สาระน่าประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569

‘Green Home & Condo Expo #50’ แพลตฟอร์มสร้างโอกาสให้คนไทยมีบ้าน ไม่ใช่แค่ส่งเสริมการขาย

  • งาน ‘Green Home & Condo Expo #50’ มีเป้าหมายเป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสให้คนไทยมีบ้านและฟื้นความเชื่อมั่นตลาดอสังหาฯ ไม่ใช่แค่งานส่งเสริมการขาย
  • มุ่งเน้นแนวคิด “Green Real Estate” ที่ทำให้บ้านประหยัดพลังงาน อยู่สบาย ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีราคาที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้
  • มีการเสนอมาตรการภาครัฐเพื่อช่วยให้คนมีบ้านได้ง่ายขึ้น เช่น การเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้าน และการทบทวนภาษีที่ดินสำหรับโครงการที่รอการขาย
  • ผลักดันการยกระดับอสังหาริมทรัพย์ไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการสร้างมาตรฐานป้องกันน้ำท่วมในโครงการ และการวางแผนป้องกันภัย

โลกรวนขึ้นทุกวัน งานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่50 จัดขึ้นภายใต้ธีม ‘Green Home & Condo Expo #50’ อีเว้นท์ ใหญ่ประจำปีของ3สมาคมอสังหาฯ ประกอบด้วย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทยและสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระหว่างวันที่29 ตุลาคม-1พฤศจิกายน 2569  

กิจกรรมครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ การดึงคนซื้อบ้าน และผู้ซื้อ รวมถึงผู้ปล่อยสินเชื่อให้โคจรมาพบกันเพื่อสนับสนุนการขายแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยมีบ้านในราคาเข้าถึงได้โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นนัยสำคัญ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

โจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บ้านสีเขียว บ้านประหยัดพลังงาน รักษ์โลกจึงกลายเป็นหัวใจของที่อยู่อาศัยยุคใหม่ อย่างน่าจับตายิ่ง    

วิสัยทัศน์และเป้าหมายของ Green Home & Condo Expo #50

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร  ถึงวิสัยทัศน์ของการ จัดงานมหากรรมบ้านและคอนโดครั้งที่50 ภายใต้ ธีม  Green Home & Condo Expo #50 โดยระบุว่า เป้าหมายของการจัดงาน Green Home & Condo Expo #50 ไม่ใช่เพียงงานส่งเสริมการขาย แต่เป็น แพลตฟอร์มสร้างโอกาสให้คนไทยมีบ้าน และเป็นกลไกฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดที่อยู่อาศัย ที่นายกอบเดช ตั้งไชยวงศ์ ประธานการจัดงาน ตั้งเป้าหมายยอดจองประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สะท้อนความคาดหวังต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ยอดโอนขึ้นอยู่กับผู้อนุมัติสินเชื่อ

ทั้งนี้ ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจริงจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติสินเชื่อและความสามารถในการชำระเงินของผู้ซื้อด้วย ซึ่ง สิ่งที่ผู้เข้าชมงานจะได้รับ ผู้ประกอบการแต่ละโครงการควรนำเสนอ Green Products และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในระยะยาว ทั้งการประหยัดพลังงาน คุณภาพอากาศ ความสบาย และค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน

คณะผู้จัดงานยังได้เชิญสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาร่วมนำเสนอนวัตกรรม เช่น วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ วัสดุช่วยลดความร้อน และเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าของเสียจากการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความรู้และผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ได้จริง

มาตรการภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นตลาด

 มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับธุรกรรมที่เข้าเกณฑ์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายวันโอนและเป็นแรงจูงใจให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ขณะที่มาตรการผ่อนคลาย LTV ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านเงินกู้สำหรับผู้ซื้อที่เข้าเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อจริง ไม่ใช่เพียงมีโปรโมชั่นหรืออัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ แต่สุดท้ายไม่สามารถกู้ซื้อบ้านได้

สิ่งที่อยากเห็นจากภาครัฐเพิ่มเติม

เห็นว่าควรมีมาตรการระยะยาวที่ช่วยทั้งกำลังซื้อและความสามารถในการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยมีข้อเสนอสำคัญดังนี้

  •  มาตรการบ้านหลังแรก: พิจารณาเพิ่มเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านที่นำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 100,000 บาท เป็น 200,000 บาทต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยลดภาระผู้ซื้อบ้าน โดยกำหนดหลักเกณฑ์และกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
  •  ทบทวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: ศึกษาการจัดประเภทโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่รอการขาย จากประเภทพาณิชยกรรม เป็นประเภทที่อยู่อาศัย เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้ประโยชน์จริง เพราะผลจากการโอน จะเกิดภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และค่าธรรมเนียมอื่นๆที่ผู้ประกอบการต้องชำระอยู่แล้ว
  •  จัดระเบียบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ: เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทนอมินี ควบคู่กับการทบทวนการจัดเก็บภาษีจากสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว (Leasehold) และผู้ซื้ออาคารชุดชาวต่างชาติ โดยอาจออกแบบภาษีเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อนำรายได้เข้ากองทุนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือผู้เกษียณที่มีรายได้จำกัด ทั้งนี้ ต้องประเมินผลกระทบต่อการลงทุนและกำหนดหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ

ยกระดับอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ Green Real Estate และ Climate-Resilient Housing

 บ้านสีเขียวต้องประหยัดจริงและเข้าถึงได้

 นายสุนทรมองว่า Green Real Estate ไม่ใช่เพียงการติดตั้ง Solar Rooftop หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ต้องออกแบบให้บ้านใช้พลังงานน้อยลง อยู่สบายขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยไม่ทำให้ราคาสูงจนประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงไม่ได้

ปรับมาตรฐานโครงการให้รับมือภัยพิบัติ

ควรพัฒนามาตรฐาน Flood Resilience Standard สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย โดยส่งเสริมพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ พื้นที่หน่วงน้ำหรือแก้มลิงภายในโครงการ การยกระดับพื้นบ้านให้เหมาะกับความเสี่ยง และระบบแจ้งเตือนภัย รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายจัดสรรที่ดินและข้อกำหนดด้านสาธารณูปโภคให้รองรับการป้องกันน้ำท่วมมากขึ้น

พื้นที่เปิดโล่งควรรักษาพื้นที่สีเขียวแบบ Softscape ไว้ให้เหมาะสม ไม่เปลี่ยนเป็นพื้น Hardscapeทั้งหมด เพราะพื้นที่สีเขียวช่วยซึมน้ำ ลดความร้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิต ควรเชื่อมโยงระบบเตือนภัยกับแนวทาง Smart City เพื่อให้ชุมชนรับมือเหตุฉุกเฉินได้ดีขึ้น

 ใช้เงินกองทุนสีเขียวจาก WorldBank& IMF สนับสนุนนวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการSME RE

ภาครัฐควรประสานแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศและสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุน Green Economy โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นวัสดุฉนวน หรือส่วนประกอบของเปลือกอาคาร และการเพิ่มมูลค่าขยะจากการก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน ควรทำให้ต้นทุนการcertifyมาตรฐานอาคารเขียว เช่น EDGE หรือ TREES มีแนวทางและต้นทุนที่เหมาะกับผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก เพื่อช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อสีเขียวและแข่งขันได้ดีขึ้น

 ตัวอย่างจากโครงการของบริษัทฯ โครงการของ Sathaporn Estate ได้นำแนวคิด Green DNA มาใช้ผ่านการออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน ระบบ Home IoT และการยกระดับมาตรฐานอาคาร โดยมีผลงานที่ได้รับการยอมรับจากโครงการบ้านเบอร์ 5 ของ กฟผ. และ Thailand Energy Award ซึ่งสะท้อนว่าการออกแบบที่ดีสามารถช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มความสบายในการอยู่อาศัยได้

รับมือ Climate Change ด้วยแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาว

ภาครัฐควรเริ่มต้นกำหนดแผนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และภาคกลางในระยะยาวอย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน โดยศึกษาตัวอย่างระบบป้องกันน้ำของเนเธอร์แลนด์ เช่น Delta Works และระบบประตูกั้นน้ำทะเล MOSE ของเมืองเวนิส แล้วเลือกแนวทางให้เหมาะกับภูมิประเทศและบริบทของไทย

โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนระยะยาว จึงควรศึกษาการจัดเก็บ ภาษีหรือการจัดเก็บมูลค่าเพิ่มของที่ดินจากการลงทุนภาครัฐ (Land Value Capture: LVC) เช่น กรณีที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน หรือการเปลี่ยนผังเมืองให้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อาจกำหนดกลไกเรียกคืนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นบางส่วน เช่น Betterment Levy หรือมาตรการภาษีที่เหมาะสม แล้วนำรายได้เข้าสู่กองทุน Climate Change Resilience Fund เพื่อสนับสนุนระบบป้องกันน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำ และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

ข้อสรุป ยุคทอง Green Real Estate ต้องทำให้บ้านเขียวเป็นบ้านที่คนซื้อได้ อยู่สบาย และประหยัดค่าใช้จ่ายได้จริง ไม่ใช่แค่บ้านที่ติดป้ายรักษ์โลก

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


BBL หนุนสินเชื่อ “นิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท” 9พันล้านคอนโดลักชัวรีเวลเนส หลังสวน

  • ธนาคารกรุงเทพ (BBL) สนับสนุนสินเชื่อจำนวน 9,000 ล้านบาท ให้กับโครงการ “นิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท”
  • เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีเวลเนส บนทำเลหลังสวนซึ่งเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์แบบฟรีโฮลด์
  • โครงการมีมูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และมียอดขายแล้ว 75%
  • คาดว่าจะสามารถเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้กับลูกค้าได้ในช่วงปลายปี 2569

ทำเลศักยภาพย่านศูนย์กลางธุรกิจ ที่ดินค่อนข้างหายากและมีไม่กี่แปลงที่เป็นฟรีโฮลด์หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะถนนหลังสวน โครงการมิกซ์ยูสและคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีเวลเนสขยายตัวต่อเนื่อง รองรับกลุ่มกำลังซื้อสูง และกลายเป็นทำเลเฉพาะที่ต่างชาติคุ้นชิน ผลักดันให้ราคาที่ดินขยับแตะ4ล้านบาทต่อตารางวาที่มีสวนลุมพินีเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก

ที่ดินกรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์

 เช่นเดียวกับ โครงการ นิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท (นิมิต หลังสวน) โครงการที่พักอาศัยระดับลักชัวรีบนที่ดินกรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์ ที่ให้ความสำคัญด้านเวลเนสหรือสุขภาวะองค์รวมของผู้พักอาศัย มูลค่า1.5 หมื่นล้านบาท และมียอดขายแล้วร้อยละ 75  โดยการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารกรุงเทพ 9000ล้านบาท ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงการฯ ซึ่ง สถานะล่าสุดก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่จำหน่ายแล้วในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569

ธนาคารกรุงเทพอัดฉีดสินเชื่อสานต่อ

นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารกรุงเทพมีความยินดีที่ได้ให้การสนับสนุนโครงการ นิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท ซึ่ง นิมิต เป็นโครงการที่พักอาศัยที่มีคุณภาพโดดเด่น และมีคุณค่าระยะยาวต่อตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีของกรุงเทพฯ ตัวโครงการนับได้ว่ามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งแบบฟรีโฮลด์ติดสวนลุมพินี บนถนนหลังสวน พร้อมด้วยงานออกแบบสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นจากบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำระดับโลก รวมถึงงานวิศวกรรมโครงสร้างโดยทีมสร้างอาคารสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยปัจจุบัน โครงการนิมิตได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในปลายปี 2569 ซึ่งนับเป็นความคืบหน้าที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ธนาคารกรุงเทพมีประวัติยาวนานในการสนับสนุนโครงการแลนด์มาร์กที่พร้อมยกระดับกรุงเทพฯ ให้ทัดเทียมกับเมืองหลวงระดับโลก และธนาคารฯ มีความยินดีที่ได้สานต่อความมุ่งมั่นดังกล่าวเคียงข้างโครงการนิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ทนี้”

ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพ

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE  ผู้พัฒนาโครงการนิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท กล่าวว่า “ธนาคารกรุงเทพเป็นพันธมิตรทางการเงินที่อยู่เคียงข้างครอบครัวมาอย่างยาวนาน และได้ให้การสนับสนุนโครงการนิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท จึงถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพและทิศทางของโครงการนี้ โดยการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารกรุงเทพจะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้า พันธมิตร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ และทำให้เราสามารถส่งมอบโครงการฯ ตามมาตรฐานสูงสุดทุกด้านตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้”

โครงการ นิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท (NIMIT Lumpini Park North) เดิมใช้ชื่อว่า นิมิต หลังสวน ตั้งอยู่บนที่ดินกรรมสิทธิ์แบบฟรีโฮลด์ ห่างเพียงไม่กี่ก้าวจากสวนลุมพินี นับเป็นทำเลที่หาได้ยากยิ่ง โดยชื่อโครงการใหม่สะท้อนถึงความโดดเด่นของที่ตั้งทางทิศเหนือของสวนลุมพินี ซึ่งสามารถเข้าออกได้ทั้งจากถนนหลังสวนและถนนสารสิน โดยโครงการตั้งอยู่ในย่านที่พักอาศัยระดับลักชัวรีชั้นนำใจกลางเมือง นอกจากนี้ ด้วยแนวโน้มการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ในพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะโครงการที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) สุขภาวะ (Wellness) และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity) ย่านแห่งนี้จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่การเป็น “Wellness District” หรือย่านแห่งสุขภาพใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ผสานธรรมชาติ ความสะดวกสบายในการเดินทาง ความครบครันของการใช้ชีวิตในเมือง และวิถีชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อีกทั้งยังเป็นทำเลที่เอื้อต่อการเดินเท้าและการใช้ชีวิตกลางแจ้ง เชื่อมต่อกับสวนลุมพินีและถนนสายสำคัญโดยรอบได้อย่างสะดวกสบาย เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในย่านนี้ นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปเข้าถึงกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน โครงการยังโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของสวนลุมพินี ราชกรีฑาสโมสร แม่น้ำเจ้าพระยา และเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานคร

โครงการนิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ท ได้รับการออกแบบแนวคิดทางสถาปัตยกรรมโดย ACPV ARCHITECTS บริษัทสถาปัตยกรรมและออกแบบตกแต่งภายในชั้นนำจากประเทศอิตาลี โดยมี The Beaumont Partnership เป็นสถาปนิกโครงการ และ Ramboll เป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมที่ครอบคลุมหลากหลายสาขา ทุกยูนิตได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบความเป็นส่วนตัวและคุณภาพสูงสุดในทุกมิติ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ดาวโจนส์ปิดตลาดบวก 97.53 จุด หุ้นชิปพุ่งหนุนตลาด จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 97.53 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิป
  • หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นำโดย Micron Technology และ SK hynix หลังผลประกอบการดีเกินคาดจากความต้องการชิป AI ที่เพิ่มสูงขึ้น
  • นักลงทุนจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด แต่ยังคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นในเดือนธันวาคม

