สาระน่ารู้ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569

การเคหะฯ ฟื้นฟูที่ดินแปลงใหญ่ รับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเมือง

  • การเคหะฯ เร่งฟื้นฟูที่ดินแปลงใหญ่ในทำเลศักยภาพใกล้แนวรถไฟฟ้า เช่น ดินแดง ห้วยขวาง และรามอินทรา เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและโครงสร้างพื้นฐานใหม่
  • มีแผนนำที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มาพัฒนาเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่า เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์มที่เพชรบูรณ์ และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในย่านร่มเกล้า
  • ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อเร่งรัดการพัฒนาโครงการฟื้นฟูเมืองขนาดใหญ่ให้สำเร็จเร็วขึ้น เช่น ในพื้นที่ดินแดง

ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า ที่เข้ามาเพิ่มศักยภาพของทำเล ส่งผลให้ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ภายใต้การกำกับดูแลของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่นายนิกรมอบหมาย ให้เร่งนำที่ดินแปลงใหญ่ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสอดรับกับทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต ที่นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆไม่แพ้โครงการอื่น 

 เร่งขับเคลื่อนเมืองดินแดง

อย่าง “ดินแดง” ย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร ของการเคหะฯอยู่ระหว่างดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองเพื่อยกระดับเป็นตึกสูงและพัฒนาสู่การเป็น Smart City เพื่อแก้ปัญหาความทรุดโทรมและรองรับผู้อยู่อาศัยเดิม ถือเป็นภารกิจใหญ่ เนื่องจากต้องบริหารจัดการผู้อยู่อาศัยเดิมหลายพันครอบครัว และต้องดำเนินการก่อสร้างเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนสามารถย้ายกลับเข้าที่อยู่อาศัยใหม่ได้ตามแผน โดยนำร่องในพื้นที่แปลงจี รองรับครัวเรือนเดิมกว่า 300 ครอบครัว

สำหรับแปลงเอ ซึ่งมีศักยภาพด้านการเชื่อมต่อระบบราง โดยล่าสุดได้เชิญสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยศึกษาแนวทางการพัฒนา ก่อนเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการประมูลก่อสร้าง โดยใช้รูปแบบ PPP หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หากไม่ใช้รูปแบบ PPP เข้ามาช่วยสนับสนุน โครงการฟื้นฟูเมืองขนาดใหญ่จะใช้เวลานานมากในการชำระหนี้และคืนทุน ซึ่งอาจกินเวลานานถึงหลายสิบปี

ห้วยขวาง-รามอินทรา ต้องเร่งฟื้นฟู

อีกพื้นที่ ที่น่าจับตา เคหะชุมชนห้วยขวางเป็นทำเลทองที่ การเคหะฯให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน และมีการพัฒนาอาคารสูงโดยรอบ ทำให้สภาพแวดล้อมและโครงสร้างเมืองเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยให้ชุมชนเดิมเสื่อมโทรมต่อไปโดยไม่เร่งปรับปรุง อาจกระทบต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพของพื้นที่ในระยะยาว

ส่วนพื้นที่ เคหะชุมชนรามอินทรา บริเวณกิโลเมตรที่ 4-5 มีทั้งปัญหาสภาพชุมชนและน้ำท่วม การเคหะฯจึงเตรียมปรับรูปแบบโครงการให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยยึดหลักสำคัญคือ ลดต้นทุนให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้แต่ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบของชุมชนเดิม 100% ซึ่งขณะนี้ ใกล้ได้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว  สำหรับ พื้นที่รวมอินทรา ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพ เนื่องจากอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู จึงสามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ได้ ด้านทำเลทุ่งสองห้อง ได้จัดทำแผนพัฒนาไว้แล้วและอยู่ระหว่างการเร่งรัดบางส่วนเพื่อให้สามารถนำมาใช้ตอบโจทย์นโยบาย บ้านเคหะเพื่อคนไทยได้เร็วขึ้น 

ดึงที่ดินร้างกลับมาสร้างรายได้

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับมาพัฒนาเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินขององค์กรหนึ่ง ในพื้นที่สำคัญคือที่ดินเพชรบูรณ์กว่า 500 ไร่ ซึ่งเตรียมเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มหรือโซลาร์ในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ควบคู่กับการผลักดันพลังงานสะอาด

ส่วนบางพลีคอมเพล็กซ์ เดิมมีแนวคิดพัฒนาเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโซนพลาซ่า แต่เนื่องจากยังไม่สามารถพัฒนาได้ตามเป้าหมาย จึงเตรียมนำเข้าสู่แผนฟื้นฟูเพื่อพิจารณาแนวทางใช้ประโยชน์ใหม่อีกพื้นที่คือที่ดินร่มเกล้าประมาณ 89 ไร่ ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงข่ายถนน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับ

ถนนพัฒนาชนบทและแนวคู่ขนานมอเตอร์เวย์หากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเกิดขึ้น จะช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินของการเคหะฯ และเปิดโอกาสให้พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าพื้นที่ และสร้างรายได้ระยะยาวให้องค์กร

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทำเลร่มเกล้า เป็นที่ดินแปลงใหญ่ มีที่ดินรวมกว่า 300 ไร่ มีศักยภาพ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ โครงข่ายถนน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่คุ้มค่าสอดรับกับราคาที่ดินที่ขยับสูงถึง เกือบ 1 แสนบาทต่อตารางวา การเคหะฯจึงรอกรุงเทพมหานครพิจารณาปรับสีการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) จากพื้นที่สีเหลืองย.4 (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย)เป็นพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง)

