สาระน่ารู้ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2569

เจาะลึกเขตส่งเสริม EEC ใหม่ ‘อีเทค สมาร์ท พาร์ค’ 2 หมื่นล้าน ดึงบิ๊กเทคตั้งฐาน

  • บอร์ด EEC เห็นชอบจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษใหม่ “อีเทค สมาร์ท พาร์ค” ที่จังหวัดชลบุรี ด้วยมูลค่าการลงทุนเกือบ 2 หมื่นล้านบาท
  • โครงการมุ่งรองรับ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การบินและโลจิสติกส์, ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร
  • มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) และอุตสาหกรรมขั้นสูงให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่ EEC
  • คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ 3,500 – 5,500 อัตราเมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้ฤกษ์ประชุมเป็นนัดแรก เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนายกรัฐมนตรี ดึงงานกลับมาดูแลและขึ้นตรงด้วยตัวเอง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยเฉพาะโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐบาลที่จำเป็นผลักดันให้เกิดขึ้น

หนึ่งในนั้นคือการจัดเตรียมพื้นที่รองรับการลงทุนของภาคเอกชนโครงการใหญ่ โดยที่ประชุมครั้งนี้ได้เห็นชอบประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่งในพื้นที่ EEC โดยมีโครงการที่น่าสนใจ คือ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ “อีเทค สมาร์ท พาร์ค” จังหวัดชลบุรี มูลค่าการลงทุนกว่า 19,750 ล้านบาท เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร 

ดัน ‘อีเทค สมาร์ท พาร์ค’ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษใหม่

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค จังหวัดชลบุรี เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ. อีอีซี ซึ่งกำหนดให้ กพอ. มีอำนาจประกาศกำหนดเขตส่งเสริมฯ ภายในพื้นที่อีอีซี เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน หรือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจการเกี่ยวเนื่อง หรือเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมา กพอ. ได้ประกาศกำหนดเขตส่งเสริมฯ แล้วกว่า 47 แห่ง เนื้อที่ทั้งหมด 148,013 ไร่ 2 งาน 41.51 ตร.ว. ใน 3 จังหวัดอีอีซี

ทั้งนี้การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค เพิ่มขึ้นมาอีกแห่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษและกิจกรรมเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง และยังช่วยพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

อีกทั้งยังยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เอื้อต่อการทำงาน การอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างการจ้างงานคุณภาพและการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่

วงลงทุนเฉียด 2 หมื่นล้าน

รายละเอียดโครงการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค มีเนื้อที่ประมาณ 610 ไร่ 1 งาน 94  ตารางวา ตั้งอยู่บริเวณ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ หรือกิจการ ที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริม โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษที่รองรับประกอบไปด้วย ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร มีวงเงินลงทุน 19,750 ล้านบาท

ทั้งนี้ได้ประเมินประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินโครงการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค แยกเป็น 3 ระดับ โดยส่วนแรกระดับธุรกิจ คาดว่าจะนำระบบการบริหารจัดการพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมอัจฉริยะมาใช้เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการผลิต คลังสินค้า และการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ขณะที่ผู้ประกอบการภายในโครงการจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการดำเนินงาน และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตที่มีมูลค่า
เพิ่มสูง และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะเพื่อสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สมัยใหม่ การดึงดูดผู้ประกอบการด้านการผลิตขั้นสูง เพื่อยกระดับภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของภูมิภาค และส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยี  

ช่วยจ้างงาน-ท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น

ระดับท้องถิ่น คาดว่าจะช่วยจ้างงานโดยตรงในพื้นที่ประมาณ 300 อัตรา โดยนำระบบบริหารจัดการอัจฉริยะและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงมาใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในพื้นที่ ลดระยะเวลาขนส่ง และลดปัญหาการจราจร ช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ

ส่วนระดับประเทศ สามารถส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงของประเทศไทย ลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ส่งผลให้สินค้าและบริการของประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออก รวมทั้งดึงดูดการลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี 

พร้อมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรด้วยระบบอัจฉริยะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ลดการสูญเสียทรัพยากร และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอีอีซี และจะช่วยเสริมสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการผลิต การค้า และโลจิสติกส์ในภูมิภาค และเมื่อดำเนินการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงาน 3,500 – 5,500 อัตรา

เปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว

ส่วนการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสีย ทางบริษัทผู้เสนอโครงการได้ประชุมกับผู้นำชุมชน ตัวแทนชุมชน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นด้วยกับการจัดตั้งเขตส่งเสริมฯ ดังกล่าว แต่มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการกำกับดูแลโรงงานในพื้นที่เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และได้ลงนามบันทึกการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทาง EECO เรียบร้อยแล้ว

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) กล่าวว่า การประกาศหลักเกณฑ์เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมครั้งนี้ ถูกออกแบบให้มีมาตรฐานเทียบเท่านิคมอุตสาหกรรม และบางเงื่อนไขเข้มกว่า เช่น กำหนดให้นำนํ้ากลับมารีไซเคิลได้อย่างน้อย 25% พร้อมมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และติดตามการปฏิบัติตามเงื่อนไขภายหลังการจัดตั้งแล้ว

อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมบอร์ดอีอีซีแล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ก่อนจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

นายกฯ สั่งผนึก EEC-BOI ดึงการลงทุน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ได้กำชับว่า การเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่ต้องเดินควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการควบคุมมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยํ้าว่าการลงทุนในเขตส่งเสริมต้องสอดคล้องกับกฎหมายหลักของประเทศ ไม่ใช่เร่งลงทุนโดยลดมาตรฐานการกำกับดูแลลง และต้องไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และต้องให้สอดคล้องกับกฎหมายหลักของประเทศ

พร้อมกันนี้นายกฯ ยังมอบแนวทางให้ EECO และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เชื่อมการทำงานกันให้มากขึ้น ลดความแตกต่างของเงื่อนไข ขั้นตอน และช่องว่างระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้นักลงทุนได้รับบริการที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังตัดสินใจเลือกฐานการลงทุนในภูมิภาค ทั้ง AI, Big Tech, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

รวมถึงอุตสาหกรรมความแม่นยำสูง เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่ EEC จึงต้องใช้จุดแข็งของทั้ง BOI และ EEC ทำงานร่วมกัน ไม่แยกส่วน เพื่อรักษาความได้เปรียบของไทยในการแข่งขันดึงเงินลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการประกาศเขตส่งเสริมหรือเพิ่มจำนวนโครงการ แต่ต้องทำให้มีเงินลงทุนเกิดขึ้นจริง นักลงทุนสามารถเริ่มกิจการได้เร็วขึ้น และผลจากการลงทุนต้องย้อนกลับมาสร้างงาน สร้างรายได้ รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ EEC มากที่สุดด้วย” นายกฯ ระบุ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


