สาระน่ารู้ประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569

ค้าปลีกจุดพลุ! ภูเก็ต Destination Economy เปลี่ยนเมืองท่องเที่ยวสู่ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ระดับโลก

  • ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยวสู่ “Global Lifestyle Destination” โดยมีกลุ่มทุนค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในโครงการใหม่ๆ เพื่อรองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม
  • โครงการ “ไอคอนภูเก็ต” มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับภูเก็ตสู่ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ ขณะที่อุปทานพื้นที่ค้าปลีกคาดว่าจะเติบโตเกือบ 30% ภายในปี 2572
  • ตลาดค้าปลีกมีการขยายตัวและแตกแขนงสู่รูปแบบที่หลากหลายขึ้น เช่น Community Mall และ Destination Retail โดยเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเน้นพื้นที่ขายสู่การสร้าง “Destination” ที่มอบประสบการณ์

ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวที่พึ่งพานักเดินทาง สู่ “Global Lifestyle Destination” เต็มรูปแบบ เมื่อทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่เร่งปักหมุดโครงการใหม่ ตั้งแต่ “Community Mall” ไปจนถึง “Destination Retail” ขณะที่ ไอคอนภูเก็ต (ICONPHUKET) มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เข้ามาเป็นแรงส่งสำคัญ ท่ามกลางตลาดที่มีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 92.54% และอุปทานมีแนวโน้มแตะ 601,819 ตารางเมตรในปี 2572

ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซาวิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า การเปิดตัว “ไอคอนภูเก็ต” เป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ตลาดค้าปลีกภูเก็ตกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากทั่วโลกอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นโครงการค้าปลีกขนาดใหญ่ หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภูเก็ตจาก “Tourism Destination” ไปสู่ “Global Lifestyle Destination” ที่ผู้คนไม่ได้เดินทางเข้ามาเพียงเพื่อพักผ่อน แต่เข้ามาใช้ชีวิต ใช้จ่าย และสัมผัสประสบการณ์ตลอดทั้งปี

ข้อมูลของซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 ตลาดพื้นที่ค้าปลีกภูเก็ตมีอุปทานสะสม 432,630 ตารางเมตร ในจำนวนนี้มีพื้นที่ถูกใช้งานแล้ว 400,345 ตารางเมตร คิดเป็นอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 92.54% เหลือพื้นที่ว่าง 32,285 ตารางเมตร หรือเพียง 7.46% สะท้อนว่าดีมานด์ค้าปลีกของภูเก็ตยังอยู่ในระดับสูง แม้ตลาดจะมีโครงการใหม่ทยอยเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง

ซาวิลส์ประเมิน 4 ปีข้างหน้า อุปทานจะยังขยายตัวต่อเนื่อง จาก 464,630 ตารางเมตร ในปี 2569 และ 501,819 ตารางเมตร ในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นแตะ 601,819 ตารางเมตร ในปี 2572 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปี 2569

“การเพิ่มขึ้นของซัปพลายไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของพื้นที่เช่า แต่เป็นภาพสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาที่มีต่อศักยภาพของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวและเมืองพักอาศัยระดับนานาชาติ”

ค้าปลีกสู่ยุค “แตกแขนง”

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของภูเก็ตคือโครงสร้างตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย Shopping Mall ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ตลาดกำลังแตกแขนงออกเป็น Shopping Mall, Community Mall, Lifestyle Mall, Destination Retail รวมถึง Wholesale และ Cash & Carry เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ประชากรท้องถิ่น ไปจนถึง Expat และกลุ่มผู้พำนักระยะยาวที่มีกำลังซื้อสูง

สิ้นปี 2568 ตลาดค้าปลีกภูเก็ตมีอุปทาน 432,580 ตารางเมตร เป็น Shopping Mall ราว 221,265 ตารางเมตร หรือ 51.2% Hypermarket มี 116,315 ตารางเมตร หรือ 26.9% และ Community Mall ราว 95,000 ตารางเมตร หรือ 22% สะท้อนภาพว่าพฤติกรรมการบริโภคของภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจากการเดินทางเข้าสู่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไปสู่การเลือกใช้บริการพื้นที่ค้าปลีกใกล้บ้าน ใกล้โรงแรม และใกล้แหล่งท่องเที่ยวมากขึ้น

Community Mall ดาวรุ่งชายฝั่งตะวันตก

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Community Mall เป็นหนึ่งในโมเดลค้าปลีกที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ Bang Tao, Cherngtalay, Kamala และพื้นที่โดยรอบ Laguna Phuket

เหตุผลสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงของฐานประชากรและเศรษฐกิจในพื้นที่ เมื่อโรงแรมระดับ Luxury, Branded Residence, วิลล่าระดับบน และโครงการ Mixed-use ขยายตัวต่อเนื่อง ความต้องการค้าปลีกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โครงการใหม่ที่ทยอยพัฒนา อาทิ Mingle Hill, Mingle Crystal Lake Kamala, Mingle Vibe, Turquoise Community Mall, The Grove by Botanica, Synthesis Ark Phuket, The Hub Kamala และ One MontAzure

“ค้าปลีกจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่ซื้อของ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการอยู่อาศัย ตั้งแต่ร้านอาหาร คาเฟ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต บริการ ไปจนถึงพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์”

จุดเปลี่ยนจาก “พื้นที่ขาย” สู่ Destination

ท่ามกลางการขยายตัวของตลาด โครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ “ไอคอนภูเก็ต” มูลค่าลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ของสยามพิวรรธน์ โครงการวางแนวคิดเป็น Hybrid Retail-Attraction & Entertainment Destination ผสานพื้นที่ค้าปลีก ความบันเทิง การท่องเที่ยว และ Lifestyle Experience พร้อม 12 World-Class Attractions กำหนดเปิดบริการปี 2572

นัยสำคัญของโครงการไม่ใช่แค่โปรเจกต์ขนาดใหญ่ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิดของการแข่งขัน จากเดิมที่ผู้ประกอบการวัดกันด้วย “จำนวนตารางเมตร” ไปสู่การสร้าง “Destination” ที่ทำให้ผู้บริโภคตั้งใจเดินทางมา ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น และมีเหตุผลที่จะกลับมาอีกครั้ง นี่คือโมเดลค้าปลีกที่เชื่อม Retail เข้ากับ Tourism และ Entertainment  เป็นแรงส่งให้ภูเก็ตขยับเข้าใกล้การเป็นศูนย์กลาง Lifestyle ระดับภูมิภาคมากขึ้น

