื่อมโยง และการสัมผัสเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยาในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น

จุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่นี้ จะเข้ามาเติมเต็ม “AWC Riverside Journey” ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยทำเลติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมผสานประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการ สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เปิดอีกหนึ่งมิติให้ผู้คนได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชุมชนโดยรอบได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเสมือนหัวใจของเมือง เป็นสายน้ำที่เต็มไปด้วยชีวิต เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน AWC Riverside Journey ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณค่าและเรื่องราวเหล่านี้ ด้วยความตั้งใจที่จะร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของกรุงเทพฯ และประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักและสัมผัสได้ในระดับโลก

AWC Riverside Journey เชื่อมโยง 11 จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ของ AWC ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯ เข้ากับประสบการณ์ที่โดดเด่นของแต่ละจุดหมายปลายทาง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมร่วมเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


โรงแรมกทม.ห้องพักล้น ‘ฉุดราคา’สวนทางภูเก็ตจับตาซัพพลายใหม่ทะลัก 1.7 หมื่นยูนิตใน 2 ปี

  • ตลาดโรงแรมกรุงเทพฯ เผชิญภาวะอุปทานห้องพักล้นตลาด ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้อัตราเข้าพักเพิ่มขึ้นแต่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) กลับลดลง
  • สถานการณ์ดังกล่าวสวนทางกับตลาดโรงแรมภูเก็ต ซึ่งยังคงสามารถปรับขึ้นราคาห้องพักได้ แม้อัตราการเข้าพักจะลดลงเล็กน้อย
  • กรุงเทพฯ เตรียมรับมืออุปทานห้องพักใหม่กว่า 17,000 ห้องที่จะเข้าสู่ตลาดในอีก 2 ปีข้างหน้า (ปี 2570-2571) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมระดับบน Luxury และ Upscale

ครึ่งแรกปี 2569 ตลาด “โรงแรมไทย” ไม่ได้โตแบบยกแผง โรงแรมในกรุงเทพฯ อาศัยดีมานด์หลากหลายพยุงอัตราเข้าพัก! ขณะที่โรงแรมในภูเก็ตยังมีพลังดันราคา แต่ทั้ง 2 ตลาดกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ เมื่อซัพพลายระดับบนจ่อทะลักในอีก 2 ปี

คาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์ตเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ครึ่งแรกปี 2569 อัตราเข้าพัก (Occupancy Rate) ขยับขึ้น แต่รายได้กลับลดลง สะท้อนเกมโรงแรมกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อคนเข้าพักเพิ่ม แต่ขึ้นราคาไม่ได้

ตัวเลขครึ่งแรกปี 2569 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมกรุงเทพฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 76.2% เพิ่มขึ้น 1.1 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อีกด้านหนึ่ง อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน หรือ ADR กลับลดลง 2.1% เหลือ 4,013 บาท ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก หรือ RevPAR ลดลง 0.6% มาอยู่ที่ 3,056 บาท

“เป็นโจทย์ใหญ่ของตลาดโรงแรมกรุงเทพฯ เวลานี้ และอาจลากยาวไปถึงปี 2570-2571 เมื่อโรงแรมใหม่อีกกว่า 17,000 ห้อง อยู่ใน Pipeline”

ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนว่าอำนาจในการกำหนดราคาของผู้ประกอบการโรงแรมยังอยู่ในระดับจำกัด! เมื่อซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด โรงแรมจำนวนหนึ่งจึงเลือกใช้ “ราคา” เป็นเครื่องมือรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะโรงแรมที่มีผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกัน แข่งขันกับกลุ่มลูกค้าเดียวกัน โรงแรมระดับพรีเมียมยังได้เปรียบจากแบรนด์ ทำเล การออกแบบ และประสบการณ์ที่แตกต่าง ขณะที่โรงแรมที่มีความคล้ายคลึงกับคู่แข่งมีแนวโน้มถูกลากเข้าสู่ “สงครามราคา”

Upscale ศึกหนักสุด 

หากแยกรายเซกเมนต์ ความแตกต่างยิ่งชัดเจน โรงแรม Luxury สามารถรักษา ADR ไว้ที่ 7,010 บาท เพิ่มขึ้น 0.6% Midscale ขยับขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 2,151 บาท แต่กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันชัดเจนที่สุดคือ Upscale ซึ่ง ADR ลดลงถึง 4.4% เหลือ 4,197 บาท เพราะเป็นตลาดที่ลูกค้าเปรียบเทียบและทดแทนโรงแรมระหว่างกันได้ง่ายที่สุด

เมื่อโรงแรมแบรนด์ใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด และข้อมูลราคาปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างโปร่งใส การตัดสินใจของลูกค้าจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบรนด์อย่างเดียว แต่รวมถึง “ราคาต่อประสบการณ์” ที่ได้รับ

 ซัพพลายจ่อ 1.7 หมื่นห้อง ใน 2 ปี

ด้านอุปทานสิ้นครึ่งแรกปี 2569 กรุงเทพฯ มีห้องพักรวม 105,038 ห้อง เพิ่มขึ้น 1,211 ห้อง หรือ 1.2% จากสิ้นปี 2568 ราว 69% เป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ 31% เป็นโรงแรมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้แบรนด์ หากมองในแง่ผู้บริหารโรงแรม ผู้ประกอบการท้องถิ่นและระดับภูมิภาคยังมีบทบาทสูง โดยบริหารห้องพัก 56% ของตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการระดับนานาชาติบริหาร 44%

ที่น่าสนใจคือ 65% ของห้องพักทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale สะท้อนโครงสร้างตลาดกรุงเทพฯ ที่มีสัดส่วนโรงแรมระดับบนค่อนข้างสูง ครึ่งปีแรกยังมีทั้งโรงแรมเปิดใหม่ การกลับมาเปิดดำเนินการ และการรีแบรนด์ เช่น Grand Nikko Bangkok Sathorn ซึ่งทยอยเปิดบริการตั้งแต่เดือน เม.ย. 405 ยูนิต รวมเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ 36 ยูนิต ขณะที่ Akyra Bangkok 11 เปิดใหม่ 100 ห้อง และ Aiden Surawong Bangkok 77 ห้อง