บิ๊กอสังหาฯ อัดแคมเปญร้อน คนซื้อบ้านได้อานิสงส์โค้งท้ายปี 

  • ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่แข่งขันกันจัดแคมเปญส่งเสริมการขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและเร่งระบายสต็อก
  • ผู้ซื้อบ้านได้รับประโยชน์จากข้อเสนอพิเศษมากมาย เช่น ส่วนลดสูงสุดหลายล้านบาท, โปรโมชันช่วยผ่อน, ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน และของแถมจำนวนมาก
  • แคมเปญส่วนใหญ่ถูกนำเสนอผ่านงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 50 และโปรโมชันส่วนตัวของแต่ละบริษัท ครอบคลุมโครงการหลากหลายระดับราคา

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์การแข่งขัน อัดแคมเปญการตลาดลด แลก -แจก -แถม หวังกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและเร่งระบายสต็อกที่อยู่อาศัยในมือ ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อและต้องพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นสำคัญ

อานิสงส์มาตรการรัฐโจทย์ใหญ่ต้องฝ่าด่านแบงก์เข้มสินเชื่อ 

แม้ตลาดจะได้รับแรงหนุนจาก 3 มาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ซื้อเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการ ยอมแบกรับภาระโดยเฉพาะ ฟรีค่าโอนกรรมสิทธิ์และลดภาระ ดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ ทั้งจากแต่ละค่ายจัดขึ้นเองอย่างต่อเนื่อง และจากมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 50 ซึ่งเป็นอีเว้นท์ใหญ่ปลายปี ที่ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์จัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ประเมินว่าจะเป็นโอกาสทองของคนที่พร้อม ขณะที่ผู้ประกอบการจัดแคมเปญชิงกำลังซื้อกันสนั่น แต่โจทย์ใหญ่อยู่ที่สถาบันการเงินจะปล่อยสินเชื่อหรือไม่ 

อสังหาฯอัดแคมเปญร้อนท้ายปีงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่50

เริ่มจาก บริษัท สถาพรเอสเตท จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมงาน มหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 50 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 29 ตุลาคม –1 พฤศจิกายน 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โครงการไฮไลต์ที่เข้าร่วมงานThe Crown Residences – เริ่ม 5.9 ล้านบาทEternity พระราม 9 – วงแหวน – เริ่ม 7.9 ล้านบาท Eternity รามอินทรา – วัชรพล – เริ่ม 10.9 ล้านบาท Eternity รังสิต – วงแหวน – เริ่ม 4.3 ล้านบาท Eternity สายไหม – พหลฯ – เริ่ม 5.29 ล้านบาท จัดแคมเปญ “ถูกไม่ไหว ถูกไม่ไหว โปรนี้ มันน่าจอง จอง จอง” ส่วนลดสูงสุด 6 ล้านบาท สำหรับบ้าน ส่วนคอนโดมิเนียมลดสูงสุด 5 ล้านบาท ราคา 5.9-30 ล้านบาท  ค่ายกานดา พร็อพเพอร์ตี้ ขนทุกโครงการ จัดโปรลดสูงสุด 500,000 บาท ช่วยผ่อนสูงสุด 12 – 60 เดือน ฟรีเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องปรับอากาศ ฟรีค่าโอนกรรมสิทธิ์ และฟรีค่าส่วนกลาง

 ค่ายแสนสิริ นำบ้านเดี่ยว “เศรษฐสิริ” ทำเลใกล้เมือง ติดถนนสายหลัก ลดสูงสุด 10 ล้านบาท   นอกจากนี้ได้จัดแคมเปญ งานมหกรรม บ้านและคอนโด BREAKINGDEALS โปรชัดจัดเต็ม Vay Ayutthaya ลดสูงสุด 2 แสนบาท หรือพิเศษ 1.29 ล้านบาท ฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี และเครื่องใช้ไฟฟ้า 4 รายการ ชิงรางวัล Grand Prize รถไฟฟ้ามูลค่ากว่า 9 แสนบาท  

            ด้านค่ายศุภาลัย ไม่น้อยหน้า ส่งโปรบุฟเฟ่ต์ พาเรดยกขบวนโปรพิเศษ กว่า 200 โครงการทั่วประเทศมา ให้เลือกช้อป ที่งานมหกรรมบ้านและคอนโด โดยลดสูงสุด 12 ล้านบาท และรับส่วนลดเพิ่มอีก 450,000 บาท ฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ พร้อมเลือกรับ6ดีลบุฟเฟ่ต์ ได้บ้านแล้วยังได้ของ เป็นต้น

ค่าย เอสซีแอสเสท ร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด นำโครงการบ้านเดี่ยวทำเลรามอินทรา พร้อมกองทัพดีล ที่ขนมาฝากชาวโลกจองเพียง 888 บาท ผ่อน 800 บาทต่อเดือนนาน 1 ปี ลดสูงสูด 10ล้านบาท ลุ้นรับทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท เมื่อจองและโอนตามเงื่อนไขที่กำหนด ดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี ขณะเดียวกันจองที่บูธมีสิทธิ์ลุ้น iPhone 18 Pro Max ทุกวัน   

เช่นเดียวกับ ค่ายแกรนด์ ยูนิตี้ นำ เดนิม จตุจักร  คอนโดมิเนียมร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด จัดโปรปล่อยของลดจริงแจกจริง1 ห้องนอนใหญ่วิวส่วนรับส่วนลด 500,000 บาท ฟรี Cash Back สูงสุด 30,000 บาท ฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี และ “ฟรีเฟอร์” ยกห้อง โดยราคาเริ่มที่ 2.69ล้านบาท

ค่าย พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค ร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด จัดโปรโมชันภายใต้แนวคิด #EasyTo โอน “เราจะทำให้คุณมีบ้านง่ายกว่าที่คิด” โดยมีทีมงานมืออาชีพช่วยวิเคราะห์ภาระหนี้และวางแผนการเงินแบบหมดเปลือก รวมถึงช่วยดูแลเคสการยื่นกู้กับสถาบันการเงินขนทัพบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม เช่น โครงการใกล้แฟชั่นไอส์แลนด์, เพอร์เฟค เพลส, เพอร์เฟค พาร์ค, และ แลนซีโอ บ้านและทาวน์โฮมพร้อมอยู่ ราคาเริ่มต้นประมาณ 3.69 ล้านบาทโปรโมชันพิเศษช่วยผ่อนให้ นานสูงสุดถึง 60 เดือน (หรือตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ) ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ และสิทธิพิเศษในการเลือกแปลงสวยก่อนใคร

ค่ายลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จัดแคมเปญใหญ่ “EASY TO โอน!” มาพร้อมสิทธิพิเศษและโปรโมชันภายในงาน มหกรรมบ้านและคอนโด ช่วยผ่อนให้นานสูงสุดถึง 60 เดือน จองในงานรับบัตรกำนัล Furniture สำหรับแต่งบ้าน มูลค่าสูงสุด 100,000 บาท

