สาระน่ารู้ประจำวันที่ 03 สิงหาคม 2569

คลื่นลงทุนยึด ‘ริมเจ้าพระยา’ บิ๊กคอร์ปปั้นแลนด์มาร์กหรูระดับโลก

  • กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หลายรายทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกแห่งใหม่
  • บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เป็นผู้ลงทุนรายสำคัญ มีแผนขยายโครงการเอเชียทีคครั้งใหญ่ พร้อมพัฒนาโรงแรมหรูหลายแห่ง เช่น เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน และ โนบุ โฮเทล
  • มีการพลิกโฉมอาคารประวัติศาสตร์ให้เป็นโรงแรมหรู เช่น โครงการเดอะ แลงแฮม บนที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม และการพัฒนาโรงแรมจากตึกอีสต์เอเชียติก
  • ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ต้องการสูง สะท้อนจากการแข่งขันประมูลโรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัน ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6,000-7,000 ล้านบาท

พื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุนที่เคลื่อนไหวคึกคักเวลานี้ถูกจับตามองที่บริเวณ “ริมแม่น้ำเจ้าพระยา” นับเป็นคลื่นการลงทุนลูกที่ 2 ในการพัฒนาการท่องเที่ยว 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อจาก “ไอคอนสยามโมเดล” ภายใต้ 3 พันธมิตรร่วมทุน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และ เครือเจริญโภคภัณฑ์

ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหญ่รอบทศวรรษกับอภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคตริมแม่น้ำ 60,000 ล้านบาท บนที่ดิน 55 ไร่ ขึ้นแท่น “World-Class Global Destination” และเป็นหัวใจขับเคลื่อน “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” แผนความร่วมมือระดับชาติที่มุ่งยกระดับ 2 ฝั่งแม่น้ำให้เป็นสัญลักษณ์และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

ไอคอนสยาม สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม การพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำและถนนเจริญนคร ส่งผลให้มูลค่าที่ดินขยับจาก 250,000 บาท เป็น 700,000 บาทต่อตารางวา ธุรกิจริมแม่น้ำเติบโตกว่า 60% ค่าห้องพักและการเข้าพักโรงแรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รวมทั้งมีอสังหาริมทรัพย์ใหม่มากกว่า 60 โครงการเกิดขึ้นในรัศมี 1 กิโลเมตร มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เป็นจุดเชื่อมการสัญจรทั้งระบบรถ ราง เรือ และเชื่อมต่อรถไฟฟ้า เป็นจุดหมายปลายทางดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 115 ล้านคนสู่ประเทศ

ล่าสุด บรรดาบิ๊กคอร์ปทยอยพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ทั้งแหล่งท่องเที่ยว โรงแรมลักชัวรี ร่วมสร้างแลนด์มาร์ก เสริมความแข็งแกร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย ผลักดัน “กรุงเทพฯ” เทียบชั้นมหานครระดับโลกที่ฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำกลางเมือง

รวมถึงการพลิกโฉมที่ดินหรืออาคารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงหรูหราและสร้างสรรค์ เช่น “สิงคโปร์” ที่วางยุทธศาสตร์พัฒนามิกซ์ยูสริมอ่าวมารีน่าจากจุดชมวิวสู่ศูนย์กลางสถาปัตยกรรมระดับสากล

“เซี่ยงไฮ้” ประเทศจีน พัฒนาพื้นที่ตลอดแนวแม่น้ำหวงผู่ เปลี่ยนอดีตอู่ต่อเรือและโรงงานให้เป็นพื้นที่สาธารณะ จุดชมวิว และย่านธุรกิจชั้นนำที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า 

“ลอนดอน” สหราชอาณาจักร บริเวณริมแม่น้ำเทมส์ นอกเหนือจากแลนด์มาร์กอย่างอาคารรัฐสภา หอนาฬิกาบิ๊กเบน และลอนดอนอาย ยังปรับโฉมอดีตโรงไฟฟ้าถ่านหิน Battersea Power Station เป็นย่านมิกซ์ยูสที่คงเอกลักษณ์สไตล์ Art Deco

ดันเอเชียทีค “แลนด์มาร์กระดับโลก”

ขณะที่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 2.2 แสนล้านบาทในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ขยายโครงการเอเชียทีค หลังเปิดบริการเกือบ 15 ปี ด้วยงบลงทุนต่อเนื่อง 10,000 ล้านบาท พลิกโฉมครั้งใหญ่ด้วยโปรเจกต์ใหม่ระดับแม่เหล็กสู่การเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก

เฟสใหม่ของเอเชียทีค AWC ใช้งบลงทุนเพิ่ม 8,000 ล้านบาท และเตรียมงบพัฒนาพื้นที่โดยรอบอีก 4,000 ล้านบาท ทยอยลงทุนตามภาวะตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เติมแม่เหล็กใหม่ Jurassic World : The Experience ประสบการณ์เสมือนจริงของโลกจูราสสิคเวิลด์ ลงทุน 1,200 ล้านบาท เปิดบริการเดือน ส.ค.2568

รวมถึง Skyflyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าสูงสุดในเอเชีย-แปซิฟิก ติด 3 อันดับแรกของโลก ด้วยความสูงระดับอาคาร 36 ชั้น ลงทุน 2,000 ล้านบาท เปิดบริการเดือน พ.ย.2568

AWC ขยายเอเชียทีค 6 เท่า

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า บริษัททยอยขยายพื้นที่เอเชียทีคให้ถึง 224,000 ตารางเมตรในอนาคต เพื่อมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกครบวงจร คิดเป็นการเติบโต 6 เท่า จากพื้นที่ประมาณ 40,000 ตารางเมตรในปัจจุบัน

หนึ่งในโปรเจกต์สำคัญ คือความร่วมมือกับ EMM Williams Productions เปิดตัว “Avatar: Guardians of Eywa” ซึ่งเป็นอิมเมอร์ซีฟภายใต้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ภาพยนตร์ Avatar ที่ทำรายได้สูงสุดประวัติการณ์ของโลกครั้งแรกในรูปแบบ The Magic Walk™ Experience พื้นที่ 4,000 ตารางเมตร ที่ผู้เยี่ยมชมเข้าสู่โลก Pandora

Avatar: Guardians of Eywa นำเสนอในอาคาร “Blue Dome at Asiatique Destination” สถาปัตยกรรมระดับไอคอนิก ซึ่งออกแบบโดย Shigeru Ban สถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Prize เดิมถูกสร้างสรรค์สำหรับงาน Expo 2025 ที่โอซาก้าประเทศญี่ปุ่น โดย AWC ซื้อบลูโดมขนาดใหญ่ 2 หลังมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการก่อสร้างใหม่

“เอเชียทีคจะเปิดโซนใหม่ Blue Dome ไตรมาส 4 ปี 2569 พื้นที่ 16,000 ตารางเมตร จะผสานความบันเทิง วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ชอปปิง และการรับประทานอาหารด้วยกัน เฉพาะ Avatar: Guardians of Eywa เปิดบริการปี 2570”

พัฒนา “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก” ข้ามเจ้าพระยา

ในพื้นที่เอเชียทีคเตรียมพัฒนา “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก” ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ลงทุน 2,000 ล้านบาท และ “MONA Bangkok” พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก บนที่ดินฝั่งเจริญนคร ภายใต้ความร่วมมือ MONA (Museum of Old and New Art) จากออสเตรเลีย

“เคเบิ้ลคาร์จะเชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่ MONA Bangkok หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชมในแต่ละปี”