เปลี่ยนที่ดินรัฐให้เป็น “ต้นทุนโอกาส” ของประชาชน

 อย่างไรก็ตาม ทิศทางทั้งหมดของ การเคหะฯจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างบ้านใหม่ แต่เป็นการปรับวิธีคิดจาก ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่บริหารจัดการที่ดิน และพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ประชาชนเข้าถึงได้

ทั้งการนำที่ดินรัฐมาลดต้นทุน การเปิด PPP การฟื้นฟูชุมชนเดิม การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ การนำที่ดินรกร้างกลับมาสร้างรายได้ ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนขับเคลื่อน การเคหะฯอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในปี 2570 เตรียมเร่งเดินหน้าโครงการใหม่จำนวนมาก เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มซัพพลายที่อยู่อาศัยให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน แต่ต้องเป็นซัพพลายที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ ทำเล และคุณภาพชีวิต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


อสังหาฯไทยเนื้อหอม ต่างชาติแห่ลงทุน ชูRental Yieldพัทยา-ภูเก็ต8-10%

  • ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยหันมาพึ่งพากำลังซื้อจากลูกค้าต่างชาติมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวและสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
  • ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ที่สูงเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในพัทยาและภูเก็ตที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 8-10% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศ
  • ปัจจัยเสริมที่ทำให้ไทยน่าสนใจคือคุณภาพชีวิตที่ครบวงจร เช่น ค่าครองชีพที่คุ้มค่า ระบบสาธารณสุขที่ดี โรงเรียนนานาชาติ และแหล่งท่องเที่ยว

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ  ผู้ประกอบการและนายหน้าจึงต้องมองหาสมรภูมิใหม่ และหนึ่งในคำตอบสำคัญคือ ตลาดลูกค้าต่างชาติซึ่งยังมีความต้องการซื้อและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง

นางดรุณี รุ่งเรืองผล เลขาธิการสมาคมชุมนุมอสังหาริมทรัพย์ไทย (TRECA) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาร์วิด พร๊อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อภายในประเทศ ทำให้ธุรกิจนายหน้าจำเป็นต้องปรับทิศทางการทำงาน โดยหันไปให้ความสำคัญกับตลาดนานาชาติมากขึ้น

เหตุผลสำคัญคือ ไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ ทั้งเพื่ออยู่อาศัย ลงทุน และสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา และกระบี่

Ultra Luxury ดันไทยขึ้นเรดาร์นักลงทุนต่างชาติ

สัญญาณที่น่าสนใจคือการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เริ่มพัฒนาโครงการระดับUltra Luxury ในทำเลศักยภาพ สะท้อนว่าตลาดไทยไม่ได้แข่งขันเพียงด้วยราคาที่เข้าถึงได้ แต่กำลังขยับขึ้นสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนที่มีฐานลูกค้าเป็นนักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งจากทั่วโลก

กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญ ขณะที่ภูเก็ตและพัทยาได้แรงหนุนจากตลาดท่องเที่ยวและการพำนักระยะยาว ส่วนกระบี่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นจากศักยภาพด้านธรรมชาติและการท่องเที่ยว

สำหรับลูกค้าต่างชาติ “บ้าน” หรือ “คอนโดมิเนียม” จึงไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่สามารถเป็นทั้งสินทรัพย์ลงทุน แหล่งสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า และฐานสำหรับการใช้ชีวิตในประเทศไทย

ไทยมีแต้มต่อครบ ทั้งค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และบริการ

เหตุผลที่ทำให้ประเทศไทยยังอยู่ในสายตาของผู้ซื้อจากต่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องราคาทรัพย์สิน แต่เป็น “แพ็กเกจคุณภาพชีวิต” ที่ค่อนข้างครบถ้วนตั้งแต่ค่าครองชีพที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อมและความสะดวกในการใช้ชีวิต ระบบการแพทย์ที่มีศักยภาพระดับนานาชาติ ธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงอาหารไทยและชื่อเสียงด้านการบริการ

อีกแรงหนุนสำคัญคือ โรงเรียนนานาชาติที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและกระจายอยู่ในเมืองสำคัญ ทำให้ไทยมีศักยภาพรองรับกลุ่มครอบครัวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพำนักระยะยาวเมื่อการเดินทางและการใช้ชีวิตเชื่อมโยงกันมากขึ้น ดีมานด์ด้านการท่องเที่ยวจึงต่อยอดสู่ตลาดเช่าระยะยาว และท้ายที่สุดกลายเป็นแรงส่งต่อเนื่องมายังตลาดซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

 Rental Yield ไทยยังเด่น พัทยา-ภูเก็ตชูผลตอบแทน 8-10%

อีกหนึ่งแม่เหล็กสำคัญของตลาดต่างชาติคือ ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า หรือ Rental Yieldข้อมูลจากผู้ประกอบการระบุว่า พัทยามี Rental Yield เฉลี่ยราว8–9% ขณะที่ภูเก็ตอยู่ที่ประมาณ 8–10% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในต่างประเทศหลายแห่งที่มีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเพียงประมาณ2–5% ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีความน่าสนใจในมุมของนักลงทุนที่ไม่ได้มองเพียงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สิน แต่ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดจากค่าเช่าในระยะยาวด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนายหน้าที่จับตลาดต่างชาติจึงยังมีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะเผชิญแรงกดดัน

เกมใหม่ “หา Demand ก่อน Supply”

นายกสินนท์ นนท์ธีระรังสี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกายลุค พร๊อพเพอร์ตี้ 88 จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติและ Luxury Properties มองว่า แม้นายหน้าไทยจำนวนไม่น้อยสนใจเข้าสู่ตลาดต่างชาติ แต่ยังติดข้อจำกัดด้านภาษาและขาดความมั่นใจในกระบวนการซื้อขายระหว่างประเทศอย่างไรก็ตาม ภาษาไม่ใช่อุปสรรคที่แก้ไม่ได้ เพราะสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ สิ่งที่ลูกค้าต่างชาติต้องการมากกว่าคือความรู้ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยในการทำธุรกรรม

ดังนั้น กลยุทธ์ของนายหน้าจึงต้องเปลี่ยนจากการมีทรัพย์อยู่ในมือแล้วพยายามหาผู้ซื้อ มาเป็นแนวคิด “หา Demand ก่อน Supply”เริ่มจากศึกษาว่านักลงทุนกลุ่มใดต้องการอะไร จากนั้นจึงออกไปค้นหาทรัพย์ที่ตอบโจทย์ วิธีดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงในการถือสต๊อกทรัพย์ที่ไม่ตรงกับความต้องการ และเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น

เข้าใจ “ลูกค้าตัวจริง” ถึงจะขายได้

ตลาดต่างชาติไม่ใช่ตลาดเดียวที่มีความต้องการเหมือนกันทั้งหมด นายหน้าจำเป็นต้องลงลึกถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อแต่ละกลุ่มไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติที่มีคู่สมรสเป็นคนไทย นักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการซื้อเพื่อปล่อยเช่า ล้วนมีเงื่อนไขและรสนิยมแตกต่างกันการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จึงสามารถนำไปสู่การเลือกทำเล ประเภททรัพย์ ขนาดพื้นที่ ตลอดจนการออกแบบและตกแต่งให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายพูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่นายหน้าทำหน้าที่ “คนกลางซื้อขาย” กำลังเปลี่ยนไปสู่บทบาทของที่ปรึกษาการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อคนไทยยังเปราะบาง ตลาดต่างชาติจึงกลายเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยพยุงธุรกิจนายหน้าอสังหาฯแต่การเปิดประตูสู่ตลาดโลกไม่ได้หมายถึงเพียงการสื่อสารภาษาอังกฤษได้ หรือการนำโครงการไปโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างประเทศเท่านั้น

หัวใจสำคัญอยู่ที่การรู้จักลูกค้าให้ลึกกว่าคำว่า “ต่างชาติ” เข้าใจความต้องการก่อนเลือกทรัพย์ และสร้างความมั่นใจตลอดกระบวนการซื้อขายเพราะในวันที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแย่งลูกค้าคนไทย นายหน้าที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ อาจไม่ใช่คนที่มีทรัพย์มากที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจตลาดโลกมากที่สุด และทำให้ลูกค้าต่างชาติมั่นใจได้ว่า เงินก้อนใหญ่ของพวกเขากำลังถูกดูแลอย่างมืออาชีพ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ พุ่ง 10.84 จุด จับตาฟันด์โฟลว์ ไหลเข้า จีดีพีไทยยังขยายตัว

  • ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าปรับตัวขึ้น 10.84 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,691.90 จุด
  • ปัจจัยบวกมาจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของไทยที่ขยายตัว 1.9% ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์
  • นักลงทุนยังคงจับตาทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง
  • ประเมินกรอบแนวรับสำคัญ 1,600 จุด แนวรับถัดไป 1,585 – 1,590 จุด และแนวต้าน 1,630 จุด

ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 17 ส.ค.2569 ปรับขึ้น 10.84 จุด หรือ 0.67% อยู่ที่ 1,691.90 จุด มูลค่าการซื้อขาย 13,274.51 ล้านบาท

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดัชนีแกว่งไซด์เวย์ สร้างฐานตามตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งยังต้องติดตามความชัดเจนของทิศทางฟันด์โฟลว์ และจีดีไทยไตรมาส 2 ยังขยายตัว 1.9% ยังดีกว่าตลาดคาดขยายตัว 1.7%  

โดยนักลงทุนยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวังการลงทุน เนื่องจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เคยไหลเข้าก่อนหน้านี้เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว แม้ยังไม่มีแรงขายรุนแรง แต่มีการพักการลงทุนและสลับซื้อขาย

นอกจากนี้ตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นช่วงที่ผ่านมามีความเสี่ยงเกิดการพักฐานระยะสั้น เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังแกว่งตัวในระดับสูง และอาจเร่งให้เกิดความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จนสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดได้

สำหรับปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามในวันนี้ คือการรายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2/69 ของไทย ซึ่งตลาดคาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.7% จากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% รวมถึงผลกระทบจากการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายเงินปันผลของหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวในสัปดาห์นี้ โดยประเมินว่าจะส่งผลกระทบกดดันให้ดัชนีปรับตัวลดลงประมาณ 3 จุด

ประเมินกรอบแนวรับสำคัญ 1,600 จุด แนวรับถัดไป 1,585 – 1,590 จุด และแนวต้าน 1,630 จุด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ปิดฉากคว้าชัย! “สาวไทย” ไล่ทุบ โครเอเชีย ศึกลูกยางหญิง U17 ชิงแชมป์โลก 2026

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่เมืองซานติอาโก, ประเทศชิลี เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569

“ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ที่ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ต้องหล่นมาเล่นในรอบจัดอันดับ 7-8 พบกับ โครเอเชีย ทีมแกร่งจากทวีปยุโรปที่มีรูปร่างสูงใหญ่

เกมนี้ ทีมไทย ส่งผู้เล่น 6 คนแรก ประกอบด้วย จามิกรณ์ แคนแก้ว กัปตันทีม, ชญานุช อินธนู, ปราณปรียา สุขเจริญ, ณัฐมน อาจเชื้อ, กรรนิกา บุญรอด, ภัทราภรณ์ ธาระมัต และ โชติกา ทองตัน ตัวรับอิสระ

ผลการแข่งขันปรากฏว่า “สาวไทย” เล่นได้เหนือกว่าตบเอาชนะไปได้แบบขาดลอย 3-0 เซต (25-21, 25-10 และ 26-24) ปิดฉากทัวร์นาเมนต์ด้วยชัยชนะ

