‘วีรันดา’ รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ปลายปี 69 ยอดจองโรงแรมพัทยา-กรุงเทพฯ Q4 พุ่งเกิน 30%

‘วีรันดา’ (VRANDA) รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ปลายปี 69 ดันยอดจองห้องพักโรงแรม ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ ไตรมาส 4 พุ่งแรงเกิน 30% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เดินหน้าลุยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลรับไฮซีซัน หนุนรายได้ทั้งปีแข็งแกร่ง
นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดจองห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือวีรันดาฯ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่พัทยา ที่ได้รับปัจจัยบวกจากเทศกาลพลุนานาชาติ Pattaya International Fireworks Festival ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายนนี้ และการจัดมหกรรมดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ในระหว่างวันที่ 3–13 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเข้าสู่พื้นที่เป็นจำนวนมาก
ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ได้รับอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank Group – IMF Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลให้ความต้องการห้องพักในพื้นที่กรุงเทพฯ คึกคักเป็นพิเศษ ตลอดจนส่งผลให้ยอดจองห้องพักล่วงหน้า (Advanced Booking) ของทั้งพัทยาและกรุงเทพฯ ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 30%
จากปัจจัยบวกดังกล่าวช่วงไฮซีซันในรอบนี้ วีรันดา รีสอร์ทฯ จึงมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มประชุม สัมมนา และจัดแสดงสินค้า (MICE) ควบคู่กับการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีกำลังซื้อสูง โดยจากสถิติช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ากลุ่ม Long-haul มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับราคาห้องพัก (Room Rate) และสร้างรายได้ที่มั่นคง


“บริษัทฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2569 เนื่องจากจะได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่ยังขยายตัวอย่างหนาแน่น ผสานกับอานิสงส์จากงานมหกรรมและอีเวนต์ระดับโลกอย่างการประชุม World Bank–IMF, เทศกาล Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้าย เช่น โครงการ “บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป” ที่มอบส่วนลด 500 บาท สำหรับบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในภาพรวมให้คึกคักยิ่งขึ้น” นายภวัฒก์ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
พฤกษาเขย่าเกมทาวน์โฮม 3 ชั้นจากที่อยู่อาศัย สู่ Smart Investment

- พฤกษาเปิดตัวทาวน์โฮม 3 ชั้นแบรนด์ “PATIO” ชูแนวคิดใหม่ที่ไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็น “Smart Investment” หรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
- โครงการมาพร้อมแนวคิด “THE POWER OF MORE” ที่ให้พื้นที่ใช้สอยแนวตั้ง (Vertical Life) ฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนเป็นโฮมออฟฟิศหรือสตูดิโอได้ และประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่า
- เจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งครอบครัวและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ด้วยการขยายโครงการใน 6 ทำเลศักยภาพ ครอบคลุมราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3.39–9.9 ล้าน
ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง และเส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตส่วนตัวเริ่มเลือนราง การเลือกที่อยู่อาศัยจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ทำเลหรือขนาดพื้นที่ แต่ต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย พร้อมสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว พฤกษา ต่อยอดตลาดที่อยู่อาศัยผ่านแบรนด์ “PATIO” ทาวน์โฮม 3 ชั้น ที่ยกระดับแนวคิดการออกแบบบ้านให้มากกว่าการเพิ่มพื้นที่ใช้สอย โดยวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้เป็นทั้งพื้นที่แห่งความสุขของครอบครัวและทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบริหารสินทรัพย์อย่างชาญฉลาด หรือ Smart Investment
นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด กล่าวว่า บริษัทไม่ได้มองบ้าน 3 ชั้นเป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ แต่เป็นการเพิ่ม “ทางเลือกของชีวิต” และเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนความสำเร็จของผู้อยู่อาศัยแนวคิดดังกล่าวสอดรับกับปรัชญา “Lifetime Well-Living อยู่ดี…ทั้งชีวิต” ที่มุ่งส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ผ่านการออกแบบพื้นที่ให้รองรับทั้งการใช้ชีวิตในปัจจุบันและความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
เพิ่มพื้นที่ให้ชีวิต เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจ
หัวใจของ PATIO อยู่ที่แนวคิด “THE POWER OF MORE: MORE SPACE – MORE FUNCTION – MORE UTILITY” ซึ่งสะท้อนการออกแบบบ้านให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ด้วยการใช้พื้นที่แนวตั้ง หรือ Vertical Life อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และกิจกรรมที่หลากหลายของสมาชิกในครอบครัว
- MORE SPACE พื้นที่แนวตั้งที่ออกแบบเพื่อทุกจังหวะชีวิต