ทบทวนเมกะโปรเจกต์ “ตึกสูง 100 ชั้น”

ก่อนหน้านี้ นางวัลลภา กล่าวว่า ส่วนแผนพัฒนาเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูส ตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น สูงสุดในไทยในโครงการเอเชียทีค ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งเจริญกรุง (ลานจอดรถติดชิงช้าสวรรค์) นางวัลลภา กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ได้ทบทวนแผนลงทุนให้สอดคล้องเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนสูงจากหลายปัจจัย

“ตัวโครงการสร้างตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น ยังไม่ทำแต่ใส่ในแผน เว้นที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้สร้าง ซึ่งต้องดูความพร้อมตลาด แล้วค่อยศึกษาและดึงกลับมาทำในอนาคต เพราะบางโครงการถ้าตลาดยังไม่แข็งแรงอย่าเพิ่งรีบลงทุน”

ผุด เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน บนที่ดิน เดอะ ล้งฯ

AWC มีโปรเจกต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อย่าง “โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์” ซึ่งกระจายที่ตั้ง 2 ฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนที่ดิน 3 แปลง

เริ่มจากแปลงใหญ่ “เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น” หลัง AWC เช่าที่ดินประวัติศาสตร์จาก บริษัท หวั่งหลี จำกัด รวม 8 ไร่ เป็นเวลา 64 ปี

AWC นำมาพัฒนาอาคารหลักสูง 20 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักระดับลักชัวรี 167 ห้อง ห้องอาหารรูฟท็อปพร้อมวิวแบบพาโนรามา ห้องบอลรูมขนาดใหญ่และห้องอาหาร โดยมีไฮไลต์ คือ ห้องพักแบบ Presidential Suite ราคาแพงสุดในกรุงเทพฯ ชั้นบนสุดของอาคารหลัก และออกแบบห้องพัก 20% ให้มีขนาด 2-3 ห้องนอน รองรับการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่และพำนักนาน

อีก 2 แปลง “ย่านทรงวาด” อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา มีห้องพักระดับลักชัวรี 24 ห้อง ห้องคอนเวนชั่น และห้องอาหารให้บริการ

ก่อนหน้านี้ นางวัลลภา กล่าวว่า โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ ลงทุน 5,000 ล้านบาท เป็นความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชันแนล นำแบรนด์ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ระดับอัลตร้าลักชัวรีระดับโลกมานำเสนอพร้อมเปิดบริการปี 2571

พร้อมเชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางผ่านโครงการ “The River Journey” ส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่เชื่อมแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมริมสายน้ำเจ้าพระยา อาทิ ถนนทรงวาด, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, ปากคลองตลาด และโครงการในอนาคตอย่างเวิ้งนครเกษม เยาวราช เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในย่านไทย-จีนของกรุงเทพฯ

ผนึก 2 แบรนด์ พลิกโฉมตึกอีสต์เอเชียติก

อีกโปรเจกต์ของ AWC คือ “โรงแรม เดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา แบงคอก” พัฒนาจากอาคารที่สวยงาม มีเสน่ห์ อายุกว่าศตวรรษ ของ บริษัท อีสต์ เอเชียติก (EAC) ก่อตั้งปี 2427 โดยกัปตัน Hans Niels Andersen นักเดินเรือชาวเดนมาร์ก ซึ่งเปิดบริการภายในปี 2569

โรงแรมแห่งนี้อนุรักษ์โครงสร้างและศิลปะดั้งเดิมของอาคาร เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวและยั่งยืนให้ชุมชนโดยรอบ มีความคลาสสิกสไตล์ลักชัวรีริมสายน้ำ นำเสนอความเชี่ยวชาญด้านอาหารและเครื่องดื่มและการบริการที่ดีเชื่อมต่อประสบการณ์รูปแบบใหม่ผ่านเรื่องราวของเมืองและอาคารอันทรงคุณค่าสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

“เดอะ แลงแฮม” บนที่ดินโรงภาษีร้อยชักสาม

สำหรับโครงการลงทุนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่น่าจับตามอง อาทิ “แรบบิท โฮลดิ้งส์” ในเครือ บีทีเอส กรุ๊ป ผนึกความร่วมมือกับ Langham Hospitality Group พัฒนาโรงแรม “The Langham, Custom House Bangkok” เป็นแลนด์มาร์กหรูแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทั้งนี้เปิดบริการปี 2569 บนที่ดินประวัติศาสตร์ โรงภาษีร้อยชักสาม หรือ ศุลกสถาน (Custom House) ซึ่งมีอายุรวม 130 ปีมารีโนเวตใหม่ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท

อาคารศุลกสถานนับเป็นหนึ่งในอาคารที่มีสถาปัตยกรรมยุโรปที่ทันสมัยที่สุดในอดีต และเมื่อประกอบกับปัจจัยภายนอกอย่างการตัดถนนเจริญกรุงเพื่อขยายเมืองกรุงเทพฯ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณโดยรอบโรงภาษีร้อยชักสามจึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งในราชอาณาจักรสยาม

“เชอราตัน” สินทรัพย์หายากที่ทุกคนอยากได้

นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กรณีเปิดประมูลที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างความสนใจมากเพราะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้สร้างในทำเลที่หาไม่ได้อีกแล้วในไทย อีกทั้งหากสร้างขึ้นใหม่จะสร้างอาคารติดแม่น้ำไม่ได้แบบนี้แล้ว

ที่ดินของโรงแรมแห่งนี้มีขนาด 5 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา (2,127 ตารางวา) พื้นที่ก่อสร้างรวม 69,600 ตารางเมตร จำนวน 726 ห้องพัก ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี เชื่อว่ามีนักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติให้ความสนใจ เพราะซื้อมาแล้วทำรายได้ได้ทันที

“มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมากกว่านี้แลกกับทรัพย์สินที่มูลค่าเพิ่มระยะยาว เพราะทำเลรวมถึงการปรับปรุงทำให้ดีกว่าที่ผ่านมาได้ ทำให้นักลงทุนไทยและต่างชาติสนใจมากไม่ว่าจะซื้อเข้าพอร์ต หรือซื้อมาปรับปรุงแล้วรอจังหวะขายทำกำไร ก็ต้องแข่งขันราคาเพื่อครอบครอง แต่คงไม่มากนักตามภาวะเศรษฐกิจ และเงินลงทุนอาจต้องเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าปรับปรุงระยะยาว”

แห่ชิงเชอราตันดันราคาทะลุ 6-7 พันล้าน

แหล่งข่าววงการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า โรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสินทรัพย์หายากเพราะไม่มีที่ดินเหลือให้ทำโรงแรมและคอนโดมิเนียมแล้ว ขณะที่ราคาที่ดินสูงเกินกว่าจะพัฒนาได้จึงเชื่อว่าจะมีกลุ่มทุนหนา สายป่านยาว ทั้งไทยและต่างชาติสนใจประมูลหลายราย ไม่ว่าเป็นกลุ่มของเจ้าสัวเจริญภายใต้ AWC กลุ่มไมเนอร์ กลุ่ม IHG ที่มีองค์ความรู้บริหารธุรกิจโรงแรม

“กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องยากที่กู้เงินมาลงทุนช่วงนี้ ลำพังแค่บริหารสต็อกเพื่อมีเงินสดไปจ่ายหุ้นกู้ลำบากแล้ว ประกอบกับธุรกิจโรงแรมไม่ใช่ธุรกิจใครทำได้ เพราะการแข่งขันรุนแรง แต่คาดว่าราคาประมูลพุ่งสูงถึง 6,000-7,000 ล้านบาท”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