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (28 ต.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 

ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟดในปีนี้ พร้อมกับจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

  • ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,475.10 จุด เพิ่มขึ้น 97.53 จุด หรือ +0.19%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,743.98 จุด เพิ่มขึ้น 21.38 จุด หรือ +0.28%
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,549.85 จุด เพิ่มขึ้น 72.04 จุด หรือ +0.27%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติด้วยคะแนนเสียง 10-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด

เฟดเพิ่มประเมินภาวะเศรษฐกิจ

หลังเสร็จสิ้นการประชุม เฟดได้ปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจ และระบุในแถลงการณ์ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฟดจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้คณะกรรมการสามารถกำหนดจุดยืนด้านนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดได้ภายในเวลาที่เหมาะสม ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดกล่าวว่า เฟดได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงความพร้อมและความเต็มใจที่จะดำเนินการ

นักวิเคราะห์จากบริษัท Carson Group ระบุว่า ตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ดังนั้นผลการประชุมเฟดจึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจ นอกจากนี้ นักลงทุนก็เริ่มคุ้นเคยกับสไตล์การแถลงของเควิน วอร์ช

เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 85.0% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 78.3% ในวันอังคาร

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 0.48% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 0.41% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวลง 0.88% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลดลง 0.65%

หุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ พุ่งขึ้น 5.9% หลังจาก SK hynix บริษัทคู่แข่งจากเกาหลีใต้ เปิดเผยรายได้และกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสความนิยมด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)

หุ้น SK hynix ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 13.3% ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ผลประกอบการของ SK hynix แสดงให้เห็นว่า ความต้องการชิป AI ที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนุนกำไรจากการดำเนินงานให้เติบโตอย่างมาก ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของของกระแส AI

ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ปรับตัวขึ้น 1.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 และส่งสัญญาณว่าหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ถูกเทขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้

หุ้น Vertiv พุ่งขึ้น 16.5% หลังจากบริษัทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรายนี้เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสที่สูงเกินคาด และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรและรายได้ตลอดปีงบการเงิน 2569

หุ้น Robinhood ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ปรับตัวลง 3.3% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 และหุ้น Boston Scientific ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วงลง 5.8% หลังบริษัทปรับลดคาดการณ์กำไรในปีงบการเงิน 2569

น้ำมันดิบปรับตัวขึ้น

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดในระหว่างวัน โดยราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 2.88% ปิดที่ระดับ 102.78 เหรียญ/บาร์เรล และราคาน้ำมันเบรนท์  ดีดตัวขึ้น 1.26% แตะที่ระดับ 115.32 เหรียญ/บาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน หลังจากกลุ่มฮูตีได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดย Microsoft และ Alphabet จะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ผลการจัดอันดับความสามารถ AI ล่าสุด Claude นำ ChatGPT–Gemini

  • ผลการจัดอันดับ Intelligence Index ล่าสุด Claude Opus 5.5 ของ Anthropic ได้คะแนนรวมสูงสุดที่ 58 คะแนน แซงหน้า GPT-6 Astra ของ OpenAI (57 คะแนน) และ Gemini 4 Argon ของ Google (50 คะแนน)
  • การประเมินวัดความสามารถ 4 ด้านหลัก ได้แก่ งานความรู้และสำนักงาน, การเขียนโปรแกรม, วิทยาศาสตร์ และความสามารถทั่วไป โดยใช้โจทย์ที่เน้นการลงมือทำงานจริง
  • แม้ Claude จะมีคะแนนรวมนำ แต่โมเดลอื่นมีความโดดเด่นในงานเฉพาะทางที่ต่างกัน เช่น GPT-6 Astra เก่งด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์ และ Gemini 4 Argon เก่งด้านการทำงานอัตโนมัติ

Artificial Analysis เผยแพร่ผลจัดอันดับความสามารถ AI  Intelligence Index เวอร์ชัน 5 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 พบว่า Claude Opus 5.5 ของ Anthropic ได้คะแนนรวมสูงสุดที่ 58 คะแนน ตามด้วย GPT-6 Astra ของ OpenAI ที่ 57 คะแนน และ GPT-6.1 Sol ที่ 55 คะแนน ส่วน Gemini 4 Argon ของ Google ได้ 50 คะแนน

วัดทั้งตอบคำถามและลงมือทำงาน

ดัชนีนี้นำผลจาก 9 แบบทดสอบมาคำนวณรวม โดยให้น้ำหนักความสามารถ 4 ด้านเท่ากัน ด้านละ 25% ได้แก่ งานความรู้และงานสำนักงาน การเขียนโปรแกรม วิทยาศาสตร์ และความสามารถทั่วไป

โจทย์ที่ใช้ประเมินมีตั้งแต่การอ่านเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล และจัดทำชิ้นงาน ไปจนถึงการแก้ไขโค้ด ใช้เครื่องมือคอมพิวเตอร์ และแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ คะแนนจึงสะท้อนทั้งความรู้ การใช้เหตุผล และความสามารถในการทำงานให้สำเร็จ