ค่ายพฤกษา จัดแคมเปญ ใหญ่ ช่วงเดือนตุลาคม- 15 ธันวาคม 2569 “ดีลตัวจบ อยู่ไหว ไม่นอย” นำ 89 โครงการมาจัดโปรโมชันพิเศษ  “ดีลตัวจบ อยู่ไหว ไม่นอย” ราคาเริ่มต้น 1.19 ล้านบาท 1.จองเริ่มเพียง 0 บาท / ดาวน์ 0 บาท  2.จ่าย 0 บาท นาน 2 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย  3.ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี  4.ผ่อน 0 บาท สูงสุด 2 ปี ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 5 ปี ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ ฟรีเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ส่วนลดสูงสุดถึง 6 ล้านบาท

ค่ายเอพีไทยแลนด์ ขยายเวลาพรีเมียร์ เพียง 20 ห้องแรกรับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท นอกจากนี้ยังจัดโปรส่งท้ายปี “ดีลลั่น ส่งท้ายปี” บ้านเดี่ยวเอพีจัดให้เลือกเอง เจอบ้านที่ใช่พร้อม เลือกโปรที่ตรงกับชีวิตคุณเลือกได้ตามใจ ให้ทุกหลัง ลดสูงสุด 1 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมใหม่ ย้อนราคากลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในราคาต่ำแสนเพียง 75,000 บาทต่อตารางเมตร

ขณะค่ายแอลพีเอ็น ใจป้ำจัดแคมเปญ “LPN CLEARANCE”  หมดแล้วหมดเลย ลดสูงสุด 50% สำหรับบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ธันวาคม 2569 ค่ายสัมมากร จัดแคมเปญ “ซื้อบ้านสัมมกรครั้งนี้ดีกว่าที่เคย” จับมือ ธนาคาร UOB มอบ3 สิทธิ์พิเศษ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษ 0.25% ต่อปี นาน1ปี ผ่อนจอง 0% นาน 10 เดือน และรับคะแนนสะสม UOB X 10เท่า ราคาตั้งแต่ 14.9- 100 ล้านบาทรับส่วนลด 10 ล้านบาท

มาที่ค่ายออริจิ้น “ดีลนี้ !สิบเต็มสิบ” จองเพียง 1,010 บาทรับของสมนาคุณแถมฟรี 10 รายการ สำหรับราคาคอนโดมิเนียมเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาทและเลี้ยงสัตว์ได้โดยเฉพาะโครงการทำเลเตาปูน

 ขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาจัดแคมเปญ “#ช็อตฟิล …ต้องรีบคว้า” คอนโดมิเนียมใหม่ติดรถไฟฟ้าเริ่มต้นที่ 2,49 ล้านบาท ทำเลพหลฯ 59สเตชั่น จอง5,000บาท ผ่อนเพียง 3,900 บาทต่อเดือน ลดสูงสุด3 แสนบาท ฟรีเพอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ค่ายโนเบิล ลดสูงสุด 400,000 บาท ผ่อน 5,000 บาท โครงการนิวเอปิค อโศก-พระราม 9 ราคาเริ่มต้น 2.99 บาท

ค่าย อนันดาฯ จัดแคมเปญ บ้านเดี่ยวหรุ ใกล้ชิดธรรมชาติที่ AIRI แจ้งวัฒนะ พร้อมข้อเสนอพิเศษ ANANDA MAX DEAL ราคา 10.9ล้านบาทพร้อมเงินคืน 1 ล้านบาทกู้สูงสุด 110%

ส่วน เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดตัวแคมเปญใหม่ “ฉีกทุกข้อจำกัด” สำหรับงานมหกรรมบ้านและคอนโด โดยรวบรวมโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่รวมทั้งสิ้น 51 โครงการ 

ราคา เริ่มต้นที่ 930,000 บาท ส่วนลดสูงสุดถึง 1 ล้านบาท รับเงินคืนสูงสุด 500,000 บาท โดยมีทางเลือกในการผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,400 บาทต่อเดือน พร้อมบริการเช่าออม (LivNex) รองรับรูปแบบการเช่าออมบ้าน สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมยื่นกู้ธนาคาร เพื่อเปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินออมสำหรับหักลดเงินต้นในอนาคต

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งอีเว้นท์ใหญ่ปลายปีของภาคอสังหาริมทรัพย์ กับโอกาสสำหรับผู้ที่พร้อมมีบ้าน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 28 ต.ค.69 ‘อ่อนค่า’ ตลาดหวังผลประกอบการหุ้นAI สหรัฐ

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.79 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.77 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความหวังของตลาดต่อผลประกอบการที่ดีของหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ
  • การอ่อนค่าของเงินบาทถูกชะลอลงบ้างจากความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจคลี่คลาย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.70-34.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดยังคงจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC)

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.79 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.70-34.00 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.72-33.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และบรรดาบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ 

รวมถึงแรงกดดันต่อเงินยูโร (EUR) จากประเด็นความกังวลฐานะการคลังของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ยังคงอยู่ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทถูกชะลอลงบ้าง จากความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ตามความพยายามในการเจรจาของหลายฝ่าย รวมถึงผลการเลือกตั้งล่าสุดของอิสราเอลที่ยังไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด ซึ่งภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

แนวโน้มค่าเงินบาท

Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจต้องการรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน นอกจากนี้ เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์บ้าง จากความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น โดยเฉพาะหลังผลการเลือกตั้งของอิสราเอลล่าสุด ยังไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด ที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ อย่างไรก็ดี เราคงประเมินว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มคลี่คลายลงชัดเจน

ทั้งนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม FOMC ของ FED แม้เราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ รวมถึงบรรดาผู้เล่นในตลาดจะมองว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่หาก FED “ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์” ตลาด (ซึ่งแม้โอกาสจะเกิดต่ำมาก) เรามองว่า เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เร็ว แรง พร้อมสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและเงินบาทได้พอสมควรโดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และแม้ FED จะคงดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ตามที่ตลาดได้คาดหวังไปพอสมควรแล้ว

เรามองว่า เงินบาทอาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างคงคาดหวัง ว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้ง ในเดือนธันวาคมนี้ และอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ อาจต้องรอลุ้นผลการประชุม FOMC เดือนธันวาคม ว่าจะมี Dot Plot ใหม่อย่างไร หาก Dot Plot ใหม่ ยังคงย้ำว่า FED อาจคงดอกเบี้ย หรือมีโอกาสลดดอกเบี้ยมากขึ้นในปีหน้า อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยใหม่ กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง พร้อมหนุนเงินบาทได้ 

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ โดยรวมที่ออกมาสดใส ยังคงช่วยหนุนบรรยากาศของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ จากความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ส่งผลให้ หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวลดลง ในภาพรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +1.2%

▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.5% แม้จะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงได้รับอานิสงส์จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ทยอยออกมาสดใส และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +2.8%อย่างไรก็ดี แม้ว่า ความหวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลง ได้ช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรป ทว่ากลับกดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงพอสมควร อาทิ BP -2.9%, Shell -1.6% 

▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน ไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 4.96%-5.01% แม้ว่า ราคาน้ำมันดิบจะทยอยปรับตัวลดลง ตามความหวังสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลดความร้อนแรงลงในช่วงนี้ แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองบอนด์มากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุม FOMC ของ FED ในสัปดาห์นี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้ ตั้งแต่โซนเหนือ 5.00%) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps 

▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลง และการอ่อนค่าลงของเงินยูโร (EUR) จากประเด็นความกังวลฐานะการคลังของฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 102.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.1-102.4 จุด)

▪ ทองคำ – ความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกกดดันและจำกัดโดยบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลักในสัปดาห์นี้ ทำให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างชัดเจน

▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะรับรู้ในช่วง 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า FED จะ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 3.75-4.00% แม้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แต่ไม่เห็นสัญญาณการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ขณะที่ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะ Slow-to-Hire และ Slow-to-Fire  ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference โดยเราคาดว่า ประธาน FED อาจย้ำจุดยืนคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ สะท้อนว่า FED พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม

▪ ทางฝั่งเอเชียแปซิฟิก บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 3.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนในฝั่งไทย เรายังคงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังมีมติเอกฉันท์ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อยังคงมีอยู่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูงและภาวะ Super El Nino แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว่าง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้ กนง. สามารถคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันได้

▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ อย่าง Microsoft และ Alphabet

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


GISTDA จัดประชุมอวกาศระดับโลก ปูทางตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์

เปิดฉากยิ่งใหญ่! ไทยขึ้นแท่น “ฮับอวกาศอาเซียน” จัดประชุมระดับโลก “10th Global Moon Village Workshop & Symposium 2026” ปูทางตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ Moon Village Association: MVA เปิดงานประชุมวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับโลก “10th Global Moon Village Workshop & Symposium 2026” อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ณ  ไอคอนสยาม ฮออล์ กรุงเทพมหานคร

ต้อนรับผู้นำองค์กรอวกาศ นักวิจัย วิศวกร และผู้ประกอบการ New Space กว่าหลายร้อยชีวิตจากทั่วทุกมุมโลกร่วมงาน

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา งานประชุม Global Moon Village Workshop & Symposium ได้หมุนเวียนไปจัดในศูนย์กลางอวกาศชั้นนำของโลก

และในครั้งที่ 10 นี้ ถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “Hub ความร่วมมือที่เป็นกลาง” โดยการประชุมในครั้งนี้นับเป็นเวทีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงผลสำเร็จและความก้าวหน้าเชิงประจักษ์ของการสำรวจอวกาศยุคใหม่

ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของมนุษยชาติในการเดินทางกลับสู่ดวงจันทร์อย่างจริงจัง ผ่านโครงการสำรวจระดับนานาชาติ เช่น โครงการอาร์เทมิส (Artemis) และโครงการสถานีวิจัยดวงจันทร์นานาชาติ (ILRS) ของจีน

โดยประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญ ในการทำหน้าที่เชื่อมโยงมหาอำนาจด้านอวกาศ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป และญี่ปุ่น ตลอดจนหน่วยงานอวกาศชั้นนำของโลก อาทิ NASA, ESA, JAXA, DSEL และ APRSAF

มาร่วมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์ และกำหนดทิศทางอนาคตการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ร่วมกันโดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ 

การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน MVA ครั้งที่ 10 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์อวกาศแห่งอาเซียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้ได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรอบด้าน

ทั้งความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยีของคนไทย จากนักวิจัยและวิศวกรไทยที่ได้นำเสนอความพร้อมในการพัฒนาเครือข่ายสถานีภาคพื้นดิน เพื่อรองรับการสื่อสารในภารกิจห้วงอวกาศลึกและดวงจันทร์

ความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมในการผลิตชิ้นส่วนอวกาศและเพย์โหลด (Payload) ฝีมือคนไทย เพื่อเตรียมติดตั้งและร่วมเดินทางไปกับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในอนาคตอันใกล้

อีกทั้งยังเป็นการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้กับผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทย ได้พบกับเครือข่ายอวกาศระดับสากล เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทย เช่น วัสดุศาสตร์ทนสภาวะสุดขั้ว ระบบ AI ควบคุมหุ่นยนต์ ตลอดจนนวัตกรรมอาหารและระบบเกษตรกรรมในห้วงอวกาศ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของระบบเศรษฐกิจดวงจันทร์ (Lunar Economy)

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ คือ การรวมตัวของบุคลากรระดับแนวหน้าของโลกที่มีบทบาทชี้นำทิศทางอวกาศอย่างแท้จริง นำโดย จูเซปเป เรบัลดิ ประธานสมาคม Moon Village Association: MVA, อาร์ตี ฮอลลา-ไมนี ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการอวกาศส่วนนอกแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA),

อุลเปีย โบเตซาตู ประธานร่วม Action Team on Lunar Activities Consultation (ATLAC) ภายใต้ UN-COPUOS โดริน ปรูนารีอู ประธานร่วมวันดวงจันทร์นานาชาติ (International Moon Day) มาร่วมให้ทัศนะด้านกรอบกฎหมายอวกาศและการบริหารจัดการห้วงอวกาศอย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานอวกาศภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายระดับสูง อาทิ ไมเคิล โอเวอร์บี รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการอวกาศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ,

หวัง จงหมิน ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศจาก Deep Space Exploration Laboratory (DSEL) ประเทศจีน, โคจิ ยามานากะ ผู้อำนวยการฝ่ายการสำรวจอวกาศ จากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA),

เคนจิ ยามากาตะ เลขาธิการบริหาร APRSAF จาก JAXA, เอนรีโก ปาแลร์โม หัวหน้าองค์การอวกาศออสเตรเลีย (Australian Space Agency) และ มาลัก ทราเบลซี โลบ ประธานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านกิจกรรมดวงจันทร์อย่างยั่งยืน (GEGSLA) มาร่วมกำหนดฉากทัศน์ความร่วมมือผ่านเวทีเสวนาพิเศษร่วมกับ APRSAF-32

ในการหารือการกำหนดกรอบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนบนดวงจันทร์ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสนับสนุนการดำรงชีวิต และกรอบกฎหมายอวกาศสากล ด้วยการเน้นย้ำบทบาทของอาเซียนในฐานะผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมอวกาศยุคใหม่ 

ดร.ปกรณ์ กล่าวต่อว่า “การจัดงานครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าไทยสามารถทำหน้าที่เป็นเวทีกลางที่รวบรวมบุคลากรและองค์กรอวกาศชั้นนำระดับโลก มาร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอวกาศ New Space ในภูมิภาค

ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุน งบประมาณวิจัย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมเข้ามาตั้งไข่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ความสำเร็จออกเป็น 4 มิติ คือ