Phuket City-Patong ยังครองแชมป์

หากมองในมิติทำเล โครงสร้างค้าปลีกภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจาก “City-Centric Retail” ไปสู่ “Multi-Destination Retail” อย่างชัดเจน ข้อมูลซาวิลส์ระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 อุปทานค้าปลีกของภูเก็ตกระจุกตัวอยู่ใน 3 ทำเลหลัก ได้แก่ Phuket City, ป่าตอง และ เชิงทะเล

Phuket City มีอุปทานสูงสุด 163,630 ตารางเมตร คิดเป็น 37.8% ของตลาด ตามด้วย ป่าตอง 104,000 ตารางเมตร หรือ 24% และเชิงทะเล 61,000 ตารางเมตร หรือ 14.1% ขณะที่พื้นที่อื่นมีอุปทาน 84,000 ตารางเมตร หรือ 19.4% ส่วน Rawai, Mai Khao และ Naiyang มีประมาณ 9,000, 6,000 และ 5,000 ตารางเมตร ตามลำดับ

จุดที่น่าจับตาคือ เชิงทะเล กำลังขยับบทบาทจากพื้นที่พักอาศัยและท่องเที่ยวระดับบนสู่ Retail and Lifestyle Hub แห่งใหม่ของภูเก็ต จากแรงหนุนของตลาด Luxury Residential, Hospitality และกลุ่มผู้พำนักระยะยาวที่มีกำลังซื้อสูง

 “เซ็นทรัลภูเก็ต” ยกระดับเกมลักชัวรี

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญยังมาจาก เซ็นทรัล ภูเก็ต (Central Phuket) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางค้าปลีกระดับบนของเกาะ ปัจจุบันโครงการมีพื้นที่รวม 400,000 ตารางเมตร มากกว่า 700 ร้านค้า และพื้นที่ให้เช่ามากกว่า 185,000 ตารางเมตร ขณะที่การขยาย Luxury Zone จะช่วยเพิ่มบทบาทของภูเก็ตรองรับสินค้าลักชัวรีและแบรนด์ระดับโลก

“การเกิดขึ้นของ Destination Retail ขนาดใหญ่ และ Community Mall ในหลายทำเล โครงสร้างตลาดจึงครอบคลุมตั้งแต่ Luxury Shopping ไปจนถึง Everyday Lifestyle หมายความว่า ภูเก็ตกำลังสร้างระบบค้าปลีกที่มีหลายระดับ ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่มมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาศูนย์กลางการค้าเพียงไม่กี่แห่ง”

ค่าเช่าสูงสุด 3,000 บาทต่อตร.ม. สะท้อนกำลังซื้อ

การเติบโตของตลาดยังสะท้อนผ่านระดับค่าเช่า ซาวิลส์ประเมินว่า ค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีกภูเก็ตโดยทั่วไปอยู่ที่  700-3,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการ ทำเล และศักยภาพในการดึงดูดผู้ใช้บริการ

สำหรับ Community Mall และทำเลศักยภาพ ค่าเช่า 1,200-1,500 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน โครงการที่มีทำเลโดดเด่นหรือฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง ขยับขึ้นไป 2,000-2,500 บาท บางทำเลแตะ 2,000-3,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

บางโครงการยังใช้โมเดลค่าเช่าควบคู่กับ Gross Profit หรือ GP ในระดับ 18-25% เพื่อให้รายได้ของเจ้าของพื้นที่เชื่อมโยงกับยอดขายของผู้เช่า โครงสร้างค่าเช่านี้สะท้อนว่าตลาดมีแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Retail Ecosystem ใหม่ของภูเก็ต

โจทย์ต่อไปคือ “ความแตกต่าง”

แม้ภาพรวมจะเต็มไปด้วยโอกาส แต่การเพิ่มขึ้นของอุปทานในช่วง 2569-2572 ย่อมทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะใน Phuket City, บางเทา–เชิงทะเล, ถลาง, ป่าตอง และ ราไวย์ ดังนั้น เกมค้าปลีกภูเก็ตในระยะต่อไปจึงอาจไม่ได้ตัดสินกันด้วยขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ผู้ชนะในตลาดจะต้องสามารถสร้างเอกลักษณ์ของโครงการ เลือก Tenant Mix ให้เหมาะกับทำเล ดึงแบรนด์ที่มีศักยภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้พักอาศัย โจทย์ใหญ่จึงเปลี่ยนจาก “จะสร้างพื้นที่เท่าไร” เป็น “จะสร้างเหตุผลอะไรให้คนเดินทางมา”

 Shopping Mall สู่ Destination Economy

ในมุมมองของซาวิลส์ “ไอคอนภูเก็ต” เป็นมากกว่าการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่เป็น Catalyst ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพของภูเก็ตบนแผนที่ค้าปลีกโลก เมื่อผนวกกับการเติบโตของตลาด Luxury Residential, Hospitality, Wellness และ Tourism ภูเก็ตกำลังมีองค์ประกอบครบถ้วนมากขึ้นสำหรับการพัฒนาเป็นเมืองที่ผู้คนจากทั่วโลกไม่ได้กำลังเปิดบทใหม่ให้ตลาดค้าปลีกภูเก็ต และทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในที่ที่ต้องการ “มาใช้ชีวิต”

จากเมืองท่องเที่ยวสู่ “Global Lifestyle Destination” และจาก Shopping Mall สู่ “Destination Economy” การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังเปิดบทใหม่ให้ตลาดค้าปลีกภูเก็ต และทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิค้าปลีกที่ต้องจับตาของนักลงทุนระดับโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สกัดวิกฤติอสังหาฯเปิด 5 โจทย์ใหญ่ ชง ปลดล็อกสินเชื่อ-รับมือโลกเดือด

  • 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์เสนอ 5 แนวทางต่อภาครัฐและธนาคารเพื่อแก้ไขวิกฤตตลาดที่อยู่อาศัย
  • ข้อเสนอหลักคือการปลดล็อกสินเชื่อบ้าน โดยปรับเกณฑ์ประเมินรายได้ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ และใช้ระบบค้ำประกันสินเชื่อเพื่อแก้ปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงกว่า 50%
  • ผลักดันมาตรการรับมือโลกเดือด โดยส่งเสริมสินเชื่อเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน (Green Finance) และเรียกร้องให้รัฐวางโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อป้องกันภัยธรรมชาติ
  • เสนอให้จัดระเบียบการซื้อและเช่าอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติเพื่อแก้ปัญหานอมินี พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้นิติบุคคลหมู่บ้านเพื่อสร้างชุมชนที่รับมือวิกฤติได้