การกลับมาเปิดภายใต้แบรนด์ใหม่ มี VOCO Bangkok Surawong 244 ห้อง ซึ่งนำอาคารเดิมของ The Tawana Hotel กลับมาเปิดดำเนินการ และ Radisson Hotel Chateau de Bangkok 178 ห้อง ซึ่งเกิดจากการรีแบรนด์ แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียง “คลื่นลูกแรก” ของการแข่งขันเพราะตลาดยังมี Pipeline ห้องพักอีก 17,590 ห้อง หรือ 16.7% ของซัพพลายที่เปิดดำเนินการในปัจจุบัน

“สุขุมวิท-สยาม” สมรภูมิใหม่

โครงการที่จะเปิดในปี 2570 มีห้องพักรวม 7,635 ห้อง และยังมีโครงการอีกจำนวนหนึ่งที่วางกำหนดเปิดปี 2571 ที่น่าจับตาคือ 80% ของโครงการที่มีกำหนดเปิดอยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale ขณะที่มากกว่าครึ่งของโครงการที่ระบุทำเลกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่สุขุมวิท และ ลุมพินี-สยาม

ช่วงครึ่งหลัง ปี 2569 ตลาดยังเตรียมรับโรงแรมใหม่และการรีแบรนด์หลายแห่ง ทั้ง Canopy by Hilton Bangkok Sukhumvit, Hotel Indigo Bangkok Thonglor, The Quarter Ekkamai, YOTEL Bangkok Sukhumvit at Cloud 11 และ Fairmont Bangkok Sukhumvit ขณะที่บริเวณ “ราชเทวี-สยาม” ยังมีโรงแรม Mercure และ ibis ในโครงการ Siam Ratchathewi

“การแข่งขันของกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนจากระดับเมืองไปสู่ระดับ Submarket ทำเลที่เข้าถึงง่าย แหล่งกำเนิดดีมานด์แข็งแรง และผลิตภัณฑ์มีความแตกต่าง จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ”

ปลายปีมีลุ้นจากไฮซีซันและอีเวนต์

ครึ่งหลังปี 2569 ตลาดโรงแรมกรุงเทพฯ ยังมีแนวโน้มรักษาเสถียรภาพได้ แม้การเติบโตจะไม่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอไตรมาส 3 มีโอกาสชะลอตัวตามฤดูกาล ก่อนฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวและช่วงที่มีงานกิจกรรมสำคัญจำนวนมาก แรงหนุนสำคัญยังมาจากจำนวนผู้โดยสารทางอากาศที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งตลาดระหว่างประเทศ 2.0% และตลาดภายในประเทศ 2.5%

นอกจากนี้ ธุรกิจ MICE การเดินทางเชิงการแพทย์ การชอปปิง คอนเสิร์ต และอีเวนต์ขนาดใหญ่ ยังทำหน้าที่เป็น “ตัวกันกระแทก” ให้ตลาด ไม่ให้พึ่งพานักท่องเที่ยวพักผ่อนเพียงกลุ่มเดียว ขณะที่มาตรการภาครัฐ เช่น การปรับมาตรการวีซ่า มาตรการร่วมจ่ายค่าที่พัก และส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน ช่วยกระตุ้นการเดินทางได้บางช่วง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงส่งให้ตลาดโรงแรมทั้งระบบเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ภูเก็ตยังแรงขึ้นราคาแลกห้องว่าง

ขณะที่โรงแรมกรุงเทพฯ เผชิญโจทย์ “คนเข้าพักเพิ่ม แต่ขึ้นราคาได้ยาก” โรงแรมภูเก็ตกลับอยู่ในเกมตรงกันข้าม นั่นคือ ยังสามารถขึ้นราคาห้องพักได้ แม้จำนวนผู้เข้าพักจะลดลง ตัวเลขครึ่งแรกปี 2569 สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลง 3.2 % จาก 80.0% เหลือ 76.8% แต่ ADR กลับเพิ่มขึ้นถึง 5.3% มาอยู่ที่ 7,117 บาท ส่งผลให้ RevPAR ยังเติบโต 1.1% มาอยู่ที่ 5,465 บาท

นี่คือภาพของตลาดแบบ Rate-led Market ที่การเติบโต “ไม่ได้” มาจากการขายห้องพักให้ได้มากขึ้น แต่มาจากความสามารถในการรักษาและยกระดับราคาห้องพัก แต่ภายใต้ภาพที่ยังดูแข็งแรง มีสัญญาณเตือนซ่อนอยู่! เพราะทุกครั้งที่ภูเก็ตขึ้นราคา ตลาดต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า ลูกค้ายังยอมจ่ายหรือไม่ และจะยอมแลกกับจำนวนคืนที่ลดลงมากแค่ไหน?

 นักเดินทางลด แต่ภูเก็ตยังฮอต

ช่วงครึ่งแรกปี 2569 นักเดินทางระหว่างประเทศที่ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตอยู่ที่ 2.74 ล้านคน ลดลง 0.9% จาก 2.77 ล้านคน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน นักเดินทางภายในประเทศลดลง 2.3% เหลือ 1.65 ล้านคน ส่งผลให้จำนวนผู้เดินทางทางอากาศรวมอยู่ที่ 4.39 ล้านคน ลดลง 1.4% ตัวเลขอาจดูเป็นสัญญาณลบ แต่การชะลอตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งในครึ่งแรกของ ปี 2568 จึงยังไม่ได้เปลี่ยนสถานะของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวม คือ ภูเก็ตมีโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย เพราะตลาดรีสอร์ตไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนักท่องเที่ยวระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่มีทั้งนักท่องเที่ยว Long-stay จากรัสเซีย คาซัคสถาน และยุโรป ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้