1. ผลักดันงานวิจัยและอุตสาหกรรมไทยสู่ Supply Chain ระดับโลก

นักวิจัย สตาร์ตอัป และผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ระบบนิเวศ Cis-Lunar และ Lunar Ecosystem ผ่านการสร้างมาตรฐานให้ผลงานวิจัยของไทย เช่น สถาปัตยกรรมอวกาศ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วัสดุศาสตร์ และอาหารอวกาศ ถูกนำไปใช้งานจริงในภารกิจการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ 

2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อแก้ปัญหาบนพื้นโลก

องค์ความรู้จากการรับมือกับสภาวะสุดขั้วบนดวงจันทร์ เช่น สุญญากาศ รังสี ความผันผวนของอุณหภูมิ เป็นต้น ถูกนำมาถ่ายทอดเพื่อประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมบนโลก เช่น การพัฒนาแบตเตอรี่และพลังงานสะอาด การแพทย์ดิจิทัล การจัดการสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรรมแม่นยำสูง ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย 

3. การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการระหว่างไทย-สากล และยกระดับสร้างศักยภาพ การหลั่งไหลเข้ามาของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารระดับสูง และนักลงทุนจากทั่วโลก ช่วยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยร่วมกันระหว่างไทยและนานาชาติ

อันเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและสร้างศักยภาพของบุคลากร สถาบันวิจัย และหน่วยงานอวกาศของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน

4. การสร้างรากฐานและจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่

งานประชุมนี้นับเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และวิศวกรรุ่นใหม่ของไทย ได้สร้างเครือข่าย เข้าถึงทุนการศึกษา ทุนวิจัย และโอกาสทำงานในองค์กรอวกาศระดับนานาชาติ จุดประกายความคิดให้คนไทยมองเห็นว่า อวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว และคนไทยมีศักยภาพเพียงพอในการสร้างอนาคตใหม่ให้มนุษยชาติ

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามสรุปผลการประชุม 10th Global Moon Village Workshop & Symposium 2026 และสาระสำคัญของแต่ละ Session รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://moonvillageassociation.org/mva2026

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยในสนามบิน รู้ไว้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ

การทักทาย สอบถามเที่ยวบิน

  • Hello, how may I assist you today? สวัสดี คุณต้องการความช่วยเหลือไหม  
  • Good morning, I hope you’re having a pleasant journey. อรุณสวัสดิ์ ขอให้เป็นการเดินทางที่ราบรื่น 
  • Are there any seats left? มีนั่งว่างเหลือไหม 
  • When are you leaving? คุณจะออกเดินทางเมื่อไร 
  • Would you like a window seat or an aisle seat? คุณต้องการที่นั่งติดหน้าต่างหรือทางเดิน 
  • What time does the flight from London arrive? ไฟลท์บินจากลอนดอนจะมาถึงเมื่อไร 
  • I have missed my flight. ฉันตกเครื่อง  
  • Could you please tell me where the departure gate for [Flight Number] is? รบกวนบอกฉันได้ไหมว่าประตูขาออกของ [หมายเลขเที่ยวบิน] อยู่ที่ไหน 
  • I’d like to book a one-way ticket to [Destination] for tomorrow. ฉันต้องการจองตั๋วเที่ยวเดียวไปยัง [ปลายทาง] สำหรับวันพรุ่งนี้ 
  • My flight was delayed. Can you help me find an alternative flight? ไฟลท์บินของฉันถูกเลื่อน คุณช่วยฉันหาเที่ยวบินอื่นได้ไหม 

การสอบถามบริการอื่น ๆ บนเครื่องบิน

  • Could you please help me find my seat? รบกวนช่วยหาที่นั่งของฉันให้หน่อยได้ไหม 
  • I’d like a cup of coffee, please. ฉันขอกาแฟหนึ่งถ้วย 
  • Do you have any vegetarian or vegan options? คุณมีอาหารมังสวิรัติเสิร์ฟหรือไม่ 
  • Do you have something for airsickness? มีอะไรที่ช่วยลดอาการเมาเครื่องบินไหม 
  • Where’s the restroom? ห้องน้ำอยู่ที่ไหน 
  • Can I have a blanket? ฉันขอผ้าห่มได้ไหม  
  • When will I have the meal? ฉันจะได้รับประทานอาหารตอนกี่โมง 

การขอความช่วยเหลือระหว่างขึ้นและลงเครื่องบิน

  • I’d like to check in for my flight to [Destination]. ฉันต้องการเช็คอินเที่ยวบินไปยัง [ปลายทาง] 
  • My flight was canceled. Can you help me with rebooking? เที่ยวบินของฉันถูกยกเลิก คุณช่วยฉันจองใหม่ได้ไหม 
  • I’ve lost my passport. What should I do? หนังสือเดินทางหาย จะต้องทำอย่างไร 
  • My luggage is damaged. Can I file a claim? กระเป๋าเดินทางฉันเสียหาย สามารถยื่นคำร้องได้ไหม 
  • Thank you for your assistance. I appreciate it. ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ ฉันรู้สึกซาบซึ้ง 
  • I had a wonderful experience here. Thanks to the helpful staff. ฉันรู้สึกยอดเยี่ยมกับการเดินทางในครั้งนี้ พนักงานให้บริการฉันเป็นอย่างดี  

การฝึกฝนการใช้ประโยคเหล่านี้จะช่วยให้คุณสื่อสารภาษาอังกฤษในสนามบินได้อย่างมั่นใจ และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป! 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


‘Patient Purpose Day 2026’ เจาะลึก 3 ภัยเงียบสุขภาพสตรีวัยทำงาน

  • ปัญหาสุขภาพผู้หญิงที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ 1.การติดเชื้อ HPV 2.ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) และ 3.กลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน (GSM)
  • DKSH ชวนร่วมงาน Patient Purpose Day 2026 รณรงค์เชิงรุก ดึงมุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินรีเวชมาสะท้อนความจริงเกี่ยวกับภัยเงียบด้านสุขภาพสตรี
  • เปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมการ “ตั้งรับและรักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกันและคัดกรองเชิงรุก”

“วัยทำงาน” ถือเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม บทบาทของ “ผู้หญิงวัยทำงาน” ได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ปัญหาสุขภาพสตรีกลับมักถูกมองข้ามหรือถูกจัดให้เป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งที่ในเชิงโครงสร้างแล้ว “สุขภาพของสตรี” คือ ดรรชนีชี้วัดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของประเทศโดยตรง

บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้สานต่อพันธกิจเนื่องในกิจกรรม “Patient Purpose Day 2026” ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับความตระหนักรู้และการเข้าถึงระบบสุขภาพอย่างเท่าเทียม (Health Equity)

ความเชื่อมโยงระหว่าง “ความเท่าเทียมด้านสุขภาพ” กับ “ประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity)” จะพบว่า หากผู้หญิงวัยทำงานต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไร้อาการ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทั้งจากภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก้อนโตในระยะลุกลาม การสูญเสียบุคลากรศักยภาพสูงในวัยเจริญพันธุ์ และการสูญเสีย Productivity ของผู้ดูแล (Caregiver) ภายในครอบครัวที่ต้องหยุดงานมาดูแลผู้ป่วย