การจัดสรรพื้นที่แต่ละชั้นให้มีบทบาทชัดเจน ช่วยแยกพื้นที่ส่วนกลางสำหรับครอบครัวออกจากพื้นที่ส่วนตัวได้อย่างลงตัว ตั้งแต่พื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกัน ห้องนอนขนาดใหญ่สไตล์ Penthouse ไปจนถึงพื้นที่สำหรับ Home Office หรือมุมทำงานอดิเรกที่สะท้อนแพสชันของแต่ละคน
แนวคิดนี้ทำให้พื้นที่ภายในบ้านไม่ได้มีหน้าที่เพียงรองรับการอยู่อาศัย แต่สามารถปรับเปลี่ยนตามช่วงวัยและความต้องการของสมาชิกในครอบครัวได้
- MORE FUNCTION บ้านหลังเดียว ต่อยอดได้หลายบทบาท
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการอยู่อาศัยยุคใหม่ คือความยืดหยุ่นในการใช้พื้นที่ PATIO จึงออกแบบฟังก์ชันให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย Home Office สตูดิโอ หรือพื้นที่จัดเก็บสินค้า เพื่อรองรับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการเชื่อมพื้นที่ทำงานเข้ากับชีวิตประจำวัน
การออกแบบลักษณะนี้สะท้อนโอกาสของบ้านที่สามารถรองรับการใช้งานได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การปรับใช้พื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจย่อมต้องพิจารณาความเหมาะสมของโครงการและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องควบคู่กันไป
- MORE UTILITYทุกตารางเมตรต้องสร้างความคุ้มค่า
นอกเหนือจากพื้นที่และฟังก์ชัน PATIO ยังให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการออกแบบที่มุ่งเพิ่มประโยชน์ใช้สอยและสนับสนุนการบริหารต้นทุนในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการนำแนวคิดพลังงานสะอาดและการจัดการสิ่งแวดล้อมมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา อาทิ ระบบ Solar Roof ในพื้นที่ส่วนกลาง และ Eco Waste Station สำหรับคัดแยกขยะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เมื่อพิจารณาในมุมการลงทุน ความคุ้มค่าจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ต้นทุนการดูแลรักษา และความสอดคล้องระหว่างสินทรัพย์กับเป้าหมายทางการเงินของผู้ซื้อแต่ละราย

ปักหมุด 6 ทำเลศักยภาพ เจาะทั้งตลาดอยู่อาศัยและผู้ประกอบการการขยายโครงการ PATIO ครอบคลุม 6 ทำเล ได้แก่
– PATIO พหลโยธิน
– PATIO รามอินทรา
– PATIO ราชพฤกษ์–พระราม 5
– PATIO กรุงเทพกรีฑา–วงแหวน 2
– PATIO กัลปพฤกษ์–สาทร
– PATIO พระราม 2
โครงการมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3.39–9.9 ล้านบาท ครอบคลุมระดับราคาที่แตกต่างกัน เพื่อเปิดทางเลือกให้ผู้ซื้อที่มีเป้าหมายหลากหลาย ตั้งแต่ครอบครัวที่ต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงผู้ประกอบการที่มองหาพื้นที่ซึ่งสามารถรองรับการอยู่อาศัยและการทำงานได้ในทำเลเดียวกัน
อัดแคมเปญปลดล็อกกำลังซื้อ
ท่ามกลางการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องพิจารณาภาระทางการเงินอย่างรอบคอบ ข้อเสนอส่งเสริมการขายจึงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคพฤกษาฯ เดินหน้ากระตุ้นการตัดสินใจซื้อผ่านแคมเปญ “ดีลตัวจบ อยู่ไหว ไม่ต้องนอย” พร้อมสิทธิประโยชน์ที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น อาทิ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 1 ปี อยู่ฟรีสูงสุด 2 ปี ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ ฟรีค่าส่วนกลาง 2 ปี แพ็กเกจดูแลบ้านจาก HomePro
อสังหาฯ ยุคใหม่ต้องสร้างมูลค่าให้การอยู่อาศัย
การเปิดตัว PATIO สะท้อนทิศทางการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มุ่งตอบโจทย์เพียงขนาดบ้านหรือจำนวนห้อง แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ยืดหยุ่น การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ และความคุ้มค่าตลอดระยะเวลาการถือครอง
สำหรับพฤกษาฯ การนำเสนอทาวน์โฮม 3 ชั้นภายใต้แนวคิด “THE POWER OF MORE” จึงเป็นความพยายามเชื่อมโยงคุณภาพชีวิตเข้ากับมิติทางเศรษฐกิจของการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ โดยมีทั้งพื้นที่สำหรับครอบครัว ฟังก์ชันที่ปรับเปลี่ยนได้ และองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาเสริม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 ต.ค.69 ‘แข็งค่า’ การลงทุนAI กดดันหุ้นสหรัฐ

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนในธีม AI ที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลง
- การแข็งค่าของเงินบาทยังคงมีจำกัดและมีความผันผวนสูง เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ 17.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม)
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.10-33.75 บาท/ดอลลาร์ และประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.37-33.57 บาทต่อดอลลาร์) หลังความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ยังคงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor และทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ จนราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทและมีจังหวะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หนุนการแข็งค่าขึ้นอีกครั้งของเงินบาท
▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ทว่าถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง
▪ จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
▪ เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดัน ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เช่น ฝั่งยุโรป แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงร้อนแรงขึ้น จะช่วยพยุงเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-way risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน
แนวโน้มค่าเงินบาท
เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น โดยความเสี่ยง Two-Way Risk ดังกล่าว ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Optionsเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ในระยะสั้น ผู้เล่นในตลาดตอบสนองต่อประเด็น AIมากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ดังจะเห็นได้จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบทำให้ เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนอยู่ หากความกังวลต่อประเด็น AI ยังคงดำเนินต่อไปและส่งผลต่อตลาดการเงินมากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า เงินบาทยังไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของสกุลเงินฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่จะผันผวนตามการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ส่วนเงินยูโร (EUR) จะผันผวนตามสถานการณ์การเมืองในฝรั่งเศสและสเปน เป็นสำคัญ
ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากแข็งค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวรับสำคัญในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนตุลาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Tesla, SpaceX, Meta เป็นต้น โดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอควร
▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกันยายน รวมถึง ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ อาทิ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งอาจชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเฉพาะการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 92% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายนและอาจขึ้นดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ภายในไตรมาส 3 ของปี 2027 พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม ของทั้งอังกฤษ และยูโรโซน รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของยูโรโซนที่สำรวจโดย ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงาน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 รวมถึง ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนกันยายน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ทั้งนี้ ภาพเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก อาจทำให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) อายุ 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม เพื่อประกอบการประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ และโดยรวม BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ภายใน ไตรมาส 3 ของปี 2027ในส่วนผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 5.25% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ และลดแรงกดดันต่อเงินฟิลิปปินส์เปโซ (PHP) ขณะที่ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.00% และ 5.75% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม BI อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) หลังตลาดหุ้นอินโดนีเซียเสี่ยงเผชิญแรงเทขายรุนแรงต่อเนื่องจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ตอบรับความเสี่ยงที่ MSCI อาจถอดถอนตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากสถานะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และอาจปรับลดสถานะเป็น Standalone Market (เช่น อาร์เจนตินา เลบานอน และปาเลสไตน์)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รถอีวีนำเข้าอ่วม คลังจ่อเคาะภาษี 30% ขีดเส้นชงครม.ใน 2 สัปดาห์

“คลัง” ชงครม. ใน 2 สัปดาห์ ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต EV ที่นำเข้าทั้งคัน จาก 10% เป็นไม่ต่ำกว่า 30% กระตุ้นให้ค่ายรถที่นำเข้า เร่งตั้งโรงงานผลิตในไทย และเพื่อปกป้องผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตในประเทศอยู่แล้ว คาดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)ให้ ครม.พิจารณาใน 2 สัปดาห์ โดยจะเป็นการขึ้นภาษีเฉพาะรถยนต์อีวีที่นำเข้ามาทั้งคัน โดยไม่มีชิ้นส่วนที่ผลิตจากในประเทศไทยเลย ซึ่งปัจจุบันไทยเก็บภาษีรถยนค์ส่วนนี้ที่ประมาณ 10% จะเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 30%
ทั้งนี้ เพื่อต้องการปกป้องค่ายรถยนต์เดิมที่ลงทุนสร้างโรงงานและมีเครือข่ายการผลิตในไทยอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องการให้ค่ายรถยนต์ที่ยังใช้วิธีนำเข้า ต้องเร่งเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทยเพิ่มเติม โดยคาดว่าภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค 70 เป็นต้นไป
“การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตนี้ จะทำให้ราคารถอีวีนำเข้าที่มีการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.70 เป็นต้นไป มีราคาแพงขึ้น ตัวอย่างถ้าเป็นรถราคา 1 ล้านบาท เดิมจะเสียภาษี 10% หรือ 1 แสนบาท แต่หากขึ้นภาษีใหม่ไปเป็น 30% กว่า จะทำให้ราคารถแพงขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาททันที ทำให้คนที่อยากซื้อรถอีวีนำเข้า และต้องการรับภาษีอัตราเดิมต้องรีบซื้อภายในปลายปีนี้ ส่วนรถอีวีที่มีโรงงานผลิตในประเทศ จะขายราคาเดิม ไม่เกี่ยวกับการปรับภาษีอีวีในรอบนี้”