ในส่วนงานสำนักงาน ผู้ประเมินพิจารณาทั้งความสำเร็จตามเงื่อนไข คุณภาพการวิเคราะห์ และการนำเสนอ ส่วนการทดสอบความรู้ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง รวมถึงการหลีกเลี่ยงการเดาหรือสร้างข้อมูลผิดขึ้นมา

Claude นำภาพรวม แต่ไม่ได้ชนะทุกงาน

เมื่อแยกผลรายแบบทดสอบ Claude Opus 5.5 นำใน FrontierCode 2.0 ซึ่งให้ AI แก้ไขโค้ดในโครงการซอฟต์แวร์จริง โดยได้คะแนน 46% ขณะที่ GPT-6 Astra นำใน Terminal-Bench-Science ซึ่งทดสอบการดำเนินงานวิจัยวิทยาศาสตร์ผ่านเครื่องมือคอมพิวเตอร์ ด้วยคะแนน 63%

ด้าน Gemini 4 Argon แม้คะแนนรวมตามหลัง แต่เป็นผู้นำใน AutomationBench-AA ซึ่งวัดการทำงานอัตโนมัติผ่านระบบและเครื่องมือ ได้คะแนน 78%

อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์ของแต่ละแบบทดสอบนำมาเปรียบเทียบข้ามกันโดยตรงไม่ได้ เพราะเป็นโจทย์คนละประเภทและมีความยากต่างกัน ผลรายด้านจึงใช้ดูว่าโมเดลใดเด่นในงานประเภทใด ส่วนการเปรียบเทียบภาพรวมต้องพิจารณาคะแนนดัชนีรวม

ปรับเกณฑ์ให้ใกล้การใช้งานจริง

การประเมินเวอร์ชันใหม่เพิ่มโจทย์ที่ต้องให้ AI ลงมือทำงานหลายขั้นตอน โดย FrontierCode 2.0 ตรวจว่าการแก้ไขซอฟต์แวร์มีคุณภาพเพียงพอให้ผู้ดูแลโครงการรับเข้าใช้งานหรือไม่ ขณะที่ Terminal-Bench-Science ให้ AI ดำเนินขั้นตอนงานวิจัยผ่านสภาพแวดล้อมคอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงชุดทดสอบความรู้และโจทย์วิทยาศาสตร์ พร้อมนำการประเมินบางรายการออกจากการคำนวณ การเทียบกับผลครั้งก่อนจึงต้องตรวจสอบเวอร์ชันของดัชนีด้วย เพราะคะแนนที่เปลี่ยนไปอาจเกี่ยวข้องกับข้อสอบและน้ำหนักการประเมินที่เปลี่ยนแปลง

โมเดลเปิดน้ำหนักยังตามหลัง

รายงานยังระบุว่า Kimi K3.1 Pro ได้คะแนนรวม 46 คะแนน แต่ ณ วันเผยแพร่ผลยังไม่เปิดให้ดาวน์โหลดน้ำหนักโมเดล ส่วนกลุ่มที่เผยแพร่น้ำหนักแล้ว DeepSeek V4.1 Flash 1017 และ GLM-5.3 ทำคะแนนสูงสุดที่ 32 คะแนน ห่างจากผู้นำ 26 จุด

โมเดลเปิดน้ำหนักเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการนำ AI ไปติดตั้งหรือพัฒนาต่อตามเงื่อนไขใบอนุญาต การตัดสินใจใช้งานจึงมีทั้งเรื่องความสามารถ ความพร้อมของระบบ และค่าใช้จ่ายในการดูแลเข้ามาเกี่ยวข้อง

เลือกใช้งานต้องดูต้นทุนควบคู่คะแนน

สำหรับภาคธุรกิจ ประเด็นสำคัญอีกด้านคือต้นทุน รายงานพบว่าโมเดลสิบอันดับแรกที่นำมาเปรียบเทียบมีต้นทุนต่อภารกิจแตกต่างกันมากกว่า 13 เท่า อีกทั้งการปรับระดับการใช้เหตุผลยังส่งผลต่อทั้งคะแนนและค่าใช้จ่าย

ผลจัดอันดับจึงใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกโมเดลมาทดลองได้ ก่อนวัดผลกับงานจริงขององค์กร ทั้งความถูกต้อง ความสำเร็จของงาน เวลา และต้นทุนต่อชิ้นงาน

ทั้งนี้ Intelligence Index เน้นการประเมินข้อความภาษาอังกฤษ ส่วนความสามารถด้านภาพ เสียง และหลายภาษาแยกทดสอบต่างหาก 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ทำความรู้จัก Modal Verbs คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?

Modal Verbs คืออะไร?