 3 สมาคมอสังหาฯเปิด 5 โจทย์ใหญ่ฟื้นตลาดผ่านรัฐ ธนาคาร ตั้งแต่ปลดล็อกสินเชื่อบ้าน รับมือผู้กู้ยุคใหม่ ดันบ้านประหยัดพลังงาน วางโครงสร้างเมืองรับภัยธรรมชาติ จัดระเบียบต่างชาติ ไปจนถึงสร้างชุมชนเข้มแข็ง หวังมาตรการรัฐช่วยปลุกกำลังซื้อ พร้อมลดการจัด มหกรรมบ้านและคอนโดเหลือ ปีละครั้ง เริ่มปี 2570 ปักหมุดงานใหญ่ปลายปีนี้ ดึงกว่า 1,000 โครงการ ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 1 หมื่นล้าน

 ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อปัญหากำลังซื้อไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่อง “ราคาแพง” แต่ขยายวงไปถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โครงสร้างเมืองที่ต้องรับมือภัยธรรมชาติ ตลอดจนโจทย์ความยั่งยืนและการบริหารจัดการชุมชน

ท่ามกลางภาพดังกล่าว 3 สมาคมใหญ่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ผนึกกำลังเสนอแนวทางต่อภาครัฐ ธนาคาร พร้อมเดินหน้ากระตุ้นตลาดผ่าน มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 หวังสร้างแรงส่งให้ตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569

สินเชื่อบ้านติดล็อก โจทย์ใหญ่ที่ต้องปลด

 สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญของการฟื้นตลาดคือ การทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและรูปแบบการทำงานยุคใหม่ ปัญหาสำคัญคือระบบประเมินรายได้แบบเดิมอาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนไป

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และกลุ่ม Gen Z ที่ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขายออนไลน์ หรือสร้างรายได้จากการเป็นครีเอเตอร์และยูทูบเบอร์ ซึ่งไม่ได้มีรายได้ประจำหรือสลิปเงินเดือนในรูปแบบเดียวกับมนุษย์เงินเดือน ข้อเสนอจึงอยู่ที่การปรับวิธีประเมินจากการยึด “เอกสารรายได้” ไปสู่การพิจารณา รายได้ที่เกิดขึ้นจริงของผู้กู้เพื่อสะท้อนศักยภาพในการชำระหนี้มากขึ้น

 อีกกลไกที่ถูกเสนอคือ Mortgage Guaranteeหรือระบบค้ำประกันสินเชื่อ โดยให้สถาบันการเงินของรัฐเข้ามาช่วยค้ำประกันบางส่วน สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้กู้บางกลุ่มขณะเดียวกันยังเสนอให้ปรับรูปแบบดอกเบี้ยจากการใช้อัตราแบบ Flat Rate ไปสู่ Risk-Based Pricingหรือกำหนดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ ในหลักการ ผู้กู้ที่มีเครดิตดีและความเสี่ยงต่ำควรได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ขณะที่ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถกู้ได้ อาจมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อให้ราคาของสินเชื่อสะท้อนความเสี่ยงจริง

ปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง สะเทือนดีมานด์

 ด้านปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย ชี้ให้เห็นอีกมิติของปัญหาว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ขาดคนต้องการซื้อเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเผชิญข้อจำกัดจาก ความสามารถในการกู้ของผู้ซื้อ ปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านถูกประเมินว่า สูงกว่า 50%สะท้อนช่องว่างระหว่าง ความต้องการมีบ้านกับ ความสามารถในการได้รับสินเชื่อเมื่อผู้ซื้อไม่สามารถผ่านด่านสินเชื่อ การกระตุ้นตลาดด้วยโปรโมชั่นหรือการลดราคาเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่สามารถเปลี่ยนความต้องการให้กลายเป็นยอดโอนได้

 หนึ่งในข้อเสนอที่สมาคมอาคารชุดไทยต้องการให้กระทรวงการคลังพิจารณาคือ การนำมาตรการบ้านหลังแรกกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อสร้างแรงจูงใจและช่วยให้ประชาชนคนไทยสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้าง “แรงซื้อ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้แรงซื้อนั้นสามารถเดินทางไปถึงขั้นตอนการขอสินเชื่อและโอนได้จริง

บ้านสีเขียว จากเทรนด์สู่เครื่องมือลดค่าครองชีพ

 อีกด้านหนึ่งที่ภาคอสังหาฯ ต้องการผลักดันคือ Green Finance โดยเปลี่ยนมุมมองเรื่องบ้านประหยัดพลังงานจากเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ไปสู่เรื่อง “ต้นทุนการอยู่อาศัย” ของประชาชน สุนทรเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการออกแบบบ้านที่ช่วยลดการใช้พลังงาน ตั้งแต่ Passive Design ซึ่งอาศัยทิศทางลมและแสงธรรมชาติ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างน้อย 12% ไปจนถึง Active Design และพลังงานหมุนเวียนที่อาจช่วยประหยัดได้ถึง 25%

 ขณะที่การติดตั้ง Solar Rooftop หรือระบบผลิตพลังงานเพิ่มเติม อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้สูงสุดถึง 50% ตามแนวทางที่ภาคธุรกิจเสนอ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบสินเชื่อสีเขียวให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง Pre-Financeสำหรับผู้ประกอบการ และ Post-Financeสำหรับผู้ซื้อบ้าน เพื่อให้ต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานไม่ตกอยู่กับผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง

ภัยธรรมชาติกลายเป็นโจทย์อสังหาฯ

 เมื่อสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติกลายเป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงมองว่า การพัฒนาโครงการในอนาคตไม่สามารถแยกออกจาก “โครงสร้างเมือง” ได้อีกต่อไป

หนึ่งในคำถามสำคัญคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะยังเป็นศูนย์กลางเมืองต่อไปหรือไม่ หากคำตอบคือยังคงอยู่ที่เดิม ภาครัฐจำเป็นต้องวางแผนรับมือภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบข้อเสนอจึงขยับจากระดับโครงการไปสู่ระดับประเทศ ตั้งแต่การพิจารณาระบบบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ เช่น แนวคิด Delta Model ของเนเธอร์แลนด์ หรือระบบป้องกันน้ำแบบเมืองเวนิส ก่อนนำมาเชื่อมโยงกับการวางผังเมืองและการจัดสรรงบประมาณ

 เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน ภาคเอกชนจึงสามารถนำไปต่อยอดเป็น Resilient Designออกแบบหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมให้สามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้มากขึ้น เช่น การจัดทำพื้นที่หน่วงน้ำหรือพื้นที่รับน้ำภายในโครงการ

แนวคิดนี้สะท้อนว่า บ้านในอนาคตอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องทำเลและราคา แต่ต้องแข่งขันกันด้วยความสามารถในการรับมือความไม่แน่นอน

ต่างชาติซื้อ-เช่า ต้องจัดระเบียบก่อนปัญหานอมินีบานปลาย

 อีกโจทย์ที่ 3 สมาคมอสังหาฯ เห็นตรงกันคือ การจัดระเบียบการซื้อและเช่าอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ภาคเอกชนเสนอให้พิจารณาโครงสร้างภาษีสำหรับชาวต่างชาติ โดยเห็นว่าอัตราภาษีไม่ควรจำเป็นต้องอยู่ในระดับเดียวกับคนไทย พร้อมนำธุรกรรมการซื้อคอนโดมิเนียมและการเช่าระยะยาวเข้าสู่ระบบที่โปร่งใสมากขึ้น

เป้าหมายสำคัญคือการลดปัญหา Nominee หรือการใช้บุคคลอื่นถือครองแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยทั้งกฎหมายและระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจเสนอให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีชาวต่างชาติถูกนำกลับมาใช้เพื่อสนับสนุนกลุ่มเปราะบางในสังคม เช่น ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุชาวไทย

นิติบุคคลหมู่บ้าน จากผู้ดูแลสู่ “ศูนย์รับมือวิกฤติ”

 โครงสร้างการบริหารหลังการขายก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ถูกหยิบขึ้นมา เพราะบ้านไม่ได้จบลงเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ แต่การดูแลพื้นที่ส่วนกลางและคุณภาพชีวิตของชุมชนยังต้องดำเนินต่อไป สุนทรเสนอให้ผลักดันกฎหมายลูกของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การจัดตั้ง นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีความชัดเจนและทำให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตัวเองได้เข้มแข็งขึ้น  

แนวทางที่เสนอคือ หากผู้ประกอบการไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลได้ ให้เปิดทางลูกบ้านเข้ามาดำเนินการเอง โดยผู้ประกอบการยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสาธารณูปโภคตามสัดส่วนที่กำหนด หากลูกบ้านยังไม่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถเข้ามารับช่วงดูแล

มากกว่านั้น นิติบุคคลหมู่บ้านยังสามารถกลายเป็น ศูนย์ประสานงานระดับชุมชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งน้ำท่วม ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ที่กระทบต่อคนจำนวนมากในโครงการ นี่จึงเป็นการยกระดับบทบาทของนิติบุคคล จากผู้ดูแลพื้นที่ส่วนกลางไปสู่กลไกสำคัญของการสร้าง “ชุมชนที่รับมือวิกฤติได้”

มหกรรมบ้านคอนโดเปลี่ยนมาจัดปีละครั้ง

พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย  กล่าวว่า ท่ามกลางข้อเสนอเชิงโครงสร้าง 3 สมาคมยังเตรียมใช้กลไกตลาดกระตุ้นกำลังซื้อโดยตรง ผ่าน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50” ภายใต้แนวคิดครบที่สุด ทุกที่ ทุกทำเล ทุกราคา กว่า 1,000 โครงการ งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน 2569ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 8 ชั้น LG

โดยยกระดับรูปแบบงานสู่ Green Expo เชื่อมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเข้ากับคุณภาพชีวิต การประหยัดพลังงาน และความยั่งยืน ภายในงานจะรวบรวมผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยจากทั่วประเทศกว่า1,000 โครงการหวังสร้างแรงส่งให้ตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 เป้าหมายของงานปีนี้คือยอดขายภายในงานมากกว่า 10,000 ล้านบาท และต้องการให้ยอดขายเติบโตจากปีก่อน

“ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปทั้ง 3 สมาคมมีแนวทางจัดมหกรรมบ้านและคอนโดปีละครั้ง เนื่องจากมีจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลง และเป็นโครงการของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งโครงการ ของบริษัทเล็กๆ มีเปิดน้อยมีปัญหาเรื่อง เงินกู้ทำให้การจัดงานถึ่ ทำให้ โครงการ ออกมาน้อย บริษัทร่วม น้อยลง”

จาก “งานขายบ้าน” สู่โจทย์ฟื้นทั้งระบบ

 เมื่อมองภาพรวม ข้อเสนอของ 3 สมาคมสะท้อนว่าโจทย์อสังหาริมทรัพย์ในเวลานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดขาย แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงตั้งแต่ สินเชื่อ กำลังซื้อ พลังงานโครงสร้างเมือง ภาษี ชุมชน ไปจนถึงความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นจากภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่เป็นการออกแบบ “ระบบนิเวศอสังหาริมทรัพย์” ใหม่ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและความเสี่ยงในอนาคต

 เพราะหากคนต้องการซื้อแต่กู้ไม่ได้ บ้านประหยัดพลังงานแต่เข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ เมืองขยายตัวแต่โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม หรือโครงการมีบ้านแต่ขาดกลไกดูแลชุมชน ปัญหาของตลาดก็อาจไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีดีมานด์” หากแต่อยู่ที่ระบบยังไม่สามารถพาดีมานด์ไปถึงปลายทางได้ และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากปี 2569 สู่ปี 2570 ไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้คนกลับมาซื้อบ้าน แต่ทำอย่างไรให้คนสามารถซื้อบ้าน อยู่บ้าน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 8 ต.ค.69 ‘แข็งค่า’ เกาะติดตะวันออกกลาง-ถ้อยแถลงเฟด

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 8 ต.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนและกดดันเงินบาท
  • ตลาดรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินและทิศทางดอกเบี้ย

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (8 ต.ค. 2569) เปิดตลาดที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways Down ระหว่าง 33.61-33.75 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.55-33.75 บาทต่อดอลลาร์

แม้ช่วงแรกจะเผชิญแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับตัวลงแรงตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่บาทได้แรงหนุนกลับมาช่วงท้ายหลังราคาน้ำมันดิบทรงตัวและย่อลง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงมาทรงตัวแถวโซน 5.30% ประกอบกับเงินเยนญี่ปุ่นที่ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าช่วยกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม

Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมอาจอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ซึ่งอาจกดดันเงินบาทบ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม แต่เราสังเกตว่า เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังอ่อนค่าทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ (อาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด บนความกังวลต่อความเสี่ยงทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงิน) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง และช่วยหนุนเงินบาท