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเริ่มต้นเมื่อ 4-5 ปีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยตกขบวนและเสียตำแหน่งศูนย์กลางยานยนต์ของภูมิภาค
โดยรัฐบาลได้อัดฉีดมาตรการ อีวี 3.0 -3.5 ซึ่งประสบความสำเร็จในการดึงดูด 8 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนเข้ามาสร้างโรงงานผลิตในไทย เพื่อรองรับการขายและส่งออกไป มาเลเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
แต่เมื่อเข้าสู่เฟสถัดไป ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องและรักษาสภาพแวดล้อมการลงทุนระยะยาวของประเทศ
สำหรับอีกสาระสำคัญในการปฏิรูปภาษีครั้งนี้คือการรื้อเกณฑ์สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content โดยนำกลไกภาษีสรรพสามิตมาใช้เป็นเครื่องมือ
ภายใต้มาตรฐาน Made in Thailand ซึ่งปรับจากมาตรฐานปัจจุบัน ที่นำกำไร ค่าแรง และค่าไฟมารวมคำนวณได้ แต่ต่อไปจะเน้นการใช้ชิ้นส่วนที่มีเทคโนโลยีสูง มาใช้คำนวณเพื่อนับเป็น Local Content แทน
โดยจะแบ่งโครงสร้างภาษีออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- อัตราต่ำสุดสำหรับผู้ประกอบการที่มีโรงงานและใช้ชิ้นส่วนในประเทศครบถ้วน
- อัตรากลางสำหรับผู้ที่มีโรงงานแต่ยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสูง
- อัตราสูงสุดสำหรับรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคันโดยไม่มีโรงงานในประเทศ
รายงานข่าวกระทรวงการคลัง ระบุว่า ทิศทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ยุคใหม่ จะไม่กำหนดอัตราแยกตามประเภทเทคโนโลยี แต่จะใช้เกณฑ์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นบรรทัดฐาน ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษน้อยจะได้รับอัตราภาษีต่ำ เพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนายานยนต์สะอาดอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี บีอีวี อาร์อีอีวี หรือ ไฮบริด
แหล่งข่าวกล่าวว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเป็นการ “เอาใจค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น” นั้น ยืนยันว่าไม่ใช่การเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นโรดแมปยุทธศาสตร์ที่วางไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้น ซึ่งเริ่มจากการดึงดูดการลงทุน การสร้างห่วงโซ่อุปทาน การกำหนดเกณฑ์โลคอล คอนเทนท์ และการออกมาตรการปกป้องตามลำดับ
“การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตอีวี ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งสู่การผลิตที่แท้จริงภายใต้มาตรฐาน เมด อิน ไทยแลนด์ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและรักษาเสถียรภาพในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาค”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
จบทุกทัวร์นาเมนต์! ส่องอันดับโลก “วอลเลย์บอลหญิงไทย” การแข่งขันปี 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง ประจำปี 2026 ของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ในระดับนานาชาติทุกทัวร์นาเมนต์ ปิดฉากลงทุกรายการทั้งการแข่งขันเนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) รวมถึงรายการชิงแชมป์ทวีปทั้ง 5 โซน
โดยในศึกลูกยางเนชันส์ลีก 2026 “สาวแดนไก่งวง” ตุรกี สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้เป็นสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะที่แชมป์ทวีป ก็ได้ผู้ชนะครบทั้ง 5 โซนเป็นที่เรียบร้อย
สรุปแชมป์ทั้ง 5 ทวีป
- แคนาดา (แชมป์นอร์เซกา)
- ไทย (แชมป์เอเชีย)
- อียิปต์ (แชมป์แอฟริกา)
- ตุรกี (แชมป์ยุโรป)
- บราซิล (แชมป์อเมริกาใต้)
ภายหลังจบการแข่งขันทุกทัวร์นาเมนต์ ทำให้อันดับโลกของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงยาวไปจนถึงปี 2027 ก่อนที่จะมีการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหม่ภายในปีหน้า
ซึ่ง ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ที่สามารถทำผลงานอยู่รอดในศึกเนชันส์ลีก รวมทั้งคว้าแชมป์เอเชีย สามารถทำอันดับขยับขึ้นมาอยู่ที่ 13 ของโลก ด้วยการมี 244.01 คะแนน ถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในปีนี้หลังทุกทัวร์นาเมนต์จบลง และดีกว่าปี 2025 ที่รั้งอันดับ 18 ของโลก
ขณะที่ในระดับทวีป “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ยังคงรั้งอันดับ 3 ของทวีป เป็นรอง ญี่ปุ่น เบอร์ 1 ที่มี 337.16 คะแนน และ จีน อันดับ 2 ของเอเชีย ที่มี 324.90 คะแนน ขณะที่อันดับ 4 เกาหลีใต้ มี 156.00 คะแนน

อันดับโลก วอลเลย์บอลหญิง ล่าสุด ของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB)
อันดับ 1 : อิตาลี 468.93 คะแนน
อันดับ 2 : บราซิล 420.13 คะแนน
อันดับ 3 : ตุรกี 411.83 คะแนน
อันดับ 4 : สหรัฐอเมริกา 366.40 คะแนน
อันดับ 5 : โปแลนด์ 360.04 คะแนน
อันดับ 6 : ญี่ปุ่น 337.16 คะแนน
อันดับ 7 : จีน 324.90 คะแนน
อันดับ 8 : แคนาดา 321.52 คะแนน
อันดับ 9 : เซอร์เบีย 316.36 คะแนน
อันดับ 10 : เนเธอร์แลนด์ 296.82 คะแนน
อันดับ 11 : รัสเซีย 285.21 คะแนน
อันดับ 12 : เยอรมนี 256.45 คะแนน
อันดับ 13 : ไทย 244.01 คะแนน
อันดับ 14 : โดมินิกัน 236.00 คะแนน
อันดับ 15 : สาธารณรัฐเช็ก 233.14 คะแนน
อันดับ 16 : เบลเยียม 231.32 คะแนน
อันดับ 17 : ฝรั่งเศส 225.88 คะแนน
อันดับ 18 : สโลวีเนีย 212.76 คะแนน
อันดับ 19 : สวีเดน 207.42 คะแนน
อันดับ 20 : อาร์เจนตินา 207.22 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘เหนื่อยง่าย ซีด แน่นท้อง’ อาการที่อาจไม่ธรรมดา รู้จักโรค MFมะเร็งชนิดหายาก