Modal Verbs หรือ กริยาช่วย ในภาษาอังกฤษคือคำกริยาพิเศษที่ใช้เพื่อแสดงความหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำ เช่น ความสามารถ ความจำเป็น ความเป็นไปได้ การอนุญาต หรือคำแนะนำ โดยจะนำไปใช้ร่วมกับกริยาหลักในประโยค

หลักการใช้ Modal Verbs

  • ไม่เปลี่ยนรูป: ไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ หรือจะอยู่ในกาลใดก็ตาม Modal Verbs จะคงรูปเดิมเสมอ
  • ตามด้วย Infinitive Verb: หลัง Modal Verbs จะต้องตามด้วยกริยาช่องที่ 1 (Infinitive Verb) เสมอ ไม่เติม -s, -es, -ed หรือ -ing เช่น can swim, should study
  • แต่ละคำมีความหมายเฉพาะ: แต่ละ Modal Verb จะมีความหมายแตกต่างกันไป การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จึงสำคัญ

ตัวอย่าง Modal Verbs ที่พบบ่อย

1. Can

  • ความสามารถ: “She can swim.” (เธอว่ายน้ำได้)
  • การขออนุญาต: “Can I leave early?” (ฉันขอออกไปก่อนได้ไหม)
  • ความเป็นไปได้: “It can get very cold here.” (มันอาจจะหนาวมากที่นี่)

2. Could

  • ความสามารถในอดีต: “He could read when he was three.” (เขาสามารถอ่านได้เมื่อเขาอายุสามขวบ)
  • ข้อเสนอหรือคำขอ: “Could you help me with this?” (คุณช่วยฉันได้ไหม)
  • ความเป็นไปได้: “It could rain later.” (มันอาจจะมีฝนในภายหลัง)

3. May

  • การขออนุญาต: “May I use your phone?” (ฉันขอใช้โทรศัพท์ของคุณได้ไหม)
  • ความเป็นไปได้: “We may go to the beach tomorrow.” (เราอาจจะไปทะเลวันพรุ่งนี้)

4. Might

  • ความเป็นไปได้: “I might go to the party.” (ฉันอาจจะไปงานปาร์ตี้)

5. Must

  • ความจำเป็น: “You must wear a seatbelt.” (คุณต้องสวมเข็มขัดนิรภัย)
  • การคาดเดาที่มั่นใจ: “He must be at home.” (เขาต้องอยู่บ้าน)

6. Shall

  • การเสนอหรือคำถาม: “Shall we dance?” (เราจะเต้นรำกันไหม)
  • ใช้ในสัญญาหรือข้อบังคับ: “The contract shall be valid for one year.” (สัญญาจะมีผลเป็นเวลาหนึ่งปี)

7. Should

  • คำแนะนำ: “You should see a doctor.” (คุณควรไปหาหมอ)
  • ความคาดหวัง: “She should be here by now.” (เธอน่าจะมาถึงที่นี่แล้ว)

8. Would

  • ข้อเสนอ: “Would you like some coffee?” (คุณอยากได้กาแฟไหม)
  • การคาดการณ์ในอนาคต: “I would go if I were you.” (ฉันจะไปถ้าฉันเป็นคุณ)
  • การทำสิ่งที่เป็นนิสัยในอดีต: “When I was young, I would visit my grandparents every summer.” (เมื่อฉันยังเด็ก ฉันจะไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าทุกฤดูร้อน)

โดยทั่วไป, modal verbs จะไม่เปลี่ยนรูปตาม tense หรือ subject และใช้ร่วมกับกริยาในรูป base form (รูปไม่ผันของกริยา) เช่น “can go”, “must see”, “should be” เป็นต้น

ทำไมต้องเรียนรู้ Modal Verbs?

การเรียนรู้ Modal Verbs จะช่วยให้คุณสามารถสื่อสารในภาษาอังกฤษได้อย่างหลากหลายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น คุณจะสามารถแสดงออกถึงความรู้สึก ความคิดเห็น หรือความต้องการได้อย่างชัดเจนและเหมาะสมกับสถานการณ์

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


ใครต้องเจอใคร? สรุปผลจับสลากฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบห้า เช็กได้ที่นี่

การแข่งขันฟุตบอล คาราบาว คัพ ประจำฤดูกาล 2026/27 เดินทางมาถึงรอบห้า (รอบ 8 ทีม) โดยได้มีพิธีจับสลากประกบคู่ไปเมื่อคืนวันพุธที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยในรอบนี้มีเซอร์ไพรส์เมื่อ ฟลีตวูด ทาวน์ สโมสรจากลีกทู สามารถล้ม อาร์เซนอล ผ่านเข้ารอบได้แบบเหลือเชื่อ ขณะที่อีก 7 ทีมที่เหลือเป็นทีมจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

สรุปผลการจับสลากประกบคู่ศึก คาราบาว คัพ รอบห้า

  • ลิเวอร์พูล – บอร์นมัธ
  • แมนฯ ซิตี้ – แบรดฟอร์ด
  • คริสตัล พาเลซ – ซันเดอร์แลนด์
  • ฟลีตวูด – เอฟเวอร์ตัน/นิวคาสเซิล

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


กระดูกเริ่มเสื่อมดูจากอาการอะไรได้บ้าง เช็กสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อาการปวดเข่า ปวดหลัง ข้อติดขัดหลังตื่นนอน หรือเดินขึ้นลงบันไดแล้วรู้สึกเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในกระดูกและข้อที่หลายคนมักมองข้าม โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นหรือมีการใช้งานข้อต่อซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ากระดูกเสื่อมเสมอไป เพราะอาจเกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน รุนแรงขึ้นหรือไม่ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อให้สามารถเข้ารับการตรวจและดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม

กระดูกเสื่อมกับข้อเสื่อมต่างกันอย่างไร?