 รัสเซียยังนำ จีนตามติด

ข้อมูล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต ระบุว่า รัสเซียยังเป็นตลาดต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของภูเก็ต ด้วยจำนวน 574,315 คน ตามด้วยจีน 314,130 คน ขณะที่สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียมีนักท่องเที่ยว 123,000 คนต่อประเทศ ส่วนเยอรมนี ฝรั่งเศส คาซัคสถาน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ยังคงเป็นตลาดสำคัญ

โครงสร้างดังกล่าวทำให้ภูเก็ตมีข้อได้เปรียบสำคัญ นั่นคือ นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลจำนวนมากมีแนวโน้มพักนาน และมีความต้องการโรงแรมรีสอร์ตระดับพรีเมียมสูงกว่านักท่องเที่ยวระยะสั้น

“แต่ข้อได้เปรียบเดียวกันก็กลายเป็นความเสี่ยง เมื่อภูเก็ตต้องพึ่งพานักเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศสูง ความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน หรือ Airlift จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดทันที เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยน ภาวะเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์”

จุดอ่อนภูเก็ตคือ “ฤดูกาล”

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เดือน ม.ค.-ก.พ. รวมกันมีสัดส่วนถึง 43.4% ของนักเดินทางทางอากาศทั้งหมด ขณะที่เดือนมิ.ย. สัดส่วนเพียง 10.8% หากดูผ่าน RevPAR Seasonality Index ซึ่งกำหนด 100 เป็นค่าเฉลี่ย ยิ่งเห็นภาพชัดเจนดัชนีเดือน ม.ค.อยู่ที่ 196 ก่อน ลดลงเหลือเพียง 41 ในเดือน มิ.ย. นั่นหมายความว่า ตลาดโรงแรมภูเก็ตในเดือน ม.ค.ทำผลงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่า ขณะที่เดือน มิ.ย. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่าครึ่งหนึ่ง

“ความแตกต่างนี้สูงกว่ากรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูตัวเลข Occupancy หรือ RevPAR เฉลี่ยทั้งปีอาจไม่เพียงพอสำหรับตลาดรีสอร์ตเพราะสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องบริหารจริงๆ คือกระแสเงินสดที่เหวี่ยงแรงตามฤดูกาล”

ตัวเลขครึ่งแรกปี 2569 กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดของการเปลี่ยนเกมอัตราเข้าพัก 76.8% ลดลง 3.2 % แต่ในเวลาเดียวกัน ADR 7,117 บาท เพิ่มขึ้น 5.3% ผลคือ RevPAR 5,465 บาท เพิ่มขึ้น 1.1% นี่คือสมการที่น่าสนใจของภูเก็ต แม้โรงแรมขายคืนพักได้น้อยลง แต่ราคาที่ขายได้สูงขึ้นมากพอที่จะชดเชยการลดลงของปริมาณ ตลาดจึงยังมี Pricing Power ในระดับ Destination ซึ่งแตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่แรงกดดันจากซัพพลายและการแข่งขันทำให้ ADR ลดลง

การที่ RevPAR เติบโตเพียง 1.1% เมื่อ ADR เพิ่มขึ้น 5.3% ก็เป็นสัญญาณว่าการขึ้นราคาเริ่มมีต้นทุนยิ่งราคาสูงขึ้น ความอ่อนไหวของลูกค้าต่อราคาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และนั่นอาจทำให้จำนวนคืนที่ขายได้ลดลงตามมา

 “2,498 ห้อง” จ่อเปิดครึ่งปีหลัง 

ครึ่งหลังปี 2569 ยังมีโรงแรมที่อยู่ในกำหนดเปิดรวม 2,498 ห้อง แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่จำนวนห้องที่จะเข้าสู่ตลาดอย่างแน่นอน เพราะโครงการบางส่วนอาจเลื่อนกำหนดเปิดไปปีถัดไปหากมองไปไกลขึ้น ปี 2570 มีห้องพักที่อยู่ในกำหนดเปิดประมาณ 1,460 ห้อง และปี 2571 อีก 1,193 ห้องรวม

ช่วงปี 2569-2571 อุปทานใหม่ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งไปที่ตลาดระดับบน โดยประมาณ89% อยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscaleนี่คือสัญญาณที่ต้องจับตา เพราะเมื่อซัพพลายใหม่ส่วนใหญ่เป็นรีสอร์ตแบรนด์ โรงแรมระดับบน Branded Residence และ Luxury Villa ตลาดจะต้องพึ่งพาลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้นหากดีมานด์กลุ่มนี้โตไม่ทัน ซัพพลายใหม่อาจไม่ได้กดดันเพียง Occupancy แต่จะเริ่มกดดัน Pricing Power ในที่สุด

โรงแรมทั้ง 2 ตลาดกำลังเข้าสู่ยุคที่ “จำนวนห้องที่ขายได้” อาจไม่สำคัญเท่ากับ “คุณภาพของรายได้” ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องบริหาร ADR ช่องทางขาย ต้นทุนแรงงาน F&B และรายได้เสริมให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่ซัพพลายโรงแรมใหม่ในช่วง 2570-2571 จะทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่ม Luxury และ Upscale โจทย์ของกรุงเทพฯ คือ รักษาราคาอย่างไรท่ามกลางซัพพลายล้น ขณะที่ภูเก็ตต้องตอบคำถามว่า จะรักษา Pricing Power อย่างไร เมื่อดีมานด์ผันผวน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 ส.ค.69 ‘แข็งค่า’ ลดคาดหวังเฟดขึ้นดอกเบี้ย

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 13 ส.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.17 บาทต่อดอลลาร์
  • การแข็งค่าเป็นผลมาจากการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • ปัจจัยที่ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์เรื่องดอกเบี้ยเฟด คือรายงานอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงตามที่ตลาดคาดไว้
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทในวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.95-33.20 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 11 สิงหาคม) มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.20 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 32.98-33.18 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่อง และออกมาตามคาด (CPI +3.4%y/y, +0.1%m/m ส่วน Core CPI +2.5%y/y, +0.2%m/m) 

ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมองเดิมว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ราว 1 ครั้ง (โอกาสครั้งที่ 2 อยู่ที่ราว 9% ลดลงเล็กน้อยจาก 13% ในช่วงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI) โดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินบาทได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นอีกครั้งของราคาทองคำสู่โซน 4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงตามคาด อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงอย่างเต็มที่ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อตัวลง -0.04% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.26% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.54% (หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor) 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.16% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงกดดันบรรยากาศโดยรวมของตลาดหุ้นยุโรป ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างหลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง อีกทั้งรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังคงออกมาสดใส 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.68% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ออกมาตามคาด ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และผลการประมูลบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ล่าสุด ยังมีส่วนหนุนการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน สอดคล้องกับทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงตามคาด ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้อานิสงส์บ้างจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะได้แรงหนุนในช่วงแรงตามจังหวะการปรับตัวลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และจังหวะการรีบาวด์สูงขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ กับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ชะลอและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,450-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมิน อัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ FED ติดตาม หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงาน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) 

ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 และ ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน ของยูโรโซน เช่นกัน

ส่วนทางฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนกรกฎาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดได้รับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเรามองว่า เป็นผลของความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคม เพิ่มเติม รวมถึง รอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนกรกฎาคม ที่จะรับรู้ในคืนนี้ ทั้งนี้ จากการประเมิน แนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และฝั่งยุโรป

เรามองว่า หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง อาจติดโซนแนวต้าน 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้น อาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ เริ่มชะลอลงบ้าง เนื่องจากขาดปัจจัยหนุนเพิ่มเติม อีกทั้ง ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เริ่มไม่ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง และมีแรงขายสินทรัพย์ไทยออกมาบ้าง อาทิ ในฝั่งตลาดบอนด์ไทย

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้นำเข้า ต่างก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์แถวโซนแนวรับดังกล่าว ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซนดังกล่าว จะต้องเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ หรือ รับรู้ข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประกบคู่แล้ว! สาวไทย เจอใครรอบ 8 ทีม วอลเลย์บอลหญิง U17 ชิงแชมป์โลก 2026

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่เมืองซานติอาโก, ประเทศชิลี รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 7-17 สิงหาคม 2569

ล่าสุดหลังจบการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทำให้ได้ทีมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ (รอบ 8 ทีมสุดท้าย) เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งฝ่ายจัดการแข่งขันได้ทำการประกบคู่ไว้แล้ว

โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ที่ผ่านด่านหินอย่าง โปแลนด์ แชมป์ยุโรปมาได้ จะพบกับ ไต้หวัน ที่เอาชนะ เวเนซูเอลา มาได้ 3-0 เซต

สรุปทีมที่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

  • อิตาลี พบ สหรัฐอเมริกา
  • โครเอเชีย พบ จีน
  • ไต้หวัน พบ ไทย
  • ตุรกี พบ เกาหลีใต้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คนไม่สูบ 3.4 ล้านรับพิษ ‘ควันบุหรี่ในบ้าน’ กุมารแพทย์ชี้ ‘ทารก’ เสี่ยงเกิด ‘ใหลตาย’

  • คนไทย 3.4 ล้านคนไม่ได้สูบบุหรี่ แต่กลับต้องรับสารพิษควันบุหรี่มือสอง ไม่เว้นแม้แต่ “เด็กเล็ก” พบ 40% อยู่ร่วมบ้านคนอัดบุหรี่  “พ่อ”ตัวการใหญ่ เด็กมากกว่า 80.4% ต้องเจ็บป่วย
  • กุมารแพทย์ชี้ “เด็ก” เสี่ยงกว่าผู้ใหญ่ อาจเสียชีวิตเฉียบพลันขณะนอนหลับ (ใหลตายในทารก) ขณะที่“หญิงท้อง”เพิ่มความเสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด สะเทือนถึงปอด สมองทารก
  • ย้ำควันพิษมือ 2 -มือ 3 ในบ้านไร้ระดับที่ปลอดภัย  ไม่มีกลิ่น ควันหายไป แต่สารพิษยังอยู่  เผย4 ความเข้าใจผิดคิดว่าทำแล้วคนในบ้านปลอดภัย  ถึงเวลา “บ้านต้องปลอดบุหรี่ 100%” แนะ 4 ข้อครอบครัวเริ่มได้ทันที

สถิติน่ากังวลว่ามีผู้ได้รับควันบุหรี่มือ 2 ในบ้านสูงถึง 6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 3.4 ล้านคน ส่วนเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่อาศัยร่วมกับผู้สูบบุหรี่มีถึง 40% เป็นพ่อสูบมากที่สุด ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้ 80.4 % มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ขณะที่กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนอันตานจากควันบุหรี่มือ 2 และควันบุหรี่มือ 3 ทำให้เด็กทารกเสี่ยง “ใหลตาย”  พร้อมย้ำว่าสูบที่ระเบียงหรือการเปิดหน้าต่าง พัดลม ไม่สามารถป้องกันสารพิษได้จริง 

เมื่อ วันที่ 11 ส.ค. 2569 ที่โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อกระตุกเตือนสังคมและเร่งสร้างค่านิยมใหม่ ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากภัยเงียบของควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่คุกคามสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก 

3.4 ล้านไม่สูบบุหรี่ แต่ต้องรับสารพิษในบ้าน  

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 สะท้อนสถานการณ์น่ากังวลพบผู้ได้รับควันบุหรี่มือ 2 ในบ้าน  6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนสูบบุหรี่  3.3 ล้านคน และเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ 3.4 ล้านคน