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ โดยเฉพาะหลังมีรายงานข่าวว่า ทางการสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เตรียมแผนปฎิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทำให้ ราคาพลังงานเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทได้ ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways แต่มีความเสี่ยงพร้อมอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านแรกแถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์) หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองฝรั่งเศสและสเปน ที่อาจเป็นปัจจัยกดดันเงินยูโรและหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ) ในช่วงนี้

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ FED อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ (Higher for Longer) หลังราคาน้ำมันดิบยังคงมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้น และรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด ยังคงสะท้อนแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.7% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.2% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ย่อลง -0.2%

▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.0% ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาฐานะการคลังของฝรั่งเศส รวมถึงประเด็นความไม่แน่นอนของการเมืองยุโรป โดยเฉพาะในฝั่งฝรั่งเศสและสเปน อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare เช่นเดียวกันฝั่งสหรัฐฯ

▪ ตลาดบอนด์ – แม้ในช่วงแรกบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.36% ทว่า จังหวะปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ กอปรกับผลการประมูลบอนด์ 10 ปี ที่ออกมาดี สะท้อนความต้องการซื้อของผู้เล่นในตลาด และแรงซื้อ Buy on Dip บอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาด ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และหนุนการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก่อนที่จะทรงตัวแถวระดับ 5.30% อนึ่ง แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps

▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ตามจังหวะการย่อตัวลงของทั้ง ราคาน้ำมันดิบและบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลง สู่โซน 102.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.2-102.5 จุด)

▪ ทองคำ – แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงขายหนักในช่วงการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด รวมถึง จังหวะพลิกกลับมาย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กอปรกับ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ช่วยให้ ราคาทองคำทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,130-4,140 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED พร้อมรอลุ้น รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึง ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ที่อาจกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 30 ปี ในระยะสั้นได้

▪ ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป

▪ ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ของญี่ปุ่น ส่วนในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน ยอดการใช้จ่ายของครัวเรือนญี่ปุ่น (Household Spending) ในเดือนสิงหาคม

▪ ในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนกันยายน

▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงประเด็นการเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ จากดึงลงทุนสู่คุมเกม

  • รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายจากการมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ มาเป็นการกำกับดูแลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมผลกระทบต่อทรัพยากรของประเทศ เช่น ไฟฟ้า น้ำ และ ที่ดิน
  • มีการออกมาตรการกำกับดูแลใหม่หลายด้าน เช่น การแบ่งประเภทผู้ประกอบการตามขนาด การกำหนดค่าไฟฟ้าประเภทใหม่เพื่อจูงใจให้ใช้พลังงานสะอาด และ การคุมเข้มใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้า
  • เตรียมออกมาตรการด้านผังเมือง เพื่อกำหนดโซนนิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ และผลักดันกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อนำระบบใบอนุญาตและหลักอธิปไตยทางข้อมูลมาใช้กำกับดูแล

การจัดระเบียบ Data Center ครั้งใหญ่กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ไทยเร่งดึงดูดการลงทุนดิจิทัล วันนี้โจทย์ของรัฐบาลกำลังขยับไปอีกขั้น คือทำอย่างไรให้การลงทุนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา ไม่กลายเป็นภาระด้านไฟฟ้า นํ้า ที่ดิน สิ่งแวดล้อม และ ชุมชนในอนาคต

มติบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ เพราะเป็นการประกาศให้ Data Center ถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมแบ่งผู้ประกอบการเป็น 5 ขนาดตาม IT Load และกำหนดให้ศูนย์ที่ใช้ไฟตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ขึ้นไปต้องจดแจ้งข้อมูลกับรัฐ 

ขณะเดียวกัน ยังเสนอค่าไฟเฉพาะประเภทที่ 9 ตามหลักผู้ใช้เป็นผู้จ่าย โดยเปิดทางให้การใช้พลังงานสะอาด มีต้นทุนที่จูงใจกว่าไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ

นี่คือ การเปลี่ยนวิธีคิดที่สำคัญ เพราะการแข่งขันดึง Data Center ไม่ควรจบลงที่จำนวนเม็ดเงินลงทุน หรือกำลังไฟที่จองไว้ หากต้องตอบให้ได้ว่าการลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์อะไรกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยบ้าง

ด้านมหาดไทยกำลังเติม “กติกาพื้นที่” เข้าไปในสมการ ด้วยแนวคิดแยก Data Center ออกจากอาคารขนาดใหญ่ทั่วไป กำหนดโซนนิ่ง โดยเฉพาะศูนย์ขนาดใหญ่ ที่อาจต้องอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่ผังเมืองรองรับ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งระบบสำรองนํ้าและไฟฟ้า การจัดเก็บนํ้ามันดีเซล และการระบุอาคารอย่างชัด

ขณะที่กระทรวงดิจิทัลฯ กำลังผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะนำระบบใบอนุญาตและหลักการอธิปไตยทางข้อมูล เข้ามากำกับ Data Center และ Cloud สะท้อนว่า ศูนย์ข้อมูลในอนาคตไม่ได้เป็นเพียงสถานที่วางเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของข้อมูลโดยตรง
อีกด้านคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ.จ่อคุมเข้มใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกำหนดให้การจำหน่ายไฟฟ้าแก่กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะ และต้องมีรายละเอียดแผนการใช้ไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ 

ไม่ว่าจะเป็นแผนการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าปกติ แผนอัตรา Utility Green Tariff แผนการใช้ไฟฟ้าผ่าน Direct PPA การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง หรือการซื้อจากเอกชนรายอื่น

ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลกำหนดเส้นตายรวบรวมกติกาจากทุกหน่วยงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนตุลาคม และเตรียมใช้กติกาแตกต่างกันกับ 3 กลุ่ม คือ ศูนย์ที่เปิดดำเนินการแล้ว โครงการที่ได้รับอนุมัติและอยู่ระหว่างก่อสร้าง และโครงการใหม่ พร้อมแนวคิด One-Stop Approval เพื่อลดความซํ้าซ้อนในการขออนุญาต โดยมีข้อมูลจาก 12 จาก 16 หน่วยงานเข้าสู่ Dashboard กลางแล้ว ขณะที่ยังเหลือโจทย์ TSIC และรายละเอียดด้านนํ้าที่ต้องเร่งปิดช่องว่าง

บททดสอบจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงออกกฎให้ทัน แต่คือ “ออกกฎให้ถูกจุด” เพราะหากกติกาเข้มจนชะลอการลงทุน ไทยอาจเสียโอกาส แต่หากผ่อนคลายจนทรัพยากรสาธารณะต้องรับต้นทุนแทนเอกชน ผลกระทบจะย้อนกลับมาที่เศรษฐกิจและประชาชน

ประเทศไทยกำลังมีโอกาสสร้างฐานเศรษฐกิจดิจิทัลครั้งใหญ่ การจัดระเบียบ Data Center จึงควรเป็นการวางแนวทางให้การลงทุนวิ่งได้เร็วขึ้น ไม่ใช่สร้างกำแพงขวางทาง สิ่งที่ต้องทำให้ชัดคือ ใครใช้ทรัพยากรมากต้องรับผิดชอบมาก ใครสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศต้องได้รับแรงจูงใจ และทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้กติกาที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้

เพราะในวันที่เทคโนโลยีระดับโลก กำลังมองไทยเป็นฐานลงทุน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “เราจะรับ Data Center ได้กี่แห่ง” แต่คือ เราจะทำให้ Data Center ที่เข้ามาเปลี่ยนพลังงาน ข้อมูล และ เงินลงทุน ให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันของไทยได้มากเพียงใด

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


5 ประเภทของ Pronoun ที่ต้องรู้ ช่วยพูดภาษาอังกฤษคล่องขึ้น

5 ประเภทของ Pronoun ที่ต้องรู้ 

Pronoun มีอยู่หลายประเภทตามลักษณะการใช้งานและตำแหน่งที่ปรากฎในประโยค สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ Pronoun ทั้งหมด เพียงทำความเข้าใจ Pronoun 5 ประเภทนี้ก่อนก็เพียงพอแล้ว 

1.Personal Pronoun (สรรพนามแทนบุคคล) 

เป็นสรรพนามที่ใช้บ่อยที่สุด และสำคัญมากที่สุด ซึ่งใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของ เช่น “I” (ผม/ฉัน), “he” (เขา), “she” (เธอ), “they” (พวกเขา) เป็นต้น โดยมักใช้เพื่อทำให้ประโยคมีความกระชับ ลดความเยิ่นเย้อ 

หลักการใช้ Personal Pronoun 

  • ใช้ “I” เมื่อต้องการกล่าวถึงตัวเอง 
    ตัวอย่าง: “I am going to the store.” (ฉันกำลังไปร้าน) 
  • ใช้ “you” เมื่อกล่าวถึงบุคคลที่เรากำลังสนทนาด้วย 
    ตัวอย่าง: “You should attend the meeting.” (คุณควรเข้าร่วมการประชุม)
  • ใช้ “he” เมื่อกล่าวถึงผู้ชาย 
    ตัวอย่าง: “He is my brother.” (เขาคือพี่ชายของฉัน) 
  • ใช้ “she” เมื่อกล่าวถึงผู้หญิง 
    ตัวอย่าง: “She is my sister.” (เธอคือน้องสาวของฉัน) 
  • ใช้ “it” เมื่อกล่าวถึงทารก สิ่งของ หรือสัตว์เลี้ยง 
    ตัวอย่าง: “The book is on the table. It is interesting.” (หนังสืออยู่บนโต๊ะ เล่มนี้น่าสนใจ) 
  • ใช้ “we” เมื่อต้องการอ้างถึงกลุ่มของผู้พูด 
    ตัวอย่าง: “We are going on a vacation together.” (เรากำลังไปเที่ยวพร้อมกัน) 
  • ใช้ “they” เมื่อต้องการอ้างถึงกลุ่มของคนหรือสิ่งของ 
    ตัวอย่าง: “They are my friends.” (พวกเขาเป็นเพื่อนของฉัน) 
  • ใช้ “me” “him” “her” “us” “them” กรณีที่เป็นผู้รับการกระทำ หรือกรรมของประโยค 
    ตัวอย่าง: “She called me.” (เธอโทรหาฉัน) 

2. Possessive Pronoun (สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ) 

ใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของของบุคคลในประโยค เช่น “my” (ของฉัน) “his” (ของเขา) “our” (ของเรา) เป็นต้น 

หลักการใช้ Possessive Pronoun 

  • ใช้ “my” เมื่อกล่าวถึงสิ่งของที่เป็นของผู้พูด 
    ตัวอย่าง: “This is my car.” (นี่คือรถของฉัน) 
  • ใช้ “your” เมื่อกล่าวถึงสิ่งของที่เป็นของผู้ฟัง 
    ตัวอย่าง: “Is this your book?” (นี่เป็นหนังสือของคุณหรือเปล่า?) 
  • ใช้ “his” เพื่ออ้างถึงสิ่งของที่เป็นของเขาผู้ชาย 
    ตัวอย่าง: “That is his laptop.” (นั่นคือแล็ปท็อปของเขา) 
  • ใช้ “her” เพื่ออ้างถึงสิ่งของที่เป็นของเธอ 
    ตัวอย่าง: “I borrowed her umbrella.” (ฉันยืมร่มของเธอ) 
  • ใช้ “its” เมื่อกล่าวถึงส่วนประกอบของสิ่งของ หรือสัตว์ 
    ตัวอย่าง: “The cat is licking its paws.” (แมวกำลังเลียอุ้งมือของมัน) 
  • ใช้ “our” เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่เป็นของกลุ่มของผู้พูด 
    ตัวอย่าง: “Our house is big.” (บ้านของเราใหญ่) 
  • ใช้ “their” เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่เป็นของกลุ่มคนอื่น 
    ตัวอย่าง: “Those are their bicycles.” (นั่นคือจักรยานของพวกเขา) 

3. Demonstrative Pronoun (สรรพนามชี้เฉพาะ) 

ทำหน้าที่ชี้แสดงวัตถุหรือคนที่เราต้องการกล่าวถึง เช่น “this” (นี้) “that” (นั้น) “these” (เหล่านี้) “those” (เหล่านั้น) เป็นต้น

หลักการใช้ Demonstrative Pronoun 

  • ใช้ “this” เพื่อกล่าวถึงสิ่งของหรือคนที่อยู่ใกล้กับผู้พูด 
    ตัวอย่าง: “This is my cat.” (นี่คือแมวของฉัน) 
  • ใช้ “that” เมื่อกล่าวถึงคน สิ่งของที่อยู่ห่างจากตัวผู้พูด 
    ตัวอย่าง: “That is a beautiful sunset.” (นั่นเป็นพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม)
  • ใช้ “these” เมื่อต้องการกล่าวถึงกลุ่มสิ่งของหรือคนที่อยู่ใกล้ผู้พูด 
    ตัวอย่าง: “These are my friends.” (คนพวกนี้คือเพื่อนของฉัน) 
  • ใช้ “those” เพื่ออ้างถึงกลุ่มคน หรือสิ่งของที่อยู่ไกลออกไปจากตัวผู้พูด 
    ตัวอย่าง: “Those birds are flying high.” (นกกลุ่มนั้นบินสูงลิ่ว) 