Digital Twin เปลี่ยนเกมอสังหาฯ ใครตัดสินใจดีกว่า คนนั้นชนะ

  • Digital Twin คือแบบจำลองเสมือนของอาคารหรือเมืองที่เชื่อมโยงข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถจำลองสถานการณ์และประเมินผลกระทบล่วงหน้า นำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำและดีกว่า
  • เทคโนโลยีนี้เปลี่ยนการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการเน้นที่ทำเลหรือขนาดโครงการ ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบในการบริหารสินทรัพย์ ลดต้นทุน และตอบโจทย์ด้าน ESG
  • เมื่อทำงานร่วมกับ AI จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตและเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดได้ ทำให้การบริหารจัดการเมืองและอาคารมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • Digital Twin ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมข้อมูลซึ่งเคยกระจัดกระจายมาไว้ในที่เดียว ทำให้มองเห็นภาพรวมและความเชื่อมโยงของระบบต่างๆ เพื่อการวางแผนที่ครอบคลุม

ในโลกที่การแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้วัดกันที่จำนวนโครงการหรือทำเลทองอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ “การตัดสินใจ” เทคโนโลยี Digital Twin และ AI กำลังกลายเป็นอาวุธใหม่ที่เปลี่ยนทั้งการพัฒนาอาคาร การบริหารสินทรัพย์ ไปจนถึงการออกแบบเมืองทั้งเมือง คำถามจึงไม่ใช่ “ควรใช้หรือไม่” แต่คือ “ใครจะใช้ก่อน และใช้ได้ดีกว่ากัน”

เมืองเติบโตเร็ว การตัดสินใจจึงสำคัญ

ลองจินตนาการว่า ก่อนสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ ก่อนอนุมัติโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ หรือก่อนสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ ผู้พัฒนาโครงการสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า อีก 5 ปีข้างหน้า การจราจรจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน น้ำจะท่วมจุดใด และราคาทรัพย์สินโดยรอบจะได้รับผลกระทบอย่างไรทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดา แต่เป็นสิ่งที่หลายเมืองทั่วโลกกำลังทำได้จริงผ่านเทคโนโลยี Digital Twin หรือ “ฝาแฝดดิจิทัล”

เฟลิกซ์ ตัน   ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ Nuvola  กล่าวว่า  Digital Twin ไม่ใช่เพียงโมเดลสามมิติของอาคารหรือเมือง หากแต่เป็นแบบจำลองเสมือนที่เชื่อมโยงข้อมูลจากโลกจริงเข้าด้วยกันแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ระบบขนส่ง สาธารณูปโภค การใช้พลังงาน ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้คน ทำให้เมืองสามารถจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า และประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจลงทุนจริงเมื่อทำงานร่วมกับ AI เทคโนโลยีนี้ยิ่งก้าวไปอีกขั้น

AI ไม่ได้เพียงวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่สามารถคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และเสนอทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดให้ผู้บริหารตัดสินใจ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศไม่ได้มอง Digital Twin เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังยกระดับให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล” ของเมืองในอนาคต

เมืองอัจฉริยะ ไม่ได้วัดจากจำนวนเทคโนโลยี 

หลายปีที่ผ่านมา คำว่า Smart City ถูกใช้จนแทบกลายเป็นคำสามัญ แต่คำถามสำคัญคือ เมืองที่เต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ กล้อง CCTV หรือ IoT จำนวนมาก จะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบอาจไม่ใช่

หัวใจของเมืองอัจฉริยะไม่ได้อยู่ที่จำนวนอุปกรณ์ดิจิทัล แต่อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดให้กลายเป็น “ภาพเดียวกัน“ที่ผ่านมา ข้อมูลของเมืองมักกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆข้อมูลจราจรอยู่ที่หนึ่งข้อมูลพลังงานอยู่อีกที่หนึ่ง ข้อมูลอาคารอยู่คนละระบบ ข้อมูลสาธารณูปโภคอยู่คนละฐานข้อมูลผลลัพธ์คือ ทุกฝ่ายต่างเห็นเพียง “บางส่วน” ของเมือง แต่ไม่มีใครเห็นภาพรวมทั้งหมด

 Digital Twin จึงเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ด้วยการเชื่อมข้อมูลจากทุกระบบเข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทุกองค์ประกอบของเมืองเมื่อมีการตัดสินใจเรื่องหนึ่ง ระบบสามารถจำลองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอีกหลายด้านได้ทันที หากสร้างถนนเพิ่ม จะกระทบการระบายน้ำหรือไม่ หากเพิ่มพื้นที่สำนักงานอีกหลายแสนตารางเมตร ระบบขนส่งรองรับได้หรือเปล่า หากเพิ่มประชากรอีกหนึ่งแสนคน เมืองต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำเพิ่มขึ้นเท่าใดนี่คือการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล มากกว่าความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว

บทเรียนจากVirtual Singapore

หากพูดถึงประเทศที่เดินหน้าเรื่อง Digital Twin อย่างจริงจัง หนึ่งในชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงคือ “สิงคโปร์”แม้จะเป็นประเทศที่มีพื้นที่จำกัด แต่กลับสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นต้นแบบของเมืองอัจฉริยะระดับโลกหัวใจสำคัญคือโครงการ Virtual Singapore รัฐบาลไม่ได้สร้างโมเดลสามมิติของเมืองขึ้นมาเพื่อความสวยงาม แต่สร้าง “เมืองจำลอง” ที่เชื่อมโยงข้อมูลจริงจากทุกภาคส่วน

ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันวิจัยเมื่อทุกคนใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การรับมือภัยพิบัติ หรือแม้แต่การวางแผนด้านพลังงาน จึงสามารถทำได้บนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์ไม่ได้พยายามทำทุกเรื่องพร้อมกัน แต่เลือกแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากก่อน ไม่ว่าจะเป็นการจราจร การจัดการพลังงาน ความเสี่ยงจากน้ำท่วม หรือการใช้พื้นที่เมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อโครงการแรกสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ความเชื่อมั่นก็เกิดขึ้น และสามารถขยายไปสู่โครงการอื่นได้ง่ายขึ้น นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยเพราะการสร้างเมืองอัจฉริยะอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนมหาศาล แต่เริ่มจากการเลือก “ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด” แล้วใช้ข้อมูลเข้าไปแก้ไข

เมื่ออาคารแข่งขันกันที่ข้อมูล

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในอดีต มูลค่าของอาคารมักขึ้นอยู่กับทำเล การออกแบบ หรือวัสดุก่อสร้างแต่วันนี้ ปัจจัยเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่พื้นที่สำนักงานให้เช่ากว่า 70% กระจุกตัวอยู่ในเมือง และกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทุกปี ผู้เช่าไม่ได้มองหาเพียงอาคารใหม่ แต่กำลังมองหาอาคารที่ช่วยลดต้นทุนพลังงาน ตอบโจทย์ ESGสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดี
และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Digital Twin จึงเปลี่ยนบทบาทของอาคารจาก “ทรัพย์สิน” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ที่มีชีวิต”อาคารสามารถรายงานสถานะของตัวเองแบบเรียลไทม์ รู้ว่าระบบใดใช้พลังงานเกินความจำเป็น รู้ว่าเครื่องจักรชิ้นใดกำลังเสื่อมสภาพ รู้ว่าพื้นที่ส่วนใดมีการใช้งานต่ำกว่าศักยภาพและสามารถคาดการณ์ปัญหาก่อนที่ผู้ใช้อาคารจะรับรู้