- แพทย์ชวนสังเกต 3 กลุ่มอาการเตือนที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง ,ภาวะม้ามโต และ 3.อาการจากการอักเสบในร่างกาย อาจเสี่ยงโรคพังผืดในไขกระดูก (Myelofibrosis: MF) มะเร็งโลหิตวิทยาชนิดหายาก
- ย้ำความสำคัญของการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที และการวินิจฉัยโรค MF ต้องอาศัยการประเมินทางการแพทย์หลายด้านร่วมกัน
- แนะผู้ป่วยและผู้ดูแลสะท้อนความท้าทายในการใช้ชีวิตและการเข้าถึงทางเลือกการรักษา
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือแน่นท้อง อาจเป็นอาการที่หลายคนคุ้นเคยและมองว่าเกิดจากการทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะ โรคพังผืดในไขกระดูก (Myelofibrosis: MF) มะเร็งโลหิตวิทยาชนิดหายากที่ส่งผลต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดและการทำงานของร่างกาย
ความท้าทายสำคัญของโรค MF คืออาการในระยะแรกมักไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ตระหนักถึงความผิดปกติ และอาจใช้เวลานานกว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การสังเกตสัญญาณเตือน และการเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
รู้จัก MF โรคหายากที่พบมากขึ้นตามอายุ
รศ.นพ.สุภร จันทร์จารุณี แพทย์ทางโลหิตวิทยา ตัวแทนชมรมแพทย์ที่ดูแลรักษาโรค Myelofibrosis อธิบายว่าโรคพังผืดในไขกระดูก หรือ MF เป็นโรคในกลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหายาก (Myeloproliferative Neoplasms: MPN) ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก ส่งผลให้การสร้างเซลล์เม็ดเลือดผิดปกติ และก่อให้เกิดพังผืดในไขกระดูก ซึ่งรบกวนกระบวนการสร้างเม็ดเลือดตามปกติของร่างกาย
โรคในกลุ่ม MPN ยังประกอบด้วยโรคเกล็ดเลือดสูงผิดปกติ (Essential Thrombocythemia: ET) และโรคเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ (Polycythemia Vera: PV) โดยผู้ป่วย ET หรือ PV บางรายอาจมีการดำเนินโรคไปสู่ MF ได้ ขณะที่ผู้ป่วย MF ประมาณร้อยละ 60–70 เกิดโรคขึ้นโดยไม่มีประวัติ ET หรือ PV มาก่อน
โรค MF พบได้ไม่บ่อยและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยข้อมูลจากการลงทะเบียนผู้ป่วยของชมรมผู้ป่วยโรค MPN ประเทศไทย ซึ่งดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนแพทย์ 10 แห่ง เป็นระยะเวลา 4 ปี คาดว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย MF ทั้งรายใหม่และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่รวมกันไม่น้อยกว่า 500–700 คนทั่วประเทศ
“จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจพบเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าโรคมีความชุกสูงขึ้นเสมอไป แต่อาจสะท้อนถึงความก้าวหน้าในการวินิจฉัย ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และการเข้าถึงการตรวจไขกระดูกที่ดีขึ้น ทำให้สามารถค้นพบผู้ป่วยที่ในอดีตอาจไม่ได้รับการวินิจฉัย” รศ. นพ. สุภร กล่าว
3 กลุ่มอาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หนึ่งในความท้าทายของโรค MF คือยังไม่มีโปรแกรมตรวจคัดกรองเฉพาะโรคสำหรับประชาชนทั่วไปเป็นประจำทุกปี ผู้ป่วยบางรายจึงได้รับการวินิจฉัยเมื่อเริ่มมีอาการรบกวนการใช้ชีวิต หรือเมื่อตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจสุขภาพ
รศ.นพ.สุภร แนะนำให้ประชาชนสังเกตความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะ 3 กลุ่มอาการสำคัญ ได้แก่
- ภาวะโลหิตจาง เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด หรือวิงเวียน ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
- ภาวะม้ามโต เช่น แน่นท้อง อึดอัดบริเวณใต้ชายโครงซ้าย อิ่มเร็ว หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากม้ามที่ขยายใหญ่ขึ้นอาจกดเบียดกระเพาะอาหาร
- อาการจากการอักเสบในร่างกาย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ คันตามผิวหนัง และปวดกระดูก
“อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนความผิดปกติทั่วไป แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนเพลียที่ทำให้ทำกิจกรรมตามปกติได้ยาก อาการคันที่รบกวนการใช้ชีวิต หรือเหงื่อออกตอนกลางคืนจนพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วย แต่ยังรวมถึงครอบครัวและผู้ดูแลด้วย” รศ.นพ.สุภร กล่าว
ปัจจุบัน แพทย์สามารถใช้แบบประเมินอาการ MPN-10 (MPN Symptom Assessment Form) ฉบับภาษาไทย เพื่อประเมินความรุนแรงของอาการสำคัญ 10 รายการ และติดตามผลกระทบของโรคต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังไม่มีอาการชัดเจน แต่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจสุขภาพ เช่น จำนวนเม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ หรือพบม้ามโต หากพบความผิดปกติดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติม

วินิจฉัยอย่างถูกต้อง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
การวินิจฉัยโรค MF ต้องอาศัยการประเมินทางการแพทย์หลายด้านร่วมกัน เนื่องจากอาการและความผิดปกติของเม็ดเลือดอาจคล้ายคลึงกับโรคอื่น
รศ.นพ.สุภร อธิบายว่า การตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการยืนยันโรค แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาผลการตรวจไขกระดูก (Bone Marrow Biopsy) เพื่อประเมินลักษณะเซลล์และระดับพังผืด ร่วมกับการตรวจการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้อง โดยระดับพังผืดสามารถแบ่งเป็น MF-1, MF-2 และ MF-3 ตามความรุนแรง
เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว แพทย์จะประเมินความเสี่ยงของโรคโดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ ความผิดปกติของเม็ดเลือด อาการทางคลินิก และการพบเซลล์ตัวอ่อนในกระแสเลือด เพื่อประกอบการวางแผนการรักษาและติดตามการดำเนินโรค
โรค MF มีความรุนแรงแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายสามารถดำเนินชีวิตร่วมกับโรคได้เป็นเวลานาน ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงสูงอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง รวมถึงความเสี่ยงที่โรคจะเปลี่ยนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน การติดตามอาการและประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญ

ทางเลือกการรักษาและความท้าทายในการเข้าถึงนวัตกรรม
ปัจจุบัน การรักษาโรค MF มีหลายแนวทาง โดยแพทย์จะพิจารณาตามระดับความเสี่ยง อาการ ความรุนแรงของโรค อายุ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเป็นแนวทางการรักษาที่มีโอกาสทำให้โรคหายขาดได้ แต่มีข้อจำกัดด้านความเหมาะสมของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคร่วมและสภาพร่างกายไม่พร้อม และมีความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการปลูกถ่ายได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมจำนวนเม็ดเลือด ลดอาการ และบรรเทาภาวะแทรกซ้อน รวมถึงการใช้ยามุ่งเป้าในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งใช้เหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยควบคุมอาการบางประการและบรรเทาอาการม้ามโตได้
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงทางเลือกการรักษายังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของยานวัตกรรมและข้อจำกัดด้านสิทธิประโยชน์ในระบบสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างทั่วถึง
รศ.นพ.สุภร ชี้ว่า การพิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางคลินิกควบคู่กับการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรสุขภาพอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
นอกจากนี้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจำแนกโรคและเกณฑ์การพิจารณาสิทธิประโยชน์ของระบบประกันยังเป็นอีกประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนา เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจประสบข้อจำกัดในการใช้สิทธิรักษาพยาบาลหรือการเรียกร้องค่าสินไหมประกันโรคร้ายแรง
ปัจจุบัน มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ชมรมผู้ป่วยโรค MPN และสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย มีความพยายามประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและผลักดันให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
เสียงจากผู้ป่วยและผู้ดูแล เมื่อการใช้ชีวิตกับโรคไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษา
นอกเหนือจากความท้าทายทางการแพทย์ โรค MF ยังส่งผลต่อชีวิตประจำวัน สภาพจิตใจ และความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยต้องเผชิญกับอาการเรื้อรังที่คนรอบข้างอาจไม่เข้าใจ
“ผู้ป่วยไม่ควรเป็นเพียงผู้รับการรักษา แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางการดูแลตนเอง เสียงและประสบการณ์ของผู้ป่วย MPN ต้องได้รับการรับฟัง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” พสุสันต์ วัฒนบุญญา ผู้ก่อตั้งชมรมผู้ป่วยโรคมะเร็งเลือด MPN ประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการผลักดันให้เสียงของผู้ป่วยมีบทบาทในการพัฒนาแนวทางการรักษา
ตัวแทนผู้ป่วยที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรค MF มานานกว่า 14 ปี และผู้ดูแลผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ดูแลมานาน 8 ปี สะท้อนว่า อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งคือการที่อาการเริ่มต้นของโรคไม่แตกต่างจากความผิดปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้า อาการคันตามผิวหนัง หรือน้ำหนักลด ทำให้ทั้งผู้ป่วยและคนรอบข้างอาจเข้าใจว่าเกิดจากอายุ สภาพอากาศ หรือปัจจัยแวดล้อม
ผู้ป่วยบางรายต้องเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลหลายแห่ง และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้รับการวินิจฉัย
ตัวแทนผู้ป่วยเล่าว่า แม้การได้รับการวินิจฉัยโรคจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต แต่การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง ช่วยให้สามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตต่อไปได้
“กว่าจะมาถึงคุณหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ใช้เวลานาน เพราะผู้ป่วยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอะไร ยังใช้ชีวิตปกติ พอรู้ว่าเป็นโรคนี้ก็ปรับพฤติกรรมบ้าง แต่ยังไปทำงาน ทานอาหารที่อยากทาน หรือไปท่องเที่ยว ภายใต้การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ การรับประทานยา และการพบแพทย์ตามนัด”
ด้านผู้ดูแลสะท้อนว่า การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ใช่เพียงการติดตามอาการและการรักษา แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนด้านจิตใจ การช่วยให้ผู้ป่วยรักษาสมดุลระหว่างการดูแลสุขภาพกับการใช้ชีวิต และการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยยังคงทำกิจกรรมที่มีความหมายต่อตนเอง