คำว่า กระดูกเสื่อม ที่ใช้กันทั่วไป อาจหมายถึงความผิดปกติหลายชนิด แต่หนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยคือโรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อภายในข้อ ทำให้เกิดอาการปวด ข้อตึง บวม และเคลื่อนไหวได้ลดลง มักพบที่ข้อเข่า ข้อสะโพก มือ และกระดูกสันหลัง อีกภาวะหนึ่งคือโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้ความหนาแน่นและความแข็งแรงของกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกหักได้ง่ายขึ้น จุดที่ควรระวังคือโรคกระดูกพรุนมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก หลายคนจึงเพิ่งทราบเมื่อเกิดกระดูกหักแล้ว ดังนั้น การสังเกตอาการจึงต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดปกติของข้อหรืออาจมีความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนด้วย ไม่ควรใช้คำว่าปวดกระดูกหรือปวดข้อแทนกันทั้งหมด

7 อาการที่อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของกระดูกและข้อ

1. ปวดเข่าหรือข้อเมื่อเดินและเคลื่อนไหว

หากรู้สึกปวดเข่าขณะเดิน ขึ้นลงบันได ลุกจากเก้าอี้ หรือยืนเป็นเวลานาน อาจเกี่ยวข้องกับข้อเสื่อมหรือปัญหาอื่น ๆ ของข้อเข่าได้ โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดซ้ำและเริ่มรบกวนกิจวัตรประจำวัน หากอาการปวดเป็นต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว

2. ข้อตึงหลังตื่นนอนหรือนั่งนาน

บางคนรู้สึกเข่าตึง นิ้วมืองอได้ไม่ถนัด หรือข้อเคลื่อนไหวไม่คล่องหลังตื่นนอนหรือหลังนั่งอยู่ท่าเดิมนาน ๆ เมื่อเริ่มขยับร่างกายแล้วอาการอาจค่อย ๆ ดีขึ้น อาการข้อตึงในโรคข้อเสื่อมมักเป็นช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะหลังพักหรือไม่ได้เคลื่อนไหว แต่หากข้อตึงเป็นเวลานาน มีอาการบวม หรือเกิดกับหลายข้อ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย

3. ข้อบวม กดเจ็บ หรือขนาดเปลี่ยนไป

หากสังเกตว่าข้อเข่าหรือข้อนิ้วบวม กดแล้วเจ็บ หรือมีลักษณะปุ่มกระดูกนูนขึ้น อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในข้อได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการปวดและขยับข้อลำบาก อย่างไรก็ตาม หากข้อบวมขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการแดง ร้อน หรือปวดรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากการอักเสบ การติดเชื้อ หรือภาวะอื่นที่ต้องได้รับการดูแลโดยเร็ว

4. มีเสียงกรอบแกรบในข้อขณะเคลื่อนไหว

เสียงดังกรอบแกรบหรือเสียงคล้ายเสียดสีกันในข้อเข่าอาจเกิดขึ้นได้ขณะงอหรือเหยียดข้อ แต่เสียงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าข้อเสื่อม หากมีเสียงร่วมกับอาการปวด บวม ข้อติด หรือเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่ออาการเริ่มรบกวนการเดินหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

5. เคลื่อนไหวได้ไม่เหมือนเดิม

สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ เดินได้น้อยลง ลุกจากเก้าอี้ยาก งอเข่าไม่สะดวก กำมือได้ไม่เต็มที่ หรือมีอาการข้อเข่าทรุดขณะเดิน อาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของข้อ กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็น หากความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรฝืนใช้งานหรือหยุดเคลื่อนไหวทั้งหมดด้วยตัวเอง ควรตรวจหาสาเหตุและวางแผนดูแลให้เหมาะสม

6. ปวดหลังต่อเนื่อง หรือส่วนสูงลดลง

อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กล้ามเนื้อตึงไปจนถึงความผิดปกติของกระดูกสันหลัง หากปวดหลังเรื้อรัง ปวดมากขึ้น หรือมีส่วนสูงลดลงและหลังค่อมมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน กระดูกสันหลังที่อ่อนแอจากโรคกระดูกพรุนอาจเกิดการยุบหรือหักได้ แม้ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุรุนแรง หากมีอาการปวดหลังอย่างฉับพลันหลังยกของ ก้มตัว ไอ หรือเกิดแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

7. กระดูกหักจากการกระแทกเพียงเล็กน้อย

หากเคยกระดูกหักจากการหกล้มในระดับที่ไม่รุนแรง หรือเกิดกระดูกหักระหว่างทำกิจกรรมทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความแข็งแรงของกระดูก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนมักไม่ทำให้ปวดในระยะแรก การรอให้มีอาการปวดจึงอาจไม่ช่วยตรวจพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรสอบถามแพทย์ว่าจำเป็นต้องตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกหรือไม่

อาการแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม?