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยให้เจ้าของอาคารสามารถวางแผนการลงทุน ซ่อมบำรุง และบริหารสินทรัพย์ได้แม่นยำขึ้นจากเดิมที่อาศัยรายงานย้อนหลัง กลายเป็นการบริหารด้วยข้อมูลที่เกิดขึ้นทุกวินาทีและนี่คือความแตกต่างระหว่างอาคารที่ “บริหาร” กับอาคารที่ “เรียนรู้”

AI จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเข้าใจโลกจริง

แม้ AI จะกลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ AI เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้การตัดสินใจดีขึ้นเสมอไปเพราะสิ่งที่ AI ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่กำลังประมวลผล แต่คือ “ข้อมูลที่สะท้อนโลกจริง”

Digital Twin จึงทำหน้าที่เป็นบริบทที่ทำให้ AI เข้าใจว่า ข้อมูลแต่ละชุดเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมอย่างไรแทนที่จะวิเคราะห์เพียงตัวเลข AI สามารถประเมินผลกระทบของการตัดสินใจในโลกจริงได้หากปรับอุณหภูมิอาคารลงหนึ่งองศา จะประหยัดพลังงานได้เท่าไร

หากเปลี่ยนรูปแบบการเดินรถ จะลดการปล่อยคาร์บอนได้แค่ไหน หากมีโครงการใหม่เกิดขึ้นอีกหนึ่งแห่ง จะส่งผลต่อการใช้สาธารณูปโภคอย่างไรเมื่อ AI มีแบบจำลองเมืองให้เรียนรู้ การตัดสินใจจึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่กลายเป็นการตอบคำถามที่สำคัญกว่า คือ “ควรทำอะไรต่อ”และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการบริหารเมืองและอสังหาริมทรัพย์ในยุคใหม่ ที่การแข่งขันจะไม่ได้วัดกันว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่า แต่ใครสามารถเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่าได้ก่อน

การพัฒนาเมืองกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดย Digital Twin ช่วยให้เมืองสามารถวางแผน บริหารจัดการ และตัดสินใจด้านการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสริมความสามารถในการรับมือกับความท้าทาย ดึงดูดการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ ชุมชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3 ส.ค.69 ‘แข็งค่า’ รับข่าวเจรจาหยุดยิง

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 3 ส.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 33.39 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากกระแสข่าวที่สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง
  • ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลงแรง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนการแข็งค่าของเงินบาท
  • นักวิเคราะห์มองกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 33.00-33.70 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.33 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.39 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.70 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.31-33.53 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน เตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น เหนือโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นมาก ตามการร่วมมือเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ SpaceX และหุ้นธีม AI/Semiconductor

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) ได้กลับมามีกำลังมากขึ้น และในช่วงระยะสั้น เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways 

นอกจากนี้ เงินบาทอาจได้อานิสงส์บ้าง หลังเริ่มมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมกลับมาเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม ของตลาดการเงินฝั่งเอเชีย 

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 

เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้ ต้องระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง ระวังความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยในเบื้องต้น หากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาด อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแถว 33.70 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใน Time Frame รายวัน เงินบาทได้เข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 33.60 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk โดยอาจอ่อนค่าลงบ้าง บ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง ทว่า หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือตลาดปิดรับความเสี่ยงชัดเจน อาจหนุนเงินดอลลาร์ได้

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) อัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตส่าหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ล่าสุดทางประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ จะออกมาระบุว่า การเจรจาหยุดยิงจะกลับมาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ทว่า ทางการอิหร่านยังไม่ได้มีท่าทีตอบรับที่ชัดเจน แต่อย่างใด แต่กระแสข่าวดังกล่าวได้ ทำให้ ราคาพลังงาน อย่าง ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรง ในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากหุ้นใหญ่ อย่าง SpaceX และหุ้นธีม AI/Semiconductor เช่น AMD และ Sandisk เป็นต้น
  • ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมิถุนายน ของยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดคงมองว่า ECB มีโอกาสราว 69% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ 
  • ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พร้อมทั้งรอติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลังเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ตามการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 25% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (RatingDog Manufacturing & Services PMIs) เดือนกรกฎาคม ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม ด้วยเช่นกัน เพื่อประเมินพัฒนาการและแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ชะลอลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2%-6% ของ RBI ทำให้ RBI รอประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ก่อนปรับนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ 
  • ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกรกฎาคม เช่นกัน โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 2.60% ตามผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า หลังโมเมนตัมรายเดือนติดลบราว -0.1%m/m  ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานโดยเฉลี่ย ทว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.41% ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


วอลเลย์บอลสาวไทย ทุบเวียดนาม ขาด คว้าแชมป์ ซี วี คัพ 2026 สนามแรก

วอลเลย์บอลสาวไทย โชว์ฟอร์มดุ ไล่ทุมเอาชนะเจ้าภาพ เวียดนามไปแบบขาดลอย คว้าแชมป์ ซี วี คัพ 2026 สนามแรกมาครองได้สำเร็จ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 เป็นการแข่งขันัดสุดท้าย ของสนามแรก วอลเลย์บอลสาวไทย อันดับ 17 ของโลก ลงสนามพบเจ้าภาพ เวียดนาม อันดับ 27 ของโลก

สำหรับ ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ประเดิมสนามนัดแรก เอาชนะ อินโดนีเซีย มา 3-1 เซต ต่อด้วยชนะ ฟิลิปปินส์ 3-2 เซต มี 5 แต้ม ล่าสุดมาลงสนามนัดที่สาม ขณะที่ “เจ้าภาพ” เวียดนาม ที่ชนะมา 2 นัด มี 6 แต้ม ซึ่งทีมนักตบสาวไทย มีเป้าหมายเดียวนั่นคือต้องเอาชนะ เวียดนาม ให้ได้เท่านั้นเพื่อคว้าแชมป์ วอลเลย์บอลหญิง ซี วี คัพ 2026 สนามแรก

เกมนี้ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ส่งผู้เล่นชุดแรกประกอบด้วย ณัฏฐณิชา ใจแสน (กัปตันทีม), ศศิภาพร จันทวิสูตร, วริศรา สีทาเลิศ, กัญญารัตน์ ขุนเมือง, อัฉราพร คงยศ, แก้วกัลยา กมุลทะลา โดยมี จิดาภา นาหัวหนองเป็นผู้เล่นอิสระ วน เวียดนาม นำมาโดย ทราน ธิ ทานห์ ทุย กัปตันทีม

ผลการแข่งขันปรากฎว่า สาวไทยลงมาเล่นด้วยความมั่นใจ แม้ต้องเจอกองเชียร์เจ้าถิ่นเข้ามากดดันจนเต็มสนาม แต่ยังนิ่งพอเอาชนะไป 3-0 เซ็ต 25-18, 25-17 และ 25-14 ส่งผลให้ทีมนักตบสาวไทย ชนะทั้ง 3 นัดรวด มี 8 แต้ม คว้าคว้าแชมป์สนามแรก วอลเลย์บอลหญิง SEA V Cup 2026 ได้สำเร็จ ส่วนเวียดนาม ชนะ 2 แพ้ 1 มี 6 แต้ม จบในอันดับ 2

สำหรับการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง BYD DMI 6th SEA V Cup สนามสอง จะแข่งขันระหว่างวันที่ 7 – 9 สิงหาคม 2569 ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th


ตื่นตอนเช้าแล้วมี 4 อาการนี้ “เลือดเต็มไปด้วยน้ำตาล” หมอแนะ 3 อาหาร กินคุมความดัน!