หากเปรียบเทียบในเชิงความคุ้มค่าทางการเงิน (ROI) การลงทุนในระบบตรวจคัดกรองเชิงรุกที่มีความแม่นยำสูงด้วยงบประมาณเพียงหลักพันต่อคน สามารถป้องกันความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 1-10 ล้านบาท ต่อรายจนกว่าจะจบการรักษา ซึ่งภาระมหาศาลนี้ย่อมตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินผ่านระบบประกันสังคมและ สปสช. รวมถึงความมั่งคั่งของครอบครัวไทย

ปัญหาสุขภาพผู้หญิงที่ถูกมองข้าม

งาน Patient Purpose Day 2026 ในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การรณรงค์เชิงรุก โดยการดึงมุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินรีเวชมาสะท้อนความจริงเกี่ยวกับภัยเงียบด้านสุขภาพสตรี เพื่อเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมการ “ตั้งรับและรักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกันและคัดกรองเชิงรุก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องคุณภาพชีวิตของสตรีไทย และเพื่อเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหานี้ เราจำเป็นต้องเจาะลึกถึง 3 ประเด็นสุขภาพสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเผชิญในแต่ละช่วงชีวิต

พญ. มาริสา ทศมาศวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช จากโรงพยาบาลรามคำแหง 2  และพญ. กิรณา เบญจมงคลชัย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค ช่วยกันเล่าถึงปัญหาสุขภาพของผู้หญิงวัยทำงานว่า 3 ปัญหาสุขภาพผู้หญิงที่มักมองข้าม ได้แก่

1.การติดเชื้อ HPV เป็นภาวะที่พบมากที่สุดในห้องตรวจ เนื่องจากปัจจุบันผู้หญิงตระหนักรู้และเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งมากขึ้น

2.ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) มักมาด้วยอาการตกขาวสีเทาและมีกลิ่น เกิดจากการเสียสมดุลแบคทีเรียหรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย

และ 3.กลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน (GSM)มีอาการแห้ง คัน แสบ เจ็บ มักพบในผู้ที่หมดประจำเดือนเกิน 10 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มพบมากขึ้นจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต

ผู้หญิงกว่า 80% ติดเชื้อ HPV เสี่ยง BV

“ในช่วงชีวิตของผู้หญิงกว่า 80% เคยติดเชื้อ HPV อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 20–30 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีฮอร์โมนพุ่งพล่านและมีกิจกรรมทางเพศสูง ทั้งนี้ การสร้างความตระหนักรู้และ ระบบสาธารณสุขที่เน้นย้ำให้เริ่มตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดตั้งแต่อายุ 25–29 ปีขึ้นไป เนื่องจากหากติดเชื้อสะสมนานเกิน 5–10 ปี เชื้อจะเริ่มพัฒนากลายเป็นเซลล์ผิดปกติ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงไทย ลดลงจากอันดับ 2 ในอดีต มาสู่อันดับ 4 ในปัจจุบัน (ตามหลังมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่)”

ขณะที่ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากถึง 80% ในผู้หญิงทั่วไป เกิดจากภาวะเสียสมดุลของแบคทีเรียดีในช่องคลอด ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ภาวะเสียสมดุลหลังการมีประจำเดือน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย โดยผู้ป่วยจะมีอาการตกขาวสีเทา และมีกลิ่นคาวปลาอย่างชัดเจน แม้จะไม่ใช่อันตรายถึงชีวิต แต่นับเป็นภัยเงียบที่ทำลายความมั่นใจ บุคลิกภาพ รบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงกระทบต่อความสัมพันธ์คู่รักอย่างรุนแรง

ส่วนกลุ่มอาการ GSM และภาวะช่องคลอดแห้ง จะแสดงอาการผ่านความรู้สึกแห้ง คัน แสบ และเจ็บปวดบริเวณช่องคลอด มักพบในกลุ่มผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้วเกิน 10 ปี ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มตัว แพทย์คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า แนวโน้มผู้ป่วยภาวะ GSM จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลตามสัดส่วนประชากรวัยทอง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเชิงโครงสร้างและระบบสาธารณสุขในระยะยาว

“อย่ากลัว อย่าเดา อย่าหนี”รับมือสุขภาพผู้หญิง

เชื้อ HPV สามารถซ่อนตัวอยู่ในร่างกายได้นาน 10–20 ปีโดยไม่แสดงอาการใดๆ ก่อนจะลุกลามกลายเป็นมะเร็ง ตัวอย่าง ผู้ป่วยหญิงวัย 43 ปี เข้ามารับการตรวจด้วยอาการ “ตกขาวเป็นน้ำ” ต่อเนื่องนานเป็นเดือน โดยไม่เคยรับการตรวจคัดกรองมาก่อน เมื่อตรวจอย่างละเอียดกลับพบก้อนเนื้อร้ายขนาดใหญ่ถึง 5–6 เซนติเมตร มีเลือดออกง่าย อาการตกขาวเป็นน้ำและมีก้อนเนื้อหลุดลอกเกิดจากเซลล์มะเร็งที่ตายแล้วหลุดออกมา ในระยะนี้ (ระยะ 2B–3) การผ่าตัดไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ผู้ป่วยต้องเข้าสู่กระบวนการเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงและการฝังแร่ทันที

“อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่มาตรวจ ได้แก่ ความอาย ความกังวลเรื่องราคา และปัญหาเรื่องระยะทางหรือการเดินทางเข้าถึงสถานบริการ”

พญ. มาริสา และพญ.กิรณา กล่าวด้วยว่าสำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็งปากมดลูกในภาคเอกชนอาจสูงถึง 1 -10 ล้านบาท ต่อรายจนกว่าจะจบการรักษา ขณะที่ในระบบรัฐบาลก็เป็นภาระงบประมาณภาษีมหาศาล ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งเป้าหมายระดับโลก (KPI) ในการกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไปภายในปี 2030 ขณะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะบรรลุเป้าหมายได้ใกล้เคียงในปี 2050 เนื่องจากยังมีประชากรบางส่วนที่ไม่เข้ารับการตรวจคัดกรอง

“แนวคิดการดูแลตนเองเชิงรุก “อย่ากลัว อย่าเดา อย่าหนี”  โดยอย่ากลัว คือ การเข้ารับการตรวจสูตินรีเวช ,อย่าเดา อาการหรือประเมินความเสี่ยงเอาเอง และอย่าหนี การตรวจคัดกรองและการฉีดวัคซีน ซึ่งการป้องกันและดูแลแบบองค์รวม แนะนำให้ป้องกันด้วย 3 วิธีหลัก คือ การฉีดวัคซีน HPV ซึ่งควรฉีดทั้งผู้หญิงและผู้ชายเพื่อป้องกันการส่งต่อเชื้อ , การเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ (เช่น HPV DNA Screening) และ การใช้ถุงยางอนามัย”