4. Relative Pronoun (สรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่อยู่ข้างหน้า)

มักนำหน้าอนุประโยค (relative clause) เช่น “who” (คนที่) “which” (สิ่งที่) “that” (ที่) เป็นต้น 

หลักการใช้ Relative Pronoun 

  • ใช้ “who” เมื่อเรากล่าวถึงบุคคลในอนุประโยค 
    ตัวอย่าง: “The woman who is standing there is my sister.” (ผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่นั่นคือน้องสาวของฉัน) 
  • ใช้ “which” เมื่อต้องการอ้างถึงสิ่งของในอนุประโยค 
    ตัวอย่าง: “The car which is parked in the garage is mine.” (รถยนต์ที่จอดอยู่ในอู่นั้นคือของฉัน) 
  • ใช้ “that” เมื่อเราต้องการขยายบุคคลหรือสิ่งของในอนุประโยค (สามารถใช้แทน “who” หรือ “which” ได้ในบางกรณี) 
    ตัวอย่าง: “The book that I’m reading is very interesting.” (หนังสือที่ฉันกำลังอ่านนั้นน่าสนใจมาก) 

5. Interrogative Pronoun (สรรพนามแสดงคำถาม) 

มีหน้าที่เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับคนหรือสิ่งของในประโยค มักอยู่ในตำแหน่งหน้าสุด เช่น “who” (ใคร) “what” (อะไร) “which” (อันไหน) เป็นต้น

หลักการใช้ Interrogative Pronoun 

  • ใช้ “who” เมื่อต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล 
    ตัวอย่าง: “Who is that person over there?” (คนคนนั้นคือใคร?) 
  • ใช้ “what” เมื่อต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 
    ตัวอย่าง: “What is your favorite color?” (สีที่คุณชอบคืออะไร?) 
  • ใช้ “which” กรณีที่ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลือกที่มีหลายตัว 
    ตัวอย่าง: “Which book do you want to read?” (คุณต้องการอ่านหนังสือเล่มไหน?) 
  • บางครั้งอาจปรากฏร่วมกับคำว่า “one” (สิ่งหนึ่ง อันหนึ่ง) เพื่อแสดงการเปรียบเทียบตัวเลือกในคำถาม 
    ตัวอย่าง: “Which one do you prefer, the red shirt or the blue one?” (คุณชอบตัวไหนมากกว่าระหว่างเสื้อสีแดงกับเสื้อสีน้ำเงิน?) 

การใช้ Pronoun ให้ถูกต้องจะช่วยให้คุณพูดและเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดการใช้คำซ้ำซ้อนและทำให้ประโยคสั้น กระชับ นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสื่อสารได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


เป็นกรดไหลย้อนต้องรู้! 10 อาหารแก้กรดไหลย้อน ไร้ผลข้างเคียง

“โรคกรดไหลย้อน” โรคยอดฮิตของคนวัยทำงานที่สร้างความทรมานและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก แม้การทานยาจะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญของการรักษาในระยะยาวคือ “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร”

เลือกทาน “อาหารแก้กรดไหลย้อน” ที่มีฤทธิ์ช่วยลดกรด สมานแผลในกระเพาะอาหาร และย่อยง่าย จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาทำลายหลอดอาหาร

เช็กลิสต์ 10 อาหารแก้กรดไหลย้อน

1. กล้วยน้ำว้า

สรรพคุณเด่น: กล้วยน้ำว้าห่ามมีสาร “แทนนิน” (Tannin) สูง ช่วยสมานแผลในกระเพาะและหลอดอาหาร และมีสารเซโรโทนินช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกมาเคลือบกระเพาะอาหาร ลดการระคายเคืองจากกรดได้เป็นอย่างดี

2. กะหล่ำปลี

สรรพคุณเด่น: มีวิตามินยู (Vitamin U) ที่ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ลดอาการอักเสบจากกรดกัด และย่อยง่ายเมื่อนำไปต้มหรือนึ่งจนเปื่อย

3. น้ำขิง

สรรพคุณเด่น: สมุนไพรฤทธิ์ร้อนอ่อนๆ ที่มีคุณสมบัติช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยกระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารทำให้อาหารเคลื่อนตัวลงสู่ลำไส้เร็วขึ้น ลดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมา

4. ฟักทอง

สรรพคุณเด่น: อาหารเนื้อนุ่มย่อยง่าย มีความเป็นด่างอ่อนๆ และอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและไฟเบอร์สูง ช่วยดูดซับกรดส่วนเกิน และไม่ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนัก

5. ข้าวโอ๊ต

สรรพคุณเด่น: สุดยอดอาหารเช้าไฟเบอร์สูง ชนิดละลายน้ำได้ (Beta-Glucan) ช่วยดูดซับกรดส่วนเกินในกระเพาะอาหาร และช่วยให้อิ่มท้องนานโดยไม่ทำให้เกิดกรดแก๊สสะสม

6. แตงกวา และ แตงโม

สรรพคุณเด่น: เป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูงและมีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยเจือจางความเข้มข้นของกรดในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกได้อย่างรวดเร็ว

7. อกไก่

สรรพคุณเด่น: แหล่งโปรตีนไขมันต่ำ ย่อยง่ายกว่าเนื้อแดง (เนื้อหมูหรือเนื้อวัว) การเลือกทานโปรตีนไขมันต่ำจะช่วยให้กระเพาะย่อยได้เร็ว ไม่ค้างอยู่นานจนเกิดการหลั่งกรดมากเกินไป

8. เมล็ดแมงลัก

สรรพคุณเด่น: เมื่อแช่น้ำจนพองตัว จะสร้างวุ้นเมือกธรรมชาติขึ้นมา วุ้นนี้จะช่วยเคลือบผนังกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ป้องกันไม่ให้กรดกัด และช่วยดูดซับสารพิษรวมถึงกรดส่วนเกิน

9. ว่านหางจระเข้

สรรพคุณเด่น: มีสารวุ้นเข้มข้นที่ช่วยลดการอักเสบ สมานแผลหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกได้ดี การดื่มน้ำว่านหางจระเข้สกัดสด (สูตรไม่เติมน้ำตาล) จึงช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้ดีมาก