เช็ก! 4 อาการผิดปกติตอนเช้าหลังตื่นนอน สัญญาณเตือนว่าเลือดของคุณกำลัง “เต็มไปด้วยน้ำตาล”

4 ความผิดปกติตอนเช้าหลังตื่นนอน ชี้ชัดเลือด “เต็มไปด้วยน้ำตาล” พร้อมแนะนำ 3 อาหารควรทานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนภัยออกมาหลายรูปแบบ ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้อย่างทันท่วงที

โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติของการเผาผลาญที่พบได้บ่อยในสังคมยุคใหม่ นพ.หลิว หยวน (Liu Yuan) รองหัวหน้าภาควิชาต่อไร้ท่อ โรงพยาบาล Qilu ของมหาวิทยาลัยชาน동 (ประเทศจีน) เตือนว่า ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความผิดปกติในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ หลอดเลือด ไต ดวงตา และระบบประสาท ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานอายุน้อยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ประกอบกับความขี้เกียจออกกำลังกาย โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยนี้มักจะชะล่าใจและขาดความรู้ความเข้าใจ ส่งผลให้มักตรวจพบโรคในระยะลุกลามแล้ว

4 อาการผิดปกติตอนเช้าหลังตื่นนอน สัญญาณเตือนโรคเบาหวาน

นพ.หลิว ระบุว่าช่วงเวลาเช้าหลังตื่นนอน เป็นช่วงที่อาการของโรคเบาหวานจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้น หากคุณมี 4 อาการผิดปกตินี้ในตอนเช้า เป็นไปได้สูงว่าเลือดของคุณกำลัง “เต็มไปด้วยน้ำตาล”:

1. ปากแห้งและมีกลิ่นปาก

การมีกลิ่นปากหลังตื่นนอนเป็นเรื่องปกติทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากกลิ่นนั้นมีความรุนแรงขึ้นมากผิดปกติ หรือแปรงฟันและดื่มน้ำแล้วก็ยังไม่หาย ให้ระวังโรคเบาหวานเอาไว้ให้ดี

เนื่องจากเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ส่งผลให้เซลล์ไม่ได้รับกลูโคสในปริมาณที่ต้องการเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน เพื่อแก้ปัญหานี้ ร่างกายจึงจำเป็นต้องเผาผลาญไขมันเพื่อสร้างพลังงานให้แต่ละอวัยวะยังคงทำงานต่อไปได้ กระบวนการเผาผลาญไขมันสำรองในเซลล์นี้จะทำให้เกิดสารคีโตน (Ketones) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากผิดปกติ

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมักจะรู้สึกปากแห้งหลังตื่นนอนเช่นกัน เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง จะไปกระตุ้นกระบวนการขับปัสสาวะ เร่งอัตราการสูญเสียน้ำและทำให้เกิดอาการปากแห้งได้ง่าย

2. ผิวหนังคันและมีรอยแดง

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาลส่วนเกินจะไหลผ่านต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน ขับออกมาทางเหงื่อและน้ำมันบนผิวหนัง เมื่อตื่นนอน เหงื่อและน้ำมันบนผิวที่ยังไม่ได้ชำระล้างซึ่งมีส่วนผสมของน้ำตาลและไขมัน จะดึงดูดแบคทีเรียจำนวนมาก เมื่อแบคทีเรียย่อยสลายจะก่อให้เกิดกรดอินทรีย์ต่างๆ เช่น กรดโปรปิโอนิก กรดน้ำส้ม และกรดแลคติก สารที่เป็นกรดเหล่านี้จะไปกระตุ้นผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคันและมีรอยแดง

นอกจากนี้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงยังทำให้ร่างกายขาดน้ำและลดการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงผิวหนัง ประกอบกับเส้นประสาทที่ถูกทำลาย ทำให้กระบวนการขับเหงื่อที่ผิวหนังแปรปรวน ส่งผลให้ผิวแห้งและมักจะมีอาการคันยิบๆ ในตอนเช้า

3. การมองเห็นลดลง (ตามัว)

ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมักจะมีอาการตามัวหลังจากตื่นนอน สาเหตุเป็นเพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้ง่าย นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หลอดเลือดตีบตัน และการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดเลือดและเนื้อตายที่จอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นลดลง

ในระยะแรกจะมีอาการเพียงแค่มองไม่ชัดในช่วงเช้า และอาจดีขึ้นหรือหายไปได้เองในช่วงบ่าย แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที โรคเบาหวานอาจทำให้การมองเห็นลดลงอย่างรุนแรง หรือถึงขั้นตาบอดได้

4. ชาและเย็นที่มือและเท้า

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี การเผาผลาญของเซลล์ช้าลง และผลิตความร้อนได้น้อยลง ด้วยเหตุนี้ มือและเท้าจึงเย็นได้ง่ายแม้จะเป็นฤดูร้อนก็ตาม ต่อให้คุณจะสวมเสื้อผ้าหนาๆ หรือห่มผ้านวมนอน ตื่นมาตอนเช้าก็ยังคงรู้สึกเย็นชา ชา หรือปวดเมื่อยเล็กน้อยบริเวณมือและเท้า โดยเฉพาะตามข้อต่อต่างๆ

นอกจากนี้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังยังสามารถทำลายเส้นประสาท นำไปสู่โรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน เส้นประสาทที่ถูกทำลายนี้เองที่ทำให้เกิดอาการชาตามมือและเท้าอย่างน่ารำคาญใจ

อาหาร 3 ชนิดช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นพ.หลิว เน้นย้ำว่า สำหรับผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง “โภชนาการ” เป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากการลดเค็ม ลดหวาน และลดไขมันแล้ว ควรเพิ่มอาหาร 3 ชนิดนี้เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด:

1. หัวหอมใหญ่

หัวหอมใหญ่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากไม่เพียงแต่อุดมไปด้วยสารกระตุ้นการสังเคราะห์และการหลั่งอินซูลินเท่านั้น แต่ยังมีสารพรอสตาแกลนดิน เอ (Prostaglandin A) และไทอามีน (Thiamine) ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้ช่วยขยายหลอดเลือด ควบคุมไขมันในเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว จึงเหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง

2. มะระ

มะระอุดมไปด้วยวิตามินและใยอาหาร ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร พร้อมทั้งเพิ่มกระบวนการเผาผลาญและการนำน้ำตาลไปใช้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องระบุว่า โครงสร้างทางเคมีของสารสกัดจากมะระมีความคล้ายคลึงกับอินซูลิน จึงมีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

3. ฝรั่ง

ฝรั่งอุดมไปด้วยฟลาวอนอยด์ไกลโคไซด์ (Flavonoid glycosides) ซึ่งช่วยปรับปรุงการนำกลูโคสไปใช้ของร่างกาย และลดการสะสมของกลูโคสในกระแสเลือด ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดถูกควบคุมแบบสองทิศทาง

นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงยังต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญในการออกกำลังกายคือความสม่ำเสมอและความอดทนทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเน้นความหนักหน่วง โยคะ ไทเก็ก การเดิน แอโรบิค หรือปั่นจักรยาน ล้วนเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


Since For ใช้ยังไง? เข้าใจหลักการใช้ครบทุกกรณี พร้อมเจาะแนวข้อสอบ TOEIC

Since For คืออะไร? ทำความเข้าใจก่อนใช้

ก่อนจะไปดูวิธีใช้ เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าสองคำนี้ทำหน้าที่อะไร เพราะเมื่อเข้าใจความหมายหลักแล้ว การเลือกใช้จะง่ายขึ้นทันที ทั้ง since และ for เป็นคำบุพบทบอกเวลา (preposition of time) ที่มักใช้คู่กับ Present Perfect Tense แต่จุดที่ทำให้มันต่างกันอยู่ที่ “สิ่งที่มันบอก”

ความหมายของ Since

Since แปลว่า “ตั้งแต่” ใช้เพื่อบอกจุดเริ่มต้นของเวลาที่เหตุการณ์นั้นเริ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือจะชี้ไปที่จุดใดจุดหนึ่งในอดีตที่เป็นจุดสตาร์ท เช่น ตั้งแต่ปี 2015 ตั้งแต่วันจันทร์ ตั้งแต่ตอนเด็ก เหตุการณ์นั้นเริ่มจากจุดนั้นและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ความหมายของ For

For แปลว่า “เป็นเวลา” ใช้บอกความยาวนานหรือระยะเวลาทั้งหมดที่เหตุการณ์เกิดขึ้น จะไม่ได้สนใจว่าเริ่มเมื่อไหร่ แต่สนใจว่ากินเวลานานแค่ไหน เช่น เป็นเวลา 2 วัน เป็นเวลา 3 ปี เป็นเวลาหลายชั่วโมง นี่คือความแตกต่างหลักที่ต้องจับให้มั่น

หลักการใช้ Since บอก “จุดเริ่มต้น” ของเวลา

โครงสร้าง Since + จุดเวลา

Since ตามด้วยจุดเวลาที่เฉพาะเจาะจง เช่น since 2015, since Monday, since last year, since this morning โครงสร้างนี้พบบ่อยที่สุด ตัวอย่างเช่น

“I have worked here since 2010” (ฉันทำงานที่นี่ตั้งแต่ปี 2010)

โครงสร้าง Since + ประโยค Past Simple

Since ตามด้วยประโยคที่เป็น Past Simple (Subject + V.2) เพื่อบอกเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้น สังเกตว่าประโยคหลัก since จะเล่าถึงเหตุการณ์อดีตที่ใช้เป็นหมุดเวลา ตัวอย่างเช่น

“We have been friends since we were kids” (เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ยังเด็ก)

ตัวอย่างประโยคการใช้ Since

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างเพิ่ม เช่น

“She has been studying French since high school” (เธอเรียนภาษาฝรั่งเศสตั้งแต่มัธยม)

ใช้ since high school เพื่อระบุจุดเริ่มต้นของการกระทำที่เริ่มในอดีตและยังคงดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน

“He has lived in New York since last year” (เขาอยู่นิวยอร์กตั้งแต่ปีที่แล้ว)

ใช้ since last year เพื่อบอกช่วงเวลาที่เริ่มต้นอาศัยอยู่ และยังคงอาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงปัจจุบัน

หลักการใช้ For บอก “ระยะเวลา” ที่เกิดขึ้น

โครงสร้าง For + ช่วงเวลา

โครงสร้างพื้นฐานคือ For ตามด้วยระยะเวลาที่เป็นตัวเลข เช่น for 3 years, for 2 days, for five hours ขอแค่จำว่า for มักมาคู่กับจำนวนนับ ก็ใช้ได้คล่องแล้ว ตัวอย่างเช่น

“I have lived in Paris for five years” (ฉันอยู่ปารีสมาเป็นเวลาห้าปี)

การใช้ For กับช่วงเวลาที่ไม่ระบุตัวเลขชัดเจน

นอกจากตัวเลขแล้ว for ยังใช้กับช่วงเวลาแบบกว้างๆ ที่ไม่ระบุตัวเลขชัดเจนได้ด้วย เช่น for a long time (เป็นเวลานาน), for a while (สักครู่), for ages (นานมาก) ตัวอย่างเช่น

“They have known each other for a long time” (พวกเขารู้จักกันมานานแล้ว)

ตัวอย่างประโยคการใช้ For

เพื่อให้เข้าใจการใช้ for มากขึ้น for ใช้สำหรับบอก ระยะเวลา (Duration) ว่าเหตุการณ์หรือการกระทำดำเนินต่อเนื่องมานานเท่าใด โดยไม่ได้เน้นจุดเริ่มต้นของเวลา

“We have been waiting for two hours” (เรารอมาสองชั่วโมงแล้ว)

“She has worked here for a decade” (เธอทำงานที่นี่มาสิบปี)

Since กับ For ต่างกันยังไง? เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด

มาถึงคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือ since บอก “เมื่อไหร่ที่เริ่ม” ส่วน for บอก “นานแค่ไหน” ลองเทียบสองประโยคนี้

“I have studied English since 2020” (เริ่มตั้งแต่ปี 2020)  

“I have studied English for 5 years” (เป็นเวลาห้าปี)

ทั้งคู่เล่าเหตุการณ์เดียวกันที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แต่มุมที่เล่าต่างกัน ถ้าตามด้วยจุดเวลาให้ใช้ since ถ้าตามด้วยความยาวให้ใช้ for แค่นี้ก็สามารถแยกได้แล้ว หลักการนี้เป็นสิ่งที่ถูกนำไปใช้ใน ตัวอย่างข้อสอบ toeic อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะข้อสอบที่ให้เลือกคำตอบระหว่าง since, for หรือให้เลือก Tense ที่สอดคล้องกับคำบอกเวลาในประโยค

Since For ใช้กับ Tense อะไรบ้าง?

จุดนี้สำคัญมากสำหรับการสอบ โดยทั่วไปทั้ง since และ for มักใช้คู่กับ Present Perfect Tense (have/has + V.3) และ Present Perfect Continuous เพราะเป็น Tense ที่เล่าเหตุการณ์ที่เริ่มในอดีตและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม for มีความยืดหยุ่นกว่า เพราะใช้ได้กับ Tense อื่นด้วย เช่น Past Simple หรือ Future ในขณะที่ since จะผูกกับ Perfect Tense เป็นหลัก จำง่ายๆ ว่าเห็น since เมื่อไหร่ ให้นึกถึง Present Perfect ไว้ก่อน

Since For ออกสอบ TOEIC ยังไง? เจาะ Part ที่เจอบ่อย

สำหรับคนเตรียมสอบ การรู้ว่าเรื่องนี้ออกตรงไหนช่วยให้โฟกัสถูกจุด เรื่อง since กับ for ปรากฏบ่อยใน Part 5 (Incomplete Sentences) และ Part 6 (Text Completion) ของส่วน Reading โดยข้อสอบมักใช้ since หรือ for เป็น “สัญญาณบอกเวลา” ที่บังคับให้เราเลือก Tense ให้ถูก เช่น เห็น since 2015 ในประโยค คำตอบก็ต้องเป็น Present Perfect ทันที นอกจากนี้บางข้อยังให้เราเลือกระหว่าง since กับ for โดยตรงด้วย ถ้าอยากเห็นว่าข้อสอบจริงหน้าตาเป็นยังไง ลองฝึกทำตัวอย่างข้อสอบ toeic ที่มีเฉลยละเอียดประกอบ

ตัวอย่างข้อสอบ TOEIC เรื่อง Since For พร้อมเฉลยและคำอธิบาย

since for การใช้

เฉลยทั้ง 4 ข้อมีดังนี้ครับ

ข้อ 1: B. has operated

เหตุผล:since 1990 เป็นจุดเริ่มต้นของเวลา จึงใช้ Present Perfect (has/have + V3)

ข้อ 2: B. for

เหตุผล:ten years เป็นระยะเวลา (Duration) จึงใช้ for

ข้อ 3: A. since

เหตุผล:college เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ (ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

ข้อ 4: A. since

เหตุผล: last month เป็นจุดเวลาในอดีต จึงใช้ since

ข้อผิดพลาดในการใช้ Since For ที่คนไทยมักทำบ่อย

ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือการสลับใช้ผิด เช่น พูด “for 2015” ทั้งที่ปีเป็นจุดเวลาต้องใช้ since หรือพูด “since 5 years” ทั้งที่เป็นระยะเวลาต้องใช้ for อันดับสองคือลืมใช้ Present Perfect แล้วเผลอใช้ Present Simple กับ since เช่น “He works here since 2010” ที่ถูกต้องคือ “He has worked here since 2010” และอันดับสามที่ TOEIC ชอบจับคือการลืม has ในประธานเอกพจน์ เช่น “He have worked” แทนที่จะเป็น “He has worked” ข้อผิดพลาดเล็กๆ เหล่านี้ทำให้เสียคะแนนไปแบบน่าเสียดาย

สรุปการใช้ Since For สำหรับเตรียมสอบ TOEIC

since for การใช้ ให้จำว่า since บอกจุดเริ่มต้นของเวลา (ตามด้วยปี วัน หรือเหตุการณ์ในอดีต)

for บอกระยะเวลาทั้งหมด (ตามด้วยจำนวนเวลาหรือช่วงเวลากว้างๆ)

ทั้งคู่มักใช้คู่กับ Present Perfect Tense เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน และเป็นสัญญาณบอก Tense ที่ TOEIC ชอบนำมาออกสอบมากที่สุด เมื่อเข้าใจครบแล้ว เรื่องนี้จะกลายเป็นคะแนนฟรีที่คุณเก็บได้แน่นอน อยากเก็บคะแนนให้แม่นยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website


การ์ทเนอร์เตือน 50% โครงการ GenAI ‘เสี่ยงงบบาน’ ชู ‘Efficiency-first’ ทางรอดองค์กร

  • การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 โครงการ Generative AI อย่างน้อย 50% จะใช้งบประมาณสูงกว่าที่วางแผนไว้ เนื่องจากการเลือกสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมาะสมและขาดความรู้ในการดำเนินงาน
  • การขยายตัวของ AI ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น องค์กรจึงต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการลงทุนเพื่อขยายขนาดโดยไม่คำนึงถึงต้นทุน มาเป็นแนวทาง “Efficiency-first” ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก
  • องค์กรไม่ควรพึ่งพา Large Language Model (LLM) เพียงอย่างเดียว แต่ควรผสานเทคนิค AI หลายรูปแบบ ใช้โมเดลขนาดเล็ก และเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความคุ้มค่า
  • แนวทางปฏิบัติที่สำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของ AI Use Case ตามผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และนำหลักการ FinOps ร่วมกับ GreenOps มาบริหารจัดการภาระงานและติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

การนำ AI มาใช้งานกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และการประมวลผลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

กาเบรียล ริกอน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน การสร้างนวัตกรรม และการแข่งขันขององค์กร แต่การขยายการใช้งาน AI ก็ทำให้ความต้องการใช้พลังงาน น้ำ ฮาร์ดแวร์ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลข้อมูลและการติดตั้งใช้งานโมเดลในระดับใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การบริหารต้นทุน ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจกลายเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร

การ์ทเนอร์ระบุว่า ในสภาพแวดล้อมที่ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการ องค์กรไม่สามารถมองการเพิ่มประสิทธิภาพ AI เป็นเรื่องรองได้อีกต่อไป

ผลวิจัยของการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 อย่างน้อย 50% ของโครงการ Generative AI จะใช้งบประมาณสูงกว่าที่วางแผนไว้ เนื่องจากการเลือกสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมาะสมและขาดความรู้ด้านการดำเนินงาน

จากแนวโน้มดังกล่าวองค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการลงทุนเพื่อขยายขนาด AI โดยไม่คำนึงถึงต้นทุน (Scale-at-any-price) ไปสู่แนวทาง Efficiency-first หรือการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นลำดับแรก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว

ต้นทุนแฝงจาก AI ที่ไม่มีประสิทธิภาพ

การ์ทเนอร์ระบุว่า การเร่งนำ AI มาใช้งานโดยไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร อาจก่อให้เกิดต้นทุนแฝงจำนวนมาก

การออกแบบระบบที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น หรือไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ จะทำให้ใช้ทรัพยากรมากเกินไป ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ลดความยืดหยุ่นของระบบ และเพิ่มแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญมากขึ้น

นอกจากนี้ การดำเนินงาน AI ที่ไม่มีประสิทธิภาพยังอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้การประเมินความคุ้มค่าของแต่ละ AI Use Case กลายเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจลงทุน

การ์ทเนอร์เสนอว่า องค์กรควรเริ่มจากการสร้างความเข้าใจให้ทั้งผู้ใช้งานและทีมพัฒนา AI ถึงคุณค่าทางธุรกิจของการเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมสื่อสารและอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน

อีกขั้นตอนสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของ AI Use Case โดยประเมินทั้งคุณค่าทางธุรกิจ ความเป็นไปได้ และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้กับโครงการที่สร้างมูลค่าได้จริงและสอดคล้องกับศักยภาพขององค์กร

เมื่อเลือก Use Case ที่เหมาะสมแล้ว องค์กรควรนำแนวปฏิบัติด้านประสิทธิภาพไปใช้ในทุกระดับของ AI Technology Stack และกระบวนการปฏิบัติงาน

ลดการพึ่งพา LLM เพียงอย่างเดียว

ในด้านเทคโนโลยี องค์กรไม่ควรพึ่งพา Large Language Model (LLM) เพียงอย่างเดียว แต่ควรผสานเทคนิค AI หลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าด้านต้นทุน ลดเวลาในการตอบสนอง และเพิ่มเสถียรภาพของระบบ

สำหรับกระบวนการ AI Inference ซึ่งโดยทั่วไปใช้พลังงานมากกว่าการฝึกโมเดล สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ด้วยการเลือกใช้โมเดลขนาดเล็ก ใช้ฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาสำหรับงาน Inference หรือใช้เทคนิค Caching เพื่อลดภาระการประมวลผล

การ์ทเนอร์ยังแนะนำให้องค์กรเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน มีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานและน้ำ โดยพิจารณาจากค่า PUE (Power Usage Effectiveness) และ WUE (Water Usage Effectiveness) รวมถึงมีการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส

ด้านการปฏิบัติการ องค์กรควรบริหารจัดการภาระงาน AI เชิงรุก ทั้งการจัดสรรทรัพยากร การติดตามการใช้งาน และการปรับประสิทธิภาพของระบบอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างแนวทาง ได้แก่ การจัดตารางการประมวลผลที่ใช้พลังงานสูงในช่วงนอกเวลาพีค เพื่อใช้พลังงานต้นทุนต่ำกว่า รวมถึงแยกงานที่ต้องประมวลผลแบบเรียลไทม์ออกจากงานที่สามารถประมวลผลแบบ Batch Processing เพื่อลดต้นทุน

นอกจากนี้ การนำแนวคิด GreenOps มาประยุกต์ใช้ร่วมกับหลักการ FinOps จะช่วยให้องค์กรสามารถติดตามการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และของเสียจากระบบไอที เพื่อให้การดำเนินงาน AI สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ตัวชี้วัดความสำเร็จ ‘AI Efficiency’

การ์ทเนอร์ระบุว่า ตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพ AI ควรเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยตัวชี้วัดสำคัญประกอบด้วย

  • สัดส่วนผู้มีส่วนได้เสียที่ผ่านการอบรมด้าน AI Efficiency เพื่อสะท้อนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ
  • สัดส่วนของภาระงาน AI ที่ดำเนินการบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนและใช้พลังงานหมุนเวียน
  • ประสิทธิภาพการจัดการข้อมูล โดยวัดจากการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลสำหรับภาระงาน AI
  • อัตราการนำโมเดลหรือซอฟต์แวร์คอมโพเนนต์กลับมาใช้ซ้ำในหลายโครงการ เพื่อลดการพัฒนาซ้ำและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

การเพิ่มประสิทธิภาพ AI ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการควบคุมต้นทุน แต่ต้องครอบคลุมทุกชั้นของ AI Technology Stack ตั้งแต่การเลือกเทคนิค AI การออกแบบแอปพลิเคชัน การจัดการข้อมูล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจได้ในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


10 ผลไม้น้ำตาลต่ำ สายคลีน-เบาหวาน ทานได้ น้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูง!

สายสุขภาพหรือผู้ที่กำลังคุมน้ำตาลมักเจอโจทย์ยากเสมอ พยายามเลิกชานมไข่มุกแล้ว แต่พอจะหันมาทานผลไม้แทน ก็แอบกังวลว่า น้ำตาลในผลไม้จะทำพิษไหม ความจริงแล้ว ผลไม้เปี่ยมไปด้วยวิตามินและใยอาหาร แต่ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดที่จะเป็นมิตรกับระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อให้คุณอิ่มอร่อยได้อย่างสบายใจ นี่คือ 10 ผลไม้น้ำตาลต่ำ ที่คัดมาแล้วว่าทานได้ รสชาติดี และช่วยให้คุมน้ำตาลได้อยู่หมัด

กลุ่มที่ 1: น้ำตาลต่ำมาก (ทานได้สบายใจ คาร์บต่ำสุดๆ)

  1. อะโวคาโด (น้ำตาลประมาณ 1 กรัม ต่อ ผล) ผลไม้สายสุขภาพตัวจริงที่แทบไม่มีน้ำตาลเลย แถมยังอุดมไปด้วยไขมันดี และไฟเบอร์สูง ช่วยให้อิ่มท้องนาน ชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีเยี่ยม
  2. มะนาว หรือ เลมอน (น้ำตาลประมาณ 1 ถึง 2 กรัม ต่อ ผล) กรดซิตริกและวิตามินซีสูงลิ่ว แม้จะไม่ได้ทานเป็นลูกๆ แต่การคั้นใส่เนื้อมะนาวลงในน้ำดื่ม นอกจากจะเพิ่มความสดชื่นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

กลุ่มที่ 2: ตระกูลเบอร์รี่ (ไฟเบอร์แน่น สารต้านอนุมูลอิสระสูง)

  1. ราสเบอร์รี่ (น้ำตาลประมาณ 5 กรัม ต่อ ถ้วย) ราชาแห่งไฟเบอร์ 1 ถ้วยมีน้ำตาลเพียง 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่ให้ใยอาหารสูงมาก ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและทำให้รู้สึกอิ่มไว เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังคุมน้ำหนัก
  2. สตรอเบอร์รี่ (น้ำตาลประมาณ 7 กรัม ต่อ ถ้วย) ถึงจะหวานฉ่ำน่าทาน แต่น้ำตาลน้อยจนน่าตกใจ สตรอเบอร์รี่สด 1 ถ้วยให้วิตามินซีเกิน 100% ของความต้องการต่อวัน ช่วยบำรุงผิวพรรณและเสริมภูมิต้านทานได้เป็นอย่างดี
  3. แบล็กเบอร์รี่ (น้ำตาลประมาณ 7 กรัม ต่อ ถ้วย) เบอร์รี่สีเข้มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประเภทแอนโทไซยานิน ช่วยบำรุงหัวใจ ชะลอวัย และมีวิตามินเคช่วยบำรุงกระดูก

กลุ่มที่ 3: สดชื่น อร่อยกำลังดี (คุมปริมาณนิดเดียว ก็ฟินได้)

  1. กีวี (น้ำตาลประมาณ 6.7 กรัม ต่อ ผล) ผลไม้ลูกจิ๋วแต่ประโยชน์แจ๋ว อุดมด้วยวิตามินซีสูงกว่าส้ม และมีเอนไซม์แอกทินิดิน ที่ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้สบายท้อง
  2. เกรปฟรุต (น้ำตาลประมาณ 10.6 กรัม ต่อ ครึ่งผล) ผลไม้ตระกูลส้มรสเปรี้ยวอมขมเบาๆ นิยมทานเป็นอาหารเช้า มีดัชนีน้ำตาลต่ำ และช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. แตงโม (น้ำตาลน้อยกว่า 10 กรัม ต่อ ถ้วยหั่นเต๋า) หลายคนเข้าใจผิดว่าแตงโมน้ำตาลสูงเพราะรสหวาน แต่จริงๆ แล้วแตงโมมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 92% การทาน 1 ถ้วยจึงได้ปริมาณน้ำตาลค่อนข้างน้อย แถมยังช่วยคลายร้อนได้ดีสุดๆ
  4. แคนตาลูป (น้ำตาลน้อยกว่า 13 กรัม ต่อ ถ้วย) เนื้อสีส้มสดใสอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา แม้น้ำตาลจะสูงกว่าเบอร์รี่เล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าการดื่มน้ำอัดลมหรือชาหวานๆ หลายเท่า
  5. ส้มสด (น้ำตาลประมาณ 14 กรัม ต่อ ผล) ทางเลือกของว่างคลาสสิกที่ให้วิตามินซีและโพแทสเซียมสูง ช่วยควบคุมความดันโลหิต ข้อสำคัญคือควรทานเป็นผลสดพร้อมกากใย ไม่ควรนำไปคั้นแยกกาก เพราะกากใยคือตัวช่วยชะลอน้ำตาล

3 ทริคทานผลไม้ ไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง

  1. ทานผลสด ไม่คั้นแยกกาก: ใยอาหาร ในเนื้อผลไม้คือตัวช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด
  2. จับคู่กับโปรตีนหรือไขมันดี: ลองทานผลไม้คู่กับถั่วอัลมอนด์ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือชีส จะช่วยลดการสไปก์ของน้ำตาลในเลือดได้
  3. เลี่ยงผลไม้อบแห้งและผลไม้กระป๋อง: เพราะส่วนใหญ่มักมีการควบแน่นของน้ำตาล หรือเติมน้ำเชื่อมเพิ่ม ทำให้ได้รับน้ำตาลเกินปริมาณโดยไม่รู้ตัว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 03/8/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,000.0064,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,137.0062,716.9265,000.00
ทองรูปพรรณ 90%3,723.3056,445.23n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,309.6050,173.54n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,861.6528,222.61n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,447.9521,950.92n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,287.0564,991.68n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 03/8/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9536.6936.6937.1936.6936.6936.6936.6936.6936.69
แก๊สโซฮอล์ 9136.3236.3236.8236.3236.3236.3236.3236.3236.32
แก๊สโซฮอล์ E2031.6931.6931.8931.6931.6931.6931.6931.69
แก๊สโซฮอล์ E8527.6327.6327.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9545.6848.4146.1845.8345.68
ดีเซล36.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.69
ดีเซล B2031.6931.6931.6931.6931.6931.6931.6931.69
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66


About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า