ทั้งนี้ ในครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก (0-5 ปี) ทุก 10 ครัวเรือน จะพบ 5 ครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ และมีถึง 3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง อีก 2 ใน 10 ครัวเรือน สูบบุหรี่นอกตัวอาคารบ้าน ส่งผลให้เด็กเล็กต้องสัมผัสควันบุหรี่มือ 2 และควันบุหรี่มือ 3 ตกค้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สังคมต้องร่วมกันทำให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบ และลดอันตรายจากการได้รับควันบุหรี่ในบ้าน ผลักดันค่านิยมใหม่ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยให้ถือว่าการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนในครอบครัวที่ต้องหยุดยั้ง”ศ.นพ.ประกิตกล่าว
 

เด็กต่ำกว่า 5 ปี 40 % อยู่ร่วมบ้านคนสูบ  

นายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ผลสำรวจสถานการณ์การสัมผัสควันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day care) ของกทม. 8 แห่ง ระหว่างมี.ค.-เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบข้อมูลน่าเป็นห่วง โดยกลุ่มเด็กเล็กพักอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกสูบบุหรี่มากกว่า 40% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 2 ขวบ คิดเป็น 42.3% ของเด็กทั้งหมด 222 คน

ผู้เป็นพ่อ สูบบุหรี่มากที่สุด

มีเด็กเล็กที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามากถึง 97 คน หรือคิดเป็น 43.7% เมื่อจำแนกตามพฤติกรรมการสูบ พบว่า ผู้เป็นพ่อ เป็นสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่มากที่สุดถึง 58.3% รองลงมาคือ ลุง/ป้า 10.8% และปู่/ย่า 9.4% ตามลำดับ 

ประเภทบุหรี่ที่นิยมสูบ เป็นบุหรี่มวนมากที่สุด 73.4% รองลงมาคือ บุหรี่ไฟฟ้า/Pod 15.8% และผู้ที่สูบมากกว่า 1 ชนิด มาถึง 8.6% ที่น่ากังวลคือ ในกลุ่มบ้านที่มีคนสูบบุหรี่มีการสูบภายในบ้านถึง 30.9% ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสสูดดมควันบุหรี่มือสองและสัมผัสละอองพิษบุหรี่มือสามอย่างเลี่ยงไม่ได้

เด็ก 80.4% มีอาการเจ็บป่วย

ผลกระทบทางสุขภาพจากการติดตามประวัติการเจ็บป่วยย้อนหลัง 3 เดือน ของเด็กเล็กในกลุ่มที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ พบว่า เด็กส่วนใหญ่ 80.4% มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ เป็นหวัด มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ และมีเด็กอีก 3.1% มีอาการรุนแรงถึงขั้นหอบเหนื่อย หรือต้องพ่นยา

กทม. ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และภาคีเครือข่าย เร่งขับเคลื่อน โครงการนำร่อง “บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า”  ตลอดปี 2569 ใน Day Care นำร่องทั้ง 8 แห่ง  เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ขยายผลความตระหนักรู้จากสถานรับเลี้ยงเด็กไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชนดำเนินการ 3 ด้าน

 1.ปรับพฤติกรรมผู้ปกครอง โดยออกแบบกิจกรรมชวนผู้ปกครองเลิกบุหรี่ ร่วมกับคลินิกก้าวใหม่พลัสและโรงพยาบาล ให้บริการคำปรึกษาพร้อมส่งต่อเพื่อการรักษา

 2.รณรงค์เชิงรุก เชื่อมโยงวาระสำคัญ เช่น วันพ่อแห่งชาติ เพื่อใช้ความรักของลูกเป็นแรงจูงใจให้พ่อเลิกบุหรี่

3.สร้างแรงจูงใจ จัดกิจกรรม Challenge ยกย่องเชิดชูผู้ปกครองที่เลิกบุหรี่สำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบครอบครัวปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน 

คนไม่สูบ กลับต้องป่วยและเสียชีวิต

รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า ควันบุหรี่มือ 2 คือคนรอบข้างสูดรับควันจากผู้สูบพ่นออกมาหรือที่ลอยอยู่ในอากาศ ส่วนควันบุหรี่มือ 3  คือ สารตกค้างจากควันบุหรี่ที่เกาะบนเสื้อผ้า ผม เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่านและพื้นผิวต่างๆ เมื่อคนไปสัมผัสก็จะรับสารพาเข้าร่างกายได้

ทั้งนี้ ทั่วโลกมากกว่า 1.6 ล้านคน ไม่สูบเสียชีวิตต่อปีจากควันบุหรี่มือ 2  ส่วนนักเรียนไทยอายุ 13–15 ปี 26 % ได้รับควันบุหรี่ที่บ้าน สะท้อนว่าเด็กไม่ได้เลือกสูบ แต่เด็กต้องหายใจอากาศเดียวกับผู้ใหญ่ในบ้านที่สูบบุหรี่

“ควันบุหรี่ มีสารพิษและอนุภาคเล็กที่เข้าสู่ทางเดินหายใจได้ การเปิดหน้าต่าง พัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ทำให้ปลอดภัย และแม้จะสูบมาจากที่อื่น สารพิษก็ยังติดตามตัว เสื้อผ้า ลมหายใจของคนสูบ ระดับควันบุหรี่มือ 2 ที่ถือว่าปลอดภัยเท่ากับศูนย์”รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัยกล่าว 

เด็กเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่

รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัย กล่าวด้วยว่า เมื่อรับควันบุหรี่มือ 2 หรือควันบุหรี่มือ 3 เด็กเสี่ยงอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กไม่ใช่ ผู้ใหญ่ตัวเล็ก ปอดและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ,หายใจถี่กว่า จึงรับสารพิษต่อน้ำหนักตัวมากกว่า , ทารกและเด็กเล็กหนีออกจากสิ่งแวดล้อมไม่ได้ และเด็กโรคหืด โรคปอดเรื้อรังจากการคลอดก่อนกำหนด โรคหัวใจมีความเสี่ยงพิเศษ