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ป่วยยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม โดยมองว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์ควรเป็นโอกาสที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ขึ้นอยู่กับกำลังจ่ายเพียงอย่างเดียว
“การเป็นมะเร็งไม่ควรทำให้เราต้องเปลี่ยนตัวตน ให้บาลานซ์ไป ความสุขก็สำคัญ หน้าที่การงานก็สำคัญ และควรผลักดันให้ผู้ป่วยเข้าถึงยามุ่งเป้าและนวัตกรรมยาใหม่ ๆ ในราคาที่จับต้องได้”
เสียงสะท้อนเหล่านี้ตอกย้ำว่า การดูแลผู้ป่วยโรค MF จำเป็นต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งการรักษาทางการแพทย์ คุณภาพชีวิต สุขภาพจิต และการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม
รู้เท่าทันโรคตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แม้โรคพังผืดในไขกระดูกจะเป็นโรคหายาก แต่การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาการและความสำคัญของการวินิจฉัยสามารถช่วยลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะมองข้ามความผิดปกติของร่างกายได้
ผู้ที่มีอาการเหนื่อยง่าย ซีด แน่นท้องบริเวณใต้ชายโครงซ้าย เหงื่อออกมากตอนกลางคืน มีไข้ต่ำ ๆ คันตามผิวหนัง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติของเม็ดเลือดหรือม้ามโต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรับการส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาหากมีข้อบ่งชี้
ทั้งนี้ อาการดังกล่าวสามารถเกิดจากโรคหรือภาวะสุขภาพอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้อาการเบื้องต้นเหล่านี้ในการวินิจฉัยโรคด้วยตนเอง
การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนและเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสม เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งมีโอกาสวางแผนการรักษาและใช้ชีวิตร่วมกับโรคได้อย่างมีคุณภาพ
ร่วมเรียนรู้และสร้างเครือข่ายสนับสนุนผู้ป่วย
ผู้ป่วย ผู้ดูแล และประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งโลหิตวิทยาและโรคในกลุ่ม MPN รวมถึงติดตามกิจกรรมให้ความรู้และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ป่วยและผู้ดูแลได้ผ่านมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง
เว็บไซต์: https://thaicancersociety.com/blood-cancer
Facebook: Thai Cancer Society มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ,
Facebook: ชมรมผู้ป่วยโรค MPN ประเทศไทย
พร้อมเชิญชวนเข้าร่วมกลุ่มและติดตามข่าวสาร กิจกรรม และงานเสวนาให้ความรู้ ทาง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ป่วยและผู้ดูแลที่เผชิญโรคเดียวกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สรุปแกรมม่าพื้นฐาน การใช้ “Will” และ “Going to” สำหรับคนไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ

“Will” คืออะไรและใช้อย่างไร?
“Will” เป็นกริยาช่วย (Modal Auxiliary Verb) ที่ใช้เมื่อเราพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่ยังไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า หรือเป็นการคาดการณ์ถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน เช่น:
- I will probably go to the cinema tonight.
- I will call you after lunch.
- They will travel to Europe next summer.
“Will” มักใช้ในการคาดคะเน สัญญา หรือให้คำแนะนำ โดยจะตามด้วยกริยาแท้ที่ไม่เปลี่ยนรูป เช่น “will go”, “will call”, “will travel” คำนี้แสดงถึงความไม่แน่นอนหรือการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น
“Going to” คืออะไรและใช้อย่างไร?
“Going to” ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำในอนาคตที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือมีความมั่นใจว่าจะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น:
- I am going to have dinner with my friends tonight.
- She is going to take a holiday next month.
- They are going to buy a new car soon.
“Going to” ต้องใช้คู่กับ Verb to be (is/am/are) ตามด้วยกริยาแท้ เช่น “I am going to have”, “She is going to take” แสดงถึงเหตุการณ์ที่วางแผนไว้ล่วงหน้าและค่อนข้างแน่นอน
ความแตกต่างระหว่าง “Will” กับ “Going to”
ความแตกต่างหลักๆ คือ “Will” ใช้เมื่อคาดการณ์หรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่แน่นอน ส่วน “Going to” ใช้เมื่อพูดถึงแผนหรือความตั้งใจที่มีการเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น:
- It will rain tomorrow. (เราคาดเดาจากข้อมูลพยากรณ์อากาศ)
- I’m going to stay inside tomorrow because it’s going to rain. (เราวางแผนไว้แล้วว่าจะอยู่ในบ้านเพราะพรุ่งนี้ฝนจะตก)
สรุปการใช้ “Will” และ “Going to”
จากบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง Will และ Going to ซึ่งถึงแม้ในภาษาไทยจะมีความหมายคล้ายกัน แต่ในภาษาอังกฤษความหมายและการใช้งานค่อนข้างต่างกันอย่างมาก การใช้แกรมม่าที่ถูกต้องจะช่วยให้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของคุณใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
ผักก้านจองคืออะไร? รู้จักผักพื้นบ้านหน้าตาแปลก กินได้ ทำเมนูอะไรอร่อย

หากเห็นผักใบเขียว ก้านยาว และมีดอกสีเหลืองขึ้นอยู่ตามหนองน้ำหรือท้องนา หลายคนอาจไม่รู้ว่าพืชชนิดนี้มีชื่อว่า “ผักก้านจอง” และสามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย ผักพื้นบ้านชนิดนี้พบได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในอาหารท้องถิ่นภาคอีสาน ใครที่ยังไม่เคยรู้จัก มาทำความรู้จักผักก้านจองให้มากขึ้นกัน
ผักก้านจองคืออะไร?