แม้อาการปวดข้อบางครั้งอาจเกิดจากการใช้งานมากเกินไป แต่มีสัญญาณบางอย่างที่ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ ได้แก่

  • อาการปวดข้อหรือปวดหลังเป็นต่อเนื่อง ไม่ดีขึ้น หรือรบกวนการนอนและกิจวัตรประจำวัน
  • ข้อบวม แดง ร้อน หรือมีไข้ร่วมด้วย
  • ปวดหลังอย่างฉับพลันหลังหกล้ม ก้มตัว ยกของ หรือไอ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อกระดูกพรุน
  • กระดูกหักหลังเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย
  • ส่วนสูงลดลงหรือหลังค่อมมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการชา อ่อนแรง หรือเดินลำบากร่วมกับอาการปวดหลัง

หากปวดหลังร่วมกับขาอ่อนแรงมากขึ้น ชาบริเวณหว่างขาหรืออวัยวะเพศ กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก ควรไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการกดทับเส้นประสาทที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ใครบ้างที่ควรใส่ใจสุขภาพกระดูกและข้อเป็นพิเศษ?

แม้ความเสี่ยงของข้อเสื่อมและโรคกระดูกพรุนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่คนอายุน้อยก็สามารถมีปัญหาเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อ มีน้ำหนักตัวเกิน ใช้ข้อต่อซ้ำ ๆ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม ส่วนผู้ที่ควรใส่ใจความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย ผู้ที่เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกไม่มาก และผู้ที่ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล

ดูแลกระดูกและข้ออย่างไรให้แข็งแรงในระยะยาว?

1. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

การเดิน การฝึกกล้ามเนื้อ และการออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก กล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวได้ ควรเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับสภาพร่างกาย และเริ่มจากระดับที่ทำได้โดยไม่ฝืนอาการปวด หากมีข้อเสื่อมหรือเคยได้รับบาดเจ็บ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม

2. รับประทานอาหารให้หลากหลาย

ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก เต้าหู้ที่มีแคลเซียม และผักบางชนิด รวมถึงรับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอและแหล่งวิตามินดีที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ ไม่ควรซื้อแคลเซียมหรือวิตามินดีขนาดสูงมารับประทานเองโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อน

3. ควบคุมน้ำหนักและลดแรงกดที่ข้อต่อ

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปอาจเพิ่มภาระต่อข้อเข่าและข้อสะโพก การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับเหมาะสมร่วมกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อจึงช่วยลดภาระของข้อต่อและส่งเสริมการเคลื่อนไหวได้

4. หลีกเลี่ยงการฝืนใช้งานเมื่อมีอาการเจ็บ

หากมีอาการปวดข้อ ควรปรับกิจกรรมให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการฝืนทำท่าที่ทำให้ปวดมากขึ้น และไม่ควรนวดแรงหรือดัดข้อเอง โดยเฉพาะหลังเกิดอุบัติเหตุหรือเมื่อสงสัยว่ากระดูกได้รับบาดเจ็บ

5. ประเมินความเสี่ยงกระดูกพรุนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก เพราะโรคกระดูกพรุนอาจไม่มีอาการเตือนก่อนเกิดกระดูกหัก การตรวจและประเมินความเสี่ยงตามความเหมาะสมจึงมีความสำคัญกว่าการรอให้เกิดอาการ

สรุป: ปวดข้อไม่ได้แปลว่ากระดูกเสื่อมเสมอไป

อาการปวดเข่า ข้อตึง ข้อบวม เคลื่อนไหวลำบาก และปวดหลังต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติของกระดูกและข้อ แต่ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้จากอาการเพียงอย่างเดียว หากอาการเป็นซ้ำ รุนแรงขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นพิเศษคือกระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ปวดหลังเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนสูงลดลง หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคกระดูกพรุนหรือภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว การใส่ใจสุขภาพกระดูกและข้ออย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ดูแลตัวเองได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 29/10/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,400.0064,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,163.0063,111.0865,400.00
ทองรูปพรรณ 90%3,746.7056,799.97n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,330.4050,488.86n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,873.3528,399.99n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,457.0522,088.88n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,313.9965,400.09n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 29/10/2569

ประเภทน้ำมันปตท.
ปตท.
บางจาก
บางจาก
เชลล์
เชลล์
คาลเท็กซ์
คาลเท็กซ์
ไออาร์พีซี
ไออาร์พีซี
พีที
พีที
ซัสโก้
ซัสโก้
เพียว
เพียว
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9541.5441.5442.0441.5441.5441.5441.5441.5441.54
แก๊สโซฮอล์ 9141.1741.1741.6741.1741.1741.1741.1741.1741.17
แก๊สโซฮอล์ E2033.5033.5033.7033.50–33.5033.5033.5033.50
แก๊สโซฮอล์ E8531.6331.63––––––31.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.0548.5551.84–––––47.05
เบนซิน 9551.03––50.61–51.5351.18–51.03
ดีเซล42.5442.5442.5442.5442.5442.5442.5442.5442.54
ดีเซล B2033.5033.5033.5033.50–33.5033.5033.5033.50
ดีเซลพรีเมี่ยม49.0549.0551.8449.05––––49.05
แก๊ส NGV20.00–––––––20.00


About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า