ผลต่อสุขภาพ ปอด หัวใจ

  • ในเด็ก  หลอดลมอักเสบ/ปอดบวม , หอบหืดกำเริบ ,หูชั้นกลางอักเสบ และเสียชีวิตเฉียบพลันขณะนอนหลับ หรือ “ใหลตายในทารก” (Sudden Infant Death Syndrome : SIDS)
  • ผู้ใหญ่ที่ไม่สูบ โรคหัวใจขาดเลือด ,หลอดเลือดสมอง (Stroke), มะเร็งปอด และเสียชีวิตก่อนวัย
  • หญิงตั้งครรภ์และทารก  นิโคตินและสารพิษผ่านรก ทำให้ทารกได้รับออกซิเจนน้อยลง ,เพิ่มความเสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย, กระทบพัฒนาการสมอง ปอดและการเจริญเติบโตของทารก ,เพิ่มโอกาสป่วยทางเดินหายใจในวัยเด็ก และเสี่ยงปัญหาสมาธิและพัฒนาการ

รับสารพิษแบบไม่รู้ตัว  จากควันบุหรี่ไฟฟ้า

ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าในที่ปิด ก็อันตรายต่อคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ในรถยนต์ที่อากาศถ่ายเทน้อย สารสะสมในอากาศ หรือห้องพักโรงแรม และห้องแอร์  ทำให้คนรอบข้างได้รับบุหรี่มือ 2 แบบไม่รู้ตัว  เพราะแม้ไม่มีกลิ่นชัด ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เนื่องจากควันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน โลหะหนัก และสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อปอด

บุหรี่มือ 3 ควันหายไป แต่สารพิษยังอยู่

สำหรับควันบุหรี่มือ 3 รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัย กล่าวว่า  บุหรี่มือ 3  แม้ควันหายไป แต่สารพิษตกค้างจากควันบุหรี่ยังอยู่ โดยเกาะบนเสื้อผ้า ผม ผ้าม่าน โซฟา พรม ของเล่น และฝุ่นในบ้าน พบได้ทั้งจากบุหรี่มวน และมีประเด็นน่ากังวลจากบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ปิด

“เด็กได้รับควันบุหรี่มือ 3 จากการหายใจ กลืนฝุ่น หรือสัมผัสผิวหนังคนสูบ ซึ่งการไม่สูบบุหรี่ต่อหน้าเด็กยังไม่พอ หากสูบในบ้าน รถ หรือห้องพัก ดังนั้น บ้าน รถ และห้องพักควรปลอดบุหรี่ 100 %”

4 ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย ที่คิดว่าปลอดภัย

1.สูบที่ระเบียง/หน้าบ้าน เด็กไม่โดน แต่ควันและสารตกค้างติดเสื้อ ผม และไหลกลับเข้าบ้านได้

2.เปิดพัดลมหรือแอร์ก็พอ ความจริงช่วยเรื่องกลิ่นบางส่วน แต่ไม่กำจัดสารพิษและอนุภาคเล็ก

3.สูบตอนเด็กไม่อยู่บ้าน แต่สารตกค้างบนพื้นผิวและฝุ่นยังคงอยู่ โดยเฉพาะในห้องปิด

4.ใช้สเปรย์ปรับอากาศก็หาย แม้กลบกลิ่น แต่ไม่ได้กำจัดแหล่งมลพิษ แถมมี PM 2.5

การทำบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดควัน มี 4 ข้อที่ครอบครัวเริ่มได้ทันที

1.ประกาศบ้านและรถปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า 100%

2.ไม่สูบในห้องน้ำ ระเบียง ห้องครัว หรือใกล้ประตูหน้าต่าง

3. เปลี่ยนเสื้อ ล้างมือ อาบน้ำ หากเพิ่งสัมผัสควัน ก่อนอุ้มเด็ก

4ชวนผู้สูบเข้ารับความช่วยเหลือเพื่อเลิกบุหรี่  ไม่ตำหนิ แต่ช่วยกันปกป้องคนในบ้าน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


หนาวร้อนบอกได้! รวมคำศัพท์เกี่ยวกับ สภาพอากาศภาษาอังกฤษ

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เดี๋ยวก็มีลมพายุ เห็นทีคงต้องดูแลสุขภาพกันเป็นพิเศษแล้วล่ะนะ แต่ก่อนจะไปเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศ เรามาเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับฤดูกาลและสภาพอากาศในภาษาอังกฤษกันดีกว่า

คำศัพท์เกี่ยวกับฤดูกาล

Summerฤดูร้อนRainy/wet seasonฤดูฝนWinterฤดูหนาวDry seasonฤดูแล้งAutumn/fallฤดูใบไม้ร่วงSpringฤดูใบไม้ผลิ

คำศัพท์บอกสภาพอากาศในช่วง ‘ฤดูร้อน’

Swelteringร้อนระอุSunshine แสงอาทิตย์Warmอบอุ่นSunnyแดดจัดBright อากาศสดใส มีแดดแรงHumidอากาศร้อนชื้นStiflingร้อน จนแบบรู้สึกไม่สบายตัว Heatwaveคลื่นความร้อนScorchingอากาศร้อนมากๆ (ใช้ในความหมายเชิงบวก)Boilingอากาศร้อนจัด ร้อนจนจะเดือด (ใช้ในความหมายเชิงลบ)Sunburn ผิวเกรียมจากการถูกแดดมากเกินไป

คำศัพท์บอกสภาพอากาศในช่วง ‘ฤดูฝน’

Rainy มีฝนตกDrizzleฝนตกปรอยๆShowery = ฝนตกโปรยปรายBreezyมีลมแต่ไม่แรงWindyลมแรง Downpourฝนที่ตกอย่างหนักTorrential rainฝนตกหนักมากFloodน้ำท่วมStormyมีพายุThunderstormพายุฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก ลมกรรโชกแรง มีฟ้าร้อง ฟ้าฝ่า