ป้องกันเชิงรุก ดูแลสุขภาพสตรีแบบองค์รวม

ภาครัฐบาลได้เริ่มขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก เช่น การแจกชุดตรวจ HPV Self-Test ฟรี ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้ผู้หญิงนำไปตรวจเองที่บ้าน และโครงการฉีดวัคซีน HPV ฟรี 1 เข็มสำหรับเด็กอายุ 9–15 ปี

“อยากเสนอแนะให้ทางภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมและ สปสช. โดยการสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนเข้าถึงชุดตรวจรวม (HPV DNA + Cellular Test) ที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงการจัดหน่วยบริการคัดกรองเคลื่อนที่เข้าไปยังชุมชนและสถานประกอบการ เพื่อทลายอุปสรรคเรื่องระยะทางและการเดินทาง”

การเปลี่ยนผ่านจาก “การรักษา” มาเป็น “การป้องกันเชิงรุก” จำเป็นต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างครอบคลุม ซึ่งในปัจจุบันมีโซลูชันทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษา

พญ.กิรณา  กล่าวต่อว่าการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นอกเหนือจากโรคติดเชื้อแล้ว สุขภาพสตรีวัยทำงานยังสัมพันธ์กับระบบฮอร์โมนและวิถีชีวิต โดยเฉพาะภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้ผู้หญิงอ้วนง่าย ระดับอินซูลินในเลือดสูง มีฮอร์โมนเพศชายสูง และภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง

ฉะนั้น อยากแนะนำเทคนิคการปรับสไตล์การใช้ชีวิต เพื่อรับมือกับ PCOS และสร้างสุขภาวะที่ดี , ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ดึงฮอร์โมนเพศชายที่มีสูงในร่างกายมาใช้ประโยชน์ในการสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ,ปรับโภชนาการ โดยลดการบริโภคแป้งแปรรูปและของหวาน เพื่อลดระดับอินซูลินในเลือด ,นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด

ไฮไลต์งาน Patient Purpose Day 2026

สำหรับการจัดงาน “Patient Purpose Day 2026” โดยหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการพัฒนาและขยายธุรกิจอย่างครบวงจร สำหรับบริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์ยา บริษัทผู้ผลิตยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมุ่งเน้น 3 ภาวะสุขภาพที่ผู้หญิงวัยทำงานพบบ่อยแต่มักมองข้าม

เบเนดิกต์ คูบิค รองประธานฝ่ายบริหาร หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม ‘Patient Purpose Day’ สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของ DKSH ที่คำนึงถึงผู้ป่วยเป็นหลักและขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่า หากผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา รวมถึงลดความรุนแรงและภาระของโรคได้

ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพ เราตั้งใจที่จะผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้ากับการให้ความรู้ที่นำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเองได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดภาระจากโรคภัยไข้เจ็บที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว

ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากได้รับเกียรติจากสูตินรีแพทย์ 2 ท่าน ได้แก่ พญ.มาริสา ทศมาศวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช จากโรงพยาบาลรามคำแหง 2 และพญ.กิรณา เบญจมงคลชัย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค มาร่วมพูดคุยถึงอุปสรรคสำคัญในการวินิจฉัยและการสร้างความตระหนักรู้ในการรักษา รวมถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ HPV, BV และ GSM พร้อมอธิบายผลกระทบของภาวะทั้งสามต่อผู้หญิงวัยทำงานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แล้ว

ยังมีการส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ด้วยการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งปากมดลูก และความสำคัญของการตรวจคัดกรองระดับดีเอ็นเอ (HPV DNA Screening) เน้นย้ำให้ผู้หญิงเข้ารับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำทางการแพทย์ โดยการตรวจคัดกรองจะช่วยให้พบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก

พร้อมส่งเสริมให้ผู้หญิงหันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อลดความกังวลจากการรอติดตามผลเพียงอย่างเดียว รวมถึง การพูดคุยถึงสุขภาพผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนซึ่งมีความสำคัญไม่น้อย ผู้เข้าร่วมงานได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและจัดการอาการต่าง ๆ ทั้งอาการไม่สบายตัวในระบบกล้ามเนื้อและกระดูก  ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของงาน ได้ที่เว็บไซต์ https://www.dksh.com/th-th/home

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


กินผลไม้แทนมื้อเย็นทุกวัน ได้ประโยชน์หรือเสี่ยงขาดสารอาหาร

หลายคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือดูแลสุขภาพอาจเลือกกินผลไม้แทนมื้อเย็น เพราะเชื่อว่าเป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ ให้ใยอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น แต่การกินผลไม้เพียงอย่างเดียวแทนอาหารมื้อหลักทุกวัน อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะโปรตีนและไขมันที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย

แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่คำถามสำคัญคือ การกินผลไม้แทนมื้อเย็นเป็นประจำเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่ และควรกินอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์โดยไม่เสี่ยงขาดสารอาหาร

กินผลไม้แทนมื้อเย็น มีประโยชน์อย่างไร?

ผลไม้เป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารพฤกษเคมีหลายชนิด ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของร่างกาย การกินผลไม้หลากหลายชนิดในปริมาณเหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพได้

  • ช่วยเพิ่มใยอาหาร: ผลไม้บางชนิด เช่น ฝรั่ง แอปเปิล และส้ม มีใยอาหารที่ช่วยส่งเสริมการขับถ่าย
  • ช่วยให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุ: ผลไม้แต่ละชนิดมีสารอาหารแตกต่างกัน เช่น วิตามินซี โพแทสเซียม และโฟเลต
  • อาจช่วยควบคุมพลังงาน: หากใช้ผลไม้แทนอาหารที่มีพลังงานสูงบางชนิด อาจช่วยลดพลังงานที่ได้รับในมื้อนั้นได้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณที่กิน รวมถึงอาหารตลอดทั้งวัน
  • ช่วยเพิ่มความหลากหลายของอาหาร: การเลือกผลไม้หลายสีและหลายชนิดช่วยให้ได้รับสารอาหารที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผลไม้เพียงอย่างเดียวจะทดแทนอาหารมื้อหลักได้ครบถ้วน เพราะผลไม้ส่วนใหญ่มีโปรตีนและไขมันค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับอาหารที่มีสารอาหารครบหมู่

กินผลไม้แทนมื้อเย็นทุกวัน เสี่ยงขาดสารอาหารอะไรบ้าง?