จากชัยชนะในเกมนี้ทำให้ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย คว้าอันดับ 7 ของทัวร์นาเมนต์มาครองได้สำเร็จ ถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดหลังเมื่อปี 2024 ที่ประเทศเปรู จบอันดับที่ 11 ของการแข่งขัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


งูสวัด โรคผิวหนังที่รักษาได้ ด้วยสมุนไพรพื้นบ้านของไทย

โรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกช่วงเวลา ไม่จำกัดว่าเป็นฤดูไหน เรารู้จักกันดีในชื่อ “โรคงูสวัด” ที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่เป็นโรคที่ถูกพูดถึงในวงกว้างมากนักในบ้านเรา แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราควรหันมาดูแลสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายเพื่อไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้

โรคงูสวัด หรือชื่อในภาษาอังกฤษ คือ Herpes  Zoster จัดว่าเป็นโรคผิวหนังประเภทหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ Varicella Zoster Virus หรือ VZV

ซึ่งเมื่อเป็นอีสุกอีใสแล้วเชื้อไวรัสจะทำการซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทต่างๆ ของร่างกาย เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง เกิดความเครียด นอนพลับพักผ่อนไม่เป็นเวลา อดหลับอดนอน ติดเชื้อเอชไอวี หรือเป็นมะเร็ง เชื้อไวรัสชนิดนี้ก็จะทำการเพิ่มจำนวนส่งผลให้เกิดตุ่มพองใสจนกลายเป็นโรคงูสวัดนั่นเอง

โดยส่วนใหญ่พบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ได้ในประเทศไทย พบมากในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักเกิดบริเวณผิวหนังตามร่างกาย มีลักษณะเป็นผื่น หรือตุ่มตามยาว แต่โดยปกติแล้วจะขึ้นบริเวณบั้นเอว หรือแนวชายโครง ในบางคนอาจขึ้นที่ใบหน้า แขน หรือขา มีลักษณะที่คล้ายกันอยู่หนึ่งอย่าง คือ จะขึ้นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น

โรคงูสวัดเกิดจากอะไร

โรคงูสวัด เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส โดยมีความแตกต่างอยู่ที่อีสุกอีใสนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่งูสวัดจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนเท่านั้น เมื่อเชื้อดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายจนเกิดเป็นอีสุกอีใสแล้ว เชื้อดังกล่าวก็จะเข้าไปหลบตามปมประสาท ทำให้กลายเป็นโรคงูสวัดได้ในภายหลัง กลุ่มผู้ป่วยงูสวัดที่พบมักจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาทางด้านระบบภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่ใช้การรักษาด้วยยาบางชนิด อย่าง สเตียรอยด์ ตลอดจนผู้ที่อยู่ในช่วงการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีวิทยา หรือเคมีบำบัด  เพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่าคนปกติ จึงทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

อาการของโรคงูสวัด

โรคงูสวัดไม่มีอันตรายร้ายแรงและหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในผู้ป่วยบางคนหลังจากที่แผลหายแล้วอาจมีการปวดตามเส้นประสาทเป็นเวลานาน หรืออาจะเกิดภาวะแทรกซ้อมตามมาได้

ส่วนผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคงูสวัดแล้วเกิดการเสียชีวิต นั่นอาจมีสาเหตุมากจากว่าร่างกายผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอและขาดภูมต้านทานโรคที่แข็งแรง สามารถแบ่งการระยะของโรคงูสวัดออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะเริ่มต้น: ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและแสบร้อนตามผิวหนังโดยที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ ในระยะนี้จะเป็นช่วงที่ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานของร่างกายที่ลดต่ำลง          
  • ระยะที่ 2: ระยะเวลาผ่านไปได้ 2 – 3 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนัง จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ เรียงกันเป็นกลุ่ม เป็นแนวยาวไปตามกลุ่มของเส้นประสาทในร่างกาย อาทิ ตามแขน ขา แผ่นหลัง หรือรอบๆ เอว
  • ระยะที่ 3: ต่อมาหลังจากที่แผลเกิดการตกสะเก็ด แห้ง และหายดีแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะยังมีอาการปวดและแสบร้อนตามรอยแนวของแผลอยู่ ในผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะหายเป็นปกติ ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรคในแต่ละบุคคล

โรคงูสวัดสามารถติดต่อกันได้ง่ายด้วยการสัมผัส ระยะที่ติดต่อเป็นระยะที่มีผื่น ตุ่มน้ำใส และระยะตกสะเก็ด ส่วนในรายที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หากไปสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัด หากไปสัมผัส บุคคลนั้นก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสก่อน

การรักษาโรคงูสวัด

  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มีอาการงูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหน้า หรือมีอาการปวดอย่างรุนแรง แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานภายใน 2 – 3 วันหลังเกิดอาการ เพื่อลดความรุนแรงและช่วยให้หายได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดแสบ ปวดร้อนภายหลังได้อีกด้วย
  • สำหรับผู้ฝ่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาทิ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี โรคเอดส์ หรือโรคชนิดที่สามารถแพร่กระจายไปทั้งตัวได้ แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และต้องรักษาตัวภายในโรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคงูสวัดขึ้นตา ควรทำการรักษากับจักษุแพทย์ จะมีการให้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

ยาโดยปกติที่แพทย์ให้ไปสำหรับการรักษาอาการป่วยจากโรคงูสวัดนั้นจะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่ทำได้เพียงทำให้การอักเสบลดลงเท่านั้น โดยเชื้อไวรัสจะกลับไปฝังตัวอยู่ที่ปมประสาทเช่นเดิม หากร่างกายมีสภาวะที่อ่อนแอก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ ซึ่งระยะหวังผลการรักษาจะอยู่ที่ 3 วันเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ หากมีการตรวจพบแต่เนิ่นๆ ในบริเวณที่เจ็บนั้นมีตุ่มพองขึ้นด้วยในบริเวณเดียวกัน ผู้ป่วยต้องรีบเดินทางไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ยิ่งตรวจพบเจอเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถใช้ยาต้านทานไวรัสให้ได้ผลได้ อีกทั้งอาการเจ็บแสบหลังเกิดโรคนั้นก็จะยิ่งเกิดขึ้นได้ยาก

รักษาโรคงูสวัดด้วย “เสลดพังพอน”

นอกจากการดูแลรักษาโรคงูสวัดด้วยตนเอง รวมถึงเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบและบรรเทาอาการแล้ว ก็ยังได้มีการนำเอาสมุนไพรเข้ามาช่วยรักษาโรคงูสวัดกันอย่างแพร่หลาย อย่างการใช้ใบเสลดพังพอน

วิธีการก็ง่ายๆ เพียงนำใบเสลดพังพอนสดๆ 15 – 30 ใบตำให้แหลก แล้วผสมเข้ากับเหล้าโรง 28 ดีกรี ใช้พอกตามตุ่มของโรคงูสวัดให้ทั่ววันละ 2 – 3 ครั้งติดต่อกันเป็นประจำ ต่อมาให้ใช้ใบสดของเสลดพังพอนประมาณ 15 -20 ใบเช่นกัน ตำให้แหลกแล้วผสมเข้ากับน้ำซาวข้าวประมาณครึ่งถ้วยชา ดื่มเป็นประจำวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเพื่อเป็นการขับพิษ

หรือจะนำใบเสลดพังพอสด 10 – 15 ใบนำมาล้างให้สะอาดใส่ลงในครกตำยาตำให้ละเอียด จากนั้นตักลงภาชนะที่สะอาดและเติมเหล้าขาว หรือแอลกอฮอล์ให้พอท่วม ปิดฝาให้มิดชิด ตั้งทิ้งไว้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน

เมื่อครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วให้กรองเอากากออกและเก็บน้ำใส่ภาชนะที่สะอาด วิธีใช้ให้นำน้ำยามาทาบริเวณที่ปวดบวม หรือใช้กากพอกลงบนตุ่มที่เกิดโรคงูสวัดร่วม หากต้องการใช้เป็นยาภายนอกเพื่อรักษาโรคงูสวัดให้ทาบริเวณที่เป็นวันละ 4 – 5 ครั้ง

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด

  • หากผู้ป่วยมีการแกะ เกา หรือดูแลผื่นไม่ถูกต้อง อาจเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ทำให้แผลหายช้า และอาจะเกิดเป็นแผลลุกลามเพิ่มเติมได้
  • ในรายที่มีภาวะงูสวัดขึ้นตา อาจทำให้บริเวณกระจกตาเกิดการอักเสบได้ รวมถึงเกิดต้อหิน ประสาทตาอักเสบที่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น
  • ในรายที่มีเป็นงูสวัดบริเวณหู อาจทำให้เกิดการอัมพาตครึ่งซีกหน้าได้ นอกจากนั้นยังมีอาการบ้านหมุน อาเจียน ตากระตุกเพิ่มด้วย
  • ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ โรคงูสวัดอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด หรือเข้าสู่สทอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
  • ในผู้ป่วยงูสวัดที่เป็นสตรีมีครรภ์ เชื้อไวรัสอาจจะสามารถแพร่กระจายไปยังทารกได้ ก่อให้เกิดความผิดปกติ อาทิ มีแผลเป็นตามตัว แขน ขาลีบ ศีรษะเล็ก อีกทั้งมีปัญหาทางสมองได้

สำหรับวิธีการป้องกันโรคงูสวัดไม่ให้เกิดขึ้นสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นในผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ในบางรายอาจใช้การฉีดวัคซีนป้องกันได้

การดูแลรักษาโรคงูสวัดด้วยตัวเอง

  • ในระยะที่เป็นตุ่มน้ำใส ให้รักษาแผลให้ดี โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลืออุ่นๆ หรือกรดบอริค 3% ปิดประคบไว้ประมาณ 5 – 10 นาที แล้วชุบเปลี่ยนใหม่ ทำเช่นนี้วันละ 3 – 4 ครั้ง
  • ในระยะที่ตุ่มน้ำแตก มีน้ำเหลืองไหล ต้องระมัดระวังการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่อาจเข้าสู่แผลได้ ควรล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาด แล้วปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ
  • หากมีอาการปวดแผลมาก สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ผู้ป่วยไม่ควรใช้เล็บแกะ หรือเกาตุ่มงูสวัด เพราะอาจทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้จนกลายเป็นตุ่มหนอง แผลหายช้าและอาจกลายเป็นแผลเป็นได้
  • สามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อห้ามเป็นพิเศษ
  • ผู้ป่วยไม่ควรเป่า หรือพ่นยาลงบนแผล เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย แผลหายช้า และกลายเป็นแผลเป็นในที่สุดได้

15 สมุนไพรไทย ที่ใช้รักษาโรคงูสวัด

เสลดพังพอนไม่ได้เป็นสมุนไพรเพียงชนิดเดียวที่ช่วยบรรเทาและรักษาโรคงูสวัดได้ แต่ยังมีสมุนไพรชนิดอื่นๆ อีกมากที่ช่วยบรรเทาอาการที่เกิดได้เป็นอย่างดี วันนี้เรามี 20 สมุนไพรรักษาโรคงูสวัดมาฝากกัน ดูกันสิว่าสมุนไพรชนิดใดที่สามารถรักษาโรคนี้ได้บ้าง

  1. กระชับ ใช้ส่วนใบเป็นยาแก้พิษงูสวัด ซึ่งตามข้อมูลไม่ได้ระบุวิธีใช้เอาไว้
  2. กระแตไต่ไม้ ใช้เหง้านำมาฝนทาแก้งูสวัด
  3. กระพังโหม มีข้อมูลระบุว่าสมุนไพรชนิดนี้ใช้รักษาโรคงูสวัดได้ แต่ไม่ระบุส่วนที่ใช้เอาไว้
  4. ก้างปลาเครือ รากมีสรรพคุณเป็นยาขับพิษ ใช้ฝาทาแก้งูสวัดได้
  5. กำจัดดอย ตามข้อมูลระบุว่า นอกจากจะใช้เมล็ดกำจัดดอยเป็นยาแก้อีสุกอีใสได้แล้ว ยังสามารถใช้รักษาโรคเริมและงูสวัดได้ด้วย
  6. เขยตาย ใช้ส่วนของใบเขยตายนำมาขยี้ หรือบดผสมกับเหล้าขาว หรือแอลกอฮอล์ หรือน้ำมะนาว เป็นยาทารักษาโรคงูสวัด
  7. จักรนารายณ์ วิธีใช้คือนำส่วนใบมาตำกับน้ำตาลทรายแแดงเพื่อให้จับตัวกันเป็นก้อนๆ และไม่หลุดได้ง่าย จากนั้นนำมาพอกตรงแผลทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือจะนำเอาใบมาคั้นเอาเฉพาะน้ำทาสดๆ หรือใช้ตำแล้วพอกเลยก็สามารถทำได้
  8. ชุมเห็ดไทย ให้ใช้รากสดๆ นำมาบดผสมกับน้ำมะนาวใช้รักษาโรคงูสวัด
  9. ตะขาบหิน ใช้ทั้งต้นเป็นยาทาภายนอก แก้โรคงูสวัด
  10. ตำลึง ใช้ใบสดๆ ประมาณ 2 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำมาผสมกับพิมเสน หรือดินสอพอง 1 ใน 4 ส่วน ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่เป็นงูสวัด
  11. เทียนบ้าน ใช้ต้นสดนำมาตำแล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำดื่มเป็นยา ส่วนกากเหลือให้เอามาบริเวณที่เป็นงูสวัด
  12. น้อยหน่า ผลแห้ง มีสรรพคุณเป็นยาแก้งูสวัด ตามข้อมูลไม่ได้มีการระบุวิธีใช้เอาไว้
  13. นางแย้ม นำรากมาฝนกับน้ำปูนใส ใช้เป็นยาทารักษางูสวัด
  14. น้ำเต้า ใช้ใบน้ำเต้าสดๆ นำมาโขลกผสมกับเหล้าขาว หรือโขลกแล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำ หรือใช้ใบสดผสมกับขี้วัวแห้ง หรือขี้วัวสด แล้วโขลกให้เข้ากันจนได้ที่ ผสมกับเหล้าขาว 40 ดีกรีลงไป ซึ่งหากดูตามข้อมูลอาจเข้าใจได้ว่าในขี้วัวมีส่วนผสมของแอมโมเนีย จึงทำให้เย็นและช่วยถอนพิษอักเสบได้ดีกว่ายาตัวอื่น สำหรับใบน้ำเต้าใช้เป็นยาถอนพิษร้อน ดับพิษ แก้อาการฟกช้ำ บวม พุพอง แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน รักษาอาการพองตามผิวหนัง ตามร่างกาย แก้เริม รวมถึงใช้รักษาโรคงูสวัดได้ดี
  15. น้ำนมราชสีห์เล็ก ใช่ส่วนต้นนำมาทำเป็นยาแก้งูสวัดที่ขึ้นรอบเอว โดยใช้ต้นสดประมาณ 1 กำมือ และกระเทียม 1 หัว นำมาตำให้ละเอียด จากนั้นผสมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ใช้ทาบริเวณที่เป็นตุ่มงูสวัด

นี่ก็เป็นเรื่องราวความรู้ดีๆ ของโรคงูสวัด ที่ Sanook Health นำมาฝาก หวังว่าจะช่วยเป็นอีกหนึ่งภูมิคุ้มกันที่ทำให้เราหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพของตัวเองกันมากขึ้น พยายามทำตามคำแนะนำจะดีที่สุด ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้โรคงูสวัดก็จะไม่มากวนใจเราอีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ รวมประโยคหวานซึ้ง กินใจ บอกรักกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ

เคยรู้สึกไหมครับว่า คำว่า “รัก” หรือ “ไอเลิฟยู” (I love you) บางครั้งมันก็ฟังดูธรรมดาและตรงไปตรงมาเกินไปหน่อยสำหรับความผูกพันอันลึกซึ้งที่คุณมีให้ใครสักคน ยิ่งในความสัมพันธ์ยุคปัจจุบัน การเลือกใช้ ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ ที่มีความหลากหลาย มีการเล่นคำ หรือแฝงความหมายเชิงเปรียบเปรยที่ลึกซึ้ง จะช่วยเติมเต็มความหวานและเพิ่มเสน่ห์ให้กับบทสนทนาของคุณได้อย่างน่าอัศจรรย์ครับ

นอกจากจะช่วยให้คนฟังรู้สึกใจฟูแล้ว การเรียนรู้ประโยคบอกรักและสํานวนความรักที่หลากหลายยังเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการฝึกทักษะภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (Daily English) เพราะประโยคเหล่านี้มักใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่งดงามและเลือกใช้คำคุณศัพท์ที่สื่ออารมณ์ได้ดีเยี่ยม วันนี้ EngDuo Thailand ได้รวบรวมไอเดียประโยคบอกรักภาษาอังกฤษหลากสไตล์มาฝากกันครับ รับรองว่าหยิบไปเขียนการ์ดวันครบรอบ หรือส่งแชทบอกฝันดี ต้องมีคนแอบเขินจนหน้าแดงแน่นอนครับ!

ทำไมการบอกรักด้วยภาษาอังกฤษถึงมีเสน่ห์และลึกซึ้ง

ในทางภาษาศาสตร์และจิตวิทยา ภาษาอังกฤษมีโครงสร้างในการแสดงออกทางอารมณ์ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและมีสำนวน (Idioms) ที่เปรียบเปรยความรักได้อย่างนุ่มนวล การเลือกใช้ ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ แทนคำพูดตรงๆ ช่วยลดความประหม่าและความเขินอายลงได้เยอะเลยครับ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยเราที่บางครั้งอาจจะไม่ชินกับการพูดคำว่ารักดังๆ เป็นภาษาไทย การขยับมาใช้ภาษาอังกฤษจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สึกที่ละมุนละไมและดูอินเตอร์ขึ้นอีกระดับ

นอกจากนี้ การส่งข้อความบอกรักที่มีความหมายดีๆ ยังเป็นการสะท้อนทัศนคติเชิงบวกและความใส่ใจในรายละเอียดของคุณ เพราะประโยคที่สละสลวยแสดงให้เห็นว่าคุณสละเวลาคัดสรรคำพูดเพื่อความสุขของคนที่คุณรัก ซึ่งเป็นภาษารัก (Love Language) รูปแบบหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดครับ

หมวดหมู่ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษยอดนิยมสำหรับทุกความรู้สึก

เพื่อให้คุณเลือกประโยคที่ตรงกับ Vibe ความสัมพันธ์และสถานการณ์ในตอนนี้มากที่สุด ผมขอแบ่งกลุ่มประโยคบอกรักออกเป็นสไตล์ต่างๆ ดังนี้ครับ

1. สไตล์มินิมอล สั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง

เหมาะสำหรับนำไปตั้งเป็นแคปชั่นใต้รูปคู่ใน Instagram หรือเขียนลงในการ์ดของขวัญใบเล็กๆ เน้นความกระชับแต่กินใจ

  • “You are my sunshine.” (คุณคือแสงสว่างและกำลังใจในชีวิตของฉัน)
  • “I’m yours.” (ฉันเป็นของคุณนะ)
  • “You make my world brighter.” (คุณทำให้โลกของฉันสดใสขึ้นมากเลย)

2. สไตล์โรแมนติก สำหรับคนคลั่งรักสายหวาน

ถ้าคุณอยู่ในช่วงที่ความรักกำลังเบ่งบานเต็มที่ หรือต้องการส่งข้อความไปเซอร์ไพรส์แฟนในวันครบรอบ ประโยคกลุ่มนี้ตอบโจทย์ความหวานระดับสิบแน่นอนครับ

  • “You’re my missing piece.” (คุณคือส่วนที่ขาดหายไปและเข้ามาเติมเต็มชีวิตของฉัน)
  • “I love you to the moon and back.” (ฉันรักคุณมากเท่าระยะทางไปกลับดวงจันทร์เลยล่ะ)
  • “Every day with you is a beautiful adventure.” (ทุกๆ วันที่มีคุณอยู่เคียงข้าง คือการผจญภัยที่งดงามที่สุด)

3. สไตล์แอบชอบ บอกรักทางอ้อมแบบไม่มีคำว่า “Love”

สำหรับใครที่ยังอยู่ในความสัมพันธ์แบบคลุมเครือ หรือกำลังรวบรวมความกล้าเพื่อสารภาพรัก การเลือกใช้สำนวนบอกรักทางอ้อมจะช่วยหยั่งเชิงดูท่าทีของอีกฝ่ายได้อย่างน่ารักและปลอดภัยครับ

  • “I’ve got a crush on you.” (ฉันแอบปิ๊งคุณอยู่นะ)
  • “You make my heart skip a beat.” (คุณทำให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะเลยล่ะ)
  • “I can’t stop thinking about you.” (ฉันไม่สามารถหยุดคิดถึงเรื่องของคุณได้เลยจริงๆ)

เทคนิคการเลือกประโยคบอกรักให้เข้ากับกาลเทศะ

สิ่งสำคัญไม่ใช่การหาคำศัพท์ที่ยากและหรูหราที่สุดครับ แต่อยู่ที่การเลือกประโยคที่ “สอดคล้องกับความจริง” หากคุณสองคนเพิ่งเริ่มคบกัน การเลือกใช้ประโยคที่ดูหนักแน่นเกินไปอย่าง You are my destiny อาจจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดได้ ลองหันมาใช้วลีที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เช่น I really enjoy being around you จะช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปได้เป็นธรรมชาติมากกว่าครับ

ตารางสรุป: ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ แยกตามบริบทและระดับความหวาน

ลองดูตารางวิเคราะห์ประโยคเด็ดที่คัดสรรมาให้ เพื่อเลือกข้อความที่สอดคล้องกับจังหวะความรักของคุณในขณะนี้ครับ

ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษคำแปลภาษาไทยระดับความคลั่งรักแพลตฟอร์ม/สถานการณ์ที่แนะนำ
“I’m head over heels for you.”ฉันรักคุณจนหัวปักหัวปำเลยล่ะ100%เขียนการ์ดวาเลนไทน์ / โพสต์วันครบรอบ
“You mean the world to me.”คุณมีความหมายเท่ากับโลกทั้งใบของฉัน90%บอกรักแฟนหลังจากผ่านอุปสรรคมาด้วยกัน
“I feel so safe when I’m with you.”ฉันรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจมากเมื่อมีคุณอยู่ด้วย80%ส่งแชทบอกฝันดี (Goodnight text)
“You’re my favorite person.”คุณคือคนโปรดที่สุดในโลกของฉันเลยนะ70%ตั้งเป็น Bio ในโซเชียลมีเดีย / แท็กรูปคู่
“I’ve fallen for you.”ฉันตกหลุมรักคุณเข้าให้แล้วล่ะ60%ใช้สารภาพรักกับคนที่แอบชอบ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


5 ผลไม้ไทย ช่วยบรรเทาอาการป่วย ลดไข้ ไม่สบาย

เข้าหน้าฝนทีไร การเจ็บป่วยไม่สบายดูจะเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้น ขณะที่หลายคนพึ่งพาการซื้อยามารับประทานเอง บ้างก็ไปพบหมอ แต่คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าผลไม้ช่วยลดไข้ได้ด้วย นอกจากจะอร่อยแล้วยังดีต่อสุขภาพซะด้วย ไปดูกันเลยดีกว่าผลไม้อะไรบ้างที่ช่วยคุณได้ในยามที่ป่วยเป็นไข้

ผลไม้ไทย ช่วยบรรเทาอาการป่วย ลดไข้

1. ฝรั่ง สำหรับคนไทยส่วนใหญ่คงรู้จัก “ฝรั่ง” ในนามของแสลงผู้ป่วย หากรับประทานเข้าไปตอนที่เป็นไข้อาจทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า “ฝรั่ง” ไม่มีผลเสียต่อคนที่ป่วยเป็นไข้ธรรมดาอีกทั้งการรับประทานฝรั่งไม่เกิน 1-2 ลูกจะช่วยให้ไข้หายเร็วขึ้นด้วย เนื่องจากในฝรั่งจะอุดมไปด้วยวิตามันซี ช่วยลดอาการน้ำมูกไหลและปวดศีรษะ อย่างไรก็ตามในรายเป็นไข้สูงและป่วยเป็นโรคไตด้วยควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจทำให้เกิดอาการชักจนเสียชีวิตได้

2. แตงโม ผลไม้รสหวานอร่อยที่หารับประทานได้แทบจะทุกฤดูกาล โดยนอกจากแตงโมจะเป็นผลไม้ที่ให้ความสดชื่นแล้ว ยังจัดเป็นผลไม้ช่วยลดไข้ได้ เนื่องจาก 90 % ของแตงโมคือน้ำ เมื่อคนเราป่วย ร่างกายของเรามักจะขาดน้ำไปโดยปริยาย ดังนั้นการรับประทานแตงโมจึงเหมือนการเติมน้ำให้ร่างกายทำให้สดชื่น มีชีวิตชีวาแถมยังลดไข้ได้ดีอีกด้วย

3. ส้ม ส้มเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีปริมาณวิตามินและเกลือแร่สูงที่สุด โดยคนที่สูบบุหรี่หรือต้องอยู่ในที่ ๆมีคนสูบบุหรี่ที่มีความเสี่ยงเป็นหวัดและไข้ เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่นำไปสู่อาการอักเสบอื่น ๆ ภายในร่างกาย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยไข้ได้ง่ายต้องเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ทุกอย่าง

4. มะตูม มะตูมถือเป็นผลไม้ที่ใช้กินเล่นเพลินๆ หรือคลุกกับข้าวเหนียวก็อร่อยไปอีกแบบ โดยนอกจากความอร่อยที่พูดมาแล้ว สรรพคุณของมะตูมยังช่วยแก้ร้อนใน และขับเสมหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่กำลังป่วยหากได้รับประทานผลไม้ช่วยลดไข้อย่างมะตูมเข้าไปจะทำให้ชุ่มคอ และลดความร้อนในร่างกายได้

5. แคนตาลูป ถือเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นโดยคนที่ป่วยเป็นไข้อุณหภูมิในร่างกายจะสูงกว่าปกติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้อุณหภูมิภายในต่ำลง ซึ่งการรับประทานแคนตาลูปกับน้ำตาลหรือนำมาปั่นเป็นสมูทตี้ก็เป็นวิธีที่ดีมากอีกหนึ่งวิธี โดยจากการวิจัยระบุว่าแคนตาลูปมีสารสำคัญมากมาย ทั้งโพแทสเซียม วิตามินเอ และซีที่มีมากพอๆ กับส้มเขียวหวานจึงสามารถเป็นผลไม้ช่วยลดไข้และป้องกันหวัดได้อีกด้วย

ได้รู้จักกับ 5 ผลไม้ช่วยลดไข้แล้วจะเห็นได้ว่ามีผลไม้ไทยหลายชนิดที่สามารถช่วยลดไข้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามแม้ผลไม้เหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการไข้ได้แต่ทางที่ดีเราเองก็ควรรักษาสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที พักผ่อนให้เพียงพอและทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส เพียงเท่านี้อาการป่วยไข้ก็จะไม่มากวนใจคุณอีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 17/8/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a68,600.0068,800.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,435.0067,234.6069,600.00
ทองรูปพรรณ 90%3,991.5060,511.14n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,548.0053,787.68n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,995.7530,255.57n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,552.2523,532.11n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,595.8569,673.09n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 17/8/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9536.8436.8437.3436.8436.8436.8436.8436.8436.84
แก๊สโซฮอล์ 9136.4736.4736.9736.4736.4736.4736.4736.4736.47
แก๊สโซฮอล์ E2031.8431.8432.0431.8431.8431.8431.8431.84
แก๊สโซฮอล์ E8527.7827.7827.78
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2949.8447.79
เบนซิน 9545.8349.2646.3345.9845.83
ดีเซล37.5437.5437.5437.5437.5437.5437.5437.5437.54
ดีเซล B2032.5432.5432.5432.5432.5432.5432.5432.54
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า