คำศัพท์บอกสภาพอากาศในช่วง ‘ฤดูหนาว’

Freezing เย็นCold เย็นIcy เย็นฉ่ำHailมีลูกเห็บHailstonesลูกเห็บSnowหิมะSnowflakeเกล็ดหิมะSleetหิมะ หรือลูกเห็บที่ตกลงมาพร้อมสายฝนBlizzardพายุหิมะ

คำศัพท์บอกสภาพอากาศในช่วง ‘ท้องฟ้าแจ่มใส’

Clear ท้องฟ้าโปร่ง และไม่มีเมฆFine ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีฝนPartially cloudy ท้องฟ้าสีคราม และมีเมฆบางส่วนCloudy มีเมฆมาก

ตัวอย่างบทสนทนาเกี่ยวกับ สภาพอากาศภาษาอังกฤษ

A: What’s the weather like today? สภาพอากาศวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง? B: It’s rainy. มีฝนตก

A: What’s the weather like in Bangkok? สภาพอากาศในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง? B: It’s sunny. มีแดดออก

A: It’s rather cloudy. It looks like rain, doesn’t it? วันนี้ดูมีเมฆค่อนข้างมาก ดูเหมือนฝนจะตกเลยว่าไหม? B: I think we should go now, before we get soaked. ฉันว่าเราควรกลับกันแล้วล่ะ ก่อนที่เราจะเปียกกัน

A: What season is it? ช่วงนี้เป็นฤดูอะไร? B: It is in the spring. ตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ

A: What is the temperature in Bangkok now? ตอนนี้ที่กรุงเทพฯ อุณหภูมิเท่าไหร่? B: It is about 40 degrees Celsius. ประมาณ 40 องศาเซลเซียส และนี่ก็เป็นคำศัพท์กับบทสนทนาง่ายๆ เกี่ยวกับสภาพอากาศและฤดูกาลที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน ยังไงก็อย่าลืมนำไปลองปรับใช้กันนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


PDPC ผนึก DPO 3,700 หน่วยงาน เร่งรีเซ็ตรหัสผ่าน ปิดช่องโหว่ข้อมูลส่วนบุคคล

  • สคส. (PDPC) ร่วมกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) กว่า 3,700 หน่วยงาน เร่งรัดให้มีการรีเซ็ต Username และ Password เพื่อปิดช่องโหว่และยกระดับความปลอดภัย
  • ออกมาตรการเร่งด่วน 3 ข้อ รวมถึงการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก, เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA/2FA) และปรับปรุงระบบให้รองรับ ThaID
  • กำหนดให้มีการเข้ารหัสข้อมูล, สำรองข้อมูลสม่ำเสมอ, อัปเดตแพตช์ และจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตามหลักความจำเป็น (Need-to-know)

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ขานรับมติคณะรัฐมนตรี พร้อมผนึกกำลังเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) กว่า 3,700 หน่วยงาน ขอให้ผู้รับผิดชอบระบบงานเร่งรีเซ็ต Username และ Password เพื่อเข้าสู่ระบบใหม่ทันที หรือปรับปรุงระบบให้สามารถยืนยันตัวตนผ่าน ThaID เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

3 มาตรการเร่งด่วน ปิดช่องโหว่ข้อมูลส่วนบุคคล

สคส. ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนรหัสผ่านทันที โดยเฉพาะรหัสผ่านที่ไม่ได้เปลี่ยนเกิน 3 เดือน พร้อมกำชับไม่ให้นำชื่อ วันเกิด หรือเลขประจำตัวประชาชนมาใช้เป็นรหัสผ่าน และควรกำหนดรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก มีความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษร

ในส่วนของมาตรการทางเทคนิค หน่วยงานต้องเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA/2FA) ในทุกระบบที่มีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงปรับปรุงระบบให้รองรับการเข้าใช้งานผ่าน ThaID หรือระบบยืนยันตัวตนกลางของภาครัฐ

นอกจากนี้ ต้องดำเนินการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) สำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ (Backup) และอัปเดตแพตช์ (Patch) ระบบทันทีเมื่อมีการแจ้งเตือน เพื่อป้องกันช่องโหว่ที่อาจถูกนำไปใช้ในการโจมตีระบบหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

จำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ตามหลัก Need-to-know

อีกมาตรการสำคัญคือการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดยหน่วยงานควรกำหนดสิทธิ์ตามหลัก Need-to-know ให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงข้อมูลเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลเกินความจำเป็น

สคส. ระบุว่า หากหน่วยงานละเลยไม่ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว อาจถือได้ว่าไม่ได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ตามมาตรา 37(1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 ล้านบาท และอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ การเร่งปรับปรุงระบบยืนยันตัวตนและมาตรการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อปิดช่องโหว่ ลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานให้มีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ตับ ไต และหัวใจ ต่าง “ชื่นชอบ” ชาชนิดนี้! ดอกไม้ริมรั้วสีแดงบ้านเราที่หลายคนมองข้าม

การศึกษาสมัยใหม่หลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ชาชนิดนี้สามารถช่วยลดความดันโลหิต ปรับปรุงการทำงานของไต และปกป้องตับได้ หากดื่มอย่างถูกวิธี

ในเวียดนาม ดอกชบาเป็นพืชที่พบเห็นได้ทั่วไป หลายครอบครัวปลูกไว้หน้าประตูบ้าน เป็นรั้ว หรือเพื่อความสวยงาม อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่รู้ว่าดอกชบาสามารถนำมาต้มเป็นชาสมุนไพร ซึ่งถือเป็น เครื่องดื่มมหัศจรรย์” ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยกระตุ้นการเผาผลาญในหลายประเทศทั่วโลก

ชาฮิบิสคัสมีสีแดงทับทิมที่โดดเด่น รสชาติเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่มีคาเฟอีน และสามารถดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น สิ่งที่ทำให้ชาชนิดนี้น่าสนใจไม่ใช่แค่รสชาติ แต่ยังรวมถึงประโยชน์ที่อาจช่วยบำรุงตับ ไต และหัวใจอีกด้วย