1. โปรตีนอาจได้รับไม่เพียงพอ

โปรตีนจำเป็นต่อการสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ และส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกาย ผลไม้ทั่วไปมีโปรตีนไม่มาก หากมื้อเย็นมีเพียงผลไม้และมื้ออื่น ๆ ก็ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอเช่นกัน อาจทำให้ได้รับโปรตีนรวมทั้งวันต่ำกว่าความต้องการ

2. ไขมันดีอาจไม่เพียงพอ

ร่างกายต้องการไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน ช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค รวมถึงใช้สร้างส่วนประกอบของเซลล์ หากกินผลไม้แทนมื้อเย็นโดยไม่รับประทานแหล่งไขมันที่เหมาะสมจากอาหารชนิดอื่น อาจทำให้ได้รับไขมันจำเป็นไม่เพียงพอในระยะยาว

3. อาจได้รับพลังงานไม่พอกับความต้องการ

ผลไม้หลายชนิดให้พลังงานไม่สูงเมื่อเทียบกับอาหารมื้อหลัก หากกินเพียงเล็กน้อยแทนมื้อเย็นทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหนักหรือออกกำลังกาย อาจได้รับพลังงานรวมทั้งวันไม่เพียงพอ บางคนจึงอาจหิวก่อนนอนหรือหิวมากในวันถัดไปได้

4. อาจขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด

ผลไม้มีวิตามินและแร่ธาตุหลายประเภท แต่ไม่ได้มีสารอาหารครบทุกชนิดในสัดส่วนที่ร่างกายต้องการ การกินผลไม้ซ้ำ ๆ โดยไม่รับประทานอาหารกลุ่มอื่น อาจทำให้ได้รับสารอาหารบางอย่างไม่เพียงพอ เช่น วิตามินบี 12 ซึ่งพบตามธรรมชาติในอาหารจากสัตว์เป็นหลัก รวมถึงธาตุเหล็ก แคลเซียม และสังกะสีจากแหล่งอาหารที่เหมาะสม

กินผลไม้แทนมื้อเย็น ทำให้น้ำหนักลดจริงหรือไม่?

การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับพลังงานที่ได้รับเทียบกับพลังงานที่ร่างกายใช้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการงดอาหารมื้อเย็นเพียงอย่างเดียว หากการกินผลไม้ทำให้ได้รับพลังงานรวมต่อวันน้อยกว่าที่ใช้ น้ำหนักก็อาจลดลงได้ แต่หากกินผลไม้ปริมาณมากหรือเลือกผลไม้ที่ให้พลังงานสูงร่วมกับอาหารอื่นมากเกินไป ก็ไม่ได้รับประกันว่าน้ำหนักจะลด

สิ่งที่ควรระวังคือ การลดน้ำหนักด้วยการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หิวมาก และทำให้รักษาพฤติกรรมการกินในระยะยาวได้ยาก การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมจึงควรเน้นอาหารที่สมดุลและปริมาณพลังงานที่เหมาะกับแต่ละคน

ถ้าอยากกินผลไม้เป็นมื้อเย็น ควรกินอย่างไรให้ได้สารอาหารครบ?

ไม่จำเป็นต้องเลิกกินผลไม้ในมื้อเย็น แต่ควรจับคู่กับอาหารกลุ่มอื่นเพื่อให้ได้รับสารอาหารหลากหลายมากขึ้น โดยอาจใช้แนวทางต่อไปนี้

  • กินผลไม้ร่วมกับโปรตีน: เช่น ฝรั่งกับไข่ต้ม โยเกิร์ตรสธรรมชาติกับผลไม้ หรือผลไม้ร่วมกับเต้าหู้และอาหารโปรตีนชนิดอื่น
  • เพิ่มผักในมื้ออาหาร: ช่วยเพิ่มใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุจากแหล่งที่หลากหลาย
  • เลือกคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม: เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต หรือธัญพืช ในปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการพลังงาน
  • ไม่จำเป็นต้องงดไขมันทั้งหมด: สามารถเลือกแหล่งไขมันที่เหมาะสม เช่น ถั่วหรือเมล็ดพืชในปริมาณพอดี
  • เลือกผลไม้สดแทนน้ำผลไม้เป็นหลัก: ผลไม้สดช่วยให้ได้รับใยอาหารมากกว่าโดยทั่วไป และควรระวังน้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล

ตัวอย่างมื้อเย็นที่สมดุล ได้แก่ ข้าวกล้องกับปลาและผัก พร้อมผลไม้หนึ่งส่วน หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติร่วมกับผลไม้ ข้าวโอ๊ต และถั่วในปริมาณเหมาะสม ทั้งนี้ควรปรับปริมาณตามความหิว กิจกรรมในแต่ละวัน และความต้องการพลังงานของแต่ละคน

ใครบ้างที่ควรระวังการกินผลไม้แทนมื้อเย็นเป็นประจำ?

ผู้สูงอายุ ผู้ที่น้ำหนักน้อย ผู้ที่กำลังพักฟื้นจากการเจ็บป่วย ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก และผู้ที่มีความเสี่ยงขาดสารอาหาร ควรระมัดระวังการลดปริมาณอาหารมื้อหลักโดยไม่มีการวางแผน นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรใส่ใจชนิดและปริมาณผลไม้ รวมถึงการกระจายคาร์โบไฮเดรตตลอดวัน

ผู้ที่เป็นโรคไตหรือมีโรคประจำตัวที่ต้องจำกัดสารอาหารบางชนิด ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับรูปแบบการกิน เพราะผลไม้บางชนิดมีโพแทสเซียมสูง และข้อจำกัดด้านอาหารของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

สรุป กินผลไม้แทนมื้อเย็นทุกวัน ดีต่อสุขภาพหรือไม่?

การกินผลไม้มีประโยชน์และช่วยเพิ่มใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ แต่การกินผลไม้เพียงอย่างเดียวแทนมื้อเย็นทุกวันอาจทำให้ได้รับโปรตีน ไขมันจำเป็น พลังงาน และสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากมื้ออื่น ๆ ในแต่ละวันก็มีอาหารไม่หลากหลาย

ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือ กินผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของมื้อเย็นที่มีอาหารหลากหลายและสมดุล หากต้องการลดน้ำหนัก ควรปรับปริมาณอาหารและพลังงานโดยรวม แทนการตัดอาหารกลุ่มสำคัญออกไป หากมีน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลียต่อเนื่อง หรือกังวลว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 28/10/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,600.0064,800.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,176.0063,308.1665,600.00
ทองรูปพรรณ 90%3,758.4056,977.34n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,340.8050,646.53n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,879.2028,488.67n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,461.6022,157.86n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,327.4665,604.29n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/10/2569

ประเภทน้ำมันปตท.
ปตท.
บางจาก
บางจาก
เชลล์
เชลล์
คาลเท็กซ์
คาลเท็กซ์
ไออาร์พีซี
ไออาร์พีซี
พีที
พีที
ซัสโก้
ซัสโก้
เพียว
เพียว
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9542.0442.0442.5442.0442.0442.0442.0442.0442.04
แก๊สโซฮอล์ 9141.6741.6742.1741.6741.6741.6741.6741.6741.67
แก๊สโซฮอล์ E2033.5033.5033.7033.50–33.5033.5033.5033.50
แก๊สโซฮอล์ E8531.6331.63––––––31.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9551.03––50.61–51.5351.18–51.03
ดีเซล43.5443.5443.5443.5443.5443.5443.5443.5443.54
ดีเซล B2033.5033.5033.5033.50–33.5033.5033.5033.50
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV20.00–––––––20.00
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า