10. ชาคาโมมายล์

สรรพคุณเด่น: ชาสมุนไพรที่ไม่มีคาเฟอีน ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อระบบทางเดินอาหาร ลดความเครียด (ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหลั่งกรด) และช่วยบรรเทาอาการอักเสบในกระเพาะอาหาร

สรุป การเลือกทาน “อาหารแก้กรดไหลย้อน” เป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญ แต่หากต้องการหายขาดจากโรคนี้ ต้องทำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม ไม่นอนทันทีหลังทานอาหาร 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


7 ประโยชน์ “มะระ” ขมแต่มีดี! รู้แล้วอาจอยากใส่ในมื้ออาหารมากขึ้น

7 ประโยชน์ “มะระ” ขมแต่มีดี! รู้แล้วอาจอยากใส่ในมื้ออาหารมากขึ้น

ถ้าพูดถึงผักที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง “มะระ” ผักรสขมที่บางคนชอบ แต่บางคนเห็นแล้วต้องขอผ่าน อย่างไรก็ตาม ความขมของมะระไม่ได้หมายความว่าไม่มีประโยชน์ เพราะมะระเป็นผักที่มีใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารหลายชนิดที่น่าสนใจ

มะระสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่เมนูยอดนิยมอย่างมะระยัดไส้ มะระผัดไข่ ไปจนถึงการนำไปต้ม ลวก หรือรับประทานเป็นผักเคียง แล้ว มะระมีประโยชน์อะไรบ้าง? มาดู 7 ข้อที่อาจทำให้คุณมองผักรสขมชนิดนี้เปลี่ยนไป

1. มีใยอาหาร ช่วยดูแลระบบขับถ่าย

มะระเป็นผักที่มีใยอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ การรับประทานผักที่มีใยอาหารอย่างเพียงพอเป็นประจำ ยังช่วยเพิ่มมวลอุจจาระและสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มผักในมื้ออาหาร

2. มีวิตามินซี ช่วยสนับสนุนภูมิคุ้มกัน

มะระมีวิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการ วิตามินซีมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนและช่วยปกป้องเซลล์จากความเครียดออกซิเดชัน

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากวิตามินซีแล้ว มะระยังมีสารประกอบจากพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ จึงเป็นอีกเหตุผลที่ควรรับประทานผักให้หลากหลาย

4. อาจมีส่วนช่วยดูแลระดับน้ำตาลในเลือด

มะระเป็นผักที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากมีสารประกอบบางชนิดที่อาจส่งผลต่อกระบวนการจัดการน้ำตาลของร่างกาย อย่างไรก็ตาม หลักฐานในมนุษย์ยังมีข้อจำกัด และไม่ควรใช้มะระแทนยารักษาโรคเบาหวาน

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานและต้องรับประทานยา ควรควบคุมอาหารและใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

5. แคลอรีไม่สูง เหมาะกับการเพิ่มผักในมื้ออาหาร

มะระเป็นผักที่มีพลังงานไม่สูงเมื่อเทียบกับอาหารหลายประเภท จึงสามารถนำมาเพิ่มในมื้ออาหารเพื่อเพิ่มปริมาณผักและใยอาหารได้ โดยควรเลือกวิธีปรุงที่ไม่เพิ่มน้ำมัน น้ำตาล หรือโซเดียมมากเกินไป

6. มีโพแทสเซียมและแร่ธาตุที่มีประโยชน์

มะระมีแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงโพแทสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการและมีบทบาทต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย การรับประทานผักหลายชนิดสลับกันจึงช่วยเพิ่มความหลากหลายของสารอาหารที่ได้รับในแต่ละวัน

7. นำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู

ข้อดีอีกอย่างของมะระคือสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น มะระยัดไส้ มะระผัดไข่ แกงจืดมะระ หรือมะระลวกจิ้มน้ำพริก ทำให้สามารถเพิ่มผักชนิดนี้เข้าไปในมื้ออาหารได้โดยไม่จำเป็นต้องรับประทานแบบเดิมซ้ำๆ

ทำอย่างไรให้มะระขมน้อยลง?

สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับรสขม สามารถลดความขมของมะระได้ด้วยการผ่าครึ่งแล้วคว้านไส้และเมล็ดออก จากนั้นนำไปล้างหรือแช่น้ำก่อนนำไปปรุงอาหาร นอกจากนี้ การเลือกมะระที่ยังไม่แก่จัดก็อาจช่วยให้รสขมรับประทานง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องพยายามกำจัดรสขมออกทั้งหมด เพราะความขมเป็นเอกลักษณ์ของมะระ และสิ่งสำคัญกว่าคือการนำมะระไปปรุงเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

มะระกินดี แต่ไม่ควรกินแทนการรักษา

แม้มะระจะมีสารอาหารและสารประกอบจากพืชที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้มะระเป็นยารักษาโรค โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำตาลในเลือด ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงไม่ควรหยุดยาแล้วหันมากินมะระแทน

นอกจากนี้ หากรับประทานมะระในรูปแบบน้ำคั้นหรือสารสกัดเข้มข้น ควรระมัดระวังมากกว่าการรับประทานเป็นผักในมื้ออาหารตามปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาควบคุมระดับน้ำตาล หรืออยู่ระหว่างตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

สรุปแล้ว มะระอาจขมในตอนกิน แต่ประโยชน์ไม่ได้ขมตามไปด้วย หากนำมารับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลายและปรุงอย่างเหมาะสม ก็เป็นอีกหนึ่งผักใกล้ตัวที่ช่วยเพิ่มทั้งใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารจากพืชให้กับร่างกายได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 8/10/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,650.0065,850.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,244.0064,339.0466,650.00
ทองรูปพรรณ 90%3,819.6057,905.14n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,395.2051,471.23n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,909.8028,952.57n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,485.4022,518.66n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,397.9366,672.62n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 8/10/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9540.6940.6941.1940.6940.6940.6940.6940.6940.69
แก๊สโซฮอล์ 9140.3240.3240.8240.3240.3240.3240.3240.3240.32
แก๊สโซฮอล์ E2035.6935.6935.8935.69–35.6935.6935.6935.69
แก๊สโซฮอล์ E8531.6331.63––––––31.63
95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9549.68––49.26–50.1849.83–49.68
ดีเซล42.1942.1942.1942.1942.1942.1942.1942.1942.19
ดีเซล B2037.1937.1937.1937.19–37.1937.1937.1937.19
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า