ช่วยลดความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล ปกป้องหัวใจ

จากรายงานของหนังสือพิมพ์ไทมส์ออฟอินเดีย หนึ่งในประโยชน์ของชาฮิบิสคัสที่ได้รับการวิจัยอย่างกว้างขวางที่สุดคือ ความสามารถในการช่วยลดความดันโลหิต การทดลองทางคลินิกจำนวนมากพบว่า การดื่มชาชนิดนี้เป็นประจำสามารถช่วยลดทั้งความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิก โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อย

เชื่อกันว่ากลไกนี้เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ขยายหลอดเลือดของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอนโทไซยานินและฟลาโวนอยด์ที่พบในดอกชบา ซึ่งช่วยผ่อนคลายหลอดเลือด สารเหล่านี้มีส่วนช่วยลดความเครียดจากอนุมูลอิสระที่ผนังหลอดเลือด จึงช่วยให้การทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การศึกษาบางชิ้นยังชี้ให้เห็นว่า ชาฮิบิสคัสอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL (“คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี”) ได้เล็กน้อย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

เมื่อหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้อย่างปกติ ความดันในไตและตับก็จะลดลงด้วย ดังนั้น การดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดจึงส่งผลดีต่ออวัยวะสำคัญทั้งสองนี้ทางอ้อม

ข้อควรระวัง: หากคุณกำลังรับประทานยาควบคุมความดันโลหิต ควรระมัดระวัง เนื่องจากชาฮิบิสคัสอาจเพิ่มฤทธิ์ของยา ทำให้ความดันโลหิตลดลงมากเกินไป

ดีต่อไตและตับ หากบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ

ชาฮิบิสคัสมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ ช่วยเพิ่มการขับน้ำและเกลือส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ซึ่งสามารถช่วยบำรุงการทำงานของไต โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการบวมน้ำเล็กน้อยหรือความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาถึงสารต้านอนุมูลอิสระและโพลีฟีนอลในดอกชบาว่า สามารถปกป้องเซลล์ตับจากความเสียหายของอนุมูลอิสระได้ ข้อมูลบางส่วนชี้ให้เห็นว่าการใช้ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยส่งเสริมการเผาผลาญไขมันและลดการสะสมไขมันในตับ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคืออย่าใช้มากเกินไป จากการศึกษาทดลองบางชิ้นพบว่า การใช้ในปริมาณสูงมากอาจทำให้เอนไซม์ในตับเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้ที่มีโรคตับหรือไตอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มเป็นประจำ

วิธีการเตรียมที่ถูกต้องเพื่อคงคุณประโยชน์ทั้งหมดไว้

เพื่อให้ได้ชาฮิบิสคัสที่สมบูรณ์แบบและคงคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ไว้ วิธีการชงจึงมีความสำคัญมากเช่นกัน

  • ชงด้วยน้ำร้อน: ใช้ดอกไม้แห้งประมาณ 1 ช้อนชา (เทียบเท่า 2 กรัม) ต่อน้ำเดือด 200–250 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 3–5 นาที หรือนานถึง 7 นาทีหากต้องการรสชาติเข้มข้นขึ้น จากนั้นกรองกากออก สามารถดื่มได้ทั้งแบบอุ่นหรือแบบเย็นใส่น้ำแข็ง
  • ชงแบบเย็น (Cold Brew): เพื่อให้ได้รสชาติที่อ่อนโยนขึ้นและคงวิตามินซีไว้ได้ดีขึ้น สามารถแช่ดอกไม้ในน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง นำไปแช่เย็นประมาณ 8–12 ชั่วโมง แล้วกรองดื่ม วิธีนี้จะให้รสชาติที่ละมุนกว่า

คุณสามารถเติมใบสะระแหน่ ขิง อบเชย หรือมะนาวฝานสักชิ้นเพื่อเพิ่มรสชาติได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือดูแลสุขภาพตับ ควรจำกัดปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป

สำหรับปริมาณที่เหมาะสม ควรเริ่มจาก 1–2 ถ้วยต่อวัน งานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับความดันโลหิตแนะนำให้ดื่ม 2–3 ถ้วยต่อวัน และไม่ควรดื่มเกิน 4 ถ้วยต่อวันโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ในบรรดาเครื่องดื่มสมัยใหม่มากมาย ชาฮิบิสคัสเป็นตัวเลือกที่หาได้ง่ายและเรียบง่ายในเวียดนาม แต่กลับไม่เป็นที่นิยมในชีวิตประจำวันมากนัก แน่นอนว่ามันไม่ใช่ “ยาวิเศษสารพัดประโยชน์” ที่จะมาแทนที่ยาหรือวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีได้ แต่หากใช้ให้ถูกวิธีและในปริมาณที่พอเหมาะ การดื่มชาสีแดงเข้มนี้วันละถ้วยก็สามารถเป็นเพื่อนคู่ใจที่ดีต่อหัวใจ ตับ และไตของคุณได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 13/8/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a68,500.0068,700.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,428.0067,128.4869,500.00
ทองรูปพรรณ 90%3,985.2060,415.63n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,542.4053,702.78n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,992.6030,207.82n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,549.8023,494.97n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,588.6069,563.18n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 13/8/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9536.8436.8437.3436.8436.8436.8436.8436.8436.84
แก๊สโซฮอล์ 9136.4736.4736.9736.4736.4736.4736.4736.4736.47
แก๊สโซฮอล์ E2031.8431.8432.0431.8431.8431.8431.8431.84
แก๊สโซฮอล์ E8527.7827.7827.78
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2949.8447.79
เบนซิน 9545.8349.2646.3345.9845.83
ดีเซล37.5437.5437.5437.5437.5437.5437.5437.5437.54
ดีเซล B2032.5432.5432.5432.5432.5432.5432.5432.54
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า