ผักก้านจอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnocharis flava (L.) Buchenau เป็นพืชน้ำที่มักพบในบริเวณหนองน้ำ คูคลอง ริมห้วย และพื้นที่ชื้นแฉะ รวมถึงนาข้าว มีลักษณะเด่นคือก้านใบยาวและอวบน้ำ ใบสีเขียวขนาดค่อนข้างใหญ่ รูปร่างคล้ายไข่หรือเกือบกลม และมีดอกสีเหลืองสะดุดตา
ผักชนิดนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ผักพาย ผักคันจอง ตาลปัตรฤาษี และนางกวัก จึงอาจทำให้หลายคนเคยเห็นหรือเคยกินผักชนิดนี้มาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นพืชชนิดเดียวกัน
ข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระบุว่า ผักก้านจองเป็นพืชล้มลุกที่มีลักษณะอวบน้ำ และมีใบแตกออกจากบริเวณโคนต้นเป็นกระจุก
ผักก้านจองกินส่วนไหนได้บ้าง?
ส่วนที่นิยมนำมารับประทาน ได้แก่ ใบอ่อน ก้านใบอ่อน และช่อดอก โดยสามารถนำไปกินเป็นผักสดหรือผ่านการปรุงให้สุกตามวิธีการกินของแต่ละคน ส่วนตัวหากกินสด ช่อดอกจะมีรสชาติขมนิดหน่อย แต่หากนำมาลวกจะมีรสหวานมัน ไม่ขม นิยมนำมาลวกจิ้มน้ำพริก บางคนอาจจะนำมาลวกใส่ส้มตำ ก็อร่อยไปอีกแบบ
อย่างไรก็ตาม ควรเลือกเฉพาะพืชที่ระบุชนิดได้อย่างถูกต้อง และเก็บจากแหล่งปลูกที่สะอาด ไม่ควรเก็บผักจากแหล่งน้ำที่ไม่ทราบคุณภาพมารับประทาน เพราะอาจมีสิ่งปนเปื้อนที่มองไม่เห็น
ผักก้านจองนำไปทำเมนูอะไรได้บ้าง?
สำหรับคนที่อยากลองกินผักพื้นบ้านชนิดนี้ สามารถนำผักก้านจองไปประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น
- ผักก้านจองลวกจิ้มน้ำพริก นำผักส่วนที่รับประทานได้มาทำความสะอาดและลวกให้สุก กินคู่กับน้ำพริก เป็นวิธีกินผักพื้นบ้านที่พบได้ในอาหารท้องถิ่น
- ผักก้านจองกินคู่กับลาบ ใช้เป็นผักเคียงเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร ตามวิถีการกินของบางพื้นที่
- ผักก้านจองในเมนูแกงหรือผัด สามารถนำมาประกอบอาหารได้ตามสูตรและความนิยมในแต่ละท้องถิ่น โดยควรเลือกส่วนที่เหมาะกับการปรุงและทำให้สุกอย่างทั่วถึง
ผักก้านจองมีประโยชน์อะไร?
ผักก้านจองไม่ได้เป็นแค่ผักพื้นบ้านที่นำมาทำอาหารได้เท่านั้น แต่ยังมีสารอาหารที่น่าสนใจด้วย งานวิจัยเกี่ยวกับผักชนิดนี้พบว่ามีทั้งใยอาหาร โปรตีน และแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงมีการศึกษาวิตามินซีและเบตาแคโรทีนในผักก้านจองด้วย นอกจากนี้ ผักก้านจองยังมีใยอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาหารจากพืชที่ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติเมื่อกินร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารอย่างเพียงพอ
จากประโยชน์ของผักก้านจอง สรุปได้ว่า ผักก้านจองเป็นอีกหนึ่งผักพื้นบ้านที่น่าลอง ทั้งนำไปทำอาหารได้หลากหลายและมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ใครที่ยังไม่เคยกิน หากมีโอกาสลองหามาชิมดู อาจได้รู้จักผักพื้นบ้านที่ไม่คุ้นเคยเพิ่มขึ้นอีกชนิด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 19/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,050.00 | 66,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,270.00 | 64,733.20 | 67,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,843.00 | 58,259.88 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,416.00 | 51,786.56 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,921.50 | 29,129.94 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,494.50 | 22,656.62 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,424.87 | 67,081.03 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 19/10/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 41.44 | 41.44 | 41.94 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.07 | 41.07 | 41.57 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 50.43 | – | – | 50.01 | – | 50.93 | 50.58 | – | 50.43 |
| ดีเซล | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |






