‘เพซ’ พลิกเกมลักชัวรีอสังหาฯ ชู ‘คุณภาพ-ทำเลหายาก-เวลเนส’ สร้างมูลค่าระยะยาว

- เพซ กำหนดนิยามใหม่ของอสังหาฯ ลักชัวรี โดยมุ่งสร้างมูลค่าระยะยาวผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ คุณภาพ, ทำเลที่หาได้ยาก และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness)
- เน้น “คุณภาพ” ที่ลึกกว่าความสวยงาม ครอบคลุมถึงโครงสร้างและวิศวกรรมระดับสากล ควบคู่กับ “ทำเลหายาก” ที่มีศักยภาพสูงและไม่สามารถสร้างทดแทนได้
- ยกระดับประสบการณ์อยู่อาศัยด้วยแนวคิด “เวลเนส” โดยร่วมมือกับชีวาศรม เพื่อผสานการดูแลสุขภาพเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน แทนที่การมีแค่สิ่งอำนวยความสะดวกทั่วไป
ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญความท้าทายและความคาดหวังของผู้ซื้อที่เปลี่ยนแปลงไป คำถามสำคัญของการพัฒนาโครงการระดับลักชัวรีอาจไม่ใช่เพียงจะสร้างความหรูหราให้เหนือกว่าคู่แข่งได้อย่างไร แต่คือจะทำอย่างไรให้คุณค่าของอสังหาริมทรัพย์ยังคงอยู่เมื่อเวลาผ่านไป
มุมมองดังกล่าวถูกถ่ายทอดโดย สรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บนเวที Financial Times: Business of Luxury Summit – Asia Editionกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางและความหมายใหม่ของธุรกิจลักชัวรีในเอเชีย
แนวคิดนี้สะท้อนผ่านโครงการ NIMIT LUMPINI PARK NORTH คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีบนที่ดินกรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์ย่านหลังสวน พร้อมวิวสวนลุมพินี โดยวางตำแหน่งโครงการบนรากฐานของคุณภาพ ทำเลที่มีความหายาก และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาว
“อสังหาริมทรัพย์เป็นสินค้าลักชัวรีเพียงไม่กี่ประเภทที่เป็นการลงทุนด้วย หลายคนซื้ออสังหาริมทรัพย์ลักษณะนี้เพียงครั้งเดียวในชีวิต โดยคาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ในระยะยาว ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผมจึงอยากใช้คำว่า ‘คุณภาพ’ แทนคำว่า ลักชัวรี”
คำว่า ‘คุณภาพ’ ในมุมนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความสวยงามหรือสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ครอบคลุมตั้งแต่ศักยภาพของทำเล โครงสร้างและระบบวิศวกรรม ไปจนถึงรายละเอียดการออกแบบและการดูแลสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ร่วมกันกำหนดคุณค่าของอสังหาริมทรัพย์เมื่อเวลาผ่านไป
‘ทำเลหายาก’ แต้มต่อที่สร้างขึ้นใหม่ไม่ได้
ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบน ความหรูหราอาจออกแบบให้เกิดขึ้นได้ แต่ทำเลที่มีคุณลักษณะเฉพาะและไม่สามารถสร้างขึ้นทดแทนได้โดยง่าย กลับเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
สรพจน์มองว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในระยะยาวต้องเริ่มต้นจากการเลือกทำเลที่มีคุณค่า ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างไม่ลดทอน เพราะแม้สภาวะตลาดจะเปลี่ยนแปลง แต่ความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลชั้นเยี่ยมยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจซื้อ
สำหรับ NIMIT LUMPINI PARK NORTH จุดเด่นอยู่ที่ที่ดินกรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์บนถนนหลังสวน พร้อมทัศนียภาพสวนลุมพินี ราชกรีฑาสโมสร ซึ่งเชื่อมโยงความเป็นเมืองเข้ากับพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง
ทำเลดังกล่าวยังเป็นจุดตั้งต้นของการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติได้โดยไม่ต้องละทิ้งความสะดวกสบายของเมือง
อย่างไรก็ตาม ความหายากของทำเลเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะการรักษาคุณค่าในระยะยาวยังต้องอาศัยคุณภาพของตัวอาคารและประสบการณ์การใช้งานจริงเป็นองค์ประกอบสนับสนุน
คุณภาพที่แท้จริง อยู่ลึกกว่าสิ่งที่มองเห็น
อีกประเด็นที่เพซให้ความสำคัญคือการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและระบบอาคาร ซึ่งอาจไม่ใช่ส่วนที่ผู้ซื้อสัมผัสได้ทันที แต่กลับมีผลต่อความทนทาน ประสิทธิภาพการใช้งาน และคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว
นายสรพจน์มองว่า ผู้ซื้อที่พิถีพิถันเริ่มพิจารณาคุณภาพในมิติที่ลึกกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง งานวิศวกรรม ระบบประกอบอาคาร หรือองค์ประกอบที่ซ่อนอยู่หลังผนังและเหนือฝ้าเพดาน
“ทุกองค์ประกอบต้องได้มาตรฐานสากลสูงสุด พิถีพิถัน และสร้างขึ้นให้มีความคงทนยาวนาน สำหรับผม นี่คือความหมายที่แท้จริงของลักชัวรี”
NIMIT LUMPINI PARK NORTH จึงทำงานร่วมกับ Ramboll บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมระดับนานาชาติ ซึ่งให้บริการครอบคลุมหลายสาขาตั้งแต่ขั้นแนวคิดจนถึงการออกแบบรายละเอียด เพื่อให้สถาปัตยกรรมและระบบวิศวกรรมของอาคารทำงานสอดประสานกัน
ในเชิงธุรกิจ แนวคิดนี้สะท้อนการมองอสังหาริมทรัพย์มากกว่าสินค้าที่ขายความประทับใจในวันแรก แต่เป็นทรัพย์สินที่ต้องรักษาคุณภาพและตอบสนองการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
จากสิ่งอำนวยความสะดวก สู่ Wellness ที่ออกแบบเพื่อชีวิต
นอกจากทำเลและคุณภาพอาคารแล้ว อีกทิศทางหนึ่งของตลาดลักชัวรีคือการเปลี่ยนผ่านจากการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวก ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นองค์รวม
“ในอดีต ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มองว่าเวลเนสระดับลักชัวรีคือการสร้างฮาร์ดแวร์ เช่น สระว่ายน้ำขนาดใหญ่หรือห้องออกกำลังกายระดับไฮเอนด์ แต่ความลักชัวรีที่แท้จริงอยู่ที่ซอฟต์แวร์เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านความร่วมมือระหว่างเพซกับชีวาศรม ภายใต้แนวคิด “Wellness at Home by Chiva-Som” ซึ่งนำองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมาผสานเข้ากับการอยู่อาศัยใน NIMIT LUMPINI PARK NORTH
หัวใจของแนวทางนี้ไม่ได้อยู่เพียงการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับออกกำลังกายหรือพักผ่อน แต่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ทั้งโภชนาการ การนอนหลับ และการดูแลสุขภาพโดยรวม ตลอดจนการนำความเชี่ยวชาญและความใส่ใจในความต้องการของแต่ละบุคคลมาส่งเสริมการใช้ชีวิต
“หัวใจคือการช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และหวังว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ในสถานที่ที่มีความหมายที่สุดสำหรับคุณ”
การนำเวลเนสมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านจึงเป็นอีกแนวทางที่เพซใช้สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ โดยขยายความหมายของที่อยู่อาศัยจากพื้นที่สำหรับพักผ่อน ไปสู่สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนคุณภาพชีวิตในทุกวัน
สถาปัตยกรรมอิตาลี สร้างคุณค่าผ่านทุกรายละเอียด
เมื่อคุณภาพเป็นหัวใจของการพัฒนาโครงการ การออกแบบจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการสร้างภาพจำที่โดดเด่น แต่ต้องเชื่อมโยงแนวคิดทางสถาปัตยกรรมเข้ากับพื้นที่ใช้สอย วัสดุ และรายละเอียดที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้จริง
NIMIT LUMPINI PARK NORTH ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดของ ACPV ARCHITECTS บริษัทสถาปัตยกรรมและออกแบบตกแต่งภายในจากอิตาลี ก่อตั้งโดย Antonio Citterio และ Patricia Viel โดยมี The Beaumont Partnership ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกโครงการ
บทบาทของ ACPV ARCHITECTS ครอบคลุมตั้งแต่ภาพรวมทางสถาปัตยกรรม การคัดเลือกวัสดุ การออกแบบครัว ไปจนถึงพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงห้องออกกำลังกายและการคัดเลือกอุปกรณ์ เพื่อให้ทุกองค์ประกอบของโครงการอยู่ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่เชื่อมโยงกัน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามในการยกระดับคุณภาพจากภาพรวมของอาคารลงสู่รายละเอียดการใช้งานจริง เพราะประสบการณ์การอยู่อาศัยไม่ได้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง แต่เป็นผลรวมของพื้นที่ วัสดุ ฟังก์ชัน และความสะดวกสบายที่ทำงานร่วมกัน
เพนต์เฮาส์หนึ่งเดียว เติมมิติความหรูด้วย Loro Piana Interiors
อีกหนึ่งไฮไลต์ของการนำเสนอครั้งนี้คือการเผยโฉม The Penthouse at NIMIT LUMPINI PARK NORTH เรสซิเดนซ์ภายในโครงการที่นำวัสดุและงานตกแต่งจาก Loro Piana Interiors มาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอยู่อาศัย
Loro Piana Interiors เป็นส่วนงานของ Loro Piana ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สิ่งทอและเครื่องเรือนสำหรับงานตกแต่งภายใน โดยเพนต์เฮาส์ดังกล่าวได้รับการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ ผ้า และสิ่งทอที่ผ่านการคัดสรร เพื่อถ่ายทอดความประณีตผ่านสัมผัส วัสดุ และรายละเอียด
การนำองค์ประกอบจากแบรนด์ระดับนานาชาติเข้ามาผสานกับงานสถาปัตยกรรม เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่เพซใช้สร้างเอกลักษณ์ให้โครงการ โดยมุ่งให้ความหรูหราเกิดขึ้นจากความสอดคล้องขององค์ประกอบทั้งหมด มากกว่าการพึ่งพาสัญลักษณ์ของความมีระดับเพียงอย่างเดียว
อสังหาฯลักชัวรี ไม่ได้อยู่ที่วันเปิดตัว
แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญความท้าทาย แต่เพซเชื่อว่าผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพยังคงมองหาโครงการที่มีคุณลักษณะเฉพาะ ทั้งทำเลที่หาได้ยาก การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานการพัฒนาที่สามารถรักษาคุณค่าได้ในระยะยาว
ในมุมนี้ ความสำเร็จของอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีไม่ควรถูกตัดสินจากความประทับใจในวันที่ส่งมอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากความสามารถของอาคารในการผ่านกาลเวลา และการตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้อย่างต่อเนื่อง
“ลักชัวรีต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เช่นเดียวกับแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำของโลก เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี และคุณได้เห็นว่าอาคารผ่านกาลเวลามาอย่างไร นั่นอาจเป็นช่วงที่คุณเข้าใจปรัชญาที่แท้จริงของลักชัวรี ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดมั่นในคุณภาพอย่างแท้จริงจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในระยะยาว”
ท้ายที่สุด นิยามลักชัวรีในแบบของเพซจึงไม่ใช่การแข่งขันเพื่อสร้างความโดดเด่นเพียงชั่วขณะ แต่คือการผสานทำเลที่มีข้อจำกัด คุณภาพที่ไม่ลดทอน สถาปัตยกรรมที่ผ่านการคิดอย่างรอบด้าน และการดูแลสุขภาวะเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีความหมายทั้งในฐานะพื้นที่ใช้ชีวิตและสินทรัพย์สำหรับอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
น้ำท่วมใหญ่ปี69 เจาะทำเลโซนตะวันออกกรุงเทพฯ ไม่สะเทือนอสังหาฯ -ราคาที่ดินไม่ลด

- ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โซนตะวันออกมีไม่มากนัก เพราะเป็นปัญหาระยะสั้นและไม่รุนแรงเท่าปี 2554 โดยคาดว่าตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
- ราคาที่ดินในทำเลที่ประสบภัยน้ำท่วมยังไม่ปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดอสังหาฯ ชะลอตัวอยู่แล้ว ทำให้ไม่มีแรงกดดันให้ราคาลดลงตามกลไกตลาด
- ปัจจัยสำคัญในอนาคตจะเปลี่ยนจากการพิจารณาทำเลน้ำท่วม ไปสู่ความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงและระบบป้องกันน้ำท่วมของแต่ละโครงการ
ปัญหาน้ำท่วมปี 2569 ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครอาจส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่มากนัก เพราะเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำซากหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งยาวนานกว่า และกินพื้นที่เป็นวงกว้างกว่ามากนัก และถ้าดูจากปัญหาในปี 2554 จะเห็นว่าเมื่อน้ำลดแล้ว ตลาดที่อยู่อาศัยในทำเลที่ประสบปัญหาอาจจะชะลอตัวไปบ้าง แต่ไม่ถึง 1 ปีก็กลับมาคึกคัก และมีโครงการเปิดขายใหม่มากมายเช่นเดิม อาจจะเพิ่มจุดขายในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วมไปด้วย และเมื่อเวลาผ่านไปคนก็ลืมและไม่ได้นำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาซื้อที่อยู่อาศัยแบบจริงจัง
จัดการระบายน้ำไม่ดี มีผลต่อทำเลระยะยาว
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย วิเคราะห์ผ่าน“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า น้ำท่วมปี 2569 อาจจะต้องพิจารณาเป็นทำเลที่น้ำท่วม และขังเป็นเวลานานมากกว่า เพราะเป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ใหญ่มาก แต่ทำไมน้ำไม่ระบายออกไป การจัดการเรื่องน้ำของทำเลนั้นไม่ดี หรือทำเลนั้นมีปัญหาในเรื่องของการระบายน้ำ ซึ่งอาจมีผลต่อทำเลนั้นในระยะยาว ในแง่ของการพิจารณาซื้อที่อยู่อาศัย หรือผู้ประกอบการรายใดที่ปล่อยปะละเลยโครงการตนเองที่ประสบปัญหาน้ำท่วมไม่ว่าจะเป็นโครงการขายหมดแล้ว หรือโครงการที่กำลังขายอยู่ก็ตาม ได้รับผลกระทบตามมาแน่นอน โดยเฉพาะโครงการที่ยังขายไม่หมดแล้วประสบปัญหาเรื่องน้ำท่วมหนัก ซึ่งมีรูปหรือมีคนพูดถึงในโซเชียลมีเดียแล้ว เพราะอาจจะขายไม่ได้อีกเลยหลังจากนี้ บริษัทบริหารโครงการที่จัดการปัญหาได้ดีก็อาจจะได้รับอานิสงส์ในเรื่องนี้ในระยะยาวเช่นกัน
ราคาที่ดินโซนตะวันออก ไม่กระทบน้ำท่วม
ขณะเรื่องของราคาที่ดินหลังจากน้ำท่วมไม่มีผลมากนักเพราะขณะนี้ตลาดชะลอตัว ความต้องการที่ดินไม่มาก ราคาคงไม่ปรับลดลง เพราะไม่มีความต้องการมากในตลาดจึงไม่มีการต่อรองมากขนาดกดดันให้ราคาที่ดินลดลง และเมื่อปัญหาผ่านไปสักระยะความต้องการที่ดินกลับมาราคาที่ดินก็จะปรับขึ้นไปตามกลไกตลาด แต่คงไม่ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนน้ำท่วม สำหรับราคาที่ดินในทำเลที่น้ำท่วม เช่น
ทำเลหนองจอก ราคาประเมินราชการ 12,000-35,000 บาท ต่อตารางวา ขณะราคาประกาศขายที่พบ 3,000-35,000 บาทต่อตารางวา ทั้งนี้ ภาพรวมและความแตกต่างของราคาประกาศขาย และราคาประเมินราชการ พบว่า ราคาประกาศขายในพื้นที่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าราคาประเมินขึ้นอยู่กับทำเล โดยบางแปลงที่ประกาศขายอยู่ในซอยลึกจึงประกาศขายต่ำกว่าราคาประเมินราชการ เช่นเดียวกับ ทำเล ลาดกระบังราคาประเมินราชการ 10,000-65,000บาทต่อตารางวา ราคาประกาศขายที่พบ 11,000-45,000 บาทต่อตารางวา อย่างไรก็ตามราคาประกาศขายกับราคาประเมินราชการไม่ต่างกัน บางแปลงประกาศขายต่ำกว่าราคาประเมินราชการ เพราะอยู่ในซอยลึก

ขณะที่ทำเลลาดพร้าวราคาประเมินราชการ 50,000-130,000 บาทต่อตารางวา ส่วนราคาประกาศขายที่พบ 65,000-344,000 บาทต่อตารางวา ราคาประกาศขายสูงกว่าราคาประเมิน 1.5 –2.6 เท่า โดยเฉพาะแปลงติดถนนใหญ่หรือไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า
ส่วนทำเลมีนบุรี ราคาประเมินราชการ 15,000-100,000 ต่อตารางวาราคาประกาศขายที่พบ 12,000-120,000 บาทต่อตารางวา ราคาที่ประกาศขาย และราคาประเมินราชการไม่ต่างกันมาก โดยที่ดินที่ประกาศขายในทำเลใกล้กับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าราคาจะสูงกว่า
ขณะที่ทำเลศรีนครินทร์ราคาประเมินราชการ 130,000-180,000 บาทต่อตารางวา ราคาประกาศขายที่พบ 80,000-300,000 บาทต่อตารางวาขึ้นไป ราคาที่ดินที่ประกาศขายสูงกว่าราคาประเมินราชการมาก โดยเฉพาะที่ดินที่ติดถนนใหญ่ และไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง
ปัญหาตลาดที่อยู่อาศัย เกิดจากกำลังซื้อมากกว่า แต่หากน้ำท่วมนานมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อาจจะมีคนที่ประสบปัญหาเรื่องการงาน และการเงินตามมาแน่นอน มีผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยในทำเลน้ำท่วมขังนานชะลอตัวในช่วงหลังจากนี้ แม้ว่าช่วงก่อนหน้านี้จะอยู่ในช่วงปรับตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบต่อภาพรวมอาจจะไม่มากนัก เพราะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้กว้างมากเมื่อเทียบกับปี 2554 ถ้าน้ำลดลงเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วก็อาจจะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และกำลังซื้อคนในพื้นที่น้ำท่วมไม่มาก
สำหรับพื้นที่ที่น้ำท่วมบางส่วนเป็นพื้นที่ที่อยู่ในแนวฟลัดเวย์หรือพื้นที่ต่ำที่ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครกำหนดให้เป็นแนวรับน้ำมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยประสบปัญหาน้ำท่วมปี 2554 หรือปีอื่นๆ และมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมมาต่อเนื่องอยู่แล้ว เพียงแต่ปีนี้อาจจะหนักกว่าที่ผ่านมา
น้ำท่วมไม่ทำให้ราคาที่ดินหรือบ้านพื้นที่เสี่ยงปรับตัวลดลง
สอดคล้อง นายวรัตถ์ สิริศักดานุกูล ผู้จัดการอาวุโส แผนกตลาดทุนและการลงทุน คุชแมนแอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทยออกมาย้ำว่าผลกระทบระลอกนี้อาจไม่ได้ทำให้ราคาที่ดินหรือบ้านในพื้นที่เสี่ยงน้ำ ท่วมปรับตัวลดลงทั้งหมดแต่จะเกิดส่วนต่างราคาระหว่างทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูง กับทรัพย์สินที่มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาโครงการจะมีต้นทุนการป้องกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจถูกนำไปหักลบออกจากราคาเสนอซื้อที่ดินในอนาคต
ย้ายถิ่นจากทำเลน้ำท่วมกทม.ไปตจว.ไม่คึกคัก
แม้ความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลปลอดภัยจากน้ำท่วมจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปรากฏการณ์ย้ายฐานการซื้อบ้านหลังที่สองไปยังต่างจังหวัดอาจไม่คึกคักเท่าช่วงหลังมหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เริ่มปรับตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อมีข้อจำกัดในการซื้อบ้านหลังที่สอง
ขณะเดียวกัน การลงทุนระบบป้องกันเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงสามารถช่วยลดผลกระทบได้ เช่น การสร้างคันดินหรือกำแพงป้องกันน้ำท่วม การถมที่ดิน หรือการวางระบบระบายน้ำและสูบน้ำภายในโครงการ นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การร่วมทุน หรือการปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่
ความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์นับจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามว่า ทำเลไหนน้ำท่วมแต่คือ โครงการไหนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงน้ำท่วม ช่วยปกป้องมูลค่าของของสินทรัพย์ได้ดีกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 ต.ค.69 ‘อ่อนค่า’ ตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 26 ต.ค. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามกระแสข่าว
- ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าเงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนสูง โดยมีกรอบสัปดาห์นี้ที่ 33.30-34.00 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.74 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ 17.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม) มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.30-34.00 บาทต่อดอลลาร์และประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ 33.65-33.85 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) อ่อนค่าลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.79 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ตามกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิสราเอล เตรียมเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) พร้อมกับหนุนจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากทั้งความกังวลแนวโน้มการลงทุนใน AI ประกอบกับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในปี 2027
▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง กดดันให้ ตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง พร้อมกดดันทั้ง ราคาทองคำและเงินบาท
▪ จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง (FED, ECB, BOJ และ กนง. ของไทย) รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
▪ แม้เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันได้ หากตลาดยังเดินหน้าเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ นอกจากนี้ ทิศทางเงินดอลลาร์ยังขึ้นกับผลการประชุม FOMC ของ FEDโดยหาก FED ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด (เรามองโอกาสต่ำ) อาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเร็ว แรงได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-way risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 34 บาทต่อดอลลาร์ หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารบกันอีกครั้ง นอกจากนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน
แนวโน้มค่าเงินบาท
เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น หลังมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิสราเอล พร้อมเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ในสัปดาห์ที่ผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED รวมถึงรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร ทำให้เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ตลอดทั้งสัปดาห์ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น/ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับกดดันราคาทองคำ แต่หากการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านยังไม่ได้มีแนวโน้มเกิดขึ้น หรือตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง เราคาดว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ (จับตาโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่จะเป็นปัจจัยชี้การกลับเทรนด์ของเงินบาท)นอกจากนี้ แม้เราจะมองว่า FED อาจคงดอกเบี้ย ในสัปดาห์นี้ ส่วนถ้อยแถลงของประธาน FED อาจไม่ได้ต่างจากการประชุมครั้งก่อนๆ หรือในการประชุม IMF-World Bank ล่าสุด ซึ่งอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ เงินดอลลาร์เสี่ยงถูกกดดันจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor แต่ หาก FED ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด ตามที่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมิน เงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นเร็ว แรง พร้อมกดดันราคาทองคำและเงินบาทเพิ่มเติม ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30 บาทต่อดอลลาร์)ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยหากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนอ่อนค่าสุดในปีนี้ แถว 33.85 บาทต่อดอลลาร์ จะเปิดโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED โดยเราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า FED จะ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 3.75-4.00% แม้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แต่ไม่เห็นสัญญาณการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ขณะที่ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะ Slow-to-Hire และ Slow-to-Fire ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference โดยเราคาดว่า ประธาน FED อาจย้ำจุดยืนคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ สะท้อนว่า FED พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกันยายน รวมถึง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาส 3 เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาบริษัทในธีม AI/Semiconductor ที่จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ
▪ ฝั่งยุโรป – บรรดานักวิเคราะห์และเรา ต่างคาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเลือก “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate)” ที่ระดับ 2.50% หลังภาวะการเงิน (Financial Conditions) ทั่วยุโรป ได้ทยอยตึงตัวขึ้นมาก ตามแรงขายสินทรัพย์ฝั่งยุโรป จากทั้งประเด็นความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความวุ่นวายทางการเมืองและฐานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก อย่าง ฝรั่งเศส ทำให้ ECB ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า อัตราเงินเฟ้อที่ยังเสี่ยงอยู่ในระดับสูง ทำให้ ECB ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากจำเป็น (เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ในเดือนธันวาคม) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ไตรมาส 3 และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนตุลาคม
▪ ฝั่งเอเชีย – เราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% ทว่า BOJ อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เหมือนในการประชุมก่อนหน้า หลังอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงเคลื่อนไหวใกล้กับเป้าหมาย 2% ของ BOJ และความเสี่ยงด้านสูงยังคงมีอยู่ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นใหม่ของ BOJ ทั้งในส่วนของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ BOJ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในส่วนผลการประชุมธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า RBNZ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 3.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ และนอกเหนือจากผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางดังกล่าว รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนตุลาคม เพื่อประเมินภาพเศรษฐกิจจีนโดยรวม
▪ ฝั่งไทย – เรายังคงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังมีมติเอกฉันท์ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่แม้จะได้อานิสงส์จาก AI Boom แต่ยังคงขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อยังคงมีอยู่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูงและภาวะ Super El Nino แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว่าง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้ กนง. สามารถคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ยอดการส่งออกและนำเข้าของไทย รวมถึง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เดือนกันยายน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
วัดใจยักษ์แพลตฟอร์มหนุน ‘เอสเอ็มอี’ ‘เอ็ตด้า’ ชูเครื่องมือเช็กต้นทุน-กำไร

- แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee, Grab และ Lazada ต่างมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ผ่านการลดค่าธรรมเนียม, การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ และการส่งเสริมแบรนด์ไทย
- แม้แพลตฟอร์มจะช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ SME ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจทำให้กำไรลดลง เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่าโฆษณา และค่าเข้าร่วมแคมเปญ
- สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เปิดตัวเครื่องมือ “Total Take Rate: TTR” เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบต้นทุนรวมที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มอย่างโปร่งใส
- TTR ทำหน้าที่รวบรวมค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ SME สามารถคำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิที่แท้จริงได้ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมบริการเสริมต่างๆ
วันที่ผู้ประกอบการรายเล็กต้องแข่งขันกับสินค้าจำนวนมหาศาลบนโลกออนไลน์ การมีหน้าร้านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การเข้าถึงลูกค้า การสร้างการรับรู้ และการกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจ แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ Grab จึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างระบบอีคอมเมิร์ซหรือพัฒนาระบบจัดส่งขึ้นมาเองทั้งหมด
แต่เมื่อแพลตฟอร์มกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำธุรกิจ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงว่าแพลตฟอร์มช่วยให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นได้มากแค่ไหน หากต้องถามต่อว่า การเติบโตนั้นสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนหรือไม่ และร้านค้ารายเล็กมีอำนาจตัดสินใจมากพอที่จะบริหารธุรกิจของตัวเองหรือเปล่า
เพราะสำหรับเอสเอ็มอี การเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่การรักษากำไร การควบคุมต้นทุน และการสร้างฐานลูกค้าประจำต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้หรือไม่ หากยอดขายที่เพิ่มขึ้นต้องแลกกับส่วนลด ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจเผชิญสถานการณ์ที่ขายได้มากขึ้น แต่เหลือเงินสำหรับนำไปต่อยอดธุรกิจน้อยลง โจทย์จึงอยู่ที่ว่า แพลตฟอร์มมอง เอสเอ็มอี เป็นเพียงผู้ขายที่สร้างธุรกรรมให้ระบบ หรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องเติบโตไปด้วยกัน
‘ช้อปปี้’ ยันหนุนเอสเอ็มอี
แหล่งข่าวในวงการอีคอมเมิร์ซ ให้ข้อมูลว่า มุมของ ช้อปปี้ (shopee) พยายามใช้มาตรการสนับสนุนผู้ขายรายเล็กผ่านนโยบายส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย โดยนโยบายที่มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2569 ระบุว่า ร้านค้าที่เข้าเกณฑ์ยอดขายรวมไม่เกิน 10,000 บาทในช่วง 30 วันก่อนตัดรอบ อาจได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย 0.5-1.5% ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังมีค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน 1 บาทต่อคำสั่งซื้อที่สำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามลดภาระให้ร้านค้าขนาดเล็ก
ขณะที่ ก่อนหน้านี้ ช้อปปี้ได้ทุ่มงบประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยรายย่อย หรือ MSME ที่มียอดขายไม่เกิน 150,000 บาท ต่อเดือน เป็นการขานรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาลที่มุ่งใช้ศักยภาพ ของอีคอมเมิร์ซในการสร้างโอกาสและรายได้ให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผู้ขายที่เข้าร่วมโปรแกรม จะได้รับสิทธิ์การสนับสนุนต่อเนื่องนาน 6 เดือน
สิทธิประโยชน์สำคัญของโปรแกรมฯ นี้ เช่นยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับ 10 คำสั่งซื้อแรกต่อเดือน หรือรวมสูงสุด 60 คำสั่งซื้อ ตลอดระยะเวลาโปรแกรม และสำหรับคำสั่งซื้อที่ 11 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขายใน อัตราพิเศษ 0.5-1.5% ซึ่งเป็นสิทธิ์สำหรับร้านค้าที่มียอดขายต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น และจะเป็นไปตามรายละเอียดของแต่ละหมวดหมู่สินค้า
นอกจากการสนับสนุนด้านค่าธรรมเนียมแล้ว ช้อปปี้ยังมี หลักสูตรออนไลน์ให้อบรมฟรี จาก Shopee University เพื่อเน้นพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลที่จัดขึ้นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการขาย การบริหารร้านค้า และการใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัล พร้อมสนับสนุนโค้ดส่วนลดและโค้ดส่งฟรี เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายและขยายฐาน ลูกค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
ขณะที่ แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า ประเด็นที่แพลตฟอร์มควรต้องตอบสังคม คือ ส่วนลดค่าธรรมเนียมช่วยลดต้นทุนรวมของร้านค้าได้มากเพียงใด เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการขายสินค้า การซื้อโฆษณา และการเข้าร่วมแคมเปญ ตลอดจนร้านค้าที่มียอดขายเกินเกณฑ์ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบใด
‘แกร็บ’ ชู AI ยกระดับผู้ประกอบการ
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการร้านค้าและคนขับอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ปี 2568 แกร็บพัฒนาฟีเจอร์ “ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ” (GrabMerchant AI Assistant) ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนธุรกิจ มีร้านอาหารกว่า 275,000 ร้านทดลองใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว และเกือบ 55% หรือกว่า 150,000 ร้าน ใช้งานอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ข้อมูลของแกร็บยังระบุว่า กว่า 80% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ใช้ฟีเจอร์นี้ โดยร้านที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอสามารถสร้างยอดขายเติบโต 20% เมื่อเทียบกับร้านที่ไม่ได้ใช้งาน
ขณะเดียวกัน แกร็บพัฒนา “ผู้ช่วย AI” (Driver AI Assistant) ซึ่งเป็นแชตบอตบนแอปพลิเคชันคนขับร่วมกับ OpenAI เพื่อให้คำตอบและคำแนะนำเกี่ยวกับการให้บริการและเทคนิคเพิ่มรายได้ โดยมีคนขับกว่า 120,000 คนใช้งาน หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา
ผนึกโอเพ่นเอไอพัฒนาทักษะคน
ขณะเดียวกัน แกร็บร่วมมือกับ OpenAI เปิดตัวโครงการ “GO Forward with AI” ในระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนาหลักสูตรการใช้ ChatGPT ที่ออกแบบสำหรับคนขับและผู้ประกอบการร้านค้าโดยเฉพาะ เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าเพื่อวางแผนธุรกิจ ไปจนถึงพัฒนาแนวคิดใหม่เพื่อสร้างช่องทางรายได้
โครงการเริ่มนำร่องในสิงคโปร์ ก่อนขยายไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย โดยแกร็บระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะ AI ให้แก่ผู้ประกอบการและคนขับในระบบนิเวศของบริษัท
นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว แกร็บยังดำเนินโครงการ GrabAcademy เพื่อฝึกอบรมและจัดเวิร์กชอปด้านดิจิทัลให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น นำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลไปพัฒนาธุรกิจ เพิ่มมูลค่าสินค้าวัฒนธรรมไทยและสินค้าชุมชน รวมถึงต่อยอดโอกาสสร้างรายได้
‘ลาซาด้า’ หนุนแบรนด์ไทยเพิ่มมูลค่าธุรกิจ
ขณะที่ ลาซาด้า เผยข้อมูลรายงาน E-commerce Influencer & Affiliate Marketing in Southeast Asia 2026 ระบุว่า ผู้บริโภค 7 ใน 10 คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค้นพบสินค้าใหม่ผ่านมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้หลายช่องทางในการค้นหาและพิจารณาสินค้า โดยให้ความสำคัญกับข้อมูล ราคา รีวิว และความน่าเชื่อถือมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ “แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มีบทบาทต่อผู้ประกอบการ” มากกว่าการเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า ทั้งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การใช้เครื่องมือทางการตลาด การสร้างประสบการณ์ซื้อสินค้า และการขยายตลาดจากในประเทศไปสู่ต่างประเทศ
ลาซาด้าให้ความสำคัญการสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ เช่น กลุ่มสินค้าแฟชั่นที่ต้องอาศัยดีไซน์เฉพาะตัวและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลพบว่า แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่ติดอันดับขายดีที่สุดล้วนเป็น “แบรนด์ไทย” โดยมีจุดร่วมคือการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ
รายงานจาก CUBE INSIGHTS ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีแนวโน้มเติบโตจากมูลค่าราว 9.7 แสนล้านบาทในปี 2568 เป็น 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงกว่า 14% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ (Value per Order) มากกว่าการขยายปริมาณเพียงอย่างเดียว
นางสาววาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นเป็นกลยุทธ์หลักในการตอบสนองพฤติกรรมนักช้อปยุคใหม่ ลาซาด้าใช้มาตรการสร้างความมั่นใจผ่าน “4 การันตี” ได้แก่ การันตีสินค้าแบรนด์แท้ 100% การจัดส่งตรงเวลา การคืนสินค้าพร้อมเงินคืนไว และการันตีสต็อกพร้อม ควบคู่กับโปรแกรมสมาชิกและการนำ AI มาใช้เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้แม่นยำขึ้น
เปิดไส้ใน ‘TTR’ ต้นทุนแฝงบนอีคอมเมิร์ซ
นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ได้ประกาศ “คู่มือการดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการทราบอัตราส่วนแบ่งรวมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าก่อนการเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริม” หรือ Total Take Rate: TTR เพื่อเป็นแนวทางให้แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส เปิดเผยต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระอย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญ โปรแกรมส่งเสริมการขาย หรือบริการเสริมต่าง ๆ
หัวใจของ TTR คือการเปลี่ยนจากการมองค่าธรรมเนียมแบบ “แยกรายการ” มาเป็นการมอง “ต้นทุนรวม” ของการขายสินค้า เพราะในโลก อีคอมเมิร์ซ ร้านค้าไม่ได้จ่ายเพียงค่าคอมมิชชันจากการขาย แต่ยังอาจมีค่าใช้จ่ายอีกหลายชั้นที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการขาย
นายชัยชนะ ระบุว่า การเติบโตของ อี-มาร์เก็ตเพลส ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างและรวดเร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มอาจประกอบด้วย ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ค่าเข้าร่วมแคมเปญ คูปองหรือส่วนลดที่ร้านค้าต้องรับผิดชอบ ค่าโฆษณา ค่า Affiliate และค่าใช้จ่ายจากบริการเสริมอื่น ๆ
ปัญหาคือค่าใช้จ่ายแต่ละรายการอาจมีชื่อ อัตรา และฐานการคำนวณแตกต่างกัน ทำให้ร้านค้าเห็นต้นทุนเป็นส่วน ๆ แต่ไม่จำเป็นว่าจะเห็นภาพเดียวกันว่า เมื่อรวมทุกค่าใช้จ่ายแล้ว สินค้าหนึ่งรายการต้องเสียต้นทุนให้แพลตฟอร์มจริงเท่าไร และท้ายที่สุดร้านค้าจะเหลือเงินกลับมาเท่าไร นี่จึงเป็นช่องว่างที่ TTR เข้ามาเติม
โดยทำหน้าที่รวบรวมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระจากการขายสินค้า แล้วแสดงออกมาเป็นทั้ง อัตราร้อยละและจำนวนเงินจริง เมื่อเทียบกับ “ราคาสินค้าสุทธิ” หรือราคาสินค้าตั้งต้นหลังหักส่วนลดที่ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบ พูดง่าย ๆ TTR ต้องการทำให้ร้านค้าตอบคำถามได้ว่า “ขายสินค้านี้แล้ว แพลตฟอร์มจะหักต้นทุนรวมจากเราเท่าไร และเงินจะเหลือกลับมาเท่าไร”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
20 สำนวนภาษาอังกฤษ ที่มักเจอในชีวิตประจำวัน

การเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้จำกัดอยู่แค่การท่องศัพท์และกฎไวยากรณ์เท่านั้น แต่การรู้ “สำนวน” (Idioms) ก็สำคัญไม่แพ้กัน
สำนวนภาษาอังกฤษมักถูกใช้ในหลากหลายสถานการณ์ และมีความหมายแฝงที่ต่างจากการแปลตรงตัว การรู้และเข้าใจสำนวนเหล่านี้ จะช่วยยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของคุณให้ดียิ่งขึ้น ทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน
เราได้รวบรวม 20 สำนวนภาษาอังกฤษที่พบบ่อย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ!
สำนวนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
1. Through thick and thin แปลว่า ผ่านร้อนผ่านหนาว
ตัวอย่างประโยค
Best friends will always stay through thick and thin.
เพื่อนสนิทพร้อมจะผ่านร้อนผ่านหนาวไปด้วยกันเสมอ
2. On the tip of the tongue แปลว่า มันติดอยู่ที่ปาก , นึกคำที่จะพูดไม่ออก
ตัวอย่างประโยค
I was going to say something to you, but it’s on the tip of my tongue.
ฉันมีอะไรจะบอกเธอ แต่นึกไม่ออก มันติดอยู่ที่ปาก
3. Come rain or shine แปลว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ตัวอย่างประโยค
I’m going to Coachella next year, come rain or shine!
ปีหน้าฉันจะไป Coachella ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
4. Come hell or high water แปลว่า ต่อให้ยากแค่ไหน
ตัวอย่างประโยค
I will be there on time, come hell or high water.
ฉันจะไปถึงตรงเวลาแน่นอน ต่อให้ยากแค่ไหน
5. Get the hang of it แปลว่า เริ่มจับทางได้
ตัวอย่างประโยค
I have been practising dancing a lot. I think I’m getting the hang of it.
ช่วงที่ผ่านมาฉันฝึกเต้นบ่อยมาก ฉันคิดว่าพอจะเริ่มจับทางและเต้นได้บ้างแล้ว
6. To be toast! / You are toast! แปลว่า แย่แล้ว! , โดนจับโปะ! , โดนจับได้ว่าทำปัญหาบางอย่างไว้
ตัวอย่างประโยค
Your mom just found out you went out partying last night. You are toast!
แม่ของเธอเพิ่งจับได้ว่าเมื่อคืนเธอออกไปปาร์ตี้มา เธอซวยแล้ว!
7. Fingers crossed แปลว่า ขอให้โชคดี / หวังว่าจะสำเร็จ
ตัวอย่างประโยค
Fingers crossed for our exam tomorrow.
พรุ่งนี้ขอให้เราทำข้อสอบได้นะ สาธุ!
8. Let bygones be bygones แปลว่า แล้วก็แล้วกันไป
ตัวอย่างประโยค
Shall we let bygones be bygones?
เราเลิกแล้วต่อกันดีไหม
9. Take the edge off (something) แปลว่า ผ่อนคลาย / คลายเครียด
ตัวอย่างประโยค
You’ve been studying for the whole month, take the edge off.
เธออ่านหนังสือเตรียมสอบมาทั้งเดือนแล้ว พักผ่อนบ้างเถอะ
10. Get on someone’s nerves แปลว่า ทำให้รำคาญ / กวนประสาท
ตัวอย่างประโยค
Stop mocking me! You are getting on my nerves these days!
เลิกล้อเลียนฉันได้แล้ว! ช่วงนี้เธอกวนประสาทฉันมาก
11. A roller-coaster ride แปลว่า ขึ้น ๆ ลง ๆ เปลี่ยนแปลงบ่อย (ใช้ได้ในทางที่ดีและไม่ดี)
ตัวอย่างประโยค
My college life was a roller-coaster ride. I’m never going to forget it.
ชีวิตมหาวิทยาลัยของฉันมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ฉันไม่มีทางจะลืมมันแน่นอน
12. Toss and turn แปลว่า นอนไม่หลับ, กระสับกระส่าย
ตัวอย่างประโยค
It took me an hour of tossing and turning last night to fall asleep.
ฉันใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการพลิกไปพลิกมากว่าที่จะหลับ
13. Heavy sleeper แปลว่า คนหลับลึก, คนตื่นยาก
ตัวอย่างประโยค
My mom is such a heavy sleeper that she can sleep through a rain storm.
แม่ของฉันเป็นคนนอนหลับลึกมาก จนเธอสามารถนอนหลับผ่านพายุฝนได้
14. Have a heavy foot แปลว่า ขับรถเร็ว
ตัวอย่างประโยค
Johnny always gets speeding tickets because he has a heavy foot.
จอห์นนี่มักจะได้รับใบสั่งเพราะขับรถเร็ว
15. Sunday driver แปลว่า คนขับรถช้า
ตัวอย่างประโยค
Sorry, I’m late. I got stuck behind a Sunday driver.
ขอโทษที่มาสาย ฉันติดอยู่หลังคนขับรถช้า
16. Catch someone red-handed แปลว่า จับได้คาหนังคาเขา
ตัวอย่างประโยค
His boss caught him red-handed taking money from the cash register.
เจ้านายของเขาจับได้คาหนังคาเขาว่า เขาขโมยเงินจากเครื่องคิดเงิน
17. Paint the town red แปลว่า ออกไปฉลอง, ปาร์ตี้ให้สุดเหวี่ยง
ตัวอย่างประโยค
Richard has passed his exam. We are going to paint the town red tonight.
ริชาร์ดสอบผ่านแล้ว คืนนี้เราจะปาร์ตี้ให้สุดเหวี่ยงกัน
18. Crocodile tears แปลว่า แสร้งทำเป็นเสียใจ
ตัวอย่างประโยค
He wept a few crocodile tears over his wife’s death and then went married again at once.
เขาแสร้งทำเป็นเสียใจถึงการตายของภรรยาและจากนั้นเขาก็แต่งงานอีกครั้ง
19. Ants in one’s pants แปลว่า อยู่ไม่นิ่ง
ตัวอย่างประโยค
Do you have ants in your pants or something? Can’t you sit still for a minute?
คุณมีมดอยู่ในกางเกงหรือเปล่า? ช่วยนั่งนิ่งๆ สักนาทีได้ไหม?
20. It’s raining cats and dogs แปลว่า ฝนตกหนักมาก
ตัวอย่างประโยค
I’m afraid we’ll have to cancel the baseball match. It’s raining cats and dogs.
ฝนตกหนักมาก ฉันเกรงว่าเราจะต้องยกเลิกการแข่งขันเบสบอล
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
“แพท-กัสจัง” พ่ายคู่เจ้าถิ่น คว้ารองแชมป์แบดมินตัน อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส

“แพท” หทัยทิพย์ มิจาด กับ “กัสจัง” ณปภากร ตุงคะสถาน หญิงคู่ดาวรุ่งไทย ต้านความแกร่งของคู่เจ้าถิ่นไม่ไหว พ่ายไป 0-2 เกม คว้ารองแชมป์หญิงคู่ แบดมินตัน อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026 รับเงินรางวัลปลอบใจกว่า 1.5 แสนบาท
การแข่งขันแบดมินตันรายการ คูดุส อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 100 ชิงเงินรางวัลรวม 120,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,020,000 บาท ที่เมืองคูดุส ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ โดยมีนักแบดมินตันไทยลงสนามลุ้นแชมป์ 1 ประเภท
ประเภทหญิงคู่ รอบชิงชนะเลิศ “แพท” หทัยทิพย์ มิจาด กับ “กัสจัง” ณปภากร ตุงคะสถาน คู่มือวางอันดับ 1 ของรายการ และมืออันดับ 33 ของโลก ลงสนามพบกับ อิสยานา เซียฮิรา ไมด้า กับ รินจานี ควินนารา นาสตีน คู่มือวางอันดับ 2 ของรายการ และมืออันดับ 38 ของโลกจากอินโดนีเซีย
ผลการแข่งขันปรากฏว่า คู่ของ “แพท” หทัยทิพย์ กับ “กัสจัง” ณปภากร พยายามต้านทานความแข็งแกร่งของคู่เจ้าถิ่นอย่างเต็มที่ แต่ไม่อาจหยุดความร้อนแรงได้ ก่อนพ่ายไป 0-2 เกม 15-21 และ 17-21
จากผลดังกล่าวส่งผลให้ “แพท” หทัยทิพย์ มิจาด กับ “กัสจัง” ณปภากร ตุงคะสถาน คว้ารองแชมป์แบดมินตัน คูดุส อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026 ไปครอง พร้อมรับเงินรางวัลปลอบใจ 4,560 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 152,760 บาท
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
ถอดรหัส ‘ภัยเงียบ’ สังคมสูงวัย อาการ ‘ชราตามวัย’ ที่คร่าชีวิตภายใน 5 สัปดาห์

- ปัจจุบันวงการแพทย์หัวใจไม่ได้มองแค่การทำหัตถการสำเร็จเพียงครั้งเดียว แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด “Lifetime Patient Management” หรือการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต
- การลงทุนในเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความทนทานตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้น แต่จะช่วยตัดวงจรค่าใช้จ่ายแฝงในระยะยาวได้อย่างมหาศาล
- ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เอ็ดเวิร์ดส์ ไลฟ์ไซเอ็นซ์เซส ตั้งเป้าเดินหน้าทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่สิทธิประโยชน์พื้นฐาน
ในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ วิกฤติด้านสาธารณสุขไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โรคเรื้อรังยอดฮิตอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมะเร็ง หากแต่ยังมี “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พฤติกรรมความเสื่อมถอยตามวัย ซึ่งกำลังกลายเป็นภาระต้นทุนทางสุขภาพและเศรษฐกิจมหาศาล นั่นคือ “โรคลิ้นหัวใจเชิงโครงสร้าง” (Structural Heart Diseases) โดยเฉพาะ “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ” (Aortic Stenosis)
อมิต ราเฮจา (Amit Raheja) รองประธานอาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอ็ดเวิร์ดส์ ไลฟ์ไซเอ็นซ์เซส (Edwards Lifesciences) ผู้นำนวัตกรรมระดับโลกด้านการรักษาโรคลิ้นหัวใจ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับ โรคหัวใจและหลอดเลือด หนึ่งในวาระสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นว่าการ “รอคอย” และการมองข้ามสัญญาณเตือน อาจมีต้นทุนความสูญเสียที่สูงเกินกว่าระบบสาธารณสุขไทยจะแบกรับไหว
‘ชราตามวัย’ เสียชีวิตใน 5 สัปดาห์
ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีประชากรผู้สูงอายุรวมกันมากกว่า 503 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดขั้นสูงพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีคนไทยราว 250,000 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งคร่าชีวิตคนไทยสูงถึง 40,000 คนต่อปี
หนึ่งในความท้าทายเชิงพฤติกรรมที่อันตรายที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุไทย คือการที่ประชาชนจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่า สัญญาณเตือนรุนแรง เช่น อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือหน้ามืดเวียนศีรษะ เป็นเพียง “ความเสื่อมถอยตามวัย” หรือเรื่องปกติของคนแก่ ทั้งที่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้คือสัญญาณวิกฤติของ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบขั้นรุนแรง (Severe Aortic Stenosis) ซึ่งเป็นโรคลิ้นหัวใจที่พบได้บ่อยที่สุด
“ต้นทุนของการ ‘รอ’ ในมิติทางคลินิกนั้นสูงมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ความรุนแรงของโรคสามารถลุกลามกระทบต่อผู้ป่วยถึง 25-50% ในแต่ละปี และยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลทางการแพทย์ในประเทศจากงานประชุมวิชาการ Mahidol Symposium ชี้ชัดว่า เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น 10% ของผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียง 5 สัปดาห์”
นอกจากนี้ การรับประทานยาทำได้เพียงบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถหยุดยั้งโครงสร้างลิ้นหัวใจที่ตีบตันลงเรื่อยๆ ได้ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจึงเป็นหนทางเดียวที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง
AI-แพลตฟอร์มดิจิทัล ตรวจจับก่อนหัวใจวาย
เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะวิกฤติจนกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายถาวร การสร้างความตระหนักรู้และค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี AI คัดกรองเคสเสี่ยง (โปรแกรม ENACT) โดยประเทศไทยเป็นพื้นที่นำร่องโปรแกรม ENACT (Patient Activation Program) ซึ่งนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในระบบโรงพยาบาล ตรวจจับและวิเคราะห์สัญญาณภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบขั้นรุนแรงได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ช่วยย่นระยะเวลาตั้งแต่กระบวนการส่งตัวไปจนถึงการทำหัตถการได้อย่างมีนัยสำคัญ
แพลตฟอร์ม New Heart Valve Thailand ช่องทางสื่อสารดิจิทัลภาษาไทยที่ออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว รวบรวมแนวทางการตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) พร้อมชุดคำถามสำหรับใช้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
จากหัตถการครั้งเดียว สู่ ‘การดูแลตลอดช่วงชีวิต’
ในมิติด้านนวัตกรรมการรักษา เขาอธิบายว่า ปัจจุบันวงการแพทย์หัวใจไม่ได้มองแค่การทำหัตถการสำเร็จเพียงครั้งเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด “Lifetime Patient Management” หรือการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต สำหรับการรักษาในไทย การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิดอก (Open-Heart Surgery) ยังคงเป็นวิธีมาตรฐานหลัก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกระหว่าง “ลิ้นหัวใจกลไก” (Mechanical Valve) กับ “ลิ้นหัวใจเนื้อเยื่อ” (Tissue Valve) ตามช่วงอายุและวิถีชีวิต
ขณะเดียวกัน วิวัฒนาการอย่าง TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน โดยสอดสายผ่านหลอดเลือดบริเวณขาหนีบโดยไม่ต้องเปิดหน้าอกและไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจ ก็เข้ามาเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีลิ้นหัวใจเนื้อเยื่อยุคใหม่ที่เน้น “ความทนทานสูงในระยะยาว” กำลังเข้ามาพลิกโฉมการรักษา เพราะแก้จุดอ่อน
ของลิ้นหัวใจกลไกแบบดั้งเดิม ที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ไปตลอดชีวิต ซึ่งมักนำมาสู่ภาวะแทรกซ้อนเลือดออกผิดปกติ ต้องเจาะเลือดตรวจติดตามอาการบ่อยครั้ง และต้องเข้าพักรักษาตัวในห้อง ICU บ่อยครั้งในระยะยาว

เน้นคุณค่าเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว
ทั้งนี้ เขาเสนอแนะเชิงนโยบายต่อระบบสาธารณสุขไทย โดยระบุว่า ถึงแม้นวัตกรรมการแพทย์จะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือสิทธิการรักษา นวัตกรรมนั้นก็ไม่อาจบรรลุประโยชน์สูงสุด การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการพิจารณาเพียง งบประมาณหรือราคาอุปกรณ์ในระยะสั้น ไปสู่การประเมิน ‘คุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว’ (Value-based Healthcare) ของการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
“การลงทุนในเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความทนทานตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้น แต่จะช่วยตัดวงจรค่าใช้จ่ายแฝงในระยะยาวได้อย่างมหาศาล ทั้งการลดอัตราการนอนโรงพยาบาลซ้ำซ้อน ลดอัตราการครองเตียงในห้อง ICU และช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดูแลตนเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและระบบสวัสดิการรัฐ”
สำหรับหมุดหมายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เอ็ดเวิร์ดส์ ไลฟ์ไซเอ็นซ์เซส ตั้งเป้าเดินหน้าทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่สิทธิประโยชน์พื้นฐาน พร้อมขยายเครือข่ายศูนย์ฝึกอบรมแพทย์ด้วยเทคโนโลยีแบบจำลองเสมือนจริง (Simulator Program) ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ เพื่อให้โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศมีความพร้อมรับมือกับเคสโรคลิ้นหัวใจที่ซับซ้อนได้อย่างปลอดภัยและทั่วถึง ทลายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดชื่อ 6 ผลไม้ช่วย “บำรุงหัวใจ” อย่างเงียบๆ ไทยมีกินครบทุกอย่าง!

6 ผลไม้ใกล้ตัว ดีต่อหัวใจ ช่วยดูแลหลอดเลือด หาซื้อง่ายตามตลาดไทย
ผลไม้บำรุงหัวใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นผลไม้นำเข้าราคาแพงเสมอไป เพราะผลไม้ที่เราคุ้นเคยและหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปหลายชนิด ก็มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ทั้งใยอาหาร โพแทสเซียม วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย
สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association หรือ AHA) แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้อย่างหลากหลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เพราะการได้รับสารอาหารจากพืชอย่างเหมาะสมมีความสัมพันธ์กับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดีขึ้น และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังบางชนิดได้
สำหรับประเทศไทย มีผลไม้หลายชนิดที่หาได้ง่ายตามตลาดสด ร้านขายผลไม้ และซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะ 6 ชนิดต่อไปนี้ ซึ่งมีจุดเด่นด้านโภชนาการแตกต่างกันไป และสามารถนำมาสลับรับประทานในชีวิตประจำวันได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
1. ฝรั่ง อุดมด้วยวิตามินซีและใยอาหาร
ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่ายแทบตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งกิมจู ฝรั่งแป้นสีทอง หรือฝรั่งพันธุ์อื่น ๆ จุดเด่นของฝรั่งคือมีวิตามินซีสูง พร้อมทั้งใยอาหารและโพแทสเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ
ใยอาหารจากฝรั่ง โดยเฉพาะใยอาหารชนิดละลายน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่อาจช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่สมดุล ขณะที่โพแทสเซียมมีบทบาทในการควบคุมสมดุลของเหลวและการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ
วิธีเลือกซื้อฝรั่ง ควรเลือกผลที่ผิวตึง ไม่มีรอยช้ำหรือบริเวณที่นิ่มผิดปกติ หากชอบเนื้อกรอบให้เลือกผลที่ยังแน่นและมีสีเขียวสด ส่วนฝรั่งที่เริ่มสุกจะมีกลิ่นหอมและเนื้อนุ่มขึ้น แนะนำให้รับประทานเป็นผลสดแทนฝรั่งแช่บ๊วยหรือฝรั่งคลุกผงปรุงรสที่อาจมีโซเดียมและน้ำตาลสูง
2. ส้มโอ มีวิตามินซีและสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติ
ส้มโอ เป็นผลไม้ตระกูลส้มที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีหลายสายพันธุ์ เช่น ส้มโอขาวน้ำผึ้ง ส้มโอทองดี และส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งแต่ละพันธุ์มีรสชาติและลักษณะเนื้อแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปส้มโอเป็นแหล่งของวิตามินซี โพแทสเซียม และใยอาหาร
นอกจากนี้ ส้มโอยังมีสารประกอบจากพืชในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับชีวเคมี การรับประทานผลไม้ตระกูลส้มอย่างหลากหลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินส้มโอเพียงอย่างเดียวจะช่วยป้องกันโรคหัวใจหรือหลอดเลือดอุดตันได้โดยตรง
การเลือกซื้อส้มโอควรพิจารณาตามลักษณะของแต่ละสายพันธุ์ เลือกผลที่เปลือกสมบูรณ์ ไม่มีรอยเน่าหรือเชื้อรา และมีน้ำหนักเหมาะสมกับขนาด สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกไม่มาก สามารถแบ่งรับประทานเป็นมื้อ ๆ ได้ โดยควรเก็บเนื้อส้มโอที่แกะแล้วในภาชนะปิดสนิทและแช่เย็น
ข้อควรระวัง: ส้มโออาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น ยาลดคอเลสเตอรอลบางตัวและยารักษาโรคความดันโลหิตบางชนิด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่าส้มโออาจมีผลต่อการทำงานของยาคล้ายกับเกรปฟรุต ผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน
3. กล้วย แหล่งโพแทสเซียมที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิต
กล้วย เป็นผลไม้ที่มีจำหน่ายทั่วไปในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม หรือกล้วยไข่ โดยมีสารอาหารสำคัญอย่างโพแทสเซียม ซึ่งช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และการรักษาสมดุลของความดันโลหิต
การได้รับโพแทสเซียมอย่างเพียงพอจากอาหารตามธรรมชาติ ร่วมกับการควบคุมปริมาณโซเดียม มีส่วนช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ กล้วยยังมีใยอาหารที่ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
สำหรับการเลือกซื้อ หากต้องการรับประทานทันทีสามารถเลือกกล้วยที่เปลือกเริ่มเหลืองและเนื้อไม่ช้ำ แต่หากต้องการเก็บไว้หลายวัน ควรเลือกกล้วยที่ยังไม่สุกเต็มที่ เพื่อให้ทยอยรับประทานได้ตามต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกกล้วยสายพันธุ์ใดเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังหรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดโพแทสเซียม ควรระมัดระวังปริมาณการรับประทานกล้วยและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
4. ส้ม กินทั้งผลได้ใยอาหารมากกว่าดื่มแต่น้ำ
ส้ม เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะวิตามินซี โพแทสเซียม ใยอาหาร และสารประกอบจากพืชในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารที่พบในรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ
หลายคนคุ้นเคยกับการดื่มน้ำส้มคั้น แต่หากต้องการได้รับใยอาหารมากขึ้น การรับประทานส้มเป็นผลถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเนื้อส้มและเยื่อหุ้มกลีบมีใยอาหารที่อาจลดลงเมื่อคั้นและกรองเอากากออก นอกจากนี้ การกินผลไม้ทั้งผลยังช่วยให้อิ่มได้มากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ในปริมาณที่ให้พลังงานใกล้เคียงกัน
สำหรับการเลือกซื้อ ควรเลือกส้มที่เปลือกไม่มีรอยเน่าหรือเชื้อรา ผิวไม่ยุบตัวผิดปกติ และมีน้ำหนักเหมาะสมกับขนาด หากต้องการดื่มน้ำส้ม ควรเลือกชนิดไม่เติมน้ำตาลและควบคุมปริมาณ เพราะแม้เป็นน้ำผลไม้แท้ก็ยังมีน้ำตาลตามธรรมชาติและให้ใยอาหารน้อยกว่าการรับประทานเป็นผล
5. มะละกอสุก มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ
มะละกอสุก เป็นผลไม้ที่มีรสหวานตามธรรมชาติ เนื้อนุ่ม และรับประทานได้ง่าย โดยมีสารอาหารสำคัญหลายชนิด เช่น วิตามินซี ใยอาหาร โพแทสเซียม และสารแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารให้สีเหลืองส้มในพืชและมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระ
สารแคโรทีนอยด์บางชนิด เช่น เบตาแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ขณะที่ไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผลไม้และผักบางชนิด แม้สารเหล่านี้จะมีบทบาทที่น่าสนใจต่อสุขภาพ แต่ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าการกินมะละกอสามารถป้องกันโรคหัวใจได้โดยตรง
วิธีเลือกมะละกอสำหรับรับประทานทันที ควรเลือกผลที่เปลือกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองค่อนข้างทั่ว มีความนุ่มเล็กน้อยเมื่อกดเบา ๆ และไม่มีรอยเน่า หากต้องการเก็บไว้หลายวันสามารถเลือกผลที่เริ่มมีสีเหลืองแล้วนำมาวางให้สุกต่อที่บ้าน ส่วนมะละกอที่ปอกหรือหั่นแล้วควรเก็บในภาชนะปิดสนิทและแช่เย็น
6. อะโวคาโด มีไขมันดี ช่วยเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีต่อหัวใจ
อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่แตกต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ เพราะมีไขมันเป็นองค์ประกอบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ซึ่งเป็นไขมันที่เหมาะสำหรับใช้ทดแทนไขมันอิ่มตัวจากอาหารบางประเภท นอกจากนี้ ยังมีใยอาหารและโพแทสเซียม
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of the American Heart Association เมื่อปี 2022 ซึ่งติดตามข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า 110,000 คน พบว่า ผู้ที่รับประทานอะโวคาโดอย่างน้อย 2 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ต่ำกว่าผู้ที่แทบไม่ได้รับประทาน โดยเฉพาะเมื่อใช้อะโวคาโดทดแทนอาหารบางชนิดที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าการกินอะโวคาโดเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง สิ่งสำคัญคือรูปแบบการกินโดยรวมและการเลือกแหล่งไขมันที่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน
อะโวคาโดสามารถนำมารับประทานได้หลายรูปแบบ ทั้งหั่นใส่สลัด บดทาขนมปังโฮลวีต หรือรับประทานคู่กับไข่และผักสด หากต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการเติมนมข้นหวาน น้ำตาล หรือครีมในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ได้รับพลังงานและน้ำตาลเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
สำหรับการเลือกซื้ออะโวคาโด ควรเลือกผลที่ไม่มีรอยช้ำลึกหรือรอยเน่า ผลที่สุกพร้อมรับประทานมักมีความนุ่มเล็กน้อยเมื่อกดเบา ๆ ทั้งนี้ สีเปลือกอาจแตกต่างกันตามสายพันธุ์ จึงไม่ควรใช้สีเป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว
กินผลไม้ดีต่อหัวใจอย่างไร ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด?
แม้ผลไม้ทั้ง 6 ชนิดจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องรับประทานทุกชนิดในแต่ละวัน หรือจำเป็นต้องเลือกผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญคือการกินผักและผลไม้ให้หลากหลาย เลือกอาหารที่สมดุล และควบคุมปริมาณน้ำตาล โซเดียม และไขมันอิ่มตัวจากอาหารโดยรวม
แนวทางการรับประทานผลไม้เพื่อสุขภาพที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ มีดังนี้
- เลือกกินผลไม้ทั้งผล เพื่อให้ได้รับใยอาหารมากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ที่ผ่านการคั้นหรือกรองกาก
- รับประทานให้หลากหลาย สลับชนิดและสีของผลไม้ เพื่อให้ได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีที่แตกต่างกัน
- หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลเกินจำเป็น โดยเฉพาะผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้เชื่อม และน้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล
- เลือกผลไม้ตามฤดูกาล เพราะมักหาซื้อได้ง่าย มีความสดใหม่ และมีราคาเหมาะสม
- ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต หรือมีข้อจำกัดด้านอาหาร ควรเลือกชนิดและปริมาณตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
นอกจากนี้ การดูแลหัวใจให้แข็งแรงยังต้องอาศัยพฤติกรรมสุขภาพด้านอื่นร่วมด้วย เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับให้เพียงพอ การไม่สูบบุหรี่ และการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล รวมถึงไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
สรุป 6 ผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ
ฝรั่ง ส้มโอ กล้วย ส้ม มะละกอ และอะโวคาโด ล้วนเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยแต่ละชนิดมีจุดเด่นแตกต่างกัน ทั้งวิตามินซี ใยอาหาร โพแทสเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ และไขมันไม่อิ่มตัว
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผลไม้ชนิดใดสามารถป้องกันหรือรักษาโรคหัวใจได้ด้วยตัวเอง การรับประทานผลไม้อย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่กับอาหารที่มีประโยชน์และการดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่า และไม่จำเป็นต้องเลือกผลไม้ราคาแพงเสมอไป เพราะผลไม้พื้นบ้านที่หาซื้อได้ง่ายก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีต่อหัวใจได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,950.00 | 64,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,134.00 | 62,671.44 | 64,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,720.60 | 56,404.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,307.20 | 50,137.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,860.30 | 28,202.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,446.90 | 21,935.00 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,283.94 | 64,944.53 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/10/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.04 | 42.04 | 42.54 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 | 42.04 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.67 | 41.67 | 42.17 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 | 41.67 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 51.03 | – | – | 50.61 | – | 51.53 | 51.18 | – | 51.03 |
| ดีเซล | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 | 43.54 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |







